top of page
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger

Search Results

128 results found with an empty search

  • The St. Regis Bangkok อิ่มเอมประสบการณ์ ณ โรงแรมระดับตำนานแห่งนิวยอร์ค เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ

    The St. Regis Bangkok อิ่มเอมประสบการณ์ ณ โรงแรมระดับตำนานแห่งนิวยอร์ค วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไปลิ้มลองประสบการณ์ Staycation อันหรูหราและเอร็ดอร่อยกับแพ็คเก็จ Gastronomic Stay แสนคุ้มค่า มัดรวมกันมาให้ทั้งห้องพัก อาหาร และเครื่องดื่ม ณ โรงแรม St. Regis Bangkok กันครับ จองห้องพักได้ที่นี่ A Brief History ปูพื้นกันซักนิด โรงแรม St. Regis ดั้งเดิมที่ New York นั้นเป็นผลงานของ J.J. Astor บุรุษคนดังในแวดวงสังคมชั้นสูงแห่งยุค Guilded Age เขาเป็นทั้งนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นายทหารยศพันเอก นักประดิษฐ์คิดค้นผู้มีวิสัยทัศน์ และชายผู้มั่งคั่งที่สุดบนเรือ Titanic ก่อนที่จะจมลงไปพร้อมกับเรือสู่ทะเลอันหนาวเหน็บในปี 1912 เมื่อตอนเปิดตัวบนถนน Fifth Avenue ในปี 1904 อาคาร St. Regis กลายเป็นโรงแรมที่สูงที่สุดในอเมริกาด้วยความสูง 18 ชั้นในสไตล์ French Beaux-Arts อันงดงามและยังขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในโรงแรมที่ทั้งหรูและล้ำที่สุดอีกด้วย เพราะทุกๆห้องนั้นมีโทรศัพท์เป็นของตัวเองในยุคที่โทรศัพท์ยังคงเป็นเทคโนโลยีใหม่และราคาแพงเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเอื้อมถึง ส่วนชื่อ St. Regis นั้น J.J. Astor เลือกตามคำแนะนำของหลานสาวที่นำมาจากชื่อของทะเลสาบ Upper St. Regis Lake ทางตอนเหนือของรัฐ New York ซึ่งก็ถูกตั้งตามชื่อนักบุญชาวฝรั่งเศสผู้โอบอ้อมอารีมาอีกทอดหนึ่ง ในวันนี้แบรนด์ St. Regis มีอายุ 118 ปีแล้ว และได้ต้อนรับแขกระดับ VVIP ของโลกในทุกวงการมานับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นผู้นำประเทศ นักธุรกิจ ศิลปิน ดารา ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญมาหลายยุคสมัย ผ่านความเปลี่ยนแปลง และสร้างประวัติศาสตร์มาครั้งแล้วครั้งเล่า ปัจจุบัน St. Regis นั้นมี Property ในกว่า 60 โลเคชั่นทั่วโลกภายใต้การดูแลในเครือ Marriot เพื่อนๆรู้ไหมครับว่า Bloody Mary เครื่องดื่ม Cocktail สุดคลาสสิคที่มีอยู่ในแทบทุกบาร์ทั่วโลกก็มีต้นกำเนิดจากโรงแรมแห่งนี้นี่เอง จนกลายเป็นธรรมเนียมว่า St. Regis ทุกแห่งในโลกนั้นต้องมี Bloody Mary ในเวอร์ชั่นตัวเอง และสำหรับที่กรุงเทพนั้นก็มี Siam Mary เพื่อนๆลองสั่งมาชิมกันดูนะครับ The Arrival St. Regis Bangkok นั้นตั้งอยู่บนถนนราชดำริในทำเลที่เลอค่าที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ นอกจากจะติดสถานี BTS และอยู่ใกล้แยกราชประสงค์เพียงไม่กี่ก้าวแล้ว ฝั่งตรงข้ามยังเป็นราชกรีฑาสโมสร พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่มีทั้งสนามกอล์ฟและสนามแข่งม้า จึงทำให้ St. Regis Bangkok นั้นได้ “The Best Of Both Worlds” ทั้งความสะดวกใจกลางเมืองและความเขียวขจีแบบ Exclusive พร้อมๆกัน เราเทียบรถที่ทางเข้าตึก แล้วพนักงาน Porters ก็ช่วยลำเลียงสัมภาระของเราลงจากรถพร้อมเสนอบริการ Valet Parking ให้ บรรยากาศโถงชั้นล่างของตึกนั้นดูโอ่อ่าสวยงาม ที่นี่เน้นการใช้งานผ้าลวดลายอ่อนช้อยต่างๆมาบุประดับผนังโดยจะพบสิ่งนี้ได้ทั่วโรงแรมเลยครับ เราอ่านเจอมาว่าที่ St.Regis ดั้งเดิมที่ NYC ก็ใช้ผ้าไหมบุผนังเช่นกัน ก็เลยเดาเอาว่าน่าจะเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของแบรนด์ ส่วน Lobby ของโรงแรมนั้นอยู่บนชั้น 12 ซึ่งเราต้องกดลิฟท์ขึ้นไปเพื่อเช็คอิน ขั้นตอนทุกอย่างราบรื่นดีครับ พนักงานต้อนรับดูแลเราอย่างดี และพาเราขึ้นไปส่งเพื่อแนะนำห้องพักด้วย Our Room ที่ St. Regis Bangkok นั้นมีห้องพักทั้งสิ้น 227 ห้องพัก (ไม่รวม Owner’s Penthouse ขนาด 800 ตร.ม.) และแบ่งเป็นประเภทต่างๆถึง 12 Room Types โดยมีขนาดตั้งแต่ 45-250 ตร.ม. หนึ่งในห้องพักที่ Popular ที่สุดก็คือห้องพักของเรานั่นเอง (หมายเลข 1624) ห้องนี้มีชื่อว่า Caroline Astor Suite ทั้งโรงแรมมีอยู่ทั้งหมด 14 ห้องซึ่งเป็นห้องมุมของชั้นต่างๆ ทำให้เทควิวทั้งฝั่งสนามราชกรีฑาสโมสรแบบ 180 องศา และฝั่งเมืองแยกราชประสงค์แบบเต็มตา พื้นที่ 90-115 ตร.ม. (แล้วแต่ชั้น) ของห้อง Caroline Astor Suite นั้นถูกจัดสรรให้เป็นสัดส่วนดีมากๆ เริ่มตั้งแต่ Foyer โถงทางเข้าห้องและห้องน้ำสำหรับแขก ถัดไปอีกก็เป็นห้องนั่งเล่น/ห้องรับแขกที่กว้างมากแถมได้วิวเมืองผ่านกระจกบานโตอีกด้วย หันกลับเข้ามาอีกฝั่งของห้องก็เป็น Study Area ให้นั่งทำงานได้สบายๆ จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องนอนเพื่อพบกับเตียง King Size พร้อมวิวเขียวขจีของสนามกอล์ฟฝั่งตรงข้ามแบบจุใจ ยังไม่พอครับ เดินทะลุ Walk-In Closet เข้าไปโซนห้องอาบน้ำก็ยิ่งน่าประทับใจ เพราะเราสามารถแช่อ่างใบใหญ่ไปพร้อมๆกับชมวิวอันสวยงามได้เลย อีกอย่างที่เป็นจุดเด่นของ St. Regis ก็คือการที่มี Butler (On Call) มาให้บริการครับ เพื่อนๆสามารถโทรขอบริการ Butler ได้ 24 ชั่วโมงเลย เราขอให้พี่ Butler มาช่วย Unpack กระเป๋า และเตรียมอ่างอาบน้ำให้เราด้วย แต่ช่วงนี้โรงแรมเพิ่งกลับมาเปิดให้บริการหลังโควิด พนักงานยังไม่ครบทุกตำแหน่ง Butler คนหนึ่งอาจต้องดูแลหลายห้อง ก็ต้องใจเย็นกันนิดนะครับ เราแนะนำให้นัดพี่ๆเค้าล่วงหน้าจะดีที่สุดครับ พรรณนาความดีงามของห้องมาเยอะเลย เพื่อนๆอาจจะสงสัยว่าแล้ว Caroline Astor คือใครกัน ทำไมถึงต้องเอามาตั้งเป็นชื่อห้องด้วยนะ เราขอเฉลยว่าเธอคือคุณแม่ของ J. J. Astor ผู้ก่อตั้ง St. Regis นั่นเองครับ และเธอก็เป็นสตรีผู้ทรงอิทธิพลอย่างมากในยุคนั้นอีกด้วย ถึงขนาดจัดงาน Caroline’s 400 ของตัวเอง โดยเลือกเชิญเฉพาะบุคคลหัวกะทิในแวดวงต่างๆของสังคม New York จำนวนถึง 400 คน ในตอนนั้นบรรดาคนดังต่างก็ใฝ่ฝันว่าจะได้รับเชิญ แต่ Caroline เท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ ในปัจจุบัน Caroline’s 400 นั้นกลายเป็นชื่อกลิ่นน้ำหอมประจำโรงแรม St. Regis ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลิ่นไม้หายากในห้อง Ballroom ของเธอ เจือด้วยกลิ่นดอกกุหลาบสายพันธุ์ American Beauty ที่เธอหลงไหล Pool สระว่ายน้ำของ St. Regis Bangkok นั้นอยู่บนชั้น 15 ขนาดไม่ใหญ่มาก เน้นให้ลงเล่นแบบเพลินๆมีโซนที่มีหัวเจ็ทนวดตัวให้ด้วยนะครับ หรือถ้าไม่อยากลงน้ำเราสามารถสั่งเครื่องดื่มมาจิบขณะนั่งพักผ่อนริมสระ พร้อมชมวิวไปพลางๆก็ได้ บริเวณสระมีพนักงานคอยให้บริการแบบใส่ใจดีมากเลยครับ Clinique La Prairi นี่คือมุมลับที่เราโปรดปรานมากที่สุดในโรงแรมเลย Clinique La Prairie นั้นเป็นแบรนด์คลีนิคความงามและสุขภาพชั้นยอดระดับตำนานจากสวิสเซอร์แลนด์ และที่นี่ก็เป็นสาขานอกยุโรปแห่งแรกของแบรนด์ (St. Regis Bangkok ของเราไม่ธรรมดาจริงๆ) สิ่งที่ดีที่สุดก็คือแขกของโรงแรมทุกคนสามารถเข้ามาใช้ Wet Facilities ของที่นี่ได้ฟรีตลอดการเข้าพักเลยครับ แต่แทบไม่มีใครรู้! ภายในเหมือนกับเราอยู่ใน Private Onsen แบบ High End เลยครับมีทั้งบ่อจากุซซี่น้ำเกลือร้อน บ่อ Cold Plunge พร้อม Cold Waterfall Shower ห้อง Rasul ห้อง Steam ทางเดินนวดเท้าด้วยหิน และ Smart Shower ที่สามารถตั้งโปรแกรมเวลาและอุณหภูมิได้ บอกเลยว่าฟินมากทั้งในเรื่องคุณภาพและความเป็นส่วนตัว ในระหว่างที่เข้าใช้บริการเราแทบไม่เจอแขกคนอื่นเลย Epic Dinner Buffet at Viu สำหรับเพื่อนๆที่จองมาในแพ็คเก็จ Gastronomic Stay ก็จะมีดินเนอร์แสนอร่อยรวมอยู่ในแพ็คด้วย หากเข้าพักในวันอาทิตย์-พฤหัสฯ ทางห้องอาหาร Viu (วูว์) ก็จะเสิร์ฟเป็นเซ็ตดินเนอร์ 7 Course แต่หากเพื่อนๆเข้าพักวันศุกร์-เสาร์เหมือนกับเรา ก็จะเจอกับ Epic Dinner Buffet สุดอลังการ (ปกติราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2,500++ บาทต่อหัวนะครับ) โดยจะมีดาวเด่นเป็น Lobster ให้คนละ 1 ตัว สามารถแบ่งครึ่งให้เชฟปรุงได้ 2 แบบ ส่วนไลน์ Buffet ก็จะมีทั้งอาหารทะเลพรีเมี่ยมสดๆ ชาชิมิ เนื้อสตริปลอยน์ หมูคุโรบุตะ ซี่โครงแกะ ฮามอน อิเบอริโก้ ชีสนานาชนิด อาหารไทย ญี่ปุ่น ยุโรป ทั้งคาวและหวานมาครบหมดครับ เราอิ่มอร่อยกันมากจนต้องขอชา Peppermint มาตบท้ายเพื่อช่วยให้ท้องรู้สึกเบาขึ้นซักนิดก่อนกลับไปที่ห้อง Turn Down เราชอบห้องของเรามากครับ ความสวยงาม สะดวกและกว้างขวางทำให้เราอยากใช้เวลาที่ห้องนานๆ ที่สำคัญคือวิวในแต่ละช่วงเวลาของวันนั้นมีเสน่ห์ไม่เหมือนกันเลย ตอนฝนตกก็เป็นมู้ดที่สวยไปอีกแบบ หลังดินเนอร์มื้อใหญ่จบไป เราก็กลับมาพบกับห้องที่ Turn Down เสร็จเรียบร้อยแล้ว คืนนี้เราน่าจะนอนหลับกันสบายเลย อ่อ! อย่าไปเผลอปิด Master Switch ที่ประตูทางเข้าห้องนะครับ ไม่งั้นแอร์จะไม่ทำงาน เราเองก็งงอยู่นานจนต้องเรียก Butler มาช่วย Gym ตื่นเช้ามาวันนี้ เราขอฮึบออกกำลังกันก่อนเลย ยิมของ St. Regis Bangkok ครบและทันสมัยมากครับ ที่นี่ใช้เครื่องออกกำลังกายแบรนด์ TechnoGym ไม่ว่าจะเน้นเบิร์นไขมัน เพิ่มความยืดหยุ่น หรือสร้างกล้ามเนื้อทั้งแบบใช้เครื่องและยกเวทก็มีครบ รวมถึงเวทีมวยขนาดย่อมให้ซ้อมชกด้วย และที่สำคัญคือมีเทรนเนอร์อยู่ประจำคอยแนะนำการใช้อุปกรณ์และองศาท่าที่ถูกต้อง และหากอยากจัด Session ส่วนตัวก็สอบถามทางโรงแรมเพิ่มเติมได้เช่นกัน Breakfast Buffet ท้องเริ่มหิวแล้ว เรารีบอาบน้ำแต่งตัวไปเพื่อเพิ่มพลังกันต่อเลยครับ เรากลับมาที่ห้องอาหาร Viu อีกครั้งในบรรยากาศบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าซึ่งรวมอยู่ในแพ็คเก็จ Gastronomic Stay ด้วยเช่นกัน ทุก Station เต็มพรึ่บไปด้วยอาหารทุกหมวดหมู่ หลายสัญชาติ รวมไปถึงเครื่องดื่มและผลไม้ด้วย ให้รูปเล่าเรื่องก็แล้วกันนะครับ เราชอบครัวเปิดตรงกลางที่ทำให้เราได้ Enjoy ดูเชฟง่วนทำอาหารเสิร์ฟแขกนับร้อยกันอย่างขะมักขเม้น มีชีวิตชีวามากครับ นอกจากอาหารบนไลน์ Buffet แล้วอาหารไทยๆอย่างข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ไข่เจียวหมูสับ หรือก๋วยเตี๋ยวก็มีให้สั่งได้เช่นกัน Wrapping Up Our Stay เราใช้เวลาแค่เพียง 1 คืนที่นี่ แต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆที่น่าประทับใจครับ แบรนด์ St. Regis นั้นจัดอยู่ในประเภท Classic Luxury ภายใต้เครือ Marriot ซึ่งมีความ Heritage และดูภูมิฐานเป็นผู้ใหญ่ ก็จะเหมาะกับคนที่ชอบสไตล์นี้ครับ ส่วนเรื่องการบริการนั้นแบรนด์น่าจะการันตีได้อยู่แล้วว่าอยู่ในระดับ 5 ดาวตามมาตรฐานสากล แม้พนักงานจะยังกลับมาไม่ครบทุกตำแหน่ง แต่ทุกคนก็บริการด้วยใจอย่างเต็มที่ สิ่งที่เราประทับใจที่สุดก็คือห้องพักของเราและ Wet Facilities ใน Clinique La Prairie ที่เราเข้าไปใช้ได้ฟรีเลย สำหรับอาหารก็มีความหลากหลายและให้ของคุณภาพดี หากเพื่อนๆใช้สิทธิ์แพ็คเก็จ Gastronomic Stay ก็เท่ากับได้ทั้งห้องพัก อาหาร เครื่องดื่ม (และ Swiss Onsen) เราคิดว่าคุ้มมากครับ จองห้องพักได้ที่นี่ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม For more information ☎️ 02-207-7777 📩 reservation.bangkok@stregis.com #GastronomicStay #StRegisBangkok #LiveExquisite #LetsHoparound #Bangkok

  • The Ritz-Carlton Maldives, Fari Islands เดอะริทซ์-คาร์ลตัน มัลดีฟส์ หมู่เกาะฟารี

    The Ritz-Carlton Maldives, Fari Islands เกาะสวรรค์มหัศจรรย์ฝีมือมนุษย์ ณ North Malé Atoll แนวปะการังรูปวงแหวนบนปากปล่องภูเขาไฟเก่าในมหาสมุทรอินเดียนั้นมีหมู่เกาะ Fari (ประกอบด้วยเกาะทั้งหมด 4 เกาะ) ที่งดงามราวกับธรรมชาติจงใจมาปั้นแต่งเอาไว้ เพียงแต่ผู้ที่ปั้นแต่งหมู่เกาะ Fari นั้นไม่ใช่ธรรมชาติ แต่เป็น Pontiac Land Group บริษัทพัฒนาอสังหาฯสัญชาติสิงคโปร์ที่ตั้งใจถมทะเลสร้างเกาะสวรรค์บนผืนน้ำสีเทอร์คอยส์ของมัลดีฟส์โดยให้เป็นที่ตั้งของโรงแรมหรูมากๆถึง 3 แบรนด์นั่นก็คือ Capella, Patina (แบรนด์น้องใหม่จาก Capella) และ The Ritz-Carlton (แบรนด์สูงสุดของเครือ Marriott) ซึ่งเรากำลังจะพาเพื่อนๆไปสำรวจกันนั่นเอง จองห้องพักได้ที่นี่ มิถุนายน 2021 คือเดือนที่ Ritz-Carlton Maldives, Fari Islands ได้เปิดตัวขึ้นอย่างเป็นทางการ ดังนั้นนอกจากความหรูแล้ว ที่นี่ยังได้ความใหม่เอี่ยมอีกด้วย และที่น่าตราตรึงใจยิ่งขึ้นไปอีกก็คือรีสอร์ทแห่งนี่เป็นผลงานออกแบบชิ้นสุดท้ายของคุณ Kerry Hills สถาปนิกระดับตำนานผู้ออกแบบโรงแรมหรูมานับไม่ถ้วนทั่วโลก ก่อนที่เขาจะลาโลกไปในเดือนสิงหาคม 2018 ใช่แล้วครับ แม้แต่เขาเองก็ยังไม่ได้มีโอกาสให้เห็นโปรเจ็คท์นี้แบบเสร็จสมบูรณ์เลย ตัวรีสอร์ทถูกออกแบบให้มีโมเดิร์นเรียบหรู ด้วยสีสันและเส้นสายที่สะอาดตา ทีมคุณ Kery Hills เลือกใช้รูปทรงเรขาคณิตที่เข้าใจง่ายแต่ก็มีรายละเอียดที่โดดเด่น วิลล่าส่วนใหญ่จากทั้งหมด 100 หลัง (เลขสวยจำง่ายมาก) ซึ่งมีทั้งแบบ Beach Front และ Overwater นั้นถูกดีไซน์ให้เป็นทรงกลมเพราะได้แรงบันดาลใจมาจากกลอง Beru ท้องถิ่นของมัลดีฟส์นั่นเอง การเดินทาง ครั้งนี้เราเลือกสายการบิน SriLankan Airlines เป็นสายการบินประจำชาติของศรีลังกาและเป็นสายการบินสมาชิกของพันธมิตรสายการบิน Oneworld ซึ่งเราประทับใจการบริการ คุณภาพ รสชาติอาหารมาก แต่จะเสียเวลาเปลี่ยนเครื่องประมาณ 2 ชั่วโมงที่เมือง Colombo Sri Lanka นะครับ แต่โดยรวมแล้วเราชอบมาก เครื่องบินใหม่ มีจอทีวีหนัง เพลงอัพเดทมาก เบาะกว้าง ไม่อึดอัด เสิร์ฟอาหารอร่อยด้วย พอเราลงที่สนามบิน Velana International Airport เราก็เดินทางต่อไปที่รีสอร์ทกันโดยเรือ Speed Boat โดยใช้เวลานั่ง 45 นาทีโดยประมาณก็จะถึง The Ritz-Carlton Maldives, Fari Islands เลยครับ ค่าเครื่องบินไปกลับ กรุงเทพ-มาเล่ คนละ THB 16,XXX ค่าเรือ Shared Luxury Boat ไปกลับ คนละ USD 500++ ค่าเรือ Private Luxury Boat ไปกลับ ลำละ USD 2,800++ ค่าเรือ Private Luxury Yacht ไปกลับ ลำละ USD 7,100++ ค่าเครื่องบิน Shared Seaplane ไปกลับ คนละ USD 1,400++ ค่าเครื่องบิน Private Seaplane ไปกลับ ลำละ USD 9,500++ The Arrival รีสอร์ทแห่งนี้อยู่ห่างจากสนามบิน Velana International Airport ไปทางเหนือประมาณ 45 กิโลเมตร ประมาณ 1 ชั่วโมงบนเรือสปีดโบ้ท หรือแค่เพียง 10-15 นาทีบน Sea Plane เท่านั้น หลังจากที่มาถึงแล้วสิ่งที่แขกจะได้รับก็คือความเป็นส่วนตัวแต่ก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งวิลล่าของเราด้วยนะครับ เพราะบางมุมของเกาะก็จะมีเรือรับส่งแขกวิ่งผ่านไปมา ถ้าต้องการความเป็นส่วนตัวแบบจริงจัง แนะนำให้ย้ำกับทาง Reservations ตอนจองห้องเพื่อเลือกวิลล่าหลังที่หลบสายตาคนที่สุด แต่ไม่ว่าจะอยู่วิลล่าหลังไหน สิ่งที่ไม่น่าเป็นห่วงคือการบริการครับ เพราะที่ Ritz-Carlton นั้นแน่นอนว่าพิเศษเหนือระดับอยู่แล้ว Villa ทุกหลังจะมี “Aris Meeha” หรือ Butler ประจำตลอด 24 ชั่วโมง Resort Map ที่นี่จะแบ่งเป็น 4 เกาะตามแผนที่เลยครับ Our Villa No.128 จากนั้นคุณ Novita (Butler ของเรา) ก็พามาเช็คอินที่ห้องของเรา โดยเค้าอัพเกรดให้เป็นห้อง Sunset Beach Pool Villa แต่หลังจากนี้เราขอย้ายกลับไปห้องที่จองมาครับ เพราะคุณแม่อยากนอนห้องแบบ Overwater Pool Villa Sunset มากกว่า เรามาดูห้องพักของเรากันดีกว่า ห้องนี้ชื่อ Sunset Beach Pool Villa ขนาดใหญ่ 155 ตร.ม. สามารถนอนได้สูงสุดผู้ใหญ่ 3 คน มีทางลงหาดด้านหน้า มีห้องอาบน้ำแต่งตัวแบบ walk in closet ห้องส้วม ราวแขวนเสื้อที่ใหญ่มากกกก มินิบาร์ที่นี่ก็ฟรีทั้งหมด ยกเว้นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ มีของต้อนรับ มีทีวี มีลำโพง มีสระว่ายน้ำและพื้นที่นั่งพักผ่อนขนาดใหญ่ใช้ได้เลย Minibar รายการขนมและเครื่องดื่มทั้งหมดจะรวมอยู่ในราคาค่าห้องแล้วนะครับ ยกเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยจะเติมวันละ 1 ครั้งครับ ราคาห้องพักที่เราจองมาจะรวม Welcome in-villa amenity Daily turndown service and amenities Pressing Service at our courtesy on the day of arrival, up to 8 pieces per villa WIFI high-speed internet access in-villa and all public areas 24 hours Aris Meeha , your island butler for personalized experiences At our courtesy, non-alcoholic beverages and sweet & savory snacks in the honor-bar At our courtesy shared boat within the Fari Islands archipelago, as per the schedule Access to daily Resort activities, as per schedule Access to the fitness center, sauna & steam bath at our recreation area Access to the Ritz Kids area and daily activities calendar (for activities outside the daily schedule a charge applies) Access to Tennis court (Tennis Pro available for coaching at a fee) Non-motorized watersports activities: Stand Up Paddleboard / Kayak / Windsurfing / Catamaran Bathroom and Walk In Closet มาดูห้องน้ำกันดีกว่าครับห้องน้ำที่นี่ใหญ่มากๆ แบ่งเป็นโซน His & Her ราวแขวนผ้าคือยาวสุดๆ แขวนได้เป็นสิบๆ ชุดเลย ส่วน Amemities ของที่นี่ใช้ของ Bamford แบรนด์หรูที่เน้นความยั่งยืนจากอังกฤษนะครับ Pool Area and Beach Access บริเวณด้านนอกวิลล่าของเราก็มีโซฟา โต๊ะ เก้าอี้อาบแดด และมีทางเดินลงหาดเล่นน้ำได้เลย แต่โซนนี้ยุงจะเยอะนิดนึงนะครับ Move to Villa No.306 วันต่อมาเราได้ย้ายมาที่ห้องพัก Overwater Pool Villa Sunset เป็นห้องพักขนาดใกล้เคียงกับห้องแรก แต่ห้องนี้พิเศษตรงที่อยู่เหนือน้ำทะเล เราสามารถกระโดดลงไปว่ายน้ำดูปลาได้เลย แถมยังตื้นมากด้วยรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติสุดๆ Breakfast serve at La Locanda อาหารเช้าที่นี่เสิร์ฟเป็นแบบ Buffet และ A la carte มีครบมากครับทั้งอาหารเอเชียอาหารฝรั่งอาหารพื้นเมืองมัลดีฟ แต่สำหรับเรา เราชอบพวกเบเกอรี่มาก Restaurants ที่นี่มีร้านอาหารคอยเสิร์ฟความอร่อยให้กับเราถึง 7 ร้าน 7 สไตล์ (อย่าพลาดอาหารเลบานอนผสมอินเดียตอนเหนือที่ร้าน Arabesque นะครับ ปกติเราไม่ใช่แฟนอาหารอินเดียเลย ยังอร่อยติดใจมาจนถึงทุกวันนี้) และยังมีบาร์อีก 2 แห่ง EAU BAR ห้องอาหารสไตล์บีชคลับที่เสิร์ฟตั้งแต่อาหารทะเลสด ไปจนถึงพิซซ่าและดริ้งค์ต่างๆ LA LOCANDA ห้องอาหารเช้า และ อาหาร Southern Italian BEACH SHACK ห้องอาหารชิลๆสไตล์ Mediterranean เน้นจานแชร์ง่ายๆ ARABESQUE เป็นห้องอาหารเลบานอน ผสมอาหารอินเดีย SUMMER PAVILION ห้องอาหารจีน Cantonese เปิดเฉพาะมื้อเย็น IWAU ห้องอาหารญี่ปุ่น TUM TUM รถฟู้ดทรัคง่ายๆ สไตล์เอเชีย เปิดเฉพาะตอนเที่ยง ตั้งอยู่บนเกาะ Fari Marina Boutique หากใครยังจัดเสื้อผ้ามาไม่พร้อม ต้องมาแวะช็อปที่นี่ครับ The Boutique เค้าคัดสรรสินค้าแฟชั่นและแบรนด์เนมมาจากทั่วโลกรวมไปถึงแบรนด์โลคัล แบ่งเป็นส่วนของผู้ชาย ผู้หญิงและเด็ก ร้านตั้งอยู่ติดกับห้องอาหาร LA LOCANDA นะครับ บอกเลยว่าถูกจริตเราสุดๆ The Ritz-Carlton SPA Pool สระว่ายน้ำส่วนกลางของที่นี่ตั้งอยู่บริเวณบาร์ EAU BAR สามารถมานั่งรีแล็กซ์ได้ทั้งวันทั้งคืนเลยครับ ตกเย็นก็จะมีแสดงโชว์สั้นๆ Defining Moment พร้อมชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปพร้อมๆกันด้วย Defining Moment at EAU BAR Art สิ่งที่เราประทับใจที่สุดน่าจะ Vibe ของ “ความอาร์ท” ที่ทำให้ใจของเราระริกได้ตลอด นอกจากตัวรีสอร์ทและเกาะจะเป็นผลงานการดีไซน์ชั้นสูงในตัวอยู่แล้ว ที่เกาะ Fari Islands นี้มีการจัดแสดงงานศิลปะอยู่หลายจุด รวมไปถึงประติมากรรมทรงลูกบาศก์เรียบเท่อันเป็นอนุสรณ์เล็กๆเพื่อระลึกถึงคุณ Kerry Hills ด้วย Fari Marina Village นอกจากรีสอร์ทแล้ว ที่ Fari Islands ยังเป็นที่ตั้งของ Fari Marina Village ที่เป็นเหมือนชุมชนไฮเอ็นด์ส่วนกลางให้กับแขกของรีสอร์ททั้ง 3 ได้มาเพลินเพลินอย่างมีรสนิยม ทั้งในเรื่องอาหารการกิน ดนตรี ช้อปปิ้ง ความรู้ ศิลปะ ไปจนถึง Marina สำหรับจอดเรือยอทช์ เพราะที่นี่มีทั้ง Fari Beach Club ร้านอาหารหลากหลายสไตล์ ร้านค้าแบรนด์หรู ศูนย์ Marine Biology และที่เราชอบมากๆก็คืองาน Art Installation โดย James Turell ศิลปินผู้โด่งดัง เจ้าของผลงานห้องดูท้องฟ้าที่มีอยู่ในหลายๆมิวเซียมทั่วโลก สรุปความประทับใจ สำหรับเรื่องราคานั้นหากตัดสินใจจะมาเที่ยว Maldives เพื่อนๆก็คงได้ทำใจไว้ประมาณนึงอยู่แล้วเนอะว่าค่าครองชีพและค่าเดินทางนั้นค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเพื่อมาพักรีสอร์ทระดับ Ultra Luxury อย่าง Ritz-Carlton ด้วย แต่เป็นราคาสูงที่สมเหตุสมผลนะครับ คือเค้าต้องสร้างเกาะขึ้นมาใหม่ทั้งหมด การออกแบบก่อสร้างก็น่าจะยากลำบากพอตัว การบริหารจัดการวางระบบต่างๆ ไปจนถึงการเทรนพนักงานเพื่อให้ได้ตามมาตรฐาน Ritz-Carlton ก็คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แถมแต่ละวันยังต้องขนส่งข้าวของและวัตถุดิบหลายอย่างมาจากแดนไกลเพราะหาไม่ได้บนเกาะอีกด้วย พอมาทบทวนดูดีๆมันน่าทึ่งมากที่ Maldives กลายมาเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวระดับไฮเอ็นด์ได้อย่างรวดเร็ว จากต้นยุค 70s ที่ George Corbin เอเจ้นต์ท่องเที่ยวชาวอิตาเลียนพานักท่องเที่ยวกลุ่มแรกมายังหมู่เกาะที่แทบไม่มีใครรู้จักและไม่มีรีสอร์ทเลยมาจนถึงวันนี้นั้น ต้องบอกว่า Maldives มาไกลมากจริงๆครับ Maldives นั้นมีโรงแรมที่หรูหราในระดับใกล้เคียง Ritz-Carlton อยู่หลายแห่ง การแข่งขันในตลาด Luxury ค่อนข้างสูงทีเดียว แต่ละแบรนด์ก็ล้วนพยายามตอบโจทย์ที่ต่างกันไป เราคิดว่า Ritz-Carlton นั้นสามารถนำเสนอคุณค่าและรสชาติที่แตกต่างในตลาดได้อย่างสมศักดิ์ศรีครับ และเราก็มีความสุขกับประสบการณ์เข้าพักที่ Ritz-Carlton Maldives ในครั้งนี้มาก โดยเฉพาะการที่เราได้มาที่นี่กับครอบครัว หากเพื่อนๆกำลังมองหาที่พักผ่อนติดทะเลที่ทั้งสงบเป็นส่วนตัวในบรรยากาศงานดีไซน์ที่เรียบหรู ใช้เวลาว่างไปกับการปล่อยอารมณ์ อ่านหนังสือ ทบทวนชีวิต ดำน้ำดูปลาดูปะการัง หรือปั่นจักรยานเล่นรอบเกาะ ไม่ว่าจะมากับครอบครัว คู่รัก หรือเพื่อนสนิทเราก็ขอแนะนำที่นี่เลยครับ จองห้องพักได้ที่นี่ #LetsHoparound #Hopstay #Maldives #RCMemories #EmbraceIslandLife #FariIslands

  • Beijing เที่ยวปักกิ่ง ยิ่งใหญ่และใหม่มาก

    Let's Hoparound Beijing รีวิวเที่ยวปักกิ่งด้วยตัวเอง ยิ่งใหญ่และใหม่มาก นานแสนนานที่เราแอบเล็งไว้ว่าอยากจะมาเยี่ยมชมมหานครปักกิ่งสักครั้ง เราจึงตื่นเต้นกับทริปปักกิ่งครั้งแรกนี้ของเราเป็นพิเศษ แม้จะเป็นทริปสั้นๆเพียง 4 วัน 3 คืน แต่เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีนแห่งนี้ก็ทำให้เราประทับใจเกินคาดไปมาก ต้องใช้คำว่าเมืองเค้าเกรียงไกรจริงๆนะครับ เอาแค่เรื่องประวัติศาสตร์ก็สามารถย้อนกลับไปได้ไกลกว่า 3,000 ปีโน่นแน่ะ และถึงจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยปักกิ่งก็ยังคงยืนหนึ่งเป็นศูนย์กลางทั้งด้านการเมือง วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการศึกษาของประเทศจีน มหาอำนาจอันดับ 2 ของโลก บ้านเมืองนี้จึงเต็มไปด้วยเรื่องราวและความเปลี่ยนแปลงไม่รู้จบ ด้วยประชากรกว่า 22 ล้านคนที่เป็นแรงขับเคลื่อนทำให้เมืองใหญ่เมืองนี้มีอะไรใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา มาเถอะ เราจะพาไปสำรวจแบบรวบรัดกันดูว่าปักกิ่งในปี 2024 นั้นจะมีโฉมหน้าเป็นยังไงบ้าง โรงแรมพาร์คไฮแอท ปักกิ่ง (Park Hyatt Beijing) 北京柏悦酒店 รอบนี้เราเลือกนอนกันที่โรงแรม Park Hyatt Beijing แบรนด์ท็อปเทียร์ของเครือ Hyatt ที่นี่เป็นโรงแรมแบรนด์ Park Hyatt แห่งแรกที่เปิดให้บริการในจีน แค่ชื่อก็น่าจะการันตีความดีงามได้โดยแทบไม่ต้องอธิบายอะไรแล้ว แต่เราขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมกันอีกหน่อยละกันนะครับ (อุตส่าห์ไปค้นมา ฮ่าๆๆๆ) Park Hyatt Beijing ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจของปักกิ่งบนอาคารที่สูงที่สุดบนถนน Chang’an Avenue มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันมากและที่นี่ไม่ได้มีแค่โรงแรมเท่านั้นนะครับ แต่ยังประกอบไปด้วย Park Hyatt Residence, Park Hyatt Penthouse โดยตัวโรงแรมจะตั้งอยู่บนชั้น 37 ถึง 49 และ 59 ถึง 67 ของ Beijing Yintai Center โดยชั้นล่างๆจะเป็นห้างหรู และอยู่ติดกับรถไฟใต้ดินสถานี Guamao เลย ตัวโรงแรมมีห้องพักและห้องสวีทให้บริการรวม 237 ห้อง ตกแต่งสไตล์จีนโมเดิร์นเน้นสีครีมสบายตา เรียบแต่โก้ ที่สำคัญวิวจากห้องพักทุกห้องนั้นเป็นแบบพาโนรามาผ่านกระจกบานใหญ่เห็นวิวเมืองปักกิ่งแบบไม่มีอะไรมาบังเลย และทุกห้องก็จะมีระบบฟอกอากาศที่ทำงานเงียบเชียบมาก สามารถดักจับอนุภาค PM2.5 ได้ชะงัด ช่วยให้อากาศในห้องสะอาดสดชื่นปลอดภัยไร้กังวล จองโรงแรม Park Hyatt Beijing ได้ที่นี่ ตัวโรงแรมเพิ่งได้รับการปรับปรุงไปเมื่อปี 2019 ทุกอย่างจึงดูใหม่มากๆ นอกจากห้องพักสวยๆแล้ว ทางโรงแรมยังมี ร้านอาหารและบาร์อีก 3 แห่งไว้ให้บริการด้วยนะครับ แต่ถ้ายังไม่จุใจด้านล่างของตึกนั้นเป็นห้างไฮเอนด์ชื่อ in01 มีครบทั้งช้อปปิ้ง บันเทิง ฟิตเนส และร้านอาหาร ฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะเบื่อเลยครับ ห้องพักของเราเป็นห้อง 1 King Bed ขนาดห้อง 45 ตร.ม. เป็น Room Type มาตรฐานที่ดีมากเลยล่ะครับ ตอบโจทย์ทุกความต้องการในทริปนี้ของเรา พื้นที่ในห้องแบ่งสัดส่วนลงตัวมาก ไม่รู้สึกอึดอัดเลยครับ แต่ถ้าใครอยากได้ห้องพิเศษกว่านี้ก็มีอีกหลายประเภท ห้องใหญ่สุดก็คือ 240 ตร.ม.กันไปเลย คุณภาพเครื่องใช้ภายในห้องดีเลิศครับ เตียงนุ่มสบายกำลังดีปูด้วยผ้าปูเตียงความละเอียด 300 เส้นด้ายและผ้านวมขนเป็ด สมาร์ททีวีจอแบนขนาดใหญ่และมีเดียฮับในตัว โซนมินิบาร์มีเครื่องชงกาแฟและกาต้มน้ำสำหรับชงชาเตรียมไว้ให้บริการ ตู้เสื้อผ้าเป็นแบบ Walk-in ห้องน้ำแบ่งโซนแห้งโซนเปียกเป็นสัดส่วน มีทั้งฝักบัวและอ่างอาบน้ำ หน้าตาอาหารเช้าที่นี่น่ากินมั้ยครับ มีให้เลือกสั่งทั้งแบบ A la carte และ ตักเองแบบ Buffet จัดเต็มมากเลย สรุปสั้นๆคือถ้ามาเที่ยวปักกิ่งและพอจะมีงบ เราก็แนะนำให้นอนที่นี่นะครับ สำรองห้องพัก: จองโรงแรม Park Hyatt Beijing  ได้ที่นี่ เวลาเปิดปิด: 24 ชั่วโมง การเดินทาง: สถานี Guomao เดิน 1 นาทีจากทางออก C Location: https://maps.app.goo.gl/jKJKsdQni3rW7q1x5 ย่านวัยรุ่นช้อปปิ้ง Sanlitun (ซานลี่ถุน) เป็นอึกหนึ่งย่านที่มาปักกิ่งแล้วต้องมาแวะ เพราะที่นี่จะรวมเอาทุกแบรนด์บนโลก ร้านอาหารดังๆ เบเกอรี่ คาเฟ่ รวมไปถึงแบรนด์โลคอลของจีนด้วย แต่ละร้านก็ไม่ได้มีแค่ชั้นสองชั้นเท่านั้นนะครับ บางร้านคือเหมาตึกทั้งตึกเลย ตอนที่เราไปตึก Louis Vuitton Flagship Store และ Dior Flagship Store กำลังก่อสร้างอยู่ ถ้าสร้างเสร็จน่าจะยิ่งใหญ่มากเลย นอกจากพวกร้านแบรนด์เนม เค้ายังมีร้านให้ได้นั่งอ่านหนังสือกัน 24 ชั่วโมงอีกด้วยนะ แถมถนนหนทางฟุตบาทคือทำดีมาก เดินกันเพลินเลยครับ เวลาเปิดปิด: ตามเวลาเปิดปิดของแต่ละร้าน การเดินทาง: MRT Line 10 สถานี Tuenjiehu ทางออก A แล้วเลี้ยวขวาที่สี่แยกตรงหน้า เดินตรงไปอีกประมาณ 400 เมตร พระราชวังต้องห้าม Forbidden City เพื่อนๆสามารถซื้อตั๋วเข้าชมได้ที่ https://bookingticket.dpm.org.cn/ โดยต้องจองล่วงหน้า 7 วัน ประมาณ 1 ทุ่มเวลาไทย เฝ้าจอได้เลยครับ โดยรอบเช้าเปิดให้เข้าชมเวลา 8:30 - 12:00. รอบบ่ายเปิดให้เข้าชมเวลา 11:00 เป็นต้นไป บางทีถ้าตรงกับวันหยุดยาวจีนก็จะหมดเร็ว แนะนำให้ไปแบบเลี่ยงวันหยุดยาวจีนนะครับ พระราชวังต้องห้าม หรือ The Forbidden City คือนครที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งจักรพรรดิจีนในอดีต เป็นที่ประทับของจักรพรรดิในราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง รวมทั้งสิ้น 24 พระองค์ ตั้งอยู่ใจกลางกรุงปักกิ่งเลยครับ สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ จักรพรรดิลำดับที่ 5 แห่งราชวงศ์หมิงผู้ย้ายราชธานีจากนานกิงมาปักกิ่ง การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปีค.ศ. 1406 หลังจากขับไล่ชาวมองโกออกนอกกรุงปักกิ่งได้หมด ใช้เวลาในการก่อสร้างทั้งสิ้น 14 ปี ปัจจุบันพระราชวังต้องห้ามเป็นหนึ่งในเกือบ 20 สถานที่ในปักกิ่งที่ได้รับการคุ้มครองจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลก ในอดีตพระราชวังแห่งนี้เป็นเขตหวงห้ามไม่ไห้ประชาชนเข้า แม้ข้าราชการชั้นสูงยังต้องขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ จึงเรียกพระราชวังนี้ว่า "พระราชวังต้องห้าม" แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปหลังการปฏิวัติประเทศจีนให้เป็นสาธารณรัฐในปี ค.ศ.1911 ถึงแม้ในปัจจุบันจะเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมในหลายๆจุดของพระราชวังแล้ว แต่ภายใต้ความยิ่งใหญ่นี้ก็น่าจะยังคงมีความลับต้องห้ามซุกซ่อนตัวอยู่อีกมาก เรามาดูความเว่อร์วังอลังการของพระราชวังต้องห้ามกันดีกว่าครับ เนื้อที่ทั้งหมดคือ 720,000 ตารางเมตร คือใหญ่กว่าพระบรมมหาราชวังของไทยเรามากกว่า 3 เท่า มีห้องทั้งหมด 9,999 ห้อง มีตำหนัก 800 องค์ พระที่นั่ง 750 และหอบูชาหลายหอ ศาลา หอพระสมุด รวมห้องลับอีกมากมาก มีสวน ลานกว้าง และทางเดินเชื่อมโยงถึงกันโดยตลอด มีคูและกำแพงที่สูงถึง 11 เมตรล้อมรอบ ในการก่อสร้างพระราชวังต้องห้ามนั้นต้องใช้สัตว์ลากจูงหลายพันตัว ช่างฝีมือกว่า 100,000 คน คนงานมากกว่า 1,000,000 คน และใช้อิฐกว่า 10,000,000 ก้อนเพื่อปูพื้นพระราชวัง วัสดุที่ใช้สร้างอาคารนั้นเป็นวัสดุชั้นยอดที่คัดมาจากทั่วประเทศจีน ทั้งไม้ “หนานมู่” จากมณฑลซื่อชวน กว่างตง และยูนนาน ไม้ซุงจากซื่อชวน เจียงซี เจ๋อเจียง ส่านซี และฮูนาน หินแกร่งหนักอึ้งจากฟ่างซานที่ถูกตัดออกมาเป็นก้อนๆยาวถึง 10 เมตร กว้าง 3 เมตร หนา 1.6 เมตร แค่การขนส่งวัสดุอย่างเดียวก็ต้องใช้ทั้งทรัพยากรและแรงงานมากมายมหาศาลเพราะประเทศจีนกว้างใหญ่ไพศาลมีหลากหลายภูมิประเทศ และภูมิอากาศมาก โดยเฉพาะไม้จากเขตภูเขาสูงและหินจากเขตหนาวเยือกแข็งก็ยิ่งลำบากเป็นพิเศษ Opening hours ปิดวันจันทร์ April 1st - October 31st 8:30 am - 5:00 pm Last Entry 16:00 November 1st - March 31st 8:30 am - 4:30 pm Last Entry 15:30 เพื่อนๆสามารถซื้อตั๋วเข้าชมได้ที่ https://bookingticket.dpm.org.cn/ สวนสาธารณะจิงซาน (Jingshan Park) อยู่ติดกับพระราชวังต้องห้ามทางฝั่งเหนือ สวนแห่งนี้เคยเป็นสวนของจักรพรรดิในราชวงศ์หยวน หมิง และชิง นอกจากแมกไม้นานาพรรณแล้ว จุดที่สูงที่สุดของสวนจะเป็นที่ตั้งของพระตำหนักว่านชุน (Wanchun Pavillion) ซึ่งในอดีตเคยเป็นจุดที่มีความสูงที่สุดในตัวเมืองปักกิ่งชั้นใน ปัจจุบันที่นี่จึงเป็นจุดชมวิวพระราชวังต้องห้ามจากมุมสูงได้แบบพาโนรามาเลยครับ เวลาเปิดปิด: 6:00 am - 9:00 pm การเดินทาง: MRT Line 8 สถานี Shichahai ออกทางออก C แล้วเดินไปทางทิศใต้ประมาณ 914 เมตร สามารถซื้อตั๋วเข้าชมได้ที่ด้านหน้าทางเข้า Voyage Coffee (Sanlihe Park Branch) Voyage Coffee เป็นแบรนด์คาเฟ่ฟีลโฮมมี่ของปักกิ่ง มีอยู่หลายสาขาแต่เราเลือกมาที่สาขาในสวนสาธารณะ Sanlihe Park (น่าจะอ่านว่า “ซานลี่เหอ“ นะครับ) เพราะมีบรรยากาศร่มรื่นสบายๆริมน้ำ บางทีก็มีน้องเป็ดน้องไก่จากละแวกใกล้เคียงเดินผ่านมาอวดโฉมกันด้วย แต่ไม่ว่าจะนั่งข้างนอกหรือข้างในก็ชิลไม่แพ้กัน เพราะด้านในร้านก็มีโซนหนังสือท้องถิ่นให้เลือกอ่านด้วย และต่อให้เราอ่านภาษาจีนไม่ออกแต่การที่มีมุมหนังสืออยู่ในร้านก็ช่วยสร้าง Vibes ดีๆได้อย่างบอกไม่ถูก ร้านนี้ดังทั้งกาแฟและขนม โดยเฉพาะกาแฟ Dirty แต่เราสั่ง Americano กับสปาร์คลิ่งยูสุ ซึ่งก็รสชาติดีทั้ง 2 แก้วเลย เวลาเปิดปิด: 10:00 am - 6:00 pm ทุกวัน การเดินทาง: MRT Line 7 สถานี Qiaowan ออกทางออก D แล้วเดินไปทางทิศใต้ประมาณ 10 นาที Li Qun Roast Duck Restaurant ร้านเป็ดปักกิ่งชื่อดังเจ้าเก่าของเมือง เปิดมาตั้งแต่ปี 1992 (เมื่อก่อนเจ้าของเคยเป็นเชฟของร้านดังอีกร้าน แต่ลาออกมาเปิดร้านที่บ้านตัวเอง) ร้านนี้ยังคงย่างเป็ดด้วยวิธีการดั้งเดิม โดยใช้ฟืนจากไม้แอ๊ปเปิ้ลและไม้สาลี่ที่จะมีกลิ้นหอมผลไม้อ่อนๆในควันไฟ ร้านเป็ดปักกิ่งส่วนใหญ่จะเป็นร้านแนวภัตตาคาร แต่ร้านนี้เป็นฟีลบ้านๆเลย แต่ประเด็นหลักของการมาร้านอาหารก็คือรสชาติ ซึ่งสำหรับเรานั้นอาหารอร่อยถูกปากแทบทุกจานที่สั่งมา เป็ดปักกิ่งหนังกรอบบาง เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำไร้กลิ่นสาบ อีกจานที่เราชอบมากไม่แพ้กันก็คือปลาทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน ส่วนเรื่องราคาก็ถือว่ารับได้ครับ ไม่ได้ถูกแต่ก็ไม่ได้แพงจนเหมือนถูกปล้น สั่งเป็ดมา 1 ตัว ราคาประมาณ 1,600-1,700 บาท แบ่งกันกิน 5 คนได้กำลังดีครับ แต่เราก็สั่งอย่างอื่นมากินด้วยอีกหลายอย่างเหมือนกันนะครับ ฮ่าๆๆๆ เวลาเปิดปิด: 10:30 am - 10:00 pm ทุกวัน การเดินทาง: MRT Line 7 สถานี Qianmen ออกทางออก D แล้วเดินไปทางทิศใต้ประมาณ 2 กิโลเมตร Wangfujing Street ถนนคนเดินหวังฟู่จิง 王府井大街 ตั้งอยู่ฝั่งขวาของพระราชวังต้องห้าม เป็นย่านที่ใครมาปักกิ่งครั้งแรกต้องแวะ เพราะ ที่นี่มีร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านแบรนด์เนมให้เลือกชิมเลือกช้อปเยอะแยะมากมาย รวมไปถึงร้าน POPMART ยอดฮิตด้วยนะครับ ร้านเยอะคนก็เยอะด้วยเช่นกัน ให้อารมณ์แบบชินจูกุที่โตเกียว สามารถเดินทางมาได้ง่ายๆ โดยรถไฟใต้ดินสถานี Wangfujing สายสีเขียวเข้ม หรือ แดงเข้ม Aesop Wangfujin WF CENTRAL House 19 ที่นี่เป็นร้านเอสอปสาขาแรกในจีนเปิดตัวช่วงปลายปี 2022 ตั้งอยู่ในย่านหวังฝูจิ่งของกรุงปักกิ่งภายในอาคารสีเหอหยวนซึ่งหมายถึงบ้านแบบจีนโบราณที่มีลานร่มรื่นอยู่กลางบ้าน จึงให้บรรยากาศที่ดูแปลกตาไปกว่าร้านอื่นๆของ Aesop บ้านหมายเลข 19 หลังนี้เป็นแบบจำลองของที่อยู่อาศัยของลูกพี่ลูกน้องของจักรพรรดิปูยี ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์คลาสสิกแบบราชวงศ์หมิงผสมกับองค์ประกอบอื่นๆที่มีความร่วมสมัย นอกจากสินค้าทั่วไปของ Aesop แล้ว สาขานี้ยังแบ่งพื้นที่พิเศษให้กับน้ำหอมคอนเส็ปต์ไม่เหมือนใครของแบรนด์ ถึงกับมีห้องส่วนตัวสำหรับทดลองกลิ่นโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีโครงการ Rinse and Return ของแบรนด์ โดยนำบรรจุภัณฑ์ Aesop ที่ใช้หมดแล้ว ล้างให้สะอาดแล้วมาคืนที่ร้าน เพื่อนำไปรีไซเคิลต่อ เป็นแนวคิดที่ดีมากครับ (แต่แอบคิดว่าน่าจะมีการแลกเปลี่ยนให้ส่วนลดในบิลถัดไปเพื่อเป็นแรงจูงใจเพิ่มเติมซักหน่อย อิอิ) ใครมีเวลาแวะไปดูได้น้าา ร้านเอสอปสาขานี้อยู่ใกล้กับ Dover Street Merket Beijing เวลาเปิดปิด: 10:00 am - 10:00 pm เปิดทุกวัน การเดินทาง: รถไฟใต้ดิน Line 1 สถานี Wangfujing ทางออก C2 หรือ B. กำแพงเมืองจีน (Mutianyu ด่านมู่เถียนยวี่) ว่ากันว่าใครมาปักกิ่งแล้วไม่มากำแพงเมืองจีน ถือว่ามาไม่ถึง ฮ่าๆ เราเลยบุ๊คตั๋วแล้วมาสำรวจกำแพงเมืองจีนโดยไม่รีรอ กำแพงเมืองจีนเริ่มก่อสร้างมาเมื่อ 2,200 กว่าปีที่แล้ว (ตั้งแต่ก่อนพระเยซูเกิดอีกอ่ะ) และมีความยาวรวมกว่า 20,000 กิโลเมตร ฉะนั้นจึงมีจุดให้เข้าชมได้หลายจุดมาๆ สำหรับครั้งแรกครั้งนี้ของเรา เราเลือกมากำแพงเมืองจีนที่ด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu) บอกเลยว่าประทับใจมาก! ที่นี่เป็นหนึ่งในด่านที่สภาพของกำแพงยังสมบูรณ์และยิ่งใหญ่ที่สุด จุดเด่นของด่านนี้ คือ ทางเดินง่าย วิวสวย มีหอคอยเยอะ เดินทางง่ายจากปักกิ่งแค่ 1.30 ชั่วโมงเท่านั้น แถมยังมีให้เลือกขึ้นไปชมกำแพงเมืองจีนแบบทั้งกระเช้าลอยฟ้า (cable car) แบบกั้นหมด กับ แบบไม่มีอะไรกั้น และลงแบบรางสไลด์ (toboggan) ที่ทำให้การเดินทางขึ้นลงกำแพงสะดวกสุด ๆ เหมาะกับการพาครอบครัวและเด็ก ๆ มาเที่ยวมาก และยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก บริการต่าง ๆ สำหรับนักท่องเที่ยว ห้องน้ำก็ถือว่าสะอาดมากนะครับ สามารถซื้อทัวร์ได้ที่: https://www.beijingmubus.com/ โดยรถทัวร์แต่ละวันจะมีออกจากปักกิ่ง 2 รอบ คือ 8:00 AM และ 10:00 AM Meeting Point: ขึ้น Subway Line 2 หรือ Line 13 มาลงสถานี Dongzhimen Station(东直门地铁B口)ออกทางออก B แล้วมองหาคนถือธง MUBUS สีแดง To Summer | 观夏 แบรนด์เครื่องหอมสัญชาติจีนจากปักกิ่งเองที่เน้นการปรุงกลิ่นจากพืชพรรณแถบเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นดอกหอมหมื่นลี้ มะลิ กล้วยไม้ ไผ่ ส้มพันธุ์ต่างๆ และอื่นๆอีกมากมาย นอกจากนี้งานดีไซน์แบรนดิ้งต่างๆก็จะใส่แนวคิดแบบตะวันออกผสมลงไปในความโมเดิร์นและมินิมอลไว้ได้อย่างลงตัว เช่น ฝาขวดน้ำหอมทรง 8 เหลี่ยม เป็นต้น ซึ่งเราชอบมากครับ ภายในร้านมีสินค้าทั้ง Home Fragrances ไปจนถึง Niche Perfume ราคาก็อยู่ในระดับกลางค่อนสูง แม้แบรนด์จะเปิดตัวได้ไม่นานแต่เราสัมผัสได้ถึงความฮิตกำลังติดตลาดอย่างรวดเร็วในหมู่คนจีนที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับแบรนด์ท้องถิ่นมากขึ้นกว่าแบรนด์จากชาติตะวันตก ส่วนเราเองก็โดนไป 1 ขวดเช่นกัน ฮ่าๆๆๆ 观夏 To Summer ในปักกิ่งมี 5 สาขา ส่วนสาขาที่เราไปตั้งอยู่ชั้น 1 ห้าง China World Mall ตรงข้าม Park Hyatt Beijing เวลาเปิดปิด: 10:00 am - 10:00 pm เปิดทุกวัน การเดินทาง: รถไฟใต้ดิน สถานี Guomao Dover Street Market Beijing ร้านรวมแบรนด์สตรีทแฟชั่นสุดล้ำโดย Rei Kawakubo แห่ง Comme Des Garçons มีหน้าร้านอยู่ในเพียง 7 เมืองทั่วโลก และปักกิ่งก็คือหนึ่งในนั้น สาขานี้มีพื้นที่ถึง 3 ชั้นซึ่งเต็มไปด้วยไอเท่มพิเศษที่คัดสรรมาจากกว่า 60 แบรนด์เฉพาะกลุ่มตั้งแต่ Stüssy, Lemaire, Miu Miu, Dries Van Noten, Sacai, The Row และอีกมากมาย แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือไลน์สินค้าที่แตกแยกย่อยของ Comme Des Garçons เอง สายสตรีทแวร์ห้ามพลาดนะครับ ร้าน Dover Street Merket Beijing อยู่ในย่าน Wangfujing street เวลาเปิดปิด: 10:00 am - 10:00 pm เปิดทุกวัน การเดินทาง: รถไฟใต้ดิน สถานี Jinyu Hutong Documents อีกหนึ่งแบรนด์เครื่องหอมจากแดนมังกรที่กำลังมาแรงเตรียมตัวไประดับโลกเพราะได้เงินอัดฉีดก้อนโตจาก Ushopal Group บริษัทบิวตี้เจ้าใหญ่ของจีน Documents เป็นแบรนด์ที่ถือกำเนิดขึ้นที่ Shanghai อีกเมืองยักษ์ใหญ่ของจีน แม้จะโฟกัสไปที่วัตถุดิบท้องถิ่นในการปรุงกลิ่นเช่นเดียวกับแบรนด์ To Summer แต่คาแรคเตอร์ของสินค้าและการสื่อสารแบรนด์นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง Documents จะเน้นไปที่วิถีชีวิตคนเมืองที่มีความล้ำสมัยกล้าที่จะแหวกแนว ซึ่งก็สอดคล้องกับคาแรคเตอร์ของเซี่ยงไฮ้ที่มีความเป็นเมืองยุคใหม่มากกว่าปักกิ่ง กลิ่นของ Documents นั้นมีโน้ตของโป๊ยกั๊ก ถั่ววอลนัท ดอกยูหลานแมกโนเลีย ไปจนถึงต้นจิงจูฉ่าย และราคาน้ำหอมก็เริ่มต้นตั้งแต่ขวดละประมาณ​ 4,000 บาทเลยทีเดียว สาขาที่เราไปตั้งอยู่ชั้น 1 ห้าง China World Mall ตรงข้าม Park Hyatt Beijing เวลาเปิดปิด: 10:00 am - 10:00 pm เปิดทุกวัน การเดินทาง: รถไฟใต้ดิน สถานี Guomao ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.instagram.com/documentsperfume/ สรุปความประทับใจ เราตกหลุมรักเมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีนแห่งนี้เข้าอย่างจังเลยล่ะ นอกจากบ้านเมืองจะสะอาดทันสมัยยิ่งใหญ่อลังการแล้ว สิ่งที่เกินคาดที่สุดกลับเป็นผู้คนที่เฟรนด์ลี่มากๆพร้อมช่วยเหลือตลอด แม้จะสื่อสารกันคนละภาษาต้องแปลกันผ่านแอ๊ป แต่เราก็รู้สึกได้ถึงความเป็นมิตรที่จริงใจ ส่วนอาหารก็ถูกปาก (ตัดสินเฉพาะจากร้านที่เราเลือกไปกินนะครับ) การเดินทางก็สะดวกปลอดภัย ที่ถูกใจอีกเรื่องก็คือทั้งเมืองนั้นขับรถไฟฟ้ากันเกือบทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการแก้ปัญหามลพิษของทั้งรัฐบาลและประชาชน ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่เราแทบจะไม่ได้กลิ่นควันรถหรือได้ยินเสียงรถเลยครับ ถ้าจะมีก็น่าจะมาจากบุหรี่บ้างเพราะคนปักกิ่งสูบบุหรี่จัดมากกกก 4 วันที่ปักกิ่งนี้ทำให้เรารู้เลยว่าเวลาแค่นี้ไม่พอครับ ฮ่าๆๆๆ เพราะยังมีอีกหลายสิบย่านที่เรายังไม่ได้ไปสำรวจ รอบหน้าจะเผื่อเวลามากขึ้นและจะกลับมาเที่ยวเมืองปักกิ่งอีกแน่นอน #LetsHoparound #Beijing

  • The Tokyo EDITION, Toranomon เดอะ โตเกียว เอดิชั่น โทราโนมง

    รีวิวโรงแรม The Tokyo EDITION, Toranomon เดอะ โตเกียว เอดิชั่น โทราโนมง EAST MEETS WEST กลับมาโตเกียวในรอบหลายปี!! เลยอยากมาลองพักที่โรงแรม The Tokyo EDITION, Toranomon เดอะ โตเกียว เอดิชั่น โทราโนมง เพราะเป็นแบรนด์ในเครือแมริออตที่เราชื่นชอบสไตล์มินิมอลของแบรนด์มากๆ แบรนด์ The EDITION ก่อตั้งขึ้นโดยคุณ Lan Schrager ผู้สร้างแบรนด์โรงแรมระดับตำนาน ร่วมกับ Marriott International เครือโรงแรมระดับโลก เป็นแบรนด์ Top สุดของเครือแมริออท The Tokyo EDITION, Toranomon เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปี 2020 ที่ผ่านมานี่เอง (ช่วงโควิดพอดี) เราชอบการตกแต่งอย่างอบอุ่นด้วยพื้นไม้ ผนังไม้ และเพิ่มเติมด้วยต้นไม้สีเขียว ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและเตรียมพร้อมสำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง จองโรงแรม The Tokyo EDITION Toranomon ราคาพิเศษคลิ๊กที่นี่ Overview โรงแรมตั้งอยู่ที่ชั้น 31–36 ของตึกระฟ้าใจกลางโตเกียวอย่าง “Tokyo World Gate” อยู่ในย่านธุรกิจ Kamiyachō ในทำเลที่สะดวกสบายติดกับจุดเชื่อมต่อรถไฟใต้ดินหลายสาย ทำให้สามารถเดินทางไปยังสถานที่ยอดนิยมอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง เช่น รปปงหงิ หรือ กินซ่า หรือไกลออกไปได้อย่างง่ายดายมาก ห่างจากสถานที่ที่ดีที่สุดของโตเกียวเพียงไม่กี่ก้าว ประกอบไปด้วยห้องพัก 206 ห้อง รวมถึงห้องสวีทอีก 22 ห้อง พร้อมกับทิวทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์ของโตเกียว มีให้บริการห้องอาหารทั้งหมด 3 ห้อง มองเห็นวิวโตเกียวทาวเวอร์ ล็อบบี้เลาจน์ บาร์เลานจ์ 3 แห่ง สปาพร้อมห้องทรีตเมนต์ 6 ห้อง ยิมพร้อมเครื่องเล่นที่ทันสมัย ​​และสระว่ายน้ำสีน้ำเงินสุดโดดเด่น The Arrival ล็อบบี้ที่นี่จะอยู่ที่ชั้น 31 เราจะต้องกดลิฟต์ขึ้นมาจากชั้น 1 เมื่อลิฟต์เปิดมาเราจะเจอกับเก้าอี้ที่ตั้งเป็นงานอาร์ตและรูปถ่ายขนาดเล็ก ติดเรียงรายไปตลอดทางเดินที่ทอดยาวไปยังล็อบบี้และจุดสำหรับเช็คอิน ซึ่งล็อบบี้ที่นี่สวยมาก รู้สึกร่มรื่นเพราะเค้าตกแต่งด้วยต้นไม้กว่า 500 ต้นเลย แบ่งเป็นมุมต่างๆ ผ่อนคลายและดูไม่อึดอัด Our Room เราพักห้อง DELUXE เตียงคิงไซส์พร้อมวิวเมือง ขนาด 42 sqm ห้องพักที่นี่ออกแบบโดยสถาปนิกที่เราชอบมากที่สุดคนนึงในญี่ปุ่นเลย คือ คุณ Kengo Kuma ห้องมีความเรียบง่ายมาก มีเส้นสายที่สะอาดตาและขอบที่คมชัดตลอดแนวใช้สีออร์แกนิก เช่น พื้นไม้โอ๊คสีขาวพร้อมเฟอร์นิเจอร์สีเบจและสีขาว ให้ความโฮมมี่มินิมอลสุดๆ เหมาะกับการพักผ่อนมาก Amenities สิ่งที่ชอบสุดในห้องก็หนีไม่พ้น Amenities กลิ่นหอมละมุนสั่งทำพิเศษจากแบรนด์ Le Labo ใครอยากนำกลับบ้านก็ขวดละแค่ 8,000 JPY เท่านั้นนนนน Gym & Pool สำหรับโรงยิมที่นี่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงเลยนะครับ อุปกรณ์สุดไฮเทคโดย Technogym พร้อมอุปกรณ์มัลติฟังก์ชั่นล้ำสมัยกว่า 17 รายการที่คอยเติมเต็มความฟิตและสุขภาพที่ดีให้กับคนรักการออกกำลังกาย ส่วนพื้นที่สระว่ายน้ำที่นี่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวมากๆ ออกแบบเหมือนเรือนกระจกพร้อมหน้าต่างบานสูงเพื่อรับแสงจากธรรมชาติ แต่เสียดายที่ไม่มีวิวให้ชมเลย ส่วนตัวรู้สึกแอบอึดอัดนิดหน่อย แต่โดยรวมถือว่าสะอาดและใหม่มากๆ สรุปความประทับใจ สำหรับเราค่อนข้างชอบที่นี่ เพราะมันมีสไตล์การตกแต่งของแบรนด์ชัดเจนมากๆ เดินทางสะดวก อยู่ใจกลางเมือง ใครสนใจอยากมาพักที่นี่เราแนะนำเลยครับ สำรองห้องพัก: https://www.editionhotels.com/tokyo-toranomon จองโรงแรม The Tokyo EDITION Toranomon ราคาพิเศษคลิ๊กที่นี่ #LetsHoparound #HopStay #TheTokyoEdition #Toranomon #TheEdition #TheEditionHotel #Marriott #MarriottBonvoy

  • เชียงแสน...เมืองแสนสุข Chiang Sean เที่ยวเชียงแสนกับ Hoparound.co

    เชียงแสน...เมืองแสนสุข คุณเคยตกหลุมรักสถานที่บางแห่งโดยไม่คาดคิดมาก่อนมั้ย เชียงแสนก็เป็นสถานที่แบบนั้นแหละ เป็นเวลากว่าพันปีที่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงสุดงดงามแห่งนี้ได้เป็นแหล่งอารยธรรมอันอุดมสมบูรณ์ และเป็นศูนย์กลางความเจริญที่เปลี่ยนผ่านมาหลายยุคสมัยตั้งแต่ก่อนจะมีประเทศไทยเสียอีก หากไม่มีการเผาทำลายเมืองเชียงแสนในสมัยรัชกาลที่ 1 เพื่อป้องกันไม่ให้พม่าใช้เป็นฐานทัพ ความรุ่งโรจน์ที่เก่าแก่และแท้จริงของเชียงแสนก็คงจะโดดเด่นไม่แพ้เมืองเด่นใดๆในโลกเลย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม วันนี้เชียงแสนก็ได้กลายมาเป็นเมืองเล็กๆทว่าสง่างาม สงบเงียบ และเรียบง่ายด้วยวิถีชีวิตของผู้คนที่เจือไปด้วย ”ความขลัง” ในบรรยากาศ สิ่งปลูกสร้างโบราณเกือบร้อยแห่ง มีอายุตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันปีนั้นยังกระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ยิ่งเราได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง เรายิ่งหลงรักเชียงแสนประหนึ่ง love at first sight มาเถอะเพื่อนๆ มา #Hop ไปต้องมนต์เสน่ห์ของเชียงแสนพร้อมๆกันกับเรา ทริปนี้เรานอนที่ Athita The Hidden Resort Chiang Saen บูทีคโฮเท็ลที่เพิ่งเปิดใหม่ได้ไม่นาน สรุปให้ฟังก่อนเลยที่นี่เป็นหนึ่งในโรงแรมที่เราประทับใจที่สุดตั้งแต่เคยไปนอนมา ไม่ว่าจะด้วยความเป็นส่วนตัว (โรงแรมมีห้องพักทั้งสิ้นเพียง 9 ห้อง) การดีไซน์ตัวโรงแรมที่สื่อถึงคาแร็คเตอร์ของเชียงแสนและเชื่อมโยงเข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ประวัติความเป็นมาของทำเลที่ตั้งที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ “วัดอาทิต้นแก้ว” วัดใหญ่เก่าแก่อายุกว่า 500 ปี (ฟังดูน่ากลัวแต่ของจริงไม่เลย ดูสง่างามมากกว่า) และเป็นที่มาของชื่อ “อาทิตา” ด้วย รวมไปถึงอาหารอร่อยๆและการบริการของพนักงานที่ใส่ใจพอเหมาะพอเจาะกำลังดี ที่สำคัญทางโรงแรมยังมีกิจกรรมท้องถิ่นให้เราเลือกเข้าร่วมกันอีกด้วย Location: https://g.page/AthitaHotel?share ร่วมกิจกรรมชุมชนที่บ้านฮอมผญ๋า หลังจากที่เช็คอินเข้าห้องพัก ล้างหน้าล้างตาและสำรวจโรงแรมเรียบร้อยแล้ว เราก็เลือกจักรยานไปปั่นชมเมืองกันคนละคัน พร้อมกับจะได้ขี่ไปทำกิจกรรมที่ทางโรงแรมช่วยจองเอาไว้ให้เลยทีเดียว กิจกรรมที่เราเลือกทำก็คือพิมพ์ผ้าด้วยใบไม้ และนวดแบบ “ย่ำขาง” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาล้านนาที่ใช้เท้าชุบน้ำสมุนไพรหรือน้ำมันแล้วนำมาถูกับแผ่นเหล็กเผาไฟ จากนั้นก็นำมาเหยียบรีดเส้นคล้ายกับการใช้ลูกประคบ ปั่นชมเมืองได้ไม่นาน ก็เมื่อมาถึง “บ้านฮอมผญ๋า” สถานที่ที่เราจะมาทำกิจกรรมกัน เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพี่วัฒน์และพี่หวาน คู่สามีภรรยาเจ้าบ้านที่น่ารัก เราแนะนำตัวกันและพี่ๆทั้งสองก็ผลัดกันเล่าเรื่องความเป็นมาของเชียงแสนให้เราฟัง ซึ่งน่าสนใจเกินคาดมาก เชียงแสนเป็นเมืองที่มีความเป็นมายาวนาน บ้างก็ว่าถึง 3,000 ปี ก่อนพุทธกาลเสียอีก พี่วัฒน์เล่าให้ฟังว่ากษัตริย์บางองค์ในอดีตนั้นเคยพบพระพุทธเจ้าด้วย อาณาจักรที่เคยเจริญรุ่งเรืองบริเวณเชียงแสนในปัจจุบันก็เช่น นครสุวรรณโคมคำ อาณาจักรหิรัญนครเงินยาง โยนก-เชียงแสน ล้านนา เป็นต้น จนหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ก็บอกได้ไม่ชัดเจน เหลือแต่เพียงตำนานเรื่องเล่า และบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ต้องค้นคว้ากันต่อไป ทำความรู้จักกับความเป็นมาของเชียงแสนไปพอหอมปากหอมคอแล้ว พี่วัฒน์กับพี่หวานก็จัดแจงเตรียมอุปกรณ์เพื่อให้เราพิมพ์ผ้าด้วยใบไม้ท้องถิ่นซึ่งมีใบสักเป็นหลัก หลังจากที่เราเรียงใบไม้บนผ้าจนถูกใจแล้ว พี่วัฒน์ก็เอาแผ่นพลาสติกมาคลุมอีกชั้น และแจกค้อนไม้ขนาดถนัดมือมาให้เราจรรจงทุบเพื่อให้ลายของใบไม้ติดไปบนผ้า ถ้าทุบเบาไปสีก็จะไม่ติด ทุบแรงไปใบไม้ก็จะช้ำและทำให้ลายเลือน ทุบกันจนเมื่อยแล้ว พี่หวานก็เตรียมเอาผ้าไปนึ่งและผ่านกระบวนการอื่นๆต่อไป นวดย่ำขาง แบบพื้นบ้านล้านนา ณ โฮงฮอมผญ๋า ระหว่างนี้ เราก็ทยอยเปลี่ยนชุดเพื่อเริ่ม session การนวดแบบย่ำขางโดยพี่วัฒน์จะเป็น therapist นวดให้เรา แรกๆเห็นเตาแล้วเราก็แอบเสียวแทน โดยเฉพาะบางจังหวะที่ไฟลุกขึ้นฟู่อย่างกับมีใครผัดผักบุ้งไฟแดงทีเดียว แต่พอเวลาผ่านไปแค่แป๊บเดียวเราก็เริ่มผ่อนคลายพร้อมที่จะได้รับการบำบัดต่อไป ขณะนวดเราก็พูดคุยกันต่อถึงเกร็ดความรู้ และเรื่องราวชีวิตของแต่ละคน จนได้รู้ว่าพี่วัฒน์นั้นถนัดดูดวงและดูชื่อตามหลักทักษาด้วย เราก็เลยจัด session ดูดวงกันต่อเลย 555 กว่าจะกลับถึงห้องพักก็มืดพอดี เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการทำบุญตักบาตรหน้าวัดอาทิต้นแก้ว วันรุ่งขึ้นเราก็ให้ทางโรงแรมช่วยจัดเซ็ตตักบาตรไว้ ตื่นกันมาเตรียมตัวกันตั้งแต่ 6 โมงเช้า ทางโรงแรมก็จัดให้พนักงานพาเราเดินผ่านวัดอาทิต้นแก้วไปยังถนนอีกฝั่งเพื่อรอพระ เมื่อตักบาตรเสร็จแล้ว เราก็ขอให้ทางโรงแรมเตรียมเบรคฟัสต์ให้เลย เพราะเราอยากจะออกไปปั่นจักรยานเก็บภาพรอบเมืองอีกครั้ง ขอบอกว่าอาหารอร่อยมาก โดยเฉพาะข้าวต้มกระดูกหมูที่ให้เครื่องมาเยอะมาก ได้ใจไปเต็มๆ ปั่นจักรยานทัวร์รอบเมืองเชียงแสน กำลังจะกินอาหารเช้าเสร็จ บังเอิญพี่วัฒน์กับพี่หวานก็เอาผ้าที่เราพิมพ์ไว้มาส่งให้ที่โรงแรม พอรู้ว่าเราจะออกไปปั่นจักรยานกันก็เลยอาสาสมัครเป็นไกด์ให้ด้วย ทริปรอบเมืองของเราในเช้าวันนี้จึงน่าสนใจขึ้นกว่าเดิมไปอีก มากไปกว่านั้นยังมีการซื้อของกินท้องถิ่นจากตลาดมาเลี้ยงเราด้วย ต้องขอบคุณมา ณ ที่นี้อีกครั้งด้วยนะครับ ใจดีกันมากๆเลย บรรยากาศริมฝั่งแม่น้ำโขง ยิ่งได้ชมเมือง ก็ยิ่งตกหลุมรักเชียงแสน ทั้งบ้านเมืองที่มีซากอารยธรรมเก่าๆ แซมอยู่ทั่วเมือง และวิวธรรมชาติที่สวยงามมาก จุดนี้เป็นพื้นที่ราบที่อุดมสมบูรณ์ เพราะมีแม่น้ำสายใหญ่อย่างแม่น้ำโขงไหลผ่าน และมีภูเขาโอบล้อมรอบเป็นฉากหลังทั้งทางฝั่งไทยและลาว เรียกได้ว่าเป็นทำเลที่เหมาะสมกับการอาศัยและทำกินสุดๆ เราเข้าใจได้ไม่ยากเลยว่าทำไมคนในยุคโบราณจึงมักจะเลือกที่นี่เป็นทำเลในการตั้งรกราก ประตูเมืองเชียงแสน Location: https://goo.gl/maps/xYApkjMx6NpdG5jM9 เดินเล่นตลาดเช้าของเชียงแสน ตลาดชุมชนของชาวเชียงแสนที่มีของกินท้องถิ่นมากมาย เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ที่ย่างอยู่บนเตาเป็น "ข้าวปุกงา" คือข้าวเหนียวตำคลุกกับงาขี้ม่อนห่อด้วยใบตองแล้วนำไปปิ้ง มีให้กินเฉพาะช่วงต้นฤดูหนาวเท่านั้น Location: https://goo.gl/maps/9ogijs3NEKWgQAPz6 วัดพระธาตุเจดีย์หลวง Location: https://goo.gl/maps/JPHjzB4GpYTnkFNU6 วัดป่าสัก เจย์ดีโบราณที่คงสภาพสมบูรณ์ที่สุด​ โดดเด่นด้วยการรวมศิลปะหลายแบบเข้าด้วยกัน ทั้ง จีน ขอม พม่า สุโขทัย สะท้อนถึงความเป็นศูนย์กลางความเจริญที่ส่งผ่านมาหลายยุค หลายสมัย หลายเชื้อชาติของเชียงแสน Location: https://goo.gl/maps/H4ipMZ5zppbu6bFY6 วัดร้อยข้อ Location: https://goo.gl/maps/bUWfHAzSr3Zi34RR6 แวะชิลในสระว่ายน้ำที่โรงแรมอทิตาก่อนจะเช็คเอ้าท์ เรากลับมาพักผ่อนที่โรงแรมก่อนจะเช็คเอ้าท์ เราลงว่ายน้ำในสระระบบน้ำเกลือสีฟ้าอ่อนตัดกับสีน้ำตาลของอิฐปั้นมือสวยงามมาก เราใช้พลังงานไปกับกิจกรรมช่วงเช้าจนเกือบหมด รู้ตัวอีกทีก็หิวอีกแล้ว ก่อนเช็คเอ้าท์เราจึงตัดสินใจกินมื้อกลางวันที่โรงแรมอีกรอบ เพราะติดใจในรสมือมาจากมื้อเช้า แล้วก็ไม่ผิดหวังเลย เราชอบข้าวจิ๊นเมิน (ข้าวเนื้อตุ๋นสไตล์เหนือ) มากเป็นพิเศษ เพราะเนื้อนุ่มละลาย แถมหอมกลิ่นเครื่องเทศกำลังดีเลย มาเชียงแสนคราวนี้อิ่มทั้งบุญ อิ่มทั้งท้อง สุขทั้งกาย สุขทั้งใจ จนเริ่มเสพติด vibe แบบนี้และอยากจะมาเที่ยวบ่อยๆ ที่สำคัญคือเริ่มลังเลไม่อยากจะบอกให้ใครรู้เยอะ เพราะกลัวว่านักท่องเที่ยวจะมาทำให้เสน่ห์ของที่นี่เปลี่ยนไป แต่ก็อย่างว่าแหละ แฟนเพจของ hoparound.co น่ารักกันอยู่แล้ว เราก็ต้องแบ่งปันกันสิเนอะ เอาเป็นว่าถ้าใครได้ไปเชียงแสนแล้วติดใจเหมือนเรา ก็ช่วยๆกันทะนุถนอมกันหน่อยน้าาาา . FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #LetsHoparound #ChiangSaen #LetsHoparoundChiangSaen #LetshoparoundThailand #Travel

  • Phulay Bay, a Ritz-Carlton Reserve ภูเลเบย์ อะริทซ์ คาร์ลตัน รีเสิร์ฟ

    Phulay Bay The World’s First Ritz-Carlton Reserve ภูเลเบย์ อะ ริตซ์-คาร์ลตัน รีเสิร์ฟ บอกเลยว่าที่นี่ไม่ใช่แค่รีสอร์ทหรูตามมาตรฐานที่สูงอยู่แล้วของ Ritz-Carlton ทั่วๆไป การที่มีคำว่า Reserve ห้อยท้ายนั้น สะท้อนถึงความวิลิศมาหราที่ไม่ธรรมดา หรือ Uncommon Luxury เพราะในบรรดา Property ทั้งหมดของ Ritz-Carlton ในเครือ Marriott ที่มีอยู่ทั่วโลก มีเพียง 4 แห่งเท่านั้นที่ควรคู่กับสถานะ Reserve นี้ ยิ่งไปกว่านั้น Phulay Bay ยังยืนหนึ่งเป็น Ritz-Carlton Reserve ที่แรกในโลกอีกด้วย เรามีโอกาสได้เข้าพักที่นี่ 2 คืน เลยอยากจะพาเพื่อนๆไป #hop ดูกันว่าอะไรที่ทำให้ Phulay Bay เป็นที่พักผ่อนในฝันของนักท่องเที่ยวทั่วโลก Ritz-Carlton Reserve แห่งแรกที่พิเศษเหนือระดับ ทำเลงดงามสุด exclusive ที่รายล้อมไปด้วยทั้งภูเขาและทะเล (ที่มาของชื่อภูเลเบย์) + งานดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร (ออกแบบโดยคุณเล็ก บุนนาค สถาปนิกศิลปินแห่งชาติ) + การบริการแบบดีเลิศ (มีบัตเลอร์ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง) คือองค์ประกอบซึ่งรวมกันได้ผลลัพธ์เป็น Ritz-Carlton Reserve ที่พิเศษเหนือระดับไปอีกขั้น ความน่าตื่นตาตื่นใจเริ่มต้นตั้งแต่โมเม้นต์ที่เรามาถึง ทางเดินที่ขนาบด้วยกำแพงสูงสีม่วงตั้งตระหง่าน ราวกับกำลังรอต้อนรับให้เราเดินทะลุผ่านไปสู่ดินแดนมหัศจรรย์ที่อยู่ปลายทางอีกฝั่ง นั่นก็คืออาคารต้อนรับทรงไทยโมเดิร์น icon ของรีสอร์ทนามว่าศาลาศรีจันทร์ (ตั้งตามชื่อแม่คุณปิยะ ภิรมย์ภักดี เจ้าของโครงการ) ว่ากันว่าจุดนี้ของรีสอร์ทนั้นถูกออกแบบมาให้มีพลังครบทั้ง 4 ธาตุ และแนวคิดของธาตุทั้ง 4 นี้ยังถูกต่อยอดไปสู่งานดีไซน์และการบริการอื่นๆภายในรีสอร์ทอีกด้วย วิลล่าส่วนตัวทั้ง 54 หลังของรีสอร์ทนั้น แบ่งได้เป็น 5 Room Types เราให้ของขวัญตัวเองด้วยการเลือกเข้าพักในประเภทห้องที่ดีที่สุดนั่นก็คือ Royal Beach Villa ซึ่งมีพื้นที่กว้างถึง 588 ตร.ม. มาพร้อมกับสระว่ายน้ำ จากุซซี่ สวนหย่อม ที่นั่งพักกลางแจ้งอยู่ภายในบริเวณส่วนตัวทั้งหมด ที่สำคัญคือมีมุมถ่ายรูปเพียบ แม้บางจุดอาจจะโทรมลงไปบ้างตามอายุของรีสอร์ท (เปิดมาตั้งแต่ปลายปี 2009) แต่ในภาพรวมก็นับว่าดูแลรักษาได้ดีทีเดียว เอกลักษณ์ของวิลล่านี้น่าจะอยู่ที่ช่องประตูหน้าต่างทั้งทรงโค้งและทรงกลมหลายรูปแบบ โดยเฉพาะในห้องน้ำที่เราชอบมากเป็นพิเศษเพราะมีซุ้มประตูรูปรูกุญแจที่สมมาตรกันทั้งสี่ทิศเปิดให้แสงธรรมชาติได้สาดเข้ามาได้อย่างเต็มที่ แถมยังทำจากหินอ่อนทั้งหมดจึงทำให้ดูหรูหราราวกับอยู่ในวังยังไงยังงั้น อีกมุมที่ชอบไม่แพ้กันก็คือสระว่ายน้ำส่วนตัว โดดเด่นด้วยระเบียงสระดีไซน์โค้งทรงกลีบดอกลีลาวดี พร้อมทั้งมี Hydro Jet ไว้นวดตัวได้อีกด้วย (หัวเจ็ตพ่นแรงสะใจมาก 555) จะว่าไปสิ่งที่ทำให้ Phulay Bay มีเอกลักษณ์อย่างมากก็คืองานดีไซน์สถานที่ซึ่งรวมองค์ประกอบที่แตกต่างกันหลายอย่างเอาไว้ด้วยกัน ทั้งความเป็นไทยล้านนา (ทั้งที่อยู่กระบี่) ความ Moroccan ความโมเดิร์น รวมไปถึงความแฟนซีที่ยากจะจำกัดว่าเป็นแนวใดแนวหนึ่งได้ เพราะเกิดจากการผสมผสานวัสดุ รูปทรง และสีสันที่หลากหลายจนเกิดเป็นแนวทางที่โดดเด่นของตัวเอง ถามว่าการแสดงมั้ย...ก็ใช่ แต่ถามว่าชอบมั้ย...ก็ชอบสิ 5555 นอกจากห้องพักที่สวยงามแล้ว อาหารเช้าที่รวมมากับราคาวิลล่าสุดอลัง ถ้าไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ เพราะทางรีสอร์ทจัดเต็มมาก มีทั้งแบบ Buffet และ A la carte โดยเน้นปรุงจากวัตถุดิบที่ปลูกเองในรีสอร์ท อาหารเช้าที่นี่นั้นดีงามทั้งในเรื่องของความหลากหลาย คุณภาพและรสชาติ จนกลายเป็นหนึ่งในเรื่องที่เราประทับใจที่สุดในการเข้าพักครั้งนี้ ห้องอาหาร Jampoon ติดใจอาหารเช้าแล้ว ก็เลยอยากลองอาหารเย็นที่ห้องอาหาร Jampoon ดูบ้าง อ่านดูเมนูอาหารไทยของที่นี่เหมือนจะธรรมดา แต่พอเสิร์ฟออกมาทั้งหน้าตาและรสชาติรู้เลยว่าสมราคา Ritz-Carlton Reserve เลย ปรบมือให้เชฟดังๆครับ ศาลาศรีจันทร์ตอนกลางคืนก็สวยไปอีกแบบนะ แวะผ่อนคลายที่ The Spa ความคุ้มค่าอีกอย่างหนึ่งก็คือแพ็คเก็จสปาสำหรับ 2 ท่าน ซึ่งเป็นการนวดน้ำมันตามกรุ๊ปเลือด สบายแค่ไหนไม่ต้องพูดถึง ฟังเสียงกรนแทนละกันจ้า 555 ภายใน The Spa นั้นตกแต่งอย่างโออ่าทว่าโปร่งสบายเพราะเน้นวัสดุธรรมชาติและความร่มรื่นของแมกไม้ ซึ่งให้อารมณ์ที่ทั้งหรูหราและผ่อนคลายไปในเวลาเดียวกัน จิบค็อกเทลชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่ Chomtawan Bar ก่อนหน้านี้เราก็คงเหมือนกับหลายๆคนที่ใฝ่ฝันจะได้มาลองใช้บริการที่นี่สักครั้ง เมื่อมีโปรโมชั่นอำนวย ฝันจึงเป็นจริง และรู้สึกประทับใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้มากับครอบครัวที่เรารัก จึงเป็นเหมือนของขวัญสุดพิเศษเราได้มีโอกาสใช้เวลาดีๆพักผ่อนด้วยกันในบรรยากาศ 5 ดาวแบบ Ritz-Carlton Reserve ที่มีเพียง 4 ที่ในโลกเท่านั้น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม และ การสำรองห้องพัก ติดต่อได้ที่ reservations.phulaybay@ritzcalton.com หรือ โทร +66 0 75 628 111 Website: www.ritzcarlton.com/PhulayBay IG: phulaybayreserve LINE Official: @phulaybayreserve #LetsHoparound FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co

  • Silavadee Pool Spa Resort Samui รีวิว ศิลาวดี รีสอร์ท สมุย

    Silavadee Pool Spa Resort Samui รีวิวศิลาวดี รีสอร์ท สมุย และโขดหินที่นี่นั้นก็เกลี้ยงเกลางดงามสมชื่อ ยิ่งเมื่ออยู่เคียงคู่กับน้ำทะเลสีฟ้าใส หาดทรายขาวละเอียด และต้นไม้เขียวชอุ่มนานาพันธุ์ เสน่ห์ของรีสอร์ทหรูบนเกาะสมุยแห่งนี้ก็ยิ่งถูกยกกำลังขึ้นไปอีกหลายขุม แต่แล้วจู่ๆเราก็เห็นภาพ Flashback เป็น MV เพลง Party ของวง Girls’ Generation ขึ้นมาซะอย่างนั้น อ่อ... ก็ที่นี่เป็นโลเคชั่นถ่ายทำ MV เพลงนั้นจริงๆซะด้วย ตั้งอยู่บนปลายแหลมหนันทางทิศตะวันออกของเกาะสมุย ศิลาวดีถือเป็น Exclusive Luxury Hideaway ที่เป็นดั่งสวรรค์สำหรับผู้ปรารถนาความสงบหลบความวุ่นเข้าสู่อ้อมกอดอันงดงามของธรรมชาติ นอกจากนี้ศิลาวดียังเป็นรีสอร์ทแบรนด์ไทย 100% และมีอยู่ที่นี่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น จึงทำให้ประสบการณ์เข้าพักของเราครั้งนี้ยิ่งมีเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใคร The Arrival รถของศิลาวดีมารอรับเราตั้งแต่มาถึงสนามบิน และใช้เวลาเดินทางไปยังตัวรีสอร์ทประมาณ 20 นาทีเท่านั้น เราได้ยินมาว่าน้ำส้มคั้นสดที่มีเตรียมไว้ต้อนรับเราบนรถนั้นอร่อยชื่นใจมาก ก็เลยไม่รอช้าขอเปิดชิมดูเลยก็แล้วกัน อุ้ย! อร่อยจริงด้วย งั้นหมดขวดเลยก็แล้วกันเนอะ ฮ่าๆๆ ช่วงที่เรามาถึงฟ้าฝนคงอยากโปรยปรายเป็นฤกษ์เย็นเพื่อมาต้อนรับเรา ก็ชุ่มชื่นกันอีกแบบครับ หลังจากดื่ม Welcome Drink เป็นน้ำสมุนไพรสดชื่นเรียบร้อยแล้ว พนักงานก็เป็นธุระช่วยเรากรอกข้อมูลเช็คอินจนเสร็จสรรพ พร้อมแนะนำให้ดาวน์โหลด App เฉพาะของทางรีสอร์ทที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกตลอดการเข้าพักของเรา ธรรมชาติและเทคโนโลยีนั้นเข้ากันได้ดีมากที่ศิลาวดีครับ Our Villa เราพร้อมที่จะนั่งรถ Buggy ไปที่วิลล่าของเราแล้วครับ ทางขึ้นลงเนินบางจุดชันมากเหมือนกับได้นั่งรถไฟเหาะแบบย่อมๆ สนุกมากเลย พนักงานแจ้งว่าทางรีสอร์ทนั้นมีนโยบายให้รักษาสภาพดั้งเดิมของธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด และตอนก่อสร้างก็ไม่มีการตัดต้นไม้ใหญ่เลย ในบรรดาห้องพัก 80 ห้อง มีเพียง 4 ยูนิตเท่านั้นที่ได้ชื่อว่า Oceanfront Pool Villa Suite และเราก็โชคดีที่ได้เข้าพักหนึ่งในวิลล่าที่ดีที่สุดของรีสอร์ททั้งหมดเลยทีเดียว ซึ่ง Oceanfront Pool Villa Suite นี้เป็นวิลล่าไซส์ใหญ่พิเศษประมาณ 300 ตร.ม. เห็นวิวทะเลเต็มๆจากซ้ายไปขวาเท่าที่ตาจะมองเห็น มาพร้อมกับสระว่ายน้ำ Infinity ฟรีฟอร์มที่แทบจะมองเห็นเป็นเนื้อเดียวกันกับท้องทะเลที่อยู่ไกลออกไป นอกจากนี้ยังมีเรือนนั่งเล่นพร้อมห้องน้ำในตัวแยกออกไปอีกหลัง ซึ่งหากมาหลายคนก็สามารถแปลงเรือนนั่งเล่นนี้ให้เป็นเรือนนอนเพิ่มได้ด้วย ใครอยากเข้าพักตามรอยเรา วิลล่าของเราคือวิลล่าหมายเลข 4 นะครับ เราไปชมรูปมุมต่างๆในวิลล่าของเรากันดีกว่าครับ In-Villa Afternoon Tea ฟ้าฝนเจ้ากรรมยังคงโครมครามดีใจกับการมาถึงของเราไม่หยุด เรารู้สึกเกรงใจพนักงานของทางรีสอร์ทเหลือเกินที่ต้องฝ่าฝนเอาเซ็ต Afternoon Tea มาจัดให้เราถึงในวิลล่า ซึ่งเซ็ตชายามบ่ายของที่นี่นั้นอุปกรณ์มาเต็มมากครับ ขนมทั้งคาวหวานและเครื่องดื่มทั้งร้อนเย็น (มีชาชักด้วย อร่อยเข้มมากฮะ) และบริการของพนักงานนั้นก็ไม่ยอมให้ขาดตกบกพร่องเลย ต้องขอขอบคุณอีกครั้งครับ จิบชาครึ้มๆแบบนี้ก็มูดดี้ดีไปอีกแบบนะครับ มี Background เป็นทะเลสวยขนาดนี้ ถ้าฟ้าเปิดคงบรรเจิดมากเลยล่ะ Lazing Around The Villa เราถือโอกาสช่วงฝนตกแบบนี้ใช้พื้นที่ห้องจนคุ้มเลยล่ะครับ เราค้นพบว่าเรือนนั่งเล่นนี่เป็น Perfect Spot ในการทำงานมากครับ เราเพลินกับการนั่งทำงานสลับกับพูดคุยเถลไถลและดูวิวทะเลเรื่อยๆจนรู้ตัวอีกทีก็เกือบเย็นแล้ว เคลียร์งานไปได้เยอะเหมือนกันแบบงงๆ และมื้อเย็นนี้เรามีนัดดินเนอร์กันที่ห้องอาหารของทางรีสอร์ทครับ Dinner For Two ศิลาวดีมีห้องอาหาร 3 สไตล์ด้วยกัน คือ Sun, Moon และ Star โดยทั้ง 3 ห้องนั้นอยู่กันคนละชั้นในอาคารเดียวกัน เริ่มที่ชั้นล่างสุดกับห้องอาหาร Sun ซึ่งมีลักษณะสบายๆกึ่งๆคาเฟ่ริมสระน้ำ เพราะตรงนี้มีหนึ่งในสระหลักของรีสอร์ทอยู่ด้วย ขยับขึ้นมาอีกชั้นเป็นห้องอาหาร Moon ซึ่งเป็นห้องอาหารของศิลาวดี ใช้เสิร์ฟอาหารทุกมื้อ โดยเฉพาะเบรคฟัสต์ที่จะคึกคักเป็นพิเศษ ส่วนชั้นดาดฟ้านั้นเป็น Roof Top Bar ชื่อว่า Star ตามกำหนดแล้วมื้อนี้ทางรีสอร์ทจะมีบริการนำเอาอุปกรณ์บาร์บิคิวมาปิ้งย่างให้เราตรงบริเวณสระว่ายน้ำในวิลล่าของเราเลย แต่เนื่องจากยังมีฝนปรอยๆ ทางรีสอร์ทจึงขอชดเชยด้วยการปิดห้องอาหาร Sun เพื่อให้บริการเรา 2 คนโดยเฉพาะ ไม่เพียงเท่านั้นยังส่ง Head Chef (เชฟปมณฑ์) มาปรุงอาหารให้เราด้วย เชฟบอกว่าปกติเชฟจะปรุงให้เฉพาะแขก VIP เท่านั้นเราประทับใจกับความทุ่มเทในการบริการของศิลาวดีมากครับ และรสมือของเชฟปมณฑ์ก็สมกับตำแหน่ง Head Chef มากเลยครับ เชฟถามเราว่าชอบกินอาหารใต้มั้ย กินเผ็ดได้มั้ย เพราะอยากจะทำให้กินในมื้อกลางวันพรุ่งนี้ด้วยรสมือคนใต้แท้ๆ (เชฟเป็นคนสงขลา) เรารีบบอกเลยว่าเราชอบมากๆ อดใจไม่ไหวเลยครับ Bath Time หลังจากอิ่มอร่อยแบบไพรเวทเรียบร้อยแล้ว เราก็เรียกให้รถ Buggy กลับมาส่งที่วิลล่า พอเดินเข้าห้องน้ำก็นึกขึ้นได้ว่าเรามีอ่างอาบน้ำมหึมาอยู่ในห้องนี่นา ไหนๆก็ไหนๆคงต้องแช่แล้วแหละเนอะ เราไม่รีรอตรงเข้าไปเปิดน้ำอุ่นเติมในอ่างแล้วใส่สบู่ตีฟองจนฟูฟ่อง แช่น้ำอุ่นจนสบายไปทั้งตัวก็ได้เวลานอน คืนนี้หลับสนิทแน่นอนครับ Breakfast Buffet เช้านี้เรามีนัดทานบุฟเฟ่ต์อาหารเช้ากันที่ห้องอาหาร Moon อาหารเช้าที่นี่นั้นมีครบทุกหมวดหมู่คาวหวาน ทั้งแบบ Local ไม่ว่าจะเป็นปลากะพงนึ่งขิง โรตีแกงมัสมั่น ไปจนถึงหมูปิ้งที่เราคุ้นเคย หรืออาหารอินเตอร์ทั้งแบบพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นจานไข่นานาชนิด ชีส โคลด์คัท ไปจนถึงเมนูพิเศษอย่าง Lobster Roll แต่ที่นี่ใช้กุ้งสดๆจากทะเลท้องที่แทน Lobster นะครับ แต่เขามีคาร์เวียร์โปะมาให้ด้านบนด้วย อาหารเช้าที่นี่มีหลากหลายมากจริงๆครับ ที่เห็นในรูปคือแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ปล.เราชอบน้ำผลไม้ของที่นี่ที่คั้นจากผลไม้สดๆเลย Silavadee Spa ไปนวดกันครับ วันนี้เราเลือกนวดไทยกันที่สปาของศิลาวดี ความแตกต่างระหว่างการนวดไทยทั่วไป กับการนวดไทยที่ดีเยี่ยมที่สปาแห่งนี้นั้นนอกจากความรู้ในเรื่องเส้นและกายวิภาคต่างๆของหมอนวดแล้ว ยังอยู่ที่ความตั้งใจในการลงน้ำหนักอย่างเป็นจังหวะด้วย เรารู้สึกถึงเจตจำนงค์ในทุกๆการกดของพี่ Therapist ของเราได้เป็นอย่างดี สบายจนเผลอหลับไป (ปกติเราจะไม่ค่อยหลับเวลานวดไทย เพราะต้องขยับตัวตลอดเวลา) ใจจริงเราตั้งใจอยากจะลองคอร์ส Silavadee Journey ซึ่งเป็นการผสานเทคนิค Lomi Lomi แบบฮาวายกับ Shirodhara แบบอินเดียไว้ด้วยกันจนเป็น Signature Treatment ของที่นี่ แต่เนื่องจากเวลาที่เราว่างไม่ตรงกับ Therapist จึงชวดไปอย่างน่าเสียดายครับ Local Lunch. Masterfully Prepared. ถึงเวลามื้อกลางวันแบบใต้แท้ๆโดยฝีมือชั้นครูของเชฟปมณฑ์คนเดิม วันนี้เชฟจัดน้ำชุบโจรพร้อมผักเครื่องเคียง ใบเหลียงผัดไข่ ไก่บ้านต้มขมิ้น แกงเหลืองกะพงออดิบ สะตอผัดกะปิกุ้งหมูสับ และปลาทรายทอดขมิ้นมาให้เรา เป็นอาหารใต้ทั้งถึงเครื่องและกลมกล่อมพอดิบพอดี อร่อยมากครับ ตบท้ายด้วยโรตีหวานมัน ฟินพุงยาวๆ รสมือเชฟนั้นยอดเยี่ยมสมกับประสบการณ์ที่สั่งสมมาเลยครับ เชฟเล่าให้ฟังว่ากำลังวางแผนนำประสบการณ์ Fine Dining มาสร้างความประทับใจเพิ่มเติมให้กับแขกของศิลาวดีด้วย หวังว่าเราจะได้กลับมาลิ้มรสอาหารละเมียดรสมือเชฟอีกครั้งนะครับ Our Pool เราตั้งตาคอยที่จะลงสระน้ำที่วิลล่าของเราตั้งแต่แรกเห็น และในที่สุดอากาศก็เริ่มจะเป็นใจ เพราะฝนหยุดตกแล้ว แม้จะยังครึ้มๆแต่เราก็ไม่รีรอที่จะฉวยโอกาสนี้ไว้ เพราะไม่รู้ว่าฝนจะกลับมาอีกทีเมื่อไหร่ สระน้ำ Infinity ฟรีฟอร์มของเรานั้นมาพร้อมกับมุมเตียงจากุซซี่ที่มีหัวเจ็ทพ่นน้ำนวดตัวด้วย และเราก็ชอบที่สระส่วนตัวของเรามีขนาดค่อนข้างใหญ่ สามารถลงเล่นกันได้แบบหลวมๆ 3-4 คนสบายๆ ที่สำคัญคือวิวสวยมาก น้ำทะเลสีฟ้าอ่อนๆที่เป็นเสน่ห์ของสมุยนั้น แทบจะเนียนเป็นสีเดียวกันกับสระของเรา ยิ่งตัดด้วยโขดหินสวยๆนั้นก็ยิ่งทำให้ถ่ายรูปขึ้นสุดๆเลยครับ Seafood Extravaganza มื้อค่ำวันนี้มาใน Theme อาหารทะเลที่พรีเซ้นต์เน้นความอลังการ ขนมาหมดทะเลทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ถาดใหญ่กว่าโต๊ะไปอีก มีทั้งแบบสด แบบย่าง พร้อมน้ำจิ้มให้เลือกหลายแบบ ใครมาสมุยแล้วต้องการอาหารทะเลสดๆ ก็คงไม่มีอะไรตอบโจทย์ไปกว่านี้แล้วครับ In-Villa Breakfast วันนี้เป็นวันเช็คเอาท์ของเราแล้ว และเราก็รู้สึกขอบคุณสวรรค์ที่ในที่สุดก็ส่งแดดงามๆมาให้เรา และที่ดีงามยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ Surprise อาหารเช้าริมสระในวิลล่าของเราเลย และเค้าไม่ได้มาเล่นๆนะครับ จัดเต็มทั้งเรื่องอาหารและการนำเสนอ ครบตั้งแต่จานไข่ ไส้กรอก เบค่อน ชีส โคลด์คัทส์ เบเกอรี่ โยเกิร์ต ผลไม้ ชา กาแฟสารพัดความอร่อยที่เกินกว่ากระเพาะของเราจะบรรจุได้ไปหลายอัตรา เราจึงต้องใช้ประโยชน์สูงสุดจากอาหารที่รีสอร์ทตั้งใจนำเสนอ นอกจากการกินแล้ว เรายังใช้เป็นพร็อพถ่ายรูปทั้งในสระและบนบกได้แบบรัวกล้องไม่ได้หยุดเลย Beach ไหนๆฟ้าก็เปิดเป็นใจให้เราแล้ว เราจึงได้ฤกษ์ออกไปสำรวจชายหาดส่วนตัวของทางรีสอร์ทกันเสียที พนักงานเล่าว่าถ้าโชคดีบางครั้งอาจจะได้เห็นฝูงปลาโลมาใกล้ๆรีสอร์ทด้วย และในบางปีก็จะมีเต่าทะเลมาวางไข่ด้วย เป็นเครื่องการันตีว่าธรรมชาติของศิลาวดีนั้นสมบูรณ์จริงๆ ระหว่างทางที่ไปหาด เราก็จะเจอกับอีกหนึ่งสระว่ายน้ำส่วนกลาง พร้อมกับโขดหินรูปทรงมนโค้งสวยงามตลอดทาง วันนี้เรารีบออกมาที่หาดเพราะตื่นเต้นกับแดดที่เพิ่งจะใจดีออกมาให้เราได้เห็นตั้งแต่เช็คอินจึงไม่ได้หยิบเอาอุปกรณ์อะไรติดตัวออกมาเลย ได้แต่มาเดินเล่นและนั่งชิงช้า หามุมถ่ายรูปมาฝากกัน แค่นี้เราก็แฮปปี้มากแล้วครับ Goodbye Lunch ก่อนจะเช็คเอาท์ เชฟปมณฑ์คนเก่งก็ได้เตรียมสำรับขนมจีนสมุยเป็นมื้อแทนคำอำลาให้กับเราอีกครั้ง มื้อนี้มาครบเซ็ตตั้งแต่ขนมจีนเส้นสด น้ำยาปู น้ำยาปลา และแกงไตปลา เสิร์ฟคู่กับผักสดผักดองนานาชนิด นอกจากนี้ยังมีไก่ทอดเลิศรสกับข้าวเหนียวมาให้อีก เรียกได้ว่าเป็นมื้อส่งท้ายที่อร่อยนัวถูกปากมากเลยครับ Wrapping Up Our Stay ศิลาวดีเป็นหนึ่งในรีสอร์ทที่เราอยากจะมาพักตั้งแต่เราเริ่มทำเพจใหม่ๆ เพราะมีความลงตัวพอดีระหว่างห้องพักที่สวยงาม การบริการที่ Exclusive และความสมบูรณ์ของธรรมชาติ นอกจากนี้ศิลาวดียังมีเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์จากการที่เป็นแบรนด์ของคนไทยและไม่มีสาขาอื่นใดนอกจากที่นี่ที่เดียวเท่านั้น แม้อากาศในทริปนี้ของเราอาจจะไม่ค่อยเป็นใจ แต่เราก็เอ็นจอยกับการได้มาชะลอจังหวะชีวิตจากเมืองกรุงสู่อ้อมกอดของท้องทะเล แมกไม้ และก้อนหินอันสวยงาม สิ่งที่เราประทับใจที่สุดก็เห็นจะเป็นวิลล่าหมายเลข 4 ของเราและการบริการของพนักงานที่เอาอกเอาใจเราเสียจนแทบจะเสียนิสัยกันเลยทีเดียว หวังว่าเราจะได้กลับมาเยือนศิลาวดี รีสอร์ทแห่งหินอันสวยงามในอีกไม่นานนี้นะครับ #LetsHoparound สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ที่⁣ Line ID: @silavadeesamui (มี @ ข้างหน้า)⁣ หรือคลิก https://lin.ee/itCnpxT⁣ www.silavadeeresort.com ⁣ โทร: 077 960 555⁣ Email: reservations@silavadeeresort.com⁣ #silavadeeresort #silavadeesamui #samui #thailand

  • InterContinental Phuket Resort จากวรรณกรรม 3 ดินแดน สู่ความแกรนด์บนหาดกมลา

    InterContinental Phuket Resort จากวรรณกรรม 3 ดินแดน สู่ความแกรนด์บนหาดกมลา ขอต้อนรับเพื่อนๆสู่ Property ล่าสุดในไทยจากแบรนด์ InterContinental ที่นี่เพิ่งเปิดให้บริการได้เพียง 2 ปีกว่าๆบนทำเลหาดกมลาซึ่งได้รับฉายาว่าเป็น Millionaires’ Mile แห่งภูเก็ตเพราะเต็มไปด้วยวิลล่าหรูหรามากมาย รีสอร์ทแบรนด์อินเตอร์ฯแห่งนี้กินพื้นที่ครอบคลุม 2 ฝั่งถนน ทั้งฝั่งทะเล และฝั่งภูเขา จึงเป็นที่มาของไอเดียการแบ่งคอนเส็ปต์พื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนคือ แดนบาดาล แดนมนุษย์ และแดนสวรรค์ ซึ่งบริษัท P49 DEESIGN ผู้รับผิดชอบภาพรวมงานดีไซน์นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดเรื่องหนึ่งของไทยอย่างไตรภูมิพระร่วง ป่ะ! ไปชมของจริงกันเลยคร้าบ The Arrival ไม่ถึง 40 นาทีจากสนามบินรถของโรงแรมก็พาเรามาถึง Club InterContinental ซึ่งเป็นจุดเช็คอินฝั่งทะเล (แดนบาดาล) เพราะทริปนี้ห้องพักของเราอยู่ใกล้หาด แต่ถ้าหากเพื่อนๆพักฝั่งภูเขา (แดนมนุษย์และสวรรค์) ก็จะได้เช็คอินที่ล็อบบี้หลักของโรงแรมซึ่งอยู่อีกฟากของถนน Club InterContinental นั้นให้ความรู้สึกเหมือน Lounge พิเศษให้แขกได้นั่งพักผ่อน อ่านหนังสือ คุยงาน หรือจะจิบเครื่องดื่มเพลินๆก็ได้เช่นกัน เมื่อเราได้ที่นั่งในมุมที่ถูกใจแล้ว พนักงานก็เข้ามาต้อนรับพร้อมเมนู Welcome Drink ใช่แล้วครับที่นี่เครื่องดื่มต้อนรับจะมาเป็นเมนูให้เราเลือกตามชอบได้เลย ทั้งชา กาแฟ น้ำผลไม้ และอื่นๆ เราชอบบรรยากาศที่ไม่พลุกพล่านของการเช็คอิน Exclusive แบบนี้จัง ระหว่างที่รอเข้าห้องพัก เราขออนุญาตเล่าข้อมูลคร่าวๆเกี่ยวกับแบรนด์ InterContinental และรีสอร์ทแห่งนี้ไปพลางๆนะครับ The Brand Story ปีถัดมาหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง คุณ Juan Trippe ผู้บริหารสูงสุดของสายการบิน Pam Am (Pan America World Airways) สายการบินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้น ได้เปิดแบรนด์โรงแรมหรูเพื่อรองรับลูกค้าของสายการบินตามจุดหมายปลายทางต่างๆทั่วโลก ซึ่งนอกจากจะเป็นการต่อยอดทางธุรกิจแล้ว ยังเป็นการขยายอิทธิพล Soft Power ของอเมริกาให้แผ่ไกลออกไปอีกด้วย เพราะแม้จะไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ Pan Am นั้นก็มีภาพลักษณ์ราวกับเป็นสายการบินแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 เนื่องจาก Pan Am เป็นสายการบินพาณิชย์แรกของโลกที่มีเที่ยวบินข้ามทวีป (Inter Continental) จึงเป็นที่มาของชื่อแบรนด์โรงแรม InterContinental ซึ่งเปิดแห่งแรกที่เมือง Belém ทางตอนเหนือของประเทศ Brazil และภายในเวลาไม่นานก็ได้ขยายออกไปอีกหลายประเทศทั่วโลก นับจากวันนั้นแบรนด์ InterContinental ก็ได้ผ่านความเปลี่ยนแปลงมานับครั้งไม่ถ้วน และแม้บริษัทแม่อย่าง Pan Am จะต้องปิดตัวไปในปี 1991 แต่แบรนด์ InterContinental ก็ยังคงงอกงามภายใต้บริษัทแม่แห่งใหม่ที่มีประวัติความเป็นมากว่า 200 ปี ก่อนที่จะสยายปีกกลายเป็น IHG (InterContinental Hotels Group) ที่มีแบรนด์โรงแรมในเครือถึง 16 แบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น Six Senses, Kimpton และ Holiday Inn เป็นต้น Our Room ที่ InterContinental Phuket Resort นั้นมีห้องพักทั้งแบบ Pool Villa และห้องพักมาตรฐานซึ่งก็แบ่งออกเป็นอีกหลายแบบ แต่ห้องพักของเราในวันนี้เป็น Executive Room ที่หันหน้าเข้าหาวิวทะเลอันดามัน ซึ่งมาพร้อมกับสิทธิพิเศษในการเข้าใช้ Club InterContinental ได้ตลอดเวลา และจะมีช่วงเวลาพิเศษที่จะมีบริการอาหารเช้า Afternoon Tea และ Free-Flow Cocktails ที่รวมอยู่ในค่าห้องแล้วด้วยนะครับ นอกจากนี้ยังมีสระว่ายน้ำใกล้ๆกับห้องพักซึ่งสะดวกและเป็นส่วนตัวมากขึ้นด้วยครับ การตกแต่งห้องนั้นสวยงามตามฉบับ 5 ดาวของ InterContinental มีพื้นที่ประมาณ 43 ตร.ม. กำลังพอเหมาะสำหรับ 2 คน ผนังบานเลื่อนที่กั้นเป็นห้องน้ำนั้นสามารถเปิดโล่งหรือปิดเพื่อความเป็นส่วนตัวได้ ภายในห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำขนาด Full Size พร้อม Shower Room แยกต่างหาก ส่วน Amenities นั้นเป็นของแบรนด์ HAARN ครับ Pine Beach Bar ทิวสนที่เรียงรายอยู่บริเวณหน้าหาดกมลา คงจะเป็นที่มาของชื่อ Pine Beach Bar นี้ และนับวันบีชบาร์แห่งนี้ก็ยิ่งสร้างชื่อให้กับตัวเองจนกลายเป็นอีกหนึ่งในจุดนัดพบที่ป็อปปูล่าร์ที่สุดของเกาะภูเก็ต เพราะที่นี่เค้ามีกิจกรรมพิเศษอยู่เสมอ อย่างเช่นในทุกๆเดือนจะมี 1 วันพิเศษที่ทางรีสอร์ทจะเชิญ Mixologist ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติมาผสมเครื่องดื่มเป็นเมนูเฉพาะกิจให้กับลูกค้าได้ดื่มด่ำรสชาติเคล้าบรรยากาศที่ครึกครื้น ณ หาดกมลาแสนสวยแห่งนี้ และวันนี้ก็บังเอิญเป็นวันพิเศษประจำเดือนพอดีเลย ในวันนี้ทางรีสอร์ทได้เชิญคุณ Federico Balzarini มารับ Guest Shift ผสมเครื่องดื่มให้ลูกค้าที่นี่ได้เอ็นจอย คุณ Federico เป็นหัวหน้าบาร์เทนเดอร์ชาวอิตาเลียนคนใหม่จากร้าน Vesper ซึ่งได้รับรางวัล Asia’s Best Bars 2021 ลำดับที่ 46 จากการจัดอันดับของ The World’s 50 Best สำหรับที่ PineBeach Bar ในวันนี้คุณ Federico ได้จัดเมนูพิเศษให้เราได้เลือกลิ้มลองถึง 4 เมนู และคราวหน้าในวันที่ 16 เมษายน 2022 จะเป็นคิวของคุณ Gabriel Lowe จากโรงแรม The Standard กรุงเทพฯที่กำลังจะเปิดเร็วๆนี้ แต่หากเพื่อนๆมาที่นี่ ก็จะได้ชิมฝีมือของคุณ Gabriel ก่อนที่กทม.เสียอีก นอกจากเครื่องดื่มแล้ว Pine Beach Bar ยังมีเมนูอาหารทั้งไทยและเทศให้เลือกกินกันตามชอบได้เลย ไม่ว่าจะอยากอิ่มหนักหรืออิ่มเบามีช้อยส์ให้เลือกหมดครับ อารมณ์ครื้นเครงของที่นี่พาให้เราได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ๆผ่านคุณนิคกี้ PR ของโรงแรม พูดคุยกันสนุกสนานมากครับ ตบท้ายด้วยการแสดงควงไฟของ Local Performers ที่ฝีมือไม่ธรรมดาเลย ยิ่งได้ฉากหลังเป็นทะเลวิว Sunset แสงสีทองก็ยิ่งทำให้เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำยิ่งขึ้นอีก Earth Hour ความบังเอิญที่พิเศษอีกอย่างของวันนี้ก็คือเป็นวันที่จะมีกิจกรรม Earth Hour ซึ่งทางโรงแรมจะปิดไฟในจุดที่ไม่จำเป็นเป็นเวลา 1 ชั่วโมง และจะจุดเทียนแทน เราจึงถือโอกาสเก็บภาพแสงเทียนสวยๆที่ 1 ปีจะมีสักครั้งมาฝากกันครับ คืนนี้ทางรีสอร์ทวางเทียนเป็นรูปโลโก้ InterContinental ตรงทางเดินสู่อาคารสวรรค์พอดีซะด้วยสิ Soaking Away The Weariness วันนี้เราเป็นวันแรกที่เราเพิ่งเดินทางมาถึง แต่กิจกรรมแน่นเลยครับจึงรู้สึกเพลียเล็กน้อย นึกขึ้นได้ว่าที่ห้องมีอ่างอาบน้ำไซส์ใหญ่รอเราอยู่ ก็เลยไม่พลาดครับ ให้น้ำอุ่นและฟองหอมๆนุ่มๆช่วยคลายความเหนื่อยล้าซักหน่อยค่อยสบายตัวขึ้นเยอะเลย วันนี้เราขอพักผ่อนกันก่อน แล้วพรุ่งจะพาไปชมรีสอร์ทต่อครับ Breakfast At Pinto ช่วงเวลาอาหารเช้าทำให้เรารู้ว่าแขกของ InterContinental Phuket นั้นเยอะมากจริงๆครับ น่าจะมาจากความแข็งแรงของแบรนด์ระดับโกลบอล เพราะแขกส่วนใหญ่ก็จะเป็นต่างชาติ อาหารเช้าที่นี่จะเสิร์ฟสไตล์ Buffet ไปเลือกตักเอาเองได้ตามชอบเลย เมนูอาหารนั้นมีหลากหลายทั้งไทย สากล ไปจนถึงอาหารท้องที่อย่างปาท่องโก๋ ขนมจีน หรือติ่มซำ จริงๆแล้วหากเราต้องการรับประทานอาหารเช้าแบบหลบผู้คน ก็สามารถใช้สิทธิ์ที่ Club InterContinental ได้นะครับ ซึ่งจะเป็นอาหาร A La Carte คนละอารมณ์กับที่ห้องอาหารปิ่นโตนี้ แต่พอดีว่าเราอยากพาเพื่อนๆมาดูบรรยากาศอีกฝั่งหนึ่งก็เลยนั่งรถ Buggy ลอดใต้ถนนจากแดนบาดาลมายังฝั่งภูเขาที่เป็นแดนนมนุษย์ (พสุธา) และสวรรค์ เพราะเดี๋ยวกินเสร็จเราก็จะได้ไปเดินสำรวจรอบๆฝั่งนี้กันต่อครับ A Walk In Paradise ไปเดินเล่นกันครับ ฝั่งภูเขานี้มีพื้นที่ใหญ่กว่าฝั่งทะเลนะครับ จึงมีมุมให้ปลีกวิเวกมากกว่า Vibe ก็จะสงบกว่าด้วย (ยกเว้นช่วงเวลา Breakfast นะครับ 555) จากฝั่งทะเลในเขตเมืองบาดาล รีสอร์ทได้เจาะอุโมงค์ลอดใต้ถนนพร้อมงานจิตรกรรมฝาผนังฝีมือนักเรียนช่างท้องที่ ซึ่งอุโมงค์นี้ก็เปรียบเสมือนลำตัวพญานาคที่พาแขกข้ามมายังโลกมนุษย์ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Main Lobby ที่อยู่อีกฟากถนนของรีสอร์ท จาก Main Lobby เราจะสามารถวิวเห็นอาหารทรงไทยประยุกต์สีขาวที่กลายเป็น Icon ของทางรีสอร์ทไปแล้ว หลายคนแซวว่าดูคล้ายวัดร่องขุ่นซึ่งทางผู้ออกแบบก็คงอยากให้มีอารมณ์ความขลังในแนวนั้นเหมือนกันนะครับ เพราะอาคารนี้มีชื่อว่า “สวรรค์” เป็นสัญลักษณ์แทนจุดสูงสุดในรีสอร์ทแห่งนี้ตามธีมที่วางไว้ โดยอาคารสวรรค์นี้ถูกออกแบบให้มีหลังคารูปทรงคล้ายมือที่ประนมซ้อนขึ้นไป 7 ชั้นแทนสวรรค์ชั้นต่างๆนั่นเอง ชั้นล่างของอาคารสวรรค์นั้นเป็นที่ตั้งของ “สติสปา” และชั้นบนจะกลายเป็นร้านอาหาร Fine Dining ในอนาคต แต่ปัจจุบันก็เปิดให้แขกเดินขึ้นไปชมได้ครับ การวางตำแหน่งสิ่งปลูกสร้างต่างๆนั้นล้วนได้แรงบันดาลใจมากจากตำนานความเชื่อเกี่ยวกับสวรรค์ตามคติผสมผสานแบบพุทธและพราหมณ์-ฮินดู โดยสมมติให้ภูเขาด้านหลังนั้นเป็นเขาพระสุเมรุ มีการจัดพื้นที่สวนเพื่อแทนป่าหิมพานต์ และสระว่ายน้ำเพื่อแทนสระอโนดาต การตั้งชื่ออาคารต่างๆก็เป็นไปตามคอนเส็ปต์เดียวกัน เช่น Wayo (วาโย แปลว่า ลม) Akash (อากาศ) Pasutha (พสุธา แปลว่า แผ่นดิน) หรือ Apo (อาโป แปลว่า น้ำ) เป็นต้น Sunday Brunch At Pine Beach Bar นอกจากจะเป็นจุดนัดดริ้งค์แล้ว Pine Beach Bar ยังมีทีเด็ดทุกวันอาทิตย์เป็น Sunday Brunch อีกด้วย ได้ข่าวมาว่าทีนี่กลายเป็นอีกหนึ่ง Hot Spot ของชาวสังคมชั้นนำในภูเก็ตจะนัดมา Connect กัน แต่เนื่องจากวันนี้พระอาทิตย์เผื่อแผ่รัศมีแบบใจกว้างดีเหลือเกิน เราจึงขอหลบร่มเข้ามาเอ็นจอยอาหารใต้ชายคาดีกว่า อาหารที่นี่หลากหลายมากเลยครับทั้งหอยนางรมสด เซวิเช่ปลาทูน่า พาสต้าล็อบสเตอร์ สเต้กทีโบน พิซซ่าทรัฟเฟิ่ล ไปจนถึงซุป สลัดและตัวเลือกวีแกน คล้ายๆกับจะเป็นการรวมดาวเอาเมนูเด็ดของทั้งโรงแรมมาไว้ในมื้อเดียวแบบทานได้ไม่อั้น นอกจากนี้ยังมีเซ็ตให้เลือกทั้งแบบ Food Only หรือแบบที่รวมเครื่องดื่ม ขอแนะนำให้จองล่วงหน้าก่อนซัก 3 วันนะครับ จะได้ราคาพิเศษ Early Bird ด้วย Kamala Beach เรายังไม่เคยพาเพื่อนๆไปชมบรรยากาศหาดกมลาตอนกลางวันกันเลยครับ และหลังมื้อหนักแบบนี้การได้เดินย่อยริมทะเลก็ฟังดูเป็นไอเดียที่ไม่เลวทีเดียว หาดกมลานั้นเป็นหาดสาธารณะที่ยาวถึง 2 กิโลเมตร มีทรายละเอียดนุ่มเท้า น้ำใสสีฟ้าสวย มีทั้งจังหวะที่คลื่นสงบและจังหวะที่คลื่นแรงพอประมาณทำให้สามารถเล่นกิจกรรมทางน้ำได้หลากหลาย ละแวกหาดหน้ารีสอร์ทน่าจะเป็นโซนที่ดูคึกคักที่สุดแล้ว แต่ก็ไม่ถึงกับพลุกพล่านมากครับ บ้างเล่นน้ำ บ้างแอบแดด บ้างนั่งอ่านหนังสือ ทำให้ดูมีชีวิตชีวากำลังดี แต่หากจากได้ความสงบมากๆ ก็เดินไกลออกไปนิดหน่อย คนก็จะบางตาลงไปเรื่อยๆ ในวันแดดจัดๆอย่างวันนี้นั้นสีสันของน้ำทะเลยิ่งสวยจัดเป็นพิเศษ แต่ก็มาพร้อมกับความร้อนอ้าวเต็มกำลังเช่นกัน ทิวสนบริเวณหาดของโรงแรมก็พอช่วยให้ร่มเงาได้บ้างครับ ใครชอบอาบแดดนี่น่าจะถูกใจมากเลยล่ะ แต่ตอนนี้เราขอไปหลบร้อนในห้องแอร์ที่ Club InterContinental ก่อนนะคร้าบบบบ Tengoku ใครอ่านบทความมาถึงตรงนี้ต้องขอแสดงความยินดีด้วยครับ คุณกำลังจะได้รู้ถึง Item ลับซึ่งเป็นของดีที่หลบซ่อนอยู่ใน InterContinental Phuket Resort แห่งนี้ เป็นร้านอาหารเด็ดขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในอีกร้านอาหารหนึ่ง ร้านนี้มีชื่อว่า Tengoku (แปลว่าสวรรคฺ) เป็นร้านญี่ปุ่นแนวโอซาก้าที่มีโต๊ะเพียง 5 โต๊ะ กับที่นั่งหน้าบาร์อีกนิดหน่อย ดูแลโดยเชฟไอซ์ เชฟไทยอายุน้อย (26 ปีเท่านั้น) แต่ประสบการณ์แน่นทั้งจากร้านญี่ปุ่นในไทยและที่เกียวโต ที่เรารู้สึกได้อย่างชัดเจนก็คือ Passion ของทั้งเชฟและทีมงานที่ใส่ใจในการคัดสรรวัตถุดิบอย่างมาก เช่นปลาแซลม่อนพันธุ์พิเศษที่ต้องสั่งตรงจากนักตกปลาด้วยเบ็ดจากญี่ปุ่นซึ่งเนื้อนุ่มหวานต่างจากแซลม่อนทั่วไปจริงๆ รวมไปถึงความพยายามที่จะทำเครื่องปรุงต่างๆเอง From Scratch ไม่ว่าจะเป็นการหมักมิโสะขาว มิโสะแดง และอื่นๆอีกมากมาย ที่นี่คุณอาจจะไม่พบซูชิในเมนู แต่จะเต็มไปด้วยตัวเลือกอื่นๆที่หลากหลาย โดยปรุงออกมาแบบ Creative ไม่เหมือนใคร ทั้งของดิบ ข้าวหน้าต่างๆ จานเส้น ปิ้งย่างฯลฯ จานที่เราเลือกสั่งมานั้นรสชาติดีงามลงตัว และนอกจากอาหารแล้ว Tengoku ยังโดดเด่นด้วยเมนูสาเกที่คัดมาให้เลือกชิมเกือบ 20 ชนิดจากแทบทุกภูมิภาคของญี่ปุ่น ทั้งหมดนี้ทำให้ Tengoku กลายเป็นร้านโปรดที่เซอร์ไพร้ซ์เราที่สุดในรีสอร์ทแห่งนี้ และอีกสิ่งหนึ่งที่เราชื่นชมมอย่างมากก็คือบุคลิกที่สุภาพถ่อมตัวของเชฟไอซ์เอง มื้อนี้นับเป็นการจบวันได้ฟินสุดๆไปเลยครับ Sati Spa วันนี้เป็นวันสุดท้ายของเราที่นี่แล้ว แต่ยังเหลือโปรแกรมอีกหลายอย่างเลยครับ หลังจากมื้อเช้าที่เราตั้งใจกินแค่ให้พออิ่มสบายๆแล้วก็เป็นคิวของสปา เรามีนัดกับพี่ๆ Therapists ที่ “สติสปา” ซึ่งเป็นสปาของ InterContinental Phuket Resort โดยตรง ช่วงนี้เขามีแพ็คเก็จพิเศษให้เราเลือกจัดคอร์สตามต้องการของเราได้เลยในราคาที่คุ้มค่าเป็นพิเศษ ใครสนใจลองสอบถามถึงแพ็คเก็จ New You ได้กับทางสปาเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นนวดไทย นวดน้ำมัน นวดศีรษะ นวดหน้า ขัดผิว ทำเล็บที่นี่มีพร้อมครับ สำหรับผลิตสปาที่นี่ใช้ของ HAARN และสกินแคร์สำหรับผิวหน้าจะเป็นของ Anne Semonin แบรนด์หรูจากปารีสครับ เราชอบขั้นตอนล้างพลังงานลบด้วยเสียงจาก Crystal Singing Bowl ก่อนเข้าห้องทรีตเม้นต์ ซึ่งเป็นดังพิธีกรรมง่ายๆสั้นๆให้เราได้น้อมนำจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบันเพื่อรับการนวดบำบัดด้วย โถงตรงกลางในโซนห้องทรีตเม้นต์ประดับด้วยดอกมณฑารพจำลองแขวนลดหลั่นกันไป สำหรับใครที่ไม่รู้จัก ดอกมณฑารพคือดอกไม้ทิพย์จากเทวโลกซึ่งไม่มีอยู่ในโลกมนุษย์นะครับ ตามคอนเส็ปต์สวรรค์ของรีสอร์ทเลย สำหรับความสบายของการนวดขอให้ภาพสื่ออารมณ์แทนนะครับ เรื่องแบบนี้ต้องมาลองด้วยตัวเองครับ 5555 Afternoon Tea At Devas' Lounge Devas’ Lounge นั้นอยู่ติดกับล็อบบี้หลัก จึงเป็นดั่งห้องเอนกประสงค์ที่ใช้รับรองแขกทั้งภายในและภายนอก แต่สิ่งที่ทำให้เล้านจ์แห่งนี้มีชื่อก็คือ Afternoon Tea ที่จัดเต็มด้วยขนมทั้งคาวหวานซึ่งเป็นผลงานรังสรรค์จาก Pastry Chef ของทางโรงแรมเอง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องค่อนข้างหายากในภูเก็ต (น่าประหลาดใจที่เราได้ทราบว่าโรงแรมส่วนใหญ่ในภูเก็ตไม่มี Pastry Chef ประจำนะครับ) เราเพิ่งเคยเห็น ล็อบสเตอร์โรลล์ และ โรลล์เนื้อตุ๋นโรยหน้าด้วยเห็ด Truffle ฝนเป็นแผ่นหนาๆเสิร์ฟมาในเซ็ต Afternoon Tea ด้วย ส่วนเรื่องชาที่นี่เลือกชาที่ปลูกในไทยจากแบรนด์ Monsoon ซึ่งมีให้เลือกนับ 10 ชนิด รวมถึง Blend พิเศษสำหรับ Davas’ Lounge ที่โดดเด่นด้วยกลิ่นลิ้นจี่ด้วย นอกจากนี้ยังมีกาแฟที่ปลูกในไทยที่คัดพิเศษเพื่อนำมา Slow Drip โชว์และเสิร์ฟด้วย อ้อ! ลืมบอกไปครับ Devas นั้นก็คือคำว่าเทวานั่นเอง เค้ารักษาคอนเส็ปต์จริงจังนะครับ :-) The Pools สิ่งหนึ่งที่ InterContinental Phuket Resort ไม่ขาดแคลนเลยก็คือสระว่ายน้ำ เนื่องจากพื้นที่ของรีสอร์ทมีหลายโซน จึงมีสระให้แขกเลือกเล่นน้ำได้ถึง 6 สระพร้อมกับ Vibe ที่ต่างกันไป ตั้งแต่แบบสนุกสนานเจี๊ยวจ๊าวได้ (สระหน้าหาด) ไปจนถึงแบบเงียบสงบหลบฝูงชนซึ่งเป็นมู้ดที่ใจของเรากำลังเรียกร้องพอดี เราจึงจะพาเพื่อนๆไปเล่นน้ำกันที่สระ Infinity Pool บนชั้นดาดฟ้าของอาคารล็อบบี้กันครับ ที่เราเลือกสระนี้นอกจากเรื่องความปลอดผู้คนแล้ว จุดนี้ยังเป็นจุดที่เราสามารถมองเห็นรีสอร์ททั้งฝั่งทะเลและฝั่งภูเขาได้ทั้ง 2 ฝั่งพร้อมๆกัน มีมุมและพื้นที่ให้โพสถ่ายรูปได้แบบไม่ต้องเกรงใจใคร แถมในสระก็ยังมี Jacuzzi ให้เราแช่นวดกล้ามเนื้อได้อีกด้วย Perfect Choice สำหรับ Moment นี้เลยครับ ส่วนใครที่ไม่ได้เตรียมผ้าเช็ดตัวมาก็ไม่ต้องห่วง ทางโรงแรมเตรียมน้ำดื่มและผ้าเช็ดตัวเอาไว้ให้พร้อมครับ Jaras - Refined Thai Cooking “จรัส” นั้นได้ชื่อมาจากคุณย่าของเจ้าของโปรเจ็คต์ InterContinental Phuket Resort แห่งนี้ ซึ่งต้องการจะสื่อถึงมรดกอาหารไทยที่ละเอียดอ่อนทั้งในการคัดสรรวัตถุดิบและการปรุง และทางทีมเชฟก็ได้นำไอเดียนี้มาต่อยอดด้วยเทคนิควิธีที่ทันสมัยในภาคปฏิบัติกันอย่างจริงจัง ที่นี่มีการหมักน้ำปลา ซีอิ๊วเอง รวมถึงการปลูกผักและดองพืชผลท้องถิ่นที่คัดมาจากแหล่งต่างๆทั้งในภูเก็ต และจังหวัดใกล้เคียงเพื่อนำมาประกอบอาหารที่ Authentic และใส่ใจตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงลิ้นลูกค้า มื้อนี้ที่จรัสของเราเป็นมื้อที่น่าประทับใจสมกับเป็นมื้อสุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพฯจริงๆ เมนูที่เราสั่งมานั้นเหมือนจะเป็นเมนูง่ายๆ คือ ทอดมันปู ไก่ย่างตะไคร้ ยำส้มโอทับทิมกุ้งย่าง และแกงกะหรี่ปลากะพงลูกชกพังงา แต่ความพิถีพิถันของเชฟนั้นได้ยกระดับรสชาติของให้เป็นประสบการณ์ที่ละเมียดละไมกลมกล่อมเกินคาดของเรามากครับ Wrapping Up Our Stay InterContinental Phuket Resort เป็นโรงแรมหรู 5 ดาวที่เข้าใจง่าย ตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก อยู่ไม่ไกลจากสถานบันเทิง โดยที่ยังแวดล้อมไปด้วยทั้งภูเขา ทะเลและหาดทรายสวยงาม มีคอนเส็ปต์โดดเด่นชัดเจน มี F&B Outlets ที่ตอบเกือบทุกความต้องการ (เราประทับใจ Tengoku และจรัสมากเป็นพิเศษ) พร้อมทั้งครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ที่นี่จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มีงบประมาณและต้องการความครบเครื่องหลากหลายภายใต้มาตรฐานของแบรนด์อินเตอร์ที่เป็นเชนข้ามทวีปไปทั่วโลกสมกับความหมายของชื่อ InterContinental นั่นแหละครับ #LetsHoparound สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม +66 (0)76 629 999 LINE bit.ly/icpk-line icphuket.info@ihg.com #InterContinentalPhuketResort #WhereLuxuryMeetsLegend #InterContinentalLife #InterContinental #ExperienceIHG #anIHGHotel

  • HIROSHIMA เที่ยวฮิโรชิม่า ญี่ปุ่น

    ฮิโรชิม่าเมืองแห่งน้ำ ในปี 1945 ฮิโรชิมะเป็นหนึ่งในฉากจบของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ถูกสหรัฐอเมริกาโจมตีด้วยระเบิดปรมาณู วันนี้ของฮิโรชิมะแทบไม่เหลือร่องรอยแห่งอดีตที่โหดร้ายแต่กลับเป็นเมืองน่าอยู่ที่มีไลฟ์สไตล์และงานดีไซน์ทันสมัยแทรกตัวอยู่แทบทุกที่ ฮิโรชิมะตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะฮอนชู ทิศใต้ติดกับทะเลเซโตะและทิศเหนือโอบล้อมด้วยภูเขาสูง และที่นี่ผู้คนสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีมาก แม้แต่ป้ายบอกทางต่างๆ ยังมีภาษาอังกฤษให้อ่านได้อย่างชัดเจน อาหารอร่อยขึ้นชื่อของที่นี่คือ “หอยนางรมสด” และ “โอโคโนมิยากิ” วันแรกเราเริ่มทริปกันที่ย่าน Fukuromachi ย่านช้อปปิ้ง Fukuromachi เป็นย่านเงียบๆ แต่ร้านค้าดีๆเยอะมาก ทั้ง Maison Margiela, Soph, A.P.C., F.I.L., Marimekko, และร้านคาเฟ่+แซนวิชเก๋ๆที่กลายเป็นอีกร้านโปรดของเราที่ชื่อ Park South Sandwich โชคดีที่เราไปเจองาน The Trunk Market พอดี ซึ่งเป็นงานตลาดนัดไฮเอนด์ที่บรรดาแบรนด์สินค้าดีไซน์จากทั่วญี่ปุ่นพามากันออกร้าน เรารักความไม่เคอะเขินของงานดีไซน์ที่เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนได้อย่างแนบเนียน ย่านช้อปปิ้ง Hondōri ย่านช้อปปิ้ง Hondōri ย่านนี้ไม่เล็กไม่ใหญ่ เป็นถนนเรียงรายไปด้วยร้านค้าชื่อดังมากมายที่ขายสินค้าของใช้ทั่วไป เสื้อผ้าแบรนด์ญี่ปุ่นรวมไปถึงแบรนด์นอก ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นต่างๆ ไปจนถึงร้านยาและเครื่องสำอาง แต่ร้านที่เราชอบที่สุดคือร้าน Pencil เป็นแท่งดินสอขนาดยักษ์ ตั้งอยู่บนสี่แยกขายข้าวของเครื่องใช้ดีไซน์ดีๆเพียบ ร้าน Pencil เป็นร้านขายพวกของแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ Location: https://goo.gl/maps/A13v1NU88TbmuNiq6 BAGTOWN COFFEE โรงคั่วเมล็ดกาแฟขนาดกะทัดรัดแต่อัดแน่นด้วยคุณภาพ Location: https://g.page/bagtowncoffee?share ร้านราเมนที่แนะนำโดยคนท้องถิ่น King Ken เป็นร้านราเมนแห้งซอสถั่วใส่พริกหมาล่า ที่ทางร้านกำชับว่าต้องคลุก 30 ครั้งถึงจะเริ่มทานได้ เมื่อได้ลิ้มรสแล้วต้องบอกว่ารสชาติอร่อยมีเอกลักษณ์มากๆ ใครผ่านมาทางนี้ช่วงเที่ยง จะเห็นคิวที่ยาวเหยียด แนะนำให้มากันเนิ่นๆก่อนเวลามื้ออาหาร Location: https://goo.gl/maps/GBXZLFU5Xbc4dPw86 Park South Sandwich จุดบรรจบของกาแฟรสเยี่ยมกับแซนด์วิชรสเลิศ Location: https://goo.gl/maps/t6BB2yy9KcYCjnSP6 Obscura Coffee Roasters ร้านคุณภาพเยี่ยมที่มีสาขาที่โตเกียวด้วย ร้านนี้พิเศษตรงที่จะคัดเมล็ดกาแฟคุณภาพดีจริงๆ มาขายเท่านั้น ที่สำคัญทางร้านยังสามารถให้เราเบลนด์เองในสูตรเราได้อีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/t6BB2yy9KcYCjnSP6 Hiroshima Orizuru Tower เปิดทำการเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ปี 2016 ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของโดมปรมาณูที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก องศาแสงที่นี่สวยมากหากได้มาตอนพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า ชั้น 13 ของตึกนี้เป็นจุดชมวิวที่เปิดโล่งโปร่งสบาย เพื่อนๆจะสามารถสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาของเมืองฮิโรชิมะแบบพาโรนามา มีสายผมพัดผ่านให้เพื่อนๆได้สัมผัสถึงความงามและลมหายใจของเมืองฮิโรชิมะที่รวยรินอยู่เบื้องล่าง Location: https://g.page/orizurutower?share ที่มาภาพ: http://bit.ly/381jtaV เดินเลียบแม่น้ำ Motoyasu River ชมโดมปรมาณู Atomic Bomb Dome และสวนสาธารณะอนุสรณ์สถานสันติภาพฮิโรชิมะ โดมแห่งนี้เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างไม่กี่แห่งที่ยังยืนหยัดและไม่ถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากองเหมือนส่วนอื่นๆของเมือง แม้จะเป็นสถานที่ที่ย้ำเตือนถึงอดีตอันโหดร้ายสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่บรรยากาศในปัจจุบันของที่นี่กลับผ่อนคลายสบายอารมณ์มาก สวนสาธารณะแห่งนี้ร่มรื่นด้วยแมกไม้ให้ผู้คนมานั่งพักผ่อนหรือจะนั่งปิกนิกก็ได้ แม่น้ำโมโตยาสุที่ไหลผ่านอย่างนุ่มนวลนั้นช่วยให้อารมณ์เย็นขึ้นได้อย่างดี นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงความเป็นมาต่างๆของฮิโรชิมะ รวมถึงยังมีประติมากรรมอนุเสาวรีย์ที่ทั้งสวยงามและมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกด้วยอย่าง Children’s Peace Monument ที่ทุกวันที่ 6 สิงหาคมจะมีนกกระเรียนกระดาษนับพันตัวถูกส่งมาจากที่ต่างๆทั่วโลกเพื่อร่วมระลึกถึงเหตุการณ์ปรมาณู ด้านบนสุดของอนุสรณ์สถานแห่งนี้เป็นรูปปั้นเด็กหญิงชื่อ Sadako Sasaki ถือนกกระเรียน โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องเล่าว่าหนูน้อยซาซากินั้นได้พับนกกระเรียนกระดาษพันตัวเพื่ออธิษฐานให้ตัวเองหายป่วย Location: https://goo.gl/maps/B3iNkDorAfMhK8AfA สถานีรถไฟ Shin-Hakushima Station ศิลปะได้แทรกตัวอยู่ทุกที่ในฮิโรชิมะจริงๆ ที่นี่เป็นสถานีรถไฟที่สวยที่สุดของเมือง ออกแบบโดยบริษัท Coelacanth and Associates ที่อยู่ในโตเกียวและนาโกย่า และยังเคยได้รับรางวัล International Architecture Awards 2019 เป็นสถานีรถไฟที่เชื่อมระหว่างรถไฟ JR กับ รถไฟใต้ดินของเมืองฮิโรชิมะ โดยประมาณการว่ามีคนมาใช้ 20,000 คนต่อวัน ความกว้าง 20 เมตร ความสูง 10 เมตร เป็นทรงเปลือกทรงโค้งที่ห่อคุ้มสถานีเอาไว้ ทำให้เกิดเป็นอุโมงค์ที่ผู้คนสามารถมองเห็นสถานีรถไฟทั้งสองได้อย่างชัดเจนและในขณะเดียวกันแสงธรรมชาติที่ผ่านเข้ามาทำให้เราไม่รู้สึกอึดอัดแต่กลับรู้สึกโปร่ง โล่งสบายราวกับว่ายืนอยู่ภายนอกสถานีเลยหล่ะ หากเพื่อนๆมีเวลาก็ควรมาแวะถ่ายรูปที่นี่นะ Location: https://goo.gl/maps/eAjX1sDkNj7A6rpFA The Share Hotels Kiro Hiroshima The Share Hotels Kiro Hiroshima โรงแรมเปิดใหม่ ใจกลางเมืองฮิโรชิมะ มาในคอนเซปต์ที่ให้แขกมาใช้พื้นที่ส่วนกลางร่วมกัน ตกแต่งแบบโมเดิร์นลอฟท์ ล็อบบี้ทางของโรงแรมจะมีโซนขายของใช้ที่คัดสรรมาจากทั่วญี่ปุ่น ถัดมาอีกฝั่งก็จะเป็น Coffee Stand ที่นำคาเฟ่ดีๆ มาเปิด Pop-up ผลัดเปลี่ยนไปทุกวัน ส่วนชั้นสองมีบาร์ชื่อ The POOLSide ซึ่งตอนเช้าใช้เป็นห้องบริการเบรคฟัสต์ ส่วนตอนค่ำจะกลายร่างเป็นบาร์สุดฮิป เสิร์ฟเครื่องดื่มรสชาติดีที่ ครีเอทจากผลไม้นานาชนิดให้จิบแกล้มกับเสียงเพลงเพราะๆ ราคาห้องพักแบบลอฟท์ (4 A) ขนาด 25 ตารางเมตร ตกคืนละประมาณ 5,256.04 บาท มี 2 เตียงเดี่ยว และ 2 ฟูกแบบญี่ปุ่นขนาดทวินไซส์ สามารถเข้าพักได้ 4 คน สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ Wi-Fi ฟรี ทีวีจอแบน ตู้เย็น ห้องน้ำส่วนตัว, อ่างอาบน้ำ มีบริการทำความสะอาดห้องทุกวัน มีเครื่องปรับอากาศ, เครื่องทำความร้อน แถมยังมีอาหารเช้าให้ด้วย คุ้มสุดๆ ที่ชอบอีกอย่างคือห้องที่นี่แยกเป็นสัดส่วนชัดเจนดีมาก รีวิวโรงแรมฉบับเต็มคลิ๊กที่นี่ การเดินทางเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของการเติบโต เรารู้สึกโชคดีที่เราตัดสินใจมาสัมผัสกับเมืองที่เป็นที่นิยมน้อยกว่าเมืองหลักอื่นๆของญี่ปุ่นในครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นการเดินทางที่ต่างไปของฮิโรชิมะ เราประทับใจกับการมูฟออนจากเมืองเหยื่อสงครามมาสู่เมืองที่สวยงามและน่าอยู่ ที่นี่มีพลังสร้างสรรค์บางอย่างที่ค่อยๆซึมผ่านผิวหัวใจของเรา ขอบคุณฮิโรชิมะที่ทำให้หัวใจของเราพองโต. . FB/IG @hoparound.co Website www.hoparound.co . #LetsHoparoundJapan #LetsHoparound #Travel #WestJapan #Japan #Kansai #Hiroshima # ฮิโรชิมะ # เที่ยวฮิโรชิมะ # ญี่ปุ่น # เที่ยวญี่ปุ่น # เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง #JRWestpass #ฮิโรชิม่า #เมืองฮิโรชิม่า #รีวิวโรงแรมฮิโรชิม่า

  • Joshua Tree National Park อุทยานแห่งชาติโจชัวทรี ใน แคลิฟอร์เนีย

    วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ออกไปสำรวจ Joshua Tree National Park อุทยานแห่งชาติโจชัวทรี ที่ตั้งอยู่ใจกลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ไม่ไกลกับปาล์มสปริงส์ เสน่ห์ของธรรมชาติที่นี่นั้นไม่ใช่ความชะอุ่มเขียว ทว่าเป็นภูมิทัศน์แห้งแล้ง แปลกตาไปด้วยผืนทะเลทรายที่แซมด้วยโขดหินรูปทรงประหลาด และดาวเด่นของที่นี่ก็คือต้นไม้หงิกๆงอๆที่ยืนกันเรียงรายจนให้ความรู้สึกเหมือนผลงาน Landscape ที่ออกแบบและจัดวางโดยศิลปินชั้นครูยังไงยังงั้นแหละ ต้นโจชัว (Joshua tree) อยู่ในพืชตระกูลยักค่า (Yucca) เป็นต้นไม้พื้นเมืองของทะเลทรายโมฮาวี (Mojave Desert) สามารถพบได้แค่ไม่กี่แห่งในแถบนี้ โดยงานวิจัยพบว่า ต้นโจชัวจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียงปีละ 2-3 นิ้วเท่านั้น และบางต้นอาจมีอายุได้นานถึง 300 ปีเลยหล่ะ Joshua Tree National Park อุทยานแห่งชาติโจชัวทรี ใน แคลิฟอร์เนีย แห่งนี้เหมาะกับการแค้มปิ้ง การดูดาว ปีนเขา และการดูสัตว์ป่านานาชนิดอีกด้วย เช่น สุนัขจิ้งจอก นก เต่า กระต่ายป่า เป็นต้น จุดชมธรรมชาติที่ควรแวะเลยคือ Arch Rock, The Black Rock Canyon, Cottonwood Spring, Covington Flats, Keys View, Skull Rock เราแนะนำให้มาช่วงใกล้เย็นเพื่อที่จะได้ชมภาพแสงสุดท้ายของวันที่ชิคคูลมากๆเลยแหละ ค่าเข้า $30.00 หรือประมาณ 9XX บาท หรือใครจะซื้อเป็นรายปีก็ตกปีละ $80 หรือประมาณ 25XX บาท ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nps.gov/jotr/planyourvisit/fees.htm อย่างที่เคยย้ำกันเสมอๆนั่นแหละว่า ดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลกใบนี้ มีอะไรแปลกๆน่าสนใจให้ค้นหาเสมอ อย่าลืม #hop สำรวจกันให้ทั่ว เพราะว่าที่นี่คือ”โลกของเรา” นะครับ FB/IG: @hoparound.co Website: www.hoparound.co #LetsHoparoundUSA #LetsHoparound #Travel #USA #WestCoast #RoadTrip #America #JoshuaTreeNationalPark #JoshuaTree #NationalPark

  • Yosemite National Park อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี

    Yosemite National Park อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี อุทยานแห่งชาติอันโด่งดังของรัฐแคลิฟอร์เนียสหรัฐอเมริกาแห่งนี้ นอกจากจะเป็นที่ตั้งของผาหิน El Capitan ที่คนใช้ MacBook หรือ iMac จะคุ้นตากันดีบน Desktop แล้ว ที่นี่ยังมีเขาหินโค้งที่ชื่อว่า Half Dome ซึ่งเป็นที่มาของ Logo แบรนด์ Northface อีกด้วย แต่ทั้งหมดนั้นเทียบไม่ได้เลยกับของจริงที่อลังการและโคตรตราตรึงใจ จากจุดชมวิว Tunnel View ตรงนี้เรายังสามารถเห็นน้ำตก Bridalveil Falls ที่ตกฟุ้งเป็นสายจากที่สูง สวยราวกับผ้าคลุมผมเจ้าสาว ที่นี่เป็นมรดกโลกที่อุดมสมบูรณ์อย่างมากเรายังเจอน้องหมีเดินเล่นเลย ต้นซีคัวยาเก่าแก่ขนาดมหึมารวมไปถึงทุ่งหญ้าเขียวขจี (ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน) ที่แซมด้วยดอกหญ้าหลากสีและมีสัตว์ป่ามาวิ่งเล่นก็เป็นอีกไฮไลท์ของที่นี่ Yosemite National Park อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนียท่ามกลางหุบเขาสูงต่ำมากมายเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาเซียร์รา (Sierra Nevada) ที่นี่เป็นมรดกโลกที่อุดมสมบูรณ์อย่างมากเรายังเจอน้องหมีเดินเล่นเลย ต้นซีคัวยาเก่าแก่ขนาดมหึมารวมไปถึงทุ่งหญ้าเขียวขจี (ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน) ที่แซมด้วยดอกหญ้าหลากสีและมีสัตว์ป่ามาวิ่งเล่นก็เป็นอีกไฮไลท์ของที่นี่ จนได้ขึ้นเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1984 อีกด้วย โยเซมิตีเป็นที่รู้จักในชื่อของหน้าผา หินแกรนิต ยอดเขาโดมครึ่งซีก (Half dome) น้ำตกขนาดใหญ่หลายแห่งกระจายตัวอยู่รอบๆ ที่ตั้งของ Yosemite National Park ในรัฐแคลิฟอร์เนีย Tunnel View มุมยอดฮิต จุดที่ต้องแวะเลยก็คือ Tunnel View มุมยอดฮิตที่สามารถชมวิวของอุทยานได้แบบพาโนรามา เราจะได้เห็นภาพของป่าสีเขียวและน้ำตกที่ถูกขนาบสองข้างด้วยหุบเขาขนาดใหญ่

  • The Surin Phuket สวรรค์สีครามกับตำนานแห่งดีไซน์

    The Surin Phuket สวรรค์สีครามกับตำนานแห่งดีไซน์ ย้อนเวลากลับไป 39 ปีก่อน ในปี 1982 สมัยที่ภูเก็ตเป็นเกาะงามสะพรั่งไปด้วยธรรมชาติที่ยังดิบ มีไฟฟ้าให้ใช้วันละไม่กี่ชั่วโมง และรายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทยก็เพียงวันละประมาณ 50 บาทเท่านั้น คงจะต้องใช้วิสัยทัศน์และความบ้าบิ่นพอตัวหากจะคิดสร้างที่พักระดับ Hi End ขึ้นท่ามกลางสภาพสังคมที่ไม่เอื้อเอาเสียเลย แต่แล้วก็มีรีสอร์ทหรูแห่งหนึ่งเกิดขึ้นบนหาดพันทรี (อ่านว่า “พัน-ซี”) ที่ทั้งสวยพิสุทธิ์และเป็นส่วนตัวมากๆ นับเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญที่ช่วยจุดประกายวงการ Luxury Resort ของไทยให้ได้แจ้งเกิดอย่างเป็นรูปธรรม จวบจนวันนี้แม้จะผ่านความเปลี่ยนแปลงไปบ้าง รีสอร์ทหรูผู้มาก่อนกาลแห่งนั้นก็ยังคงให้การต้อนรับแขกเหรื่อทั่วโลกอย่างสง่างามภายใต้หลังคา 6 เหลี่ยมที่ดีไซน์โดยคุณ Ed Tuttle ปรมาจารย์สถาปนิกระดับโลกผู้เพิ่งล่วงลับไปเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ที่นี่เป็น 1 ใน 7 โรงแรมในไทยที่ได้ขึ้นทำเนียบ " Design Hotels " และเป็นพี่ใหญ่ที่อายุมากที่สุดในลิสต์ เรียกได้ว่าเป็น OG แห่งวงการโรงแรมดีไซน์ไทยโดยแท้ เราขอชวนเพื่อนๆชาว #Hopsters ไปยลโฉมเพชรเม็ดงามในตำนานที่คนไทยส่วนใหญ่แทบไม่รู้จักด้วยซ้ำเพราะที่ผ่านมาแขกเกือบ 100% ล้วนเป็นชาวต่างชาติ ที่นี่คือ The Surin Phuket ครับ ดีลพิเศษสำหรับเพื่อนๆชาว #Hopster คลิ๊กที่นี่! #HoparoundDeal Exclusive for Hoparound.co Fans Click here ! The Arrival เพียงครึ่งชั่วโมงนิดๆจากสนามบิน รถ Shuttle ของโรงแรมก็พาเรามาส่งยังทางเข้า Lobby คุณ Franck Chantoiseau ผู้จัดการรีสอร์ทได้ให้เกียรติพาทีมงานมารอต้อนรับเราตั้งแต่ลงจากรถ ยังไม่ทันตั้งตัวใดๆ ทันทีที่เดินเข้าไปยัง Lobby สายตาของเราก็ถูกจู่โจมแบบเฉียบพลันด้วยวิวทะเลสีครามที่ "งดงามเต็มตา" จนเผลอนึกถึงทะเล Caribbean หรือ Maldives ไปเลย เอาเข้าจริงๆเราก็ไม่อยากจะไปเปรียบเทียบกับที่อื่น เพราะหาดที่นี่นั้นทรงเสน่ห์ในแบบตัวเองไม่แพ้ที่ไหนเลย หาดพันทรีแห่งนี้เป็นหนึ่งใน Hidden Gem ของภูเก็ต ที่นอกจากจะมีหาดขาวสะอาด น้ำใส ไล่เฉดสีเขียว-ฟ้า-น้ำเงินแล้ว หาดแห่งนี้ยังเป็นส่วนตัวอย่างมาก เพราะมีเพียงแขกของ The Surin และ Amanpuri เท่านั้น วิวสุดแกรนด์ทำให้ความงัวเงียจากการเดินทางไกลในช่วงเช้านั้นมลายหายไป ยิ่งได้ผ้าเย็นกลิ่นมะลิที่พนักงานนำมาให้พร้อมกับพวงมาลัยและ Welcome Drink เย็นๆก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้นในบัดดล เราตื่นเต้นและดีใจที่จะได้เรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “บ้าน” เป็นเวลา 3 วัน 2 คืนนับจากนี้ไป ได้เวลาไปห้องพักกันแล้วครับ พนักงานต้อนรับพาเราเดินผ่านความเขียวชอุ่มของทิวมะพร้าวและแมกไม้นานาพันธ์ุบนทางเดินที่บางจังหวะก็แปลงร่างเป็นสะพานขึ้นๆลงๆลัดเลาะไปตามความชันของเนินเขา Cottage ห้องพักสีเทาหลายหลังที่อยู่ลดหลั่นกันนั้นแซมขึ้นมาเป็นระยะรักษาจังหวะระหว่างกันได้อย่างพอดิบพอดี สวยงามดุจภาพถ่ายจากนิตยสารท่องเที่ยวหัวอินเตอร์เลยทีเดียว พนักงานเล่าให้ฟังว่าปกติแล้วแขกของ The Surin Phuket นั้นจะเป็นต่างชาติเกือบทั้งหมด และมีอัตราการกลับมาใช้บริการสูงถึง 40-60% ในแต่ละเดือนตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปีที่รีสอร์ทเปิดให้บริการมา และพนักงานหลายท่านก็อยู่มาตั้งแต่รีสอร์ทเปิดใหม่ๆ ตอกย้ำถึงความเป็น "ตัวจริง" ของการรักษาความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมแบบ 360 ํ ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน Our Room : Two-Bedroom Family Cottage ห้องพักของเราเป็น Cottage 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาด 68 ตร.ม. พร้อมระเบียงและเตียงอาบแดดส่วนตัว สามารถรองรับคนได้ถึง 4 คน แต่เรามากันแค่ 2 คนจึงมีพื้นที่เหลือเฟือสบายมากครับ ที่ The Surin Phuket มี Cottage ทั้งสิ้น 103 หลัง มีหลายวิว หลายขนาดตั้งแต่ 46-90 ตร.ม. และกำลังสร้าง Pool Villa เพิ่มอีก เข้ามาในห้องปุ๊บก็รู้สึกถึง Signature ของคุณ Ed Tuttle ได้ทันที ภายในห้องคุมโทนสีขาว-เทา-น้ำตาลสะอาดตา เรียบง่ายแต่ก็เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังที่สั่งสมผ่านกาลเวลา ซึ่งหาได้ยากในโรงแรมสมัยใหม่ กลิ่นตะไคร้และการบูรที่หอมสดชื่นจากเตาน้ำมันหอมระเหยนั้น นอกจากจะช่วยให้เราผ่อนคลายสบายอารมณ์แล้ว ยังช่วยไล่ยุงได้ดีอีกด้วย เราประทับใจมุมโต๊ะทำงานที่ล้อมด้วยหน้าต่าง สามารถเปิดรับลมและเทควิวธรรมชาติได้ดั่งใจ เรียกได้ว่าเป็นโต๊ะทำงานในฝันเลยแหละ ในอีกห้องนอนก็มีมุมนั่งเล่นริมหน้าต่างเช่นกัน เป็น Window Nook ที่ควรค่าแก่การนั่งๆนอนๆอ่านหนังสือ เล่นมือถือ ฟังเพลงไปเรื่อยเปื่อยมากๆ แสงธรรมชาติที่แทรกตัวผ่านกิ่งก้านของต้นไม้รอบๆเข้ามาในห้องนั้นทำให้ Space ดูโปร่งและอบอุ่นไปพร้อมๆกัน ห้องน้ำของที่นี่ก็สวยงามและสะดวกสบาย แม้ไม่มีอ่างอาบน้ำ และไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่า แต่เรากลับหลงเสน่ห์ใน "ความพอดี" และงานดีไซน์ที่เป็น Human Scale ซึ่งแฝงไปด้วยอารมณ์ Nostalgia ทำให้รู้สึกทั้งคุ้นเคยและผ่อนคลาย เราซิงค์กับพลังงาน "ความน่าอยู่" ของสถานที่นี้ได้เป็นอย่างดี ความลักชัวรี่บางทีก็ไม่ได้หมายถึงความเว่อร์วังมลังเมลือง แต่หมายถึงความเรียบง่ายสบายใจในปัจจุบันขณะ แบบเดียวกับที่เรากำลังรู้สึกเมื่อได้อยู่ในที่แห่งนี้ Late Lunch By The Pool อยู่ในห้องจนเพลิน รู้ตัวอีกทีก็ท้องร้องซะแล้ว เราแวะมากินมื้อกลางวันกันที่ Poolside Dining ที่เสิร์ฟทั้งอาหารไทยและนานาชาติริมสระน้ำใกล้หาด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบรรยากาศหรืออะไรที่ทำให้เราอยากกินผัดไทราวกับเป็น Tourist ฮ่าๆๆๆ แต่รสชาติที่คุ้นเคยก็ Satisfying มากๆครับ อีกเมนูที่สั่งเป็น The Surin Phuket Cheese Burger ที่ไส้ในเป็นชีสเยิ้มๆและ Australian Wagyu Beef Patty ฉ่ำๆเลย เสิร์ฟพร้อม Potato Wedges จิ้ม Mayo และ Ketchup อิ่มอร่อยกันไปอีกหนึ่งมื้อ Swimming Pool สระ 6 เหลี่ยมสีเข้มขนาดใหญ่ที่ล้อกันไปกับรูปทรง 6 เหลี่ยมของหลังคานั้นเป็นผลงานที่มีรสนิยมอันโดดเด่นโดยไม่จำเป็นต้องเอะอะของคุณ Ed Tuttle และเป็นอีกหนึ่งภาพจำของ The Surin Phuket เราคิดว่าการเลือกกระเบื้องสีเข้มจนเกือบดำมาใช้กับสระน้ำนั้นน่าสนใจมากครับ แน่นอนว่าสีเข้มนั้นให้ความรู้สึกลึกลับน่าค้นหา ไม่เหมือนใคร ซึ่งช่วยเสริมความ Exclusive ของรีสอร์ทได้เป็นอย่างดี ประโยชน์อีกหนึ่งอย่างของกระเบื้องสระสีเข้มนั้นก็คือช่วยสะท้อนเงาต้นมะพร้าวและท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน ทำให้ถ่ายรูปสวยอีกด้วย งานภาพต้องเข้าแล้วครับ ส่วนสระเด็กนั้นมีแยกออกไปต่างหาก เราแอบรู้สึกถึงความขี้เล่นนิดๆของผู้ออกแบบเพราะเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูที่รับกับพื้นที่ที่เป็นมุมตรงนั้นพอดี สระว่ายน้ำเปิดให้แขกลงไปเล่นได้ทั้งวันตั้งแต่ 07:00 - 19:00 น. นะครับ สำรวจโรงแรม พื้นที่บนเนินเขาที่กว้างใหญ่ของ The Surin Phuket นั้น ทำให้เรามีที่ให้เดินเล่นสำรวจเต็มไปหมด แค่เพียงเดินตามทางเดินที่นำไปสู่ Cottage ทั้ง 103 หลังให้ครบก็ถือว่าได้ออกกำลังกายเซ็ตใหญ่แล้ว แถมยังจะได้เจอมุมถ่ายรูปนับไม่ถ้วนเลยครับ งานสถาปัตยกรรมซึ่งดูแลโดยคุณ Ed Tuttle ที่โดดเด่นก็ยิ่งเสริมเสน่ห์ให้กับธรรมชาติที่สวยอยู่แล้วให้ยิ่งน่าสนใจขึ้นทวีคูณ นอกจากที่พักแล้ว The Surin Phuket ยังมี Facilities อื่นๆที่ครบครันมากครับ ทั้งร้านอาหาร ห้องสมุด ฟิตเนส ไปจนถึงสปา เดี๋ยวเราค่อยๆพาไปดูทีละจุดนะครับ Library ห้องสมุดหนึ่งเดียวในรีสอร์ท เป็นอีกหนึ่งมุมสงบๆ ที่เราชอบแวะมานั่งทำงานระหว่าง 3 วัน 2 คืนที่เราอยู่ที่นี่ เราชอบงานอินทีเรียร์ของที่นี่มาก งานไม้โทนแดงอมส้ม (เราเดาเอาเองว่าน่าจะเป็นตระกูลไม้ประดู่ เพราะเนื้อไม้ออกโทนส้มและเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดภูเก็ตพอดี) ให้ความรู้สึกทั้งอบอุ่นและรุ่มรวยไปพร้อมๆกับราวกับได้มานั่งทำงานในบ้านเพื่อนที่เป็นผู้ดีเก่า ฮ่าๆๆ หนังสือที่คัดมาก็จะเป็นหนังสือประเภทประวัติศาสตร์ ศาสนา งานดีไซน์ต่างๆเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีโต๊ะพูลให้เล่นกันอีกด้วย อ้อ! ลืมบอกไปว่าทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของห้อง เราก็เห็นวิวทะเลแสนงามแบบ Panorama กันเต็มตาเลย GYM เพื่อนๆคนไหนสาย Active ที่ The Surin Phuket นั้นก็มีห้องฟิตเนสที่มีอุปกรณ์ครบครันมากครับ โบนัสที่ได้คือวิวทะเลสีคราม วิ่งบน Treadmill ไปก็รับพลังธรรมชาติไปด้วย แหม... ชีวิตไม่ได้แย่เลยเนอะ Beach Suite หากการเข้าพักใน Cottage กลางป่ามะพร้าว ยังส่งพลังทะเลให้เราไม่หนำใจ เราขอแนะนำ Beach Suite ที่อยู่บนหาดเลย เดินออกจากห้องปุ๊บก็ลงทะเลได้ทันที ตอนกลางวันถ้ารับพลังแสงอาทิตย์พอแล้ว จะเปิดแอร์ฉ่ำๆแล้วนั่งชมวิวจากในห้องผ่านหน้าต่างบานกระจกที่เรียงกันเป็นแถบก็รื่นรมย์สมใจนึกมากๆครับ ยามค่ำคืนจะนอนแช่อ่างอาบน้ำฟังเสียงคลื่นกล่อมใกล้ๆหูก็ดีงามไม่แพ้กัน Beach Suites ของ The Surin Phuket มี 2 ขนาดคือ 65 ตร.ม. (แบบในรูป) และแบบ Deluxe ขนาด 90 ตร.ม. กว้างขวางสะใจมากๆ ใครสนใจห้อง Type นี้ แนะนำให้จองล่วงหน้านิดนึงครับ เพราะมีรวมกันแค่เพียง 16 หลังเท่านั้น Dinner at SUAY มื้อค่ำวันนี้เราขอออกนอกโรงแรมไปลองอาหารไทย Fusion กันที่ร้าน Suay ตามคำแนะนำของพนักงานนะครับ ร้านนี้อยู่ห่างจากโรงแรมไปเพียง 15 นาที ปกติแล้วเราไม่ค่อยอินกับอาหาร Fusion เท่าไหร่ แต่ต้องยอมรับว่าอาหารที่นี่นั้นรสชาติดีเกินคาด เมนูที่เรารู้สึกชอบเป็นพิเศษก็คือเมนู Papardelle ในซอสมัสมั่นแก้มวัวที่นุ่มละลายในปาก เมนูอื่นๆก็อร่อยเช่นกัน แต่ของคาวจะโดดเด่นกว่าของหวานนะครับ Turn Down อิ่มแปล้แล้ว เราก็กลับมาที่ห้องพักและก็ได้พบกับผลไม้สดที่จัดเตรียมมาให้เฉพาะเรา Hoparound.co และเตียงที่ถูก Turn Down เรียบร้อยแล้ว คืนนี้เสียงคลื่นจะขับกล่อมเราให้หลับฝันดีครับ Breakfast มื้อเช้าเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของการมาพักรีสอร์ท 5 ดาว และ The Surin Phuket ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังทั้งในเรื่องคุณภาพและความหลากหลาย โดยมีให้บริการทั้งไลน์ Buffet และ A La Carte ที่สั่งเพิ่มได้เรื่อยๆ รายการอาหารมีทั้งเมนูท้องที่ อาหารเอเชี่ยน ไปจนถึงอาหารเช้าอินเตอร์ทั้งแบบจัดหนักและแบบเบาๆสำหรับคนรักสุขภาพ มีทั้งคาวและหวาน ใน 2 วันที่เราพักที่นี่ เราพยายามสั่งให้ครบทุกอย่างเพื่อที่จะถ่ายรูปมาให้เพื่อนๆดู (จริงๆไม่ใช่คนกินเยอะขนาดนี้นะฮะ 555) แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะอาหารเช้าที่นี่หลากหลายจริงๆครับ Boutique แว่บมาชมร้านขายของที่ระลึกกันซักหน่อย ในร้านที่ตกแต่งด้วยไม้สีส้มเข้มนี้มีทั้งสินค้าติดแบรนด์ The Surin Phuket ตั้งแต่หมวก กระเป๋า แก้วน้ำ และกลุ่ม Body Care ต่างๆ ไปจนถึงสินค้าอื่นๆ เช่น เสื้อผ้า งานฝีมือ เครื่องประดับที่ทาง The Surin Phuket คัดสรรมาให้แขกได้เลือกช้อป ยังไงก็ลองมาแวะมาดูของติดไม้ติดมือกลับบ้านกันได้นะครับ The Surin Phuket Spa อีกสิ่งที่สร้างชื่อให้กับ The Surin Phuket ก็คือสปาครับ เรานั่งรถ Buggy ของรีสอร์ทขึ้นไปยังจุดสูงสุดของเนินเขา ที่สามารถมองเห็นเมืองอีกฝั่งหนึ่งได้ชัดเจนเลย เพื่อมาแวะนวดผ่อนคลายที่สปาของรีสอร์ท ที่นี่ตกแต่งเรียบง่าย ทว่างดงามด้วยผนังและประตูลายตารางที่มีกระจกรอบอาคารทำให้ดูโปร่งสบาย ยังคงคุมโทนด้วยสีเทา ขาว และน้ำตาล Scheme สีที่เป็นเอกลักษณ์ของ The Surin Phuket เราสองคนเลือกนวดกันคนละแบบ คนนึงนวดไทย และอีกคนนวดรีดกล้ามเนื้อมัดลึกแบบ Deep Tissue ยอมรับว่า Therapists ที่นี่น้ำหนักมือและมีจังหวะการนวดดีมากๆครับ การลงน้ำหนักแล้วค่อยๆปล่อยทำให้เรารับรู้ถึงความใส่ใจของ Therapist ที่อยากให้เราสบายขั้นสุดจริงๆ เป็นเวลา 90 นาที ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว Beach Activities หาดพันทรีนั้นเป็นดั่งอัญมณีเม็ดงามที่ถูกเก็บเป็นความลับของเกาะภูเก็ต ทุกองค์ประกอบนั้นเรียกได้ว่าเป็นหาดที่ Perfect หมดจด นอกจากจะมีความเป็นส่วนตัวสุดๆแล้ว ชายหาดก็ขาวสะอาด ทรายละเอียดเดินนุ่มเท้า มีโขดหินฟอร์มสวยตรงริมซ้าย-ขวาหาดที่ถ่ายรูปสวยแต่ไม่เป็นอุปสรรค์ต่อการลงเล่นน้ำ น้ำทะเลก็ใสและสีสวยดุจมรกตจากโคลัมเบีย (พนักงานแนะนำว่าช่วงที่ทะเลสวยที่สุดจะอยู่ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ คือสวยกว่าในรูปไปอีกกกก...) อุณหภูมิของน้ำนั้นเย็นสบายพอดีๆทำให้ไม่รู้สึกถึงความร้อนของแดดมากเกินไป น้ำทะเลมีทั้งจังหวะนิ่งซึ่งเหมาะกับการพายเรือและบอร์ด และช่วงที่มีคลื่นซึ่งเหมาะกับการเล่น Body Surf แน่นอนว่าทาง The Surin Phuket นั้นมีอุปกรณ์ทั้งหมดพร้อมผู้ดูแลเตรียมไว้คอยให้บริการอย่างครบครันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม หากใครไม่สันทัดการออกกำลัง อยากจะนอนอาบแดด จิบเครื่องดื่มเย็นๆสวยๆก็ทำได้เช่นกัน Beach Bar ของทางรีสอร์ทนั้นมีเมนูเครื่องดื่มไว้ตอบสนองทุกความต้องการครับ สรุปความประทับใจ The Surin เป็นรีสอร์ทที่เราหมายมั่นจะมาพักมากที่สุดแห่งหนึ่งในภูเก็ตและเราก็ไม่ผิดหวังเลยครับ ที่นี่มีพลังงานบวกบางอย่างที่หรูหราทว่าผ่อนคลาย ทำให้เราสบายใจและรู้สึกว่ากำลังได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ไม่ว่าคุณจะอยากแค่มาพักผ่อน มาหามุมสงบนั่งคิดงาน มาสนุกกับกิจกรรมทางน้ำ หรือมาฉลองโอกาสพิเศษกับคนรู้ใจ ที่นี่ตอบทุกโจทย์เลยครับ สำหรับเราแล้ว The Surin นั้นโชคดีมากๆในเรื่องโลเคชั่นที่มีหาดส่วนตัวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และที่ได้ Ed Tuttle สถาปนิกอัจริยะระดับโลก มาช่วยควบคุมงานออกแบบสถาปัตยกรรมอันเปี่ยมด้วยรสนิยม แต่สิ่งที่เป็นฝีมือของทีมบริหารล้วนๆก็คือการบริการที่กลมกล่อมพอดีระหว่างความเป็นกันเองและความเป็นมืออาชีพ ไปจนถึงการรักษาความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับทั้งลูกค้าและทีมงาน ยืนยันด้วยอัตราการกลับมาพักของแขกถึง 40-60% ในทุกๆเดือน สั้นๆก็คือ หากคุณได้มาลองสัมผัส ก็อาจจะทำให้เข้าใจวลี "Heaven On Earth" ได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ #LetsHoparound Exclusive deal with The Surin Phuket ดีลพิเศษที่เดอะสุรินทร์ภูเก็ต เฉพาะ Hoparound.co 🏝 ดีลพิเศษกับตำนานดีไซน์รีสอร์ทหรูแห่งภูเก็ต เดอะ สุรินทร์ ภูเก็ต เริ่มต้นคืนละ THB 7,800++ เพียงแจ้งโค้ด 'Hop Around' เมื่อสำรองห้องพัก* สามารถจองภายในวันที่ 30 กันยายน 2567 และเข้าพักได้ภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2567 เท่านั้น สิทธิพิเศษ: 1. ห้องพักเรทพิเศษ เริ่มต้นคืนละ 7,800++ บาท 2. อาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน 2. เซ็ตดินเนอร์ 1 มื้อ สำหรับ 2 ท่าน (Degustation Set ที่ Beach Restaurant ไม่รวมเครื่องดื่ม) 3. ส่วนลด 10% สำหรับเครื่องดื่มผสมแoลกอฮอล์ 4. ส่วนลดสปา 10% 5. บริการอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมทางน้ำ (สำหรับเครื่องเล่นชนิดที่ไม่มีเครื่องยนต์) สำรองห้องพัก: 💬 m.me/thesurinphuket (แจ้งโค้ด Hop Around) ☎️ +66 (0) 76 316 400 (แจ้งโค้ด Hop Around) 📧 hotel@thesurinphuket.com (แจ้งโค้ด Hop Around) 📱 LINE Official Account คลิก https://lin.ee/QIlUPWM (แจ้งโค้ด Hop Around) The Surin Phuket Pansea Beach, 118 Moo 3, Choengtalay, Thalang, Phuket 83110 Thailand Tel: +66 (0) 76 316 400 Fax: +66 (0) 76 621 590 E-mail: hotel@thesurinphuket.com Website: www.thesurinphuket.com #TheSurinPhuket #Phuket #LuxuryBeachResort #LetsHoparound #รีวิวโรงแรม #รีวิวรีสอร์ท #เดอะสุรินทร์ภูเก็ต #ภูเก็ต #BestHotelsInPhuket #IAmaTraveler #PlacestoStay #LuxuryResort

STAY IN TOUCH

  • Black Facebook Icon
  • Black Instagram Icon
  • TikTok
  • Black YouTube Icon

INSTAGRAM

YOUTUBE

Hoparound.co คือเว็บไซต์ท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์สำหรับ Modern Aesthete ที่คัดสรรทุกประสบการณ์การเดินทางอย่างพิถีพิถัน เราเชื่อมโยงแรงบันดาลใจจากงานดีไซน์ สถาปัตยกรรม และศิลปะ เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เหนือระดับ โดยมีทั้งการรีวิวโรงแรมหรู บูธีคโอเทลชั้นนำจากทั่วโลกที่ผ่านการเลือกสรรมาแล้วว่าโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมมอบสิทธิพิเศษและ exclusive offer ที่คัดมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ เพื่อให้คุณได้สัมผัสการพักผ่อนที่มีสไตล์และเปี่ยมด้วยคุณภาพ ผ่านเนื้อหาที่รุ่มรวยด้วยข้อมูลเชิงลึกและภาพถ่ายที่ถ่ายทอดความงดงามได้อย่างไร้ที่ติในทุกมิติ

Hoparound.co – A travel and lifestyle platform curated for design lovers and creative explorers. We handpick design hotels, cafés, galleries, and offer a booking system with exclusive travel deals you won’t find elsewhere. Beyond travel, we dive into lifestyle, art, and design content to inspire your journey. Discover unique places across Thailand and around the world — from museums, galleries, cafés, restaurants, and design hotels, to remarkable architecture, creative brands, and stylish products. All presented through engaging storytelling, beautiful visuals, and high-quality content that’s informative, enjoyable, and full of inspiration.

ที่เที่ยวใหม่ 2025 |  พิพิธภัณฑ์ & แกลเลอรี่ | โรงแรมดีไซน์ |  คาเฟ่สายอาร์ต |  เที่ยวไทย-ต่างประเทศ จองที่พัก |  รีวิวโดยบล็อกเกอร์ |  ไอเดียทริปไม่ซ้ำใคร |  ค้นหาสถานที่สร้างแรงบันดาลใจ | Travel wesite | Thai Travel Blogers | Travel Influencers | a travel website travel influencers thailand รีวิวท่องเที่ยว รีวิวโรงแรม รีวิวร้านอาหาร

 

Contact and Collaboration with Hoparound.co
E-mail: info.hoparound@gmail.com | Facebook: @hoparound.co | Instagram: @hoparound.co | Youtube: hoparound.co | Tiktok: @hoparound.co

Follow us on Instagram

เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury ถเที่ยว แพลนขับรถเที่ยว อเมริกา West Coast Travel Guide
bottom of page