Search Results
128 results found with an empty search
- Los Angeles (L.A) 6 ย่านเด็ดในลอสแอนเจลิส
Los Angeles ลอสแอนเจลิส กรุงเทพฯ แห่งอเมริกา Los Angeles เมืองแห่งเทวดาตามคำแปลของชื่อก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน วันนี้เราไม่ได้มารีวิวการฉีดวัคซีนนะ แต่อยากมาแนะนำจุดเช็คอิน ย่านที่น่าเดินเที่ยวใน LA กันสั้นๆ เผื่อใครมีแพลนไปเที่ยวอเมริกา ก็อย่าลืมแวะแอลเอหล่ะ ต้องบอกว่าที่จริงแล้ว LA เป็นเมืองใหญ่มากๆ (ตอน Landing มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดของแสงไฟด้านล่างเลย) และมีที่ให้สำรวจกันแบบไม่รู้จบ ควรต้องมีรถยนต์จึงจะสะดวกเพราะระบบขนส่งสาธารณะนั้นไม่ครอบคลุมทั่วถึง วันนี้เราจึงเลือกเพียง 6 ย่านที่เราชอบ เผื่อใครกำลังวางแผนทริปอยู่จะได้โน้ตเพิ่มเติมเอาไว้ ส่วนคนที่ยังไม่มีทริป เราก็ไปทิพย์ด้วยกันก่อนก็แล้วกันน้าาา 1. Downtown LA บอกก่อนเลยว่าบรรยากาศย่านกลางเมืองของ LA นั้น อาจไม่ได้เอื้อให้เรารู้สึกปลอดภัยมากนัก เราแอบเสียดายอาคารเก่าดีไซน์สวยเป็นเอกลักษณ์ที่เรียงรายกันอยู่เต็มไปหมด แต่กลับไม่ค่อยได้รับการดูแลเท่าที่ควร และในบางโซนอาจจะมีคนไร้บ้านเยอะหน่อย อย่างไรก็ตาม Downtown ก็มีสถานที่น่าสนใจซ่อนอยู่มากมายแทบทุกหัวถนน ไปดูกันเลย! เริ่มต้นกันที่ The Broad พิพิธภัณฑ์ Modern Art ที่แค่ Facade ก็ปังแล้ว ตั้งอยู่บนถนน South Grand Avenue ที่นี่มีทั้งงานวาดเขียน งานประติมากรรม และงาน Installation จากศิลปินสุดล้ำระดับโลกจากหลายยุคสมัย แนะนำให้ซื้อตั๋วล่วงหน้าจากเวปของ The Broad ได้โดยตรงเลยครับ ที่อยู่ติดกันก็คือ Walt Disney Concert Hall อาคารฟอร์มแปลกตาล้ำสมัย ดูก็พอจะรู้ว่าเป็นผลงานการออกแบบของคุณ Frank Gehry แค่เห็นด้านนอกก็ปลุกเร้าจินตนาการได้ไม่รู้จบแล้ว เราเดินกันต่อฝั่งตรงข้ามเป็น MOCA Museum of Contemporary Art, Los Angeles ที่นี่เป็นอีกหนึ่งอาร์ตมิวเซียมสามารถจองตั๋วเข้าชมและเช็คตารางงานที่จะโชว์ได้ที่ https://www.moca.org/ และอย่าลืมแวะช้อปปิ้งกันที่ MOCA Store ด้านหน้าด้วยนะ บอกเลยว่าใครรักข้าวของเครื่องใช้ที่มีดีไซน์มีฟังก์ชั่นดีๆ แนะนำให้แวะเลยครับ!! ระหว่างทางเดินก็มีตึกระฟ้ากระจุกตัวกันพอประมาณ และฝนตก หมอกก็ลงอีก ดูเท่ไปอีกแบบ จากนั้นเราก็เดินไปขึ้นรถรางโบราณ Angels Flight Railway ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1901 จึงมีรูปลักษณ์ที่ขลังไม่เหมือนใคร และค่าบริการก็ถูกมาก (เที่ยวละ USD 1 เท่านั้นเอง) ลงจากรถรางแล้ว ก็แวะหาของอร่อยๆรองท้องที่ตลาด Grand Central Market ซักหน่อย เราชอบบรรยากาศของตลาดแห่งนี้มาก โดยเฉพาะป้ายนีออนหลากสีที่แข่งกันเด่น แต่กลับไม่รกตา ที่นี่มีอาหารให้เลือกเยอะมากหลายสัญชาติเลย รวมถึงอาหารไทยด้วย กินเสร็จแล้วก็ไปจิบกาแฟกันต่อที่ร้าน Blue Bottle เจ้าดังจาก San Francisco ไม่ว่าจะสาขาไหนก็คนเข้าคิวตลอด เพราะกาแฟเค้าดีจริง! ความพิเศษของสาขานี้อยู่ที่ทำเลที่ตั้งอยู่ในอาคาร Bradbury Building อายุเกือบ 130 ปี ซึ่งเคยเป็นฉากในหนังฮอลลีวู้ดชื่อดังมากมาย อาคารสไตล์ Victorian ที่สวยงามแห่งนี้เป็น Landmark ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของ LA และเป็นหนึ่งในอาคารพาณิชย์ที่เก่าแก่ที่สุดในย่าน Downtown ด้วย เดินต่อมาไม่น่าจะเกิน 5 นาทีเราก็จะพบกับร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในรัฐ California ที่ชื่อว่า The Last Bookstore คุณ Josh Spencer เจ้าของร้านได้เลือกชื่อนี้เพื่อประชดประชันกระแสสังคมที่ว่าร้านหนังสือกำลังจะตาย ที่นี่มีหนังสือทั้งเก่าใหม่รวมกันอยู่กว่า 500,000 เล่ม รวมถึงแผ่นเสียง ของสะสม ของที่ระลึกมากมาย และมีกิจกรรมสำหรับนักเขียนนักอ่านตลอดปี นอกจากร้านจะใหญ่และหนังสือเยอะแล้ว การตกแต่งภายในร้านยังน่าตื่นตาตื่นใจมากๆด้วย เราชอบชั้นลอยเป็นพิเศษเพราะเป็นจุดที่มีผู้คนมายืนล้อมตลอดแนวระเบียงเพื่อสเก็ตช์บรรยากาศร้านที่อยู่เบื้องล่าง กลายเป็นภาพที่แปลกตาแต่ก็ Inspiring มากๆ ได้เวลา Shopping แล้วล่ะ บนถนน South Broadway นั้นเรียงรายไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Art Deco มีร้านค้าเก๋ๆอยู่มากมาย ร้าน COS สาขานี้ตั้งอยู่ในอาคาร Oympic Theatre ที่สวยกริบ โดยทาง COS STORE ได้ทำการรีโนเวทจากโรงละครโอลิมปิคเก่า ที่ตั้งอยู่บนถนนในดาวน์ทาวน์แอลเอพื้นที่ใหญ่กว่า 600 ตรม. เราเดินผ่าน Urban Outfitters และแวะดูร้าน MYKITA แบรนด์แว่นตาสุดเท่ของเมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน จากนั้นก็เดินต่อจนถึงแยกที่ตัดกับถนน W 9th Street ก็พบกับ Shop ของ Acne Studios ที่ใหญ่และเก๋มาก (พื้นที่เกือบ 500 ตร.ม.แน่ะ) สาขานี้มีคาเฟ่ ILCAFFE ร้านโปรดของ Jonny Johansson จาก Stockholm ด้วย หัวมุมถนนฝั่งตรงข้ามก็เป็นร้าน Aesop ที่ตกแต่งด้วยวัสดุรีไซเคิลแสนดิบเท่ ถัดไปอีกก็คือร้าน A.P.C . แบรนด์แฟชั่นมินิมอลชื่อดังจากปารีส ร้านค่อนข้างใหญ่ และดูเหมือนว่าจะมีแค่เราเท่านั้น ได้ช็อปปิ้งแบบไพรเวทมาก ฮ่าๆ ละแวกนี้มีอะไรดีๆซ่อนอยู่เยอะเลย ลองไปสำรวจกันดูน้าา 2. Melrose Avenue ใครยังไม่จุใจกับการช้อปก็มาต่อกันแบบยาวววววววๆ (เกินกิโล) ที่ Melrose Avenue ได้เลย ถนนเส้นนี้ถูกขนาบ 2 ฝั่งด้วยอาคารเตี้ยๆตลอดสาย เป็นที่ตั้งของร้านค้าหลายแบรนด์ทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้จักจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ก็น่าเข้าแทบทุกร้านเลยแหละ คาแรคเตอร์ของร้านส่วนใหญ่จะเป็นแนว High Street ที่คัดสรรของดีไซน์น่าสนใจมาอย่างดี สายช้อปควรเผื่อเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงนะครับ เริ่มกันที่ Ron Herman กับ Fred Segal ร้าน Select Shop สไตล์แคลิฟอร์เนียที่เราปลื้มมาตั้งแต่ตอนไปเที่ยวญี่ปุ่น คราวนี้ได้มาบุกถึงถิ่นกำเนิด (แต่แอบรู้สึกว่าที่ญี่ปุ่นเลือกของมาได้ถูกจริตเรามากกว่า) ด้านล่างก็มีคาเฟ่ให้นั่งชิลกันด้วยนะ ต่อด้วยตึกทรงลูกบาศก์สีชมพูที่หลายคนอาจเคยเห็นใน IG กันอยู่บ่อยๆ ตึกนี้เป็นที่ตั้งของร้าน Paul Smith สาขาใหญ่ แทบจะเป็นแลนด์มาร์คของย่านนี้เลยก็ได้ ร้านอื่นๆที่คุณจะได้เจอในย่านนี้ก็มีทั้งเสื้อผ้า ของแต่งบ้าน โดยมีทั้งแบรนด์โลคอลและแบรนด์ระดับโลก เช่น Balmain, Marc Jacob, Chloe, Marni, Bottega Venetta, Frame, Isabel Marant, A.P.C., Outdoor Voices, Editions de Parfums Frédéric Malle โชคดีที่ตอนที่เราไป (ก่อนโควิด) นั้นมีตลาด Melrose Place Farmers Market พอดี บรรยากาศจึงยิ่งมีชีวิตชีวาอย่างมาก ตลอดแนวทางเดินก็เรียงรายไปด้วยอาหารคราฟท์ และสินค้าประดิษฐ์มือมากมาย 3. จุดชมวิว Hollywood Sign Lake Hollywood Park เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่ไม่ควรพลาด เพราะจะมีสนามหญ้าสีเขียวให้นั่งเล่น ยืนถ่ายรูปเก๋ๆกับป้ายฮอลลีวูดได้ด้วย Location: https://goo.gl/maps/v9LzGXDPYoyXbcvr6 4. Mid-Wilshire ย่านบ้านสวย ชีวิตดี มิวเซี่ยมปัง Tourists น้อย อาจจะไม่มีความตื่นตาตื่นใจเท่ากับย่านอื่นๆ แต่ละแวกนี้น่าอยู่ชะมัด ขอย้ำอีกครั้งว่าบ้านแถบนี้สวยมากๆ ร้าน Met her at a bar เป็นร้าน Brunch สัญชาติไทยผสมฝรั่งที่รสชาติเข้มข้นลงตัว หนึ่งในร้านที่ถูกปากเรามากที่สุดในทริปนี้ เราชอบเมนูไก่ทอดกินคู่กับวาฟเฟิ่ล อร่อยสุดๆ ความเป็นมาของร้านก็น่าสนใจเพราะเจ้าของร้านเป็นคู่หญิงชายที่ไปพบรักกันในบาร์แห่งหนึ่งจนมาลงเอยกันด้วยการทำธุรกิจร้านอาหารด้วยกัน หากคุณคุ้นตากับรูปเสาไฟนับร้อยต้นแบบในภาพ สิ่งนี้คืองาน Art Installation ถาวร ที่ชื่อว่า Urban Light ตั้งอยู่ด้านนอกของ Los Angeles County Museum of Art (LACMA) ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในแถบตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีผลงานจัดแสดงอยู่ภายในทั้งแบบถาวรและหมุนเวียนรวมกันกว่า 140,000 ชิ้น 5. Beverly Hills ย่านช็อปปิ้งแบรนด์เนม ชื่อนี้คือตำนานที่อยู่คู่ LA มาทุกยุคสมัย เพราะเป็นถิ่นที่อยู่ของดารา นักร้อง เซเลบริตี้ และมหาเศรษฐีแห่งโลกฮอลลีวู้ด ที่นี่จึงเป็นแหล่งรวมความเริ่ดหรูที่ทั้งเข้มข้นและหลากหลาย ตั้งแต่บรรยากาศภายนอกไปจนถึงการตกแต่งภายใน ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนคลับสินค้า Luxury แบรนด์ใด Beverly Hills น่าจะตอบได้เกือบทุกโจทย์ความต้องการ และต่อให้คุณจะไม่ใช่สายช้อป บรรยากาศที่หรูสุดๆของที่นี่ก็ควรค่าแก่การได้มาเสพสักครั้งหากคุณได้แวะมาเที่ยว LA 6. Santa Monica เราพูดถึงแต่ในเมืองจนเกือบลืมไปว่า LA นั้นอยู่ติดทะเลและมีหาดสวยๆหลายหาดเลย หนึ่งในหาดที่มีชีวิตชีวาที่สุดก็คือ Santa Monica เรามาทันเห็นวิวพระอาทิตย์ตกพอดี ต้องบอกว่าประทับใจมากเลยครับ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเป็นภาพที่เราคุ้นตามาจากหนังและ TV Series ด้วย แต่พอมาสัมผัสของจริงก็ยิ่งซาบซึ้งคนละ Level กันเลย ที่นี่มีสตรีทฟู้ดให้เลือกกินมากมาย (แต่อาจจะเป็นแนวเน้นขายนักท่องเที่ยวซักหน่อย) ชายหาดเต็มไปด้วยผู้คนที่มานั่งชิลล์ เล่นสเก็ต และเตร็ดเตร่ปล่อยอารมณ์ อีกไฮไลท์ของ Santa Monica ก็คือที่นี่เป็นจุดสิ้นสุดของถนน Route 66 ถนนสายหลักของอเมริกาที่เริ่มต้นจาก Chicago ตัดผ่านรัฐต่างๆเป็นระยะทางเกือบ 4,000 กม. แล้วจบลงที่ Pacific Park สวนสนุกริมทะเล ณ หาด Santa Monica แห่งนี้ บรรยากาศครึกครื้นเป็นกันเอง เหมือนงานวัดแบบฝรั่งๆ และเราก็ไม่พลาดที่จะลองขึ้นเครื่องเล่นด้วย Los Angeles นั้นเป็นเมืองที่มีไดนามิคส์สูงมาก เป็นแหล่งรวมของความหลากหลายทั้งในแง่เชื้อชาติและชนชั้น ในด้านความหรูหรานั้นยอมรับว่าสุดมาก ส่วนในด้านของความยากจนก็มีให้เห็นบ่อยจนชินตาเช่นกัน โดยเฉพาะย่าน Downtown ที่บางช่วงตึกเราแอบรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยเอาเสียดื้อๆ แม้ที่นี่อาจจะไม่ใช่เมืองที่เราจะวางแผนกลับมาเที่ยวบ่อยๆ แต่เราก็ตื่นเต้นและดีใจมากที่ได้มาเยี่ยมเยือนและเห็นความยิ่งใหญ่ของเมืองอันดับ 2 ของอเมริกาแห่งนี้ด้วยตาตัวเอง #LetsHoparound
- Aesop Thonglor Signature Store
Aesop, Welcome Back To Thailand! เป็นเวลาพักใหญ่ๆเลยที่แฟนๆ Aesop (จริงๆอ่านว่า “อีสป” แต่ในไทยใช้ “เอสอป”) ในไทยได้แต่คิดถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพและกลิ่นหอมธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ไม่มีหน้าร้านให้ซื้อ ข่าวดีก็คือวันนี้ Aesop กลับมาแล้วครับ และครั้งนี้แบรนด์ก็มาเองโดยตรงแบบไม่ผ่านตัวแทนจัดจำหน่ายใดๆ เปิดตัวจริงจังด้วยหน้าร้าน Signature Store แบบ Stand Alone นอกห้างหนึ่งเดียวใน South East Asia ณ ทองหล่อ ซอย 13 งานออกแบบ Interior ของร้านจะดีงามขนาดไหน เราขออาสาพาเพื่อนๆไปชมบรรยากาศกันก่อนใครเลยครับ เพื่อสะท้อนถึงอัตลักษณ์ไทยให้สมกับความเป็นร้านซิกเนเจอร์ร้านแรกในประเทศ Aesop จึงมอบหมายให้ Sher Maker สตูดิโอสถาปนิกชาวไทยซึ่ง Based อยู่ที่เชียงใหม่เข้ามาดูแลงานออกแบบทั้งหมด ไม้สักเก่าที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว และหินแกรไนต์ที่ใช้ในการผลิตครกแบบดั้งเดิม จึงถูกเลือกมาให้เป็นตัวแทนในการถ่ายทอดวิถีชีวิตแบบพื้นถิ่น ภายใต้ความทันสมัยทว่าอบอุ่นตามแบบฉบับของ Aesop พื้นที่ของร้านนั้นแบ่งออกเป็น 2 โซน คือ โซนหน้าร้านหลัก และ “ห้องฝาไหล” ซึ่งเป็นโซนเครื่องหอม เราแอบได้ยินมาว่าอาจจะมีเพิ่มโซนที่ 3 เป็นห้องทรีตเม้นต์ในอนาคตด้วย ตลอดแนวผนังฝั่งขวา (เมื่อหันหน้าเข้าร้าน) ในโซนหน้าร้านหลักนั้นเรียงรายไปด้วยขวดสีอำพัน บรรจุภัณฑ์ที่เป็นภาพจำของ Aesop ซึ่งครั้งนี้มีสินค้ามาครบหมดตั้งแต่ผมจรดเท้า รวมถึงผลิตภัณฑ์สำหรับบ้านด้วย เซ็นเตอร์พีซของโซนนี้ก็คืออ่างล้างมือทรงสี่เหลี่ยมทำจากหินแกรไนต์ที่ใช้ทำครก ไม่ได้มาแค่ 1 แต่มาถึง 4 อ่างใหญ่สำหรับทดลองผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งทาง Aesop ก็จัดของมาให้ลองกันได้แบบแน่นโต๊ะเลยครับ ส่วนตัวโต๊ะนั้นก็ทำจากไม้สักเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและใช้เทคนิคตอกลิ่มให้ขัดยึดกันตามวิธีพื้นบ้านภาคเหนือ สำหรับรูปแบบของอ่างล้างมือตรงกลางร้านนี้ก็เป็นการหยิบยืมไอเดียมาจาก “กระบะดิน” ซึ่งใช้ในการก่อกองไฟในค่ำคืนที่หนาวเย็นแถบภาคเหนือเช่นกัน กระบะดินจึงถือเป็นจุดหลอมรวมให้ผู้คนได้มานั่งล้อมและโอภาปราศรัยกัน ถัดไปที่ผนังฝั่งซ้ายก็เป็นมุมซิงค์ที่จำลองมาให้ได้ฟีลแบบห้องน้ำเท่ๆในบ้านเพื่อให้ลูกค้าได้ประสบการณ์แบบ Immersive ในการทดลองสินค้า มาถึงโซนที่ 2 คือ “ห้องฝาไหล“ ที่มียศเป็น “Sensorium” ห้องเครื่องหอม Aesop แห่งที่ 2 ในโลกถัดจากสาขา Pitt Street ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย ที่เรียกว่าห้องฝาไหลก็เพราะตัวผนังนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากผนังบ้านในภาคเหนือที่มีการตีแผ่นไม้แนวตั้งสลับกับการเว้นช่องให้แสงเข้าโดยซ้อนผนังแบบเดียวกันนี้เป็น 2 ชั้น และสามารถเลื่อนชั้นในไปมาเพื่อปรับทิศทางแสงได้ สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในโซนนี้ก็คือ Fragrance Armoire ตู้น้ำหอม Eaux de Parfum ที่เปิดพาเราไปสู่มิติและสถานที่ต่างๆตามที่น้ำหอมแต่ละกลิ่นถูกดีไซน์มา นอกจากนี้ยังมีเทียนหอม แชมพูอาบน้ำสัตว์เลี้ยง น้ำยาดับกลิ่นอึ Post-Poo Drops ตัวดังของแบรนด์ รวมถึงธูปหอมที่ผลิตโดยโรงงานธูปเก่าแก่ในเกียวโตซึ่งเป็นการวางขายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในไทยอีกด้วย ตัวกลิ่นธูปจะออกแนว Woody และ Spicy ซึ่งจะช่วย Grounding ให้รู้สึกสงบได้ดีมากครับ แม้ว่าการกลับมาคราวนี้ของ Aesop สินค้าจะค่อนข้างครบมากๆแล้ว แต่ก็ยังไม่ 100% นะครับ เนื่องจากผลิตภัณฑ์บางตัวก็เดินทางมาไม่ถึงประเทศไทย และบางรายการก็ยังอยู่ในขั้นตอนขอหมายเลขอย. ถ้าอยากดูของแบบครบ 100% อาจจะต้องให้เวลาอีกนิด ก็จะมีครบแน่นอนครับ เพราะหลังจากนี้ทางแบรนด์ก็มีแพลนที่จะขยายสาขาออกไปอีกทั้ง Online และ Offline แต่จะเป็นที่ไหนบ้างก็ต้องติดตามกันต่อไปครับ Aesop Thonglor Signature Store Location: https://maps.app.goo.gl/YEn1iKDnviipc2iC8 www.hoparound.co #LetsHoparound #Aesop #AesopThonglor #AesopThailand #AesopSkincare
- The Standard Huruvalhi Maldives เดอะ สแตนดาร์ด ฮูรุวาลี มัลดีฟส์ สิบตาเห็นก็ไม่เท่าพาตัวเป็นๆ มาสัมผัสเอง
The Standard Huruvalhi Maldives สิบตาเห็นก็ไม่เท่าพาตัวเป็นๆมาสัมผัสเอง รีวิว เดอะ สแตนดาร์ด ฮูรุวาลี มัลดีฟส์ ทริปนี้ #hoparound.co ชวนเพื่อนๆแพ็คกระเป๋า บินลัดฟ้า ข้ามวงแหวนปะการังสู่ The Standard Huruvalhi Maldives สวรรค์สีฟ้าครามที่รูปภาพสามารถถ่ายทอดได้เพียงแค่เศษเสี้ยวความงามเหมือนฝันของสถานที่จริงเท่านั้นครับ The Standard Huruvalhi Maldives เป็นโรงแรม 5 ดาวที่มีจริตขี้เล่นเป็นตัวของตัวเองต่างจากโรงแรมหรูอื่นๆ คุณเค้าตั้งอยู่บนเกาะ Huruvalhi ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวงแหวนปะการัง Raa (Raa Atoll) ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุง Malé เมืองหลวงของมัลดีฟส์ Airport lounge หลังจากที่เราเดินทางมาถึงสนามบินในเมืองหลวงแล้ว อีกหนึ่งประสบการณ์พิเศษสำหรับแขกของ The Standard ก็คือการได้นั่ง Sea Plane ลำเล็กบินต่อไปลงยังเกาะ Huruvalhi ที่อยู่ห่างออกไปอีกราวๆ 45-50 นาที โดยที่ระหว่างทางเราก็จะได้ตื่นตาไปกับวิวหมู่เกาะและแนววงแหวนปะการังต่างๆที่สวยจนลืมหายใจเลยล่ะครับ The Arrival เรายังจดจำโมเม้นต์ที่เรามาถึงรีสอร์ทได้ดี ทุกอย่างช่างดู Magical งดงามราวกับภาพฝัน ทะเลคราม น้ำใส ทรายขาว สีของท้องฟ้าตัดกับสีเหลืองของผ้าลายทางที่สะบัดพลิ้วไปกับสายลมอย่างร่าเริง พัดพาเอาความเครียดในหัวของเราให้มลายหายไปด้วยเลย เป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกเหมือนเป็นตัวละครในหนังสักเรื่องที่ได้เดินทางมาถึง Blue Paradise จริงๆ Our Overwater Pool Villa ที่นี่มีวิลล่ารวมกัน 115 หลัง มีทั้งแบบ Overwater คืออยู่เหนือน้ำทะเลตื้นๆในลากูนธรรมชาติ (ซึ่งเป็นแบบที่เราเลือกพัก) และแบบ Beach ที่อยู่บนหาดทรายขาวละเอียด ซึ่งทั้ง 2 แบบนั้นมาพร้อมกับสระว่ายน้ำส่วนตัวของแต่ละหลัง แต่ถ้าอยากลงว่ายน้ำในสระที่ใหญ่ขึ้นก็มีสระส่วนกลางของรีสอร์ทไว้ให้บริการเช่นกัน แต่เราเลือกที่จะลงทะเลดำน้ำ Snorkle ดูปลาหลายสีหลากไซส์ไปเลย เพราะธรรมชาติที่นี่มหัศจรรย์มากบางครั้งน้องกระเบนก็มาทักทายเราถึงหน้าห้องเลย เกาะ Huruvalhi มีขนาดกระทัดรัดกำลังดี ทั้งเกาะนั้นเป็นของ The Standard ทั้งหมด ไม่ต้องแบ่งกับใคร เราสามารถเดินเพลินๆได้ทั่วทั้งเกาะโดยที่ไม่เหนื่อยเกินไป หรือจะเรียกรถ Buggy ให้มารับไปส่งที่จุดใดก็ได้ แต่วิธีที่เราชอบมากที่สุดก็คือการปั่นจักรยาน เพราะมันชิลสุดๆเลยครับ ปั่นไม่น่าเกิน 20 นาทีก็ทั่วเกาะแล้ว Food & Drink บางคนอาจจะกลัวว่ามาอยู่เกาะแล้วจะเบื่อ แต่ในความเป็นจริงที่ The Standard มีกิจกรรมให้เลือกทำเยอะมาก ลำพังห้องอาหารก็มีตั้ง 6 เอ้าท์เล็ทส์ที่มีคอนเส็ปต์ไม่เหมือนกันเลย ตั้งแต่ห้องอาหารแบบ All Day Dining คาเฟ่ชิลๆ ห้องอาหารมัลดีเวี่ยน บีชบาร์บีคิว ไปจนถึงบาร์ที่มี Dance Floor พร้อม Disco Ball ลูกใหญ่ที่สุดในมัลดีฟส์อีกด้วย แต่ถ้าไม่อยากออกไปไหนจริงๆก็สั่ง In Villa Dining ให้พนักงานมาเสิร์ฟถึงห้องก็ได้เช่นกัน Kula Joos Café Beru Bar Guduguda BBQ Shak In Villa Dining Activities ใครสายออกกำลังก็มีทั้งสนามเทนนิส ฟิตเนส หรือจะลงทะเลจากห้องตัวเองเพื่อ Snorkle ดูปลาแบบเราก็ได้ เพลินมากจริงๆครับ เค้าเตรียมอุปกรณ์ไว้ให้พร้อมในห้องพักเลย แต่ถ้าอยากจะออกทริปไปดูเต่าดูปลาโลมาทางรีสอร์ทก็มีตารางกิจกรรมที่สลับสับเปลี่ยนไปทุกวัน หรือจะดำน้ำจริงจังก็ติดต่อ Dive Center ได้เลย ถ้ามีเด็กๆมาด้วย ทางรีสอร์ทก็มีปราสาทเป่าลมลอยน้ำให้ปีนเล่นกันสนุกสนานอีกต่างหาก ยังไงก็อย่าลืมโบก Sun Screen ให้ทั่วๆด้วยนะครับ Spa ส่วนใครชอบผ่อนคลายแบบสงบ ต้องเชิญที่สปาเลยครับ สปาที่นี่นอกจากจะมีทรีทเม้นต์ฮีลกายใจหลายแบบแล้ว เค้ายังมี Hydro Facilities อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นห้องอาบน้ำแบบตุรกีอย่าง Hamam หรือห้องอบไอน้ำ รวมถึงคลาสโยคะรายวันด้วยครับ Cast Away Experience ไหนๆก็ได้มาถึงที่นี่แล้ว ทริปนี้เราก็เลยอยากลองอะไรที่แปลกใหม่ซักหน่อย ซึ่งก็คือประสบการณ์ติดเกาะร้าง (Cast Away Experience) ครับ ทางรีสอร์ทเค้าจะพาเรานั่งเรือไปส่งที่เกาะร้างที่อยู่ไม่ไกลจากรีสอร์ทมากนัก โดยพนักงานจะเตรียมอาหารว่างและเครื่องดื่ม พร้อมกับตั้งซุ้มกันแดดให้เรานอนเล่นได้โดยที่ทั้งเกาะนั้นจะเป็นของเราแต่ผู้เดียว และเราสามารถใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้นานเท่าที่เราต้องการ เราสามารถนัดให้พี่เค้ามารับกลับเมื่อไหร่ก็ได้ จากประสบการณ์ของเราคิดว่าประมาณชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมงน่าจะกำลังดีครับ ธรรมชาติบนเกาะร้างสมบูรณ์มาก นกบินกันว่อน และปูลมก็วิ่งไล่กันสนุกสนานเลยครับ ที่เกาะร้างนี้เรานั่งมองกลับไปที่เกาะที่ตั้งของรีสอร์ท และก็พลางจินตนาการถึงชีวิตของแขกและพนักงานที่รีสอร์ท ซึ่งเป็นการมองจากมุมที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามี จริงๆแล้วนี่เป็นเหมือนโบนัสเลยครับ เพราะช่วยสะท้อนความคิดของเราว่าชีวิตของเรามีมุมให้มองได้จากหลากหลายมุม เวลาที่เรามีความทุกข์ บางทีแค่ลองเปลี่ยนท่าหามุมมองใหม่ๆก็ช่วยได้มากแล้ว สารภาพตามตรงว่าก่อนมาที่นี่เราไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก อาจจะเพราะเราเคยเห็นความสวยงามของมัลดีฟส์และรีสอร์ทต่างๆผ่านรูปถ่ายมานับครั้งไม่ถ้วนจนเริ่มชินตากับวิวทะเลสีฟ้าครามและหาดทรายขาว แต่เชื่อเถอะครับว่าการดูรูป กับการได้มาอยู่ตรงนี้จริงๆมันช่างต่างกันโดยสิ้นเชิง หลายครั้งเราก็ได้แต่พูดกับตัวเองว่านี่มันความฝันชัดๆ และแม้ว่าเราจะอยู่ในรีสอร์ทที่มีความสะดวกสบายระดับ 5 ดาว แต่คาแร็คเตอร์ที่ขี้เล่นเป็นกันเองไม่ติดหรูของ The Standard ก็ทำให้เราไม่รู้สึกต้องเกร็ง และสามารถปล่อยใจไปกับความงามบริสุทธิ์ของเกาะ Huruvalhi ได้โดยปราศจากความกังวลใดๆ ถ้าเพื่อนๆกำลังมองหาที่พักใน Maldives ที่ไม่เหมือนใครอยู่ละก็ อยากให้ลองพิจารณา The Standard Huruvalhi ดูนะครับ น่าจะกลายเป็นอีกประสบการณ์ประทับใจที่ยากจะลืมลงเลยครับ Take a trip to paradise and make your island dreams a reality at The Standard, Maldives. www.hoparound.co #LetsHoparound #Maldives #HopStay #thestandardhotel #TheStandardMaldives #visitMaldives
- SOHO HOUSE BANGKOK โซโหเฮ้าส์ กรุงเทพฯ บ้านใหม่สายครีเอทีฟแห่งที่ 3 ในเอเชีย
SOHO HOUSE BANGKOK บ้านใหม่สายครีเอทีฟแห่งที่ 3 ในเอเชีย Soho House คือคลับเฮ้าส์แสนเก๋สำหรับชาวครีเอทีฟสายตรงสุด Exclusive ที่เปิดต้อนรับเฉพาะสมาชิกและเพื่อนของสมาชิกเท่านั้น ก่อตั้งในปี 1995 โดยคุณ Nick Jones ที่ Soho ลอนดอน ปัจจุบันได้ขยายออกไปเป็นกว่า 40 เฮ้าส์ทั่วโลก และมี Properties ที่กำลังต่อคิวเปิดตัวอีกหลายแห่ง โดยในวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ก็เป็นคิวกรุงเทพมหานครฯของเราซึ่งนับเป็น Soho House แห่งที่ 3 ในเอเชีย ถัดจากมุมไบและฮ่องกง และด้วยนโยบาย No Photo หลังจากเปิดให้บริการ ทำให้วันนี้เป็นโอกาสพิเศษจริงๆที่เพื่อนๆชาว #Hopsters ที่จะได้เห็นแทบทุกซอกมุมของ Soho House Bangkok ก่อนใคร ไปดูกันเลยครับ Soho House Bangkok นั้นตั้งอยู่ในอาคารสไตล์ไทยประยุกต์ 3 ชั้นในซอยสุขุมวิท 31 เดิมเคยเป็นโรงแรม The Eugenia ก่อนที่ทีมออกแบบ In-House ของ Soho House จะบินตรงมาดูแลรายละเอียดทุกอย่างด้วยตัวเองตั้งแต่การดีไซน์ เสาะหาวัสดุ ไปจนถึงงานก่อสร้างเพื่อความครบในตัวตนของแบรนด์ที่เปี่ยมไปด้วยรสนิยม เควิร์กกี้แต่ก็อบอุ่น สวยเนี้ยบแต่กลับไม่ทำให้เกร็ง เรามาเริ่มต้นกันที่ล่างกันนะครับ งานดีไซน์ต่างๆนั้นมีแรงสั่นนุ่มๆแต่หนักแน่นให้เราสัมผัสตั้งแต่นาทีที่ก้าวเท้าเข้ามาที่ Reception ชั้นล่างนี้จะประกอบไปด้วยบาร์ เลานจ์ และสระน้ำที่สวยทุกห้องทุกมุมจริงๆ สมาชิกสามารถสั่งดริ้งค์มานั่งจิบระหว่างพักผ่อน ทำงาน หรือสร้างคอนเน็คชั่นใหม่ๆกับชาวครีเอทีฟที่มีรสนิยมคล้ายๆกันได้ งานผ้าไหมส่วนมากทั้งที่เป็นม่านและเป็นแผ่นบุผนังนั้นเป็นของ Jim Thompson ที่สั่งทำพิเศษให้เฉพาะที่นี่เท่านั้น ส่วนงานอาร์ทที่ทีมเลือกมาประดับนั้นล้วนเป็นงานของศิลปินชาวไทย เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นเป็นงานของ Soho House โดยเฉพาะซึ่งมีขายอยู่ในร้าน Soho Home ร้านเฟอร์นิเจอร์ของแบรนด์ด้วย ชั้นสองเป็นโซนห้องอาหารที่มีการนำเข้าอุปกรณ์ Cutlery และแก้วคริสตัลที่ใช้ในการเสิร์ฟเครื่องดื่มมาจาก Soho House ที่อังกฤษโดยตรงเลย นอกจากนี้ยังมีเมนูของ Soho House ที่เหมือนกันทั่วโลก ควบคู่ไปกับเมนูเฉพาะของคลับเฮ้าส์ฝั่งกรุงเทพฯด้วย รายละเอียดของงานดีไซน์บนชั้น 2 นี้สวยงามและเนี้ยบไม่แพ้ชั้นล่าง เพิ่มเติมคือมีการนำงานหินอ่อนแผ่นใหญ่ (ลายสวยมากกกก) และงานสลักไม้บุผนังที่ต้องใช้ฝีมือช่างเฉพาะทางมาใช้ประดับด้วย นอกจากนี้บนชั้น 2 ยังมีโซนระเบียงเอ้าท์ดอร์ และห้องประชุมขนาดกระทัดรัดแต่หรูหราเอาเรื่องสำหรับให้สมาชิกจองเพื่อใช้งานด้วย ชั้นบนสุดเป็นห้องจัดงาน Event ที่สามารถปรับเปลี่ยนอารมณ์ให้เหมาะทั้งงานกลางวันและกลางคืนได้ ในช่วงที่เราเข้าไปห้องนี้ถูกจัดไว้ให้มีลักษณะเหมือน Music Lounge มีเวทีเล็กๆเหมาะกับการทำการแสดงดนตรีหรือ Stand-Up Comedy แบบ Exclusive ได้ด้วยครับ ปกติแล้ว Soho House ในแต่ละที่ก็จะมี Facilities ที่ต่างกันไปตามลักษณะของ Space บางแห่งเป็นฟาร์ม บางแห่งเป็นโรงแรม บางแห่งก็มีสปา และโคเวิร์คกิ้งสเปซ สำหรับที่กรุงเทพนั้นมีลักษณะเหมือนเป็นจุดนัดพบของชาวครีเอทีฟที่สมาชิกสามารถเข้ามาใช้พื้นที่และชวนเพื่อนๆมาได้อีก 3 คน หรือหากสมาชิกต่อการเชื่อมต่อกับคนในวงการสร้างสรรค์ที่สาขาอื่นๆในโลกก็ให้ทาง Soho House ช่วยประสานงานให้ได้ด้วยนะครับ สำหรับชาว #Hopsters ที่สนใจสมัครสมาชิกสามารถดูรายละเอียดได้ทางหน้าเวป https://www.sohohouse.com/thailand/ นะครับ #LetsHoparound #Bangkok #SohoHouse #SohoHouseBangkok www.hoparound.co
- The Tubkaak Krabi Boutique Resort ตื่นตาทะเลใต้ สุขสบายสไตล์บูทีค
The Tubkaak Krabi Boutique Resort ตื่นตาทะเลใต้ สุขสบายสไตล์บูทีค คงไม่มีใครที่ได้เห็นหาดทับแขกครั้งแรกแล้วไม่รู้สึกว้าว วิวหมู่เกาะห้องน้อยใหญ่ทั้ง 13 เกาะนั้นเรียงรายแบบสวยสับมหัศจรรย์ราวกับถูกพระเจ้าจงใจจัดวาง และ ณ กลางหาดนี้เองก็เป็นที่ตั้งของ “เดอะ ทับแขก กระบี่ บูทีค รีสอร์ท” ที่เพิ่งกลายเป็นที่รู้จักในกลุ่มคนไทยได้ไม่นานแม้จะเปิดให้บริการมาเกือบ 20 ปีแล้ว เพราะก่อนหน้านี้มักจะมีแต่กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติที่รู้จักและอยากจะมาใช้บริการ อาจจะเพราะรีสอร์ทแห่งนี้ติดลิสต์ในหนังสือขายดีอันดับ 1 แห่ง New York Times “1,000 Places To See Before You Die” ที่เขียนโดย Patricia Schultz วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไปสำรวจความดีงามของรีสอร์ทบูทีคแห่งนี้กันครับ The Arrival สายฝนโปรยปรายลงมาพอให้ชุ่มฉ่ำต้อนรับเราสู่สนามบินกระบี่ พี่คนขับรถของโรงแรมมาชูป้ายรอรับเราอยู่ด้านนอกแล้ว พอเอาสัมภาระขึ้นรถเสร็จพี่คนขับก็เสิร์ฟขนมครอฟเฟิ่ลกับน้ำส้มคั้นสดให้เราเพลิดเพลินในช่วง 45 นาทีระหว่างเดินทางไปยังรีสอร์ท เมื่อมาถึงสิ่งที่เราสังเกตเห็นเป็นอย่างแรกก็คือสถาปัตยกรรมที่แปลกตาเพราะมีการผสานแรงบันดาลใจจากเรือกอและกับเรือนาคาเข้าไปในงานออกแบบด้วย โดยอาคารต่างๆนั้นปลูกสร้างแซมอยู่ในความเขียวขจีของต้นไม้ที่แทบจะไม่ได้ถูกตัดออกไปเลย เพราะเป็นความตั้งใจของทางรีสอร์ทที่จะเก็บรักษาต้นไม้ดั้งเดิมไว้ทั้งหมด ล็อบบี้ของรีสอร์ทดูอบอุ่นเรียบง่ายด้วยงานไม้ซึ่งเปิดโล่งรับอากาศธรรมชาติที่ไหวเวียนจากรอบด้าน ขั้นตอนการเช็คอินเป็นไปอย่างราบรื่น มีน้ำมะตูมสดชื่นเสิร์ฟให้เป็น Welcome Drink และเนื่องจากเรามาถึงก่อนเวลา วิลล่าริมหาดของเราจึงยังไม่พร้อม พนักงานต้อนรับจึงเสนอพาทัวร์รีสอร์ท และให้ห้อง Deluxe เป็นห้องสำรองให้เราพักผ่อนไปพลางๆก่อน The Concept เดอะ ทับแขกฯเปิดให้บริการมาตั้งแต่พ.ศ. 2546 ก่อตั้งโดยคุณวิภาวรรณ เหล่าธนาสิน นักธุรกิจหญิงคนเก่งที่สร้างตัวขึ้นด้วยตัวเอง ด้วยทำเลที่ Boutique Resort แห่งนี้นั้นถูกโอบกอดไปด้วยภูเขาและทะเล ที่นี่จึงโดดเด่นในเรื่องความงดงามของธรรมชาติอันสมบูรณ์ ที่เราเซอร์ไพร้ซ์ก็คือน้ำที่ใช้ในรีสอร์ททั้งหมดนั้นมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติบนเขาหางนาค (หรือบางคนเรียกเขาหงอนนาค) ที่บนยอดเขาหางนาคนั้นมีตาน้ำที่ว่ากันว่าเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์โดยเชื่อว่าเป็นน้ำตานาค คงเดากันได้ไม่ยากว่าบริเวณนี้นั้นมีความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคน้ำเค็มมานมนาน และบริเวณที่รีสอร์ทตั้งอยู่ก็ได้ชื่อว่าตั้งอยู่ในเขตส่วนท้องของพญานาค เพราะใกล้ๆกับตัวรีสอร์ทก็มีตาน้ำที่น่าพิศวงอยู่อีกแห่งซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า “สะดือนาค” อยู่ด้วย เดอะ ทับแขก จึงเป็นรีสอร์ทที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างมาก เพราะเป็นจุดสมดุลของงานบริการที่ยอดเยี่ยม ธรรมชาติที่สมบูรณ์ไม่เหมือนใคร งานสถาปัตยกรรมที่ได้แรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมท้องถิ่น ไปจนถึงความเชื่อในตำนานชาวบ้าน และทั้งหมดก็ถูกห่อหุ้มอยู่ในบรรยากาศที่แสนผ่อนคลาย Our Room บนที่ดินอันกว้างขวางของเดอะ ทับแขกฯนั้นมีห้องพักเพียง 59 ห้องเท่านั้น ทุกอาคารสร้างขึ้นโดยการเลี่ยงการตัดต้นไม้ทั้งหมด แม้ตัวรีสอร์ทจะมีอายุเกือบ 20 ปีแล้ว (เปิดให้บริการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2546) แต่ก็มีการปรับปรุงบำรุงรักษากันอยู่ตลอด ก่อนจะไปดูห้อง Ocean View Pool Villa ของเรา เราขอพาเพื่อนๆแวะไปชมห้อง Deluxe ที่ทางโรงแรมจัดเป็นห้องสำรองให้เรากันก่อนดีกว่าครับ เผื่อเพื่อนๆจะสนใจจองห้อง Type นี้กัน ไปดูรูปกันเลย ห้อง Deluxe ที่ทางรีสอร์ทจัดมารับรองเราอยู่ชั้น 2 และได้วิวสระว่ายน้ำ ขนาดห้องกำลังดีครับ มี Outdoor Shower และ Outdoor Bathtub ให้ด้วยนะครับ Ocean View Pool Villa ถึงตาห้องจริงๆของเราแล้วครับ นี่คือห้อง Ocean View Pool Villa ที่อยู่ติดหาดเลย ทางเข้าอยู่ด้านข้างนะครับ แต่จะพาเพื่อนๆชมจากทางด้านหน้าซึ่งมีสระส่วนตัวที่เห็นวิวทะเลไปด้วย สามารถเดินทะลุด้านข้างวิลล่าเพื่อไปโซนล้างตัวด้านหลังได้ง่ายๆเลยครับ ถัดเข้ามาเป็นห้องนอน โต๊ะทำงาน มินิบาร์ มีเครื่อง Nespresso ให้ด้วยแล้วก็มีทีวีพร้อม Netflix (ที่เราไม่ได้เปิดดูเลย ฮ่าๆ) ส่วนลำโพงบลูทูธของ Bose ก็เสียงกระหึ่มดีมากครับ ถัดเข้ามาอีกเป็น Dressing Area ที่กว้างกำลังดี จากนั้นก็เป็นห้องน้ำที่จัดโซนได้ลงตัว มีอ่างล้างหน้าแยก 2 ฝั่ง มีห้อง Toilet ที่ปิดประตูเพื่อความเป็นส่วนตัวได้ มี Shower ให้ทั้งในห้องและด้านนอก (สำหรับล้างตัวหลังเล่นสระหรือทะเลก่อนเข้ามาในห้อง) และสุดท้ายก็คืออ่างอาบน้ำสีดำสำหรับแช่ตัวกลางแจ้งที่น่าจะเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของห้องเลย เราชอบตรงที่ถ้าเปิดประตูกั้น พื้นที่ทั้งหมดก็จะถูกเชื่อมให้เป็นหนึ่งเดียวตั้งแต่สระว่ายน้ำหน้าวิลล่าไปจนถึงอ่างอาบน้ำด้านหลังเลยครับ The Arundina ห้องอาหารไทยแบบ All-Day Dining ของเดอะ ทับแขกฯนั้นมีชื่อว่า The Arundina ซึ่งอยู่หน้าหาด อาหารทุกมื้อจะเสิร์ฟที่นี่ตั้งแต่มื้อเช้า กลางวัน และค่ำ รวมถึงเครื่องดื่มระหว่างวันด้วย (น้ำมะม่วงเบาปั่นนั้นเด็ดนักแล) ที่นี่จึงเป็นจุดศูนย์รวมความมีชีวิตชีวาของรีสอร์ทไปโดยปริยายซึ่งเราชอบในความสะดวก เรียบง่ายแบบนี้ และการที่ได้แวะมาบ่อยๆก็ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับ The Arundina มากกว่าห้องอาหารของรีสอร์ททั่วไป เมนูอาหารของ The Arundina นั้นทั้งเมนูที่เชฟของรีสอร์ทรังสรรค์ขึ้น และมีเมนูพิเศษที่ออกแบบโดยเชฟ David Thompson เชฟอาหารไทยคนแรกที่ได้รับดาวมิชลินซึ่งทำให้ร้านดูมีความน่าสนใจขึ้นมากและรสชาติก็ดีสมรางวัล แต่ในความเห็นของเรา เรากลับรู้สึกชอบอาหารเมนูพื้นบ้านฝีมือเชฟของรีสอร์ทมากกว่าเสียอีกแฮะ ข้อดีมากๆอย่างหนึ่งของที่นี่ก็คือวัตถุดิบหลายๆอย่างโดยเฉพาะพืชผัก ทางรีสอร์ทปลูกเองแทบทั้งหมดเลย จึงมั่นใจได้ในเรื่องของความสดและความปลอดสารพิษ The Beach อยากลงหาดแล้วล่ะครับ แต่เราลืมพกครีมกันแดดทาตัวมาด้วย เลยจะแวะเข้าไปดูที่ L’Artisan Gift Shop กันซักนิด และก็ได้ Kakadu Plum Sunscreen จาก We Are Feel Good Inc. ของออสเตรเลียมาขวดนึง กลิ่นหอมธรรมชาติอ่อนๆถูกใจมากเลยครับ จริงๆแค่เดินเล่นดูวิวที่สวยมหัศจรรย์ของหาดทับแขกก็เพลินมากๆแล้ว และด้วยน้ำที่ค่อนข้างนิ่ง (เพราะมีหมู่เกาะห้องคอยบังลมให้) ทำให้เราสามารถลงเล่นน้ำได้อย่างสบายใจ ใครอยากทำกิจกรรมก็มี Paddle Board และเรือ Kayak แบบใสเอาไว้ให้บริการฟรีพร้อมเจ้าหน้าที่ช่วยดูแลด้วย ถ้าอยากอาบแดดก็จับจองเตียงริมหาดกันได้ตามสบายเลย Sunset Picnic On The Beach หาดทับแขกนั้นหันไปทางทิศตะวันตก หมายความว่าตอนเย็นๆแสงตะวันตอนตกน้ำนั้นจะสวยเป็นพิเศษ และทางรีสอร์ทก็มีบริการพิเศษจัดเป็นซุ้มปิ๊กนิกบนหาดที่เราสามารถอิ่มเอมไปกับของว่างอร่อยๆและวิวสวยๆได้พร้อมๆกัน และที่นี่ไม่ได้มาเล่นๆนะครับ แต่เค้าจัดเต็มมีเทียนและคบเพลิงปักรอบซุ้มผ้าซีทรูสีขาวที่โบกพลิ้วไปตามลม ใครสนใจเซ็ตนี้สอบถามเพิ่มเติมกับทางรีสอร์ทได้โดยตรงเลยครับ Romantic Dinner เราจองดินเนอร์อาหารไทยบนหาดต่อกันเลยครับ และทางรีสอร์ทก็จัดโต๊ะและประดับไฟไว้ให้อย่างสวยงามที่ใต้ต้นไม้ แต่บังเอิญวันนี้ฟ้าฝนไม่ค่อยเป็นใจ ทำให้เราต้องย้ายขึ้นไปรับประทานดินเนอร์กันบนดาดฟ้าชั้นสองของ The Arundina และการประดับไฟต่างๆไม่ได้น้อยไปกว่าที่หาดเลยครับ เราได้ทั้งดาดฟ้าเป็นของเรา และบังเอิญวันนี้มีวงดนตรีมาเล่นสดอยู่ด้านล่างพอดี เสียงเพลงที่ลอยขึ้นมาวอลลุ่มกำลังดีเลยครับ ส่วนอาหารเป็นผลงานที่รังสรรค์โดยเชฟอาหารไทยดาวมิชลินอย่าง David Thompson หน้ากินขนาดไหนให้รูปเล่าเรื่องก็แล้วกันครับ เริ่มตั้งแต่ไข่พะโล้ แกงส้มกะพงออดิบ กุ้งลายเสือย่างกับน้ำบูดู ผัดสามเหม็น อร่อยมากครับ โดยเฉพาะสาคูราดกะทิของหวานที่อร่อยนุ่มลิ้นดีเหลือเกิน แต่สิ่งที่เราขอชื่นชมยิ่งกว่าอาหารก็คือบริการที่ใส่ใจสุดๆจากคุณหนานที่คอยเทคแคร์เราตลอดมื้อ ขอปรบมือรัวๆครับ Back To Our Villa อิ่มหนำสำราญแล้ว ฝนก็หยุดแล้วเช่นกัน เราก็เดินกลับวิลล่ามาพบกับห้องที่ Turn Down เรียบร้อย เราไม่รีรอที่จะเปิดน้ำเติมลงอ่างกลางแจ้งเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศให้เต็มที่ เผื่อพรุ่งนี้ฝนตกจะได้ไม่ขาดทุน แต่ก็แช่นานมากไม่ได้ครับ เพราะพรุ่งนี้เช้าเรามีจองเรือไปเที่ยวหมู่เกาะห้องกันด้วย ต้องรีบนอนเอาแรงไว้ก่อน งั้นคืนนี้กู้ดไน้ท์เลยละกันครับ Breakfast อรุณสวัสดิ์จาก The Arundina ครับ เช้านี้เรามาตุนพลังก่อนไปเที่ยวเกาะด้วยบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าที่หลากหลาย และอร่อยง่ายๆไม่ซับซ้อน ซึ่งบางรายการก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆในแต่ละวัน เมนูเด็ดที่เห็นสั่งกันแทบทุกโต๊ะก็คือโรตีกรอบนอกนุ่มใน จะใส่ไข่ด้วยก็สั่งได้เลยครับ จุดเด่นอีกอย่างของ The Arundina ทีมเชฟของทางรีสอร์ทพยายามที่จะทำเองแทบจะทุกอย่าง ตั้งแต่การปลูกผักผลไม้ กวนแยม แป้งโรตี ไปจนถึงเบเกอรี่หลายรายการในบุฟเฟ่ต์ คุณหนานคนเดิมจองโต๊ะริมหาดไว้ให้เราเลย ขอบคุณอีกครั้งนะครับ Island Excursion ได้เวลาไปเที่ยวเกาะกันแล้วครับ หมู่เกาะห้องประกอบไปด้วย 13 เกาะย่อยๆ แต่วันนี้เราจะแวะไป 4 จุดครับ น่าจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 4 ชั่วโมง เราเห็นคุณหนานเตรียมเนื้อเค็มกับข้าวผัดปูที่เราสั่งเอาไว้เป็นเซ็ตปิ๊กนิกบนเรือ พร้อมกับเครื่องดื่มและผ้าเช็ดตัวไปรอเราไว้เรียบร้อย เมื่อพร้อมแล้วพี่กัปตันคนเก่งของเราก็ออกเรือ นั่งตากลม-นอนอาบแดดเพลินๆพร้อมหามุมถ่ายรูปกันยังไม่ทันไร รู้ตัวอีกทีก็มาถึงสต็อปแรกกันแล้ว นั่นก็คือจุดชมวิว 360 องศาหนึ่งเดียวแห่งทะเลอันดามันที่เพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นานครับ Hong Island View Point การที่จะไปถึงจุดชมวิวนั้นต้องออกแรงกันเยอะหน่อย แนะนำให้เตรียมรองเท้าที่ใส่กระชับเดินสะดวก พกหมวกและน้ำดื่มติดมาด้วย จากท่าเทียบเรือเราต้องเดินเลาะหาดเพื่อไปขึ้นบันได 419 ขั้นที่ไต่ลัดเลาะขึ้นไปตามผาหิน เราเองก็หอบแฮ่กๆอยู่เป็นระยะ และเสื้อก็เปียกปอนไปด้วยเหงื่อ โชคดีที่กินเบรคฟัสต์ตุนพลังมาดี วิวข้างบนก็จะสวยงามประมาณนี้ครับ ใครที่เป็นสาย Snorkel ที่เกาะห้องก็มีปลาและปะการังสวยๆให้ดำดูเยอะอยู่นะครับ แต่เราไม่ได้เตรียมตัวมาก็เลยขอไปลงเล่นน้ำที่เกาะห้องลากูนแทนก็แล้วกัน ตัวลากูนนั้นเป็นอ่าวปิดที่มีทางเข้าเปิดอยู่แคบๆทำให้มีลักษณะเหมือนห้องขนาดใหญ่ที่น้ำนิ่งและตื้น พี่กัปตันเล่าว่าบางช่วงน้ำลงตรงนี้ก็จะแห้งเหือดไปเลย แต่วันนี้มีน้ำ เราจึงได้ลงเล่นกันพอสนุกสนานกันพักใหญ่ พอขึ้นมาบนเรือก็พบกับเซอร์ไพร้ซ์จากพี่กัปตันเป็นแตงโมหั่นเรียงเป็นรูปเต่าน่ารักมากครับ 5555 จากนั้นพี่กัปตันก็จอดเรือที่ทางออกลากูนเพื่อให้เราได้กินอาหารว่างที่ทางรีสอร์ทจัดเตรียมไว้ให้ Koh Lao Lading จุดหมายต่อไปก็คือเกาะลาดิง ซึ่งเป็นเกาะที่พักของกลุ่มสัมปทานรังนก ที่นี่ทรายขาวน้ำสวยใสน่าลงเล่น เราก็เลยต้องจัดซักหน่อยครับ แต่พอเรือลำอื่นเริ่มพานักท่องเที่ยวมาเยอะ เราก็เลยหลบไปจุดสต็อปสุดท้ายของวันนี้กันดีกว่า ก็คือเกาะผักเบี้ยนั่นเอง เกาะผักเบี้ย เกาะผักเบี้ยเป็นเกาะเล็กๆที่มีทะเลแหวกขนาดมินิให้เราได้ถ่ายรูปกัน และยังมีหินทรงแปลกที่โดนน้ำกัดเซาะจนเป็นเหมือนอุโมงค์ เราถ่ายรูป และเล่นกับฝุงปลาตัวน้อยๆที่ริมหาดกันพักใหญ่ ก็รู้สึกเต็มอิ่มกับเกาะห้องแล้ว จึงขอให้พี่กัปตันช่วยพากลับไปกินมื้อเที่ยงที่รีสอร์ท Lunch มื้อเที่ยงของเราวันนี้เป็นขนมจีน น้ำยาปูและแกงไตปลา เสิร์ฟพร้อมกับส้มตำ ไก่ทอด ไข่ต้มและผักแนมชุดใหญ่ ขนมจีนว่าอร่อย เนื้อปูหวานๆแน่นๆแล้ว ส้มตำไก่ทอดก็รสชาติดีได้ใจเราไปไม่แพ้กันเลย ตบท้ายด้วยไอศกรีมทุเรียนที่เข้มข้นเหมือนเอาเนื้อทุเรียนทั้งชิ้นไปแช่แข็งมาให้เรากิน L’Escape Spa บ่ายนี้เรามีนัดที่ L’Escape Spa ที่เราเห็นโดดเด่นมาตั้งแต่ตอนเช็คอิน เพราะอาคารปล่องทรงหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่ดูน่าพิศวง และวันนี้เราจะไปนวดไทยในนั้นกันครับ ต้องบอกว่าบรรยากาศด้านในนั้นสว่างกว่าที่คิดและให้ความรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก และพี่ๆ Therapist ก็นวดดีกันมากเลยครับ และราคาก็โอเคด้วย ใครมีโอกาสเข้าพักที่นี่ เราแนะนำให้มาลองนวดที่ L’Escape Spa กันนะครับ Let’s Go Biking จริงๆแล้วที่เดอะ ทับแขกฯนั้นมีกิจกรรมให้ทำเยอะมากเลยครับ ทั้งไปเกาะ เดินป่า ต่อยมวย โยคะ ทำอาหาร ฯลฯ แต่ตอนนี้เราขอไปปั่นจักรยานเพลินๆก็แล้วกันครับ ไม่ไกลจากรีสอร์ทเป็นอุทยานแห่งชาติเขาหงอนนาคซึ่งเราสามารถขี่จักรยานเข้าไปได้จนถึงที่จอดรถ ปกติแล้วถ้าใครจะไปต่อก็ต้องซื้อตั๋วและเดินป่าเข้าไป แต่เราขี่เข้ามาชมความร่มรื่นถึงแค่ทางเข้าเฉยๆแล้วก็ปั่นกลับออกไปทางชุมชน เส้นทางขี่ง่ายไม่อันตรายแต่ก็ต้องระมัดระวังนะครับ เพราะบางช่วงอาจมีเนินและทางโค้ง รวมถึงบางจังหวะรถอาจจะเยอะสักหน่อย Afternoon Tea ช่วงบ่ายๆใครเกิดหิวขึ้นมา ก็บอกให้ทางรีสอร์ทจัดเซ็ตน้ำชายามบ่ายมาจุบจิบกันได้ครับ ที่เดอะ ทับแขกฯจะเสิร์ฟของว่างสไตล์ไทยกับผลไม้ ยกเว้นขนมครอฟเฟิ่ลซิกเนเจอร์ที่จะออกแนวฝรั่งเล็กน้อย สิ่งที่เราประทับใจยิ่งกว่าตัว Afternoon Tea ก็คือการบริการของพี่นะ พนักงานอาวุโสของทางรีสอร์ทที่ดูแลเอาใจใส่ราวกับญาติเลยครับ พอดีเรามีอุบัติเหตุเล็กน้อยทำให้ได้แผลมาก่อนหน้านั้น เมื่อพี่นะทราบก็จัดทั้งยา ผ้าพันแผล และน้ำแข็งมาประคบให้ ต้องบอกว่าเราซาบซึ้งและประทับใจมากจริงๆครับ Other Facilities นอกจากห้องพักที่สุขสบายแล้ว ที่นี่ยังมีพื้นที่อื่นๆไว้ให้บริการอีกหลายจุดเลยครับ ตั้งแต่สระว่ายน้ำหลัก ศาลาพักร้อน ร้านขายของฝาก ห้องประชุม ห้องสมุด และมียิมให้เราได้ออกกำลังกายกันด้วย ไปชมมุมอื่นๆของรีสอร์ทกันครับ Italian Dinner On The Beach ในที่สุดเย็นนี้ท้องฟ้าก็เริ่มเปิด เราจึงขอให้ทางรีสอร์ทจัด Dinner On The Beach อีกสักครั้ง คราวนี้เป็นอาหาร Italian จาก Di Mare ห้องอาหารอีกแห่งของทางรีสอร์ท ซึ่งเราแอบโดนกระซิบจากกูรูอาหารท่านหนึ่งมาว่าอาหารอิตาเลียนของที่นี่นั้นดีงามมาก ก่อนกลับก็เลยต้องจัดให้ได้ครับ ต้องบอกว่าทั้งอาหารและบรรยากาศยอดเยี่ยมมากๆ เมนูของ Di Mare นั้นเสิร์ฟอาหารอิตาเลียนที่เรียบง่ายสไตล์ Trattoria แต่ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบคุณภาพทั้งจากทะเลอันดามันที่อยู่ตรงหน้า และจากสวนผักของรีสอร์ทเอง ทำให้รสชาติดีงามทุกจานเลยครับ ตั้งแต่ Appetizer สลัด ปลา พาสต้า พิซซ่า และรีซ็อตโต้ทรัฟเฟิ่ลกุ้งลายเสือที่เราชอบมากเป็นพิเศษ ยิ่งได้ทะเลและท้องฟ้าหลากสีเป็นฉากหลัง ยิ่งทำให้มื้อนี้น่าจดจำยิ่งขึ้นไปอีก Wrapping Up Our Stay ก่อนเข้าพัก สิ่งที่เราได้ยินมาเกี่ยวกับเดอะ ทับแขก กระบี่ บูทีค รีสอร์ท ก็คือวิวทะเลแสนสวยและอาหารเลิศรส แต่พอได้มาเยือน เรากลับรู้สึกถึงเสน่ห์ที่ล้ำลึกยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความขลังของตำนานพญานาคน้ำเค็ม ความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ไปจนถึงความใส่ใจในเรื่องเล็กๆน้อยๆของทีมงาน ตั้งแต่เรื่องการปลูกพืชผักผลไม้ และทำ Condiments หลายๆอย่างขึ้นมาเอง จนกระทั่งการบริการที่จริงใจเกินความคาดหมาย ทำให้เรารู้สึกประทับใจในการเข้าพักในครั้งนี้และอยากจะกลับมาอีกครั้งเมื่อมีโอกาส หากเพื่อนๆกำลังมองหาที่พักคุณภาพดีในบรรยากาศสบายๆที่ใกล้ชิดธรรมชาติทั้งภูเขาและทะเลที่งดงามระดับโลก เดอะ ทับแขกฯก็น่าจะตอบโจทย์นั้นได้ไม่ยากเลยครับ #LetsHoparound #TheTubkaakKrabi #Krabi
- The Standard Bangkok Mahanakorn ดีไซน์สนุกสุดฮิป ณ แฟล็กชิปแห่งเอเชีย โรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด กรุงเทพ
The Standard Bangkok Mahanakorn ดีไซน์สนุกสุดฮิป ณ แฟล็กชิปแห่งเอเชีย โรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด กรุงเทพ ที่อเมริกาไม่มีข้าวผัดอเมริกันฉันใด ที่ The Standard ก็ไม่มีอะไรที่เป็น Standard ฉันนั้น ในปี 1999 กลุ่มนักลงทุนที่มีดารา Hollywood อย่าง Leonardo DiCaprio และ Cameron Diaz รวมอยู่ด้วย ได้ให้กำเนิดแบรนด์โรงแรมแนวคิดใหม่ขึ้นที่ทั้งเท่ วัยรุ่น และสนุกบน Sunset Strip แห่งมหานคร Los Angeles แทคไลน์ “Anything But Standard” นั้นนำรสชาติแปลกใหม่ที่เปรี้ยวซ่าสดชื่นมาให้กับแวดวงการโรงแรมที่มักจะเน้นความนิ่งสงบ แม้โรงแรมแห่งแรกนี้ต้องปิดตัวลงไปในช่วงโควิดที่ผ่านมา แต่ DNA กลับหัวของ The Standard ก็ได้ถูกส่งต่อไปยังภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ล่าสุดก็มาถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย และไม่ได้มาเล่นๆนะครับ เพราะ The Standard Bangkok Mahanakorn นี้ถูกวางให้เป็น Flagship Property ของแบรนด์ในเอเชียเลยทีเดียว อย่าเสียเวลาดีกว่า เรามา #Hop ไปดูพร้อมๆกันเลย! The Overview จากชื่อก็เดาได้ไม่ยากว่าโรงแรมแสนเก๋แห่งนี้นั้นตั้งอยู่บนตึกมหานคร ตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทย (ณ เวลาที่เราเขียน) โดยเพิ่งเปิดตัวอุ่นๆจากเตาไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้เอง และเพียงชั่วพริบตาทุกสายตาก็จับจ้องมาที่โรงแรมขนาด 155 ห้องพักแห่งนี้จนกลายเป็นหนึ่งในโรงแรมที่มีคนพูดถึงมากที่สุดในทันที แน่นอนว่าวิวสวยจากมุมสูงนั้นกลายเป็นแต้มต่อของโรงแรมแห่งนี้แบบไม่ต้องกลัวเป็นรองใคร ยิ่งถ้าเพื่อนๆได้ขึ้นไป Sky Beach บนชั้น 78 ดาดฟ้าของตึกนั้นก็พูดได้เต็มปากว่าเราได้มาอยู่บนจุดสูงสุดของกรุงเทพฯเรียบร้อยแล้ว แต่ที่ต้องยกความดีความชอบให้เป็นพิเศษก็คืองานออกแบบภายในโดยคุณ Jaime Hayon (ไฮเม่ ฮายอน) ศิลปินชาวสเปนผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุค เราดูออกแหละว่าคุณ Jaime นั้นสนุกอย่างมากกับการได้เล่นกับสีสันทรวดทรงและลวดลายแปลกตา ทุกซอกทุกมุมนั้นเต็มไปด้วยความอาร์ทจนแทบจะทำให้ตัวโรงแรมกลายเป็นงานอาร์ทชิ้นโตไปเสียเองด้วยเลย ประหนึ่งเป็นแดนเนรมิตส่วนตัวของคุณ Jaime ที่พาเราให้หลุดเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งโดยไม่ทันได้ตั้งตัว และผลงานของเขาก็มีฤทธิ์เป็นแม่เหล็กทรงพลังในยุคแห่งการ Snap รูปโดยไม่ต้องพยายามเพราะไม่ว่าจะหันไปมุมไหนก็ถ่ายรูปขึ้นไปหมด โดยแต่ละชั้นก็มีการใช้ Scheme สีที่ต่างกันออกไป ทำให้มู้ดของโรงแรมในมีความ Dynamic สูงมาก เช่นเดียวกับกรุงเทพฯที่เป็นเมืองแห่ง Contrast ในหลายมิติ The Arrival หลังจากเลี้ยวแว๊บเข้ามาจากถนนนราธิวาส เราก็เทียบจอดรถให้พอร์ทเตอร์ช่วยเอาของลงและฝากกุญแจรถให้พนักงาน Valet เอารถไปจอด สีเขียวชอุ่มของ Foyer ที่ชั้นล่างของตึกนั้นให้การต้อนรับเราอย่างชุ่มชื่นหัวใจพร้อมแง้มให้เห็นความสนุกเล็กๆของงานดีไซน์ผ่านเท็กซ์เจอร์ผนัง และรูปทรงต่างๆ โดยเฉพาะโคมไฟหวายขนาดใหญ่ที่ห้อยลงมาจากเพดานสูง The Shop ที่ด้านข้าง Counter พนักงานรับรถนั้นมี The Shop ร้านรวมของดีไซน์จริตแบรนด์ The Standard ทั้งจากศิลปินไทยและสินค้าของแบรนด์ The Standard เองซึ่งเราถูกใจอยู่หลายชิ้นจึงเสียเงินไปในที่สุด ฮ่าๆ แต่ชั้นล่างตรงนี้ยังไม่ใช่ Reception นะครับ ต้องกดลิฟท์ขึ้นไปชั้น 4 นู่นแน่ะ Reception ของโรงแรมใช้สีเหลืองเป็นหลักเพื่อสื่อถึงความเป็นกันเองที่สนุกสดใส ส่วนตัวงาน Interior Design นั้นก็ Chic ราวกับเด้งออกมาจาก Pinterest เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น Object อัน Element ทุกอย่างนั้นตะโกนคำว่า “Art” และ “Design” ออกมาไม่หยุด แม้แต่ชุดพนักงานในแผนกต่างๆก็ถูกดีไซน์มาให้กลับข้าง ไม่ว่าจะเอากระเป๋าหลังมาไว้ข้างหน้า หรือเอาสิ่งที่ควรอยู่ข้างล่างไปไว้ด้านบน ทำให้บรรยากาศดูซุกซนน่าหยิกมาก และช่วงที่เราเช็คอินนั้นใกล้วันแม่ จึงมีกิจกรรม Calligraphy เขียนการ์ดและมีคลาสจัดดอกไม้ จึงทำให้ บริเวณ Lobby ยิ่งคึกคักเป็นพิเศษ เราสะดุดตากับจอที่ด้านหลังของ Counter พนักงานต้อนรับซึ่งจัดแสดงผลงานดิจิตอลอาร์ทในรูปแบบวิดิโอในนาม “Heaven’s Gate” ของ Marco Brambilla สุดยอดศิลปินชาวอิตาเลียน ซึ่งพนักงานแจ้งว่าจะมีการสับเปลี่ยนการจัดแสดงงานอาร์ทในโรงแรมทุกๆไตรมาสเลยล่ะครับ Our Room ห้องพัก 155 ห้องของโรงแรมนั้นถูกแบ่งเป็น 8 Room Types ที่มีขนาดตั้งแต่ 29-144 ตร.ม. ห้องของเราหมายเลข 1507 อยู่ชั้น 15 เป็นห้อง Corner Double ขนาด 57 ตร.ม. (เลข 5 กะ 7 เยอะมาก งวดนี้เอาไงดี?) สามารถรับรองผู้ใหญ่ 2 คนกับเด็กอีก 2 คนได้ แต่เรามาแค่ 2 คนก็รู้สึกว่ากำลังพอดี อ่อ! ลืมบอกไปว่าที่นี่ Pet Friendly นะครับ สามารถพาน้องหมาน้องแมวมานอนได้ แต่เรื่องเงื่อนไขต่างๆต้องไปถามทางโรงแรมกันเอาเองอีกทีนะครับ การตกแต่งทางเดินชั้นห้องพักนั้นจะเป็นธีมสีแดงไม่ว่าจะเป็นแผง Wainscoting ที่กรุครึ่งล่างของผนังสองข้าง ประตูห้องพัก และพรมที่ทอเป็นลายเส้นดูเดิ้ลที่น่าจะวาดโดยคุณ Jaime Hayon เองเลย ให้อารมณ์ย้อนยุคแต่ก็แอบโมเดิร์นเหมือนฟีลหนังของ Wes Anderson ภายในห้องพักของเรานั้นก็สวยงามไม่ผิดคาด เต็มไปด้วยความโค้งมนตามสไตล์ของคุณ Jaime ไม่ว่าจะเป็นกรอบกระจก หัวเตียง กรอบประตูในห้องน้ำ ขอบตู้ต่างๆ (ในตู้เสื้อผ้ามี Bathrobes ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์มากครับ) การตกแต่งเน้นโทนสีอบอุ่นที่ดูสนุกไม่ว่าจะเป็นสีชมพูแซลมอน โรสโกลด์ เหลือง ส้ม น้ำตาล ส่วนวิวไม่ต้องพูดถึงครับเห็นเมืองแบบพาโนราม่าเลย และระบบควบคุมม่านก็สะดวกทันสมัยมากครับใช้กดปุ่มเอาง่ายๆเลย ส่วน Amenities จะมีผลิตภัณฑ์อาบน้ำหอมละมุนจากแบรนด์ Davines จากเมือง Parma อิตาลี ที่มินิบาร์มีเครื่องชงกาแฟ Nespresso และเครื่องเสียงบลูทูธของ Bang & Olufsen ให้ด้วยครับ เราชอบโซนอาบน้ำเป็นพิเศษครับ มีทั้งแบบอ่างแช่และชาวเวอร์ ที่สำคัญคือเห็นวิวเมืองชัดมาก ยิ่งช่วงเย็นๆแสงเข้ามาพอดี อาบน้ำไปมีรุ้งประดับด้วยนะครับ 5555 Lunch At The Parlor The Parlor เป็นมากกว่าร้านอาหารหรือเล้านจ์นั่งเล่น แต่เป็นจุดแฮงเอ้าท์ของชาวครีเอทีฟยุคใหม่ที่จะมานัดพบ พูดคุย แลกเปลี่ยนและเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพราะที่นี่มีการจัดกิจกรรมสลับสับเปลี่ยนต่อเนื่อง เช่นการจัดทอล์คโชว์หัวข้อต่างๆ รวมไปถึงการเชิญดีเจเจ๋งๆมาเปิดแผ่น (เค้ามีบูธดีเจสวยเก๋ที่ออกแบบมาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะเลยในนามว่า Sounds Studio) รวมไปถึง The Standard Bingo ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก The Standard High Line ที่ NYC ด้วย แต่ในวันนี้เรามารับประทานอาหารกลางวันกันเฉยๆครับ ซึ่งเป็นอาหารไทยแบบ Comfort Food รสชาติอร่อยได้ง่ายๆแต่เพิ่มความครีเอทีฟลงไปให้พิเศษมากขึ้น ชื่อเมนูทั้งหมดจะเป็นภาษาอังกฤษตามจริตอเมริกัน แต่เราขอเรียกชื่อไทยให้เพื่อนๆเข้าใจง่ายๆก็แล้วกันนะครับ เมนูวันนี้มีเมี่ยงปลาแซลม่อน ขนมครกฉู่ฉี่ล็อบสเตอร์ ข้าวตังหน้าปู ยำส้มโอกุ้งลายเสือย่าง ไส้กรอกอีสานโฮมเมด สะเต๊ะเนื้อออสเตรเลีย รวมไปถึงเมนูคลาสสิคอย่างผัดไทยเส้นจันท์ และข้าวผัดปู (อันนี้เราชอบเป็นพิเศษ) และทีเด็ดสำหรับสายเนื้อก็คือ สเกิร์ทเต้กเนื้อวากิว Full Blood จาก David Blackmore สุดท้ายก็คือของหวานอย่างขนมเค้กแช่นม 3 ชนิดพร้อมถั่ว Pistachio ของโปรดของเรา แถมกลิ่นหอมฟุ้งของกุหลาบด้วย Tease แม้วันนี้เราจะอิ่มจนเกินที่จะจิบชากันต่อ แต่ก็ขอแวะมาถ่ายรูปเอามาฝากเพื่อนๆกันก่อน เพราะที่อยู่ติดกันกับ The Parlor ก็คือ Tease ห้องน้ำชาลายขาว-ดำที่ราวกับว่าหลุดออกมาจากนิทานเรื่อง Alice In Wonderland ต้องยอมรับในจินตนาการการตกแต่งของคุณ Jaime Hayon จริงๆครับ นอกจากนี้แล้วที่ The Standard ยังมีห้องอาหารอีกหลาย Outlets ที่คิวแน่นที่สุดก็น่าจะเป็นร้าน Ojo (โอโฮ) ร้านอาหาร Mexican สุดแฟนซีบนชั้น 76 ของตึก โดยเชฟ Francisco Paco Ruano แต่ร้านนี้จองเต็มไปยาวๆ เราเลยไม่ได้เข้าไปเก็บภาพมาฝากกัน แต่เราจะพาเพื่อนๆไปชมอีกร้านที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ Mott 32 Bangkok ร้านอาหารจีนกวางตุ้งสุดเท่จากฮ่องกง นอกจากหมูกรอบหมูแดงเป็ดย่างและเป็ดปักกิ่งรมควันไม้แอปเปิ้ลที่โด่งดังและต้องสั่งกันล่วงหน้าเพราะเชฟจะทำให้ใหม่ตั้งแต่ต้นตามออร์เดอร์แล้ว Mott 32 ยังมีชื่อเสียงมากในเรื่อง Cocktail ที่ Mixologist รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษอีกด้วย ส่วนอีก 2 ร้านนั่นก็คือ The Standard Grill และ The Sky Beach เราขออุบไว้ก่อนนะครับ เพราะเราจะพาเพื่อนๆไปชมกันทีหลังครับ The Pool เราไปนั่งเล่นริมสระกันต่อดีกว่าครับ สระว่ายน้ำของที่นี่โค้งมนสีฟ้าอ่อนดูน่ารักและน่าลงเล่นมากครับ แยกกันเป็น 2 สระสำหรับเด็กและผู้ใหญ่จะได้ไม่กวนกัน ร่มสีเหลืองนั้นตัดกันกับสีของน้ำในสระลงตัวพอดีเลย อีกอย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือวิวสวยๆของตึกสูงแห่งกรุงเทพฯที่สามารถมองเห็นได้จากสระเลย The Standard Gym ยิมที่ The Standard Bangkok Mahanakorn นั้นมี Vibe ที่น่าสนุกชวนให้ขยับตัว มาพร้อมกับห้องสตีมซาวน่า และอุปกรณ์ล้ำสมัยโดยเฉพาะเจ้า CLMBR ที่เค้าบอกว่ามีที่นี่ที่เดียวเท่านั้น นอกจากนี้ที่ยิมยังมีกรุ๊ปคลาสอีกหลากหลาย แต่ที่เราสนใจที่สุดก็คือคลาสแอโรบิคสไตล์ Hollywood แหม! ภาพ Jane Fonda กับ Paula Abdul ในชุดรัดรูปหลากสีลอยมาเลยครับ The Meeting/Conference Room ห้องจัดประชุมสัมมนาที่นี่ไม่เหมือนใครเลยครับ ทั้งในเรื่องของ Interior Design และการใช้สอยที่ตอบโจทย์ทั้งการประชุมจริงจังแบบกรุ๊ปเล็กๆเป็นห้องส่วนตัวซึ่งมีอยู่ 4 ห้อง หรือพื้นที่จัดเลี้ยงตรงกลางที่สามารถแปลงร่างให้รองรับการจัด Event ได้หลายสไตล์ รวมไปถึงห้องสัมมนาใหญ่ที่รองรับได้ถึง 80 ที่นั่งสไตล์ Theatre อีกด้วย The Standard Grill รู้ตัวอีกทีก็ท้องร้องแล้วสินะ เราจะพาเพื่อนๆไปกันที่สเต้กเฮ้าส์สไตล์อเมริกันที่มีชื่อว่า The Standard Grill กันครับ ตั้งแต่ก้าวเข้ามาครั้งแรกก็ต้องบอกว่า Decor สวยมาก รวมไปจนถึงวิวด้านนอกที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่เมืองไทยเลย สุดส่วนความโค้งมนตามมุมต่างๆนั้นลงตัวดีเหลือเกิน พนักงานกระซิบว่าห้องอาหารนี้เป็น Outlet ที่มีไวน์ลิสต์ให้เลือกเยอะที่สุดในโรงแรมเลย ส่วนเรื่องอาหารนั้นไปดูหน้าตากันเลยดีกว่าครับ จานแรก เราเรียกน้ำย่อยกันด้วย Hiramasa Yellow Tail สลัดปลาดิบกับมะม่วงสุกและอะโวคาโด อีกจานเป็น Baby Beetroot Soufflé ที่เพิ่มความเค็มมันด้วย Barrel Aged Feta Cheese และวอลนัท จากนั้นเราก็เริ่มวอร์มท้องให้อุ่นขึ้นด้วยซุป Lobster Bisque รสเข้มข้น ก่อนที่จะขยับมาเป็นจานพาสต้า Dutch Cream Potato Gnocci ซึ่งเราชอบมาก แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่าจานนี้ใส่ Stilton บลูชีสจากอังกฤษด้วยซึ่งบางคนอาจจะไม่คุ้นกลิ่น ส่วน Main Course เราสั่งมา 2 จานครับ จานแรกเป็นสเต้กเทนเดอร์ลอยน์เนื้อ Black Angus ที่เลี้ยงด้วยธัญพืช จากแบรนด์ Jack’s Creek เสิร์ฟกับซอสแบร์เนสและครีมฮอร์สแรดิช นุ่มหอมอร่อยสมชื่อครับ ส่วนอีกจานเป็นปลา Glacier 51 Toothfish ที่มาจาก Antarctica เนื้อนิ่มละลายดีงามมากเลยครับ เสิร์ฟคู่กับสลัดและซัลซ่า จานหลักทั้งสองมี Side Dishes มาให้อีกนะครับ ไม่ว่าจะเป็น Mac n Cheese, Roasted Baby Carrots และ Potato Millefeuille อร่อยหมดเลย อิ่มแล้วแต่ของหวานยังคงมาครับ มื้อนี้ปิดท้ายด้วย Pavlova ที่หยอด Rhubarb Compote สีแดงสดมาข้างๆเปรี้ยวหวานหอมอร่อย และอีกจานเป็น Basque Quark Cheese Cake ราด Chocolate Ganache ดินเนอร์นี้เป็นมื้อที่อร่อยถูกใจเลยครับ (แต่แอบรออาหารนานนิดนึง ลูกค้าน่าจะเยอะเกินคาด) The Turndown กลับห้องกันดีกว่าครับ แน่นอนว่าทาง Housekeeping นั้น Turndown ให้เราเรียบร้อย ปิดม่าน เปิดผ้าห่ม และมีของที่ระลึกมาเซอร์ไพร้ซ์ให้เราที่ปลายด้วยครับ ในถุงผ้าพิมพ์โลโก้ The Standard กลับหัวนั้น มี Salt & Pepper Shakers มาในรูปน้องหมาเซรามิค พร้อมกับสมุดโน้ตและปากกาด้ามแดงตียี่ห้อ The Standard ด้วย เป็นของใช้ที่มีประโยชน์และช่วยเตือนความทรงจำถึงประสบการณ์การเข้าพักครั้งนี้ได้ดีเยี่ยมเลยครับ ยังไงวันนี้ขออาบน้ำเข้านอนก่อนนะครับ พรุ่งนี้ก่อนเช็คเอ้าท์เราจะพาเพื่อนๆไปชมวิวกทม.ที่ดาดฟ้าโรงแรมกัน The Breakfast อรุณสวัสดิ์คร้าบบ It’s Breakfast Time! ที่นี่เสิร์ฟเป็น A La Carte แบบสั่งเพิ่มได้ไม่อั้นนะครับ แบ่งกลุ่มเป็นเบรคฟัสต์แบบเย็นและแบบร้อน มีทั้งคาวหวานและแบบฝรั่งกับแบบเอเชีย พนักงานแจ้งว่า Portion ไม่ใหญ่มาก เราก็เลยสั่งมาหลายอย่างเลย เพื่อนๆจะได้เห็นหน้าตากันหลายๆจาน อาหารเช้าที่นี่รสชาติดีเลยครับ เราชอบที่มีเมนูที่ไม่ค่อยเห็นที่ไหนอย่างข้าวเหนียวสังขยาและหมี่ซั่วด้วย เมนูฝรั่งที่เราชอบเป็นพิเศษก็คือ Omelet เนื้อปูใส่ชีสกรุยแยร์และทรัฟเฟิ่ลให้เนื้อปูเยอะสะใจดีครับ กับอีกจานเป็น Smoked Halibut ซึ่งก็คล้ายๆ Eggs Benedict ที่เสิร์ฟกับมันฝรั่งยีกับเนื้อปลารมควันกับซอส Hollandaise นั่นเอง The Sky Beach ก่อนเช็คเอ้าท์ เราไปชมวิวกันดีกว่าครับ คราวนี้เราจะพาเพื่อนๆไปยังชั้น 78 ดาดฟ้ายอดตึกมหานคร ซึ่งก็คือจุดสูงสุดของกรุงเทพฯไปโดยปริยาย ข้างบนนี้มีชื่อว่า Sky Beach ครับ เห็นวิวกรุงเทพฯแบบ 360 องศาเลย นอกจากบาร์สีเหลืองสดใสดีไซน์น่ารักที่อยู่ด้านบนนี้แล้ว จุดที่เป็นไฮไลท์ที่สุดก็น่าจะเป็นระเบียงพื้นกระจกใสที่มองทะลุเห็นความสูงเบื้องล่างได้แบบล่อนจ้อน ทำเอาต้องรวบรวมพลังความกล้าสยบขาสั่นอยู่ครู่นึงก่อนจะค่อยๆเคลื่อนเท้าเดินลงไป แต่ก่อนลงจะมีทีมงานแจกถุงครอบรองเท้าอีกชั้นหนึ่งเพื่อกันไม่ให้มีของแข็งไปกระทบกับพื้นกระจกโดยตรงจนเสี่ยงอันตรายด้วย จากนั้นก็หามุมโพสต์ท่าถ่ายรูปได้รัวๆเลย จะยืน นั่งหรือนอนก็ได้หมด แค่อย่ากระโดดก็พอครับ ฮ่าๆ Wrapping Up Our Stay โรงแรมแห่งนี้นั้นเปี่ยมไปด้วยสีสัน-เส้นสาย-ลวดลายและรูปทรงหลายรูปแบบ ต้องบอกเลยว่าที่นี่เป็นโรงแรมที่ผ่านการคิดการดีไซน์มาเยอะมากๆ ทุกมุมล้วนมีกิมมิคที่น่าสนใจและทุกตารางนิ้วก็เต็มไปด้วยความสนุกแบบคนรุ่นใหม่ แถมยังมีกิจกรรมต่างๆและการจัดแสดงชิ้นงานศิลปะที่สลับสับเปลี่ยนทำให้เกิด Dynamic อยู่ตลอด ที่นี่จึงเหมาะกับคนที่ต้องการสีสันและแรงบันดาลใจใหม่ๆ รวมถึงประสบการณ์ที่ฉีกขนบโรงแรมทั่วไปเสียขาดกระจุย หาก “Anything But Standard” เป็นดั่งคำสัญญาที่แบรนด์ให้ไว้ The Standard Bangkok Mahanakorn ก็ส่งมอบสิ่งนั้นได้อย่างสมฐานะ Flagship Property แห่งทวีปเอเชียครับ #LetsHoparound #TheStandardBangkok
- Out for a stroll in FUKUOKA เที่ยวเมืองฟุกุโอกะ
Out for a stroll in FUKUOKA ไป #Hop 6 ย่านดีๆในฟุกุโอกะกันน!! ฟุกุโอกะ เมืองรองที่ไม่เป็นสองรองใคร ญี่ปุ่นไม่ได้มีเมืองฮิปๆแค่โตเกียวกับโอซาก้า ถ้าหากเพื่อนๆอยากลิ้มลองรสชาติความเป็นญี่ปุ่นที่ต่างออกไป ลองลากสายตาลงมาทางเกาะคิวชูทางตอนใต้ของแผนที่ญี่ปุ่น ก็จะพบกับ “ฟุกุโอกะ” เมืองขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แต่ครบครันไปด้วยร้านค้า คาเฟ่ ร้านอาหารเท่ๆเก๋ๆมากมาย กระจายอยู่ทั่วเมืองให้ตามล่ากันจนเพลิน . สายราเมนต้องไม่พลาด เพราะมันคืออาหารขึ้นชื่อของที่นี่ แม้กระทั่งราเมนข้อสอบ (Ichiran Ramen) ที่โด่งดังไปทั่วโลก ก็มีร้านดั้งเดิมอยู่ที่เมืองนี้นี่เอง แต่สิ่งที่ทำให้เราหลงรักฟุกุโอกะที่สุดน่าจะเป็นอัธยาศัยไมตรีของผู้คนที่เฟรนด์ลี่น่ารักกว่าคนในเมืองใหญ่ๆทั่วๆไป . ทริปนี้เราจะพาเพื่อนๆชาว #hopster ไป #hop แบบชิลๆกันในเมืองฟุกุโอกะ ป่ะ! ไปเดินเล่น ชมเมือง ช้อปปิ้ง กินขนม ดื่มน้ำอร่อยๆกัน ถ้าพร้อมแล้วไปกันเลยย!!! ย่าน Hirao และย่าน Yakuin เรามาเริ่มกันที่ย่านแรกคือย่าน Hirao และย่าน Yakuin ตั้งอยู่บริเวณสถานีรถไฟใต้ดิน Yakuin-odori Station ย่านนี้เงียบแต่เต็มไปด้วยร้านกาแฟเท่ๆ ร้านค้าน่ารักๆ และร้านขายเครื่องใช้ในบ้านมากมาย เพื่อนๆสามารถใช้เวลาได้ทั้งวันในย่านนี้เลย “There is no life without water because without water there is NO COFFEE.” NO COFFEE เราติดตามร้านนี้มาตั้งแต่ก่อนไป Fukuoka และแอบทึ่งในโมเดลธุรกิจของเขา ตั้งแต่การตั้งชื่อร้านว่า No Coffee ทั้งที่เป็นร้านกาแฟ ซึ่งเราคิดว่าเป็นการตั้งชื่อที่ฉลาดมาก เพราะตีความได้หลายนัยยะ นัยยะแรกอาจจะมาจาก Quote หลักของแบรนด์นั่นก็คือ “There is no life without water because without water there is NO COFFEE.” นัยยะที่ 2 ก็คือร้านนี้เป็นร้านกาแฟ ที่ไม่ได้ขายกาแฟเป็นหลัก (แต่รสชาติกาแฟดีงามนะ) สิ่งที่น่าจะเป็นรายได้หลักที่ช่วยหล่อเลี้ยงธุรกิจให้เติบโตก็คือสินค้า merchandise ติดแบรนด์ No Coffee หลายรายการทั้ง แก้ว สติ๊กเกอร์ เคสมือถือ กระปุกใส่กาแฟ กระเป๋าโท้ต ไปจนถึงลูกฟุตบอล ร้านนี้จึงกลายเป็นร้านกาแฟที่ไม่ใช่ร้านกาแฟ สมกับชื่อ No Coffee จริงๆ Location: https://goo.gl/maps/AjcxSkiqpYhdqzFb9 Futaori ร้านของใช้ในบ้านและดอกไม้แห้ง Location: https://goo.gl/maps/gCi6ANPFMBuWWVek7 ROASTER'S COFFEE ร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟ ใครเป็นสาวกกาแฟ ควรแวะเป็นอย่างยิ่ง Location: https://goo.gl/maps/ B・B・B POTTERS เดินเลยมาหน่อยก็จะเจอกับร้าน B・B・B POTTERS เป็นตึกใหญ่สี่ชั้นตั้งตระหง่านอยู่ริมถนน ร้านนี้เป็นอีกหนึ่งร้านที่ขายตั้งแต่ของใช้ในครัว ของแต่งสวน ของใช้ในห้องน้ำรวมไปถึงของแต่งบ้าน เราหมดเวลาไปนานมากกับร้านนี้ ของส่วนใหญ่ก็จะเลือกมาขายก็มาจากทั่วญี่ปุ่น แถมชั้นสองเค้าก็มีคาเฟ่ด้วยนะ บรรยากาศเงียบๆ ชิลๆ ดี (แอบบอกว่าในเครือนี้มีรีสอร์ทเป็นของตัวเองด้วยนะชื่อว่า bbb haus ตั้งอยู่ริมชายหาดใครอยากไปลองคลิกไปชมเลย http://www.bbbhaus.com/) Location: https://goo.gl/maps/usanoTnCSWVja1CW6 มองมาฝั่งตรงข้ามร้านก็มีอีกหนึ่งคาเฟ่ ย่านนี้คาเฟ่เยอะจริงๆ BBB& เดินถัดมาอีกหน่อยก็จะเจอกับอีกร้าน BBB& สาขานี้จะเน้นขายสินค้าที่เกียวข้องกับอาหารทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น หนังสือสอนทำอาหาร วัตถุดิบ เซรามิก ของใช้ในครัว Location: https://goo.gl/maps/918KQwQUEMeJFbHr7 USED CLOTHES/ANY ร้านเสื้อผ้าผู้ชายมือสองไซส์มินิ แต่อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้ามือสองที่คัดมาแล้วอย่างดี Location: https://goo.gl/maps/hkacRmrcRsxHhYpx8 The Basket Burger & Sakaba ร้านเบอร์เกอร์และเบียร์สไตล์อเมริกัน ที่มีบรรยากาศง่ายๆสบายๆ Location: https://goo.gl/maps/XyZggYvneDtxx73Q8 クジャクカリー TAKE OUT CURRY STAND ตรงข้ามก็จะมีร้านข้าวแกงกะหรี่ด้วยแบบยืนกินด้วย Location: https://goo.gl/maps/c9FbC1DnTx9TzGPd7 Bakery Mutsukado ร้านเบเกอรี่สุดคิ้วท์ที่ตั้งอยู่หัวมุมห้าแยก Yakuin Mutsukado ร้านนี้มีขนมปังอบอุ่นๆ หลากหลายมากรูปแบบ รวมไปถึงแยมผลไม้รสต่างๆ ขอบอกเลยว่าขนมปังเปล่าๆก็อร่อยแล้วอะ Location: https://goo.gl/maps/9MdYbG1TMbCereWb6 LULU COFFEE & CAKE STAND ที่นี่เค้กกับกาแฟอร่อยยย Location: https://goo.gl/maps/PEKPQuY5R9F4JrHY9 cream(クリーム) ร้านรวมแว่นคุณภาพดีสไตล์ญี่ปุ่น Location: https://goo.gl/maps/a6yrA4486buj3xQR6 アビス(ABys) ร้านดอกไม้และคาเฟ่อยู่ติดกับร้านแว่นเมื่อกี้เลย Location: https://goo.gl/maps/iKh1wqThvAQaWGYXA BALDY DINER ร้านอาหาร+บาร์สไตล์อเมริกัน อย่าลืมแวะเข้าไปซอกนี้นะ มีกลิ่นอายความเป็นอเมริกาสุดๆ ดูได้จากบาร์ด้านหน้า Location: https://goo.gl/maps/4erE1dF62NHNHP9VA Ron Herman (รอนเฮอร์แมน) แบรนด์โปรดของเรา มาญี่ปุ่นทีไรต้องแวะทุกที แบรนด์นี้มีต้นกำเนิดจากรัฐแคลิฟอเนียร์เป็นร้านรวมเอาเสื้อผ้าแบรนด์ต่างๆ ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน เครื่องประดับ น้ำหอม จนทุกวันนี้มีสาขาในญี่ปุ่นกว่า 20 สาขาแล้ว บางสาขาก็จะมีคาเฟ่ให้เราได้นั่งชิลอีกด้วย เราว่าร้าน Ron Herman สาขาในญี่ปุ่นของเจ๋งกว่าที่ LA เยอะมาก ใครผ่านมาลองแวะดูค้าบ Location: https://goo.gl/maps/5TkQ2KKvR9TLuqyw8 HUES ヒューズ ร้านเสื้อผ้าไม่เล็กไม่ใหญ่อยู่ริมถนน ในร้านจะมีหลายแบรนด์รวมกันแต่จะขาย Maison Margiela เป็นหลัก Location: https://goo.gl/maps/DZd2piPCpV8AWkWr7 ย่าน Tenjin ย่านต่อมาเป็นย่านหลักของเมืองเลยคือ Tenjin ให้อารมณ์คล้ายๆ Omotesando-Aoyama ที่โตเกียวเลย เป็นย่านที่รวมทุกอย่างตั้งแต่ห้างสรรพสินค้า ร้านเสื้อผ้า ร้านคาเฟ่ ร้านหนังสือ ร้านอาหารเพียบบบบบ ย่านนี้คนพลุกพล่านสุดละ คิดอะไรไม่ออกก็แวะย่านนี้ก่อน เพราะมันครบ! GRANVILLE STORE ร้านเสื้อผ้าสไตล์ญี่ปุ่น Location: https://goo.gl/maps/yiUaNFWQLSgyQM6R6 rt Fukuoka shop ร้านสินค้าแบรนด์เนมมือสองสภาพใหม่มาก เราชอบร้านนี้ที่มักจะมีไอเท่มดีๆมาวางขายอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นของลิมิเต็ดหายาก จากแบรนด์ดังๆทั้งจากทั่วญี่ปุ่นเอง และจากทั่วโลกด้วย เราเคยได้เสื้อเชิ้ต Comme des Garçons Shirt Boys สภาพดีมาในราคาที่ย่อมเยาด้วย ใครชอบของดีๆแนวนี้ลองแวะดูนะ Location: https://goo.gl/maps/guSBtJqxG3MEV2XZ6 และมีร้านค้าอื่นๆอีกเยอะแยะมากมายตลอดสองข้างทางเลย タイムカード TIME CARD ร้านนี้ขายน้ำเลม่อนสดๆ แต่ตกดึกจะเปลี่ยนเป็นบาร์แอลกอฮอล์แบบบุฟเฟต์ในราคา 1000 เยน กิมมิกของที่นี่คือต้องตอกบัตรเข้าร้านด้วยก็เหมือนชื่อร้านแหละ Time Card Location: https://goo.gl/maps/6RZEvuuFX1o6z464A 10 COFFEE BREWERS FUK ร้านกาแฟอีกหนึ่งที่เพื่อนชาวญี่ปุ่นเราแนะนำมา ถามว่าดียังไงลองดูคิวสิ Location: https://goo.gl/maps/s1oq8NSHXvot1iUb9 Fukuoka Growth Next (FGN) ฮับที่สร้างมาเพื่อธุรกิจสตาร์ทอัพทั้งหลาย ตึกนี้รีโนเวทมาจากโรงเรียนเก่า ด้านในมีทั้งร้านกาแฟ โซนห้องสมุด โซนนั่งทำงานแบบ co-working space ด้วย Location: https://goo.gl/maps/4scGTFJdU8HF61438 THE LIBRARY 天神店 ร้านนี้จะเป็นรวมแบรนด์ในสไตล์มินิมอล มีทั้งเสื้อผ้า ของใช้ในชีวิตประจำวัน และหนังสือ โดยมีแบรนด์ Margaret Howell, MHL, Sunspel และอื่นๆ Location: https://goo.gl/maps/xFs5dUjB7K6eLyw37 และก็มีแบรนด์อื่นๆอีกเยอะมากมาย ลองมาเดินเล่นกันนะ แถมที่นี่ก็มีแหล่งช็อปใต้ดินด้วยนะ ใครมาหน้าร้อนก็มาเดินหลบร้อนได้แบบเราาาาา เพราะห้างใต้ดินนี่ยาวเป็นกิโลเลยแหละ อยู่ใต้ดินในสถานี Tenjin รับรองใต้ดินนี่มีอะไรให้แวะดูอีกเยอะมากเช่นกัน ฮ่าๆ Fukuoka Red Brick Culture Museum ข้ามฝั่งกันออกไปอีกนิดขะเจอกับ Fukuoka Red Brick Culture Museum สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยปี 1909 เพื่อเป็นอาคารสำนักงานของบริษัท Nippon Life Insurance อาคารแห่งนี้เป็นอาคารเก่าแก่ที่สำคัญที่สุดของเมือง สร้างขึ้นจากอิฐสีแดงให้อารมณ์ย้อนยุคสไตล์ 19th century British มองจากด้านนอกแล้วเหมือนปราสาทในหนังเลยยยย ภายในตึกประกอบไปด้วยพื้นที่สำหรับการจัด exhibition ห้องประชุมและคาเฟ่ Location: https://goo.gl/maps/nskQTTJQddrnp6hr9 STANDARD MANUAL ร้านขายข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน ทั้งของใหม่ ของวินเทจมือสอง และเสื้อผ้ามือสองที่คัดสรรมาแล้วอย่างดี ร้านนี้ถึงจะออกนอกเส้นทางมาหน่อย แต่เชื่อเถอะ คุ้มที่จะมาสุดๆ ดูได้จากรูปเลย จัดร้านได้ปังมากกกกกก เลิฟ Location: https://goo.gl/maps/tXEakM913yewbdhW8 Connect Coffee เราขอปิดท้ายย่านนี้ด้วยร้าน Connect Coffee ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของลาเต้อาร์ต Location: https://goo.gl/maps/p9h6s4rW3hFBHRjT6 ย่าน Takasago เป็นย่านที่อยู่อาศัย ที่เต็มไปด้วยร้านรวงเท่ๆมากมาย หนึ่งในไฮไลท์ของย่านนี้คือแบรนด์เครื่องเขียน HIGH TIDE ที่มีร้านสาขาใหญ่อยู่ที่นี่ ย่านนี้ก็เดินเพลินๆได้ รับรองเพื่อนๆจะต้องเสียเงินไปกับที่นี่แน่นอน Good up coffee ร้านกาแฟเล็กๆ บรรยากาศสบายๆ ที่เราขอแวะพักน่องสักหน่อยยย เพราะเดินมาเยอะมากกก Location: https://goo.gl/maps/jby2D3LRAKY9RCfm9 อากาศร้อนๆแบบนี้ต้องหาแวะเข้าร้านสะดวกซื้อหาไรชื่นใจๆ กินสักหน่อยยย HIGH TIDE STORE ร้านเครื่องเขียนจากผู้ผลิตเครื่องเขียนชื่อดังของฟุกุโอกะ แบรนด์ HIGH TIDE เป็นเครื่องเขียนออริจินัลของเมืองนี้เลย ใครมาก็ควรซื้อกลับบ้านซักหน่อย ที่นี่ไม่ได้มีแต่เครื่องเขียนนะ พวกอุปกรณ์จัดเก็บของก็มีเยอะไม่แพ้กัน หรือใครอยากจะสั่งทำสมุดแบบดีไซน์เองก็สามารถทำได้ที่นี่ Location: https://goo.gl/maps/wkiuyMme6VGSrsui8 KUJIMA Shop and Gallery ร้านนี้เหมาะสำหรับสาวกเซรามิกมากกกกก ใครแพ้พวกจานชามแก้ว ขอให้แวะ แค่แวะมาดูก็ชื่นใจแล้วเนี้ย ทางขึ้นจะอยู่ในซอกเล็กๆ เล็กแบบเดินได้คนเดียวแต่มีป้ายบอกชัดเจนดีนะ ร้านตั้งอยู่ชั้นสองของตึก มีโซนแกลอรี่ด้วย Location: https://goo.gl/maps/jmRLzEJYSDEYgSKC9 Coffee County ร้านกาแฟโลคอลของชาวฟุกุโอกะ Location: https://goo.gl/maps/5Q1SELtsmKBuxYAG7 ย่าน Watanabe dori ย่านนี้อยู่ถัดมาจากย่าน Takasago ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน Watanabe dori Actus ร้านขายของแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ ต่างๆ ราคาดีมากกกกก ใครสะดวกซื้อเตียงซื้อตู้ ก็จัดไปเลย เราได้ที่ฉีดน้ำมาจากที่นี่ด้วย ฮ่าๆ Location: https://goo.gl/maps/RLdD6xhoxLsKnxwh8 Umeyama Teppei Shokudo ร้านข้าวหน้าปลาดิบสดๆจากท้องทะเล Genkai เมนูที่นี่จะเปลี่ยนไปทุกวัน ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่หาได้ในแต่ละวัน รับรองความสดใหม่ เรียกว่าไม่มีค้างสต็อกเลยหล่ะ แนะนำให้มาเนิ่นๆ ไม่งั้นต้องรอคิวยาวเลยแหละ Location: https://goo.gl/maps/BaMgA7VUraupRBkh9 Stereo Coffee สเตริโอ คอฟฟี่ ร้านกาแฟและแกลอรี่ ที่นี่ร้านกาแฟแบบคอฟฟี่สแตน ที่นี่ปรับปรุงมาจากบ้านหลังเก่ามาเป็นร้านสุดคิวท์ ชั้นล่างเป็นพื้นที่สำหรับยืนจิบกาแฟซึ่งสามารถดูการดริปกาแฟได้ด้วย และทางร้านได้เปิดเพลงอะคูสติกให้ฟังเพลินๆ เคล้ากับเสียงเครื่องทำกาแฟ มันช่างชิลอะไรเช่นนี้เนี้ยยย ส่วนบนชั้น 2 เป็นแกลเลอรีหมุนเวียนชื่อว่า “AND” ด้วย Location: https://goo.gl/maps/PPoT2aqAcB7Uox9z6 ย่าน HAKATA ตั้งอยู่บริเวณสถานีรถไฟฮากาตะ เป็นสถานีรถไฟหลักของฟุกุโอกะ มีทุกอย่างครบตั้งแต่ร้านอาหารไปจนถึงพวกเสื้อผ้าต่างๆ และไม่ค่อยแออัดเหมือนเมืองอื่นๆเลย เรามากันในช่วงหน้าร้อนซึ่งตรงกับเทศกาลฮะกะตะ กิออน ยะมะกะสะ (Hakata Gion Yamakasa Festival) พอดีเลย ซึ่งเทศกาลนี้จัดขึ้นเพื่อบวงสรวงเทพและอธิษฐานให้ไม่มีโรคระบาดในฤดูร้อน ใครไปช่วงเดือนกรกฎาคม เพื่อนๆก็จะพบเห็นแท่นนี้รอบๆฟุกุโอกะเลยหล่ะ ย่าน GION เป็นย่านออฟฟิศของฟุกุโอกะ แต่ก็มีร้านดีๆ ตั้งอยู่มากมาย Hakata Sennen-no-Mon Gate ซุ้มประตูพันปีฮากาตะ ซุ้มประตูนี้สร้างเสร็จได้ไม่นานเมื่อปี 2014 นี่เอง สร้างขึ้นเพราะเชื่อว่าจะได้รับความเจริญรุ่งเรื่องอีกหลายร้อยหลายพันปีในอนาคต ด้านหลังซุ้มนี้ไปจะมีวัดและศาลเจ้าตั้งอยู่มากมาย Location: https://goo.gl/maps/RmbAD3Y2m7Q5Risy8 COMME des GARCONS Fukuoka ร้านแรกที่เราแวะมาเลยคือ COMME des GARCONS สาขาฟุกุโอกะ สองชั้นไปเลย จุกๆ ทีแรกเป็นร้านขายของเครื่องใช้ในบ้าน ชื่อ D&Department หลายๆคนคงรู้จักดี แต่เค้าเพิ่งหมดสัญญาไปไม่นานนี่เอง Location: https://goo.gl/maps/3NBDvjhwTWNFj3RH7 Jotenji Temple and Monument to commemorate the Origin of Udon and Soba Noodles Yatai Food Stall ซุ้มอาหารแบบฉบับฟุกุโอกะ สิ่งแรกที่เตะตาเราสุดๆเลยคือ ซุ้มอาหารเล็กๆ น่ารักๆ ที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ริมแม่น้ำและริมถนนรอบๆ ห้าง Canal City ซุ้มส่วนใหญ่เริ่มเปิดตั้งแต่ 6 โมงเย็นเป็นต้นไปจนถึงเที่ยงคืนตีหนึ่งตีสองเลย อาหารส่วนที่ใหญ่ขายกันก็มีหลายอย่างเลยนะ เช่น ราเมง พวกปิ้งๆย่างๆเสียบไม้ก็มี ดูเหมาะกับการมานั่งกินดื่มหลังเที่ยวเสร็จ Ramen Stadium ศูนย์รวมร้านราเมงจากทั่วทุกภาคของญี่ปุ่น ขอปิดท้ายโพสด้วย Ramen Stadium ศูนย์รวมร้านราเมงจากทั่วทุกภาคของญี่ปุ่นชื่อดังหลากสไตล์ไว้ในที่เดียว ตั้งอยู่บนชั้น 5 ในห้าง Canal City มากินมื้อดึกก็ไม่เลวนะ เพราะที่นี่ปิด 5 ทุ่มแหนะ Location: https://goo.gl/maps/nExcoLrTek6etFqp7 เป็นไงกันบ้างกับทริปฟุกุโอกะของพวกเรา ใครมีคำถามอะไรถามกันมาได้เลยครับ ขอบคุณที่ติดตามกันนนนน้า แล้วเจอกันทริปหน้านะคร้าบบบ FB/IG @hoparound.co Website www.hoparound.co #LetsHoparoundFukuoka #LetsHoparound #Fukuoka #Travel #Japan #เที่ยวฟุกุโอกะ #คาเฟ่ในฟุกุโอกะ #รีวิวฟุกุโอกะ #ไปไหนดีฟุกุโอกะ #กาแฟฟุกุโอกะ #กินเที่ยวฟุกุโอกะ #ช็อปปิ้งฟุกุโอกะ #เที่ยวญี่ปุ่น #เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง #ไปญี่ปุ่น #เที่ยวคิวชู
- Banyan Tree Veya Phuket อิสระแห่งการได้หยุดพักและถักทอคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น
Banyan Tree Veya Phuket อิสระแห่งการได้หยุดพักและถักทอคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น Veya (เวญา) คือแบรนด์รีสอร์ทใหม่ล่าสุดจากเครือ Banyan Tree ซึ่งเปิดตัวที่ภูเก็ตเป็นแห่งแรกในโลก โดยนำเสนอแนวคิด Conscious Living เน้นการสอดประสานการดูแลสุขภาพอย่างมีสติเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับการพักผ่อนที่หรูหรา มีผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมินสุขภาพพร้อมให้คำแนะนำแบบตัวต่อตัว ให้อิสระกับแขกในการเลือกเรียนรู้จากกว่า 50 คลาส/สัปดาห์เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปเลือกใช้ในชีวิตประจำวันต่อได้เอง หรือจองไปแล้วจะแคนเซิ่ลเมื่อไหร่ก็ได้ ความยืดหยุ่นที่ปราศจากแรงกดดันนี้ทำให้ Veya ตั้งอยู่บนจุดกลมกล่อมที่จะช่วย “ถักทอ” สิ่งที่ดีต่อสุขภาพให้เป็นเนื้อเดียวกันกับชีวิตประจำวันของเราได้อย่างแนบเนียน สมกับความหมายของคำว่า Veya ที่แปลว่า “To Weave” นั่นเอง วันนี้ hoparound.co ทำตามสัญญาแล้วครับ จะพาเพื่อนๆบินไปภูเก็ตกันอีกครั้ง คราวนี้เราจะพาเพื่อนๆไปชม Veya กันก่อนใครเลย สนใจสอบถามโทร 076 372 400 Line: @BanyanTreePhuket Email: phuket@banyantree.com The Arrival ทางรีสอร์ทส่งรถ Mercedez-Benz มารอรับเราที่สนามบิน โดยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึง Banyan Tree Veya ซึ่งตั้งอยู่ในอาณาจักร Laguna อันยิ่งใหญ่ทางทิศตะวันตกของเกาะ ต้นไทร (Banyan Tree) 5 ต้นตรงวงเวียนหน้าทางเข้าโรงแรมนั้นบอกเราให้รู้ว่าเรามาถึง Banyan Tree เรียบร้อยแล้ว พนักงานเล่าให้ฟังว่าที่นี่ไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของ Banyan Tree Veya ที่แรกในโลกเท่านั้นนะครับ แต่เป็นจุดกำเนิดของแบรนด์ Banyan Tree ทั้งหมดมาตั้งแต่ปี 1994 ก่อนที่จะขยายไปทั่วโลก ก่อนหน้านี้แผนก Wellbeing เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Banyan Tree Phuket แต่เมื่อกระแสสังคมยุคใหม่ให้ความใส่ใจกับสุขภาวะและการพักผ่อนแบบ Luxury กันมากขึ้น Veya จึงเกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์นี้โดยตรง โดยแยกตัวออกมาจาก Banyan Tree ใหญ่ แต่แขกของ Veya นั้นยังสามารถเข้าไปใช้พื้นที่และ Facilities ของอีกฝั่งได้เหมือนเดิม และที่อยู่ติดกันอีกด้านของ Veya ก็จะเป็นส่วนของสนามกอล์ฟ หากสนใจใช้บริการสอบถามทางรีสอร์ทได้เช่นกันครับ เนื่องจากส่วนของ Banyan Tree เองนั้นมีพื้นที่กว่า 200 ไร่ (จากพื้นที่ Laguna ทั้งหมดกว่า 2,500 ไร่!) พนักงานจึงเสนอให้เราแอดไลน์ของ Veya เพื่อความสะดวกในการสอบถามข้อมูลหรือในกรณีที่เรามี Request พิเศษ หลังจากดื่ม Welcome Drink ซึ่งเป็นน้ำสมุนไพรที่จะเปลี่ยนสีไปตามแต่ละวันที่เช็คอิน (เราไปถึงในวันศุกร์จึงได้น้ำสีฟ้า) จนชื่นใจกันแล้ว พนักงานต้อนรับก็พาเรานั่งรถบั๊กกี้ไปส่งและแนะนำห้องพักกันถึงที่เลยทีเดียว Our Villa เราพักที่ Villa หมายเลข 633 ทุกห้องของ Veya นั้นล้วนแต่เป็น Pool Villa ที่กว้างขวางเป็นส่วนตัว จุดเด่นคือแนวคิด Sleep & Rest ซึ่งเป็นข้อแรกของ “8 Pillars Of Wellbeing” ที่พัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญจาก Veya โดยเฉพาะ ซึ่งในส่วนของห้องพักนั้น Veya ให้ความสำคัญอย่างมากกับการนอนหลับเต็มอิ่มของแขก ภายในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่แตกต่างจากโรงแรมส่วนใหญ่ที่เราเคยเข้าพัก Bedding Area ทุกองค์ประกอบถูกคัดสรรมาอย่างดีเพื่อ “ถักทอ” ให้เกิดความผ่อนคลายในประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของแขกที่เข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งห้องพักอย่างสวยงามด้วยสีเอิร์ธโทนให้ความรู้สึกสะอาดปลอดภัย มีม่านทึบแสงเพื่อช่วยให้หลับสนิทปราศจากแสงรบกวน นาฬิกาปลุกที่จำลองแสงอาทิตย์ยามเช้าและเสียงธรรมชาติ ไฟหัวเตียงที่ช่วยตัดแสงสีฟ้าจากหน้าจอมือถือหรือไอแพด เตียงที่นุ่มสบายราวกับค่อยๆดูดร่างของเราให้จมลึกลงไป เมนูหมอนที่เลือกได้ตามสรีระของเรา กลิ่นน้ำมันหอมระเหยจากเตา Burner และธูปหอมที่มีเตรียมไว้ให้ทุกห้อง ดนตรี Binaural Beats ที่ใช้คลื่นความถี่ให้สมองผ่อนคลายในระดับต่างๆ Singing Bowl ที่เราสามารถฝึกวนจนเกิดเสียงเพื่อสร้างความสงบได้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ยังมีแถบยางยืดและเสื่อโยคะสำหรับผู้ที่ต้องการฝึกความยืดหยุ่นให้ร่างกายอีกด้วย ส่วนมินิบาร์ก็จะเน้น Snacks ที่ดีต่อสุขภาพ แต่หากใครหิวจริงจังแต่ไม่อยากออกจากวิลล่า ก็สามารถสั่ง In-Villa Dining มารับประทานได้เลย แอบใบ้ว่า Veya มีเมนูอาหารสุขภาพที่ไม่เหมือนใครในนามว่า Flexitarian ด้วย จะเป็นยังไงนั้นต้องติดตามอ่านต่อด้านล่างนะครับ Private Swimming Pool and Jet Tub ด้านนอกห้องเป็นสระน้ำเกลือขนาดกำลังดี และที่เราประทับใจมากก็คือบ่อ Jacuzzi น้ำร้อนที่อยู่ติดกัน เพราะมีน้ำร้อนพร้อมให้แช่ตลอด 24 ชม. ไม่ต้องรอเติมน้ำให้เต็มเหมือนอ่างอาบน้ำทั่วๆไป หัวเจ็ตก็แรงดีครับช่วยคลายเมื่อยได้ดีมากเลย ยิ่งแช่ตอนกลางคืนก็จะช่วยให้หลับสบายมากครับ Personal Consultation ก่อนวันเช็คอินเกือบสัปดาห์ ทาง Veya ได้ส่งแบบสอบถามเพื่อประเมินสุขภาพของเราตามหลัก 8 Pillars Of Wellbeing มาทางอีเมลล่วงหน้า จริงๆอยากอธิบายหลัก 8 ข้อนี้ให้เพื่อนๆฟัง แต่กลัวจะเบื่อกันซะก่อน ถ้าเพื่อนๆสนใจก็ดูข้อมูลต่อกันได้ที่ลิงค์นี้นะครับ https://www.banyantree.com/thailand/veya-phuket/8-pillars เมื่อเรามาถึง ผู้เชี่ยวชาญจึงนัดเวลามาสรุปผลการประเมินให้เราฟังแบบเฉพาะบุคคล ที่ว่า “เฉพาะบุคคล” นี้จริงจังนะครับ เพราะเรามาด้วยกัน 2 คน แต่ต้องแยกกันปรึกษา เราได้รับเกียรติจากคุณ Kim ซึ่งเป็น Director Of Wellbeing สาวชาวออสเตรเลีย และคุณ Raj ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำสมาธิและการฝึกหายใจชาวอินเดียมาช่วยให้คำแนะนำครับ นอกจากเราจะได้รู้ว่าใน 8 เรื่อง มีเรื่องไหนที่เป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อนสำหรับเราแล้ว ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 ท่านยังแนะนำ Workshop เป็นเหมือนคลาสสั้นๆให้เราเข้าไปเรียนรู้เทคนิควิธีที่จะช่วยให้สุขภาพเราดีขึ้นโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม โดยเรามีอิสระเต็มที่ที่จะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมก็ได้ หรือจะจองไปก่อนแล้วยกเลิกทีหลังก็ได้เช่นกันครับ ซึ่งทาง Veya มีให้เลือกมากกว่า 50 คลาสต่อสัปดาห์ทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นคลาสฝึกสมาธิ ฝึกหัวเราะ กราวน์ดิ้ง ฝึกคลายความตึงเครียดในร่างกาย โยคะ พีลาทีส การออกกำลังกายเพื่อเบิร์นไขมัน การบำบัดด้วยกลิ่น ไปจนถึงความรู้เกี่ยวกับอาหารการกิน และ Mindful Living ดูตารางกิจกรรมได้ที่นี่นะครับ https://www.banyantree.com/thailand/veya-phuket/experiences The Food หลังจากรับคำปรึกษาด้านสุขภาพแบบตัวต่อตัวแล้ว ท้องเราก็เริ่มร้องเบาๆครับเพราะเลยเที่ยงมานิดหน่อยแล้ว จริงๆแล้วความรู้เกี่ยวกับอาหารที่รับประทานเข้าไป (Dietary Awareness) นั้นเป็นเสาต้นที่ 2 ใน 8 Pillars Of Wellbeing เลยครับ Lunch มื้อนี้เราจึงสนใจอยากลองอาหาร Flexitarian ตำรับ Veya เป็นพิเศษ หน้าตาจะน่ากินขนาดไหนไปดูกันเลยครับ และถ้าอยากสำรวจเมนูเต็มๆพร้อมรายละเอียดแต่ละจาน ก็คลิกตรงนี้ได้เลยครับ https://www.taste.banyantree.com/bt-phuket-veya-eng อาหาร Flexitarian นั้นปรุงแบบ Asian ผสม Mediterranean เน้นใช้วัตถุดิบที่ปลอดภัยและเป็นประโยชน์ครบหมู่ สมดุล ยืดหยุ่น ไม่สุดโต่ง ตัดสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างแป้งและน้ำตาลฟอกขาวออกไป แล้วใช้วัตถุดิบให้ความหวานจากธรรมชาติที่ปลอดภัยอื่นๆมาทดแทน รวมทั้งมีการลดโซเดียมลงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในขณะเดียวกันก็ยังคงให้ความสำคัญกับรสชาติความอร่อย มีการใช้เนื้อสัตว์ที่คัดสรรมาอย่างดีมาประกอบอาหารอยู่ด้วย ทำให้ Flexitarian เป็นอาหารสุขภาพที่กินง่ายและอยู่ท้อง แม้สำหรับผู้ที่ไม่ชินกับอาหารสุขภาพ ที่สำคัญคือหน้าตาดีมากครับ Breakfast ในแต่ละมื้อเชฟก็จะรังสรรค์เมนูออกมาแตกต่างกันออกไปครับ เราได้ลองเมนูมื้อเช้าด้วยซึ่งเราสั่งให้มาเสิร์ฟที่วิลล่าของเราเลย อันนี้ต้องสั่งล่วงหน้า 1 วันนะครับโดยติ๊กเลือกจากเมนูกระดาษที่ทางรีสอร์ทให้มา หรือจะถ่ายรูปแล้วติ๊กหน้าจอส่งให้พนักงานทางไลน์ก็ได้เช่นกันครับ ตอนที่เราเลือกจากเมนูไม่ได้คิดว่าตอนมาเสิร์ฟจริงๆจะจัดเต็มจนโต๊ะแทบวางไม่พอขนาดนี้นะครับ เล่นเอาพุงไม่พอใส่กันเลยครับ ฮ่าๆๆ Dinner นอกจากอาหารสุขภาพแล้ว ถ้าใครยังรู้สึกโหยหาความอร่อยสะใจของอาหารแบบปกติก็ไม่ต้องกังวลเลยครับ เพราะเราก็เป็นเช่นกัน ฮ่าๆๆๆ เราแว่บไปกินบาร์บีคิวอาหารทะเลและอาหารฝรั่งแสนอร่อยที่ร้าน The Watercourt กับอาหารไทยรสเยี่ยมที่ร้าน Saffron อันโด่งดัง (มีสาขาใน Banyan Tree ทั่วโลก) ในฝั่ง Banyan Tree ใหญ่มาด้วยครับ และเราก็อยากชวนเพื่อนๆไปลองเช่นกัน ติดใจแน่นอนครับ ถ้าไม่เชื่อก็ลองชมรูปดูไปก่อนนะครับ The Activities มา Veya ที่เดียวเหมือนได้เสาครบ 8 ต้นครับ เนื่องจากช่วงก่อนเราเข้าพัก เรามีปัญหาเกี่ยวกับการนอนค่อนข้างมาก คลาสที่เราเลือกจึงเน้นเรื่องการปรับปรุงคุณภาพการนอนอย่าง Sleep Meditation ที่ช่วยให้เราค่อยๆคลายกล้ามเนื้อทีละส่วนอย่างมีสติเพื่อเตรียมให้ร่างกายได้หลับลึกลงไป หรือ Ocean Breath คือการฝึกควบคุมลมหายใจทั้งเพื่อคลายเครียดและเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกาย ซึ่งตามปกติจะนัดกันที่ริมหาดเพื่อสูดไอบริสุทธิ์ของทะเลยามเช้า แต่บังเอิญฝนตกหนักเราจึงฝึกในศูนย์ Wellbeing Center แทน อีกคลาสที่เราลงจองเอาไว้ก็คือ Conscious Grounding เป็นการตั้งสติฝึกเดินเท้าเปล่าบนพื้นหญ้าเพื่อปลดปล่อยพลังลบลงสู่พื้นดิน นอกจากนี้เราก็จองคลาส Duo Stretch เป็นการจับคู่ฝึกท่ายืดกล้ามเนื้อให้กันและกัน และพอยืดเสร็จก็ปั่นจักรยานไปออกกำลังต่อที่ยิมที่อยู่ไม่ห่างกันได้สะดวกเลยครับ ใช่แล้วครับ ในรีสอร์ทมีจักรยานให้ยืมด้วย ซึ่งเราเอ็นจอยมากๆ เราปั่นจากฝั่ง Veya เข้าไปในเขต Banyan Tree ใหญ่ซึ่งบริเวณกว้างขวางและร่มรื่นมากๆครับ หนึ่งในไฮไลท์ของอาณาจักร Laguna ก็คือลากูนน้อยใหญ่ที่เชื่อมต่อทะลุกันได้หมด ซึ่งแท้ที่จริงบึงน้ำเหล่านี้นั้นเป็นร่องรอยประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในอดีตของภูเก็ต การปั่นจักรยานนอกจากจะได้เหงื่อแล้ว ยังได้เสพบรรยากาศที่สวยงามชวนให้สบายใจด้วย และถ้าอยากออกไปทะเล ก็ฝากจักรยานไว้กับพี่ยามตรงทางออก แล้วก็เดินพุ่งตัวไปปร๊าดเดียวก็ถึงเลยครับ ทางรีสอร์ทมีเตียงชายหาดเตรียมไว้ให้พร้อมอยู่แล้วด้วยครับ สะดวกมากๆ แต่ถ้าหากอยากจะออกไปไกลกันกว่านั้น ที่วงเวียนต้นไทรหน้าล็อบบี้ก็มีสกู๊ตเตอร์ให้บริการผ่านแอ๊ป Beam ให้เช่าได้ด้วย ขี่ง่ายและสนุกมากครับ เราเช่าสกู๊ตเตอร์ขี่บรื้นๆกันออกไปด้านหน้า Laguna ซึ่งเรียงรายไปด้วยร้านรวงน่ารักๆหลายร้านดูดีมีชีวิตชีวามาก เริ่มตั้งแต่บริเวณ Boat Avenue ไปจนถึง Porto De Phuket ที่เลยไปอีกนิด ร้านอาหารก็มีให้เลือกหลากหลายสัญชาติเลย แถวนี้มีจุดจอดสกู๊ตเตอร์ไว้ให้บริการหลายจุดครับ อยากจะหยุดเดินเล่น หรือแวะร้านไหนก็ไม่ต้องห่วงเลย อีกกิจกรรมที่ถือเป็น Destination Dining ที่ Banyan Tree ก็คือการล่องเรือทานดินเนอร์ชมพระอาทิตย์ตกในลากูน หรือ Sundowner Cruise โดยทางรีสอร์ทมีเรือโบราณนามว่า Sanya Rak เตรียมไว้ให้บริการ ตามปกติแล้วจะล่องเรือพร้อมกับเสิร์ฟดินเนอร์ไปจนค่ำ แต่ช่วงนี้ฝนตกน้ำขึ้นทำให้ไม่สามารถลอดใต้สะพานบางช่วงได้ และเราเองก็มีนัดรับประทานอาหารไทยที่ห้องอาหาร Saffron อันเลื่องชื่อต่อจากนี้ด้วย ก็เลยขอแค่นั่งชมวิวและเอ็นจอยอาหารเรียกน้ำย่อยเบาๆแทน ซึ่งก็เป็นประสบการณ์ที่เพลิดเพลินและสวยงามมากๆครับ Banyan Tree Spa สิ่งที่ขึ้นชื่อที่สุดอย่างหนึ่งของ Banyan Tree ก็คือสปาครับ ที่นี่มี Academy ฝึกสอนกันจริงจัง ไม่ว่าเราจะไป Banyan Tree สาขาไหนในโลกก็จะมีเทคนิคการนวดเดียวกัน โด่งดังกันถึงขั้นที่ว่าแบรนด์โรงแรม 5 ดาวอื่นๆบางแบรนด์ก็ยังเลือกให้ทีม Banyan Tree มาช่วยฝึกสอนการนวดให้เลย พูดกันถึงขนาดนี้ ถ้าไม่ได้ไปนวดคงจะเสียใจมาก แม้ตารางเราค่อนข้างแน่นเอี้ยด แต่ 90 นาทีนี้ไม่มีไม่ได้ครับ ฮ่าๆๆ เมนูสปาที่นี่หลากหลายและครีเอทีฟมาก แต่วันนี้เราขอ Back To Basics กันดีกว่า คุณเฟิร์สเลือกนวดไทยแบบราชสำนัก ส่วนคุณเค้กก็เลือกนวดน้ำมัน Deep Tissue สบายมากจริงๆครับ อยากให้เทคโนโลยีสามารถบันทึกความสบายมาฝากกันได้จัง Checking Out รู้ตัวอีกทีก็ใกล้เวลาต้องกลับบ้านแล้ว ในวันสุดท้ายทางรีสอร์ทนัดให้เราพบผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งเพื่อรับ Feedback ว่าประสบการณ์การเข้าพักของเราเป็นยังไงบ้าง และช่วยให้เราได้ทบทวนถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา สำหรับเราแล้วเราก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าเราอ่อนแอเรื่องการครองสติให้อยู่กับร่างกาย และได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆที่จะช่วยให้การนอนของเราดีขึ้น จากนี้ไปก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะเลือกเอาอะไรไปปรับใช้บ้าง จริงๆแล้วมีอีก 1 คลาสเล็กๆที่เราลงไว้ แต่ตั้งใจจะเก็บไว้ทำก่อนเช็คเอ้าท์จะได้เอาผลงานเป็นที่ระลึกกลับบ้านไปด้วย นั่นก็คือ Herbal Potpourri Making หรือคลาสทำเครื่องหอมบุหงารำไปจากสมุนไพรนั่นเอง เป็นกิจกรรมที่ทั้งง่ายและสนุก เราสามารถเลือกผสมกลิ่นน้ำมันหอมระเหยได้เอง ทำเสร็จแล้วก็หน้าตาดีแถมมีประโยชน์เอาไปใช้ต่อที่บ้านได้ด้วย ก่อนออกจากรีสอร์ท พนักงานได้ยื่น Folder เล็กๆให้พร้อมข้อความพลังบวกที่เป็น Take-Home Wellbeing Guide ให้เราได้เอาไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันด้วย ใส่ใจทุกขั้นตอนจริงๆครับ Wrapping Up Our Stay 3 วัน 2 คืนที่ผ่านมา เรารู้สึกว่าได้ทำอะไรไปเยอะมากครับ กิจกรรมแน่นเอี้ยด แต่กลับไม่รู้สึกถึงความเครียดหรือความเร่งรีบเลย ที่นี่เหมาะสำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการพักผ่อนและดูแลสุขภาพไปด้วยพร้อมๆกัน เสน่ห์ของ Veya อยู่ตรงที่แขกแต่ละคนสามารถเลือกกิจกรรมตามระดับความจริงจังได้ด้วยตัวเอง หรืออยากจะใช้เวลาอยู่ใน Villa ทั้งวันก็ได้เช่นกัน ทำให้สามารถตอบทุกโจทย์ได้แม้มาด้วยกันหลายคน ถือเป็นคอนเส็ปต์การพักผ่อนแบบใหม่ที่น่าสนใจเข้ากับวิถีชีวิตยุคใหม่มากครับ สำหรับเราแล้วการเข้าพักที่ Veya ครั้งนี้นั้นเป็นประสบการณ์ที่ค่อนข้างแปลกใหม่ในดีกรีที่กำลังพอดี เราใช้เวลาใน Villa อย่างคุ้มค่า กิจกรรมต่างๆก็สนุกและมีประโยชน์มาก อาหารก็ดีงาม และบริการก็ยอดเยี่ยมมากครับ อยากให้มาลองเข้าพักกันสักครั้ง แล้วเพื่อนๆจะอยากกลับมา “ถักทอ” และ “สานต่อ” คุณภาพชีวิตให้ยิ่งดีขึ้นไปอีกเรื่อยๆครับ สนใจสอบถามโทร 076 372 400 Line: @BanyanTreePhuket Email: phuket@banyantree.com #LetsHoparound
- Seattle เที่ยวเมืองซีแอตเทิล
#Seattle แม้จะเป็นบ้านเกิดของ Starbucks แต่กลิ่นหอมของกาแฟคั่วใหม่ๆ ที่กรุ่นเมืองท่าริมทะเลแห่งนี้นั้นมีแหล่งกำเนิดมาจากโรงคั่วอื่นๆอีกหลายแหล่งและคาเฟ่ต่างๆอีกมากมายที่ผุดขึ้นอยู่ทั่วเมือง (เราชอบรสชาติของแบรนด์ Vitrola เป็นพิเศษ) จนทำให้ Seattle กลายเป็นเมืองที่ดังเฟื่องเรื่องกาแฟมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเมื่อต้นปีมีการสำรวจพบว่า Seattle มีร้านกาแฟชุกชุมเป็นอันดับต้นๆของประเทศเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร (1 ร้านกาแฟต่อประชากร 2,308 คน) Seattle เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ดึงดูดผู้คนและความเจริญมาแต่ไหนแต่ไร ดูได้จากตลาด Pike Place Market ซึ่งเป็น icon สำคัญของเมือง ปัจจุบันมีอายุ 112 ปีแล้ว นับเป็นหนึ่งในตลาดที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา ตลาดอาหารแห่งนี้มีคาแรคเตอร์โดดเด่นตั้งแต่ป้ายตลาด ไปจนถึงเทคนิคการขายที่อยู่ด้านใน โดยเฉพาะคนขายปลาที่จะตะโกน เล่นมุก และโยนปลาข้ามหัวกันไปมาอย่างสนุกสนาน จนคนต้องหยุดมุงดู และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดหนังสือเกี่ยวการบริหารจัดการชื่อดังที่ชื่อว่า “Fish” หลายปีก่อนที่เราได้มา Seattle ครั้งที่แล้ว เมืองนี้เป็นเมืองแรกที่สอนให้เราได้รู้จักกับคอนเส็ปต์ FLOSS ซึ่งย่อมาจาก Fresh, Local, Organic, Seasonal และ Sustainable และอาหารในตลาดแห่งนี้ก็สะท้อนถึงคอนเส็ปต์นั้นได้ชัดเจน (แม้ราคาอาจจะสูงขึ้นตามความนิยมของนักท่องเที่ยวอยู่บ้าง) ที่นี่มีตั้งแต่ผลไม้สด ชีสท้องถิ่น แอปเปิ้ลไซเดอร์ออร์แกนิค เบเกอรี่ ฯลฯ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์แนวโฮมเมดอื่นๆ โดยเฉพาะพวกยาสมุนไพรที่มักจะมีส่วนผสมของกัญชาอยู่ด้วย เพราะที่นี่กัญชาถูกกฎหมายนะจ๊ะ ถ้าเราเดินเล่นในเมืองจะรู้ว่ากลิ่นที่กรุ่นเมือง Seattle ทุกวันนี้อาจไม่ใช่กาแฟแล้วล่ะ 555 Starbucks สาขาแรกของโลก จุดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สุดในตลาดแห่งนี้ก็คงจะเป็น Starbucks สาขาแรกเท่าที่ยังเหลืออยู่ (สาขาแรกจริงๆปิดตัวลงก่อนจะถูกย้ายมาที่นี่) เค้ายังเก็บสภาพดั้งเดิมด้านนอก รวมถึงโลโก้นางเงือกสีน้ำตาล 2 หางแบบออริจินัลเอาไว้ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปด้วย และก็ได้ผลมากจริงๆ Starbucks Reserve Roastery ในปี 2014 Starbucks ก็ได้เปิดร้านขนาดใหญ่พิเศษในคอนเส็ปต์ Starbucks Reserve Roastery ที่ Seattle เป็นร้านแรก (ปัจจุบันมี 6 สาขาในโลก สาขาล่าสุดคือที่ Chicago ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย) ร้านแบบพิเศษนี้ นอกจากจะมีโซนกาแฟหลากหลายแบบแล้ว ยังมีโซนชาจาก Teavana เครื่องดื่มแอลกอฮอลคัดพิเศษ เบเกอรี่อย่างดีจาก Princi และโรงคั่วระบบสายพานให้ลูกค้าดูเพลินๆ อ้อ! ขาช้อปก็คงไม่อยากพลาดมุมของที่ระลึกพรีเมี่ยมแบบละลานตาเนอะ เสร็จจาก SRR แล้วแถวๆ Capitol Hill ก็มีร้านค้าเก๋ๆให้เดินดูเพลินๆได้อีกเรื่อยๆเลย Location: https://goo.gl/maps/ZAHazq6LCo5eJEQ16 Space Needle อีกหนึ่ง icon ของเมืองก็คือ หอคอย Space Needle (สร้างเพื่องาน World’s Fair ในปี 1962 แต่ยังดูทันสมัยอยู่เลยอ่ะ) หอคอยแห่งนี้รายล้อมไปด้วยสวนสาธารณะและมิวเซี่ยมที่น่าสนใจหลายแห่ง โดยมีทางเดินเชื่อมถึงกันจึงเป็นจุดกลางเมืองที่มีคนออกมาเดินเล่นกันพลุกพล่านในวันอากาศดี ในแง่ประวัติศาสตร์หอคอยแห่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งหมุดไมล์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ Seattle Location: https://goo.gl/maps/Qe4qShrpYtH2ENCV7 Amazon ในปัจจุบัน Seattle ก็ยังคงเป็นเมืองที่เติบโตเร็วที่สุดเมืองหนึ่งในอเมริกา ใครจะไปคาดคิดว่าเมืองที่มีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่อย่างนี้ จะเป็นบ้านของบริษัทยักษ์ใหญ่มากมายทั้ง Amazon, Microsoft, Nordstrom, Expedia, Costco และ แน่นอน Starbucks ในบรรดาบริษัททั้งหมดที่อยู่ที่นี่ มีบริษัทหนึ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับตัวเมือง Seattle อย่างมาก ซึ่งก็คือบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในปัจจุบันอย่าง Amazon เพราะ Amazon ได้สร้าง “เมืองในเมือง” ให้เป็นแคมปัสสำนักงานใหญ่ของบริษัท โดยประกอบไปด้วยอาคารกว่า 40 หลังที่กระจายอยู่ทั่ว และมีบริการรถบัสรับส่งพนักงานกว่า 45 เส้นทางทั่วเมือง ในปีที่แล้ว (2018) Amazon ได้เปิดตัว Amazon Spheres โดมแก้ว 3 หลังติดกัน ที่มีวัตถุประสงค์หลักคือเอาไว้ให้พนักงานมาเดินหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ภายในโดมที่มีความสูง 3-4 ชั้นนั้น ในนี้มีทั้งสเปซเอาไว้ให้นัดประชุมหรือพักผ่อนหย่อนใจ รวมไปถึงร้านค้าต่างๆท่ามกลางต้นไม้ที่เขียวชอุ่มกว่า 40,000 ต้น คนทั่วไปก็เข้าไปได้นะ แต่ต้องจองคิวล่วงหน้าซักหน่อย ถัดจาก Spheres มานิดนึง ก็จะมีร้าน Amazon Go ร้านสะดวกซื้อที่ไร้แคชเชียร์ เราก็สามารถเข้าไปลองซื้อได้จริงๆแค่เพียงโหลด App แล้วก็สแกนเข้าได้เลย แม้ Seattle จะมีจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย แต่จริงๆแล้วสิ่งที่ทำให้เราประทับใจกลับไม่ใช่ความโดดเด่นของ Tourists’ Attractions ต่างๆ หรือความยิ่งใหญ่ของบริษัทระดับโลกที่มากระจุกตัวกันอยู่ที่นี่ แต่กลับเป็นคุณภาพความเป็นอยู่ประจำวันของชาวเมืองตาม Suburb ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Fremont, Ballard, Wallingford (พอดีเราพักอยู่ริมทะเลสาบ Greenlake ก็เลยได้เดินละแวกนี้มากหน่อย) การได้เดินเล่นไปเรื่อยๆแบบไม่มีแพลนก็ทำให้เราได้เห็นว่าคนที่นี่มีคุณภาพชีวิตที่ดีมาก เพราะรายล้อมไปด้วยต้นไม้และทะเลสาบ ทำให้อากาศสดชื่นอยู่ตลอดเวลา ส่วนร้านค้าที่แซมอยู่ในแต่ละย่านก็ดูเป็นกันเอง และมักมีกลิ่นอายความเท่แบบดิบๆแฝงอยู่ด้วย Red Mill Burgers ร้านที่ประทับใจเรามากๆตั้งแต่คราวที่แล้วที่ได้มา Seattle ก็คือร้าน Red Mill Burgers ซึ่งเป็นร้านขายเบเกอร์แบบดั้งเดิม ที่รสชาติทั้งอิ่มท้องและอิ่มทั้งใจเราอย่างยิ่ง ไม่แปลกใจเลยที่ทั้ง Oprah Winfrey และนิตยสาร GQ ต่างก็การันตีว่าเป็นหนึ่งใน 20 ร้านแฮมเบอร์เกอร์ที่คุณต้องลองกินก่อนตาย อ่อ มิลค์เชคของเค้าก็เข้มข้นถึงใจไม่แพ้กัน Taylor Shellfish Farm พูดถึงอาหารแล้ว Seattle เป็นเมืองที่ไม่ขาดแคลนของอร่อยเลย ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลมากโดยเฉพาะหอยนางรม บังเอิญโชคดีที่เรามีเพื่อนอยู่ที่นี่ นางจึงอาสาขับรถพาไปถึง Taylor Shellfish Farm ที่ต้องออกนอกเมืองไปทางเหนือประมาณชั่วโมงครึ่ง เราก็เลยได้กินหอยนางรมสดๆในราคาที่ถูกมาก แถมบรรยากาศก็ดีสุดๆ แต่ถ้าเพื่อนๆไม่มีรถ ก็ search หาสาขาในเมืองได้ มีหลายสาขาเลยแหละ Location: https://goo.gl/maps/RzEDcYkxHYb79AdN9 Fat Hen เรามาเริ่มวันใหม่อีกวันด้วยอาหารเช้าสไตล์ New American ที่ร้าน Fat Hen กันดีกว่า เราชอบคุณภาพอาหารและบรรยากาศง่ายๆของที่นี่มากเลย หรือถ้าเพื่อนๆอยากลองเปลี่ยนเป็นเบรคฟัสต์สไตล์ Louisiana ก็ต้องไปที่ Toulous Petit ซึ่งอาหารก็ดีมากไม่แพ้กัน Location: https://goo.gl/maps/ykTZF4Ku9hLYp69o7 จากดาวน์ทาวน์ขึ้นไปทางเหนือประมาณ 10 นาที ติดกับ University of Washington ก็จะมีย่านการค้าที่ดูดีน่าเดินในนามว่า University Village หรือเรียกสั้นๆว่า U-Village ที่เปิดมาตั้งแต่ยุค 50’s แต่ก็พัฒนาปรับปรุงมาตลอดจนปัจจุบันดูทันสมัยมากๆ ภายในก็มีหลายร้านดีๆให้เลือกเลย (Starbucks สาขาที่เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ก็ยังเปิดอยู่ที่นี่) เราได้ลองร้านอาหารเวียดนามสมัยใหม่ ชื่อ Babar ก็อร่อยถูกใจ แถมยังได้ตบท้ายด้วยไอศกรีมหอมหวานจาก Molly Moon’s ที่อยู่ในเวิ้งเดียวกันด้วย ที่นี่ยังมีร้านค้าอื่นๆอีกกว่า 120 ร้านค้าให้เดินดู ตั้งแต่เสื้อผ้า หนังสือ เฟอร์นิเจอร์ไปจนถึง Apple Store ด้วยนะ Seattle ยังมีอะไรที่น่าสนใจอีกมาก ทริปนี้คือทริปที่ 2 ที่เราได้มีโอกาสมาเยือนที่นี่ เราจึงไม่ได้เจาะจุดท่องเที่ยวชื่อดังต่างๆเหมือนครั้งแรก คราวนี้เราอยากจะเดินทอดน่องสำรวจอะไรเรื่อยเปื่อยมากกว่า ทำให้เราได้เห็นมุมอื่นๆที่ต่างออกไปของ Seattle และอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไม Seattle จึงไม่ค่อยปรากฏอยู่ในลิสต์การท่องเที่ยวของคนไทยทั้งที่มีอะไรดีๆซ่อนอยู่เยอะแยะไปหมด หากเพื่อนๆมีโอกาสก็อย่าลืมแวะมาสำรวจเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโซน Northwest ของอเมริกาแห่งนี้ก็แล้วกันนะครับ FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #LetsHoparoundUSA #LetsHoparound #Travel #USA #WestCoast #RoadTrip #America #โรดทริปอเมริกา#ขับรถเที่ยวอเมริกา#เที่ยวอเมริกา#รีวิวอเมริกา#ไปอเมริกาใช้งบเท่าไหร่ #เที่ยวซีแอตเทิล #รีวิวซีแอตเทิล #ซีแอตเทิลไปไหนดี #เมืองซีแอตเทิล #ฮิปสเตอร์ #คาเฟ่ในซีแอตเทิล #เมืองน่าไปในอเมริกา
- Amansara อมันสรา เยี่ยมยลนครวัดอย่างแขกคนสำคัญ กับประสบการณ์ Once-In-A-Lifetime
Amansara เยี่ยมยลนครวัดอย่างแขกคนสำคัญ กับประสบการณ์ Once-In-A-Lifetime “งามสง่า อบอุ่น รุ่มรวย และทำให้เรารู้สึกเหมือนได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด” คือตัวอย่างของคำบรรยาย Amansara ที่เรานึกขึ้นได้ครับ บนพื้นที่กว่า 6 ไร่ แต่มีเพียง 24 ห้องพัก และมีพนักงานดูแลกว่า 70 คน (เท่ากับมีพนักงานดูแลอย่างน้อย 3 คนต่อ 1 ห้องพัก) ทำให้รีสอร์ทแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์และมีความ Exclusive ขั้นสุด สมกับที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรือนรับรองแขกคนสำคัญของกษัตริย์กัมพูชา และการเข้าพักที่ Amansara ในคราวนี้นั้นก็ช่วยยกระดับทริปเสียมเรียบ (เสียมราฐ) และการสำรวจนครวัด-นครธมของเราให้กลายเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะจดจำไปไม่รู้ลืมเลือน ยิ่งได้มาในช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวยังบางตาแบบนี้ ก็เท่ากับว่าเราแทบจะได้ทั้งมหาวิหารเป็นของตัวเองเลย วันนี้ hoparound.co ขออาสาพาเพื่อนๆไปทำความรู้จักกับ Amansara ด้วยกันนะครับ บอกใบ้นิดนึงว่า hoparound.co มีข้อเสนอพิเศษที่ Amansara ให้กับชาว #hopsters โดยเฉพาะด้วย Amansara review รีวิวอมันสรา เสียมเรียบ กัมพูชา Exclusive Rate for Hoparound.co Fans !! ราคาพิเศษเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น!! Amansara Overview ชื่อ Amansara เกิดจากการผสมคำว่า Aman (ชื่อแบรนด์รีสอร์ทซึ่งแปลว่าความสงบ) + Sara (มาจาก Apsara หรือนางอัปสร นางสวรรค์ผู้ดูแลสถานที่สำคัญในวัฒนธรรมขอม) ดังนั้น Amansara จึงแปลว่า ความสงบสุขดุจสรวงสวรรค์นั่นเอง และจากประสบการณ์ของเราก็พอจะยืนยันได้ครับว่าที่นี่สงบสุขดุจสรวงสวรรค์จริงๆ จากเรือนรับรองพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระนโรดมสีหนุที่สร้างขึ้นอย่างงามสง่าในช่วงปี 60s เลอค่าทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ในยุคก่อนความขัดแย้งยาวนานภายในประเทศ สถาปัตยกรรมแบบ New Khmer Style ที่หรูหราทว่าเรียบง่ายและอบอุ่น ไปจนถึงโลเคชั่นที่อยู่ห่างจากทางเข้านครวัดเพียง 10 นาทีเท่านั้น Amansara ได้เกิดขึ้นเพื่อจุดประกายความรุ่งโรจน์ให้กับสถานที่อันทรงเกียรติแห่งนี้อีกครั้งในปี 2002 ในฐานะรีสอร์ทสุด Private ที่มีห้อง Suite เพียง 12 ห้อง (ณ ขณะนั้น) และประตูหน้าที่ปิดตลอดเวลา จะเปิดให้เฉพาะแขกของรีสอร์ทเข้า-ออกเท่านั้น ทำให้ Amansara มักจะได้ต้อนรับแขกระดับ VVIP ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวขั้นสุด ไม่ต่างจากแขกบ้านแขกเมืองของกษัตริย์ในวันวาน ในปี 2005 Amansara ได้เชิญคุณ William Kerry Hill สถาปนิกระดับตำนานของโลกชาวออสเตรเลียนให้มาออกแบบส่วนต่อขยายเพิ่มเติมอีก 12 ห้อง จากเดิม 12 ห้องพักกลายเป็น 24 ห้องพร้อม Private Pool ทำให้แต่ละห้องมีพื้นที่ถึง 141 ตร.ม.เลยทีเดียว และห้องพักของเราก็อยู่ในส่วนที่สร้างใหม่นี่เองครับ เราสามารถสัมผัสได้ถึงความเคารพอย่างสูงที่คุณ Hill มีต่อสถาปัตยกรรมดั้งเดิม เพราะหากพนักงานไม่ได้แจ้งเราก็แทบแยกไม่ออกระหว่างส่วนดั้งเดิมกับส่วนต่อขยายเลย เพราะทุกอย่างนั้นมีความกลมกลืนต่อเนื่องกันมากเลยครับ มาตรฐานความ Ultra-luxury ของแบรนด์ Aman ทำให้เราวางใจได้ว่าการบริการที่ Amansara นั้นสมฐานะความดีงามของตัวสถานที่อย่างแน่นอน แม้ในช่วงโควิด ทางรีสอร์ทก็ยังมีทีม Amansanti (ศัพท์เฉพาะของทาง Aman ที่ใช้เรียกทีมงาน) เฉลี่ยถึง 3 คนในการดูแล 1 ห้องพัก ลดลงนิดหน่อยจากช่วงปกติ ทุกๆ Touch Point นั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้การเข้าพักที่นี่เป็นมากกว่าการเข้าพักรีสอร์ทหรูทั่วๆไป แต่เป็นประสบการณ์พิเศษที่ย้ำให้เรารู้สึกถึงความเป็นคนสำคัญ ตั้งแต่เช็คอินจนเช็คเอ้าท์ พร้อมเชื้อเชิญให้จ่อมจมลงในประวัติศาสตร์ วัตนธรรม และวิถีชีวิตอันงดงามของชาวเสียมเรียบตลอดระหว่างการเข้าพัก The Arrival เพียง 1 ชม.จากสนามบินดอนเมือง เราก็ลงจอดที่เสียมเรียบด้วยความนุ่นมวล ในช่วงที่เราไปกัมพูชานั้นคนไทยไม่ต้องมีวีซ่า ไม่ต้องตรวจ ATK เพียงแต่ต้องมี Vaccine Passport ติดตัวไปด้วย แต่สำหรับแขก Amansara นั้นพิเศษมากขึ้นด้วยบริการผ่านด่านตม.แบบ Fast-Track แค่เพียงเซ็นเอกสาร แล้วก็ไปรอรับกระเป๋าได้เลย เพราะทาง Amansara มีเจ้าหน้าที่คอยจัดการเรื่องอื่นๆให้ทั้งหมด เมื่อออกมาจากสนามบินแล้ว เราก็ได้พบกับรถลิมูซีนวินเทจในตำนาน เป็นรถยนต์คันยาวที่ดูโอ่อ่าสง่างามมาก เพราะสั่งให้ Mercedez Benz ประกอบขึ้นเป็นพิเศษในปี 1962 ในพระนามพระบาทสมเด็จพระนโรดมสีหนุ กษัตริย์กัมพูชาในขณะนั้น แค่เพียงมาถึงสนามบิน Amansara ก็ทำให้เรารู้สึกราวกับเป็นแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญเลยครับ ลองคิดดูว่าเราได้นั่งที่นั่งเดียวกันกับพระราชาในอดีตเลยนะครับ ภายในรถนั้นกว้างขวาง มีบริการน้ำดื่มและผ้าเย็นกลิ่นตะไคร้หอม พร้อมทั้งคนขับรถและพนักงานต้อนรับที่ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับรถและสถานที่ต่างๆตลอดเส้นทางการไปรีสอร์ทซึ่งใช้เวลาเพียง 15-20 นาทีเท่านั้น ระหว่างทาง เราได้เห็นทั้งวิถีชีวิตชาวบ้าน และความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ และแน่นอนครับเราขับผ่านทางเข้านครวัดด้วย เมื่อเรามาถึง ประตูสีดำด้านหน้า Amansara ก็ค่อยๆเปิดออกเพื่อต้อนรับเรา รถวินเทจคันงามก็พาเราเข้าสู่บริเวณรีสอร์ทที่ร่มรื่นและเงียบสงบ หลังจากจอดเทียบที่ Lobby เรียบร้อยแล้ว เราก็ได้ยินเสียงต้อนรับทักทายจากพนักงาน Front Office ที่เรียงแถวรอรับการมาถึงของเรา พื้นที่บริเวณ Lobby นั้นมี Vibes ที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของ Aman เป็นอย่างมาก มีความมินิมอลที่เปี่ยมรสนิยมและทันสมัย แต่ก็สะท้อนถึงความรุ่มรวยของวัฒนธรรมท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่คู่กับสถานที่แห่งนี้มายาวนานก็ให้ร่มเงาต้อนรับเราด้วยความครึ้มอกครึ้มใจ ที่พิเศษมากยิ่งขึ้นสำหรับ Amansara ก็คือมนตร์เสน่ห์ของตัว Property ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ย้อนยุคไปเป็นแขกบ้านแขกเมืองผู้ทรงเกียรติยังไงยังงั้นเลยครับ เป็นความรู้สึกพิเศษที่อบอุ่นเป็นกันเอง ไม่ทำให้รู้สึกเกร็งเลย การมาถึงของเรานั้นเป็นความประทับใจแรกที่ยากจะลืมเลือนเลยครับ Our Room ห้องพักของเรา เป็น Pool Suite ขนาด 141 ตร.ม.ที่อยู่ในโซนต่อเติมมาจากอาคารดั้งเดิม แต่ดูเนียนเป็นเนื้อเดียวกันกับของเดิมโดยที่ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้เลยครับ แถมโซนนี้ยังร่มรื่นมากๆด้วย เพราะอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ถึง 3 ต้นที่ Courtyard ตรงกลาง ในข้อเสนอพิเศษที่ทาง Amansara ทำร่วมกับ hoparound.co หากโซนนี้มีห้องว่าง เพื่อนๆที่ใช้โค้ดของเราในการจองตรงกับทางรีสอร์ท นอกจากจะได้ราคาพิเศษที่ลดลงกว่าครึ่งจากราคาปกติแล้ว ก็จะได้อัพเกรดมาเป็นห้อง Pool Suite ฟรีเลยด้วยครับ คุ้มที่สุดแล้วครับ มาชมห้องของเรากันดีกว่าว่าเป็นยังไงกันบ้าง การจัดพื้นที่ใช้สอยนั้นมีคอนเส็ปต์ Open Plan Living โดยเน้นความต่อเนื่องของพื้นที่แต่ละโซน ทั้งห้องนอน มุมนั่งเล่น ห้องน้ำ ไปจนถึงพื้นที่ Outdoor บริเวณสระส่วนตัวด้านนอก ภายในห้องนั้นตกแต่งด้วยโทนสีขรึมคลาสสิคอย่างสีขาว-ดำ-น้ำตาล เมื่อเข้าห้องซ้ายมือจะเป็น Dressing กับ Minibar มี Mini Island Bench อยู่ด้านหน้า ซึ่งตอบโจทย์ทั้งเรื่องประโยชน์ใช้สอย และความสวยงาม ข้างใต้มีตระกร้าผ้าที่ใส่แล้วเพื่อส่งซักรีดได้ฟรี เพราะรวมอยู่ในข้อเสนอพิเศษของเราด้วยเช่นกัน ขอบอกว่าบริการเนี้ยบมากเลยครับ ต่อมาเป็นโซนโซฟานั่งเล่นที่มีที่นั่งรองรับได้ถึง 4 คน พร้อมผลไม้และหนังสือประวัติคร่าวๆของรีสอร์ทและนครวัด-นครธมที่เราสามารถนั่งอ่านและนำกลับเป็นที่ระลึกได้ เราชอบฝาผนังห้องที่ประดับด้วยภาพลายนูนต่ำสีขาวที่ได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปะขอม ดูเรียบง่ายทันสมัยและสะท้อนความเคารพต่อสถานที่ตามวิถีของ Aman ได้เป็นอย่างดี บริเวณหัวเตียงนั้นทำ 2 หน้าที่ไปพร้อมๆกัน นอกจากจะเป็นหัวเตียงแล้ว ยังเป็นโต๊ะยาวสำหรับนั่งทำงาน พร้อมเครื่องเขียนให้ด้วย นอกจากนี้ด้านหลังหัวเตียงยังเป็นประตูเลื่อนไม้ตีเกล็ดที่เอาไว้เปิด-ปิดได้ตามใจชอบ ซึ่งเราคิดว่าเป็นการออกแบบที่ชาญฉลาดและลงตัวมากเลยครับ มาต่อกันที่โซนห้องน้ำกันครับ ตรงนี้เป็นพื้นที่ต่างระดับที่ต้องเดินบันไดลงมา 1 ขั้น จุดศูนย์กลางของห้องน้ำก็คืออ่างอาบน้ำขนาดแช่ 1 คน และมีอ่างล้างหน้า 2 ฝั่งขนาบด้านซ้ายและขวา โดยมีชุดเทียน ธูปหอมให้จุดสร้างบรรยากาศกันด้วย รวมไปถึง Amenities ต่างๆ ตั้งแต่สบู่ล้างมือ ยาฉีดกันยุง เจลแอลกอฮอล โลชั่นบำรุงผิว และสำลี-คอตต้อนบัด ในโซนนี้ทางฝั่งซ้ายจะเป็นโซนห้องอาบน้ำแบบฝักบัวและชักโครก เราปลื้มกับการจัดพื้นที่ใช้สอยที่เป็นสัดส่วนดีมากๆ โดยเฉพาะห้อง Shower นั้นมีผนังเป็นกระจกใส ที่สามารถดูวิวสระว่ายน้ำส่วนตัวด้านนอกไปได้ด้วย ไฮไลท์แน่นอนว่าอยู่ด้านนอกครับ เป็นพื้นที่ Private Pool ดาวเด่นก็คือสระน้ำที่ปูด้วยกระเบื้องสีดำเป็นเอกลักษณ์ พร้อมกับผนังที่ประดับไปด้วยภาพนูนต่ำที่เราตกหลุมรัก ขนาดของสระ 25 ตารางเมตรกำลังดีครับ เอาไว้แช่เล่นเพลินๆ ว่ายได้นิดน่อย จะถ่ายรูปก็ดูสวยขลังไม่เหมือนใครเลยครับ Late Lunch at The Dining Room ท้องเริ่มหิวกันแล้ว เราไปที่ห้องอาหารของรีสอร์ทกันดีกว่าครับ พอมาถึง The Dining Room สิ่งที่อิ่มก่อนท้องของเราก็คือสายตาครับ ต้องบอกว่าห้องอาหารทรงกลมนี้สวยมากๆ แสงธรรมชาติที่ลอดผ่านหน้าต่างกระจกบานสูงรอบอาคารสลับกับเสาหินนั้นทำให้พื้นที่ดูสว่างปรอดโปร่ง ให้ความรู้สึกโอ่อ่าภูมิฐานและอบอุ่นไปพร้อมๆกัน สำหรับเมนูของที่นี่นั้นจะมี 3 ส่วน คือส่วนที่เป็น All-Day Dining ก็จะเป็นอาหาร Comfort Food ทั้งแบบกัมพูชาและแบบสากลที่อร่อยง่ายๆเสิร์ฟตลอดวัน ถัดมาจะเป็นเมนูอาหารเช้าที่เสิร์ฟช่วงเช้าเท่านั้น และส่วนสุดท้ายคือดินเนอร์ที่จะเปลี่ยนเมนูทุกวัน โดยในแต่ละมื้อนั้นจะมีตัวเลือกให้ทั้งอาหารกัมพูชาและอาหารตะวันตก อ้อ! เค้ามีบริการ Afternoon Tea ด้วย ซึ่งจะมีทั้ง Bakery แบบตะวันตกและขนมกัมพูชาที่ใช้วัตถุดิบคล้ายๆบ้านเรา แต่การปรุงและรสชาติอร่อยต่างไปนะครับ เรามาใช้บริการที่นี่แทบทุกมื้อเลยครับ รสชาติดีไม่มีผิดหวัง โดยเฉพาะมื้อเย็นที่เราจะตั้งตารอว่าวันนี้จะมีอะไรให้เราเลือกลองชิมบ้าง แถมยังมีความพิเศษตรงที่ทุกๆคืนจะมีนักดนตรีมาบรรเลงเพลงแบบเขมรดั้งเดิม โดยจะมีการสลับสับเปลี่ยนเครื่องดนตรีชิ้นเดี่ยวให้ต่างไปในแต่ละคืน ทั้งมินิมอลและไพเราะมาก คลอไปกับบรรยากาศที่สวยงามเพื่อเพิ่มความสุนทรีย์ในระหว่างที่เราละเลียดความอร่อย สำหรับเราแล้ว เรา Enjoy เมนูซุปร้อนๆในมื้อค่ำมากๆครับ โดยเฉพาะในวันที่ออกไปเที่ยวชมเมืองและโบราณสถานมาหนักๆ ซุปทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้ดีสุดๆเลย เป็น Trick ที่อยากแนะนำดูครับผม เรามาบ่อยจนเริ่มสนิทกับพนักงาน (Amansanti) ข้อมูลที่เราเอามาเล่าต่อให้เพื่อนๆฟังก็มักจะได้มาจากการพูดคุยกับพนักงานที่นี่แหละครับ น่าประหลาดใจที่พนักงานทุกคนรู้เรื่องราวของรีสอร์ทอย่างละเอียด แม่นไปจนถึงปีไหนเกิดอะไรขึ้นบ้าง Walking around the property ได้เวลาเดินสำรวจและทำความรู้จักอมันสราแล้วครับ เนื้อที่โรงแรมไม่ใหญ่มาก ทำให้เรารู้สึกว่าที่นี่เป็นเหมือนบ้าน ฟีลโฮมมี่มากๆ แอบกระซิบว่าเค้ากำลังจะขยายพื้นที่ เพิ่มเติมห้อง Pool Villa ด้วยนะครับ The Pools & Fitness นอกจากสระน้ำส่วนตัวในห้องแล้ว หากเราอยากเสพบรรยากาศสระว่ายน้ำใหญ่ Amansara ยังมีสระไว้ให้บริการอีก 2 สระ สระแรกก็คือ Main Pool ที่ยาวถึง 27 เมตรเหมาะสำหรับเล่นน้ำทั่วๆไป หรือจะนอนอาบแดด จิบค็อกเทล สั่งอาหารมากินริมสระก็ได้เช่นกัน สระหลักนี้อยู่โซนดั้งเดิมและปรากฏอยู่ในภาพโปรโมทรีสอร์ทบ่อยๆ ฉะนั้นหากเราลงเล่นน้ำและถ่ายรูปที่สระนี้ คนที่รู้จัก Amansara ก็จะอ๋อแกมอิจฉาทันทีเลยครับ แต่หากเพื่อนๆอยากออกกำลังจริงจัง ด้านหลังของโซนต่อขยายจะมีอีกสระซึ่งเป็น Lap Pool ที่ยาวถึง 25 เมตร โบนัสของสระนี้ก็คือความ Private ที่มากกว่า เพราะซ่อนอยู่ด้านในสุดของรีสอร์ท และมีฟิตเนสขนาดย่อมแต่อุปกรณ์ครบครัน ที่สำคัญคือโปร่งสบายด้วยกระจกสูงตั้งแต่พื้นจรดเพดานอยู่ในบริเวณเดียวกันกับ Lap Pool ด้วยครับ ฉะนั้นสาย Active สบายใจได้เลยครับ หากอยากจะเข้าคลาสพิเศษอื่นๆ ไม่ว่าจะฟลายอิ้งโยคะ หรือเรียนรำอัปสราก็สามารถสอบถามทางรีสอร์ทได้เช่นกัน เพราะที่นี่นั้นมีห้อง Movement Studio เอาไว้รองรับคลาสพิเศษโดยเฉพาะเลย ซึ่งบรรยากาศดีมากเลยครับ เพราะอยู่ในส่วนเดียวกันกับสปาจึงสวยสงบและร่มรื่นสุดๆครับ Amansara Spa สปาที่ Amansara นั้นงดงามมีมนตร์จริงๆครับ ทันทีที่ก้าวเท้ามาก็รู้สึกได้ถึงความสงบปราศจากการรบกวนใดๆ แม้จะมีห้อง Treatment เพียง 4 ห้อง แต่ทุกห้องก็มีห้องอาบน้ำ ห้องอบไอน้ำส่วนตัว รวมไปถึงห้องให้นั่งพักผ่อนหลังจบ Treatment ด้วย อีกสิ่งที่เราชอบมากๆในงานตกแต่งก็คือภาพสลักนูนต่ำบนหินทรายที่ยาวกว่า 43 เมตรตลอดแนวกำแพงสปา ซึ่งทั้งงดงาม มีเอกลักษณ์ และสะท้อนถึงศิลปะขอมและความเป็น Aman ได้อย่างลงตัว วันนี้เราเลือกลองกันคนละทรีตเมนต์ครับ คุณเค้กเลือก Full Body Oil Massage (Massa Preng) ด้วยเทคนิครีดกล้ามเนื้อแบบกัมพูชา ส่วนคุณเฟิร์สเลือก Temple Walk ซึ่งเป็นทรีตเม้นต์ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่เหนื่อยล้าหลังจากออกไปเดินสำรวจโบราณสถานในเขต Angkor โดยเฉพาะ ซึ่งจะเริ่มด้วยการขัดเท้าแล้วบำรุงด้วยโลชั่นฤทธิ์เย็นของ Aman จากนั้นจึงนวดด้วยน้ำมันทั้งที่เท้า ขา และคอ บ่า ไหล่ เอาเข้าจริงๆเราก็จำอะไรไม่ได้มากเพราะเคลิ้มหลับไปด้วยความสบายซะเป็นส่วนใหญ่ เสร็จทรีตเม้นต์กันแล้ว ก่อนออกจากสปา อย่าลืมแวะดูสินค้าแบรนด์ Aman ด้วยนะครับ น่าสนใจหลายชิ้นเลย Library & Boutique ไม่รู้ว่ามีใครเป็นเหมือนเรามั้ยนะครับ เวลามาพักรีสอร์ทดีๆ เราชอบเข้าไปนั่งทำงาน-อ่านหนังสือในห้องสมุด เพราะเรารู้สึกว่าเป็นอีกจุดที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจที่คนมักมองข้าม และห้องสมุดของ Amansara นั้นก็สวยสมเกียรติสถานที่ครับ หนังสือที่นี่เน้นเรื่องประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม งานออกแบบ และรีสอร์ทต่างๆของ Aman และอยากจะบอกว่าตรงนี้เป็นที่หลบร้อนระหว่างวันที่ดีมากๆเลยครับ การบริการก็เป็นเลิศอีกเช่นเคยครับ ทันทีที่เราเข้าใช้ห้อง พนักงานก็เข้ามาถามว่าอยากรับเครื่องดื่มอะไรระหว่างนั่งทำงานมั้ย เรียกว่ารู้ใจในทุกโมเม้นต์เลยครับ นอกจากห้องสมุดแล้ว ใกล้ๆกันก็จะมีห้อง Boutique ที่รวบรวมเอางานฝีมือของชาวกัมพูชาที่ทาง Amansara คัดสรรมาแล้วมาวางขายสำหรับแขกที่สนใจด้วย ยังไงก็อย่าลืมแวะเข้าไปชมกันนะครับ Biking Around Siem Reap แค่เพียงใช้เวลาในรีสอร์ทก็คุ้มค่ามากแล้วครับ แต่ที่นี่ยังมีกิจกรรมอีกมากให้เลือกทำครับ เริ่มต้นเบาๆด้วยการปั่นจักรยานชมเมืองเสียมเรียบ จะไปซื้อกาแฟ กินอาหาร หรือช็อปปิ้งก็เพลินมาก ในเสียมเรียบนั้นมีร้านเก๋ๆซ่อนตัวอยู่ค่อนข้างเยอะกว่าที่เราคิดไว้แต่ต้องรู้จักและหาข้อมูลไปล่วงหน้านิดนึงนะครับ ส่วนตัวเมืองนั้นร่มรื่นและถนนกว้างดีมาก แต่หากใครขี้เกียจปั่นจักรยานก็สามารถให้ทางรีสอร์ทขี่รถลากพ่วง (Remork) ไปส่งได้ทั่วโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเลยครับ เพราะรวมอยู่ในค่าห้องพักแล้ว แต่แน่นอนว่าเสียมเรียบมีอะไรให้สำรวจอีกเยอะมาก และเพื่อนๆก็สามารถเลือกซื้อแพ็คเก็จต่างๆเพิ่มเติมกับทาง Amansara ได้ตามความสนใจเลยนะครับ Breakfast at Dining Room เมื่อคืนเราหลับกันสบายมาก ตื่นมาดูเวลาอีกทีได้เวลาอาหารเช้าแล้วครับ มื้อเช้าที่นี่หลากหลายมากๆ ครับ มีทั้งอาหารสไตล์ฝรั่ง ขนมอบ ครัวซองต์ รวมไปถึงอาหารสไตล์กัมพูชาด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นแบบอาลาการ์ทที่สั่งได้ไม่อั้น แต่อย่าลืมทานให้หมดนะ บอกเลยว่าอาหารที่นี่ถูกปากเรามากๆ Angkor Wat วัตถุประสงค์ของการมาเยือนเสียมเรียบของคนส่วนใหญ่ก็คือมาชมนครวัดนี่แหละครับ ถึงขนาดมีคำกล่าวโดย Arnold Toynbee นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษว่า “See Angkor Wat and die.” เพราะที่นี่เป็นศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งกินอาณาเขตกว่า 1,000 ไร่ และเป็นสิ่งก่อสร้างแห่งอารยธรรมเขมรหรือขแมร์ (Khmer) ที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดด้วย โดยสร้างขึ้นตั้งแต่ต้นคริสตศตวรรษที่ 12 โดยพระเจ้าสุรยวรมันที่ 2 เพื่อให้เป็นพระราชสุสานของพระองค์เอง จนถึงปัจจุบันรวมอายุได้กว่า 900 ปีแล้ว ถือว่าอายุไม่มากเมื่อเทียบกับอีกหลายๆโบราณสถานในเขมรนะครับ ในปี 1854 มีบาทหลวงชาวฝรั่งเศสชื่อ คุณพ่อ Charles-Emile Bouillevaux ได้เขียนบันทึกไว้หลายฉบับเอาไว้ว่าเขาได้มาพบนครวัด ซึ่งบทความเหล่านั้นบังเอิญได้มาผ่านสายตาของ Henri Mouhot นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ทำให้เขาดั้นด้นหาสปอนเซอร์เพื่อเดินทางมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยอ้างว่ามาศึกษาพันธุ์ไม้และแมลง จนในที่สุดเขาก็ได้พบนครวัดจริงๆในเดือนมกราคม ค.ศ. 1860 (162 ปีที่แล้ว) และนครวัดจึงเป็นที่รู้จักในระดับโลกนับแต่นั้นมา ยิ่งถ้าเป็นจริงตามที่ไกด์เล่าว่าคุณ Henri นั้นได้เข้าป่าตามผีเสื้อมาจนพบนครวัดก็ยิ่งเข้าพล็อต Hollywood มากๆเลยครับ ฮ่าๆๆ ทางเข้านครวัดแบบ Exclusive เฉพาะแขกของ AMANSARA เท่านั้น นอกจากจะเอาไว้เก็บพระบรมศพแล้ว เริ่มแรกนครวัดยังเป็นวัดในศาสนาฮินดูเพื่อบวงสรวงบูชาพระวิษณุโดยเฉพาะ ซึ่งต่างจากวัดฮินดูส่วนใหญ่ที่มักจะสร้างขึ้นเพื่อสักการะพระศิวะ โดดเด่นด้วยศิลปะภาพสลักนูนต่ำบนหินรอบอาคาร โดยเล่าเป็นเรื่องราวความเชื่อและวิถีชีวิตของผู้คนในยุคโบราณ ซึ่งมีชาวละโว้ (ลพบุรี) เป็นส่วนหนึ่งในนั้นด้วยนะครับ แต่ต่อมาไม่นานเมื่อศาสนาพุทธได้เข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้มากขึ้น จึงมีการปรับเปลี่ยนให้เป็นวัดพุทธ ทำให้ในปัจจุบันเราจึงสามาถเห็นได้ทั้งความเป็นพุทธและฮินดูที่นครวัด แต่ถ้าจะให้พูดแบบข้ามมุมมองทางประวัติศาสตร์ใดๆไปเลย ก็ต้องบอกว่านครวัดสวยและขลังมากครับ และขอย้ำอีกทีว่าช่วงนี้เป็นนาทีทองที่ควรจะมาเที่ยวเพราะนักท่องเที่ยวยังบางตา (เพิ่งเริ่มกลับมาแค่ 5% เท่านั้น) ทำให้ถ่ายรูปสวยๆได้ง่ายมาก และถ้าหากซื้อแพ็คเก็จนำชมนครวัดกับทาง Amansara เราก็จะได้สิทธิทางเข้าด้านหลังที่พิเศษเฉพาะแขกรีสอร์ทโดยเฉพาะ ซึ่งจะยิ่งดีงามขึ้นไปอีกหากเราเลือกมาตอนเช้าตรู่จะได้มาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัดเลย และยังมีไกด์มืออาชีพความรู้แน่นที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่องปร๋อ (บางคนก็ได้ภาษาไทยนิดหน่อย) รวมทั้งรถรับส่งที่พกเอาน้ำดื่มเย็นๆและผ้าเย็นไปไว้คอยบริการเราด้วย ถ้าสนใจยังไงลองสอบถามทางรีสอร์ทถึงรายละเอียดต่างๆดูอีกครั้งนะครับ Angkor Thom - Bayon นครธมคืออัครนครอันแห่งสุดท้ายของอาณาจักรเขมร เชื่อกันว่าเคยมีประชากรนับล้านคนอาศัยอยู่ในเมืองหลวงอันรุ่งโรจน์ขนาด 9 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ แต่บ้านเมืองของผู้คนนั้นสร้างขึ้นด้วยไม้จึงผุพังมลายไปตามกาลเวลา เหลือไว้แต่เพียงโครงสร้างหินที่ตรงประตูเมืองทั้ง 4 ทิศ (แต่ละทิศใช้เดินทางเข้า-ออกด้วยวัตถุประสงค์ต่างกัน) และปราสาทบายนใจกลางเมืองที่ดูขลังราวกับมีชีวิต ในปัจจุบันเราน่าจะคุ้นเคยกับใบหน้าเปื้อนยิ้มแบบบายนบนยอดปราสาทกันได้ดี ใบหน้าเหล่านี้ว่ากันว่าเป็นใบหน้าของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้สร้างนครธรมซึ่งสถาปนาตนเป็นสมมติเทพ ทำให้มีการอ้างอิงว่าใบหน้าเหล่านี้เป็นใบหน้าเดียวกันกับใบหน้าพระพุทธเจ้าด้วย Bayon ไม่ถึง 100 ปีหลังจากที่นครวัดสร้างเสร็จ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้กอบกู้อาณาจักรเขมรคืนจากอาณาจักรจามปาได้สำเร็จ ก็ได้สร้างปราสาทบายนขึ้นตามพุทธคติ และได้สร้างแนวกำแพงเมืองนครธมล้อมรอบโดยอยู่ห่างจากนครวัดไปทางเหนือเพียง 1.5 กม. แต่ต่อมาศาสนาฮินดูได้กลับมาเป็นศาสนาหลักในเขมรอีกครั้ง จึงมีการทำลายองค์ประกอบแบบพุทธลงแล้วใส่ความเชื่อฮินดูเข้าไปแทน ปราสาทบายนจึงมีความผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธและฮินดูเข้าไว้ด้วยกันเช่นเดียวกับนครวัด เพียงแต่สลับยุคสมัยกัน หากเพื่อนๆต้องการมาเที่ยวนครธมด้วย เราแนะนำให้วางแผนล่วงหน้านิดนึงครับ เพราะตั๋วการเข้าชมเขต Angkor นั้นมีหลายแบบ ใช้เข้าชมสถานที่ต่างๆได้มากน้อยต่างกัน หรือจะสอบถามเพิ่มเติมกับทาง Amansara ก็สะดวกดีครับ Ta prohm วัดตาพรหม หรือชื่อทางการว่าราชวิหาร เป็นวัดที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้ก่อตั้งนครธม ได้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับพระราชมารดา (และสร้างวัดพระขรรค์ซึ่งเราไม่ได้ไปในทริปนี้ เพื่ออุทิศให้กับพระราชบิดา) ไกด์บอกว่าที่คนเรียกว่าวัดตาพรหมก็เพราะไปเข้าใจว่าใบหน้า 4 ทิศตรงยอดประตูของวัดเป็นใบหน้าของพระพรหม ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดมานานนั่นเอง แต่ในวันนี้ สิ่งที่ผู้คนจดจำวัดตาพรหมได้ก็คือรากต้นสำโรง (หรือต้นสะปง) ขนาดใหญ่ที่ขึ้นปกคลุมหลังคาวัดหินโบราณ ทำให้ดูขลังอย่างมาก มีเสน่ห์ถึงขนาดเป็นหนึ่งในฉากหลักของภาพยนตร์ Hollywood เรื่อง Lara Croft: Tomb Raider ที่นำแสดงโดย Angelina Jolie เลยทีเดียว ซึ่งก็ยิ่งทำให้ภาพของวัดตาพรหมเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นไปอีก เราแอบไปค้นหาดูว่าหนังเรื่องนี้ออกฉายเมื่อไหร่ เพราะสำหรับเราแล้วก็รู้สึกเหมือนไม่นานมานี้เอง แล้วก็ต้องตกใจว่าออกฉายตั้งแต่ปี 2001 ก่อนที่ Amansara จะเปิดตัวเสียอีก ฮ่าๆๆๆ สำหรับเราแล้ว วัดตาพรหมกลับกลายเป็นโบราณสถานที่เราชอบที่สุดในทริปนี้เลย ไม่แน่ใจว่าเพราะอากาศเป็นใจและโล่งสบายแทบไม่มีนักท่องเที่ยวเลยหรือเปล่า หรืออาจจะเป็นเพราะขนาดของอาคารที่ยังมีความเป็น Human Scale ไม่ได้แกรนด์เท่ากับอีก 2 ที่ที่ไปมา ผสมกับความดิบของต้นไม้ที่ขึ้นไต่ตามสิ่งปลูกสร้างแบบธรรมชาติ แต่การเดินเล่นสำรวจวัดตาพรหมคราวนี้นั้นเพลิดเพลินมากๆครับ ใครที่ได้ไปวัดตาพรหมนอกจากจะมุมถ่ายรูปกับรากไม้ซึ่งมีหลายจุดแล้ว เราขอแนะนำอีก 3 จุดที่คนอาจจะมองข้ามครับ นั่นก็คือโถงปลดปล่อยความโศกเศร้า (อันนี้เราตั้งชื่อให้เองเพราะไม่รู้ว่าเค้าเรียกว่าอะไร ฮ่าๆ) เป็นพื้นที่ด้านในพระปรางค์ที่เราสามารถยืนพิงผนังอธิษฐานและทุบไปที่อกของเราจนเกิดเสียงก้อง เพื่อปลดปล่อยความทุกข์ในใจของเราได้ จุดที่สองก็คือก้อนหินหน้ายิ้มอันนี้บอกยากว่าอยู่ตรงไหน เพราะเราก็บังเอิญเจอเช่นกันแต่น้องน่ารักมากเลยครับ และจุดสุดท้ายก็คือภาพสลักบนหินรูปไดโนเสาร์ที่จนถึงทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ยังงงๆว่ามาโผล่ที่วัดแห่งนี้ได้ยังไง หรืออาจจะเป็นแค่เป็นผลงานของคนมือบอนก็ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ นอกจาก 3 โบราณสถานที่ยอดฮิตเราพาไปสำรวจแล้ว เสียมเรียบและบริเวณใกล้เคียงก็ยังมีวัดและปราสาทหินที่เก่าแก่ยิ่งกว่านี้อีกเยอะมากครับ บ้างก็อยู่บนยอดเขา บ้างก็อยู่กลางน้ำ บ้างก็แฝงตัวอยู่กับบ้านเรือนผู้คน หากเพื่อนๆสนใจในประวัติศาสตร์เขมรก็มีที่ให้สำรวจอีกไม่รู้จบเลยล่ะครับ Aman Khmer Village House เที่ยวที่โบราณๆกันมาเยอะแล้ว เรามาดูชีวิตผู้คนที่ใกล้ตัวเข้ามากันบ้าง หมู่บ้านเขมรดั้งเดิมนั้นยังพอมีให้เราได้เห็นกัน แต่ก็ค่อยๆถูกสังคมแบบใหม่กลืนไปทีละน้อย และ Amansara ก็ได้พยายามช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของชาวบ้านในวันวานเอาไว้ด้วยการเข้าไปดูแลจัดการบ้านไม้ทรงเขมรแท้ๆพร้อมกับช่วยฝึกอบรมชาวบ้านในละแวกนั้นให้มาช่วยดูแลบ้านหลังนี้ และสาธิตวิถีชีวิตจริงๆของพวกเขาให้เราดู เช่นตอนที่เราไปนั้นก็มีการสาธิตการทำเส้นขนมจีนแบบเขมรและให้เราได้มีส่วนร่วมทำได้ด้วย ถ้าพอใจกับผลงาน จะให้ทีมของ Amansara เอาเส้นไปปรุงต่อกลายเป็นอาหารเขมรฝีมือเราเองก็ได้เช่นกัน ในเคสของเรานั้นเราก็ได้รับประทานขนมจีนเขมรเป็นอาหารเช้าที่นั่นด้วย เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์น่ารักๆที่น่าจดจำมากครับ หากเพื่อนๆสนใจจองมื้ออาหารที่บ้านทรงเขมร หรือต้องการเอ็นจอยกับวิถีชีวิตชาวบ้านแบบ Authentic ก็สอบถามกับทางรีสอร์ทได้เลยนะครับ A Vintage Jeep Ride To Siem Reap’s Outskirt & Water Blessing Ritual อีกกิจกรรมที่สนุกมากก็คือการนั่งรถ Jeep วินเทจไปชานเมืองเสียมเรียบครับ เพราะเสียมเรียบไม่ได้มีแค่โบราณสถาน แต่ยังมีชนบทที่สวยงาม และวิถีชีวิตชาวบ้านจริงๆที่ต่างจากภาพในนิตยสาร ทริปชานเมืองของเราในวันนี้นั้น เราได้นั่งรถจี๊บบนถนนลูกรังผ่านหมู่บ้านที่ไม่ได้อยู่ในเขตท่องเที่ยว การเกษตรและปศุสัตว์ของชาวบ้านตลอดเส้นทาง และปลายทางของเราก็คือวัดพุทธที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมือง ซึ่งเราจะมาเข้าพิธีรับพรพระสงฆ์กัมพูชาด้วยการอาบน้ำมนต์กันครับ สิ่งที่เราชอบเกี่ยวกับการบริหารจัดการของ Aman ก็คือการพยายามรักษาจิตวิญญาณดั้งเดิมของแต่ละสถานที่เอาไว้ ที่นี่ก็เช่นกันครับ ทีมงานของรีสอร์ทได้อำนวยความสะดวกจัดห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เราโดยเฉพาะ โดยยังรักษาความกลมกลืนกับวัดแห่งนี้เอาไว้ได้อย่างแนบเนียน เมื่อเปลี่ยนชุดเป็นโสร่งเสร็จ ก็ได้เวลาไปนั่งที่แคร่ และพระกัมพูชาก็จะมาสวดมนต์และอาบน้ำมนต์ให้เราประมาณ 3-5 นาที (น้ำค่อนข้างเย็นนะครับ) สดชื่นและอิ่มบุญแล้ว เราก็ไปเปลี่ยนชุดกลับ ซึ่งทุกขั้นตอนสมูธมากๆครับ หลังจากนั้นเราก็จะไปทำพิธีต่ออีกเล็กน้อยที่อุโบสถ หากอยากบริจาคช่วยเหลือวัดก็สามารถทำได้ที่นี่เลยครับ ซึ่งเราก็ทำบุญไปเช่นกัน ขากลับโชคดีที่อากาศเป็นใจ คนขับจึงแวะ Snack Break ข้างๆทุ่งนาเขียวขจี ทางรีสอร์ทได้จัดเอาขนมและเครื่องดื่มเตรียมไว้ให้เรามาปิกนิกกันเล็กๆพร้อมมีผ้าเย็นกลิ่นตะไคร้ให้เราด้วย การแวะสั้นๆนี้เป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ Thoughtful และเซอร์ไพร้ซ์เรามาก ต้องขอชมเชยว่า Amansara ใส่ใจรายละเอียดสุดๆเลยครับ Tonle Sap Cruise เพื่อนๆรู้มั้ยครับว่าที่กัมพูชานั้นมีทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ด้วย ซึ่งก็คือโตนเลสาบนั่นเอง ใหญ่ขนาดไหนน่ะเหรอครับ ก็ 2,700 ตร.กม. หรือแค่ประมาณ 12 เท่าของบึงบอระเพ็ดทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในไทยเท่านั้นเอง และ Amansara ก็มีเรือเฉพาะของรีสอร์ทที่ชื่อ Amanbala ที่จะพาเราล่องไปอย่างไพรเวทเพื่อชมวิถีชีวิตชาวบ้านริมน้ำ เสพวิวที่กว้างสุดลูกหูลูกตาและรับสายลมเย็นๆจากแหล่งน้ำขนาดมหึมาและธรรมชาติรอบๆ ต้องบอกว่าชิลล์เกินคาดไปมาก หากเพื่อนๆมาตอนเย็นและโชคดีฟ้าเปิดก็จะได้เห็นวิวตะวันตกดินที่งดงามมาก นอกจากนี้บนเรือยังมีอาหารว่างเสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่มด้วยครับ หรือหากเพื่อนอยากจัดเต็ เป็น Private Dinner Cruise ก็สอบถามกับทาง Amansara ได้เลยครับ ปิดท้ายวันด้วยมื้อค่ำ ณ ห้องอาหาร Dining Room หลังจากไปทำกิจกรรมต่างๆนอกรีสอร์ท เราก็กลับมาทานมื้อค่ำกันที่นี่อีกครั้ง ซึ่งเป็นมื้อสุดท้ายก่อนจะกลับพรุ่งนี้ รอบนี้เราลองอาหารทั้งสไตล์ฝรั่ง และ กัมพูชาเลยครับ แถมวันนี้ยังได้นั่งฟังเสียงดนตรีบรรเลงจากขิม โดยคนกัมพูชาด้วยครับ Turn Down ได้เวลากลับห้องพักผ่อนกันแล้วครับ ค่ำคืนนี้ห้องของเราได้รับการ Turn Down พร้อมนอน ทีม Housekeeping เซอร์ไพร้ส์เราด้วยการวางพวกมาลัยมะลิ กลิ่นหอมๆ ไว้บนเตียงในคืนแรก ส่วนคืนที่สองก็นำพริกไทยกัมปอตซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของที่นี่ คืนที่สามจัดเต็มที่สุดคือเป็นภาพถ่ายปราสาทตาพรหม พร้อมข้อความน่ารักๆ และยังมีการจัดเตรียม Bath tab ลอยดอกบัวสีชมพู ให้เราพร้อมลงไปแช่ตัวอีกด้วย ขอบคุณมากๆเลยครับ Wrapping Up Our Trip ไม่ต้องบอกก็คงจะเดาได้ว่าเราประทับใจกับ Amansara มากแค่ไหนนะครับ หลายปีมาแล้วสมัยที่เรายังวัยรุ่น เราเคยมาเสียมเรียบเพื่อเที่ยวนครวัดแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนั้นประสบการณ์แตกต่างจากครั้งนี้แบบพลิกแผ่นดินเลย และตัวแปรสำคัญก็คือ Amansara นั่นเองครับ รีสอร์ทระดับ Ultra-Exclusive แห่งนี้นั้นมีบริการที่สามารถยกระดับการเดินทางของเราให้เป็น Once-In-A-Lifetime Experiece ได้แบบเหนือความคาดหมาย เรารู้สึกเป็นคนสำคัญดุจแขกบ้านแขกเมืองในวันวานที่ได้รับการดูแลแบบยอดเยี่ยมที่สุดในทุกๆวันที่เราอยู่ที่นี่ และมันไม่ใช่แค่ความหรูหราหรือสิทธิพิเศษต่างๆที่ทาง Amansara มอบให้เท่านั้น แต่เรารู้สึกได้ถึงความผูกพันที่ลึกซึ้งถึงจิตใจ ยิ่งซีนที่เราเช็คเอ้าท์ และรถ Vintage Mercedez คันงามค่อยๆพาเราออกจากรีสอร์ท แล้วพนักงานทุกคนมายืนเข้าแถวโบกมือบอกลานั้น สารภาพตามตรงว่าจู่ๆก็น้ำตารื้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวเลยครับ แถมตอนพาเรามาส่งที่สนามบิน ยังแอบเห็น Tag กระเป๋าเดินทางดีไซน์พิเศษเฉพาะ AMANSARA ให้เราทั้งสองคนด้วย ไม่รู้ว่าแอบติดตอนไหนนะ บอกแล้วครับ ประสบการณ์ที่นี่ดีมากจริงๆ แล้วเราจะกลับมาอีกแน่นอนครับ :) Amansara: Closer to home ยลนครวัดแบบ Ultra-Exclusive กับข้อเสนอสุดพิเศษที่ hoparound.co เท่านั้น #HoparoundDeals ครั้งแรกกับห้องพักเรทพิเศษสำหรับคนไทยเริ่มต้นคืนละ 𝗨𝗦𝗗 𝟲𝟬𝟬++ เพียงแจ้งโค้ด '𝗛𝗼𝗽 𝗔𝗿𝗼𝘂𝗻𝗱' สิทธิประโยชน์: 1. ห้องพักเรทพิเศษเริ่มต้นที่ USD 600++/คืน 2. อาหารเช้า ณ The Dining Room 3. อัปเกรดห้องพักฟรีเป็นห้องพักลำดับถัดไป (ขึ้นอยู่กับห้องว่างในแต่ละวัน) 4. การเช็คอิน-เช็คเอ้าท์ที่ยืดหยุ่น (ขึ้นอยู่กับห้องว่างในแต่ละวัน) 5. ชุดน้ำชายามบ่ายพร้อมผลไม้สดทุกวันตลอดการเข้าพัก 6. บริการรถจักรยาน, ตุ๊ก ตุ๊ก และรถรับส่งภายในตัวเมืองเสียมเรียบ 7. บริการซักรีด (ไม่รวมซักแห้ง) 8. บริการจัดทัวร์เข้าชมนครวัดและโบราณสถานอื่นๆ (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) 9. พิเศษสำหรับผู้ที่จองและเข้าพักภายในเดือนสิงหาคม-ตุลาคมนี้ เลือกรับฟรีนวดน้ำมัน 60 นาที สำหรับสองท่าน หรือ Afternoon Tea Set สำหรับสองท่าน สำรองห้องพัก: โทร (855) 63 760 333 อีเมล: amansarares@aman.com อย่าลืมแจ้งโค้ด '𝗛𝗼𝗽 𝗔𝗿𝗼𝘂𝗻𝗱' เมื่อสำรองห้องพัก จองและเข้าพักได้ถึง 31 มีนาคม 2025 โอกาสทองมาถึงแล้ว เราอยากให้เพื่อนๆได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดีงามอย่างที่เราได้ไปสัมผัสมา เพราะดาวเคราะห์ใบนี้เป็นของเรา มากระโดดโลดเที่ยวไปด้วยกันกับ hoparound.co นะครับ Amansara review รีวิวอมันสรา เสียมเรียบ กัมพูชา #LetsHoparound #Amansara #SiemReap #Cambodia #BestDeal #ExclusiveDeal #BestRate
- Aesop Aromatique Candles เทียนหอมอโรมาใหม่ล่าสุดจากเอสอป
𝗔𝗲𝘀𝗼𝗽 𝗔𝗿𝗼𝗺𝗮𝘁𝗶𝗾𝘂𝗲 𝗖𝗮𝗻𝗱𝗹𝗲𝘀 #เทียนหอมอโรมาใหม่ล่าสุดจาก #เอสอป วันก่อนเราไปรับน้องเทียนหอมจาก Aesop มาอยู่บ้านด้วยกันครับ กลิ่นที่เราเลือกคือ Aganice จริงๆแล้วน้องมีเพื่อนๆอีก 2 กลิ่นคือ Callippus กับ Ptolemy ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นชื่อของนักดาราศาสตร์ เพราะทาง Aesop นั้นมองว่าแสงเทียนก็เหมือนแสงดาวที่ทอประกายแม้ในค่ำคืนที่มืดมิด จริงๆแล้ว Aesop มีแนวคิดลึกล้ำกว่านี้ไปอีกหลายขุม แต่เราขอสารภาพตามตรงว่าเราเลือกน้องมาเพราะเหตุผลตื้นๆเลย อย่างแรกก็คือกลิ่นที่หอมสะอาดจากดอกมิโมซ่าซึ่งเราโปรดปรานมาแต่ไหนแต่ไร เพิ่มเลเยอร์ความซับซ้อนอีกนิดด้วยกลิ่นเครื่องเทศอย่างกระวานและกานพลู ตบท้ายด้วยความความเซ็กซี่จากใบยาสูบ อีกเหตุผลที่ง่ายมากๆก็คือเราชอบ Packaging ที่สวยเรียบ จะเอาไปวางตรงไหนก็ช่วยเพิ่มคุณค่าให้สเปซตรงนั้นดูมีรสนิยมได้ทันที ใครสายเทียนหอม แนะนำไปลองดมกลิ่นดูได้ที่ช้อป Aesop ทุกสาขาครับ ช้อปได้ที่เคาน์เตอร์เอสอป หรือ ช้อปออนไลน์ที่ https://www.central.co.th/th/aesop #LetsHoparound #AesopSkincare #AesopThailand #Aesop
- Aesop Exalted Eye Serum บำรุง-พุ่งเป้า-เข้าเซลล์ผิวรอบดวงตา
Aesop Exalted Eye Serum บำรุง-พุ่งเป้า-เข้าเซลล์ผิวรอบดวงตา ผิวรอบดวงตานั้นแม้เป็น Area เล็กๆแต่ก็เป็นจุดที่เห็นเด่นชัดมาก จนแทบจะเป็นเครื่องชี้เป็นชี้ตายผิวหน้าของเราเลย และเจ้าผิวบริเวณนี้ก็ช่างบอบบางเสียเหลือเกิน แถมยังแห้งกร้านได้ง่ายกว่าผิวส่วนอื่นๆของใบหน้าด้วย ดังนั้นผลิตภัณฑ์บำรุงรอบดวงตาจึงจำเป็นต้องถูกพัฒนาให้มีคุณสมบัติพิเศษต่างจากเซรั่มบำรุงผิวส่วนอื่นๆ ช่วงนี้เราทำงานดึกมากนอนตี 3 กว่าติดต่อกันหลายวันเลยครับ ตาโหล ผิวหยาบกร้าน หน้าดูโทรมจนเริ่มสงสารผิวตัวเอง ปกติแล้วเราจะสลับสับเปลี่ยนแบรนด์ Skincare อยู่เรื่อยๆ และ Aesop ก็เป็นหนึ่งในแบรนด์โปรดที่เรามักวนกลับมาพึ่งพาอยู่เสมอ เราจึงเลือก Exalted Eye Serum จาก Aesop มาเอาใจผิวสักหน่อย และก็ถือโอกาสมาแนะนำเจ้าสิ่งนี้ไปพร้อมๆกันเลยก็แล้วกัน Product นี้อยู่ในกลุ่ม Skin Care+ ซึ่งเน้นอาหารผิวและวิตามินโดสสูงเป็นพิเศษเพื่อฟื้นฟูผิวให้กลับมาแข็งแรงอย่างที่ควรจะเป็น และตัว Exalted Eye Serum นี้ก็เข้มข้นไปด้วย Vitamin B3, B5, C และ E บำรุงแบบพุ่งเป้าเข้าเซลล์ผิวกันไปเลย และยังอุดมด้วยสารที่ช่วยกักเก็บน้ำใต้ผิวอย่าง Panthenol และ Sodium Carrageenan ทาปุ๊บผิวชุ่มชื้นปั๊บ อันนี้ไม่ได้เว่อร์นะครับ รู้สึกได้ที่ผิวและนิ้วที่เกลี่ยเซรั่มได้จริงๆ ต้องลองสัมผัสดูเอง ยังไม่พอ น้องยังมีสารสกัดจากสาหร่ายสีน้ำตาล Pelvetia Canaliculata ที่ช่วยให้ผิวเรายืดหยุ่นคืนตัวได้ง่ายขึ้น สรรพคุณทั้งหมดนี้ถูก Formulated ให้อยู่ในเนื้อเซรั่มที่บางเบา ซึมง่าย ไม่ระคายผิวรอบดวงตา ส่วนเรื่องกลิ่นประโลมใจนั้นวางใจ Aesop ได้เลย กลิ่นหอมอ่อนๆของน้ำมัน Cedar Atlas, Juniper Berry และกำยานทำให้เราผ่อนคลาย และรู้สึกว่ากำลังปรนนิบัติผิวด้วยของดีจริงๆ หลังล้างหน้า เช็ดโทนเนอร์เสร็จแล้ว นวดเบาๆรอบดวงตาด้วยเซรั่ม ข้างละ 1 หยดก็เพียงพอแล้วครับ บรรจุขวดละ 15 mL. (3,520.-) ใช้ได้นานเลย ใครหาเซรั่มรอบดวงตาอยู่ อยากให้พิจารณาตัวนี้ดูนะครับ เราใช้เองแล้วรู้สึกว่าดีเลยอยากบอกต่อครับ ช้อปได้ที่เคาน์เตอร์เอสอป หรือ ช้อปออนไลน์ที่ https://www.central.co.th/th/aesop #LetsHoparound #AesopSkincare #AesopThailand #Aesop












