Search Results
128 results found with an empty search
- The Standard Hua Hin เดอะ สแตนดาร์ด หัวหิน โรงแรมหรูในหัวหิน ไฮแอท Say HAY to The Great Outdoors พบปะ แฮงเอาท์ นั่งเล่นกับเอาท์ดอร์เฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ใหม่ล่าสุดจาก HAY
Say HAY to The Great Outdoors พบปะ แฮงเอาท์ นั่งเล่นกับเอาท์ดอร์เฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ใหม่ล่าสุดจาก HAY #TheStandardHuaHinxHAY เพื่อนๆคิดถึงการได้พบปะผู้คน และใช้ชีวิตกลางแจ้งกันบ้างไหมครับ ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาเราต้องอยู่ในโหมดระวังตัวขั้นสุด ระยะห่างก็ต้องเว้น หน้ากากก็ต้องใส่ บางช่วงยังต้องกักตัวอยู่แต่ในบ้านอีก แต่วันนี้มาตรการหลายอย่างเริ่มผ่อนคลายลง ประจวบเหมาะกับการเวียนกลับมาอีกครั้งของฤดูกาลแห่งการเที่ยวทะเล และ HAY แบรนด์ของแต่งบ้านเก๋จัดจากเดนมาร์คก็ได้ฤกษ์เปิดตัวดีไซน์ใหม่ล่าสุดของชุด Outdoor Furniture ในซีรีส์ Palisade Park และ Balcony อันโด่งดังที่หาดหัวหินพอดีเลย ขอสปอยล์ก่อนเลยว่าน่ารักมากๆครับ นอกจากเราจะได้มาชมเฟอร์นิเจอร์สวยๆก่อนใคร ใน Setting แสนชิคคูลของโรงแรมที่ได้ชื่อว่า “เทรนดี้” ที่สุดโรงแรมหนึ่งในขณะนี้แล้ว เรายังได้พูดคุยทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆหลายคนเลยครับ งานนี้เราต้องขอขอบคุณทั้ง Norse Republics ผู้นำเข้าแบรนด์ HAY และโรงแรม The Standard Hua Hin ที่ให้เราได้มีส่วนร่วมในอีเว้นต์ดีๆแบบนี้นะครับ เพื่อนๆที่มีแพลนจะไปหัวหิน เราอยากให้แวะเข้าไปทดลองนั่งและโพสต์ท่าถ่ายรูปกับเฟอร์นิเจอร์น่ารักๆที่ The Standard Hua Hin ดูนะครับ งานนี้มีจนถึง 16 พฤษภาคม 2565 เลย ขออนุญาตเล่าสั้นๆเกี่ยวกับงานดีไซน์ตัวม้านั่งระดับ Iconic ของซีรีส์ Palisade Park กันนิดนึงนะคับ เพราะเป็นซีรีส์โปรดของเรา คำว่า Palisade (ปา-ลิ-สาด) นั้นแปลว่ารั้วในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้สองพี่น้อง Bouroullec ออกแบบม้านั่งในซีรีส์นี้ให้มีลักษณะเป็นซี่ๆ โดยในปีนี้ผู้ออกแบบเน้นความโค้งของตัวม้านั่งที่สามารถนำมาวางต่อกันจนเกิดเป็นรูปทรงใหม่ๆได้ดั่งจินตนาการตามลักษณะของแต่ละพื้นที่ที่ต่างไป นับเป็นการออกแบบที่เรียบง่ายแต่ไม่ธรรมดา วางตรงไหนก็สวยไปหมด เพราะเข้าได้กับแทบทุกสภาพแวดล้อม ใครกำลังจะไปหัวหิน อย่าลืมแวะไปลองนั่งกันน้า แต่หากไม่สะดวกก็สอบถามที่ LINE Official Account @norse_republics ได้เช่นกันครับ #LetsHoparound #HuaHin #thestandardxHay #thestandardhuahin #NORSErepublics #NORSEexperience #HAYthailand
- RELO' The Urban Escape - Hua Hin รีโล่ - รีโลเคทสู่ความสุขริมหาดหัวหิน
การได้เคลื่อนย้ายไปที่ต่างๆ นั้นช่วยเติมพลังชีวิตให้กับเราอย่างปฏิเสธไม่ได้ เพียง 2 ชั่วโมงครึ่งจากกทม. เราก็มาถึง RELO' (รีโล่ ดิ เออเบิ้ลเอสเคป) โรงแรมที่สดใสทว่าอบอุ่นแห่งใหม่บนหาดที่เป็นส่วนตัวในหัวหิน โรงแรมแห่งนี้เกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์คนชอบเคลื่อนย้ายไปหาความสุขจากการพักผ่อนโดยเฉพาะ เราขอ Spoil ก่อนเลยว่าที่นี่เน้นห้องพักกว้างขวาง (ห้องที่เรานอนขนาด 80 ตร.ม.!) ตกแต่งใหม่หมด เสิร์ฟอาหารดีงามทั้งรสชาติและหน้าตา ที่สำคัญคือหาดตรงนี้สงบ สะอาด สวยงามกว่าหลายๆจุดในละแวกเดียวกัน THE ARRIVAL การมาถึง หัวหินนั้นเพอร์เฟคท์สำหรับคนที่อยาก Relocate ตัวเองมารับพลังใหม่ๆแต่มีเวลาไม่มาก เพราะขับรถแป๊บเดียว แวะทานข้าว จิบกาแฟระหว่างทางยังไม่ทันหายอิ่มก็มาถึงซะแล้ว เราเลี้ยวรถก่อนถึงอุโมงค์สนามบินเข้ามาเจอกับอาคารโรงแรมที่ให้อารมณ์กระปรี้กระเปร่าจากสีน้ำเงินแซมเหลือง โดยนำมา Contrast กับความเบาสบายของสีขาวและงานไม้ เรียกได้ว่าเป็นเสน่ห์อย่างแรกที่เห็นได้ทันทีของ RELO' ที่สามารถนำความเป็นวัยรุ่นกับความโฮมมี่มาไว้ด้วยกันได้พอดิบพอดี เรามัวแต่พินิจพิเคราะห์รายละเอียด Exterior ของตัวตึกอยู่พักใหญ่ พอเข้า Lobby ปุ๊ปก็พบว่าทั้ง GM และ PR ของโรงแรมนั้นมารอให้การต้อนรับเราอย่างดีมากๆ (ขอขอบคุณอีกครั้งมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ) ระหว่างรอเช็คอิน ทางโรงแรมก็เสิร์ฟน้ำ Blue Hawaii หวานซ่าชื่นใจเป็น Welcome Drink และสังเกตเห็นว่าพนักงานที่ RELO' นั้นมี Service Mind ที่ดีมากกันทุกคน ส่วนบรรยากาศของ Lobby นั้นก็เปิดโล่งโปร่งสบาย วิวทะเลสีฟ้าพร้อมคลื่นระลอกเล็กๆสีขาวเบื้องหน้าช่วยยกระดับความรู้สึกผ่อนคลายขึ้นไปอีกหลายเลเวล และแล้วกระบวนการ Relocate สู่ชะอำ-หัวหินของเราก็สำเร็จเรียบร้อยด้วยความราบรื่น ก่อนที่เราจะพาไปชมห้องพักของเรา ขอ #hop พาไปดูห้องพักพิเศษอื่นๆของ RELO' แบบย่อๆกันก่อนนะครับ ที่นี่มีห้องพักทั้งหมด 54 ห้อง แบ่งเป็น 9 Room Types เราจะไปพาชม 3 แบบที่เจ๋งๆกัน Suite Villa Beachfront - Private Pool Villa แบบพิเศษซึ่งมีเพียงหลังเดียวในโรงแรม แน่นอนว่าพื้นที่ห้องนั้นกว้างขวางใหญ่โต (160 ตร.ม.) ประกอบไปด้วย 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ (มีอ่างกลมด้วย... เย้!) มาพร้อมกับสระส่วนตัวและ Rooftop สำหรับ Hangout แบบชิลล์ๆ และด้วยพิกัดที่อยู่ติดหน้าหาด ก็เลยได้วิวทะเลแบบใกล้ชิดเต็มๆ Utmost Executive Suite Sea View ชื่อ Utmost ก็บอกอยู่แล้วว่าห้องนี้คือที่สุด มีห้องเดียวในโรงแรมอีกเช่นกัน ด้วยพื้นที่ 225 ตร.ม. เท่ากับบ้านกว้างๆหลังนึงเลย เหมาะกับการพาทั้งครอบครัวหรือแก๊งเพื่อนมา Relocate ด้วยกันเพราะรองรับได้ถึง 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ พร้อมอ่างอาบน้ำ และมีระเบียงพร้อมโต๊ะ-เก้าอี้ชุดใหญ่ให้ออกไปรับพลังทะเลได้แบบ Unlimited ตลอด 24 ชั่วโมงเลย Villa - Access Pool นี่คือห้องของเราในทริปนี้ เรา 2 คนแชร์พื้นที่ 80 ตร.ม.กับแบบเหลือๆ หารสองแล้วยังได้คนละ 40 ตร.ม. ใหญ่กว่าคอนโด 1-Bedroom ในกทม.หลายๆที่เสียอีก บรรยากาศในห้องยังคงรักษาคอนเส็ปต์เดียวกับภายนอกของตัวอาคารคือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความ Young และความ Cozy กลายเป็นความอบอุ่นที่ทันสมัย ด้วยความที่เราทราบมาว่า RELO' รีโนเวทมาจากโรงแรมก่อนที่เปิดมาเป็นเวลา 10 กว่าปี ก่อนเดินทางเราจึงไม่ได้คาดหวังว่าห้องจะสวยน่าอยู่เบอร์นี้ ต้องยอมรับจริงๆว่าห้องของเราสวยกว่าที่คิดมาก ภายในห้องนั้นมีมุมให้นั่งๆนอนๆเอกเขนกหลายจุด แต่เราชอบห้องน้ำเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผนังหินที่มีลายเหมือนดวงตาที่จ้องมองมาที่อ่างอาบน้ำขณะที่เราแช่ตุ๊บป่องอยู่ในนั้นพอดี 555 อ้อ! อีกอยากที่ชอบมากๆก็คือผลิตภัณฑ์อาบน้ำ-สระผมของ ERB ที่นอกจากจะหอมฟุ้งแล้ว ยังบรรจุมาในขวดสีชาวาดลายเส้นสีขาวน่ารักมากๆ ถูกจริตเราเลย สระว่ายน้ำกึ่ง Private และดาดฟ้าส่วนตัว ด้านนอกของ Villa เราก็ดีงามไม่แพ้ด้านใน เพราะจากระเบียงเราก็สามารถเดินลงสระน้ำระบบน้ำเกลือกึ่งส่วนตัวได้เลย ที่ต้องใช้คำว่า "กึ่งส่วนตัว" นั้นก็เพราะว่าเป็นสระที่แชร์กันเฉพาะวิลล่า 4 หลังที่อยู่ใกล้กันตรงนี้ ข้อดีก็คือเราจะได้สระขนาดใหญ่ขึ้น และถ้ามากันเป็นกลุ่มใหญ่ก็สามารถเหมาวิลล่าทั้ง 4 หลัง เท่ากับว่าได้โซนนี้และสระทั้งสระเป็นของเราเองทั้งหมด หากไม่อยากลงน้ำ วิลล่าของเราก็มีดาดฟ้าส่วนตัวให้ขึ้นไปนั่งอ้อยอิ่งรับพลังฮอลิเดย์แบบไม่ต้องเผื่อแผ่ใคร ทานมื้อเย็นกันที่ห้องอาหาร GOAT ห้องอาหาร GOAT นี้ไม่ได้เสิร์ฟแค่เนื้อแพะ แต่เป็นชื่อที่ย่อมาจาก Greatest Of All Time (คนคิดชื่อครีเอทิฟดีจริงๆ) ถ้าจะกล้าตั้งชื่อขนาดนี้แล้ว เราก็ต้องขอชิมกันซักหน่อยว่าห้องอาหารที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลจะดีขนาดไหนน้า โอ้...คำแรกคือเราเซอร์ไพรซ์มากก จานแรกเป็นเนื้อแพะตามคอนเส็ปต์ GOAT ซึ่งทางร้านได้ไปดีลกับฟาร์มที่เค้าเลี้ยงแพะแบบออแกนิคเลย ปรุงออกมารสชาติดีมากไม่มีกลิ่นแพะเลย น่าจะเป็นที่รู้กันดีว่าปกติเมนูอาหารในโรงแรมทั่วๆไปจะค่อนข้าง Play Safe แต่เชฟของ RELO' นั้นรังสรรค์ทุกจานออกมาได้อย่างมีคาแรคเตอร์ทั้งรสชาติและหน้าตา บางจานดูดีราวกับเรากำลังนั่งทานอาหารในรายการ Master chef เลยแหละ นอกจากเนื้อแพะแล้วยังมี Seafood ที่คัดสรรมาอย่างดีทั้งปลา กุ้ง หมึก และตบท้ายด้วย Brownie โปะไอติมเป็นของหวานง่ายๆแต่อร่อยถูกใจ ที่ GOAT ก็เป็นอีกครั้งที่เราประทับใจกับการบริการของพนักงาน เราสัมผัสได้ถึงความใส่ใจของทุกคน อยู่ใกล้ๆแล้วรู้สึกได้ว่าเค้าอยากให้เราได้รับประสบการณ์ที่ดีจาก RELO' จะได้บันทึกความสุขไว้ในความทรงจำหลังจากกลับบ้านไป ต้องขอบคุณสำหรับการดูแลอย่างดีอีกครั้งครับ Tempura Sea bass with Deconstuctive Hormok 300.- ห่อหมกแบบฟิวชั่น เอาปลาไปทำแบบเทมปุระ เสิร์ฟมาพร้อมกับซอสห่อหมกแล้วก็มีโฟมกะทิผสมมะพร้าวคั่ว GOAT Tenderloin 550.- เป็นแพะออกแกนิคชั้นเยี่ยม ดีลกับฟาร์มเลี้ยงแพะที่ปล่อยให้แพะหากินเอง เลาะเอามาเฉพาะเนื้อสันในส่วนที่นุ่มที่สุด เสิร์ฟมาพร้อมกับซอสเรดไวน์เคี้ยวกับกระดูกแพะ ทานคู่กับเครื่องเคียงที่เป็นมะเขือที่นำไปเผาแล้วนำมาบดผสมกับทรัฟเฟิล ใครที่ชอบทานเนื้อนุ่มๆกับเห็ดทรัฟเฟิล จานนี้ A MUST!! Grilled Beef Salad 250.- สลัดเนื้อย่างนุ่มๆ ราดด้วยซอสเสาวรส Signature Menu GOAT Dumpling 280.- เป็นเกี๊ยวซ่าด้านในเป็นไส้แพะตุ๋น เสิร์ฟพร้อมซอสไวน์แดง เพิ่มความสดชื่นด้วยซาวครีม ราดซอสโคชูจัง เพิ่มเท็กเจอร์ด้วยเท็มปุระเห็ด และโรยด้วยผักชี Grill Sea bass with Sao Wa Ros 300.- ปลากะพงสด นำไปย่างเสิร์ฟกับมันบดผสมกับเห็ดทรัฟเฟิลแล้วก็เพิ่มความสดชื่นด้วยเสาวรสและโฟมกะทิ Day'n Night - Grilled Squid 330.- เป็นปลาหมึกย่างเสิร์ฟพร้อมกับสควิดอิงค์ไอโอลี่แบบอิตาเลี่ยนผสมกับหมึกและมีน้ำจิ้มซีฟู๊ดเพิ่มความแซ่บ Soup Sao Wa Ros Sea bass & White Prawn 230.- เมนูนี้เชฟอินสปายมาจากแกงคั่ว ส่วนผสมเป็นพริกแกง เสาวรส กะทิ ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวที่หมักจากสมยูสุ เสิร์ฟมาพร้อมปลากะพงย่างและกุ้งย่าง ข้างบนจะท็อปด้วยโฟมกะทิที่เคี่ยวกับเปลือกกุ้ง เพิ่มความสดชื่นด้วยส้มโอ Brownie with Vanilla Ice cream 190.- ปิดท้ายด้วยของหวานเป็นบราวนี่และไอกรีมวนิลลา ต้อนรับวันใหม่กับตะวันดวงเดิม หาดที่ RELO' ตั้งอยู่นั้นหันหน้ารับทิศตะวันออกพอดี หมายความว่าตอนเช้าเราก็จะเห็นวิวพระอาทิตย์ลอยขึ้นจากทะเลชัดเจนเลย ตอนกลางคืนเราก็เตรียมตั้งนาฬิกาปลุกไว้แล้วแหละ แต่ดั๊นนน...ตื่นขึ้นมาก่อนเสียอีก น่าจะเพราะตื่นเต้นกลัวไม่ได้เห็นตะวันลอยพ้นน้ำ แม้ในวันที่เราไปบรรยากาศจะอึมครึมซักหน่อย แต่อากาศแบบนี้ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ ทำให้เรารู้สึกถึงความอุ่นที่อบอวลอยู่ในใจบอกไม่ถูก แต่ก็นั่นแหละเนอะ เรายังไม่เคยไม่ชอบพระอาทิตย์ขึ้นที่ไหนเลย มันเป็นเหมือนสัญญาณที่บอกว่าโอกาสใหม่ของชีวิตได้มาถึงอีกครั้งหนึ่งแล้ว จัดหนักกับมื้อเช้าที่ห้องอาหาร GOAT (อีกครั้ง) ห้องอาหารเดิมแต่บรรยากาศไม่เหมือนเดิม ความเบรคฟัสต์ย่อมต่างจากความดินเนอร์เป็นธรรมดา และ GOAT ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง อาหารที่นี่มีให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ขนมปัง สลัด เอ้กเบเนดิกท์ ข้าวต้ม ผลไม้ โยเกิร์ต ชา กาแฟ น้ำผลไม้ แต่ที่เราชอบมากที่สุดคือ หมี่ผัดฮกเกี้ยน อร่อยจนต้องสั่งซ้ำเลย!! เดินย่อยริมหาดสวยน้ำใส เราตัดสินใจแบกท้องที่อิ่มแปล้ แล้ว Relocate ตัวเองจากห้องอาหาร มาเดินย่อยที่ริมหาดกันสักพัก เมื่อได้มาดูใกล้ๆก็ยิ่งเห็นว่าหาดที่นี่สะอาด น้ำใสและเป็นส่วนตัวมาก เพื่อนๆรู้สึกไหมว่าทะเลหัวหินนั้นมีเสน่ห์ที่เรียบง่ายต่างไปจากทะเลที่อื่น ทั้งที่สีของน้ำก็ไม่ได้ไล่โทน Turquoise จนต้องว้าวเหมือนทะเลฝั่งอันดามัน แต่สีฟ้าอมเทาของทะเล/ท้องฟ้าที่นี่กลับให้ความรู้สึกนุ่มนวลปลอดภัย เหมาะแก่การปลดปล่อยความตึงเครียดใดๆที่สะสมอยู่ในใจ ฝากให้เสียงคลื่นสาดซัดและสายลมพัดพาจนค่อยๆเจือจาง เบาบาง และลอยล่องสู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น One Final Dip แวะแช่น้ำก่อนเช็คเอาท์ พอแดดเริ่มมีท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้น เราก็เริ่มต้านทานความร้อนไม่ไหว ก่อนจะเช็คเอ้าท์กลับกทม.เราเลยตัดสินใจเปลี่ยนชุดโดดลงไปแช่น้ำในสระริมหาดของโรงแรมซักหน่อย นอกจากจะได้คลายร้อนแล้ว ยังได้โอกาสหามุมถ่ายรูปสวยๆมาฝากเพื่อนๆกันด้วย ทริปนี้เราพกเสื้อ +J จาก Uniqlo มาใส่ด้วย อย่างที่เคยหยิบมาแนะนำกันในโพสต์ก่อนหน้านี้ เราชื่นชอบ Jil Sander และงานดีไซน์ของนางมานานแล้ว แต่ด้วยราคาที่สูงลิบก็ทำให้ซื้อบ่อยๆไม่ค่อยจะได้ พอ Uniqlo ออกคอลเล็กชั่น +J (พลัสเจ) ในคอลเล็กชั่น Spring Summer อีกครั้ง มีหรือเราจะพลาด นอกจากสีและทรงจะสวยใส่ได้ทุกโอกาสแล้ว บอกเลยว่าเนื้อผ้าใส่สบาย ระบายอากาศได้ดี และยังเหมาะมากๆกับบรรยากาศทะเลสุดชิลที่ RELO' สรุปความประทับใจกับ Relo' The Urban Escape เราประทับใจ RELO' มาก ห้องกว้าง ตกแต่งใหม่ ทันสมัย ถ่ายรูปสวย อาหารดีงาม หาดสงบ สะอาด เป็นส่วนตัว ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องคน พนักงานที่นี่มีจิตวิญญาณในการเทคแคร์สูงมาก ตั้งแต่ยามไปจนถึง GM พนักงานทุกตำแหน่งคอยให้ความสะดวกกับเราตลอดการเข้าพัก สั้นๆเลยนะครับ หากเพื่อนๆชาว #hopsters คนไหนกำลังมองหา Villa สวยๆ สงบๆ อาหารเด็ดๆ บริการดีๆ ไม่ต้องรีรอ รีโล่'เลยครับ #LetsHoparound #HuaHin
- Chiang Rai Highlights รวมที่สุดของจุด Stop รอบเชียงราย
Chiangrai Highlights รวมที่สุดของจุด Stop รอบเชียงราย ใกล้เวลาเปลี่ยนจากโหมด Lock Down เป็นโหมด Count Down เตรียมตัวเที่ยวในฤดูหนาวแล้ว และเราคิดว่า “เชียงราย” นั้นเป็นอีกหนึ่ง Top Destination ช่วงปลายปีที่ดีงามเกินบรรยายและเพื่อนๆไม่ควรมองข้ามเลย ถ้าไม่เชื่อลองตามมาดูที่เที่ยว ที่พัก และร้านรวงในเชียงรายที่เราประทับใจกันดู พร้อมแล้ว #hop ไปด้วยกันเลย ผาหมี หมู่บ้านกลางหุบเขาและสายหมอกของชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่า ที่นี่ตั้งอยู่ตรงตะเข็บชายแดนไทย-พม่าพอดี ที่พักแถวนี้จะเป็นธุรกิจท้องถิ่นที่ดำเนินกิจการโดยชาวบ้าน ซึ่งมีราคาเริ่มต้นเพียงหลักร้อย แต่วิวนั้นสวยแบบประมาณค่าไม่ได้เลย หากต้องการเดินทางไปนอนค้างที่ผาหมีควรจองทั้งห้องพักและอาหารเย็นไว้แต่เนิ่นๆ ตอนที่เราไปไม่ได้วางแผนล่วงหน้ามากนักจึงหาที่พักค่อนข้างยาก โชคดีที่มาได้ห้องที่ “ม่านฟ้าโฮมสเตย์” นอกจากวิวที่สวยบาดใจแล้ว ที่นี่ยังมีบริการหมูกระทะสำหรับมื้อเย็นด้วย ถือว่าเป็นการได้กินหมูกระทะที่วิวสวยที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลยล่ะ Location: https://goo.gl/maps/vV15RLJok24KUV3N7 สวนคุณปู่ Life Museum ขับเลยจากหมู่บ้านผามีขึ้นมานิดหน่อยก็จะเจอคาเฟ่ที่วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งของไทย ลงรูปไปปุ๊บเพื่อนทักเข้ามาปั๊บว่าที่ไหน นอกจากวิวจะว้าวมากๆแล้ว กาแฟที่นี่ก็อร่อยไม่แพ้วิวเลย กาแฟร้อนๆตอนอากาศเย็นๆเป็นอะไรที่เติมเต็มชีวิตมากครับ ทางร้านเล่าให้ฟังว่าเค้าใช้เมล็ดที่ปลูกเอง และคั่วเองด้วย เรียกว่าประคบประหงมตั้งแต่ต้นน้ำกันเลยแหละ ถ้าไปถึงแล้วก็อย่าลืมเดินลงไปถ่ายรูปตรงสระน้ำสีฟ้าด้านล่างนะครับ ตรงนี้มีช่องเขาที่มองลงไปเห็นเมืองแม่สายด้านล่างพอดี Location: https://goo.gl/maps/CtrJmetJ1RiVhqmDA เวลาทำการ: เปิดทุกวัน 8:30–18:00 โทร: +66612678868 ผาฮี้ หมู่บ้านชาวเขาที่อยู่สูงขึ้นไปเกือบถึงดอยนางนอน แน่นอนว่าทิวทัศน์จากมุมสูงระดับนี้นั้นงดงามมาก ที่นี่เป็นอีกแหล่งปลูกกาแฟคุณภาพดีของเชียงรายจึงขึ้นชื่อเรื่องร้านกาแฟซึ่งมีให้เลือกชิมหลายร้าน โฮมสเตย์ก็มีให้เลือกพักเช่นกัน แนะนำให้จองล่วงหน้านะครับโดยเฉพาะหน้าหนาว ที่พักเต็มกันเร็วมาก เราสามารถขับรถมาผาฮี้ได้จากทั้งฝั่งแม่สายและจากฝั่งดอยตุงซึ่งหากมาจากดอยตุงก็จะได้โบนัสระหว่างทางคือวิวจากดอยช้างมูบที่มองเห็นเข้าไปทางฝั่งพม่าขอบอกว่าสวยจนลืมหายใจโดยเฉพาะช่วงตะวันใกล้ตกดิน Location: https://goo.gl/maps/w2y8SgdBAcn7oTHR9 ภูใจใส เมาน์เท่น รีสอร์ต บูทีครีสอร์ตที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร เพราะนอกจากที่พักกึ่ง Eco ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทั้งร้านอาหาร สระว่ายน้ำ และสปาแล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจให้เราเลือกเข้าร่วมอีกหลากหลายมาก ทั้งเชิงวัฒนธรรมเช่นการตักบาตรพระขี่ม้า หรือเชิงการเกษตรเช่นการเก็บผักสลัดสดมาปรุงอาหาร เป็นต้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหลบหลีกความวุ่นวายจากเมืองใหญ่ แต่ยังคงต้องการความสะดวกสบายและไลฟ์สไตล์ที่ดีต่อจิตใจ Location: https://goo.gl/maps/Ao3ALvpwW9yqH5m36 สำรองห้องพักได้ที่: https://www.phu-chaisai.com/en/ ราคาเริ่มต้น: 2,355.- ต่อคืน โทร: +6653910500 ไร่ชาฉุยฟง เนินสีเขียวลูกแล้วลูกเล่าที่ไร่ชาฉุยชงนั้นเรียงรายไปด้วยต้นชาที่ปลูกตามแนวเป็นระเบียบเรียบร้อย ไร่ชาแห่งนี้เปิดตัวขึ้นมาตั้งแต่ปี 2003 แต่ประวัติของแบรนด์ชาฉุยฟงนั้นย้อนกลับไปได้ถึงปี 1977 เลยทีเดียว นอกจากความสวยงามและความกว้างใหญ่ไพศาลของสถานที่ซึ่งแน่นอนว่ามีมุมให้ถ่ายรูปเยอะไปหมดแล้ว ที่นี่ยังมีคาเฟ่ชาและร้านอาหาร รวมไปถึงร้านขายผลิตภัณฑ์ชาให้เลือกซื้อติดมือกลับบ้านอีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/icaHudvVUToNes8z7 เวลาทำการ: เปิดทุกวัน 8:30–17:30 โทร: +6653771563 พิพิธภัณฑ์บ้านดำ ที่นี่เป็นสถานที่ที่อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติใช้เป็นพื้นที่แสดงตัวตนและ “ปล่อยของ” อย่างเต็มที่ บนที่ดินกว่า 100 ไร่นี้ประกอบไปด้วยอาคารบ้านเรือนไทยหลายหลังที่มีรูปทรงแปลกตาไม่ซ้ำกันเลยเพราะอาจารย์สร้างสรรค์ขึ้นมาเองทั้งหมด ภายในมีทั้งงานวาด งานปั้น และของสะสมของอาจารย์ ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความเป็นศิลปินอัจริยะที่เราไม่เคยรู้มาก่อน เรารู้สึกประทับใจกับความงามที่ดูขลังจนบางครั้งแอบไต่ระดับขึ้นไปเป็นความน่ากลัวเล็กๆ ที่นี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ Location: https://goo.gl/maps/2itzatTmeaCKUmxMA เวลาทำการ: เปิดทุกวัน 9:00–17:00 โทร: +6653776333 พะลัง ร้านน้ำผัก-ผลไม้สกัดเย็นออร์แกนิคที่เต็มเปี่ยมไปด้วย “พลัง” จริงๆ ดีหมดจดตั้งแต่แนวคิดที่อยากจะมอบพลังธรรมชาติให้กับลูกค้าในรูปแบบที่อร่อยและคงคุณค่าไว้ให้ได้มากที่สุด ไปจนถึงการส่งกากสับปะรดภูแลที่คั้นแล้วให้เป็นอาหารกับไส้เดือน หุ้นส่วนของร้านต่างก็มี Passion ในเรื่องเดียวกัน และหนึ่งในนั้นก็เคยเป็นผู้ป่วยมะเร็งปอดที่รักษาตัวเองจนหายด้วยน้ำผัก แหล่งวัตถุดิบของพะลังนั้นมาจากไร่ผัก Organic มาตรฐานส่งออกญี่ปุ่นบนภูชี้ฟ้าของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีมุมขายผลผลิตทางการเกษตรจากแหล่งอื่นๆโดยมี QR Code ให้โอนตรงไปยังชาวไร่ชาวสวน โดยทางร้านไม่หักค่านายหน้าใดๆเลย Location: https://goo.gl/maps/RF8TfLQguu5ZCVy58 เวลาทำการ: เปิดทุกวัน 9:00–17:00 โทร: +6653776333 Couple Cups คาเฟ่เรียบง่ายแต่ใส่ใจในคุณภาพจนเรารู้สึกได้ผ่านรสชาติกาแฟและเบเกอรี่ ร้านนี้อยู่ติดกันกับร้านพะลัง และ Couple Cups เองก็มีพลังความคราฟท์ในแบบฉบับของตัวเองเช่นกัน สายกาแฟนั้นคุยกับบาริสต้าได้เลย เพราะเค้ามีเมล็ดกาแฟให้เลือกหลายตัว รวมถึงการชงทั้งแบบ Espresso และ Drip ยิ่งหากทานคู่กับเบเกอรี่อบใหม่ๆของร้านในตอนเช้านั้นบอกได้คำเดียวว่าฟินครับ Location: https://goo.gl/maps/mtH7mHpuYbt36AZZ9 เวลาทำการ: วันธรรมดา 7:30–17:00 วันเสาร์อาทิตย์ 8:00–17:00 ปิดทุกวันอังคาร โทร: +66819203340 Boba On The Cloud ร้านชานมไข่มุกเล็กๆแต่แน่นด้วยคอนเส็ปต์สายไหมปุยเมฆแสนน่ารัก ตัวร้านมาในธีมมินิมอลดีไซน์สีขาว สวยเรียบโดดเด่นออกมาจากสภาพแวดล้อม Location: https://g.page/bobaonthecloud?share เวลาทำการ: พุธ-จันทร์ 9:00–18:00 ปิดทุกวันอังคาร โทร: +66812066892 Abonzo coffee แบรนด์ร้านกาแฟเท่ๆของชาวอาข่าจากดอยช้างแหล่งปลูกกาแฟที่สำคัญของเชียงราย มีสาขาในเมืองด้วยนะครับ และเร็วๆนี้ก็จะมีเพิ่มสาขาใหญ่อีก 1 สาขา คือ Abonzo Paradise คราวนี้มาพร้อมร้านอาหาร ที่พัก และวิวทิวเขาแบบพาโนราม่าไปเลย Abonzo เป็นผลงานของคุณภัทร เจ้าของหนุ่มชาวอาข่าผู้มีทั้งความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะข้อจำกัดนานัปการของชีวิตและความรักที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนชาวอาข่าให้ดีขึ้น Location: https://goo.gl/maps/pYy5v2iEYUTS6no89 เวลาทำการ: เปิดทุกวัน 8:00–18:00 ชีวิตธรรมดา คาเฟ่และร้านอาหารฟิวชั่นตกแต่งสไตล์ English Country ที่โด่งดังมานาน ณ ริมแม่น้ำกกเมืองเชียงราย แม้เวลาจะผ่านไปนับ 10 ปีแล้ว ชีวิตธรรมดาก็ยังคงเป็นหนึ่งในไฮไลท์สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเนี่ยมเยือนเมืองเชียงราย Location: https://g.page/ChivitThammada?share เวลาทำการ: เปิดให้บริการทุกวัน 9:00–21:00 โทร: +66812066892 โรงแรมสุขนิรันดร์ หนึ่งในบูทีคโฮเทลที่ดีที่สุดในตัวเมืองเชียงราย ทั้งในเรื่องความสวยงามของสถานที่ การบริการ และทำเลที่อยู่ใกล้กับหอนาฬิกาอันงดงามกลางเมือง จะเดินเที่ยวทางไหนก็สะดวก เพียงแค่ข้ามถนนก็จะพบกับร้านขายของกินขึ้นชื่อมากมาย โรงแรมสุขนิรันดร์นั้นรีโนเวทมาจากโรงแรมเก่าที่อยู่คู่เมืองเชียงรายมาเกือบ 60 ปีแล้ว แม้ลุคปัจจุบันจะดูทันสมัยเอี่ยมอ่อง แต่การออกแบบก็ยังคงเคารพกับความทรงจำในวันวาน Location: https://g.page/sooknirundhotel?share สำรองห้องพัก: +6653798788 ราคาเริ่มต้น: 2,520.- ต่อคืน ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.sooknirund.com/ ข้าวซอยบุษณีย์(เวียงชัย) เชียงรายมีร้านข้าวซอยชื่อดังหลายร้าน แต่ที่เราประทับใจต้องขอยกให้ข้าวซอยบุษนีย์ เรากินที่สาขาดั้งเดิมที่อ.เวียงชัย แต่ในตัวเมืองเชียงรายก็มีอีกสาขาเช่นกัน รสชาติของข้าวซอยบุษณีย์นั้นแตกต่างจากข้าวซอยเจ้าอื่นๆที่เราเคยกินมา น้ำซุปเข้มข้นจนต้องเบิ้ลกันรัวๆ Location: https://goo.gl/maps/w3sWSd8XCfsYyGci9 เวลาทำการ: เปิดให้บริการทุกวัน 9:00–15:00 โทร: +6653662214 สามเหลี่ยมทองคำ จุดนัดพบกันของ 3 ประเทศ ไทย-ลาว-พม่า ที่นี่คือ Attraction สุดคลาสสิคของจังหวัดเชียงรายมาตั้งแต่เราจำความได้ ฝั่งไทยนอกจากจุดถ่ายรูปชมวิวแล้วก็ยังมีร้านค้าชาวบ้านเรียงรายกันอยู่ และมีพระใหญ่ให้ไหว้ขอพรด้วย สำหรับฝั่งพม่าก็ยังเป็นธรรมชาติล้วนๆ แต่ฝั่งลาวนั้นสิ เต็มไปด้วยคาสิโนของนักลงทุนจีนจนได้สมญานามว่าเป็นมาเก๊าแห่งลุ่มน้ำโขง Location: https://goo.gl/maps/cX9RL5TMLVpV1Qo26 ดอยช้าง ภูเขาที่ตั้งชื่อจากรูปร่างที่เหมือนช้าง 2 เขือกแม่ลูก โดยเฉพาะเมื่อมองจากโรงเรียนบ้านดอยช้าง ด้วยความสูงที่ 1,800 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ทำให้อากาศบนดอยเย็นสบายตลอดปี (เฉลี่ยประมาณ 18 C) ปัจจุบันดอยช้างเป็นแหล่งปลูกกาแฟที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย สรุปสั้นๆคือ วิวสวย อากาศดี กาแฟอร่อย ดอยช้างจึงมีคาเฟ่เรียงรายให้ลิ้มลองกันหลายร้านเลยครับ ที่สำคัญเพียงชั่วโมงครึ่งจากตัวเมืองเชียงรายก็ถึงยอดดอยแล้ว ดอยช้างจึงนับเป็นอีกหนึ่งจุดสต็อปยอดนิยมของทริปเชียงราย Location: https://goo.gl/maps/Zf97XWEBVJFoNaah9 Alio Slow Bar & Farm ร้านกาแฟบนดอยช้างที่เน้นความเป็นธรรมชาติให้มาก ปรุงแต่งให้น้อย ง่ายๆเลยก็คือเหมือนได้มานั่งจิบกาแฟบนจุดสูงสุดของโลก วิวเทือกเขาสูงแบบพาโนราม่าตรงหน้ายังดูเตี้ยกว่าจุดที่เรานั่งอยู่เลย ที่นี่เป็นทั้งไร่ปลูกกาแฟ และสโลว์บาร์ เน้นกาแฟดริป แต่หากใครไฮคาเฟอีนไปแล้ว ก็มีโกโก้และชาเลือดมังกรสีแดงสดให้ลิ้มลองด้วยนะครับ Alio เหมาะสำหรับคนที่อยากนั่งปล่อยใจปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปกับสายหมอกที่อยู่ไกลออกไป Location: https://goo.gl/maps/KcZzHWeqXGTiWdG67 เวลาทำการ: เปิดให้บริการทุกวัน 8:00–17:00 โทร: +66643387719 The BC2 อีกหนึ่งคาเฟ่บนดอยช้างที่มีลูกค้าไม่เดินเข้าไม่ขาดสาย เพราะจุดขายคือวิวนอกหน้าต่างที่งดงามดั่งภาพวาด นอกจากกาแฟแล้วที่นี่ก็มีเครื่องดื่มอื่นๆรวมถึงอาหารอาข่าที่ทานง่ายๆไว้ให้บริการด้วย แต่หากใครยังเสพบรรยากาศไม่จุใจก็สามารถจองเต๊นท์พักได้เลย เค้าการันตีว่าเห็นหมอกทุกเช้าและเห็นพระอาทิตย์สีทองตกดินชัดๆทุกเย็น Location: https://goo.gl/maps/VPXng2ijjvK5mtYT8 เวลาทำการ: 9:00–18:00 โทร: +66811640466 จุดชมวิวเขื่อนแม่สรวย เมื่อก่อนตรงนี้อาจจะเคยเป็นจุดชมวิวลับๆ เพราะเป็นเพียงอ่างเก็บน้ำทางผ่านขาลงจากดอยช้าง แต่ด้วยความอลังการของธรรมชาติความลับนี้จึงเก็บไว้ไม่อยู่อีกต่อไป แค่เพียงแวะถ่ายรูปก็ฟินแล้ว แต่หากคุณมีเวลาอาจจะอยากเช่าแพชมเขื่อน ตกปลา แวะทานอาหาร หรือจะปักหลักพักค้างกางเต๊นท์กันเลยก็ได้ แต่ยังไงก็เช็คกันก่อนนะครับ ช่วงโควิดอาจมีการเปลี่ยนแปลง Location: https://goo.gl/maps/mzmFBVnmpdXdH5J69 เชียงแสน เมืองโบราณนับพันปีที่เคยรุ่งโรจน์อย่างมากในอดีตกาล บางตำราก็บอกว่ากษัตริย์เชียงแสนบางพระองค์เคยได้ต้อนรับพระพุทธเจ้าด้วย ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นจริงๆ เชียงแสนก็น่าจะอายุอย่างน้อยเกือบ 3000 ปีแล้ว แต่ที่แน่ๆที่นี่เป็นแหล่งรวมอารยธรรมที่ส่งต่อกันมาหลายยุคสมัย หากไม่ถูกกองทัพของรัชกาลที่ 1 เผาทำลายเพื่อไม่ให้ข้าศึกมากยึดเป็นฐานทัพ เชียงแสนก็คงโดดเด่นไม่แพ้ Florence หรือ Kyoto เลยทีเดียว วันนี้เชียงแสนเป็นเมืองริมโขงที่สงบ สุขุม และมีมนต์ขลังอย่างมาก เราเองก็ตกหลุมรักเชียงแสนตั้งแต่แรกพบเลยล่ะ Location: https://goo.gl/maps/9GTCzq4a11s91BYm8 Athita The Hidden Court บูทีคโฮเทลที่ทรงเสน่ห์เหลือเกิน ทั้งการดีไซน์สถานที่และพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ไปจนถึงการบริการ กิจกรรมโลคอลดีๆสำหรับแขกผู้มาเยือน และที่สำคัญคืออาหารอร่อยมาก นี่คือหนึ่งในโรงแรมที่เราประทับใจที่สุดจากหลายๆทริปที่เราเคยไปเที่ยวมาเลย เพราะ Athita เป็นจุดกลมกล่อมพอดีระหว่างความมืออาชีพในงานโรงแรม ความเป็นกันเองที่จริงใจของพนักงาน และความสงบและสง่าของทำเลที่ตั้ง ลืมบอกไปว่า Athita มีห้องพักเพียง 9 ห้องเท่านั้น การบริการก็เลยใกล้ชิดและ Exclusive สุดๆไปเลย Location: https://g.page/AthitaHotel?share ราคาเริ่มต้น: 3,600.- ต่อคืน สำรองห้องพัก: http://www.athitahotel.com/ โทร: +66634269464 วงเวียนหอนาฬกาเชียงราย เรียกว่าเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองก็ว่าได้ นอกจากจะโดดเด่นไปด้วยหอนาฬิกาสีทองที่งดงามเป็นเอกลักษณ์มากๆแล้ว ถนนบรรพปราการเส้นหลักที่ทอดผ่านวงเวียนก็ยังเป็นที่ตั้งของร้านรวงที่น่าสนใจหลายร้าน โดยเฉพาะร้านอาหารและของฝากอร่อยๆประจำเมือง และจุดนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะมากในการเดินสำรวจเสน่ห์ของเมืองเชียงรายที่ซุกซ่อนอยู่ตามหัวถนนต่างๆ Location: https://goo.gl/maps/oNC7NYGNeP2T8xU78 ARABIA COFFEE STORE อีกหนึ่งร้านกาแฟประจำเชียงรายที่ไม่แวะก็ไม่ได้ ตัวร้านตั้งอยู่นอกเมืองไปประมาณ 10 นาที เป็นทางผ่านไปไร่สิงห์ปาร์ค และดอยช้างพอดี Arabia จริงจังเรื่องกาแฟมาก เพราะมีไร่ปลูกกาแฟเป็นของตัวเองที่ปางขอน และมีอีกสาขาอยู่ที่มีนบุรี กทม.ด้วย ใครไม่ดื่มกาแฟ โกโก้ ชาเขียวก็มีให้บริการเช่นกัน บรรยากาศของร้านดูโฮมมี่ ดิบๆ เท่ๆ แต่ที่ประทับใจที่สุดก็คือความพิถึพิถันในการดริปกาแฟ จนรสชาติออกมาดีมากๆ Location: https://g.page/arabia-coffee-store?share เวลาทำการ: เปิดให้บริการทุกวัน 07.00-17.00 น. โทร: +66952626445 ดอยผาตั้ง หนึ่งในยอดดอยสูงของเทือกเขาหลวงพระบางที่กั้นระหว่างไทยและลาวแห่งนี้มีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1.8 กิโลเมตร ขึ้นชื่อในเรื่องวิวทะเลหมอกยามเช้าที่ปกคลุมขุนเขาและแม่น้ำโขง และยังสามารถเห็นยอดภูชี้ฟ้าที่อยู่ไกลออกไปกว่า 25 กิโลเมตรได้อย่างชัดเจน จุดถ่ายรูปยอดนิยมใกล้ยอดดอยก็คือ ‘ช่องเขาขาด’ ซึ่งเป็นช่องหินธรรมชาติที่สามารถมองทะลุเห็นแม่น้ำโขงและฝั่งลาวได้ ที่นี่เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวจีนฮ่อ ม้ง และเย้า ดังนั้นผลิตผลท้องถิ่นและเมนูยอดนิยมอย่างขาหมู หมั่นโถวก็มีบริการกันหลายร้านเลย หากมาในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม ก็จะได้เห็นดอกนางพญาเสือโคร่งสีชมพู และดอกเสี้ยวสีขาวบานสะพรั่งอีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/iUpMmabM4cpacPPP6 ร้านน้ำเงี้ยวป้าสุข ร้านน้ำเงี้ยวเก่าแก่คู่เมืองเชียงรายมากว่า 50 ปี จากป้าสุข ส่งไม้ต่อให้กับป้าตุ๋ยรุ่นลูก ถามชาวโลคอลเชียงรายคนไหนก็ Recommend จนเราต้องพยายามไปให้ได้ (ไปครั้งแรกแล้วร้านปิดพอดี) เอาเป็นว่าพอได้กินก็เราซ้ำกันคนละสองถ้วยเลยยย Location: https://goo.gl/maps/8tA7LDEaU1DPJFYu8 www.hoparound.co #LetsHoparound
- ล่องเรือตามรอยอารยธรรมแห่งเมดิเตอร์เรเนียนกับ Ponant Luxury Expeditions 11 วัน 10 เมือง 4 ประเทศ
ล่องเรือตามรอยอารยธรรมแห่งเมดิเตอร์เรเนียนกับ Ponant Luxury Expeditions 11 วัน 10 เมือง 4 ประเทศ ผลบุญชาติก่อนคงดลบันดาลให้เราได้มารู้จักกับ Ponant (โพน้องต์) บริษัทเดินเรือสมุทรสุดเอ็กซ์คลูซีฟสัญชาติฝรั่งเศสที่แตกต่างจากแบรนด์ Cruise อื่นๆแบบแทบจะขั้วตรงข้าม Ponant ไม่ได้เป็นแบรนด์เรือสำราญ แต่เป็นเรือสำราญกึ่งสำรวจที่หรูหราแบบไม่ตะโกนแต่ใช้โทนเสียงนุ่มๆน่าฟัง เน้นพาเราไปรู้จักกับโลกในเชิงลึกในมุมที่น้อยคนจะได้สัมผัสแบบ All inclusive และแน่นอนครับ Hoparound.co ก็มีส่วนลดพิเศษสำหรับ Cruise ของ Ponant มานำเสนอด้วย ถ้าสนใจก็ คลิกตรงนี้ เพื่อลงทะเบียนรับส่วนลด ได้เลยครับ แทนที่จะเน้นเรือลำใหญ่สำหรับผู้โดยสารนับพันคน Ponant เน้นเรือเล็กคุณภาพสูงที่รองรับผู้โดยสารได้สูงสุดเพียง 264 คนและสามารถพาเราเข้าไปเจาะลึกตามเมืองท่าเล็กๆที่เรือใหญ่เข้าไปไม่ได้ และแทนที่จะเน้นความหรูหราแบบวิบวับมลังเมลือง Ponant เน้นการ Enrich ประสบการณ์เชิงลึกให้เราได้ Fullfill ตัวเองตามความสนใจที่เราเลือก ด้วยเส้นทางเดินเรือที่หลากหลายในทุกทวีปทั่วโลก และในบางเส้นทางก็มีธีมเฉพาะเจาะจง ไม่ว่าจะเป็นธีมประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ สัตว์ป่า อาหาร ดนตรี ศิลปะ โดย Ponant จะประสานงานกับองค์กรที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านเพื่อเชิญ Expert (บางครั้งก็เป็น Celebrity เลยนะ) ของแต่ละวงการมานำเสนอ ให้ความรู้ ทำการแสดง เล่นดนตรี ร้องเพลงหรือทำอาหารให้เราได้ลิ้มลอง และในแต่ละธีมก็อาจจะมีการเจาะลึกลงไปอีก เช่น ถ้าเป็นธีมดนตรีบางเส้นทางก็จะเน้นโอเปร่า หรือกีต้าร์ หรือเปียโน เช่นในเส้นทางของเราซึ่งเป็นการครบรอบ 10th Anniversary Piano Festival at Sea ในบางเส้นทาง Ponant ก็ร่วมกันกับสถาบัน Smithsonian เครือข่ายศูนย์วิจัยและพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งก็จะเชิญภัณฑารักษ์เฉพาะทางมาให้ความรู้เชิงลึกในหลายๆแง่มุมเกี่ยวกับจุดหมายปลายทางที่เราแวะไปตลอดเส้นทาง ฉะนั้นการเดินทางกับ Ponant จึงเหมาะกับคนที่ Well-Traveled ประมาณหนึ่งและชอบการเดินทางกึ่งเรียนรู้ที่อาจจะพ่วงด้วยการผจญภัยพอหอมปากหอมคอ (โดยเฉพาะในเส้นทางอย่างขั้วโลกเหนือ-ใต้ เกาะแก่งไกลโพ้นอย่าง Bora Bora หรือ Seychelles หรือ Faroe Islands) โดยที่ยังมีลูกเรือคอยดูแลอำนวยความสะดวกอย่างดีในบรรยากาศที่อบอุ่นเหมือนบ้านน้อยบนผืนทะเลใหญ่ และก็มีโมเม้นต์ให้อวดความเก๋อยู่เรื่อยๆถ้าต้องการ The Mediterranean: in the footsteps of great civilisations ทริปนี้ของเรายังไม่ได้พาเพื่อนๆไปสุดขอบโลกหรอกครับ แต่เป็นเส้นทางที่สวยงามและสุขสบาย ในชื่อทริปว่า The Mediterranean: in the footsteps of great civilisations กับเรือ L’Austral (ลอสตราล) หนึ่งในเรือทั้งหมด 14 ลำของ Ponant บ้านน้อยลอยน้ำที่จะพาเราตามรอยอารยธรรมแห่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนโดยเริ่มจากเมือง Valletta ประเทศมอลต้า ลัดเลาะผ่าน Sicily และ Puglia ในอิตาลี ต่อไปยังเมืองเล็กเมืองใหญ่ในประเทศกรีซ และตุรกี ก่อนจะสิ้นสุดทริปที่เมือง Antalya เป็นการล่องเรือ 11 วัน 10 เมือง 4 ประเทศ โดยธีมเฉพาะของ Cruise นี้คือ Piano at Sea ครั้งที่ 10 ซึ่งจะมีการเชิญนักเปียโนหลากหลายแนวมาแสดงคอนเสิร์ตบนเรือให้เราได้ชมกันแทบทุกวันเลย Cruise ของ Ponant จะเป็น All-Inclusive นะครับ หมายถึงบริการพื้นฐานทั้งหมดนั้นรวมอยู่ในค่า Cruise เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มใดๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องพัก อาหาร เครื่องดื่ม การเข้าใช้ Facilities ต่างๆบนเรือ รวมถึง Excursions ทริปย่อยๆตามเมืองที่เราแวะระหว่างทางด้วย ซึ่งเค้าจะมีโปรแกรมให้เราเลือก และต้องจองล่วงหน้าก่อนขึ้นเรือนะครับ เราเองก็ไม่ทราบมาก่อนจึงต้องไปจองเอาบนเรือ แต่ก็โชคดีที่เจ้าหน้าที่ใจดีหาที่ให้เราจนได้ เลยให้ทิปเป็นน้ำใจไปนิดหน่อยครับ ส่วน Options พิเศษก็มีให้เราเลือกจ่ายเพิ่มได้อีกหลายอย่าง เช่น ทรีตเม้นต์สปา ซักรีด เครื่องดื่มแอลฯแบบพรีเมี่ยม แท็กซี่ไปสนามบินหลังจบทริป รวมไปถึงบาง Excursions ที่พิเศษกว่าปกติ เช่น พาไปแวะชิมของอร่อยของแต่ละเมือง เป็นต้น แล้วก็ทิปที่ไม่ได้บังคับแล้วแต่น้ำใจของเรา Valletta, Malta Valletta, Malta Valletta เป็นเมืองที่เราอยากมาเที่ยวมานานแล้วแต่ก็ไม่เคยได้มาซักที เพราะรู้สึกเหมือนว่าจะอยู่ไกลและคงเดินทางไปลำบาก พอ Ponant นัดให้มาขึ้นเรือที่นี่ก็ทำให้เรารู้ว่าจริงๆแล้วจาก Milan บินมา Valletta ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง แถมค่าตั๋วก็ไม่แพงอย่างที่คิด เราซื้อ Business Class มาในราคาคนละ 8,xxx บาทเท่านั้นเพราะเรามีสัมภาระเยอะ แต่ถ้าตั๋ว Eco ก็น่าจะอยู่ประมาณ 2,xxx บาท มีขึ้น-ลงแล้วแต่ช่วงเวลา Valletta เป็นเมืองหลวงและเมืองท่าที่สวยมากครับ ดูจากรูปก็คงเห็นอยู่แล้ว แม้ประเทศ Malta จะประกอบไปด้วยเกาะเล็กๆไม่กี่เกาะ แต่มีประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ยาวนานมากครับ อย่างน้อยก็ย้อนไปได้ถึง 7,000 ปีนู่นแน่ะ และยังมีซากวิหารโบราณที่เก่าแก่กว่าพีรามิดที่อียิปต์ซะอีก ตัดมาในช่วงปี 1813 Malta ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ แม้จะได้รับอิสรภาพแล้วแต่ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของเครือจักรภพ (Common Wealth) มาจนปัจจุบัน Malta จึงเป็นหนึ่งใน 2 ประเทศในสหภาพยุโรปที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักร่วมกับภาษาของตัวเอง (Maltese) อีกประเทศก็คือ Ireland และด้วยกฎหมายที่เอื้อให้ต่างชาติทำงานได้ บวกสภาพอากาศสดใสแบบเมดิเตอร์เรเนียน และที่สำคัญที่สุดก็คือค่าครองชีพที่ถูกกว่ายุโรปแผ่นดินใหญ่ Malta จึงกลายเป็นแม่เหล็กทรงพลังดึงดูดแรงงานจากทั่วโลกให้มาอยู่ที่นี่ (ร้านอาหารไทยหาง่ายกว่าที่มิลานอีก) และเท่าที่เราได้ลองชวนคนแปลกหน้าคุย เราเจอคน Malta แท้ๆแค่ 2-3 คนเอง เสียดายที่เรามีเวลาใน Malta เพียง 2 คืน จึงยังไม่ทันได้ไปอีกหลายที่ แต่เท่าที่ไปมาก็คุ้มค่ามากๆแล้วครับ สำหรับบทความนี้แค่เพียงจะเล่าให้ฟังว่าเรามาขึ้นเรือที่นี่ ก็เลยเอารูปสวยๆมาให้เพื่อนๆได้พอเห็นภาพคร่าวๆก่อน ส่วนโพสต์พาเที่ยว Valletta แบบละเอียดกว่านี้ เดี๋ยวเอาไว้แยกทำเพิ่มในอนาคตละกันนะครับ เมื่อเรามาถึง Valletta Cruise Port Terminal ตอน 16:00 น. ตามเวลาที่ Ponant นัดพอดี ก่อนขึ้นเรือเราต้องไปยังจุดฝากกระเป๋าเดินทาง (เฉพาะใบใหญ่นะครับ ส่วนแครี่ออนใดๆก็ให้เรานำติดตัวไปเองได้เลย) จากนั้นก็จะมีการจัดของว่างและเครื่องดื่มไว้ต้อนรับก่อนขึ้นเรือ ลูกเรือชาวฟิลิปปินส์ทักทายเราด้วยรอยยิ้มและแววตาที่บ่งบอกถึงความดีใจเป็นพิเศษ สงสัยนานๆทีจะได้เห็นผู้โดยสารรูปร่างหน้าตาทรงเดียวกัน ฮ่าๆๆๆ เราเองก็รู้สึกอุ่นใจมากขึ้นเช่นกัน จากนั้นเราก็เดินตามป้ายไปขึ้นเรือกันครับ L’Austral Boarding our ship, L’Austral เรือของเรามีชื่อว่า L’Austral (อ่านว่า ลอสตราล) ครับ ลูกเรือแต่งตัวเต็มยศเรียงแถวกันตั้งแต่ตีนบันไดขึ้นเรือบนแผ่นดิน และบนเรือก็มีลูกเรืออีกเซ็ตที่เรียงแถวกันต้อนรับเราด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ยิ่งลูกเรือชาวฝรั่งเศสนั้นดูสวยหล่อกันทุกคน ทำให้เรารู้สึกเป็นดังแขกคนสำคัญ เอาจริงๆแรกๆก็รู้สึกเกร็งอยู่เหมือนกันนะครับ แต่พอเวลาผ่านไปเราก็ได้พูดคุยและเริ่มคุ้นเคยกับลูกเรือทั้งชาวเอเชียและชาวฝรั่งเศส ก็รู้สึกเลยว่าทุกคนน่ารักเป็นกันเองกันมากๆ ทำให้ตลอดการเดินทางที่เหลือรู้สึกว่า L’Austral อบอุ่นเหมือนบ้านเลยครับ พอขึ้นเรือมาแล้ว เราต้องผ่านขั้นตอนการลงทะเบียนต่างๆเพื่อเช็คอินเข้าห้องพัก (บนเรือจะเรียกว่า Cabin หรือ Stateroom) กรอกแบบฟอร์มเกี่ยวกับสุขภาพ และฝากพาสปอร์ตไว้กับทางเรือเพื่อให้เค้าเป็นธุระทำเรื่องเข้าออกประเทศต่างๆให้เรา โดยเราจะได้การ์ดของ Ponant มาแทน ซึ่งการ์ดนี้สำคัญมากๆนะครับ ต้องรักษาไว้ดีๆเลย เพราะนอกจากจะใช้เป็นคีย์การ์ดเปิดเข้า Cabin ของเราแล้ว ยังต้องนำมาสแกนทุกครั้งตอนขึ้นและลงเรือเพื่อแวะเที่ยวเมืองระหว่างทาง หลังจากเช็คอินและ Unpack กระเป๋าออกมาตั้งรกรากชั่วคราวใน Cabin ของเราได้พักใหญ่แล้ว ก็มีเสียงประกาศจากกัปตันเชิญให้ทุกคนไปที่ห้อง Theatre บนชั้น 4 ของเรือ เพื่อทำการปฐมนิเทศน์ กล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ รวมถึงต้องให้ทุกคนซ้อมหนีภัยใส่ชูชีพ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่กฎหมายบังคับให้ผู้โดยสารทุกคนต้องเข้าร่วมจึงจะออกเรือได้ หลังจากขั้นตอนนี้แล้วก็ไม่มีการบังคับใดๆอีก แต่ก็จะมีประกาศให้ทราบถึงกิจกรรมบนเรือซึ่งจะสลับสับเปลี่ยนไปทุกวัน และบนเรือก็มีอะไรให้เราเข้าร่วมเยอะมากจนบางทีเราก็ไม่ไหว ขอข้ามไปบ้าง ตอนแรกคิดว่ามาอยู่บนเรือ 10 วันแล้วจะเบื่อหรือเปล่า แต่เรื่องจริงมันตรงข้ามกันเลยครับ เราเองกลับต้องเป็นฝ่ายขอพักอยู่เฉยๆบ้าง ฮ่าๆๆๆ Ship Tour: L’Austral L’Austral เป็นเรือกลุ่ม The Sisterships ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้น 4 ลำในฟลีททั้งหมดของ Ponant เรือของเรามีห้องพัก 132 ห้อง เมื่อเทียบกับเรือสำราญทั่วไปที่มีเป็นพันห้องจึงมีขนาดค่อนข้างเล็กแต่ก็มีประสิทธิภาพสูงสามารถล่องไปขั้วโลกได้สบายๆ ข้อดีมากๆของเรือเล็กคือสามารถเข้าเมืองท่าเล็กๆที่เรือใหญ่เข้าไม่ได้ เราก็เลยได้แวะเที่ยวแบบเจาะลึกกว่าใคร การตกแต่งบนเรือนั้นใช้วัสดุอย่างดี เน้นโทนสีสบายตาเรียบหรูไม่สวิงสวายเว่อร์วัง มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันพอเหมาะพอดีกับความต้องการใช้งานในโอกาสต่างๆ เรือของเรามีทั้งหมด 7 ชั้น ห้องพักของเราอยู่ชั้น 5 และเราโชคดีมากๆที่ทาง Ponant อัพเกรดให้เป็นห้อง Suite คือเปิดเป็น Connecting Room โดยปรับให้ห้องอีกฝั่งเป็นห้องนั่งเล่น ส่วนระเบียงก็เปิดทะลุกัน มีห้องน้ำ มินิบาร์ และตู้เสื้อผ้าให้เหมือนกันทั้ง 2 ฝั่ง เราจึงแบ่งกันใช้คนละฝั่งแบบสบายๆเลยครับ ในห้องแม่บ้านได้เตรียมขวดน้ำรักษาอุณหภูมิติดแบรนด์ Ponant ไว้ให้เราไว้เติมน้ำก่อนออกไป Excursions ด้วยนะครับ และเราสามารถเอากลับบ้านไปด้วยได้เลยตอนเช็คเอ้าท์ ส่วน Amenities ในห้องใช้ของ Diptyque กลิ่น Philosykos หรือกลิ่นลูกฟี้กหนึ่งในกลิ่นคลาสสิคตลอดกาลของแบรนด์ สภาพโดยรวมของห้องพักก็คือสวยงามสะดวกสบายฟีลเดียวกันกับห้องในโรงแรม 5 ดาว เพียงแต่ขนาดอาจจะเล็กกระทัดรัดกว่า สิ่งหนึ่งที่อาจจะต่างจากการนอนโรงแรมทั่วไปก็คือที่หน้าห้องจะมี Mail Box หรือที่รับเอกสารและจดหมายต่างๆ สิ่งนี้สำคัญมากนะครับ เพราะทุกวันเจ้าหน้าที่จะนำโปรแกรมสำหรับวันถัดไปมาเสียบเอาไว้ให้ ซึ่งในนั้นจะบอกข้อมูลทุกอย่างแบบละเอียดมากๆ ตั้งแต่เวลาเปิด-ปิดของห้องอาหารที่อาจจะมีการขยับไม่ตรงกันในแต่ละวัน ตารางกิจกรรมพิเศษหรือคอนเสิร์ตในวันนั้น ถ้าเราจองอะไรพิเศษไว้ เช่น Excursion ก็จะมีตั๋วที่ระบุว่าเราอยู่กรุ๊ปไหน นัดเจอกันที่เวลากี่โมงแนบมาให้ด้วย (เค้าจะแบ่งเป็นกรุ๊ปๆละ 10-15 คน) รวมไปถึงสภาพอากาศของเมืองที่เราจะแวะไปในวันนั้น พร้อมคำแนะนำว่าเราควรแต่งตัวประมาณไหนและควรเตรียมอะไรติดตัวไปด้วย และในบางครั้งเราก็อาจจะได้รับจดหมายจากเพื่อนร่วมทางที่พักอยู่ห้องอื่นๆส่งมาแสดงมิตรไมตรีกับเราด้วย ไปทัวร์เรือกันดีกว่าครับ แต่เราขอไม่เรียงตามชั้นละกัน แต่จะเรียงไปตามฟังก์ชั่นการใช้งานแทน ชั้นหลักของเรือที่เราต้องมาทุกวันเพราะใช้ในการขึ้น-ลงเรือ และติดต่อสอบถามเรื่องต่างๆคือชั้น 3 ครับ ชั้นนี้เป็นที่ตั้งของ Reception, Excursion Desk สำหรับสอบถามจัดการเรื่องทริปย่อยในแต่ละเมือง, Boutique ร้านขายของที่ระลึกและสินค้าคัดสรรจาก Ponant และสุดท้ายก็คือ Main Lounge เป็นที่ Hangout หลักของเรือ และเป็นจุดนัดพบสำหรับทุกๆ Excursion Main Lounge เปิดให้บริการตั้งแต่เช้าถึงดึกตามแต่กิจกรรมของวันนั้นๆ ในทุกๆเอ้าท์เล็ตของเรือเราสามารถสั่งเครื่องดื่มได้ไม่อั้น เพราะรวมอยู่ในค่า Cruise แล้ว บางช่วงเวลาจะมีนักดนตรีประจำเรือมาบรรเลงขับกล่อมให้เราเพลิดเพลินยิ่งขึ้น ช่วงบ่ายของทุกวันจะมีการเสิร์ฟอาหารว่างและของหวานเพิ่มเติมด้วย พอตกกลางคืนก็จะมีกิจกรรมที่สลับสับเปลี่ยนไปแต่ละวัน เช่น Karaoke Night, เล่นเกม Quiz ทายปัญหา หรือสอนเต้นสไตล์ต่างๆ อีก Lounge นึงจะอยู่ชั้น 6 ฝั่งหัวเรือครับ เป็น Observatory Lounge ที่เห็นวิวได้แบบ Panorama แถมยังมีมุมหนังสือดีๆสวยๆเพียบเลยให้เราเลือกหยิบมาดูได้ตามสบาย และแน่นอนครับสั่งเครื่องดื่มได้แบบอันลิมิเต็ดเช่นเคย บางวันโชคดีเราก็จะได้ดูนักเปียโนที่ได้รับเชิญมาเล่นคอนเสิร์ตบนเรือมาซ้อมอยู่ในห้องนี้ด้วย เรียกได้ว่าเหมือนได้ดูคอนเสิร์ตส่วนตัวแบบระยะประชิดเลยครับ ส่วนถ้าใครยังดูวิวจากใน Lounge ไม่จุใจก็ยังมีระเบียงให้ออกไปดูด้านนอกแบบไม่มีอะไรมากั้นได้อีกด้วย ถ้าเบื่อ Lounge ทั้ง 2 จุดแล้ว บนดาดฟ้าชั้น 7 ฝั่งท้ายเรือก็จะมีจุดให้นั่งดริ้งค์ได้อีก 1 จุด เป็น Open Air Bar ที่เดินขึ้นบันไดมาจากสระว่ายน้ำชั้นได้เลย 6 มาจิบเครื่องดื่มหลังอาหารรับลมก็ชิลมากๆครับ ส่วนฝั่งหัวเรือบนดาดฟ้าชั้น 7 ส่วนใหญ่เค้าจะปิดไว้เพื่อความปลอดภัยนะครับ จะเปิดก็ช่วงโอกาสพิเศษที่เรือจะแล่นช้าๆให้ดูวิว เช่น ในทริปนี้จะเป็นช่วงที่เราล่องผ่านคลอง Corinth ที่เชื่อมระหว่างทะเล Ionian กับ Agean ในประเทศกรีซซึ่งพิเศษมากๆครับ เดี๋ยวไว้ไปเล่าในช่วงวันที่เราล่องผ่านคลองอีกที Le Rodrigues ไปดูห้องอาหารกันบ้างดีกว่า บนเรือจะมีห้องอาหาร 2 ห้องโดยแต่ละห้องจะมีเวลาเปิด-ปิดไม่เหมือนกันในแต่ละวันครับ อาจจะช้า-เร็วต่างกันประมาณ 30 นาที เพราะต้องปรับตามทริป Excursions ในแต่ละวันที่เริ่มไม่ตรงกัน ห้องอาหารแรกเป็น Grill Restaurant ชื่อว่า Le Rodrigues อยู่ชั้น 6 ฝั่งท้ายเรือ เน้นให้เราบริการตัวเองแบบบุฟเฟต์ บรรยากาศสบายๆเป็นกันเอง คนส่วนใหญ่ก็จะมารับประทานอาหารที่ห้องนี้เป็นหลัก เพราะมีที่นั่งทั้งในห้องแอร์ และด้านนอกริมสระว่ายน้ำซึ่งบรรยากาศดีเชียว กินเสร็จก็ถอดเสื้อแผ่พุงนอนอาบแดดต่อได้เลย Le Coromandel อีกห้องอาหารจะเป็น Gastronomic Restaurant ชื่อว่า Le Coromandel อยู่ชั้น 2 ห้องอาหารนี้จะเป็น Full Service แบบฝรั่งเศส บรรยากาศสวยงามเป็นทางการ มีการจัดโต๊ะปูผ้าเต็มรูปแบบ มี Sommelier แนะนำไวน์ และต้องแต่งตัวสุภาพในการเข้าใช้บริการ ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณภาพอาหารของทั้ง 2 ห้องนั้นพอๆกันนะครับ อาจจะมีบางเมนูที่ต่างกันบ้างและการนำเสนอคนละอารมณ์ เราเลือกเข้าใช้บริการได้ตามสะดวกเลย ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ถ้านัดกันมาเป็นกรุ๊ปใหญ่ สำหรับห้อง Le Coromandel อาจต้องจองล่วงหน้าสักหน่อย ส่วนใครที่มาไม่ทันเวลาเปิดปิดของทั้ง 2 ห้องอาหาร ไม่ต้องกังวลนะครับ เพราะบนเรือ L’Austral มีบริการ Room Service ตลอด 24 ชั่วโมง และรวมอยู่ในค่า Cruise ทั้งหมดแล้ว โทรสั่งจากที่ห้องได้เลย ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่จะให้ทิปด้วยมั้ยก็ตามสะดวกครับ ส่วนเรารวบเก็บไว้ให้วันสุดท้ายแบบรวมทีเดียวเลย เกริ่นไปก่อนหน้าแล้วว่าชั้น 4 เป็นที่ตั้งของ Theatre ที่ใช้เรียกประชุมใหญ่ แต่หลังจากการปฐมนิเทศน์ในวันแรก ห้องนี้ก็จะถูกใช้ในการรับชมการแสดงต่างๆ รวมถึงคอนเสิร์ตเปียโนซึ่งเป็นธีมหลักของทริปนี้ด้วย และในบางครั้งก็จะใช้เป็นห้องบรรยายเล็คเชอร์ให้ความรู้ต่างๆอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ขนาดกระทัดรัด ตกแต่งสวยงาม และระบบเสียงและไฟคุณภาพดีครับ ขยับขึ้นมาชั้น 5 กันต่อ นอกจากจะเป็นชั้นของ Cabin ของเราแล้ว ชั้น 5 ยังเป็นชั้นที่มี Facilities ที่หลากหลายมาก ฝั่งหัวเรือจะเป็นห้องบังคับเรือ หรือที่เรียกว่า Bridge ซึ่งถ้าเค้าแขวนป้ายสีเขียวไว้ เราสามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ด้วยนะครับ บางวันเค้าก็มีกิจกรรมสอนให้เราใช้อุปกรณ์บางชิ้นด้วย อย่าง Sextant ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการบอกพิกัดเรือของเราเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางท้องทะเลอันเวิ้งว้างโดยใช้พระอาทิตย์เป็นหมุดในการบอกทิศทาง ส่วนฝั่งท้ายเรือของชั้น 5 นั้นก็จะมีทั้ง Spa ที่แม้จะต้องจ่ายเงินเพิ่มแต่ก็เต็มแทบจะตลอดเลย หรือจะเป็น Photo Desk ซึ่ง Ponant จะมีตากล้องประจำ Cruise สำหรับทั้งภาพนิ่งและวิดิโอคอยเก็บภาพสวยๆให้เราด้วย และเราก็สามารถซื้อกลับบ้านได้ด้วยเช่นกัน ถัดเข้าไปด้านในก็จะเป็น Gym ขนาดเล็กแต่คุณภาพเยี่ยมทั้งตัวเครื่องและวิวทะเลด้านนอก ที่ติดกันก็จะเป็น Hammam หรือห้องอบไอน้ำ ซึ่งทั้ง 2 ส่วนหลังนี้ใช้บริการได้ฟรีครับ พาชมเรือทั่วทั้งลำแล้ว วันนี้ขอตัวไปนอนก่อนนะครับ พรุ่งนี้เช้าเรามีนัดไป Excursion ที่ Stop แรกของทริปซึ่งก็คือเมือง Syracuse บนเกาะ Sicily ครับผม Syracuse, Sicily, Italy Syracuse, Sicily, Italy Mediterranean แปลว่า ทะเลที่อยู่ท่ามกลางแผ่นดิน ซึ่งก็ตรงกับลักษณะทางกายภาพที่ผืนน้ำสีฟ้าเข้มของทะเลแห่งนี้นั้นถูกล้อมรอบไปด้วยแผ่นดิน 3 ทวีป คือยุโรปตอนใต้ เอเชียฝั่งตะวันออกกลาง และแอฟริกาตอนเหนือ จึงทำให้ทะเล Mediterranean เป็นจุดหลอมรวมอารยธรรมที่หลากหลายและข้ามผ่านกาลเวลามาหลายยุคสมัย และถ้าดูจากแผนที่ก็จะเห็นว่าใจกลางของทะเลแห่งนี้ ก็คือเกาะ Sicily ประเทศอิตาลีในปัจจุบันนั่นเอง ดังนั้น Sicily จึงมีความเข้มข้นและหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นพิเศษ Syracuse (อ่านว่า “ซีราคิวส”) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเกาะ Sicily ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรีซ เมื่อเกือบ 2,800 ปีก่อนในยุคที่อารยธรรมกรีกโบราณกำลังรุ่งเรือง Syracuse เองก็ได้รับอิทธิพลจากกรีกโบราณมาเต็มๆ กลายเป็นนครรัฐกรีกโบราณที่ยิ่งใหญ่ติดอันดับท็อปๆในน่านน้ำ Mediterranean รุ่งเรืองน้องๆ Athens เลยก็ว่าได้ หาก Athens มีสุดยอดนักปราชญ์อย่างอริสโตเติ้ล Syracuse ก็มีอาร์คีเมดีส บิดาแห่งคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ร้องว่า Eureka! ขณะแช่ตัวในอ่างน้ำ เพราะเขาได้ค้นพบวิธีหาความถ่วงจำเพาะด้วยการแทนที่วัตถุลงไปในน้ำ ในเวลานับพันปีต่อมาเมื่อจักรวรรดิโรมันยิ่งใหญ่ขึ้นมาแทนกรีกโบราณ Syracuse เองก็ถูกครอบงำโดยอารยธรรมโรมัน เช่นเดียวกับพื้นที่ส่วนใหญ่รอบๆทะเลเมดิเตอร์เรเนียน Excursion ของเราในวันนี้ Ponant พาเรามาที่อุทยานประวัติศาสตร์ Neapolis Archaeological Site เพื่อทำความรู้จักกับความเป็นมาที่เก่าแก่ของเมือง และที่นี่เราก็จะได้เห็นทั้ง Greek Theatre และ Roman Theatre แบบเดินถึงกันได้เลย ไกด์บอกว่าความแตกต่างใหญ่ๆของ Theatre ทั้ง 2 แบบก็คือ แบบกรีกจะเป็นการขุดเจาะลงไปในเนินหินเพื่อให้มีเสียงก้องเพราะเน้นใช้ในการแสดงละครและดนตรี และจะมีระบบการจัดการน้ำบนความชันของเนินหิน เพื่อประโยชน์ทั้งในการช่วยซับเสียงในโรงละครที่อาจก้องเกินไป รวมไปถึงการควบคุมน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตรด้วย ส่วนของโรมันจะเป็นการสร้างขึ้นจากพื้น เพราะไม่เน้นระบบเสียง แต่จะเน้นให้คนเห็นการต่อสู้กับสัตว์ดุร้ายต่างๆได้ชัดเจน ข้อแตกต่างอีกอย่างก็คือแบบกรีกจะมีระบบตั๋ว แต่ของโรมันจะเป็นระบบแย่งกันเข้าไปจองที่นั่ง ทำให้ไกด์ของเราผู้ซึ่งโปรกรีกมากกว่า ถึงกับแซวแรงๆว่าคนกรีกเน้นใช้สมอง คนโรมันเน้นใช้ร่างกาย ฮ่าๆๆๆ นอกจากโรงละครทั้ง 2 แบบแล้ว ที่นี่ยังมีอุทยานเหมืองหินแห่งสรวงสวรรค์ (Latomie del Paradiso) ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่คุมขังนักโทษและให้ทำงานสกัดหินเพื่อเอาไปใช้งานก่อสร้าง ปัจจุบันตัวเหมืองได้กลายสภาพมาเป็นสวนร่มรื่นงดงาม เต็มไปด้วยต้นมะกอก ต้นเลม่อน ต้นส้ม และอื่นๆอีกมากมาย ในช่วงที่เรามานั้นเป็นจังหวะที่ดอกไม้ต่างๆกำลังเบ่งบานพอดีจึงสวยงามเดินเพลินมากๆครับ และหาก Syracuse คือมงกุฎ เพชรยอดมงกุฎก็คงจะเป็นเกาะ Ortygia (ออร์ตีเจีย) เขตเมืองเก่าอันรุ่งโรจน์ของ Syracuse ซึ่งวันนี้เราก็จะได้พาเพื่อนๆไปเดินเล่นกันด้วยครับ สภาพบ้านเมืองบนเกาะ Ortygia นั้นทั้งน่ารักแบบชาวบ้านๆและมีมนต์ขลังในความเก่าแก่คละเคล้ากัน เดินมาไม่ทันไรเราก็มาเจอกับซากวิหาร Apollo กลางเมืองที่อายุเกือบ 2,700 ปี แต่พอเดินมาอีกนิดก็จะเจอร้านค้าสมัยใหม่เรียงรายกันอยู่บนถนน Corso Giacomo Metteotti จนมาถึงน้ำพุ Fontana di Diana ที่โดดเด่นอยู่กลางเมือง ปลายทางของเราก็คือโบสถ์ใหญ่ที่สวยตราตรึงใจของเมืองอย่าง Syracuse Cathedral (ชื่อเต็มภาษาอิตาเลียนแอบยาวและอ่านยากเลยขอเรียกสั้นๆเป็นภาษาอังกฤษแบบนี้ก็แล้วกันนะครับ) ซึ่งเป็นโบสถ์ที่เป็นหลักฐานถึงความหลากหลายของศิลปะแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี แต่เดิมเมื่อประมาณ 2,500 กว่าปีที่แล้วในยุคกรีกโบราณนั้น ที่นี่เคยเป็นวิหารสำหรับเทพ Athena มาก่อน จนในช่วงศตวรรษที่ 7 (ซึ่งก็ 1,200 กว่าปีมาแล้ว) จึงมีการสร้างโบสถ์คริสต์คาทอลิกทับลงไป โดยภายในเราจะยังสามารถเห็นเสาวิหารแบบกรีกโบราณฝังอยู่ในกำแพงได้อยู่เลยครับ จากนั้นก็มีการซ่อมแซมและต่อเติมองค์ประกอบต่างๆเรื่อยมาอีกหลายยุคสมัย แต่สภาพปัจจุบันคือวิจิตรมากๆครับ หลังจากชมโบสถ์แล้วไกด์ก็ให้เวลาเราเดินเล่นเองอีกนิดหน่อย แล้วก็ต้องรีบกลับขึ้นเรือเพื่อไปยังเมืองถัดไป เราจึงใช้เวลานี้ซื้อของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆ และลองชิมขนม Cannoli ของอร่อยชื่อดังของ Sicily จริงๆอยากจะมีเวลาเดินเล่นต่ออีกซัก 2-3 ชั่วโมง ขอเล่านิดนึงว่าตอนกลับขึ้นมากินมื้อเที่ยงบนเรือ ทาง Ponant เสิร์ฟชีส Burrata สดๆที่เชฟไปหาซื้อมาจากในเมือง Syracuse ช่วงที่เราไปเที่ยว อร่อยมากๆครับ เป็นอีกหนึ่งความใส่ใจเล็กๆน้อยๆที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรือ L’Austral อบอุ่นเหมือนอยู่บ้านซึ่งแตกต่างจาก Cruise ใหญ่ๆครับ Welcome Gala Welcome Gala วันนี้เป็นเย็นวันแรกของการเดินเรือ Ponant ดังนั้นทาง Ponant จึงจัดงาน Gala เพื่อต้อนรับแขกอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีทั้งส่วนที่เป็นงาน Cocktail กลางแจ้งริมสระบนชั้น 6 และดินเนอร์แบบเป็นทางการที่ห้องอาหาร Le Coromandel แต่เค้าก็ไม่ได้บังคับให้เข้าร่วมนะครับ แล้วแต่เราสะดวกเลย ถือว่าเป็นการเพิ่มสีสันให้กับการเดินทาง แต่ใครที่ชอบแต่งตัวถ่ายรูปนี่ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ภาพสวยๆกลับบ้านด้วยครับ Gallipoli Gallipoli และ Lecce, Puglia, Italy เมืองที่ 2 ที่เรามาแวะเที่ยวบนเส้นทางเดินเรือของเราก็คือ Gallipoli ซึ่งได้ชื่อมาจากภาษากรีก kalé pólis แปลว่าเมืองที่สวยงาม และแม้จะเป็นเมืองเล็กๆแต่เมือง Gallipoli ก็สวยงามสมชื่อจริงๆ เดี๋ยวไว้ช่วงบ่ายเราจะได้กลับมาเดินเล่นที่นี่กัน เพราะช่วงเช้าเราจอง Excursion ไปยังเมือง Lecce (เลชเช่) เอาไว้ ซึ่ง Lecce นั้นเป็นเมืองที่โดดเด่นเรื่องสถาปัตยกรรมแบบ Baroque มากจนได้ฉายาว่า Florence of the South เลยทีเดียว เมือง Lecce เริ่มก่อตั้งขึ้นในสมัยโรมันเมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน และค่อยๆมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงปลายๆยุค Renaissance ในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงที่ศาสนาคริสต์คาทอลิกกำลังถูกท้าทายอำนาจจากการเกิดขึ้นของนิกายโปรเตสแตนท์ จึงต้องเร่งทำ PR แสดงบารมีผ่านสถาปัตยกรรมของโบสถ์ที่ตกแต่งประดับประดาอย่างวิจิตรอลังการ ซึ่งก็คือจุดเริ่มต้นของศิลปะยุค Baroque ในเวลาต่อมาที่เน้นความรุ่มรวยล้นเหลือเต็มไปด้วยรายละเอียดพรึ่บพรั่บ ประกอบกับที่เมือง Lecce มีแหล่งหินลักษณะพิเศษที่เอื้อต่อการแกะสลักลวดลายละเอียดลงไปได้ง่าย จึงกลายเป็นแหล่งรวมศิลปินสไตล์ Baroque ผู้ได้ทิ้งผลงานไว้มากมายในตัวเมือง ไกด์ท้องถิ่นของ Ponant พาเราเดินเข้าเมือง Lecce ผ่าน Porta Napoli ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ประตูเข้าเขตเมืองเก่า แค่ประตูเข้าเราก็ว่าสวยแล้วครับ แต่พอเดินเข้ามาเราก็เริ่มเห็นงานแกะสลักตาม Façade และระเบียงบ้านของผู้คน แต่นั่นก็เป็นแค่น้ำจิ้มไม่กี่หยด เพราะเมื่อเราเดินมาถึง Basilica Di Santa Croce (Basilica of the Holy Cross) ก็ถึงกับต้องอ้าปากค้างเพราะหน้าอาคารเต็มไปด้วยงานแกะสลักที่ละเอียดละออราวกับมีใครเอาผ้าลูกไม้มาห่อโบสถ์เอาไว้ แทบไม่มีที่ว่างให้พักสายตาเลยครับ ส่วนด้านในนั้นก็มีงานปั้นแกะสลัก และปิดทองละเอียดสวยงามไม่แพ้กัน แต่ก็ยังมีผนังเรียบให้ได้พักสายตาบ้าง จริงๆที่ Lecce นั้นมีโบราณสถานสวยๆให้แวะชมอีกเยอะทั้งโบสถ์และโรงละครโรมันอีกหลายแห่ง แต่หลังจากที่เดินไปกับกรุ๊ป Excursion ต่ออีกสักพัก เราก็ขอแยกตัวออกมาเดินเล่นเอง เพราะระหว่างทางเราเห็นร้านน่ารักๆเยอะมากๆไม่ว่าจะเป็นร้านขายของฝาก คาเฟ่หรือร้านรวมแบรนด์ต่างๆทั้งสมัยเก่าและใหม่ เราประทับใจมากที่เจอแบรนด์เสื้อผ้าโลคอลสไตล์ Old Money แบบอิตาลี (แนวๆ Loro Piana) ที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นในเมืองเล็กๆอย่าง Lecce ด้วย แสดงว่าเมืองนี้นั้นมีความรุ่มรวยวัฒนธรรมจริงๆ และอยู่ๆเราก็นึกขึ้นได้ว่า ก่อนหน้านี้เราหาข้อมูลพบว่าที่ Lecce มีเมนูกาแฟเย็นพิเศษเป็นของตัวเอง ชื่อว่า Leccese (เลเชชเซ่) ซึ่งใช้ช็อตเอสเปรสโซ่เทลงบนน้ำแข็งและปรุงรสด้วยน้ำเชื่อมกลิ่นแอลมอนด์ที่แต่ละร้านมักจะทำกันขึ้นมาเอง เราก็เลยถือโอกาสหาร้านกาแฟซื้อมาลองกันซักหน่อย หอมอร่อยดีครับ แต่อาจจะหวานเข้มข้นไปนิดสำหรับลิ้นของเรา เผลอแป๊บเดียวก็ถึงเวลานัดขึ้นรถกลับไปที่ Gallipoli แล้ว เดี๋ยวเราไปเดินเล่นที่ Gallipoli กันต่อนะครับ ตอนที่เราได้ยินชื่อ Gallipoli ครั้งแรกก็รู้สึกว่าเป็นชื่อที่น่ารักมาก แต่ก็แอบคุ้นๆเพราะเหมือนจะเป็นเมืองที่มีโศกนาฏกรรมจากการยกพลขึ้นบกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่พอไปหาข้อมูลก็พบว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่ประเทศตุรกีแต่เมืองดันมีชื่อเดียวกัน ส่วน Gallipoli ที่เราอยู่นี้เป็นเมืองเล็กๆที่สวยและน่ารักน่าเดินมากครับ เราตัดสินใจไม่ทานมื้อเที่ยงบนเรือ และมาหาร้านในเมืองแทนจะได้สัมผัสความโลคอลได้มากขึ้นอีกหน่อย และเราก็ตัดสินใจถูกมากๆ เราเดินมาเจอร้านน่ารักวิวทะเลชื่อ Café Del Mar (แต่ทำไมใน Google Maps เขียนว่า Caffe Del Mollo หว่า) ก็เลยตัดสินใจลง Lunch ที่นี่ก็แล้วกัน แล้วก็ไม่ผิดหวังครับ อาหารทะเลที่นี่ง่ายๆแต่อร่อย เราสั่ง Linguine ซีฟู้ด กับอีกจานโลคอลที่พนักงานแนะนำให้ลองก็คือ Pesce Spada Alla Gallipolina ซึ่งเป็นปลากระโทงดาบ (Swordfish) คือปลาที่ปากแหลมๆยาวๆ เค้าแล่เอาแต่เนื้อมาคลุกแป้งบางๆแล้วทอดสไตล์ Gallipoli ตอนกินก็บีบเลม่อนซักนิด อร่อยมากครับเพราะปลาสดมาก ติดกับร้านอาหารก็เป็นหาด Spiaggia della Purità ที่โค้งสวยงามมาก เสียดายบ่ายนี้ฟ้าเริ่มหม่นฝนเริ่มตั้งเค้า แต่ก็ยังมีคนมานอนอาบแดดเล่นน้ำกันอยู่บ้าง เราเดินเล่นในเขตเมืองเก่าที่โคตรน่ารัก (อีกแล้ว) เราเลือกซื้อของฝากชิ้นเล็กๆติดไม้ติดมือกลับมาบ้าน แวะร้านน้ำหอมชื่อ Salentum I Profumi เพราะร้านตั้งอยู่ในตึกเก่าที่ข้างในสวยมากๆจนต้องขอเข้าไปดู จากนั้นเราก็ไปร้านของหวานชื่อ Martinucci นั่งพักกินขนมและเจลาโตอร่อยๆตามที่พนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารแนะนำมาอีกที ฝนเริ่มโปรยปรายแต่เราก็ยังสู้เดินต่อไปเขตเมืองใหม่ที่อยู่ไม่ไกลกัน (ก็ไม่ได้มาบ่อยๆนี่เนอะ) เจอเสื้อผ้าแบรนด์อิตาลีสวยๆลดราคา 50% แน่ะ เลยช็อปปิ้งอีกนิดหน่อย แล้วก็เดินกลับเรือ ซึ่งก็เป็นช่วงที่ชาวประมงกลับมาถึงท่าพอดีและกำลังเอาของที่หามาได้มาวางขาย และมีคนมามุงซื้อแบบตลาดปลาบ้านเรา เป็นภาพที่น่ารักมากๆครับ อยากซื้อเอาไปให้เชฟบนเรือช่วยทำอาหารให้มากเลย แต่เค้าน่าจะมีของอื่นๆเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว แหะๆ Corfu, Greece เราเริ่มเดินทางเข้าสู่น่านน้ำของประเทศกรีซแล้วครับ และเมืองที่เราจะแวะต่อไปนี้ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เราตั้งตาคอยสุดๆ เพราะนานมาแล้ว (น่าจะเกิน 10 ปีได้) ที่เราได้อ่านบทความและเห็นรูปสวยๆของเกาะ Corfu (คอร์ฟู) จากนิตยสารท่องเที่ยวต่างประเทศ และเมื่อพยายามค้นวิธีเดินทางมาที่นี่ก็พบว่าแอบมีความซับซ้อนยุ่งยากพอสมควร เลยเก็บ Corfu เอาไว้ใน Bucket List จนแทบลืมไปแล้ว พอรู้ว่าทริปนี้เราจะได้มาแวะที่นี่แบบชิลๆก็เลยตื่นเต้นมากๆครับ และ Corfu ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย ขอบคุณอากาศที่ต้อนรับเราอย่างดีเหลือเกิน แดดออก ลมเย็นกำลังดี และท้องฟ้าก็สีฟ้าแบบฟ้าาาาาาาาาาา… สระอาล้านตัว แข่งกันกับสีฟ้าใสไล่หลายเฉดของน้ำทะเลรอบเกาะ ส่วนบนแผ่นดิน Corfu ก็ถือเป็นเกาะที่เขียวชอุ่มที่สุดใน Greece เต็มไปด้วยต้นมะกอกเก่าแก่กว่า 4 ล้านต้น หลายต้นก็อายุเกิน 1,000 ปี ไกด์เล่าให้ฟังว่าในช่วงศตวรรษที่ 15 จักรวรรดิ Venice ได้แผ่อิทธิพลเข้ามายัง Corfu และอยู่ปกครองกว่า 400 ปี และก่อนที่ Venice จะเสื่อมอำนาจลง จักรวรรดิ Ottoman ก็ได้เข้ามาบุกตีและยึดเอาดินแดนที่ใช้ในการปลูกต้นมะกอกไปจาก Venice เป็นจำนวนมาก ยกเว้นที่ Corfu ซึ่งมีป้อมปราการที่แข็งแกร่งมาก (ปัจจุบันก็ยังมีอยู่ให้เห็นในตัวเมือง Corfu Town) Venice จึงหลอกให้คน Corfu ปลูกต้นมะกอกโดยบอกว่าจะให้เงินตอบแทน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำตามสัญญา Excursion ของเราในวันนี้นั้น เราจะไปแวะชมสำนักสงฆ์ Paleokastritsa ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาสูง จึงเป็นจุดชมวิวที่สวยมากๆของ Corfu ส่วนตัวสำนักสงฆ์เองนั้นก็มีความเก่าแก่ถึง 800 ปี สร้างขึ้นเพื่อบูชาพระแม่มารีตามความเชื่อของศาสนาคริสต์นิกายกรีก ออร์ธอด็อกซ์ และก็เหมือนทุกอย่างเป็นใจต้อนรับเราครับ ต้น Spanish Jasmine มะลิพันธุ์เลื้อยที่ปลูกอยู่ข้างโบสถ์ก็กำลังออกดอกสะพรั่งพรึ่บพรั่บล้นจอเหมือนกับภาพฝันเลย หรือว่าเรากำลังฝันไปจริงๆนะ ลงจากสำนักสงฆ์แล้วเราก็จะไปนั่งเรือเล่นชมทะเลและถ้ำต่างๆรอบๆอ่าว Agios Spiridon กันต่อครับ ขออนุญาตให้ภาพบรรยายความงามด้วยตัวเองก็แล้วกันนะครับ ไกด์เล่าให้ฟังว่าอีกฝั่งหนึ่งของเกาะ ทางตอนใต้ของ Old Town Corfu จะมีเกาะเล็กๆชื่อว่า Pontikonisi ตามตำนานเล่าว่าเกาะนี้คือเรือที่กลายเป็นหินของ Odysseus ผู้คิดแผนการส่งม้าไม้พร้อมไส้ศึกเข้าเมือง Troy ซึ่งสร้างความโกรธแค้นให้กับ Poseidon เทพแห่งท้องทะเลเป็นอย่างมาก ระหว่างล่องเรือกลับบ้าน เรือของ Odysseus จึงถูกสาปให้อับปางและกลายเป็นหินซึ่งก็คือเกาะ Pontikonisi ในปัจจุบัน ยังไม่จบ Excursion ในวันนี้นะครับ ไกด์จะพาเราไปกินของว่างแบบกรีกพร้อมชมวิวบนยอดเขาที่ Golden Fox View Point ของว่างอร่อยดีนะครับและวิวก็สวยมากๆเช่นเคย ใช้เวลากันอยู่ที่นี่พักใหญ่ก็ทยอยขึ้นรถ บนรถเราเห็นเจ้าหน้าที่ของ Ponant คนหนึ่งซื้อขนมเค้กโลคอลติดมือกลับมาด้วย เราก็เลยถามเค้าว่ามันคือขนมอะไร เค้าบอกว่ามันคือเค้กส้มแบบกรีกที่อร่อยมากๆชื่อว่า Portokalopita และแนะนำให้เราไปลองหาซื้อกินดู แต่เรายังมีเวลาอีกหลายชั่วโมงก่อนเรือจะออกเดินทางต่อ เราจึงมาเดินเล่นในตัวเมือง Corfu Town กัน เช่นเดียวกับเมืองส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ครับ Corfu มีความเป็นมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณเมื่อเกือบ 3,000 ปีก่อน แต่สิ่งที่ทำให้บ้านเมืองที่ Corfu แตกต่างจากที่อื่นก็คือการถูกปกครองโดย Venice ถึงเกือบ 400 ปี หลังจากนั้นก็มีทั้งฝรั่งเศส และอังกฤษที่เข้ามาปกครองสั้นๆก่อนจะส่งต่อให้ Greece จนถึงปัจจุบัน เราเหมือนคนโดน Corfu ทำของใส่ มองไปทางไหนคือดีงามไปหมดเลยครับ ระดับความสุขเต็มปรี่ทะลุปรอท ทั้งอากาศ ทั้งตัวเมือง ทั้งผู้คน และที่สำคัญคือเรามาเจอร้านกาแฟ Specialty ชื่อ Cafetierra Plakado ที่ทำ Iced Americano อร่อยๆให้เราได้หายอยากด้วย บาริสต้าบอกว่ากาแฟที่ Greece จะต่างจากที่ Italy ตรงที่คนที่นี่เค้ากินกาแฟเย็นกันด้วยครับ มีเมนู Iced Espresso ที่เอาไปปั่นกับน้ำแข็งให้เย็นที่คนนิยมกินกันทั่วไป ไหนๆก็ไหนๆ เราก็เลยถามบาริสต้าว่ามีร้านไหนขายเค้กส้ม Portokalopita อร่อยๆบ้างมั้ย เค้าบอกว่าที่ Corfu น่าจะมีแค่ที่ Golden Fox บนเขาที่เราเพิ่งไปมา (แง) แต่เค้าก็ปลอบใจด้วยการแนะนำร้าน Gelato ร้านโปรดในเมืองของเค้า ชื่อว่า Papagiorgis และบอกว่ารส Dark Chocolate กับรส Wild Strawberry อร่อยสุดๆ เราก็เลยไปตามรอย อร่อยจริง! เวลาแห่งความสุขใน Corfu ใกล้หมดลงแล้ว เพราะเราต้องเรือก่อน 16:30 น. เราตกหลุมรักเมืองนี้ เข้าอย่างจัง แล้วสักวันฉันจะกลับมาหาเธอใหม่นะ Corfu Itea, Greece สิ่งที่ดึงดูดให้คนมา Itea (อิเตย่า) มากที่สุดก็คือ อุทยานประวัติศาตร์ Delphi อันโด่งดัง ที่นี่เป็นที่ตั้งวิหารเทพ Apollo และที่อยู่ของ Pythia (Oracle of Delphi) ตำแหน่งของนักพยากรณ์ในตำนานที่มีอิทธิพลต่อชาวกรีกโบราณอย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นปกครองที่ต้องดั้นด้นมาปรึกษาในเรื่องสำคัญๆของแผ่นดินในยุคนั้น ทาง Ponant เองก็มีจัด Excursion ไปที่นี่ด้วยเช่นกัน แต่หลังจากที่เราปรึกษา Shore Team ที่ดูแลเรื่อง Excursions ของเรือแล้ว เราได้คำแนะนำให้ไปอีกที่หนึ่งมากกว่าซึ่งก็คือสำนักสงฆ์ Hosios Loukas Monastery เพราะ Delphi นั้นคนค่อนข้างแน่นมาก และตัวสำนักสงฆ์ Hosios Loukas Monastery เองก็เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ค่อนข้าง Unseen ไกด์บอกว่าเขาสามารถสัมผัสได้ถึงพลังแห่งจิตวิญญาณบางอย่างได้จากที่นี่ สำนักสงฆ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดย Hosios Loukas อาจจะแปลคร่าวๆได้ว่า “นักบุญลูคัส” ในยุค Byzantine เมื่อประมาณ 1,000 กว่าปีที่แล้ว และปัจจุบันก็ได้ถูกขึ้นทะเบียนมรดกโลกโดย UNESCO เป็นที่เรียบร้อย สิ่งแรกที่เราสัมผัสได้ก็คือความสงบร่มเย็นของสถานที่แห่งนี้ นี่ขนาดต้นไม้ที่หุบเขาข้างล่างส่วนใหญ่เพิ่งถูกไฟป่าไหม้ไปเมื่อไม่นานมานี้นะ ถ้าไม่โดนไฟไหม้จะเขียวขจีขนาดไหน เมื่อก้าวเท้าลอดซุ้มประตูเข้าสู่บริเวณสำนักสงฆ์ เราก็รู้สึกได้ถึงความขลังเบาๆ ยิ่งด้านในของโบสถ์นั้นเป็นโถงสูงที่ประดับไปด้วยจิตกรรมฝาผนังและงานกระเบื้องโมเสกบอกเล่าเรื่องราวความศรัทธาที่ละเอียดสวยงามมากๆครับ ขากลับออกมาที่ด้านหน้าสำนักสงฆ์มีร้านค้าเล็กๆให้ซื้อผลิตภัณฑ์ของสำนักสงฆ์กลับบ้านได้ เช่น ขนมขบเคี้ยว แยมผลไม้ บาล์มนวดอเนกประสงค์หลายสูตร (มีความคล้ายยาหม่องบ้านเราเหมือนกันนะ) แต่สิ่งที่ไกด์แนะนำที่สุด (โดยที่เค้าไม่ได้ค่าคอมมิชชั่น) ก็คือน้ำผึ้ง ไกด์บอกว่าน้ำผึ้งที่นี่ Excellent สุดๆ เราอยากซื้อขวดใหญ่ติดมือกลับบ้านซักขวด แต่พอนึกถึงน้ำหนักกระเป๋าที่ปริ่มโควตาอยู่ก็เลยได้แค่ซื้อไซส์เล็กสุดติดมือกลับมาพอให้เราไม่รู้สึกเสียดายทีหลัง จากนั้นไกด์ก็พาเราแวะไปที่เมือง Arachova ซึ่งเป็นเมืองบนภูเขาซึ่งเป็นแหล่งเล่นสกีของชาวกรีกครับ แม้เราจะมาในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิแล้ว หิมะไม่มีแล้ว แต่ร้านน่ารักต่างๆในเมืองก็ยังคงเปิดให้บริการอยู่ ที่นี่ไกด์ปล่อยให้เราเดินชมเมืองได้อิสระ แต่จะนัดเวลาและจุดขึ้นรถให้ไปเจอกัน เราเดินไปถามไกด์ว่ารู้จักร้านไหนที่ขายเค้กส้ม Portokalopita ที่เราได้รับคำแนะนำมาจากที่ Corfu บ้างมั้ย (ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ฮ่าๆๆๆๆ) แต่ไกด์เองก็ไม่แน่ใจ เลยพาเราเดินเข้าออกคาเฟ่อยู่หลายร้าน ระหว่างทางก็ได้คุยกันเรื่องอื่นๆไปด้วย จนสุดท้ายนางซื้อกาแฟเลี้ยงเราคนละแก้ว เป็นกาแฟ Iced Espresso แบบกรีก หลังจากนั้นเราก็เดินเข้าออกร้านเสื้อผ้า ร้านขนม ก็เลยได้ของติดมือกลับมานิดหน่อยก่อนกลับไปขึ้นรถ ขากลับไปที่เรือเราก็ผ่าน Delphi ด้วยนะครับ และเห็นรถทัวร์ที่จอดกันอยู่ไกลออกมา 2-3 กิโลเมตรจากตัวอุทยานประวัติศาสตร์ ไกด์เลยบอกว่าพวกเราตัดสินใจถูกมากที่เลือกไปที่สำนักสงฆ์ และเค้าเองก็ดีใจที่ไม่ต้องพาเราไปเบียดกับผู้คนที่ Delphi ในวันนี้ สำหรับเมือง Itea นั้นเป็นเมืองท่าที่น่ารักและค่อนข้างเล็กมาก เราเห็นผู้คนนั่งอยู่ในร้านกาแฟบนถนนหลักของเมืองแค่ไม่กี่คน และร้านค้าหลายร้านก็ไม่ได้เปิดให้บริการ ถ้าไม่ได้มากับ Ponant เราก็คงไม่มีโอกาสได้สัมผัสเมืองประมงเล็กๆของกรีซแบบนี้ เราเดินถ่ายรูปเล่นในเมืองสักพักก็กลับขึ้นไปทานอาหารกลางวันบนเรือ และวันนี้ที่ห้องอาหาร Le Rodrigues เชฟมาตั้งซุ้มทำสเต้กปลาทูน่าสดๆที่เพิ่งได้มาจากตลาดที่ Itea เสิร์ฟให้ผู้โดยสารพร้อมกับข้าวหุงปรุงรสเค็มๆหอมๆไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าใส่อะไรบ้างแต่อร่อยดีครับ Corinth Canal, Greece อีกหนึ่งไฮไลท์ของเส้นทางนี้ก็คือการล่องเรือเข้าคลอง Corinth (โครินธ์) ที่มีความยาว 6.3 กิโลเมตรและกว้างสูงสุดเพียง 25 เมตร ทำให้เฉพาะเรือเล็กอย่างเช่นเรือ L’Austral ของเราเท่านั้นที่จะค่อยๆล่องทะลุคลองนี้ได้พอดี นับเป็นประสบการณ์ที่พิเศษมากเลยครับ ผู้โดยสารแทบจะทุกคนบนเรือก็ดูตื่นเต้นกันมากๆ ออกมาชมคลองที่หัวเรือตามประกาศของกัปตันกันแน่นเลย เจ้าคลอง Corinth นี้ถูกเริ่มขุด (หรือใช้คำว่าหั่นดีนะ) ในปี 1882 และเสร็จสิ้นในปี 1893 โดยเจาะทะลุคอคอดโครินธ์ (Isthmus of Corinth) เพื่อให้เป็นทางลัดเชื่อม Gulf of Corinth (ฝั่งทะเล Ionian) กับ Saronic Gulf (ฝั่งทะเล Aegean) เข้าด้วยกัน จริงๆแล้วเส้นทางลัดนี้ถูกใช้งานมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณเมื่อ 2,600 กว่าปีก่อนแล้ว แต่เมื่อก่อนจะเป็นระบบรางบนแผ่นดิน โดยจะนำเรือขึ้นรถรางจากฝั่งหนึ่งแล้วเข็นลงอีกฝั่ง Athens Lavrio and Athens, Greece เมืองที่เรือของเราเข้าจอดวันนี้คือ Lavrio (หรือ Laurium ในภาษาอังกฤษ) จากท่าเรือทาง Ponant จัดรถบัสให้เราต่ออีกประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆก็ถึงเมืองหลวงที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปอย่าง Athens ซึ่งมีอายุราวๆ 3,400 ปี แต่ถ้านับจากหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็ย้อนกลับไปได้เป็นหมื่นปีเลยทีเดียว ที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดของการปกครองแบบประชาธิปไตย ปรัชญา ศิลปวิทยาการ และอารยธรรมตะวันตกที่เป็นมรดกมาถึงโลกยุคปัจจุบัน จุดหมายของเราวันนี้ก็คือ Acropolis เมืองโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือเมือง Athens สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพ Athena ผู้ปกปักษ์รักษาและผู้เป็นที่มาของชื่อเมือง Athens หรือ Αθήνα อ่านว่า “อาธิน่า” ในภาษากรีก เรื่องราวในเทพนิยายเล่าว่า King Cecrop ผู้ก่อตั้งเมืองจัดให้มีการแข่งขันกันระหว่างเทพ 2 องค์ซึ่งเป็นลุงกับหลานกันคือ Poseidon เทพแห่งท้องทะเลและแผ่นดินไหวซึ่งเป็นพี่ชายของ Zeus กับ Athena เทพีแห่งปัญญาและการสงครามลูกสาวของ Zeus เพื่อให้ผู้ชนะเป็นเทพผู้ปกป้องเมือง ผลลัพธ์ก็คือชัยชนะตกเป็นของ Athena Acropolis ในลักษณะที่เราเห็นในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบูรณะเมืองเมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อนหลังจากสงครามกับ Persia จบลงโดยมีอาคารหลักเรียกว่า Parthenon เป็นวิหารใหญ่สำหรับบวงสรวงเทพ Athena โดยคำว่า Parthenon นั้นมาจากชื่อเต็มของเทพ Athena Parthenos แปลว่า อาธีน่าผู้บริสุทธิ์ นอกจากเหตุผลทางด้านความเชื่อแล้ววิหาร Parthenon ยังเป็นสัญลักษณ์แสดงความยิ่งใหญ่ของรัฐกรีกโบราณด้วย เพราะที่นี่นั้นถูกใช้เป็นคลังเก็บสมบัติของบรรดารัฐกรีกโบราณนับร้อยเมืองที่ตกลงให้ Athens เป็นผู้นำในการต่อสู้กับชาว Persia จนได้รับชัยชนะ ในยุคต่อๆมา Parthenon ก็เคยถูกเปลี่ยนให้เป็นทั้งโบสถ์ในศาสนาคริสต์ (ยุค Byzantine) และมัสยิดในศาสนาอิสลาม (ยุค Ottoman) ด้วย วันนี้ Acropolis คนเยอะมากครับ แน่นกว่าคราวก่อนที่เรามาเมื่อปี 2007 เยอะเลย แต่ไกด์ของ Ponant ก็ดูแลเราเป็นอย่างดีพาเราลัดเลาะเข้าอุทยานประวัติศาสตร์ผ่าน Odeon of Herodes Atticus หรือโรงมหรสพสไตล์โรมัน (ที่เพิ่งมาสร้างในยุคหลัง) ที่พอตัดกับวิวเมืองด้านหลังแล้วดูขลังมากๆ ด้วยความที่ Acropolis ตั้งอยู่บนที่สูงเราจึงสามารถเห็นเมือง Athens ที่มีประชากรอยู่กันแบบหนาแน่นได้แบบ Panorama เลย และได้เห็นโบราณสถานต่างๆที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมืองด้วย ไม่ว่าจะเป็นวิหารของ Zeus มหาเทพผู้ปกครองเทพทั้งมวล วิหารของ Hephaestus เทพแห่งมนต์ดำ Theatre of Dionysus ที่จุคนได้อย่างน้อย 15,000 คนและเป็นต้นแบบของ Greek Theatre ทั้งมวลและอื่นๆอีกมากมาย ต้องบอกว่าเป็นภาพที่สวยงามแปลกตามากครับ นอกจาก Parthenon แล้ว บน Acropolis ยังมีอาคารเด่นๆอีก 2 อาคารคือ Erechtheion ที่หลายคนอาจจะคุ้นชินกับภาพเสาเทพีที่แบกเพดานอาคารไว้บนหัว (Caryatids) สร้างขึ้นเพื่อบูชาทั้ง Athena และ Poseidon โดยมีศาลเจ้าแยกกัน (เราชอบที่คนโบราณก็ยังให้เกียรติผู้แพ้อย่าง Poseidon ด้วย) และอาคารอีกหลังที่เล็กกว่าแต่ดูงามสง่าไม่แพ้กันก็คือวิหารแห่งเทพ Athena Nike (เป็นเทพ Athena ปางเทพีแห่งชัยชนะ) หลังจากเยี่ยมชม Acropolis เสร็จเรียบร้อยแล้ว ไกด์ก็พาเราไปต่อกันที่พิพิธภัณฑ์ Acropolis Museum ที่รวบรวมโบราณวัตถุและชิ้นส่วนอาคารที่ขุดพบบริเวณ Acropolis ซึ่งทุกชิ้นนั้นบอกเล่าเรื่องราว ประเพณี วัฒนธรรมที่ Rich มากๆของชาวกรีกที่ไม่มีทางที่เราจะเล่าได้หมด ขนาดเดินดูด้วยตาก็ยังไม่ทั่วเลยครับ เอาเป็นว่าเราขอเอารูปมาอวดให้พอเห็นบรรยากาศ และเว้นว่างประสบการณ์เอาไว้ให้เพื่อนๆได้ไปสัมผัสเองก็แล้วกัน แต่บอกเลยว่าควรค่าแก่การแวะมาอย่างยิ่งครับ ได้เวลามื้อเที่ยงแล้ว วันนี้ไกด์พามากินอาหารกรีกพร้อมวิว Acropolis กัน ทางร้านเสิร์ฟจานแรกเป็น Moussaka หรือลาซานญ่าเวอร์ชั่นกรีกที่มีเนื้อบดและมะเขือยาวเรียงเป็นเลเยอร์อยู่ด้านล่าง ต่อด้วย Youvetsi สตูว์เนื้อแกะราดบน Orzo พาสต้าทรงเมล็ดข้าว และสลัดชีส Feta ราดซอสมะเขือเทศสด ก่อนจะจบท้ายด้วยขนมหวานไส้ถั่วสุดคลาสสิคอย่าง Baklava ตามโปรแกรมแล้วเราจะต้องขึ้นรถกลับเรือเลย เพราะท่าเรือค่อนข้างอยู่ไกลเป็นชั่วโมง และเรือต้องแล่นต่ออีกค่อนข้างไกล แต่ด้วยความที่เรากินเสร็จเร็วกว่าคนอื่น จึงพอมีเวลาให้ไปเดินเล่นรอบๆร้านอาหารนิดหน่อย และเราก็พบว่ามีร้านน่ารักๆเยอะแยะมาก น่าเสียดายที่เรามีเวลานิดเดียว แถมร้านส่วนใหญ่ปิดวันจันทร์ซึ่งเป็นวันที่เราอยู่ที่ Athens พอดี ไม่งั้นเราคงจะได้ค้นพบอะไรดีๆที่นี่อีกเยอะ หรือนี่จะเป็นลางให้เรากลับมา Athens อีกซักรอบนะ? ฮ่าๆๆๆ White Evening White Evening เราเดินทางมาถึงครึ่งทริปแล้วนะครับ วันนี้บนเรือมีจัดงานพิเศษคือ White Evening คืองานดินเนอร์ที่ให้ผู้โดยสารแต่งตัวชุดสีขาวเป็นหลักใครจะแซมสีดำด้วยก็ไม่ว่ากัน หรือจะไม่เข้าร่วมเลยก็ไม่เป็นไร โดยทาง Ponant จะจัดให้มีการลงทะเบียนว่าเราอยากนั่งกับทีมบริหารของเรือคนไหน เหมือนเป็นกิจกรรมสร้างคอนเน็คชั่นที่มาพร้อมกับธีมสนุกๆไปในตัว เนื่องจากก่อนหน้านี้เราได้เคยพูดคุยถูกคอกับคุณ Didier Vacher ผู้จัดการโรงแรมของเรือมาบ้างแล้ว เราก็เลยเลือกที่จะนั่งกับคุณ Didier และบนโต๊ะของเราก็มีแขกน่ารักๆคนอื่นๆอีก เช่นคุณ Aurelia นักบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับอารยธรรมในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และคุณ Didac กับคุณ Manon คู่รักชาว Lexumberg ซึ่งในเราทุกคนก็แลกคอนแทคกัน และจากนั้นตลอดทริปที่เหลือเราก็ช่วยถ่ายรูปให้กัน ให้คำแนะนำกันและกันกัน ซึ่งทำให้ทริปของเราสนุกขึ้นอีกหลายเท่าเลย Meteora Volos, Greece ท่าเรือสุดท้ายก่อนออกจากเขต EU ครับ เผลอแป๊บเดียวเหลืออีกไม่กี่วันทริปล่องเรือของเราก็จะจบลงแล้ว ไม่อยากให้จบลงเร็วเลยจริงๆครับ Ponant พาเรามาจอดที่เมือง Volos นี้ก็เพราะเค้าจะพาเรานั่งรถบัสต่อไปเที่ยวจุดที่สวยแปลกตาที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศกรีซเลยครับ นั่นก็คือ Meteora ดินแดนศักสิทธิ์แห่งสำนักสงฆ์ศาสตร์คริสนิกายกรีกออร์ธอด็อกซ์บนภูเขาหินทรงประหลาดราวกับหลุดออกมาจากฉากนิยาย Fantasy แบบ The Lord Of The Rings เลยแหละ Meteora แปลว่า “ลอยค้างอยู่ในอากาศ” และก็เช่นเดียวกันกับ Corfu เราเคยเห็นรูป Meteora ในนิตยสารท่องเที่ยวของฝรั่งมานานแล้ว และก็อยากมาเที่ยวมากๆ แต่ก็รู้สึกว่าเดินทางค่อนข้างยาก จึงเป็นอีกที่ที่เราได้แต่เก็บเอาไว้ในลิสต์มานานแสนนาน จนกระทั่งวันนี้ฝันเราเป็นจริงแล้วครับ ขยำลิสต์ทิ้งได้แล้ว ฮ่าๆๆๆ ไกด์บอกว่านี่คือ 1 ใน Top 5 สถานที่ Must-Visit ในกรีซเลยนะ สมการรอคอยมากๆ Meteora เป็นภูเขาที่แทบจะอยู่ตรงกลางแผ่นดินกรีซเลย ซึ่งจะต่างจากแหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่อื่นๆของกรีซที่มักจะเป็นเกาะในทะเล จากท่าเรือเรานั่งรถเกือบ 2 ชั่วโมงก็เริ่มเห็นวิวเขาที่มีทรงสวยแปลกตามากๆ จากนั้นรถของ Ponant ก็พาเรามาจอดที่ร้านอาหารที่ตีนเขาให้เราพักดื่มน้ำและเข้าห้องน้ำก่อนจะเดินทางไปต่อ แค่วิวตรงร้านอาหารนี้ก็น่าตื่นตาตื่นใจมากๆแล้วครับ ในช่วงพีคๆนั้น Meteora เป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์ถึง 24 แห่ง แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 6 แห่งที่ยังมีการใช้งานอยู่โดยจะสลับกันเปิด-ปิด ในขณะที่บางแห่งก็ไม่เปิดให้เข้าชมเลยและวิธีเดียวที่จะเข้าถึงสำนักสงฆ์นั้นได้ก็ต้องโหนสลิงเข้าไปเท่านั้น เนื่องจากนักบวชที่อาศัยอยู่ในนั้นต้องการปลีกวิเวกตัดขาดจากโลกภายนอกจริงๆ สำนักสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดนั้นมีชื่อว่า Megalo Meteoron (The Great Meteoro Monastery) สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 700 ปีก่อน ที่นี่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้แต่ปิดทุกวันอังคาร ซึ่งก็คือวันที่เราไปพอดี ฮ่าๆๆๆ วันนี้เราจึงได้เข้าชมสำนักสงฆ์ 2 แห่งที่สวยงามไม่แพ้ ก็คือสำนักสงฆ์ Varlaam อายุเกือบ 500 ปี และสำนักภิกษุณี St. Stephen ซึ่งก่อตั้งมาในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน (แต่รากฐานของอาคารนั้นมีอายุย้อนกลับไปกว่า 900 ปี) และเพิ่งกลายสภาพมาเป็นวัดสำหรับภิกษุณีเมื่อ 60 กว่าปีที่ผ่านมานี้เอง สาเหตุที่สำนักสงฆ์ต่างๆในกรีซมักจะสร้างอยู่บนยอดเขา หรือในสถานที่ที่เข้าถึงได้ยากก็เพราะเป็นความตั้งใจที่จะหลีกหนีจากโลกภายนอก แต่กลับกลายเป็นว่าพอยุคสมัยเปลี่ยนไป มีถนนหนทางสะดวกมากขึ้น โลกภายนอกก็ถาโถมกันเข้ามาหาสำนักสงฆ์ถึงในโบสถ์เลย และด้วยความที่สำนักสงฆ์มักจะตั้งอยู่บนที่สูง ก็ทำให้มีวิวสวยโดยอัตโนมัติ เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากๆ ถ้าเรานึกย้อนหลังไปในช่วงการก่อสร้างสำนักสงฆ์แต่ละแห่ง ลำพังเส้นทางบนพื้นราบที่จะขนเอาวัสดุก่อสร้างมาถึงตีนเขาก็ลำบากมากอยู่แล้ว แต่พอมาถึงก็จะต้องใช้วิธีปีนเขา โรยตัว ชักรอกเอาอุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆขึ้นมาที่ละน้อย จากนั้นจึงค่อยลงมือก่อสร้างโดยนักบวชเอง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในศรัทธาของคนยุคนั้นที่สามารถสร้างภาพในจินตนาการให้เป็นจริงได้สำเร็จ ไม่ใช่แค่สำนักสงฆ์ 1 แห่งเท่านั้น แต่มากถึง 24 แห่งเลยทีเดียว แสดงให้เห็นว่าภาพที่ชัด วิธีที่ใช่ และใจที่ชอบนั้นเป็นสูตรสำเร็จที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายและทำซ้ำๆได้เสมอ ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปขนาดไหน Ephesus Kușadasi, Turkey เราออกจากน่านน้ำเขต EU แล้วครับ วันนี้เราเดินทางมาถึงเมืองท่าที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ของประเทศตุรกีที่มีชื่อว่า Kușadasi (คุชาดาสึ) สภาพบ้านเมืองเริ่มดูต่างจากบ้านเมืองในกรีซ แต่ก็ยังมีความคล้ายคลึงกับเมืองตากอากาศริมทะเลในยุโรปอยู่ประมาณหนึ่ง ถ้าจะย้อนเวลากลับไปในประวัติศาสตร์ที่นี่ก็คงไม่ต่างจากเมืองอื่นๆในละแวกนี้ที่มีความเป็นมาหลายพันปี แต่ปัจจุบัน Kușadasi เป็นเมืองที่กำลังพัฒนามีโครงการใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย และไกด์บอกว่าราคาค่าคอนโดต่างๆก็ยังถูกกว่าเมืองตากอากาศในยุโรปอยู่มาก แต่วันนี้เราไม่ได้มาหาซื้อคอนโดหรอกนะครับ เรามาที่นี่เพื่อจะไปเมืองชม Ephesus (เอฟเฟซัส) เมืองโบราณในตำนานที่สำคัญมากๆอีกเมืองหนึ่งมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณโดยเป็นศูนย์กลางแห่งการบูชาเทพ Artemis เทพแห่งการล่าสัตว์ พระจันทร์และการให้กำเนิดเด็ก โดยถ้ามีการจัดอันดับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคโบราณ Temple Of Artemis ที่ Ephesus ก็คงจะได้ติดลิสต์ด้วยอย่างแน่นอน ต่อมาในยุคโรมัน Ephesus ก็เจริญรุ่งเรืองมาก ถึงกับมีการยกสถานะเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรโรมันฝั่งเอเชียเลย นอกจากนี้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลก็มีการพูดถึง Ephesus อยู่หลายครั้ง เนื่องจากเป็นที่ที่อัครสาวกของพระเยซูอย่าง Paul เดินทางมาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ Ephesus เป็นเมืองโบราณที่ค่อนข้างใหญ่มาก สังเกตุได้จากขนาดของ Roman Theatre ที่จุคนได้ถึง 25,000 คน (ทำให้คาดกันว่าต้องมีประชากรอย่างน้อย 250,000 คน) และตัวเมืองเองก็แบ่งออกเป็น 3 โซนคือโซนสถานที่ราชการ โซนที่อยู่อาศัยของกลุ่ม Elite ในยุคนั้น และสุดท้ายก็คือโซนชาวบ้านและแหล่งค้าขายที่เรียกว่า Agora ในภาษากรีกโบราณ อีกหนึ่งจุดที่เป็นสัญลักษณ์ของ Ephesus ก็คือ Façade (หน้าตึก) ของหอสมุดของเซลซัส (Library of Celcus) ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานและที่เก็บศพของ Tiberius Julius Celsus Polemaeanus ตัวแทนที่ถูกส่งมาให้ปกครอง Ephesus จากโรม หลังจากทัวร์ Ephesus เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็กลับมาที่ Kușadasi และมีเวลาอิสระในการเดินเล่นในเมือง ด้วยความที่เราไม่มีเงิน Lira ของตุรกีติดตัว และไม่อยากจ่ายด้วยยูโรแล้วได้เงินทอนเป็น Lira (อีกใจนึงก็กลัวโดนโกงราคาด้วยแหละ ฮ่าๆ) เราก็เลยได้แค่เดินเล่นไปเรื่อยๆทั้งที่เราก็แอบอยากเข้า Cafe และลองขนมที่เค้าขายอยู่ข้างทางเหมือนกันนะ แต่ก็ตัดใจดีกว่า บรรยากาศของเมืองดีเลยครับ ทะเลสวย ลมเย็น แต่เอาเข้าจริงๆเราก็ยังไม่เจอร้านอะไรที่ถูกจริตสักเท่าไหร่ ยิ่งตรงโซนรับนักท่องเที่ยวก็มักจะขายของก๊อปพวกกระเป๋า นาฬิกา แบรนด์เนมต่างๆ และเค้าทำได้ดีเลยนะ ก๊อปเนียนเชียว ฮ่าๆๆๆ Farewell Gala Farewell Gala ไม่น่าเชื่อเลยว่าเวลาจะผ่านไปเร็วขนาดนี้ เผลอแป๊บเดียวมาถึงงาน Farewell Gala แล้วเหรอเนี่ย จริงๆนี่ก็ยังไม่ใช่วันสุดท้ายของการล่องเรือหรอกครับ พรุ่งนี้เรายังมีอีก 1 เมืองให้แวะเที่ยว แต่เราคิดว่าถ้าจัดคืนสุดท้ายเลยผู้โดยสารอาจจะเอ็นจอยได้ไม่เต็มที่เพราะต้องมาพะวงกับการจัดกระเป๋าเตรียมตัวจบทริป เพราะนอกจากงาน Cocktail ช่วงเย็นแล้วเค้ายังมีงาน Dinner ให้เราเลือกเข้าร่วมต่อได้ด้วยและอาจจะเสร็จดึก เค้าก็เลยจัด Farewell ล่วงหน้าก่อน 1 วัน พอถึงวันใกล้จบ Cruise ทาง Ponant ก็จะมีเอกสารต่างๆมาให้เรากรอก เช่น แบบประเมินความพึงพอใจและข้อเสนอแนะ ซองทิปเผื่อเราจะให้เป็นเงินสดแต่ถ้าจะให้ผ่านบัตรเครดิตก้สามารถทำเรื่องที่ Reception ได้เลย เราแอบเห็นทิปที่ห้องอื่นๆให้ก็จะอยู่ในช่วง 12-30 ยูโร/ห้อง/วัน รวมไปถึงแบบฟอร์มให้ทาง Ponant เตรียมรถแท็กซี่ไปสนามบินให้ถ้าต้องการนะครับ เพราะเราสามารถเรียกอูเบอร์เองได้เช่นกัน ซึ่งราคาก็จะถูกกว่า แต่เราให้ทาง Ponant เรียกให้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะไฟลต์กลับของเราค่อนข้างกระชั้นกับเวลาลงจากเรือ Alanya Alanya นี่คือเมืองสุดท้ายที่เราจะได้ลงเที่ยวของ Cruise นี้แล้วครับ พรุ่งนี้เป็นเมือง Antalya (ชื่อคล้ายๆกันเนอะ) ที่เราจะไม่ได้เที่ยวอะไรเลยเพราะลงจากเรือแล้วต้องพุ่งตัวไปสนามบินเลย Alanya เป็นดินแดนที่ว่ากันว่า Mark Antony จอมทัพชาวโรมันมอบให้เป็นของขวัญกับคลีโอพัตราคนรักของเขา เพราะชายหาดที่นี่สวยถูกในพระนางเป็นอย่างมาก และในปัจจุบันหาดที่ขึ้นชื่อที่สุดก็ถูกตั้งชื่อว่า Cleopatra Beach ด้วย แต่ไม่ใช่แค่ Cleopatra หรอกนะที่ชอบที่นี่ บรรดาโจรสลัดก็ชอบเช่นกันและเคยใช้ Alanya เป็นศูนย์กลางในการปล้นสะดมเลยทีเดียว เสน่ห์ของ Alanya นั้นเห็นได้แต่ไกลตั้งแต่เราอยู่บนเรือ กำแพงเมือง (แอบคล้ายกำแพงเมืองจีนอยู่เหมือนกันนะ) ที่คนเคี้ยวไปตามไหล่เขาและมีเมืองอยู่เบื้องล่างเป็นภาพที่ทำให้รู้ว่าเมืองนี้ต้องมีความสำคัญมาแต่โบราณ และเมืองเก่าแก่แบบ Alanya นั้นก็ได้ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย จนวันนี้ Alanya กลายเป็นเมืองตากอากาศติดทะเลของตุรกีที่น่ารักเดินเพลิน โดยรวมแล้วเราชอบเมืองนี้มากกว่า Kuşadasi นะ Ponant พาเรานั่งรถออกไปชมความสวยงามของ Side (ซิเด้) เมืองยุคกรีกโบราณซึ่งเป็นที่ตั้งของวิหาร Apollo และ Artemis สองพี่น้องเทพแห่งพระอาทิตย์และพระจันทร์ เราขอข้ามเรื่องประวัติศาสตร์ต่างๆไป เพราะเพื่อนๆก็น่าจะเต็มอิ่มกับเรื่องนี้จากเมืองต่างๆก่อนหน้าไปแล้ว ขอโฟกัสที่วิวเลยครับ ฮ่าๆๆ สวยไม่สวยดูรูปเอาเองนะครับ แต่สำหรับเรานั้นประทับใจมาก เป็นความสวยงามที่ดูขลังแต่ก็สะอาดตา เป็นความงามในยุค Classical Architecture ที่มีเสน่ห์จริงๆ โดยเฉพาะเมื่อเสากรีกโบราณสีครีมมีน้ำทะเลสีน้ำเงินสดเป็นฉากหลัง แถมมีเรือสวยๆประกอบฉากด้วย หลังจากนั้นไกด์ก็พาเรามาชมถ้ำ Damlataş (ดามลาตาช) ที่เต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยสวยงาม และเป็นที่ที่คนเชื่อกันว่าลักษณะพิเศษบางอย่างของอากาศภายในถ้ำนั้นช่วยรักษาอาการหืดหอบด้วย จากข้อมูลที่เราหามาพบว่าอากาศในถ้ำนั้นมี Carbon Dioxide เข้มข้นกว่าอากาศนอกถ้ำถึง 10-15 เท่า และมีความชื้นถึง 95% เราเองก็ไม่ได้มีความรู้หรอกนะว่าคุณลักณะแบบนี้มีส่วนช่วยรักษาโรคทางเดินหายใจได้อย่างไร แต่ปัจจุบันทางเมือง Alanya ได้ล็อคเวลาช่วง 10:00 - 14:00 น. ไว้ให้กับคนที่มีอาการหืดหอบเท่านั้น เพราะตามที่เค้าเคลมก็คือการรักษาจะได้ผลก็ต่อเมื่อคนไข้ใช้เวลาวันละ 3-4 ชั่วโมงต่อเนื่องกัน 21 วันเพื่อหายใจเอาอากาศในถ้ำเข้าไป เกิดเป็นแพ็คเก็จทัวร์สุขภาพกันจริงจัง นักท่องเที่ยวทั่วไปอย่างเราจะเข้าได้หลังจาก 14:00 น. ไปแล้ว หลังจากกลับขึ้นเรือแล้ว เราก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการจัดกระเป๋า เพราะทาง Ponant ขอให้เรานำกระเป๋าใหญ่ที่จะให้ทางเจ้าหน้าที่ช่วยขนลงจากเรือมาวางไว้ที่หน้าห้องของเราก่อนตี 3 และการแพ็คกระเป๋าของเรานั้นถือเป็นงานใหญ่ที่ต้องวางแผนมากเพราะสัมภาระของเราค่อนข้างเยอะและน้ำหนักก็ปริ่มโควตามากๆ เพื่อให้กระเป๋าเราเบาที่สุด เราจึงต้องเตรียมเสื้อผ้าที่มีน้ำหนักมาใส่ไว้ที่ตัวเราพรุ่งนี้ด้วย ฮ่าๆๆๆ Antalya Port Disembarkation at Antalya Port เช้านี้เราจะต้องเช็คเอ้าท์ออกจาก Cabin ของเราก่อน 8:00 น. หมายความว่าเราจะต้องตื่นไปทาน Breakfast และเตรียมตัวทุกอย่างให้พร้อมก่อนเวลา เราจัดการเคลียร์ทุกอย่างจนเรียบร้อยทันเวลา แล้วไปนั่งรอรถแท็กซี่มารับที่ The Main Lounge ระหว่างนั้นเราก็ขอบคุณทีมงานและเพื่อนใหม่ที่แวะเวียนเข้ามาทักทาย และบอกลา ไม่น่าเชื่อว่าในช่วงเวลา 10 วันบนเรือ เราจะสร้างความรู้สึกผู้พันได้มากขนาดนี้ ในใจเราแอบเศร้าที่ต้องจากลากันแล้ว แต่หลายๆคนเราก็แลกคอนแทคท์กันไว้ก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน ในที่สุด Taxi ของเราก็มาถึง ทีมงานก็เดินมาเรียกให้เราลงจากเรือ ไปรับกระเป๋าใบใหญ่ที่ทางเรือขนลงไปข้างล่างเตรียมไว้ให้ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ เราทักทายคนขับรถแท็กซี่และขอบคุณที่ช่วยยกกระเป๋าขึ้นรถให้ ขณะที่รถกำลังจะขับออกไป เราโบกมือลาเรือ L’Austral และทีมงานที่น่ารักทุกคนอีกครั้ง ก่อนที่ภาพเรือที่จอดอยู่ที่ท่าจะค่อยๆมีขนาดเล็กลงไปพร้อมๆกับระยะทางที่แท็กซี่ขับออกมาเพื่อมุ่งหน้าสู่สนามบิน สรุปความประทับใจ ถ้าคะแนนเต็ม 10 เราให้ทริปนี้ 100 คะแนนไปเลยครับ เป็นหนึ่งในทริปที่เราประทับใจที่สุดในชีวิตเลยล่ะ ไม่ใช่เพราะมันเพอร์เฟ็คท์สมบูรณ์แบบทุกอย่างหรอกนะครับ บางอย่างเราก็แอบอยากให้มันมากหรือน้อยกว่าที่มันเป็นอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วเราดีใจจริงๆที่ได้มาเห็นโลกกว้างอันสวยงามจนใจฟูแล้วฟูอีก และมี Ponant เป็นผู้เปิดโลกและนำพาเรามาเสพทั้งบรรยากาศ สถานที่ท่องเที่ยว ความรู้ ศิลปะ ดนตรี อาหาร และวัฒนธรรมการเดินเรือแบบฝรั่งเศสแท้ๆ แต่สิ่งที่ทำให้เราอิ่มเอมใจที่สุดก็คือผู้คน ไม่ว่าจะเป็นลูกเรือหรือแขกคนอื่นๆที่เราได้ทำความรู้จักกันนั้นล้วนแล้วแต่น่ารักเป็นกันเองมากๆ ทั้งที่ตอนแรกเราก็แอบกังวลเพราะเป็น Cruise ที่มีผู้โดยสารชาวฝรั่งเศสกว่า 90% น่าจะทำให้เราเกร็ง แต่ถ้าเราเปิดเข้าหาเขา เขาก็จะเปิดเข้าหาเรา เช่นกันครับ อย่างที่บอกว่าการมาล่องเรือกับ Ponant นั้นไม่เหมือนใคร เป็นประสบการณ์ที่เติมเต็มในหลายๆด้านเพราะเค้าเสิร์ฟทั้งอาหารตา อาหารสมอง และอาหารจิตใจ Ponant สามารถทำสิ่งที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งของงานบริการได้สำเร็จอย่างงดงามจนน่าทึ่ง นั่นก็คือ “ความพอดี” นั่นเองครับ 10 วันของเรานั้น “พอดี” ระหว่างการได้พักผ่อนและความตื่นตาตื่นใจ “พอดี” ระหว่างความหรูหราและความอบอุ่น เราเข้าใจแล้วว่าทำไมลูกค้าส่วนใหญ่จึงเป็นลูกค้าประจำที่กลับขึ้นเรือซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะเราเองก็กำลังดูๆอยู่เหมือนกันว่าทริปหน้าจะไปเส้นทางไหนกับ Ponant ดี ☺️ Exclusive Offer: Hoparound.co X Ponant 1. ทุกเส้นทาง ลดเพิ่ม 5% จากราคาหน้าเวป www.ponant.com (ราคามีการปรับอยู่เรื่อยๆ ยิ่งจองล่วงหน้านานยิ่งถูก) 2. พิเศษ! สำหรับเส้นทางจาก Valetta, Malta - Antalya, Türkiye (The Mediterranean: in the footsteps of great civilisations) ออกเดินทางวันที่ 22 มีนาคม - 1 เมษายน 2026 (11 วัน) ราคาเริ่มต้นที่ 6,207 ยูโร/ท่าน โดยจะไม่ปรับขึ้นหากจองภายใน 10 สิงหาคม 2025 (1 ห้องต้องพัก 2 ท่าน) วิธีการจอง 1. ดูเส้นทางและวันเดินทางที่ต้องการได้ที่หน้าเวป https://us.ponant.com/discover-our-destinations 2. คลิกที่ลิงค์ www.hoparound.co/exclusiveoffers เพื่อกรอกรายละเอียดทริปที่ต้องการและข้อมูลเบื้องต้นเพื่อรับสิทธิ์ลดเพิ่ม 5% 3. รอให้ตัวแทนของ Ponant ติดต่อกลับทางอีเมลเพื่อดำเนินการจองกับลูกค้าโดยตรง Ponant Exclusive Offers เลือกชมเส้นทางเดินเรือ Ponant ที่น่าสนใจได้ที่นี่ Le Commandant Charcot 2025 - 2027 Brochure The World's Only Luxury Icebreaker PONANT Winter 2025-2026 Brochure Inspiring Voyages PONANT & Smithsonian Journeys 2026 Collection 2025 Close to Home Voyages Brochure Le Commandant Charcot 2025-2026 Brochure www.hoparound.co #LetsHoparound #Ponant
- Tokyo เที่ยวกี่รอบก็ไม่เบื่อ อัพเดทที่เที่ยวโตเกียวล่าสุด
#Tokyo เที่ยวกี่รอบก็ไม่เบื่อ นอกจากจะเป็นหนึ่งในเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในโลกแล้ว โตเกียวยังครบรสและพร้อมเสิร์ฟให้กับทุกความต้องการ แต่ละย่านนั้นมีคาแรคเตอร์ที่หลากหลาย พุ่งพล่านไปด้วยเอเนอร์จี้ความเก๋ เท่ สนุก แปลกใหม่ให้สัมผัสในทุกๆครั้งที่ได้ไป จะซ้ำกี่รอบก็ยินดี ที่สำคัญอาหารอร่อยล้ำถูกปากไม่ว่าจะเป็นร้านเก่าแก่ดั้งเดิม หรือร้านใหม่ไวรัลว่อนเน็ต ในปี 2025 นี้ เราจะพาเพื่อนๆไปนอนโรงแรมในเครือ #Hyatt ใน 2 โลเคชั่นสุดปัง จากนั้นก็เดินวินโดว์ช็อปปิ้งอัพเดทร้านเก๋ในย่านต่างๆ พาชมมิวเซี่ยมสุดครีเอทีฟ แล้วก็แวะไปแลนด์มาร์คลักชูรีแห่งใหม่ในย่าน Azabudai Hills แถมวิว Tokyo Tower สุดคลาสสิคจากหลายๆมุมด้วย ที่สำคัญคือกิน! รอบนี้เราได้ลองหลายร้านเลย เช่น Brunch ที่นำเอาวัตถุดิบญี่ปุ่นมาตีความใหม่ในแบบตะวักตกที่ร้าน PATH ราเมงเป็ดจากร้าน Ramen Ginza Onodera ย่าน Omotesando อีกหนึ่งผลงานจากเชฟ Terada เจ้าของมิชลิน 4 ปีซ้อน แพนเค้กแสนอร่อยที่ร้าน Butter ในย่าน Marunouchi ร้านเนยพรีเมี่ยมจากเมือง Bie บนเกาะ Hokkaido ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ที่ญี่ปุ่น รวมไปถึง Gin กลิ่นแกงเขียวหวานที่ Tokyo Riverside Distillery ย่าน Kuramae อ้อ! แล้วก็มีข้าวหน้าหอยลาย Fukagawa Don อาหารโลคอลโบราณตั้งแต่สมัยเอโดะที่เราประทับใจมากๆด้วย นี่แค่ตัวอย่างนะครับ ยังมีทั้งปิ้งย่าง ชาบู คัตสึด้งและคาเฟ่เจ๋งๆอีกเยอะเลย ยังไงก็ Hop ไปเที่ยวโตเกียวด้วยกันนะคร้าบบบบ #ญี่ปุ่น #โตเกียว #รวมที่เที่ยวโตเกียว #รีวิวโตเกียว #รีวิวญี่ปุ่น #เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ติดต่องาน: info.hoparound@gmail.com Collaborate with us: info.hoparound@gmail.com Website: www.hoparound.co Instagram: @ hoparound.co Facebook: @ hoparound.co TikTok: @ hoparound.co YouTube: @ hoparound.co Pinterest: @ hoparound.co โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท โตเกียว ณ Roppongi (Grand Hyatt Tokyo) ขึ้นชื่อว่า Hyatt ก็วางใจได้เลยเรื่องมาตรฐานทั้งคุณภาพห้องพัก การบริการ และโลเคชั่น และนี่ก็เหตุผลที่ทำให้เราเลือกพักที่นี่เป็นโรงแรมแรกเมื่อมาโตเกียวในทริปนี้กันครับ จากโรงแรมเราสามารถเดินไปเสพศิลป์กันที่ The National Art Center และ 21_21 Design Sight ได้สบายๆ หรือจะเดินเล่น Roppongi Hills ก็เพลินมากครับ แต่เราชอบเดินเล่นใน Tokyo กันอยู่แล้วก็เลยเดินเล่นไปเรื่อยๆเลยครับ เมื่อยเมื่อไหร่ก็ค่อยหาที่นั่งพักไม่ก็ขึ้นรถไฟใต้ดินไปต่อ อาวุธลับของ Grand Hyatt อาจจะไม่ใช่ดีไซน์ที่ล้ำที่สุด หรือคอนเส็ปต์ที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร แต่มันคือความสบายใจ เหมือนเราได้มามีพื้นที่คุณภาพเล็กๆกลางเมืองใหญ่ที่วางใจได้เลยว่าเตียงนุ่มนอนสบาย ห้องกว้างไม่อึดอัด เป็นความหรูหราที่อบอุ่นปลอดภัย และที่สำคัญคืออาหารเช้าอร่อยแน่นอน หน้าตาอาหารเช้าที่ Grand Hyatt Tokyo ก็จะประมาณนี้ ของจริงละลานตามากนะครับ โดยเฉพาะไลน์บุฟเฟ่ต์ที่มีครบทั้งแบบญี่ปุ่น และแบบตะวันตก ตั้งแต่ของคาว โคลด์คัทส์ เบเกอรี่สดใหม่ ขนมหวาน น้ำผลไม้ ชากาแฟ นม โยเกิร์ตต่างๆและธัญญาพืช ซีเรียลใดๆ ถ้ายังไม่พอก็ยังมีแบบ A La Carte ให้สั่งเพิ่มได้อีก พื้นที่ท้องไม่มีวันพอเลยครับ สำรองห้องพัก: จองโรงแรม Grand Hyatt Tokyo ได้ที่นี่ เวลาเปิดปิด: 24 ชั่วโมง การเดินทาง: Roppongi Station สายสีเทา H Hibiya Line หรือ สายสีชมพู E Oedo Line ทางออก 1C Location: https://maps.app.goo.gl/MJf4euy9VkfTfiuc9 The National Art Center Tokyo ศูนย์ศิลปะแห่งชาติโตเกียว (The National Art Center, Tokyo - NACT) เป็นหนึ่งในพื้นที่จัดแสดงศิลปะที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในย่านรปปงหงิ เดินจาก Grand Hyatt Tokyo 10 นาทีก็ถึงเลย ที่นี่แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะทั่วไปตรงที่ไม่มีคอลเลกชันถาวร แต่เป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน โดยนำเสนอศิลปะร่วมสมัยและศิลปะคลาสสิกจากทั้งศิลปินญี่ปุ่นและนานาชาติมาให้เพื่อนๆได้รับชมตลอดทั้งปีเลยครับ จุดเด่นของศูนย์ศิลปะแห่งชาติโตเกียวแห่งนี้ สถาปัตยกรรม: ตัวอาคารออกแบบโดยคุณ คิโช คุโรคาวะ (Kisho Kurokawa) โดดเด่นด้วยโครงสร้างกระจกขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างเป็นคลื่น นิทรรศการ: จัดแสดงงานศิลปะหมุนเวียนหลากหลายประเภท รวมถึงนิทรรศการระดับนานาชาติ การร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์อื่น ๆ และการจัดแสดงของศิลปินอิสระ ห้องสมุดและสิ่งอำนวยความสะดวก: มีห้องสมุดด้านศิลปะขนาดใหญ่ ร้านค้าของพิพิธภัณฑ์ และคาเฟ่ ทำเลที่ตั้ง: ตั้งอยู่ในย่านรปปงหงิ ซึ่งเป็นศูนย์กลางศิลปะที่สำคัญของโตเกียว ใกล้กับพิพิธภัณฑ์อื่น ๆ เช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะโมริ (Mori Art Museum) เวลาเปิดปิด: เปิด 10:00-18:00 วันพุธ - วันจันทร์ ปิดวันอังคาร การเดินทาง: Roppongi Station สายสีเทา H Hibiya Line หรือ สายสีชมพู E Oedo Line ทางออก 1C Location: https://maps.app.goo.gl/29iEtdTLEBYnP7BT8 PATH คาเฟ่และบิสโทรสายฝอที่ต้องไปเช็คอินในโตเกียว! ไปสัมผัสประสบการณ์การกินดื่มที่ไม่เหมือนใครที่ "PATH" คาเฟ่และบิสโทรชื่อดังในโตเกียว ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงร้านกาแฟธรรมดา แต่คือจุดนัดพบของเหล่า foodie และคนรักดีไซน์ที่มองหาความอร่อยและบรรยากาศอันมีสไตล์ในย่าน Yoyogi Park สุดชิค ปกติต้องใช้เวลาต่อคิวรอนานหน่อยนะครับ แนะนำให้ไปก่อนเวลาซัก 1-2 ชั่วโมงเพื่อรับคิว แล้วไปเดินเล่นใกล้ๆที่อื่นก่อนระหว่างรอ แต่ถ้าเพื่อนๆโชคดี ไปเจอช่วงไม่มีคิวก็จัดได้เลยครับ สัมผัสความพิเศษที่นี่: อาหารเช้าและบรันช์ระดับเทพ: PATH มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นพิเศษในเมนูอาหารเช้าและบรันช์ที่สร้างสรรค์และใช้วัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม โดยเฉพาะ "Dutch Pancake" ที่อบมาฟูนุ่ม เสิร์ฟพร้อมท็อปปิ้งทั้งคาวและหวาน เป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่ใครมาก็ต้องสั่ง นอกจากนี้ยังมีเมนูไข่ เบเกอรี่โฮมเมด และจานอร่อยอื่นๆ ที่จะทำให้การเริ่มต้นวันของคุณพิเศษยิ่งขึ้น เบเกอรี่อบสดใหม่หอมกรุ่น: นอกจากเมนูอาหารแล้ว PATH ยังมีเบเกอรี่อบสดใหม่จากเตาทุกวัน ทั้งครัวซองต์ พาย และขนมปังต่างๆ ที่หอมกรุ่นชวนน้ำลายสอ เหมาะกับการทานคู่กับกาแฟแก้วโปรด กาแฟและเครื่องดื่มคุณภาพเยี่ยม: ที่นี่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกเมล็ดกาแฟคุณภาพดี การชงที่ได้มาตรฐาน และเครื่องดื่มอื่นๆ ที่สร้างสรรค์ ช่วยเติมเต็มมื้ออร่อยของคุณให้สมบูรณ์แบบ บรรยากาศอบอุ่นแต่เปี่ยมด้วยรสนิยม: การตกแต่งภายในของ PATH ผสมผสานความเรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่นเข้ากับความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว ด้วยการใช้ไม้และโทนสีอบอุ่น พร้อมแสงธรรมชาติที่ส่องเข้ามา ทำให้ร้านมีบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นกันเอง เหมาะกับการมานั่งชิลล์คนเดียว หรือพูดคุยกับเพื่อนฝูง พิกัดความอร่อยที่ต้องไป: ที่ตั้ง: A―FLAT 〒151-0063 Tokyo, Shibuya, Tomigaya, 1 Chome−44−2 A-Flat, 1F การเดินทาง: สามารถเดินทางมาได้สะดวกด้วยรถไฟใต้ดิน โดยสถานีที่ใกล้ที่สุดมักจะเป็น Yoyogi-Koen Station หรือ Yoyogi-Hachiman Station แล้วเดินต่ออีกเล็กน้อย เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 8:00–13:00, 18:00–22:00 ปิดทุกวันจันทร์ เคล็ดลับ: ร้านนี้เป็นที่นิยมมาก โดยเฉพาะช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ อาจจะต้องเตรียมใจรอคิวนานสักหน่อย แต่รับรองว่าคุ้มค่ากับการรอคอยแน่นอนครับ Nephew คาเฟ่สุดชิคที่ซ่อนตัวในโตเกียว ชวนคุณมาจิบกาแฟสโลว์ไลฟ์อย่างมีสไตล์! Newphew กลายเป็นคาเฟ่โปรดร้านใหม่ของเราใน Tokyo เลยครับ นอกจากร้านจะเก๋อบอุ่น มีของ Merch น่ารักๆให้เลือกช้อปแล้ว เราประทับใจกับขนมและกาแฟมากครับ อร่อยถูกใจ ถ้าได้กลับมา Tokyo คราวหน้า ก็คงได้กลับมาแวะอีกแน่นอนเลยครับ สัมผัสความพิเศษที่นี่: บรรยากาศอบอุ่นเหมือนบ้าน: Nephew โดดเด่นด้วยการตกแต่งที่เรียบง่ายแต่มีรายละเอียดชวนมอง เน้นการใช้สีน้ำเงินสดใสตัดกับความอบอุ่นของวัสดุไม้ เฟอร์นิเจอร์วินเทจ และแสงธรรมชาติ ทำให้คุณรู้สึกเหมือนได้มานั่งจิบกาแฟในบ้านของเพื่อนสนิทที่อบอุ่นและเป็นกันเอง กาแฟคั่วพิเศษรสละมุน: เรารู้สึกได้ว่าที่นี่พิถีพิถันกับการเลือกเมล็ดกาแฟและการชงทุกแก้ว คุณจะได้ลิ้มรสกาแฟคุณภาพเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเอสเปรสโซ ลาเต้ หรือกาแฟดริปที่ชงอย่างตั้งใจ ให้รสชาติที่กลมกล่อมและหอมกรุ่น เหมาะกับการจิบไปพลางอ่านหนังสือหรือนั่งคิดอะไรเพลินๆ ขนมอบโฮมเมดคู่กาแฟ: นอกจากกาแฟรสชาติดีเยี่ยมแล้ว Nephew ยังมีขนมอบโฮมเมดที่ทำสดใหม่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นคุกกี้ เค้ก หรือเบเกอรี่โฮมเมดอื่นๆ ที่เข้ากันได้ดีกับกาแฟของคุณ เราสั่งเค้กมันหวาน กับชีสเค้กมาลอง อร่อยมากๆทั้ง 2 ตัวเลยครับ มุมสงบสำหรับคนรักความสโลว์ไลฟ์: Nephew ตั้งอยู่ในย่านที่ไม่พลุกพล่านนัก อย่าง Yoyogi Park หนึ่งในย่านโปรดของเรา ทำให้เป็นเหมือน "Hidden Gem" ที่เหมาะสำหรับคนที่อยากหลีกหนีความเร่งรีบ แล้วมาใช้เวลาอย่างมีคุณภาพ ไม่ว่าจะมาคนเดียวเพื่อทำงาน อ่านหนังสือ หรือมากับเพื่อนเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราว พิกัดแห่งความสุข: ที่ตั้ง: 1 Chome-7-2 Tomigaya, Shibuya, Tokyo 151-0063 ญี่ปุ่น การเดินทาง: โดยทั่วไป สามารถเดินทางได้สะดวกด้วยรถไฟใต้ดิน โดยอาจจะต้องเดินต่ออีกเล็กน้อยเพื่อค้นพบเสน่ห์ของร้านที่ซ่อนตัวอยู่ เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 8:00–17:00, 19:00–0:00 Coffee Supreme สัมผัสสุนทรียะแห่งกาแฟจากนิวซีแลนด์ ใจกลางโตเกียว! นี่ก็อีกร้าน ที่มาโตเกียวทุกครั้ง ก็ต้องแวะมาซื้อกาแฟเค้าทุกครั้ง จริงๆไม่ว่าจะเจอร้านนี้ที่ไหน นิวซีแลนด์หรือออสเตรเลียก็แวะตลอดแหละ ;-) "Coffee Supreme" คาเฟ่และโรงคั่วกาแฟชื่อดังจากนิวซีแลนด์ ร้านกาแฟยืนหนึ่งในใจเรา ที่มาเปิดประสบการณ์ความอร่อยใจกลางโตเกียว นอกจากกาแฟที่นี่จะเข้มข้นหอมอร่อยมากๆแล้ว เรายังชอบในงานแบรนดิ้ง และสินค้า Merch ที่เค้าออกแบบมาได้น่าซื้อแทบทุกชิ้นเลยครับ ตั้งแต่เสื้อยืด แก้วมัค ถุงเท้า สบู่ กระป๋องใส่เมล็ดกาแฟ ไปจนถึงตัวเมล็ดกาแฟเอง ถ้าไม่ติดเรื่องน้ำหนักก็คงแบกกลับบ้านทุกอย่างไปเลย ฮ่าๆๆ สัมผัสความพิเศษที่นี่: กาแฟคุณภาพระดับโลกจากนิวซีแลนด์: Coffee Supreme นำเสนอประสบการณ์กาแฟที่พิถีพิถันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยการคัดเลือกเมล็ดกาแฟคุณภาพเยี่ยมจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก และนำมาคั่วเองอย่างเชี่ยวชาญ ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้รับกาแฟรสชาติที่ยอดเยี่ยมและมีคาแร็กเตอร์เฉพาะตัวในทุกแก้ว เมนูกาแฟหลากหลายสไตล์: ไม่ว่าคุณจะเป็นสาย Espresso ที่ชื่นชอบความเข้มข้น ลาเต้ที่นุ่มละมุน หรือกาแฟฟิลเตอร์ที่เผยกลิ่นหอมเฉพาะตัวของเมล็ดกาแฟ ที่นี่ก็มีตัวเลือกมากมายให้คุณได้ลิ้มลอง บาริสต้าที่นี่มีความรู้และพร้อมให้คำแนะนำ เพื่อให้คุณได้กาแฟที่ตรงใจที่สุด บรรยากาศเป็นกันเองและมีสไตล์: สาขาในโตเกียวของ Coffee Supreme มักจะถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน โดยยังคงกลิ่นอายความอบอุ่นและเป็นกันเองในแบบนิวซีแลนด์เอาไว้ ด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์สีครีมและขาวสบายตา ตัดกับสีแดงที่ช่วยเพิ่มความมีชีวิตชีวา เปิดรับอากาศและแสงธรรมชาติ ที่สำคัญคือ Barista ที่ดูมีแพชชั่น ความรู้จริง และเฟรนด์ลี่มาก ทั้งหมดรวมเป็นเสน่ห์ที่ทำให้เราไม่สามารถมูฟออนไปได้เลย คอมมูนิตี้คนรักกาแฟ: ที่นี่เป็นมากกว่าแค่ร้านกาแฟ แต่เป็นจุดนัดพบของคนรักกาแฟที่ชื่นชมในคุณภาพและเรื่องราวเบื้องหลังของเมล็ดกาแฟ คุณอาจได้พบปะพูดคุยกับบาริสต้าผู้หลงใหลในกาแฟ หรือ fellow coffee lovers ที่แบ่งปันความชอบเดียวกัน พิกัดความหอมกรุ่น: ที่ตั้ง: ญี่ปุ่น 〒150-0047 Tokyo, Shibuya, Kamiyamacho, 42−3 1F การเดินทาง: โดยทั่วไปสาขาของ Coffee Supreme มักจะตั้งอยู่ในระยะที่เดินได้จากสถานีรถไฟใต้ดินหรือรถไฟ เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 8:00–18:00 Lost and Found ขุมทรัพย์แห่งข้าวของเครื่องใช้ดีไซน์ดี ที่ตามหาจนเจอในโตเกียว ที่คัดสรรค์มาแล้วทุกชิ้น! เข้าสู่โลกแห่งสุนทรียะในการใช้ชีวิตประจำวัน ที่ "Lost and Found" ร้านขายเครื่องใช้ในบ้านสุดละเมียดละไมใจกลางโตเกียว ที่นี่คือดั่งขุมทรัพย์ที่ซ่อนตัวอยู่ รอให้ผู้ที่หลงใหลในงานออกแบบฟังก์ชันดีเยี่ยมและเรื่องราวเบื้องหลังได้มาค้นพบ สัมผัสความพิเศษที่นี่: ปรัชญาแห่ง "การใช้งานระยะยาว": Lost and Found ไม่ใช่แค่ร้านขายของ แต่คือแนวคิดที่เชื่อมั่นในพลังของ "เครื่องมือ" ในชีวิตประจำวัน ที่ผลิตขึ้นมาอย่างดี มีคุณภาพ และสามารถใช้งานได้ยาวนาน ที่นี่คัดสรรสิ่งของที่ไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังต้องตอบโจทย์การใช้งานอย่างแท้จริง ผ่านกระบวนการออกแบบที่ใส่ใจและวัสดุชั้นดี คอลเลกชันที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน: คุณจะได้พบกับข้าวของเครื่องใช้หลากหลายประเภทที่เน้นความเรียบง่าย แต่มีดีไซน์ที่โดดเด่นเหนือกาลเวลา ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ครัว เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร เซรามิก แก้ว ผ้า หรือของตกแต่งบ้านเล็กๆ น้อยๆ ทุกชิ้นล้วนถูกเลือกมาอย่างละเอียดอ่อน และบอกเล่าเรื่องราวของการสร้างสรรค์ งานฝีมือและดีไซน์จากทั่วโลก: Lost and Found รวบรวมสินค้าจากช่างฝีมือและดีไซเนอร์จากทั่วญี่ปุ่นและทั่วโลก ที่มีวิสัยทัศน์คล้ายกันในการสร้างสรรค์สิ่งของที่ "อยู่กับคุณไปนานๆ" ไม่ใช่แค่ซื้อมาแล้วทิ้งไป ทำให้คุณได้สัมผัสถึงคุณค่าของงานฝีมือและนวัตกรรม บรรยากาศอบอุ่นและมีเรื่องราว: ก้าวเข้ามาในร้าน คุณจะรู้สึกเหมือนได้เดินเข้าไปในบ้านที่เต็มไปด้วยของรักของหวง การจัดวางสินค้าที่ดูเป็นธรรมชาติ แสงไฟอันอบอุ่น และกลิ่นอายของไม้และวัสดุธรรมชาติ ทำให้การช้อปปิ้งที่นี่เป็นประสบการณ์ที่น่ารื่นรมย์และเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจในการยกระดับคุณภาพชีวิต พิกัดขุมทรัพย์แห่งดีไซน์: ที่ตั้ง: Lost and Found 〒151-0063 Tokyo, Shibuya, Tomigaya, 1 Chome−15−12 鈴ビル 1 階 เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 11:00–19:00 ปิดวันอังคาร Tom Wood Tokyo ความเท่เหนือกาลเวลา สไตล์นอร์ดิกที่ สายมินิมอลต้องมี แบรนด์เครื่องประดับจิวเวอรี่ดีไซน์สวยเนี้ยบที่ตกเราได้สำเร็จมาตั้งแต่ทริปไปนอร์เวย์ บ้านเกิดของแบรนด์ มาโตเกียวคราวนี้ก็ต้องมาแวะซักหน่อย เพราะ Tom Wood มีหน้าร้านของตัวเองอยู่แค่ที่ 2 ประเทศนี้เท่านั้นครับ นอกจากนั้นก็จะเป็นการฝากขายกับร้านรวมแบรนด์เก๋ๆต่างๆ อย่างที่ไทยตอนนี้ก็มีบางรุ่นถูกนำมาขายอยู่ที่ One Bangkok Tom Wood เป็นแบรนด์จิวเวลรี่ที่ผสานความแม่นยำเข้ากับนวัตกรรมสุดล้ำ แบรนด์นี้เน้นงานสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้นด้วยความใส่ใจในงานฝีมืออันประณีต โดยใช้วัสดุและกระบวนการที่รับเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ชิ้นที่เราซื้อมาเขียนว่า Made in Thailand นะครับ แสดงว่าช่างฝีมือไทยนี่ก็ระดับโลกเหมือนกัน ก่อตั้งโดย Mona Jensen ในปี 2013 เธอเปิดตัวแบรนด์ด้วยคอลเลกชั่นจิวเวลรี่ขนาดเล็กที่ตีความจากแหวนตราประทับประวัติศาสตร์ในรูปแบบสมัยใหม่ ซึ่งประสบความสำเร็จในทันที หลังจากนั้นไม่นาน Morten Isachsen สามีของเธอได้เข้าร่วมบริษัท พิกัดความเท่: ที่อยู่: 3 Chome-14-20 Minamiaoyama, Minato City, Tokyo 107-0062 ญี่ปุ่น โทรศัพท์: +81 3-6447-5528 เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ 12:00–20:00, เสาร์-อาทิตย์ 11:00–20:00 Ramen Ginza Onodera HONTEN 麺 銀座おのでら本店 ร้านราเมงสุดอร่อยแห่งย่าน Omotesando สวรรค์ของคนรักราเมนสไตล์มิชลินในโตเกียว! เรารู้จักร้านนี้ผ่านการแนะนำของคนญี่ปุ่นที่ต่อคิวเข้าร้าน Homme Plissé ข้างหน้าเรา นี่คือร้านราเมนแห่งแรกจากเครือ Ginza Onodera ที่โด่งดังระดับมิชลินสตาร์ ตั้งอยู่ในย่านสุดชิคอย่าง Omotesando มอบนิยามใหม่ของราเมนแบบสบายๆ แต่เปี่ยมด้วยคุณภาพระดับพรีเมียม ความพิเศษของร้านนี้: ราเมนฟิวชั่นสไตล์ญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส: ภายใต้การดูแลของเชฟ Keiichi Terada ผู้คร่ำหวอดในวงการอาหารฝรั่งเศสและได้รับมิชลินสตาร์ถึง 4 ปีซ้อน Ramen Ginza Onodera HONTEN ได้สร้างสรรค์ราเมนที่ไม่เหมือนใคร ผสมผสานรสชาติแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมเข้ากับเทคนิคและกลิ่นอายแบบฝรั่งเศสได้อย่างลงตัว เมนูแนะนำ "Supreme" Ramen (麺 銀座おのでら 至高~supreme~): ชามนี้คือไฮไลต์ที่ห้ามพลาด! น้ำซุปโชยุใสเคี่ยวจากเป็ดย่างและผักหอมนานาชนิด เส้นราเมนสั่งทำพิเศษจากแป้งข้าวสาลี Hokkaido เพิ่มความหอมอร่อยด้วยท็อปปิ้งสุดพิเศษอย่างเกี๊ยวซ่ากลิ่นทรัฟเฟิล หมูชาชูเนื้อนุ่ม เป็ดย่าง เซเลอรี ต้นหอม หน่อไม้ ไข่ต้มยางมะตูม และเนยสมุนไพรโฮมเมด ทุกคำคือประสบการณ์ที่ยกระดับราเมนไปอีกขั้น บรรยากาศสบายๆ ใจกลางเมือง: แม้จะมาจากเครือร้านอาหารระดับหรู แต่ Ramen Ginza Onodera HONTEN เน้นบรรยากาศที่เข้าถึงง่ายและเป็นกันเอง ให้คุณได้เพลิดเพลินกับราเมนเลิศรสในสไตล์สบายๆ เหมาะสำหรับการเติมพลังหลังช้อปปิ้งใน Omotesando พิกัดความอร่อย: ที่ตั้ง: Pryme Cube Omotesando 1F, 3-5-40 Kita-Aoyama, Minato-ku, Tokyo การเดินทาง: เดินเพียง 2 นาทีจาก Omotesando Station ทางออก A2 เวลาเปิด-ปิด: ทุกวัน: 11:00 - 21:30 น. (สั่งอาหารได้ถึง 21:00 น.) วันหยุด: อาจมีวันหยุดไม่แน่นอน (เช่น ช่วงปีใหม่) Note: ทางร้านไม่รับจองล่วงหน้า ตั้งอยู่ใน: PRYME CUBE 表参道 ที่อยู่: ญี่ปุ่น 〒107-0061 Tokyo, Minato City, Kita-Aoyama, 3 Chome−5−40 PRYME CUBE表参道 1階 โทรศัพท์: +81 3-6721-0910 เวลาทำการ: เปิดทุกวัน 11:00–21:30 A+S ARCHITECTURE AND SNEAKERS เตรียมตัว #กระโดดโลดเที่ยว ไปค้นพบสวรรค์แห่งใหม่สำหรับคนรักดีไซน์ สถาปัตยกรรม และสนีกเกอร์ ที่ "A+S ARCHITECTURE AND SNEAKERS" ในย่าน Kita-Aoyama ของโตเกียว ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านสนีกเกอร์ธรรมดา แต่คือพื้นที่ที่หลอมรวมความหลงใหลในสองสิ่งที่ดูเหมือนจะแตกต่างกันได้อย่างลงตัว! จุดเด่นของร้านนี้: คอนเซ็ปต์สโตร์สุดคูล: A+S คือการรวมกันระหว่าง 'Architecture' และ 'Sneakers' อย่างแท้จริง ร้านนี้เกิดจากแนวคิดของคนญี่ปุ่นผู้หลงใหลในสนีกเกอร์และสถาปัตยกรรม ที่อยากจะสร้างสรรค์พื้นที่ซึ่งสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างสองสิ่งนี้ได้อย่างลึกซึ้ง คอลเลกชันสนีกเกอร์สุดคัดสรร: ที่นี่คุณจะได้พบกับสนีกเกอร์รุ่นพิเศษจากแบรนด์ดังระดับโลกมากมาย โดยเฉพาะรุ่นที่สะท้อนถึงการออกแบบ นวัตกรรม และความงดงามทางสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะเป็น Adidas, Nike, New Balance หรือแบรนด์อื่นๆ ที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ มากกว่าแค่รองเท้า: นอกจากสนีกเกอร์แล้ว A+S ยังนำเสนอสินค้าที่คัดสรรมาอย่างดีที่เชื่อมโยงกับสถาปัตยกรรมและการออกแบบ เช่น หนังสือ, นิตยสาร, โมเดล, หรือของตกแต่งที่สะท้อนสุนทรียะแห่งดีไซน์ ทำให้ทุกมุมของร้านเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ การออกแบบร้านที่โดดเด่น: เราทึ่งที่พนักงานเปิดหนังสือ Interior Design ให้เราดู เพื่ออวดว่าประตูเข้าร้านเป็นประตูที่เอามาจากบ้านอเมริกันเก่าที่ได้รับการตีพิมพ์ลงในหนังสือเล่มนี้เลยนะ ด้านในตัวร้านเองก็เป็นผลงานสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ การจัดวางสินค้า แสงไฟ และวัสดุที่ใช้ ล้วนถูกคิดมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่แตกต่างและน่าประทับใจ เหมือนคุณกำลังเดินชมแกลเลอรีศิลปะที่ผสมผสานความเท่ของสตรีทแฟชั่น พิกัดความเท่: ที่ตั้ง: https://maps.app.goo.gl/29iEtdTLEBYnP7BT8 3-5-29 Kita Aoyama, Minato-Ku, Tokyo (หรือลองค้นหาจากชื่อร้านได้เลย) การเดินทาง: ตั้งอยู่ในย่าน Kita-Aoyama ซึ่งสามารถเดินทางไปได้ง่ายจากสถานี Omotesando หรือ Gaiemmae ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านค้าและแกลเลอรีสุดชิค เวลาเปิด-ปิด: โดยปกติแล้ว ร้านค้าในย่านนี้มักจะเปิดประมาณ 11:00 น. ถึง 20:00 น. (แนะนำให้ตรวจสอบเวลาทำการล่าสุดจาก Google Maps หรือเว็บไซต์ทางการของร้านก่อนเดินทางไป) ถ้าชาว #Hopters คือผู้ที่ชื่นชอบความสวยงามในทุกรายละเอียด รักการออกแบบ และคลั่งไคล้ในสนีกเกอร์ดีไซน์ล้ำๆ "A+S ARCHITECTURE AND SNEAKERS" คือจุดหมายที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนโตเกียว! เตรียมตัวให้พร้อม แล้วไป #กระโดดโลดเที่ยว สู่โลกแห่งดีไซน์ที่น่าตื่นตาตื่นใจนี้กัน! Ginza Graphic Gallery (ggg) ปักหมุดแหล่งรวมงานกราฟิกดีไซน์ระดับโลกใจกลางกินซ่า! เข้าสู่โลกแห่งงานออกแบบกราฟิกอันล้ำสมัย ที่ "Ginza Graphic Gallery" หรือที่รู้จักกันในนาม "ggg" แกลเลอรีระดับโลกแห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางย่านกินซ่า แหล่งรวมความหรูหราและศิลปะของโตเกียว และเป็นดั่งโอเอซิสสำหรับผู้ที่หลงใหลในงานดีไซน์ทุกแขนง จุดเด่นของที่นี่: แหล่งรวมงานกราฟิกดีไซน์ชั้นนำ: ggg ก่อตั้งขึ้นในปี 1986 โดย Dai Nippon Printing Co., Ltd. (DNP) ด้วยพันธกิจในการส่งเสริมและเผยแพร่วัฒนธรรมงานกราฟิกดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นงานจัดแสดงผลงานของนักออกแบบระดับตำนาน ไปจนถึงการเปิดพื้นที่ให้ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ได้ฉายแวว ที่นี่คือศูนย์รวมเทรนด์และแรงบันดาลใจด้านกราฟิกดีไซน์อย่างแท้จริง นิทรรศการหมุนเวียนคุณภาพเยี่ยม: ggg โดดเด่นด้วยนิทรรศการที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันและมีการหมุนเวียนตลอดทั้งปี คุณจะได้พบกับผลงานจากดีไซเนอร์ระดับโลก ทั้งงานโปสเตอร์ ไทโปกราฟี บรรจุภัณฑ์ โฆษณา และงานออกแบบกราฟิกแขนงอื่นๆ ที่จะทำให้คุณทึ่งในความคิดสร้างสรรค์และฝีมืออันประณีต แรงบันดาลใจที่ไม่รู้จบ: ไม่ว่าคุณจะเป็นนักออกแบบ ผู้สนใจงานศิลปะ หรือแค่มองหาสิ่งใหม่ๆ เพื่อเติมเต็มความคิดสร้างสรรค์ ggg คือสถานที่ที่คุณจะได้ซึมซับแรงบันดาลใจ ผ่านการจัดแสดงที่เน้นความเข้าใจในกระบวนการคิดและเบื้องหลังผลงาน ทำให้คุณได้มองเห็นคุณค่าของงานออกแบบในมุมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น บรรยากาศเรียบง่าย: ตัวแกลเลอรีเองมีการออกแบบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เน้นการจัดแสดงผลงานได้อย่างเต็มที่ แสงไฟและการจัดวางที่เหมาะสมช่วยขับเน้นความงามของชิ้นงานให้โดดเด่นยิ่งขึ้น พิกัดความอาร์ต: ที่ตั้ง: DNP Ginza Building 7F, 7-2-14 Ginza, Chuo-ku, Tokyo การเดินทาง: ตั้งอยู่ใจกลางย่านกินซ่า ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน Ginza (หลายสาย) และ Higashi-Ginza การเดินทางสะดวกสบายมากๆ เวลาเปิด-ปิด: ปกติ: 11:00 - 19:00 น. (ปิดวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ รวมถึงช่วงวันหยุดยาวของญี่ปุ่น) แนะนำให้ตรวจสอบเวลาทำการและข้อมูลนิทรรศการปัจจุบันจากเว็บไซต์ทางการก่อนเดินทางไป ถ้าเพื่อนๆกำลังมองหาประสบการณ์ทางศิลปะที่ไม่เหมือนใคร และอยากอัปเดตเทรนด์งานออกแบบกราฟิกดีไซน์ระดับโลก Ginza Graphic Gallery คือจุดหมายที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนโตเกียว! เตรียมกล้องให้พร้อม แล้วไป #กระโดดโลดเที่ยว สู่โลกแห่งดีไซน์ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ ggg กันได้เลยและที่สำคัญที่นี่เข้าฟรีนะ! Dover Street Market Ginza สวรรค์ของคอแฟชั่นสุดล้ำสมัยใจกลางกินซ่า สำหรับสายแฟชั่นที่ไม่ต้องการตามใคร แต่ชอบสร้างสรรค์เทรนด์ด้วยตัวเอง ต้องปักหมุดมาที่ Dover Street Market Ginza (DSM Ginza) เลย ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านเสื้อผ้า แต่เป็นอาณาจักรแห่งความคิดสร้างสรรค์ ที่รวมเอาแบรนด์แฟชั่นลักชัวรี แบรนด์สตรีทแวร์ และงานศิลปะสุดล้ำมาไว้ด้วยกันอย่างลงตัวให้ฟีลลิ่งเหมือนกำลังเดินชมงานในพิพิธภัณฑ์เลยแหละ Dover Street Market Ginza คือศูนย์รวมแฟชั่นและไลฟ์สไตล์แบบมัลติแบรนด์ ที่สร้างสรรค์โดย Rei Kawakubo และ Adrian Joffe ผู้ก่อตั้ง Comme des Garçons แนวคิดหลักคือการนำเสนอประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ไม่เหมือนใคร โดยจัดวางสินค้าในลักษณะแกลเลอรีศิลปะ ให้ความรู้สึกเหมือนเดินชมพิพิธภัณฑ์แฟชั่น ที่แต่ละมุมมีเรื่องราวและแรงบันดาลใจซ่อนอยู่ Dover Street Market Ginza มีอะไรให้ค้นหาบ้าง? ภายใน Dover Street Market Ginza เพื่อนๆจะได้พบกับ แบรนด์ระดับโลก: ตั้งแต่แบรนด์หรูอย่าง Louis Vuitton, Prada, Jil Sander ไปจนถึงแบรนด์สตรีทแวร์สุดฮิตอย่าง Supreme, Palace, Maison Margiela และแน่นอนว่ารวมถึงไลน์ต่างๆ ของ Comme des Garçons เองด้วย คอลเลกชันสุดพิเศษ: Dover Street Market Ginza มักจะมีสินค้าลิมิเต็ดเอดิชั่น หรือคอลเลกชันพิเศษที่หาซื้อที่อื่นไม่ได้ ทำให้ที่นี่เป็นเหมือนขุมทรัพย์ของนักสะสม งานศิลปะและการจัดแสดง: การจัดวางสินค้าเป็นเหมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่ง มีการจัดดิสเพลย์ที่แปลกใหม่ มีมุมสำหรับจัดแสดงงานศิลปะหมุนเวียน และบางครั้งก็มีการจัด installation art สุดอลังการ บรรยากาศที่ไม่ซ้ำใคร: ตัวอาคารมีทั้งหมด 7 ชั้น แต่ละชั้นมีการตกแต่งที่แตกต่างกันไป ให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าสู่เขาวงกตแห่งแฟชั่น ที่ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ทำไมต้องมา Dover Street Market Ginza อัปเดตเทรนด์แฟชั่นล้ำสมัย: ถ้าอยากรู้ว่าตอนนี้วงการแฟชั่นกำลังไปในทิศทางไหน ที่นี่คือคำตอบ แรงบันดาลใจไม่รู้จบ: ไม่ว่าจะเป็นสายแฟชั่น นักออกแบบ หรือคนที่หลงใหลในศิลปะ ที่นี่จะจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้คุณได้อย่างแน่นอน ประสบการณ์การช้อปปิ้งที่แตกต่าง: ลืมร้านค้าแบบเดิมๆ ไปได้เลย เพราะที่นี่คือการรวมกันของแฟชั่น ศิลปะ และไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง ถ่ายรูปสวยทุกมุม: มุมไหนก็เก๋ มุมไหนก็ปัง สำหรับสายคอนเทนต์ บอกเลยว่าห้ามพลาด! วิธีการเดินทาง: Dover Street Market Ginza ตั้งอยู่ในย่านกินซ่า เดินทางสะดวกสบายด้วยรถไฟใต้ดิน สถานี Ginza (銀座駅): สาย Ginza Line, Marunouchi Line, Hibiya Line (เดินประมาณ 5-7 นาที) สถานี Higashi-Ginza (東銀座駅): สาย Hibiya Line, Toei Asakusa Line (เดินประมาณ 1-3 นาที) เวลาทำการ: เปิดทุกวัน: 11:00 น. - 20:00 น. ข้อแนะนำสำหรับชาว #Hopster: ใช้เวลาเดินสำรวจแต่ละชั้นให้เต็มที่ เพราะแต่ละมุมมีอะไรให้ค้นหาเยอะมาก ถ้ากำลังมองหาอะไรที่ไม่เหมือนใคร ลองมองหาสินค้าจากแบรนด์ Comme des Garçons หรือสินค้าคอลเลกชันพิเศษดูนะ ไปโตเกียวครั้งหน้า อย่าลืมแวะไปสำรวจ Dover Street Market Ginza แล้วมาบอกเล่าประสบการณ์ให้ฟังบ้างนะ BUTTER Hoboku Rakunoujou สวรรค์แห่งเนยสดและแพนเค้กเนื้อนุ่มที่คิวยาวเป็นชั่วโมง ใครเป็นสายของหวานโดยเฉพาะแพนเค้ก ต้องมาปักหมุดที่ร้าน BUTTER Hoboku Rakunoujou (バター放牧酪農場) เลยแหละ ร้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องเนยที่มาจากเมือง Biei บนเกาะ Hokkaido และแพนเค้กแบบคลาสสิคที่เนื้อนุ่มหอมเนยนมเต็มคำ บอกเลยว่าแค่ได้กลิ่นก็ฟินแล้ว ร้านนี้เค้าเสิร์ฟแพนเค้กมาพร้อมกับเนยสดเต็มแท่ง! ถ้ากินไม่หมดก็เอากลับบ้านได้ด้วยครับ ทำไม BUTTER Hoboku Rakunoujou ถึงพิเศษแล้วคุ้มไหมที่จะต่อคิวเป็นชั่วโมง? หัวใจสำคัญที่ทำให้แพนเค้กร้านนี้โดดเด่นคือ วัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม นั่นเอง ชื่อร้านก็บอกอยู่แล้วว่า "Hoboku Rakunoujou" ซึ่งหมายถึง "ฟาร์มปศุสัตว์เลี้ยงแบบปล่อย" ทางร้านให้ความสำคัญกับการคัดสรรเนยและนมที่มาจากวัวที่เลี้ยงแบบธรรมชาติ ทำให้ได้รสชาติที่เข้มข้น หอมมัน และเป็นเอกลักษณ์ แพนเค้กเนื้อนุ่ม: แพนเค้กของที่นี่จะทำใหม่ทุกออเดอร์ ทำให้ได้ความสดใหม่ เนื้อสัมผัสเบา นุ่มเด้ง ละลายในปาก หอมเนยและนม: ด้วยวัตถุดิบคุณภาพดี ทำให้แพนเค้กมีกลิ่นหอมของเนยแท้และนมสดแบบธรรมชาติ ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ ที่มากเกินไป เมนูหลากหลาย: นอกจากแพนเค้กคลาสสิกแล้ว ทางร้านยังมีเมนูขนมหวานอื่นๆที่อร่อยไม่แพ้กัน พร้อมท็อปปิ้งและซอสให้เลือกหลากหลาย ทั้งผลไม้ตามฤดูกาล ครีมสด ไอศกรีม บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง: ร้านตกแต่งในโทนอบอุ่น สบายๆ เหมาะกับการมานั่งพักผ่อน จิบชา กาแฟ และเอร็ดอร่อยกับแพนเค้กแสนอร่อย เมนูที่ไม่ควรพลาด! ถ้ามาครั้งแรก แนะนำให้ลองเมนูซิกเนเจอร์อย่าง Pancakes with butter เสิร์ฟมาแบบง่ายๆ พร้อมเนยแท้และเมเปิ้ลไซรัป เพื่อให้เพื่อนๆได้สัมผัสรสชาติและความนุ่มฟูของแพนเค้กได้อย่างเต็มที่ หรือถ้าชอบผลไม้ ลองดูเมนูที่มีผลไม้ตามฤดูกาล รับรองว่าสดชื่นเข้ากันสุดๆ ที่ตั้งและการเดินทาง: BUTTER Hoboku Rakunoujou ตั้งอยู่ที่ชั้น B1 อาคาร Marunouchi Building ในย่าน Marunouchi ครับ เวลาทำการ: โดยทั่วไปจะเปิดประมาณ 11:00 น. - 19:00 น. ข้อแนะนำสำหรับ Hopster: ไปช่วงที่ไม่ใช่เวลาพีค: ร้านนี้ค่อนข้างดัง อาจจะต้องรอคิวนานหน่อย โดยเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์หรือวันหยุด ลองไปช่วงบ่ายแก่ๆ หรือช่วงเย็นๆ หลังมื้ออาหารเย็นน่าจะคนน้อยลง สั่งเครื่องดื่มคู่กัน: แพนเค้กนุ่มๆ คู่กับชาหรือกาแฟร้อนๆ ยิ่งช่วยเพิ่มอรรถรสในการทาน ใครมีแพลนไปโตเกียวครั้งหน้า อย่าลืมใส่ชื่อ BUTTER Hoboku Rakunoujou ไว้ในลิสต์ร้านที่ต้องไปเช็คอินนะรับรองว่าจะได้ประสบการณ์ความอร่อยที่ฟินจนลืมไม่ลงเลยล่ะ! Niigata Katsudon Tarekatsu Hibiya คัตสึด้งในตำนานจากนิกาตะที่ต้องลอง สำหรับใครที่ชอบข้าวหน้าหมูทอดทงคัตสึ (Tonkatsu) แต่เบื่อแบบไข่เยิ้มๆ ที่คุ้นเคย ลองเปลี่ยนมาสัมผัสรสชาติคัตสึด้งราดซอสเค็มๆหวานๆสไตล์นิกาตะแท้ๆ ที่ร้าน Niigata Katsudon Tarekatsu Hibiya สิ บอกเลยว่าฟินไปอีกแบบ ไม่เหมือนที่ไหนแน่นอน คัตสึด้งสไตล์นิกาตะคืออะไร? แตกต่างจากคัตสึด้งทั่วไปตรงที่ "Tarekatsu" (ทาเระคัตสึ) ซึ่งหมายถึง "คัตสึที่ราดซอส" นั่นเอง ที่นี่จะไม่มีการตอกไข่ลงไปบนข้าวแบบที่เราเห็นบ่อยๆ แต่จะเป็นหมูทอดทงคัตสึที่ทอดจนเหลืองทอง กรอบนอกนุ่มใน แล้วนำไปจุ่มในซอสโชยุสูตรพิเศษของทางร้านที่ออกรสหวานเค็มกลมกล่อม จากนั้นนำมาวางโปะบนข้าวสวยญี่ปุ่นร้อนๆ เสิร์ฟมาแบบง่ายๆ แต่รสชาติเด็ดดวงเกินบรรยาย ทำไมต้องมา Niigata Katsudon Tarekatsu Hibiya? รสชาติแบบต้นตำรับ: ที่นี่คือหนึ่งในร้านที่สืบทอดรสชาติคัตสึด้งทาเระคัตสึแบบฉบับจังหวัดนิกาตะแท้ๆ ที่ขึ้นชื่อเรื่องนี้ ซอสสูตรเด็ด: ซอสโชยุใสๆ ที่เคลือบหมูทอดนั้นคือหัวใจสำคัญ! เป็นสูตรลับเฉพาะของทางร้านที่ปรุงรสมาอย่างลงตัว ทำให้เนื้อหมูชุ่มฉ่ำ ไม่แห้ง และมีรสชาติซึมซับเข้าเนื้อ หมูทอดคุณภาพดี: หมูทอดของที่นี่จะถูกทอดอย่างพิถีพิถัน ให้ได้ความกรอบนอกนุ่มใน ไม่อมน้ำมัน และยังคงความชุ่มฉ่ำของเนื้อหมูไว้ได้อย่างดีเยี่ยม เมนูหลากหลาย: นอกจากคัตสึด้งหมูสันใน (Hire Katsu) แล้ว ยังมีคัตสึแบบอื่นๆ ให้เลือกด้วย เช่น คัตสึไก่บด (Chicken Minced Katsu) ที่เนื้อนุ่มละมุนลิ้น หรือใครอยากลองแบบรวมมิตรก็มี! เมนูที่ไม่ควรพลาด! แน่นอนว่าต้องลอง "Katsudon" (คัตสึด้ง) แบบดั้งเดิมที่เสิร์ฟพร้อมหมูสันในทอดชิ้นพอดีคำราดซอสฉ่ำๆ หรือถ้าอยากลองอะไรที่แตกต่างออกไป แนะนำ "Niku Aji Mix Katsudon" (เนื้ออายิมิกซ์คัตสึด้ง) ที่คุณจะได้ลิ้มรสคัตสึหลายชนิดในชามเดียว รับรองว่าอร่อยทุกคำ บรรยากาศร้าน: ร้านตกแต่งแบบเรียบง่าย สบายๆ สไตล์ร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป เน้นความสะอาดและเป็นระเบียบ เหมาะกับการมาทานอาหารมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นแบบด่วนๆ แต่ได้ความอร่อยเต็มอิ่ม ที่ตั้งและการเดินทาง: Niigata Katsudon Tarekatsu สาขา Hibiya ตั้งอยู่ในย่าน Hibiya ซึ่งเป็นย่านธุรกิจและแหล่งรวมโรงละคร โรงภาพยนตร์ และร้านอาหาร สถานี Hibiya (日比谷駅): สาย Chiyoda Line, Hibiya Line, Mita Line (เดินไม่ไกลจากสถานี) สถานี Yurakucho (有楽町駅): สาย JR Yamanote Line, Yurakucho Line (เดินประมาณ 5-7 นาที) เวลาทำการ: โดยทั่วไปจะเปิดช่วงมื้อกลางวันและมื้อเย็น (แนะนำให้เช็คเวลาทำการของสาขาที่ต้องการไปอีกครั้ง เนื่องจากอาจมีการเปลี่ยนแปลง) ไปโตเกียวครั้งหน้า อย่าลืมแวะไปลิ้มลองความอร่อยของคัตสึด้งทาเระคัตสึที่ Niigata Katsudon Tarekatsu Hibiya กันนะ แล้วจะรู้ว่าข้าวหน้าหมูทอดแบบนี้ก็อร่อยจนหยุดไม่ได้จริงๆ Hyatt Centric Ginza Tokyo พิกัดที่พักสุดชิคใจกลางกินซ่าที่สายแฟชั่นต้องเลิฟ ถ้าการมาโตเกียวของคุณคือการช้อปปิ้ง กินของอร่อย และดื่มด่ำกับบรรยากาศสุดหรูของย่านกินซ่าล่ะก็ Hyatt Centric Ginza Tokyo คือคำตอบที่ใช่ที่สุด โรงแรมนี้ไม่ได้เป็นแค่ที่พัก แต่เป็นเหมือนส่วนหนึ่งของการเดินทาง ที่จะพาคุณไปสัมผัสเสน่ห์ของกินซ่าได้อย่างเต็มที่ Hyatt Centric Ginza Tokyo เหมาะกับใคร? สายแฟชั่นและช้อปปิ้งตัวจริง: โรงแรมอยู่ใจกลางกินซ่า แค่เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงร้านแบรนด์เนม รายล้อมไปด้วยร้าน Rolex, Louis Vuitton, Loewe และห้างสรรพสินค้า และร้านค้าแฟชั่นสุดฮิตมากมาย คนรักความสะดวกสบาย: การเดินทางสะดวกสบายสุดๆ ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินหลายสาย นักเดินทางที่ชอบดีไซน์: การตกแต่งของโรงแรมมีสไตล์ โดดเด่นด้วยกลิ่นอายศิลปะและแฟชั่นที่ไม่เหมือนใคร ผู้ที่มองหาประสบการณ์ที่แตกต่าง: โรงแรมในเครือ Hyatt Centric มักจะเน้นการเชื่อมโยงผู้เข้าพักเข้ากับบรรยากาศของท้องถิ่น และที่นี่ก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม ห้องพัก สบาย สวย เก๋ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ห้องพักที่ Hyatt Centric Ginza ออกแบบมาได้อย่างลงตัว ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายของกินซ่าได้อย่างมีเอกลักษณ์: ดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากกินซ่า: การตกแต่งมีการนำองค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับย่านกินซ่ามาใช้ เช่น ลวดลายของป้ายโฆษณา วัสดุที่สื่อถึงความหรูหรา และงานศิลปะที่บอกเล่าเรื่องราวของย่าน สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน: เตียงนอนนุ่มสบาย ห้องน้ำกว้างขวางพร้อมอ่างอาบน้ำในหลายห้อง และสิ่งอำนวยความสะดวกมาตรฐานโรงแรมห้าดาวครบครัน ทั้งทีวีจอใหญ่, มินิบาร์, Wi-Fi ฟรี วิวเมืองสวยๆ: บางห้องสามารถมองเห็นวิวถนนกินซ่าที่เต็มไปด้วยสีสัน โดยเฉพาะตอนกลางคืนจะสวยงามเป็นพิเศษ สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการเด่นๆ: NAMIKI667 (ร้านอาหารและบาร์): เป็นทั้งห้องอาหารเช้า ร้านอาหารกลางวัน-เย็น และบาร์สุดชิคที่เหมาะกับการมานั่งจิบเครื่องดื่มหลังช้อปปิ้งเสร็จ อาหารเช้าที่นี่ก็มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งแบบญี่ปุ่นและนานาชาติ วัตถุดิบคุณภาพดี ฟิตเนสเซ็นเตอร์: สำหรับคนรักสุขภาพ ที่นี่มีห้องฟิตเนสที่ทันสมัย ให้คุณออกกำลังกายได้แม้จะอยู่ในช่วงเดินทาง พนักงานบริการดีเยี่ยม: ตามมาตรฐานโรงแรมญี่ปุ่น พนักงานทุกคนมีความสุภาพ ให้บริการด้วยใจ พร้อมช่วยเหลือและให้คำแนะนำต่างๆ พิกัดสุดปังกลางกินซ่า: โลเคชั่นของ Hyatt Centric Ginza Tokyo คือหนึ่งในจุดแข็งที่สุด: ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง: เดินไม่กี่ก้าวก็ถึง Ginza Six, Mitsukoshi, Wako Department Store, Barneys New York, Dover Street Market Ginza และร้านค้าแฟชั่นแบรนด์ดังอีกนับไม่ถ้วน ใกล้แหล่งท่องเที่ยว: สามารถเดินไปยังโรงละคร Kabuki-za Theatre หรือสวนสาธารณะ Hibiya Park ได้อย่างง่ายดาย การเดินทางสะดวก: สถานี Ginza (銀座駅): สาย Ginza Line, Marunouchi Line, Hibiya Line (เดินประมาณ 1-3 นาที) สถานี Higashi-Ginza (東銀座駅): สาย Hibiya Line, Toei Asakusa Line (เดินประมาณ 3-5 นาที) สถานี Yurakucho (有楽町駅): สาย JR Yamanote Line (เดินประมาณ 5-7 นาที) สรุปความประทับใจ: Hyatt Centric Ginza Tokyo เป็นโรงแรมที่ตอบโจทย์นักเดินทางที่ต้องการความหรูหรา สะดวกสบาย และสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนที่มีสไตล์ใจกลางมหานครโตเกียวได้อย่างแท้จริง ถ้าเพื่อนๆ กำลังมองหาที่พักที่อยู่ใกล้แหล่งช้อปปิ้งและร้านอาหารอร่อยๆ พร้อมด้วยดีไซน์ที่เก๋ไก๋และบริการที่ยอดเยี่ยม ที่นี่คือตัวเลือกที่ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน! ART AQUARIUM MUSEUM GINZA TOKYO สวรรค์ใต้บาดาลที่ผสานศิลปะและปลาทองได้อย่างงดงาม! เคยคิดไหมว่า "ปลาทอง" สัตว์เลี้ยงตัวน้อยที่เราคุ้นเคย จะสามารถกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะที่น่าตื่นตาตื่นใจได้? ที่ ART AQUARIUM MUSEUM TOKYO จะทำให้เพื่อนๆ ต้องทึ่งกับความงามที่เหนือความคาดหมายของปลาทองในรูปแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ที่นี่ไม่ใช่แค่อควาเรียมปลาทองธรรมดาๆ แต่เป็นการจัดแสดงที่ผสานศิลปะ แสง สี เสียง และการออกแบบได้อย่างลงตัว จนคุณจะรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในโลกใต้น้ำที่น่าอัศจรรย์ ART AQUARIUM MUSEUM GINZA TOKYO โชว์งานอะไร? นี่คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะปลาทองแห่งแรกของโลก ที่รวบรวมปลาทองหลากหลายสายพันธุ์มาจัดแสดงในรูปแบบที่ไม่ใช่แค่ตู้ปลาทั่วไป แต่เป็นประติมากรรมตู้ปลาที่มีรูปร่างแปลกตา แสงไฟที่สาดส่องอย่างมีศิลปะ เพลงประกอบที่ไพเราะ และการจัดวางที่เหมือนงานศิลปะจัดวาง (Installation Art) ทำให้ปลาทองแต่ละตัวดูโดดเด่นและมีชีวิตชีวามากขึ้น ไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด! Oiran Dooku (โออิรัน โดคุ): นี่คือโซนไฮไลท์ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของที่นี่เลยค่ะ กับแท้งค์ทรงโคมไฟยักษ์หลายสิบอันที่ภายในมีปลาทองแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางแสงสีที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังชมโคมไฟระยิบระยับในงานเทศกาลโบราณของญี่ปุ่น สวยงามจนต้องหยุดมองนานๆ Kimono Reflium (กิโมโน เรฟเลียม): แทงก์ขนาดใหญ่ที่ออกแบบให้มีลวดลายคล้ายกิโมโน โดยมีปลาทองพันธุ์หายากแหวกว่ายอยู่ภายใน ราวกับกำลังชมภาพวาดเคลื่อนไหวที่มีชีวิต Forest of Goldfish (ป่าปลาทอง): แทงก์ทรงสูงขนาดต่างๆ ที่จัดวางเรียงรายกันเหมือนต้นไม้ในป่า ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินสำรวจป่าใต้น้ำที่มีปลาทองเป็นผีเสื้อกลางน้ำ The Golden Emperor (จักรพรรดิสีทอง): แทงก์ทรงกลมขนาดยักษ์ที่ภายในมีปลาทองตัวใหญ่สีทองอร่ามว่ายวนอยู่ เป็นอีกหนึ่งจุดที่สวยงามและน่าประทับใจ การจัดแสดงตามฤดูกาล: ที่นี่ยังมีการจัดแสดงพิเศษตามฤดูกาลหรือเทศกาลต่างๆ ทำให้การมาเยือนแต่ละครั้งมีอะไรใหม่ๆ ให้ค้นหาอยู่เสมอ ทำไมต้องมา ART AQUARIUM MUSEUM GINZA TOKYO? ประสบการณ์แปลกใหม่: ไม่ใช่แค่อควาเรียมทั่วไป แต่เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะ วัฒนธรรม และความงามของสิ่งมีชีวิตได้อย่างลงตัว มุมถ่ายรูปเพียบ: ด้วยแสง สี เสียง และการจัดแสดงที่สวยงาม ทำให้ที่นี่เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ถ่ายรูปออกมาได้สวยปังทุกมุม ไม่ว่าจะสายคอนเทนต์ หรืออยากได้รูปสวยๆ ไว้ลงโซเชียลก็ฟิน เหมาะกับทุกเพศทุกวัย: ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ก็สามารถเพลิดเพลินไปกับความงามของปลาทองและงานศิลปะที่นี่ได้ ที่ตั้งและการเดินทาง: ART AQUARIUM MUSEUM TOKYO ตั้งอยู่ที่ Nihonbashi Mitsui Hall, Coredo Muromachi 1, 4F, 2-2-1 Nihonbashi-Muromachi, Chuo-ku, Tokyo สถานี Mitsukoshimae (三越前駅): สาย Tokyo Metro Hanzomon Line และ Ginza Line (ทางออก A6) เดินประมาณ 1-2 นาที สถานี Shin-Nihombashi (新日本橋駅): สาย JR Sobu Line (ทางออก 4) เดินประมาณ 3-5 นาที เวลาทำการ: โดยทั่วไปจะเปิดประมาณ 10:00 น. - 19:00 น. (เวลาทำการอาจมีการเปลี่ยนแปลง แนะนำให้ตรวจสอบกับเว็บไซต์ทางการก่อนเดินทาง) ข้อแนะนำสำหรับ #Hopster: จองตั๋วล่วงหน้า: โดยเฉพาะช่วงวันหยุดหรือฤดูกาลท่องเที่ยว เพราะเป็นสถานที่ยอดนิยม เตรียมกล้องให้พร้อม: ที่นี่สวยงามทุกมุมจริงๆ ค่ะ แต่อย่าลืมว่าบางจุดอาจมีการห้ามใช้แฟลช ใช้เวลาดื่มด่ำ: อย่าเร่งรีบ ให้เวลาตัวเองได้เดินสำรวจ ชื่นชม และดื่มด่ำกับความงามของแต่ละโซนอย่างเต็มที่ เยี่ยมชมย่าน Nihonbashi: หลังจากชมพิพิธภัณฑ์แล้ว ลองเดินสำรวจย่าน Nihonbashi ที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นย่านเก่าแก่ที่มีเสน่ห์ มีร้านค้า ร้านอาหาร และอาคารประวัติศาสตร์สวยๆ ให้ชมอีกเพียบ ถ้าคุณกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวในโตเกียวที่แตกต่างออกไป ART AQUARIUM MUSEUM TOKYO คืออีกหนึ่งหมุดหมายที่ไม่ควรพลาด รับรองว่าจะได้ประสบการณ์ที่น่าประทับใจและรูปภาพสวยๆ กลับไปแน่นอน POSTALCO สวรรค์ของคนรักเครื่องเขียนดีไซน์เฉียบ ที่โตเกียว สำหรับสายเครื่องเขียน ดีไซน์เก๋ๆ และงานคราฟต์คุณภาพเยี่ยม ต้องมาทำความรู้จักกับ POSTALCO (ポスタルコ) ให้ไวเลย ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านเครื่องเขียนธรรมดา แต่เป็นเหมือนแกลเลอรีที่รวบรวมข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ที่ถูกคิดค้นและออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ด้วยแนวคิดที่เน้นฟังก์ชันการใช้งาน ความทนทาน และความสวยงามแบบเรียบง่ายแต่มีสไตล์ POSTALCO คือร้านชายอะไร? POSTALCO ก่อตั้งโดย Mike Abelson และ Yuri Goto คู่สามีภรรยาชาวอเมริกัน-ญี่ปุ่น ด้วยความหลงใหลในงานออกแบบที่ใช้งานได้จริง และคุณภาพที่ยืนยาว ทำให้สินค้าทุกชิ้นของ POSTALCO สะท้อนปรัชญา "Tools for the future, made with respect for the past" หรือ "เครื่องมือสำหรับอนาคต ที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยความเคารพอดีต" คุณจะสัมผัสได้ถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงรูปทรงและสัมผัสของผลิตภัณฑ์ มีอะไรน่าสนใจที่ POSTALCO? สมุดโน้ตและกระดาษคุณภาพสูง: เป็นไฮไลท์ของที่นี่ สมุดโน้ตของ POSTALCO ขึ้นชื่อเรื่องกระดาษที่เขียนลื่นสบายตา ไม่ซึมหมึก แถมยังมีปกผ้ากันน้ำหลากสีสันให้เลือก หรือจะเป็น "Pressbook" สมุดที่ออกแบบมาให้เปิดได้ 360 องศา ใช้งานง่ายสุดๆ เครื่องหนังดีไซน์มินิมอล: ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าสตางค์ ที่ใส่บัตร กระเป๋าเอกสาร หรือซองใส่พาสปอร์ต ทุกชิ้นทำจากหนังคุณภาพดี ผ่านการฟอกและเย็บอย่างประณีต สีสันสวยงาม คลาสสิก ใช้ได้นานไม่มีเบื่อ อุปกรณ์สำนักงานไม่ธรรมดา: ลิ้นแฟ้ม คลิปหนีบ หรือแม้แต่ตะไบเล็บ! ทุกอย่างถูกออกแบบใหม่ให้ดูสวยงาม มีฟังก์ชันที่คิดมาอย่างดี ทำให้ของใช้เล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันดูพิเศษขึ้นมาทันที ร่มและอุปกรณ์เดินทาง: POSTALCO ยังมีร่มพับน้ำหนักเบาแต่ทนทาน และอุปกรณ์สำหรับการเดินทางอื่นๆ ที่เน้นความสะดวกสบายและดีไซน์เรียบเท่ ทำไมต้องมา POSTALCO? งานดีไซน์ไม่ซ้ำใคร: ถ้าคุณเป็นคนชอบของใช้ที่มีเรื่องราว มีดีไซน์ที่ไม่ตามกระแส และเน้นฟังก์ชัน ที่นี่คือสวรรค์ของคุณเลย แรงบันดาลใจจากของใช้รอบตัว: การได้มาเดินชมสินค้าที่นี่ อาจทำให้คุณกลับมามองของใช้เล็กๆ น้อยๆ รอบตัวในมุมที่ต่างออกไป และชื่นชมความงามในสิ่งเรียบง่ายได้มากขึ้น ของฝากสุดพิเศษ: หากกำลังมองหาของฝากจากโตเกียวที่ไม่เหมือนใคร และใช้ประโยชน์ได้จริง POSTALCO คือตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม ที่ตั้งและการเดินทาง: POSTALCO มีร้านหลักตั้งอยู่ในย่านเก่าแก่ของโตเกียว ซึ่งไม่ได้อยู่ในโซนช้อปปิ้งหลักๆ แต่ก็เดินทางสะดวก และสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แตกต่าง: สาขา Kyobashi: เป็นสาขาหลักของ POSTALCO ตั้งอยู่ใกล้กับสถานี Kyobashi ในย่านที่มีความเงียบสงบแต่ก็ใกล้กับแหล่งธุรกิจสำคัญ ที่อยู่: 1-6-1 Kyobashi, Chuo-ku, Tokyo การเดินทาง: สถานี Kyobashi (京橋駅): สาย Tokyo Metro Ginza Line (เดินประมาณ 1-2 นาที) สถานี Nihombashi (日本橋駅): สาย Tokyo Metro Ginza Line, Tozai Line และ Toei Asakusa Line (เดินประมาณ 5-7 นาที) สถานี Tokyo (東京駅): สามารถเดินจากสถานี Tokyo ได้ (ประมาณ 10-15 นาที) หรือต่อรถไฟใต้ดินมาก็ได้ เวลาทำการ: โดยทั่วไปจะเปิดประมาณ 11:00 น. - 18:00 น. และมักจะปิดทำการในวันอาทิตย์และวันจันทร์ (แนะนำให้ตรวจสอบกับเว็บไซต์ทางการของ POSTALCO อีกครั้งก่อนเดินทาง เนื่องจากเวลาทำการอาจมีการเปลี่ยนแปลง) ข้อแนะนำสำหรับ #Hopster: เตรียมตัวเตรียมใจ: อาจจะใช้เวลาในการเลือกชมสินค้าพอสมควร เพราะทุกชิ้นน่าสนใจไปหมด! สัมผัสและทดลอง: อย่าลังเลที่จะลองจับ สัมผัส หรือทดลองใช้สินค้า เพราะความพิเศษของ POSTALCO อยู่ที่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณจะสัมผัสได้เมื่อใช้งานจริง เดินเล่นย่านใกล้เคียง: ย่านเคียวบาชิเป็นย่านที่มีเสน่ห์ มีอาคารเก่าแก่ และร้านค้าเล็กๆ น่าสนใจให้สำรวจอีกมากมาย ถ้าคุณมองหา "ของใช้" ที่เป็นมากกว่าแค่ของใช้ แต่เป็น "เครื่องมือ" ที่จะอยู่กับคุณไปนานๆ และเติมเต็มความสุขในชีวิตประจำวัน POSTALCO คือคำตอบที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนโตเกียว Fukagawa Kamasho ย้อนอดีตสู่รสชาติ "ข้าวหน้าหอย" ต้นตำรับยุคเอโดะที่โตเกียว ถ้าคุณเป็นสายกินที่หลงใหลในประวัติศาสตร์ และอยากลิ้มลองรสชาติอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่หาทานยากในปัจจุบัน ต้องมาที่ Fukagawa Kamasho (深川釜匠) ที่นี่คือหนึ่งในร้านไม่กี่แห่งที่ยังคงสืบทอดเมนูท้องถิ่นเก่าแก่ของโตเกียวอย่าง "Fukagawa Meshi" (深川めし) หรือ "ข้าวหน้าหอย" ซึ่งเป็นอาหารจานโปรดของชาวประมงในสมัยเอโดะ Fukagawa Meshi คืออะไร? Fukagawa Meshi คืออาหารพื้นเมืองของย่านฟุกากาวะ (Fukagawa) ในโตเกียว ที่มีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ จุดเด่นคือการนำหอยอะซาริ (Asari Clams) หรือหอยตลับ มาปรุงรสกับต้นหอมญี่ปุ่นและเต้าเจี้ยว (Miso) หรือซอสโชยุ แล้วนำมาโปะบนข้าวสวยร้อนๆ หรือบางครั้งก็นำไปหุงพร้อมกับข้าวเลยก็ได้ ถือเป็นอาหารที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของทะเลและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ทำไมต้องมา Fukagawa Kamasho? ต้นตำรับความอร่อย: Fukagawa Kamasho เป็นร้านเก่าแก่ที่ขึ้นชื่อเรื่องการคงรสชาติ Fukagawa Meshi แบบดั้งเดิมไว้อย่างแท้จริง คุณจะได้สัมผัสรสชาติที่ซื่อตรงต่อประวัติศาสตร์ ไม่มีการดัดแปลง หอยอะซาริสดใหม่: หัวใจของ Fukagawa Meshi คือหอยอะซาริที่สดใหม่ ทางร้านพิถีพิถันในการคัดสรรวัตถุดิบ ทำให้ได้หอยที่เนื้อแน่น หวานฉ่ำ และไม่มีกลิ่นคาว เมนูหลากหลายของ Fukagawa Meshi: ที่นี่มี Fukagawa Meshi ให้เลือกทานหลายแบบ ทั้งแบบ "Fukagawa Donburi" (深川丼ぶり) ที่เป็นข้าวสวยโปะด้วยหอยผัดซอสฉ่ำๆ หรือแบบ "Fukagawa Chameshi" (深川茶飯) ที่ข้าวจะถูกหุงพร้อมกับหอยและซอส ทำให้รสชาติซึมลึกเข้าไปในเม็ดข้าว บรรยากาศร้านที่อบอุ่น: ร้านตกแต่งแบบเรียบง่าย สไตล์ร้านอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง และชวนให้นึกถึงวันวานเก่าๆ เมนูที่ไม่ควรพลาด! Fukagawa Donburi (深川丼ぶり): ข้าวหน้าหอยอะซาริผัดซอสโชยุหรือเต้าเจี้ยว เสิร์ฟในชามข้าวโปะหน้าด้วยต้นหอมซอย เป็นเมนูที่ทานง่ายและได้รสชาติแบบคลาสสิก Fukagawa Chameshi (深川茶飯): ข้าวหุงพร้อมหอยอะซาริและซอส ให้รสชาติที่กลมกล่อมและหอมกลิ่นหอยและซอสที่ซึมซับอยู่ในข้าวทุกคำ ชุดเมนู (Set Menu): ส่วนใหญ่จะมีชุดเมนูที่เสิร์ฟพร้อมซุปมิโสะและเครื่องเคียงต่างๆ เพื่อให้ได้รสชาติที่ครบถ้วน ที่ตั้งและการเดินทาง: Fukagawa Kamasho ตั้งอยู่ในย่าน Fukagawa ซึ่งเป็นย่านเก่าแก่ของโตเกียว ที่ยังคงมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมดั้งเดิม และวัดวาอารามที่สำคัญ ที่อยู่: 5-17-10 Tomioka, Koto-ku, Tokyo (ใกล้กับวัด Tomioka Hachimangu) การเดินทาง: สถานี Monzen-Nakacho (門前仲町駅): สาย Tokyo Metro Tozai Line และ Toei Oedo Line (เดินประมาณ 5-7 นาที) ร้านอยู่ไม่ไกลจากวัด Tomioka Hachimangu (富岡八幡宮) ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในย่านนี้ สามารถเดินเที่ยววัดก่อนแล้วค่อยมาทานอาหารได้เลย เวลาทำการ: โดยทั่วไปจะเปิดช่วงมื้อกลางวันและมื้อเย็น (แนะนำให้ตรวจสอบกับเว็บไซต์ทางการหรือ Google Maps อีกครั้งก่อนเดินทาง เนื่องจากเวลาทำการอาจมีการเปลี่ยนแปลง) ร้านมักจะปิดในวันพุธ ข้อแนะนำสำหรับ #Hopster: สัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิม: หากคุณชอบสำรวจย่านที่ไม่ใช่แค่แหล่งช้อปปิ้ง แต่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ร้านนี้และย่านฟุกากาวะจะตอบโจทย์ สำหรับคนชอบหอย: ถ้าเป็นแฟนคลับหอยอะซาริ รับรองว่าถูกใจแน่นอน ลองรสชาติแบบ Local: เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ลองอาหารท้องถิ่นของโตเกียวที่ไม่ใช่แค่ซูชิหรือราเมง ไปช่วงกลางวัน: บรรยากาศร้านจะคึกคักและเหมาะกับการทานอาหารกลางวัน ไปโตเกียวครั้งหน้า ลองแวะไปย่านฟุกากาวะ แล้วมาลิ้มลองรสชาติข้าวหน้าหอยต้นตำรับที่ Fukagawa Kamasho กันนะ รับรองว่าจะได้ประสบการณ์การกินที่ทั้งอร่อยและเต็มไปด้วยเรื่องราว! Allpress Espresso Tokyo Roastery & Cafe สัมผัสสุนทรียะแห่งกาแฟจากนิวซีแลนด์ในใจกลางโตเกียว สำหรับคอกาแฟตัวจริงที่กำลังมองหามุมสงบๆ พร้อมกาแฟคุณภาพเยี่ยมในโตเกียว ต้องมาเช็คอินที่ Allpress Espresso Tokyo Roastery & Cafe เลยนะ ที่นี่ไม่ใช่แค่คาเฟ่ธรรมดาๆ แต่เป็นทั้งโรงคั่วกาแฟและคาเฟ่ในตัว ที่คุณจะได้สัมผัสกลิ่นอายของกาแฟคั่วสดใหม่ในทุกมุม พร้อมดื่มด่ำกับกาแฟรสชาติเป็นเอกลักษณ์จากนิวซีแลนด์ Allpress Espresso Allpress Espresso เป็นแบรนด์กาแฟชื่อดังจากประเทศนิวซีแลนด์ ที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการคั่วกาแฟด้วยระบบ Hot Air Roasting ซึ่งเป็นวิธีการคั่วแบบพิเศษที่ทำให้เมล็ดกาแฟได้รับความร้อนอย่างสม่ำเสมอ กลิ่นและรสชาติกาแฟที่ได้จึงมีความหอมเป็นพิเศษ และมีรสชาติที่สะอาด นุ่มนวล ไม่ขมติดลิ้น โดยสาขาในโตเกียวแห่งนี้เป็นเหมือนฐานทัพสำคัญของ Allpress ในเอเชีย ที่คั่วเมล็ดกาแฟส่งไปทั่วภูมิภาค มีอะไรน่าสนใจที่ Allpress Espresso Tokyo Roastery & Cafe? โรงคั่วกาแฟในตัว: คุณจะได้เห็นกระบวนการคั่วกาแฟจริงๆ จากเครื่องคั่วขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ภายในร้าน กลิ่นกาแฟหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณ เป็นประสบการณ์ที่พิเศษสำหรับคนรักกาแฟ กาแฟคุณภาพเยี่ยม: แน่นอนว่ากาแฟคือหัวใจหลักของที่นี่ ไม่ว่าจะเป็น Espresso, Latte, Cappuccino หรือ Filter Coffee ทุกแก้วถูกชงด้วยความพิถีพิถันจากบาริสต้าผู้เชี่ยวชาญ รสชาติกาแฟมีความสมดุล ดื่มง่าย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บรรยากาศร้านอบอุ่น สไตล์มินิมอล: การตกแต่งร้านเน้นความเรียบง่าย ใช้วัสดุธรรมชาติอย่างไม้ และอิฐเปลือย ให้ความรู้สึกอบอุ่น โปร่งโล่งสบายตา เหมาะกับการมานั่งจิบกาแฟสบายๆ หรือนั่งทำงานก็ได้ เบเกอรี่และอาหารเบาๆ: นอกจากกาแฟแล้ว ที่นี่ยังมีเมนูเบเกอรี่อบสดใหม่ อย่างครัวซองต์ พาย หรือแซนด์วิชที่เข้ากันดีกับกาแฟ ถือเป็นมื้อเช้าหรือบรันช์เบาๆ ที่ลงตัว มุมขายเมล็ดกาแฟและอุปกรณ์: สำหรับคอกาแฟที่อยากนำความอร่อยกลับบ้าน ที่นี่มีเมล็ดกาแฟคั่วสดใหม่ให้เลือกซื้อหลากหลายเบลนด์ รวมถึงอุปกรณ์ชงกาแฟต่างๆ ด้วย ที่ตั้งและการเดินทาง: Allpress Espresso Tokyo Roastery & Cafe ตั้งอยู่ในย่าน Kiyosumi-Shirakawa (คิโยสุมิ-ชิราคาวะ) ซึ่งเป็นย่านที่กำลังมาแรงสำหรับคาเฟ่และอาร์ตแกลเลอรีในโตเกียว ที่อยู่: 3-7-2 Hirano, Koto-ku, Tokyo (ตั้งอยู่ในโกดังเก่าที่ปรับปรุงใหม่) การเดินทาง: สถานี Kiyosumi-Shirakawa (清澄白河駅): สาย Tokyo Metro Hanzomon Line และ Toei Oedo Line (เดินประมาณ 3-5 นาที) เวลาทำการ: โดยทั่วไปจะเปิดประมาณ 9:00 น. - 17:00 น. หรือ 18:00 น. ข้อแนะนำสำหรับ #Hopster: เช้าๆ คนยังไม่เยอะ: หากอยากได้รูปสวยๆ หรือบรรยากาศสงบๆ แนะนำให้ไปช่วงเช้าหลังร้านเปิดไม่นาน เดินสำรวจย่าน: Kiyosumi-Shirakawa เป็นย่านที่มีคาเฟ่เก๋ๆ และอาร์ตแกลเลอรีเล็กๆ ซ่อนอยู่เยอะ ลองเดินสำรวจรอบๆ ได้เลย สั่งเมล็ดกาแฟกลับบ้าน: หากติดใจรสชาติ สามารถซื้อเมล็ดกาแฟกลับไปชงเองที่บ้านได้เลย ถ้าคุณคือผู้ที่มองหากาแฟดีๆ ในบรรยากาศสบายๆ และอยากสัมผัสวิถีกาแฟที่ไม่เหมือนใครในโตเกียว Allpress Espresso Tokyo Roastery & Cafe คือหมุดหมายที่คุณไม่ควรพลาดจริงๆ ครับ Tokyo Tower Prince Shiba Park จุดชมวิวโตเกียวทาวเวอร์ในมุมที่โรแมนติกที่สุด! ถ้าคุณกำลังมองหามุมถ่ายรูป Tokyo Tower แบบที่ได้วิวสวยๆ โรแมนติกๆ และมีบรรยากาศธรรมชาติล้อมรอบ ต้องมาที่ Tokyo Tower Prince Shiba Park (東京タワープリンス芝公園) ที่นี่ไม่ใช่แค่สวนสาธารณะธรรมดาๆ แต่เป็นทำเลทองที่ทำให้ Tokyo Tower ดูโดดเด่นและมีเสน่ห์กว่าที่เคย Tokyo Tower Prince Shiba Park Shiba Park (芝公園) เป็นหนึ่งในสวนสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเขตมินาโตะของโตเกียว และมีอาณาเขตอยู่ติดกับโรงแรม Tokyo Prince Hotel และ The Prince Park Tower Tokyo ซึ่งรวมเรียกเป็น "Tokyo Tower Prince Shiba Park" จุดเด่นของที่นี่คือ วิวของ Tokyo Tower ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังความเขียวขจีของต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นกลางวัน กลางคืน หรือช่วงฤดูกาลไหนๆ ก็สวยงามน่าประทับใจไปหมด มีอะไรน่าสนใจที่ Tokyo Tower Prince Shiba Park? มุมถ่ายรูป Tokyo Tower สุดคลาสสิก: ที่นี่คือจุดยอดนิยมในการถ่ายภาพ Tokyo Tower โดยเฉพาะช่วงเวลาที่แสงสวยๆ อย่างยามเย็นที่พระอาทิตย์กำลังตกดิน หรือตอนกลางคืนที่ไฟของ Tokyo Tower สว่างไสว ตัดกับท้องฟ้ายามค่ำคืน เป็นภาพที่สวยงามและโรแมนติกสุดๆ บรรยากาศร่มรื่นในสวนสาธารณะ: สวน Shiba Park มีพื้นที่กว้างขวาง มีต้นไม้ใหญ่ ลานหญ้าเขียวๆ และทางเดินที่สะอาด เหมาะกับการมาเดินเล่น พักผ่อน หรือปิกนิกใต้ร่มไม้ วัด Zojo-ji (増上寺): ภายในบริเวณใกล้เคียงยังมีวัด Zojo-ji ซึ่งเป็นวัดพุทธนิกายโจโดที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และเป็นหนึ่งในวัดที่สวยงามของโตเกียว การได้เห็นเจดีย์โบราณของวัดคู่กับ Tokyo Tower ที่เป็นสัญลักษณ์ความทันสมัย ถือเป็นภาพที่น่าสนใจและหาชมได้ยาก เป็นจุดชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสี: ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ต้นซากุระในสวนจะบานสะพรั่ง ถ่ายรูปคู่กับ Tokyo Tower ได้สวยงามเป็นพิเศษ ส่วนในฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้ก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม เหลือง สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและโรแมนติก ที่ตั้งและการเดินทาง: Tokyo Tower Prince Shiba Park ตั้งอยู่ในย่าน Minato ใกล้กับ Tokyo Tower การเดินทาง: สถานี Onarimon (御成門駅): สาย Toei Mita Line (เดินประมาณ 1-3 นาที) สถานี Akabanebashi (赤羽橋駅): สาย Toei Oedo Line (เดินประมาณ 5-7 นาที) สถานี Daimon (大門駅): สาย Toei Asakusa Line และ Toei Oedo Line (เดินประมาณ 10-12 นาที) เวลาทำการ: สวนสาธารณะเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ข้อแนะนำสำหรับ #Hopster: ไปช่วงเย็นถึงค่ำ: แนะนำให้ไปช่วงพระอาทิตย์ตกดิน เพื่อเก็บภาพท้องฟ้าหลากสีสัน และรอชมไฟของ Tokyo Tower ที่จะสว่างไสวขึ้น เตรียมกล้องให้พร้อม: ไม่ว่าจะกล้องมือถือ หรือกล้องโปร ก็ได้ภาพสวยๆ แน่นอน ลองสำรวจมุมอื่นๆ: นอกจากมุมมหาชนแล้ว ลองเดินสำรวจรอบๆ สวน คุณอาจจะเจอจุดถ่ายรูปสวยๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณเอง แวะวัด Zojo-ji: อย่าลืมแวะไปชมความงามของวัด Zojo-ji ที่อยู่ใกล้กัน ถือเป็นไฮไลท์ที่ช่วยเสริมความสมบูรณ์แบบให้กับการมาเยือนย่านนี้ ถ้าเพื่อนๆ กำลังวางแผนไปโตเกียว และอยากได้รูป Tokyo Tower ที่สวยไม่เหมือนใคร Tokyo Tower Prince Shiba Park คืออีกหนึ่งจุดเช็คอินที่ไม่ควรพลาดเด็ดขาดเลย Janu Bar Tokyo ประสบการณ์ค็อกเทลสุดหรูใจกลางอาซาบุไดฮิลส์ ที่ต้องมาเช็คอิน หากใครกำลังมองหาสถานที่แฮงก์เอาต์ยามค่ำคืนที่พิเศษในโตเกียว กับบรรยากาศสุดหรูหราแต่เข้าถึงง่าย ค็อกเทลรสเลิศ และการบริการที่ไร้ที่ติ ต้องปักหมุดมาที่ Janu Bar Tokyo เลยครับ บาร์แห่งนี้ตั้งอยู่ภายในโรงแรม Janu Tokyo ที่เป็นส่วนหนึ่งของคอมเพล็กซ์ Azabudai Hills ศูนย์กลางแห่งใหม่ของความหรูหราใจกลางเมือง บอกเลยว่าแค่ก้าวเข้ามา ก็รู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่ในโลกอีกใบ Janu Bar Tokyo มีอะไรที่ทำให้ต้องมา? Janu Bar ไม่ใช่แค่บาร์ธรรมดาๆ แต่เป็นสถานที่ที่รวบรวมเอาความสง่างาม การออกแบบที่ประณีต และค็อกเทลที่สร้างสรรค์มารวมกันได้อย่างลงตัว: บรรยากาศสุดอลังการ: การตกแต่งของ Janu Bar สะท้อนถึงความหรูหราแบบร่วมสมัย ด้วยเพดานสูง การใช้หินอ่อน โทนสีอบอุ่น และแสงไฟที่สร้างบรรยากาศได้อย่างยอดเยี่ยม มีความโอ่โถงแต่ก็ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว เหมาะสำหรับการมาเดท หรือนัดคุยธุรกิจสบายๆ ค็อกเทลที่สร้างสรรค์และมีเรื่องราว: เมนูค็อกเทลของ Janu Bar ไม่ได้เป็นแค่เครื่องดื่ม แต่เป็นงานศิลปะ แต่ละแก้วถูกรังสรรค์อย่างพิถีพิถันโดย Mixologist ผู้เชี่ยวชาญ ด้วยส่วนผสมที่แปลกใหม่ มีเอกลักษณ์ และบางแก้วก็ได้รับแรงบันดาลใจจากวัตถุดิบท้องถิ่นของญี่ปุ่น พร้อมนำเสนอเรื่องราวเบื้องหลังให้คุณได้เพลิดเพลิน ไวน์และแชมเปญชั้นเลิศ: นอกจากค็อกเทลแล้ว ที่นี่ยังมีลิสต์ไวน์และแชมเปญชั้นนำจากทั่วโลกให้เลือกมากมาย เหมาะสำหรับคอไวน์ที่ต้องการดื่มด่ำกับรสชาติอันลุ่มลึก อาหารว่างและของทานเล่นคุณภาพสูง: เพื่อให้ประสบการณ์การดื่มด่ำสมบูรณ์แบบ Janu Bar ยังมีเมนูอาหารว่างและของทานเล่น (Bar Bites) ที่คัดสรรมาอย่างดีและปรุงแต่งอย่างสวยงาม เข้ากันได้ดีกับเครื่องดื่มที่คุณเลือก การบริการระดับเวิลด์คลาส: ตามมาตรฐานของโรงแรม Janu (แบรนด์ใหม่ในเครือ Aman Group) พนักงานที่นี่ให้การบริการด้วยความเอาใจใส่ เป็นกันเอง และมีความรู้เกี่ยวกับเมนูเป็นอย่างดี ทำให้คุณรู้สึกได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด พิกัดและวิธีการเดินทาง: Janu Bar Tokyo ตั้งอยู่ภายในโรงแรม Janu Tokyo ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Azabudai Hills คอมเพล็กซ์แห่งใหม่ใจกลางโตเกียว ที่อยู่: 1-2-2 Azabudai, Minato-ku, Tokyo การเดินทาง: สถานี Kamiyacho (神谷町駅): สาย Tokyo Metro Hibiya Line สถานี Roppongi-itchome (六本木一丁目駅): สาย Tokyo Metro Namboku Line ข้อแนะนำสำหรับ #Hopster: แต่งกายสุภาพ: เนื่องจากเป็นบาร์ในโรงแรมหรู แนะนำให้แต่งกายแบบ Smart Casual สำรองที่นั่งล่วงหน้า: โดยเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์หรือช่วงเวลาพีค เพราะเป็นที่นิยมมากๆ สำรวจ Azabudai Hills: ก่อนหรือหลังดื่ม สามารถเดินเล่นสำรวจ Azabudai Hills ซึ่งมีทั้งร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ และงานศิลปะให้ชมมากมาย หากคุณกำลังมองหาค่ำคืนที่เต็มไปด้วยสไตล์ รสชาติ และความประทับใจ Janu Bar Tokyo คืออีกหนึ่งหมุดหมายที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนโตเกียว Coffee Wrights Kuramae เมื่อกาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่คืองานคราฟต์ที่สัมผัสได้ ในย่านคุรามะที่เงียบสงบ ไม่ไกลจากความพลุกพล่านของอาซากุสะ มีร้านกาแฟเล็กๆ ที่เปี่ยมไปด้วยความตั้งใจ นั่นคือ Coffee Wrights Kuramae (@coffeewrights_kuramae) ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านกาแฟทั่วไป แต่เป็นเหมือนห้องทดลองของเหล่า "Coffee Wrights" หรือช่างฝีมือผู้หลงใหลในศิลปะการรังสรรค์กาแฟอย่างแท้จริง บรรยากาศเรียบง่ายแต่โคตรมีสไตล์ ก้าวเข้ามาในร้าน เพื่อนๆ จะสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและเป็นกันเอง การตกแต่งเน้นความเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยรายละเอียดที่น่าสนใจ โทนสีอบอุ่นของไม้ตัดกับความดิบของปูนเปลือย และแสงธรรมชาติที่ส่องเข้ามา ช่วยสร้างบรรยากาศที่เหมาะกับการนั่งจิบกาแฟสบายๆ แต่พื้นที่ร้านอาจจะไม่เหมาะสำหรับการเอาแล็ปท็อปมานั่งทำงานนะ เพราะที่ค่อนข้างเล็ก กาแฟที่พิถีพิถันทุกขั้นตอน หัวใจของ Coffee Wrights Kuramae อยู่ที่ความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดกาแฟคุณภาพดีจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก ไปจนถึงกระบวนการคั่วและชง ที่นี่ให้ความสำคัญกับ "ความสมดุล" ของรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นความเปรี้ยว ความขม หรือความหวาน ทุกอย่างต้องผสานกันอย่างลงตัว อยากแนะนำให้ลอง "Hand Drip Coffee" ที่บาริสต้าจะค่อยๆ รินน้ำร้อนลงบนกาแฟอย่างช้าๆ ด้วยความตั้งใจ เพื่อดึงรสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะตัวของเมล็ดกาแฟแต่ละชนิดออกมาได้อย่างเต็มที่ หรือถ้าใครชอบกาแฟนม ก็มีเมนูอย่าง "Latte" ที่นุ่มละมุนลิ้น และมีฟองนมเนียนละเอียด หรือถ้าคุณคือคอกาแฟตัวจริง ต้องไม่พลาดที่จะลองกาแฟแบบ "Espresso" ที่จะปลุกความสดชื่นในตัวคุณ มากกว่ากาแฟ สิ่งที่ทำให้ Coffee Wrights Kuramae โดดเด่นกว่าร้านกาแฟอื่นๆ คือความใส่ใจในทุกรายละเอียด ที่นี่ไม่ได้ขายแค่กาแฟ แต่ขาย "ประสบการณ์" บาริสต้าทุกคนมีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับกาแฟ และพร้อมที่จะให้คำแนะนำหรือพูดคุยเรื่องกาแฟกับคุณอย่างเป็นกันเอง ทำให้การมาที่นี่ไม่ใช่แค่การมาดื่มกาแฟ แต่เป็นการมาเรียนรู้และสัมผัสถึงความตั้งใจของเหล่า Coffee Wrights ที่อยากจะส่งมอบกาแฟดีๆ ให้กับทุกคน พิกัดและวิธีการเดินทาง: ที่อยู่: 4-20-2 Kuramae, Taito-ku, Tokyo การเดินทาง: รถไฟใต้ดิน Toei Asakusa Line: ลงสถานี Kuramae Station (A17) ทางออก A0 แล้วเดินประมาณ 5 นาที รถไฟใต้ดิน Toei Oedo Line: ลงสถานี Kuramae Station (E11) ทางออก A6 แล้วเดินประมาณ 8-10 นาที เวลาทำการ: วันจันทร์ - ศุกร์: 10:00 - 18:00 น. วันเสาร์ - อาทิตย์: 09:00 - 18:00 น. มุมมองของ Hoparound.co : สำหรับผม Coffee Wrights Kuramae เป็นอีกหนึ่งพิกัดที่ต้องมาปักหมุดถ้าได้มาแถวย่านคุรามะ ไม่ใช่แค่กาแฟดี แต่บรรยากาศก็ดีงาม เหมาะกับการมาพักกายพักใจ หลีกหนีความวุ่นวายจากย่านอื่นๆ หรือจะมานั่งชิลล์กับเพื่อนๆ ก็ได้เช่นกัน ถ้าเพื่อนๆ เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบงานคราฟต์ และมองหากาแฟที่รังสรรค์ขึ้นด้วยความตั้งใจ ผมบอกเลยว่าที่นี่ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับทริปโตเกียวล่าสุดของเรา อย่าลืมกดติดตาม กดแชร์ กดไลค์ Hoparound.co กันด้วยน้า พวกเราจะได้มีกำลังใจผลิตคอนเทนต์ดีๆ กัน #LetsHoparound #Tokyo
- Centara Reserve Samui ปฐมบทแบรนด์ใหม่สู่ความใส่ใจสูงสุดจากเซ็นทารา
Centara Reserve Samui Centara Reserve Samui ปฐมบทแบรนด์ใหม่สู่ความใส่ใจสูงสุดจากเซ็นทารา น่าตื่นเต้นมากๆครับที่เราอยู่ในยุคที่ได้เห็นแบรนด์โรงแรมไทยก้าวกระโดดไปสู่แถวหน้าของมาตรฐานระดับโลก นี่คือประสบการณ์ใหม่ที่เพื่อนๆสามารถเข้าไปสัมผัสได้ก่อนใคร นี่คืออีกขั้นของการพักผ่อนที่ลักชัวรี่และเป็นส่วนตัว และนี่คือ Centara Reserve แห่งแรกของโลก ณ หาดเฉวงอันเงียบสงบ เกาะสมุย ประเทศไทย จากสุดยอดทำเลของ Centara Grand Beach Resort Samui ที่ให้บริการมาถึง 23 ปีบนพื้นที่กว่า 20 ไร่บนหาดเฉวงที่สวยที่สุดของเกาะสมุย AvroKo ทีมดีไซน์ระดับโลกผู้เชี่ยวชาญการออกแบบ Luxury Hospitality Properties โดยเฉพาะได้รับมอบหมายให้เนรมิตงานสถาปัตยกรรมขึ้นใหม่ทั้งหมด (จะยกเว้นก็เพียงเสาเท่านั้น) เพื่อพลิกโฉมสถานที่แห่งนี้ให้รองรับแบรนด์โรงแรมใหม่ที่ทั้งทันสมัยและละเมียดละไมกว่าเดิม ด้วยเงินทุนหนาตึ้บกว่า 1,200 ล้านบาท หลังจากปิดปรับปรุงไปเกือบ 2 ปีครึ่ง (ตั้งแต่ก่อนโควิดระลอกแรกซะอีก) Centara Reserve แห่งแรกของโลกก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างสมเกียรติ พร้อมปักธงเป็นแบรนด์ Lifestyle Luxury Resort ระดับสูงสุดของเครือ Centara นับเป็นอีกก้าวที่น่าจับตามองอย่างมากสำหรับวงการโรงแรมแบรนด์ไทย วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไปชมความหรูหราแบบ Next Level ไปพร้อมๆกันครับ BOOK NOW จองห้องพักได้ที่นี่ คลิ๊กชมวิดิโอได้ที่นี่เลย A Ride To Centara Reserve Samui เมื่อเรามาถึงสนามบินก็มีรถหรูจากโรงแรมมารอรับ ภายในรถก็มีขนมและน้ำดื่มติดแบรนด์ Centara Reserve เตรียมไว้ให้บริการพร้อมสรรพ การเริ่มต้นที่ดีนั้นมีชัยไปกว่าครึ่ง ตื่นเต้นจัง อยากรู้ว่าตัวโรงแรมจะดีเลิศขนาดไหน The Arrival: A Warm Welcome With Reserve Touch จากสนามบินเกาะสมุย ใช้เวลาเพียง 15 นาที รถของโรงแรม (ใครโชคดีอาจได้รถ Mercedez Benz ไปรับด้วยนะครับ) ก็พาเรามาพบกับพนักงานต้อนรับที่จุด Drop-off ก่อนเข้าไปยัง Lobby เราได้รับดอกดาวเรืองมาคนละดอก พนักงานแนะนำให้เราอธิฐานถึงสิ่งที่เราอยากได้แล้วลอยดอกดาวเรืองลงไปยังสระน้ำหน้าล็อบบี้ ถือเป็น Welcome Ritual ที่พิเศษและช่างคิดช่างทำมากๆ ที่สำคัญคือสอดคล้องกับแนวคิดของแบรนด์ Reserve ที่ต้องการให้แขกแต่ละคนได้รับประสบการณ์เฉพาะบุคคล ไม่ซ้ำใคร และการอธิฐานก่อนเข้าพักก็เป็นการสร้างความประทับใจแรกแบบส่วนตัวอย่างแท้จริง ความประทับใจต่อมานั้นหนีไม่พ้นความสวยแกรนด์แสนเกรียงไกรของ Lobby ที่ออกแบบมาเพื่อ ”ว้าว” แขกได้อยู่หมัด พูดแบบไม่อวยก็คือที่นี่น่าจะเป็นหนึ่งใน Lobby โรงแรมที่เราประทับใจที่สุดในรอบหลายๆปีที่เราเดินทางมาเลยครับ เพดานที่สูงพิเศษ พื้นที่ที่เปิดโล่งกว้าง มิกซ์ของวัสดุที่เลือกใช้ รูปทรงเฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ และเครื่องตกแต่งทุกชิ้น พาเล็ทท์สีขาว-น้ำตาล-เขียวที่สะอาดตา แสงธรรมชาติที่ทอดเข้ามา รวมไปถึงวิวศาลาริมทะเลที่เป็น ICON ของโรงงแรมมาแต่เดิม (แต่คราวนี้ได้รับการอัพเกรดใหม่) องค์ประกอบทั้งหมดเมื่อมารวมกันแล้วต้องบอกว่า “จึ้ง” ที่สุด ขออนุญาตให้ภาพทำหน้าที่บรรยาย “ความจึ้ง” นะครับ แต่ยังไงภาพถ่ายก็ยังไม่เหมือนกับการได้ยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆอยู่ดี นี่คงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ "Reserve Space” หนึ่งใน 4 องค์ประกอบหลักของประสบการณ์แบบ Reserve ที่ทางแบรนด์วางเอาไว้ ระหว่างรอเช็คอิน เราก็ได้รับผ้าเย็นที่มีกลิ่นหอมสดชื่นของส้มออร์แกนิคมาช่วยขจัดความเหนื่อยล้าให้มลายหายไป พร้อมกับ Welcome Drink ที่มีชื่อน่าค้นหาว่า Silver Velvet Purple ความพิเศษอยู่ที่ประกายสีเงินเรืองรองในแก้วเพราะมีส่วนผสมของผง Silver 24K ที่กินได้อยู่ด้วย ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ พนักงานยังนำ “Magic Box” มาเสิร์ฟให้ เป็น Belgian Chocolate ที่ซ่อนของเซอร์ไพร้ซ์ไว้ด้านใน แค่เพียงการต้อนรับเราก็สัมผัสได้ถึงความใส่ใจ และความแตกต่างของการบริการแบบเหนือความคาดหมายตามคอนเส็ปต์ “Reserve Touch” ได้แล้วล่ะครับ While Waiting for Our Room at Pool Bar เนื่องจากเราเดินทางมาถึงค่อนข้างเช้า ห้องของเราจึงยังไม่พร้อมให้เราเช็คอินทันที ระหว่างนี้ทางโรงแรมจึงเสนอห้องสำรองให้เราพักผ่อนก่อน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “Reserve Time” ที่ให้อิสระกับแขกที่อยากจะเข้าพัก หรืออยากจะรับประทานอาหารเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เรารู้สึกอยากสำรวจบรรยากาศรอบๆก่อนสักนิด ก็เลยตัดสินใจไปนั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆที่ Pool Bar และเสพพลังทะเลยามเช้าของสมุยในวันอากาศดีเช่นวันนี้ ระหว่างที่เรานั่งปล่อยอารมณ์จิบเครื่องดื่มอยู่ริมทะเล ทีมมาร์เก็ตติ้งของโรงแรมที่นำโดยคุณการ์ตูน คุณเคเค และคุณแน็ตตี้ก็ได้เข้ามาดูแล และเล่าให้ฟังถึงความตั้งใจปั้นแบรนด์ Centara Reserve ที่นอกจากจะทุ่มทุนถึง 1,200 ล้านบาทในการ Revamp อาคารสถานที่ใหม่ทั้งหมดแล้ว ทีมบริหารในทุกแผนกก็ฟอร์มขึ้นมาใหม่ทั้งทีมด้วยเช่นกัน โดยเป็นการรวมตัวของบุคลากรที่มีประสบการณ์ระดับ Top-Tier ทั้งจากในและต่างประเทศ เพื่อฉีกขนบ Centara เดิมและส่งมอบประสบการณ์แบบ Reserve ที่แตกต่างให้กับแขกที่เข้าพักอย่างแท้จริง Reserve Pool Suite นี่คือห้องพักที่ทางโรงแรมจัดมาเพื่อรับรองระหว่างรอเข้าห้องพักจริงๆของเรา เราจึงถือโอกาสถ่ายรูปมาฝากเพื่อนๆด้วยเลย นี่ไม่ใช่ห้องพักธรรมดานะครับ แต่เป็นห้องที่ตกแต่งสวยงาม เครื่องใช้ครบ มีพื้นที่ถึง 67 ตร.ม.เชียว และที่สำคัญคือมีสระส่วนตัวด้วย Centara Reserve สร้างความประทับใจให้เราไม่หยุดเลยนะครับ ไหนๆก็มาแวะชมห้องอื่นแล้ว เราก็ขอเล่ารายละเอียดห้องพักโดยรวมของที่นี่ไปเลยก็แล้วกันครับ Centara Reserve Samui มีห้องพักทั้งหมด 184 ห้อง แบ่งเป็น 13 Room Types มีพื้นที่ตั้งแต่ 40 - 501 ตร.ม. โดยมี Rare Item เป็นวิลล่าซึ่งมีเพียง 3 หลังเท่านั้นจึงต้องจองล่วงหน้ากันเป็นพิเศษ และแน่นอนครับห้องพักจริงๆของเราในวันนี้ก็คือวิลล่า 1 ใน 3 หลังนั้น ถือว่าเราโชคดีจริงๆครับ Our Villa: Reserve Pool Villa แอ่น...แอน...แอ๊นนนน และนี่ก็คือวิลล่าของเราครับ เปิดเข้ามาครั้งแรกตกใจกับความมหึมามาก เหมือนกับได้บ้านทั้งหลังเป็นของเราเลย น้องมีขนาด 256 ตร.ม. โรงแรมอนุญาตให้รองรับผู้ใหญ่ได้ 3 คน หรือจะเป็นผู้ใหญ่ 2 + เด็ก 2 ก็ได้เช่นกัน ต่อให้มากกว่านี้ก็ยังเหลือพื้นที่แบบหลวมๆเลยล่ะ เราไปดูโซนเอ้าท์ดอร์กันก่อนนะครับ เริ่มด้วยสระน้ำเกลือส่วนตัวลุคโมเดิร์นเชียว โซน Patio ขนาดใหญ่ก็มีให้ทั้งโต๊ะ ชุดโซฟานั่งเล่น และ Kitchen Bench พร้อมอ่างล้างมือนั้นก็ใช้เตรียมอาหารว่างง่ายๆที่ไม่ต้อง Cooking ได้เลยครับ ริมสระน้ำมีเก้าอี้อาบแดดเพิ่มให้อีก 2 ตัว และด้านหลังวิลล่ามี Ourdoor Shower สำหรับล้างตัวเมื่อขึ้นจากสระหรือทะเล (Villa ของเราอยู่แทบจะติดกับทะเลเลยครับ) ล้างตัวเสร็จแล้วก็สามารถเดินเข้าห้องน้ำจากด้านหลัง Villa ได้เลย ส่วนด้านในห้องนั้นเป็น Space ที่เปิดทะลุถึงกันได้หมด ทำให้ดูโล่งต่อเนื่องเป็นหนึ่งเดียว โซนห้องน้ำสามารถเลื่อนประตูมาปิดเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวได้นะครับ นอกจากพื้นที่จะดูโอ่โถงแล้ว เฟอร์นิเจอร์ก็มีขนาดใหญ่พิเศษเช่นกันทำให้รู้สึกแกรนด์มาก เตียงเป็นขนาด Super King Size ส่วนชุดรับแขกน่าจะนั่งได้ 4-5 คนสบายๆ ที่โดดเด่นมากๆก็คืออ่างอาบน้ำทรงกลมไซส์เบ้อเริ่มเทิ่มสามารถลงไปนอนแช่พร้อมกัน 2 คนได้เหลือๆ อ่างล้างหน้าแยกเป็น 2 เซ็ตอยู่คนละฝั่งกันไปเลย ที่ผนังฟากหนึ่งเป็น Dressing Area มีพื้นที่ให้วางกระเป๋าและแขวนเสื้อผ้าสัมภาระต่างๆ รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกจากโรงแรมไม่ว่าจะเป็นเสื้อคลุมที่มีทั้งแบบหนาและบาง รองเท้าแตะ กระเป๋า และถุงผ้า ตรงนี้มีม่านที่สามารถรูดมาบังความรกตาได้ ข้างๆกันยังมีตู้เสื้อผ้าแยกต่างหากพร้อมกับ Safety Box ให้อีกด้วย ห้อง Shower มีทั้งฝักบัวแบบสายและแบบ Rain Shower ที่น้ำไหลซู่ใหญ่ๆลงมาสะใจดีเหลือเกินแถมยังเส้นน้ำก็ละเอียดนุ่มสบายผิวมากๆ เหมือนได้นวดคลายเครียดไปในตัว เราชอบปุ่มคอนโทรลแบบกดปุ๊บน้ำไหลปั๊บไม่ต้องบิดหมุน ง่ายๆก็คือเรามีความสุขกับการอาบน้ำที่นี่มากครับ อาบได้วันละหลายๆรอบเลย อีกห้องเป็นห้องขับถ่าย มีชักโครกอัตโนมัติพร้อมฝารองนั่งที่อุ่นกำลังดี รีโมทคอนโทรลชักโครกเป็นแบบ Touch Screen ที่สามารถดึงออกมาจากแป้นยึดที่ผนังได้ด้วย ข้ามมาอีกฟากของห้องก็จะเป็น All Inclusive Minibar ที่ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม และมาเติมให้ทุกวัน ที่เกินคาดก็คือมีเครื่องดื่มแอลกอฮอลทั้ง Vodka, Whisky และ Gin ใส่ขวดแก้วพร้อมอุปกรณ์ชง Cocktail แบบครบมือเตรียมไว้ให้ด้วย ที่นี่ปลอดการใช้พลาสติก 100% ภาชนะทุกอย่างสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ แม้แต่ขวดน้ำแบบ Sparkling ก็เช่นกัน ที่เก๋ก็คือมีสเปรย์ฉีดหน้ากลิ่นส้มออร์แกนิคแบบเดียวกับผ้าเย็นตอนเช็คอินไว้ให้พ่นเพื่อความสดชื่นด้วย ถัดจาก Minibar ก็คือเตียง Day Bed ที่ใหญ่โตประมาณเตียง King Size เห็นจะได้ นอนเล่น-นอนจริงได้หมดเลย ทั้งหมดนี้ถูกห่อไว้ในการดีไซน์ที่สวยงาม และการจัดวางที่ลงตัว เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นมีรายละเอียดที่น่าสนใจ มีเอกลักษณ์หลายแบบหลากรูปทรงทั้งที่อยู่ในห้อง และที่กระจายอยู่ทั่วโรงแรม แต่ล้วนเล่าเรื่องไปในทางเดียวกันทั้งหมด เราปลื้มงานโคมไฟที่สั่งทำเฉพาะของโรงแรมมากๆครับ นอกจากความสวยงามแล้ว เรื่องประโยชน์ใช้สอยก็ทำได้ดีมากเช่นกัน แม้แต่เรื่องที่เหมือนจะเล็กน้อยอย่างระบบควบคุมแสงไฟและผ้าม่านก็ใช้งานง่ายและทันสมัยมากครับ Sunday Brunch By The Beach At Salt Society Salt Society เป็นหนึ่งใน F&B Outlet ที่เป็นที่นิยมที่สุดของโรงแรม ด้วยทำเลติดหาดและบรรยากาศที่เปี่ยมรสนิยม Vibe ของที่นี่คือ Beach Bar ที่ทั้งชิลล์และ Sophisticated ไปพร้อมๆกัน ทุกๆวันอาทิตย์ Salt Society จะยิ่ง Popular และคึกคักมากเป็นพิเศษ เพราะมี Sunday Brunch Buffet ที่จัดเต็มในเรื่องวัตถุดิบพรีเมี่ยมแบบไม่อั้น ตั้งแต่ กุ้งลายเสือที่ตัวใหญ่กว่าฝ่ามือซะอีก เนื้อวากิวย่างหอมไฟความสุกกำลังดี หอยนางรม Fin De Claire No.2 อวบๆ ฟัวกราส์ที่คัดเกรดมาอย่างดี Serrano Ham นำเข้าทั้งขาจากสเปน ไปจนถึงอาหารที่เราคุ้นเคยอื่นๆอย่างพาสต้า เนื้ออบ ชีสนานาชนิด ขนมหวานล้านแปด และเครื่องดื่มทั้งผสมและไม่ผสมแอลกอฮอล เรียกได้ว่าเตรียมท้องไปเท่าไหร่ก็จุความอร่อยไม่หมดแน่นอนครับ Sunday Brunch ที่นี่มี Package ให้เลือกตามความต้องการของเราถึง 3 แบบมีชื่อเรียกชิคๆว่า Vitamin A, Vitamin B และ Vitamin Sea เริ่มต้นที่ THB 1,890++ ต่อคน ก่อนเริ่มมื้อยังมีการแจก Vitamin C Shot เพิ่มภูมิต้านไวรัสอีกด้วย เค้าคิดมาหมดแล้วจริงๆครับ นอกจากนี้ยังมีการแจมดนตรีสด (วันที่เราไปเป็น Saxophone สัปดาห์ก่อนหน้าเป็น Violin) กับ Playlist ที่คัดสรรมาโดยดีเจระดับโลกอีกด้วย ห้องอาหารแต่ละห้องของ Centara Reserve Samui จะมี Playlist พิเศษเป็นของตัวเอง แต่สำหรับ Playlist ของ Salt Socirty เราก็สามารถเข้าไปเปิดฟังได้ใน Spotify ด้วยนะครับ เสียงดนตรีทำให้มู้ด Sunday Brunch ยิ่งสนุกคึกครื้นแบบทวีคูณเลย อาหารทั้งหมดของที่นี่ จะถูกแบ่งเสิร์ฟใน Cube (ห้อง) ทั้ง 4 ดังนี้ Ice Cube เสิร์ฟ Seafood ที่วางบนน้ำแข็ง Hot Cube เสิร์ฟเนื้อสัตว์ที่อบจากเตา Chill Cube เป็นโซนที่นั่งสบายๆใกล้กับ BBQ และ Cooking Stations อื่นๆ Cold Cube เสิร์ฟของหวาน เบเกอรี่ ชีส และผลไม้ อย่าลืมออร์เดอร์ Mr. Smoky ให้มาทำการแสดงชง Sangria แบบควันท่วมที่โต๊ะด้วยนะครับ มื้อนี้มีคำว่า "คุ้มค่า" เปรี้ยงเข้ามาในหัวของเราดังๆ เพราะเต็มอิ่มทุกประสาทสัมผัส อร่อยลิ้น ละลานตา เสนาะหู เพลินจมูก สบายกาย อิ่มเอมใจ อ่อ..แถมอีกอัน แน่นพุงด้วยครับ ฮ่าๆๆๆ A Digestive Walk Around The Property หลังจากมื้อใหญ่เบิ้มขนาดนี้ การเดินย่อยจึงเป็นไฟลท์บังคับไปโดยปริยาย วันนี้อากาศปลอดโปร่งเป็นใจเหลือเกิน ถ่ายมุมไหนก็สวยไปหมด เราขอพาไปทำความรู้จักกับรีสอร์ทในภาพรวมกันก่อนนะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะพาไปเจาะลึกแต่ละโซนกันต่อ หากเรายึดเอา Lobby เป็นจุดศูนย์กลางแล้วหันหน้าไปทางทะเล ทางปีกขวาของโรงแรมนั้นจะเป็นฝั่งที่เน้นกิจกรรม ความสนุก ครื้นเครง เป็นที่ตั้งของ Salt Society, Kids’ Zone สระว่ายน้ำหลัก Pool Bar และอุปกรณ์กิจกรรมทางน้ำที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้ ส่วนปีกซ้ายจะเป็นโซนห้องพักที่เน้นความเป็นส่วนตัว เอาไว้พักผ่อนแบบเงียบๆ และจะมีสระว่ายน้ำอีกแห่งที่สงวนเอาไว้ให้กับผู้ใหญ่ที่ต้องการความสงบโดยเฉพาะ เมื่อสักครู่เราเต็มอิ่มกับปีกแห่งความบันเทิงมาแล้ว ตอนนี้ก็เลยอยากวาร์ปตัวเองสู่ปีกแห่งความไพรเวทกันบ้างครับ Afternoon Dip At The Adults’ Pool อีกหนึ่ง Trick ที่ช่วยเร่งการย่อยอาหารของเราก็คือการว่ายน้ำครับ ตอนแรกกะจะกลับไปว่ายน้ำใน Private Pool ที่วิลล่าของเรา แต่พอเดินผ่านสระ Adults’ Pool ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า และเป็น Infinity Pool ที่มีผนังใสสามารถมองเห็นเราตอนดำน้ำได้ด้วย ก็เลยเปลี่ยนใจมาลงสระนี้แทน ทุกสระใน Centara Reserve Samui เป็นสระน้ำเกลือถนอมผิวนะครับ คนที่แพ้คลอรีนสบายใจได้เลย ระหว่างที่อยู่สระผู้ใหญ่นี้เราก็สามารถสั่งเครื่องดื่มกับพนักงานมาดับกระหายได้เหมือนที่สระหลักเลย สะดวกกายสบายใจดีจังครับ The Gin Run เมื่อท้องฟ้าเริ่มถูกฉาบด้วยแสงสีทองของตะวันใกล้ตกดิน ก็จวนเวลามื้อค่ำ(อีก)แล้ว ฮ่าๆ แต่เรามีแพลนไปดื่ม Pre-Dinner Cocktail ที่บาร์ The Gin Run กันก่อน จากชื่อแล้วแน่นอนว่าพระเอกของบาร์แห่งนี้ก็คือ Gin เจ้าสปิริต (สุราที่ได้จากการกลั่น) สีใสหอมฟุ้งด้วยกลิ่น Juniper Berry นั่นเอง นอกจากที่นี่จะมี Gin ยี่ห้อ Niche ต่างๆจากทั่วโลก รวมถึง Small Batch Gin เกรดพรีเมี่ยมของไทยด้วยแล้ว ทางบาร์ยังทำการ Infuse กลิ่น Botanicals อื่นๆขึ้นเองเพื่อครีเอทเป็น Gin กลิ่นใหม่ๆไว้ให้ลูกค้าลิ้มลองกว่า 35 กลิ่น โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆก็คือกลิ่นโทน Fruity & Floral กับกลิ่นโทน Herb & Spice เราชอบกลิ่น Rose และ Little Basil (ใบแมงลัก) เป็นพิเศษ แต่ก็ยังมีอีกหลายกลิ่นที่น่าสนใจมากๆ เช่น ทับทิม บีทรูท ไธม์ ผักชี กรีนโอลีฟ วาซาบิ ฯลฯ ถ้าชิมครบเราคงเมาจนต้อง Skip ดินเนอร์ไปเลย นอกจาก Gin แล้ว บาร์แห่งนี้ก็ยังมีเมนูเครื่องดื่มอื่นๆทั้งแบบที่มีและไม่มีแอลกอฮอลซึ่งทางทีมตั้งใจคัดสรรและรังสรรค์มาอย่างดีเพื่อให้ทุกคนได้ Enjoy กันด้วย แต่สิ่งที่ทำให้ประสบการณ์ Pre-Dinner Cocktail ของเราน่าจดจำกลับอยู่ที่ตัวบาร์เทนเดอร์ครับ เราสัมผัสถึง Passion และความ Cultured ใน Gin ของ คุณเคน บาร์เทนเดอร์คนเก่งของเราได้อย่างชัดเจน หลังจากชงเครื่องดื่มหอมอร่อยให้เราดื่มแล้ว คุณเคนก็ยังเล่าประวัติศาสตร์และอธิบายเกร็ดเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับ Gin ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยให้เราฟังอีกด้วย แม้ Gin จะไม่ได้เป็นวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่ความรู้ลึกของคุณเคน ก็ทำให้เรารู้สึกว่ากำลังได้สัมผัสประสบการณ์ Reserve Culture และ Reserve Touch ไปพร้อมๆกัน Sa-Nga: Contemporary Thai Tapas ดินเนอร์ของเรามื้อนี้เป็นอาหารไทยร่วมสมัยที่ถูกจับแยก Elements แล้วนำมาตีความใหม่ จากนั้นจึงนำมาประกอบร่างขึ้นอีกครั้งจนเกิดเป็นรสชาติและหน้าตาที่น่าประทับใจไม่ซ้ำใคร นี่คงจะเป็นวิถี “Reserve Culture” ซึ่งช่วยเชื่อมรอยต่อของวัฒนธรรมท้องถิ่นกับความเป็นสากล นับเป็นการก้าวสู่ยุคใหม่โดยที่ยังให้ความเคารพต่อรากเหง้าเดิมอย่างสร้างสรรค์ ความดีงามในงานด้านอาหารของทุก Outlet ใน Centara Reserve Samui รวมถึงที่ร้าน “สง่า” แห่งนี้นั้น อาจจะต้องยกเครดิตให้กับเชฟ Christopher John Patzold เชฟใหญ่สัญชาติ Australia ที่มีประสบการณ์การทำงานในโรงแรมหรูระดับท็อปๆทั่วโลกมากว่า 30 ปี เชฟและทีมของเขาทำให้ซีน Gastronomy ของโรงแรมแห่งนี้นั้นโดดเด่นและเป็นที่ตั้งตาคอยของบรรดานักชิมกันอย่างมาก เกริ่นมาพอสมควร เราขอพุ่งตัวเข้าเรื่องอาหารกันเลยก็แล้วกันครับ ฮ่าๆๆ ตัวเลือกในเมนูของสง่าต่างก็แข่งขันกันแย่งความสนใจของเรา และด้วยความที่อาหารเป็นไซส์ Tapas ไม่ใหญ่มาก เราจึงถือโอกาสเลือกมาชิมหลายๆอย่าง ได้แก่ Mini Magnum แซลม่อนเสียบไม้ย่างสมุนไพรหน้าตาคล้ายแท่งไอศกรีมที่เราคุ้นเคย Scallop Red Curry หอยเชลล์เนื้อหวานในเครื่องแกงรสนุ่มและครีมมี่ด้วยพูเร่ฟักทองญี่ปุ่น Squid หมึกสดย่างต้มกะทิใส่ยอดมะขาม Wagyu Beef Salad เสิร์ฟมาบนเตาย่างจิ๋วที่หอมควันฉุย ทานคู่กับสลัดแตงกวา Seabass Mango Salad ปลากะพงย่างกับสลัดมะม่วงดิบ Shrimp Cake ห่อหมกกุ้งคลุกเครื่องแกงและผักดอง ต้องยอมรับจริงๆว่ามื้อนี้อร่อยเกินคาดมากครับ ตอนแรกแอบเคลือบแคลงเล็กน้อยว่าอาหารไทยประยุกต์อาจจะไม่ถูกปากเรา แต่หลังจากที่ลองแล้วเราต่างเห็นตรงกันว่าเป็นอีกมื้อที่ทำให้ใจฟูมาก รสชาติทุกจานนั้นกลมพอดี รู้สึกถึงความละเมียดละไมในการปรุงได้เลย กินของคาวเสร็จแล้ว ก็ต้องปิดด้วยของหวานจึงจะครบสูตร เราสั่งขนมหวานมา 3 อย่าง โดยที่ทุกอย่างนั้น Based มาจากขนมไทยที่เราคุณเคย แต่ถูกรื้อหน้าตาใหม่หมดจนเราเดาไม่ถูกเลย เริ่มต้นกันด้วยกล้วยบวชชี ที่หน้าตาอินเตอร์ไม่เหลือเค้าเดิม สูตรของสง่านั้นใช้กล้วยหอมแทนกล้วยน้ำว้า รสชาติจึงมีความ Banoffee ปนอยู่ด้วย จานที่ 2 เป็น Mango Sticky Rice ที่ต้องใช้ช้อนเคาะผิวลูกมะม่วงจำลองด้านบนให้แตกก่อนแล้วจึงจะตักกินได้ง่ายขึ้น ด้านในเป็นมูสพร้อมซอสมะม่วงไหลเยิ้ม และจานสุดท้ายนี่น่าจะเดารสชาติยากที่สุด น้องมี Inspiration มาจากหม้อแกงเผือก แต่ถูกเปลี่ยนหน้าตาให้กลายเป็นก้อนหินสีม่วงลง Shimmer เงางาม แต่ด้านในองค์ประกอบของหม้อแกงมาครบนะครับ ไม่เว้นแม้แต่หอมเจียว ใครติดตามเพจ hoparound.co เป็นประจำก็คงจะพอเดาออกว่าหลังจากมื้อหนักๆแบบนี้ เรามักจะสั่ง Peppermint Tea มาจิบเพื่อความสบายท้อง มื้อนี้ก็เช่นกันครับ เพียงแต่ที่นี่มีความพิเศษนิดนึงเพราะเป็น Moroccan Mint เชียวนะ Turn Down เรากลับมาที่ Villa และพบกับห้องที่ได้รับการ Turn Down พร้อมสำหรับการนอนเรียบร้อย บนโต๊ะรับแขกมีจานขนมรูปน้องเห็ดน่ารักมาก แถมอร่อยด้วย แม้จะท้องยังแน่น หากให้กินหมดก็คงไม่ไหว แต่ใจของเราก็อิ่มเอมตั้งแต่ได้เสพด้วยสายตาแล้ว ตลอดทั้งวันนี้ เรายังไม่ค่อยได้พักผ่อนที่ Villa ของเราเลย ยังไงคืนนี้เราขอใช้เวลาที่เหลือชิลล์อยู่ในบ้านชั่วคราวหลังนี้ของเรากันสักหน่อย ขออนุญาต Good Night ไปก่อนครับ พบกันใหม่พรุ่งนี้เช้า ถ้าตื่นทันจะพาไปชมพระอาทิตย์ขึ้นงามๆที่ทะเลนะครับ Good Morning! อรุณสวัสดิ์ครับ ตอนแรกเราแอบแพลนกันว่าจะได้ตื่นมาชมพระอาทิตย์ขึ้นเพราะทะเลของเราอยู่ทิศตะวันออกพอดี แต่เตียงที่ Centara Reserve Samui นอนสบายมากจนเราเผลอหลับยาวไปหน่อย ตื่นมาอีกทีก็ 9 โมงกว่าแล้ว เลยต้องรีบล้างหน้าล้างตาไปกินบุฟเฟ่ต์มื้อเช้ากัน อาหารเช้าที่นี่เสิร์ฟที่ห้องอาหาร The Terrace เป็นหลัก แต่ก็กินบริเวณไปถึงห้องอาหาร Act 5 ที่อยู่ข้างๆกันด้วย มีทั้งแบบบริการตัวเองและสั่งเป็น A La Carte ซึ่งสั่งเพิ่มได้ตามต้องการ และหากตื่นไม่ทันการเสิร์ฟบุฟเฟต์ ห้องอาหาร The Terrace ก็พร้อมเสิร์ฟอาหารเช้าตามสั่งได้ตลอดทั้งวันตามคอนเส็ปต์ Reserve Time ที่ให้อิสระเรื่องเวลากับแขกอย่างมาก แน่นอนว่าไลน์อาหารในบุฟเฟต์นั้นหลากหลายไม่แพ้ใคร ทั้งเมนูไข่ที่เลือกวิธีการปรุงได้แทบทุกแบบ สามารถเลือกระดับความสุกได้จนถึงหลักนาทีที่ใช้ในการต้มไข่ ส่วนไส้กรอกหมู-ไก่ เบค่อนก็วางกองให้คีบใส่จานได้รัวๆ เมนูโคลด์คัท สลัด ชีส และผลไม้ก็ตักได้ไม่อั้น ที่แผนกเบเกอรี่ก็มีทั้งเพสตรี้ และขนมปังหลากชนิด รวมถึงแบบ Gluten Free ด้วย ในตู้เย็นก็มีน้ำผลไม้ โยเกิร์ต และนมให้เลือกทั้ง Full Fat, Fat-Free, Lactose-Free ไปจนถึงนมทางเลือกอย่าง Soy Milk และ Almond Milk เราชอบเนยเค็มแบรนด์ Echire ที่โรงแรมจัดไว้ให้หยิบได้ตามใจชอบมากเลยครับ อร่อยจนเผลอปาดหนาไปหน่อยจนรู้สึกผิดเลย ตรงโซน Condiments นั้นมีตัวเลือกปลีกย่อยมากมายไม่ว่าจะเป็นแยมหลากหลายรส (ทางโรงแรมกวนเอง) น้ำผึ้งที่มาทั้งรวง เนยถั่วและธัญพืชต่างๆ แต่สิ่งที่เตะตาเราก็คือ Micro Donut และ Micro Croissant ตัวเล็กจิ๋ว พนักงานแอบกระซิบว่าเป็นไอเท่มลับของมื้อเช้าที่นี่เลย โดยเฉพาะ Micro Croissant ที่ใช้เวลาทำหลายวันกว่าจะเสร็จ ทานกับนมต่างซีเรียลก็อร่อยอย่าบอกใคร Micro Donut และ Micro Croissant Hot Cappuccino With Our Face Printed On The Milk Froth ตักอาหารเสร็จเรียบร้อย เราจึงกลับมาที่โต๊ะและพบกว่าอยู่ๆก็มี Cappuccino ร้อนที่พิมพ์หน้าเราบนฟองนมมาเซอร์ไพร้ซ์ให้ด้วยครับ โรงแรมนี้ขยันสร้างความประทับใจให้เราทุกช็อตเลยจริงๆ แม้จะเริ่มอิ่มแล้ว แต่เราก็ยังอยากสั่งเมนู A La Carte อื่นๆมาทดลองและถ่ายรูปฝากเพื่อนๆอีกหลายอย่างทั้ง Banana Split Jar Smashed Avocado และทีเด็ดก็คือ Minute Wagyu Steak ใช่แล้วครับมื้อเช้าที่นี่เราสามารถสั่งเนื้อ Wagyu มากินได้ตามใจเลย Minute Wagyu Steak Soaking In The Main Pool เมื่อวานเราไปลงสระผู้ใหญ่โซนสงบกันมาแล้ว วันนี้เราจะพาเพื่อนๆมาชมสระว่ายน้ำหลักของโรงแรมกันบ้าง สระฟรีฟอร์มสีฟ้าอ่อนแห่งนี้ถูกแบ่งเป็น 2 สระย่อย มีทางเดินรันเวย์แบ่งตรงกลาง ทีมดีไซน์ยังคงรักษาเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของ Centara Grand แต่เดิมเอาไว้ นั่นก็คือรูปทรงของสระส่วนที่เป็น Jacuzzi ซึ่งมีความโค้งมนคล้ายลายไทยอันเป็นกลิ่นอายเดิมของความเป็น Centara ความพิเศษอีกอย่างของ Main Pools ก็คือ Pool Bar (ที่เรามานั่งจิบน้ำรอห้องพักในวันแรก) ถ้าเราอยู่ในสระก็สามารถนั่งเกาะบาร์และสั่งเครื่องดื่มมาดับกระหายในขณะที่แช่น้ำได้เลย ที่ Main Pools นี้ต้อนรับเด็กนะครับ และเป็นทำเลที่ลงตัวสำหรับเด็กๆมากเนื่องจากอยู่ติดกันกับ Kids’ Zone ซึ่งเป็นลานพื้นนุ่มที่มีน้ำพุให้เด็กวิ่งเล่นได้อย่างสบายใจ พร้อมห้องเล่นเด็กที่มีอุปกรณ์ต่างๆครบเลย แอบกระซิบนิดนึงว่า Kids’ Zone เป็นเขตปลอดเทคโนโลยีจำพวกมือถือและไอแพดนะครับ เพราะทางโรงแรมอยากให้เด็กๆได้พักจากการจ้องหน้าจอ และมี Physical Activities กันบ้าง Reserve Spa Cenvaree หลังจากที่ได้พลิกโฉมโรงแรมให้มาอยู่ในสถานะ Reserve เมนูทรีตเม้นต์ทั้งหมดก็ได้รับการออกแบบใหม่ให้แตกต่างด้วยเช่นกัน ซึ่งมีช้อยส์ที่น่าสนใจหลายอันจนเลือกไม่ถูกเลยล่ะครับ เราจึงขอให้พนักงานสปาช่วยแนะนำซัก 2 ช้อยส์ อันแรกเป็นการนวดด้วยน้ำมันมะพร้าวอุ่นๆและรีดกล้ามเนื้อด้วยกะลาผิวเรียบใบเล็กๆ ก่อนจะลงไปแช่อ่างที่ผสม Coconut Milk เพื่อความนุ่มละมุนของผิว อีกตัวเลือกหนึ่งที่แนะนำก็คือการขัดผิวด้วย Bamboo Body Scrub แล้วใช้ท่อนไม้ไผ่คลึงรีดเส้นและกดจุดแบบ Shiatsu เพื่อคลายความตึงเครียด และสร้างสมดุลทางอารมณ์ นอกจากการนวดบำบัดที่น่าสนใจแล้วที่ Reserve Spa Cenvaree ยังมีโปรแกรมเสริมความงามสำหรับทั้งผู้หญิงและผู้ชายในส่วนใบหน้าและเล็บด้วย ส่วน Facilities อื่นๆไม่ว่าจะเป็นห้อง Steam, Sauna และ Jacuzzi ก็มีให้บริการครบเช่นกัน แต่สิ่งที่เราปลื้มมากๆกลับอยู่ติดกันกับสปา นั่นก็คือสวนสมุนไพรออร์แกนิคที่เราสามารถเข้าไปเลือกเก็บจากต้นแล้วนำไปทำทรีตเม้นต์กันแบบสดๆได้เลย นับเป็นอีกหนึ่งการเชื่อมโยงพลังบำบัดจากภูมิปัญญาไทยให้แขกได้ Experience ตามคอนเส็ปต์ Reserve Culture ของแบรนด์ จะว่าไปแล้วพื้นที่สีเขียวของ Centara Reserve Samui นั้นมีกว้างใหญ่เหลือเฟือมาก เราสังเกตว่าทีมทำสวนต้องลงงานกันตลอดเวลา อย่างน้อยก็ต้องตัดหญ้ากันทุกวัน โดยหญ้าที่ถูกตัดไปนั้นทางโรงแรมจะนำไปผ่านกระบวนการแปรรูปให้เป็นก๊าซหุงต้มเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป นอกจากจะหรูหราแล้ว ที่นี่ยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอีกด้วย Fitness Center การออกกำลังกายสำหรับหลายๆคนก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการผ่อนคลาย และที่ Fitness Center ของ Centara Reserve Samui นั้นต้องบอกว่าอุปกรณ์ครบและทันสมัยสุดๆไปเลย ขนาดเราที่ไม่ได้เป็นสาย Gym โดยตรง ยังรู้สึกอยาก Exercise ตอนที่มาเยี่ยมชมเลยครับ เมื่อออกกำลังจนเหนื่อยล้าแล้ว ในห้องนี้ก็ยังมีมุม Healthy Snacks & Refreshments เตรียมไว้ให้บริการโดยไม่คิดเงินเพิ่มด้วย มี Infused Water ด้วยนะครับ ใส่ใจทุกรายละเอียดจริงๆเลย ส่วนสายโยคะ หากไม่สะดวกปูเสื่อทำ Session ริมทะเล ที่นี่มีห้อง Yoga Studio โดยเฉพาะเพื่อความเป็นส่วนตัวให้ด้วยเช่นกัน ตอบทุกความต้องการเลย สำหรับห้องน้ำนั้นก็สะอาดอะอ้านน่าใช้ไม่แพ้ด้านนอก มีให้ครบทั้งล็อคเกอร์ ห้องออกน้ำ และห้อง Steam เอาเข้าจริงๆ โซนออกกำลังกายนี้ก็แอบเป็นมุมโปรดลับๆของเราเหมือนกันนะครับ Surprise Of The day! พาไปสำรวจรีสอร์ทจนเริ่มเหนื่อยแล้ว เราเลยกลับมาชิลล์กันต่อที่วิลล่าของเรา ถ้าเราไม่มีแพลนอื่นๆ เราก็ไม่มายด์ที่จะใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนอยู่ในวิลล่าเลยครับ เพราะทั้งบรรยากาศที่โปร่งสบาย และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันนั้นก็ตอบแทบทุกโจทย์ที่เรามี แม้กระทั่งหากเราต้องการ Surprise ก็สามารถกดปุ่มที่โทรศัพท์ได้วันละครั้ง แล้วพนักงานก็จะนำเอาของเล็กๆน้อยๆมาให้ถึงที่เลย วันนี้เราได้เป็น Raspberry Jelly Candy ที่หอมหวาน เป็นอีกหนึ่งการบริการแบบ Reserve Touch ที่เราขอชื่นชมจากใจครับ Making The Most Of Our Beloved Villa ไม่ว่าด้านนอกจะหรูหราเลิศเลอเพียงใด ช่วงเวลาส่วนตัวที่เราใช้ในห้องของเราก็ยังคงเป็นสิ่งที่เราอยากจะ Enjoy ที่สุดในการเข้าพักรีสอร์ท/โรงแรมไม่ว่าจะที่ใด และในเมื่อ Villa ของเรานั้นดีงามเบอร์นี้ เราจึงอยากจะใช้ประโยชน์จากเค้าให้คุ้มค่าทุกตารางเมตรเลยครับ สระของเรานั้นขนาดกำลังดี ลงเล่นเพลินมากๆ จะกระโดดลงน้ำหรือจะปีนขึ้นมานอนอาบแดดกี่รอบก็ไม่ต้องเกรงใจใครเลย หรือจะโพสท่าถ่ายภาพจน Memory Card เต็มกี่ใบก็ไม่ต้องกลัวใครมาตัดสิน ยกเว้นเรากันเอง ฮ่าๆๆ เล่นน้ำจนหนำใจแล้ว จะเดินไปล้างตัวด้านหลังวิลล่าก็สะดวกมากๆ เราแปลงโต๊ะนั่งเล่นตรง Patio ริมสระให้เป็นโต๊ะทำงานชั่วคราว ก็ได้ฟีลผ่อนคลายไปอีกแบบ เครื่องดื่มจากมินิบาร์ก็หยิบมาจิบแกล้มงานได้เรื่อยๆ หากรู้สึกครึ้มอกครึ้มใจจะผสมค็อกเทลดื่มเองก็ไม่มีใครว่า ที่ Day Bed และโซฟาเราก็นั่งเอกเขนกเล่น iPad อ่านหนังสือ เมื่อยก็ทิ้งตัวลงนอนปล่อยความขี้เกียจให้ออกมาเพ่นพ่านได้เต็มที่ จนบางครั้งเผลอหลับไปก็มี ห้องน้ำเป็นอีกโซนที่เราชอบมากๆ ฝักบัวในห้องชาวเวอร์นั้นยอดเยี่ยมเกินบรรยายอาบสบายเกินพรรณนา แต่คืนนี้เราจะก้าวข้ามไปอีกขั้น เพราะเราตั้งใจจะลงไปแช่ในอ่างอาบน้ำขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องล่อตาล่อใจเราตั้งแต่เช็คอิน แม้ว่าเราจะตกหลุมรักวิลล่าหลังนี้ตั้งแต่แรกพบ แต่เมื่อยิ่งได้ทำความรู้จัก ก็ยิ่งตกหลุมรักหนักขึ้น ประสบการณ์ที่ลื่นไหลและความสะดวกสบายทั้งหมดที่น้องมอบให้ เป็นสิ่งที่ทำให้แนวคิด Reserve Space กลายเป็นรูปธรรมที่เราสามารถสัมผัสได้อย่างแท้จริง Let’s Hit The Beach! แดดร่มลมตกพอสมควรแล้ว เราไปหาดกันดีกว่า เป็นที่รู้กันว่าหาดเฉวงนั้นเป็นหาดที่ทรายขาวนุ่มเท้าและสวยงามที่สุดบนเกาะสมุย น้ำทะเลสีฟ้าครามที่สะท้อนความสดใสของท้องฟ้าที่เปิดโล่งก็ต้อนรับเรามาตั้งแต่เข้าพัก เราแช่น้ำในสระมาจนหนำใจแล้ว ก็เลยเลือกที่จะเดินเล่นริมหาด และลองนั่งเรือใบกับพายเรือแคนูของทางโรงแรมดู เสียดายที่วันนี้ในทะเลมีคลื่นพอสมควร เราจึงออกเรือยังไม่ทันไปได้ไกลก็ต้องวกกลับเข้าฝั่ง พายจริงไม่ได้ไม่เป็นไร แต่งานภาพต้องไม่พลาดครับ ฮ่าๆๆๆ เริ่มหิวแล้วล่ะสิ เราไป Freshen Up กันซักนิด เตรียมตัวไปดินเนอร์มื้อสำคัญของทริปนี้กันดีกว่า เพราะเรามีนัด Fine Dining กันที่ Act 5 ห้องอาหาร Signature ของ Centara Reserve Samui Sunset at Centara Reserve ที่นี่พระอาทิตย์ตกก็สวยไปอีกแบบนะครับ เราชอบโมเมนต์ที่เดินปล่อยใจสบายๆ ในรีสอร์ตแล้วก็แหงนหน้ามองฟ้าสีลูกกวาดไปด้วย ลมทะเลก็โชยมาประทะหน้าเราเป็นระยะๆ เพลินดีจริงๆ Fine Dining At ACT 5 คอนเส็ปต์ของ Act 5 นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากการแสดงละครที่แบ่งเป็นหลายๆองก์ เปรียบดั่งอาหารแต่ละคอร์สที่ทยอยเสิร์ฟเพื่อความสุนทรีย์สูงสุดของมื้อนั้นๆ และทุกๆจานที่ออกมาเสิร์ฟก็จะมีการแสดงบางอย่างที่เป็นทั้ง Gimmick และ Movement ที่น่าจดจำ ที่ Act 5 จะมีเมนูพิเศษ 5 คอร์สที่ทางห้องอาหารภูมิใจนำเสนอ แต่หากเราสะดวกที่จะเลือกสั่งเองแบบ A La Carte ก็ได้เช่นกัน ตามคอนเส็ปต์การบริการแบบ Reserve Touch ที่ให้อิสระกับแขกอย่างเต็มที่ วันนี้เราจึงถือโอกาสทดลองเลือกสั่งเมนูที่อ่านแล้วกระตุ้น Appetite ของเรามากที่สุดเอาเองเลย แน่นอนว่าแต่ละจานก็จะมี Sommelier คอยแนะนำไวน์ที่จับคู่เพื่อเสริมรสชาติอาหารที่เราเลือกด้วย เริ่มมื้อด้วย Zonin Prosecco สดชื่นที่ดื่มง่ายระหว่างที่เราดูเมนูเลือกอาหาร จากนั้นพนักงานก็เสิร์ฟขนมปังที่อร่อยมาก มีให้เลือก 3 ชนิดซึ่งมาพร้อมกับ Rocket Pesto Sauce และ Aiòli มายองเนสกระเทียมที่มาในหลอดบีบเล็กๆเป็นลูกเล่นที่น่ารัก สำหรับคอร์สแรก เราเลือกมา 3 รายการ ได้แก่ Scallops รมควันมะพร้าว เคล้าเนยยูสุ และองุ่นเขียว เวลาเสิร์ฟพนักงานจะยกฝาครอบที่กักควันไว้ด้านในออก ทำให้ควันระเบิดฟุ้งไปทั่วเลย Beef Short Ribs เนื้อซี่โครงที่ตุ๋นนานถึง 12 ชั่วโมงจนเปื่อยละลายในปาก พร้อมซอสหลากสี เสิร์ฟด้วยการพ่นสเปรย์ทองลงบนเนื้อที่โต๊ะอาหารของเรา Fine De Claire หอยนางรมจากฝรั่งเศสพร้อม Heart Of Palm (คาดว่าน่าจะเป็นยอดมะพร้าว) และแตงโมที่ผ่านการควบแน่น เสิร์ฟพร้อมเปลวไฟในกาที่ราดลงมาด้านข้างจาน เนื่องจากในคอร์สแรกเราสั่งอาหารทะเลถึง 2 จานและยังมี Amuse-Bouche ที่เป็นทูน่าปรุงรสหั่นเป็นลูกเต๋าขนาดพอดีคำด้วย ทาง Sommelier จึงเลือกไวน์ Chardonnay ที่มี Body กลางๆของ Chanson จากแคว้น Pouilly-Fuissé ฝรั่งเศสมาประกบคู่ให้ ซึ่งก็เสริมกับอาหารเป็นอย่างดีครับ คอร์สที่ 2 เราสั่งอกเป็ดที่มาพร้อมกับครีมแอลมอนด์บด และผงน้ำมันมะกอก กับ Ribeye Wagyu เสิร์ฟพร้อมกับ Bone Marrow ทั้งสองจานทำมาสุกแบบ Medium Rosé ตามคำแนะนำของห้องอาหารครับ อร่อยถูกใจเลย แม้ส่วนผสมและวิธีปรุงน่าจะซับซ้อนอยู่พอตัว แต่รสชาตินั้นอร่อยเข้าใจง่ายจนแทบคิดว่าเป็น Comfort Food เลยทีเดียว สำหรับ Wine Pairing นั้น แน่นอนว่าเนื้อสัตว์สีเข้มย่อมเหมาะกับไวน์แดง เรามัวแต่ Enjoy อาหารจึงไม่ทันได้ถ่ายฉลากเก็บไว้ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นไวน์ Merlot จากคาบสมุทร Médoc ในแคว้น Bordeaux ครับ เป็นไวน์ Full Body แต่รสนุ่มกลมกล่อม เข้ากันกับอาหารได้ดีมากครับ ต่อด้วยของหวานกันดีกว่าครับ เราสั่งมา 2 จานคือ Raspberry Souffle ที่อบมาร้อนๆ พนักงานพาน้องมาที่โต๊ะเพื่อคว่ำออกจากพิมพ์ให้ลงไปนอนหนาวบนเตียงชาร์โคลเจลาโต้ จานนี้อร่อยง่ายครับ รสชาติเปรี้ยวหวานสดชื่นตัดเลี่ยนได้ดี อีกจานเราขอลองของแปลกครับ น้องมีชื่อว่า Scotch Brite และหน้าตาก็ตามนั้นเลยครับเป็น Sponge Cake ที่ถูกแปลงโฉมให้เป็นฟองน้ำล้างจาน เสิร์ฟคู่กับสบู่สีม่วงที่ซ่อนเจลลาเวนเดอร์ไว้ข้างใน วางบนเนื้อเค้กสีเหลืองที่ดูเหมือนผ้าฟองน้ำเอนกประสงค์ เพิ่มความสมจริงด้วยโฟมแทนฟองสบู่และสเปรย์กลิ่นสบู่ที่พนักงานพกมาพ่นเพิ่มให้ตอนเสิร์ฟ น่าทึ่งกับความสมจริงมากๆจนสมองเราสับสนมองเส้นแบ่งระหว่างขนมหวานกับการล้างจานเบลอไปหมดเลย มื้อนี้เราเปลี่ยนจากการตบท้ายด้วย Peppermint Tea เป็น Camomile เพื่อช่วยให้หลับสบาย และอีกกาเป็น ชาเชียว Jade Sword ซึ่งมีกลิ่นหอมและรสชาติ Nutty อ่อนๆก็ทำให้เราติดใจได้ไม่ยาก ก่อนกลับเชฟมีขนมเบาๆส่งท้ายด้วยเป็นช็อคโกแล็ตเสียบไม้ซึ่งช่วยคลายความ Formal ลงได้เยอะทีเดียวครับ Night Tour Around The Property เมื่อความมืดเข้าปกคลุม แสงดาวและแสงไฟของ Centara Reserve Samui ก็พากันส่องแสงระยิบระยับเลย ทำให้ได้อารมณ์ที่ทั้งโรแมนติคและดูขลังในบางมุมนั้นช่างแตกต่างออกไปจากช่วงกลางวันอย่างสิ้นเชิง การได้มาเดินชมรีสอร์ทในโมงยามนี้ ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบครับ Immersing In The Bubbles ได้ฤกษ์ลงอ่างแล้วคร้าบบบบ! อย่างที่เห็นว่าอ่างอาบน้ำใหญ่สุดๆ แช่พร้อมกัน 2 คนได้สบายๆ แต่เราขอสลับแช่ทีละคนก็แล้วกัน เดี๋ยวไม่มีคนถ่ายรูป ฮ่าๆๆ พื้นที่ของอ่างทำให้เราสามารถเหยียดเท้าที่สุดและแช่น้ำได้นานโดยไม่เมื่อย แม้ขนาดจะใหญ่แต่เติมน้ำไม่นานก็เต็มครับ ทางโรงแรมมี Bath Salts และสบู่เหลวหอมๆเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว แต่เราแอบหยอด Shower Gel ที่เตรียมมาเองเพื่อเพิ่มฟองนุ่มๆฟูๆด้วย It’s Bed Time! ไม่น่าเชื่อว่าในหนึ่งวันเราจะทำกิจกรรมต่างๆได้เยอะขนาดนี้ ถือเป็นอีกวันที่ Productive สุดๆ พรุ่งนี้เรามีนัดกับพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าตรู่ จึงต้องขอตัวรีบนอนก่อน เตียงขนาด Super King Size เริ่มส่งตาหวานเชื้อเชิญให้เราเข้าไปซุกตัวนอนแล้วครับ Bonne Nuit! Sunrise! Sunrise! วันนี้ไม่ผิดสัญญาแล้วนะครับ เราพาเพื่อนๆมาดูความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นทุกวันของธรรมชาติ เพียงแค่วันนี้เราอยู่กันที่ทะเลสมุย ทั้งรัศมีแสงอาทิตย์ ผืนน้ำ และปุยเมฆต่างก็เป็นใจรวมพลังกันเนรมิตให้เช้าตรู่ของเราวันนี้งดงามดังภาพวาด ความนิ่งสงบของยามเช้านั้นทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ เพียงตื่นเช้าอีกนิด เราก็สามารถเก็บแต้มกำไรชีวิตได้หลายเด้งก่อนกลับกทม. Breakfast Matters ได้เวลามื้อเช้าที่สำคัญที่สุดของวันอีกครั้ง ไลน์บุฟเฟ่ต์จัดเต็มเหมือนเดิม แต่คราวนี้เราเลือกสั่งเมนู A La Carte ที่ยังไม่ได้ลองมาดูบ้าง เช่น Coal Oven Eggs ที่มาพร้อมกับเห็ดอบอร่อยๆ Stir Fried Brown Organic Rice เมนูข้าวผัดวีแกนเพื่อสุขภาพ แล้วก็มี French Toast ที่มาพร้อมกับ Maple Gelato ที่ตั้งใจทำให้ละลายมาล่วงหน้าเพื่อทำหน้าที่แทน Maple Syrup ด้วย เราแอบเห็นเมนูชา Organic Jade Sword Tea แบบเดี๋ยวกับที่เราจิบที่ห้องอาหาร Act 5 เมื่อคืน ก็เลยจัดมาอีก 1 กาครับ ก็ชอบจริงๆนี่นา One Final Dip วันนี้เราต้อง Check Out กันแล้ว เลยขอไปจุ่มสระส่วนตัวที่ Villa เป็นครั้งสุดท้ายก่อนกลับ โอยยย ยังไม่อยากกลับเลยครับ เราอาบน้ำให้สดชื่นอีกครั้ง บำรุงผิวกันซักหน่อย เราติดใจ Hydro Essense Lotion ของ Baum ตัวนี้เป็นพิเศษ นอกจากเนื้อสัมผัสจะเบาสบายซึมเร็วเหมาะกับอากาศร้อนของเมืองไทยแล้ว กลิ่นยังหอมมากๆด้วยครับ โอ้เอ้เถลไถลในห้องกันพอหอมปากหอมคอ ก็ถึงเวลาที่เราจำเป็นต้องทยอยแพ็คกระเป๋าจนเกือบหมด เผลอแป๊บเดียวต้องกลับซะแล้ว เวลาแห่งความสุขนั้นผ่านไปเร็วจริงๆ แต่เรายังมีแพลนสุดท้ายคือมื้อกลางวันที่ Salt Society ก็เลยกะว่าจะกลับมาล้างหน้าล้างตาก่อนกลับหลังมื้ออาหารอีกซักรอบ จริงๆก็เป็นข้ออ้างที่จะถ่วงเวลายื้อวิลล่าเอาไว้ให้นานที่สุดครับ ฮ่าๆๆๆ Modern Mediterranean Lunch At Salt Society บรรยากาศมื้อกลางวันที่ Salt Society วันนี้ต่างจาก Sunday Brunch วันก่อนที่แสนตื่นตาตื่นใจ เมื่อความครื้นเครงลดดีกรีลงไป Vibe ชิลล์ๆสบายๆก็เคลื่อนตัวเข้ามาโปรยเสน่ห์กลายเป็นอีกอารมณ์ แม้อุปกรณ์จาน-ชาม-แก้วน้ำและ Cutlery สีฟ้า-ขาวต่างๆจะเป็นเซ็ตเดียวกันกับวันก่อน แต่จังหวะที่เนิบช้าลงในวันนี้ทำให้เรามีเวลาสังเกตและชื่นชมรายละเอียดของพวกมันมากขึ้น ยิ่งเมื่อวางรวมกันบนโต๊ะ ก็ยิ่งได้ฟีลทะเลที่สวยและมีคาแร็คเตอร์มากเลย เราปลื้มแก้วค็อกเทลรูปสัตว์ทะเลของที่นี่มาก ได้ข่าวว่าทางโรงแรมสั่งทำพิเศษจากสเปนเลยครับ ทั้งน้องหอยสังข์และน้องปลาปั๊กเป้าต่างก็น่ารักสูสีกัน เราแอบเห็นว่ามีแก้วทรงแมงกระพรุนด้วย โอ้ยยยย อยากขอซื้อต่อกลับบ้านชะมัดเลย มาเข้าเรื่องอาหารกันบ้างดีกว่า มื้อนี้เป็นอาหารสไตล์โมเดิร์นเมดิเตอร์เรเนียนครับ และเฉกเช่นทุกห้องอาหารในโรงแรมที่ Salt Society ก็มีกิมมิคสอดแทรกให้ลูกค้ารู้สึกสนุกอยู่ตลอดเวลา อย่างการตั้งชื่อหมวดหมู่ในเมนูให้น่าสนใจ เช่น หมวด Raw ที่เน้นอาหารดิบ หมวด Green เน้นสลัด หมวด Liquid เน้นซุป และหมวด Starch สำหรับเอาใจสายแป้ง เป็นต้น ด้วยความที่เรายังอิ่มจากมื้อเช้าอยู่ ก็เลยพยายามสั่งเมนูไล้ท์ๆ มาลองชิมและถ่ายรูปมาฝากเพื่อนๆกัน เริ่มต้นที่ Grilled Watermelon สลัดแตงโมย่างเพิ่มรสชาติด้วยเฟต้าชีส ถั่วพิสตาชิโอ้ วนิลา มะกอกคาลามาต้า และเกลือซูมัค จานนี้ตอบโจทย์มากครับ อร่อยแบบสดชื่นเบาๆ จานต่อมาเป็น Cured Salmon Mille Feuille แซลมอนรมควันปรุงรสด้วยจิน มะกรูด เคร็มเฟรช เกลือมะนาว วางสลับชั้นกับ Puff Pastry กรอบๆ Carbonara-Filled Tortellini ขอสั่งเมนูหนักๆซักจานนะครับ จานนี้เชฟเค้าเล่นสนุกเอาเกี๊ยวอิตาเลียนมาใส่ไส้เจลาโต้พาเมซานรมควันและเบค่อน ติ๊ต่างว่าเป็นซอสคาร์โบนาร่า น่าสนใจดีครับ ตบท้ายด้วย Grilled White Snapper Fillet ที่เสิร์ฟพร้อมกับซัลซ่ามะม่วงสุก สลัดราดิคคิโอ้ อินทผาลัม มายองเนสรสมะนาว และผงผักชี ตั้งแต่เข้าพักที่ Centara Reserve Samui มา ก็แทบจะยังไม่มีเวลาให้ท้องว่างเลยครับ พื้นที่ในกระเพาะถูก Reserved เอาไว้ด้วยอาหารอร่อยๆตลอดเวลาเลย เอ๊ะ นี่คือ Reserve Experience อีกรูปแบบหนึ่งหรือเปล่านะ :-P Wrapping Up Our Stay สรุปความประทับใจ 2 วัน 3 คืนที่เราได้เข้าพักที่ Centara Reserve แห่งแรกของโลกที่เกาะสมุยนี้ เป็นช่วงเวลาที่พิเศษมากครับ สมกับความตั้งใจของแบรนด์ที่อยากจะสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับแขกที่เข้าพัก เราแอบได้ข่าวมาว่าทาง Centara มีแพลนขยายแบรนด์ Reserve ไปยังทำเลพิเศษอื่นๆอีก แต่เราขออุบไว้ก่อนว่าทำเลต่อไปจะเป็นที่ไหน เราเชื่อว่าจะต้อง “ว้าว” ยิ่งๆขึ้นไปแน่นอนครับ สำหรับ Centara Reserve Samui นั้น เราคิดว่าทีมงานประสบความสำเร็จในการส่งมอบ Reserve Experience เกือบเต็ม 100% ทั้งที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน (แน่นอนครับว่าทุกๆโรงแรมก็ย่อมมีเรื่องให้ปรับปรุงพัฒนาได้อีกเรื่อยๆแหละ) โจทย์ที่แบรนด์ตั้งเอาไว้ ตีแตกแทบจะสมบูรณ์แบบ ทั้งในเรื่องสถานที่ที่งดงามกว้างขวางและมีประโยชน์ใช้สอยดีเยี่ยม (Reserve Space) อิสระในเรื่องเวลาทั้งการเช็คอิน-เช็คเอ้าท์ และการรับประทานอาหาร (Reserve Time) การนำเสนอและเชื่อมต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่ความเป็นสากลจนถึงมือลูกค้า (Reserve Culture) และการบริการที่ใส่ใจเหนือความคาดหมาย (Reserve Touch) ส่วนตัวเรารู้สึกว่าความหรูหราของที่นี่นั้นมีเสน่ห์ที่ต่างไป อิสระที่ให้กับลูกค้านั้นทำให้ประสบการณ์ของ Centara Reserve Samui นั้น “เข้าถึงง่าย” และที่สำคัญคือ “คุ้มค่า” มากครับ น่าจะถูกจริตลูกค้าส่วนใหญ่ที่ชอบความยืดหยุ่นสบายๆแบบนี้ ในขณะเดียวกันก็ถูกโอบกอดเอาไว้อยู่ในมวลอารมณ์ที่หรูหรามีระดับ พร้อมกับได้ปรนเปรอตัวเองด้วย “ของดี” โดยเฉพาะในเรื่องอาหารการกิน นี่น่าจะเป็นหนึ่งในโพสต์ที่พักที่ยาวที่สุดที่เราเขียนมา แต่ถ้าจะให้สรุปสั้นๆก็คือ การ Reserve ห้องพักที่ Centara Reserve Samui น่าจะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดที่เราจะได้ Reserve ช่วงเวลาที่ดีของชีวิตให้เป็นรางวัลกับตัวเองครับ #LetsHoparound BOOK NOW จองห้องพักได้ที่นี่ ข้อมูลเพิ่มเติม Call: 077-230-500, 02-102-1234 Line: @CentaraReserve https://lin.ee/9hca5xq Website: centarahotelsresorts.com/centarareserve/crs
- 137 Pillars Suites & Residences Bangkok บ้านร้อยเสาแห่งล้านนา สู่โรงแรมระฟ้ากลางมหานคร
137 Pillars Suites & Residences Bangkok บ้านร้อยเสาแห่งล้านนา สู่โรงแรมระฟ้ากลางมหานคร คุณเคยเห็นบ้านที่มีเสาถึง 137 ต้นไหมครับ แน่นอนว่าบ้านหลังนั้นต้องมีความยิ่งใหญ่เกินบ้านปกติธรรมดาไปมาก ยิ่งหากเป็นบ้านไม้สักโบราณสไตล์โคโลเนียลล้านนาสมัยร.5 ที่มีประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปกว่า 130 ปีก็ยิ่งทำให้บ้านหลังนั้นทรงคุณค่าจนประเมินราคาลำบากเลยล่ะครับ บ้านไม้โบราณหลังที่ว่านี้มีอยู่จริงๆที่เชียงใหม่ และเป็นที่มาของ 137 Pillars แบรนด์ Luxury Boutique Hotel ที่ได้ขยายมาให้บริการถึงใจกลางย่านพร้อมพงษ์อยู่พักใหญ่แล้ว และอีกไม่นานก็คงกลายเป็นแบรนด์สัญชาติไทยที่จะเติบโตออกไปอีกหลายประเทศ และวันนี้เราไม่ได้พาเพื่อนๆไปถึงเชียงใหม่กัน แต่เราอยู่กันที่ 137 Pillars Suites & Residences Bangkok ครับ The Overview โรงแรม 137 Pillars Suites & Residences Bangkok ตั้งอยู่กลางซอยสุขุมวิท 39 ถือเป็น Address ที่เลอค่าที่สุดแห่งหนึ่งในย่านสุขุมวิทเลยล่ะครับ โดยอยู่ห่างจากห้าง The EmQuartier เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ด้วยตัวอาคารที่สูงถึง 33 ชั้นทำให้เราสามารถเสพวิวเมืองหลวงได้ทั้งในมุมกว้างและไกลสุดสายตา และความอลังการของวิวก็เป็นแม่เหล็กพลังสูงที่ดึงดูดทั้งชาวไทยและเทศให้เข้ามาเป็นแขกของโรงแรมบูทีคอันหรูหราแห่งนี้ ไม่ว่าจะมาเข้าพักหรือมารับประทานอาหาร ไปจนถึงมาใช้บริการสปา (ซึ่งดีงามเกินคาดครับ) เพราะที่นี่เน้นการให้บริการอย่างไทยพร้อมคอนเส็ปต์อันรุ่มรวยและมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ตามแรงบันดาลใจที่ได้รับมาจากบ้านไม้สักโบราณ 137 เสาที่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแบรนด์โรงแรม 137 Pillars ขออนุญาตเล่าความเป็นมาของบ้าน 137 เสาซักนิดนะครับ บ้านหลังนี้คาดว่าถูกสร้างเสร็จในปีพ.ศ. 2432 หรือ 133 ปีก่อนเพื่อใช้เป็นสำนักงานของบริษัท บอร์เนียว จำกัด บริษัททำไม้สัญชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นกิจการต่างชาติเจ้าแรกที่ได้รับสัมปทานป่าไม้ของไทย โดยมีผู้จัดการคนแรกคือนาย Louis T. Neolowens ลูกชายของหม่อมแอนนาผู้โด่งดังในฐานะพระอาจารย์สอนภาษาอังกฤษให้กับในหลวงรัชกาลที่ 5 นั่นเอง ตามขนบล้านนานั้น จำนวนเสาที่มีมากถึง 137 เสาในบ้านนั้นบ่งบอกถึงความโอ่อ่าและความมั่งคั่งของเจ้าของได้เป็นอย่างดี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านหลังนี้ก็ถูกกองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดครองและใช้เป็นที่ทำการของกองทัพ ก่อนจะกลับมาถูกใช้ดำเนินกิจการทำไม้อย่างเดิมจนกระทั่งเลิกกิจการไปในปีพ.ศ. 2498 หลังจากที่ถูกปล่อยให้ทรุดโทรมมานาน คุณนิพันธ์ วงศ์พันเลิศ เจ้าของกังวาลเท็กซ์ไทล์ ผู้นำอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมเส้นด้ายของไทย ก็ได้มาพบกับบ้านแสนงามหลังนี้ระหว่างตระเวนหาทำเลสร้างที่พักตากอากาศในจ.เชียงใหม่ และในที่สุดก็ตัดสินใจซื้อต่อจากคุณตา แจ็ค จรินทร์ เบน ทายาทผู้จัดการคนสุดท้ายของบริษัท บอร์เนียว จำกัด ความงามทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของตัวบ้านนั้นทำให้คุณนิพันธ์เริ่มมีความคิดอยากจะแบ่งปันให้ผู้คนได้มาสัมผัส จึงเปลี่ยนแผนมาเนรมิตบ้าน 137 เสาให้กลายเป็น Luxury Boutique Hotel ที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมจนต้องขยายแบรนด์โรงแรมเข้ามาในกรุงเทพฯ รวมไปถึงเรือยอชท์สุดหรูที่ภูเก็ตภายใต้แบรนด์เดียวกันด้วย The Arrival ล็อบบี้ของ 137 Pillars Suites & Residences Bangkok นั้นมีชีวิตชีวาด้วยหลากภาษาต่างชาติที่แขกผู้เข้าพักใช้สื่อสารกัน โดยเฉพาะแขกญี่ปุ่นที่มาอาศัยอยู่ระยะยาวฃในส่วนของ Residences เพียงครู่เดียวหลังจากที่เรามาถึง พนักงานต้อนรับก็นำ Welcome Drink เป็นน้ำอันชัญมะนาวชื่นใจมาเสิร์ฟให้ จากนั้นก็นำเอกสารเช็คอินมาให้เรากรอกและเซ็น ที่ด้านหลังเคาน์เตอร์ Reception นั้นแขวนแผ่นไม้ขนาดมหึมาเรียงกันอยู่หลายชิ้น บ่งบอกถึงอุตสาหกรรมป่าไม้ที่เป็นที่มาของบ้านต้นกำเนิดแบรนด์ นอกจากตรงนี้แล้ว งานไม้ที่สวยงามยังสามารถพบเห็นได้อีกหลายจุดทั่วโรงแรมเลยครับ อีกสิ่งที่ต่อให้ไม่สังเกตก็ต้องเห็นนั่นก็คือภาพจิตรกรรมขนาดยักษ์เต็มพื้นที่ผนัง โดยคุณปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติประจำปีพ.ศ. 2557 โดยทุกๆองค์ประกอบของภาพนั้นเน้นความเป็นศิริมงคล จนภาพนี้ได้ชื่อว่า “Auspicious Path” นั่นเอง หลังจากทำเรื่องเช็คอินเสร็จเรียบร้อย คุณ Vikky ผู้ช่วยส่วนตัวประจำห้องของเรา (อารมณ์คล้ายๆ Butler ที่เราสามารถเรียกให้ช่วยเหลือได้ตลอดเวลา เพียงแค่ไม่ได้อยู่ประจำเฉพาะที่ห้องของเรา) ก็เข้ามาแนะนำตัว และพาเราไปส่งที่ห้องพักหมายเลข 3101 Our Room ห้องของเราเป็นห้องสุโขทัยสวีท ขนาด 70 ตร.ม. บนชั้น 31 เห็นพื้นที่ห้องใหญ่ขนาดนี้นี่เป็นแค่ขนาดเริ่มต้นเท่านั้นนะครับ เพราะยังมีห้องประเภทอื่นๆที่ขนาดใหญ่ไปจนถึง 127 ตร.ม.เลยทีเดียว ตัวห้องแบ่งครึ่งชัดเจน ฝั่งขวาเป็นโซนห้องนอนกับห้องมินิบาร์ที่แยกออกมา (มีตู้แช่ไวน์ด้วย!) และฝั่งซ้ายก็เป็นโซนห้องน้ำและห้องแต่งตัว นั่นเท่ากับว่าพื้นที่ห้องน้ำที่นี่กว้างถึง 35 ตร.ม.เลยทีเดียว ซึ่งความกว้างขวางนี้ก็ช่วยเพิ่มความน่าอยู่ให้กับตัวห้องขึ้นอีกมากเลยครับ โดยเฉพาะตรงมุมอ่างอาบน้ำทรงกลมริมหน้าต่างกระจกที่เทควิวเมืองกรุงเทพฯแบบเต็มตาเลย เราชอบคุณภาพของสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องของเรามากครับ อุปกรณ์ต่างๆถูกจัดวางไว้อย่างเหมาะเจาะ มีระบบที่ทันสมัย และใช้งานได้แบบสะดวกลื่นไหล ช่องชาร์จ USB นั้นมีให้หลายจุดเพียงพอกับอุปกรณ์ต่างๆของเรา เราเทสต์เครื่องเสียง Bose ด้วยเพลง Pink Venom ที่ตอนนั้นเพิ่งปล่อยมาได้ไม่นาน ก็เสียงคมชัด เบสแน่นไม่ผิดหวังครับ Welcome Pastries ของที่นี่นั้นเป็นขนมไทย 5 อย่างที่หน้าตาดีมากครับ โดยเฉพาะน้องช้างที่ดูสวยราวกับเครื่องเซรามิคจนแทบไม่กล้ากินเลยแหละ The Afternoon Tea น้ำชายามบ่ายของ 137 Pillars นั้นเสิร์ฟที่ Baan Borneo Club บนชั้น 26 ซึ่งค่อนข้างเป็นส่วนตัว ตัวชุดชามาในคอนเส็ปต์อัญมณี “Boutique Of Jewels” ที่ไม่เหมือนใคร โดยพรีเซ็นต์ Pastries ออกมาเป็นเครื่องประดับแก้วแหวนและกำไลวับวาวเพื่อเอาใจคุณผู้หญิง ส่วนชานั้นเป็นแบรนด์ Monsoon Tea ชาไทยพรีเมี่ยมจากเชียงใหม่ บ้านเกิดเดียวกันกับแบรนด์ 137 Pillars เลย Fitness & Golf Facilities ที่ชั้น 6 ของโรงแรมนั้นเป็นชั้นสำหรับสาย Active ครับ เพราะมี Gym ที่แม้ขนาดไม่ใหญ่มากแต่อุปกรณ์นั้นทันสมัยและคุณภาพดี และเนื่องจากแขกในฝั่ง Residences นั้นมักจะเป็นชาวญี่ปุ่นผู้หลงไหลในการตีกอล์ฟ บนชั้นนี้จึงมี Golf Studio และลานไดรฟ์กอล์ฟขนาดกระทัดรัดเอาไว้ให้บริการด้วย นับเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ทำให้โรงแรมแห่งนี้มีความเป็น Boutique Hotel ที่ไม่เหมือนใครสมกับที่ได้เป็นสมาชิก Small Luxury Hotels Of The World เลยครับ The Dinner at Nimitr ใกล้เวลามื้อเย็นแล้วครับ เรากดลิฟท์ขึ้นไปชั้น 27 กันดีกว่า ห้องอาหาร Nimitr ที่เราจองดินเนอร์ไว้อยู่ชั้นนี้ แต่ก่อนที่จะเข้าสู่มื้ออาหาร เราไปจิบเครื่องดื่มเย็นๆที่ริมสระน้ำกันก่อนดีมั้ยครับ เพราะสระก็อยู่ชั้นเดียวกันเลย น้ำในสระบนชั้น 27 นี้ดูสงบนิ่งงดงาม ต่างจากบรรยากาศรอบๆที่เริ่มครึกครื้นด้วยเสียงแขกเหรื่อที่ทยอยกันมาถึง มื้อเย็นนั้นเป็น Prime Time ของห้องอาหาร Nimitr ครับ เพราะวิว Skyline ของกรุงเทพฯช่วงตะวันตกดินแบบนี้นั้นช่วยเพิ่มดีกรีความสุนทรีย์ให้อาหาร European Fusion ของเราดีงามไปอีกหลายขั้นเลย The Rooftop Pool มุมที่โด่งดังที่สุดของโรงแรมน่าจะเป็นสระว่ายน้ำ Infinity Pool บนชั้นดาดฟ้ายอดตึกแห่งนี้ครับ เรื่องวิวนั้นต้องว้าวอยู่แล้ว สวยทั้งกลางวันและกลางคืนเลย น้ำเกลือในสระก็อุณหภูมิกำลังดี ว่ายสนุก วิวสวย รู้ตัวอีกทีเวลาก็ผ่านไปเป็นชั่วโมงแล้ว ถ้ากรุงเทพฯคือเมืองของเทพจริงๆ ตรงนี้ก็คงไม่ห่างจากสวรรค์แล้วล่ะครับ บนชั้นนี้นอกจากตัวสระหลักแล้ว เค้ายังมีสระ Jacuzzi อีก 2 สระทั้งแบบอุ่นและแบบอุณหภูมิปกติไว้ให้แช่ด้วยเราชอบสระอุ่นครับ นั่งแช่ตอนกลางคืนไปชมวิวเมืองไปเพลินขั้นสุด แต่ถ้าใครไม่ชอบลงน้ำ ก็มีซุ้มเตียงกลางแจ้งเอาไว้ให้เอกเขนกเล่นเช่นเดียวกันครับ Back To Our Room ห้องของเราถูก Turn Down เรียบร้อย เราพุ่งตัวไปที่ Shower แต่ก็ดันกันไปเจออ่างอาบน้ำทรงกลมใหญ่นั่งรออยู่ที่ริมหน้าต่าง เอาไงดีล่ะทีนี้ เพิ่งแช่น้ำมาจากบนดาดฟ้า ตอนแรกก็กะจะตัดใจไม่แช่อ่างแล้วดีกว่า แต่สุดท้ายแล้วก็อดไม่ได้ ซักนิดก็ยังดี 5555 ก็บรรยากาศมันดีจริงๆนี่นา และในที่สุดเราก็เพิ่งได้สัมผัสกับทีเด็ดที่แท้จริงของห้องครับ ซึ่งก็คือเตียงนั่นเอง ขอชมจากใจจริงว่านี่เป็นเตียงโรงแรมที่นอนสบายที่สุดเตียงหนึ่งที่เราเคยไปนอนมาเลย ที่นอน Posturepedic Ultra Plush ที่ทางโรงแรมเลือกใช้นั้นรองรับสรีระเราได้ดีเหลือเกิน ส่วนหมอนและผ้าห่มนั้นก็นุ่มและมีน้ำหนักพอดี ไม่มีอะไรมากหรือน้อยไป ยิ่งได้ความเนียนสบายผิวของเครื่องนอนผ้าลินินอียิปต์ทอ 400 เส้นด้ายด้วยแล้ว เราก็หลับลึกและนานรวดเดียวถึงเช้าเลย The Breakfast อาหารเช้าของ 137 Pillars นั้นเสิร์ฟที่ห้องอาหาร Bangkok Trading Post Bistro & Bar ซึ่งอยู่ชั้นล่างด้านหน้าโรงแรม เมนูมีทั้ง A La Carte แบบสั่งได้เพิ่มไม่จำกัด และ Buffet ให้ไปเลือกตักเองได้เลย มีครบ Spectrum ไล่ตั้งแต่จานเบาไปถึงจานหนัก ผักไปถึงเนื้อ คาวไปถึงหวาน เอเชียถึงยุโรป เราชอบเมนู English Muffin กับ Pork Sausage Patti เป็นพิเศษเพราะไม่ค่อยเห็นเสิร์ฟที่ไหน นอกจาก McDonald’s ฮ่าๆๆ แต่ของที่นี่พรีเมี่ยมกว่านะครับ The London Cab กินข้าวเช้าเสร็จแล้ว เราออกไปข้างนอกกันบ้างดีกว่า ที่ 137 Pillars นั้นมีรถ London Cab สี Royal Blue เป็นของตัวเองไว้คอยรับส่งแขกไปที่ EmQuartier ฟรีทุกชั่วโมงครับ หรือถ้าใครอยากให้พาไปเที่ยวรอบเกาะรัตนโกสินทร์ แถวๆวัดพระแก้ว ปากคลองตลาด ก็สอบถามพนักงานเพิ่มเติมได้เช่นกันนะครับ The Spa เดิน (Window) Shopping จนเริ่มเมื่อย กลับโรงแรมไปนวดดีกว่าครับ เราเคยได้ยินถึงความดีงามของ Nitra Serenity Centre หรือสปาบนชั้น 28 ของโรงแรม 137 Pillars เราจึงตั้งตาจะมาลองดูสักครั้ง พอมาถึงอย่างแรกที่สะดุดตาก็คือบานหน้าต่างไม้แกะสลักที่เรียงรายกันอันอย่างสวยงาม ซึ่งสะท้อนความเป็นมาของบ้าน 137 เสาที่เชียงใหม่ได้เป็นอย่างดี นอกจากการนวดทั่วๆไปแล้ว ในเมนูสปานั้นมีหลาย Treatment ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น Reiki หรือการนวดท้องเพื่อสุขภาพทางเดินอาหาร ไปจนถึงการนวดโดยเน้นให้หลับสบาย แต่ถ้าเลือกไม่ได้ก็แนะนำ Nitra Raya Signature Treatment ที่ประสานหลายๆศาสตร์ไว้ด้วยกันไปเลย แต่วันนี้เราจะมานวดน้ำมัน Aroma Therapy กันครับ ที่นี่ใช้น้ำมันนวดแบรนด์ Alodia และเราก็เลือกกลิ่น Relaxing ที่เน้นให้ความผ่อนคลายครับ ยอมรับเลยครับว่าน้ำหนักมือของ Therapist ที่นี่นั้นดีงามสมคำร่ำลือ อาจจะถึงขั้นเกินความคาดหมายเลยด้วยซ้ำ มือของพี่ๆเป็น Healing Hands ของจริง เราประทับใจมากครับ และคิดว่าคงได้กลับไปลอง Treatment อื่นๆอีกในอนาคตอันใกล้ Wrapping Up Our Stay การมา Staycation ที่ 137 Pillars Suites & Residences Bangkok ในครั้งนี้ เรารู้สึกเหมือนได้มาสัมผัสกรุงเทพฯในอีกมุมที่ต่างไป แม้ที่นี่จะเป็น City Hotel ซึ่งต่างจากโรงแรมต้นฉบับที่เชียงใหม่ซึ่งเป็นบ้านไม้โบราณ แต่ Vibes ของ “ความบูทีค” นั้นก็ยังคงปรากฏอยู่ทั่ว ส่วนผสมของโรงแรมหรู+ที่อยู่อาศัยระดับพรีเมี่ยม+ความเป็น Family Business นั้นทำให้ที่นี่มีความแตกต่างในหลายแง่มุม แม้เราจะขับรถผ่านอยู่เป็นประจำ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้ามาทำความรู้จักโรงแรมแห่งนี้แบบจริงๆจังๆ ทำให้เข้าใจว่าทำไมชาวต่างชาติถึงพากันติดใจใน Luxury Boutique Hotel สูง 33 ชั้นกลางย่านสุขุมวิทแห่งนี้ และเราเองก็ได้ค้นพบของดีหลายอย่างที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นสระน้ำบนดาดฟ้า เตียงนอนดูดวิญญาณในห้องพัก และอย่างน้อยเราก็คงต้องกลับมาซ้ำสปาแน่นอนครับ :-) #LetsHoparound #137pillars #137pillarsbangkok
- Hermès Fit สนุกสนานในจักรวาลสีส้ม
HermèsFit สนุกสนานในจักรวาลสีส้ม ถึงคิวกรุงเทพฯกันเสียที หลังจากที่แคมเปญ "HermèsFit" Interactive Sports Universe ได้ส่งไม้ต่อให้เมืองต่างๆทั่วโลกเวียนกันจัดราวกับงานโอลิมปิก ทั้ง Paris, Tokyo, New York และที่เมืองไทยก็ยิ่งใหญ่ไม่น้อยหน้าที่ใดเลย เพราะจักรวาลความฟิตสีส้มของ Hermès นี้กินพื้นที่ถึง 4,000 ตร.ม. เต็มลานหน้า centralwOrld โดยยกเซ็ตแบบเดียวกันกับที่จัดแสดงที่ Paris เมื่อปลายปีที่แล้วมาให้คนไทยได้สัมผัสอย่างเต็มรูปแบบ นี่ไม่ใช่งานเปิดตัวไลน์สินค้าเสื้อผ้ากีฬาใหม่ของ Hermès แต่อย่างใดนะครับ แต่นี่เป็น Event ที่ทางแบรนด์ต้องการจะสื่อให้ลูกค้าเห็นว่าสินค้า Hermès นั้นสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันในทุกๆสถานการณ์ แม้แต่การออกกำลังกาย หลายคนอาจจะชินกับภาพลักษณ์ที่หรูหราสูงส่งของแบรนด์ แต่จริงๆแล้ว Hermès เป็นแบรนด์ที่ทั้งสนุกและครีเอทีฟที่สุดจนเราคาดไม่ถึงกันเลยล่ะครับ ภายในงานมีมุมให้ถ่ายรูปกันหลากหลายโดยจำลองกีฬาต่างๆมาให้เราได้เข้าไปร่วมสนุกกัน และโพสท่าถ่ายรูป ไม่ว่าจะเป็นยิมนาสติก วิ่ง ปิงปอง มวย หรือแม้กระทั่งเพาะกาย ซึ่ง Hermès ดีไซน์ Space ได้สวยและมีเอกลักษณ์มากๆ ที่สำคัญก็คือสื่อสารจริตทุกอย่างของ Hermès ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่หากจะอยากออกกำลังกายกันจริงจังขึ้นไปอีกขึ้น ในงานนี้ก็มีคลาส “Fitness with Style” ให้ได้เหงื่อกันจริงๆ โดยทางแบรนด์จะนำเอา Accessories ต่างๆจาก Hermès มาประยุกต์เป็นอุปกรณ์ในการออกกำลังกายกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นคลาส Carré Yoga ที่ใช้ผ้าพันคอมามาช่วยสร้างความสมดุล หรือ Belt Stretching ยืดเส้นด้วยเข็มขัด ไปจนถึง Kickboxing with Bracelets ต่อยมวยแบบมีสไตล์ด้วยกำไลข้อมือ และ Hat Balance Challenge ที่จะช่วยฝึกสมดุลร่างกายระหว่างสวมหมวก เป็นต้น แต่ต้องลงทะเบียนจองกันล่วงหน้านะครับ หลายคนคงพอจะเดากันได้ว่างานนี้ได้ Hermès แรงบันดาลใจมาจากงาน Olympic ที่กำลังจะจัดขึ้นที่ Paris ในปี 2024 ที่จะถึงนี้ ที่ดีงามที่สุดก็คืองานทั้งหมดนี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายนะครับ แถมมีน้ำผลไม้สกัดเย็นบริการให้ด้วย และมีบริการถ่ายรูปมุม TOP แบบไม่เหมือนใครอีกด้วย เพียงแค่ลงทะเบียนกันล่วงหน้าทาง HERMES.COM/HERMESFIT รีบกันหน่อยนะครับ งานจัดตั้งแต่วันที่ 18 – 27 มีนาคม 2565 เวลา 10:30 – 19:30 น. ที่ลานหน้า centralwOrld #LetsHoparound #HermèsFIT
- KYOTO Highlights เที่ยวเกียวโต อัพเดทจุดสุดฮิปจากทริปเกียวโตล่าสุด
รวมที่เที่ยวเกียวโต ไม่ว่าจะเคยไปเที่ยวมากี่ครั้ง เกียวโตก็ยังคงเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ชวนหลงไหลไม่ลดลงเลย นอกจาก“ความขลัง”ในฐานะเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นที่ยาวนานกว่า 1,000 ปีแล้ว ความฮิป ความดีไซน์ ความไลฟ์สไตล์ของเกียวโตที่ล้อไปกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปนั้นก็ไม่เป็นสองรองใคร ตรงกันข้าม Vibes ที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานของเก่าและของใหม่ได้อย่างละเมียดละไมนั้นยิ่งทำให้เกียวโตมีความพิเศษไม่เหมือนใครจนเราติดใจต้องกลับไป #hop อีกเรื่อยๆเลย มาเร็ว!ไปสำรวจเกียวโตล่าสุดด้วยกันครับ Garden of Fine Arts Kyoto มาเริ่มกันที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะกลางแจ้งสุดเท่ที่ออกแบบโดยปรมจารย์สถาปนิก Tadao Ando กันครับ ที่นี่คือ Garden of Fine Arts Kyoto ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองเกียวโต บนถนนคิตะยะมะ (Kitayama Street) สวนศิลปะคอนกรีตแห่งนี้จัดแสดงภาพวาดจำลองงานชิ้นเอกของศิลปินระดับโลก โดยวาดลงบนแผ่นเซรามิกที่มีคุณสมบัติทนทานต่อทุกสภาพอากาศ ทำให้เราสามารถเดินทอดน่องไปตามทางลาดขึ้น-ลงเพื่อชมศิลปะที่มีขนาดใหญ่เต็มตาได้อย่างสบายใจ โดยงานศิลปะนั้นจะปรากฏอยู่ทั้งที่ผนัง กำแพงน้ำตก และใต้น้ำ (แน่นอนว่าตำแหน่งนี้ต้องยกให้กับภาพ Water Lilies ของ Monet) เราประทับใจในการออกแบบตัวอาคารของคุณ Ando มาก แม้พื้นที่จะไม่ใหญ่มากแต่เขาก็สามารถเนรมิตให้ Space มีมิติราวกับเป็นเขาวงกตขนาดย่อม เต็มไปด้วยซอกมุมที่หลากหลาย มีเซอร์ไพร้ซ์รออยู่ทุกๆหัวเลี้ยว และที่ทำให้ทั้งหมดนี้ดีงามขึ้นไปอีกก็คือค่าเข้าชมที่ถูกมากเพียง 100 เยนเท่านั้นครับ เวลาเปิดปิด: 9:00–17:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kitayama Location: https://maps.app.goo.gl/PNrxifs29xc9ba6MA Ace Hotel Kyoto โรงแรมดีไซน์เก๋สุดฮิปจากอเมริกา เปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่นที่นี่เลย ใครชอบโรงแรมที่สะท้อนคาแรคเตอร์ครีเอทีฟ เท่ และมีความคราฟท์น่าจะถูกใจที่นี่มากครับ ออกแบบโดยคุณ Kengo Kuma สถาปนิกในใจอีกท่านหนึ่งที่เราชอบมาก คุณ Kuma นั้นหยอดความเป็นเกียวโตลงไปในตัวตนของ Ace Hotel ได้อย่างกลมกล่อมและน่าสนใจมากครับ และแต่เดิมตึกนี้เคยเป็นสำนักงานของบริษัทโทรศัพท์กลางเกียวโตในช่วงทศวรรษปี ค.ศ. 1920 แต่ได้รับการปรับปรุงใหม่เมื่อปี 2020 ห้องพักของโรงแรมนั้นอยู่ชั้นบนๆ ส่วนด้านล่างนั้นเป็น Reception และมีศูนย์การค้าชื่อ ShinPuhKan ที่รวมเอาร้านเก๋ๆดีๆไว้เยอะมาก เดี๋ยวเราเอาบางร้านมาแนะนำเพิ่มเติมในลำดับต่อๆไปนะครับ ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องพักที่นี่ก็มาเดินช้อปปิ้งได้นะครับ (ควรมาเลยแหละ!) เวลาเปิดปิด: 24 ชั่วโมง การเดินทาง: ลงสถานี Karasuma Oike ทางออก 5 Location: https://maps.app.goo.gl/bZkPen71MZxXtfut5 (THISIS)SHIZEN ร้านนี้เป็นทั้งคาเฟ่และร้านขายต้นไม้ที่อยู่ใน ShinPuhKan บอกเลยว่าใครเดินทางมาเกียวโตต้องแวะนะครับ ร้านที่เน้นความสมบูรณ์ของธรรมชาติ โดดเด่นด้วยประติมากรรมของโคเฮ นาวะ สุดเท่กลางร้านที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการงอกเงยของเมล็ดพันธุ์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกเกิดจากอุกกาบาตจากในจักรวาล ลวดลายได้แรงบันดาลใจมาจากสารอินทรีย์ที่เป็นส่วนประกอบของสิ่งมีชีวิต สปอร์หรือเมล็ดพืช และไข่ สื่อถึงวิธีที่พวกมันมายังโลกผ่านเมฆ ภายในร้านมีการออกแบบให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยใช้พื้นที่ตามที่สร้างขึ้น โดยเพิ่มวัสดุที่เน้น ปูน สเตนเลส และกระจกให้ดูโมเดิร์นมากยิ่งขึ้น นอกจากต้นไม้และของกระจุกกระจิกที่น่าสนใจแล้ว เรายังชอบผลิตภัณฑ์จาก Vetiver หรือรากหญ้าแฝกที่มีกลิ่นหอมแนว Grounding ด้วย เวลาเปิดปิด: 10:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Karasuma Oike ทางออก 5 Location: https://maps.app.goo.gl/bZkPen71MZxXtfut5 1LDK 1LDK 京都店 เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ญี่ปุ่นที่เราชอบ เค้าเป็นร้าน Select Shop ที่เลือกของมาขายได้ดีมาก แต่ละสาขาของก็จะไม่เหมือนกันด้วยนะครับ ที่สาขานี้เราได้กระเป๋าสตางค์ Maison Margiela แบบที่ไม่เห็นใน Shop มาใบนึงด้วยล่ะ จริงๆแล้ว 1LDK นั้นเป็นชื่อเรียกประเภทห้องอพาร์ทเม้นท์แบบญี่ปุ่นก็คือ 1 ห้องนอน + Living Area + Dining Area และ Kitchen นั่นเอง แต่เค้าเอามาตั้งเป็นชื่อร้านซึ่งเก๋มากเลยใช่มั้ยล่ะครับ บ่งบอกถึงไลฟ์สไตล์คนเมืองได้อย่างดี นอกจากที่ญี่ปุ่นแล้ว เค้ายังมีสาขาต่างประเทศด้วยนะครับ เราเคยไปสาขาที่โซลกับปารีส แต่ไม่แน่ใจว่าหลังจากโควิดแล้วยังมีสาขาไหนเหลืออยู่บ้าง ยังไงก็เช็คกันดีๆก่อนไปนะครับ แต่สิ่งที่ไม่ต้องห่วงเลยก็คือสินค้าของเค้านั้นดีไซน์เก๋แถมคุณภาพดีอีกด้วย ใครมาเกียวโตแนะนำเลยครับ เวลาเปิดปิด: 10:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Karasuma Oike ทางออก 5 Location: https://maps.app.goo.gl/bZkPen71MZxXtfut5 Stumptown Coffee Roasters เชื่อว่าหลายคนอาจจะคุ้นชื่อแบรนด์กาแฟคุณภาพจาก Portland, Oregon แบรนด์นี้มาบ้างแล้ว เราเองก็คิดถึงรสชาติของเค้ามานานเพราะตอนไปอเมริกาก็เคยซื้อกินอยู่หลายครั้ง ติดใจจนต้องซื้อเมล็ดกลับบ้าน วันนี้ก็เลยดีใจมากที่เค้ามาเปิดร้านถึงเกียวโตเรียบร้อยแล้ว เป็นสาขาแรกในญี่ปุ่นซะด้วย พร้อมเสิร์ฟกาแฟคุณภาพเยี่ยมที่คัดสรรเมล็ดหลากสายพันธุ์มาจากทั่วทุกมุมโลก แถมแพคเกจจิ้งก็น่ารักสมความเป็นแบรนด์จากเมืองฮิปสเตอร์จริงๆครับ เวลาเปิดปิด: 7:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Karasuma Oike ทางออก 5 Location: https://maps.app.goo.gl/o8Xofnk1XuSJDQao9 22 Pieces Hotel Kyoto ใครที่กำลังมองหาที่พักสบายๆใกล้สถานีรถไฟเกียวโตเพียง 350 เมตร เดินเพียงไม่กี่นาทีก็ถึงเลย เราขอแนะนำโรงแรมนี้เลยครับ ดีไซน์สวย มินิมอลกว้างขวางกว่าโรงแรมอื่นๆ เราเข้าพักห้องสแตนดาร์ดสตูดิโอ ปลอดบุหรี่มาพร้อมกับห้องน้ำห้องอาบน้ำและห้องครัวขนาดใหญ่ถึง 34 ตร.ม. พักได้สูงสุด 4 คนพร้อม 3 เตียงเดี่ยว เตียงนุ่มสบายมากๆ แถมยังมีเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ยืมไปใช้ในห้องเราอีกด้วย ทั้งลำโพง เตา ไมโคเวฟ หูฟัง กาต้มน้ำร้อน และอื่นๆ อีกเพียบ ที่สำคัญมีพนักงานพูดภาษาไทยด้วยนะครับ บริการดีสุดๆ ถือเป็นประสบการณ์การเข้าพักที่ดีมากๆเลยครับ เวลาเปิดปิด: 24 ชั่วโมง การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto Location: https://maps.app.goo.gl/XNbjWvDBsHdqmYAS8 Ginkakuji Temple มาเกียวโตทั้งทีก็ต้องแวะไหว้พระที่วัดกันบ้างเนอะ ที่เกียวโตมีวัดโบราณที่ทั้งสวยงามและชื่อเสียงโด่งดังเยอะมาก ที่นี่ก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ วัดกินคะคุจิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ วัดเงิน (Silver Pavilion) สร้างขึ้นเมื่อปี 1482 เป็นวัดพุทธโชโคคุ ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเมืองเกียวโต ด้านหลังติดเทือกเขามีและมีสายน้ำไหลผ่านบรรยากาศดีมากๆ ค่าเข้าผู้ใหญ่คนละ 500 เยน เวลาเปิดปิด: 8:30–17:00 การเดินทาง: นั่งรถเมล์มาลงที่ป้าย Ginkakujimichi Location: https://maps.app.goo.gl/s4padaL6eqyNRcxz7 Kyoto National Museum พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกียวโต (Kyoto National Museum, Kyoto) เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อปี 1897 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 นู่นแน่ะ ที่นี่ติดหนึ่งใน 4 อันดับของพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ด้านในจะมีการจัดนิทรรศการทั้งถาวรและชั่วคราวที่หมุนเวียนเปลี่ยนสลับกันไปอยู่เสมอ ที่โดดเด่นที่สุดคือที่นี่จะเป็นแหล่งรวมมรดกทางวัฒนธรรมด้านโบราณคดีของประเทศญี่ปุ่น ทั้งรูปปั้น เซรามิก การประดิษฐ์ตัวอักษร เครื่องแต่งกาย รวมไปจนถึงภาพวาดจากยุคต่างๆ เวลาเปิดปิด: 9:00–17:30 ปิดวันจันทร์ การเดินทาง: ลงสถานี Shichijō Location: https://maps.app.goo.gl/ohCVstXG9RptChMeA Here Cafe เกียวโตนั้นเต็มไปด้วยร้านกาแฟคุณภาพดีแต่งร้านน่ารักแนวมินิมอล ร้านนี้ก็เป็นอีกร้านที่ถ้ามีโอกาสผ่านมาแถวนี้ก็ควรค่าแก่การแวะครับ นอกจากกาแฟแล้วขนมคาเนลเล่ของเค้าก็มีชื่อไม่แพ้กันครับ เวลาเปิดปิด: 9:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Karasuma Oike Location: https://maps.app.goo.gl/3N76EufSNVQeK9mD8 Lorimer Kyoto ใครอยากลองอาหารเช้าโฮมเมดสไตล์เกียวโต ต้องร้านนี้เลยครับ วันที่เราไปมีคิวก่อนหน้าประมาณ 3-4 คิวก็เลยต้องรอนานนิดนึง อาจจะเพราะเพิ่งฟื้นจากโควิดดูเหมือนพนักงานไม่พอเลยมีตะกุกตะกักเล็กน้อย รสชาติอาหารดีครับ ไม่ได้หวือหวา รสอ่อนๆละมุนๆแนวญี่ปุ่นผสมฝรั่ง ถ้ามาแถวนี้อยู่แล้วก็แนะนำให้ลอง แต่ถ้าต้องมาไกลหรือมีคิวยาวก็ข้ามไปได้ครับ เวลาเปิดปิด: วันธรรมดา 8:00–15:00 วันเสาร์อาทิตย์ 7:00–15:00 การเดินทาง: ลงสถานี Gojō Location: https://maps.app.goo.gl/eZtthHZC29UKp2L5A Kamo River ทางเดินริมน้ำแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กันกับ Kyoto Botanical Gardens เลยครับ เราเดินออกมาจากสวนแล้วบังเอิญเจอ และก็ต้องตกหลุมรักบรรยากาศที่นี่เข้าอย่างจังเลย สวย สงบเหมือนฝัน ถ่ายรูปก็แสงสวยมาก (เรามาช่วงเย็น) กลายเป็นอีกหนึ่งพิกัดโปรดของเราในเกียวโตเลยครับ ถ้าอยากมีโมเม้นต์ชิลๆแบบ Dreamy ก็แวะมาเดินเล่นได้นะครับ เวลาเปิดปิด: 24ชั่วโมง การเดินทาง: ลงสถานี Kitayama Location: https://maps.app.goo.gl/z84Qi6hECeLbsgFa6 Human Made 1928 แบรนด์เสื้อผ้าไลฟ์สไตล์สุดฮิปที่กำลังมาแรงจากโตเกียว ขยายสาขามาถึงเกียวโตแล้วเช่นกัน ใครเป็นแฟนแบรนด์นี้ต้องไม่พลาด นอกจากจะมีสินค้าแฟชั่นสตรีทให้ช้อปแล้ว ที่นี่ยังมีโซนคาเฟ่ที่ทำ Exclusive กับ Blue Bottle Coffee ด้วยครับ เวลาเปิดปิด: 9:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi Location: https://maps.app.goo.gl/9kKBARr9L4QavUTF8 ENFUSE คาเฟ่มาตรฐานญี่ปุ่นตั้งอยู่ใน Kyoto City KYOCERA Museum Of Art หากใครเดินเล่นในพิพิธภัณฑ์ จนเหนื่อยแล้วก็แว็ปมานั่งเล่นที่นี่ได้ครับ เวลาเปิดปิด: 10:30–19:00 ปิดวันจันทร์ การเดินทาง: ลงสถานี Higashiyama แล้วต่อรถเมล์ Location: https://maps.app.goo.gl/Gxc73kPmAHzW85Tu8 お肉と御酒 雑派 ชื่อร้านมีแต่ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น เราใช้วุ้นแปลภาษาได้ความประมาณว่า “เนื้อและแอลกอฮอลต่างๆนานา” จะว่าไปก็ตรงคอนเส็ปต์นะครับ เพราะร้านนี้เน้นกินดื่มสไตล์ยุโรปผสมญี่ปุ่น สารภาพว่าเราเจอร้านนี้โดยบังเอิญอีกเช่นกัน จึงไม่ได้คาดหวังอะไร แต่ก็ต้องประหลาดใจกับฝีมือการปรุงและคุณภาพวัตถุดิบที่ดีงามจริงๆ เจ้าปลาหมึกตัวจิ๋วที่เสิร์ฟมาในกระทะให้กินคู่กับขนมปังนี่บอกเลยว่าอร่อยเรือหายเลยครับ ใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศจากอาหารญี่ปุ่นทั่วๆไป ต้องมาลองร้านนี้เลยครับ เวลาเปิดปิด: 17:30–11:30 ปิดวันพฤหัส การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi Location: https://maps.app.goo.gl/ZirgRo44S7JP8cVk8 Kaikado Café Kaikado คือแบรนด์กระบอกเก็บใบชา (Tea Caddy) ที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่ก่อตั้งมาตั้งปี 1875 ครับ ซึ่งกระบอกเก็บชาแบบแฮนด์เมดนั้นนับว่าเป็นอีกหนึ่งในงานฝีมือที่ขึ้นชื่อของเกียวโตเลย ส่วนคาเฟ่แห่งนี้นั้นก็เปิดขึ้นมาเพื่อสร้างความเชื่อมโยงให้คนยุคใหม่เข้าถึง Tea Caddy ได้ง่ายขึ้น แก้วที่ใช้เสิร์ฟกาแฟเย็นนั้นก็สั่งทำพิเศษเป็นทรงกระบอกเก็บชา และถาดไม้ที่ใช้รองเสิร์ฟชีสเค้กก็เป็นดีไซน์ดั้งเดิมของ Nakagawa-mokkougei ผู้ผลิตถังไม้ญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียง ดังนั้นใครที่ชอบงานคราฟท์โบราณน่าจะถูกใจร้านนี้สุดๆเลยครับ เครื่องดื่มก็มีทั้งชาและกาแฟคุณภาพพรีเมี่ยม แต่สิ่งที่เตะตามากๆก็คือโทสต์เนยสดถั่วแดงและชีสเค้ก เวลาเปิดปิด: 10:00–18:30 ปิดวันพฤหัสบดี การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi Location: https://maps.app.goo.gl/8LtVHR8CdgJS5CCh9 Blue Bottle Coffee Kyoto Kiyamachi Cafe ไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่าเราเป็นแฟน Blue Bottle ร้านกาแฟแบรนด์ดังจาก San Francisco ผ่านทีไร แวะแทบทุกทีเลย 555 ลิสต์นี้อาจจะมี Blue Bottle หลายสาขาหน่อย ใครมาช้อปปิ้งแถว Kyoto Bal ก็แวะมาสาขานี้ได้นะครับ เวลาเปิดปิด: 9:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi Location: https://maps.app.goo.gl/hsrt1FvTx9MPNwkXA Good Nature Station ร้าน Grocery ที่เน้นขายของทางเลือกที่ใส่ใจธรรมชาติทั้งหมดเลยนะครับ เราชอบคอปเซ็ปต์ของเค้ามาก "Good things for people and nature." สายช้อปของกินเพลินตาแตกแน่นอน นอกจากซุปเปอร์มาเก็ตแล้ว ในโครงการนี้ยังประกอบไปด้วยโรงแรม ร้านอาหาร แกลอรี่ ห้องประชุม และร้านค้าอื่นๆซึ่งเราจะคัดเอาร้านเก๋ๆในโครงการนี้มาแนะนำแยกในลำดับถัดๆไปด้วยครับ เวลาเปิดปิด: 10:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi Location: https://maps.app.goo.gl/FUpd6Tc9YjprVdjf8 Nemohamo แบรนด์สกินแคร์ที่เน้นสารสกัดจากทุกส่วนของพืช (Whole Plant) ตั้งอยู่บนชั้น 3 ของโครงการ Good Nature Station ทางแบรนด์เคลมว่าทุกส่วนของพืชนั้นจำเป็นต่อความอยู่รอดของพืชจึงล้วนอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว พนักงานแนะนำตัว Whole Plant Booster Oil ให้เราเพราะเป็นตัวขายดีของร้าน เราก็เลยไม่พลาดที่จะซื้อกลับมาลองใช้ดูครับ เวลาเปิดปิด: 10:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi Location: https://maps.app.goo.gl/EehotGB2dRKsDfnA7 Fukujuen Kyoto Main Store จริงๆแล้วเกียวโตก็มีร้านขายใบชาญี่ปุ่นอยู่หลายร้าน เนื่องจากเป็นเมืองหลวงเก่าที่ผูกพันกับการชงชามายาวนาน แต่พ่อค้าร้านขายใบชาในตลาด Nishiki บอกว่าถ้าอยากได้ใบชาเกรดพรีเมี่ยมต้องมาที่ Fukujuen เลย เราจึงเชื่อตามนั้น และก็พบว่ามีชาญี่ปุ่นหลากหลายแบบมาก เราจึงซื้อติดมือกลับบ้านไปหลายตัวเลยครับ เวลาเปิดปิด: 11:00–18:00 ปิดวันพุธ การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi Location: https://maps.app.goo.gl/PTJ52dJCHeEzpGNY6 Blue Bottle Coffee Kyoto Rokkaku Cafe เราชอบตรงที่ Blue Bottle Coffee ในเกียวโต มักเลือกทำเลที่มีสตอรี่สอดคล้องกับชีวิตของผู้คนในเมืองได้เป็นอย่างดี จุดเด่นของสาขานี้คือปรับปรุงมาจากบ้านไม้โบราณแบบเกียวโต เปิดร่วมกับร้าน Tsujimori ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายและซ่อมจักรยานที่มีประวัติเก่าแก่คู่เมืองเกียวโตมาอย่างยาวนาน เป็นสาขาเล็กๆที่ดูอบอุ่นและน่าสนใจมากครับ เวลาเปิดปิด: 9:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Karasuma Oike Location: https://maps.app.goo.gl/oZEbAP5P67Cox41u6 Cotoiro Kyoto ร้านกิ๊ฟช็อปคิ้วท์ๆ ตั้งอยู่ในโครงการ Rissei Garden Hulic Kyoto ที่นี่ขายเครื่องหอมที่ได้แรงบันดาลใจเรื่องกลิ่นมาจากเมืองโตเกียวด้วย เลือกดูของเพลินเลยครับ เวลาเปิดปิด: 11:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi Location: https://maps.app.goo.gl/uch3sZwGFTsbhqKLA Dunstan Coffee Roasters ร้านกาแฟที่เราบังเอิญเดินผ่าน เลยแวะเข้าไปซื้อชิมดู ปรากฏว่าอร่อยแฮะ แถมเจ้าของร้านก็ใจดีมาก ทางร้านคั่วกาแฟเองจึงมีเมล็ดแปลกๆคัดสรรมาให้ลองหลายตัว เค้ามีขายแบบซองให้เอากลับไปดริปที่บ้านเองด้วยนะครับ (เราก็ซื้อติดมือกลับมา แฮร่ๆๆ) เวลาเปิดปิด: 9:00–17:00 ปิดวันศุกร์ การเดินทาง: ลงสถานี Shijō Location: https://maps.app.goo.gl/Hh7h2bkradaA5rfn9 Kyoto Gion Saryo ข้ามมาฝั่ง Gion กันบ้างดีกว่า คาเฟ่นี้เค้าดังเรื่องขนมปังครับมีหลายเมนูให้เลือกเลย แต่เรามาตอนที่ขนมสดเค้าหมดแล้ว จึงได้ลองแต่เครื่องดื่มรสชาติดีมากครับ ข้างในมีพวกเครื่องเซรามิกแฮนด์เมดที่สวยมากๆขายด้วย ใครชอบสะสมของยูนีคก็แวะเข้าไปชมได้ครับ เวลาเปิดปิด: 9:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Gion-Shijo Location: https://maps.app.goo.gl/FGDWSXr5knLtcuAEA Kyoto City KYOCERA Museum Of Art พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดตัวขึ้นครั้งแรกในปี 1933 ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่ยังตั้งอยู่ในโครงสร้างสถาปัตยกรรมดั้งเดิม ในปี 2017 บริษัท Kyocera ได้บริจาคเงินกว่า 5,000 ล้านเยน (ประมาณ 1,200 ล้านบาท) เพื่อปรับปรุงตัวอาคารใหม่ทั้งหมด จึงได้สิทธิ์การใส่ชื่อบริษัทไปในชื่อพิพิธภัณฑ์เป็นเวลา 50 ปี ตัวพิพิธภัณฑ์โฉมใหม่ที่สวยมากนี้ออกแบบโดยสถาปนิกสองท่านคือ Aoki Jun และ Nishizawa Tezzo หลังจากปิดปรับปรุงไปกว่า 3 ปี ก็เพิ่งจะเปิดให้คนเข้าชมได้เมื่อกลางปี 2020 นี่เอง แต่ก็มาเจอกับโควิดอีกพอดี ด้วยขนาดพื้นที่ที่ใหญ่โตมหึมา ปัจจุบันที่นี่จึงสามารถแสดงงานได้หลากหลายรูปแบบทั้งงานโบราณและงานสมัยใหม่ โดยแบ่งออกเป็นห้องและโซนย่อยๆให้เราได้เลือกชมกันได้อย่างจุใจเลยครับ ค่าเข้าชมคนละประมาณ ¥730 เวลาเปิดปิด: 10:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Gion-Shijo Location: https://maps.app.goo.gl/Gxc73kPmAHzW85Tu8 Porter Stand Kyoto แทบจะกลายเป็นของที่ระลึกระดับพรีเมี่ยมจากญี่ปุ่นไปแล้ว สำหรับกระเป๋าผ้าไนล่อนคัตติ้งเนี้ยบจากโตเกียวแบรนด์นี้ และที่เกียวโตเค้าก็มีช้อปแถวๆศาลเจ้า Kiyomizu-dera ให้ลูกค้าได้เข้ามาเลือกดูของกันด้วย ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ในอาคารโบราณบวกกับบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านค้าในละแวกนี้ ทำให้ Porter สาขานี้มีพลังดึงดูดใจชวนให้เข้าไปสำรวจอย่างบอกไม่ถูก เวลาเปิดปิด: 10:00–18:00 การเดินทาง: รถเมล์ลงป้าย Gojozaka Location: https://maps.app.goo.gl/7afms3Eae1dsB4vG7 Kyoto Botanical Gardens สวนพฤกษศาสตร์แห่งเมืองเกียวโต ถ้าเพื่อนๆกิน ช้อป เที่ยววัด เดินมิวเซี่ยมจนจุใจแล้ว อยากหากิจกรรมอย่างอื่นทำบ้าง เรามีสวนดอกไม้มาแนะนำครับ ที่นี่เป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่ขนาดค่อนข้างใหญ่ ข้างในแบ่งเป็นสวนย่อยๆตามพันธุ์ไม้อีกหลายสวน ซึ่งจะมีต้นไม้สวยๆให้เข้ามาเดินดูได้ทุกฤดูกาลครับ ที่นี่มีต้นซากุระกว่า 450 ต้น แต่ช่วงที่เรามาซากุระกำลังเริ่มโรยพอดี คลาดกันนิดเดียวเอง แต่เรามีน้องทิวลิปมาปลอบใจครับ สวยสุดๆเลยล่ะ ถ้าเพื่อนๆมาช่วงใบไม้ร่วงต้นไม้ที่นี่ก็จะกลายเป็นสีทองสวยงามไม่แพ้กัน ค่าเข้า 200 เยนครับ หรือจะซื้อควบกับตั๋วเข้า Garden Of Fine Arts ก็เพิ่มอีกแค่ 50 เยน ประหยัดไปอีกกก เวลาเปิดปิด: 9:00–17:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kitayama Location: https://maps.app.goo.gl/qKWttwPE8boJjzov9 WEEKENDERS COFFEE TOMINOKOJI ร้านกาแฟ (อีกแล้ว) สุดเท่ที่มีโรงคั่วเองอยู่อีกสาขา เน้นกาแฟดริปแบบใสๆ สโลว์ไลฟ์แบบเกียวโต ใครผ่านมาย่านนี้มีกาแฟอร่อยอยู่นี่นะ เวลาเปิดปิด: 7:30–18:00 ปิดวันพุธ การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi Location: https://maps.app.goo.gl/pH2Mzfs8hWitd8Gv8 Walden Woods ร้านกาแฟสีขาวสมัยใหม่ ตกแต่งให้มีที่นั่งสไตล์อัฒจันทร์การแสดงอยู่ชั้นสอง รสชาติกาแฟดีงามตามมาตรฐานญี่ปุ่นไม่ต้องห่วงครับ ปล.วิวฝั่งตรงข้ามเป็นสนามเด็กเล่น น่ารักกกก เวลาเปิดปิด: 9:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Gojō Location: https://maps.app.goo.gl/aCZxRehw1M1EaY239 Udon Main ร้านอุด้งเส้นสดกับซุปแสนกลมกล่อมในย่าน Gion พาเพื่อนๆมาทานจานเส้นกันบ้างดีกว่า เส้นอูด้งของที่นี่จะไม่อวบอ้วนอย่างอูด้งที่เราคุ้นเคยในไทย แต่ความนุ่มหนุบหนับนั้นชนะทุกสิ่ง แม้จุดขายของเขาอยู่ที่เส้นอูด้งเป็นหลัก แต่เมนูของร้านนี้ก็มีการปรุงรสชาติให้เลือกหลายแบบนะครับ เวลาเปิดปิด: มื้อสาย-เที่ยง 10:30–15:30 มื้อเย็น-ค่ำ 17:00–22:00 ปิดวันอังคาร การเดินทาง: ลงสถานี Gion-Shijo Location: https://maps.app.goo.gl/BRTvqM4JVG2HrhXC6 Ine Funaya หมู่บ้านชาวประมงที่เราเห็นแล้วจดไว้ในลิสว่าต้องมาให้ได้ ไกลหน่อยแต่คุ้มค่ามาก เพราะที่นี่บรรยากาศดีมากกกกก แบบมากกกก เหมือนเราหลุดเข้าไปอยู่ในอีกโลกนึง เงียบสงบ แต่ไม่ร้างนะ รอบๆก็ยังมีร้านค้าอยู่ ใครมาแล้วต้องลองขึ้นเรือทัวร์อ่าวนี้เลยครับ เค้ามีคำบรรยายประวัติเป็นภาษาไทยด้วยล่ะ การเดินทาง: ลงสถานี Miyazu Location: https://maps.app.goo.gl/4tSa4sBir1QkYD4F6 A-POC ABLE ISSEY MIYAKE / KYOTO เอ-พอค เอเบิ้ล อิซเซ่ มิยาเกะ / เกียวโต แบรนด์ใหม่ล่าสุดจาก Issey Miyake ซึ่งนำเอาแนวคิดดั้งเดิมของ Issey Miyake ตั้งแต่ยุค 70 มานำเสนอใหม่ด้วยเทคนิควิธีที่ล้ำสมัย เช่น ใช้ไอน้ำอัดผ้าให้อยู่ตัวมีรูปทรง 3 มิติ สำหรับหน้าร้านนี้ออกแบบโดย Tokujin Yoshioka ดีไซเนอร์คนเดียวกันกับที่ออกแบบคบเพลิงรูปดอกไม้ในงาน Olympic ปี 2020 นั่นเอง เขาผสมผสานเอาทาวน์เฮาส์ Kyoto Machiya แบบโบราณมาใส่ความทันสมัยเข้าไปโดยใช้อลูมิเนียม ล้อไปกับคอนเส็ปต์จากอดีตสู่อนาคตของแบรนด์นั่นเอง เวลาเปิดปิด: 11:00 - 20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto Shiyakusho-mae Location: https://maps.app.goo.gl/Xppp8XAVo5Km226w8 Rokkaku Chikiriya เราพาเพื่อนๆมาร้านชาเขียวแบบโลคอลกันบ้างดีกว่า เห็นหน้าร้านดูใหม่ๆแบบนี้ แต่แบรนด์เค้ามีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าร้อยปีตั้งแต่ 1910 แล้วนะครับ เมื่อก่อนเค้าเน้นขายส่งใบชา หน้าร้านปัจจุบันจึงมีชาให้เลือกหลายเกรดเลย ชั้นสองเป็นคาเฟ่เล็กๆไว้ให้ลองจิบชาและมีขนมหวานเสิร์ฟด้วย ใครชอบบรรยากาศกันเองสบายๆ มีใบชาให้เลือกซื้อกลับบ้านต้องที่นี่เลยครับ Rokkaku Chikiriya เวลาเปิดปิด: 9:00–18:00 ปิดวันอาทิตย์ การเดินทาง: ลงสถานี Karasuma Oike ทางออก 5 Location: https://maps.app.goo.gl/3rEaq7kFmKpkR3Xo8 Graphpaper ร้านเสื้อผ้าผู้ชายน่ารักๆ ในเกียวโต ที่ดัดแปลงมาจากทาวน์เฮาส์แบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ตัวอาคารได้รับการปรับปรุงใหม่โดยใช้สีขาวเป็นสีหลัก โดยยังคงรักษาคานที่มีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปีไว้ นอกจากนี้ยังมีระเบียงเสื่อทาทามิขนาดเล็กและลานภายในและโกดังด้านหลังซึ่งมีอายุมากกว่า 100 ปีได้ถูกดัดแปลงเป็นพื้นที่แกลเลอรีด้วย บอกเลยว่าเป็นร้านเสื้อผ้าที่ดีไซน์มาดีมากๆ ทั้งตัวร้าน และ เสื้อผ้า เวลาเปิดปิด: 12:00–19:00 ปิดวันพุธ การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi Location: https://maps.app.goo.gl/sZZNuha5a6v6WQLe8 Idumoya ที่ริมแม่น้ำคาโมะ มีร้านอาหารเรียงรายกันอยู่หลายร้าน เราเดินผ่านร้านสุกี้ยากี้นี้ตอนหิวพอดีก็เลยแวะซะเลย บางทีการได้ปล่อยให้ความบังเอิญเซอร์ไพร้ซ์เราบ้างก็สนุกดีครับ สรุปก็คือเนื้อดี รสชาติอร่อยไม่ผิดหวัง แถมวิวแม่น้ำก็สวยงามครับ เวลาเปิดปิด: 11:30–21:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi ทางออก 1A Location: https://maps.app.goo.gl/X3NNmu3Dsot8Xp6c8 Rau Patisserie & Chocolate ร้านขายขนมที่เราประทับใจในการพรีเซ้นต์มากๆ มีความอาร์ตขั้นสุด สวยจนไม่กล้ากินเลย ร้านนี้อยู่ในโครงการ Good Nature Station นะครับ ใครผ่านมาแนะนำให้แวะขึ้นไปนั่งทานที่หน้าร้านชั้น 2 นะครับ ในรูปตรงนี้จะเป็นหน้าร้าน Take Away ที่อยู่ชั้นล่างครับ เวลาเปิดปิด: 11:00–18:30 การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi ทางออก 4 Location: https://maps.app.goo.gl/mYJ3KwTuRCQq5TYf7 HIN ร้านขายข้าวของเครื่องใช้ที่คัดสรรมาอย่างดี และนำมาจัดแสดงราวกับเป็นแกลอรี่อะไรสักอย่าง บอกได้เลยว่าญี่ปุ๊นนนน ญี่ปุ่นนน เต็มไปด้วยจริตมินิมอลอย่างแท้ทรู เวลาเปิดปิด: 11:00–19:00 ปิดวันอังคาร การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto Shiyakusho-mae ทางออก 3 Location: https://maps.app.goo.gl/ELAJz5oiRwxLMdua7 Arts & Science ร้านเสื้อผ้าอาร์ทๆและมินิมอลสุดๆ ร้านนี้อยู่คู่กันกับร้าน HIN อย่างคู่ควร เวลาเปิดปิด: 11:00–19:00 ปิดวันอังคาร การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto Shiyakusho-mae ทางออก 3 Location: https://maps.app.goo.gl/oiJ4GBShp8Mhm6Cx7 NORDISK CAMP SUPPLY STORE KYOTO ใครสายแคมปิ้งเอาท์ดอร์ต้องแวะมาร้านนี้ครับ มีของให้เลือกช้อปเยอะมาก หลากหลายแบรนด์ เวลาเปิดปิด: 11:30–20:00 ปิดวันจันทร์ การเดินทาง: ลงสถานี Karasuma ทางออก 21 Location: https://maps.app.goo.gl/PuL3zDEnuLuNNb7C7 Comme des Garcons Kyoto แฟนๆกอมเซฟไว้เลย สาขานี้อาจจะต้องออกมาจากย่านหลักๆของเมืองเกียวโตหน่อย แต่คุ้มค่าครับเพราะนักท่องเที่ยวน้อย และยังมีของให้เลือกช้อปเพียบ เวลาเปิดปิด: 11:30–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto Shiyakusho-mae Location: https://maps.app.goo.gl/f6mnBPK8RbdQwq3y7 To See ร้านกาแฟและของกระจุกกระจิกเล็กๆที่ซ่อนตัวอยู่ในย่านเงียบๆ มีกาแฟดริปเสิร์ฟแกล้มกับจิตวิญญาณมินิมอลแบบเกียวโตแบบเต็มโดส เวลาเปิดปิด: 11:00–19:00 ปิดวันอังคาร การเดินทาง: ลงสถานี Marutamachi ทางออก 6 Location: https://maps.app.goo.gl/rwFguRmQELsQ38q69 koé donuts kyoto ร้านโดนัทอร่อยๆที่มาพร้อมกับแบรนด์ดิ้งสุดคิ้วท์ เวลาเปิดปิด: 9:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi Location: https://maps.app.goo.gl/BFdttCHh4sxaKfJP9 Starbucks Coffee Kyoto Bal ที่นี่เป็นหนึ่งใสสตาร์บัคส์สาขาที่อาร์ทที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมาเลยครับ ถ้าไม่เหลือบไปเห็นนางเงือกสองหางก็นึกว่านั่งจิบกาแฟอยู่ในแกลอรี่ยังไงยังงั้น เวลาเปิดปิด: Kyoto-Kawaramachi การเดินทาง: ลงสถานี 11:00–20:00 Location: https://maps.app.goo.gl/1BjQodR5XAr5QYJ96 School Bus Coffee Stop ร้านกาแฟคอนเซ็ปต์คิ้วๆท์ ในเกียวโต Vibe ดีมากครับ ทั้งตัวร้าน การตกแต่ง การบริการของพนักงานจนไปถึงลูกค้าที่มาใช้บริการ แค่นั่งหลับตาฟังเสียง Ambience ก็รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก เวลาเปิดปิด: 9:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto Shiyakusho-mae Location: https://maps.app.goo.gl/W5jdAAyDywokC1uPA Blue Bottle Coffee Kyoto Cafe Blue Bottle Coffee สาขานี้เป็นหนึ่งในสาขาที่มีเสน่ห์ที่สุดที่เราเคยไปมาครับ อยู่ไม่ไกลจากวัด Nanzen-ji ดัดแปลงมาจากสถาปัตยกรรมบ้านไม้ญี่ปุ่นแบบโบราณ ย่านนี้เป็นอีกจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีหรือซากุระบานที่มีชื่อเสียงอีกแห่งของเกียวโต เพราะมีทางรถรางโบราณที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว โดยสองข้างทางถูกขนาบไปด้วยต้นซากุระสวยงามมากครับ เวลาเปิดปิด: 9:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Keage Location: https://maps.app.goo.gl/Bp6dG6apfor3V5if6
- เที่ยวทะเลสาบทาโฮ Lake Tahoe สหรัฐอเมริกา อัญมณีแห่งเซียร์ราเนวาดาที่ห้ามพลาด
เที่ยวทะเลสาบทาโฮ (Lake Tahoe) สหรัฐอเมริกา อัญมณีแห่งเซียร์ราเนวาดาที่ห้ามพลาด วันนี้ Hoparound.co ขอพาทุกคนไปสัมผัสความงดงามสุดอลังการของ "ทะเลสาบทาโฮ" (Lake Tahoe) อัญมณีแห่งเทือกเขาเซียร์ราเนวาดา ที่ไม่ได้เป็นเพียงทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ แต่ยังเป็น Alpine Lake หรือทะเลสาบที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 5,000 ฟุต (ประมาณ 1.5 กิโลเมตร) ขึ้นไป ซึ่งทำให้ที่นี่มีอากาศบริสุทธิ์และทิวทัศน์อันงดงามหาใดเปรียบ ตั้งอยู่บนพรมแดนที่กั้นระหว่างรัฐแคลิฟอร์เนียและเนวาดา ทะเลสาบแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องน้ำสีฟ้าครามที่ใสราวคริสตัลและความบริสุทธิ์ของธรรมชาติที่ยังคงอยู่ครบถ้วน เสน่ห์ที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล สิ่งที่ทำให้ทะเลสาบทาโฮพิเศษไม่เหมือนใครคือเสน่ห์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล ไม่ว่าคุณจะมาเยือนช่วงไหน ที่นี่ก็พร้อมมอบประสบการณ์สุดประทับใจเสมอ: ฤดูร้อน (มิถุนายน - สิงหาคม): ทะเลสาบจะกลายเป็นสวรรค์ของกิจกรรมทางน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการพายเรือคายัค แพดเดิลบอร์ด เจ็ตสกี ล่องเรือ หรือแม้แต่การว่ายน้ำในน้ำที่เย็นสดชื่น นอกจากนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเดินป่า ปีนเขา และปั่นจักรยานเสือภูเขาไปตามเส้นทางต่างๆ รอบทะเลสาบเพื่อชมวิวทิวทัศน์อันตระการตา ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน - พฤศจิกายน): ช่วงเวลาที่ธรรมชาติแต่งแต้มสีสันให้กับป่าไม้รอบทะเลสาบ ด้วยใบไม้ที่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม แดง สร้างทัศนียภาพที่สวยงามจับใจ เหมาะสำหรับการขับรถชมวิว ถ่ายภาพ และเดินเล่นในบรรยากาศที่เงียบสงบและโรแมนติก ฤดูหนาว (ธันวาคม - กุมภาพันธ์): ทะเลสาบทาโฮจะกลายร่างเป็นอาณาจักรแห่งหิมะ รีสอร์ทสกีชื่อดังหลายแห่งในบริเวณนี้ เช่น Squaw Valley, Heavenly, Northstar จะคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเล่นสกี สโนว์บอร์ด และกิจกรรมฤดูหนาวอื่นๆ สัมผัสความตื่นเต้นบนลานหิมะพร้อมวิวทะเลสาบสีครามตัดกับหิมะขาวโพลน ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม - พฤษภาคม): เป็นช่วงเวลาที่หิมะเริ่มละลาย ดอกไม้ป่าเริ่มผลิบาน และน้ำตกกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง อากาศกำลังสบาย เหมาะสำหรับการเดินป่าระยะสั้นๆ และสัมผัสความสดชื่นของธรรมชาติที่กำลังฟื้นตัว การเดินทางสู่ทะเลสาบทาโฮ การเดินทางที่สะดวกที่สุดสู่ทะเลสาบทาโฮคือการขับรถ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์โรดทริปอันน่าจดจำ: จากซานฟรานซิสโก (San Francisco): ใช้เวลาขับรถประมาณ 3.5 ชั่วโมง มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เส้นทางขับง่ายและมีวิวสวยงามตลอดทาง จากเมืองใกล้เคียงอื่นๆ: หากมาจากเมืองใหญ่อื่นๆ ในแคลิฟอร์เนียหรือเนวาดา ก็สามารถวางแผนขับรถมาได้เช่นกัน สนามบินที่ใกล้ที่สุดคือ Reno-Tahoe International Airport (RNO) ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงประมาณ 1 ชั่วโมง และมีเที่ยวบินจากเมืองใหญ่ๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา จุดหมายที่ไม่ควรพลาดรอบทะเลสาบ ทะเลสาบทาโฮไม่ได้มีดีแค่วิวทิวทัศน์ แต่ยังมีเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจรายรอบ: เซาท์เลคทาโฮ (South Lake Tahoe): เมืองที่ใหญ่ที่สุดและคึกคักที่สุดทางฝั่งแคลิฟอร์เนีย มีรีสอร์ท คาสิโน ร้านอาหาร และแหล่งช้อปปิ้งมากมาย เป็นฐานที่มั่นที่ดีสำหรับการพักผ่อน ทาโฮซิตี (Tahoe City): เมืองเล็กๆ น่ารักทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบ มีบรรยากาศสบายๆ และเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางจักรยานและเดินป่าหลายแห่ง เอเมอรัลด์เบย์ (Emerald Bay State Park): อ่าวที่งดงามราวภาพวาด พร้อมด้วยเกาะ Fannette Island ซึ่งมีบ้านชาขนาดเล็กตั้งอยู่ด้านบน เป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมที่ไม่ควรพลาด วิกล์รัน (Kings Beach): ชายหาดที่เหมาะสำหรับการพักผ่อน เล่นน้ำ และทำกิจกรรมทางน้ำต่างๆ คำแนะนำสำหรับชาว #Hopster พักที่ไหนดี?: มีให้เลือกหลากหลายตั้งแต่รีสอร์ทหรู โรงแรมไปจนถึงที่พักแบบ Cabin และบ้านพักตากอากาศ ควรจองล่วงหน้าโดยเฉพาะช่วงฤดูท่องเที่ยว เตรียมตัวก่อนไป: สภาพอากาศที่ทาโฮอาจเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ควรเตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับฤดูกาล และสำหรับผู้ที่แพ้ความสูง (Altitude Sickness) ควรปรับตัวให้ชินกับสภาพอากาศก่อนทำกิจกรรมหนักๆ อย่าลืมอนุรักษ์ธรรมชาติกันด้วยนะ: ทะเลสาบทาโฮเป็นแหล่งน้ำที่บริสุทธิ์และระบบนิเวศที่ละเอียดอ่อน ขอความร่วมมือในการรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ทิ้งขยะ และปฏิบัติตามกฎระเบียบของอุทยาน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักผจญภัยตัวยง ผู้รักธรรมชาติ หรือแค่อยากมาพักผ่อนและสูดอากาศบริสุทธิ์ ทะเลสาบทาโฮก็พร้อมต้อนรับคุณด้วยความงดงามและประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร เตรียมตัวให้พร้อมแล้วไป #hop กันที่ Lake Tahoe! #LetsHoparound ติดตามเราได้ทาง Facebook/Instagram: @ hoparound.co และ Website: www.hoparound.co
- รีวิว AMAN SKINCARE ปรนนิบัติผิวด้วยศาสตร์แห่งความสงบจากอมันสกินแคร์
จะเกิดอะไรหาก AMAN แบรนด์รีสอร์ท Ultra Luxury หันมาทำสกินแคร์ แล้วให้ Kengo Kuma (สถาปนิกชาวญี่ปุ่นที่ออกแบบสเตเดี้ยมไม้ที่จะใช้ในงาน Tokyo Olympic รอบล่าสุดนี้) ออกแบบแพ็คเก็จจิ้ง ผลที่ได้ก็คือเรนจ์ผลิตภัณฑ์สุดพิถีพิถันที่ทั้งลุ่มลึกและงดงามตั้งแต่ภายในไปจนถึงภายนอก เครื่องประทินผิวคอลเล็คชั่นนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีของ AMAN ในปี 2018 โดยทางแบรนด์ได้เนรมิตสกินแคร์ออกมาถึง 30 ตัว โดยเน้นพลังบำบัดอันบริสุทธิ์จากธรรมชาติ ตั้งแต่น้ำมันที่สกัดจากพืชพรรณอันทรงพลังต่างๆ เช่น palo santo, sandal wood เป็นต้น ไปจนถึง ไข่มุก หินอเมธีสต์ หยก กำยาน น้ำด่างจากแหล่งน้ำพุธรรมชาติที่หนาแน่นไปด้วยออกซิเจน โคลนจากป่าฝน และการใช้โลหะตามวิถีโฮเมโอพาธี ส่วนตัวแพ็คเก็จจิ้งนั้นก็ได้แรงบันดาลใจมาจากแจกันกระเบื้องโบราณของญี่ปุ่น โดย Kengo Kuma เลือกให้เนื้อวัสดุสะท้อนความเป็นธรรมชาติด้วยลวดลายที่คล้ายไม้และหิน และใช้โทนสีเข้มขรึมเพื่อสะท้อนความลักชัวรี่ที่สุขุมลุ่มลึกของ AMAN แน่นอนว่าผลิตภัณฑ์เลอค่าเหล่านี้ AMAN ได้นำมาใช้ในเมนูสปาอันหรูหราของทางรีสอร์ทด้วย ซึ่งนอกจากจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและบำรุงผิวแล้ว ยังช่วยในการ grounding และ purifying อารมณ์และจิตใจอีกด้วย หากชาว #hopsters คนไหนสนใจจะสร้าง ritual ความงามของตัวเองที่บ้าน ก็สามารถคลิกเข้าไปดูในเวปของ AMAN ได้เลย >>> https://shop.aman.com/en/
- รีวิวโรงแรม Hansar Pranburi หรรษา ปราณบุรี
รีวิวโรงแรม Hansar Pranburi หรรษา ปราณบุรี ระหว่างที่เรากำลังหาโรงแรมสำหรับทริปสามร้อยยอดอยู่นั้น เราไปสะดุดตากับภาพอาคารสีขาวตัดกับภูเขาหินปูนเขียวชะอุ่มที่ยืนตระหง่านเป็นฉากหลัง เบื้องหน้าเป็นชายหาดที่เงียบสงบ แถมมองไปรอบๆก็แทบไม่เจอเพื่อนบ้านเลย โลเคชั่นที่ exclusive แบบนี้ช่างมีแรงดึงดูดเราเสียเหลือเกิน หลังจากเปรียบเทียบกับโรงแรมอื่นๆอีก 2-3 แห่ง เราก็ตัดสินใจเลือก Hansar Pranburi ณ ปลายหาดสามร้อยยอดแห่งนี้อย่างง่ายดาย รีวิวโรงแรม Hansar Pranburi หรรษา ปราณบุรี จองห้องพักได้ที่นี่ BOOK NOW นานๆจะได้มาที่สามร้อยยอดสักที แถมโปรโมชั่นลดราคาแถมอาหารเช้าก็ดีเหลือใจ เราจึงเลือกห้องใหญ่ขนาด 61 ตร.ม.ที่วิวดีที่สุดไปเลยแล้วกัน นั่นก็คือห้องฮันนีมูน สวีท วิวทะเลพร้อมจากุซซีเอ้าท์ดอร์ (Honeymoon Sea View Suite with Jacuzzi) ด้วยความที่อยู่ชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด (ไม่มีลิฟท์) จึงทำให้ได้ดาดฟ้าทั้งหมดเป็นระเบียงส่วนตัวเอาไว้เอ็นจอยวิวทะเลด้านหน้าที่แซมด้วยเกาะนมสาวและแก่งน้อยใหญ่แบบพาโนราม่าเต็มตา บอกเลยว่าสวยจับใจสุดๆ แถมด้านหลังยังมีระเบียงให้ออกไปดูวิวเขาได้อีกต่างหาก ภายในห้องมีทั้งชุดรับแขก เตียงคิงไซส์ และห้องน้ำที่กว้างมากๆ ที่ตั้งของที่นี่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวมาก อยู่ห่างจากชุมชนพอสมควร ทางเข้าโรงแรมยังเป็นถนนลูกรัง พนักงานแจ้งว่าโรงแรมเพิ่งกลับมาเปิดให้บริการได้ไม่นาน สภาพโรงแรมกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆจึงอาจจะไม่เต็มร้อยนัก เช่น น้ำไหลค่อนข้างเบา ประตูเลื่อนบางบานอาจตกร่องบ้าง บางจุดอาจจะดูโทรมบ้าง แต่ในภาพรวมก็ถือว่าสะดวกสบายมากพอ และมีอาหารบริการทำให้ไม่ต้องออกไปหาร้านกินข้างนอก อ่อ! ขออนุญาตเตือนนิดนึงว่าด้วยความที่โรงแรมอยู่ใกล้ภูเขาหินปูนซึ่งถูกกัดเซาะจนมีหลุมมีแอ่งให้น้ำขัง จึงทำให้ที่นี่ยุงเยอะมาก อย่าลืมพกสเปรย์กันยุงกันมาด้วยนะครับ โชคดีที่เราเข้าพักโรงแรมหลังจากช่วงหยุดยาว บรรยากาศจึงสงบมาก มีเพียงนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่กี่คนในโรงแรมเท่านั้น หาดด้านหน้าโรมแรมก็เงียบสงบมากเช่นกัน แต่ด้วยสภาพหาดกึ่งทรายกึ่งโคลน จึงเหมาะแก่การเดินเล่นมากกว่าลงไปนอนอาบแดดหรือเล่นน้ำ (โรงแรมก็มีสระน้ำริมหาดให้บริการ) ในภาพรวม Hansar Pranburi แห่งนี้เหมาะกับคนที่แสวงหาความสงบเป็นส่วนตัวเพื่อพักผ่อนเติมพลังชีวิตด้วยธรรมชาติที่งดงามราวภาพเขียน หรือเพื่อปล่อยใจทบทวนชีวิต หรือเพียงเพื่อนั่งทำงานเงียบๆ แต่หากคุณคาดหวังความหรูหรา และการบริการไร้ที่ติแบบโรงแรม 5 ดาว ที่นี่อาจจะไม่ตอบโจทย์ของคุณ สำหรับชาว #hopsters ที่อ่านมาจนใกล้จบบทความนี้ เราอยากจะแถมโบนัสให้สักนิด หากคุณตัดสินใจจะมาใช้บริการที่นี่แบบเดียวกับเรา เรา strongly recommend ให้ตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า เพราะแสงสีทองที่ฉาบขอบฟ้านั้นร่ายมนตร์ทำให้วิวที่สวยมากๆอยู่แล้ว ยิ่งมหัศจรรย์ขึ้นไปอีก และภาพนี้จะตราตรึงใจคุณไปอีกนานแสนนาน สรุปความประทับใจกับหรรษา ปราณบุรี วิว 5 ดาว (ว้าวสุดๆถ้ามีมากกว่า 5 ก็ให้เต็มแบบไม่หัก) โลเคชั่น 4.5 ดาว (เป็นส่วนตัวมากๆ หัก 0.5 เพราะทางเข้าลูกรัง) สิ่งอำนวยความสะดวก 3.5 ดาว (อ่านในโพสต์) บริการ 4 ดาว (พนักงานอัธยาศัยดีมาก แต่ขาดความรู้เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว) ความสะอาด 4 ดาว อาหาร 4 ดาว (รสชาติดีแต่ตัวเลือกน้อย และอาหารเช้ายังไม่ประทับใจ) ความคุ้มค่า 4 ดาว (สำหรับราคาโปรโมชั่น) . รีวิวโรงแรม Hansar Pranburi หรรษา ปราณบุรี จองห้องพักได้ที่นี่ BOOK NOW . FB/IG/TikTok: @hoparound.co YouTube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #SamRoiYod #LetsHoparoundThailand #LetsHoparound #LetsHoparoundPrachuapkhirikhan #เที่ยวไทย #เที่ยวสามร้อยยอด#ไทยเที่ยวไทย #เที่ยวไทยเท่ #เที่ยวประจวบ #ประจวบคีรีขันธ์ #เที่ยวทะเล #วิธีไปถ้ำพระยานคร #วิธีไปเขาสามร้อยยอด #ถ้ำพระยานคร #UnseenThailand #Prachuapkhirikhan #อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด #อุทยานแห่งชาติ #ภูเขา












