top of page
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger

Search Results

129 results found with an empty search

  • รีวิว JR West Rail-Pass นั่งรถไฟเที่ยวญี่ปุ่นตะวันตก

    เที่ยวญี่ปุ่นครบรสด้วยตั๋ว Kansai – Hiroshima Area Pass เมืองใหญ่ๆในภาคตะวันออกของญี่ปุ่น มักเป็นสถานที่ยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว แต่น้อยคนที่จะรู้ว่าภาคตะวันตกของญี่ปุ่นนั้นก็มีเสน่ห์น่าหลงไหลจนเราอยากกลับไปซ้ำๆ แถมไปง่ายด้วยรถไฟ JR ผ่านพาส Kansai-Hiroshima Area Pass แบบ 5 วันติดต่อกัน ราคา 13,700 เยน (ประมาณ 3,8xx บาท) . วันนี้ Hoparound ขออาสาพาเพื่อนๆไปเที่ยว และรีวิวการใช้เจ้าพาสตัวนี้กัน เพื่อเพื่อนๆจะได้เห็นอีกมุมของญี่ปุ่นที่ดีงามไม่เหมือนใคร รีวิว JR West Rail-Pass นั่งรถไฟเที่ยวญี่ปุ่นตะวันตก คนที่มีพาสนี้สามารถใช้นั่งรถไฟ JR รวมไปถึง Shinkansen ได้ด้วย(Shin-Osaka⇔Hiroshima) พาสนี้ใช้ได้ตั้งแต่ Hiroshima - Okayama - Takamatsu - Himeji - Kinosakionsen - Kyoto - Amanohashidate - Tottori - Kishi - Shirahama - Kii-Katsuura - Nara เรียกได้ว่าคุ้มสุดๆ แต่ถ้าใครไปหมดนี่ก็คงจะได้แค่เช็คอิน ยังไม่ทันไม่ค่อยได้เต็มอิ่มกับแต่ละสถานที่เท่าไหร่ ฉะนั้นทริปนี้เราจึงเลือกแวะตามจุดพิกัดและเมืองเด็ดๆ เท่านั้น และเนื่องจากพาสใช้ได้แค่ 5 วันเท่านั้น เราจึงเลือกใช้โดยสารรถไฟไปเมืองที่มีระยะไกลๆ (กลัวไม่คุ้ม แหะๆ) เพื่อนๆสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดตั๋วได้ที่ https://www.westjr.co.jp/global/en/ticket/pass/kansai_hiroshima/ แพลนเที่ยว 10 วันของเราเริ่มต้นด้วย DAY 1: ไปเดินเล่นพักผ่อนนอนโรงแรมเก๋ๆกันที่ Hiroshima DAY 2: ไปปั่นจักรยานข้ามเกาะสุดชิลที่ Onomichi DAY 3-4: นั่งชินคันเซนไปเที่ยวเมืองหลวงเก่าอย่าง Kyoto DAY 5: นั่งรถไฟขึ้นไปเที่ยวเมืองเล็กๆตอนเหนือสุดอย่าง Amanohashidate DAY 6: ตื่นเช้าไปนั่งเรือชมวิถีชีวิตของผู้คนท้องถิ่น ที่หมู่บ้านชาวประมงที่เก่าแก่ที่สุด INE DAY 7: เช้าวันต่อมาก็นั่งรถเข้าไฟยาวเข้าเมืองหลักอย่าง Osaka DAY 8-9: ไปเที่ยวกินเนื้อดีๆในเมือง Kobe พร้อมแวะช็อปปิ้งที่เอ้าท์เล็ทสุดครบที่ Sanda DAY 10: ปิดท้ายด้วยเมืองแห่งมรดกโลก Nara (เราใช้พาสเฉพาะการเดินทางข้ามจังหวัด แพลนวันที่ 3-7 ) รอบนี้เราเลือกบินลง Hiroshima โดยสารการบิน Silk Air ในเครือ Singapore Airlines ซึ่งบริการดีไม่แพ้สายการบินแม่เลย และบินกลับจาก Osaka โดย Singapore Airlines เราจองก่อนเดินทาง 4 เดือน เลยได้ตั๋วราคาดีมาก เพียง 12,XXX บาท รวมทุกอย่าง ทั้งน้ำหนักกระเป๋า 30 กิโลกรัม และอาหาร 4 มื้อรัวๆ หลังจากแลนดิ้งที่สนามบินฮิโรชิมะตอนประมาณ 9:00 เราก็นั่งรถบัสเข้าเมือง แล้วก็เช็คอินเข้าโรงแรมเลย วันแรกก็ชิลๆไปก่อน เดินเล่นในเมือง จิบกาแฟดีๆ กินของอร่อยๆ โดยเราจะพักที่เมืองนี้ 2 คืน โชคดีที่ไปตรงกับงานตลาดนัด The TRUNK Market ครั้งที่ 13 พอดี งานนี้รวบรวมเอางานคราฟท์คุณภาพจากหลากหลายเมืองทั่วญี่ปุ่นมานำเสนอ ตั้งแต่อาหารการกิน ไปจนถึงงานดีไซน์ข้าวของต่างๆที่น่าสนใจ รวมทั้งสินค้าพิเศษจากแบรนด์ดีๆ เช่น The North Face Standard, Sandqvist, 1LDK, Snow Peak, MHL, A.P.C. และยังมีบูธของ POPEYE magazine มาจอยน์ด้วยนะ เราสะดุดตากับความน่ารักของเสื้อยืด POPEYE ก็เลยจัดมาหนึ่ง งานนี้จะจัดปีละ 2 ครั้ง (น่าจะทุกเดือน 5 กับ เดือน 11) ซึ่งแต่ละปีก็จะหมุนเวียนสับเปลี่ยนแบรนด์ไปเรื่อยๆ และงานครั้งนี้จัดอยู่ตรงสวน FUKUROMACHI PARK ใจกลางเมืองฮิโรชิมะเลย ใครมีแพลนจะมาลองเช็คได้ที่เว็ปไซต์ trunkmarket.net ได้เลย ตื่นเช้ามาอีกวัน ก็เตรียมตัวเดินทางไป Onomichi เมืองท่าเล็กๆ สวรรค์นักปั่นริมฝั่งอ่าว Setouchi เรามีแพลนที่จะปั่นจักรยานเล่นกันที่นี่ ทั้งปั่นชมในตัวเมืองและปั่นตามเส้นทาง Shimanami Kaido ที่เชื่อมเกาะต่างๆในอ่าวเอาไว้โดยมีระยะทางกว่า 70 กม. (แต่รอบนี้เราขอแค่ 10 กม. พอก่อน 555) ว่ากันว่าเส้นทางนี้ เป็นเส้นทางสำหรับปั่นจักรยานสวยที่สุดในโลกแห่งหนึ่งเลย Shimanami Kaido เป็นเส้นทางปั่นระยะทาง 70 กิโลเมตรที่เชื่อม 8 เกาะน้อยใหญ่ระหว่างเกาะหลัก (Honshu) ไปยังเกาะ Shikoku ผ่าน 6 สะพานที่จะนำเหล่านักปั่นเข้าสู่แต่ละเกาะ ซึ่งเส้นทางนี้ นักปั่นจะได้พบกับเส้นทางราบ เลียบชายฝั่งที่มีทิวทัศน์งดงาม ที่นี่มีลมทะเลที่จะเพิ่มความท้าทาย (แต่ไม่อันตราย) รวมไปถึงทางขึ้นเขาอันลาดชัน ที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของหมู่เกาะน้อยใหญ่และท้องทะเลที่สวยงามในมุมที่หลากหลายในการเลี้ยวแต่ละครั้ง วันต่อมาเราใช้พาสไปยังเมืองหลวงเก่า KYOTO โดยการนั่งรถไฟชินคันเซ็นแบบไม่จองที่นั่ง ไปที่เมือง Shin-Osaka และจากนั้นเปลี่ยนเป็นรถไฟธรรมดาไปยังสถานี Kyoto Station เกียวโตเป็นหนึ่งในเมืองโปรดที่สุดของเราที่ได้มาหลายครั้งแล้ว แต่ก็มีอะไรให้เที่ยวให้ดูเยอะมาก ไปไม่ครบซักที เราเคยเขียนเกี่ยวกับเกียวโตลงในโพสต์แยกก่อนหน้านี้แล้ว ถ้าเพื่อนๆสนใจก็ตามลิงค์นี้ไปอ่านกันได้ KYOTO 2017 เดินเที่ยวเมือง เข้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกียวโต นั่งรถไฟชมวัดอันเก่าแก่ ดื่มกาแฟดีๆ กันสองวัน จากนั้นวันที่ 5 เราก็นั่งรถไฟไปยังเมือง Amanohashidate เปลี่ยนที่พัก เปลี่ยนมู้ด ไปนอนโรงแรมเก่าแก่สไตล์เกียวโตกัน คืนนี้เรานอนกันที่โรงแรม Amanohashidate hotel สองคืน ที่นี่เป็นเมืองเงียบๆ แต่สะอาด สะดวก สบายสุดๆ เหมาะแก่การพักผ่อนมาก แถมในโรงแรมยังมีบ่อออนเซ็นช่วยสลายความเหนื่อยล้าอีก ตื่นเช้ามาวันที่ 6 วันนี้เรามีแพลนที่จะไปเที่ยวหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ทางตอนเหนือสุดของเกียวโต INE FUNAYA บอกเลยว่าที่นี่พิมพ์เล่าเป็นตัวอักษร หรือเอารูปมาอวดยังไงก็ไม่ฟินเท่าไปสัมผัสประสบการณ์จริงๆด้วยตัวเอง เพราะมันเงียบสงบ และสวยงามมากจริงๆ เช้าวันที่ 7 วันนี้เราจะเข้าโอซาก้ากันแล้ววววว โดยนั่งรถไฟ JR ไปยังเมือง Osaka เมืองใหญ่อันดับสองรองจากโตเกียว โดยเราจะนอนที่นี่ในคืนที่เหลือ ไว้จะมาลงลึกให้ฟังกันอีกทีว่าโอซาก้ามีอะไรน่าโดนกันบ้าง บอกได้เลยว่าเล่ายังไงก็ไม่มีทางครบหรอก เช้าวันถัดมาเราจะไปช้อปปิ้งที่ Kobe Sanda Premium Outlet ที่นี่มีแบรนด์เนมครบ และใหญ่มากๆ ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวกว่า 90% เป็นชาวญี่ปุ่น เราใช้เวลาครึ่งวันอยู่ที่นี่ พูดถึงเรื่อง Shopping แล้ว Kobe นั้นไม่เป็นเป็นสองรองใคร เพราะเป็นเมืองท่าที่คนมีเงินอยู่กันเยอะ แบรนด์ต่างๆจึงค่อนข้างมีหน้าร้านอยู่กันครบครันจนน่าประหลาดใจ จากนั้นเราก็นั่งรถบัสลงไปยังเมืองท่า KOBE พร้อมกินเนื้ออร่อยละลายในปากที่ร้าน Steak land Kobe ที่เชฟจะมาปรุงกันสดๆ หน้าเราเลย ใครมาไวก่อนมื้ออาหารก็ไม่มีคิวนะ แล้วก็เดินชิลในเมือง ดื่มกาแฟ วันสุดท้าย เราก็ไปปิดทริปกันที่เมืองเก่ามรดกโลก ก็คือ Nara นั่นเอง เพียง 1 ชั่วโมงบนรถไฟจากโอซาก้าก็มาถึงอย่างสบายๆ ครั้งนี้เราได้ไปเที่ยว สวนสาธารณะ Nara ที่มีน้องกวางเต็มไปหมด ต่อด้วยวัด Todaiji วัด Kofukuji แล้วพักกินโอโคโนมิยากิ และเดินเล่นกันในเมืองนาระ ก่อนจะนั่งรถไฟกลับไปโอซาก้าในช่วงเย็นๆถือเป็นการจบการใช้ Pass นี้อย่างคุ้มค่า 5 วันกับ 8 เมืองที่มีอรรถรสหลากหลายนี้ ทำให้เรารู้สึกว่าเงิน 3,8xx บาทที่ลงทุนไปกับตั๋ว Kansai-Hiroshima Area Pass นั้นคุ้มเกินคุ้ม ขอบคุณชาว #hopsters ที่ติดตามกันมาตลอด เจอของดีก็ต้องบอกต่อเนอะ วันนี้เอาภาพใหญ่ๆไปก่อน แล้วเราจะมาเจาะลึกแต่ละเมืองกันอีกทีนะ FB/IG @hoparound.co Website www.hoparound.co . #LetsHoparoundJapan #LetsHoparound #Travel #WestJapan #Japan #Kansai #Hiroshima #JRwestPass

  • Phuket Highlights เที่ยวเกาะภูเก็ตกับทีเด็ด 30 พิกัด

    Phuket Highlights เที่ยวเกาะภูเก็ตกับทีเด็ด 30 พิกัด ประมาณ 6-7 เดือนที่ผ่านมาเรามีโอกาสเดินไปรีวิวที่พักดีๆที่ภูเก็ตหลายครั้ง ก็เลยได้ไปสำรวจจุดชมวิว คาเฟ่ และร้านอาหารหลายร้านบนเกาะงามที่ได้รับสมญานามว่า “ไข่มุกแห่งอันดามัน” แห่งนี้ ต้องขอบอกว่าภูเก็ตมีทีเด็ดเยอะมากๆ และลิสต์นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นให้เพื่อนๆได้ไปลองสำรวจกันต่อเท่านั้นนะครับ ยังมีอีกหลายพิกัดที่เราเล็งเอาไว้แต่ก็ยังไม่ได้ไป นอกจากนี้ร้านดังที่หลายคนน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว เช่น ร้านหมอมูดง เพียงไพร ระย้า โกเบ๊นซ์ข้าวต้มแห้ง ฯลฯ เราก็ไม่ได้ใส่ไว้ในลิสต์นี้ด้วยเช่นกัน (ตอนที่เราไปกินในทริปก่อนๆก็ไม่ได้ถ่ายรูปเอาไว้ด้วยแหละ) 30 พิกัดที่เรารวบรวมไว้ในโพสต์นี้จะมีจุดไหนน่า #Hop กันบ้าง ไปดูกันเลยครับ 1. The Smokaccia Laboratory ขนมปัง Focaccia สุดคลาสสิคของอิตาลี ได้รับการ Reinvented ใหม่ให้มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มละลายและไม่ทำให้ท้องอืดด้วยยีสต์ธรรมชาติ แถมเพิ่มกลิ่นหอมเข้มด้วยการรมควันจนเกิดเป็นขนมปังชนิดใหม่ในนาม Smokaccacia ที่เชฟ Luca Mascolo (อดีตเชฟอิตาเลียนแห่ง Amanpuri) ได้ยื่นเรื่องจดสิทธิบัตรไว้เรียบร้อย เชฟ Luca ได้รังสรรค์เมนูแซนด์วิชกัวร์เม่ต์ที่อร่อยล้ำไม่ซ้ำใครด้วยขนมปังดาวเด่นของร้าน และหากวันไหนเชฟได้วัตถุดิบดีๆมา (ซึ่งเชฟเน้นวัตถุดิบ Local นะครับ) ก็จะมีเมนูพิเศษประจำวันด้วย Location: https://goo.gl/maps/RuyPpYSP8vRpg7zE7 2. กินกับอี๋ ร้านนี้ต้องจองและสั่งอาหารล่วงหน้าก่อนนะครับ คุณทับทิมผู้ก่อตั้งร้านตั้งใจเสิร์ฟตำรับความอร่อยจากรสมืออาอี๋ (คุณป้า) จนติดโผ Bib Gourmand ใน Michelin Guide เลยทีเดียว อาหารที่ร้านกินกับอี๋นั้นเป็นลูกผสมของอาหารใต้กับอาหารจีนแคะ เมนูที่เราชอบคือกุ้งส้มขาม น้ำชุบเยาะ และหมูอี๋ครับ Location: https://g.page/kinkubei?share 3. ผาหินดำ จุดชมวิวไม่ลับแต่ก็ไม่ค่อยเห็นคนไปกันเยอะเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะการเดินทางที่ต้องวิบากนิดหน่อย (ต้องนั่งรถเข้าถนนลูกรังและเดินป่าเล็กน้อย) แต่พอเราลงรูปปุ๊บก็มีข้อความเข้ามาถามกันรัวๆว่าที่นี่คือที่ไหน เราไม่คิดว่าภูเก็ตจะมีมุมที่สวยขนาดนี้เลยครับ แอบนึกถึงเมือง Akaroa ในนิวซีแลนด์เลย (นิสัยช่างเปรียบเทียบมาอีกแล้ววว) เอาเป็นว่าภูเก็ตมุมนี้สวยประทับใจมากครับ Location: https://goo.gl/maps/DPSoShRy433SxvxF8 4. ครัวโอม จากนักดนตรีที่ชอบทำอาหาร คุณสมภพได้ตัดสินใจผันตัวมาเปิดร้านจริงจัง จนได้เป็นอีกร้านที่อยู่ใน Michelin Guide ร้านครัวโอมเสิร์ฟอาหารใต้ที่รสชาติกลมกล่อมพอดี ไม่โดดหรือแหลมไปทางใดทางหนึ่ง เมนูแนะนำคือกุ้งผัดไข่เค็มชะอม กับปลาต้มเต้าเจี้ยว Location: https://goo.gl/maps/Gad9zTomUM58KLhT8 5. Honest Coffee พาออกนอกเมืองเก่ากันบ้าง แต่ก็แค่ประมาณ 10 นาทีนะครับ ฮ่าๆๆ Honest เป็นร้านกาแฟเท่ๆอีกร้านที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน น่าจะถูกใจสายถ่ายรูปคาเฟ่เพราะร้านสวยมินิมอลตามสมัยนิยม (ตอนที่เราไปลูกค้าวัยรุ่นเยอะเลยครับ) มีเครื่องดื่มหลากหลาย กาแฟก็รสชาติดี แถมมีคุกกี้นิ่มขายหลายรสด้วยนะ Location: https://goo.gl/maps/XyndtpmdDBTM5Wgi8 6. Tengoku ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โอซาก้าขนาดกระทัดรัดที่ซ่อนตัวอยู่ในร้านอาหารอีกร้าน และร้านนั้นก็ซ่อนอยู่ในโรงแรม InterContinental Phuket อีกทีหนึ่ง นับเป็นร้าน Rare Item ที่น้อยคนจะรู้จักนะครับ Osaka นั้นได้ชื่อว่าเป็น “ครัวของประเทศญี่ปุ่น” เพราะเป็นแหล่งรวมอาหารอันหลากหลาย และเชฟไอซ์แห่ง Tengoku นั้นก็นำเอาความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบในแต่ละภูมิภาคและเทคนิคการปรุงอันหลากหลายทั้งแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม (มิโสะที่นี่เค้าหมักเองนะครับ) ไปจนถึงเทคนิคสมัยใหม่ เช่นการ Sous Vide มารังสรรค์เป็นเมนูที่อร่อยแปลกใหม่ไปซะทุกจาน Tengoku จึงกลายเป็นหนึ่งในร้านที่ทำให้เราทั้งประหลาดใจและประทับใจที่สุดในภูเก็ตเลยครับ Location: https://goo.gl/maps/WjD1v5NXbW7GzGWVA 7. Longchan ชื่อร้านอ่านว่า “ลงจาน” เป็นคาเฟ่ขนมจัดจานบนหาดป่าตองที่มีอาหารเสิร์ฟด้วย บรรยากาศจะมีความเป็นผู้ใหญ่ นิ่งๆกว่าร้านอื่นๆที่เราแนะนำมาในลิสต์นี้ เข้ามาแล้วรู้สึกเหมือนอยู่เมืองนอกเลยล่ะ อาจจะเพราะลูกค้าที่นั่งอยู่ในร้านขณะที่เราไปก็เป็นต่างชาติเสียส่วนใหญ่ ขนมและเครื่องดื่มต่างๆตกแต่งด้วยดอกไม้ที่ดูเรียบง่ายแต่สวยงาม เราประทับใจบรรยากาศร้านมากครับ อ่อ..ทางร้านไม่มีที่จอดรถให้นะ ต้องหาที่จอดริมฟุตบาธหน้าหาดเองนะครับ Location: https://goo.gl/maps/qdcKTCBXq8FqykYv7 8. Suay เป็นร้านอาหารฟิวชั่นย่านเชิงทะเลที่คอนเส็ปต์แน่นมาก แกนกลางหลักของเมนูนั้นเป็นอาหารไทย แต่เชฟนำไปผสมกับ Elements ของอาหารชาติต่างๆทั่วโลก ไม่ว่าจะจีน ญี่ปุ่น สเปน อิตาลี เม็กซิโก จนออกมาเป็นเมนูที่ไม่เหมือนใคร แรกๆเราก็แอบกังวลเพราะปกติเราไม่ค่อยปลื้มอาหารฟิวชั่นเท่าไหร่ แต่พอได้ลองปรากฏว่าอร่อยเกินคาดครับ โดยเฉพาะ Pappardelle มัสมั่นแก้มวัวที่รสชาติเข้มข้นเข้ากันมากๆ Location: https://goo.gl/maps/tcrRrxWWa37wj9J98 9. ภัตตาคารฮ่องกง ร้านนี้เจ้าของเป็นคนฮ่องกงเลย เสิร์ฟอาหารทะเลเป็นๆที่ช้อนเอาจากตู้ปลา และปรุงแบบฮ่องกงแท้ๆ ที่เน้นวัตถุดิบคุณภาพ ปรุงน้อยอร่อยมาก ในตู้ปลานั้นมีทั้งกุ้ง กั้ง หอย ปู ปลา ตัวใหญ่ๆ เนื้ออวบๆทั้งนั้น (เอาจริงๆเราเองก็รู้สึกสงสารมากเลยครับ แต่ก็เข้าใจว่าเป็นวัฒนธรรมการกินของเขา) มีทั้งที่มาจากน่านน้ำรอบๆภูเก็ต และที่ต้องนำเข้าจากฮ่องกงโดยตรง แน่นอนว่าอาหารทะเลพรีเมี่ยมแบบนี้ก็ย่อมมาพร้อมกับราคาที่พรีเมี่ยมเช่นกัน Location: https://goo.gl/maps/BEbWs3Bq119NWSAR7 10. เมืองเก่าภูเก็ต โดดเด่นไปด้วยตึกเก่าหลากสีดีเทลสวยในสไตล์ชิโน-โปรตุกีส เดินดูตึกอย่างเดียวก็เพลินแล้ว ที่โดดเด่นที่สุดก็เห็นจะเป็นหอนาฬิกาพรหมเทพอายุกว่า 100 ปีที่อยู่ตรงหัวมุมถนนพังงาตัดกับถนนภูเก็ต สิ่งที่ทำให้ในเมืองเก่าน่าเดินเล่นมากขึ้นไปอีกก็คือร้านรวงที่เรียงรายตลอดทั้งสองข้างทาง โดยเฉพาะร้านของกินนั้นอุดมสมบูรณ์มากๆ และร้านส่วนใหญ่ที่อยู่ในลิสต์นี้ก็อยู่ในเขตเมืองเก่าแทบทั้งสิ้น Location: https://goo.gl/maps/QhKQDdD9gTz5Pe9z8 11. Campus Coffee Roaster ร้านกาแฟอร่อยในเมืองเก่า เน้นเสิร์ฟเมนูกาแฟคุณภาพตรงประเด็นไม่ประดิษฐ์เยอะ เข้ากับบรรยากาศเท่ๆง่ายๆ มีเมล็ดกาแฟให้เลือกหลายตัว ชงทั้งแบบเข้าเครื่องเอสเพรสโซ่และดริป สายกาแฟไม่ผิดหวังครับ Location: https://g.page/campuscoffeeroasters?share 12. หาดไม้ขาว หาดที่อยู่ติดกับรันเวย์ของสนามบินภูเก็ต จึงเป็นจุดที่จะคนมารอถ่ายรูปบนหาดที่มีเครื่องบินกำลัง Landing เป็นฉากหลังกันค่อนข้างเยอะ ในช่วงเช้าทิศทางลมเหมาะสำหรับเครื่องบินขาเข้า เราก็จะได้เห็นเครื่องบินลงต่ำเพื่อลงจอดพอดี แต่เราไม่ได้ศึกษามาก่อนก็เลยมาช่วงเย็น ซึ่งลมเปลี่ยนทิศทำให้ได้เห็นก้นเครื่องบินขาออกแทน แม้จะไม่ได้รูปถ่ายคู่กับเครื่องบิน แต่บรรยากาศยามพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่นี่ก็งดงามดั่งมีมนตร์ เราไม่เสียดายเลยที่ตั้งใจขับรถมาครับ Location: https://goo.gl/maps/HuSgkGuroH4C1d249 13. Ryn ร้านชาที่อยู่ติดกันกับ Campus มองจากข้างนอกอาจไม่ได้สะดุดตามาก แต่พอเข้ามาดูเมนูในร้านแล้วเซอร์ไพร้ซ์กับแพชชั่นและความจริงจังในเรื่องชาจีน-ญี่ปุ่นแบบเกินคาดมากซึ่งถูกใจสายชาแบบเราเลย มีตัวเลือกใบชาเยอะ พร้อมข้อมูลแน่นบอกแหล่งที่มาและ Tasting Notes ละเอียดยิบ จนต้องใช้เวลาเลือกอยู่พักใหญ่ นอกจากชาแล้วยังมีกาแฟแบบ Slow Drop โกโก้ และสมูธตี้ด้วยนะครับ Location: https://g.page/ryntea?share 14. The Oasis ตรอกทางเดินในซอกตึกที่ถ่ายรูปสวยเพราะเขียวชอุ่มไปด้วยต้นไม้และใบบอน เชื่อมระหว่างถนนถลางและถนนดีบุก (เข้าได้จากทั้ง 2 ฝั่ง) ระหว่างทางมีร้านน่ารักๆเรียงราย แต่ช่วงที่เราไปนั้นเพิ่งพ้นจากการล็อคดาวน์ได้ไม่นาน ร้านจึงยังไม่กลับมาเปิดกันเท่าไหร่นัก Location: https://goo.gl/maps/9rerAzZgnxdzqd8n6 15. Matasecond Floor ร้านกาแฟมินิมอลอีกร้านที่ซ่อนตัวอยู่บนชั้น 2 ของตึกบนถนนถลาง ทางขึ้นอยู่ด้านใน The Oasis “มาตะ” แปลว่า “มาเถอะ” ในภาษาใต้ ภายในดูโปร่งด้วยผนังสีขาว แซมด้วยต้นไม้ฟอร์มสวย กาแฟรสชาติดีครับ Location: https://goo.gl/maps/a6bqYxGaJbtfEPBo9 16. Cloud Markt ร้านขาย Grocery น่ารักจริตฝรั่งแต่สินค้าเป็นของ Local แทบทั้งหมด พอเปิดประตูเข้าไปแล้วเหมือนเราได้หลงเข้าไปในร้านเก๋ๆในเมือง Portland, Oregon แพ็คเก็จสวยๆทั้งถุง ขวด กระปุก กระป๋องต่างๆทำให้ร้านดูมีชีวิตชีวาน่าหยิบจับพากลับบ้าน ทางร้านมีเสิร์ฟ Cold Cuts กับไวน์ด้วย (Natural Wine ก็มีน้า) เราคิดว่ากำลังจะมีอาหารอื่นมาเพิ่มอีกด้วย เพราะวันที่เราไปเห็นถ่ายเมนูกันอยู่ Location: https://goo.gl/maps/nZjsENjc1WBRwv9q6 17. Marni ร้านอาหารอิตาเลียนแสนเก๋ที่อยู่ติดกันกับ Cloud Markt ร้านบางร้านเราก็สามารถสัมผัสถึงแพชชั่นของเจ้าของได้ตั้งแต่เปิดประตูเข้าไป ร้านนี้ก็เช่นกัน เพราะเจ้าของร้านเป็นเชฟเองจึงใส่ใจดูแลทุกอย่างในครัวตั้งแต่ต้นจนออกมาเป็นจานเสิร์ฟให้เรา วันที่เรากินไปนั้นมีวัตถุดิบบางตัวไม่ได้มาตรฐาน เขาก็แจ้งลูกค้าตรงๆ แน่นอนว่าทุกจานที่เราสั่งมานั้นปรุงมาอย่างดี และแป้งพิซซ่าของที่นี่ก็หนานุ่มหนึบเคี้ยวสะใจมากครับ Location: https://goo.gl/maps/2m2qADWKtDLbmC1ZA 18. Grindsize Friends อีกหนึ่งร้านกาแฟที่น่าสนใจเมืองเก่าภูเก็ต ร้านนี้เท่าที่เราเห็นคือไม่ใช้เครื่อง Espresso Machine แต่จริงจังมากเรื่องการดริปและการปรุงผสมเครื่องดื่มด้วยแบบ Hand Craft จนเกิดเป็นเมนูที่น่าสนใจหลายตัวเลยครับ อ้อ! ร้านนี้อยู่ติดๆกันกับ Cloud Markt และ Marni นะครับ แวะเวิ้งเดียวได้ 3 ร้านเลย Location: https://goo.gl/maps/nZjsENjc1WBRwv9q6 19. กังหันลมพรหมเทพ ทุกคนคงเคยเห็นวิวงามๆของแหลมพรหมเทพกันมาเยอะแล้ว เราเลยขอแวะถ่ายจุดก่อนถึงปลายแหลมกันดีกว่า (จริงๆก็คือตะวันใกล้ตกดินแล้วด้วยแหละ ไปไกลกว่านี้ไม่ได้แล้วเดี๋ยวแสงหมดฮ่าๆ) จุดนี้เป็นสถานีพลังงานทดแทนแหลมพรหมเทพที่มีกังหันลมอยู่ด้วยจึงมีเสน่ห์ไปอีกแบบ ยิ่งเวลาโพล้เพล้อย่างนี้นี่แสงสวยอย่าบอกใคร Location: https://goo.gl/maps/nLxHiQbB6ZxWtC9h7 20. โกฮ้องข้าวต้มปลา อีกหนึ่งร้านอร่อยที่ติดลิสต์ Bib Gourmand แห่ง Michelin Guide ถึง 3 ปีซ้อน ส่วนเรานั้นขอยกให้ร้านนี้เป็นหนึ่งในร้านทีอร่อยสะใจที่สุดร้านหนึ่งในภูเก็ตไปเลย ดีงามจนเราไม่มายด์ที่จะต้องนั่งเบียดกันริมทางเท้า กลับไปซ้ำแน่นอน บางคนให้ฉายาว่าเป็น “เจ๊ไฝแห่งภูเก็ต” ซึ่งคงไม่ได้หมายถึงสไตล์อาหารหรอก แต่น่าจะเพราะโกฮ้องให้อาหารทะเลสดๆชิ้นใหญ่ๆและปรุงแบบอร่อยถึงใจทุกจาน Location: https://goo.gl/maps/efuer2qiiXeJAQ7A8 21. ร้านขนมจีนแม่ติ่ง ร้านอาหารเช้าพื้นถิ่นภูเก็ตที่รสชาติดี๊ดี มีน้ำยาหลากหลาย (น้ำยาปูก็มีนะครับ) เราเลือกตักราดผสมได้เองตามชอบเลย อย่าลืมสั่งไก่ทอดมากินคู่กับขนมจีนกันด้วยนะ เราชอบบรรยากาศความเป็นชาวบ้านที่จริงใจ และราคาก็ถูกมากจนอยากจะจ่ายเงินเพิ่มให้เลย Location: https://g.page/kanomjeenmaeting?share 22. Tera Boulanger ร้านเบเกอรี่เน้นครัวซองต์ที่เปิดเป็น Pop-Up อยู่ในตอนที่เราไป เพราะร้านจริงยัง Build ไม่เสร็จ พนักงานบอกว่าจะมาใน Theme แกเลอรี่ฝรั่งเศส ซึ่งน่าจะกลายเป็นอีกร้านดังได้ไม่ยากในอนาคต เราเห็นมีป้ายบอกว่าใช้เนยพรีเมี่ยมอย่าง Isigny Ste Mere จึงทำให้ครัวซองต์หอมเนยขึ้นจมูก แถมยังมีครัวซองต์รสท้องถิ่นอย่างโกบิหมอย (ข้าวเหนียวดำราดน้ำกะทิ) ด้วย ส่วนเมนูขนมอบอื่นๆก็ดูดีไม่แพ้กันครับ Location: https://g.page/tera-boulanger?share 23. โกยูรหมี่ฮกเกี้ยน ร้านบะหมี่เก่าแก่แต่โบราณ เครื่องแน่นปิดเส้นมิดเลย ราคาก็น่ารักมาก รสชาติค่อนข้างหวานกว่าก๋วยเตี๋ยวสูตรทั่วๆไปเยอะอยู่ ซึ่งถ้าจะไปกินต้องเตรียมเปิดใจไว้ก่อนนะครับ เส้นหมี่ฮกเกี้ยนจะอ้วนๆกลมๆเต็มปากเต็มคำ ใครชอบทานก๋วยเตี๋ยวรสหวานหรืออยากย้อนยุคไปลิ้มลองรสชาติแบบโบราณน่าจะปลื้มครับเพราะเราเห็นรีวิวดาวเยอะเชียว Location: https://goo.gl/maps/FTXyj1hwqodrfr6M6 24. ตรอกสุ่นอุทิศ ตรอกแห่ง Street Food แบบภูเก็ตแท้ๆ ไม่ว่าจะเป็นขนมอาโป๊งแม่สุณี อี๋เป๋งหมี่หุ้นกระดูกหมู โอ้เอ๋วเจ้าเก่า หรือถ้าหากยังไม่จุใจก็ขอให้แวะเข้าไปใน “ปุ๊นเต๋” ซึ่งเป็นโครงการฟู้ดคอร์ทที่รวมสตรีทฟู้ดแบบภูเก็ตไว้ในโครงการเดียวพร้อมที่นั่งกินสะดวกสบาย และมีห้องน้ำด้วย Location: https://goo.gl/maps/Jim1W6LxZC6uZBF98 25. Moonstone Cafe at Visit Panwa มาภูเก็ตทั้งทียังไงก็ต้องมีคาเฟ่ริมทะเลสิเนอะ ร้านนี้ไม่ได้อยู่บนหาดปกติด้วยนะ แต่อยู่ในท่าเรือวิสิษฐ์พันวา (Visit Panwa) ซึ่งเป็นท่าเรือที่ใกล้กับเกาะพีพีมากที่สุด จึงมีบรรยากาศที่สวยไปอีกแบบ ตัวร้านน่ารักให้อารมณ์ประหนึ่งคาเฟ่ในปูซาน มีประตูและผนังโค้งพร้อมเจาะช่องกระจกวงรี อย่าลืมแวะออกไปถ่ายรูปที่ระเบียงนอกร้านกันนะครับ Location: https://goo.gl/maps/PAU8ZR65XwHchPeG9 26. Karon View Point (จุดชมวิว 3 อ่าว) ชุดชมวิวที่คลาสสิคไม่แพ้แหลมพรหมเทพเลย เพราะเราก็เคยแวะมาเที่ยวตั้งแต่เด็ก กลับมาคราวนี้วิวของหาดกะตะ กะรน และป่าตองที่เรียงกัน 3 อ่าวก็ยังคงงดงามไม่เสื่อมคลาย วันไหนแดดจัดๆฟ้าโปร่งๆ น้ำจะสะท้อนสีฟ้าตัดกับหาดทรายสีขาวสวยงามมากครับ Location: https://goo.gl/maps/iXG5o2BzBQVw1HaR8 27. ถนนคนเดินหลาดใหญ่ ทุกๆวันอาทิตย์ 4 โมงเย็นถึง 4 ทุ่ม ถนนถลางกลางเมืองเก่าจะแปลงร่างเป็นถนนคนเดินที่คึกคักมากๆ มีทั้งร้านของกิน งานฝีมือ และการแสดงทั้งร้องรำทำเพลง ตอนแรกเราก็คิดว่าจะไปเดินเก็บภาพเล่นๆ แต่เผลอแป๊บเดียวก็ได้ของติดไม้ติดมือมาหลายชิ้น (ซื้อนะครับไม่ได้ขโมย ฮ่าๆๆ) อย่าลืมใส่แมสก์กันดีๆนะครับ เพราะคนเยอะจริงๆ Location: https://goo.gl/maps/EAWdbWSTQjYJE4y8A 28. จุดชมวิวแหลมสิงห์ จุดชมวิวเล็กๆ คนไม่เยอะที่เราชอบเพราะรู้สึกเหมือนเป็นมุมส่วนตัว มองลงไปเห็นหาดที่เงียบสงบ 2 หาดต่อเนื่องกัน ไม่รู้ว่านี่จะเป็นหาดท้ายๆของภูเก็ตที่ยังไม่มีรีสอร์ทมาจับจองหรือเปล่า (แอบได้ยินมาว่าที่ดินแถวนี้มีนายทุนมาเหมาซื้อและล้อมรั้วเตรียมสร้างโรงแรมแล้ว) Location: https://goo.gl/maps/seYpP4oAzNuXYoSk8 29. บุญรัตน์ติ่มซำ ซาลาเปา ร้านติ่มซำเจ้าดังในภูเก็ตที่มีคนเข้าคิวรอกันตั้งแต่เช้า มีเมนูติ่มซำหลากหลายทั้งนึ่ง ต้ม ทอด บางอย่างเราก็ไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน จุดเด่นอีกอย่างอยู่ที่น้ำจิ้มสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่สำคัญคือราคาถูกมาก เราเห็นบางรีวิวบ่นว่าขายดีขายเร็วจนบางทีเสิร์ฟติ่มซำที่ยังไม่ทันร้อน แต่มื้อนี้ของเรานั้นร้อนอร่อยดีครับ Location: https://goo.gl/maps/sTo3DKnng4CLcre36 30. โรตีน้ำแกงแถวน้ำ โรตีมุสลิมเตาถ่านเจ้าเก่ากว่า 50 ปี ณ แยกแถวน้ำในเมืองเก่าภูเก็ต แป้งกรอบนอกนุ่มใน กินเปล่าๆก็อร่อย มีหลายรสชาติให้เลือกทั้งคาวหวาน ไม่ว่าจะแบบธรรมดาจิ้มนมข้นน้ำตาลทราย หรือจะใส่ไข่ ใส่กล้วย เพิ่มไส้กรอก แกล้มไข่ลวก ไปจนถึงกินคู่กับน้ำแกงทั้งแกงเนื้อ แกงปลา และแกงไก่ สำหรับเครื่องดื่มก็มีทั้ง ชานม กาแฟโบราณ โอวัลติน นมถั่วเหลือง และนมแพะ ที่สำคัญคือราคาเป็นมิตรมากครับ Location: https://goo.gl/maps/adnkgxHfijRU2puSA

  • Melbourne เมลเบิร์นเพลินเกินเรื่อง

    “เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก” คือการจัดอันดับที่มักจะมีชื่อ Melbourne ขึ้นอยู่ในตำแหน่งต้นๆ ติดต่อกันนับสิบปี การันตีกันขนาดนี้ก็คงไม่น่าแปลกใจที่แต่ละปีจะมีคนย้ายเข้ามาอยู่ที่เมลเบิร์นกันถึง 129,000 คน และมีการคาดการณ์กันว่าภายในปี 2037 เมลเบิร์นจะกลายเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลียแซงหน้า Sydney ไปในที่สุดแม้ว่าตัวอักษรและภาพถ่ายจะไม่สามารถเทียบได้กับประสบการณ์ของการได้ไปอยู่ตรงนั้นจริงๆ ในช่วงที่ Covid-19 ยังระบาดแบบนี้ เราขออาสาพาเพื่อนๆไป #วาร์ปfromhome เที่ยวจริงผ่านจอกันไปพลางๆก่อนก็แล้วกันนะครับ ส่วนตัวแล้ว เรามีความผูกพันกับเมลเบิร์นมายาวนาน เพราะเมื่อ 12 ปีก่อน เราเคยเป็นนักเรียนอยู่ที่นี่ จึงพอจะบอกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง (และความไม่เปลี่ยนแปลง) ผ่านการเดินทางของเวลาในเมืองแห่งตรอกซอกซอยและร้านกาแฟรสเยี่ยมแห่งนี้ ทั้งที่ตั้งอยู่ในรัฐ Victoria ซึ่งเป็นรัฐที่มีพื้นที่เล็กที่สุดบนออสเตรเลียแผ่นดินใหญ่เมลเบิร์นมีดีอะไร ทำไมคนถึงพากันย้ายมาอยู่ที่นี่ เรามาลอง #hop ไปสำรวจกันดีกว่า ว่าแรงดึงดูดของเมลเบิร์นมีอะไรบ้าง CBD (Central Business District) ย่านศูนย์กลางเมืองเมลเบิร์นเรียกกันย่อๆว่า CBD (Central Business District) ริมแม่น้ำ Yarra มีผังเมืองที่เป็นระเบียบเรียบง่าย มีถนนตัดกันเป็นตารางคล้ายๆนิวยอร์ค ที่นี่คือแหล่งธุรกิจที่เต็มไปด้วยอาคารสูง (แต่ก็ไม่เท่ากรุงเทพฯหรอกนะ) พลุกพล่านไปด้วยชาวออฟฟิศ นักท่องเที่ยว และนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะชาวเอเชียหัวดำอย่างเราๆที่แทบจะครองเมืองไปแล้ว อาณาเขตของ CBD นั้นมีถนน 4 สายหลักล้อมไว้จนเป็นรูปสี่เหลี่ยม(เกือบ)เป๊ะเลย ถนนหลักทั้ง 4 ได้แก่ Spencer, LaTrobe, Spring และ Flinders การเดินทางใน CBD นั้นค่อนข้างสะดวก เพราะมีรถ Tram ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของ Melbourne มีลักษณะคล้ายๆรถเมล์รางที่มีสายเคเบิ้ลหิ้วอยู่ด้านบน ใน CBD ขึ้นฟรีด้วยนะ เพราะเป็น Free Tram Zone จุดศูนย์รวมทั้งรถไฟและรถ Tram ที่ใหญ่ที่สุดก็คือ Flinders Street Station ที่ตัวอาคารก็เป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญของ Mebourne ด้วย Flinders Station บริเวณที่มีผู้คนขวักไขว่กันมากที่สุดใน CBD ก็คือระหว่างถนน Elizabeth และ Swanston เพราะมีการกระจุกตัวของโรงแรมและห้างร้านต่างๆมากมาย ขายกันหลากหลายสินค้าทั้งแฟชั่น สกินแคร์ (Aesop ก็เป็นแบรนด์ที่เกิดในเมลเบิร์นนะ) เครื่องประดับ ไปจนถึงร้านอาหารแทบทุกสัญชาติ และคาเฟ่ต่างๆที่ล้วนแข่งกันเสิร์ฟกาแฟคุณภาพระดับโลก แถมยังเป็นที่ตั้งของ Landmark สำคัญๆ เช่น สถานีรถไฟหลักอย่าง Flinders Street Station และ Melbourne Central ไปจนถึงห้องสมุดของรัฐอย่าง State Library Victoria และจตุรัส Federation Square State Library Victoria ใครๆมาก็อดใจไม่ไหวต้องหยิบกล้องมาถ่าย เพราะสถาปัตยกรรมและเลย์เอ้าท์การใช้สอยพื้นที่นั้นสวยคลาสสิคเหลือเกิน (photo by Pussadee) Location: https://goo.gl/maps/sYwNEPiPFJbHq3fR8 หากคุณต้องการความ luxury ก็ขอให้พุ่งไปหาร้านบิ๊กเนมต่างๆได้ที่ถนน Collins Street หรือจะช็อปสบายๆในห้างก็ไปที่ Bourke Street ได้เลยแต่เอาเข้าจริงๆ เมลเบิร์นนั้นขึ้นชื่ออย่างมากในเรื่องของตรอกซอกซอยหรือ lane ต่างๆที่อัดแน่นไปด้วยร้าน local คิ้วท์ๆและงานกราฟฟิตี้อาร์ทสีสันสดใส อาคารหลายๆแห่งในเมืองก็ถูกออกแบบมาให้สามารถเดินทะลุเข้าห้างนั้นออกห้างนี้ไปมาหาสู่กันได้อย่างเพลิดเพลิน Saturdays NYC Location: https://goo.gl/maps/Pb4TqfFr9zJ797Lk8 เสน่ห์สำคัญอีกอย่างของเมลเบิร์นก็คืออาหาร โดยเฉพาะอาหารเอเชียที่หากินได้ง่ายมาก แค่บนถนน Swanston สายเดียวก็เรียงรายกันตั้งแต่อาหารไทย เฝอเวียดนาม ไก่ทอดเกาหลี (SamSam) ชานมไข่มุกไต้หวัน ถ้ายังไม่จุใจก็จงเดินเข้าประตูสู่ China Town ตรงแยกที่ตัดกับ Little Bourke St. เราแนะนำร้านติ่มซำ (ที่นี่เรียกว่า Yumcha) ชื่อ Secret Kitchen ที่อร่อยจุใจไส้แน่นจนเกือบลืมร้านโปรดในฮ่องกงไปชั่วขณะ Higher Ground ร้านบร้นช์ชื่อดังในเครือ Darling Group เจ้าของรางวัลมากมาย ร้านตั้งอยู่ในโรงไฟฟ้าเก่าที่ตัวอาคารถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกด้านสถาปัตยกรรมของเมลเบิร์น Location: https://goo.gl/maps/mDES3YG86NY2SvMz7 Supernormal เค้าเคลมว่าเป็นร้านอาหาร Modern Australian แต่เรากลับรู้สึกว่ากลิ่นเอเชียนฟิวชั่นคลุ้งเลย หรือว่าออสเตรเลียยุคใหม่เอเชียจะครองเมือง? Location: https://goo.gl/maps/REkFyyU62gZdf62Z7 ส่วนอาหารสายฝอ ก็ลองจิ้มเลือกร้านตามนี้ได้เลย Higher Ground (อาหารโมเดิร์นออสเตรเลียน) Supernormal (อาหารเอเชี่ยนฟิวชั่น) Movida (อาหารสเปน) Tipo00 และ Osteria Ilaria (อาหารอิตาเลียน) ยังมีร้านอีกเยอะมาก ลองไปเสิร์ชเพิ่มกันนะ เมื่อก่อนเราติดใจร้านพาสต้าเก่าแก่บ้านๆที่ชื่อ Pellegrinis Bar มากเลย แต่คราวนี้ไม่ได้ไปกิน เสียดายจัง Humble Rays ร้านฝีมือเชฟคนไทยที่มีประสบการณ์และรางวัลด้านอาหารมามากมาย โดยเฉพาะในเรื่องขนมหวานกลิ่นอายเอเชียผสมฝรั่ง Location: https://goo.gl/maps/5xYAytjMaArehWZv9 Dukes Coffee Roasters ร้านกาแฟเล็กๆแต่เป็นหนึ่งในร้านกาแฟที่คนท้องที่แนะนำมากที่สุด Location: https://goo.gl/maps/bc6PY5keRG4BFety7 Operator 25 บรั้นช์คาเฟ่ที่เปิดอยู่ในตึก Original Telephone Exchange Building มาในคอนเส็ปต์ Operator ที่ช่วยต่อสายความอร่อยให้กับลูกค้า Location: https://goo.gl/maps/4dtEdvWKNUktCT9D7 วัฒนธรรมกาแฟของเมลเบิร์นนั้นเข้มแข็งและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก แม้แต่ Starbucks เองก็ยังเจาะตลาดเข้ามาแทบไม่ได้ และต้องถอยทัพไปปรับกลยุทธ์กันอยู่พักใหญ่ โดยต้องหันมาเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยว ฟิมากกว่าคนท้องที่ เพราะคนที่นี่เค้าไปร้าน Local กัน อย่างเช่น Dukes Coffee Roasters, Industry Beans, Market Lane Coffee, St. ALi, Humble Rays, Operator 25 เป็นต้น กาแฟดีแทบทุกร้านจริงๆ The Hotel Windsor Location: https://g.page/thewindsormelbourne?share โรงแรมหรูในตำนาน อายุ 137 ปีใจกลางเมลเบิร์น เก่าแก่กว่าโรงแรม Ritz ที่ปารีส หรือ โรงแรม Savoy ที่ลอนดอนซะอีก Queen Victoria Market Location: https://goo.gl/maps/k4PNegvbEL8HDWaZ9 สำหรับฟู้ดดี้ส์สายเดินตลาด ก็ไม่ควรพลาด Queen Victoria Market ที่อยู่ด้านเหนือของ CBD ที่นี่เป็นตลาดสดเก่าแก่ขนาดใหญ่ที่สุดในซีกโลกใต้ (รวมพื้นที่ประมาณ 43 ไร่) ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าที่นี่มีสินค้าครบครันตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ โดยเฉพาะอาหารสารพัดชนิดทั้งของสดและของแปรรูปที่เราสามารถซื้อกลับบ้านได้ Market Lane Coffee ร้านกาแฟเรียบเท่มีอยู่หลายสาขาทั่วเมลเบิร์น Location: https://goo.gl/maps/ZsJ6Te1BA63HbkvK7 Royal Botanic Gardens Location: https://goo.gl/maps/b5xCHCn3FoeUYxum8 อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เมลเบิร์นเป็นเมืองที่น่าอยู่มากๆก็คือการที่มีธรรมชาติอยู่ติดกันกับเมืองเลย ทั้งแม่น้ำ Yarra ที่สงบเยือกเย็นและสวน Royal Botanic Gardens ขนาดใหญ่เกือบ 240 ไร่ทางตอนใต้ของ CBD ที่มอบทั้งความงดงามและร่มเย็นให้กับชาวเมือง สวนแห่งนี้เป็นอีกจุดโปรดในการหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองของเรา (สมัยเรียนอยู่ที่นี่ เรามาวิ่งออกกำลังกายในสวนแทบทุกเย็น) สังเกตว่าคำว่า gardens นั้นเติม s ด้วยเพราะที่นี่มีสวนย่อยๆหลายแบบรวมกันอยู่หลายสวน ทั้งพืชพรรณท้องถิ่นและพันธุ์ไม้หายากจากทั่วโลกทั้งสิ้นกว่า 8,500 สายพันธุ์ Southbank & South Melbourne ริมฝั่งแม่น้ำ Yarra ทางตอนใต้ของ CBD เป็นถิ่นเก่าบ้านเราเอง กลับมาคราวนี้มีอะไรหลายอย่างที่ต่างไป แต่อีกหลายสิ่งก็ยังนิ่งอยู่เหมือนเดิม ตึกสูงต่างๆก็ยังคงแย่งกันเบียดขึ้นฟ้า การันตีความสูงกันด้วยตึกที่สูงที่สุดใน Australia อย่าง Eureka Skydeck ไปจนถึง Crown Casino ที่ยังคงยืนเด่นให้มงลงอยู่ริมแม่น้ำเสมอมา แม้ว่าตัวเจ้าของ James Packer จะผ่านความสัมพันธ์ที่ไม่ลงตัวกับ Mariah Carey มานานแล้ว (เกี่ยวตรงไหนเนี่ย? 555) ด้วยที่ตั้งที่อยู่ติดแม่น้ำ สามารถเดินข้ามสะพานไม่กี่ก้าวก็ถึง CBD แล้ว รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่เป็นหน้าเป็นตาของเมือง จึงทำให้ South Bank เป็นหนึ่งในย่านที่ทำเลราคาสูงมาก และแน่นอนว่าร้านอาหารและคาเฟ่หรูหราที่มาพร้อมกับวิวเมืองติดแม่น้ำแบบพาโนราม่าก็ไม่ใช่สิ่งขาดแคลนในย่านนี้เช่นกัน National Gallery of Victoria Location: https://goo.gl/maps/nD21gM2PueiDBXNC7 นอกจากนี้ South Bank ยังเป็นที่ตั้งของศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมหลายๆอย่างของเมลเบิร์นไล่ตั้งแต่ พิพิธภัณฑ์หลักของเมืองอย่าง National Gallery of Victoria, Australian Centre for Contemporary Art, แกลอรี่ อาร์ทสเปซ โรงละคร มหรสพ และสถาบันเกี่ยวกับดนตรีและการเต้นรำก็ต่างกระจุกตัวกันอยู่ในย่านนี้ ว่าแล้วก็เสียดาย ถ้าหากวันนั้นเรามีเงินซื้ออพาร์ทเม้นท์เก่าเอาไว้ ป่านนี้มูลค่าคงพุ่งสูงไม่แพ้ตึก Eureka เลยล่ะ Australian Centre for Contemporary Art Location: https://goo.gl/maps/dhCRjVSFbW7SrCCR8 ส่วน South Melbourne ที่อยู่ถัดออกมา กลับมีบรรยากาศที่ต่างไป ตัวอาคารไม่ได้สูงเสียดฟ้า แต่แผ่กว้างมากขึ้น มีต้นไม้มากขึ้น แถมทิศใต้ก็อยู่ติดกับ Albert Park สวนสาธารณะขนาดใหญ่อีกอัน ย่านนี้มีร้านอาหารและคาเฟ่ดังๆอยู่หลายร้าน ไม่ว่าจะเป็น The Kettle Black, St.Ali, Market Lane Coffee, Chez Dre ฯลฯ หากใครรู้จักแบรนด์แก้วเครื่องดื่มเก็บความร้อนแบบพกพาที่ชื่อว่า Frank Green ที่เริ่มโด่งดังไปไกลทั่วโลก ด้วยจุดเด่นที่กดปุ่มตรงกลางปุ๊บก็สามารถยกดื่มได้เลย ไม่ต้องหมุนฝาออกเหมือนแก้วทั่วๆไป นางก็มี HQ อยู่ที่ South Melbourne นี่เช่นเดียวกัน ช่วงที่เราไปนางมีเซลใหญ่ คนต่อแถวกันอ้อมจักรวาลกันเลยทีเดียว Market Lane Coffee - South Melbourne สาขานี้เดินข้ามถนนจากตลาด South Melbourne Market ก็ถึงเลย Location: https://goo.gl/maps/aJRzeEyyTCPDkwLy8 ร้านค้าต่างๆใน South Melbourne Market Location: https://goo.gl/maps/RAm8Kp1MjxTyc9Vy6 สถานที่ที่น่าจะเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สุดใน South Melbourne ก็คงหนีไม่พ้น South Melbourne Market ตลาดที่เต็มไปด้วยร้านค้าอาหารและสิ่งของต่างๆมากมายหลากหลายแนว ตอนแรกเราหลงไปในโซนที่ไม่ค่อยถูกจริตเราเท่าไหร่ ก็แอบผิดหวังเล็กน้อย แต่พอเจอโซนที่ใช่แล้วก็เดินเพลินจนลืมเวลาเลย เผลอซื้อของจุกจิกจนลืมโควต้าน้ำหนักกระเป๋าซะงั้น แหะๆ St.Kilda & Brighton ลงใต้มาอีกนิด เราก็จะพบกับย่านติดทะเล 2 แห่ง แม้จะไม่ได้อยู่ติดกันซะทีเดียว แต่ St.Kilda และ Brighton ก็อยู่ทางเดียวกัน เราเลยขอจับมาคู่กันไปเลย St. Kilda นั้นอยู่ใกล้ CBD มากกว่า ที่นี่เป็นอีกย่านฮิปฟีลคล้ายๆ Santa Monica ใน LA แต่เงียบกว่า สวนสนุก Luna Park แบบในซิดนีย์ก็มีอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน ความฮิปที่นี่ต่างจากที่ Fitzroy เพราะมีความ subtle ไม่เอะอะมาก และร้านต่างๆกระจายตัวกันอยู่ ต้องซ่อกแซ่กกันพอสมควรถึงจะหาเจอ ส่วนใหญ่จะเป็นร้านประจำของชาว local ที่รู้แหล่ง บังเอิญวันเราไปเป็นวันธรรมดาและใกล้ค่ำแล้ว ส่วนใหญ่ก็เลยปิดกันหมด อดเก็บบรรยากาศมาฝากเลย T_T แต่ที่เราแวะไปก็คือ Hotel Esplanade โรงแรมเก่าแก่อายุกว่า 140 ปีที่เพิ่งถูก revamp และเปิดใหม่อีกครั้งในปี 2018 กลายเป็น Talk of the town อยู่พักใหญ่ในเมลเบิร์น กลับมาคราวนี้ Espy (ชื่อเล่นของ The Esplanade) โฉมใหม่ไม่ได้เป็นโรงแรม แต่เป็นคอมเพล็กซ์ร้านอาหาร+ผับบาร์ที่ดูเลอค่า classy และดิบเท่สุดๆไปเลย ที่นี่เต็มไปด้วยเรื่องราว ดนตรี และศิลปะ แค่ได้เดินสำรวจเข้าออกแต่ละห้องก็คุ้มค่าแล้ว บางจังหวะก็รู้สึกเหมือนเดินทะลุมิติเข้าไปใน Havana ในวันที่ผู้คนยังใส่สูทและสูบซิการ์ควันฉุยกันอยู่ ตลอด 140 ที่ผ่านมาถ้าผนังพูดได้ คงมีเรื่องให้เล่าเยอะแยะเลยล่ะ อีกร้านนึงที่มีเพื่อนแนะนำมาแบบสุดลิ่มทิ่มประตูคือร้านอิตาเลียนชื่อ Café Di Stasio เราก็พุ่งไปเลย แต่คงคาดหวังมากไปนิดเลยแอบผิดหวังเล็กน้อยในเรื่องรสชาติ ไม่ได้แย่นะ แต่ก็ไม่ได้ว้าว แถมเราก็แอบตกใจกับบรรยากาศ formal dining ตอนที่เปิดประตูเข้าไปเพราะเราเองก็ไม่ได้เตรียมตัวมา ก็เลยแอบเกร็งเล็กน้อยกับผ้าปูโต๊ะสีขาวเรียบกริบและพนักงานเสิร์ฟที่คอยยืนประกบอยู่ไม่ไกล และที่สำคัญราคาไม่เบาเลยล่ะ เลาะทะเลไกลออกมาทางใต้อีกนิด เราก็จะเจอกับ Brighton นักท่องเที่ยวจะร้องอ๋อเมื่อเห็นภาพบ้านหลังเล็กๆสีสันสดใสเรียงรายกันอยู่ริมหาด บ้านจิ๋วเหล่านี้มีชื่อเรียกกันว่า Bathing Boxes มีทั้งหมด 82 หลัง เป็นหนึ่งในหลักฐานทางวัฒนธรรมยุค Victoria ที่ยังคงอยู่ น้อยคนจะรู้ว่าบ้านเหล่านี้นั้นมีอายุเกินร้อยปีแล้ว ด้วยความน่ารักที่สามารถกระตุ้นต่อมถ่ายรูปได้เป็นอย่างดี จึงกลายมาเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของ Melbourne จากหาดตรงนี้พอมองย้อนกลับมาทางเมือง ก็จะเห็น Skyline ของตึกสูงสวยงามอยู่ลิบๆ ทำให้เรานึกถึงหาดบางเสร่เวลาเรามองย้อนไปที่เมืองพัทยาอยู่เหมือนกันนะ สำหรับชาว local แล้ว หลายคนมักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Brighton เป็นย่านในฝันที่จะมาซื้อบ้านอยู่ แต่ก็นั่นแหละเนอะความฝันมักมีราคาที่ต้องจ่ายสูงเสมอ Richmond & Hawthorn ย้ายมาทางฝั่งตะวันออกของเมืองกันบ้าง 2 ย่านนี้ไม่ค่อยปรากฏอยู่ในไกด์ท่องเที่ยวเท่าไหร่นัก แต่สำหรับคนท้องที่แล้ว นี่เป็น 2 ย่านที่มีร้านอาหารเจ๋งๆแบบที่ไม่ต้องตามกระแสอยู่เยอะเลย แม้จะอยู่ติดกันแต่บรรยากาศกลับต่างกันพอสมควร ฝั่ง Richmond นั้นมีกลิ่นเอเชียคลุ้งเลย เนื่องจากเป็นย่านที่ชาวเวียดนามย้ายมาตั้งรกรากกันอยู่เยอะ โดยเฉพาะบนถนน Victoria Street ถึงกับได้รับขนานนามให้เป็น Little Saigon เลย ส่วน Hawthorn ก็มีความฝรั่งมังค่าน่าเดินเล่นไม่แพ้กัน AU79 คาเฟ่เก๋ๆใน Richmond Location: https://goo.gl/maps/fP3DYPHHQ1t1qcvc6 ใน Richmond นอกจากร้านเวียดนามชื่อ Thanh Hà 2 (เราเรียกกันง่ายๆว่าร้าน “ตัญหา 2”) ที่เพื่อนคนไทยของเราที่อยู่ที่นี่ recommend แล้ว นางยังพาเราไปกินขนมและจิบเครื่องดื่มต่อที่คาเฟ่เก๋ๆชื่อ AU79 ที่อยู่ใกล้กันอีกด้วย ซึ่งก็ดีงามตามมาตรฐานเมลเบิร์น แต่ที่เรารีเควสต์ให้นางพาไปเลยก็คือโรงคั่วกาแฟ Coffee Supreme สัญชาตินิวซีแลนด์ที่เราแอบเป็นแฟนคลับอยู่ลับๆมานาน รู้มาว่านางมาเปิดโรงคั่วอยู่ทาง North Richmond มีหรือที่เราจะพลาด Coffee Supreme Location: https://goo.gl/maps/gnFCeeu6GV99zKV98 อีกร้านที่เราแอบปลื้มเป็นพิเศษคือร้านอาหารกรีกทางตอนใต้ของ Richmond ชื่อ Bahari เจ้าของเคยเข้าประกวด MasterChef เมื่อหลายปีก่อน จึงเอาสกิลล์มาดัดแปลงอาหารกรีกให้เข้ากับยุคสมัย เน้นให้แบ่งกันกินถูกจริตคนไทย ด้วยความที่ตั้งใจว่าจะต้องกินอาหารกรีกที่เมลเบิร์นให้ได้ เพราะหากินอร่อยๆยากในเมืองไทย และที่เมลเบิร์นเองก็มีคนเชื้อสายกรีกมาตั้งรกรากกันอยู่มาก เพื่อนๆก็เลยจัดให้ชุดใหญ่เลย Bahari Location: https://g.page/Bahari-Greek-Restaurant?share ข้ามมาฝั่ง Hawthorn คราวนี้มีไกด์เป็นเพื่อนฝรั่งชื่อ Mat ที่ไม่ได้เจอกันนาน นางเป็นคนที่มีรสนิยมด้านอาหารถูกจริตเรา เพราะเราชอบ comfort food มากกว่าอาหารหรูหรา นางจึงพาไปร้าน Vaporetto ร้านอาหารเวนิสบรรยากาศแบบบ้านๆฝรั่งให้ฟีลอบอุ่น มาพร้อมกับพนักงานเสิร์ฟที่เฟรนด์ลี่กำลังดี ร้านนี้กลายเป็นอีกหนึ่งร้านโปรดของเรา และถ้ามีโอกาสได้กลับไปกินอีกก็จะดีใจมากๆ Vaporetto Location: https://goo.gl/maps/6EnxZgjQNUGEjB329 อีกร้านในย่าน Hawthorn ที่ Mat พาไปตะลอนกิน และก็ดีงามไม่แพ้กัน เป็นไวน์บาร์สัญชาติสเปนชื่อ Tinto คืนนั้นเราปิดท้ายด้วยเจลาโต้หอมหวานที่ร้าน Piccolina Gelateria ซึ่งเราก็บังเอิญเดินไปเจอ แล้วมารู้ทีหลังเป็นร้านดัง อร่อยเข้มข้นถูกใจเลยล่ะ Tinto wine bar & food Location: https://g.page/tintomelb?share Piccolina Location: https://goo.gl/maps/9DBX9yqGrJAR2Tgx5 Fitzroy วนขึ้นมาทางตะวันออกเฉียงเหนือของ CBD ก็จะเจอย่านฮิปที่ชื่อ Fitzroy แนะนำให้เดินเลียบถนน Brunswick เพราะเต็มไปด้วยร้านรวงคาแร็คเตอร์จัดมากมาย ทั้งร้านหนังสือ ดอกไม้ เสื้อผ้า อาหาร ผับ บาร์ คาเฟ่ ไปจนถึงตลาดนัด เรารู้สึกว่าย่านนี้มีพลังงานคล้ายกับ San Francisco ยังไงไม่รู้ วัยรุ่นไม่ควรพลาด (แต่เราเลยวัยนั้นมานานแล้ว 555) Lune Croissanterie ร้านครัวซองต์ที่กำลังมาแรงสุดๆ Location: https://goo.gl/maps/3M5j2wXHYvcq2p8f7 เราเลือกแว่บเข้าไปที่ร้าน LUNE สาขาใหญ่ใน Fitzroy ก่อนเลย เพราะได้ยินชื่อเสียงครัวซองต์ของเขามานาน แต่สิ่งที่ทำให้เราว้าวกลับไม่ใช่ตัวสินค้า (อร่อยเลยน้าา แต่เราเคยกินร้านอื่นที่ถูกใจกว่านี้ และแอบคิดว่าที่นี่แพงไปนิดดด) แต่เป็นวิธีการ “นำเสนอสินค้า” ผ่านคอนเส็ปต์ บรรยากาศ และกลยุทธ์แบรนดิ้งต่างๆ ใครเลยจะคิดว่าร้านครัวซองต์จะสามารถเท่และสร้างความฮือฮามีแฟนคลับมากมายขนาดนี้ Perfect Potion ร้านขายน้ำมันหอมระเหยที่ทั้งช่วยผ่อนคลาย บำบัด และปรับสมดุลให้กับชีวิตที่วุ่นวาย Location: https://goo.gl/maps/8cteM4b3dwGA46AD8 จากนั้นเราก็เตร็ดเตร่เข้าร้านนู้นออกร้านนี้ ได้ของมานิดๆหน่อยๆ พากระเป๋าสตางค์รอดมาได้แบบต้องตัดใจไปหลายอย่าง จนกระทั่งมาแพ้ทางให้กับร้านขายน้ำมันหอมระเหยที่ชื่อ Perfect Potion แบบไม่ทันตั้งตัว เราเลือกกลิ่นที่สกัดจาดพืชพรรณ local อย่าง Kunzea และอื่นๆอีกหลายขวด รวมถึงที่เค้า blend มาให้แล้วอีกเพียบเลย ที่จริงย่านนี้ขึ้นชื่อเรื่อง night life มากเลยนะ ผับบาร์ต่างๆก็มีธีมเป็นของตัวเอง เสียดายที่เราไม่ได้อยู่ในมู้ดที่จะปาร์ตี้เลยไม่ได้แวะเก็บบรรยากาศมาฝาก FREITAG ขวัญใจชาวฮิปสเตอร์ Location: https://goo.gl/maps/4N9ijWviz6UTyN9Y6 Assembly Label แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์ Coastal เน้นโทนสีอบอุ่น ดูสะอาดตาและผ่อนคลาย ใส่แล้วเหมือนได้เดินเล่นอยู่ริมหาดออสซี่ Location: https://goo.gl/maps/pXSy9a6W8wt1spzF6 Mr Simple Fitzroy Location: https://goo.gl/maps/Fg7MqsDmW3bbmBty5 Kloke Location: https://goo.gl/maps/bmxiU3TgrSLRYf8Y8 Flowers Vasette Location: https://goo.gl/maps/7SvQ9ck9M9SQUREX9 Chotto Motto Location: https://g.page/chottomotto?share อันนี้แถมให้ หลุดจาก Fitzroy มาทางทิศตะวันออกมานิดเดียว จะเป็นย่านสงบๆชื่อ Collingwood เราแว่บมาเจอร้านเกี๊ยวซ่าแต่งร้านสไตล์วินเทจแบบญี่ปุ่น ชื่อ Chotto Motto แปลกตาดี อาหารเราว่าไม่ได้ว้าวเว่อร์วัง แต่การได้มาอยู่ในบรรยากาศสนุกๆแบบนี้ก็ตัดเลี่ยนได้ดีเหลือเกิน North Melbourne ขยับมาทางเหนือของ CBD เป็นย่านที่เงียบแต่เราชอบจัง ตอนแรกก็กะจะไม่เขียนถึง เพราะก็ไม่ค่อยมีอะไรโดดเด่น แต่พอได้ลองขนมร้าน Beatrix แล้ว บอกได้เลยว่านี่น่าจะเป็นร้านเบเกอรี่โฮมเมดที่เราชอบมากที่สุดใน Melbourne ขนาดเราไปตอนที่ร้านใกล้ปิด ของดังๆของเค้าหมดไปแล้ว ซื้อได้แต่ของที่เหลือในตู้ไม่กี่ชิ้น เรายังตกหลุมรักกับ Caramel Slice และ Cookie คาราเมลเค็ม (ก็มันเหลือแต่คาราเมลอ่าาาา) เข้าอย่างจัง คือดูทรงแล้วอย่างอื่นต้องเด็ดมากแน่ๆเลย Beatrix ต้องโดนจริงๆ Location: https://goo.gl/maps/BqbmWhgXhTNR16wa9 Mörk เจ้มจ้นล้นใจ Location: https://g.page/MorkChocolate?share อีกร้านที่สายของหวานน่าจะถูกใจไม่แพ้กัน นั่นก็คือร้านขาย Specialty Hot Chocolate ที่ชื่อว่า Mörk เมื่อ 12 ปีก่อนเราเทใจให้ช็อคโกแลตร้อนของ Koko Black อีกร้านช็อคโกแลตพรีเมี่ยมของ Melbourne แต่คราวนี้ต้องยกให้ Mörk จริงๆ ขนมอย่างอื่นก็ดี๊ดี เสียดายที่เราดันไป Beatrix มาก่อนแล้ว ความฟินเลยถูกตัดหน้าแบ่งไปง่ายๆซะอย่างนั้น Yarra Valley อันนี้ไม่อยู่ในเมือง แต่เราอยากแถมให้ (แถมเก่งงงง) ปกติคนที่มา Melbourne ก็มีทางเลือกให้ออกไปเที่ยวรอบนอกได้หลายจุด ที่โด่งดังที่สุดในหมู่นักท่องเที่ยวก็เห็นจะเป็นการขับรถเล่นบนถนน The Great Ocean Road ไปชมหิน The Twelve Apostles หรือไปชมเมืองขุดทองโบราณอย่าง Ballarat หรือลงใต้ไป Mornington Peninsula แล้วข้ามไปดูเพนกวิ้นที่ Phillip Island แต่เราไปจุดต่างๆเหล่านั้นมาหลายรอบแล้วเลยอยากเปลี่ยนไปเส้นทางอื่นบ้าง เราจึงถือโอกาสพาเพื่อนๆ #hopsters ขับรถออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อไปดื่มด่ำกับบรรยากาศไร่องุ่น และจิบไวน์เคล้าอาหารเลิศรสกันที่แหล่งผลิตไวน์ที่สำคัญของรัฐ Victoria อย่าง Yarra Valley Zonzo Estate Location: https://g.page/ZonzoEstate?share ในหุบเขา Yarra นั้น มีไร่องุ่นและโรงทำไวน์ชื่อดังอยู่หลายยี่ห้อ จุดแรกที่เราเลือกแวะคือ Zonzo Estate เพราะเพื่อนของเราบอกว่าคนน้อยและวิวสวยเพราะมีทิวเขาเป็น background อยู่ด้านหลัง และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เราชอบบรรยากาศที่นี่ มีความยุ้งฉางโมเดิร์นที่ตกแต่งแต่พอดี ร้านอาหารก็น่าลองมากๆ แต่เรามาถึงก่อนเวลามื้ออาหาร และเพื่อนแพลนที่อื่นไว้แล้ว เลยต้องตัดใจ T_T แต่คราวหน้าไม่พลาดแน่ Domaine Chandon Location: https://goo.gl/maps/1ESEx4k2L9XNfj387 จากนั้นเราไปต่อกันที่ Domaine Chandon หลายคนน่าจะรู้จักหรือคุ้นชื่อกันบ้าง ในฐานะแบรนด์ที่โดดเด่นในเรื่อง New World Sparkling Wine เพราะเขาเป็นเพียงเจ้าเดียวในออสเตรเลียที่ใช้กระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมของฝรั่งเศส บรรยากาศที่นี่ดูเก่าแก่มีประวัติศาสตร์มากกว่าที่แรก และจำนวนคนก็มากกว่าเช่นกัน เราเดินดูพิพิธภัณฑ์ของแบรนด์ ทะลุไปยังห้องอาหาร/จิบไวน์ที่คึกคักมาก ก่อนจะออกไปสูดอากาศในไร่องุ่นเพื่อซึมซับเอาพลังงานดีๆเข้าร่าง The Coombe Cottage Location: https://goo.gl/maps/3KmyozCXTfgJzeBVA จุดสุดท้ายที่เราแวะก็คือ Coombe ที่นี่เป็นทั้งจุดชิมไวน์/ร้านอาหาร/แกลอรี่ และสถานที่จัดงานเลี้ยงสำคัญต่างๆ สถานที่แห่งนี้เคยเป็นบ้านเก่าของ Dame Nellie Melba นักร้องโอเปร่าระดับตำนานของออสเตรเลีย มีพื้นที่ถึง 7 เอเคอร์ (เกือบ 18 ไร่) และโดดเด่นด้วยสวนอังกฤษสวยหยด เต็มไปด้วยต้นไม้เก่าแก่ที่ดูอุดมสมบูรณ์ สะกดสายตาผู้มาเยือนตั้งแต่รั้วที่ตัดแต่งจากพุ่มไม้ขนาดมหึมาให้เป็นแนวเส้นโค้งอ่อนช้อยดูคลาสสิคแต่ก็ทันสมัยไปพร้อมๆกัน เราชอบที่นี่มากๆ ขณะที่เรากำลังพิมพ์บทความนี้อยู่ก็แอบนึกถึงบรรยากาศการนั่งจิบชาคู่กับ scone อร่อยๆระหว่างนั่งเม้าท์มอยกับเพื่อนๆที่โต๊ะในสนามหญ้าหลังบ้านคุณนาย Melba แหม.. มันน่ากลับไปเยี่ยมอีกซักรอบจริงๆ คงจะพอเห็นภาพกันบ้างแล้วเนอะว่าทำไม Melbourne ถึงอยู่อันดับต้นๆของเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกมาติดต่อกันหลายต่อหลายปี ส่วนผสมที่ลงตัวของผังเมืองที่เรียบง่ายทันสมัย ระบบสาธารูปโภคและคมนาคมที่มีคุณภาพ การส่งเสริมแบรนด์ท้องถิ่นให้เติบโต พื้นที่สีเขียวที่ร่มรื่นงดงามและเพียงพอสำหรับทุกคน และที่สำคัญที่สุดก็คือการเปิดรับความหลากหลายมางวัฒนธรรม ซึ่งก็นำมาสู่ทางเลือกที่ไม่รู้จบในเรื่องอาหารการกินและสุนทรียภาพในการใช้ชีวิต ทำให้ Melbourne นั้นมีแรงดึงดูดอันทรงพลัง แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลจากประเทศส่วนใหญ่ในโลกเพียงใด แต่ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศก็ยังคนหลั่งไหลย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ที่นี่กันอย่างไม่ขาดสาย Things we bought ไปเมลเบิร์นซื้อนี่ดิ!! ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้ว่าเราซื้อของมาเยอะกว่าในรูปมาก 5555 แต่เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีไม่บ้าหอบฟางเกินไป เราขอเลือกมาแนะนำก็แล้วกัน อย่างแรกเลยก็คือเมล็ดกาแฟ และสินค้าเกี่ยวกับกาแฟต่างๆ เพราะเมลเบิร์นดังเรื่องนี้มากจริงๆ (ชาเค้าก็มียี่ห้อ local หลายยี่ห้อนะ ดังสุดก็คือ T2 แต่เรากินหมดตั้งแต่อยู่ที่นู่นเลยไม่ได้เอากลับมาถ่ายด้วยกัน) เราซื้อเมล็ดมาจากหลายยี่ห้อ ทั้ง Market Lane, ST. ALI, Supreme ฯลฯ เราได้แก้วเก็บความร้อน (คนแถวนี้เรียก Keep Cup) จาก Frank Green มาด้วย เราเลือกเสื้อผ้าสบายๆจาก Assembly Label และแอบหยิบนิตยสาร Screen'ry ฉบับแนะนำ Melbourne ที่วางขายในร้านติดมาด้วย (เสื้อผ้าดีไซเนอร์แบรนด์อินเตอร์ต่างๆที่นี่ก็มีให้เลือกเยอะ และราคาก็แทบไม่ต่างกับที่ยุโรปเลยนะ) ที่ขาดไม่ได้อีกอย่างก็เห็นจะเป็นผลิตภัณฑ์ Aesop ที่ราคาถูกว่าที่อื่นแบบปฏิเสธยาก สุดท้ายก็คือของจุกจิกจากตลาดและซุปเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Manuka Honey อาหารเสริมที่สกัดจากธรรมชาติ เครื่องประทินผิว ของกินนู่นนี่นั่นอีกนับไม่ถ้วน รวมไปถึงเครื่องใช้จิปาถะอีกมากมาย อ่อๆๆๆ เราลืมน้องน้ำมันหอมระเหยขวดจิ๋วไปเลย เราปลื้มกลิ่นแปลกๆที่เมืองไทยไม่มีขายหลายกลิ่นเลยแหละ FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #LetsHoparoundMelbourne #LetsHoparound #Melbourne #Melbournecity #MelbournecityGuide #Travel #เมลเบิร์น #เที่ยวเมลเบิร์น #รีวิวเมลเบิร์น #เมลเบิร์นไปไหนดี #ไปไหนดีในเมลเบิร์น #รอบเมลเบิร์น #เมืองเมลเบิร์น #ไปเมลเบิร์น #เที่ยวเมลเบิร์นด้วยตัวเอง #บินไปเมลเบิร์น

  • รีวิวซานฟรานซิสโก San Francisco City Guide เที่ยวอเมริกา ด้วยตัวเอง

    สะพาน Golden Gate สีแดงที่ทอดยาวเป็นกิโลคงเป็นภาพจำอันดับหนึ่งของเมืองศูนย์กลางการค้าแห่ง California ตอนเหนือแห่งนี้ เราตกหลุมรักบ้านเรือนสไตล์ Victorian สีสันน่ารักบนเนินสูงบ้างเตี้ยบ้าง และรถรางโบราณที่วิ่งรับส่งผู้คน ซานฟรานซิสโก เป็นเมืองที่โอบล้อมไปด้วยทะเล และมีสเน่ห์แห่งหนึ่งในฝั่งตะวันตกของอเมริกา และอากาศดีตลอดทั้งปี ทริปนี้เราจะพาไป #hop เล่นในเมือง San Francisco กัน รีวิวซานฟรานซิสโก San Francisco City Guide เที่ยวอเมริกา ด้วยตัวเอง Retails แหล่งช้อปปิ้งใน SF มีอยู่หลายย่านทั้งจตุรัสกลางเมืองอย่าง Union Square ที่รวบรวมเอาห้างหรูและแบรนด์ระดับโลกเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีถนน Hayes และ Fillmore และถนนอื่นๆที่เรียงรายไปด้วยร้านค้านานาสไตล์ เราชอบที่ SF มีร้านเก๋ๆกระจายอยู่หลายจุดทั่วเมือง Acne Studios Geary Street Location: https://goo.gl/maps/pM9dQggFofstSPFXA Minimal ร้านขายของแต่งบ้านสไตล์.... ลองดูจากชื่อร้านเองละกัน ของที่ทางร้านคัดมามีกลิ่นไอความเรียบง่ายแต่เก๋ แนวสแกนดิเนเวีย และญี่ปุ่นที่ทั่วโลกกำลังคลั่งไคล้กัน Location: https://g.page/GOminimal?share Outdoor Voices ร้านเสื้อผ้า Athleisure (กึ่งกีฬากึ่งเที่ยว) จาก New York มาพร้อมสีสันและการนำเสนอ ที่น่ารักน่าสนใจสไตล์อเมริกัน Location: https://goo.gl/maps/GXue12Vn7SVVGXYf9 Heath Ceramics นอกจากถ้วยชามรามไหดีไซน์เรียบโก้แล้ว ฮีธนั้นโด่งดังเรื่องงานกระเบื้องคุณภาพที่ออกแบบและผลิตในแคลิฟอร์เนีย ก่อตั้งแต่ปี 1948 ใน Salsalito เมืองน่ารักที่อยู่อีกฟากของสะพาน Golden Gate แวะมาที่นี่ก็จะได้ทั้งอุปกรณ์บนโต๊ะอาหาร ของแต่งบ้าน หนังสือ และกระเป๋าที่เน้นการใช้งาน สวยเรียบแต่ทนทาน รวมไปถึงงานจิวเวอรี่อีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/vTRUNcyHhxWY6TbV9 Schein & Schein สวรรค์สำหรับคนชอบงานพิมพ์ย้อนยุค เขาเน้นไปที่แผนที่โบราณของเมืองและประเทศต่างๆ แต่ก็มีงานพิมพ์อื่นๆขายด้วย ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์ โปสการ์ด รูปภาพ หนังสือ และงานอาร์ทเวิร์ค ตลอดจนเครื่องเขียนที่ดูขลังเหมาะลุคของร้าน Location: https://goo.gl/maps/hmoJ4AR9sXmZG4BXA Wine Merchant Cheese Monger เราบังเอิญเดินผ่านมาเจอ แต่ร้านนี้น่ารักสำหรับคนชอบอาหารกระจุกกระจิกอย่างเรา แถมพนักงาน (หรือเจ้าของร้านหว่า?) ก็นิสัยดีและมีความรู้จริง แนะนำได้ทุกอย่างด้วยความมั่นใจและเป็นมิตรอย่างยิ่ง Location: https://goo.gl/maps/fDECEHCN4i7NpaiJ8 City Lights Booksellers & Publishers ร้านหนังสืออิสระใจกลางซานฟรานซิสโก รวมหนังสือหลายแนวมาก ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1958 ร้านค่อนข้างใหญ่ และเงียบ ในเมืองใหญ่ๆแบบนี้ เหมาะแก่การหลบไปพักหาหนังสือดีๆอ่านมาก เราชอบวิธีการจัดร้านเหมือนเขาวงกตดี มีซอกมุมหลืบให้นั่งอ่านหนังสือเต็มไปหมด Location: https://g.page/CityLightsBooks?share Food ไปซานฟรานกินอะไรดี? San Francisco เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้านอาหาร เพราะนอกจากจะอยู่ติดทะเล และใกล้แหล่งเกษตรกรรมแล้ว เมืองแห่งนี้ยังเป็นหม้อหลอมรวมวัฒนธรรมอันหลากหลายทั้งยุโรป เอเชีย และลาตินอเมริกาเข้าไว้ด้วยกันอย่างลง Sotto Mare ร้านอาหารซีฟู๊ดสไตล์อิตาเลี่ยนอร่อยและสดมาก รสชาติจัดจ้านคล้ายอาหารไทยเลย แถมบรรยากาศก็ดูมีชีวิตชีวา ใครที่ชอบอาหารทะเลไม่ควรพลาดร้านนี้ ซุปซีฟู้ดรสจัดอย่างกะต้มยำ ขาดแค่ตะไคร้กะพริกขี้หนู ถูกปากเรายิ่งนัก Location: https://goo.gl/maps/1REnZZj8jYD59aj58 Tartine Bakery ร้านเบเกอรี่ชื่อดังของ San Francisco มีคิวรอหน้าร้านตลอดเวลา มีหนังสือสูตรขนมของตัวเองวางขายทั่วโลก สาขานี้เป็นสาขาดั้งเดิม สภาพก็ทั้งขลังและโทรม 555 แต่นางมีสาขาอีกหลายที่ที่สวยงามตามสมัยนิยม เช่นที่ Tartine Manufactory ที่เป็นร้านใหญ่มีอาหารบริการด้วย Location: https://goo.gl/maps/SFTRs5mhEpc4Kit56 Plow ร้านอาหารเช้าที่ (น่าจะ) ดีที่สุดร้านหนึ่งใน SF เสิร์ฟอาหารง่ายๆที่ใช้วัตถุดิบอย่างดี ทั้งไข่กวน แพนเค้ก สลัด ไปจนถึงชากาแฟพรีเมี่ยม และน้ำผลไม้คั้นสด Location: https://goo.gl/maps/ddUVbnApeowd1AaXA Rose’s Cafe ร้านอาหารอิตาเลียนแบบง่ายๆบ้านๆ แต่อร่อยเกินคาด ร้านตกแต่งดูเป็นบ้านอบอุ่นด้วยสีเหลืองน่ารัก เหมาะสำหรับมื้อกลางวัน อิ่มแล้วก็เดินไปช้อปปิ้งต่อที่ Fillmore Street ได้เลย Location: https://goo.gl/maps/UsZ7prn45nECDDFm8 The French Laundry และ Bouchon สองร้านนี้ไม่ได้อยู่ใน San Francisco ซะทีเดียว เพราะต้องขับรถออกไปทางเหนือกว่าชั่วโมงครึ่งจนถึง Napa Valley แต่ด้วยความพิเศษมากๆของนาง เราจึงอยากเอามารวมไว้ด้วย เพราะทั้ง 2 ร้านเป็นร้านของเชฟ Thomas Keller เชฟอเมริกันเพียงคนเดียวที่มีร้านอาหาร 3 ดาวมิชลินถึง 2 ร้าน เราจองคิวร้าน The French Laundry ล่วงหน้าหลายเดือนก่อนออกเดินทางมา เพราะรู้ดีว่าที่นี่เป็นร้านจองยากระดับตำนานที่มีดาวมิชลิน 3 ดวงการันตี ดีงามขนาดไหนคงสาธยายไม่หมด แต่ที่หมดไปอย่างแน่นอนก็คือเงินในกระเป๋าเรา (ฮาาาา!) ทว่าร้านที่เราแอบชอบมากกว่านิดนึง (เพราะเราเป็นสาย comfort food) กลับเป็นร้าน Bouchon ที่แม้จะมีแค่มิชลินเพียงดวงเดียว แต่บรรยากาศและอาหารนั้นถูกจริตเรามากกว่า และเราก็ปลาบปลื้มกับ wine list ที่นางคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันด้วย Location: https://goo.gl/maps/FXRAXGqfEP5sbiKn9 Coffeeeeee สำหรับคอกาแฟ San Francisco เป็นเมืองที่มีร้านกาแฟและโรงคั่วเมล็ดมากเป็นอันดับต้นๆของอเมริกา แบรนด์ที่โด่งดังที่สุดก็คงหนีไม่พ้นร้านขวดฟ้าสุดคูล หรือ Blue Bottle ที่ขยายสาขาไปหลายประเทศ แต่คอกาแฟต้องอย่าลืมแวะ 4Barrels, Sightglass, Ritual, Verve, Andytown, Slojoy และอื่นๆอีกมากมายด้วยนะ 4Barrels ร้านใหญ่ มาพร้อมกับรสชาติที่อร่อยมาก และยังคั่วกาแฟกันสดๆในร้านเลย Location: https://goo.gl/maps/yGHCk3fwndZC9t2T7 Blue Bottle สาขานี้ตั้งอยู่ใน Ferry Building Market Place Location: https://goo.gl/maps/vZv6iiF26TbQx9mq7 Architecture & Landmarks เป็นอีกหนึ่งเมืองในโลกที่สถาปัตยกรรมสวยมากๆ Coit Tower ได้ยินชื่อหอคอย Coit Tower ก็อาจจะทำให้หลายคนนึกขึ้นได้ว่าที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดของร้านไอติมยี่ห้อดังที่มีสาขามากเมืองไทย แต่สำหรับคนที่นี่หอคอยสีขาวแนว Art Deco ที่ตระหง่านอยู่บน Telegraph Hill แห่งนี้นั้น หมายถึงประวัติศาสตร์ และแลนด์มาร์คสำคัญที่สร้างขึ้นด้วยเงินของเศรษฐีที่ชื่อว่า Lillie Hitchcock Coit หลังจากที่เขาเสียชีวิตลง เพียงเพื่ออยากจะเติมความงามให้กับเมืองซานฟรานที่เขารัก แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆแล้ว ที่นี่ก็เป็นอีกหนี่งจุดชมวิวพาโนราม่ายอดฮิต ที่มีความสูงกว่า 210 ฟุต มีค่าเข้าชมคนละ 8 USD Location: https://goo.gl/maps/kNWaAv7SyG8iH1499 เมืองจะสวยได้อย่างไร หากขาดบ้านที่งดงามของผู้คน สิ่งที่ทำให้ San Francisco มีเสน่ห์สุดๆก็คือบ้านแนว Victorian สีหวานที่เรียงรายกันอยู่เนินสูงต่ำทั่วเมือง ทำให้เมืองดูน่ารักสดใส และมีเอกลักษณ์มากๆ สำหรับสถาปัตยกรรม Victorian นั้น หมายถึงงานออกแบบที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษในยุคการปกครองของพระนางเจ้าวิคตอเรีย ซึ่งก็หมายรวมถึงหลากหลายสไตล์ที่มีอยู่ในขณะนั้น แต่สำหรับสหรัฐอเมริกา บ้านแนว Victorian มักจะอ้างอิงมาจากงานสถาปัตยกรรมสไตล์ Queen Anne และ Stick ซึ่งมีรายละเอียดตกแต่งและรูปทรงที่แปลกตาราวกับหลุดออกมาจากนิทานปรัมปรา Ferry Building Marketplace ตึกสวยอายุเกิน 100 ปีแห่งนี้ เคยเป็นท่าเรือเฟอรี่ข้ามฟากมาก่อนที่จะปิดปรับปรุงไป 4 ปี และแปลงโฉมมาเป็นตลาดพรีเมี่ยมในปี 2003 ที่นี่จำหน่ายสินค้าอาหารมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าปลอดสารพิษจากเกษตรกรทั่วแคลิฟอร์เนีย ไปจนถึงขนมนมเนย ชีส ไส้กรอก กาแฟ เห็ดทรัฟเฟิ่ล ฯลฯ ถ้าไม่หิวมาเดินเล่น ถ่ายรูป ในตลาดหรือออกไปเดินริมน้ำก็ชิลคุ้มค่าการมาเยือน Location: https://goo.gl/maps/Vi2Y6squrStuY6Ky7 Pier 39 ท่าเรือหมายเลข 39 ที่นี่มีร้านอาหารริมทะเล ร้านค้าต่างๆนานาให้คนมาพักผ่อนหย่อนใจใช้ชีวิตดีๆกัน พอเรามาถึงที่นี่ เราจะได้ยินเสียงร้องของเหล่าสิงโตทะเล จะคอยเรียกนักท่องเที่ยวให้มาถ่ายรูปเป็นอันดับแรกเลย Location: https://g.page/pier-39-san-francisco?share Lombard Street ถนนโค้งหักสุด ระยะทางสั้นๆ ก็เป็นอีกหนึ่งแลนมาร์กสำคัญของย่านนี้เลย (แต่สำหรับเรายอมรับตรงๆว่ามาเช็คอินเฉยๆ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเลย 5555) มาซานฟรานต้องได้นั่งรถราง เพราะรถรางที่นี่เก่าแก่ที่สุดของโลกเพราะเค้าเริ่มใช้กันมาตั้งแต่ปี 1873 คลาสสิกสุดๆ Location: https://goo.gl/maps/HzwuoNBd7LUBYgJU6 Golden Gate Bridge สัญลักษณ์สำคัญของซานฟรานซิสโก ใหญ่สุด มองจากมุมไหนๆ ก็เห็น สร้างเสร็จเมื่อปี 1937 เป็นสะพานแขวนแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดในโลก บางวันที่นี่จะโดนหมอกบังบ้าง แต่โชคดีเราไปช่วงปลายหนาวอากาศดี ทำให้มองเห็นสะพานทั้งหมดเลยยย Location: https://goo.gl/maps/xuAEkynbxsTTudnj8 Battery spencer เป็นจุดชมวิวยอดฮิตที่ควรมาตอนบ่าย ถึงเย็น เพราะมุมแสงแดดเหมาะแก่การถ่ายรูป และได้เห็นวิวดีๆ แต่เรามาถึงตอนเช้าก็เลยแอบย้อนแสงและไม่เห็นสะพานเป็นสีแดงอย่างที่คุ้นตากัน Location: https://goo.gl/maps/yzdn6eqGtnDrjKfs7 ภาพรวมของ SF นั้นสวยงามอย่างที่เห็นกันตามสื่อ แต่เมื่อได้มาเยือนจริงๆแล้วกลับรู้สึกว่าที่นี่แอบเงียบ และชิลล์กว่าที่คิด ในอีกมุมหนึ่งเมื่อเราได้สัมภาษณ์เพื่อนๆที่ย้ายมาอยู่มี่นี่จากฝั่งนิวยอร์คหลายๆคน กลับได้มุมมองที่ค่อนข้างคล้ายกันคือเขามองว่า SF น่าเบื่อ ไม่ค่อยมีอะไรทำ แม้แต่ร้านที่ต้องแต่งตัวสวยๆหล่อๆไปกินก็หายากมาก ที่สำคัญแทบจะทุกคนเคยมีประสบการณ์โดนทุบรถ! #LetsHoparoundUSA

  • Sam Roi Yod เที่ยวสามร้อยยอด มหัศจรรย์แห่งขุนเขาและท้องทะเล

    สามร้อยยอด Sam Roi Yod มหัศจรรย์แห่งขุนเขาและท้องทะเล เพียงขับรถเลยมาจากหัวหินประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็จะพบกับดินแดนมหัศจรรย์แห่งขุนเขาหินปูนรูปทรงสวยแปลกตาในนามสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งแรกของประเทศไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2509 อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ด้วยโลเคชั่นติดทะเลอันงามงดสงบเงียบ แซมด้วยเกาะแก่งที่อยู่ถูกที่ถูกทางอย่างเหมาะเจาะราวกับมีใครมาจับวาง ทำให้ทั้งวิวและ vibes ของที่นี่ดีงามเหลือเกิน ไม่ว่าเพื่อนๆชาว #hopters จะเป็นสายถ่ายรูป สายผจญภัย หรือสายปลีกวิเวกก็น่าจะได้รับพลังงานดีๆไปเต็มๆจากสามร้อยยอด และที่สำคัญ.. ที่นี่อยู่ใกล้กรุงกว่าที่คิด ทริปนี้เราใช้เวลาเที่ยวทั้งหมดเพียง 2 วัน 1 คืนเท่านั้น เพราะเป็น #ทริปปุบปับ คือเพิ่งจะตัดสินใจไปเที่ยวกันตอนตื่น สายๆก็จองโรงแรมแล้วก็ออกเดินทางทันที แต่ถ้ามีเวลามากกว่านี้ก็จะ chill ยิ่งขึ้นแหละเนอะ เพราะที่นี่ยังมีจุดท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติให้แวะอีกหลายจุดเลย รอบนี้เราเลือกนอนที่ Hansar Pranburi เพราะวิวล้วนๆ เช้าวันรุ่งขึ้นก็ออกผจญภัยเล็กๆด้วยการลุยโคลน นั่งเรือ และปีนเขาเพื่อเข้าชมถ้ำพระยานครที่มีพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์สัญลักษณ์ของจังหวัด ปิดท้ายด้วยการแวะบึงบัวยอดนิยมก่อนกลับ ขอบอกว่าแถวนี้ถ่ายรูปขึ้นมากกกกกแทบจะทุกจุด ที่สำคัญให้เตรียมครีมกันแดด ยากันยุง (เขาหินปูนมีแอ่งน้ำขังทำให้ยุงเยอะมากกก) และน้ำดื่มติดรถไว้ด้วย โชคดีที่เราเข้าพักโรงแรมหลังจากช่วงหยุดยาว บรรยากาศจึงสงบมาก มีเพียงนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่กี่คนในโรงแรมเท่านั้น ที่ตั้งของที่นี่ค่อนข้าง exclusive อยู่ห่างจากชุมชนพอสมควร ทางเข้าโรงแรมเป็นถนนลูกรัง สภาพโรงแรมกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆอาจจะไม่เต็มร้อย (เช่น น้ำไหลค่อนข้างเบา ประตูเลื่อนบางบานอาจตกร่องบ้าง — พนักงานแจ้งว่าเพิ่งกลับมาเปิด) แต่ในภาพรวมก็สะดวกสบายมากพอและมีอาหารบริการทำให้ไม่ต้องออกไปหาร้านกินข้างนอก Location: https://goo.gl/maps/PiED7JqZnb3Hc6PMA สิ่งที่เราให้คะแนนเกิน 5 ดาวก็คือวิวและความเป็นส่วนตัว จากระเบียงห้องพักชั้นบนสุดของเรา (ไม่มีลิฟท์) ที่มาพร้อมอ่างจากุซซี่เอ้าท์ดอร์ เราสามารถเสพวิวทะเลอ่าวไทย และเกาะนมสาวได้แบบเต็มอิ่มโดยไม่มีอะไรกั้น แถมยังมีระเบียงอีกฝั่งที่เราเปิดออกไปเสพวิวภูเขาด้านหลังโรงแรมได้อีกด้วย เรา strongly recommend ให้ตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า เพราะแสงสีทองที่ฉาบขอบฟ้านั้นร่ายมนตร์ทำให้วิวที่สวยมากๆอยู่แล้ว ยิ่งมหัศจรรย์ขึ้นไปอีก ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราจะยอมตัดใจจากวิวสวยๆให้เร็วกว่านี้อีกหน่อย เจรจาขอ late check out กับทางโรงแรม (จะได้กลับมาอาบน้ำทีหลังอีกรอบ) แล้วรีบออกเดินทางไปหาดบางปูเพื่อไปถ้ำพระยานครตั้งแต่ 08:30 น. เพราะมีคนแนะนำทีหลังว่าช่วงเวลาที่แสงจะส่องทะลุโพรงถ้ำลงมายังพระที่นั่งพอดีคือช่วงประมาณ 10-11 โมง จากโรงแรมไปหาดบางปูใช้เวลาประมาณ 20 นาที และต้องนั่งเรือ+ขึ้นเขาอีกประมาณ 45 นาที ถ้ำพระยานคร การเดินทางไปถ้ำนั้นผจญภัยกว่าที่คิด เรามี 2 ทางเลือกด้วยกัน คือ 1) เดินเท้าข้ามเขาไป 2 ลูก รวมระยะทางก็เกือบ 1 กม. หรือ 2) นั่งเรือ (เหมาลำไป-กลับ 400 บาท) อ้อมเขาลูกแรกไปประมาณ 10 นาที แล้วเดินเท้าขึ้นเขาลูกที่สอง ประมาณครึ่งกม. Location: https://goo.gl/maps/FaTowwLs1ZVzVP5N8 เราเลือกช้อยส์ที่ 2 และด้วยหาดที่มีลักษณะเป็นโคลนเราจึงต้องถอดรองเท้าลุยโคลนไปขึ้นเรือ (มีจุดให้ล้างเท้าบริการ) เราแนะนำให้เพื่อนเตรียมรองเท้าที่สมบุกสมบันหน่อยนะ อย่างที่บอกไปว่าเรามาถ้ำสายไปหน่อย จึงทำให้แดดเริ่มแรง และการเดินขึ้นเขาช่วงใกล้เที่ยงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะมีแมกไม้ให้ร่มเงาตลอดทาง อุณหภูมิของสภาพอากาศโดยรวมนั้นก็ค่อนข้างร้อนระอุจนร่างกายชุ่มไปด้วยเหงื่อ ที่สำคัญในป่ายุงเยอะมาก อย่าลืมเตรียมยาฉีดกันยุงมาด้วยนะครับ เราใช้เวลาครึ่งชั่วโมงนิดๆในการเดินป่ามาจนถึงถ้ำ บรรยากาศในถ้ำนั้นโอ่อ่าและสงบ เพราะโถงถ้ำค่อนข้างสูงและมีโพรงถ้ำที่แสงสามารถส่องลงมาได้จึงมีต้นไม้ใหญ่โตในถ้ำเป็นหย่อมๆตามจุดที่ลำแสงอาทิตย์ส่องลงมาหล่อเลี้ยงกระบวนการสังเคราะห์แสงของต้นไม้ ไฮไลท์ที่สำคัญของที่นี่ก็คือพลับพลาที่ประทับทรงจตุรมุข ชื่อพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์อายุ 130 ปีที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้สร้างขึ้น และเสด็จมายกช่อฟ้าด้วยพระองค์เองในพ.ศ.2433 และได้รับการบูรณะครั้งล่าสุดเมื่อปีพ.ศ. 2531 หรือเมื่อ 32 ปีที่แล้ว พระที่นั่งแห่งนี้ยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญในตราประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์อีกด้วย หลังจากเที่ยวถ้ำพระยานครและกินอาหารทะเลมื้อเที่ยงจนอิ่มหนำสำราญแล้ว ตามแผนเดิมเราตั้งใจจะไปแวะที่จุดชมวิวเขาแดงอีกหนึ่งจุด แต่ความเหนื่อยล้าจากการไปถ้ำและการที่เขาแดงนั้นปิดเร็ว (15:30น.) ทำให้เราเปลี่ยนแผนไปขับรถเล่นถ่ายรูปรอบๆแทน วัดเขาแดง ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาหินปูน ด้านหน้าเป็นคลองเขาแดง เป็นวัดเก่าแก่ ตัวพระอุโบสถตั้งตระหง่านท่ามกลางหุบเขา โดยมีต้นมะพร้าวตั้งอยู่เรียงรายรอบๆบริเวณ Location: https://goo.gl/maps/Uk259usqwKgii3FH7 บึงบัว พอแดดร่มลงแล้วเราจึงไปต่อกันที่บึงบัวริมเขา ด้วยองค์ประกอบของวิวที่สวยไม่เหมือนใคร ที่นี่จึงกลายเป็นอีกจุดที่ผู้คนนิยมมาแวะถ่ายรูปกันเป็นจำนวนมาก แต่เราโชคดีที่ไปหลังช่วงวันหยุดยาว จึงเลี่ยงฝูงชนไปได้พอดิบพอดี แม้ไม่ใช่ฤดูที่ดอกบัวบานสะพรั่งเต็มบึง แต่ต้นกกในน้ำนั้นก็ให้อารมณ์ที่สวยไปอีกแบบ Location: https://goo.gl/maps/M2zJfP9sDR1Ln6ZD9 เราเตร็ดเตร่ถ่ายรูปบึงบัวกันอยู่พักใหญ่ จึงตัดสินใจตีรถกลับกทม. และถึงบ้านประมาณ 4 ทุ่มพอดี โดยสรุปแล้ว เราประทับใจกับทริปนี้มาก ที่ผ่านมาสามร้อยยอดอยู่ในลิสต์ของสถานที่ที่อยากจะไปมาระยะใหญ่แล้วแต่ก็ไม่ได้ไปซักที จนมาตัดสินใจแบบปุบปับฉับพลัน ทริปนี้จึงเกิดขึ้นได้ เราย้อนนึกถึงเรื่องอื่นๆในชีวิตที่เรามักจะผลัดวันประกันพรุ่งอยู่เสมอ และพบว่าบางทีชีวิตมันก็ไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น บ่อยครั้งผลลัพธ์ที่เราต้องการก็สำเร็จได้ไม่ยากด้วยการลงมือทำทันทีโดยตัดทะลุข้ออ้างต่างๆที่เราสร้างให้กับตัวเอง และบางทีชีวิตมันก็ง่ายๆแบบนั้นเอง . FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #SamRoiYod #LetsHoparoundThailand #LetsHoparound #LetsHoparoundPrachuapkhirikhan #เที่ยวไทย #เที่ยวสามร้อยยอด#ไทยเที่ยวไทย #เที่ยวไทยเท่ #เที่ยวประจวบ #ประจวบคีรีขันธ์ #เที่ยวทะเล #วิธีไปถ้ำพระยานคร #วิธีไปเขาสามร้อยยอด #ถ้ำพระยานคร #UnseenThailand #Prachuapkhirikhan #อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด #อุทยานแห่งชาติ #ภูเขา

  • PARIS CITY GUIDE เที่ยวปารีส Part 1

    PARIS CITY GUIDE PART 1 8 neighbourhoods to visit in Paris เที่ยว 8 ย่านชิคๆ คูลๆ ในปารีส ใครๆก็รู้ว่า Paris นั้นขึ้นแท่นเป็นเมืองยอดนิยมที่สุดตลอดกาลเมืองหนึ่งของโลกมาอย่างยาวนานจนบางคนอาจรู้สึกว่า Paris กลายเป็นเมืองแมสที่ใครๆก็ไปกัน ไม่เท่เท่าเมืองใหม่ๆ ไม่ชิคเท่าเมืองที่ไปยากๆ แต่เชื่อเราเถอะว่า Paris ได้ตำแหน่งนี้มาอย่างสมศักดิ์ศรีเพราะนางมีดีมากเหลือเกินจริงๆ (อ่อ... คำว่า “ชิค” นี่ก็ภาษาฝรั่งเศสนะ) ทริปนี้เราจะพาคุณไป #hop ดู Paris ผ่าน 2 มุมมองที่ต่างกัน เพราะ 2 คนที่เดินทางไปด้วยกันนี้ คนหนึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เมื่อ 10 ปีก่อนและอีกคนเพิ่งจะได้เปิดซิง Paris เป็นครั้งแรกแม้ว่าเราจะใช้เวลาซ่อกแซ่กอยู่ในปารีส 11 วันเต็มๆ เราก็ยังเที่ยวไม่ครบเล้ยยยย ครั้งนี้เราใช้บริการการบินไทยและเราจ่ายเพียงค่าภาษี 6,xxx บาทเท่านั้น แต่ก็สามารถติดแฮชแทค #IflyThai #ThaiAirways ได้แบบไม่น้อยหน้าใคร ต้องขอบคุณพลังทวีในการสะสมไมล์ผ่านบัตรเครดิต THAI Amex Platinum Card ที่ทำให้เราสะสมไมล์ได้เร็วขึ้นผ่านการจับจ่ายซื้อของต่างๆในชีวิตประจำวัน และยิ่งถ้าซื้อตั๋วการบินไทยผ่านบัตรนี้ด้วยแล้วล่ะก็ เราจะได้ไมล์สะสมหลายเด้ง แถมแบ่งชำระ 0% ได้ 3 เดือนอีกต่างหาก นอกจากหอไอเฟล มาการอง และกระเป๋าแบรนด์เนมที่ใครๆก็นึกถึงเมื่อพูดถึง Paris แล้ว ต้องบอกว่าเมืองหลวงของฝรั่งเศสแห่งนี้คือแหล่งบ่มเพาะการสร้างสรรค์งานศิลปะ แฟชั่น อาหาร ดนตรี ปรัชญา ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เริ่ดหรูอย่างหน้าตายจนน่าหมั่นไส้ ถ้าเป็นคนชอบเดินดูเมือง ดูคน ดูร้าน ดูงานดีไซน์ไปเรื่อยคุณจะเอ็นจอย Paris มากๆ (โดยเฉพาะย่าน Le Marais ย่านโปรดของเรา) หลายสิ่งด้านลบที่เราเคยได้ยินมาเกี่ยวกับปารีส ไม่ว่าคนไม่เฟรนด์ลี่ หรือขโมยเยอะ มาคราวนี้เราไม่เจอเลย คนปารีสส่วนใหญ่ nice กับเรามาก (ยกเว้นเจ้าหน้าที่ Tax Refund ที่สนามบินขากลับ) และถ้าเทียบเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เรารู้สึกว่าคนปารีสยุคนี้พูดภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นมาก และไม่พยายามทำหงุดหงิดแก้เขินเหมือนเมื่อก่อน 20 arrondissements ผังเมือง Paris แบ่งง่ายๆเป็น 20 เขต (arrondissements) โดยวนเป็นก้นหอย เริ่มจากฝั่งขวาของแม่น้ำเซน (บริเวณที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ Louvre) แล้ววนตามเข็มนาฬิกาออกไปเรื่อยๆจาก 1 จนถึง 20 แต่สำหรับเราแล้ว วิธีที่ทำให้เห็นภาพรวมของ Paris ได้ง่ายกว่านั้นก็คือซีกตะวันตกของ Paris จะเป็นย่านพักอาศัยของคนมีเงินมาก และซีกตะวันออกเป็นย่านของคนมีเงินน้อย ส่วนซีกบนของ Paris (หรือฝั่งขวาของแม่น้ำเซน — La Rive Droite) จะเป็นย่านการค้า และซีกล่าง (หรือฝั่งซ้ายของแม่น้ำเซน — La Rive Gauche) จะเป็นย่านของศิลปิน นักคิด นักเขียนและนักวิชาการ การเดินทางใน Paris นั้นง่ายมาก เพราะรถไฟใต้ดิน(Métro) เชื่อมต่อกันทั่วถึงทั้งเมือง และเชื่อมกับรถไฟออกไปถึงที่เที่ยวนอกเมืองอย่างพระราชวัง Verseille หรือ Euro Disney ด้วย ถ้าจะอยู่ใน Paris นานเป็นสัปดาห์อย่างเรา ขอแนะนำตั๋ว Navigo ที่มีทั้งตั๋วรายสัปดาห์และรายเดือนซึ่งคุ้มค่ามากๆ สามารถทำได้ตามจุดบริการของสถานี Métro ใหญ่ๆ แอบกระซิบหน่อยว่าต้องเตรียมรูปถ่ายไปติดบัตรด้วยนะ แต่ถ้าไม่ได้เตรียมไป ตามสถานีก็มักมีตู้ถ่ายรูปอัตโนมัติเอาไว้อำนวยความสะดวกให้อยู่แล้ว ส่วนที่พัก เราเลือกพัก AirBnB แถวสถานี Grands Boulevards ตั้งอยู่ในเขต 2 ซึ่งสะดวกมากกกก มีสถานี Métro อยู่ปากซอยเลย แม้พื้นที่จะแคบไปหน่อยตามมาตรฐานยุโรป แต่ราคาก็ถือว่าเป็นมิตร แถมโฮสก็ดีด้วย ไปถึงวันแรกเค้าจัดดินเนอร์ให้เลย 1 มื้อ พูดถึงอาหารการกิน ส่วนตัวแล้วปารีสเป็นเมืองที่หาอาหารอร่อยถูกปากค่อนข้างยาก และราคาค่อนข้างสูง แม้อาหารฝรั่งเศสจะมีชื่อก้องโลก แต่อาหารฝรั่งเศสที่อร่อยก็ไม่ได้หาได้จากร้านข้างทางทั่วไป บางร้านต้องจองล่วงหน้านานๆ ฉะนั้นถ้าอยากกินของดีทำการบ้านกันไปก่อนนะ ส่วนถ้าใครติดกาแฟอย่างเรา คนที่นี่กินกาแฟค่อนข้างจืดนะ อาจจะหาถูกปากเหมือนบ้านเรายากนิดนึง แต่เราก็แอบบอกพิกัดไว้ในนี้แล้วล่ะว่ามีร้านไหนบ้างที่ขายกาแฟที่รสพอถูกปากเรา อีกเรื่องคือ ภาษาฝรั่งเศส เป็นอะไรที่ออกเสียงยากสำหรับคนที่ไม่คุ้น หนึ่งในการออกเสียงที่เด่นชัดที่สุดคือการออกเสียงตัว r ซึ่งปกติก็จะเทียบเท่ากับตัว ร.เรือ ในภาษาไทย แต่ภาษาฝรั่งเศสจะออกเสียงตัวอักษรนี้ด้วยการเอาลมผ่านไปที่เพดานอ่อนของช่องปาก ประหนึ่งว่าจะขากถุย 5555 แต่ทำแบบซอฟท์ๆ เสียงที่ออกมาจะเป็นส่วนผสมของ ค.ควาย + ฮ.นกฮูก และเราเขียนออกมาเป็นภาษาไทยค่อนข้างยาก ถึงเขียนได้ก็อ่านยากอยู่ดี เช่น Paris = ปาคฮี หรือ Marais = มาคเฮ่ ดังนั้นเพื่อความสะดวกเราจึงขอเขียนแทนด้วย ร.เรือ ง่ายๆเลยละกันนะ สุดท้ายก่อนจะไป #hop กัน ร้านใน Paris ส่วนใหญ่ปิดวันอาทิตย์นะ ถ้าวางแผนจะมาก็ลองเช็ควันเวลากันให้ดีคร้าบบบ พวกแลนด์มาร์คและจุดช้อปปิ้งหลักๆอย่าง หอไอเฟล ถนน Champs-Élysées และห้างดังๆ เราขอข้ามไปเลยนะ น่าจะหาข้อมูลกันง่ายอยู่แล้ว เราพาไปดูอะไรที่ถูกจริตเรากันดีฝ่าาา . อ่ะถ้าพร้อมแล้วไปกัน Let’s Hop Around Paris... 1.La Rive Gauche (ลา รี้ฟ โก๊ช - เขต 5, 6 และ 7) คำว่า Rive Gauche หมายถึงฝั่งซ้ายของแม่น้ำเซน นั่นก็คือซีกล่าง ของ Paris นั่นเอง อย่างที่บอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าฝั่งซ้ายของแม่น้ำนั้นเดิมทีเป็นย่านของศิลปิน นักคิด นักเขียน และนักวิชาการคนสำคัญๆของฝรั่งเศสและของโลก ที่นี่เป็นต้นตอของความเป็นขบถของปารีส เช่น การถือกำเนิดขึ้นของร้าน Yves Saint Laurent Rive Gauche เมื่อปี 1966 ที่เปลี่ยนขนบให้แบรนด์ Haute Couture หันมาทำเสื้อผ้า ready-to-wear เป็นครั้งแรกเพื่อให้เป็นที่จับต้องได้ของคนธรรมดามากขึ้น ฝั่งนี้ของแม่น้ำจึงมีมนต์เสน่ห์บางอย่างที่ยังอ้อยอิ่งอยู่ในบรรยากาศ แม้จะไม่พลุกพล่านอย่างอีกฝั่งของแม่น้ำ (ถ้าไม่นับบริเวณหอไอเฟลและพิพิธภัณฑ์ Musée D’orsay) แต่ร้านรวงที่อยู่ในละแวกนี้ต่างก็เป็นร้านที่ถูกคัดมาอย่างดีมากจริงๆ Beaupassage เริ่มจาก Beaupassage แหล่งรวมร้านอาหารติดดาวมิชลินรวมกันไว้ถึง 17 ดวง ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนสิงหาคม 2018 ที่ผ่านมา Location: https://goo.gl/maps/CFC37rBuxVNpLBZo8 เรามาที่นี่ไม่ได้ตั้งใจมากินอาหารหรอกนะ แต่เรามาหากาแฟรสชาติถูกปากดื่มที่ร้าน %ARABICA หลังจากที่อดอยากมาหลายวัน (อย่างที่บอก.. กาแฟในปารีสส่วนใหญ่ไม่ถูกปากเลย) แถมได้โบนัสด้วยคือได้มุมถ่ายรูปสวยๆที่ปราศจากผู้คน Location: https://goo.gl/maps/zGVyFnKb3KBfM2P7A จาก Beaupassage เราเดินเล่นตามถนน Rue de Grenelle ไปเรื่อยๆ ก็จะเจอกับช็อปใหญ่ของ Maison Margiela, Carven, Ami, Yohji Yamamoto รวมถึงแบรนด์เล็กๆแต่เก๋ๆอีกหลายแบรนด์ และร้านขนม ข้าวของกระจุกกระจิกน่ารักๆมากมาย ในรูปคือร้าน NOGLU ร้านอาหาร Gluten-free ที่ตกแต่งภายในได้โดดเด่นน่ารักมาก สามารถหาดูได้ใน Pinterest มีคนเอาไปลงไว้เยอะแยะเลย NOGLU Dalloyau (ดาลลัวโย) เป็นร้านขนมและอาหารเก่าแก่ มีหลายสาขา แม้ตัวร้านจะไม่ใช่ร้านขนมแรกของปารีส แต่ต้นตระกูล Dalloyau นั้นปรุงอาหารถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มาตั้งแต่ปี 1682 เชียวนะ AMI AMI (แปลว่า ‘เพื่อน’ แต่ดูจากราคาแล้วเพื่อนต้องรวยมากเหมือนกันนะ อิอิ) แบรนด์ที่เน้นเสื้อผ้าผู้ชายวัยรุ่นที่ดูสบาย แต่มีความเชิ่ดแบบปารีเซียงไปในเวลาเดียวกัน ถึง AMI จะมีเสื้อผ้าผู้หญิงด้วย แต่เค้าก็ยังใช้คำว่า “menswear for women” ก็คือเป็นเสื้อผ้าผู้หญิงที่ inspired มาจากเสื้อผ้าผู้ชายอีกที เก๋ป่ะล่า หลายคนอาจเคยเห็นโลโก้ตัว A ที่มีหัวใจอยู่ด้านบนของนางไปบ้าง และนางก็มีช็อปอยู่ญี่ปุ่น กะจีนด้วยนะ ก่อตั้งโดยดีไซเนอร์ Alexandre Mattiussi ดีไซเนอร์เสื้อผ้าผู้ชายคนแรกที่ชนะรางวัล ANDAM อันทรงเกียรติในแวดวงแฟชั่นฝรั่งเศส Carven (คิดถึง....เค้าเคยมีช็อปในไทยด้วยนะ) Maison Margiela Maison Margiela แบรนด์แฟชั่นลักชัวรี่สัญชาติฝรั่งเศส (อีกแบรนด์โปรดของเรา) ซึ่งแต่ผู้ก่อตั้งเป็นชาวเบลเยี่ยม Martin Margiela อดีตมือขวาของ Jean Paul Gaultier ได้ตัดสินใจออกมาเปิดแบรนด์ของตัวเองในปี 1988 ผลงานของ Margiela นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากแนวคิด deconstructive ที่จับเอาชิ้นส่วนต่างๆของเสื้อผ้ามาแยกองค์ประกอบ ก่อนที่จะประกอบกันใหม่จนเกิดเป็นชิ้นงานที่ดูแปลกตา เอาเข้าจริงๆคนที่นำแนวคิดนี้มาใช้เป็นคนแรกๆก็คือ Rei Kawakubo แห่ง Comme des Garçons นั่นเอง แต่สไตล์ของ Margiela ก็มีการสร้างอัตลักษณ์ให้ออกมาต่างจากแบรนด์คอนเส็ปต์ deconstructive อื่นๆ ที่ทั้งเรียบง่ายแต่ก็เป็นที่จดจำได้อย่างดี อย่างเช่น การนำ Margiela numbers 0-23 ที่ใช้ในการแบ่งประเภทของสินค้าของแบรนด์ มาตกแต่งบนตัวสินค้าเลย โดยมีวงกลมล้อมรอบตัวเลขเพื่อบอกไว้ว่าสินค้าชิ้นนั้นอยู่ในแคทตากอรี่ไหน หรือจะเป็นการเดินด้ายหรือเชือกตรงมุมทั้ง 4 ของป้ายที่เป็นเอกลักษณ์ของ Margiela Yohji Yamamoto Le Bon Marché เดินมาไม่ถึง 10 นาทีก็จะเจอห้างหรูอย่าง Le Bon Marché (Métro สถานี Sèvres–Babylone) ห้างนี้ความเป็นมาอย่างยาวนานมาตั้งแต่ปี 1838 หรือ 181 ปีที่แล้ว ในปัจจุบันได้กลายเป็นห้างทันสมัยและได้ถูกเครือแบรนด์หรูอย่าง LVMH เทคโอเว่อร์ไปเรียบร้อยแล้ว Le Bon Marché นั้นคัดรวมเอามาทั้งแบรนด์หรูขึ้นหิ้งและแบรนด์นิชต่างๆที่หาได้ยากในห้างอื่น แม้ไม่ได้จะซื้ออะไร แค่เข้าไปดูการตกแต่งห้างก็คุ้มแล้ว อ่อ! ลืมบอกไปว่าทีเด็ดอีกอย่างของ Le Bon Marché ก็คือส่วนของ supermarket ที่มีชื่อว่า La Grande Epicerie de Paris โอยยย เดินเพลินเชียวแหละ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่างานของฝากต้องมา! Location: https://goo.gl/maps/5mmuhKYDNRdPqvuj9 ต้นคริสต์มาสลอยได้ สงสัยได้แรงบันดาลใจมาจาก Hogwarts Hermès ที่อยู่ไม่ไกลจาก Le Bon Marché ก็คือ ร้านใหญ่ของ Hermès (เป็นร้านแรกในฝั่ง Rive Gauche หลังจากที่เปิดขายอยู่ที่อีกฝั่งแม่น้ำมากว่า 170 ปี) สาขานี้ตั้งอยู่ในอาคารที่แต่เดิมเคยเป็นสระว่ายน้ำยอดนิยมที่คนเก๋ๆในยุค 1930s นั้นไปแฮงเอ้าท์กัน การตกแต่งจึงดูโอ่อ่าสง่างามด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Art Deco เมื่อมาทำใหม่ Hermès จึงรื้อเอาเสน่ห์เดิมมาขัดสีฉวีวรรณแล้วก็เพิ่มงานไม้สมัยใหม่ลงไป ทำให้บรรยากาศโดยรวมนั้นดูหรูหรา ทว่าสบายๆไม่เก๊กเกร็งจนเขิน Location: https://goo.gl/maps/EkYGcu6ccMaKEynJ7 เดินมาอีกหน่อยก็จะเจอ Aēsop สาขานี้เก๋อะ Soeur ถัดจากนั้นก็เข้าย่าน Saint-Germain-des-Prés ที่เป็นย่านวัยรุ่นและเข้าถึงง่ายขึ้นมาหน่อย ย่านนี้มีทั้งร้านเสื้อผ้ากระเป๋า เครื่องสำอางค์ เครื่องหอม ร้านหนังสือ รวมไปถึงร้านอาหาร คาเฟ่ เก๋ไก๋มากมาย ในรูปคือร้าน Soeur (เซอร์ - แปลว่าพี่หรือน้องสาว) เป็นร้านขายเสื้อผ้าผู้หญิงแสนเก๋ที่เราเคยเห็นผ่านตาใน IG จริงๆในย่านนี้มีคาเฟ่โบราณที่โด่งดังในความขลังอย่าง Cafe de Flore หรือ Les Deux Magots (แต่เราไม่ได้ถ่ายรูปมาฝาก) คือว่า สมัยก่อน 2 ร้านนี้เป็นเหมือนสภากาแฟของศิลปินและนักคิดนักเขียนระดับตำนานอย่าง Picasso หรือ Hemingway ซึ่งแวะเวียนมา 2 ร้านนี้กันบ่อยๆ Maison Kitsuné ในย่านนี้ยังเป็นที่ตั้งของ A.P.C. สาขาแรกในโลกบนถนน Rue Madame (ไม่เกี่ยวอะไรกะในรูปนะครับ 555) หรือจะเป็น Maison Kitsuné (อ่า อันนี้อยู่ในรูป), Sandro (มีของผู้ชายด้วยนะ สวยด้วยแหละ), COS ไปจนถึง Uniqlo และ Muji ก็มีให้เลือกซื้อกันตามใจชอบ นอกจากนี้ยังมีร้านขนมปังเก่าแก่ที่โด่งดังเรื่อง Sourdough อย่างร้าน Poilâne หรือจะเป็นร้านขนมหวานชื่อดังอย่าง Pierre Hermé ที่เมื่อ 10 ปีก่อน เรามักมาแวะซื้อขนมก่อนไปโรงเรียนบ่อยๆก็มีสาขาที่นี่ด้วย Le Pont Traversé เรารำลึกความหลังด้วยการเดินผ่านร้านหนังสือของสำนักพิมพ์ Taschen ที่เมื่อ 10 ปีก่อนเราเคยเป็นลูกค้าประจำ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ยังเปิดขายอยู่ ใครเป็นแฟน Tashen ก็แวะมาได้เลย แถวนี้ยังมีร้านหนังสือเจ๋งๆ ที่ดูรกแต่เท่อีกร้านชื่อ Le Pont Traversé ร้านนี้เทิร์นมาจากร้านขายเนื้อเก่าแก่ ถือว่าคี้ปคอนเซ็ปต์ความดิบได้ดีมาก อีกหนึ่ง stop ที่อยากแนะนำคือร้าน skincare ชื่อ La Boté ที่ปรุงครีมและเซรั่มสดๆในแล็ปหน้าร้านเลย ก่อนปรุงจะมีการทำแบบสอบถามเพื่อหาสภาพผิวและปัญหาของลูกค้าแต่ละคนโดยเฉพาะ คือ personalise กันสุดๆ ที่สำคัญราคาก็ไม่แพงด้วยนะนี่เหมามา 3 ขวดถ้วน 5555 ฝั่ง Rive Gauche นี้ยังมียังมีย่านย่อยๆที่น่าสนใจอีกเยอะมากไม่ว่าจะเป็น Quartier Latin ที่เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย Sorbonne ที่เก่าแก่กว่า 200 ปี หรือจะเป็นสวน Jardin du Luxembourg เราละเอาไว้ให้ชาว #hopsters มาซ่อกแซ่กต่อกันเองแล้วกันเนอะ 2. Le Marais (เลอ มาเรส์ - เขต 3 และ 4) Le Marais ถูกขนานนามว่าเป็นย่านที่เก่าแก่ที่สุดย่านหนึ่งในปารีส จากเดิมที่เป็นที่ลุ่มไร้ค่า เฉอะแฉะไปด้วยโคลน Le Marais ผ่านความเปลี่ยนแปลงมามากมาย วันนี้นางเป็นย่านที่ผสมสผานความหลากหลายไว้อย่างน่าสนใจ เพราะ Le Marais เป็นทั้งย่านชาวยิว ย่านไชน่าทาวน์ขนาดย่อม(ในอดีต) ย่านเกย์ ย่านศิลปะสมัยใหม่ ย่านงานดีไซน์ และย่านการค้าที่เต็มไปด้วยร้านรวงฮิปๆที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 วันถึงจะเดินครบ และเชื่อหรือไม่ว่า Nicolas Flamel ตัวละครที่ถูกยืมชื่อมาใช้ใน Harry Potter (เขาคือเป็นนักแปรธาตุผู้ลึกลับราวกับพ่อมดเมื่อเกือบ 700 ปีก่อน) ก็มีตัวตนอยู่จริงและบ้านของเขาก็ยังอยู่ที่นี่ใน Le Marais ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อ 10 ปีก่อน เราก็เช่าอพาร์ทเม้นท์อาศัยอยู่ในย่านนี้ ทำให้เราคุ้นเคยเป็นพิเศษ ดังนั้นเราจึงพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า ย่านนี้เป็น “ย่านโปรดที่สุดของเรา” เลยแหละ เพื่อไม่ให้เยิ่นเย้อ เราขอพาคุณๆ #hop ไปที่ร้านต่างๆที่เราชอบ และเลือกมาแนะนำเลยแล้วกันเนอะ เรานั่ง Métro มาลงที่สถานี Filles du Calvaire ซึ่งอยู่ในโซน Haut Marais หรือมาเรส์ตอนบน ว่ากันว่าโซนนี้นั้นเป็นย่านดีไซน์ที่คูลที่สุดของปารีสกันเลยทีเดียว บ้านเมืองแถว Le Marais Yvon Lambert ร้านหนังสือดีไซน์ Yvon Lambert เป็นร้านแรกที่เราพา #hop มาชมใน Le Marais เราหมดเวลาไปเป็นชั่วโมงกับร้านนี้ร้านเดียว ส่วนใหญ่เป็นหนังสือและแมกกาซีนดีไซน์ที่โคตรเท่ หลายเล่มไม่เคยเห็นที่ไหนเลยเพราะเป็น collection ของทางร้านเอง บางเล่มก็ทำมือ เรางี้เลือกไม่ถูกเลย เอาเข้าจริงๆเราก็ไม่ได้เก็ตความหมายที่คนทำหนังสือต้องการจะสื่อมากหรอกนะ แต่เรารู้แค่ว่าอันนั้นสวย อันนี้ชอบ ซึ่งก็ชอบเกือบหมด 5555 Location: https://goo.gl/maps/Mycw4PAWRN2BPpdX7 Papier Tigre Papier Tigre ร้านขายเครื่องเขียน Stationery สุดคิ้วววท์ ใครชอบเครื่องเขียนน่ารักๆ แนะนำให้มาร้านนี้เลย เราเห็นของน่ารักไม่ได้ เป็นต้องซื้อกลับบ้าน!! (ซื้อเยอะด้วย ฮาๆๆ) Location: https://goo.gl/maps/wftDYnsUoASWeHzF9 Hello = Bonjour Tom Greyhound Paris Tom Greyhound Paris เป็นร้าน select shop ชื่อดังที่มีสาขาแค่ที่ปารีสกับเกาหลีเท่านั้น บอกเลยว่าของครบมาก เลือกของมาได้ดีมากเรียกได้ว่าซื้อไปนี่รับรองไม่ซ้ำใครแน่นอน พนักงานก็เป็นกันเองช่วยเหลือสุดๆ (ช่วยให้เสียตังค์สิ ฮ่าๆ) Location: https://goo.gl/maps/nwLHtVA5WmhnXc2w9 MHL. MHL. แบรนด์น้องของ Magaret Howell สัญชาติอังกฤษ ถ้าจะซื้อกระเป๋าผ้าที่นี่ไม่มีน้าาา เพราะกระเป๋าผ้าแบบที่ฮิตๆกันเป็นดีไซน์ที่มีขายเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น Location:https://goo.gl/maps/agauRH6LcGfjxC9GA Maison Standards ร้านนี้เราชอบเป็นพิเศษ เพราะงานดี สไตล์ดี ราคาดี ดีไปหมดจริงๆ ช่วยด้วย! โดนร้านนี้ดูดเงิน! กางเกงยีนส์ประมาณ 80 euros เชิ้ตก็ประมาณ 65 euros Location: https://goo.gl/maps/LGfD8nu7UVcC9GrM6 Lemaire Lemaire ร้านใหญ่แห่งเดียวในกรุงปารีส และที่สำคัญคือสวยสุขุมมาก ชอบมั่กๆๆๆๆๆๆ ไม่ยมกล้านตัว Location: https://goo.gl/maps/vnVLDwtwdHA5vNji6 Boot Café Boot Café ร้านกาแฟเล็กๆ บรรยากาศอบอุ่นแห่งนี้เป็นหนึ่งในใจเลย กาแฟอร่อยจริง อยากให้ไปลองกัน คำว่า "cordonnerie" หมายถึง ร้านซ่อมโรงเท้า พอเปลี่ยนมาเป็นคาเฟ่ก็ไม่ยอมเปลี่ยนป้าย แต่ดันใช้ชื่อใน Google Map ว่า Boot Café จะแนวไปไหนเนี่ย 555 Location: https://goo.gl/maps/W61sGVz2pfHeR5Sm7 Maison Kitsuné Maison Kitsuné Paris มาถึงเมืองต้นกำเนิดแล้วก็ต้องแวะซะหน่อย ร้านมีสองชั้น ไม่เล็กไม่ใหญ่ ไซส์พอให้หมาจิ้งจอกวิ่งเล่นในร้านได้ 5555 Location: https://goo.gl/maps/5hQT6Rp5zUfAjJ4q9 Editions MR Editions MR แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์เรียบหล่อของผู้ชายปารีเซียง ใครชอบเสื้อผ้าเนี้ยบ แต่ใส่แล้วดูสบายๆ ไม่เกร่อ ไม่เอะอะ แนะนำร้านนี้นะครับ Location: https://goo.gl/maps/5Mun8TKcAjsES895A Acne Studios Acne Studios เป็นอีกหนึ่งในแบรนด์โปรดที่เราชอบแวะเข้าไปดูทุกสาขาไม่ว่าจะไปเที่ยวเมืองอะไร ที่นี่ร้านสวยแต่พนักงานคนจีนพยายามขายไปหน่อยนะ Location: https://goo.gl/maps/bLsnuGkeKu4v86Gf8 Merci Merci เป็นร้านรวมของใช้มีดีไซน์ในชีวิตประจำวัน เป็นร้านดังที่แน่นไปด้วยชาวฝรั่งเศสและนักท่องเที่ยว มีตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องครัว เครื่องเขียน ของใช้ต่างๆ แถมด้านหน้าก็เปิดเป็นคาเฟ่เล็กๆด้วยนะ ของเยอะ น่าสนใจหลายอย่างแต่สุดท้ายแล้วเราแทบไม่ได้ซื้ออะไรกลับออกมาเลย ว้าาา Location: https://goo.gl/maps/gqtSGt8EWbKEqhFN6 Archive 18.20 Archive 18.20 ร้าน Select Shop ที่เราชอบอีกร้าน เน้นงานดีไซน์และสินค้าที่ยูนี้คหาซื้อไม่ค่อยได้จากที่อื่น มีทั้งสินค้าแฟชั่น น้ำหอม แกลอรี่ และร้านกาแฟเล็กๆ ให้นั่งชิลกันทุกวันตั้งแต่ 11:00 - 19:00 กันเลย (แต่โซนคาเฟ่พนักงานดูงงนิดหน่อย 555) Location: https://goo.gl/maps/94eSMTpNctQFQvkBA ที่ปารีสเค้าซัพพอร์ทกลุ่ม LGBT สุดๆ ดูได้จากการตกแต่งตึกทั้งสองข้างทางแม้แต่ทางม้าลายก็เอา นอกจากร้านค้าแล้ว ย่านนี้มีแกลอรี่/มิวเซี่ยมเด็ดๆน่าตามรอยไปด้วย ขอแนะนำ 2 ที่ก่อนนะ Lafayette Anticipations ที่แรกคือ Lafayette Anticipations สร้างขึ้นโดยมูลนิธิของห้างดังอย่าง Galeries Lafayette เราสะดุดตาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นโลโก้ที่หน้าเว็ป เพราะมันช่างถูกจริตเราเหลือเกิน ที่นี่เป็นเหมือนมิวเซี่ยมเล็กๆแต่เท่มากๆ เน้นงาน contemporary art งานดีไซน์และแฟชั่น ตลอดจนงานสร้างสรรค์เชิงทดลองต่างๆจากศิลปินทั่วโลก ความดีงามที่เอ็กซ์ตร้าไปอีกก็คือที่นี่มีคาเฟ่เฮลตี้จากร้านมังสวิรัติชื่อดังอย่าง Wild and the Moon มาเปิดอยู่ด้วย โซน Gift Shop ก็มีของที่ทั้งสวย เก๋ เท่ น่ารักเยอะแยะไปหมดเลย ให้ทายซิว่าเสียเงินมั้ย 55555 ค่าเข้า Exhibitions : free admission Events : from 5 to 15 € เปิด 11:00–19:00 ทุกวันและปิดวันอังคาร Location: https://goo.gl/maps/ramg8DG88oXqziWr5 ด้านในแกลอรี่ก้มีขายของที่ระลึกด้วยนะ รวมไปถึงของดีไซน์ น้ำหอม เครื่องใช้ต่างๆ ที่เลือกมาขายที่นี่โดยเฉพาะ Galerie Emmanuel Perrotin ที่ต่อมาคือ Galerie Emmanuel Perrotin เป็นห้องแสดงงานศิลปะที่จะผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนงานของศิลปินดังๆระดับโลกมาโชว์กันที่นี่ ตอนที่เราไปกันเป็นผลงานของ ELMGREEN & DRAGSET (เอ็ล์มกรีน แอนด์ แดรกเซ็ท) ใครนึกไม่ออกให้นึกถึงงาน Bangkok Art Binale เค้าก็มาตั้งผลงานสระของเขาที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยนะ งานของเค้าจะจำง่ายก็คือ ประติมากรรมจัดวางสระน้ำแนวตั้ง ซึ่งเค้าทั้งสองคนก็ได้สร้างการนำเสนองานศิลปะรูปแบบใหม่ที่จะให้ผู้ชมมีประสบการณ์ร่วมกับงานของเค้า ที่นี่เข้าฟรีนะ เปิด 11:00–19:00 ทุกวันและปิดเฉพาะวันจันทร์ อังคาร Location: https://goo.gl/maps/cJJ9r3BKQkfNgJoV8 Études Studio เดินไปเรื่อยๆก็ผ่าน Études Studio แบรนด์ดังสัญชาติฝรั่งเศส มีช็อปหลักแค่ที่นี่ที่เดียว (อาจจะมีตามราวแขวนในห้างบ้าง) แบรนด์นี้เป็นแบรนด์เล็กมีทีมงานอยู่ในสตูดิโอไม่กี่คน แต่ความเท่นี่ดังไกลมากนะขอบอก Location: https://goo.gl/maps/rVDN4K2vdXY5yNg98 Biglove แล้วเราก็แวะกินร้านอาหารอิตาเลี่ยนร้านนี้ชื่อ BIGLOVE เห็นคนต่อแถวเยอะดี ขอเข้าไปลองดูหน่อยละกันเนอะโดยรวมเราว่าอร่อยดีนะ อาหารก็หน้าตาดี ไม่จืดเหมือนอาหารฝรั่งเศส ชอบบรรยากาศโดยรวมในร้าน รวมไปถึงพนักงาน ที่บริการดีมากกก อย่างที่บอกเนอะ Le Marais มีดีอีกเยอะมาก เอามาอวด 3 วันก็ไม่ครบ ต้องไปดูกันเองน้าาาา 3. Rue Saint-Honoré (รู ซางต์ ตอนอเร่ - เขต 1 และ 8) Rue Saint-Honoré (รู ซางต์ ตอนอเร่ - เขต 1 และ 8) ถนน Saint-Honoré อยู่ในเขต 1 และเชื่อมต่อกับถนน Faubourg-Saint Honoré เข้าไปในเขต 8 (คำว่า “Faubourg” หมายถึง ถนนเส้นเดียวกันนี้ แต่ทะลุออกนอกเขตเมืองเก่าในสมัยยุคกลาง) ถนนสายนี้แทบจะขนานไปกับถนนชื่อดังอย่าง Champs-Élysées เลยทีเดียว ที่นี่เป็นไฮเอ็นด์ช็อปปิ้งสตรีทที่ยาวเกือบ 2 กิโลเมตรใจกลางกรุง Paris เรียงรายไปด้วยร้านหลักของแบรนด์หรู แบรนด์สตรีทแฟชั่น และร้านขายจิวเวอรี่ นาฬิกาหายากทั้งมือหนึ่งและมือสอง ใครที่ตั้งใจมาช้อปแบรนด์เนม เดินเส้นนี้เส้นเดียวก็น่าจะได้เกือบครบ รวมถึงแบรนด์ Maison Goyard ที่มีสาขาน้อยมากด้วย คำเตือน ระวังจะสำลักความหรูหราและราคานะครับ Getting there: Métro สถานี Concorde Comme des Garçons เริ่มต้นกันที่เวิ้งระหว่างอาคารที่ดูเหมือนทำเลจะไม่ค่อยดี เพราะหลบๆอยู่หลังตึก แต่กลับเป็นที่ตั้งของ Comme des Garçons สาขาใหญ่หนึ่งเดียวในปารีส และเป็นสาขาที่มีของครบมากไม่แพ้สาขาใหญ่ใน Aoyama ญี่ปุ่นเลย แถมพนักงานก็เป็นกันเองมาก ทำให้ไม่เกร็ง การจัดวางสินค้าก็ให้อารมณ์เหมือนเดินเข้าชมแกลอรี่เลย ครีเอทสุดๆ Location: https://goo.gl/maps/8cv7h2P9qjU3BYtr5 Honor Café เมื่อเราเดินออกมาก็จะเจอร้าน Honor Café เป็นร้านขายกาแฟ และขนม ซึ่งเค้าเคลมตัวเองว่าเป็น “Paris's first and only outdoor specialty coffee shop serving coffee that this city should be known for.” เหมือนจะแอบกัดปารีสเบาๆ ว่าเมืองเก๋ๆแบบนี้ เรื่องกาแฟก็ควรจะมีชื่อด้วยนะ Location: https://goo.gl/maps/dr64zy3Lv8W3gSWf8 สำหรับเรากาแฟอร่อยดีนะ เข้มกำลังดี ไม่เหมือนกาแฟตามร้านทั่วไปในปารีส ที่จะมีรสชาติจืดๆ และพนักงานที่พูดอังกฤษสำเนียงบริทิชก็ทำให้ร้านดูคูลขึ้นอีกเป็นเท่าตัว อ่ะ! คอกาแฟแวะมากันได้เลย "Coffee is a lot more than just a drink: it's something happening." A.P.C. โผล่มาสวัสดีทุกย่านเลยยย A.P.C. สาขาเล็กๆ แต่ของไม่น้อยเลยน้าาา แต่เอาจริงๆในปารีสก็มี A.P.C. หลายสาขามาก ไปแวะสาขาอื่นวันหลังก็ได้ L’église de la Madeleine เดินต่อไปตามถนนเรื่อยๆก็จะเจอร้านแบรนด์เนมมากมาย และจะไปเจอกับโบสถ์ลา มัดเลน (L’église de la Madeleine) อีกหนึ่งสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่มากๆ ในย่านนี้ น้ำหอม Diptyque ที่นี่ราคาดีน้าาา ขอคืนภาษีได้อีกต่างหากถัดมาเป็นร้าน WILD & THE MOONอาหารสุขภาพแสนเก๋ที่โด่งดังในหมู่คนเฮลธ์ตี้ (และคนที่อยากจะดูว่าเป็นคนเฮลธ์ตี้) MARGARET HOWELL MARGARET HOWELL แบรนด์ดังที่เน้นความเรียบง่าย (แต่ราคาไม่ง่ายเด้อ) จากเกาะอังกฤษก็แอบซ่อนตัวอยู่หลังร้าน Ralph Lauren Location: https://goo.gl/maps/Qq9JbBheCQXJHYU6A Louis Vuitton Maison Vendôme Louis Vuitton Maison Vendôme ตกแต่งตัวอาคารได้ครีเอทีฟสุดๆ ใกล้ ๆ กันกับถนนเส้นหลัก ก็จะเป็นที่ตั้งของ “พลาส ว็องดม” (Place Vendôme) จตุรัสกลางเมืองที่หรูหราที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่จริงจะเรียกจตุรัสก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะลานแห่งนี้มีรูปร่าง 8 เหลี่ยม ที่นี่เป็นแหล่งช้อปปิ้งเครื่องประดับเพชรพลอยหรูหราราคาสูงลิบเกินคาดเดา มีร้านเรียงรายกันหลายแบรนด์รอบจตุรัส ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของ Hôtel Ritz Paris โรงแรมระดับตำนานของปารีสและของโลกด้วย เวลาเดินผ่านหน้าโรงแรมลองสังเกตดีๆอาจจะได้เห็นคนดังนะ อย่างเมื่อ 10 ปีก่อน เราเคยเจอ Usher ที่หน้าโรงแรม Ritz ด้วย และที่ซอกตึกในจตุรัสนี้เองก็เป็นสำนักงานใหญ่ของแบรนด์ Comme des Garçons ขอแอบส่องนิดนึงน้าาา 1LDK PARIS 1LDK PARIS เป็น concept store ที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากประเทศญี่ปุ่น แนวเสื้อผ้าและเครื่องประดับของแบรนด์เน้นความเรียบง่ายแต่โดดเด่นและสวมใส่ได้ทุกวันกับแนวคิดที่ว่า “non-daily life in daily life” หรือแปลให้เข้าใจง่ายอีกหน่อยก็ประมาณว่า “ชีวิตธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” อะไรเทือกๆนั้น Location: https://goo.gl/maps/xX2s9L2ohiwigv4KA Maison Goyard BALENCIAGA BYREDO BYREDO flagship store แบรนด์น้ำหอมจากสวีเดน สาขานี้พิเศษมากๆ เพราะออกแบบโดยสตูดิโอ M/M PARIS ชื่อดังของฝรั่งเศส โดยภายในมีถึงสองชั้น ไม่ได้มีแค่น้ำหอม แต่มีทั้งเทียนหอม สบู่ล้างมือ สบู่อาบน้ำ แฮนด์ครีม และที่สำคัญสาขานี้มีเครื่องหนังขายด้วยนะ ดีไซน์เรียบๆ น่ารักดี Location: https://goo.gl/maps/tHs43vjfxLgU13ScA 4. Avenue Montaigne (อาเวอนูว์ มงเตญน์ - เขต 8) ถ้ายังไม่หนำใจกับการช้อปปิ้งแบรนด์หรู ต้องมาที่นี่! Avenue Montaigne แยกมาจากถนน Champs-Élysées และทอดยาวไปจนถึงริมแม่น้ำเซน ในจุดที่สามารถเห็นวิวหอไอเฟลได้ลิบๆด้วย ความแตกต่างระหว่างถนน Saint-Honoré กับถนน Avenue Montaigne ก็คือที่นี่ “แกรนด์” กว่า ร้านส่วนใหญ่จะมีขนาดใหญ่ และตกแต่งเรียบหรูกว่าสาขาในย่านอื่นๆ แต่คนกลับคนน้อยกว่า เราจินตนาการไปว่ากลุ่มลูกค้าหลักน่าจะเป็นกลุ่มคนดังและคนรวยที่มี lifestyle ดั่งภาพใน magazine นอกจากนี้ ถนนเส้นนี้ยังเป็นที่ตั้งของ LVMH สำนักงานใหญ่ และออฟฟิศของ Dior อีกด้วย ร้าน Dior จึงดูโดดเด่น ร้านใหญ่ แยกเป็นหลายๆร้านติดๆกัน ราวกับจะประกาศตัวว่า “ที่นี่ถิ่นช้านนน” DIOR Paris Montaigne เราโชคดีที่ได้มา Paris ช่วงคริสต์มาสพอดี ว่ากันว่าไฟคริสต์มาสบนถนนสายนี้สวยที่สุด ดูอย่างต้นคริสมาสต์ที่มุมตึก Dior นี่ปะไร มันช่างเว่อร์วังพลังดิออร์ยิ่งนัก Jil Sander ที่ชอบเป็นการส่วนตัวอีกอย่างก็คือที่นี่มีช็อป Jil Sander แบรนด์โปรด (แม้ราคาจะแอบโหด) หนึ่งเดียวในปารีสอยู่ด้วย หลังจาก Jil Sander หดตัวให้เล็กลง และปิดร้านในไทยไป เราก็แอบคิดถึงอยู่เรื่อยๆ Location: https://goo.gl/maps/9zwmEZHtAvtTKsQz7 เดินกันจนถึงค่ำ ชิลมากกก แค่ได้มาเดินดูการตกแต่งเหล่า Display window ของแต่ละแบรนด์ก็เพลินแล้ววว 8 ย่านที่เรายกมาแนะนำนี้เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของความดีงามที่ Paris มีให้ไปเยี่ยมชม เมืองหลวงของฝรั่งเศสแห่งนี้ยังมีของดีอีกเยอะมากๆ เราถ่ายรูปจนหมด memory card ไปหลายแผ่น และยังสามารถเอามาลงได้อีกหลายโพสต์ ดังนั้นติดตามกันต่อนะค้าบบบ . #LetsHoparoundPARIS #LetsHoparound #Travel #Amex #EarnMilesFaster #Paris #ParisCityGuide #เที่ยวปารีส #ปารีส #เมืองปารีส #ช็อปปิ้งในปารีส #คาเฟ่ในปารีส #รีวิวปารีส #เที่ยวปารีสด้วยตัวเอง #ฝรั่งเศส #เที่ยวฝรั่งเศส #ปารีสไปไหนดี #ไปไหนดีในปารีส #ช็อปอะไรที่ปารีส #ร้านดีๆในปารีส PARIS CITY GUIDE เที่ยวปารีส Part 2

  • PARIS CITY GUIDE เที่ยวปารีส Part 2

    PARIS PART 2 8 neighbourhoods to visit in Paris เที่ยว 8 ย่านชิคๆ คูลๆ ในปารีส ใครๆก็รู้ว่า Paris นั้นขึ้นแท่นเป็นเมืองยอดนิยมที่สุดตลอดกาลเมืองหนึ่งของโลกมาอย่างยาวนานจนบางคนอาจรู้สึกว่า Paris กลายเป็นเมืองแมสที่ใครๆก็ไปกัน ไม่เท่เท่าเมืองใหม่ๆ ไม่ชิคเท่าเมืองที่ไปยากๆ แต่เชื่อเราเถอะว่า Paris ได้ตำแหน่งนี้มาอย่างสมศักดิ์ศรีเพราะนางมีดีมากเหลือเกินจริงๆ (อ่อ... คำว่า “ชิค” นี่ก็ภาษาฝรั่งเศสนะ) ทริปนี้เราจะพาคุณไป #hop ดู Paris ผ่าน 2 มุมมองที่ต่างกัน เพราะ 2 คนที่เดินทางไปด้วยกันนี้ คนหนึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เมื่อ 10 ปีก่อนและอีกคนเพิ่งจะได้เปิดซิง Paris เป็นครั้งแรกแม้ว่าเราจะใช้เวลาซ่อกแซ่กอยู่ในปารีส 11 วันเต็มๆ เราก็ยังเที่ยวไม่ครบเล้ยยยย ครั้งนี้เราใช้บริการการบินไทยและเราจ่ายเพียงค่าภาษี 6,xxx บาทเท่านั้น แต่ก็สามารถติดแฮชแทค #IflyThai #ThaiAirways ได้แบบไม่น้อยหน้าใคร ต้องขอบคุณพลังทวีในการสะสมไมล์ผ่านบัตรเครดิต THAI Amex Platinum Card ที่ทำให้เราสะสมไมล์ได้เร็วขึ้นผ่านการจับจ่ายซื้อของต่างๆในชีวิตประจำวัน และยิ่งถ้าซื้อตั๋วการบินไทยผ่านบัตรนี้ด้วยแล้วล่ะก็ เราจะได้ไมล์สะสมหลายเด้ง แถมแบ่งชำระ 0% ได้ 3 เดือนอีกต่างหาก นอกจากหอไอเฟล มาการอง และกระเป๋าแบรนด์เนมที่ใครๆก็นึกถึงเมื่อพูดถึง Paris แล้ว ต้องบอกว่าเมืองหลวงของฝรั่งเศสแห่งนี้คือแหล่งบ่มเพาะการสร้างสรรค์งานศิลปะ แฟชั่น อาหาร ดนตรี ปรัชญา ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เริ่ดหรูอย่างหน้าตายจนน่าหมั่นไส้ ถ้าเป็นคนชอบเดินดูเมือง ดูคน ดูร้าน ดูงานดีไซน์ไปเรื่อยคุณจะเอ็นจอย Paris มากๆ (โดยเฉพาะย่าน Le Marais ย่านโปรดของเรา) หลายสิ่งด้านลบที่เราเคยได้ยินมาเกี่ยวกับปารีส ไม่ว่าคนไม่เฟรนด์ลี่ หรือขโมยเยอะ มาคราวนี้เราไม่เจอเลย คนปารีสส่วนใหญ่ nice กับเรามาก (ยกเว้นเจ้าหน้าที่ Tax Refund ที่สนามบินขากลับ) และถ้าเทียบเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เรารู้สึกว่าคนปารีสยุคนี้พูดภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นมาก และไม่พยายามทำหงุดหงิดแก้เขินเหมือนเมื่อก่อน 20 arrondissements ผังเมือง Paris แบ่งง่ายๆเป็น 20 เขต (arrondissements) โดยวนเป็นก้นหอย เริ่มจากฝั่งขวาของแม่น้ำเซน (บริเวณที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ Louvre) แล้ววนตามเข็มนาฬิกาออกไปเรื่อยๆจาก 1 จนถึง 20 แต่สำหรับเราแล้ว วิธีที่ทำให้เห็นภาพรวมของ Paris ได้ง่ายกว่านั้นก็คือซีกตะวันตกของ Paris จะเป็นย่านพักอาศัยของคนมีเงินมาก และซีกตะวันออกเป็นย่านของคนมีเงินน้อย ส่วนซีกบนของ Paris (หรือฝั่งขวาของแม่น้ำเซน — La Rive Droite) จะเป็นย่านการค้า และซีกล่าง (หรือฝั่งซ้ายของแม่น้ำเซน — La Rive Gauche) จะเป็นย่านของศิลปิน นักคิด นักเขียนและนักวิชาการ การเดินทางใน Paris นั้นง่ายมาก เพราะรถไฟใต้ดิน(Métro) เชื่อมต่อกันทั่วถึงทั้งเมือง และเชื่อมกับรถไฟออกไปถึงที่เที่ยวนอกเมืองอย่างพระราชวัง Verseille หรือ Euro Disney ด้วย ถ้าจะอยู่ใน Paris นานเป็นสัปดาห์อย่างเรา ขอแนะนำตั๋ว Navigo ที่มีทั้งตั๋วรายสัปดาห์และรายเดือนซึ่งคุ้มค่ามากๆ สามารถทำได้ตามจุดบริการของสถานี Métro ใหญ่ๆ แอบกระซิบหน่อยว่าต้องเตรียมรูปถ่ายไปติดบัตรด้วยนะ แต่ถ้าไม่ได้เตรียมไป ตามสถานีก็มักมีตู้ถ่ายรูปอัตโนมัติเอาไว้อำนวยความสะดวกให้อยู่แล้ว ส่วนที่พัก เราเลือกพัก AirBnB แถวสถานี Grands Boulevards ตั้งอยู่ในเขต 2 ซึ่งสะดวกมากกกก มีสถานี Métro อยู่ปากซอยเลย แม้พื้นที่จะแคบไปหน่อยตามมาตรฐานยุโรป แต่ราคาก็ถือว่าเป็นมิตร แถมโฮสก็ดีด้วย ไปถึงวันแรกเค้าจัดดินเนอร์ให้เลย 1 มื้อ พูดถึงอาหารการกิน ส่วนตัวแล้วปารีสเป็นเมืองที่หาอาหารอร่อยถูกปากค่อนข้างยาก และราคาค่อนข้างสูง แม้อาหารฝรั่งเศสจะมีชื่อก้องโลก แต่อาหารฝรั่งเศสที่อร่อยก็ไม่ได้หาได้จากร้านข้างทางทั่วไป บางร้านต้องจองล่วงหน้านานๆ ฉะนั้นถ้าอยากกินของดีทำการบ้านกันไปก่อนนะ ส่วนถ้าใครติดกาแฟอย่างเรา คนที่นี่กินกาแฟค่อนข้างจืดนะ อาจจะหาถูกปากเหมือนบ้านเรายากนิดนึง แต่เราก็แอบบอกพิกัดไว้ในนี้แล้วล่ะว่ามีร้านไหนบ้างที่ขายกาแฟที่รสพอถูกปากเรา อีกเรื่องคือ ภาษาฝรั่งเศส เป็นอะไรที่ออกเสียงยากสำหรับคนที่ไม่คุ้น หนึ่งในการออกเสียงที่เด่นชัดที่สุดคือการออกเสียงตัว r ซึ่งปกติก็จะเทียบเท่ากับตัว ร.เรือ ในภาษาไทย แต่ภาษาฝรั่งเศสจะออกเสียงตัวอักษรนี้ด้วยการเอาลมผ่านไปที่เพดานอ่อนของช่องปาก ประหนึ่งว่าจะขากถุย 5555 แต่ทำแบบซอฟท์ๆ เสียงที่ออกมาจะเป็นส่วนผสมของ ค.ควาย + ฮ.นกฮูก และเราเขียนออกมาเป็นภาษาไทยค่อนข้างยาก ถึงเขียนได้ก็อ่านยากอยู่ดี เช่น Paris = ปาคฮี หรือ Marais = มาคเฮ่ ดังนั้นเพื่อความสะดวกเราจึงขอเขียนแทนด้วย ร.เรือ ง่ายๆเลยละกันนะ สุดท้ายก่อนจะไป #hop กัน ร้านใน Paris ส่วนใหญ่ปิดวันอาทิตย์นะ ถ้าวางแผนจะมาก็ลองเช็ควันเวลากันให้ดีคร้าบบบ พวกแลนด์มาร์คและจุดช้อปปิ้งหลักๆอย่าง หอไอเฟล ถนน Champs-Élysées และห้างดังๆ เราขอข้ามไปเลยนะ น่าจะหาข้อมูลกันง่ายอยู่แล้ว เราพาไปดูอะไรที่ถูกจริตเรากันดีฝ่าาา . อ่ะถ้าพร้อมแล้วไปกัน Let’s Hop Around Paris... PARIS PART 2 5. Montmartre (มงมาร์ตร์ - เขต 18) Montmartre (มงมาร์ตร์ - เขต 18) ช่วงท้ายศตวรรษที่ 19 เมื่อค่าครองชีพในตัวเมืองชั้นใน Paris ขยับสูงขึ้น บรรดาจิตรกร และศิลปินชั้นครู ไม่ว่าจะเป็น โมเน่ต์ เรอนัวร์ มอนเดรียน ปิกัสโซ่ หรือแม้กระทั่งแวนโก๊ะห์ ต่างก็พากันย้ายสตูดิโอมารังสรร์งานศิลป์กันในย่านเนินเขาทางตอนเหนือของ Paris แห่งนี้ ทำให้ที่นี่กลายเป็นย่านศิลปะและย่านสถานบันเทิง (เช่น Moulin Rouge และ piano bars ต่างๆ) ที่มีคาแร็คเตอร์เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนย่านอื่น Getting there: Metro สถานี Anvers (สาย 2) หรือ สถานี Abbesses หรือสถานี Château Rouge (สาย 12) มีร้านอาหารให้พักขาก่อนเดินขึ้นบันไดไปยังมหาวิหารซาเคร-เกอร์ ทำเลร้านนี้คือสุดจริง ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนนเป๊ะ Location: https://goo.gl/maps/BCMde9PySm5yuit59 หัวใจหลักของย่านนี้คือมหาวิหาร Sacré Coeur (ซาเคร-เกอร์) แหม แค่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น “หัวใจศักสิทธิ์” หลังสีขาวสง่า ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของเนินเขามงมาร์ตร์ ที่นี่ยังเป็นจุดชมวิวยอดฮิตอีกจุดที่สามารถมองเห็นเมืองปารีสได้ทั้งเมือง แม้ต้องเดินขึ้นมาเหนื่อยหน่อย แต่วิวคือคุ้มมาก (ถ้าฟ้าเปิด) และคนก็จะเยอะมากเช่นกัน 5555 Location: https://goo.gl/maps/MRWoKBvh58susbj36 หลังจากชมมหาวิหารซาเคร-เกอร์แล้ว เราเลือกที่จะเดินลงอีกทาง เพื่อจะไปสนามบาสเก็ตบอลที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก Playground Duperré สนามบาสเก็ตบอลสีสุดจัดจ้าน ทำให้ย่านนี้ดูสดใสขึ้นมาทันตา Location: https://goo.gl/maps/UvJfiGk8ibyNY6vaA Rose Bakery Rose Bakery ร้านโปรดตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว Rose Bakery Rose Bakery A.P.C. Surplus อย่าบอกใครไปล่ะว่า ระหว่างทางเดินขึ้นไปยังเนินเขามงมาร์ตร์ จะมีร้าน A.P.C. Surplus ซึ่งเป็นเสมือนเอ๊าท์เล็ตเล็กๆไว้คอยระบายของจากคอลเล็คชั่นก่อนๆในราคาพิเศษ ลด 40-60% ให้เราแวะเสียตังค์อีกด้วย ซึ่งร้าน A.P.C. Surplus มีเพียงไม่กี่สาขาบนโลกนะ เช่น นิวยอร์ก ปารีส โตเกียว โอซาก้า บอกเลยว่าคุ้มมว้าก ใครผ่านมาอย่าลืมแวะนะ รับรองได้ของดีๆไปครอบครองอย่างแน่นวลลลล Location: https://goo.gl/maps/EUyMDG8rHNwkutBT7 6. Canal Saint-Martin (กานาล ซางต์-มาร์ตัง - เขต 10) ย่านอินดี้ริมคลองซางต์-มาร์ตัง ใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศจากย่านหลักที่เต็มไปด้วยทัวริสต์ มาที่นี่ได้เลย (แต่ถ้าเป็นช่วง high season ยังไงก็หลบทัวริสต์ไม่พ้นนะ) ที่นี่เป็นย่านสุดฮิปที่หนุ่มสาวชาวปารีเซียง นิยมออกมาปิคนิคและพบปะสังสรรค์ริมสองฝั่งคลอง โดดเด่นไปด้วยกราฟิตี้เท่ๆตามถนน มีบาร์และร้านอาหารเก๋ๆอยู่ในย่านนี้เยอะมาก ถ้ามากลางคืนก็จะได้บรรยากาศที่แตกต่างไป คนก็จะมาดินเนอร์กันทำให้คึกคักไปอีกแบบ Getting there: Metro สถานี Jacques Bonsergent Holybelly 5 ร้านแรกที่เรามากินอาหารเช้าเลยก็คือ Holybelly 5 “Where Good Coffee Meets Good Food” ร้านนี้เป็นที่นิยมมากๆใน Paris ว่ากันว่าร้านเค้าได้รับแรงบันดาลใจจากคาเฟ่ของประเทศออสเตรเลีย บรรยากาศในร้านนี่ดู lively มาก โดยเฉพาะพนักงานที่ทำงานอย่างสนอกสนใจลูกค้าไป ฮัมเพลงไป และเพลงที่นี่ก็เลือกมาดีจริงๆ มีพี่พนักงานคนไทยด้วย ใจดีมากเลย แนะนำทุกอย่าง แอบเม้าท์ว่าเจ้าของร้านใจดีมาก ชอบทำเซอร์ไพร้ซ์พนักงาน ช่วงคริสต์มาสก็แอบเอาเสื้อยืดที่สั่งผลิตพิเศษไปซ่อนไว้ใต้ต้นคริสต์มาสให้พนักงานทุกคน ที่สำคัญรสชาติอร่อยใช้ได้เลย ใครมาสายต้องต่อคิวยาวเลยแหละ ร้านนี้เปิดทุกวันตั้งแต่ 9:00–17:00 Location: https://goo.gl/maps/XNhcuu7m2KhvkFaz5 Holybelly 5 Holybelly 5 Bob's Juice Bar Green Factory Green Factory ร้านขายต้นไม้น่ารักมาก Green Factory Liberté Liberté ร้านขนมปังสไตล์ฝรั่งเศส Liberté Liberté Drapeau Noir Drapeau Noir ร้านเสื้อผ้าผู้ชาย ดีไซน์ดี ราคาค่อนไปทางสูง เราเกือบเสียเงินไปแล้วววว Location: https://goo.gl/maps/zbE52jffau1b4Vos7 Drapeau Noir เดินไปเรื่อยๆ ก็จะเจอคลอง St. Martin ที่เป็นโลเคชั่นถ่ายหนังหลายเรื่องเลย บรรยากาศแถวนี้ชิลมากกก แถมสองข้างทางก็มีร้านดีๆ เต็มไปหมดเลย ชอบ Paris ตรงที่ ตรงไหนก็สามารถสร้างงานอาร์ตได้ ดูจากการเพ้นกำแพงลายต่างๆ ลายกราฟิตี้ยุ่งๆ ยังดูสวยเลยอะ 7. Palais Royal - Bourse (ปาเลส์รัวยาล - บูร์ส — เขต 1และ2 ) คนส่วนใหญ่แวะลงสถานี Palais Royal - Musée du Louvre เพื่อเดินลงต่อไปทางทิศใต้ไปยังพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ แต่คราวนี้เราขอละแลนด์มาร์คปีรามิดชื่อดังไว้ก่อน จึงพา #hop ไปทางทิศเหนือ ไปทางสถานี Bourse Palais Royal เดิมที่เป็นที่พำนักของ Cardinal Richelieu ผู้ทรงอำนาจทั้งทางศาสนาและการเมืองในช่วง 1585-1642 ปัจจุบันแปลงสภาพกลายเป็นย่านร้านค้า และร้านอาหารมีระดับ หลายร้าน โดยเฉพาะร้าน Le Grand Véfour ซึ่งถูกยกย่องว่าเป็น “grand restaurant” ร้านแรกในปารีส พร้อม 3 ดาวมิชลินการันตีความพรีเมี่ยม แม้แต่นโปเลียนก็ยังเคยเป็นแขกของที่นี่ Getting there: Metro สถานี Palais Royal Musée du Louvre สาย 1, 7 Café Kitsuné Palais Royal เป็นที่หลบความวุ่นวายที่แสนเพอร์เฟ็คท์ จากนักท่องเที่ยวที่มักพลุกพล่านอยู่ทั่วไปในเขต 1 ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของ Café Kitsuné สำหรับแฟนๆของแบรนด์จิ้งจอก และเป็นอีกพิกัดสำหรับผู้โหยหารสชาติกาแฟที่ถูกปากเหมือนอย่างในแถบเอเชีย Location: https://goo.gl/maps/EFXsUvWdUAUjxNU86 Café Kitsuné Palais Royal สวนของ Palais Royal นั้นก็มีความ “iconic” อย่างมาก เพราะ เรียงรายไปด้วยต้นไม้ที่ถูกตัดแต่งเป็นทรงสี่เหลี่ยม ยิ่งถ้ามาในช่วงหน้าร้อน เราก็จะเห็นพุ่มสี่เหลี่ยมสีเขียวเรียงกันเป็นแถวๆ เหมาะแก่การโพสท่าถ่ายรูปอย่างยิ่ง “Les Deux Plateaux” by Daniel Buren 1986 สิ่งที่เป็น “iconic” อีกอย่างก็คืองานประติมากรรมที่มีชื่อว่า “Les Deux Plateaux” โดย Daniel Buren สร้างขึ้นเมื่อปี 1986 เป็นอีกหนึ่งงานคอนทราสต์ที่เอาอาร์ทสมัยใหม่มาตัดกับอาร์ทแบบคลาสสิค ซึ่งเป็นเสน่ห์ของ Paris งานชิ้นนี้มีลักษณะเป็นเสาทาสีขาวสลับดำสูงต่ำไม่เท่ากันกว่า 280 ต้น ใครมาเห็นแล้วก็คงอดถ่ายรูปไม่ได้ แล้วเราจะเหลือเรอะ นอกจากนี้ยังมีช็อปของแบรนด์เริ่ดๆ เช่น Stella McCartney, Rick Owen, Acne Studios ด้วย เราแอบถูกใจกับร้าน Maison de l’Ambre ร้านขายอำพันทั้งในเรื่องดีไซน์และราคาที่ถูกกว่าในเมืองไทย รอบๆนอกของ Palais Royal ยังมีช็อปเก๋ๆ ของทั้ง Maison Margiela และ Maison Kitsuné ด้วยนะ Galerie Vivienne เดินขึ้นทางทิศเหนือมาหน่อยก็จะเจอกับ Passage ที่ดูหรูหราที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ใน Paris และมีอายุเกือบ 200 ปีที่ชื่อว่า Galerie Vivienne อยากถ่ายรูปข้างในมาให้ดูมากๆ แต่ดันเหลือบไปเห็นป้ายห้ามถ่ายรูปเฉพาะด้านในด้วย Galerie Vivienne สิ่งที่เตะตาตั้งแต่แรกเข้ามาก็คงจะเป็นร้านหนังสือโบราณชื่อ Gribaudo Paul ที่คูลหนักมาก เห็นลูกหมูสามตัวนั่นไหมภายในยังมีร้านอาหารชื่อ Le Grand Colbert ซึ่งถูกใช้เป็นฉากในหนังเรื่อง Something’s gotta give อีกด้วย Statue of Louis XIV เดินเลาะมาอีกนิด ก็จะพบกับออฟฟิศของ Celine, Kenzo และ Marc Jacobs ซึ่งก็คงจะบอกถึงความเก๋ของย่านนี้ได้อยู่พอควร แต่ถึงไม่มีแบรนด์เหล่านี้ ลำพังตึกรามบ้านช่องก็ดูน่ายกกล้องขึ้นมาชักภาพรัวๆได้ไม่รู้เบื่อเลยล่ะ ป้อมโฆษณาริมถนนสไตล์ปารีเซียง ป้ายสถานี Métro ที่เขียนด้วย Font สไตล์ Art Nouveau อันเป็นเอกลักษณ์ 8. Sentier-Grands Boulevards (ซองทีเย่-กร็องด์ส์ บูลเลอวาร์ดส์ - เขต 2) Sentier-Grands Boulevards (ซองทีเย่-กร็องด์ส์ บูลเลอวาร์ดส์ - เขต 2) ย่านนี้ไม่ใช่ย่านนักท่องเที่ยว แต่เป็นย่านใกล้ที่พักที่เราเดินผ่านประจำ และรู้สึกว่ามีเสน่ห์ที่ไม่เสแสร้งซุกซ่อนอยู่มากมาย แต่เดิมย่านนี้เป็นแหล่งผลิตภัณฑ์สิ่งทอ แต่ปัจจุบันได้แปรสภาพเป็นแหล่งออฟฟิศธุรกิจ Start-up จนได้รับฉายาใหม่ว่า Silicon Sentier Getting there: Métro สถานี Richelieu - Drouot เสน่ห์ของย่านนี้ก็คือ passage โบราณที่ตกแต่งอย่างงดงาม (passage หมายถึง ช่องทางเดินที่มีร้านค้าอยู่ 2 ข้างทางและมีหลังคาคลุม) เช่น Passage Jouffroy และ Passage des Panoramas L'Appartement Sézane ตามซอกซอยของย่านนี้ ชาว #hopsters จะได้พบกับร้าน concept store เก๋ๆอย่าง L'Appartement Sézane ที่เราปักหมุดตั้งใจจะไปให้ได้ตั้งแต่ยังหาข้อมูลอยู่เมืองไทย เหมาะกับสาวๆ ร้านนี้ก็มีสาขาที่นิวยอร์กด้วยนะ L'Appartement Sézane ร้านที่เราไปแวะกินวันแรกนั้นคือร้านชื่อ Bouillon Chartier แนะนำโดยโฮสต์ของเรา (คงคิดเห็นว่าเราเป็นนักท่องเที่ยว) แต่เราก็ไปนะ เพราะเมื่อ 10 ปีที่แล้วเราก็ไม่เคยได้ลองเหมือนกัน Location: https://goo.gl/maps/EDXn41whoyoUzeKZ6 Nous อีกร้านชื่อ Nous เป็นร้านอาหารสมัยใหม่ที่รูปลักษณ์ของร้านกระตุ้นความอยากให้เราเข้าไปใช้บริการตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเดินผ่าน และได้เข้าไปชิมในที่สุด อาหารที่นี่นั้นแนว Mexican ผสม American (แต่ตั้งอยู่ในฝรั่งเศส งงมะ) ให้อารมณ์เหมือนจะเฮลธ์ตี้แต่ก็เสิร์ฟฟรายส์นะ รวมๆคือให้ 3.8 เต็ม 5 ละกัน Nous Hôtel des Grands Boulevards เรื่องที่พัก (พักแถวนี้สะดวกจริงๆ) เราเจอโรงแรมที่สไตลิชน่าพักมากๆอยู่ 2 โรงแรมที่เราเองก็อยากลอง ถ้าไม่ได้จอง AirBnB มาซะก่อน นั่นก็คือโรงแรม The Hoxton ที่เท่ คูล และเอ็ดจี้มากๆ ลองเข้าไปดูรูปเพิ่มเติมในเวปดูเองแล้วกันนะว่าดีงามขนาดไหน (https://thehoxton.com/france/paris/hotels) และอีกที่ก็คือ Hôtel des Grands Boulevards ที่ดีงามไม่แพ้กัน (https://www.grandsboulevardshotel.com/) Crème de Paris ร้าน Crème de Paris นางเคลมตัวเองว่ามีเครปและวาฟเฟิ่ลที่ดีที่สุดในปารีสนะ ICI librairie ร้านหนังสือแถวที่พักเราสองชั้นใหญ่ใช้ได้ด้านในหนังสือครบทุกแนว มีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศษ พวกเครื่องเขียนอะไรก้มีครบนะ และยังมีร้านคาเฟ่เล็กตั้งอยู่กลางร้านด้วย ใครอยากจะนั่งชิลทำงานอ่านหนังสือจิบกาแฟที่นี่แนะนำเลยคร้าบ Location: https://goo.gl/maps/2xhZ8P73gotM8mG69 ICI librairie Sentier เดินมาทาง Sentier เรื่อยๆ เราก็จะพบกับร้านค้าน่าสนใจกระจายกันอยู่ทั่วบริเวณ ใครอยากจะหลบเลี่ยง“ความทัวริสตี้” ขอให้มาย่านนี้ เพราะร้านค้าส่วนใหญ่ดูมีดีไซน์และมีคุณภาพ ตั้งแต่ร้านแฟชั่น ร้านเครื่องสำอางค์ ร้านขนม ร้านอาหาร ไปจนถึง supermarket แนวเฮลธ์ตี้ คือไม่ใช่ร้านแนวตีหัวนักท่องเที่ยวเข้าบ้านเหมือนในย่านท่องเที่ยว อ่อ.. บริเวณนี้มีร้าน COS และ Yohji Yamamoto ด้วยนะ นอกจากนี้ยังมีตรอกอาหารในตำนาน อย่าง Rue Montorgueil (รู มงตอร์เกย) ที่ดูมีชีวิตชีวาเต็มไปด้วยนักกินและนักท่องเที่ยว จะเข้าร้านไหนก็ต้องศึกษาดูดีๆนะ เพราะทุกทำเลทองก็จะมีทั้งตัวจริงและตัวปลอมมาฉวยโอกาสกับนักท่องเที่ยวเหมือนกันทุกที่ หนึ่งในร้านที่โด่งดังที่สุดก็เห็นจะเป็น Stohrer ร้านขายขนมที่เก่าแก่ที่สุดใน Paris ก่อตั้งขึ้นในปี 1730 หรือเกือบ 300 ปีมาแล้ว 8 ย่านที่เรายกมาแนะนำนี้เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของความดีงามที่ Paris มีให้ไปเยี่ยมชม เมืองหลวงของฝรั่งเศสแห่งนี้ยังมีของดีอีกเยอะมากๆ เราถ่ายรูปจนหมด memory card ไปหลายแผ่น และยังสามารถเอามาลงได้อีกหลายโพสต์ ดังนั้นติดตามกันต่อนะค้าบบบ . #LetsHoparoundPARIS #LetsHoparound #Travel #Amex #EarnMilesFaster #Paris #ParisCityGuide #เที่ยวปารีส #ปารีส #เมืองปารีส #ช็อปปิ้งในปารีส #คาเฟ่ในปารีส #รีวิวปารีส #เที่ยวปารีสด้วยตัวเอง #ฝรั่งเศส #เที่ยวฝรั่งเศส #ปารีสไปไหนดี #ไปไหนดีในปารีส #ช็อปอะไรที่ปารีส #ร้านดีๆในปารีส PARIS CITY GUIDE เที่ยวปารีส Part 1

  • The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip

    The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก พระเจ้าคงจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษตอนที่สร้างดินแดนส่วนนี้ของโลกขึ้นมา เพราะชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาที่ตระหง่านรับคลื่นลมจากมหาสมุทรแปซิฟิคอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้ช่างเปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์เหลือล้นจนน่าอิจฉาจริงๆทั้งหาดทราย ภูผา ป่าสน ทะเลสาบและอากาศที่เย็นสบายกำลังดี ที่นี่มี พลังงานบางอย่างที่ดึงดูดเราอย่างมาก แค่เพียงหลับตาภาพ Roadtrip บนถนนที่เลาะเลี้ยวไปตามเนินผาริมทะเล คลอเคล้าเสียงเพลง West Coast hip hop ก็แว่บเข้ามาทำให้อารมณ์ดีได้แล้ว . ทริปนี้เราจะพาคุณ #hop ไปทำความรู้จักกับ West Coast ของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เหนือจรดใต้ จาก Seattle ไปจน San Diego เลยทีเดียว วันนี้ขอวางภาพกว้างๆให้เพื่อนๆรับมวลพลังรวมๆของที่นี่กันเอาไว้ก่อนแล้วในโพสต์ต่อๆไปเราจะทยอยเจาะจุดสำคัญๆกันเนอะ . พร้อมกันแล้วยังงงงงง พร้อมแล้วไป #hop กันเลย! #letshoparoundtheamericanwestcoast (แฮชแท็คยาวไปไหนเนี่ย...^^) งั้นใช้ #LetsHoparoundUSA แทนแล้วกันนนนเนอะ The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Tri ทริปนี้เราไปกันคนละรอบ รอบแรก บินไปลง Seattle แล้วขับรถเที่ยวเรื่อยๆจนมาถึง San Francisco รอบที่สอง บินไปลง San Francisco เที่ยวไปเรื่อยๆลงมาถึง San Deigo และวกเข้า Los Angeles เราใช้เวลาเที่ยวรอบละประมาณ 15 วัน ค่าใช้จ่ายคร่าวๆประมาณ 3,000-4,000 USD ต่อคน ถ้าไปกะเพื่อนหลายๆคนก็ยิ่งช่วยแชร์ค่าเช่ารถที่พักและอาหารการกินต่างๆ ก็จะยิ่งถูกลง ถ้านับรวมกันขับรถจากเหนือสุด Seattle ถึง ใต้สุด San Diego ก็ประมาณ 1,256 ไมล์ The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip Seattle, Washington เมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐ Washington ที่มีชื่อเล่นว่า Evergreen State หรือรัฐที่เขียวตลอดกาล เพราะที่นี่อุดมไปด้วยป่าไม้และการเกษตร เรียกว่ามาที่เดียวได้ครบรสทั้งเมือง ภูเขา และทะเล ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/seattle นอกจาก Landmark อย่างหอคอย Space Needle ที่สูงเด่นอยู่กลางเมืองแล้ว Seattle ยังมีตลาดสดเก่าแก่อย่าง Pike Place Market ที่กลายมาเป็นอีก icon ชื่อดังของเมือง และที่อยู่ติดกับตลาดนี้เองก็เป็นที่ตั้งของ Starbucks สาขาแรก (เท่าที่ยังเหลืออยู่) Pike Place Market Location: https://goo.gl/maps/BpBd6mqhqjuWQJPS9 ใช่แล้ว... ที่นี่เป็นทั้งบ้านเกิดและสำนักงานใหญ่ของ Starbucks แต่ไม่เพียงเท่านั้น ทั้ง Microsoft และ Amazon ต่างก็เลือก Seattle เป็นศูนย์บัญชาการใหญ่เช่นกัน โดยเฉพาะ Amazon ที่รุกหนัก กว้านซื้อที่ดินกลางเมือง สร้างเป็น Campus ของตัวเองที่ประกอบไปด้วยอาคารกว่า 45 หลัง ที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็น The Amazon Spheres สวนพฤกษชาติในอาคารทรงกลมที่ใช้เป็นพื้นที่ให้พนักงานมาเดินหาแรงบันดาลใจในการคิดงาน (คนนอกก็เข้าได้นะ แต่ต้องจองคิวล่วงหน้า) Portland, Oregon ที่นี่คือเมืองต้นตำรับฮิปสเตอร์ เมืองแห่งดอกกุหลาบ เมืองปลอดภาษี ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ Nike และนิตยสาร Kinfolk เมืองแห่งกิจกรรมเดินเขา-เข้าป่า-แคมปิ้ง และร้านน้องข้าวมันไก่ Portland เป็นเมืองใหญ่ขนาดเล็กที่มีเสน่ห์ล้นเหลือ อาหารดี กาแฟดี ขนมดี ผู้คนเป็นมิตร ออกนอกเมืองไปนิดก็เจอทั้งภูเขาหิมะ แม่น้ำ น้ำตก และชายหาดที่สวยมหัศจรรย์ ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/portland ที่นี่ยังมีร้าน Powell’s Books ร้านหนังสืออิสระที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/fZbaBSnwShLULUwMA โดยไม่ทันรู้ตัว คุณอาจจะแปลกใจที่ Portland กลายมาเป็นเมืองโปรดของคุณท่ามกลางความสงบเรียบง่ายเหมือนกับเราก็ได้ Stumptown Coffee Roasters ร้านกาแฟชื่อดังของที่นี่ Location: https://goo.gl/maps/SD81oybuS18mC6iEA Portland Women's Forum | State Scenic Viewpoint Location: https://goo.gl/maps/tg5BjEhEWdXVgmk59 Lake Tahoe Lake Tahoe เป็น Alpine Lake ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ — Alpine Lake หมายถึงทะเลสาบที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 5,000 ฟุต (ประมาณ 1.5km) ขึ้นไป — อยู่บนเทือกเขา Sierra Nevada ที่กั้นระหว่างรัฐ California กับ Nevada ถ้าขับรถจาก San Francisco ก็จะใช้เวลาประมาณ 3.5 ชั่วโมงขึ้นมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากสูงมากๆแล้วยังสวยมากๆด้วย ทะเลสาบแห่งนี้นั้นขึ้นชื่อเรื่องน้ำสีฟ้าที่ใสปิ๊งและความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ ในแต่ละฤดูกาลก็จะมีเสน่ห์ต่างกันไป ที่นี่จึงดึงดูดนักกิจกรรมเอ้าท์ดอร์ผู้หลงไหลความงามของป่าเขาลำเนาไพร แต่เชื่อเราเถอะ แค่ได้มาสูดอากาศและถ่ายรูปไปอวดเพื่อนๆก็คุ้มมากแล้ว ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/lake-tahoe Location: https://goo.gl/maps/9yffZ2oojPrheNZW9 The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip Yosemite National Park ขับรถต่อลงทางใต้บนเทือกเขาเดียวกัน และเส้นทางที่หวาดเสียวเคี้ยวคดมากกกกเกือบ 3 ชั่วโมง เราก็จะพบกับภาพผาหินแกรนิต El Capitan ที่คุ้นตากันดีสำหรับคนที่ใช้ iMac แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับของจริงที่อลังการและโคตรตราตรึงใจ จากจุดชมวิว Tunnel View ตรงนี้ เรายังสามารถเห็นน้ำตก Bridalveil Falls ที่ตกฟุ้งเป็นสายจากที่สูง สวยราวกับผ้าคลุมผมเจ้าสาว ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติและเป็นมรดกโลกที่อุดมสมบูรณ์อย่างมาก เรายังเจอน้องหมีเดินเล่นเลย ต้นซีคัวยาเก่าแก่ขนาดมหึมา รวมไปถึงทุ่งหญ้าเขียวขจีที่แซมด้วยดอกหญ้าหลากสีและมีสัตว์ป่ามาวิ่งเล่นก็เป็นอีกไฮไลท์ของที่นี่ ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/yosemite-national-park Location: https://goo.gl/maps/4S3yrz2b8A591k6K6 San Francisco สะพาน Golden Gate สีแดงที่ทอดยาวเป็นกิโลคงเป็นภาพจำอันดับหนึ่งของเมืองศูนย์กลางการค้าแห่ง California ตอนเหนือแห่งนี้ เราตกหลุมรักบ้านเรือนสไตล์ Victorian สีสันน่ารักบนเนินสูงบ้างเตี้ยบ้าง และรถรางโบราณที่วิ่งรับส่งผู้คน China Town ของที่นี่น่าจะใหญ่ที่สุดในอเมริกา และเป็นชุมชนคนจีนนอกเอเชียที่ใหญ่ที่สุด แต่ในช่วงทศวรรษหลังมานี้ชุมชนชาว Tech ก็ขยายตัวใหญ่โตไม่แพ้กันที่ Silicon Valley ทางตอนใต้ของเมือง หอคอย Coit Tower สีขาวบนยอดเนินสูงก็อาจจะทำให้หลายคนนึกขึ้นได้ว่าที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดของร้านไอติมยี่ห้อดังที่มีสาขามากเมืองไทย ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/san-francisco Monterey/Carmel Highlands ลงใต้มาจาก San Francisco เพียง 2 ชั่วโมงนิดๆ พร้อมวิวสวยๆและเมืองเล็กๆให้แวะกินกาแฟระหว่างทาง เราก็จะพบกับความยิ่งใหญ่อันงดงามของคลื่นที่ถาโถมเข้ากระแทกโขดผาหินบน Cabrillo Highway (SR 1) ยิ่งเมื่อถึงจุดที่มีสะพานดีไซน์เท่ๆเชื่อมเส้นทางเข้าด้วยกันความมหัศจรรย์ก็ยิ่งทวีคูณ เราเห็นศิลปินมาตั้งกระดานวาดรูประหว่างเดิน hiking ลงสีกันสวยหยด ส่วนเราเองก็ถ่ายรูปกันไม่หยุดเลย อันที่จริงเราสามารถขับรถต่อบน Highway นี้ได้ยาวผ่าน Big Sur และชมวิวสวยๆตลอดทางไปจนถึง Los Angeles เลยทีเดียว Highway 1 / Bixby Creek Bridge Location: https://goo.gl/maps/SE8ewT7LEvkVhUkC9 The California Sea Otter State Game Refuge Location: https://goo.gl/maps/mZHKHGup7unMuHht6 Monterey Plaza Hotel & Spa Location: https://goo.gl/maps/qVuhGrxtoemaTsEn6 Tidal Coffee Location: https://goo.gl/maps/GPNHDcai85pmBUGR8 Los Angeles พี่ใหญ่สุดในบรรดาเมืองต่างๆบน West Coast แหล่งกำเนิดอุตสาหกรรมบันเทิง Hollywood และ Pop Culture ต่างๆมากมาย ทำให้ LA อู้ฟู่กลายเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของอเมริกาที่มีครบครันในทุกสิ่งอย่าง ฉะนั้นทั้งไลฟ์สไตล์ แฟชั่น อาหาร ช็อปปิ้ง และความ Glam ต่างๆ ที่นี่มีให้คุณอย่างเหลือเฟือดกอุดมแน่นอน แม้กระทั่งชุมชนคนไทยที่นี่นั้นก็มีขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกา และกินพื้นที่ถึง 6 บล็อคถนนด้วยกัน ผังเมืองของ LA นั้นแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ถนนที่ขนาบด้วยต้นปาล์มสองข้างทาง และบ้านหรูของเหล่าคนดังใน Beverly Hills เป็นเพียงฉากหน้าที่เราเห็นได้จากในสื่อทั่วไป LA มีซอกมุมที่น่าค้นหาอีกเยอะมาก รวมถึงย่านชิลล์ๆติดทะเลอย่าง Santa Monica ที่เราประทับใจในบรรยากาศสวนสนุกด้วยทุกอย่างเข้ากันอย่างกับในหนังเลย ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/los-angeles Location: https://goo.gl/maps/Tpg2vs5zUFMUB8Gt7 Downtown Los Angeles Location: https://goo.gl/maps/opNpGxcU7mLTWKDS9 The Last Bookstore Location: https://goo.gl/maps/9a2tabPuUwvHQfSs9 The Broad Location: https://goo.gl/maps/b4UC5wrZoRq5vKEfA Santa Monica Beach Location: https://goo.gl/maps/cWhoHzSMpUX7kLr49 Palm Springs เมืองตากอากาศและบ้านพักคนชรา (และมีเอ้าท์เล็ตแบรนด์เนม!) เราใช้ที่นี่เป็นจุดพักเพื่อออกไปสำรวจบริเวณรอบๆอย่าง อุทยานต้นไม้ประหลาด Joshua Tree ที่มาพร้อมกับฉากโขดหินเท่ๆแปลกตาอย่างกับมีใครมาจัดวางไว้อย่างนั้นแหละ Location: https://goo.gl/maps/GZ7xgNBYLiwfBYAR7 Joshua Tree National Park Location: https://goo.gl/maps/vLeCLZC4JnTuLCrJ9 Salvation Mountain อีกที่หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจาก Palm Springs นั้นก็คือ “Salvation Mountain” งานอาร์ทบนเนินดินที่โดดเด่นไปด้วยสีสันและแนวคิดที่รับอิทธิพลมากจากยุค hippie เป็นผลงานของ Leonard Knight (ผู้พักอาศัยอยู่แถวนั้น) ที่สร้างจากวัสดุธรรมชาติและสีไร้สารตะกั่วนับพันแกลลอนเลยทีเดียว ผลงานชิ้นนี้ตั้งอยู่ใน Slab City ซึ่งเคลมตัวเองว่าเป็น “พื้นที่แห่งอิสรภาพผืนสุดท้ายในอเมริกา” และเป็นแหล่งที่พักอาศัยของบรรดาอดีตฮิปปี้ คนต่อต้านสังคม รวมไปถึงคนที่หนีหนี้โดยต่างมาจับจองที่ดินอยู่กันโดยไม่มีกฎหมายรองรับ Location: https://goo.gl/maps/yVHXEJ5Qjx8XMwGL7 San Diego เมืองใหญ่อันดับ 2 ของรัฐ California ที่ติดกับชายแดน Mexico และมีบรรยากาศสบายๆ เราเอ็นจอยการขี่สกู๊ตเตอร์ชมเมืองที่ดูน่ารักกว่าที่คิด ที่นี่เป็นที่ตั้งของฐานทัพเรืออเมริกันขนาดใหญ่ มีชายหาดที่เหมาะแก่การเล่นเซิร์ฟ และเราชอบ Little Italy ที่นอกจากอาหารอิตาเลียนแล้ว เรายังสามารถเดินเล่นได้เพลินๆเพราะมีทั้งร้านเสื้อผ้าแนวๆ แผ่นเสียงอินดี้ งานฝีมือ และตลาดนัด Mercato Farmers’ Market ที่มีของน่ากินและงานฝีมือมาขาย Location: https://goo.gl/maps/fPuHvoVvxXaUeaLq7 Little Italy Location: https://goo.gl/maps/UGPswr5gg2RUiWhC7 ยินดีด้วยครับ! คุณเพิ่งจบการ #hop ไปกับอภิมหาทริปที่ปกติคงต้องใช้เวลาเป็นเดือนถึงจะเที่ยวเต็มอิ่ม แต่วันนี้เราพาคุณไปครบได้ภายใน 1 โพสต์เท่านั้น โลกนี้ช่างกว้างใหญ่และสวยงามจริงๆ ติดตามร่วม #hop ไปกับเราในโพสต์ย่อยเจาะแต่ละสถานที่ท่องเที่ยวกันต่อๆไปเร็วๆนี้นะคร้าบบบบ . #LetsHoparoundUSA #LetsHoparound #Travel #USA #WestCoast #RoadTrip #America #โรดทริปอเมริกา #ขับรถเที่ยวอเมริกา #เที่ยวอเมริกา #รีวิวอเมริกา #ไปอเมริกาใช้งบเท่าไหร่ . FB/IG/YouTube/TikTok: @hoparound.co Website: www.hoparound.co The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip

  • Singapore Airline Flight Review รีวิว Premium Economy สิงคโปร์แอร์ไลน์ ชั้นประหยัดพิเศษ

    Flight review - Premium Economy กับสิงคโปร์แอร์ไลน์ส บินไปซานฟรานซิสโกบนเครื่องบินแบบใหม่แอร์บัส A350-900 —————— Premium Economy หรือ ชั้นประหยัดพรีเมียม ถามว่าต่างจากชั้นประหยัดปกติยังไง บอกเลยครับว่าต่างตั้งแต่ขั้นตอนการเช็คอิน เพราะเราสามารถเข้าช่องเช็คอินพิเศษ โดยไม่มีคิวตั้งแต่สนามบินสุวรรณภูมิเลย และยังได้สิทธิ์การได้รับกระเป๋าก่อนด้วย ที่นั่งก็กว้างกว่าและ ปรับเอนได้มากกว่า คุ้มค่ามากเมื่อบินไกลๆครับ เช่นไฟลท์นี้ของเราที่เป็นแบบ ultra-long haul โดยใช้เวลาบินจากสิงคโปร์ทั้งหมด 15 ชั่วโมง ก็เลยคิดว่าถ้าบิน Economy ปกติคงเมื่อยและอึดอัดแน่ๆ บังเอิญตอนนั้นได้ตั๋วโปรโมชั่นมาในราคาแค่ครึ่งเดียว (35,XXX บาท จากราคาเต็ม 75,XXX บาทโดยประมาณ) ถือว่าโคตรคุ้ม แถมเรายังเลือกบินแบบ Multi-City ด้วยคือไป-กลับ คนละสนามบินตามนี้ครับ ขาไป Bangkok(BKK) - Singapore(SIN) - San Francisco(SFO) ขากลับ New York(JFK) - Singapore(SIN) - Bangkok(BKK) แต่เนื่องจากขาออกขากรุงเทพไปสิงคโปร์ เขาใช้เครื่อง Airbus 330 ซึ่งไม่มีที่นั่งแบบ Premium Economy ก่อนถึงวันเดินทาง 7 วันทางสายการบินส่ง E-mail มาให้ลองใช้บริการอัพเกรดที่นั่ง mySQupgrade ในวิธี bid-to-upgrade programme คือ เราสามารถประมูลเพื่ออัพเกรดที่นั่งได้โดยจะเลือกจ่ายเงินกี่บาทก็ได้ เราเลยไม่รอช้าลอง bid ดูไปประมาณ 3,000 บาท (ถ้าจำไม่ผิด) ปรากฎว่าได้ครับ ได้เลื่อนขั้นเป็นชั้นธุรกิจเลย สบายสุดๆ (แต่เฉพาะขาไปสิงคโปร์จากกทม.นะ) รีวิว Singapore Airline Flight Review Premium Economy รวมน้ำหนักกระเป๋า 2 ใบๆละ 23 kgและ Carry-On ไม่เกิน 7 kg อีก 1 ใบ สามารถสะสมไมล์กับเครือ Star Alliance ได้ หรือจะสะสมผ่านโปรแกรม Krisflyer Miles ของสิงคโปร์ หรือจะเลือก Royal Orchid Plus ของการบินไทยก็ได้ โดยจะได้ไมล์สะสม 100% ของเส้นทางบินจริงครับ (คุ้มเว่อร์!) —————— มาเริ่มกันที่เลาจ์ของ KrisFlyer ที่สุวรรณภูมิ การตกแต่งที่นี่รู้สึกสบายมากครับ ใช้สีโทนสว่างทันสมัยเลยทำให้ดูกว้าง รู้สึกไม่อึดอัด ที่นี่มีโซนพักผ่อน โซนอาหาร และโซนบาร์เครื่องดื่มที่เราสามารถสั่งพนักงานชงให้ได้เลย มีพนักงานคอยให้บริการตลอด ภายในเลาจ์ก็มีอาหารให้เลือกหลากหลาย ทั้งของคาว เบเกอรี่ สลัด ขนมหวาน และเครื่องดื่มต่างๆ นิตยสารก็มีนะ จอบอกสถานะไฟลท์บินก็ชัดเจนดีครับ เครื่องบินที่ใช้บินวันนี้คือ แอร์บัส A330–300 จัดเรียงเป็นแบบ 2-2-2 จอส่วนตัวพร้อมที่เก็บของมากมาย ขึ้นมาบนเครื่องก็โชว์บัตรโดยสารและพนักงาน ก็พาเราไปนั่งที่หมายเลขที่ระบุบนตั๋วครับ จากนั้นก็เสิร์ฟ Welcome Drink ไฟลท์เช้าวันนี้เสิร์ฟอาหารเช้าเป็นข้าวผัดไข่ เสริฟพร้อมไก่ กุ้งและผัดผัก รสชาติดีเชียว เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาทีก็ถึงสิงคโปร์ละครับ พอถึงสนามบิน Changi Singapore แล้วก็ทำการเปลี่ยนเครื่องบิน โดยเครื่องบินที่เราจะใช้เดินทางต่อวันนี้คือเครื่องบินลำใหม่ Airbus A350-900 ชั้นธุรกิจ Business Class ที่นั่งในโซนนี้จะจัดเรียงเป็น 1-2-1 มี 67 ที่นั่ง คุมโทนสีได้ดี ทันสมัย น่านั่ง โดยจะทำการบินตรงไปยังสนามบินซานฟรานซิสโกเลย ชั้นโดยสารของเที่ยวบิน SG34 บนเครื่องบินนี้ จะมีให้บริการแค่ที่นั่งแบบ Business Class และ Premium Economy เท่านั้นครับ (ไม่มี Economy) ชั้นประหยัดพรีเมียม Premium Economy ที่นั่งในโซนนี้จะจัดเรียงแบบ 2-4-2 มี 94 ที่นั่ง แต่เฉพาะแถว 3 แถวสุดท้ายของเครื่อง (แถวที่ 40-41-42) จะจัดเรียงแบบ 1-4-1 ฉะนั้นถ้าอยากนั่งเดี่ยวๆไม่เบียดกับใครให้จอง 3 แถวนี้นะครับ เช็คดูดีๆเพราะมีแค่ลำละ 6 ที่นั่งเท่านั้นนะ ตอนเราบินเค้ายังเปิดให้จองได้ (ตอนนี้เหมือนจะไม่เปิดให้จองแล้ว) เราก็เลยเลือกที่นั่ง 40H ติดหน้าต่าง ถึงแล้วววว ที่นั่งของเรา 40H ที่นั่งเดี่ยวติดทั้งหน้าต่างและทางเดิน บอกเลยว่าสบายสุดๆ ไม่ต้องไปเบียดกับใคร และที่สำคัญมีช่องเก็บของข้างที่นั่งที่ใหญ่มาก วางของได้สบายเลย เรียกได้ว่าเป็นสเปซที่พิเศษมากครับ นอกจากนี้ยังมีช่องเก็บของเฉพาะสำหรับขวดน้ำ แล็ปท็อป หูฟัง และของใช้ส่วนตัวอื่นๆ เก้าอี้ของ Premium Eco นี้มีเบาะรองน่องและที่พักเท้าในตัวที่นั่ง เพื่อให้ตำแหน่งการนอนที่เหมาะสมที่สุด เพียงแค่ปรับเอนเบาะยืดตัวลงนอนก็รู้สึกหลวมๆสบายเพราะระยะห่าง ระหว่างที่นั่งกว้างถึง 38 นิ้ว มีช่องเก็บของส่วนตัวด้านข้าง, ช่องเสียบ USB 2 ช่อง ไฟอ่านหนังสือส่วนตัวแบบปรับได้เอง รวมไปถึงปลั๊กไฟที่ซ่อนอยู่ใต้ที่นั่ง สามารถเสียบชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้สบายๆ, ด้านหน้าที่นั่งก็จะมีแม็กกาซีนต่างๆ และ ก็จะมีหูฟังแบบ On Ear ที่มาพร้อมกับฟังก์ชั่น Noise Cancelling, ของใช้ต่างๆ ที่แพ็คมาในถุงเล็กๆนี้ ประกอบไปด้วย แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ถุงเท้ายาว และผ้าปิดตาครับ เรื่องความบันเทิงของ KrisWorld ก็มีให้แบบไม่ต้องกลัวเบื่อเลย เพราะมีตัวเลือกกว่า 1,000 รายการ ทั้งภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ สารคดี เพลง เกม และแอปพลิเคชันบนหน้าจอสัมผัสขนาด 13.3 นิ้วแบบ HD แต่ถ้าใครยังรู้สึกว่าไม่หนำใจ ก็สามารถซื้อบริการแพ็คเก็จ wifi บนเครื่องเพิ่มได้ด้วย สิงคโปร์แอร์ไลน์สยังเปิดให้จองเมนูพิเศษออนไลน์ หรือที่เรียกว่า Book the Cook คือเพื่อนๆสามารถจองอาหารจานหลักจากเมนูพิเศษที่มีตัวเลือกหลากหลาย สำหรับชั้นประหยัดพรีเมียมได้ก่อนการเดินทาง 24 ชั่วโมง ซึ่งปกติจะจัดให้ในคลาสบิสิเนสและเฟิร์สเท่านั้นหรือจะเลือกจาก 3 รายการปกติบนเครื่องก็ได้ และส่วนเครื่องดื่มก็มีทั้งแชมเปญ ไวน์ สปิริตและซอฟท์ดริ้งค์อื่นๆให้เลือกตามความชอบได้เลย ระหว่างบิน พนักงานก็เดินให้บริการเครื่องดื่มทุกชั่วโมง แถมมีแอปเปิ้ลให้ด้วย โดยสรุปแล้วการบินบนชั้น Premium Eco นั้นก็ถือได้ว่าสะดวกสบายกว่าแบบ Eco ธรรมดาพอสมควร ตั้งแต่ช่องพิเศษในการเช็คอิน การขึ้นเครื่อง​ก่อน ความกว้างและความสบายของที่นั่ง สิทธิ์ในการจองเมนูพิเศษล่วงหน้า ไปจนถึงสิทธิ์ในการได้กระเป๋าก่อน ยิ่งถ้าได้ตั๋วในราคาโปรโมชั่นแบบเราด้วยแล้ว ถือว่าคุ้มค่ามากๆ อ่อ ถ้าทำได้ก็อย่าลืมเคล็ดลับในการจองให้ได้บริการพิเศษขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นการ Bid-to-Upgrade การจองที่นั่งเดี่ยวด้านหลังเครื่อง หรือว่าการ Book the Cook นะครับ ไฟลท์นี้เรารู้สึกผ่อนคลายตลอดเที่ยวบิน นอกจากเรื่องที่นั่ง Premium Eco ที่สบายขึ้นแล้ว เครื่องบิน A350-900 ลำใหม่นี้ก็สามารถบินได้ดีขึ้น เงียบขึ้น และประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้นกว่ารุ่นก่อน ทำให้นอนหลับสบายมากขึ้น และไม่รู้สึก Jet-Lag เท่าไหร่เมื่อถึงที่หมาย ก่อนลงเครื่องพนักงานต้อนรับมาชวนคุยว่า “คุณใช้บริการกับเราบ่อยเหมือนกันนะคะ ฉันจำคุณได้” ทำให้รู้สึกประทับใจมากครับ ไม่แปลกใจที่สายการบินประจำชาติสิงคโปร์จะได้อันดับ 1 ของสายการบินที่ดีที่สุดในโลกมาตลอดหลายปี แม้ปีนี้จะถูกล้มแชมป์โดยอีกสายการบิน แต่คุณภาพที่เสมอต้นเสมอปลายของ Singapore Airlines ก็ยังทำให้เราประทับใจจนไม่ได้คิดถึงเรื่องอันดับไปเลย —————— FB/IG @hoparound.co Website www.hoparound.co —————— #LetsHoparound #FlightReview #FlySQ #SingaporeAir

  • ISLAND THERAPY: KOH MAK เกาะหมาก เนิบช้า-สะอ้าน-งดงาม

    ISLAND THERAPY: KOH MAK เกาะหมาก เนิบช้า-สะอ้าน-งดงาม ในบางจังหวะของชีวิตสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดอาจไม่ใช่สิ่งของล้ำค่า แต่กลับเป็นช่วงเวลาสงบเรียบง่ายเพื่อให้เราได้ทบทวนชีวิตและจัดระเบียบความคิดเราเองอีกครั้ง การ #hop ครั้งนี้ เราอยากชวนคุณลดความเร็วชีวิตลง แล้วเดินทางออกจากความวุ่นไปสู่ความว่างพร้อมๆกับเราที่ “เกาะหมาก” เกาะหมากตั้งอยู่เงียบๆตรงกลางระหว่างเกาะช้างและเกาะกูดในทะเลตราด ถ้าวัดกันที่ขนาดและความนิยม เกาะหมากก็ถือเป็นเกาะน้องเล็กสุดใน 3 เกาะนี้ ทำให้ที่นี่เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่จะปกป้องคุณจากความวุ่นวายทั้งปวง และโอบกอดคุณเอาไว้ท่ามกลางน้ำทะเลใสแจ๋ว ทิวมะพร้าวที่ไหวเอนตามสายลม และอากาศบริสุทธ์ที่สูดเข้าปอดได้อย่างสนิทใจ ไปเที่ยวครั้งนี้ เราได้เก็บบรรยากาศสุดชิลรอบๆเกาะมาให้เพื่อนๆรับชมกันในรูปแบบวิดิโอด้วยนะ Cinematography by IG: @Thongake21, @LightHousePattaya ระยะเวลาเกือบ 5 ชั่วโมงด้วยการขับรถจากกรุงเทพฯ อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เกาะหมากยังคงรักษาเสน่ห์ของตัวเองไว้ได้อย่างไร้ที่ติ เราจอดรถทิ้งไว้ที่ลานจอดรถใกล้ท่าเรือกรมหลวงชุมพรฯบนแผ่นดินจ.ตราด แล้วนั่งเรือเร็วตรงถึงเกาะหมากได้เลยโดยใช้เวลาอีกประมาณ 45-50 นาที ว่าง-โล่ง-โปร่ง-สบาย #AesopThailand ทันทีที่ถึงที่พัก เราแทบรอไม่ไหวที่จะอาบน้ำชะล้างเอาความเหนื่อยและเหนอะให้มลายหายไป เราอยากขอบคุณ Aesop ดังๆที่ส่งเซ็ต “Rome” มาให้ลองใช้ทันเวลาพอดีกับที่เราเดินทางมาในทริปนี้ เพราะเซ็ต Rome นี้ดีไซน์มาสำหรับปลายทางที่มีอากาศอบอุ่นเหมาะกับชีวิตบนเกาะของเราเลยแหละ . อืมมม... ทันทีที่ชโลม Geranium Leaf Body Cleanser ใต้ฝักบัวน้ำแรงๆ กลิ่นหอมของนางก็ดึงอารมณ์ให้สดชื่นขึ้นจนอยากจะฟอกทิ้งไว้นานๆเลยแหละ โปรดักท์ 9 ชิ้นที่อยู่ในกล่องดีไซน์เนี้ยบนี้มีครบทั้งแชมพู ครีมนวด สบู่เหลว ครีมทาตัว เคลนเซอร์ล้างหน้า โทนเนอร์ ครีมบำรุงหน้า บำรุงปาก และที่เราชอบมากที่สุดก็คือมาสก์ที่สกัดจากดอกคาโมมายล์สีฟ้า เพราะนางช่วยกู้หน้ากร้านแดดของเราให้กลับมาชุ่มชื้นเป็นผู้เป็นคนอีกครั้ง ดูแลผิวกันมามากพอละเนอะ เราออกไปสำรวจเกาะกันดีกว่า เกาะหมากเป็นเกาะเล็กๆที่ขับรถวนครึ่งชั่วโมงกว่าๆก็รอบเกาะแล้ว นอกจากรีสอร์ทที่กระจายกันอยู่รอบๆเกาะ ร้านอาหารที่เรียบง่ายก็พอมีให้เลือกสรรกันอยู่บ้าง ว่ากันว่าร้าน “เกาะหมากซีฟู้ด” นั้นเป็นที่หนึ่งในใจนักท่องเที่ยวตลอดกาล ดังนั้นหากไม่รู้จะกินอะไร ก็แวะเกาะหมากซีฟู้ดได้เลย ที่พักของเราตั้งอยู่ที่อ่าวสวนใหญ่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ ซึ่งเป็นอ่าวหลักที่ขึ้นชื่อว่ามีหาดทรายที่สวยและปลอดภัยน่าลงเล่นอยู่แล้ว เราจึงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่นี่ นั่งๆนอนๆ อ่านหนังสือ เรียบเรียงไอเดียต่างๆลงสมุด และปล่อยความกระวนกระวายใจไปกับเสียงเห่กล่อมของคลื่นที่เราใช้เป็น organic ambient music แค่เพียงเท่านี้ก็เหมือนเราได้รับการบำบัดสลายความตึงเครียดที่วิเศษสุด และมันก็คุ้มมากๆแล้วสำหรับเรา การมีเวลาได้นั่งพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกันบ้างคือความดีงามอย่างหนึ่งของชีวิต ภาพมุมสูงของอ่าวสวนใหญ่ หาดทรายที่ค่อยๆลาดลงไปในทะเลของอ่าวสวนใหญ่นี้ เหมาะแก่การพาย Paddle Board บนน้ำทะเลใสปิ๊งเห็นถึงก้นทะเลอย่างยิ่ง เพราะแม้จะพายออกจากฝั่งไปไกล น้ำก็ยังไม่ลึกจนน่ากลัว เราสามารถปักไม้พายลงไปถึงพื้นทรายได้เกือบตลอดเวลา และถ้าหากคุณมีโดรน (เหมือนเรา) คุณก็จะได้ภาพที่สวยสะพรึงมาอวดเพื่อนๆและ followers ของคุณจนต้องร้องว้าวไปตามๆกัน เสน่ห์อย่างหนึ่งของเกาะหมากก็คือสะพานไม้ที่ทอดลงไปในทะเลแบบนี้ ซึ่งมีอยู่หลายแห่งบนเกาะ อ่าวสวนใหญ่ จากอ่าวสวนใหญ่ เราสามารถมองเห็นเกาะขามได้อย่างชัดเจน ไม่เพียงเท่านั้นเรายังสามารถเช่าเรือคายัคเพียงไม่กี่บาท (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะไม่เกิน 100 บาท) แล้วออกกำลังกายพายไปถึงได้ด้วยตัวเองอีกด้วย และนั่นก็เป็นสิ่งที่เราเลือกทำ ยอมรับว่าสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยก็ต้องใช้เวลาและแรงกายสักพักใหญ่กว่าจะจับทางจับจังหวะถูก แนะนำว่าควรมีผู้ชายไปด้วยและควรเตรียมเสื้อแขนยาวกับหมวกกันแดดไปให้พร้อมเพราะดวงตะวันทรงพลังมากและไม่ได้แยแสกับผิวของเราเลย เกาะขาม เกาะขามได้ชื่อว่ามีหาดที่ทรายขาวละเอียดเป็นแป้ง สวยไม่แพ้ทะเลใต้เลย เมื่อพายมาถึงเราต้องเสียค่าขึ้นเกาะแบบเหมาลำๆละ 200 บาท แต่ก็สามารถเอาไปแลกเครื่องดื่ม และใช้บริการห้องน้ำบนเกาะได้ เกาะขาม พอมาถึงแล้วใครใคร่หามุมถ่ายรูปหรือเล่นน้ำดำทะเลก็แยกย้ายกันประกอบกิจกรรมได้ตามใจชอบ ที่นี่หอยเม่นและโขดหินแหลมคมเยอะเหมือนกัน ก็ระวังกันหน่อยนะครับ ทรายขาวละเอียดจริงๆ ร้อนๆก็แวะหลบนั่งใต้เงามะพร้าวได้เลย นอกจากเนินทรายสีขาวจั๊วะที่ตัดกับน้ำสีฟ้าใสปิ๊งแล้ว บนตัวเกาะขามก็มีโครงการวิลล่าพักอาศัยที่เหมือนจะสร้างไม่เสร็จ แต่ดีไซน์ดูดีจนน่าแปลกใจที่มาโผล่ไกลขนาดนี้ เราใช้เวลาอยู่บนเกาะขามไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็พายเรือคายัคกลับเกาะหมาก แม้แต่น้องหมาก็ชอบนั่งชิลริมทะเลเหมือนกัน เมื่อ #hop มายังอีกฝั่งทางทิศตะวันออกของเกาะหมาก ก็จะพบวิวที่ค่อนข้างต่างไป เราแวะเข้ามาชมวิวใน Cinnamon Art Resort & Spa ซึ่งมีสะพานทอดสู่ทะเลที่มีความยาวที่สุดบนเกาะหมาก สะพานนี้มีชื่อว่าสะพานสู่ฝัน แม้หาดในฝั่งนี้ของเกาะจะไม่ได้ขาวนวลเหมือนอีกฝั่ง แต่บรรดาต้นไม้หงิกๆงอๆที่ขึ้นกระจายกันห่างๆอยู่ในน้ำทะเล ก็เป็นเสน่ห์แปลกตาไม่เหมือนใคร แถมจากสะพานนี้เรายังมองเห็นเกาะน้อยใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากเกาะหมากอีกด้วย ...สวยจัง ต้นไม้โตในน้ำทะเล ภาพที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยๆ แหลมสน ถัดลงมาอีกนิดก็จะเป็นจุดตะวันออกสุดของเกาะหมากชื่อว่า “แหลมสน” เราแวะมาที่นี่ขึ้นเรือเพื่อไปเที่ยวอีกเกาะที่อยู่ใกล้ๆกันที่ชื่อว่า “เกาะกระดาด” (สะกดตามพระราชหัตถเลขของล้นเกล้า ร.5 แต่บางที่ก็สะกดว่า “เกาะกระดาษ” เกาะกระดาด เกาะกระดาดแห่งนี้มีความพิเศษ 2-3 อย่าง อย่างแรกเลยคือเป็นเกาะที่เต็มไปด้วยฝูงกวางเกือบพันตัว! ใช่แล้ว... มีฝูงกวางอยู่บนเกาะกลางทะเล ว่ากันว่าประมาณช่วงพ.ศ. 2512 มีการเปิดรีสอร์ทยุคบุกเบิกของทะเลตราดบนเกาะนี้และมีการนำกวางเข้ามา 2-3 คู่ ต่อมากวางได้ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติจนเต็มทั่วเกาะอย่างในปัจจุบัน นอกจากกวางแล้วก็มีน้องกุ๊กไก่เป็นพลเมืองบนเกาะนี้เหมือนกัน ความพิเศษอย่างที่ 2 ก็คือเกาะแห่งนี้เป็นพื้นที่แบนราบเท่ากันทั้งหมดและมีแหล่งน้ำจืดอยู่กลางเกาะ แปลกดีเนอะ ไม่มีเนิน ไม่มีภูเขาเลย เมื่อมีภาพกวางวิ่งกันเป็นฝูงๆตามธรรมชาติแล้ว ที่นี่ก็มีสภาพเป็นดังทุ่งสวันน่าแต่เรียงรายไปด้วยต้นมะพร้าวที่สวยมีเอกลักษณ์มาก โดยเฉพาะช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เราจะได้เห็นเงา silhouette ของทิวมะพร้าวตัดกับแบ็คกราวน์สีทองเหลือบม่วงอมชมพูของท้องฟ้า มันเป็นภาพที่เรายังคิดถึงจนวันนี้ น้องมะขาม หมาเจ้าบ้านที่คอยวิ่งนำรถที่พาเราสำรวจเกาะกระดาด วันรุ่งขึ้นบนเกาะหมาก พามา #hop กินอาหารเช้ากันซักหน่อยดีกว่า... ร้านนี้ชื่อร้าน Wild Heart เป็นร้านของชายหนุ่มที่เบื่อชีวิตในกรุงเทพฯ จึงตัดสินใจย้ายมาเปิดร้านน่ารักๆอยู่บนเกาะ แต่งร้านดูสบายๆ เข้ากับบรรยากาศเกาะ ไข่กระทะและเบอร์เกอร์ก็มีนะ ทั้งหมดทั้งมวลเกาะหมากทำให้เราประทับใจมากจริงๆ ในความอ้อยอิ่งของวิถีชีวิตคนที่นี่ เราสามารถสัมผัสได้ถึงจังหวะชีวิตที่ผ่อนคลายและพอเพียง เราไม่อาจรู้ได้ว่าจริงๆแล้วคนที่นี่รู้สึกเหมือนกับเราไหม แต่ในฐานะคนเมืองที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลภาวะจากทุกทิศทาง การได้ใช้เวลาที่นี่ เป็นเหมือนกับการได้ล้างถ้วยชามที่เลอะเป็นคราบให้สะอาดใสอีกครั้ง บางทีการได้หยุดวุ่นบ้างก็เป็นรางวัลที่มีค่ากว่าสิ่งหรูหราใดๆ ขอขอบคุณ Aesop Thailand อีกครั้งสำหรับสกินแคร์ดีๆแบบนี้ ช่วยให้วันพักผ่อนของเราสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นเลย แล้วไป #Hop กันใหม่ครับ ... FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #AesopSkincare #AesopThailand #KohMak #LetsHoparoundThailand #LetsHoparound #เที่ยวไทย #เที่ยวเกาะหมา #ไทยเที่ยวไทย #เที่ยวไทยเท่ #เที่ยวเกาะ #เกาะสวย #เกาะหมาก #ตราด #รีวิวเกาะหมา #เที่ยวทะเล #เอสอป #สกินแคร์ #เที่ยวตราด #LetshoparoundTrat #วิธีไปเกาะหมาก

  • Caption by Hyatt Kabutocho Tokyo ที่พักเปิดใหม่ ใจกลางย่านประวัติศาสตร์การเงินแห่งโตเกียว

    Caption by Hyatt Kabutocho Tokyo ที่พักเปิดใหม่เครือไฮแอท ใจกลางย่านประวัติศาสตร์การเงินแห่งโตเกียว หากใครที่กำลังมองหาที่พักในโตเกียวที่ฉีกกฎความซ้ำซากจำเจ และอยากสัมผัสพลังงานใหม่ๆ ของย่านที่ผสมผสานความเก่าเข้ากับความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว Caption by Hyatt Kabutocho Tokyo คือจุดหมายที่เราอยากแนะนำที่สุดในนาทีนี้ครับ ทริปโตเกียวล่าสุดนี้ เราตั้งใจพาชาว #hopster ไปเช็คอินที่ Nihonbashi Kabutocho ย่านที่เคยเป็นศูนย์กลางการเงินของญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันได้แปลงโฉมสู่ย่านสุดฮิปที่เต็มไปด้วยคาเฟ่ลับ แกลเลอรี และร้านอาหารเก๋ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในตึกเก่าคลาสสิกครับ The Concept & Design เมื่อดีไซน์ระดับสากลพบกับลายเส้นของศิลปินท้องถิ่น ก่อนจะพาไปดูห้องพัก เราอยากเล่าถึงแบรนด์ Caption by Hyatt สักเล็กน้อยครับ นี่คือแบรนด์น้องใหม่ล่าสุดในเครือ Hyatt ที่เน้นความเป็น "Lifestyle Hotel" อย่างแท้จริง ภายใต้คอนเซปต์ "Essentials Done Right" คือการให้ความสำคัญกับสิ่งที่จำเป็นที่สุดในการพักผ่อน แต่ทำให้ดีกว่าและมีสไตล์กว่าเดิม ความพิเศษของแบรนด์นี้คือการลบภาพล็อบบี้โรงแรมแบบเดิมๆ ออกไป แล้วแทนที่ด้วย Talk Shop ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลางกึ่งคาเฟ่และบาร์ที่เป็นเสมือน "ห้องนั่งเล่นของย่านนี้" เพื่อให้แขกที่เข้าพักและคนท้องถิ่นได้มานั่งเล่น ทำงาน และแลกเปลี่ยนไอเดียกัน เป็นการสร้างคอมมูนิตี้มากกว่าแค่การเป็นที่พักค้างคืนครับ ความโดดเด่นของ Caption by Hyatt สาขานี้ เริ่มต้นตั้งแต่งานออกแบบสถาปัตยกรรมภายในที่เน้นความโปร่งและทันสมัย โดยมีการดึงเอาประวัติศาสตร์ของย่าน Kabutocho มาเป็นแรงบันดาลใจหลัก สิ่งที่ทำให้เราประทับใจที่สุดคือการที่โรงแรมให้ความสำคัญกับ "Sense of Place" หรือความรู้สึกถึงสถานที่ผ่านงานศิลปะครับ ภายในโรงแรมและห้องพัก เราจะพบกับผลงานกราฟิกอาร์ตที่ดูสนุกสนานและมีชีวิตชีวา ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของศิลปินดาวรุ่งชาวญี่ปุ่นอย่าง Nao Nozawa (นาโอะ โนซาวะ) ศิลปินสาวที่มีลายเส้นเป็นเอกลักษณ์ โดยเธอได้นำเอาแรงบันดาลใจจากแผนที่ย่านคาบุโตะโจ ลายเส้นของแม่น้ำ และวิถีชีวิตของผู้คนมาเปลี่ยนให้เป็นงานศิลปะร่วมสมัยที่ประดับอยู่ทั่วโรงแรม ทำให้ทุกมุมที่เราเดินผ่านไม่ได้เป็นแค่ผนังว่างเปล่า แต่เป็นบันทึกทางวัฒนธรรมที่ถูกเล่าผ่านมุมมองของศิลปินยุคใหม่ครับ First Impression ทันทีที่ก้าวเข้าไปยังโรงแรม... ทันทีที่ก้าวเข้าไปในพื้นที่ของโรงแรม สิ่งแรกที่ปะทะสายตาคือความโปร่งโล่งและงานดีไซน์ที่ดูสนุกสนานครับ กลิ่นอายของความทันสมัยปะปนกับกลิ่นกาแฟหอมๆ จาก Talk Shop ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายในทันที กราฟิกบนผนังและศิลปะท้องถิ่นที่ประดับตกแต่งสะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของย่าน Kabutocho ได้อย่างมีสีสัน พนักงานต้อนรับที่นี่มีความเป็นกันเอง (Self-check in ก็สะดวกมากครับ) ทำให้บรรยากาศดูเป็นกันเองเหมือนมาพักบ้านเพื่อนที่แต่งบ้านเก่งๆ เลย Our Room 2 Twin Beds สไตล์ที่มาพร้อมความกว้างและโปร่งสบาย รอบนี้เราพักห้องประเภท 2 Twin Beds ขนาดประมาณ 28 ตารางเมตร (301 sq ft) ซึ่งถือว่ากว้างขวางพอตัวสำหรับโรงแรมในใจกลางโตเกียวครับ The Design: สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือเพดานที่สูงโปร่ง (High Ceiling) และงานไม้โทนอุ่นที่ทำให้ห้องดู Cozy มาก การตกแต่งเน้นความเรียบเท่และ Smart Storage มีการจัดวางพื้นที่ใช้สอยได้ฉลาดมากครับ The Comfort: เตียงคู่ระดับพรีเมียมของ Hyatt ขึ้นชื่อเรื่องการนอนหลับที่มีคุณภาพอยู่แล้ว ยิ่งเจอกับ Blackout Blinds ที่ปิดสนิท ทำให้เราแทบไม่อยากลุกออกจากเตียงในตอนเช้าเลย Details Matter: ภายในห้องจัดเต็มด้วยเทคโนโลยี ทั้ง 55” HDTV ที่เชื่อมต่อแอปสตรีมมิ่งได้ และจุดชาร์จที่มีทั้ง USB-C และ USB-A ทั่วห้อง รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างชุดนอน (Pajamas) และผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ (Nature-inspired scents) ที่ช่วยรีเซ็ตความรู้สึกหลังจบทริปเดินเที่ยวในแต่ละวันได้ดีมากครับ Gym & Common Area ชั้น 2 พื้นที่ส่วนกลางที่เพิ่มมิติให้กับการเข้าพัก อีกหนึ่งพื้นที่ที่อยากชวนให้ขึ้นไปสำรวจคือ พื้นที่ส่วนกลางบนชั้น 2 ของโรงแรมครับ เป็นโซนที่บรรยากาศต่างจากความคึกคักของ Talk Shop ชั้นล่างอย่างชัดเจน ที่นี่ให้ฟีลสงบ เป็นส่วนตัว และเหมาะมากสำหรับการมานั่งพักผ่อน ทำงาน หรือใช้เวลาช้าๆ ระหว่างวัน การออกแบบยังคงคาแรกเตอร์ของ Caption by Hyatt ไว้อย่างครบถ้วน เฟอร์นิเจอร์ดีไซน์เรียบเท่ แสงธรรมชาติที่ส่องเข้ามาอย่างพอดี และมุมที่จัดวางมาเพื่อการใช้งานจริง มีทั้งพื้นที่ให้นั่งอ่านหนังสือ ทำงาน หรือแค่ปล่อยใจพักสายตาจากความวุ่นวายของเมือง ให้อารมณ์เหมือนเป็นเลานจ์เล็กๆ ที่อยากแวะขึ้นมาบ่อยๆ ระหว่างการเข้าพักครับ ถัดจากโซนพักผ่อน บนชั้นเดียวกันยังมี Fitness Room (GYM) สำหรับสายแอคทีฟที่ไม่อยากหลุดรูทีนแม้อยู่ระหว่างทริป พื้นที่ฟิตเนสมาในสไตล์มินิมอล โปร่งสะอาด พร้อมอุปกรณ์จำเป็นสำหรับคาร์ดิโอและเวทเทรนนิ่งเบาๆ เหมาะทั้งสำหรับการออกกำลังกายตอนเช้าเพื่อปลุกพลัง ก่อนออกไปเดินเมือง หรือยืดเส้นยืดสายเบาๆ ในช่วงเย็นหลังกลับจากการสำรวจ Kabutocho ทั้งวัน สิ่งที่เราชอบคือการที่โรงแรมมองว่า GYM ไม่ใช่แค่ฟังก์ชันเสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์การพักผ่อน ทุกอย่างถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย ไม่กดดัน และเข้ากับจังหวะชีวิตของนักเดินทางยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ทำให้พื้นที่ส่วนกลางชั้น 2 แห่งนี้ กลายเป็นอีกหนึ่งจุดที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การเข้าพักได้อย่างสมบูรณ์ครับ Talk Shop & Neighborhood หัวใจของย่านคาบุโตะโจ เราใช้เวลาส่วนใหญ่ที่ Talk Shop บริเวณชั้นล่างครับ ที่นี่เป็นทั้งจุดเติมพลังด้วยกาแฟยามเช้า และเป็นจุดสังสรรค์ในยามค่ำคืน ตัวโรงแรมตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน (Kayabacho หรือ Nihonbashi) ทำให้การเดินทางไป Ginza หรือ Tokyo Station เป็นเรื่องง่ายนิดเดียว แต่จุดที่สนุกที่สุดคือการเดินสำรวจรอบๆ โรงแรมครับ เพราะย่านนี้มีร้านเบเกอรี่ระดับโลกและบาร์ลับที่ตั้งอยู่ในอาคารเก่าอายุเกือบ 100 ปี ซึ่งมอบเสน่ห์ที่แตกต่างจากย่านดังอื่นๆ ในโตเกียวอย่างสิ้นเชิง Neighborhood Guide เดินเล่นรอบๆ Kabutocho ย่านที่สายกินและสายคาเฟ่ต้องหลงรัก หลังจากเช็คอินเสร็จ สิ่งที่เราแนะนำให้ทำคือการออกไป "เดินเล่น" รอบๆ โรงแรมครับ เพราะย่านนี้มีคาเฟ่ดีๆที่ซ่อนตัวอยู่ และนี่คือ 5 จุดเช็คอินใกล้โรงแรมที่เดินไปได้ง่ายๆ และเราไม่อยากให้คุณพลาด: CAFE DANCE: ตั้งอยู่ในอาคารโรงแรม K5 ที่สวยงามระดับตำนาน ที่นี่เป็นคาเฟ่ที่ดูดิบเท่แต่แฝงด้วยความประณีต เหมาะสำหรับการมานั่ง Brunch หรือดื่มเครื่องดื่มในบรรยากาศที่ไม่เหมือนใคร Coffeebar & Shop coin: คาเฟ่และร้านขายของไลฟ์สไตล์ที่ตั้งอยู่ชั้นใต้ดินของอาคารธนาคารเก่า (Bank) บรรยากาศเงียบสงบและมีเสน่ห์มากครับ กาแฟดีและมีของตกแต่งบ้านดีไซน์เก๋ๆ ให้เลือกติดมือกลับไป SR Coffee Roaster: คาเฟ่สาย Specialty Coffee ที่ส่งตรงจากสต็อกโฮล์ม สวีเดน มาเปิดที่โตเกียว ใครที่ชอบเมล็ดกาแฟที่มีความสะอาด รสชาติหวานสดชื่น และบรรยากาศร้านที่เป็นกันเอง ต้องมาที่นี่ครับ ที่โรงแรม Caption by Hyatt Kabutocho Tokyo เค้าใช้เมล็ดกาแฟของที่นี่ด้วยนะ Heiwa Doburoku Kabutocho Brewery: สำหรับสายดื่ม นี่คือที่ที่คุณจะได้ชิม "Doburoku" (สาเกแบบไม่กรอง) ที่ทำสดๆ ในโรงหมักกลางย่านคาบุโตะโจ บรรยากาศโมเดิร์นและเข้าถึงง่ายมาก bakery_bank: ร้านขนมปังสุดฮอตที่ตั้งอยู่ในอาคารธนาคารเก่าเช่นกัน ครัวซองต์ที่นี่คือที่สุดครับ กลิ่นเนยหอมฟุ้งไปทั้งถนน แนะนำให้มาเช้าๆ จะได้เลือกขนมปังที่เพิ่งออกจากเตาแบบฟินๆ Wrapping Up Our Stay ทำไมควรเลือกนอนที่ Caption by Hyatt? การเข้าพักที่ Caption by Hyatt Kabutocho Tokyo ครั้งนี้เป็นการพิสูจน์ว่า ความหรูหราไม่จำเป็นต้องมาในรูปแบบของความพิธีรีตอง แต่คือการได้อยู่ในพื้นที่ที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ของเราจริงๆ โดยเฉพาะการได้มาพักในย่านใหม่ๆในเมืองโตเกียว ทำให้เรารู้ว่า โตเกียวยังมีย่านน่ารักๆ ให้สำรวจอีกเยอะะะ เลย ความรู้สึกสุดท้ายก่อนที่เราจะก้าวออกจากโรงแรม คือความรู้สึกอิ่มเอมใจที่ได้สัมผัสโตเกียวในมุมมองที่สดใหม่ หากใครกำลังมองหาที่พักที่มีดีไซน์ (Style), ความสะดวกสบาย (Comfort) และทำเลที่เต็มไปด้วยเรื่องราว (Location) เราแนะนำที่นี่อย่างสุดใจครับ แล้วคุณจะตกหลุมรักย่าน Kabutocho เหมือนกับเรา Caption by Hyatt Kabutocho Tokyo 12-5 Nihonbashi Kabutocho, Chuo-ku, Tokyo, 103-0026, Japan Tel: +81 3 6661 1234 Fax: +81 3 6661 1235 E-mail: tokyo.caption@hyatt.com Website: www.hyatt.com/caption-by-hyatt/tyocb-caption-by-hyatt-kabutocho-tokyo #CaptionByHyattKabutochoTokyo #Tokyo #Kabutocho #Nihonbashi #LifestyleHotel #LetsHoparound #รีวิวโรงแรม #รีวิวที่พัก #แคปชั่นบายไฮแอท #โตเกียว #ญี่ปุ่น #BestHotelsInTokyo #PlacestoStay #ModernAesthete #DesignHotelTokyo #TokyoTravel #ArchitectureLovers

  • AMANPURI จิตวิญญาณแห่งความลักชูรี่ ณ สถานที่แห่งความสงบสุข

    AMANPURI จิตวิญญาณแห่งความลักชูรี่ ณ สถานที่แห่งความสงบสุข “Welcome to Paradise!” ไม่ใช่คำพูดของพนักงานหรอกนะครับ แต่มาจากแขกต่างชาติที่บังเอิญเดินผ่านมาตอนที่เราเพิ่งมาถึงสวรรค์บนดินที่มีอายุกว่า 30 ปีแห่งนี้ แม้ว่าจะเคยมาที่นี่หลายครั้งแล้ว แต่คลื่นพลังพิเศษบางอย่างของ อมันปุรีก็ส่งเข้ามากระทบให้หัวใจเราพองโตได้แบบไม่พลาดเป้าเลยสักครั้ง คราวนี้เราจะใช้เวลาอยู่ที่นี่ 2 คืน 3 วัน และตั้งใจว่าจะจัดสรรเวลาทำกิจกรรมในมุมต่างๆของรีสอร์ทให้มากที่สุด จะได้เก็บภาพมาฝากได้ครบ แต่แน่นอนว่าเราทำได้ “เกือบ”สำเร็จเลยนะครับ :D ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหา ขออนุญาตแจ้งข่าวดีกันก่อนเลยว่า hoparound.co มีดีลลับร่วมกับ Amanpuri ในแคมเปญ Closer to Home ซึ่งพิเศษทั้งในเรื่องของเรทค่าห้องและสิทธิประโยชน์อื่นๆอีกหลายรายการเลย คลิกเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ Exclusive Rate for Hoparound.co Fans!! ราคาพิเศษเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น!! The Arrival ที่สนามบินภูเก็ต หลังจากที่เราได้สัมภาระครบเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกมาพบกับพี่คนขับรถที่ชูป้าย AMANPURI รอเราอยู่ รถ BMW ที่มารับเรานั้นกว้างขวาง มีน้ำดื่ม ขนม และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แม้แต่สายชาร์จมือถือก็มีเตรียมให้เช่นกัน พี่คนขับรถแจ้งเราอย่างสุภาพว่าจะใช้เวลาประมาณ 40 นาทีในการเดินทางถึงโรงแรม แต่ความรู้สึกของเราเหมือนเร็วกว่านั้นมากเมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่ถนนส่วนตัวที่ไร้ป้ายชื่อรีสอร์ทใดๆ ไม้กั้นที่ป้อมยามยกขึ้นเปิดทางให้เราเข้าสู่ความร่มรื่นของแมกไม้ที่ขนาบสองข้างทาง บอกให้เรารู้ว่าเรากำลังเข้าสู่อีกเขตแดนหนึ่งที่ถูกสงวนรักษาไว้เป็นอย่างดี เส้นทางที่ขึ้นๆลงๆแม้ไม่ได้ชันมาก แต่ก็ทำให้เรารับรู้ถึงสภาพภูมิประเทศที่เป็นเนินเขา เพราะอมันปุรีตั้งอยู่บนเนินแหลมส่วนตัวทางทิศตะวันตกของเกาะภูเก็ต ศาลาเรือนไทยอยุธยาหลังคาสีเทาสะอาดตาเริ่มปรากฏให้เห็น และเมื่อรถจอดลงตรงจุดเทียบรถของล็อบบี้ เสียงฆ้องก็ดังกังวาลขึ้นพร้อมกับการยกมือไหว้อันพร้อมเพรียงกันของทีมต้อนรับที่มายืนเรียงหน้ากระดานรอการมาถึงของเรา เป็นการต้อนรับที่เปี่ยมไปด้วยความใส่ใจจนเรารู้สึกเหมือนได้กลับมายังบ้านอีกหลังของเรา แคมเปญ Closer to Home คงมีที่มาจากความรู้สึกนี้นี่เอง ทันทีที่เราลงจากรถ พนักงาน (ซึ่งจำชื่อพวกเราได้!) ก็นำเอาพวงมาลัยดอกไม้สดสีขาวมาคล้องคอต้อนรับ พร้อมกับเสนอผ้าเย็นกลิ่นมะลิหอมสดชื่นให้เราได้เช็ดเหงื่อไคล ยิ่งเมื่อได้ดื่ม Welcome Drink เย็นๆก็ยิ่งทำให้เรากระชุ่มกระช่วยขึ้นมาทันที แต่ทั้งหมดนั้นก็ยังไม่ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้กลับบ้านจริงๆเท่ากับบทสนทนาที่สุภาพและคุ้นเคยดุจมิตรที่รู้จักกันมานาน เพื่อความผ่อนคลายสูงสุดของแขกที่เข้าพัก Amanpuri จะไม่ทำการเช็คอินกันที่ล็อบบี้ แต่พนักงานต้อนรับจะพาเราไปส่งถึงเรือนพัก เพื่อแนะนำการใช้อุปกรณ์ในทุกๆจุดและช่วยกรอกเอกสารเช็คอินกันในห้องของเราเลย Overview Amanpuri แปลว่า A Place Of Peace (สถานที่แห่งความสงบ) มีเนื้อที่กว่า 236 ไร่บนเนินแหลมส่วนตัวที่เต็มไปด้วยต้นมะพร้าวสูงชะลูดตัดกันกับสีฟ้าไล่เฉดของทะเลอันดามัน แหลมนี้อยู่ระหว่างหาดสุรินทร์และหาดบางเทา โดยจุดที่ Amanpuri ตั้งอยู่นั้นมีหาดพันทรีซึ่งมีลักษณะเป็นหาดปิดที่สวยมาก จึงกลายเป็นหาดส่วนตัวสำหรับแขกของ Amanpuri และ The Surin Phuket ที่อยู่ติดกันไปโดยปริยาย จาก Landscape ที่เลอค่าอยู่แล้วนั้น เมื่อได้รับการดูแลงานสถาปัตยกรรมทั้งหมดโดยคุณ Ed Tuttle ปรมาจารย์ด้านสถาปัตย์ระดับโลกที่เพิ่งล่วงลับไปเมื่อปี 2020 จึงยิ่งทำให้ Amanpuri นั้นเป็นดั่งสรวงสวรรค์ที่มนุษย์สร้างขึ้นดีๆนี่เอง โดยตัวอาคารทั้งหมดในรีสอร์ทคุณ Tuttle ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรือนไทยทรงอยุธยาแต่นำมาปรับแต่งเส้นสายและสีสันให้เกลี้ยงเกลาและรองรับประโยชน์ใช้สอยที่ทันสมัยมากขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าเรือนไทยสไตล์อยุธยาจะทั้งโดดเด่นและกลมกล่อมไปกับบริบททะเลอันดามันและทิวมะพร้าวได้ราวกับถูกร่ายมนตร์ พื้นที่ทั้งหมดถูกแบ่งเป็น 3 โซนหลักๆครับ โซนแรกเป็นโซนรีสอร์ท (68 ไร่) ที่ไม่ได้มาเป็นห้อง แต่มาเป็นเรือนพักทรงไทยอยุธยาแยกหลังกันทั้งหมด 40 หลัง ซึ่งที่นี่จะเรียกว่า Pavilion (พาวิลเลี่ยน) มีหลายขนาด หลายวิว หลายราคาเลือกกันได้ตามสะดวกเลยครับ สอบถามได้ที่แผนก Reservation โดยตรงนะครับ โซนต่อมาเป็นโซน Holistic Wellness Center (17 ไร่) ดูแลสุขภาพแบบองค์รวมด้วยทีมงานมืออาชีพในแต่ละด้าน พร้อมอุปกรณ์ที่ทันสมัยครบครัน มีหลายโปรแกรมให้เลือกเข้าร่วมตั้งแต่นวดผ่อนคลาย ลดน้ำหนัก โยคะ ฝึกสมาธิ ฟื้นฟูร่างกาย บำบัดด้วยน้ำ ไปจนถึงการเสริมสร้างความฟิตตามโจทย์ของแต่ละคน และโซนสุดท้ายก็คือโซน Private Villas มีทั้งสิ้น 44 หลังซึ่งครอบคลุมพื้นที่ใหญ่ที่สุดกว่า 150 ไร่ เดาได้ไม่ยากว่าโซนนี้เป็นโซนที่ทั้ง Exclusive ที่สุดและ Exquisite ที่สุดของ Amanpuri แต่ละหลังนั้นมีเจ้าของที่ซื้อกรรมสิทธิ์ขาดไป แต่ยังคงให้ทางทีม Amanpuri บริหารจัดการและปล่อยเช่าให้อยู่ เดี๋ยวในโพสต์นี้เราจะพาไปเยี่ยมชม Villa บางหลังกันด้วย และถ้าเพื่อนๆคนไหนสนใจจะเช่าวิลล่าก็สอบถามทาง Reservation ได้เช่นกันครับ Our Pavilion ตัดกลับมาที่เรือนพักของเรากันดีกว่า คราวนี้เราพักในโซนรีสอร์ทครับ Pavilion ของเราหมายเลข 906 เป็น Garden Pavilion ขนาด 1 ห้องนอนที่ไม่มีสระส่วนตัว แต่มีศาลานั่งเล่นให้ 1 หลังใหญ่ และเอาเข้าจริงๆก็เห็นวิวทะเลอยู่บ้างนะครับ สวยหรูอยู่เพลินมาก และถ้าตารางของเราไม่แน่นไปด้วยโปรแกรมสำรวจซอกมุมต่างๆของรีสอร์ทแล้ว เราก็ไม่ติดเลยที่จะพักผ่อนยาวๆอยู่ในเรือนพักของเราตลอดวัน พนักงานต้อนรับพาเราเดินไปตามเส้นทางที่ลัดเลาะบนเนินเขาใต้เงาต้นมะพร้าวพอให้ได้ออกกำลังเล็กน้อย ต้นไม้เขียวขจีนานาพันธ์ุถูกจัดวางให้บังสายตาเพื่อความเป็นส่วนตัวของ Pavilion แต่ละหลังได้อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ ด้านนอกของ Pavilion ทุกหลังนั้นมีเรือนนั่งเล่นแยกออกมาอีก 1 หลัง โดยยกหลังคาสูงรับลมธรรมชาติและมีพัดลมเพดานเผื่อไว้ให้ด้วย Pavilion ของเราก็เช่นกันครับ ภายใน Pavilion นั้นแบ่งเป็น 2 โซนหลักๆ คือห้องนอนกับห้องน้ำ เราไปสำรวจกันทีละโซนนะครับ เปิดประตูปุ๊บก็เจอห้องนอนก่อนเลย ภายในตกแต่งด้วยไม้เนื้อแข็งโทนส้มอมแดง (ตระกูลไม้มะค่า ไม้ประดู่ ไม้แดง) สลับกับผนังขาวและกระจกเงาซึ่งเป็นองค์ประกอบที่คุณ Ed Tuttle ชอบนำมาใช้เป็นอย่างมาก อารมณ์ภายในนั้นสงบขลังเหมือนบ้านผู้ดีเก่าที่ทั้งอบอุ่นและมีรสนิยม ที่มุมห้องมีผลไม้สด และลูกชุบในตะกร้าเล็กๆ เป็น Welcome Snacks พร้อมกับโน้ตสั้นๆอธิบายว่าลูกชุบคืออะไรในภาษาอังกฤษสำหรับลูกค้าต่างชาติ รวม Welcome Message ที่เขียนด้วยลายมือและลงชื่อคุณ Gearoid Lyons ผู้จัดการรีสอร์ท อีกมุมหนึ่งของห้องมี Surprise พิเศษสำหรับเราเป็น Sparkling Wine แบรนด์ Ferrari Trento ที่ผลิตให้ Aman โดยเฉพาะ ต้องบอกว่าสิ่งนี้เป็นของขวัญ Extra ที่ไม่ได้อยู่ในแพ็คเกจห้องปกติ ซึ่งแขกแต่ละคนในแต่ละครั้งที่เข้าพักก็อาจจะได้รับหรือไม่ได้รับ และสิ่งของก็อาจจะแตกต่างกันไป นับเป็นเสน่ห์เล็กๆที่ทาง Aman ตั้งใจสร้างความแตกต่างให้กับแขก แต่สิ่งที่เพื่อนๆชาว #hopster จะได้รับแน่นอนหากใช้โค้ด Hop Around จองห้องพักก็คือ Cocktail 2 แก้ว และเรทห้องพักที่พิเศษสุดครับ ในตู้เย็นมินิบาร์ก็มีทั้งขนมขบเคี้ยว Soft Drinks รวมถึงชา (Dilmah) กาแฟ (ILLY) เราชอบ Exclusive Chocolate Bar ติดแบรนด์ Amanpuri เป็นพิเศษ เลยตั้งใจจะหยิบกลับมากินต่อที่บ้านมาเป็นที่ระลึกให้หายคิดถึงด้วย เพราะทั้งหมดทาง Housekeeping จะมาเติมให้ฟรีทุกวันเลย แน่นอนว่าฟีเจอร์หลักของห้องนอนก็คือเตียงนอนนั่นเอง และเตียงที่ Amanpuri นั้นเราสามารถ Request ความนุ่มหรือความเฟิร์มได้ตามความพอใจ เพียงยกหูแจ้งพนักงานได้ง่ายๆเลยครับ เห็นเป็นเรือนไทยดูขลังแบบนี้ แต่เทคโนโลยีภายในห้องมีการอัพเดทตลอดนะครับ เพราะทุกปีๆละ 2 เดือนรีสอร์ททั้งหมดจะปิดรับลูกค้าเพื่อซ่อมบำรุงปรับปรุงสถานที่ขนานใหญ่ เราประทับใจระบบไอแพดที่ใช้ในการควบคุมไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ ทีวี รวมไปถึงสามารถเข้าถึงเมนูอาหาร และข้อมูลกิจกรรมทั้งหมดของรีสอร์ทได้แบบสะดวกมากครับ ช่อง USB ก็มีให้หลายจุด รวมถึงที่ซ่อนอยู่อย่างแนบเนียนตรงฐานชาร์จโทรศัพท์ด้วย ส่วนทีวีนั้นจะถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนหลังประตูเลื่อนที่กั้นโซนห้องน้ำ และนี่ก็เป็นอีกความตั้งใจของแบรนด์ Aman ทั่วโลกที่อยากจะให้แขกได้ออกไปสัมผัสกับธรรมชาติด้านนอกกันมากกว่าดูทีวีอยู่ในห้อง โซนห้องน้ำนั้นมีพื้นที่ใหญ่ไม่แพ้ห้องนอนเลย ประกอบไปด้วยพื้นที่แต่งตัวและอ่างล้างหน้าให้กับแขก 2 คนแยกกันคนละฝั่ง มี Centerpiece เป็นกระถางกล้วยไม้สวยงาม ทางรีสอร์ทเตรียมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกไว้ให้ครบครัน ตั้งแต่เสื้อคลุมอาบน้ำ กระเป๋า Beach Bag หมวกแก๊ปปักโลโก้ Amanpuri (อันนี้เอากลับบ้านได้นะครับ) รวมไปถึงรองเท้า Slippers สำหรับใช้ภายในห้อง และรองเท้าแตะหูหนีบสำหรับเดินไปทะเล ด้านในก็สุดของโซนจะเป็นห้องฝักบัวอาบน้ำ อ่างอาบน้ำ และห้องส้วมอัตโนมัติ ส่วน Amenities ทั้งหมดเป็นแบรนด์ Amanpuri ซึ่งบรรจุในภาชนะที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้เพื่อช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมครับ Exclusive Rate for Hoparound.co Fans!! ราคาพิเศษเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น!! Minimal Seasoning, Maximal Flavors At Nama เมื่อเราสะกดคำว่า Aman แบบย้อนกลับก็จะได้คำว่า Nama ซึ่งแปลว่า ความเป็นธรรมชาติหรือความดิบสด (แหม ช่างลงตัวอะไรปานนั้น) Nama เป็นแบรนด์ห้องอาหารญี่ปุ่นซิกเนเจอร์ของเครือ Aman เราจึงสามารถพบกับร้าน Nama ได้ที่รีสอร์ท Aman หลายแห่งทั่วโลก สำหรับที่ Amanpuri นั้น Nama จะเปิดให้บริการเพียง 6 เดือนในแต่ละปีเท่านั้น (1 พ.ย.-31 เม.ย.) ซึ่งเราก็โชคดีมากที่ได้มาที่นี่ช่วงนี้พอดี และนี่ก็น่าจะเป็นประสบการณ์การรับประทานอาหารญี่ปุ่นริมทะเลอันดามันครั้งแรกของเราเลยครับ อาหารของ Nama เน้นวัตถุดิบที่นำเข้าจากญี่ปุ่นโดยตรง โดยเชฟจะให้ความสำคัญกับความสด และการดึงเอารสธรรมชาติที่ดีงามของวัตถุดิบแต่ละอย่างออกมาให้ได้มากที่สุด แม้จะปรุงน้อย แต่ความพิถีพิถันนั้นเข้มข้นมาก เราแอบเห็นเชฟบรรจงล้างและเช็ดผักสลัดทีละใบ เพื่อนๆน่าจะจินตนาการถึงความใส่ใจได้ไม่ยากใช่ไหมครับ Masumi Sake ก่อนจะไปถึงอาหาร เราแว่บไปเห็นเมนูสาเกแบรนด์ Aman เลยลองสอบถามพนักงานดู ได้ความว่าเป็นสาเกที่ Aman สั่งผลิตพิเศษโดยแบรนด์เก่าแก่อย่าง Masumi Sake ที่เมืองนากาโนะ โดยจะมีรสชาติกลมกล่อมดื่มง่ายเข้ากับอาหารได้ทุกอย่าง เราจึงจัดมา 1 ขวด และก็ไม่ผิดหวัง หอมและดื่มลื่นคอดีมากครับ สำหรับอาหารเราพยายามสั่งให้หลากหลายเพื่อเก็บภาพความอร่อยมาฝากกันครับ ตั้งแต่ สลัดปลาดิบ (Kaizen Salad) ซาชิมิรวม (Sashimi Moriawase) ซึ่งเชฟจะเป็นคนเลือกว่าในแต่ละวันปลาอะไรสดที่สุดก็จะจัดมากให้ครับ Amanpuri Roll ด้านในเป็นปลาโทโร่และแอมเบอร์แจ็คพร้อมกับไข่แซลมอน อาโวคาโด้และผักอื่นๆ เทมปุระรวม (Tempura Moriawase) ไปจนถึงเนื้อวากิวเกรดพรีเมี่ยม A5 ย่างถ่าน (Tokusen Wagyu) ก่อนจะตบท้ายด้วย Matcha Tiramisu แนะนำให้ค่อยๆตั้งใจทานทุกๆคำ เพื่อให้ต่อมรับรสได้สัมผัสกับความอร่อยสดจากธรรมชาติที่ผ่านการประคบประหงมมาอย่างดี Kaizen Salad Sashimi Moriawase Amanpuri Roll Tempura Moriawase Tokusen Wagyu Matcha Tiramisu Private Villas #23 และ #27 อิ่มท้องเรียบร้อยแล้ว เราพาเพื่อนๆเข้าไปชมโซน Private Villas ที่ Exclusive ที่สุดของ Amanpuri กันบ้างดีกว่า ต้องบอกว่าพิเศษจริงๆครับ เพราะโซนนี้ไม่ได้เปิดให้คนนอกเข้ามาได้ง่ายๆ และวันนี้เพื่อนๆจะได้ชมกันถึง 2 วิลล่า คือหมายเลข 23 และ 27 (จากทั้งหมด 44 วิลล่า) สำหรับความเลิศหรูของแต่ละวิลล่า เราขออนุญาตให้ภาพดำเนินเรื่องแทนนะครับ ในภาพรวม แต่ละ Villa นั้นมีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 3-9 ห้องนอน และเมื่อได้เข้ามาจริงๆแล้วต้องบอกว่าใหญ่กว่าที่เราจินตนาการไว้ค่อนข้างเยอะเลยครับ เพราะ 1 Villa = 1 Complex ส่วนตัวที่ประกอบไปด้วยอาคารย่อยๆอีกหลายหลัง ลดหลั่นกันลงมาตามแนวเชิงเขา 2-3 ระดับ พร้อมพื้นที่ส่วนกลางที่อาจจะมีทั้งสระว่ายน้ำ ลานอเนกประสงค์ ห้องรับประทานอาหาร หรือศาลาพักผ่อน ซึ่งแต่ละ Villa ก็มีความดีงามที่ไม่ซ้ำแบบกันเลย ไม่น่าเชื่อนะครับว่าโซน Private Villa นี้จะสามารถทวีกำลังความดีงามในทุกๆด้านขึ้นไปได้อีกหลายเท่าจากส่วนของรีสอร์ทด้านนอก และจากใจจริงก็คือหากเพื่อนๆมีกำลังทรัพย์และมากันหลายคน เราคิดว่าเช่าวิลล่าไปเลยคุ้มมากๆครับ เพราะจะได้รับประสบการณ์เหนือระดับชัดเจนทั้งวิวธรรมชาติที่สวยจับใจ พื้นที่ที่กว้างขวางพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันยิ่งกว่าที่บ้านของเราเองซะอีก การบริการแบบเฉพาะตัวซึ่งมีทั้ง Butler และ Chef ประจำที่วิลล่าให้เลย และที่สำคัญก็คือความเป็นส่วนตัวขั้นสุด ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมแขกระดับ VVIP ทั้งนักธุรกิจ นักการเมือง ไปจนถึงคนดังในวงการบันเทิงของโลกจึงต่างตกหลุมรัก Private Villa ที่ Amanpuri กันถ้วนหน้า Signature Thai Afternoon Tea ช่วงน้ำชายามบ่ายที่ Amanpuri นั้นแตกต่างจาก Afternoon Tea ขนบฝรั่งอย่างที่เราเห็นในโรงแรมทั่วๆไป เพราะที่นี่เน้นประสบการณ์ท้องที่แบบไทยๆ จึงเสิร์ฟเป็นขนมไทยและผลไม้สด โดยเฉพาะขนมครกที่ทำสดๆของอมันนั้นเป็นที่เลื่องชื่อฤาชาเป็นอย่างมากครับ เราชอบความหวานน้อยมากๆของขนมครก และถ้าเราอยากมีส่วนร่วมมากขึ้น ก็สามารถขอลองหยอดลองแคะขนมครกเองได้ด้วยนะครับ Afternoon Tea ของที่นี่นั้นจัดขึ้นริมสระน้ำสีดำของรีสอร์ท จึงมีอารมณ์ของความเป็น Pool Party ผสมอยู่ด้วย ทำให้บรรยากาศช่างดูมีชีวิตชีวาดีเหลือเกิน อย่าว่าแต่แขกต่างชาติที่ดูสนุกและตื่นเต้นกันมากเป็นพิเศษ คนไทยอย่างเราเองก็พลอยตื่นตาตื่นใจไปด้วยไม่แพ้กัน ส่วนเครื่องดื่มก็มีทั้งชาร้อนหลายชนิดและเครื่องดื่มสมุนไพรเย็นๆที่ช่วยคลายร้อนได้เป็นอย่างดีครับ Pansea Beach ก่อนจะไปเรื่องความงดงามของหาด ขอนอกเรื่องนิดนึงครับ เราชอบชื่อหาดพันทรี (พัน-ซี) มากเลยครับ เพราะฟังดูสละสลวยทั้งในภาษาไทยอ่านง่ายในแบบสากล ยิ่งการสะกดเป็นภาษาอังกฤษว่า Pansea แล้ว ยิ่งมีความหมายที่ดีมากเพราะคำว่า Pan เป็น Prefix ที่แปลว่า All (ทั้งหมด) ส่วนคำว่า Sea ก็คือทะเล เลยมีความหมายว่า หาดแห่งทะเลทั้งหมด หรือหาดแห่งทุกทะเล ซึ่งฟังดูดี๊ดีเนอะ หาดพันทรีอาจจะไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูนักในหมู่นักท่องเที่ยว เพราะหาดแห่งนี้เป็นไอเท่มลับของเกาะภูเก็ตเลยก็ว่าได้ ด้วยโขดหินทรงสวยที่กั้นทั้งฝั่งซ้ายและขวาของหาด ทำให้เป็นหาดปิดโดยธรรมชาติ ประกอบกับการที่มีเพียง 2 รีสอร์ทบนหาดนี้เท่านั้น คือ Amanpuri และ The Surin Phuket (ซึ่งเป็นรีสอร์ทในเครือเดียวกัน) จึงทำให้หาดพันทรีกลายเป็นหาดส่วนตัวไปโดยปริยาย แต่สิ่งที่ทำให้หาดส่วนตัวแห่งนี้กลายเป็นสวรรค์บนดินของแขกผู้มาเยือนก็คือความลงตัวของทุก Element ไม่ว่าจะเป็นน้ำสีฟ้าใสไล่โทนอ่อน-เข้มพร้อมอุณหภูมิที่กำลังสบายผิว ทรายที่ขาวละเอียดนุ่มเท้า ไปจนถึงความสมบูรณ์ใต้ทะเลที่มีทั้งฝูงปลาและแนวประการังให้เห็นได้ง่ายๆ วันนี้เราพาเพื่อนๆมาทำความรู้จักและ Appreciate หาดกันเบื้องต้นก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะมาลงไปเล่นกิจกรรมทางน้ำกันนะครับ Sunset Cocktail At The Lounge การที่ Amanpuri ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของเกาะภูเก็ตนั้นทำให้ภาพ Sunset กลายเป็นของขวัญอันงดงามที่แขกของรีสอร์ทจะได้รับทุกยามเย็น แปรเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาและสภาพอากาศ หลายเฉดสีทั้งฟ้า ส้ม ชมพู ม่วง จะผลัดเวรกันมาแต่งแต้มท้องฟ้าทั้งผืนให้กลายเป็นดั่งงานจิตรกรรมระดับมาสเตอร์พีซ ก่อนจะฉาบเบาๆด้วยสีทองอีกชั้นด้วยแสง Finale ของดวงอาทิตย์ และสำหรับเราแล้วช่วงตะวันลับขอบฟ้าจึงเป็นช่วงที่ดีที่สุดที่จะมานั่งจิบเครื่องดื่มแก้วโปรดที่ The Lounge พร้อมซึมซับเอาพลังดีๆเข้าสู่จิตใจก่อนจะมูฟไปดินเนอร์กันต่อไม่ว่าจะเป็นอาหารอิตาเลียนระดับ World Class ที่ Arva หรืออาหารไทยชั้นครูที่ Bua Bok ซึ่งเย็นนี้เราจะพาเพื่อนๆไปชิมอาหารไทยกันก่อนนะครับ Authentic Southern Thai Dinner at Buabok “บัวบก” คือห้องอาหารไทยอันเลื่องชื่อแห่ง Amanpuri นำเสนอรสชาติท้องถิ่นที่ถึงเครื่อง ละเมียดละไมทั้งในการคัดสรรวัตถุดิบและการปรุง เราเริ่มมื้อกันด้วยถุงทองคำเล็กๆเป็นดัง Amuse Bouche เวอร์ชั่นไทย เราสั่ง “เบือทอด” มาเป็นคอร์สเรียกน้ำย่อยตำรับภูเก็ต ซึ่งก็คือกุ้งและผักชุบแป้งผสมครื่องแกงทอด ตามด้วยยำมะม่วงปูนิ่มระนองรสจัดจ้านกลมกล่อม จานต่อมาเป็นเมนูที่เราสั่งแทบทุกครั้งที่มาก็คือแกงปูเส้นหมี่ เนื้อปูสดหวานอร่อย และน้ำแกงอร่อยเข้มข้นเหมือนเดิมครับ มีอาหารทะเลหลายจานแล้ว จานสุดท้ายเราจึงเลือกเนื้อวากิวไทยย่างบนเตาถ่าน จิ้มแจ่วรสแซ่บ เมนูของบัวบกนั้นหลากหลายครบทุกหมวดตั้งแต่ซุป สลัด จานเส้น แกง ไปจนถึงน้ำพริก ทำให้เราต้องใช้เวลาตัดสินใจอยู่พักใหญ่ ใครสนใจดูเมนูเต็มได้ที่นี่นะครับ www.aman.com ถุงทอง หลนปูนิ่ม แกงปูเส้นหมี่ ยำภูเก็ตกุ้งย่าง เนื้อย่างเตาไฟ ยํามะม่วงปูนิ่มระนอง เบือทอด Turn Down #1 เราค่อยๆอุ้มพุงกลมๆเดินกลับมาที่ห้อง ก็พบกับห้องที่ได้รับการ Turn Down พร้อมสรรพ ผ้าห่มถูกพับมุมแง้มเปิดให้เราเข้าไปซุกตัวได้โดยง่าย และที่ปลายเตียงก็มีเทียนในกะลามะพร้าววางไว้เป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆแทนการส่งยิ้มละไมให้แขกก่อนนอน ขยับมาที่โต๊ะมินิบาร์ก็มีอีก 1 เซอร์ไพร้ซ์เป็น Negroni ค็อกเทลคลาสสิคตำรับอิตาเลี่ยนเพื่อส่งเราเข้านอน โดยทางรีสอร์ทผสมและบรรจุขวดมาให้เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับผิวส้มสำหรับ Garnish ด้วย เพียงเราตักน้ำแข็งและรินลงแก้วก็จิบเพลินๆได้ทันที ขอบคุณสำหรับความใส่ใจในทุกๆบริการจริงๆครับ Bath Time! ตอนแรกเราก็กะจะอาบน้ำฝักบัวง่ายๆกัน แต่พอเดินผ่านอ่างอาบน้ำก็อดไม่ได้ที่จะแช่น้ำตีฟองนุ่มๆซักหน่อย ยิ่งถ้าได้แช่ไปจิบ Negroni ไปด้วยก็คงดีไม่น้อยเลย คืนนี้ทั้งสบายตัวและสบายใจ หลับปุ๋ยแน่นอนครับ แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะครับ Morning Sweat เราตั้งใจจะตื่นกันเช้าหน่อยเพื่อมาออกกำลังกายที่ยิมของรีสอร์ท ว่ากันว่ายิมที่นี่ยอดเยี่ยมทั้งเรื่องความครบครันทันสมัยของอุปกรณ์ และวิวทะเลสีครามแบบพาโนรามาเลย แล้วก็จริงทุกประการ ยิมที่นี่ดีมากจริงๆครับ ปกติแล้วคุณเฟิร์สเป็นคนขยันมากในเรื่องการออกกำลังกาย ส่วนเรา (เค้ก) ยอมรับเลยว่าขี้เกียจมากครับ แต่ยากที่สุดก็คือตอนเริ่มต้น พอเครื่องติดแล้วก็หยุดไม่ค่อยได้เหมือนกัน เราสองคนมาถึงเป็นคนแรกจึงเหมือนกับได้ยิมทั้งหมดเป็นของเราเอง ยกเว้นมีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลยิมอีก 1 คนเท่านั้น ตัวยิมมีทั้งหมด 2 ชั้นนะครับ ชั้นบนมีทั้งโซนเวทเทรนนิ่ง และโซนเครื่องออกกำลังไฟฟ้าซึ่งมีอุปกรณ์แทบทุกอย่างที่เราจะนึกออกในสภาพที่พร้อมใช้งานทั้งหมด ที่เหนือกว่ายิมที่อื่นก็ตรงที่มีน้ำเปล่าและผ้าขนหนูเตรียมไว้ให้ประจำทุกเครื่องเลย ส่วนชั้นล่างจะเป็นโซนต่อยมวย ห้องฝึกพีลาทีส และห้องล็อคเกอร์แยกชาย-หญิงครับ เราสามารถที่จะจ้าง Personal Trainer เพื่อดูแลเราโดยเฉพาะแบบที่ดารา Hollywood ที่มาพักที่นี่มักจะทำกันก็ได้นะครับ ;-) Breakfast At Buabok ออกกำลังกันจนเพลิน ดูนาฬิกาอีกทีก็เกือบหมดเวลาอาหารเช้าแล้ว เราจึงตัดสินใจแบกร่างพร้อมเหงื่อโทรมกายมุ่งหน้าไปที่ห้องอาหาร Buabok (ที่เราดินเนอร์กันไปเมื่อวาน) อีกครั้ง แต่คราวนี้เรามาเพื่อ Breakfast แบบอาลาการ์ทที่สั่งได้ไม่อั้น ระหว่างที่สายตาสแกนเมนูทั้งอาหารและเครื่องดื่ม เราก็เริ่มจดออร์เดอร์สิ่งที่อยากกินไว้ในใจ ปัญหาเดียวคือเราอยากลองหลายเมนูจนเราเองก็จำไม่หมด เราจึงค่อยๆเรียงลำดับใหม่ เริ่มจากเมนูที่เบาๆ พวกน้ำผักผลไม้ ไปจนถึงของ Healthy อย่าง Acai Bowl, Chia Pudding และ Vegan Scramble Toast เพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายได้ดูดซึมของดีเข้าไปก่อนที่จะไปลุยของหนักๆ ตั้งแต่เมนูพิเศษประจำวันอย่างข้าวมันไก่ โจ้กปลา ไข่ดาว เบค่อน ไข่เจียวปู (ใช่ครับมีให้เลือกในรายการอาหารเช้าด้วย) ไปจนถึงหมูปิ้งและครัวซองต์ สุดท้ายทุกอย่างก็รวมกันเป็นมื้อเช้าที่หนักมากกกกกกกกอยู่ดี :D เริ่มแล้วหยุดยากทุกทีเลย Taking A Stroll Around The Property หลังจากอาบน้ำแต่งตัวจนกลายเป็นลุคใหม่แล้ว เราก็เลยถือโอกาสเดินเล่นปล่อยใจฝันรอบๆรีสอร์ทเพื่อช่วยกระเพาะย่อยอาหารไปในตัว ใต้ร่มเงาต้นมะพร้าวที่สูงชะลูดนั้นทำให้อากาศไม่ร้อนอย่างที่คิด ยิ่งเราใช้เวลาอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรับรู้และเข้าใจความเป็น A Place Of Peace แห่งนี้ได้ลึกซึ่งยิ่งขึ้น เรารู้สึกว่าที่นี่เป็นความสมดุลพอดีระหว่างความดิบของธรรมชาติอันงดงามกับความดูแลเอาใจใส่อย่างมีระบบของมนุษย์ เราเห็นสนามหญ้าที่ได้รับการตัดแต่งจนเรียบร้อยสะอาดตา ในขณะเดียวกันก็เห็นนกกระยางบินลงมาเดินเล่นอยู่ในสนามนั้น เราเห็นทิวต้นมะพร้าวสีเขียวจำนวนนับไม่ถ้วน ตัดกับท้องฟ้าสีครามและปุยเมฆสีขาว ในขณะเดียวกันหลังคาเรือนไทยสีเทาพร้อมปันลมไม้สีน้ำตาลก็เสียดขึ้นแทรกอย่างถูกจังหวะและให้ความกลมกล่อมกับสายตาอย่างยิ่ง Shopping At The Retail Pavilion อาจารย์สถาปนิกชาวญี่ปุ่นชื่อก้องโลกอย่างคุณ Kengo Kuma นั้นได้รับมอบหมายจากทาง Aman ให้ช่วยดูแลงานออกแบบ Retail Pavilion ที่เพิ่งเปิดให้บริการในปี 2020 ที่ผ่านมานี่เอง ที่นี่เป็นเรือนขายสินค้าแบรนด์ Aman ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายทั้งในแบบ Leisure Wear และ Active Wear ไปจนถึงเครื่องหอมและเครื่องประทินผิว นอกจากนี้ยังมีงานฝีมือที่ทั้ง Unique และ Exotic ซึ่งทีมคัดสรรของ Aman ได้ไปเสาะแสวงหามาให้แขกได้เลือกซื้ออีกด้วย สินค้าด้านใน Retail Pavilion จึงมีความพิเศษ และหาซื้อที่อื่นได้ยาก เราเองก็อดไม่ได้ที่จะเลือก Shopping ของติดไม้ติดมือมาเล็กๆน้อยๆด้วยเช่นกัน Casual Lunch At Beach Terrace ขอเข้าประเด็นก่อนเลยครับว่า Amanpuri Wrap เป็นเมนูที่เราประทับใจมากในมื้อนี้ ถ้าได้มาที่นี่ อย่าลืมสั่งกันนะครับ ด้านในเป็นเหมือนทอดมันที่ไม่ใส่พริกแกงทำจากเนื้อกุ้งลายเสือกับเนื้อปลากะพงขาวเอามายีให้เป็นเนื้อเนียนผสมกัน ก่อนจะนำไปคลุกเกล็ดขนมปังทอด แล้วค่อยเอามาห่อกับส่วนผสมอื่นๆด้วยแป้ง Tortilla ที่จริงเมนูของ Beach Terrace มีให้เลือกหลากหลายมากครับเน้นเสิร์ฟอาหารที่เราคุ้นเคยทั้งไทยและต่างชาติ อร่อยง่ายๆ แต่มีการดัดบิด Twist ให้พิเศษมากขึ้น แต่เราผู้ที่กระเพาะยังไม่ทันว่างจากมื้อเช้าเลยเลือกสั่งอะไรที่ไม่หนักจนเกินไป จึงมาลงเอยที่ Wrap จานนี้ แกล้มกับ Brittany Sea Bass Tartare เสิร์ฟพร้อมซอส Citrus & Mint Sabayon และกะเพราเนื้อราดข้าวไข่ดาวกรอบๆ (แต่ไม่สุก) อิ่มอร่อยแบบ Comfort Food กันไปอีกมื้อครับ Spa & Hydro Facilities แค่ได้ยินคำว่า “สปา” ก็รู้สึกผ่อนคลายแล้ว และแน่นอนว่าวันนี้เราไม่ได้มานวดกันอย่างเดียว แต่เราได้จอง Hydro Facilities เอาไว้ 1 ชั่วโมงเต็มๆเพื่อช่วงเวลาส่วนตัวที่จะมีเฉพาะเราเท่านั้น ยอมใจกับการบริการแบบ Exclusive สุดๆของ Amanpuri จริงๆครับ Hydro Facilities นั้นก็คืออุปกรณ์บำบัดด้วยน้ำในรูปแบบและอุณหภูมิต่างๆ ตั้งแต่การแช่จากุซซี่ร้อนสลับกับการการจุ่มน้ำเย็นจัด เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและระบบอื่นๆในร่างกายอีกมากมาย ไปจนถึงการอบไอน้ำ อบซาวน่าทั้งแบบดั้งเดิมและแบบรังสี Infrared หลังจาก 1 ชม.เต็มๆกับการใช้งาน Hydro Facilities จนเราสบายตัวมากๆแล้ว เราก็พร้อมที่จะขึ้นเตียงให้พี่ๆ Therapist กดรีดกล้ามเนื้อกันต่อทันที ที่จริง Amanpuri มีเมนูสปาที่ตอบแทบจะทุกโจทย์เลย เราทั้ง 2 จึงเลือกนวดคนละแบบกัน คุณเฟิร์สเลือก Holistic Massage ที่ช่วยผ่อนคลายแบบองค์รวม และเน้นจุดที่มีปัญหาให้ด้วย ส่วนเรา (เค้ก) เลือกนวด Integrated Deep Tissue ซึ่งจะหนักกว่าเพราะเน้นการรีดแนวกล้ามเนื้อให้ถึงมัดลึก มีการผสมเทคนิคการนวดแผนไทยเข้าไปด้วยซึ่งเหมาะกับคนที่รู้สึกตึงเป็นพิเศษอย่างเรามากๆครับ การตกแต่งในห้องนวดนั้นสวยสง่าและสุขสงบตามสไตล์ของ Amanpuri ทุกกระเบียดนิ้ว ดนตรีที่เปิดคลอเบาๆนั้นให้ชวนให้เราผ่อนคลายได้ดีเยี่ยมจริงๆ อยากจะ Shazam เก็บไว้เปิดที่ห้องตอนนอนก็ดันลืมไปเสียสนิทเลย ทันทีที่พี่ Therapist เริ่มนวด เราก็สัมผัสได้ถึงความตั้งใจในควบคุมความเนิบ น้ำหนัก และการเคลื่อนมือลงบนร่างกายของเราในแต่ละจุด เจตจำนงของการดีไซน์การกดและรีดในแต่ละครั้งนั้นปรากฏเด่นชัดมากครับ แต่เราก็มีสติอยู่ไม่ได้นานหรอกนะครับ เพราะเผลอแป๊บเดียวเราก็ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว Surf the water and dive down under. เราใช้เวลาตลอดบ่ายกันที่สปา พอจบโปรแกรมนวดแดดก็เริ่มลดกำลังลงพอดี เราจึงต้องพยายามปรับโหมดอารมณ์ผ่อนคลายให้ไปสู่โหมดแอคทีฟกันอีกครั้ง เพราะเย็นนี้เราจะลงน้ำทะเลกันครับ และก็ไม่ได้ลงไปตัวเปล่านะครับ ที่ Amanpuri มีอุปกรณ์ทางน้ำให้แขกเล่นหลากหลายมาก ทั้งแบบ Manual ที่เราต้องออกแรงพายเองซึ่งสามารถใช้ได้ฟรี และแบบไฟฟ้าซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่ต้องบอกว่าคุ้มค่ามากครับเพราะเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ อุปกรณ์บางชิ้นนั้นเราแทบไม่เคยเห็นที่รีสอร์ทอื่นมาก่อนเลย เมื่อไปแอบถามก็ได้ข้อมูลมาว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าแปลกๆเหล่านั้นราคาหลายแสนต่อเครื่อง และวันนี้เราก็จะไปทดลองเล่น 2 ตัวด้วยกันครับ คือ eFoil เป็นบอร์ดไฟฟ้าที่พาเราเหินเหนือน้ำได้โดยไม่ต้องง้อคลื่น และ Seabob เครื่องยนต์เจ็ทที่ช่วยพาเราพุ่งไปในน้ำได้อย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นการว่ายแนวราบหรือดำดิ่งลงใต้น้ำ เริ่มที่ eFoil กันก่อนก็แล้วกัน เจ้ากระดานโต้คลื่นไฟฟ้าที่ไม่ง้อคลื่นนี้ เราสามารถจะนั่งหรือจะยืนก็ได้ และมีรีโมทให้เราปรับความเร็วได้ตามต้องการ และหากชำนาญมากๆก็สามารถบินเหนือน้ำได้ด้วยนะครับ แต่สำหรับครั้งแรกนี้ของเรา แค่ยืนบนบอร์ดได้เราก็พอใจมากๆแล้ว พอคาดหวังต่ำเราก็มักจะมีเรื่องให้เราเซอร์ไพร้ส์ตัวเองได้เสมอและในครั้งแรกนี้ นอกจากเราจะยืนได้แล้ว เรายังตีวงเลี้ยวในท่ายืนได้ด้วย 55555 ภูมิใจมากครับ ต่อให้มันอาจจะเป็นแค่การฟลุ้คก็ตาม เรียกได้ว่าสำเร็จเกินคาดครับ โต้คลื่นเหนือน้ำกันแล้ว ลงน้ำกันบ้างดีกว่า เราชอบชื่อ Seabob เป็นพิเศษเพราะฟังดูเหมือนชื่อตัวการ์ตูนน่ารัก เข้าถึงง่าย น้องเป็นเหมือนหัวมอเตอร์ไซค์ที่มีมือจับและปุ่มกดเร่งความเร็วได้ เราใช้เวลาทำความรู้จักกับน้องไม่นานก็เริ่มจับทางได้ ขั้นแรกเราต้องให้น้องพาเราพุ่งออกไปจากชายหาดซะก่อน และน้องก็แรงกว่าที่คิดครับ เป็นการเดินทางในน้ำที่สนุกมากทำให้เรารู้สึกราวกับเป็น Merman ที่ว่ายน้ำได้เร็วปรู๊ด เมื่อเข้าสู่ความลึกประมาณนึง เราจึงจะทดลองให้น้องพาดำลงไปใต้น้ำได้ ซึ่งสเต็ปนี้จะ Advanced กว่า เพราะต้องควบคุมลมหายใจดีๆ พร้อมกับต้องเคลียร์หูเป็นระยะๆ แม้เราจะเคยดำ Scuba มาก่อน แต่คราวนี้ไม่เหมือนกันเลย จึงต้องฝึกหน้างานกันพักใหญ่ หากใครเคยดำน้ำแบบ Free Dive มาแล้วน่าจะใช้ Seabob ดำน้ำเป็นง่ายกว่ากันเยอะเลย แต่สุดท้ายเราก็ทำให้น้องพาเราลงใต้น้ำจนได้ครับ ไม่น่าเชื่อว่าเพียงไม่ไกลจากหาด ใต้น้ำจะมีฝูงปลาและปะการังเยอะขนาดนี้ พี่เจ้าหน้าที่ที่มาประกบสอนเราบอกว่าวันไหนน้ำใส (วันที่เราไปน้ำค่อนข้างขุ่นจากฝนที่ตกไปก่อนหน้า) ยิ่งช่วงเช้าๆ ปลาจะเยอะกว่านี้มาก และแม้จะอยู่ใต้น้ำ Aman ก็ไม่หยุดซ่อนความประทับใจไว้ครับ เพราะที่พื้นทรายใต้ทะเลจะมีโลโก้ตัว A อยู่ด้วย เป็น Item ลับที่อยากให้เพื่อนๆไปลองดำหากันนะครับ Amanpuri Sea Platform อีกหนึ่ง Icon ของ Amanpuri ก็คือแพล็ตฟอร์มทรงกลมกลางทะเลที่ใครๆก็อยากจะมาถ่ายรูปกันโดยเฉพาะช่วงตะวันใกล้ตกดิน ข้างบนแพล็ตฟอร์มมีเตียงอาบแดดอยู่ 2 ตัว พร้อมกับน้ำดื่มและ Beach Towel เตรียมไว้ให้ แพล็ตฟอร์มนี้มาได้หลายวิธีไม่ว่าจะว่ายน้ำมา หรือใช้อุปกรณ์กีฬาทางน้ำของรีสอร์ทพายมาก็ได้ หรือถ้าไม่อยากออกแรงก็ขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยออกเรือมาส่งก็ได้เช่นกัน แต่ต้องขึ้นอยู่กับจังหวะคลื่นลมในทะเลด้วยนะครับ การเดินทางมายากนั้นมีข้อดีนะครับ เพราะทำให้คนมาน้อย และหากเราหาจังหวะดีๆ ก็อาจจะได้ทั้งแพล็ตฟอร์มเป็นของเราเองเลย จะกระโดดตู้มลงไปว่ายน้ำกับฝูงปลา หรือจะนอนอาบแดดชิลๆ หรือจะแค่ไปโพสท่าสวยๆถ่ายรูปอวดเพื่อนๆก็ทำได้เต็มที่เลย ถ้าไปดูตะวันตกดินก็อย่าลืมเผื่อเวลากลับด้วยนะคับ เดี๋ยวจะมืดซะก่อน Italian Dinner At Arva วันนี้เป็นวันที่แน่นไปด้วยกิจกรรมพิเศษ และดินเนอร์มื้อนี้ของเราก็พิเศษมากเช่นกัน หลังจากอาบน้ำแต่งตัวกันใหม่ (อีกรอบ) เราก็เดินมารับประทานมื้อค่ำกันที่ Arva แบรนด์ร้านอาหารอิตาเลียนที่มีอยู่ใน Aman อีกหลายแห่งในโลก ไม่ว่าจะเป็น Aman Venice, Aman Tokyo, Aman Sveti Stefan (มอนเตเนโกร), และ Amanyangyun (เซี่ยงไฮ้) Arva แปลว่า ดินแดนที่ถูกเพาะปลูก ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากขนบการเข้าครัวของชาวอิตาเลียนตอนใต้ที่จะไปเก็บเกี่ยวเอาพืชผลสดๆมาจากฟาร์มหรือป่าเขาไปจนถึงท้องทะเลในละแวกนั้น เพื่อมาปรุงแบบตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน จนกลายเป็นอาหารที่ช่วยเยียวยาจิดใจมื่อได้ลิ้มลอง ระหว่างที่เรากำลังสำรวจเมนูกันอย่างขะมักเขม้น พนักงานชาวตุรกีจาก Amanruya ผู้ย้ายมาศึกษางานที่ Amanpuri ชั่วคราว ก็นำ Grissini และ Foccacia มาเสิร์ฟให้เรากินเล่นกันไปพลางๆ แต่เมื่อเราได้ลิ้มรสเนื้อนุ่มๆและกลิ่นหอมของขนมปัง Foccacia ก็ตกหลุมรักแบบ Love at first bite ทันที จนเผลอกินเกือบหมดก้อนเลย นอกจากนี้ยังมี Amuse-Bouche เป็น Tartare ปลาเนื้อขาวคำเล็กๆซึ่งอร่อยมากเช่นกัน Tartare Granchio Avocado E Lattuga (สลัดปูอาโวคาโด้) Vitello Tonnato (เนื้อลูกวัวซูวีดสไลซ์บางๆราดด้วยซอสทูน่า) เราเริ่มสั่ง Antipasto มาคนละจาน เราเลือกเป็น Granchio Avocado E Lattuga (สลัดปูอาโวคาโด้) กับ Vitello Tonnato (เนื้อลูกวัวซูวีดสไลซ์บางๆราดด้วยซอสทูน่า) ซึ่งเราไม่เคยลองมาก่อนและเป็นจานแนะนำด้วย พนักงานบอกว่าถ้าใช้ Foccacia ปาดซอสทูน่าจะอร่อยมากๆ แต่เรากินขนมปังไปจนเกือบหมดก่อนหน้านี้แล้ว พนักงานจึงเอามาเติมให้ ซึ่งเราทั้งดีใจและรู้สึกผิดต่อพุงไปพร้อมๆกัน Linguine Astice Merluzza Ceci & Salsa Verde จานหลักของเราเป็น Linguine Astice (เส้นลิงกวินี่ที่ทำจาก Durum Wheat สายพันธุ์เดี่ยวจากเมือง Puglia ผัดกับบลูล็อบสเตอร์จาก Brittany ฝรั่งเศสในซอสมะเขือเทศรสเผ็ดเล็กน้อย) และ Merluzza Ceci & Salsa Verde (ปลาคอดจาก Brittany นึ่งเสิร์ฟกับซอสเขียวที่ทำจากถั่วลูกไก่ พาร์สลีย์ แองโชวี่ส์และกระเทียม) รสชาติอร่อยง่ายๆไม่ซับซ้อน แต่อบอุ่นหัวใจครับ Tiramisu Lemon Tart Peppermint Tea คอร์สสุดท้ายคือเมนู Dolci ของหวานคลาสสิค เราเลือก 2 รสชาติที่คอนทราสต์กันครับ จานแรกคือ Tiramisu ของโปรดที่เราสั่งเวลาไปร้านอิตาเลียนทุกที่ ของที่ Arva นั้นหนักแน่นในรสชาติทว่าเบานุ่มในเนื้อสัมผัส จึงเพอร์เฟ็คท์มากๆเลย ส่วนอีกจานก็คือ Lemon Tart เสิร์ฟพร้อม Sorbet รสเปรี้ยวหวานสดชื่นตัดเลี่ยนได้ชะงัดมากๆ และก็เช่นเคยครับ เราตบท้ายมื้อจริงๆกันด้วยชาร้อนๆ คุณเฟิร์สเลือกชาตะไคร้ ส่วนเราเลือก Peppermint Tea เช่นเคย ซึ่ง Amanpuri เสิร์ฟชามาพร้อมกับน้ำผึ้งป่าด้วย มื้อนี้อิ่มเอมเปรมปรีดิ์ทั้งพุงและหัวใจเลยครับผม Library ตอนแรกกะว่าจะเดินกลับห้องกันเลย แต่อีกใจก็อยากจะเดินย่อยซักหน่อย มีอีกจุดหนึ่งที่เรายังไม่ได้พาเพื่อนๆไปดูเลย นั่นก็คือห้องสมุด ที่แขกสามารถเข้ามาใช้พื้นที่อ่านหนังสือ นั่งพักผ่อน หรือจะนัดประชุมงานทั้งแบบ Online หรือ Offline ก็ได้ พื้นที่ภายในค่อนข้างกว้างขวางมากครับ แต่คนเข้ามาใช้ไม่เยอะ จึงมีมุมส่วนตัวให้จับจองได้สบายๆ ส่วนหนังสือที่มีอยู่ก็น่าสนใจเยอะแยะเลย ส่วนมากจะเน้นประเภทงานออกแบบ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม Turn Down #2 เรือนพักหมายเลข 906 ที่รัก เรากลับมาแล้วววว โปรแกรมสำหรับวันนี้จบลงด้วยดี ถือว่าเป็นอีกวันที่ Productive สุดๆ ไม่น่าเชื่อว่าพรุ่งนี้ก็ถึงเวลาต้องเช็คเอาท์แล้ว ค่ำคืนนี้ห้องของเราได้รับการ Turn Down พร้อมนอนเช่นเคย แต่เซอร์ไพร้ส์วันนี้จัดเต็มกว่าเดิมไปอีก ทีม Housekeeping ได้ยกกระถางกล้วยไม้กลางห้องน้ำของเราออกไป แล้วแทนที่ด้วยกระถางใหม่ที่จัดแสดงด้วยกิ่งไม้ห้อยด้วยช็อคโกแลตโลโก้ Aman และแอลมอนด์ อีกหนึ่งความประทับใจที่เราลืมบอกไป ก็คือการที่พนักงานช่วยจัดเรียงของที่เราอาจจะวางระเกะระกะ ให้เป็นระเบียบสวยงาม แม้กระทั่งสายชาร์จโทรศัพท์ก็มีการจัดระเบียบและมัดด้วยถามมัดแบรนด์ Amanpuri ด้วย ยิ่งไปกว่านั้นหากเพื่อนๆขับรถมา ทางรีสอร์ทจะล้างรถให้เมื่อเช็คเอ้าท์ด้วยนะครับ เมื่อสิ่งเล็กๆน้อยๆต่างๆเหล่านี้มาประกอบรวมกัน ความแตกต่างในวิถีแบบ Aman จึงปรากฏเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ยังไงวันนี้เราขอตัวไปนอนก่อนนะครับ พรุ่งนี้เรายังเหลือกิจกรรมอีกอย่างหนึ่ง ยังไม่บอกว่าคืออะไร ไว้ไปดูกันพรุ่งนี้เช้าครับ Tennis At Ten เราติดใจยิมของ Aman มากเลยคับ ตอนแรกก็อยากจะกลับไปใช้บริการอีกครั้ง แต่นึกขึ้นได้ว่ามีอีกหนึ่งกิจกรรมออกกำลังกายที่เรายังไม่ได้สัมผัสเลย นั่นก็คือการเล่นเทนนิสนั่นเองซึ่งเป็นกีฬาที่เราเคยเล่นมาบ้างในวัยเด็กและครั้งล่าสุดที่เราได้ตีเทนนิสมาก็หลายปีมาแล้ว โดยสรุปก็คือตอนนี้เราก็เป็นมือใหม่ดีๆนี่เอง แต่ไม่ต้องห่วงเลยครับเพราะที่ Amanpuri มีหนุ่มมือโปรเทนนิสชาวฝรั่งเศสสุดหล่อ คุณ Philippe หรือเรียกสั้นๆว่าคุณ Phil มาช่วยฝึกสอนให้ เพียงแค่เราจองเวลาล่วงหน้ากันก่อนนะครับ คุณ Phil ใจเย็นกับเรามากครับ ตีโดนลูกบ้าง ไม่โดนบ้าง ติดเน็ตบ่อย ออกสนามเป็นว่าเล่น แต่คุณ Phil ก็ยังคงยิ้มสนุกไปกับเราด้วย แถมยังสอนเทคนิคต่างๆเพิ่มให้เราตลอด แต่ไม่ว่าเราจะตีเทนนิสแย่ขนาดไหน แต่สุดท้ายแล้วเหงื่อที่เปียกชุ่มก็เป็นหลักฐานยืนยันได้ถึงการได้ออกกำลังกายอย่างเต็มที่มากๆครับ Late Check-Out เราเหลือเวลาอยู่ที่ Amanpuri อีกไม่นานแล้ว แต่เราทำเรื่องขอ Late Checkout ไว้ ซึ่งก็โชคก็เข้าข้างครับ เพราะยังมีห้องว่างอยู่ ทางรีสอร์ทจึงอนุญาตให้เราพักผ่อนต่อได้ถึง 14:00 น. เราจึงมีเวลาที่จะเตรียมตัว อาบน้ำ เก็บของแบบได้แบบสบายๆ นอกจากนี้แล้วเรายังมีเวลาที่จะได้นั่งทบทวน และสรุปความประทับใจทั้งหมดที่เรามีต่อ Amanpuri กันที่ศาลาหน้าเรือนของเรากันอีกด้วย Wrapping Up Our Stay ระหว่างมื้ออาหารกลางวันที่ Beach Terrace เมื่อวาน คุณ Mirko Radulovic ผู้จัดการ F&B ของ Amanpuri เดินเข้ามาทักทาย เราจึงพูดคุยกันถึงแบรนด์ Aman ซึ่งกำลังเติบโตในระดับโลกอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่ม City Hotels ที่กำลังเกิดขึ้นทั้งที่ Tokyo, New York รวมถึงกรุงเทพฯของเรา คุณ Mirko บอกว่าเขาหวังว่าทางแบรนด์จะประสบความสำเร็จในการนำ “Spirit Of Aman” ไปยังทุกๆโลเคชั่น เราจึงถามกลับไปว่า แล้วอะไรล่ะคือ Spirit Of Aman คุณ Mirko ตอบกลับมาด้วยความมั่นใจในทันทีว่า “Peace” ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความสงบ” ในใจนั้นเป็นหนึ่งในสิ่งสูงสุดที่มนุษย์ทุกคนต้องการ และ Aman ก็พยายามจะตอบโจทย์สุงสุดนี้ แต่การจะประกอบกิจการระดับ Ultra-Luxury เพื่อทำให้คุณค่านามธรรมอย่าง “ความสงบ” เป็นสิ่งที่ลูกค้าจับต้องสัมผัสได้นั้นดูไม่ง่ายเลย เพราะด่านที่อยู่ก่อนความสงบนั้น ก็คือ “ความวางใจ” โดยสมบูรณ์จากลูกค้า นอกจากสภาพแวดล้อมที่สวยงามดีต่อใจอย่างยิ่งแล้ว Aman ยังได้ใช้เวลาไปกับการสร้าง “ความวางใจ” ผ่านการบริการจากมนุษย์สู่มนุษย์ปีแล้วปีเล่า ขัดเกลาทุกรายละเอียดจนเกิดเป็นวิถีชีวิตบางอย่างที่ค่อยๆดึงดูดผู้คนให้กลายมาเป็นสาวกซึ่งค่อยๆเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นคำเฉพาะที่ใช้เรียกผู้คนที่หลงไหลความเป็น Aman เหล่านี้ว่า Aman Junkie เราไม่รู้หรอกว่า Aman มีวิธีการอะไรอย่างไรบ้าง แต่สุดท้ายแล้ว “ความสงบ” ก็คือสิ่งที่เรารู้สึกได้ในขณะที่นั่งอยู่ ณ ศาลาพักผ่อนหน้าเรือนพักของเรานี้ เราเองก็เริ่มสงสัยว่าหรือว่าก็กำลังจะกลายเป็น Aman Junkie ไปกับเค้าด้วยหรือเปล่า หากจิตวิญญาณของ Aman คือ “ความสงบ” อันมีพื้นฐานมาจาก “ความวางใจ” ของลูกค้าที่ได้จมจ่อมลงไปในประสบการณ์ที่มีมาตรฐานสูงเกินคาด บางทีสิ่งนี้อาจจะเป็นสิ่งเดียวกันกับจิตวิญญาณแห่งความลักชูรี่ทั้งหมดก็เป็นได้ #LetsHoparound #AMANPURI โปรโมชั่นพิเศษ AMANPURI CLOSER TO HOME #สุดยอดดีลพิเศษ กับรีสอร์ทหรู 𝗔𝗠𝗔𝗡𝗣𝗨𝗥𝗜 ภูเก็ต จุดเริ่มต้นของ 𝗔𝗠𝗔𝗡 แบรนด์ระดับ 𝗨𝗹𝘁𝗿𝗮-𝗹𝘂𝘅𝘂𝗿𝘆 เริ่มต้นเพียงคืนละ 𝟭𝟳,𝟬𝟬𝟬++ **พิเศษสุดๆ** สำหรับชาว Hoparound.co โปรดแจ้ง Code: HOP AROUND เพื่อรับราคาและสิทธิ์พิเศษ อัตราค่าห้องพักพิเศษเฉพาะ Hoparound.co : ⛱ เริ่มต้นที่ 𝟭𝟳,𝟬𝟬𝟬++ สิทธิพิเศษเฉพาะ Hoparound.co : 𝟭. อาหารเช้า ณ พาวิลเลียน หรือ ห้องอาหารบัวบก สำหรับ 𝟮 ท่าน 𝟮. บริการรถรับส่งสนามบินไป – กลับจากอมันปุรี เมื่อสำรองห้องพาร์เชียลโอเชียล พาวิลเลียน เป็นต้นไป 𝟯. ชุดน้ำชา เครื่องดื่มพิเศษประจำวันและขนมครกยามบ่าย 𝟰. มินิบาร์ (เติมให้วันละ 𝟭 ครั้ง) 𝟱. บริการอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมทางน้ำ (สำหรับเครื่องเล่นชนิดที่ไม่มีเครื่องยนต์) 𝟲. โปรดสำรองห้องพักอย่างต่ำ 𝟮 คืนเพื่อรับข้อเสนอดังกล่าว 𝟳. ระยะเวลาในการจองและเข้าพัก: วันนี้ - 𝟯𝟭 มีนาคม 𝟮𝟱𝟲𝟲 𝟴. อัตราค่าห้องพักอาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตขึ้นอยู่กับนโยบายของอมัน เรทสุดคุ้มและให้เยอะแบบนี้ บอกได้คำเดียวว่า “ดีที่สุด” ในรอบ 𝟯𝟰 ปี ตั้งแต่ 𝗔𝗠𝗔𝗡 เริ่มก่อตั้งมาเลย ใครที่หมายปองความสงบหรูหราหาที่เปรียบไม่ได้ในแบบ 𝗔𝗠𝗔𝗡 นี่คือโอกาสทองที่เกิดขึ้นยากกว่าสุริยุปราคาเต็มดวงซะอีก จองเลยไม่ต้องรอ!!! สำรองห้องพัก: โทร 𝟬𝟳𝟲-𝟯𝟮𝟰𝟯𝟯𝟯 อีเมล 𝗮𝗺𝗮𝗻𝗽𝘂𝗿𝗶𝗿𝗲𝘀@𝗮𝗺𝗮𝗻.𝗰𝗼𝗺 𝗟𝗶𝗻𝗲: 𝗵𝘁𝘁𝗽𝘀://𝗹𝗶𝗻.𝗲𝗲/𝗽𝗙𝟲𝟭𝗛𝟱𝗨 Exclusive Rate for Hoparound.co Fans!! ราคาพิเศษเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น!!

STAY IN TOUCH

  • Black Facebook Icon
  • Black Instagram Icon
  • TikTok
  • Black YouTube Icon

INSTAGRAM

YOUTUBE

Hoparound.co คือเว็บไซต์ท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์สำหรับ Modern Aesthete ที่คัดสรรทุกประสบการณ์การเดินทางอย่างพิถีพิถัน เราเชื่อมโยงแรงบันดาลใจจากงานดีไซน์ สถาปัตยกรรม และศิลปะ เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เหนือระดับ โดยมีทั้งการรีวิวโรงแรมหรู บูธีคโอเทลชั้นนำจากทั่วโลกที่ผ่านการเลือกสรรมาแล้วว่าโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมมอบสิทธิพิเศษและ exclusive offer ที่คัดมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ เพื่อให้คุณได้สัมผัสการพักผ่อนที่มีสไตล์และเปี่ยมด้วยคุณภาพ ผ่านเนื้อหาที่รุ่มรวยด้วยข้อมูลเชิงลึกและภาพถ่ายที่ถ่ายทอดความงดงามได้อย่างไร้ที่ติในทุกมิติ

Hoparound.co – A travel and lifestyle platform curated for design lovers and creative explorers. We handpick design hotels, cafés, galleries, and offer a booking system with exclusive travel deals you won’t find elsewhere. Beyond travel, we dive into lifestyle, art, and design content to inspire your journey. Discover unique places across Thailand and around the world — from museums, galleries, cafés, restaurants, and design hotels, to remarkable architecture, creative brands, and stylish products. All presented through engaging storytelling, beautiful visuals, and high-quality content that’s informative, enjoyable, and full of inspiration.

ที่เที่ยวใหม่ 2025 |  พิพิธภัณฑ์ & แกลเลอรี่ | โรงแรมดีไซน์ |  คาเฟ่สายอาร์ต |  เที่ยวไทย-ต่างประเทศ จองที่พัก |  รีวิวโดยบล็อกเกอร์ |  ไอเดียทริปไม่ซ้ำใคร |  ค้นหาสถานที่สร้างแรงบันดาลใจ | Travel wesite | Thai Travel Blogers | Travel Influencers | a travel website travel influencers thailand รีวิวท่องเที่ยว รีวิวโรงแรม รีวิวร้านอาหาร

 

Contact and Collaboration with Hoparound.co
E-mail: info.hoparound@gmail.com | Facebook: @hoparound.co | Instagram: @hoparound.co | Youtube: hoparound.co | Tiktok: @hoparound.co

Follow us on Instagram

เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury ถเที่ยว แพลนขับรถเที่ยว อเมริกา West Coast Travel Guide
bottom of page