เที่ยววอชิงตัน ดีซี (Washington D.C.) ฤดูใบไม้ผลิ เดินเล่นชมพิพิธภัณฑ์ระดับโลก และสถาปัตยกรรมสุดคลาสสิก
- hoparound.co

- 19 hours ago
- 5 min read

หากนิวยอร์กคือเมืองที่เต็มไปด้วยพลังงานไม่รู้จบ วอชิงตัน ดีซี ก็คงเป็นเมืองที่ค่อย ๆ เผยเสน่ห์ของตัวเองผ่านพิพิธภัณฑ์ สถาปัตยกรรม และพื้นที่สาธารณะที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน
แม้หลายคนจะจดจำเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกาผ่านภาพของรัฐสภา ทำเนียบขาว หรือศูนย์กลางการเมืองโลก แต่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิราวเดือนเมษายน เมืองทั้งเมืองกลับเปลี่ยนบรรยากาศไปอย่างสิ้นเชิง ต้นซากุระที่เริ่มผลิบาน สวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยผู้คน และแสงแดดอ่อน ๆ ที่สะท้อนบนอาคารหินสีขาว ทำให้ Washington D.C. กลายเป็นหนึ่งในเมืองที่น่าเดินที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา
ทริปนี้เราใช้เวลาสำรวจเมืองผ่านพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรีระดับโลกอย่าง National Gallery of Art, Hirshhorn Museum และ National Portrait Gallery เดินชมสถาปัตยกรรมและอนุสรณ์สถานสำคัญรอบ National Mall ก่อนจะจบวันด้วยการเดินเล่นริมแม่น้ำที่ Georgetown Waterfront และอาหารทะเลจานโปรดจากร้านระดับตำนานอย่าง Old Ebbitt Grill
สำหรับคนที่หลงใหลในศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และย่านเมืองที่เดินเล่นได้ทั้งวัน Washington D.C. อาจเป็นจุดหมายที่น่าสนใจกว่าที่หลายคนคิด
Did You Know?
ทำไมฤดูใบไม้ผลิของ Washington D.C. ถึงดังไปทั่วโลก?
ทุกปีช่วงปลายมีนาคมถึงเมษายน กรุงวอชิงตัน ดีซี จะถูกแต่งแต้มด้วยดอกซากุระนับพันต้นรอบ Tidal Basin ซึ่งเป็นของขวัญที่กรุงโตเกียวมอบให้สหรัฐอเมริกาในปี 1912 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างสองประเทศ
ปัจจุบันเทศกาล National Cherry Blossom Festival กลายเป็นหนึ่งในงานประจำปีที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และเป็นช่วงเวลาที่เมืองมีบรรยากาศสวยที่สุดช่วงหนึ่งของปี

Hirshhorn Museum
วันที่เราได้เจองานของ Yayoi Kusama หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของทริปนี้คือการได้ชมผลงานของ Yayoi Kusama ที่ Hirshhorn Museum พิพิธภัณฑ์แห่งนี้โดดเด่นด้วยอาคารคอนกรีตทรงกลมสไตล์ Brutalist ที่แตกต่างจากอาคารคลาสสิกรอบ National Mall อย่างสิ้นเชิง ผลงาน Infinity Room ของ Kusama เป็นประสบการณ์ที่ยากจะอธิบายผ่านภาพถ่าย การได้อยู่ท่ามกลางกระจก แสงไฟ และลวดลายจุดที่ดูไร้จุดสิ้นสุด ทำให้เรารู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่ง นอกจาก Kusama แล้ว Hirshhorn ยังเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่แข็งแรงที่สุดของเมือง
Why We Love It เป็นพื้นที่ที่ทำให้ศิลปะร่วมสมัยดูสนุกและเข้าถึงได้
Best For Contemporary Art Lovers • Design Lovers • Museum Hoppers
Opening Hours: 10:00–17:30
Admission: ฟรี แต่หากมีนิทรรศการพิเศษต้องเสียค่าใช้จ่าย เช็คผ่านเว็ปไซต์ https://hirshhorn.si.edu/

The White House
บ้านที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก แม้จะถูกเห็นผ่านภาพยนตร์ ข่าว และหนังสือมานับไม่ถ้วน แต่การได้เห็น The White House ด้วยตาตัวเองก็ยังเป็นประสบการณ์ที่พิเศษ อาคารสีขาวสไตล์ Neoclassical แห่งนี้เป็นทั้งบ้านพักและสถานที่ทำงานของประธานาธิบดีสหรัฐฯ มานานกว่าสองร้อยปี แม้พื้นที่ส่วนใหญ่จะถูกล้อมรั้วและมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด แต่การเดินชมจาก Lafayette Square ก็ยังช่วยให้สัมผัสบรรยากาศของศูนย์กลางการเมืองโลกได้เป็นอย่างดี

Why We Love It แลนด์มาร์กระดับโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์
Best For History Lovers • First-time Visitors
Opening Hours: เข้าชมภายในได้เฉพาะการจองล่วงหน้า
Admission: ฟรี

Renwick Gallery
แกลเลอรีที่ทำให้เราได้ทิ้งตัวลงนอนมองงานศิลปะ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยและงานคราฟต์ที่อยู่ใกล้เพียงไม่กี่ก้าวจากทำเนียบขาว ที่นี่มักจะมีนิทรรศการหมุนเวียนที่กระตุ้นความรู้สึกเสมอ ตอนที่เราไปโชคดีมาก ๆ ที่ได้ชมงาน Installation Art ชื่อ Earthtime 1.8 Renwick โดยคุณ Janet Echelman เราได้ทิ้งตัวลงนอนดูงานศิลปะชิ้นนี้จากพื้น คือดีมาก ๆ การได้นอนนิ่ง ๆ ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับโครงข่ายตาข่ายที่เปลี่ยนสีและพลิ้วไหวตามจังหวะแสง ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่จัดแสดงศิลปะ แต่เป็นพื้นที่ที่อนุญาตให้เรามีส่วนร่วมและดื่มด่ำกับมันได้อย่างแท้จริง
Why We Love It งานศิลปะจัดวาง (Installation Art) ที่สร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้ชมได้อย่างไร้ที่ติ
Best For Contemporary Art Lovers • Dreamers • Photographers
Opening Hours: 10:00–17:30
Admission: ฟรี

National Portrait Gallery
มองประวัติศาสตร์อเมริกาผ่านใบหน้าของผู้คน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้รวบรวมภาพบุคคลสำคัญของอเมริกา ตั้งแต่ประธานาธิบดี ศิลปิน นักธุรกิจ ไปจนถึงบุคคลร่วมสมัย การเดินชมที่นี่เหมือนได้อ่านประวัติศาสตร์อเมริกาผ่านใบหน้า เรื่องราว และบุคลิกของผู้คนแต่ละยุค หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ Presidential Portraits ของ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกคน
Why We Love It เป็นวิธีเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่น่าติดตามกว่าที่คิด
Best For History Lovers • Art Lovers • Cultural Travelers
Opening Hours: 11:30–19:00
Admission: ฟรี

Astro Doughnuts & Fried Chicken
คอมโบความอร่อยที่คาดไม่ถึงของไก่ทอดและโดนัท ร้านคอมฟอร์ตฟู้ดที่ถ้ามาถึง D.C. แล้วไม่ได้ลองถือว่าพลาดมาก Astro Doughnuts & Fried Chicken จับเอาของคาวอย่างไก่ทอดกรอบ ๆ รสชาติเข้มข้น มาจับคู่กับโดนัทโฮมเมดเนื้อนุ่มฟู เป็นการจับคู่ที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน แต่พอกัดเข้าไปพร้อมกันแล้วกลับลงตัวแบบสุด ๆ เมนูซิกเนเจอร์อย่าง Fried Chicken Sandwich ที่ใช้โดนัทแทนขนมปัง คือความพึงพอใจขั้นสุดที่ยอมแลกกับแคลอรี แนะนำให้เผื่อท้องไว้สำหรับมื้อนี้เลย เพราะเป็นมื้อที่อิ่มและฟินมากจริง ๆ
Why We Love It ความกล้าที่จะจับคู่รสชาติหวานและคาวที่ลงตัวจนกลายเป็นมื้อที่กินแล้วมีความสุขที่สุดมื้อหนึ่ง
Best For Food Lovers • Comfort Food Seekers • Sweet & Savory Fans
MAP: https://maps.google.com/?q=Astro+Doughnuts+and+Fried+Chicken+DC
Opening Hours: 08:00–17:30 (เวลาอาจแตกต่างกันในวันหยุด)
Average Budget: USD 15–25 ต่อคน

Kramers
สวรรค์ของคนรักหนังสือในย่าน Dupont Circle หนึ่งในร้านหนังสืออิสระระดับตำนานของ Washington D.C. ที่อยู่คู่ย่าน Dupont Circle มาตั้งแต่ปี 1976 แม้ด้านในจะมีโซนคาเฟ่และบาร์ แต่สิ่งที่เราหลงรักที่สุดคือสเปซของร้านหนังสือที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบคลาสสิก การจัดหมวดหมู่หนังสือที่คัดสรรมาอย่างตั้งใจ ตั้งแต่นิยาย การเมือง ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงหนังสือภาพและนิตยสารนอกกระแส ทำให้เราสามารถเดินลัดเลาะตามชั้นหนังสือไม้ต่าง ๆ ได้เป็นชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเบื่อ เป็นอีกหนึ่งสเปซที่ชวนให้เราปรับจังหวะการเดินให้ช้าลงและหลุดเข้าไปในโลกของตัวอักษร
Why We Love It ไวบ์ของร้านหนังสืออิสระที่อบอุ่น และการคัดสรรหนังสือที่น่าสนใจจนอยากเหมากลับบ้าน
Best For Bookworms • Slow Travelers • Culture Seekers
MAP: https://maps.google.com/?q=Kramers+Bookstore+Washington+DC
Opening Hours: 08:00–22:00
Admission: ฟรี

Salt & Sundry
ร้านไลฟ์สไตล์มัลติแบรนด์ที่สายคราฟต์ต้องตกหลุมรัก หากคุณเป็นคนที่ชอบงานดีไซน์ ของแต่งบ้าน หรือสินค้าคราฟต์ที่มีกิมมิก Salt & Sundry คือพิกัดที่ห้ามพลาดเด็ดขาด ร้านนี้ตั้งอยู่ในย่าน Union Market (และมีอีกสาขาที่ Logan Circle) เขารวบรวมสินค้าไลฟ์สไตล์จากแบรนด์อิสระและช่างฝีมือต่าง ๆ มาจัดวางได้อย่างมีเทสต์สุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเซรามิกทำมือ เทียนหอมแพ็กเกจสวย อุปกรณ์ทำค็อกเทล ไปจนถึงของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่เหมาะจะซื้อกลับไปเป็นของฝาก แค่ได้เดินดูการจัดวางดิสเพลย์ในร้านก็รู้สึกว่าได้รับอินสไปร์ดี ๆ กลับไปเพียบแล้ว
Why We Love It การคัดสรรสินค้า (Curation) ที่มีเทสต์ สะท้อนไลฟ์สไตล์ที่ละเมียดละไม และสเปซร้านที่จัดดิสเพลย์ได้สวยมาก
Best For Design Lovers • Lifestyle Enthusiasts • Souvenir Hunters
MAP: https://maps.google.com/?q=Salt+and+Sundry+Washington+DC
Opening Hours: 11:00–19:00
Admission: ฟรี

Washington Metro Stations (WMATA Vaults)
มหาวิหารใต้ดินสไตล์ Brutalism ที่งดงามระดับรางวัลทางสถาปัตยกรรม ถ้าคิดว่าระบบรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นเพียงแค่ยานพาหนะสำหรับการเดินทาง กรุงวอชิงตัน ดีซี จะทำให้คุณต้องเปลี่ยนความคิดทันที เพราะระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน Washington Metro (หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า Metro) ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าระบบขนส่งมวลชน แต่เป็นผลงานสถาปัตยกรรมระดับอนุสรณ์สถานใต้ผืนดินที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของเมืองหลวงได้อย่างน่าทึ่ง
ความโดดเด่นสะดุดตาที่สุดคือดีไซน์เพดานคอนกรีตหล่อซุ้มโค้งแบบหลุมสี่เหลี่ยมซ้อนกัน (Coffered Vaults) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมสไตล์ Brutalism ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังชาวอเมริกัน Harry Weese โดยเขาตั้งใจออกแบบให้สถานีใต้ดินมีสเกลที่โถงสูง โปร่ง โล่ง เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารรู้สึกอึดอัด พร้อมทั้งใช้การซ่อนไฟด้านข้าง (Indirect Lighting) เพื่อส่องสว่างขึ้นไปยังเพดานคอนกรีต สร้างเงาตกกระทบและมิติทางสถาปัตยกรรมที่ดูโมเดิร์น ล้ำยุค และให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในวิหารโบราณในเวอร์ชันอนาคต
สถิติและเรื่องราวน่าสนใจที่คุณอาจยังไม่รู้:
เปิดให้บริการครั้งแรก: ปี 1976 (เริ่มสร้างในปี 1969) เพื่อเตรียมพร้อมรับงานเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีการก่อตั้งสหรัฐอเมริกา (US Bicentennial)
รางวัลการันตี: ในปี 2014 สถาบันสถาปนิกอเมริกัน (AIA) ได้มอบรางวัล Twenty-five Year Award ให้แก่ระบบรถไฟฟ้า Washington Metro ในฐานะสถาปัตยกรรมทรงคุณค่าที่ก้าวข้ามผ่านกาลเวลาได้อย่างงดงาม
บันไดเลื่อนที่ยาวที่สุด: สถานี Wheaton บนสาย Red Line มีบันไดเลื่อนเดี่ยวแบบไม่พักที่ยาวที่สุดในซีกโลกตะวันตก ด้วยความยาวถึง 230 ฟุต (ประมาณ 70 เมตร) ใช้เวลาขึ้นลงเกือบ 3 นาทีเต็ม
ไร้เสากลาง: โครงสร้างอุโมงค์ส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้ไม่มีเสาค้ำยันกลางชานชาลา เพื่อเปิดสเปซให้เห็นความสมมาตรและความกว้างขวางของสถานีได้อย่างเต็มสายตา
การได้ยืนมองขบวนรถไฟที่เคลื่อนผ่านพร้อมแสงไฟที่กระทบลงบนโถงคอนกรีตทรงรังผึ้ง เป็นหนึ่งในมุมถ่ายรูปสตรีทและสถาปัตยกรรมที่เท่และมีพลังที่สุดมุมหนึ่งในวอชิงตัน ดีซี ที่สายดีไซน์ไม่ควรพลาดแวะถ่ายรูปเช็กอินเลยครับ

Why We Love It สถาปัตยกรรม Brutalism ที่เรียบเท่ ทรงพลัง และมีจังหวะสมมาตรที่ถ่ายรูปออกมาแล้วดูเป็นสไตล์ไซไฟสุดๆ
Best For Architecture Lovers • Photographers • Design Enthusiasts • Transit Geeks
MAP: https://maps.google.com/?q=Metro+Center+Station+Washington+DC
Opening Hours: 05:00–00:00 (จันทร์–พฤหัสบดี) / 05:00–01:00 (ศุกร์) / 07:00–01:00 (เสาร์) / 07:00–00:00 (อาทิตย์)
Admission: ค่าโดยสารคิดตามระยะทาง (เริ่มต้นประมาณ USD 2.25–6.00)

Georgetown
ย่านที่เราอยากกลับมาเดินเล่นอีกครั้ง Georgetown เป็นย่านที่ทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งของ Washington D.C. ที่แตกต่างจากอาคารราชการและพิพิธภัณฑ์ ถนนสายเล็ก อาคารอิฐเก่า คาเฟ่ ร้านหนังสือ และแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่คัดสรรมาอย่างดี สร้างบรรยากาศคล้ายเมืองมหาวิทยาลัยมากกว่าเมืองหลวงทางการเมือง เราใช้เวลาเดินเล่น แวะ Aesop Georgetown, COS และร้านรวงต่าง ๆ โดยแทบไม่รีบร้อน
Why We Love It เป็นย่านที่มีบุคลิกชัดเจนและเดินเล่นเพลินที่สุดในเมือง
Best For Design Lovers • Slow Travelers • Lifestyle Enthusiasts
Opening Hours: เปิดตลอดวัน
Admission: ฟรี

Georgetown Waterfront
ช่วงเวลาที่เราชอบที่สุดของทั้งทริป แม้จะได้เห็นพิพิธภัณฑ์ระดับโลกและแลนด์มาร์กสำคัญมากมาย แต่ภาพที่ยังติดอยู่ในความทรงจำคือช่วงพระอาทิตย์ตกที่ Georgetown Waterfront ริมแม่น้ำ Potomac เต็มไปด้วยผู้คนที่ออกมาเดินเล่น วิ่ง หรือเพียงแค่นั่งมองน้ำไหลผ่าน ช่วง Golden Hour เป็นเวลาที่สวยที่สุด แสงสีทองสะท้อนบนผิวน้ำและตัวเมืองอย่างงดงาม
Why We Love It หนึ่งในจุดชมพระอาทิตย์ตกที่ดีที่สุดใน Washington D.C.
Best For Sunset Seekers • Photographers • Slow Travelers
Opening Hours: เปิดตลอดวัน
Admission: ฟรี
Best Time to Visit: 1 ชั่วโมงก่อนพระอาทิตย์ตก

จุดถ่ายรูปดอกซากุระสายพันธุ์คันซาน (Kwanzan Cherry Blossoms)
ทะเลสีชมพูที่ฟูฟ่องริมสถาปัตยกรรมคลาสสิก สำหรับใครที่พลาดช่วงซากุระพันธุ์ Yoshino รอบ Tidal Basin ในช่วงต้นเดือนเมษายน ข่าวดีคือกรุงวอชิงตัน ดีซี ยังมีความสวยงามช่วงกลางถึงปลายเดือนเมษายนรออยู่ โดยจุดถ่ายรูปมุมสวยที่อยากแนะนำจะอยู่บริเวณฝั่งซ้ายมือมุมถนนของ Smithsonian National Museum of American History ตรงนี้จะเต็มไปด้วยดอกซากุระสายพันธุ์คันซาน (Kwanzan) ที่มีกลีบดอกซ้อนกันหนาฟูราวกับขนมสายไหมสีชมพูเข้ม การได้ถ่ายรูปซุ้มดอกไม้สีชมพูจัดจ้านโดยมีฉากหลังเป็นตึกพิพิธภัณฑ์ เป็นอีกหนึ่งมุมถ่ายรูปที่สวยป๊อปและเดินเข้าถึงได้ง่ายมากระหว่างการเดินฮอปปิ้งบน National Mall
Why We Love It ดอกซากุระสีชมพูเข้มที่บานฟูฟ่อง ตัดกับความคลาสสิกของอาคารพิพิธภัณฑ์ได้อย่างลงตัว
Best For Photographers • Nature Lovers • Museum Hoppers
MAP: https://maps.google.com/?q=Smithsonian+National+Museum+of+American+History
Opening Hours: ถ่ายรูปบริเวณด้านนอกได้ตลอดวัน
Admission: ฟรี

National Museum of the American Indian
สถาปัตยกรรมที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านเส้นโค้งแห่งธรรมชาติ ท่ามกลางอาคารหินอ่อนสีขาวทรงเรขาคณิตที่เรียงรายอยู่รอบ National Mall พิพิธภัณฑ์แห่งนี้กลับดึงดูดสายตาด้วยรูปทรงโค้งมนไร้เหลี่ยมมุมและพื้นผิวหินปูนสีทองที่ดูราวกับถูกกัดเซาะด้วยกระแสลมและสายน้ำ อาคารแห่งนี้ออกแบบมาเพื่อเชิดชูวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองอเมริกัน ภายในนำเสนอเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และศิลปะที่ผูกพันกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง และสิ่งที่ไม่อยากให้พลาดเลยคือ Mitsitam Cafe ฟู้ดคอร์ตของพิพิธภัณฑ์ที่เสิร์ฟอาหารพื้นเมืองจากหลากหลายภูมิภาค ซึ่งเปิดประสบการณ์การชิมอาหารของเราในทริปนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม
Why We Love It สถาปัตยกรรมที่สวยงามแปลกตา และการเล่าเรื่องที่ทำให้เราใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น
Best For Culture Seekers • Architecture Lovers • Foodies
MAP: https://maps.google.com/?q=National+Museum+of+the+American+Indian
Opening Hours: 10:00–17:30
Admission: ฟรี

Smithsonian Castle and Enid A. Haupt Garden
ปราสาทอิฐแดงที่เป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ Smithsonian Institution Building หรือที่ทุกคนเรียกกันติดปากว่า "The Castle" คืออาคารอิฐสีแดงสไตล์นอร์แมนที่ดูราวกับหลุดออกมาจากยุคกลาง และเป็นจุดเริ่มต้นของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้ด้านในจะเป็นศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว แต่ไฮไลต์ที่แท้จริงคือ Enid A. Haupt Garden สวนสวยที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง สวนแห่งนี้ถูกจัดแต่งอย่างพิถีพิถันและเปลี่ยนไปตามฤดูกาล การได้มานั่งพักรับแดดอ่อน ๆ ท่ามกลางดอกไม้และฉากหลังที่เป็นปราสาทอิฐแดง เป็นช่วงเวลาแห่งการทิ้งตัวที่ผ่อนคลายที่สุดบน National Mall
Why We Love It โอเอซิสใจกลางเมืองที่เงียบสงบและถ่ายรูปมุมไหนก็คลาสสิก
Best For Photographers • Slow Travelers • Garden Enthusiasts
Opening Hours: 08:30–17:30
Admission: ฟรี

Chinatown (Washington D.C.)
ซุ้มประตูมังกรและสีสันยามค่ำคืน แม้ Chinatown ของกรุงวอชิงตัน ดีซี อาจไม่ได้มีขนาดใหญ่โตเท่าที่นิวยอร์กหรือซานฟรานซิสโก แต่เมื่อเดินมาถึงจุดตัดของถนน 7th และ H Street คุณจะถูกต้อนรับด้วย Friendship Archway ซุ้มประตูมังกรสไตล์จีนดั้งเดิมที่ประดับประดาอย่างวิจิตร ย่านนี้เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความเป็นสากลของเมืองหลวงและกลิ่นอายวัฒนธรรมเอเชีย เสน่ห์อีกอย่างคือป้ายร้านค้าแฟรนไชส์ระดับโลกในย่านนี้ที่ต้องเขียนด้วยตัวอักษรจีนเพื่อรักษาเอกลักษณ์ไว้ ยามค่ำคืนที่นี่จะคึกคักเป็นพิเศษ และเป็นแหล่งฝากท้องชั้นดีหลังจากการเดินมิวเซียมมาทั้งวัน
Why We Love It บรรยากาศที่คึกคัก สีสันยามค่ำคืน และสตรีทฟู้ดที่ช่วยเติมพลัง
Best For Food Lovers • Night Owls • City Explorers
Opening Hours: เปิดตลอดวัน
Admission: ฟรี

William Jefferson Clinton Building
สถาปัตยกรรมสไตล์ Neoclassical ที่เต็มไปด้วยความสง่างาม ระหว่างการเดินสำรวจเมือง อาคารหลายแห่งอาจทำให้คุณต้องหยุดมอง และ William Jefferson Clinton Building (ซึ่งเป็นที่ทำการของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม หรือ EPA) ก็เป็นหนึ่งในนั้น อาคารนี้เป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมคลาสสิกในยุคการพัฒนาเมือง (Federal Triangle) ที่เน้นความโอ่อ่าของเสาหินและทางเดินซุ้มโค้ง แม้ที่นี่จะไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวหลักที่เปิดให้เข้าชมด้านในแบบพิพิธภัณฑ์ แต่การเดินลัดเลาะผ่านแนวเสาหินและโครงสร้างที่สมมาตร ก็ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความหนักแน่นและขลังของเมืองหลวงแห่งนี้
Why We Love It ดีเทลสถาปัตยกรรมที่ถ่ายทอดความขลังและสมมาตรอันสมบูรณ์แบบ
Best For Architecture Enthusiasts • Street Photographers • City Walkers
MAP: https://maps.google.com/?q=William+Jefferson+Clinton+Federal+Building
Opening Hours: ถ่ายรูปด้านนอกได้ตลอดวัน
Admission: ฟรี (ไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมภายใน)

Old Ebbitt Grill
ร้านเดียวที่เรายังนึกถึงหลังจบทริป Old Ebbitt Grill คือร้านอาหารระดับตำนานที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1856 และเป็นหนึ่งในร้านที่เก่าแก่ที่สุดของ Washington D.C. ภายในยังคงบรรยากาศคลาสสิกแบบอเมริกันเอาไว้อย่างสมบูรณ์ ทั้งผนังไม้สีเข้ม โคมไฟทองเหลือง และภาพถ่ายเก่าที่แขวนอยู่ทั่วร้าน แม้ Oyster Bar จะขึ้นชื่อมาก แต่เมนูที่เรายังนึกถึงจนถึงวันนี้คือ Crab Cake เนื้อปูแน่น รสชาติดี และเรียบง่ายอย่างที่อาหารทะเลดี ๆ ควรเป็น
หากมีเวลาเพียงหนึ่งมื้อในเมืองนี้ ร้านนี้คือร้านที่เราอยากกลับไปซ้ำมากที่สุด
Why We Love It Crab Cake ที่ยังนึกถึงหลังจบทริป และบรรยากาศคลาสสิกที่หาได้ยาก
Best For Food Lovers • Seafood Enthusiasts • First-time Visitors
Opening Hours: 08:00–02:00
Average Budget: USD 25–60 ต่อคน
Don't Miss: Crab Cake • Oyster Bar • Clam Chowder • Key Lime Pie

National Museum of African American History and Culture
สถาปัตยกรรมสีบรอนซ์ที่เล่าเรื่องราวการต่อสู้และความหวัง พิพิธภัณฑ์น้องใหม่บน National Mall ที่โดดเด่นสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น ด้วยดีไซน์ตึกสีบรอนซ์ลวดลายตะแกรง (Corona) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากงานเหล็กฝีมือชาวแอฟริกันอเมริกัน ภายในถูกออกแบบให้ผู้ชมเริ่มเดินจากชั้นใต้ดินที่มืดและอึดอัด ซึ่งเล่าเรื่องราวในยุคค้าทาส ก่อนจะค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นสู่แสงสว่างที่เล่าถึงความสำเร็จในด้านดนตรี กีฬา และศิลปะ การร้อยเรียงประวัติศาสตร์ของที่นี่ทรงพลังและลึกซึ้งมาก เป็นอีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ที่เดินแล้วได้ทั้งความรู้และแรงบันดาลใจ
Why We Love It การเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ผ่านการเดินขึ้นสู่แสงสว่างที่ทรงพลังและสะเทือนอารมณ์
Best For History Buffs • Culture Seekers • Architecture Lovers
MAP: https://maps.google.com/?q=National+Museum+of+African+American+History+and+Culture
Opening Hours: 10:00–17:30
Admission: ฟรี (ต้องจอง Timed-entry Pass ล่วงหน้า)

Washington Monument
สัญลักษณ์แห่งเมืองหลวงที่มองเห็นได้แทบทุกมุม หากมีแลนด์มาร์กเพียงแห่งเดียวที่อธิบายภาพจำของ Washington D.C. ได้ชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้น Washington Monument เสาโอเบลิสก์หินอ่อนสีขาวขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านกลาง National Mall สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงประธานาธิบดีคนแรก George Washington สิ่งที่น่าสนใจคือความแตกต่างของสีหินอ่อนระหว่างช่วงล่างและช่วงบน ที่เกิดจากการหยุดพักก่อสร้างจากปัญหางบประมาณและสงครามกลางเมือง สำหรับเราที่นี่เป็นเหมือนเข็มทิศของเมือง ไม่ว่าจะเดินหลงไปมุมไหน แค่มองหาเสานี้ก็รู้ได้ทันทีว่าเราอยู่ตรงไหน
Why We Love It เป็นจุดศูนย์กลางที่ช่วยให้เข้าใจผังเมือง และเป็นเข็มทิศนำทางที่ดีที่สุด
Best For History Lovers • First-time Visitors • Photography Enthusiasts
Opening Hours: 09:00–17:00
Admission: ฟรี (การขึ้นชมด้านบนต้องจองล่วงหน้า)

Lincoln Memorial Reflecting Pool
ผืนน้ำที่สะท้อนประวัติศาสตร์ของอเมริกา สระน้ำสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ที่ทอดตัวอยู่ระหว่าง Washington Monument และ Lincoln Memorial ไม่ใช่แค่สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ แต่เป็นเสมือนผืนผ้าใบที่สะท้อนภาพแลนด์มาร์กสำคัญของอเมริกาเอาไว้ราวกับภาพวาด ที่นี่เคยเป็นฉากหลังของเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย รวมถึงเป็นโลเคชันในภาพยนตร์ดังอย่าง Forrest Gump การได้มานั่งริมสระในช่วงเช้าตรู่ที่ผิวน้ำนิ่งสนิท หรือช่วงพระอาทิตย์ตกที่แสงสีทองพาดผ่านผิวน้ำ เป็นความเงียบสงบที่ชวนให้เราตกตะกอนความคิดได้ดีจริง ๆ

Why We Love It จุดถ่ายรูปเงาสะท้อนน้ำ (Reflection) ที่คลาสสิกและสวยงามที่สุดในเมือง
Best For Photographers • Sunset Seekers • Slow Travelers
MAP: https://maps.google.com/?q=Lincoln+Memorial+Reflecting+Pool
Opening Hours: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
Admission: ฟรี

Lincoln Memorial
อนุสรณ์สถานที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา หนึ่งในสถานที่ที่ทำให้เราเข้าใจว่าทำไม Washington D.C. ถึงเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ทางอุดมคติ อาคารสไตล์วิหารกรีกโบราณแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง Abraham Lincoln ภายในคือรูปปั้นขนาดใหญ่ของอดีตประธานาธิบดีที่นั่งสงบนิ่ง มองออกไปยัง Reflecting Pool อย่างเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ นอกเหนือจากสถาปัตยกรรมที่วิจิตรบรรจงแล้ว จุดที่ยืนอยู่ตรงขั้นบันไดนี้ยังเป็นที่เดียวกับที่ Martin Luther King Jr. กล่าวสุนทรพจน์ "I Have a Dream" อันเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์โลก มันคือสเปซที่แฝงพลังงานความยิ่งใหญ่เอาไว้ในทุกย่างก้าว
Why We Love It เป็นสถานที่ที่รวมสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และอุดมคติของประเทศไว้ในพื้นที่เดียว
Best For History Lovers • Architecture Lovers • First-time Visitors
Opening Hours: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
Admission: ฟรี

World War II Memorial
อนุสรณ์สถานที่เล่าเรื่องสงครามผ่านภูมิทัศน์อย่างงดงาม
ระหว่าง Washington Monument และ Lincoln Memorial มีอนุสรณ์สถานแห่งหนึ่งที่สร้างความประทับใจให้เราเกินคาด World War II Memorial สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงชาวอเมริกันหลายล้านคนที่มีส่วนร่วมในสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งในฐานะทหารและพลเรือน
องค์ประกอบเด่นของพื้นที่คือสระน้ำขนาดใหญ่ เสาหิน 56 ต้นซึ่งเป็นตัวแทนของแต่ละรัฐและดินแดนของสหรัฐฯ และ Freedom Wall ที่ประดับดาวสีทองกว่า 4,000 ดวง แม้จะเป็นสถานที่ที่บอกเล่าเรื่องราวของสงคราม แต่บรรยากาศกลับสงบและชวนให้ใช้เวลาอยู่กับความทรงจำมากกว่าการแสดงความยิ่งใหญ่
Why We Love It เป็นตัวอย่างของการใช้สถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ในการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์
Best For History Lovers • Architecture Enthusiasts • Photographers
Opening Hours: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
Admission: ฟรี

#HoparoundTip for a Perfect Washington DC Journey
วอชิงตัน ดีซี เป็นเมืองที่ต้องใช้เวลาค่อย ๆ เดินซึมซับ ความสวยงามของที่นี่ไม่ได้มีแค่สถาปัตยกรรมชิ้นเอก หรือพิพิธภัณฑ์ระดับโลก แต่ยังซ่อนอยู่ในวิถีชีวิตของชาว Washingtonian ทริปนี้จะสมบูรณ์ที่สุดเมื่อเราบาลานซ์ระหว่างการเก็บแลนด์มาร์กสำคัญระดับประเทศ และการปล่อยจอยในสเปซดีไซน์สวย แวะจิบกาแฟสเปเชียลตี้ แล้วซึมซับบรรยากาศของเมืองในจังหวะที่ช้าลง

Hoparound’s 5 Golden Rules for Washington DC
เพื่อให้การมาเยือนเมืองหลวงแห่งนี้สมบูรณ์แบบและได้ไวบ์แบบครบทุกมิติ นี่คือ 5 กฎเหล็กสไตล์ Hoparound ที่เราอยากแนะนำครับ
1. Plan for Slow Travel (เผื่อเวลาให้การเดินหลงทาง) แม้แลนด์มาร์กสำคัญรอบ National Mall จะดูเหมือนอยู่ใกล้กันในแผนที่ แต่สเกลของเมืองนี้ใหญ่กว่าที่ตาเห็นมาก อย่าอัดตารางพิพิธภัณฑ์จนแน่นเกินไป เผื่อเวลาให้ตัวเองได้เดินทอดน่องช้า ๆ แวะพักตามสวนสาธารณะ หรือหยุดมองดีเทลสถาปัตยกรรมของอาคารที่ไม่ได้อยู่ในแพลนบ้าง
2. Book Ahead (จองล่วงหน้าคือหัวใจสำคัญ) แม้พิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ของ Smithsonian จะเข้าชมฟรี แต่สถานที่ฮิต ๆ อย่าง Washington Monument, National Museum of African American History and Culture หรือนิทรรศการพิเศษ มักจะต้องใช้ Timed-entry Pass ซึ่งควรจองล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์เพื่อการันตีว่าจะไม่พลาดสเปซสำคัญ
3. Curate Your Museum Hopping (เสพศิลปะแบบไม่ต้องรีบ) การเดินมิวเซียมแบบทำเวลาอาจทำให้เกิดอาการ Museum Fatigue ได้ง่าย ๆ กฎของเราคือ เลือกมิวเซียมหรือแกลเลอรีที่อยากไปจริง ๆ วันละ 1-2 แห่งเท่านั้น เพื่อให้มีเวลาโฟกัสกับงานศิลปะ ดื่มด่ำกับสเปซ และอินกับเรื่องราวที่จัดแสดงได้อย่างเต็มที่
4. Live like a Washingtonian (บาลานซ์ความยิ่งใหญ่ด้วยไวบ์โลคอล) หลังจากใช้เวลาครึ่งวันไปกับความโอ่อ่าของอาคารราชการ ลองตัดสลับไปลัดเลาะตามย่านไลฟ์สไตล์อย่าง Georgetown, Dupont Circle หรือ 14th Street Corridor หาร้านหนังสืออิสระ แวะคาเฟ่สเปเชียลตี้ และกินมื้ออร่อยแบบที่ชาว Washingtonians เขาทำกัน
5. Chase the Golden Hour (แสงเย็นคือโมเมนต์ที่พลาดไม่ได้) สภาพแสงของเมืองนี้มีผลกับมู้ดภาพมาก ๆ แนะนำให้จัดตารางช่วงบ่ายแก่ ๆ ไปจนถึงพระอาทิตย์ตก ให้อยู่ใกล้กับจุดที่มีน้ำ เช่น Lincoln Memorial Reflecting Pool หรือ Georgetown Waterfront แสงสีทองที่กระทบสถาปัตยกรรมหินอ่อนและผิวน้ำ คือช่วงเวลาที่เมืองนี้โรแมนติกที่สุดครับ









































































Comments