top of page
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger

Search Results

Search this site

135 results found with an empty search

  • Clarks Desert Boots 2 Sand Suede

    Clarks Desert Boots 2 Sand Suede รองเท้า Desert Boots ของ Clarks ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 1950 นั้นนับเป็นรุ่นสร้างชื่อจนขึ้นหิ้งเป็น Icon ของแบรนด์เลยก็ว่าได้ วันนี้รองเท้าบูทส์หนังกลับสุดคลาสสิคที่สูงคลุมข้อเท้าพอดีนั้นได้รับการ Reengineered ใหม่อีกครั้ง และอัพเกรดให้เป็นรุ่น Desert Boots 2 ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อให้เหมาะกับโจทย์ยุคใหม่มากขึ้น วันนี้เราขอเลือกรองเท้า Desert Boots สี Sand รุ่นหนัง Suede แบบคลาสสิคเลย มาลองแมทช์กับเสื้อผ้าลุคส์ต่างๆในปัจจุบันกันดู ถ้าจะให้รวบรัดตัดความสั้นๆก็คือสวย ใส่ง่ายและนิ่มสบายมากกกก ระหว่างที่ดูภาพเพลินๆ เราก็ขอเล่าความเป็นมาของเจ้ารองเท้า Desert Boots ไว้เป็นเกร็ดสนุกๆเล็กน้อยกันซักหน่อยนะครับ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 Nathan Clark ทายาทรุ่นเหลนของหนึ่งในผู้ก่อตั้งแบรนด์รองเท้า Clarks (ใช่แล้วครับ แบรนด์ Clarks มีอายุยาวนานกว่านั้นมาก เพราะก่อตั้งเมื่อปี 1825 ปัจจุบันก็ 196 ขวบแล้ว) ได้ร่างแบบรองเท้า Desert Boots รุ่นแรกในช่วงที่เค้ายังรับใช้กองทัพอังกฤษอยู่ โดยเขาได้แรงบันดาลใจมาจากแบบรองเท้าหนังกลับที่ช่างรองเท้าในตลาด Khan el-Khalili กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ได้ตัดเย็บขึ้นตาม Order ของกองทัพทะเลทรายจาก South Africa ด้วยหนังที่นุ่มสบายและพื้นรองเท้าแบบ Crepe Rubber Sole ที่แข็งแรงทว่ายืดหยุ่นและมีพื้นผิวขรุขระ รองเท้าแบบนี้จึงเหมาะกับการเดินย่ำในทะเลทรายและช่วยยึดเกาะกับพื้นผิวต่างๆได้ดี Vision ที่ Nathan เห็น (ซึ่งน้อยคนจะเห็น) ในตอนนั้นก็คือเครื่องแบบของทหารฝ่ายพันธมิตรในช่วงสงคราม โดยเฉพาะรองเท้านั้นจะกลายเป็นแฟชั่นที่ใส่ได้จริงในช่วงที่บ้านเมืองสงบลง เมื่อสงครามจบลง เขาก็กลับไปยังบ้านเกิดในประเทศอังกฤษ และพยายามนำเสนอดีไซน์ของเขาต่อบริษัท Clarks แต่กลับไม่ได้รับความสนใจเลยเพราะบริษัทตอนนั้นกำลังโฟกัสกับการทำรองเท้านักเรียนช่วงหลังสงครามอยู่ เค้าจึงตัดสินใจหิ้ว Prototypes รองเท้า Desert Boots ไปออกงาน Chicago Shoe Fair ในปี 1947 และด้วยกระแสนิยม “ความเป็นอังกฤษ” ในช่วงนั้น รวมถึงการออกแบบที่เรียบง่ายเพราะมีรูร้อยเชือกแค่ 4 รูเท่านั้น แถมยังไม่ต้องคอยขัดให้เงาเหมือนรองเท้าหนังทั่วไป ที่สำคัญก็คือราคาที่จับต้องได้ ทำให้งานออกแบบของ Nathan นั้นเป็นที่ชื่นชอบในอเมริกาเป็นอย่างมาก ไม่นานหลังจากนั้น Desert Boots ก็ได้ลงนิตยสาร Esquire และถูกสวมใส่โดยเซเลบต่างๆมากมายซึ่งช่วยจุดกระแสนิยมออกไปจนถึงวัยรุ่นในยุโรปตะวันตก เรียกได้ว่ารองเท้าบูทส์ทะเลทรายของเขาแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของยูนิฟอร์มวัยรุ่นยุโรปตลอดยุค 50s และ 60s เลยก็ว่าได้ ในขณะที่ในประเทศอังกฤษนั้นเจ้า Desert Boots แทบไม่เป็นที่นิยมเลย เพราะอังกฤษในช่วงนั้นนิยมรองเท้าที่ใส่แล้วแน่นกระชับ อะไรที่ใส่สบายจะถูกมองว่าไม่เนี้ยบไม่เก๋ ทำให้ กว่าจะมี Desert Boots วางขายในอังกฤษก็ปาเข้าไปต้นยุค 60s แล้ว ของดีที่อยู่ผิดสนาม บางทีก็เกิดยากเหมือนกันนะครับ กลับมาที่ปัจจุบัน เราคิดว่า Desert Boots 2 เป็นหนึ่งในรองเท้าที่หลายๆ คนควรมีติดตู้เอาไว้นะครับ เพราะนอกจากจะดูดีแบบคลาสสิค แมทช์ง่ายกับแทบจะทุกชุดทั้งกางเกงขาสั้น-ขายาวแล้ว ยังใส่สบายได้หลายโอกาส ไม่ว่าจะเดินเล่นในสวน ในป่า หรือในเมือง สำหรับเพื่อนๆชาว #hopsters ที่สนใจ โดยเฉพาะคนที่เล็งว่าจะซื้อออนไลน์ เราแนะนำให้ไปลองใส่ของจริงที่หน้าร้านดูก่อน เพราะสำหรับเราไซส์ของ Clarks ค่อนข้างใหญ่กว่าแบรนด์อื่นๆที่เรามีนะครับ และนอกจากสีที่เราเลือกมาแล้วก็ยังมีสีอื่นๆให้เลือกอีกหลายสีเลยครับ #LetsHoparound with #Clarks #ClarksThailand

  • Doi Tung สีสันแห่งดอยตุง

    สีสันแห่งดอยตุงปีที่ 7 แน่นอนว่าดอยแม่ฟ้าหลวงที่สวยสะพรั่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์แห่งนี้นั้นเป็นที่คุ้นเคยของคนไทยกันมายาวนาน และในปีนี้ก็นับเป็นปีที่ 7 แล้วที่งาน “สีสันแห่งดอยตุง” จะถูกจัดขึ้นอีกครั้ง ในฤดูหนาวช่วงเดือนธันวาคมและมกราคมนั้นนับเป็นช่วงเวลาที่อากาศเป็นใจให้ดอกไม้นับล้านดอกต่างก็พร้อมใจกันเบ่งบานระเบิดสีสันกันตู้มตามเต็มยอดดอย เราได้มีโอกาสขึ้นไปเยี่ยมดอยตุงในช่วงที่กำลังมีการเตรียมงานกันอยู่พอดี ก็เลยแอบเก็บภาพมาฝากกันด้วย ไป #hop กันได้เลยยยย ที่สำคัญใครไปช่วงนี้มีมาตรการป้องกันโควิดอย่างดีจะมีทีมคอยพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทุกๆ 3 ชั่วโมงเลย ค่าเข้าชมสวนแม่ฟ้าหลวง บุคคลทั่วไป 90 บาท นักเรียน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ 45 บาท หรือบัตรเข้าชมทั้ง 4 สถานที่ 220 บาท นอกจากวิวเขา สายหมอก และดอกไม้งามๆแล้ว ในงานยังจะมีสีสันแห่ง culture ให้เอ็นจอยด้วย อย่าง “กาดชนเผ่า” ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ถนนคนเดินสายวัฒนธรรมที่สูงที่สุดในประเทศไทย” นั้นก็จะมีทั้งอาหาร ผลิตผลทางการเกษตร งานฝีมือ และดนตรีพื้นบ้านเตรียมไว้ต้อนรับแขกของดอยด้วย Doi Tung Tree Top Walk เดินชมธรรมชาติบนสะพานที่ทอดยาวกลางป่าสูงกว่า 30 เมตร ในพื้นที่ 25 ไร่ของสวนแม่ฟ้าหลวงนั้น เนืองแน่นไปด้วยความงดงามของดอกไม้เมืองหนาว สระบัว สวนหิน สวนปาล์ม รวมไปถึงกิจกรรมสุดฮิตคือเดินบนสะพานยอดไม้ที่หวาดเสียวนิดหน่อย หรือถ้ายังไม่สะใจจะโรยตัวโหนสลิงข้ามยอดไม้ก็ได้เช่นกัน เดินชมสวนดอกไม้ในสวนแม่ฟ้าหลวง มีดอกไม้มาจัดเรียงกันนับร้อยสายพันธุ์ พระตำหนักดอยตุง เป็นที่รู้กันว่าดอยตุงนั้นเป็นพื้นที่ที่องค์สมเด็จย่า หรือพระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.9 ทรงเป็นผู้บุกเบิกพัฒนามาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2530 บนยอดดอยแห่งนี้จึงมีพระตำหนักดอยตุง “บ้านหลังแรก” ในประเทศไทยของสมเด็จย่าที่ทรงสร้างขึ้นโดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ พระตำหนักแห่งนี้สร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายโดยเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของ Swiss Chalet และศิลปะแบบล้านนา ปัจจุบันยังคงเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ และในบางโอกาสก็ยังมีพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์เสด็จมาประทับด้วย นอกจากนี้บนดอยตุงยังมี Hall of Inspiration หรือหอแห่งแรงบันดาลใจที่จัดแสดงพระราชจริยวัตรของราชสกุลมหิดล ตั้งแต่ประวัติความเป็นมา เหตุการณ์สำคัญๆ และแนวคิดเบื้องหลังการพัฒนาดอยตุง และประเทศไทยให้ยั่งยืนอีกด้วย หน้าหนาวนี้ ถ้าได้ไปแอ่วเชียงราย อย่าลืมแวะไปงานสีสันแห่งดอยตุงครั้งที่ 7 นะครับ เพื่อนๆคงเห็นแล้วว่าช่วงนี้ hoparound.co ของเรานำเสนอที่ท่องเที่ยวในเชียงรายเยอะเลย เพราะเราได้ใช้เวลา 1 สัปดาห์เต็มๆที่นั่น ขอบอกเลยว่าเชียงรายนั้นมีของดีซ่อนอยู่เยอะจริงๆ บางทีก็ต้องขอบคุณโควิดที่ทำให้เราได้มีโอกาสสำรวจประเทศไทยเรามากขึ้น ทำให้รู้ว่าเฮ้ย บ้านเราก็สวยไม่แพ้เมืองนอกเลยนะเนี่ย . FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #LetsHoparound #Chiangrai #LetsHoparoundChiangrai #LetshoparoundThailand #Travel

  • Little Island NYC สวนแห่งชีวิตใหม่หลังโควิดที่นิวยอร์ก

    อีกครั้งที่ New York City ไม่เคยหยุดเซอร์ไพร้ซ์ผู้คน นอกจากจะชวนนักท่องเที่ยวมาฉีดวีคซีนฟรีแล้ว เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา (21 พ.ค. 2021) สวนที่ดูเหมือนฝันแห่งนี้ก็เพิ่งเปิดตัวไป เรียกได้ว่ามารับขวัญการคลี่คลายของสถานการณ์โควิดในอเมริกากันพอดิบพอดี ที่นี่คือสวน Little Island ที่นอกจากจะสวยสะดุดตาน่าเดินเล่นแล้ว ยังเต็มไปด้วยพื้นที่เปิดกว้างให้ศิลปินใน New York ได้มาหมุนเวียนแสดงผลงานทั้งศิลปะ ดนตรี เต้นรำ การละคร ฯลฯ และมีโปรแกรมสอนศิลปะให้กับคนที่สนใจด้วย นอกจากนี้ยังมีโซนอาหารและเครื่องดื่มเพื่อความสุนทรีย์ของชีวิตยุคใหม่อีกด้วย ที่สำคัญคือใครๆก็เข้ามาใช้บริการได้ฟรีไม่มีค่าเข้าตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงตี 1 ไปเลย Little Island เป็นสวนลอยฟ้าที่ต่อเติมเพิ่มให้กับ Hudson River Park บนถนน 13th Street ด้วยเงินสนับสนุนของมูลนิธิ Diller-von Furstenburg Family โดยให้ Thomas Heatherwick เป็นผู้ดูแลงานออกแบบโครงการทั้งหมด และมี Signe Nielsen แห่ง MNLA เป็นผู้ดูแลงานจัด Landscape ให้โดดเด่นงดงาม แท่งคอนกรีตสูงๆต่ำๆกว่า 280 แท่งที่ตั้งเรียงรายกันยื่นลงไปในแม่น้ำแทนที่ท่าเรือ Pier 55 (ถูกรื้อถอนไปแล้ว) นั้นช่วยค้ำยันโครงสร้างด้านบนซึ่งเป็นปูนหล่อรูปดอกทิวลิปขนาดมหึมากว่า 132 ดอก ทิวลิปคอนกรีตเหล่านี้ช่วยโอบรับอิฐหินดินทรายและพืชพันธ์ุน้อยใหญ่จำนวนหลายหมื่นต้นเอาไว้อย่างสวยงามและแข็งแรง หากมองลงไปในน้ำเราจะยังสามารถเห็นท่อนไม้ที่เป็นโครงสร้างเดิมของ Pier 55 โดยเขายังอนุรักษ์เอาไว้ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำต่อไป นอกจาก Landscape สวยๆพร้อมด้วยแมกไม้เกือบ 400 สายพันธุ์ที่ถูกจัดขึ้นอย่างมีศิลปะแล้ว พื้นที่กว่า 2.4 เอเคอร์ (ประมาณ 6 ไร่) ของ Little Island นี้ยังได้ถูกแบ่งออกเป็น 3 โซนหลักๆ คือ 1. The Amph (เวทีและอัฒจันทร์ 687 ที่นั่ง) 2. The Playground (โซนอาหารเครื่องดื่มพร้อมที่นั่ง) และ 3. The Glade (สนามหญ้าและเวทีเล็ก) เห็นชีวิตดีๆที่ New York แล้ว หันกลับมามองสถานการณ์ในบ้านเราก็อดที่จะเปรียบเทียบไม่ได้เลยครับ เรายังคงเฝ้ารอวันที่ประเทศไทยจะก้าวข้ามผ่านเส้น “ประเทศกำลังพัฒนา” ไปสู่ “ประเทศพัฒนาแล้ว” แม้ความหวังจะยังดูพร่ามัว แต่เราก็ไม่สิ้นหวังนะครับ Credits: Michael Grimm, littleisland.org #LetsHoparound #NewYork #LetsHoparoundNewYork #InspiringStuff #LittleIslandNYC #pier55 #publicspace

  • Pulse Bangkhunthian คาเฟ่ บางขุนเทียน

    Pulse Bangkhunthian เมื่อคู่รักจากวงการโฆษณาเลือกบางขุนเทียน ทะเลใกล้กรุงเทพฯเป็นสถานที่ปล่อยพลังครีเอทีฟที่สั่งสมกันมานาน PULSE คาเฟ่ที่ทั้งเท่และชิลล์จึงก่อตัวเป็นรูปร่างขึ้นกลางบึงน้ำที่มีคลื่นเล็กๆพลิ้วไหวตามสายลมที่พัดโชยทั้งวัน ประหนึ่งจังหวะชีพจรแห่งความผ่อนคลายที่ถูกสื่อเอาไว้ในงานดีไซน์โลโก้ของร้านได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากกาแฟอร่อยๆแล้ว ที่นี่ยังเสิร์ฟทิวทัศน์ที่โปร่งสบาย และดนตรีเสนาะหูจากลำโพง Diatone วินเทจนำเข้าจากญี่ปุ่น ตามคอนเส็ปต์ Coffee | Scenery | Music แค่นี้ก็เพียงพอที่จะดึงดูดให้ชาวกรุงออกมาปล่อยหัวใจให้เต้นไปตามจังหวะระริกของระลอกน้ำกันอย่างไม่ขาดสายโดยที่ทั้งคู่ยังไม่ทันได้ใช้ Skill การทำโฆษณาช่วยโปรโมทเลย จะพูดว่าไม่ได้ใช้ Skill เลยก็อาจจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะทั้งคู่ได้สอดแทรก “จุดขาย” มากมายลงไปในเนื้อหนังของร้านอย่างแนบเนียนจนแม้ไม่ป่าวประกาศ ผู้คนก็หลั่งไหลกันเข้ามาเสพ “ความ PULSE” กันเองแบบ “ปากต่อปาก” หรือในยุคนี้พูดว่า “เพจต่อเพจ” น่าจะตรงกว่า กลายเป็นการโฆษณาโดยไม่ต้องโฆษณา เราคิดว่านี่แหละคือสุดยอด Skill ของการทำโฆษณา อย่างน้อยที่สุดคุณวิทย์และคุณมะนาว คู่รักเจ้าของร้านก็ใช้ Skill ในการหาช่องว่างทางการตลาดได้อย่างเยี่ยมยอด เพราะบางขุนเทียนนั้นเป็น “โอกาส” ของคาเฟ่ที่ก่อนหน้านี้ไม่มีใครมองเห็น ไม่ว่าจะเป็นในมุมของพิกัดทะเลใกล้กรุงเทพฯที่มักถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดายแถมค่าเช่าก็ถูกกว่าทำเลในเมืองอีกด้วย หรือในมุมของความเป็นแหล่งร้านอาหารที่เรียงรายกันอยู่นับไม่ถ้วนแต่ไม่มีคาเฟ่ให้ลูกค้าจิบกาแฟล้างปากกันเลยแม้แต่ร้านเดียว แม้กระทั่งในมุมของสภาพแวดล้อมแสนรีแลกซ์ที่เพียงจัดหาดีไซน์เรียบง่ายที่ดูดีเข้าไปรองรับเสน่ห์ของบรรยากาศที่ดีอยู่แล้ว เพียงเท่านี้ PULSE ก็พร้อมส่งสัญญาณชีพจรให้กระเพื่อมออกไปได้ไกลโข เมื่อมีธรรมชาติดีๆเป็นทุนแล้ว คุณมะนาวเล่าให้ฟังว่าทางร้านมีความตั้งใจอย่างมากที่จะรักษาเอาไว้ พยายามลดขยะให้ได้มากที่สุดด้วยการเน้นเสิร์ฟด้วยภาชนะที่นำมาล้างแล้วใช้ซ้ำได้ หากจำเป็นต้องใช้แก้วและหลอด Take-Away ก็จะเน้นเป็นวัสดุที่ย่อยสลายในธรรมชาติได้จริงๆเท่านั้น อีกสิ่งที่ยิ่งช่วยทำให้บรรยากาศนั้นดีขึ้นไปอีกก็คือดนตรีที่บรรเลงผ่านลำโพง Diatone ds2000hr ซึ่งแต่เดิมเป็นรุ่นลำโพงมอนิเตอร์ที่ถูกใช้ในห้องอัดเสียงของ NHK ประเทศญี่ปุ่นในปลายยุค 80s คุณภาพของเสียงจึงคมชัดเป็นธรรมชาติ นุ่มกังวาลอย่างมีมิติ และให้อารมณ์ Organic Sound ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่หาได้ยากในลำโพงยุคดิจิตอล ในตอนที่เราไปที่ร้านนั้นเพลง Classic Jazz กำลังเล่นอยู่พอดี ทำให้ยิ่งได้ยินความสดของเครื่องดนตรีชัดขึ้นไปอีก เมื่อประกอบกับสายลมอ่อนๆที่โชยมาสัมผัสผิว ภาพผ้าม่านบางเบาที่โบกพลิ้วตามแรงลม และรสนุ่มๆของกาแฟใส่กะทิในเมนู PULSE/BANGKHUNTHIAN เราจึงเข้าใจแล้วว่าทำไมในแต่ละวันร้านกาแฟขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ที่อยู่ห่างไกลจากคู่แข่งแห่งนี้จึงสามารถดึงดูดลูกค้าให้เข้ามา Sync กับจังหวะชีพจรของเขาได้อย่างง่ายดาย Pulse บางขุนเทียน Location: https://goo.gl/maps/G5chadbHyZyEZcPP8 1266 ถนน เจริญกรุง แขวง บางรัก เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500 เวลาเปิด-ปิด: 10.00-18.30 (ปิดทุกวันจันทร์) ที่จอดรถ: จอดได้ในที่บริเวณหน้าร้าน Pulse ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/pulse.bkt

  • MOCA BANGKOK ศิลปะไทยร่วมสมัย

    MOCA BANGKOK ขับเคลื่อนศิลปะไทยไปข้างหน้า บนถนนกำแพงเพชร 6 ไม่ไกลจากสนามบินดอนเมือง เราจะพบกับอาคารดีไซน์สวยสะอาดตา ที่กระซิบบอกถึงความเป็นไทยยุคใหม่ให้ทุกคนได้รับรู้ ที่นี่คือที่ตั้งของ Museum of Contemporary Art (MOCA) พิพิธภัณฑ์ที่คุณบุญชัย เบญจรงคกุล ตั้งใจปลุกปั้นให้เป็นสถานที่จัดแสดงงานศิลปะอันวิจิตรและปราณีตของศิลปินไทยร่วมสมัย ซึ่งมีศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีเป็นผู้บุกเบิก ทั้งยังเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงมีพระอัจริยภาพด้านศิลปะอีกด้วย ภายในอาคารมีนั้นตกแต่งอย่างโอ่โถง และเกลี้ยงเกลา เรารับรู้ได้ถึงการออกแบบที่ผ่านกระบวนการคิดมาเป็นอย่างดี ไม่น้อยไป ไม่มากไป ในโถงชั้น G ซึ่งมีเพดานสูงถึง 33 เมตรนี้มีรูปหล่อของอาจารย์ศิลป์ตั้งตระหง่านต้อนรับอยู่ ราวกับจะบอกว่าศิลปะร่วมสมัยของไทยที่จัดแสดงในอาคารแห่งนี้นั้น มีจุดเริ่มต้นจากตรงนี้นะ นี่คือผู้แผ้วถางให้ศิลปะยุคใหม่เบ่งบานในประเทศไทย ชิ้นงานศิลปะชั้นครูจาก collection ส่วนตัวของคุณบุญชัยเองกว่า 800 ชิ้น ได้ถูกนำมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราว จัดแสดงโดยเพิ่มความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆในแต่ละชั้นตั้งแต่ชั้น 2 ไล่ขึ้นไปจนถึงชั้น 5 ซึ่งจะมีงานศิลป์จากชาติอื่นๆทุกมุมโลกมาวางเทียบเคียงกันด้วย ราวกับจะบอกว่าผลงานของศิลปินไทยนั้นสามารถยืดหยัดทัดเทียมศิลปินสากลได้อย่างน่าภาคภูมิใจ นอกจากนี้ ยังมีงานนิทรรศการชั่วคราวที่หมุนเวียนมาแสดงให้เราๆได้ชมอยู่เสมออีกด้วย โดยที่ปัจจุบัน จะมีงานของ Sylvie Blum : Naked Beauty ที่ขยายเวลาจัดแสดงจนถึงวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. นี้ และงาน Raining โดยคุณ Nino Sarabutra ที่เป็นห้องมืดไฟสีน้ำเงิน เต็มไปด้วยหัวใจพอร์ซเลนนับพันชิ้นห้อยเรียงรายอยู่อย่างงดงามเพื่อเทิดพระเกียรติในหลวง ร.9 หลังจากชมรูปสวยๆและงานศิลป์ของไทยที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครแล้ว เรารู้สึกชื่นชมความสามารถและภูมิใจในศิลปินไทย และหวังว่าจากจุดนี้ต่อไป จะเป็นช่วงเวลาที่ศิลปินไทยรุ่นต่อๆไปจะได้ฝากผลงานที่มีคุณค่าและเป็นตัวของตัวเองตามแต่ละยุคสมัย เอาเข้าจริงๆเราก็เริ่มเห็นศิลปินไทยหลายๆคนเริ่มฉายแววในเวทีโลกกันแล้ว ขอบคุณ MOCA มากๆครับ ที่สร้างสถานที่ดีงามแบบนี้ให้เราได้มาเยี่ยมชม ถ้าเพื่อนๆ #hopsters กำลังหาทางเลือกอื่นๆนอกจากการเดินเสียเงินช็อปปิ้งในห้าง หรือไปถ่ายรูปตามคาเฟ่ต่างๆแล้ว ลอง #hop เปลี่ยนบรรยากาศมาเสพงานศิลป์ที่นี่ดูสิ มันดีต่อใจนะ MOCA Museum of Contemporary Art 499 ถนนกำแพงเพชร 6, ลาดยาว, จตุจักร, กรุงเทพ 10900 เปิด 10:00-18:00 น. ปิดทุกวันจันทร์ ค่าเข้าชม บุคคลทั่วไป 250 บาท ผู้ถือบัตรนักเรียน นักศึกษา 100 บาท ข้อมูลเพิ่มเติม 02-0165670 . FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #LetsHoparound #Bangkok #LetsHoparoundBangkok #InspiringStuff #MOCABangkok #Moca #Museum #Artgallerythailand #ArtspaceBangkok #Museumofcontemporaryart #MuseumofcontemporaryartBangkok #Thailand #เที่ยวกรุงเทพ #ศิลปะร่วมสมัย #พิพิธภัณฑ์ #พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย #พิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพ

  • Copenn. กลิ่น. อารมณ์. ความหลงไหล.

    Copenn. : Creative of perception engage with new narrative ที่หัวถนนซอยเจริญกรุง 82 ร้านเครื่องหอมแบรนด์ไทยใหม่ล่าสุดในนาม Copenn. ตั้งอยู่อย่างเงียบๆแต่มั่นคงในตัวตนที่ชัดเจน หากไม่ทราบมาก่อน มัดฟางสีน้ำตาลอ่อนที่แขวนอยู่หน้าร้านอาจจะชวนให้สงสัยว่านี่คือร้านอะไร และความลึกลับนี้เองที่เป็นเสน่ห์เย้ายวนให้เราเข้าไปค้นหาคำตอบ คำตอบนั้นพบได้ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าในโพรงจมูกนั้นเป็นที่ที่เดียวในร่างกายที่เซลล์ประสาทได้สัมผัสกับอากาศโดยตรง และอากาศที่ฟุ้งไปด้วยกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ในร้านก็พุ่งเข้าไปเตะซอกลึกของโพรงจมูกของเราอย่างจัง กลิ่น Burning Cabinet ซึ่งเป็นกลิ่น Signature ของร้านนั้นหอมจนเราต้องเอ่ยปากถาม Shopkeeper (ซึ่งก็คือ 1 ใน 4 หุ้นส่วนของร้าน) ว่านี่คือกลิ่นอะไร ความหอมแบบ Woody จากไม้กฤษณากับไม้ซีดาร์ เมื่อมาเจอกับกลิ่นยาสูบนั้นให้ความรู้สึกเข้มเซ็กซี่ ยิ่งเคล้าด้วยความเขียวของหญ้าแฝกและเพตติเกรนก็ช่วยเติมความเฟรชให้มี Layers ครบสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ภายในร้านเน้นโทนสีดำ/เทาเป็นพื้นหลังขับให้วัสดุธรรมชาติอย่างไม้ หิน โลหะ และมัดฟางโดดเด่น เป็นความงามที่ดิบเท่ และเชื้อเชิญเราเข้าสู่ดินแดนแห่งความเคลิบเคลิ้ม จริงๆแล้วพื้นที่ร้านก็ไม่ได้ใหญ่มาก แต่ทุกมุมช่างปลุกเร้าความเป็นนักสำรวจในตัวเราให้เข้าหยิบกลิ่นต่างๆขึ้นมาดมว่ากลิ่นไหนจะเป็นกลิ่นที่ “ใช่” ที่สุดที่เราจะพากลับบ้านไปด้วย เราพุ่งเข้าไปหาเทียนหอมเป็นอย่างแรก เพราะเป็นสิ่งที่เราใช้บ่อย มีหลายกลิ่นที่ทำให้เราลังเลซะด้วยสิ แต่ทางร้านแจ้งว่าเทียนเป็นแค่ตัวโชว์เท่านั้น ต้องรออีกแป๊บนึงจึงจะมีวางขาย เราจึงอกหักเล็กน้อย ก็เลยหันไปล่าขุมทรัพย์ที่มุมอื่นๆแทน ซึ่งมีทั้ง Room Diffuser, Hand Soap, Hand Cream, นำ้มันหอมระเหย, กำยาน และเตา Oil Burner (ซึ่งดีไซน์ได้สวยเท่น่าใช้มากๆ) การปรุงกลิ่นนั้นเป็นเรื่องละเมียดละไม และทาง Copenn. นั้นก็ทำได้ดีจนน่าทึ่ง Layers ของสารสกัดพืชพรรณกลิ่นต่างๆที่ซ้อนทับกันดึงให้เราเข้าสู่มิติพิศวง หลงเคลิ้มจนเลือกไม่ถูก ยิ่งเห็นรายละเอียด Packaging และการ Present สินค้าแล้ว ยิ่งทำให้เรารู้สึกได้ว่า ทั้งหมดนี้คงต้องผ่านกระบวนการคิดและสร้างสรรค์มาหลาย Layers ไม่แพ้การปรุงกลิ่นเลยทีเดียว ผลลัพธ์ก็คือความล่มละลายย่อยๆในกระเป๋าตังค์ของเรา 5555 แต่เราคิดว่ายังไงก็คุ้ม เพราะกลิ่นนั้นสามารถพาเราทะลุทั้ง Space และ Time ไปสู่ความรู้สึกในห้วงความทรงจำได้ดีกว่ายานพาหนะใดๆ หรืออย่างน้อยความหอมก็เพิ่ม Leverage คุณภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้ทันทีเพียงกดไฟแช็คแกร๊กเดียวเท่านั้น Copenn. : Creative of perception engage with new narrative Location: https://goo.gl/maps/2Q9mniWvP9jqDWnx6 24/1 ห้อง 2103 ซอย เจริญกรุง 82 เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร 10120 เวลาเปิด-ปิด : 11:00–19:00 น. ปิดวันจันทร์และอังคาร โทร : +66835996448 ที่จอดรถ : ที่จอดรถ copenn จอดได้บริเวณหลังร้าน ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.instagram.com/copenn.co/

  • Lifestyle ใหม่ในกรุงเก่า

    Lifestyle ใหม่ในกรุงเก่า วันวานอันรุ่งโรจน์ของอยุธยานั้นเป็นฉากหลังอันเลอค่าให้กับวิถีชีวิตของคนมาหลายยุคสมัย ที่จริงแล้วทั้งความเก่าและความใหม่ต่างก็ยังประโยชน์ซึ่งกันและกัน เป็น Win-Win Situation ที่ช่วยต่อชีวิตให้รากเหง้าอันเก่าแก่ได้แตกกิ่งก้านผลิดอกออกผลต่อไป และช่วยให้ชีวิตยุคใหม่ได้งอกงามอย่างน่าภูมิใจบนประวัติศาสตร์ที่รุ่มรวยสง่างาม ต้องยอมรับว่างานดีไซน์ร้านรวงใหม่ๆที่ทยอยเกิดขึ้นมาในอยุธยานั้น ยิ่งดูน่าสนใจมากขึ้นอีกหลายเท่าเมื่อถูก contrast ด้วยความขลังของโบราณสถานอันทรงคุณค่า วันนี้ hoparound.co อาสาพาเพื่อนๆไปแวะจิบกาแฟที่คาเฟ่ใหม่ 3 แห่งในเมืองหลวงเก่าของเรากัน แล้วก็อย่าเอะอะกันไปนะ เพราะที่อยุธยาอนุญาตให้นั่งทานที่ร้านได้ด้วยน้าาาา Tewa Cafe Ayutthaya คาเฟ่ใหม่ล่าสุด เพิ่งเปิดได้ไม่ถึงสัปดาห์ ดีไซน์มินิมอลแต่ปนความหวานเล็กน้อย อยู่ใกล้สถานีรถไฟอยุธยาและวัดพิชัยสงคราม ที่สำคัญมีวิวแม่น้ำป่าสักให้ดูเพลินๆบนชั้น 2 ด้วย มีเสิร์ฟทั้งขนม อาหารและเครื่องดื่ม โดยไม่ลืมที่จะสอดแทรกความเป็นไทยลงไปในสินค้าด้วย Basic Space Coffee ร้านกาแฟเงียบๆและเรียบง่าย ร้านเก่าที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้ว และเพิ่งปรับปรุงใหม่ได้ไม่นาน เราชอบการดีไซน์ร้านที่ดูไม่เอะอะ กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม ตัวสินค้าเน้นกาแฟและเครื่องดื่มอื่นๆเป็นหลัก เราแอบได้ยินลูกค้าประจำเข้ามาถามหาขนมด้วยแต่ทางร้านแจ้งว่าหมดแล้ว (น่าจะอร่อยนะเนี่ย) Summer Coffee Company ร้านกาแฟรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับแบรนดิ้งมาก โดดเด่นด้วยสีเหลืองสดใส พลังงานแห่งความเยาว์วัยเข้มข้นมาก ที่นี่เน้นกาแฟ และเครื่องดื่มครีเอทีฟหลายเมนู รวมไปถึงเมล็ดกาแฟที่คัดสรรมาอย่างดีและอุปกรณ์การชงที่บ้าน ส่วนเบเกอรี่ที่นี่ก็มีครัวซองต์รสชาติแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เช่น ไส้สาหร่าย หรือสังขยาใบเตย

  • The origins of central since 1950 : เซ็นทรัล ดิ ออริจินัล สโตร์

    ย้อนรอยสู่รากฐานเซ็นทรัลที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1950 ผ่านนิทรรศการ ‘The origins of central since 1950’ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ Central The Original store ตั้งอยู่บนถนนสายแรกของประเทศไทย ตึกสองคูหา 5 ชั้นอันโดดเด่นนี้ นับเป็นจุดบรรจบอย่างลงตัวของความเก่าและใหม่ ผสานความเป็นเซ็นทรัลในยุคบุคเบิกเข้ากับบริบทในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัวที่สุด สะท้อนความมุ่งมั่นของครอบครัวจิราธิวัฒน์ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวกรุง และคนในชุมชน พร้อมเชื่อมโยงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของย่านเจริญกรุงในช่วงกลางศตวรรษเข้ากับประบบการณ์ที่ร่วมสมัยเพื่อต้อนรับลูกค้าในทุกเจเนอเรชั่น ร้านค้าแห่งแรกของเซ็นทรัลนี้เป็นที่รู้จักในฐานะร้านจำหน่ายหนังสือนำเข้าและนิตยสารจากต่างประเทศ ซึ่งในยุคนั้นชาวกรุงเทพฯ และชาวต่างชาติมักจะมาที่นี่เพื่อซื้อสินค้านำเข้าหรือมองหาไอเดียและแรงบันดาลใจใหม่ๆจากต่างประเทศ เปรียบได้ว่าที่นี่คือประตูสู่โลกกว้างและแหล่งวัฒนธรรมนานาชาติสำหรับชาวไทยในย่านนั้นยังมีแจ๊สบาร์และร้านอาหารมากมาย ทำให้ถนนเจริญกรุงซึ่งเป็นถนนที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเป็นการเปิดตัวอย่างมันทางการของเซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ ถือเป็นการนำตำนานแห่งเซ็นทรัลจากยุค 1950 กลับมาอีกครั้งในรูปแบบที่ทันสมัย เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมแห่งใหม่ที่นำเสนอนิตยสารและหนังสือในบริบทของยุค สินค้าที่ระลึก นิทรรศการ ห้องสมุด ศูนย์บริการค้นคว้าข้อมูล พื้นที่จัดกิจกรรม ร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์ดนตรี เป้นสถานที่แฮงเอาท์สำหรับชาวกรุงยุคใหม่ อาคารขนาดเล็ก 5 ชั้น ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่โดยสถาปนิกแนวมินิมัลลิสต์ชาวเบลเยียม "Vincent Van Duysen" วินเซนต์ แวน ดอยเซน ถือเป็นดครงการแรกของเขาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประกอบไปด้วย ชั้น L1 ร้านค้า คาเฟ มิวสิคบาร์ และลานคอร์ทยาร์ด ภาพสะท้อนแห่งความเป็นเอกภาพ พื้นที่โถงที่ชั้นหนึ่งปลุกความรุ่งเรืองของย่านเจริญกรุงให้กลับมารุ่งโรจน์โดดเด่นอีกครั้ง ต้อนรับผู้มา เยือนด้วยคาเฟ พร้อมจัดแสดงสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือและผลิตภัณฑ์ที่สอดแทรกความสนุกสนาน ผ่านเรื่องราวตํานานของกลุ่มเซ็นทรัลและประวัติศาสตร์ของย่านนี้ พบกับสินค้าย้อนยุคที่มาพร้อมลวดลาย กราฟิกร่วมสมัย และไอเทมที่ใช้งานได้จริงในยุคใหม่ สอดแทรกไปด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยทางประวัติศาสตร์ ยุคหลังสงครามอยู่ทั่วพื้นที่ นอกจากนี้ ลานคอร์ทยาร์ดของอาคารยังเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน สะท้อนให้เห็น ขนบประเพณีของตึกแถว และเชื่อมโยงไปสู่บรรยากาศเคล้าเสียงดนตรีที่เหนือกาลเวลาที่ ศิวิไล ซาวนด์ คลับ SIWILAI Café ศิวิไล คาเฟ่ นําเสนอวัฒนธรรมกาแฟไทยที่มีการคัดสรรเมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกต่างๆ ใน ภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาให้เลือกตามแต่ละช่วง โดยมุ่งหวังให้เป็น สถานที่ที่นักชิมกาแฟสามารถเรียนรู้รสชาติของกาแฟจากแหล่งปลูกต่างๆ ในประเทศไทยและสัมผัสสุนทรียะ ของกาแฟผ่านรสชาติละเอียดซับซ้อนที่แตกต่างกันไป นอกจากกาแฟยังมีอาหารที่เน้นการใช้วัตถุดิบใน ประเทศเป็นหลัก โดยมีอาหารเช้าไทยแบบคอมฟอร์ทฟูด และอาหารไทย-จีนเป็นจานซิกเนเจอร์และอาหาร ทานง่ายจานสากลต่าง ๆ โดยปัจจุบัน SIWILAI Café มีทั้งสิ้น 2 สาขา และคงคอนเซ็ปต์ของความยั่งยืนและ วัฒนธรรมที่กลมกลืนไปกับชุมชน SIWILAI SOUND CLUB ศิวิไล ซาวนด์ คลับ SIWILAI SOUND CLUB (S.S-C) บาร์เหนือกาลเวลาที่ยกระดับการฟังดนตรีให้ได้อรรถรส ของเสียงในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด ถือเป็นธุรกิจน้องใหม่ล่าสุดของกลุ่มแบรนด์ศิวิไล ด้วยระบบเสียงที่ออกแบบ มาโดยเฉพาะจาก OJAS ตัวบาร์แบ่งเป็น 2 ชั้น โดยชั้นล่าง (ไลฟ์รูม) เป็นศูนย์รวมของสุดยอดนักดนตรี แจ๊สจากทั้งฝั่งไทยและต่างประเทศ ขับกล่อมด้วยเสียงเปียโนและโอบล้อมด้วยบรรยากาศเป็นกันเองที่จะ นําพาทุกท่านไปสู่สุนทรียภาพและอิสรภาพที่แท้จริงแห่งการฟังดนตรี บนชั้น 2 กับ ออดิโอไฟล์ บาร์ (Audiophile Bar) กับแนวคิดที่ว่า "เสียงใดก็ตามที่เวียนกลับมาย่อมให้คุณภาพ เสียงที่ดีกว่าเดิม" (what goes around has a better Sound) ครบถ้วนด้วยระบบเสียง High-fidelity แบบวิน เทจ และคอลเล็กชันแผ่นเสียงไวนิลส่วนตัว ในส่วนนี้ของบาร์จะเป็นที่ปรารถนาของบรรดาผู้หลงใหลในมนต์ เสน่ห์ของแผ่นเสียง เครื่องดื่มของแต่ละชั้นได้รับการรังสรรค์ให้มีเอกลักษณ์สอดคล้องล้อไปกับเสียงดนตรีและ บรรยากาศที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีพร้อมมอบประสบการณ์อัน สุดประทับใจให้แก่ผู้มาเยือน ชั้น L2 ห้องสมุดธุรกิจค้าปลีก ปลูกฝังความรู้สู่การต่อยอด เราส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด พื้นที่ชั้นนี้จึงนําเสนอ เดอะ โคโลฟอน รีเทล ไลบรารี่ (The Kolophon Retail Library) ห้องสมุดที่จะมาปลดล็อกองค์ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกในทุกแง่มุม ทั้งหลักการทางธุรกิจ กฎหมาย การตลาด การประชาสัมพันธ์ ศาสตร์และศิลป์การจัดหน้าร้าน ไปจนถึงการ ออกแบบและสถาปัตยกรรมของห้างร้าน ห้องสมุดแห่งนี้ให้บริการด้วยระบบจ่ายเมื่อใช้ (Pay-per-use) และ ระบบสมาชิก มีบริการค้นคว้าข้อมูลเชิงลึก พร้อมสิทธิประโยชน์มากมาย อาทิ โปรแกรมการเรียนรู้ โปรโมชั่น และกิจกรรมอื่นๆ ที่จะเพิ่มพูนความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับที่มาและหัวข้อต่างๆ ด้านการค้าปลีก รวมถึงความท้าทาย ในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ชั้น L3 เซ็นทรัล สเปซ ประวัติศาสตร์ที่ประจักษ์ได้ด้วยสายตา เซ็นทรัล สเปซ (Central Space) พาคุณไปเจาะลึกเรื่องราวของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ถ่ายทอดออก มาในรูปแบบของนิทรรศการชุดที่สะท้อนเรื่องราวยุคแรกก่อตั้ง ความหมายและเรื่องราวของเซ็นทรัลที่มีผลต่อไลฟ์สไตล์ของชาวกรุง จากย่านสู่ย่าน จากระดับประเทศจนถึงในระดับเวทีนานาชาติ เรานําเสนอเรื่องราวหลากหลายมิติในรูปแบบที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ไปสนุกไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ และเปิดโอกาสให้กับนิทรรศการอื่นๆ มาใช้พื้นที่ได้อีกด้วย ชั้น L4 พื้นที่จัดอีเวนต์ จุดหมายที่รอคอยให้บรรดาผู้หลงใหลงานศิลป์มาชื่นชมนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยในสเปซที่สวยงามลงตัว ไม่ว่าคุณจะเป็นศิลปิน ช่างภาพ หรือนักจัดกิจกรรมต่างๆ พื้นที่พิเศษแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนจะได้แสดงออก และจัดแสดงผลงานสุดสร้างสรรค์ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ชั้น L5 ร้านอาหาร อักษร (Aksorn) ร้านอาหารใหม่แห่งแรกในรอบทศวรรษของเชฟเดวิด ทอมป์สัน (David Thompson) บนชั้น บนสุดของ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ จะพาคุณย้อนเวลาไปลิ้มรสชาติแห่งอดีตกาลผ่านอาหารจานอร่อย ด้วยสูตรต้นตํารับจากตําราอาหารไทยโบราณที่ตีพิมพ์ในช่วงระหว่างทศวรรษที่ 50 - 70 ที่เชฟเดวิดสะสมไว้ โดยเขาจะรังสรรค์และปรับเปลี่ยนเมนูอยู่เป็นประจํา เพื่อให้ตอบโจทย์รสนิยมที่ไม่หยุดนิ่งของคนในยุคปัจจุบัน ด้วยการผสมผสานเรื่องราวและยุคสมัยของแต่ละตําราอาหารที่คัดสรรมา เข้ากับขั้นตอนการรังสรรคทุกเมน ร้านอาหารอักษรพร้อมมอบประสบการณ์รสชาติความอร่อยจากในอดีตให้ทุกคนได้ลิ้มลองแล้ววันนี้ เวลาเปิด-ปิด ชั้น 1 Shop, SIWILAI Café วันอังคาร – อาทิตย์ 10.00 – 18.00 น. ชั้น 1 SIWILAI Sound Club วันอังคาร- อาทิตย์ 18.00 – 01.00 น. ชั้น 2 Retail Library วันอังคาร – อาทิตย์ 10.00 -18.00 น. ชั้น 3 Central Space วันอังคาร – อาทิตย์ 10.00 -18.00 น. ชั้น 4 Event I Exhibition วันอังคาร – อาทิตย์ 10.00 -18.00 น. ชั้น 5 Aksorn Restaurant วันอังคาร- อาทิตย์ 18.00 -22.00 น. . 1266 ถนนเจริญกรุง แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพฯ เวลาทำการ เปิดบริการวันพุธ-อาทิตย์ 11.00-19.00 น. โทร. 0-2267-0412 Website: www.centraltheoriginalstore.com Facebook: central.theoriginalstore Instagram: central.theoriginalstore . #LetsHoparound #LetsHoparoundBangkok #CentralTheOriginalStore #Central #InspiringStuff

  • ศิลปะ x ศรัทธา x หัวใจ หอแสดงงานศิลปะแห่งใหม่ที่พัทยา "ปิยะศิลปาคาร"

    หอแสดงงานศิลปะปิยะศิลปาคาร: ศิลปะ x ศรัทธา x หัวใจ หากเพื่อนๆลองไปถามคนท้องที่พัทยา ก็คงจะมีน้อยคนมากที่จะรู้จักหอแสดงงานศิลป์แห่งนี้ นอกจากจะมีร้านคาเฟ่ One Day Esthetic ให้จิบกาแฟ มุมเก๋ๆให้ถ่ายรูป และ course ศิลปะน่าเรียนแล้ว ที่นี่ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกเพียบจนเราเองก็เริ่มเล่าไม่ถูก เพราะหอศิลป์แห่งนี้คือจุดหลอมรวมของศิลปะ ศรัทธาในองค์รัชกาลที่ 5 และสายใยความรักระหว่างลูกๆกับคุณพ่อศิลปินผู้ล่วงลับไปแล้ว วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไป #hop ชมโลกแห่งศิลปะที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและแรงบันดาลใจกันที่พัทยา เพียงอ่านจากชื่อ “ปิยะศิลปาคาร” ก็น่าจะเดาได้ไม่ยากว่าสถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อจัดแสดงงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระปิยมหาราช (รัชกาลที่ 5) นั่นเอง แต่อะไรที่ทำให้คุณนิตย์ ดวงดี ศิลปินมากฝีมือผู้รังสรรค์ผลงานทั้งหมดที่จัดแสดงอยู่ที่นี่ รู้สึกผูกพันกับพระองค์ท่านจนถึงขั้นอุทิศชีวิตและฝีมือสร้างสรรค์งานทั้งหมดเพื่อเทิดพระเกียรติองค์รัชกาลที่ 5 จากหนุ่มสงขลาผู้หลงไหลในศิลปะ แม้ไม่เคยมีโอกาสได้เรียนศิลปะเลยแต่คุณนิตย์ก็ผลักดันตัวเองจนได้เป็นช่างวาดโปสเตอร์คัทเอ้าท์หน้าโรงหนัง เป็นบันไดต่อยอดให้ได้ไปวาดรูปเหมือนให้กับทหาร GI อเมริกันที่ฐานทัพเรือสัตหีบในยุคสงครามเวียดนาม จนได้รู้จักกับชาวเยอรมันที่ชักชวนให้ไปอยู่แฟรงค์เฟิร์ต และกลายเป็นคนไทยคนแรกๆที่ได้เรียนรู้เทคนิคการทำกรอบรูปแบบยุโรป (และพัฒนาสไตล์ของตัวเองจนได้มาเปิดแกลอรี่กรอบรูปที่พัทยาในเวลาต่อมา ทุกวันนี้งานกรอบรูปของคุณนิตย์ก็ยังปรากฏให้เห็นได้ในสถานที่สาธารณะต่างๆเช่น สถานีรถไฟหัวลำโพง เป็นต้น) และได้เรียนรู้เทคนิคการเพ้นท์รูปจากยุโรปสมใจ จนคุณอาร์ลูกสาวคนเล็กของคุณนิตย์บอกว่าฝีแปรงของคุณพ่อนั้นมีสไตล์คล้ายกับ Rembrandt ศิลปินชาวดัทช์เลยทีเดียว ครั้งแรกที่คุณนิตย์ได้เจอเหตุการณ์ที่ทำให้เริ่มผูกพันกับองค์พระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 ก็คือในช่วงที่ยังเป็นช่างรับจ้างเขียนรูปและภรรยายังต้องขายส้มตำเลี้ยงชีพอยู่แถวงามวงศ์วาน วันดีคืนดีก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเอาเหรียญบาทในยุคร.5 ที่เลิกใช้ไปแล้วมาเสนอขายให้กับภรรยาของคุณนิตย์ในราคา 30 บาท แต่ตอนนั้นเพิ่งขายส้มตำได้ 10 บาท จึงขอต่อรองชดเชยส่วนที่ยังขาดด้วยการเลี้ยงข้าวเหนียวไก่ย่างไปหนึ่งอิ่ม ต่อมาจึงได้รู้ว่าเหรียญนั้นเป็นรุ่นที่ Henri-Auguste Patey ศิลปินนักปั้นเหรียญชาวฝรั่งเศสในตำนานเป็นผู้สร้างขึ้น นับตั้งแต่นั้นมาทั้งชีวิตของคุณนิตย์ก็มีเรื่องราวให้ต้องผูกพันกับองค์รัชกาลที่ 5 แบบไม่คาดฝันมาโดยตลอด หลังจากได้เหรียญมาไม่นาน อยู่ๆก็มีลูกค้าคนหนึ่งมาตามหาคุณนิตย์เพราะอยากให้วาดรูปพระองค์ท่านทั้งที่ไม่เคยพบเจอกันมาก่อน แต่ลูกค้าฝันว่ามีควันพุ่งออกมาจากบ้านแล้วมีเสียงบอกทางว่าถ้ามาซอยนี้แล้วจะเจอช่างวาด เขาจึงลองเดินทางตามมาดู และก็ได้มาเจอกับคุณนิตย์จริงๆ คุณนิตย์จึงจุดธูป 1 กำมือแล้วอธิษฐานขอปวารณาตัวรับใช้พระองค์ท่านตั้งแต่บัดนั้น และก็ได้เลี้ยงชีพด้วยการวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ของร.5 เรื่อยมาจนมีลูกค้าเป็นคนใหญ่คนโตของประเทศหลายต่อหลายคน อีกครั้งที่คุณนิตย์รู้สึกว่าพระบารมีของพระองค์ท่านได้ช่วยเขาเอาไว้ก็คือเมื่อภรรยากำลังจะถึงกำหนดคลอดลูกคนเล็ก (คุณอาร์) แต่ครอบครัวกลับไม่มีเงินจ่ายค่าทำคลอดเลย สุดท้ายก็รอดพ้นมาได้ด้วยเงินมัดจำจากลูกค้าที่มาว่าจ้างให้วาดรูปรัชกาลที่ 5 คุณนิตย์จึงศรัทธาและศึกษาเรื่องราวของพระองค์ท่านตลอดมา นอกจากงานวาดแล้ว คุณนิตย์ยังได้สร้างงานปั้นรูปเหมือนของพระองค์ไว้ด้วย และตัวอาคารหอแสดงงานศิลปะปิยะศิลปาคารแห่งนี้ คุณนิตย์ก็เป็นผู้ออกแบบเองเช่นกัน ยิ่งไปกว่านี้คุณนิตย์ยังเป็นนักคัดลายมือ นักคิด นักเขียน และอื่นๆอีกมากมาย ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถทางศิลปะรอบด้านที่ไม่ธรรมดาจริงๆ คุณนิตย์มักจะได้รับการนิยามให้เป็น “สารพัดช่าง” ผู้มากฝีมือ แต่เรารู้สึกว่าท่านเป็น “ศิลปินตัวจริง” ที่สมควรจะได้รับการ recognized มากกว่านี้ ที่จริงแล้วหอศิลป์แห่งนี้สร้างเสร็จมาตั้งแต่พ.ศ. 2537 แต่ไม่เคยได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการให้คนนอกได้เชยชมเลย จนในวันนี้ที่เวลาล่วงเลยมากว่า 26 ปี และคุณนิตย์ ดวงดีก็ได้จากโลกนี้ไปแล้ว เรายินดีอย่างยิ่งที่ลูกๆของคุณนิตย์ตัดสินใจชุบชีวิตผลงานของคุณพ่อ และสานต่อความฝันด้วยการขัดสีฉวีวรรณให้อาคารทรงเสน่ห์แห่งนี้ได้กลับมาสร้างแรงกระเพื่อมทางศิลปะให้กับคนรุ่นต่อไปอีกครั้ง นอกจากผลงานของคุณนิตย์ที่จะจัดแสดงถาวรที่นี่แล้ว (เปิดให้ชมเต็มรูปแบบวันที่ 23 ตุลาคม 2563 นี้) ลูกๆของคุณนิตย์ซึ่งก็เป็นศิลปินเช่นกัน ก็มีแผนจะจัดนิทรรศการหมุนเวียนผลงานของศิลปินท่านอื่นๆในชั้นบนของอาคาร รวมถึงเปิดพื้นที่ว่างให้เช่ากับศิลปินทั่วไปด้วย หรือหากใครสนใจจะลงเรียนคอร์สวาดเขียน ลงสี (ทั้งเพื่อประโยชน์ทางศิลปะและเพื่อสื่อสารไอเดียทางธุรกิจ) หรือแม้กระทั่งเบสิคกีตาร์ ที่นี่ก็เปิดสอนด้วยเช่นกันในราคา 3,500-5,000 บาท One Day Esthetic คาเฟ่ เบเกอรี่ เครื่องดื่ม และของคาวหวานสารพัด การได้มาเยี่ยมเยือนหอแสดงงานศิลปะปิยะศิลปาคารในครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นอีกมุมหนึ่งที่ต่างไปของพัทยาซึ่งมาในรูปแบบของผลงานศิลปะที่ถูกสร้างขึ้นและสานต่อด้วยหัวใจ เราชื่นชมความเป็นศิลปินเข้มข้นที่มีอยู่จิตวิญญาณของคุณนิตย์ ดวงดี และรู้สึก inspired ในความมานะที่จะเรียนรู้และสู้ชีวิตของคนยุคก่อน รวมถึงตื้นตันในความรักที่ลูกๆมีให้คุณนิตย์ด้วย นอกจากจะเป็นจุดเช็คอินใหม่ที่เพื่อนๆสามารถแวะมาเยี่ยมชมและถ่ายรูปสวยๆได้แล้ว เราหวังว่าเพื่อนๆจะได้รับพลังดีๆจากเรื่องราวของหอศิลป์แห่งนี้เหมือนที่เราได้รับเช่นกัน หอแสดงงานศิลปะปิยะศิลปาคาร Piya Silapakarn Art Exhibition Hall เปิด 8:30-18:00 น. ปิดทุกวันจันทร์ ข้อมูลเพิ่มเติม 0944273939 Facebook Page: One Day Esthetic Facebook Page: หอแสดงงานศิลปะ ปิยะศิลปาคาร . FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website:www.hoparound.co . #LetsHoparound #Pattaya #LetsHoparoundPattaya #Lifestyle #Cafe #PiyaSilapakarnArtExhibitionHall #Onedayesthetic #Arthouse #Arthousepattaya #Artgallerythailand #Artspacepattaya #Ecostyle #Cafeinpattaya #WorkfromHome #เที่ยวพัทยา #คาเฟ่ในพัทยา #พัทยา #คาเฟ่ในชลบุรี #แกลเลอรี่ในพัทยา #แกลเลอรี่ในชลบุรี #ที่เที่ยวในพัทยา #แกลเลอรี่

  • Akha Ama Living Factory อาข่า อาม่า เชียงใหม่

    แม้ตอนนี้หน้าหนาวจะผ่านไปแล้ว แต่เชียงใหม่ก็ยังมีที่ให้เรา #กระโดดโลดเที่ยว กันได้อย่างอิ่มอกอิ่มใจได้ทั้งปี เอาล่ะ ชาว #hopsters ทั้งหลาย บัดนี้เราจะพาคุณมาเสพกาแฟไทยที่ดังไกลถึงยุโรป แกล้มเรื่องราวสุดยอดแรงบันดาลใจเบื้องหลังความสำเร็จที่ใช้ “ใจบันดาลแรง” ของเขากันที่ Akha Ama Living Factory อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ที่เพิ่งเปิดให้เข้าชมเมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมานี้เอง เรื่องราวของ “อาข่า อามา” นั้นทั้งน่าทึ่งและน่าภูมิใจมากจริงๆ เริ่มตั้งแต่ที่มาของแบรนด์ที่เกิดขึ้นจากสำนึกรักบ้านเกิดของคุณลี (ชื่อจริงคือ “อายุ จือ ปา”) ชาวเขาเผ่าอาข่า และความมุ่งมั่นที่เขาอยากจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวอาข่าที่ปลูกกาแฟพันธุ์พระราชทานจากในหลวงร.9 กันมาหลายรุ่นเป็นเวลาเกือบ 50 ปี แต่ผลผลิตก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับเสียที โดยที่ตอนเริ่มต้นโปรเจ็คท์นี้เมื่อปี 2552 ความรู้เรื่องกาแฟของคุณลีแทบไม่มีเลยก็ว่าได้ การเดินทางของอาข่า อามา (คงพอจะเดากันได้ว่า ‘อามา’ แปลว่า ‘แม่’ และผู้หญิงในโลโก้ก็คือคุณแม่ของคุณลีนั่นเอง) เริ่มต้นด้วยความอยากรู้ว่าคุณภาพกาแฟที่ชาวอาข่าผลิตได้นั้นอยู่ในระดับไหน คุณลีและทีมจึงช่วยกันระดมสมองหาวิธีพิสูจน์ จนลงเอยด้วยการเปิดหน้าร้านกาแฟแถวช้างเผือก ในเมืองเชียงใหม่ให้ลูกค้าได้เข้ามาลิ้มลองในปี 2553 พร้อมกันนั้นก็ส่งตัวอย่างเมล็ดกาแฟออกไปให้นักชิมกาแฟไทย รวมถึงร้านกาแฟ และร้านอาหารในประเทศทดลองใช้ แต่ผลลัพธ์กลับน่าผิดหวัง เพราะคนไทยในสมัยนั้นยังมีอคติลบๆกับเมล็ดกาแฟของไทยอยู่มาก แค่เพียงได้ยินว่าเป็นกาแฟไทย ต่างก็ปฏิเสธกันแบบไม่ต้องคิดกันแทบทุกราย เมื่อแสงแห่งความหวังในประเทศเริ่มริบหรี่ ประตูอีกบานที่ใหญ่กว่าก็ค่อยๆเปิดออก เพราะในปีเดียวกันนั้นเองทีมคุณลีก็ตัดสินใจส่งผลผลิตของตนไปยังเวทีคัดสรรในยุโรปที่ชื่อว่า SCAE (Specialty Coffee Association of Europe) หรือสมาคมกาแฟพิเศษแห่งยุโรป และถูกคัดเลือกให้เข้ารอบ 21 รายสุดท้ายจาก 2000 กว่ารายที่ส่งเข้ามาประกวดจากทั่วโลก ขั้นตอนการคัดเลือกนั้นก็เข้มงวดสมกับมาตรฐานยุโรป ตั้งแต่การตรวจหาสารตกค้าง และประเมินความสมบูรณ์ของเมล็ดในห้อง Lab โดยละเอียด รวมไปถึงการทดสอบรสชาติแบบ Blind Test คือไม่เปิดเผยชื่อผู้ส่งเข้าประกวดให้กรรมการทราบเพื่อความยุติธรรม แม้ผลลัพธ์จะน่าพอใจอย่างมาก แต่ทีมอาข่า อามาก็ยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น พวกเขาอยากจะยืนยันว่าคุณภาพของเขานั้นดีจริงๆไม่ใช่แค่ฟลุก จึงส่งไปที่เวทีเดิมซ้ำอีก 2 ครั้งในปี 2554 และ 2555 ผลก็คืออาข่า อามานั้นได้รับคัดเลือกทุกปี จนในปีต่อๆมาทางคณะกรรมการ SCAE นั้นก็ได้เชิญอาข่า อามา มาเป็นพาร์ทเนอร์ถาวรกับเวทีนี้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการคัดเลือกอีกต่อไป เมื่อเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ รสชาติและกลิ่นหอมของกาแฟอาข่า อามาก็ออกฤทธิ์ทำให้คนไทยเริ่มตาสว่างขึ้นมาเห็นคุณค่ากาแฟไทยมากขึ้น ในปี 2556 อาข่า อามาจึงขยับขยายไปเปิดอีก 1 สาขาที่บริเวณคูเมืองใกล้วัดพระสิงห์ โดยเริ่มมีการติดตั้งเครื่องคั่วของตัวเองไว้ในร้านเป็นครั้งแรกอีกด้วย ในระยะเวลา 3-4 ปีแรกนี้ที่พวกเขาได้ลองผิดลองถูก ค่อยๆสะสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับกาแฟเพิ่มเติมทีละเล็กละน้อยตั้งแต่การปลูก การคั่ว ไปจนถึงการชง ทำให้ทีมอาข่า อามามั่นใจว่าองค์ความรู้ที่ถูกต้องนี่เองที่จะช่วยเหลือเกษตรกรบ้านเกิดได้อย่างยั่งยืน สำหรับ Akha Ama Living Factory บนพื้นที่กว่า 5 ไร่นี้ที่เราพามาเยี่ยมชมในวันนี้ ก็เป็นการตอกย้ำความสำคัญขององค์ความรู้ และการเกื้อหนุนกันและกันเพื่อความยั่งยืนซึ่งเป็นแก่นของแบรนด์ ที่แห่งนี้นับเป็นอีกก้าวที่กล้าหาญของอาข่า อามาโดยทางทีมใช้เวลาการเตรียมงานและซื้อที่ดินกันมาตั้งแต่ปี 2557 จนมาแล้วเสร็จเมื่อต้นปี 2561 ที่ผ่านมานี้เอง ที่นี่เป็นมากกว่าร้านกาแฟเก๋ๆให้คนมาเช็คอินตามกระแส เพราะพวกเขาตั้งใจให้ Akha Ama Living Factory นี้เป็นบ้านที่เปิดเพื่อแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับกาแฟและอาหารที่ยั่งยืน โดยมีการสาธิตการคั่วกาแฟ (ในวันอาทิตย์ อังคาร และศุกร์) และเร็วๆนี้จะมี Workshop ให้ชิมกาแฟเพื่อแยกกลิ่นพื้นฐานที่อบอวลอยู่ในเมล็ดกาแฟอย่างถูกต้องตามหลักสากล นอกจากนี้ช่วงกลางปีก็จะเริ่มก่อสร้างโรงครัวซึ่งจะนำเสนอวิถีที่ยั่งยืนเกี่ยวกับอาหารอีกด้วย ในวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา พวกเขาก็ได้เปิดให้ใช้พื้นที่บ้านหลังใหม่หลังนี้ เพื่อจัดงาน Good Seeds Good Food Festival ครั้งที่ 3 ซึ่งเน้นไปที่วิถีการเกษตรแบบออร์แกนิค การสร้างอาชีพทางการเกษตร และอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพาะปลูกได้ฟรีๆสำหรับ “กลุ่มคนไร้บ้าน” เพื่อเป็นรายได้ให้กับผู้ด้อยโอกาสอีกด้วย แม้ความสำเร็จของอาข่า อามา จะเดินทางมาได้ไกลจนถึงจุดนี้ พวกเขาก็ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะขยายร้านกาแฟในแบรนด์ตัวเองเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ ทางทีมคอนเฟิร์มว่าอาข่า อามายังคงชัดเจนในวิสัยทัศน์ที่ตั้งใจจะเป็นตัวกลางเชื่อมต่อเกษตรกรกับลูกค้า และใช้องค์ความรู้ที่ถูกต้องเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาอาชีพของเกษตรกรที่ปลูกกาแฟให้ดีขึ้นตามแนวทางที่ในหลวงร.9ได้ทรงริเริ่มไว้ให้เมื่อเกือบ 50 ปีก่อนให้ยั่งยืนต่อไป ต้นไม้จะเติบโตยิ่งใหญ่ได้ ย่อมต้องมีรากที่ลงลึกแข็งแรง ต้นไม้ที่ชื่อ อาข่า อามา ต้นนี้ก็เช่นกัน ลูกค้าอย่างเราๆ ก็คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าจะช่วยอุดหนุนเป็นน้ำ เป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ต้นนี้เติบใหญ่ได้อย่างยั่งยืนต่อไป ในวันนี้ชาว hopsters คงได้รับคาเฟอีนทางใจจากเรื่องราวของอาข่า อามาที่เราเลือกมานำเสนอไปเต็มที่แล้ว การช่วยๆกันแชร์เรื่องราวนี้ออกไปก็คงจะยิ่งทำให้ความตั้งใจดีๆส่งแรงกระเพื่อมออกไปในวงที่กว้างมากขึ้นเรื่อยๆนะครับ www.akhaama.com www.facebook.com/akhaamacoffee FB/IG @hoparound.co Website www.hoparound.co #LetsHoparound #LetsHoparoundChiangmai #chiangmai #cnx #AkhaAma #Coffee #รีวิวAkhaAmaLivingFactory #อาข่าอ่ามาลิฟวิ่งแฟคโตรี่ #ร้านกาแฟเชียงใหม่ #โรงคั่วกาแฟเชียงใหม่ #อาข่าอ่ามา #รีวิวAkhaAma #โรงคั่วกาแฟ #เที่ยวเชียงใหม่ #รีวิวเชียงใหม่ #เชียงใหม่ไปไหนดี

  • ประตูไปที่ไหนก็ได้ของ KangHee Kim

    ช่วงโควิดที่ผ่านมา หลายคนอาจรู้สึกอึดอัดที่ตัวเองต้องติดแหง่กอยู่กับที่ออกไปไหนก็ไม่ได้ ราวกับถูกจองจำจนเหมือนคนไร้อิสระภาพ นั่นคือความรู้สึกที่อยู่ในใจของ KangHee Kim มาเป็นเวลากว่าครึ่งชีวิตของเธอ เพราะศิลปินชาวเกาหลีผู้นี้ ถูกพาตัวมาอยู่ที่อเมริกาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยเหตุบางประการทำให้เธอไม่ได้สัญชาติและขอกรีนการ์ดไม่ได้ จึงต้องติดแหง่กอยู่ในกรงกฎหมาย DACA - Deferred Actions for Childhood Arrivals ที่อนุโลมให้เธออยู่ในประเทศได้ แต่ถ้าออกไปเมื่อไหร่ก็จะกลับเข้ามาอีกไม่ได้ เธอจึงรู้สึกเหมือนถูกจองจำให้อยู่ในอเมริกาอย่างไม่รู้จุดจบ ดอกไม้อันบอบบางสามารถงอกงามขึ้นมาได้จากธุลีดินที่ดูสกปรกฉันใด งานศิลป์ที่ส่องแสงให้เราอบอุ่นในใจก็สามารถสะพรั่งขึ้นมาได้จากความมืดมนฉันนั้น ผลงานของ KangHee Kim ที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลังจนคุณอาจเผลอได้ยินหัวใจตัวเองฮัมเพลงเบาๆนั้นเกิดจากการตัดสินใจที่จะไม่หมกมุ่นอยู่กับข้อจำกัดของตน แต่เลือกที่จะมองให้เห็นความงามที่มีอยู่ในชีวิตของเธอ ภาพฉากธรรมดาๆที่เราเห็นแบบผ่านตาอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นผนังห้อง หน้าต่างบ้าน กำแพงตึก ไปจนถึงกิ่งไม้ เสาไฟ หรือสัญญาณไฟจราจร ถูกนำมาโฟโต้ช็อปใส่ภาพทิวทัศน์ ก้อนเมฆที่กำลังเรืองแสงอาทิตย์ หรือสายรุ้งสีสดใสลงไปในจังหวะที่พอเหมาะพอเจาะ ทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้ชมผลงานของเธอ ราวกับว่า KangHee Kim กำลังจะบอกกับโลกให้รู้ว่าความหวังนั้นปรากฏให้เห็นอยู่ทุกที่ถ้าเรารู้จักมอง ในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนนี้ หลายคนอาจจะอยู่ในสภาวะเบื่อหน่าย หดหู่ หรือแม้กระทั่งสิ้นหวัง เราหวังว่างานของ KangHee Kim ที่เรานำมาเสนอในวันนี้ จะช่วยแง้มเอาความสดใสเข้าไปเติมให้กับชีวิตของทุกคนได้บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ ไม่แน่นะ ถ้าใจเราเปิดกว้าง เราอาจจะได้เห็น ‘ประตูไปที่ไหนก็ได้’ ของเราเองปรากฏมาตรงหน้าก็ได้ All images ©KangHee Kim : Street Errands FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co #KangHeeKim #LetsHoparound #InspiringStuff #ArtandDesign #Collage #Surrealist #Photograph #StreetPhotograph #NewYork #ศิลปะ #ภาพ #งานศิลปะ #ศิลปิน #ศิลปินเกาหลี #แรงบันดาลใจ #คอลลาจ #StreetErrands #Inspiration

  • Site of Reversible Destiny กิฟุ

    Site of Reversible Destiny อาคารทรงแปลกสีหวานเจี๊ยบ ดูเผินๆก็ช่างเหมาะจะเป็นโลเคชั่นถ่ายรูปคู่รักในช่วงวาเลนไทน์เสียเหลือเกิน ตัวสถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาให้ลวงตาก็ยิ่งทำให้ ”สถานที่แห่งโชคชะตาที่พลิกกลับได้” นี้เต็มไปด้วยมุมถ่ายรูปล้ำๆไม่ซ้ำใคร ทั้งเอ้าท์ดอร์และอินดอร์ ที่สำคัญเรายังไม่ค่อยเห็นคนไทย #hop มาที่นี่กันเลย . แต่เดี๋ยวก่อน... ทำไมชื่อที่นี่จึงแปลกจังนะ เห็นแหววๆแบบนี้ แท้ที่จริงสถานที่แห่งนี้สร้างมาจากแนวคิดที่ลึกซึ้งมากของศิลปิน/สถาปนิกชั้นครู 2 ท่านที่ต่างก็ล่วงลับไปแล้ว คือ Shusaku Arakawa ชาวนาโงย่า และ Madeline Gins ชาวนิวยอร์ค . ทั้งคู่เชื่อว่าโชคชะตาของมนุษย์ที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้วนั้น สามารถที่จะถูกเปลี่ยนแปลงและพลิกผันดันกลับได้ หรือพูดง่ายๆก็คือ มนุษย์ฝืนชะตาฟ้าได้ กระทั่งความตายที่ทั้งคู่เชื่อว่าสักวันมนุษย์ก็จะสามารถเอาชนะได้ แม้ว่าทั้งสองท่านจะมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวันนั้นก็ตาม (Arakawa เสียชีวิตในปี 2010 และ Gins ในปี 2014 ตามลำดับ) วิธีการเดินทางมาที่นี่ จากนาโกย่า Meitetsu Nagoya Station(Kansai Line Local Yokkaichi ) > Kuwana Station (เปลี่ยนรถไฟเป็น Yoro Tetsudo Local Ogaki) มุ่งหน้าไปทาง > Yōrō Station ให้ลงสถานี Yōrō Station ใช้เวลาเดินทางประมาณ​ 1 ชม. 30 นาที จากนั้นเดินเท้าไปอีกประมาณ 10-12 นาที ที่นี่เปิด เวลา 09.00 - 17.00 น. หยุดวันจันทร์ ซื้อตั๋วเข้าชมกันก่อนเลย คนละ 770 เยน มากันที่ตึกแรก Reversible Destiny Office - Yoro เป็นตึกไฮไลท์ของที่นี่เลย Arakawa และ Gins จงใจออกแบบสถานที่แห่งนี้ให้เต็มไปด้วยมุมมองน่าพิศวงงงงวย เพราะต้องการจะสื่อว่าความเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพของ space และท่วงท่าของร่างกายเรานั้น สามารถกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในมโนสำนึกของเราได้ และเมื่อจิตใจของเรามีมุมมองและความเชื่อใหม่ๆ เราก็จะสามารถเอาชนะ หรือเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของเราได้ในที่สุด ลึกล้ำไหมล่าาาา The Mechanism of Meaning (กลไกแห่งความหมาย) แต่ก็ใช่ว่าจู่ๆทั้งสองท่านนี้จะมีแนวคิดนี้ขึ้นมานะครับ ทั้งคู่ใช้เวลาทำงานร่วมกันในโปรเจ็คท์วิจัยที่ชื่อว่า The Mechanism of Meaning (กลไกแห่งความหมาย) มาตั้งแต่ปี 1963 และร่วมด้วยช่วยกันหาคำตอบเชิงปรัชญามามากว่า 30 ปี จนกระทั่งในช่วงปี 90’s Site of Reversible Destiny แห่งนี้จึงถือกำเนิดขึ้นใน Yoro Park จังหวัด Gifu ซึ่งอยู่นอก Nagoya ไปทางทิศตะวันตก ตึกที่สอง Critical Resemblance House ที่ด้านบนของตึกเป็นแผนที่จำลองของจังหวัด กิฟุด้วย บนพื้นในโซนนี้จะเพ้นเป็นแผนที่คร่าวๆ ของเมืองในแต่ประเทศเช่น นิวยอร์ค ปารีส ปักกิ่ง รวมไปถึงกรุงเทพฯ ด้วย ในรูปนี้มีชื่อ WAT BAWONNWET - KLONG ... BANG LAMPHOO... หากเพื่อนๆกำลังมองหาที่ถ่ายรูปเก๋ล้ำไม่ซ้ำใคร และที่มากกว่านั้นคือได้รับแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตกลับไปด้วย เราแนะนำให้มาที่นี่เลย เพื่อนๆสามารถใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้ทั้งวัน เพราะนอกจาก SoRD แล้ว ที่นี่ยังมีโซนอื่นๆของ Yoro Park ที่มีขนาดมหึมาและทีทั้งวัด ศาลเจ้า น้ำตก และสวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยแมกไม้ร่มรื่น แต่อย่าลืมพกอาหารติดตัวมาด้วยนะครับเพราะเราไม่เห็นร้านอาหารเลย อ้อ! แล้วก็ใส่รองเท้ารัดส้นที่เดินสะดวกไม่ลื่นนะครับ เพราะเส้นทางนั้นแทบไม่มีทางเรียบให้เดินและต้องปีนป่ายหลายจุด ช่วงนี้โลกเรากำลังคุกรุ่นไปด้วยเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมากมาย เพื่อนๆดูแลตัวเองกันด้วยนะครับ อย่างน้อยงานศิลปะเชิงสถาปัตยกรรมจากคนรุ่นก่อนที่เรานำเสนอในวันนี้ ก็ยังคอยช่วยย้ำเตือนว่า ไม่ว่าจะโชคชะตาของเราจะเป็นอย่างไร ถ้าเราตั้งใจจริงๆ เราจะสามารถปรับเปลี่ยนมันได้เสมอ และยิ่งถ้าเรารวมพลังกัน พรุ่งนี้ที่ดีกว่าย่อมอยู่ไม่ไกลเกินรอครับ อย่าเพิ่งท้อนะค้าบบบบ Facebook: @hoparound.co Instagram: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co #LetsHoparoundJapan #LetsHoparound #SiteofReversibleDestiny #YOROpark #Art #Travel #CentralJapan #Japan #Gifu #Nagoya #กิฟุ #เที่ยวกิฟุ #ญี่ปุ่น #เที่ยวญี่ปุ่น #เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง #มิวเซี่ยมในกิฟุ #มิวเซี่ยมในนาโกย่า #เที่ยวนาโกย่า #เมืองนาโกย่า

STAY IN TOUCH

  • Black Facebook Icon
  • Black Instagram Icon
  • TikTok
  • Black YouTube Icon

INSTAGRAM

YOUTUBE

Hoparound.co คือเว็บไซต์ท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์สำหรับ Modern Aesthete ที่คัดสรรทุกประสบการณ์การเดินทางอย่างพิถีพิถัน เราเชื่อมโยงแรงบันดาลใจจากงานดีไซน์ สถาปัตยกรรม และศิลปะ เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เหนือระดับ โดยมีทั้งการรีวิวโรงแรมหรู บูธีคโอเทลชั้นนำจากทั่วโลกที่ผ่านการเลือกสรรมาแล้วว่าโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมมอบสิทธิพิเศษและ exclusive offer ที่คัดมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ เพื่อให้คุณได้สัมผัสการพักผ่อนที่มีสไตล์และเปี่ยมด้วยคุณภาพ ผ่านเนื้อหาที่รุ่มรวยด้วยข้อมูลเชิงลึกและภาพถ่ายที่ถ่ายทอดความงดงามได้อย่างไร้ที่ติในทุกมิติ

Hoparound.co – A travel and lifestyle platform curated for design lovers and creative explorers. We handpick design hotels, cafés, galleries, and offer a booking system with exclusive travel deals you won’t find elsewhere. Beyond travel, we dive into lifestyle, art, and design content to inspire your journey. Discover unique places across Thailand and around the world — from museums, galleries, cafés, restaurants, and design hotels, to remarkable architecture, creative brands, and stylish products. All presented through engaging storytelling, beautiful visuals, and high-quality content that’s informative, enjoyable, and full of inspiration.

ที่เที่ยวใหม่ 2025 |  พิพิธภัณฑ์ & แกลเลอรี่ | โรงแรมดีไซน์ |  คาเฟ่สายอาร์ต |  เที่ยวไทย-ต่างประเทศ จองที่พัก |  รีวิวโดยบล็อกเกอร์ |  ไอเดียทริปไม่ซ้ำใคร |  ค้นหาสถานที่สร้างแรงบันดาลใจ | Travel wesite | Thai Travel Blogers | Travel Influencers | a travel website travel influencers thailand รีวิวท่องเที่ยว รีวิวโรงแรม รีวิวร้านอาหาร

 

Contact and Collaboration with Hoparound.co
E-mail: info.hoparound@gmail.com | Facebook: @hoparound.co | Instagram: @hoparound.co | Youtube: hoparound.co | Tiktok: @hoparound.co

Follow us on Instagram

เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury ถเที่ยว แพลนขับรถเที่ยว อเมริกา West Coast Travel Guide
bottom of page