Tokyo Aesthetic Guide 20 รวมพิกัดเที่ยวโตเกียว เสพงานดีไซน์ คาเฟ่ และสถาปัตยกรรม
- hoparound.co

- 2 days ago
- 4 min read

Tokyo Aesthetic Guide: 20 พิกัดเที่ยวโตเกียวฉบับชาวฮอป เสพงานดีไซน์ สเปซ และสถาปัตยกรรม
สวัสดีชาวฮอปครับ! ถ้าพูดถึง "โตเกียว" หลายคนคงนึกถึงภาพผู้คนที่เดินขวักไขว่และจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ แต่สำหรับการกลับมาเยือนโตเกียวในรอบนี้ เราอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักเมืองหลวงแห่งนี้ในมุมที่ต่างออกไป เป็นโตเกียวในเวอร์ชั่นที่เราตั้งใจลดสปีดให้ช้าลง เพื่อให้เวลากับตัวเองได้ซึมซับดีเทลของสเปซ สถาปัตยกรรม และความคราฟต์ที่ซ่อนอยู่ตามซอกซอยต่างๆ
เราคัดมาให้เน้นๆ กับ 20 พิกัดที่เต็มไปด้วยมู้ดและ Aesthetic ที่ตรงเทสต์พวกเราอย่างแท้จริง ทั้งสเปซที่ท้าทายแรงโน้มถ่วง แกลลอรี่ที่ฮีลใจ ไปจนถึงร้านรวงที่พนักงานน่ารักจนทำให้เรารู้สึกเหมือนได้เจอเพื่อนใหม่ เตรียม Save ลิสต์นี้แล้วออกไปเดินเสพไวบ์โตเกียวด้วยกันเลยครับ

Architecture & Curated Stays (สถาปัตยกรรมล้ำลึกและสเปซพักผ่อน)
1. Hotel Toranomon Hills
ทันทีที่ลากกระเป๋าเข้ามาถึง เราก็สัมผัสได้ถึงความผ่อนคลายที่โอบกอดเราไว้ สเปซพักผ่อนแห่งนี้ผสานความเรียบง่ายแบบ Japandi เข้ากับฟังก์ชันทันสมัยได้อย่างลงตัว ตัวอาคารภายนอกเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซของ OMA ส่วนอินทีเรียด้านในรังสรรค์โดย Space Copenhagen ที่เลือกใช้วัสดุธรรมชาติและโทนสีอบอุ่นจนเรารู้สึกเหมือนอยู่บ้านที่เนี้ยบสุดๆ แถมการเดินทางก็สะดวกจนน่าตกใจ เพราะเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟใต้ดินสาย Hibiya Line โดยตรงเลยครับ
สัมผัสความพิเศษที่นี่: โมเมนต์ที่ประทับใจที่สุดคือการได้ทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มๆ แล้วมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อเทควิว Tokyo Tower ที่สว่างไสวในยามค่ำคืนแบบไม่มีตึกไหนมาบังสายตา และถ้าอยากหาที่นั่งทำงานหรือจิบเครื่องดื่มชิลๆ ส่วนกลางอย่าง The Lounge ก็ออกแบบมาได้ละเมียดละไมจนเราแทบไม่อยากออกไปไหนเลย
เวลาเปิดปิด: เปิดบริการ 24 ชั่วโมง
2. Caption by Hyatt Kabutocho
เราตกหลุมรักมู้ดของโรงแรมนี้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไป ที่นี่ตั้งอยู่ในย่านคาบุโตะโจ (Kabutocho) ซึ่งอดีตเคยเป็น Wall Street ของญี่ปุ่น แต่ตอนนี้ถูกชุบชีวิตใหม่ให้กลายเป็นย่านสุดฮิป บรรยากาศของโรงแรมไม่ได้ดูเกร็งหรือหรูหราจนเข้าถึงยาก แต่กลับมีความโมเดิร์น โลคอล และเฟรนด์ลี่มากๆ การเดินทางก็ง่าย แค่ลงสถานี Kayabacho แล้วเดินลัดเลาะมานิดเดียว
สัมผัสความพิเศษที่นี่: คอนเซปต์ของเขาคือการสร้าง Community ให้คนมารวมตัวกัน สเปซส่วนกลางเลยโปร่งสบาย นั่งแช่ได้นานๆ แต่ที่ฟินสุดคือโลเคชั่นครับ ตื่นเช้ามาเราสามารถเดินทะลุไปคาเฟ่เก๋ๆ หรือร้านอาหารที่ซ่อนอยู่ในตึกเก่าที่ถูกรีโนเวทใหม่ได้เลย เป็นการใช้ชีวิตแบบชาวโตเกียวในย่านสุดชิคที่แท้จริง
เวลาเปิดปิด: เปิดบริการ 24 ชั่วโมง
3. KAIT Plaza (Kanagawa Institute of Technology)
นี่คืออีกหนึ่ง Wishlist ที่สารภาพเลยว่าเราตั้งตารอคอยมากๆ ยอมนั่งรถไฟออกนอกเมืองมาลงที่สถานี Hon-Atsugi แล้วต่อรถบัสเข้ามาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ ผลงานสถาปัตยกรรมของ Junya Ishigami ชิ้นนี้ ท้าทายความรู้สึกและกรอบความคิดเดิมๆ ของเราไปหมด พื้นที่ตรงนี้เป็นลานกว้างขนาดมหึมาที่ "ไม่มีเสาเลยแม้แต่ต้นเดียว" หลังคาเหล็กแผ่นยักษ์ถูกเจาะฝ้าเป็นช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดต่างๆ ปล่อยให้แสงแดด สายลม และฝน ตกลงมาสู่พื้นที่ลาดเอียงด้านล่างอย่างอิสระ (การมาที่นี่จำเป็นต้องจองผ่านเว็บไซต์ล่วงหน้านะครับ)
สัมผัสความพิเศษที่นี่: วินาทีแรกที่เดินเข้าไปคือขนลุกเลยครับ มันเป็นความรู้สึกโปร่ง โล่ง เหมือนเราถูกโอบกอดด้วยสเปซและท้องฟ้าในเวลาเดียวกัน สถาปัตยกรรมลบเส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติไปจนหมด ที่สำคัญคือคนนำชมอธิบายคอนเซปต์เป็นภาษาอังกฤษได้ดีและอินมากๆ ทำให้เราเข้าใจถึงความยากและลึกซึ้งของการออกแบบชิ้นนี้แบบเต็มร้อย
เวลาเปิดปิด: เปิดตามรอบที่จองล่วงหน้า
4. Shinjuku Rurikoin Byakurengedo (新宿瑠璃光院 白蓮華堂)
ท่ามกลางความวุ่นวายของชินจูกุที่มีแต่ป้ายไฟและผู้คนเบียดเสียด เราเดินหนีความวุ่นวายมาทางทิศใต้เพียงไม่กี่นาที ก็พบกับอาคารคอนกรีตสีขาวรูปทรงแปลกตาที่ดูคล้ายกับยานอวกาศหรืออาร์ตแกลลอรี่ล้ำยุค แต่เชื่อไหมครับว่าที่นี่คือ "วัด" การได้มายืนอยู่ตรงนี้ทำให้เรารู้สึกถึงความสงบที่ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
สัมผัสความพิเศษที่นี่: มันคือการตีความศาสนาพุทธผ่านภาษาสถาปัตยกรรมร่วมสมัยได้อย่างเฉียบขาด ภายในใช้เป็นพื้นที่เก็บอัฐิที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับความเชื่อดั้งเดิม สเปซด้านในให้ความรู้สึกนิ่ง สงบ และชวนให้เรากลับมาทบทวนอยู่กับตัวเอง เป็นความย้อนแย้งที่งดงามมากเมื่อเทียบกับบริบทของย่านชินจูกุที่อยู่รายล้อม
เวลาเปิดปิด: 10:00 - 17:00 น.

Art & Inspiring Spaces (นิทรรศการศิลปะและแรงบันดาลใจ)
5. Piramide & Complex 665 (Roppongi)
ถ้าคุณรักงานอาร์ต นี่คือสวรรค์ที่ซ่อนอยู่กลางย่านรปปงงิ (Roppongi) ครับ ทั้ง Piramide และ Complex 665 เป็นอาคารที่รวมเอาแกลลอรี่ศิลปะร่วมสมัยชั้นนำมาไว้ด้วยกัน (สองตึกนี้อยู่ใกล้กัน เดินข้ามไปมาได้สบายๆ) ตัวอาคารออกแบบมาอย่างเรียบง่ายแต่ดูดีมาก แค่นั่งรถไฟมาลงที่สถานี Roppongi แล้วเดินมาตามทาง ก็เตรียมตัวเสพงานศิลป์ระดับโลกได้เลย
สัมผัสความพิเศษที่นี่: ความพีคคือเราสามารถเดินเข้าออกแกลลอรี่ชื่อดังต่างๆ เพื่อชมผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซได้แบบ "ฟรีๆ" สเปซด้านในถูกออกแบบให้โปร่งโล่ง แสงสวย และเงียบสงบมากๆ ทำให้เรามีสมาธิและมีเวลาได้ยืนพิจารณาชิ้นงานแต่ละชิ้น ค่อยๆ ปล่อยให้ศิลปะทำงานกับความรู้สึกของเราไปเรื่อยๆ ตลอดบ่าย
เวลาเปิดปิด: 11:00 - 18:00 น. (แกลลอรี่ส่วนใหญ่ปิดวันอาทิตย์-จันทร์)
6. SKAC (SKWAT KAMEARI ART CENTRE)
เรานั่งรถไฟออกมาไกลหน่อยถึงย่าน Kameari เพื่อมาหาสเปซที่ดิบและท้าทายที่สุดในทริปนี้ โปรเจกต์นี้เกิดจากการนำเอาพื้นที่ว่างหรืออาคารเก่ามาตีความใหม่ให้กลายเป็น Art Centre บรรยากาศของที่นี่ไม่มีความเนี้ยบหรือหรูหรา แต่เต็มไปด้วยร่องรอยของการรื้อถอนและการทดลอง
สัมผัสความพิเศษที่นี่: มันคือความขบถที่เท่มากๆ ครับ นิทรรศการที่จัดแสดงที่นี่มักจะฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ งานศิลปะไม่ได้ถูกแขวนอยู่บนผนังสีขาวสะอาดตาเสมอไป แต่ถูกจัดวางกลมกลืนไปกับโครงสร้างดิบๆ ของตึก การเดินดูงานที่นี่กระตุ้นความรู้สึกตื่นเต้นและจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้เราได้ดีสุดๆ
เวลาเปิดปิด: เช็คตารางนิทรรศการล่วงหน้าทางเว็บไซต์
7. LURF GALLERY
ระหว่างที่เดินเล่นลัดเลาะอยู่ในย่าน Daikanyama เราก็แวะพักสายตากันที่แกลลอรี่ศิลปะกึ่งคาเฟ่แห่งนี้ สเปซของ LURF GALLERY ค่อนข้างกว้างขวาง ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์เก๋ที่เชิญชวนให้เราอยากนั่งลงพักเหนื่อย บรรยากาศโดยรวมมีความเป็นกันเอง ไม่เกร็งเหมือนแกลลอรี่ใหญ่ๆ
สัมผัสความพิเศษที่นี่: ตอนที่เราแวะไปเป็นช่วงที่จัดนิทรรศการชื่องาน "FEEL" ของศิลปิน ISSHIN TANISAKI พอดี เราเดินดูงานอาร์ตสวยๆ แบบไม่ต้องเสียค่าเข้าชม เสร็จแล้วก็มานั่งจิบเครื่องดื่ม ซึมซับมู้ดที่แสนจะรีแลกซ์ เป็นช่วงเวลาเบรกระหว่างวันที่ฮีลใจพวกเราได้ดีมากๆ
เวลาเปิดปิด: 11:00 - 19:00 น.

Artisanal Fashion & Curated Retail (คราฟต์แฟชั่นและโฮมกู๊ดส์)
8. LEMAIRE (Ebisu)
สารภาพเลยว่านี่คือหนึ่งในจุดหมายหลักที่ทำให้เราอยากมาโตเกียวรอบนี้ บูทีคของ LEMAIRE ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบสงบและถ่อมตัวในย่าน Ebisu การเดินหาตัวร้านให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังมาเยี่ยมบ้านเพื่อนที่รสนิยมดีมากๆ แทนที่จะมาเดินช้อปปิ้ง
สัมผัสความพิเศษที่นี่: ความว้าวขั้นสุดคือการที่แบรนด์นำเอาบ้านโบราณสไตล์ญี่ปุ่นยุค 60s มารีโนเวทใหม่ โดยยังคงเก็บรักษาโครงสร้างไม้และจิตวิญญาณของบ้านหลังนี้ไว้ มันสะท้อนความ Timeless ของแบรนด์ออกมาได้อย่างลุ่มลึก และที่ต้องขอชมจากใจคือพนักงานดูแลดีมาก เฟรนด์ลี่ และแต่งตัวดูดีมีคาแรคเตอร์สมกับเป็นชาว LEMAIRE สุดๆ ทำให้ประสบการณ์ช้อปปิ้งที่นี่พิเศษจนลืมไม่ลง
เวลาเปิดปิด: 11:00 - 19:00 น.
9. Jil Sander (Ginza)
เปลี่ยนมู้ดเข้าสู่โหมดความหรูหราแบบมินิมอลกันที่ Flagship Store สาขาใหญ่และใหม่ล่าสุดของ Jil Sander ในย่านกินซ่า ทันทีที่ผลักประตูกระจกบานใหญ่เข้าไป เราถูกต้อนรับด้วยความเนี้ยบกริบของสเปซที่กว้างขวางและสะอาดตา
สัมผัสความพิเศษที่นี่: ความเฉียบขาดของสาขานี้คืองานอินทีเรียที่เล่นกับรูปทรงเรขาคณิต แสงเงา และวัสดุธรรมชาติ ทุกราวแขวนเสื้อ ทุกชั้นวาง ถูกคำนวณมาอย่างประณีต มันคือความมินิมอลที่ทรงพลังและมีน้ำหนัก เราเดินแวะชมคัตติ้งเสื้อผ้าเนี้ยบๆ ไปพร้อมๆ กับการเสพงานออกแบบสเปซที่สะกดสายตา เป็นความสมบูรณ์แบบที่ชาวฮอปสายแฟชั่นต้องมาโดน
เวลาเปิดปิด: 11:00 - 20:00 น.
10. TOMWOOD Aoyama Flagship store
เรามุ่งหน้าสู่ย่าน Aoyama เพื่อมาอัปเดตไอเท็มจากแบรนด์จิวเวลรี่เครื่องเงินสไตล์มินิมอลจากเดนมาร์กที่เราหลงรักมานาน ตัวร้านตกแต่งอย่างเรียบหรู คุมโทนสีเทาและเหล็ก สะท้อนความแข็งแกร่งแต่คลาสสิกของแบรนด์ได้ดีมาก
สัมผัสความพิเศษที่นี่: สิ่งที่ทำให้เราประทับใจจนต้องหยิบมาเล่า ไม่ใช่แค่เรื่องดีไซน์ที่คราฟต์สุดๆ เท่านั้น แต่คือ "การบริการ" ครับ วันนั้นเราโชคดีมากที่เจอน้องพนักงานคนลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นมาคอยดูแล น้องเทคแคร์ดีมาก ชวนคุยและแนะนำคอลเลกชันต่างๆ อย่างเป็นกันเอง ทำให้การซื้อจิวเวลรี่รอบนี้อบอุ่นและได้ของที่ถูกใจกลับมาแบบยิ้มแก้มปริ
เวลาเปิดปิด: 12:00 - 20:00 น.
11. VISVIM GENERAL STORE (Nakameguro)
หลังจากเดินเล่นรับลมเย็นๆ เลียบคลองในย่านนาคาเมกุโระ เราก็แวะเข้ามาในสเปซของแบรนด์ Visvim ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่ร้านขายเสื้อผ้า แต่เปรียบเสมือนแกลลอรี่ที่จัดแสดงไลฟ์สไตล์ของแบรนด์ มีทั้งโซนขายของและมุมคาเฟ่เล็กๆ (Little Cloud Coffee) ให้เราได้นั่งพัก
สัมผัสความพิเศษที่นี่: เราชอบความรู้สึกที่ได้เดินลูบคลำเนื้อผ้า สังเกตงานปัก และดีเทลที่ผสมผสานระหว่างงานวินเทจแบบอเมริกันกับเทคนิคงานฝีมือดั้งเดิมของญี่ปุ่น กลิ่นกาแฟหอมๆ ที่ลอยอวลอยู่ในร้าน ยิ่งทำให้มู้ดของการเดินดูของที่นี่ละมุนและมีเสน่ห์ในแบบที่หาจากที่ไหนไม่ได้จริงๆ
เวลาเปิดปิด: 11:00 - 20:00 น.
12. Words Sounds Colors and Shapes
ยังคงป้วนเปี้ยนอยู่ในนาคาเมกุโระ เราบังเอิญ(แต่ตั้งใจ)เดินมาเจอคอนเซปต์สโตร์ร้านใหม่ล่าสุดแห่งนี้ แค่ชื่อร้านก็กินขาดแล้วครับ สเปซด้านในถูกจัดวางอย่างมีศิลปะ รวบรวมของใช้ไลฟ์สไตล์ งานเซรามิก และแอคเซสเซอรี่ต่างๆ ไว้ด้วยกัน
สัมผัสความพิเศษที่นี่: ตอนแรกเราตั้งใจแค่จะเข้ามาเดินดูสเปซสวยๆ แต่ไปๆ มาๆ รสนิยมการเลือกของเข้าร้านของเขามันเฉียบมาก การจัดวางแสง สี และรูปทรงต่างๆ ทำให้ของทุกชิ้นดูน่าใช้ไปหมด สรุปคือเราโดนตกเข้าอย่างจัง ได้ผ้าพันคอเนื้อดีกับแก้วน้ำดีไซน์สวยติดไม้ติดมือกลับมาด้วยแบบงงๆ แต่แฮปปี้สุดๆ
เวลาเปิดปิด: 12:00 - 19:00 น.
13. ATELIERMO
สำหรับคนที่หลงใหลในการแต่งบ้าน นี่คือขุมทรัพย์ครับ ATELIERMO เป็น Home Goods Store ที่นำเสนอของใช้ในบ้านผ่านเลนส์ของความเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ บรรยากาศในร้านเงียบสงบราวกับเวลาเดินช้าลง
สัมผัสความพิเศษที่นี่: ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องปั้นดินเผา และแก้วน้ำทุกชิ้นในร้าน ล้วนมีรูปทรงแบบออร์แกนิกที่ไม่สมมาตรเป๊ะๆ มันสะท้อนปรัชญาความงามแบบไม่สมบูรณ์แบบหรือ Wabi-Sabi ได้อย่างชัดเจน การได้มาหยิบจับและชื่นชมความงามจากฝีมือมนุษย์ที่นี่ เป็นอะไรที่ช่วยฮีลใจและคืนสมดุลให้เราได้ดีมาก
เวลาเปิดปิด: ตรวจสอบวันเปิดทำการล่วงหน้าทาง IG ของร้าน
14. Playmountain
ย้ายมาที่ย่าน Sendagaya กันบ้าง เราแวะมาร้านของแต่งบ้านที่เป็นที่รักของเหล่าฮอปเปอร์สายดีไซน์ Playmountain เป็นสเปซที่ไม่ใหญ่มาก แต่อัดแน่นไปด้วยรสนิยม
สัมผัสความพิเศษที่นี่: เราชอบเทสต์ของ Buyer ร้านนี้มากๆ ครับ เขาคัดสรรเฟอร์นิเจอร์ เซรามิก และของกระจุกกระจิก ทั้งจากศิลปินโลคอลและดีไซเนอร์ต่างประเทศมาวางรวมกันได้อย่างมีเสน่ห์ เดินดูแล้วสัมผัสได้ถึงแพสชั่นของคนทำร้าน เป็นอีกที่ที่เรามาทีไรก็ต้องได้อินสไปร์ใหม่ๆ กลับไปปรับใช้ที่บ้านเสมอ
เวลาเปิดปิด: 12:00 - 19:00 น.

Slow Gastronomy (ละเมียดละไมไปกับรสชาติและสเปซคาเฟ่)
15. LAMBERT Tokyo
เราหลบความวุ่นวายมานั่งพักจิบเครื่องดื่มที่ร้านมัทฉะไวบ์ดีๆ ย่าน Aoyama ความพิเศษคือที่นี่ตั้งใจจำกัดจำนวนคนด้วยการให้จองคิวล่วงหน้าเพื่อมานั่งทานในร้าน (แต่ถ้าเดินผ่านมาก็ซื้อกลับได้ครับ) ทำให้บรรยากาศข้างในไม่พลุกพล่าน
สัมผัสความพิเศษที่นี่: ทันทีที่ก้าวเข้ามา เราสัมผัสได้ถึงมู้ดความเซน (Zen) ที่สงบนิ่งและผ่อนคลายมากๆ แต่สิ่งที่ทำให้เรายิ้มออกคือพนักงานที่น่ารักและสุภาพสุดๆ เขาชวนเราคุยอย่างเป็นกันเองระหว่างที่ค่อยๆ ชงมัทฉะให้เราทีละถ้วย รสชาติมัทฉะที่เข้มข้นกลมกล่อม ผสมกับ Service Mind ที่ยอดเยี่ยม ทำให้ประสบการณ์ที่ LAMBERT เป็นอะไรที่ตราตรึงใจเรามาก
เวลาเปิดปิด: 11:00 - 18:00 น. (ปิดวันอังคาร-พุธ)
16. Connel Coffee
นี่ไม่ใช่แค่การมาแวะกินกาแฟ แต่คือการมาเสพงานอินทีเรียครับ Connel Coffee ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของอาคาร Sogetsu Kaikan ซึ่งตัวสเปซได้รับการออกแบบและตกแต่งภายในโดย Nendo สตูดิโอออกแบบชื่อดังของญี่ปุ่น
สัมผัสความพิเศษที่นี่: ความฉลาดของการออกแบบคือการเล่นกับเส้นสายที่เรียบง่าย การใช้กระจกเงาสะท้อนเพื่อหลอกตา และที่สำคัญคือการดึงเอาธรรมชาติจากสวนและต้นไม้ด้านนอกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของร้านผ่านกระจกบานใหญ่ เรานั่งจิบกาแฟไป มองเงาสะท้อนของต้นไม้ที่พลิ้วไหวไป เป็นสเปซที่มีพลังความสวยงามในความเงียบสงบอย่างแท้จริง
เวลาเปิดปิด: 10:00 - 18:00 น. (ปิดเสาร์-อาทิตย์)
17. BANK & Bakery_Bank
เรากลับมาเดินเล่นในย่าน Kabutocho อีกครั้งเพื่อมาเช็คอินที่ BANK คอมเพล็กซ์แหล่งแฮงก์เอาต์สุดชิคที่นำเอาอาคารธนาคารเก่ามารีโนเวทใหม่ ภายในแบ่งสเปซออกเป็นคาเฟ่ ร้านอาหาร และร้านขายดอกไม้
สัมผัสความพิเศษที่นี่: มู้ดของที่นี่คือความเท่ที่แฝงไปด้วยความคลาสสิก กลิ่นหอมกรุ่นของเนยและแป้งอบใหม่ๆ ดึงดูดให้เราเดินเข้าไปที่ Bakery_Bank เราสั่งเบเกอรี่มานั่งทานพลางซึมซับดีเทลของการเก็บรักษาโครงสร้างตึกเก่าเอาไว้ ขนมปังเนื้อหนึบอร่อยมาก ทานคู่กับไวบ์ของอดีตธนาคารที่ถูกชุบชีวิตใหม่ เป็นอะไรที่เข้ากันสุดๆ
เวลาเปิดปิด: 11:00 - 18:00 น. (ปิดอังคาร-พุธ)
18. Nihonbashi Kaisen Don Tsujihan (สาขา Ark Hills)
หลังจากเดินฮอปมาทั้งวัน เรามาเติมพลังกันที่ร้านข้าวหน้าปลาดิบรวมสับ (Kaisendon) ชื่อดังที่ปกติต้องรอคิวกันเป็นชั่วโมงๆ แต่ทริคของเราคือมาที่สาขา Ark Hills ครับ เพราะคิวไม่ยาวมาก รอแป๊บเดียวก็ได้เข้าไปนั่งทานแล้ว
สัมผัสความพิเศษที่นี่: วินาทีที่ตักข้าวคำแรกเข้าปากคือฟินมาก! วัตถุดิบเขาสด หวาน และเชฟสามารถดึงรสชาติอูมามิของซีฟู้ดออกมาได้ดีสุดๆ แต่ความว้าวที่แท้จริงคือตอนที่ทานข้าวไปเหลือประมาณหนึ่งในสาม แล้วให้เชฟราดน้ำซุปกระดูกปลาลงไปเพื่อทานแบบโอชาซึเกะ (Ochazuke) น้ำซุปร้อนๆ หอมๆ ช่วยล้างปากและมอบความอบอุ่นให้กระเพาะ เป็นมื้อที่คอมพลีทวันของเราได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เวลาเปิดปิด: 11:00 - 22:00 น.

Nature & Final Touch (ฮีลใจกับธรรมชาติและมื้อส่งท้าย)
19. Meiji Jingu Gaien Gingko Avenue
ในวันที่อากาศเย็นสบาย เราเดินทางมาที่สถานี Gaienmae เพื่อมาเดินทอดน่องที่ถนนต้นแปะก๊วยที่โด่งดังที่สุดในโตเกียว ภาพของต้นไม้ที่ถูกตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบเรียงรายทอดยาวไปจนสุดสายตา เป็นความงามทางธรรมชาติที่ทรงพลังมาก
สัมผัสความพิเศษที่นี่: ยิ่งถ้ามาในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ใบแปะก๊วยเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองอร่ามพร้อมๆ กันทั้งถนน มันคือทัศนียภาพระดับมาสเตอร์พีซที่ต่อให้คนจะเยอะแค่ไหน เราก็ยังรู้สึกฮีลใจและประทับใจกับความสวยงามราวกับฉากในภาพยนตร์ของที่นี่เสมอ
เวลาเปิดปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
20. Dashi Chazuke En (Narita Airport branch)
ก่อนจะต้องบอกลาโตเกียวและขึ้นเครื่องกลับ เราแวะมาทานมื้อส่งท้ายกันที่ร้านข้าวต้มน้ำซุปสไตล์ญี่ปุ่น (Ochazuke) ที่อยู่ในสนามบินนาริตะ เมนูง่ายๆ ที่เป็น Comfort Food ชั้นดีของคนญี่ปุ่น
สัมผัสความพิเศษที่นี่: แม้จะเป็นร้านในสนามบิน แต่รสชาติน้ำซุปดาชิของเขากลับหอมกรุ่นและกลมกล่อมล้ำลึกมาก ข้าวต้มร้อนๆ เบาสบายท้อง เป็นการส่งท้ายทริปที่ทิ้งรสชาติความทรงจำดีๆ ของโตเกียวไว้ที่ปลายลิ้น และทำให้เรารู้สึกว่า... คงต้องหาเวลากลับมาฮอปที่เมืองนี้อีกแน่นอน
เวลาเปิดปิด: 07:30 - 21:00 น.

#Hoparound Tips
Walk & Wander: โตเกียวเป็นเมืองที่ออกแบบมาเพื่อการเดินจริงๆ ครับ อย่างย่าน Nakameguro เราสามารถเดินลัดเลาะเชื่อมไปถึง Daikanyama ได้สบายๆ ระหว่างทางมีร้านมัลติแบรนด์เก๋ๆ อย่าง SO และ JieDa ให้แวะดูเพียบ การปล่อยใจให้ตัวเองเดินหลงบ้าง คือวิธีซึมซับเสน่ห์ของเมืองนี้ที่ดีที่สุด
Reservation Check: สถานที่ที่เป็นไฮไลต์อย่าง KAIT Plaza และร้าน LAMBERT Tokyo จำเป็นต้องจองล่วงหน้าอย่างเคร่งครัด อย่าลืมเช็คคิวและลงทะเบียนให้ชัวร์ก่อนออกเดินทาง เพื่อให้ทริปราบรื่นไม่มีสะดุดนะครับ

Hoparound’s 5 Golden Rules for Tokyo
เคารพความเงียบและสเปซ: แกลลอรี่และคาเฟ่หลายแห่งมอบสเปซที่สวยงามให้เราเข้าชมฟรี แต่ต้องแลกมาด้วยการรักษามารยาท งดใช้แฟลช ไม่ส่งเสียงดัง และไม่จับชิ้นงาน เพื่อรักษามู้ดที่ดีไว้ให้ทุกคนที่แวะเวียนมา
เผื่อเวลาให้ความหลงใหล: ทริปนี้เรามาแบบ Slow Luxury เพราะฉะนั้นอย่าอัดแพลนจนแน่นเกินไป ปล่อยเวลาให้ตัวเองได้ยืนคุยกับพนักงานช้อปปิ้ง หรือนั่งมองแสงเงาตกกระทบในสถาปัตยกรรมนานๆ
Earth Tone is a Safe Zone: หากอยากให้รูปถ่ายออกมาดูดี คุมโทนชุดขาว เบจ เทา หรือดำ จะทำให้คุณแต่งตัวกลมกลืนและเบลนด์อินไปกับสเปซมินิมอลในโตเกียวได้ดีที่สุด
รองเท้าคือไอเท็มชี้ชะตา: การเดินทะลุ 20,000 ก้าวในโตเกียวคือเรื่องปกติมาก เลือกรองเท้าสนีกเกอร์ที่ซัพพอร์ตเท้าขั้นสุดและดีไซน์เข้ากับชุดมาลุยทริปนี้ เพื่อให้เรายังยิ้มออกในมื้อค่ำ
Enjoy the Details: โตเกียวมีรายละเอียดซ่อนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแพทเทิร์นของเสื้อผ้าบนไม้แขวน หรือเส้นสายของสถาปัตยกรรม ลองมองให้ลึกขึ้น ให้เวลากับมันมากขึ้น แล้วโตเกียวในรอบนี้จะมอบแรงบันดาลใจให้คุณต่างออกไปจากเดิมแน่นอน










Comments