Search Results
133 results found with an empty search
- Amansara อมันสรา เยี่ยมยลนครวัดอย่างแขกคนสำคัญ กับประสบการณ์ Once-In-A-Lifetime
Amansara เยี่ยมยลนครวัดอย่างแขกคนสำคัญ กับประสบการณ์ Once-In-A-Lifetime “งามสง่า อบอุ่น รุ่มรวย และทำให้เรารู้สึกเหมือนได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด” คือตัวอย่างของคำบรรยาย Amansara ที่เรานึกขึ้นได้ครับ บนพื้นที่กว่า 6 ไร่ แต่มีเพียง 24 ห้องพัก และมีพนักงานดูแลกว่า 70 คน (เท่ากับมีพนักงานดูแลอย่างน้อย 3 คนต่อ 1 ห้องพัก) ทำให้รีสอร์ทแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์และมีความ Exclusive ขั้นสุด สมกับที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรือนรับรองแขกคนสำคัญของกษัตริย์กัมพูชา และการเข้าพักที่ Amansara ในคราวนี้นั้นก็ช่วยยกระดับทริปเสียมเรียบ (เสียมราฐ) และการสำรวจนครวัด-นครธมของเราให้กลายเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะจดจำไปไม่รู้ลืมเลือน ยิ่งได้มาในช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวยังบางตาแบบนี้ ก็เท่ากับว่าเราแทบจะได้ทั้งมหาวิหารเป็นของตัวเองเลย วันนี้ hoparound.co ขออาสาพาเพื่อนๆไปทำความรู้จักกับ Amansara ด้วยกันนะครับ บอกใบ้นิดนึงว่า hoparound.co มีข้อเสนอพิเศษที่ Amansara ให้กับชาว #hopsters โดยเฉพาะด้วย Amansara review รีวิวอมันสรา เสียมเรียบ กัมพูชา Exclusive Rate for Hoparound.co Fans !! ราคาพิเศษเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น!! Amansara Overview ชื่อ Amansara เกิดจากการผสมคำว่า Aman (ชื่อแบรนด์รีสอร์ทซึ่งแปลว่าความสงบ) + Sara (มาจาก Apsara หรือนางอัปสร นางสวรรค์ผู้ดูแลสถานที่สำคัญในวัฒนธรรมขอม) ดังนั้น Amansara จึงแปลว่า ความสงบสุขดุจสรวงสวรรค์นั่นเอง และจากประสบการณ์ของเราก็พอจะยืนยันได้ครับว่าที่นี่สงบสุขดุจสรวงสวรรค์จริงๆ จากเรือนรับรองพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระนโรดมสีหนุที่สร้างขึ้นอย่างงามสง่าในช่วงปี 60s เลอค่าทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ในยุคก่อนความขัดแย้งยาวนานภายในประเทศ สถาปัตยกรรมแบบ New Khmer Style ที่หรูหราทว่าเรียบง่ายและอบอุ่น ไปจนถึงโลเคชั่นที่อยู่ห่างจากทางเข้านครวัดเพียง 10 นาทีเท่านั้น Amansara ได้เกิดขึ้นเพื่อจุดประกายความรุ่งโรจน์ให้กับสถานที่อันทรงเกียรติแห่งนี้อีกครั้งในปี 2002 ในฐานะรีสอร์ทสุด Private ที่มีห้อง Suite เพียง 12 ห้อง (ณ ขณะนั้น) และประตูหน้าที่ปิดตลอดเวลา จะเปิดให้เฉพาะแขกของรีสอร์ทเข้า-ออกเท่านั้น ทำให้ Amansara มักจะได้ต้อนรับแขกระดับ VVIP ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวขั้นสุด ไม่ต่างจากแขกบ้านแขกเมืองของกษัตริย์ในวันวาน ในปี 2005 Amansara ได้เชิญคุณ William Kerry Hill สถาปนิกระดับตำนานของโลกชาวออสเตรเลียนให้มาออกแบบส่วนต่อขยายเพิ่มเติมอีก 12 ห้อง จากเดิม 12 ห้องพักกลายเป็น 24 ห้องพร้อม Private Pool ทำให้แต่ละห้องมีพื้นที่ถึง 141 ตร.ม.เลยทีเดียว และห้องพักของเราก็อยู่ในส่วนที่สร้างใหม่นี่เองครับ เราสามารถสัมผัสได้ถึงความเคารพอย่างสูงที่คุณ Hill มีต่อสถาปัตยกรรมดั้งเดิม เพราะหากพนักงานไม่ได้แจ้งเราก็แทบแยกไม่ออกระหว่างส่วนดั้งเดิมกับส่วนต่อขยายเลย เพราะทุกอย่างนั้นมีความกลมกลืนต่อเนื่องกันมากเลยครับ มาตรฐานความ Ultra-luxury ของแบรนด์ Aman ทำให้เราวางใจได้ว่าการบริการที่ Amansara นั้นสมฐานะความดีงามของตัวสถานที่อย่างแน่นอน แม้ในช่วงโควิด ทางรีสอร์ทก็ยังมีทีม Amansanti (ศัพท์เฉพาะของทาง Aman ที่ใช้เรียกทีมงาน) เฉลี่ยถึง 3 คนในการดูแล 1 ห้องพัก ลดลงนิดหน่อยจากช่วงปกติ ทุกๆ Touch Point นั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้การเข้าพักที่นี่เป็นมากกว่าการเข้าพักรีสอร์ทหรูทั่วๆไป แต่เป็นประสบการณ์พิเศษที่ย้ำให้เรารู้สึกถึงความเป็นคนสำคัญ ตั้งแต่เช็คอินจนเช็คเอ้าท์ พร้อมเชื้อเชิญให้จ่อมจมลงในประวัติศาสตร์ วัตนธรรม และวิถีชีวิตอันงดงามของชาวเสียมเรียบตลอดระหว่างการเข้าพัก The Arrival เพียง 1 ชม.จากสนามบินดอนเมือง เราก็ลงจอดที่เสียมเรียบด้วยความนุ่นมวล ในช่วงที่เราไปกัมพูชานั้นคนไทยไม่ต้องมีวีซ่า ไม่ต้องตรวจ ATK เพียงแต่ต้องมี Vaccine Passport ติดตัวไปด้วย แต่สำหรับแขก Amansara นั้นพิเศษมากขึ้นด้วยบริการผ่านด่านตม.แบบ Fast-Track แค่เพียงเซ็นเอกสาร แล้วก็ไปรอรับกระเป๋าได้เลย เพราะทาง Amansara มีเจ้าหน้าที่คอยจัดการเรื่องอื่นๆให้ทั้งหมด เมื่อออกมาจากสนามบินแล้ว เราก็ได้พบกับรถลิมูซีนวินเทจในตำนาน เป็นรถยนต์คันยาวที่ดูโอ่อ่าสง่างามมาก เพราะสั่งให้ Mercedez Benz ประกอบขึ้นเป็นพิเศษในปี 1962 ในพระนามพระบาทสมเด็จพระนโรดมสีหนุ กษัตริย์กัมพูชาในขณะนั้น แค่เพียงมาถึงสนามบิน Amansara ก็ทำให้เรารู้สึกราวกับเป็นแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญเลยครับ ลองคิดดูว่าเราได้นั่งที่นั่งเดียวกันกับพระราชาในอดีตเลยนะครับ ภายในรถนั้นกว้างขวาง มีบริการน้ำดื่มและผ้าเย็นกลิ่นตะไคร้หอม พร้อมทั้งคนขับรถและพนักงานต้อนรับที่ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับรถและสถานที่ต่างๆตลอดเส้นทางการไปรีสอร์ทซึ่งใช้เวลาเพียง 15-20 นาทีเท่านั้น ระหว่างทาง เราได้เห็นทั้งวิถีชีวิตชาวบ้าน และความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ และแน่นอนครับเราขับผ่านทางเข้านครวัดด้วย เมื่อเรามาถึง ประตูสีดำด้านหน้า Amansara ก็ค่อยๆเปิดออกเพื่อต้อนรับเรา รถวินเทจคันงามก็พาเราเข้าสู่บริเวณรีสอร์ทที่ร่มรื่นและเงียบสงบ หลังจากจอดเทียบที่ Lobby เรียบร้อยแล้ว เราก็ได้ยินเสียงต้อนรับทักทายจากพนักงาน Front Office ที่เรียงแถวรอรับการมาถึงของเรา พื้นที่บริเวณ Lobby นั้นมี Vibes ที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของ Aman เป็นอย่างมาก มีความมินิมอลที่เปี่ยมรสนิยมและทันสมัย แต่ก็สะท้อนถึงความรุ่มรวยของวัฒนธรรมท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่คู่กับสถานที่แห่งนี้มายาวนานก็ให้ร่มเงาต้อนรับเราด้วยความครึ้มอกครึ้มใจ ที่พิเศษมากยิ่งขึ้นสำหรับ Amansara ก็คือมนตร์เสน่ห์ของตัว Property ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ย้อนยุคไปเป็นแขกบ้านแขกเมืองผู้ทรงเกียรติยังไงยังงั้นเลยครับ เป็นความรู้สึกพิเศษที่อบอุ่นเป็นกันเอง ไม่ทำให้รู้สึกเกร็งเลย การมาถึงของเรานั้นเป็นความประทับใจแรกที่ยากจะลืมเลือนเลยครับ Our Room ห้องพักของเรา เป็น Pool Suite ขนาด 141 ตร.ม.ที่อยู่ในโซนต่อเติมมาจากอาคารดั้งเดิม แต่ดูเนียนเป็นเนื้อเดียวกันกับของเดิมโดยที่ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้เลยครับ แถมโซนนี้ยังร่มรื่นมากๆด้วย เพราะอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ถึง 3 ต้นที่ Courtyard ตรงกลาง ในข้อเสนอพิเศษที่ทาง Amansara ทำร่วมกับ hoparound.co หากโซนนี้มีห้องว่าง เพื่อนๆที่ใช้โค้ดของเราในการจองตรงกับทางรีสอร์ท นอกจากจะได้ราคาพิเศษที่ลดลงกว่าครึ่งจากราคาปกติแล้ว ก็จะได้อัพเกรดมาเป็นห้อง Pool Suite ฟรีเลยด้วยครับ คุ้มที่สุดแล้วครับ มาชมห้องของเรากันดีกว่าว่าเป็นยังไงกันบ้าง การจัดพื้นที่ใช้สอยนั้นมีคอนเส็ปต์ Open Plan Living โดยเน้นความต่อเนื่องของพื้นที่แต่ละโซน ทั้งห้องนอน มุมนั่งเล่น ห้องน้ำ ไปจนถึงพื้นที่ Outdoor บริเวณสระส่วนตัวด้านนอก ภายในห้องนั้นตกแต่งด้วยโทนสีขรึมคลาสสิคอย่างสีขาว-ดำ-น้ำตาล เมื่อเข้าห้องซ้ายมือจะเป็น Dressing กับ Minibar มี Mini Island Bench อยู่ด้านหน้า ซึ่งตอบโจทย์ทั้งเรื่องประโยชน์ใช้สอย และความสวยงาม ข้างใต้มีตระกร้าผ้าที่ใส่แล้วเพื่อส่งซักรีดได้ฟรี เพราะรวมอยู่ในข้อเสนอพิเศษของเราด้วยเช่นกัน ขอบอกว่าบริการเนี้ยบมากเลยครับ ต่อมาเป็นโซนโซฟานั่งเล่นที่มีที่นั่งรองรับได้ถึง 4 คน พร้อมผลไม้และหนังสือประวัติคร่าวๆของรีสอร์ทและนครวัด-นครธมที่เราสามารถนั่งอ่านและนำกลับเป็นที่ระลึกได้ เราชอบฝาผนังห้องที่ประดับด้วยภาพลายนูนต่ำสีขาวที่ได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปะขอม ดูเรียบง่ายทันสมัยและสะท้อนความเคารพต่อสถานที่ตามวิถีของ Aman ได้เป็นอย่างดี บริเวณหัวเตียงนั้นทำ 2 หน้าที่ไปพร้อมๆกัน นอกจากจะเป็นหัวเตียงแล้ว ยังเป็นโต๊ะยาวสำหรับนั่งทำงาน พร้อมเครื่องเขียนให้ด้วย นอกจากนี้ด้านหลังหัวเตียงยังเป็นประตูเลื่อนไม้ตีเกล็ดที่เอาไว้เปิด-ปิดได้ตามใจชอบ ซึ่งเราคิดว่าเป็นการออกแบบที่ชาญฉลาดและลงตัวมากเลยครับ มาต่อกันที่โซนห้องน้ำกันครับ ตรงนี้เป็นพื้นที่ต่างระดับที่ต้องเดินบันไดลงมา 1 ขั้น จุดศูนย์กลางของห้องน้ำก็คืออ่างอาบน้ำขนาดแช่ 1 คน และมีอ่างล้างหน้า 2 ฝั่งขนาบด้านซ้ายและขวา โดยมีชุดเทียน ธูปหอมให้จุดสร้างบรรยากาศกันด้วย รวมไปถึง Amenities ต่างๆ ตั้งแต่สบู่ล้างมือ ยาฉีดกันยุง เจลแอลกอฮอล โลชั่นบำรุงผิว และสำลี-คอตต้อนบัด ในโซนนี้ทางฝั่งซ้ายจะเป็นโซนห้องอาบน้ำแบบฝักบัวและชักโครก เราปลื้มกับการจัดพื้นที่ใช้สอยที่เป็นสัดส่วนดีมากๆ โดยเฉพาะห้อง Shower นั้นมีผนังเป็นกระจกใส ที่สามารถดูวิวสระว่ายน้ำส่วนตัวด้านนอกไปได้ด้วย ไฮไลท์แน่นอนว่าอยู่ด้านนอกครับ เป็นพื้นที่ Private Pool ดาวเด่นก็คือสระน้ำที่ปูด้วยกระเบื้องสีดำเป็นเอกลักษณ์ พร้อมกับผนังที่ประดับไปด้วยภาพนูนต่ำที่เราตกหลุมรัก ขนาดของสระ 25 ตารางเมตรกำลังดีครับ เอาไว้แช่เล่นเพลินๆ ว่ายได้นิดน่อย จะถ่ายรูปก็ดูสวยขลังไม่เหมือนใครเลยครับ Late Lunch at The Dining Room ท้องเริ่มหิวกันแล้ว เราไปที่ห้องอาหารของรีสอร์ทกันดีกว่าครับ พอมาถึง The Dining Room สิ่งที่อิ่มก่อนท้องของเราก็คือสายตาครับ ต้องบอกว่าห้องอาหารทรงกลมนี้สวยมากๆ แสงธรรมชาติที่ลอดผ่านหน้าต่างกระจกบานสูงรอบอาคารสลับกับเสาหินนั้นทำให้พื้นที่ดูสว่างปรอดโปร่ง ให้ความรู้สึกโอ่อ่าภูมิฐานและอบอุ่นไปพร้อมๆกัน สำหรับเมนูของที่นี่นั้นจะมี 3 ส่วน คือส่วนที่เป็น All-Day Dining ก็จะเป็นอาหาร Comfort Food ทั้งแบบกัมพูชาและแบบสากลที่อร่อยง่ายๆเสิร์ฟตลอดวัน ถัดมาจะเป็นเมนูอาหารเช้าที่เสิร์ฟช่วงเช้าเท่านั้น และส่วนสุดท้ายคือดินเนอร์ที่จะเปลี่ยนเมนูทุกวัน โดยในแต่ละมื้อนั้นจะมีตัวเลือกให้ทั้งอาหารกัมพูชาและอาหารตะวันตก อ้อ! เค้ามีบริการ Afternoon Tea ด้วย ซึ่งจะมีทั้ง Bakery แบบตะวันตกและขนมกัมพูชาที่ใช้วัตถุดิบคล้ายๆบ้านเรา แต่การปรุงและรสชาติอร่อยต่างไปนะครับ เรามาใช้บริการที่นี่แทบทุกมื้อเลยครับ รสชาติดีไม่มีผิดหวัง โดยเฉพาะมื้อเย็นที่เราจะตั้งตารอว่าวันนี้จะมีอะไรให้เราเลือกลองชิมบ้าง แถมยังมีความพิเศษตรงที่ทุกๆคืนจะมีนักดนตรีมาบรรเลงเพลงแบบเขมรดั้งเดิม โดยจะมีการสลับสับเปลี่ยนเครื่องดนตรีชิ้นเดี่ยวให้ต่างไปในแต่ละคืน ทั้งมินิมอลและไพเราะมาก คลอไปกับบรรยากาศที่สวยงามเพื่อเพิ่มความสุนทรีย์ในระหว่างที่เราละเลียดความอร่อย สำหรับเราแล้ว เรา Enjoy เมนูซุปร้อนๆในมื้อค่ำมากๆครับ โดยเฉพาะในวันที่ออกไปเที่ยวชมเมืองและโบราณสถานมาหนักๆ ซุปทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้ดีสุดๆเลย เป็น Trick ที่อยากแนะนำดูครับผม เรามาบ่อยจนเริ่มสนิทกับพนักงาน (Amansanti) ข้อมูลที่เราเอามาเล่าต่อให้เพื่อนๆฟังก็มักจะได้มาจากการพูดคุยกับพนักงานที่นี่แหละครับ น่าประหลาดใจที่พนักงานทุกคนรู้เรื่องราวของรีสอร์ทอย่างละเอียด แม่นไปจนถึงปีไหนเกิดอะไรขึ้นบ้าง Walking around the property ได้เวลาเดินสำรวจและทำความรู้จักอมันสราแล้วครับ เนื้อที่โรงแรมไม่ใหญ่มาก ทำให้เรารู้สึกว่าที่นี่เป็นเหมือนบ้าน ฟีลโฮมมี่มากๆ แอบกระซิบว่าเค้ากำลังจะขยายพื้นที่ เพิ่มเติมห้อง Pool Villa ด้วยนะครับ The Pools & Fitness นอกจากสระน้ำส่วนตัวในห้องแล้ว หากเราอยากเสพบรรยากาศสระว่ายน้ำใหญ่ Amansara ยังมีสระไว้ให้บริการอีก 2 สระ สระแรกก็คือ Main Pool ที่ยาวถึง 27 เมตรเหมาะสำหรับเล่นน้ำทั่วๆไป หรือจะนอนอาบแดด จิบค็อกเทล สั่งอาหารมากินริมสระก็ได้เช่นกัน สระหลักนี้อยู่โซนดั้งเดิมและปรากฏอยู่ในภาพโปรโมทรีสอร์ทบ่อยๆ ฉะนั้นหากเราลงเล่นน้ำและถ่ายรูปที่สระนี้ คนที่รู้จัก Amansara ก็จะอ๋อแกมอิจฉาทันทีเลยครับ แต่หากเพื่อนๆอยากออกกำลังจริงจัง ด้านหลังของโซนต่อขยายจะมีอีกสระซึ่งเป็น Lap Pool ที่ยาวถึง 25 เมตร โบนัสของสระนี้ก็คือความ Private ที่มากกว่า เพราะซ่อนอยู่ด้านในสุดของรีสอร์ท และมีฟิตเนสขนาดย่อมแต่อุปกรณ์ครบครัน ที่สำคัญคือโปร่งสบายด้วยกระจกสูงตั้งแต่พื้นจรดเพดานอยู่ในบริเวณเดียวกันกับ Lap Pool ด้วยครับ ฉะนั้นสาย Active สบายใจได้เลยครับ หากอยากจะเข้าคลาสพิเศษอื่นๆ ไม่ว่าจะฟลายอิ้งโยคะ หรือเรียนรำอัปสราก็สามารถสอบถามทางรีสอร์ทได้เช่นกัน เพราะที่นี่นั้นมีห้อง Movement Studio เอาไว้รองรับคลาสพิเศษโดยเฉพาะเลย ซึ่งบรรยากาศดีมากเลยครับ เพราะอยู่ในส่วนเดียวกันกับสปาจึงสวยสงบและร่มรื่นสุดๆครับ Amansara Spa สปาที่ Amansara นั้นงดงามมีมนตร์จริงๆครับ ทันทีที่ก้าวเท้ามาก็รู้สึกได้ถึงความสงบปราศจากการรบกวนใดๆ แม้จะมีห้อง Treatment เพียง 4 ห้อง แต่ทุกห้องก็มีห้องอาบน้ำ ห้องอบไอน้ำส่วนตัว รวมไปถึงห้องให้นั่งพักผ่อนหลังจบ Treatment ด้วย อีกสิ่งที่เราชอบมากๆในงานตกแต่งก็คือภาพสลักนูนต่ำบนหินทรายที่ยาวกว่า 43 เมตรตลอดแนวกำแพงสปา ซึ่งทั้งงดงาม มีเอกลักษณ์ และสะท้อนถึงศิลปะขอมและความเป็น Aman ได้อย่างลงตัว วันนี้เราเลือกลองกันคนละทรีตเมนต์ครับ คุณเค้กเลือก Full Body Oil Massage (Massa Preng) ด้วยเทคนิครีดกล้ามเนื้อแบบกัมพูชา ส่วนคุณเฟิร์สเลือก Temple Walk ซึ่งเป็นทรีตเม้นต์ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่เหนื่อยล้าหลังจากออกไปเดินสำรวจโบราณสถานในเขต Angkor โดยเฉพาะ ซึ่งจะเริ่มด้วยการขัดเท้าแล้วบำรุงด้วยโลชั่นฤทธิ์เย็นของ Aman จากนั้นจึงนวดด้วยน้ำมันทั้งที่เท้า ขา และคอ บ่า ไหล่ เอาเข้าจริงๆเราก็จำอะไรไม่ได้มากเพราะเคลิ้มหลับไปด้วยความสบายซะเป็นส่วนใหญ่ เสร็จทรีตเม้นต์กันแล้ว ก่อนออกจากสปา อย่าลืมแวะดูสินค้าแบรนด์ Aman ด้วยนะครับ น่าสนใจหลายชิ้นเลย Library & Boutique ไม่รู้ว่ามีใครเป็นเหมือนเรามั้ยนะครับ เวลามาพักรีสอร์ทดีๆ เราชอบเข้าไปนั่งทำงาน-อ่านหนังสือในห้องสมุด เพราะเรารู้สึกว่าเป็นอีกจุดที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจที่คนมักมองข้าม และห้องสมุดของ Amansara นั้นก็สวยสมเกียรติสถานที่ครับ หนังสือที่นี่เน้นเรื่องประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม งานออกแบบ และรีสอร์ทต่างๆของ Aman และอยากจะบอกว่าตรงนี้เป็นที่หลบร้อนระหว่างวันที่ดีมากๆเลยครับ การบริการก็เป็นเลิศอีกเช่นเคยครับ ทันทีที่เราเข้าใช้ห้อง พนักงานก็เข้ามาถามว่าอยากรับเครื่องดื่มอะไรระหว่างนั่งทำงานมั้ย เรียกว่ารู้ใจในทุกโมเม้นต์เลยครับ นอกจากห้องสมุดแล้ว ใกล้ๆกันก็จะมีห้อง Boutique ที่รวบรวมเอางานฝีมือของชาวกัมพูชาที่ทาง Amansara คัดสรรมาแล้วมาวางขายสำหรับแขกที่สนใจด้วย ยังไงก็อย่าลืมแวะเข้าไปชมกันนะครับ Biking Around Siem Reap แค่เพียงใช้เวลาในรีสอร์ทก็คุ้มค่ามากแล้วครับ แต่ที่นี่ยังมีกิจกรรมอีกมากให้เลือกทำครับ เริ่มต้นเบาๆด้วยการปั่นจักรยานชมเมืองเสียมเรียบ จะไปซื้อกาแฟ กินอาหาร หรือช็อปปิ้งก็เพลินมาก ในเสียมเรียบนั้นมีร้านเก๋ๆซ่อนตัวอยู่ค่อนข้างเยอะกว่าที่เราคิดไว้แต่ต้องรู้จักและหาข้อมูลไปล่วงหน้านิดนึงนะครับ ส่วนตัวเมืองนั้นร่มรื่นและถนนกว้างดีมาก แต่หากใครขี้เกียจปั่นจักรยานก็สามารถให้ทางรีสอร์ทขี่รถลากพ่วง (Remork) ไปส่งได้ทั่วโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเลยครับ เพราะรวมอยู่ในค่าห้องพักแล้ว แต่แน่นอนว่าเสียมเรียบมีอะไรให้สำรวจอีกเยอะมาก และเพื่อนๆก็สามารถเลือกซื้อแพ็คเก็จต่างๆเพิ่มเติมกับทาง Amansara ได้ตามความสนใจเลยนะครับ Breakfast at Dining Room เมื่อคืนเราหลับกันสบายมาก ตื่นมาดูเวลาอีกทีได้เวลาอาหารเช้าแล้วครับ มื้อเช้าที่นี่หลากหลายมากๆ ครับ มีทั้งอาหารสไตล์ฝรั่ง ขนมอบ ครัวซองต์ รวมไปถึงอาหารสไตล์กัมพูชาด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นแบบอาลาการ์ทที่สั่งได้ไม่อั้น แต่อย่าลืมทานให้หมดนะ บอกเลยว่าอาหารที่นี่ถูกปากเรามากๆ Angkor Wat วัตถุประสงค์ของการมาเยือนเสียมเรียบของคนส่วนใหญ่ก็คือมาชมนครวัดนี่แหละครับ ถึงขนาดมีคำกล่าวโดย Arnold Toynbee นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษว่า “See Angkor Wat and die.” เพราะที่นี่เป็นศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งกินอาณาเขตกว่า 1,000 ไร่ และเป็นสิ่งก่อสร้างแห่งอารยธรรมเขมรหรือขแมร์ (Khmer) ที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดด้วย โดยสร้างขึ้นตั้งแต่ต้นคริสตศตวรรษที่ 12 โดยพระเจ้าสุรยวรมันที่ 2 เพื่อให้เป็นพระราชสุสานของพระองค์เอง จนถึงปัจจุบันรวมอายุได้กว่า 900 ปีแล้ว ถือว่าอายุไม่มากเมื่อเทียบกับอีกหลายๆโบราณสถานในเขมรนะครับ ในปี 1854 มีบาทหลวงชาวฝรั่งเศสชื่อ คุณพ่อ Charles-Emile Bouillevaux ได้เขียนบันทึกไว้หลายฉบับเอาไว้ว่าเขาได้มาพบนครวัด ซึ่งบทความเหล่านั้นบังเอิญได้มาผ่านสายตาของ Henri Mouhot นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ทำให้เขาดั้นด้นหาสปอนเซอร์เพื่อเดินทางมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยอ้างว่ามาศึกษาพันธุ์ไม้และแมลง จนในที่สุดเขาก็ได้พบนครวัดจริงๆในเดือนมกราคม ค.ศ. 1860 (162 ปีที่แล้ว) และนครวัดจึงเป็นที่รู้จักในระดับโลกนับแต่นั้นมา ยิ่งถ้าเป็นจริงตามที่ไกด์เล่าว่าคุณ Henri นั้นได้เข้าป่าตามผีเสื้อมาจนพบนครวัดก็ยิ่งเข้าพล็อต Hollywood มากๆเลยครับ ฮ่าๆๆ ทางเข้านครวัดแบบ Exclusive เฉพาะแขกของ AMANSARA เท่านั้น นอกจากจะเอาไว้เก็บพระบรมศพแล้ว เริ่มแรกนครวัดยังเป็นวัดในศาสนาฮินดูเพื่อบวงสรวงบูชาพระวิษณุโดยเฉพาะ ซึ่งต่างจากวัดฮินดูส่วนใหญ่ที่มักจะสร้างขึ้นเพื่อสักการะพระศิวะ โดดเด่นด้วยศิลปะภาพสลักนูนต่ำบนหินรอบอาคาร โดยเล่าเป็นเรื่องราวความเชื่อและวิถีชีวิตของผู้คนในยุคโบราณ ซึ่งมีชาวละโว้ (ลพบุรี) เป็นส่วนหนึ่งในนั้นด้วยนะครับ แต่ต่อมาไม่นานเมื่อศาสนาพุทธได้เข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้มากขึ้น จึงมีการปรับเปลี่ยนให้เป็นวัดพุทธ ทำให้ในปัจจุบันเราจึงสามาถเห็นได้ทั้งความเป็นพุทธและฮินดูที่นครวัด แต่ถ้าจะให้พูดแบบข้ามมุมมองทางประวัติศาสตร์ใดๆไปเลย ก็ต้องบอกว่านครวัดสวยและขลังมากครับ และขอย้ำอีกทีว่าช่วงนี้เป็นนาทีทองที่ควรจะมาเที่ยวเพราะนักท่องเที่ยวยังบางตา (เพิ่งเริ่มกลับมาแค่ 5% เท่านั้น) ทำให้ถ่ายรูปสวยๆได้ง่ายมาก และถ้าหากซื้อแพ็คเก็จนำชมนครวัดกับทาง Amansara เราก็จะได้สิทธิทางเข้าด้านหลังที่พิเศษเฉพาะแขกรีสอร์ทโดยเฉพาะ ซึ่งจะยิ่งดีงามขึ้นไปอีกหากเราเลือกมาตอนเช้าตรู่จะได้มาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัดเลย และยังมีไกด์มืออาชีพความรู้แน่นที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่องปร๋อ (บางคนก็ได้ภาษาไทยนิดหน่อย) รวมทั้งรถรับส่งที่พกเอาน้ำดื่มเย็นๆและผ้าเย็นไปไว้คอยบริการเราด้วย ถ้าสนใจยังไงลองสอบถามทางรีสอร์ทถึงรายละเอียดต่างๆดูอีกครั้งนะครับ Angkor Thom - Bayon นครธมคืออัครนครอันแห่งสุดท้ายของอาณาจักรเขมร เชื่อกันว่าเคยมีประชากรนับล้านคนอาศัยอยู่ในเมืองหลวงอันรุ่งโรจน์ขนาด 9 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ แต่บ้านเมืองของผู้คนนั้นสร้างขึ้นด้วยไม้จึงผุพังมลายไปตามกาลเวลา เหลือไว้แต่เพียงโครงสร้างหินที่ตรงประตูเมืองทั้ง 4 ทิศ (แต่ละทิศใช้เดินทางเข้า-ออกด้วยวัตถุประสงค์ต่างกัน) และปราสาทบายนใจกลางเมืองที่ดูขลังราวกับมีชีวิต ในปัจจุบันเราน่าจะคุ้นเคยกับใบหน้าเปื้อนยิ้มแบบบายนบนยอดปราสาทกันได้ดี ใบหน้าเหล่านี้ว่ากันว่าเป็นใบหน้าของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้สร้างนครธรมซึ่งสถาปนาตนเป็นสมมติเทพ ทำให้มีการอ้างอิงว่าใบหน้าเหล่านี้เป็นใบหน้าเดียวกันกับใบหน้าพระพุทธเจ้าด้วย Bayon ไม่ถึง 100 ปีหลังจากที่นครวัดสร้างเสร็จ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้กอบกู้อาณาจักรเขมรคืนจากอาณาจักรจามปาได้สำเร็จ ก็ได้สร้างปราสาทบายนขึ้นตามพุทธคติ และได้สร้างแนวกำแพงเมืองนครธมล้อมรอบโดยอยู่ห่างจากนครวัดไปทางเหนือเพียง 1.5 กม. แต่ต่อมาศาสนาฮินดูได้กลับมาเป็นศาสนาหลักในเขมรอีกครั้ง จึงมีการทำลายองค์ประกอบแบบพุทธลงแล้วใส่ความเชื่อฮินดูเข้าไปแทน ปราสาทบายนจึงมีความผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธและฮินดูเข้าไว้ด้วยกันเช่นเดียวกับนครวัด เพียงแต่สลับยุคสมัยกัน หากเพื่อนๆต้องการมาเที่ยวนครธมด้วย เราแนะนำให้วางแผนล่วงหน้านิดนึงครับ เพราะตั๋วการเข้าชมเขต Angkor นั้นมีหลายแบบ ใช้เข้าชมสถานที่ต่างๆได้มากน้อยต่างกัน หรือจะสอบถามเพิ่มเติมกับทาง Amansara ก็สะดวกดีครับ Ta prohm วัดตาพรหม หรือชื่อทางการว่าราชวิหาร เป็นวัดที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้ก่อตั้งนครธม ได้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับพระราชมารดา (และสร้างวัดพระขรรค์ซึ่งเราไม่ได้ไปในทริปนี้ เพื่ออุทิศให้กับพระราชบิดา) ไกด์บอกว่าที่คนเรียกว่าวัดตาพรหมก็เพราะไปเข้าใจว่าใบหน้า 4 ทิศตรงยอดประตูของวัดเป็นใบหน้าของพระพรหม ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดมานานนั่นเอง แต่ในวันนี้ สิ่งที่ผู้คนจดจำวัดตาพรหมได้ก็คือรากต้นสำโรง (หรือต้นสะปง) ขนาดใหญ่ที่ขึ้นปกคลุมหลังคาวัดหินโบราณ ทำให้ดูขลังอย่างมาก มีเสน่ห์ถึงขนาดเป็นหนึ่งในฉากหลักของภาพยนตร์ Hollywood เรื่อง Lara Croft: Tomb Raider ที่นำแสดงโดย Angelina Jolie เลยทีเดียว ซึ่งก็ยิ่งทำให้ภาพของวัดตาพรหมเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นไปอีก เราแอบไปค้นหาดูว่าหนังเรื่องนี้ออกฉายเมื่อไหร่ เพราะสำหรับเราแล้วก็รู้สึกเหมือนไม่นานมานี้เอง แล้วก็ต้องตกใจว่าออกฉายตั้งแต่ปี 2001 ก่อนที่ Amansara จะเปิดตัวเสียอีก ฮ่าๆๆๆ สำหรับเราแล้ว วัดตาพรหมกลับกลายเป็นโบราณสถานที่เราชอบที่สุดในทริปนี้เลย ไม่แน่ใจว่าเพราะอากาศเป็นใจและโล่งสบายแทบไม่มีนักท่องเที่ยวเลยหรือเปล่า หรืออาจจะเป็นเพราะขนาดของอาคารที่ยังมีความเป็น Human Scale ไม่ได้แกรนด์เท่ากับอีก 2 ที่ที่ไปมา ผสมกับความดิบของต้นไม้ที่ขึ้นไต่ตามสิ่งปลูกสร้างแบบธรรมชาติ แต่การเดินเล่นสำรวจวัดตาพรหมคราวนี้นั้นเพลิดเพลินมากๆครับ ใครที่ได้ไปวัดตาพรหมนอกจากจะมุมถ่ายรูปกับรากไม้ซึ่งมีหลายจุดแล้ว เราขอแนะนำอีก 3 จุดที่คนอาจจะมองข้ามครับ นั่นก็คือโถงปลดปล่อยความโศกเศร้า (อันนี้เราตั้งชื่อให้เองเพราะไม่รู้ว่าเค้าเรียกว่าอะไร ฮ่าๆ) เป็นพื้นที่ด้านในพระปรางค์ที่เราสามารถยืนพิงผนังอธิษฐานและทุบไปที่อกของเราจนเกิดเสียงก้อง เพื่อปลดปล่อยความทุกข์ในใจของเราได้ จุดที่สองก็คือก้อนหินหน้ายิ้มอันนี้บอกยากว่าอยู่ตรงไหน เพราะเราก็บังเอิญเจอเช่นกันแต่น้องน่ารักมากเลยครับ และจุดสุดท้ายก็คือภาพสลักบนหินรูปไดโนเสาร์ที่จนถึงทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ยังงงๆว่ามาโผล่ที่วัดแห่งนี้ได้ยังไง หรืออาจจะเป็นแค่เป็นผลงานของคนมือบอนก็ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ นอกจาก 3 โบราณสถานที่ยอดฮิตเราพาไปสำรวจแล้ว เสียมเรียบและบริเวณใกล้เคียงก็ยังมีวัดและปราสาทหินที่เก่าแก่ยิ่งกว่านี้อีกเยอะมากครับ บ้างก็อยู่บนยอดเขา บ้างก็อยู่กลางน้ำ บ้างก็แฝงตัวอยู่กับบ้านเรือนผู้คน หากเพื่อนๆสนใจในประวัติศาสตร์เขมรก็มีที่ให้สำรวจอีกไม่รู้จบเลยล่ะครับ Aman Khmer Village House เที่ยวที่โบราณๆกันมาเยอะแล้ว เรามาดูชีวิตผู้คนที่ใกล้ตัวเข้ามากันบ้าง หมู่บ้านเขมรดั้งเดิมนั้นยังพอมีให้เราได้เห็นกัน แต่ก็ค่อยๆถูกสังคมแบบใหม่กลืนไปทีละน้อย และ Amansara ก็ได้พยายามช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของชาวบ้านในวันวานเอาไว้ด้วยการเข้าไปดูแลจัดการบ้านไม้ทรงเขมรแท้ๆพร้อมกับช่วยฝึกอบรมชาวบ้านในละแวกนั้นให้มาช่วยดูแลบ้านหลังนี้ และสาธิตวิถีชีวิตจริงๆของพวกเขาให้เราดู เช่นตอนที่เราไปนั้นก็มีการสาธิตการทำเส้นขนมจีนแบบเขมรและให้เราได้มีส่วนร่วมทำได้ด้วย ถ้าพอใจกับผลงาน จะให้ทีมของ Amansara เอาเส้นไปปรุงต่อกลายเป็นอาหารเขมรฝีมือเราเองก็ได้เช่นกัน ในเคสของเรานั้นเราก็ได้รับประทานขนมจีนเขมรเป็นอาหารเช้าที่นั่นด้วย เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์น่ารักๆที่น่าจดจำมากครับ หากเพื่อนๆสนใจจองมื้ออาหารที่บ้านทรงเขมร หรือต้องการเอ็นจอยกับวิถีชีวิตชาวบ้านแบบ Authentic ก็สอบถามกับทางรีสอร์ทได้เลยนะครับ A Vintage Jeep Ride To Siem Reap’s Outskirt & Water Blessing Ritual อีกกิจกรรมที่สนุกมากก็คือการนั่งรถ Jeep วินเทจไปชานเมืองเสียมเรียบครับ เพราะเสียมเรียบไม่ได้มีแค่โบราณสถาน แต่ยังมีชนบทที่สวยงาม และวิถีชีวิตชาวบ้านจริงๆที่ต่างจากภาพในนิตยสาร ทริปชานเมืองของเราในวันนี้นั้น เราได้นั่งรถจี๊บบนถนนลูกรังผ่านหมู่บ้านที่ไม่ได้อยู่ในเขตท่องเที่ยว การเกษตรและปศุสัตว์ของชาวบ้านตลอดเส้นทาง และปลายทางของเราก็คือวัดพุทธที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมือง ซึ่งเราจะมาเข้าพิธีรับพรพระสงฆ์กัมพูชาด้วยการอาบน้ำมนต์กันครับ สิ่งที่เราชอบเกี่ยวกับการบริหารจัดการของ Aman ก็คือการพยายามรักษาจิตวิญญาณดั้งเดิมของแต่ละสถานที่เอาไว้ ที่นี่ก็เช่นกันครับ ทีมงานของรีสอร์ทได้อำนวยความสะดวกจัดห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เราโดยเฉพาะ โดยยังรักษาความกลมกลืนกับวัดแห่งนี้เอาไว้ได้อย่างแนบเนียน เมื่อเปลี่ยนชุดเป็นโสร่งเสร็จ ก็ได้เวลาไปนั่งที่แคร่ และพระกัมพูชาก็จะมาสวดมนต์และอาบน้ำมนต์ให้เราประมาณ 3-5 นาที (น้ำค่อนข้างเย็นนะครับ) สดชื่นและอิ่มบุญแล้ว เราก็ไปเปลี่ยนชุดกลับ ซึ่งทุกขั้นตอนสมูธมากๆครับ หลังจากนั้นเราก็จะไปทำพิธีต่ออีกเล็กน้อยที่อุโบสถ หากอยากบริจาคช่วยเหลือวัดก็สามารถทำได้ที่นี่เลยครับ ซึ่งเราก็ทำบุญไปเช่นกัน ขากลับโชคดีที่อากาศเป็นใจ คนขับจึงแวะ Snack Break ข้างๆทุ่งนาเขียวขจี ทางรีสอร์ทได้จัดเอาขนมและเครื่องดื่มเตรียมไว้ให้เรามาปิกนิกกันเล็กๆพร้อมมีผ้าเย็นกลิ่นตะไคร้ให้เราด้วย การแวะสั้นๆนี้เป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ Thoughtful และเซอร์ไพร้ซ์เรามาก ต้องขอชมเชยว่า Amansara ใส่ใจรายละเอียดสุดๆเลยครับ Tonle Sap Cruise เพื่อนๆรู้มั้ยครับว่าที่กัมพูชานั้นมีทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ด้วย ซึ่งก็คือโตนเลสาบนั่นเอง ใหญ่ขนาดไหนน่ะเหรอครับ ก็ 2,700 ตร.กม. หรือแค่ประมาณ 12 เท่าของบึงบอระเพ็ดทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในไทยเท่านั้นเอง และ Amansara ก็มีเรือเฉพาะของรีสอร์ทที่ชื่อ Amanbala ที่จะพาเราล่องไปอย่างไพรเวทเพื่อชมวิถีชีวิตชาวบ้านริมน้ำ เสพวิวที่กว้างสุดลูกหูลูกตาและรับสายลมเย็นๆจากแหล่งน้ำขนาดมหึมาและธรรมชาติรอบๆ ต้องบอกว่าชิลล์เกินคาดไปมาก หากเพื่อนๆมาตอนเย็นและโชคดีฟ้าเปิดก็จะได้เห็นวิวตะวันตกดินที่งดงามมาก นอกจากนี้บนเรือยังมีอาหารว่างเสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่มด้วยครับ หรือหากเพื่อนอยากจัดเต็ เป็น Private Dinner Cruise ก็สอบถามกับทาง Amansara ได้เลยครับ ปิดท้ายวันด้วยมื้อค่ำ ณ ห้องอาหาร Dining Room หลังจากไปทำกิจกรรมต่างๆนอกรีสอร์ท เราก็กลับมาทานมื้อค่ำกันที่นี่อีกครั้ง ซึ่งเป็นมื้อสุดท้ายก่อนจะกลับพรุ่งนี้ รอบนี้เราลองอาหารทั้งสไตล์ฝรั่ง และ กัมพูชาเลยครับ แถมวันนี้ยังได้นั่งฟังเสียงดนตรีบรรเลงจากขิม โดยคนกัมพูชาด้วยครับ Turn Down ได้เวลากลับห้องพักผ่อนกันแล้วครับ ค่ำคืนนี้ห้องของเราได้รับการ Turn Down พร้อมนอน ทีม Housekeeping เซอร์ไพร้ส์เราด้วยการวางพวกมาลัยมะลิ กลิ่นหอมๆ ไว้บนเตียงในคืนแรก ส่วนคืนที่สองก็นำพริกไทยกัมปอตซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของที่นี่ คืนที่สามจัดเต็มที่สุดคือเป็นภาพถ่ายปราสาทตาพรหม พร้อมข้อความน่ารักๆ และยังมีการจัดเตรียม Bath tab ลอยดอกบัวสีชมพู ให้เราพร้อมลงไปแช่ตัวอีกด้วย ขอบคุณมากๆเลยครับ Wrapping Up Our Trip ไม่ต้องบอกก็คงจะเดาได้ว่าเราประทับใจกับ Amansara มากแค่ไหนนะครับ หลายปีมาแล้วสมัยที่เรายังวัยรุ่น เราเคยมาเสียมเรียบเพื่อเที่ยวนครวัดแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนั้นประสบการณ์แตกต่างจากครั้งนี้แบบพลิกแผ่นดินเลย และตัวแปรสำคัญก็คือ Amansara นั่นเองครับ รีสอร์ทระดับ Ultra-Exclusive แห่งนี้นั้นมีบริการที่สามารถยกระดับการเดินทางของเราให้เป็น Once-In-A-Lifetime Experiece ได้แบบเหนือความคาดหมาย เรารู้สึกเป็นคนสำคัญดุจแขกบ้านแขกเมืองในวันวานที่ได้รับการดูแลแบบยอดเยี่ยมที่สุดในทุกๆวันที่เราอยู่ที่นี่ และมันไม่ใช่แค่ความหรูหราหรือสิทธิพิเศษต่างๆที่ทาง Amansara มอบให้เท่านั้น แต่เรารู้สึกได้ถึงความผูกพันที่ลึกซึ้งถึงจิตใจ ยิ่งซีนที่เราเช็คเอ้าท์ และรถ Vintage Mercedez คันงามค่อยๆพาเราออกจากรีสอร์ท แล้วพนักงานทุกคนมายืนเข้าแถวโบกมือบอกลานั้น สารภาพตามตรงว่าจู่ๆก็น้ำตารื้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวเลยครับ แถมตอนพาเรามาส่งที่สนามบิน ยังแอบเห็น Tag กระเป๋าเดินทางดีไซน์พิเศษเฉพาะ AMANSARA ให้เราทั้งสองคนด้วย ไม่รู้ว่าแอบติดตอนไหนนะ บอกแล้วครับ ประสบการณ์ที่นี่ดีมากจริงๆ แล้วเราจะกลับมาอีกแน่นอนครับ :) Amansara: Closer to home ยลนครวัดแบบ Ultra-Exclusive กับข้อเสนอสุดพิเศษที่ hoparound.co เท่านั้น #HoparoundDeals ครั้งแรกกับห้องพักเรทพิเศษสำหรับคนไทยเริ่มต้นคืนละ 𝗨𝗦𝗗 𝟲𝟬𝟬++ เพียงแจ้งโค้ด '𝗛𝗼𝗽 𝗔𝗿𝗼𝘂𝗻𝗱' สิทธิประโยชน์: 1. ห้องพักเรทพิเศษเริ่มต้นที่ USD 600++/คืน 2. อาหารเช้า ณ The Dining Room 3. อัปเกรดห้องพักฟรีเป็นห้องพักลำดับถัดไป (ขึ้นอยู่กับห้องว่างในแต่ละวัน) 4. การเช็คอิน-เช็คเอ้าท์ที่ยืดหยุ่น (ขึ้นอยู่กับห้องว่างในแต่ละวัน) 5. ชุดน้ำชายามบ่ายพร้อมผลไม้สดทุกวันตลอดการเข้าพัก 6. บริการรถจักรยาน, ตุ๊ก ตุ๊ก และรถรับส่งภายในตัวเมืองเสียมเรียบ 7. บริการซักรีด (ไม่รวมซักแห้ง) 8. บริการจัดทัวร์เข้าชมนครวัดและโบราณสถานอื่นๆ (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) 9. พิเศษสำหรับผู้ที่จองและเข้าพักภายในเดือนสิงหาคม-ตุลาคมนี้ เลือกรับฟรีนวดน้ำมัน 60 นาที สำหรับสองท่าน หรือ Afternoon Tea Set สำหรับสองท่าน สำรองห้องพัก: โทร (855) 63 760 333 อีเมล: amansarares@aman.com อย่าลืมแจ้งโค้ด '𝗛𝗼𝗽 𝗔𝗿𝗼𝘂𝗻𝗱' เมื่อสำรองห้องพัก จองและเข้าพักได้ถึง 31 มีนาคม 2025 โอกาสทองมาถึงแล้ว เราอยากให้เพื่อนๆได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดีงามอย่างที่เราได้ไปสัมผัสมา เพราะดาวเคราะห์ใบนี้เป็นของเรา มากระโดดโลดเที่ยวไปด้วยกันกับ hoparound.co นะครับ Amansara review รีวิวอมันสรา เสียมเรียบ กัมพูชา #LetsHoparound #Amansara #SiemReap #Cambodia #BestDeal #ExclusiveDeal #BestRate
- COMO Metropolitan Bangkok เรียบเท่กับสเตย์เคชั่นและมื้ออาหารระดับมิชลิน โคโม เมโทรโพลิแทน กรุงเทพฯ
COMO Metropolitan Bangkok เรียบเท่กับสเตย์เคชั่นและมื้ออาหารระดับมิชลิน วันนี้ hoparound.co พาเพื่อนๆมานอนเล่นเปลี่ยนบรรยากาศกันที่โรงแรมหรูผู้นำเทรนด์ Minimalist ซึ่งอยู่คู่สาทรมาตั้งแต่ปี 2003 เราจำได้ว่าตอนที่โรงแรมเปิดตัวใหม่ๆนั้นเป็นที่ฮือฮาในหมู่คนเก๋แห่งเมืองกรุงกันมากทีเดียว แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 20 ปีแล้ว ความ Stylish และบริการที่เป็นเลิศก็ทำให้ COMO Metropolitan Bangkok นั้นยังคงไว้ซึ่งมนต์เสน่ห์ที่ Timeless จนถึงวันนี้ ยิ่งมี ‘NAHM’ (น้ำ) ร้านอาหารไทยมิชลินสตาร์ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชียติดต่อกันมากว่า 5 ปี มาเป็นดาวเด่นประดับ Property ก็ยิ่งเป็นแรงดึงดูดให้แขกต่างชาติรสนิยมดีเข้ามาพัก ช่วยเติมชีวิตชีวาให้กับโรงแรมแห่งนี้ให้มีคาแรคเตอร์พิเศษมากขึ้นไปอีก สำหรับ COMO นั้นเป็นแบรนด์โรงแรม Exclusive เน้นดีไซน์งามสง่าเรียบหรูที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณของแต่ละโลเคชั่นที่คัดสรรมาอย่างดีใน 9 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ภูฏาน หมู่เกาะฟิจิ หมู่เกาะเติร์กส์แอนด์เคคอส อังกฤษ อิตาลี ออสเตรเลีย มัลดีฟส์ อินโดนีเซีย และไทย โรงแรมของ COMO จึงเป็นมากกว่าที่พัก แต่เป็นดั่งจุดหมายปลายทางในฝันของนักเดินทางที่ต้องการประสบการณ์พิเศษจริงๆ จองห้องพักได้ที่นี่ BOOK NOW The Arrival ทันทีที่เลี้ยวรถเข้ามาจากถนนสาทร เราก็รู้สึกได้ถึงความเป็นส่วนตัวที่ร่มรื่น ทางเข้าโรงแรมนั้นมีจริตมินิมอลทั้งตัวอาคารและแลนด์สเคปด้านหน้านั้นถูกจัดวางได้อย่างลงตัวสะอาดตา ภายในล็อบบี้คุมโทนขาว-เทา-ดำ ดูนิ่งเท่ โดยมีการแต่งแต้มสีสันและความอบอุ่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์สวย พรมสีแสดนั้นก็ช่วยเพิ่มเท็กซ์เจอร์ความโฮมมี่ให้กับพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ยิ่งเมื่อมีบันไดเป็นแบคกราวนด์ก็รู้สึกถึงความเป็นบ้านมากขึ้นไปอีก มองออกไปด้านนอกกระจกเห็นปฏิมากรรมใบบัวเดี่ยวใบใหญ่ที่ทั้งสะท้อนความเป็นไทยและความมินิมอลของ COMO ได้พร้อมๆกัน ที่เก๋ก็คือใกล้ๆกับล็อบบี้มีร้านขายของที่คัดสรรมาโดย Club21 ด้วยแหละ Our Room ห้องของเราเป็นห้อง Metropolitan Suite ขนาด 51 ตร.ม. ซึ่งกว้างขวางเป็นสัดส่วนฟังก์ชั่นครบเลยครับ แต่ก็ยังนับเป็นห้องขนาดกลางๆ จากทั้งหมด 7 Room Types ซึ่งมีตั้งแต่ห้อง City Rooms ขนาด 26 ตร.ม.ไปจนถึง COMO Suites เป็น Duplex ขนาดกว้างถึง 240 ตร.ม. ภายในห้องของเรายังคงคุมโทนสีเรียบขรึมเน้นบิวท์อินไม้สีดำตัดกับผนังและเบาะขาว เฟอร์นิเจอร์นั้นมีเส้นสายตรงๆ ยกเว้นบางตัวที่มีความเป็นไทยเพิ่ม Accent เสน่ห์ของกรุงเทพฯให้กับสเปซ ตรงมุมมินิบาร์มีชุดชงกาแฟ Nespresso ให้ และที่น่าสังเกตุก็คือไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำเปล่าไปจนถึง Amenities ต่างๆ ล้วนเป็นแบรนด์ของ COMO เองทั้งสิ้น ซึ่งสิ่งเล็กๆน้อยๆแบบนี้นั้นช่วยสร้างอัตลักษณ์ให้กับโรงแรมได้เป็นอย่างดี ก้าวเข้ามาในโซนห้องน้ำ พื้นที่กว้างมากครับให้อารมณ์เหมือนสปา ทั้งหมดแต่งด้วยสีโทนขาวงาช้างดูสว่างแต่ก็อบอุ่น เหมือนตั้งใจให้เป็นคู่หยิน-หยางกับฝั่งห้องนอนซึ่งเน้นสีดำ การจัดสัดส่วนพื้นที่ใช้สอยก็ได้ดีมากครับ ไล่ตั้งแต่ชักโครก อ่างล้างหน้าบน Counter ขนาดใหญ่ซึ่งทำให้วางของได้สะดวก ไปจนถึงโซน Shower และอ่างอาบน้ำซึ่งก็กว้างขวางเช่นกัน อ่อ…ตรงอ่างอาบน้ำมีมู่ลี่เปิดชมวิวผ่านหน้าต่างขณะแช่น้ำได้ด้วยนะครับ COMO Shambhala Urban Escape ศูนย์สุขภาพของ COMO Metropolitan Bangkok นั้นขึ้นชื่อมาช้านานเรื่องโปรแกรมดูแลเฉพาะบุคคลในบรรยากาศมินิมอลลิสต์ที่สะอาดตา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสปาเพื่อความผ่อนคลายและความงาม (เสียดายที่คราวนี้เราไม่ได้เข้าไปใช้บริการ เลยไม่ได้เก็บรูปมาฝาก) ไปจนถึงฟิตเนส สำหรับสระว่ายน้ำของที่นี่นั้นยาวถึง 25 เมตร จะลงเล่นน้ำเฉยๆ หรือจะว่ายจริงจังเพื่อออกกำลังก็ได้ทั้งนั้น ที่สำคัญคือค่อนข้างจะมีรั้วรอบขอบชิดเป็นส่วนตัวดีมากครับ แม้แต่ช่วงเสิร์ฟอาหารเช้าที่อาจจะมีแขกมานั่งรับประทานใกล้ๆสระก็ไม่ได้พลุกพล่านขนาดนั้น เนื่องจากสถานการณ์โควิด สำหรับอาหารเช้าในขณะที่เราเข้าพักยังคงเสิร์ฟแบบ A La Carte ซึ่งเราชอบนะครับ เพราะเป็นการปรุงสดแบบจานต่อจาน ใช้วัตถุดิบดีและปริมาณก็อิ่มเกินพอครับ NAHM (น้ำ) วันนี้เรามาสัมผัสประสบการณ์มื้อกลางวันระดับ Michelin Star ที่ร้าน NAHM กันครับ ที่นี่โด่งดังมาตั้งแต่ปี 2011 ภายใต้การดูแลของเชฟ David Thompson โดยใช้เวลาเพียง 3 ปีก็ได้ขึ้นแท่นอันดับ 1 ใน Asia’s 50 Best Restaurants 2014 และยังถูกยกย่องให้เป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชียโดยสื่อสำนักต่างๆต่อเนื่องกันหลายปีจนถึงปัจจุบัน ในวันนี้เชฟพิม เตชะมวลไววิทย์ เชฟมากฝีมือผู้ผันตัวมาจากอาชีพนักวิจัยแห่ง Silicone Valley ได้สานต่อมรดกร้าน NAHM และความสร้างสรรค์ของเชฟพิมก็ทำให้ NAHM ยังคงครองตำแหน่งหนึ่งในร้านอาหารไทยที่ดีที่สุดซึ่งเป็นแรงดึงดูดให้ Foodies จากทั่วโลกมุ่งหมายมาลิ้มลอง เรามาดูกันดีกว่าว่าวันนี้มีอะไรในเมนูที่รอคอยเราอยู่บ้าง เริ่มต้นด้วย Canape เรียกน้ำย่อยคำเล็กๆอย่าง “ปูซ่อนกลิ่น” ซึ่งเป็นข้าวตังหน้าเนื้อปูเคล้ากับเครื่องปรุงและสมุนไพรต่างๆ อร่อยมากครับ กับอีกอย่างคือ “เมี่ยงนพเก้า” ที่เชฟจับเอาเนื้อกุ้งแม่น้ำ เนื้อไก่ มะม่วงดิบ สละ และอื่นๆอีกมากมายมาเสิร์ฟบนใบชะพลู ต่อกันด้วย Entree กับ “ยำผักผลไม้อย่างทวาย” ซึ่งเป็นเมนูหากินได้ยากจากในรั้ววัง เป็นการคัดเอาผักและผลไม้พื้นถิ่นหลากชนิดมาเคล้าน้ำยำที่ทำจากพริกแกงและกะทิ ทำให้มีรสเข้มข้นและละมุนละไมไปพร้อมๆกัน อีกจานที่เป็น Entree เช่นกันก็คือ “งบทะเล” ห่อใบตองย่างเสิร์ฟพร้อมกับข้าวตัง กินคู่กันอร่อยลงตัวมากเลยครับ สำหรับ Main Course นั้นมีด้วยกันถึง 5 เมนูได้แก่ “ต้มยำกุ้งกับเห็ดป่า” รสกลมกล่อมซึ่งสูตรของที่นี่ใช้เห็ดภูฏานนะครับ “เนื้อผัดพิโรธ” เนื้อวากิวนุ่มละลายผัดพริกแกงกับยอดมะพร้าวและพริกไทยอ่อน “ผัดผักกูดไฟแดง” เลือกเฉพาะยอดผักกูดอ่อนๆผัดหอมไฟเค็มมันกำลังดี “แกงปูใบชะพลู” เนื้อปูม้าสดๆในเครื่องแกงเหลืองแบบครัวใต้กับใบชะพลูและส้มจี๊ด และสุดท้ายเมนูโปรดของเราเลย นั่นก็คือ “กะปิพล่าพริกไทยอ่อน” น้ำพริกเนื้อกุ้งธรรมชาติจากสงขลาโขลกกับกะปิจากชุมพร เพิ่มความเผ็ดร้อนด้วยพริกไทยอ่อนและความหอมสดชื่นของส้มซ่า และอื่นๆอีกมากมาย มาพร้อมไข่ต้มและผักแนมนานาชนิด อาหารทั้งหมดเสิร์ฟคู่กับข้าวเขียวอ่อนจากสุพรรณบุรี และข้าวหอมมะลิจากสุรินทร์ ช่างคัดสรรกันจริงๆเลยนะครับ ปิดท้ายด้วยของหวาน 2 ชนิดที่เชฟวางคอนเส็ปต์ให้วัตถุดิบหลักของไทย 2 อย่างเป็นดาวเด่นนั่นก็คือมะพร้าว (Life Cycle Of Coconut) และข้าว (Temptations Of Rice) นั่นเอง สำหรับเมนูมะพร้าวจะประกอบไปด้วยจานย่อยๆอีกหลายจานทั้งไอศกรีมมะพร้าวกะทิ วุ้นน้ำมะพร้าว ขนมเหนียว และขนมใส่ไส้ เมนูข้าวก็เช่นกันครับ เชฟได้รังสรรค์ทั้งข้าวตู ข้าวหมาก ข้าวเหนียวดำ ข้าวเม่า ไอศกรีมข้าว 5 กษัตริย์ ไปจนถึงข้าวเกรียบว่าวกันเลยทีเดียว ดีงามตั้งแต่คอนเส็ปต์ การปรุง ไปจนถึง Presentation เลยครับ ยังไม่หมดนะครับ เชฟยังแถมซอร์เบต์แตงโม และขนมเบื้องฝอยทองมาส่งท้ายมื้อกันด้วยทำให้มื้อนี้ของเราอร่อยเต็มอิ่มมากครับ Wrapping Up Our Stay โรงแรม COMO Metropolitan Bangkok เป็นโรงแรมที่เราใฝ่ฝันอยากมาพักตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น เราจึงดีใจมากที่ได้มาทำให้ฝันเป็นจริงเสียที (แม้จะใช้เวลานานสักนิด) เราปลื้มในความเรียบเท่เหนือกาลเวลาในงานดีไซน์ Minimalistic ของโรงแรมทั้งในห้องพักและในพื้นที่สาธารณะ ยิ่งไปกว่านั้นเราประทับใจในการบริการที่ให้ความสำคัญกับแขกแบบเฉพาะบุคคล และมาตรฐานที่เสมอต้นเสมอปลายของพนักงานในทุกๆจุดของโรงแรม ยิ่งเมื่อได้มีโอกาสลิ้มลองอาหารกลางวันประดับดาวมิชลินที่ร้านในตำนานอย่าง NAHM ก็ยิ่งทำให้ประสบการณ์ Staycation ในคราวนี้เป็นประสบการณ์ที่อิ่มเอมใจมากครับ จองห้องพักได้ที่นี่ BOOK NOW #LetsHoparound #Bangkok
- Aesop Aromatique Candles เทียนหอมอโรมาใหม่ล่าสุดจากเอสอป
𝗔𝗲𝘀𝗼𝗽 𝗔𝗿𝗼𝗺𝗮𝘁𝗶𝗾𝘂𝗲 𝗖𝗮𝗻𝗱𝗹𝗲𝘀 #เทียนหอมอโรมาใหม่ล่าสุดจาก #เอสอป วันก่อนเราไปรับน้องเทียนหอมจาก Aesop มาอยู่บ้านด้วยกันครับ กลิ่นที่เราเลือกคือ Aganice จริงๆแล้วน้องมีเพื่อนๆอีก 2 กลิ่นคือ Callippus กับ Ptolemy ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นชื่อของนักดาราศาสตร์ เพราะทาง Aesop นั้นมองว่าแสงเทียนก็เหมือนแสงดาวที่ทอประกายแม้ในค่ำคืนที่มืดมิด จริงๆแล้ว Aesop มีแนวคิดลึกล้ำกว่านี้ไปอีกหลายขุม แต่เราขอสารภาพตามตรงว่าเราเลือกน้องมาเพราะเหตุผลตื้นๆเลย อย่างแรกก็คือกลิ่นที่หอมสะอาดจากดอกมิโมซ่าซึ่งเราโปรดปรานมาแต่ไหนแต่ไร เพิ่มเลเยอร์ความซับซ้อนอีกนิดด้วยกลิ่นเครื่องเทศอย่างกระวานและกานพลู ตบท้ายด้วยความความเซ็กซี่จากใบยาสูบ อีกเหตุผลที่ง่ายมากๆก็คือเราชอบ Packaging ที่สวยเรียบ จะเอาไปวางตรงไหนก็ช่วยเพิ่มคุณค่าให้สเปซตรงนั้นดูมีรสนิยมได้ทันที ใครสายเทียนหอม แนะนำไปลองดมกลิ่นดูได้ที่ช้อป Aesop ทุกสาขาครับ ช้อปได้ที่เคาน์เตอร์เอสอป หรือ ช้อปออนไลน์ที่ https://www.central.co.th/th/aesop #LetsHoparound #AesopSkincare #AesopThailand #Aesop
- Aesop Exalted Eye Serum บำรุง-พุ่งเป้า-เข้าเซลล์ผิวรอบดวงตา
Aesop Exalted Eye Serum บำรุง-พุ่งเป้า-เข้าเซลล์ผิวรอบดวงตา ผิวรอบดวงตานั้นแม้เป็น Area เล็กๆแต่ก็เป็นจุดที่เห็นเด่นชัดมาก จนแทบจะเป็นเครื่องชี้เป็นชี้ตายผิวหน้าของเราเลย และเจ้าผิวบริเวณนี้ก็ช่างบอบบางเสียเหลือเกิน แถมยังแห้งกร้านได้ง่ายกว่าผิวส่วนอื่นๆของใบหน้าด้วย ดังนั้นผลิตภัณฑ์บำรุงรอบดวงตาจึงจำเป็นต้องถูกพัฒนาให้มีคุณสมบัติพิเศษต่างจากเซรั่มบำรุงผิวส่วนอื่นๆ ช่วงนี้เราทำงานดึกมากนอนตี 3 กว่าติดต่อกันหลายวันเลยครับ ตาโหล ผิวหยาบกร้าน หน้าดูโทรมจนเริ่มสงสารผิวตัวเอง ปกติแล้วเราจะสลับสับเปลี่ยนแบรนด์ Skincare อยู่เรื่อยๆ และ Aesop ก็เป็นหนึ่งในแบรนด์โปรดที่เรามักวนกลับมาพึ่งพาอยู่เสมอ เราจึงเลือก Exalted Eye Serum จาก Aesop มาเอาใจผิวสักหน่อย และก็ถือโอกาสมาแนะนำเจ้าสิ่งนี้ไปพร้อมๆกันเลยก็แล้วกัน Product นี้อยู่ในกลุ่ม Skin Care+ ซึ่งเน้นอาหารผิวและวิตามินโดสสูงเป็นพิเศษเพื่อฟื้นฟูผิวให้กลับมาแข็งแรงอย่างที่ควรจะเป็น และตัว Exalted Eye Serum นี้ก็เข้มข้นไปด้วย Vitamin B3, B5, C และ E บำรุงแบบพุ่งเป้าเข้าเซลล์ผิวกันไปเลย และยังอุดมด้วยสารที่ช่วยกักเก็บน้ำใต้ผิวอย่าง Panthenol และ Sodium Carrageenan ทาปุ๊บผิวชุ่มชื้นปั๊บ อันนี้ไม่ได้เว่อร์นะครับ รู้สึกได้ที่ผิวและนิ้วที่เกลี่ยเซรั่มได้จริงๆ ต้องลองสัมผัสดูเอง ยังไม่พอ น้องยังมีสารสกัดจากสาหร่ายสีน้ำตาล Pelvetia Canaliculata ที่ช่วยให้ผิวเรายืดหยุ่นคืนตัวได้ง่ายขึ้น สรรพคุณทั้งหมดนี้ถูก Formulated ให้อยู่ในเนื้อเซรั่มที่บางเบา ซึมง่าย ไม่ระคายผิวรอบดวงตา ส่วนเรื่องกลิ่นประโลมใจนั้นวางใจ Aesop ได้เลย กลิ่นหอมอ่อนๆของน้ำมัน Cedar Atlas, Juniper Berry และกำยานทำให้เราผ่อนคลาย และรู้สึกว่ากำลังปรนนิบัติผิวด้วยของดีจริงๆ หลังล้างหน้า เช็ดโทนเนอร์เสร็จแล้ว นวดเบาๆรอบดวงตาด้วยเซรั่ม ข้างละ 1 หยดก็เพียงพอแล้วครับ บรรจุขวดละ 15 mL. (3,520.-) ใช้ได้นานเลย ใครหาเซรั่มรอบดวงตาอยู่ อยากให้พิจารณาตัวนี้ดูนะครับ เราใช้เองแล้วรู้สึกว่าดีเลยอยากบอกต่อครับ ช้อปได้ที่เคาน์เตอร์เอสอป หรือ ช้อปออนไลน์ที่ https://www.central.co.th/th/aesop #LetsHoparound #AesopSkincare #AesopThailand #Aesop
- Officine Universelle Buly 1803 ร้านเครื่องหอม-เครื่องประทินผิวในตำนานแห่งปารีส
Officine Universelle Buly 1803 ร้านเครื่องหอม-เครื่องประทินผิวในตำนานแห่งปารีส ได้ฤกษ์เดินทางมาเปิดสาขาแรกที่ไทยแล้ว ที่ชั้น 1 เซ็นทรัลชิดลม หลังจาก 219 ปีนับแต่แบรนด์ถูกก่อตั้งขึ้นมา ตรงกับสมัย ร.1 เชียวนะ! Jean-Vincent Bully ผู้ก่อตั้งแบรนด์สร้างชื่อเสียงด้วยผลิตภัณฑ์ยอดฮิตในสมัยนั้นอย่าง Vinaigre des 4 Voleurs (น้ำส้มสายชูแห่งโจรทั้ง 4) ซึ่งเป็นน้ำส้มสายชูครอบจักรวาล อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมจากดอกไม้ เครื่องเทศ และซิตรัส ซึ่งนอกจากจะช่วยทำความสะอาดผิวในยุคสมัยที่น้ำเต็มไปด้วยเชื้อโรคนานาชนิดแล้ว ยังใช้สำหรับสูดดมเพื่อความสดชื่นด้วย ต้องบอกว่าเมืองปารีสในยุคนั้นเรื่องสุขอนามัยค่อนข้างแย่จริงๆ เอาเป็นว่าจากวันนั้นจนวันนี้ Buly ก็ได้พัฒนามาต่อเนื่องอย่างยาวนานพร้อมๆกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของโลก ในขณะที่ยังคงเอาไว้ซึ่งความหรูหราสง่างามแบบศตวรรษที่ 19 ได้อย่างสมบูรณ์ และนับเป็นอีกหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สำคัญแห่งวงการเครื่องสำอางค์ฝรั่งเศสที่ยังรุ่งโรจน์มาจนถึงปัจจุบัน
- Palmier บรั้นช์พรีเมี่ยมสไตล์ฝรั่งเศส
Sunday Brunch at Palmier บรั้นช์พรีเมี่ยมสไตล์ฝรั่งเศส 3 ดาวมิชลินคือรางวัลสูงสุดจาก Michelin Guide ที่ร้านอาหารจะสามารถได้รับมาประดับยศ และในประเทศไทยก็ยังไม่มีร้านใดที่ได้รับรางวัลนี้เลย แต่วันนี้เชฟ Guillaume Galliot เชฟผู้ดูแลร้าน Caprice แห่ง Four Seasons Hotel Hong Kong ผู้ครอง 3 ดาวมิชลินติดต่อกันเป็นเวลาถึง 6 ปีซ้อน ได้บินลัดฟ้าพาเอาประสบการณ์และสูตรอาหารเลิศรสจากความทรงจำวัยเด็กของเชฟมาเสิร์ฟให้เราได้ลิ้มลองกันที่ Palmier ห้องอาหารแนว French Brasserie ที่ Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River เพิ่มอีก 1 ร้าน นับเป็นครั้งแรกของโรงแรมหรูเครือ Four Seasons ที่ให้เชฟมากฝีมือได้ดูแลห้องอาหารแบบข้ามประเทศกันแบบนี้ ผลประโยชน์ก็ตกเลยเป็นของผู้บริโภคอย่างเราครับ และช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ Palmier ก็มีแพ็คเก็จ Brunch ซึ่งเป็นมื้อพิเศษของสัปดาห์ไว้ให้บริการด้วย วันนี้เราจะพาเพื่อนๆออกเดินทางไปกับสำรับอาหาร Brunch ของเชฟ Guillaume ณ ริมแม่น้ำเจ้าพระยากันครับ สำหรับราคาและรายละเอียดของแพ็คเก็จ Brunch มื้อนี้ เพื่อนๆ ดูได้ที่นี่เลยครับ https://www.fourseasons.com/.../palmier-by.../sunday-brunch/? เริ่มต้นกันด้วย Amuse-bouche ซึ่งมาเป็นสองชิ้น คือ Lobster and Avocado Roll & Baby Cos และ Salmon with Condiments เพื่อปลุกลิ้นเราให้ตื่นพร้อมรับความสนุกที่จะตามมาในจานต่อๆไป สำหรับเครื่องดื่ม Soft Drinks, Mocktails ชาและกาแฟนั้นรวมอยู่ในราคาตั้งต้นแล้ว แต่เราอัพเกรดอีก 1,600.- เพื่อเพิ่ม Crémant (เครมองต์) ซึ่งก็คือ Sparkling Wine ที่ผลิตนอกแคว้น Champagne (จริงๆอ่านว่า ชอมปาญ) ก็เลยใช้ชื่อเรียกว่าแชมเปญไม่ได้ หรือถ้าเพื่อนๆจะอัพเกรดไปเป็นแพ็ค Champagne ก็ได้เช่นกัน ดูราคาได้ที่ลิงค์ด้านบนนะครับ คอร์สที่ 2 ก็คือ Starter to Share เปิดตัวน่ารักๆด้วยจานมะเขือเทศหลากสายพันธุ์วางบน Gazpacho Jelly และ Marinated Burrata Foam ก่อนจะตามมาด้วยความอร่อยที่หนักขึ้นมาอย่างกระดาน French Cold Cuts พร้อมกับ Pickles และ Paté en Croute หนึ่งในจานซิกเนเจอร์รสเข้มข้นที่เชฟ Guillaume แนะนำ ต่อด้วย Beef Tartare à la Parisienne เนื้อดิบปรุงรสแบบชาวปารีสที่ทางพนักงานต้องเข็นรถพา Ingredients ต่างๆมาให้เราจิ้มเลือกแล้วคลุกเคล้ากันสดๆตรงนั้นเลย ถ้าจะอัพเกรดเพิ่ม Caviar ไปด้วยก็สามารถเพิ่มเงินได้ครับ จานสุดท้ายของ Starter (ถ้าเรียกว่า “พาน” น่าจะถูกต้องกว่า) ก็คือ Seafood Platter ที่มาทั้งหอยนางรมฝรั่งเศส กุ้งลายเสือ หอยเชลซาชิมิ และกุ้งแลงกูสตีนที่หาทานค่อนข้างยากในประเทศไทย ทุกอย่างหวานความสดมาก และส่วนตัวเราคิดว่าสิ่งที่เชฟ Guillaume ทำได้อย่างยอดเยี่ยมก็คือซอสต่างๆ ถ้าเพื่อนๆได้มาลองก็อย่าลืมบอกเราหน่อยว่าเห็นด้วยมั้ยนะครับ สำหรับ Seafood Platter นี้ หากใครอยากเพิ่มล็อบสเตอร์อีก ก็เพิ่มเงินได้เช่นกันนะครับ ยังครับ ยังไม่เข้า Main Course สำหรับมื้อ Brunch ที่รวบเอา Breakfast กับ Lunch เข้าด้วยกัน ถ้าพลาดเมนูไข่ไปก็อาจจะไม่สมบูรณ์ จานถัดมาจึงขอแวะไปเมนูไข่นิดนึงครับ จานนี้คือ Slow Cooked Free-Range Eggs ที่มาพร้อมกับ Emulsion ที่ทำจากชีส Comté ซึ่งเป็นชีสโปรดของเราเลย รสชาติของชีสจะเค็มๆมันๆแต่ที่ทำให้ Comté ต่างจากชีสอื่นๆก็คือความนัตตี้ที่ค่อนข้างชัด ซึ่งก็ยิ่งช่วยเพิ่มความอุมามิให้มากขึ้นอีก สำหรับจานนี้มีความคล้ายไข่ตุ๋นที่ปรุงแบบฝรั่ง เนื้อสัมผัสนุ่มเนียนครีมมี่มากๆครับ เข้า Main Course กันซะทีครับ ฮ่าๆๆๆ คอร์สนี้เพื่อนๆสามารถเลือกได้ 1 อย่าง จาก 3 ตัวเลือกนะครับ เรามากัน 2 คน (ใช่ครับเราเป็นตัวแทนหมู่บ้าน ที่มาลองอาหารทั้งหมดนี้กันแค่ 2 คนครับ) ก็เลยเลือกมาคนละอย่าง เชฟ Guillaume แนะนำ Bouillabaisse (บุยยาเบสส์) อาหารต้นตำรับจากเมือง Marseille แต่จานนี้เป็นสูตรเฉพาะของเชฟที่หน้าตาดูเรียบโก้กว่าแบบ Traditional เยอะเลย มีปลาเนื้อขาวชิ้นใหญ่ๆวางเป็นดาวเด่น เราก็ลืมถามไปเลยว่าเป็นปลาอะไร แต่เนื้อแน่นและนุ่มลิ้นมากครับ จานนี้ฟีลเหมือนฟีเลต์สเต้กปลาในซอสบุยยาเบสส์มากกว่าจะเป็นซุปเหมือนในแบบดั้งเดิม ส่วนอีกจานที่เราเลือกมาก็คือ Steak Frites กับซอส Béarnaise และ French Fries แบบคลาสสิคที่กินแล้วอบอุ่นคุ้นเคย แต่คุณภาพเยี่ยมอร่อยพรีเมี่ยมกว่าตามท้องตลาดทั่วไป แน่นอนครับระดับความสุกต้อง Medium Rare เท่านั้น เนื้อนุ่มอร่อยถูกใจเลย และซอสแบร์เนสก็รสชาติถูกต้องทำถึงเช่นเคย มาถึงจุดนี้คือเราก็อิ่มมากๆแล้วครับ หายใจเข้าออกเฮือกใหญ่ๆ แต่สายตาของเราดันเหลือบไปเห็นออปชั่นส์เพิ่มเมนู Signature ของเชฟได้อีก 3 เมนู ด้วยความเป็นห่วงอยากให้ชาว #Hopsters ได้เห็นอะไรที่พิเศษ เราก็เลยรวบรวมพื้นที่ในกะเพาะที่เหลือ (ซึ่งก็แทบจะไม่มีแล้ว) เพื่อสั่งเมนู Add On มาอีก 1 ซึ่งเราเลือกเป็นลักซาที่ตัวเส้นทำมาจากเนื้อปู Alaskan King Crab ล้วนๆ เพราะเราสืบรู้มาว่าเป็นเมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคุณ Juliana ภรรยาของเชฟซึ่งเป็นชาวสิงคโปร์ ว่ากันว่าคุณแม่ของคุณ Juliana นั้นทำลักซาอร่อยมากๆ เมื่อมาถึงมือเชฟ Guillaume อาหาร Comfort Food ของสิงคโปร์เมนูนี้จึงถูกยกระดับให้รวสชาติเข้มข้นขึ้นไปอีก และเนื้อสัมผัสก็ข้นขึ้นด้วยเช่นกัน น่าจะถูกใจคนที่ชอบความอร่อยแบบครีมมี่มากเลยครับ แต่หากใครเลี่ยนง่าย อาจจะเลือกลองเมนูอื่นๆดูนะครับ และแล้วก็เดินทางมาถึงของหวาน เอ๊ะ! หรือจะเรียกว่าของหวานเดินทางมาถึงเราน่าจะตรงกว่านะครับ เพราะคุณพนักงานพาน้องรถเข็นกลับมาอีกครั้ง คราวนี้มาพร้อมกับขนมเต็มไปหมด ในเมนูถึงกับเรียกคอร์สนี้ว่า Dessert Show เพราะมีความละลานตาเหมือนเป็นการแสดงจริงๆ บนรถเข็นมีตั้งแต่ Macaron, Canelle, Flan, Baba au Rhum ไปจนถึงขนมเค้ก ทาร์ต ชูครีม และลูกกวาด Bon Bon ต่างๆหลากหลายรสชาติ แต่ละวันขนมหวานอาจจะมีหน้าตาแตกต่างกันไป ดังนั้นเลือกเอาที่ถูกใจได้เลยครับ อย่าลืมว่าชาและกาแฟก็รวมอยู่ในแพ็คแล้ว ดังนั้นเพื่อนๆสั่งกันได้เต็มที่เพื่อมาดื่มคู่กับขนมนะครับ ข้อดีอีกอย่างของห้องอาหาร Palmier ก็คือคอนเส็ปต์ Casual Elegance คือโก้หรูแบบสบายๆ ฉะนั้นทางห้องอาหารแจ้งว่าไม่ต้อง Dress Up เพื่อนๆแต่งตัวสบายๆมาได้เลยครับ แหม…วันอาทิตย์ทั้งทีก็ต้องผ่อนคลายสิเนอะ เป็นยังไงกันบ้างครับกับมื้อพิเศษ Brunch พรีเมี่ยมแบบฝรั่งเศสมื้อนี้ ถ้าเพื่อนๆได้เคยไปลิ้มลองมาแล้ว ก็ลองมาคอมเม้นต์ให้กันฟังบ้างนะครับ ลิ้นแต่ละคนไม่เหมือนกัน มีรสนิยมต้องแบ่งปันครับ Palmier by Guillaume Galliot บรั้นช์สไตล์ฝรั่งเศส at Four Seasons Bangkok Location: https://maps.app.goo.gl/6vJqLpKi6erAYmN48 300/1 ถ. เจริญกรุง Yannawa, เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120 เวลาเปิด-ปิด: อังคาร ถึง อาทิตย์ Lunch 11:30 - 14:30 Dinner 18:00 - 22:30 โทร : 06-4646-9245 ที่จอดรถ: ที่จอดรถ Palmier by Guillaume Galliot at Four Seasons Bangkok สามารถจอดรถได้ภายในที่จอดรถของโรงแรม Four Seasons Bangkok ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/palmierbkk Line: http://bit.ly/FSBangkokLine www.hoparound.co #LetsHoparound #FSBangkok #PalmierbyGuillaumeGalliot #GuillaumeGalliot #Bangkok #SundayBrunch #FourSeasonsBangkok
- Millennium Hilton Bangkok ยลเมืองกรุงบนคุ้งน้ำกับประสบการณ์ฉบับฮิลตัน
Millennium Hilton Bangkok ยลเมืองกรุงบนคุ้งน้ำกับประสบการณ์ฉบับฮิลตัน Millennium Hilton Bangkok เป็นโรงแรม Full-Service แบรนด์อเมริกันที่มีทำเลยอดเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เพราะอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้วิวคุ้งน้ำและตึกระฟ้าของเมืองกรุงแบบกวาดตาไปได้ยาวๆไม่รู้จบ อยากช้อปปิ้งก็เดินไปห้าง ICONSIAM ที่แทบจะอยู่ติดกันได้ทันที พร้อมเดินทางสะดวกทั้งทางรถยนต์ เรือ หรือ BTS สายสีทองที่มีสถานีอยู่หน้าโรงแรมเลย ที่นี่ออกแบบสถานที่และบริการมาเพื่อตอบโจทย์แขกทุกกลุ่มทุกช่วงวัย ทั้งนักเที่ยว นักช้อป หรือจะแค่มา Staycation เปลี่ยนบรรยากาศแบบในเคสของเราก็เหมาะเจาะเช่นกัน ในวันนี้ Millenium Hilton Bangkok เพิ่งจะทำการ Renovate ใหญ่เสร็จเรียบร้อยไป ตั้งแต่ Lobby ห้องอาหาร (5 ห้อง) ห้องประชุม สระว่ายน้ำ และห้องพักทั้ง 533 ห้องที่หันเทควิวแม่น้ำทั้งหมด ทำให้อาคารสูง 32 ชั้นริมน้ำแห่งนี้ดูสวยงามทันสมัยพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ที่ดีงามที่สุดก็คือ ตอนนี้ทางโรงแรมมีข้อเสนอสุดคุ้ม ห้องพักราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 2,150 บาท พร้อมส่วนลดและสิทธิประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย (ดูรายละเอียดโปรโมชั่นได้ที่นี่) รีวิวโรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ Millennium Hilton Bangkok review ข้อเสนอสุดพิเศษ The Arrival โคมลอยหลายชิ้นถูกแขวนให้ลดหลั่นกันลงมาจากเพดานสูงของโถงทางเข้า Lobby เป็นสัญลักษณ์แทนศิริมงคลเพื่อต้อนรับผู้เข้าพักสู่โรงแรม แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดก็คือ Chandelier ที่เป็น Center Piece ห้อยยาวลงมาพร้อมกับการร้อยเรียงลูกปัดหลากสี (ไม่แน่ใจว่าเป็นคริสตัลหรือเปล่า) ให้เป็นรูปร่างปลากัดแบบกึ่ง Abstract ทางโรงแรมแจ้งว่าแนวคิดหลักของงานดีไซน์ในการ Renovate ครั้งนี้ก็คือวัฒนธรรมของชุมชนริมน้ำเจ้าพระยา และปลากัดก็แสดงออกถึงวิถีชีวิตของผู้คนริมชายฝั่งแม่น้ำสายหลักแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี Our Room: Panoramic Executive Suite หลังจากทำเรื่องเช็คอินที่ล็อบบี้เสร็จแล้ว เราก็ขึ้นลิฟท์มาที่ห้องพักของเราและพบกับเซอร์ไพร้ส์เล็กๆเป็นสติ๊กเกอร์ Hilton Clean Stay ปิดผนึกอยู่ที่มุมประตูกับผนังที่ตั้งฉากกันอยู่เพื่อบ่งบอกว่าห้องของเราได้ผ่านการทำความสะอาดตามมาตรฐาน SHA และเราจะเป็นคนแรกจริงๆที่ได้เข้าไปใช้ห้องหลังจากที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว รีวิวโรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ Millennium Hilton Bangkok review เมื่อเปิดเข้ามาในห้องแล้วก็ไม่มีอะไรเลยที่จะสามารถแย่งความสนใจของเราได้มากไปกว่าวิวพาโนราม่าของคุ้งน้ำเจ้าพระยาและบรรดาตึกสูงที่สลับกันเสียดฟ้าเรียงรายไปจนสุดลูกหูลูกตา เป็นวิวที่ปังซะจนเราลืมสำรวจความดีงามของการตกแต่งห้องพักไปชั่วขณะ พอตั้งสติได้จึงเริ่มเห็นว่าภายในห้อง Panoramic Executive Suite ของเรานั้นก็ตกแต่งได้สวยเรียบ ครบครันและทันสมัยดูดีไม่แพ้วิวที่นอกหน้าต่างทีเดียว ขนาดเกือบ 70 ตร.ม.นั้นใหญ่เหลือเฟือ แบ่งเป็นโซนรับแขก (ห้องนั่งเล่น/ทำงาน) และโซนส่วนตัว (ห้องนอน/ห้องอาบน้ำแต่งตัว) ในโซนรับแขกนั้นมีทั้งโซฟาชุดใหญ่พร้อมทีวีจอเบ้อเร่อ โต๊ะทำงานแบบสมฐานะผู้บริหาร (ก็ห้อง Executive นี่เนอะ) พร้อมมุมมินิบาร์ที่มีของเตรียมให้ครบเลย และห้องน้ำที่แยกออกมาเป็นพิเศษสำหรับโซนนี้โดยเฉพาะ เราสะดุดตากับสีของพรมทรงกลมที่ปูรองชุดรับแขกซึ่งช่วยเพิ่ม Accent ให้ Space ดูน่าสนใจขึ้นได้อย่างกลมกลืน ถัดเข้าไปเป็นโซนห้องนอนที่ดูอบอุ่นน่านอน เทควิวต่อเนื่องเข้ามาจากโซนรับแขกผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ เรียกได้ว่าตื่นนอนปุ๊บก็ตื่นตาตื่นใจกับวิวได้ทันทีเลย เดินลึกเข้าไปอีกหน่อยเป็น Dressing Area ที่ให้พื้นที่เยอะพอสมควร อารมณ์ Walk-in Closet ที่เดินทะลุเข้าห้องน้ำได้สะดวกพอดี ภายในห้องน้ำก็สวยงามทันสมัย โซนอาบน้ำมีทั้งแบบแช่อ่างและฝักบัว ส่วน Amenities เป็นแบรนด์ Crabtree & Evelyn กลิ่น Verbena & Lavender ที่หอมสดชื่น Afternoon Tea at The Lantern พักผ่อนในห้องพักพอหายเหนื่อยกันแล้ว ก็ได้เวลา Afternoon Tea ที่ The Lantern ซึ่งเป็น Lobby Lounge ที่ได้ชื่อมาจากโคมลอยที่แขวนต่างระดับกันอยู่ใน Lobby เมื่อมองผ่านหน้าต่างกระจกแบบ Floor-To-Ceiling ออกไปก็จะเจอกับแผงต้นไม้ที่เขียวขจี ก็ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายได้ดีเลยครับ ทาง Millenium Hilton Bangkok นั้นได้ Pastry Chef ชาวสวิสมาช่วยดูแลเรื่องขนมทั้งคาวหวาน จึงวางใจได้ในเรื่องฝีมือและสดใหม่ ส่วนชานั้นเสิร์ฟแบรนด์ Or Tea? ซึ่งเป็นแบรนด์ใบชาคุณภาพและโมเดิร์นจากฮ่องกง สำหรับชุด Signature Afternoon Tea ที่ยกขนมมาให้ทั้ง Shelf พร้อมเครื่องดื่มชา กาแฟ น้ำผลไม้หลากหลายจนเลือกไม่ถูกนี้มาในราคา 1,200 บาทสุทธิไม่บวกเพิ่ม / 2 ท่าน สามารถซื้อได้ผ่าน LINE SHOPPING ได้เลย eforea spa บ่ายนี้เรามีนัดนวด Aroma Therapy กันที่ eforea spa ของทางโรงแรม พนักงานนำน้ำมันมาให้เราเลือก 3 กลิ่นซึ่งทรีตเม้นต์ทั้งหมดของสปาแห่งนี้นั้นจะใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะของ Hilton เท่านั้นเพื่อป้องกันการระคายเคืองและช่วยบำรุงผิวด้วย พี่ๆ Therapist น้ำหนักมือดีมากครับ เพราะขึ้นเตียงไม่ทันไรเราก็รู้สึกผ่อนคลายจนหลับไปแบบไม่รู้ตัว ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ตอนที่พี่เขาบอกให้พลิกตัวใกล้จบซะแล้ว เฮ้อออ...อยากนวดต่อยาวๆอีกซัก 3 ชั่วโมง 555 แต่เราก็มีโปรแกรมพาเพื่อนๆไปชมวิวบนดาดฟ้าของโรงแรมกันต่อ ThreeSixty Rooftop Bar ณ ชั้นบนสุดของโรงแรมริมแม่น้ำแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ ห้องอาหารถึง 3 เอ้าท์เล็ตส์ด้วยกัน อันแรกเป็น Executive Lounge ที่เปิดให้บริการแบบ Exclusive เฉพาะแขกที่พักห้อง Executive River View Room และ Panoramic Executive Suite เท่านั้น เอ้าท์เล็ตที่ 2 คือ ThreeSixty Jazz Lounge ซึ่งยังไม่เปิดให้บริการ ส่วนร้านที่ 3 คือร้านที่เราจะพาเพื่อนๆไปชมกันครับ ร้าน ThreeSixty Rooftop Bar นั้นตั้งอยู่บนดาดฟ้ากลางแจ้งบนชั้น 31 เสิร์ฟเครื่องดื่มทั้งแบบมีแอลกอฮอลและไม่มีแอลกอฮอล รวมถึงอาหารสไตล์ทาปาสที่อร่อยกันได้ง่ายๆเพลินๆด้วย ชื่อ ThreeSixty ก็น่าจะบอกใบ้อยู่ในตัวแล้วว่าสามารถเห็นวิวริมแม่น้ำของกรุงเทพฯได้แบบ 360 องศาเลยทีเดียว โดยเฉพาะถ้าเพื่อนๆได้ขึ้นไปบนลานจอด Helicopter เหมือนกับเรา (ลองสอบถามพนักงานดูก่อนนะครับ เพราะเป็นพื้นที่ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ) ก็จะได้เห็นวิวสุดหวิวแบบไม่มีอะไรกั้นจนเราแอบเสียวแว๊บเป็นระยะๆ ตรงนี้จะยิ่งงดงามเป็นพิเศษตอนพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน สวยแค่ไหนขอให้ภาพอธิบายก็แล้วกันนะครับ Buffet Dinner at Flow อีกสิ่งหนึ่งที่โรงแรม Millenium Hilton Bangkok มีชื่อเสียงก็คือ Buffet Dinner ที่ห้องอาหาร Flow ซึ่งอยู่ชั้นล่างติดแม่น้ำเลยครับ อย่างแรกที่สังเกตเห็นก็คือความใหญ่โตโอ่อ่าของห้องอาหารที่น่าจะจุคนได้หลายร้อยคนรวมกันทั้งโซนภายในและภายนอก เพราะที่นี่นั้นใช้เสิร์ฟอาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ด้วย (พรุ่งนี้เช้าเราจะพามาดูอีกครั้งนะครับ) ซึ่งหากวันไหนแขกเต็มก็อาจต้องรองรับมากกว่า 1,000 คน เนื่องจากโรงแรมมีห้องพักทั้งหมดถึง 533 ห้อง ครัวของ Flow เป็นครัวเปิดซึ่งมีหลายสเตชั่นทำให้เราสามารถดูการทำงานของเชฟไปด้วยได้แบบเพลินๆ กระเบื้องหลากสีที่ถูกนำมาใช้ตกแต่งห้องอาหารนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานกระเบื้องของวัดโพธิ์ แต่นำมาจัดเรียงเล่าเรื่องใหม่ให้ทันยุคสมัยมากยิ่งขึ้น ครัวใหญ่หลายสเตชั่นขนาดนี้แน่นอนว่าต้องมีอาหารหลากหลายมากๆ ตั้งแต่อาหารทะเล ซาชิมิ ซูชิ อาหารฝรั่ง เช่นเนื้ออบ มันอบ พาสต้า ไปจนถึงอาหารไทยอีกหลายอย่าง และติ่มซำเข่งเบ้อเริ่มเทิ่ม นี่ยังไม่รวมอีกฝั่งของห้องอาหารที่เสิร์ฟสลัด โคลด์คัท ชีสนานาชนิด ตลอดจนเบเกอรี่และขนมหวานทั้งไทยและเทศ น่าจะมีรางวัลให้สำหรับคนที่ทานครบหมดทุกอย่างนะครับ 5555 Turn Down เมื่อกี๊เราแวะไปเดิน ICONSIAM กันมาครับ โซน Luxury มีคิวต่อกันยาวหลายร้านเลย กลับมาถึงห้องพักก็พบกับน้องช้างวางอยู่บนเตียงเป็น Turn-down Gift ไว้ให้ด้วย กว่าเราจะอาบน้ำอาบท่าและนั่งเคลียร์งานจนเสร็จก็เริ่มดึกมากแล้ว และทุกครั้งที่ได้มองออกนอกหน้าต่าง เราก็ยังคงตกหลุมรักวิวจากห้องของเรา ยิ่งตอนกลางคืนแบบนี้ แสงไฟของเมืองก็มีมนต์สเน่ห์ไปอีกแบบ พรุ่งนี้เรากะจะตื่นเช้าให้ทันดูพระอาทิตย์ขึ้นซะหน่อย ห้องเราอยู่มุมที่เห็นพอดีซะด้วยสิ เดี๋ยวเก็บภาพมาฝากกันนะคับ Sunrise อรุณสวัสดิ์คร้าบบบบบบ ไม่ผิดหวังเลยจริงๆที่ตื่นมาชมตะวันแรกขึ้น จากห้องของเราดวงอาทิตย์ขึ้นตรงมุมตึกมหานครพอดิบพอดีราวกับรู้คิว ถ่ายรูปกันรัวๆจนเกือบลืมอาบน้ำแปรงฟันไปกินมื้อเช้าเลยครับ นอกจากพระอาทิตย์จะสวยแล้ว แสงที่ทอดเข้ามาในห้องก็ชวนฝันมากครับ Breakfast Buffet at Flow กลับมาที่ห้องอาหาร Flow กันอีกรอบ แต่วันนี้คนละอารมณ์กันเลย ทั้งบรรยากาศ ความคึกคัก (คนเยอะกว่าเมื่อวานมาก) และตัวอาหารที่เสิร์ฟ เมื่อวานเราเลือกนั่งด้านในเพราะกลัวยุง เช้านี้เลยถือโอกาสนั่งด้านนอกซึมซับ Vibe ริมเจ้าพระยากันซักหน่อย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ต่างจากเมื่อวานก็คือความอิ่มครับ อิ่มจนพุงอืดแขม่วไม่อยู่เลย ล่ะ นี่ขนาดเราเลือกมาแค่บางอย่างและกินกันไม่หมดด้วยซ้ำ เค้ามีอาหารให้เลือกเยอะจริงๆครับ ทั้งแบบเอเชียและตะวันตก The Beach: Infinity Pool อิ่มขนาดนี้ต้องเดินย่อยกันซักหน่อย เราเลยตัดสินใจเดินชมโรงแรมรอบๆ และขึ้นไปชั้น 4 ซึ่งมีทั้ง Fitness และสระว่ายน้ำที่มีคอนเส็ปต์จำลองชายทะเลมาตั้งริมแม่น้ำ จึงมาในชื่อ The Beach คราวนี้เรามีเวลาน้อยก็เลยไม่ได้ลงเล่นน้ำ แต่แค่ได้เห็นเด็กๆเล่นน้ำกันสนุกสนาน และหนุ่มๆสาวๆโพสท่าถ่ายรูปกันก็ทำให้เรารู้สึกสนุกตามไปด้วยแล้วครับ Wrapping Up Our Stay สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของ Millenium Hilton Bangkok ก็คือทำเลครับ เพราะพิกัดที่ตั้งตรงนี้มอบคุณค่าให้กับลูกค้าเต็มๆทั้งในแง่ความสะดวกในการเดินทางท่องเที่ยว (ทั้งทางเรือ ทางรถยนต์ หรือ BTS) และการช้อปปิ้ง ที่เลอค่าที่สุดก็คือวิวกรุงเทพฯบนคุ้งน้ำเจ้าพระยาที่เห็นได้จากห้องพักทุกห้อง รวมถึงวิว 360 องศาจากดาดฟ้าชั้นบนสุดของอาคารด้วย เสียดายไม่ได้เอาโดรนมา ไม่งั้นจะบินเก็บภาพรอบใหญ่มาฝากกัน การที่ทางโรงแรมวางตำแหน่งตัวเองให้รองรับแขกทุกกลุ่มในทุกช่วงวัยก็ทำให้การบริการต่างๆนั้นเข้าถึงง่ายไม่ซับซ้อน แต่ยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานสากลตามแบบฉบับ Hilton ทั้งหมดนี้นั้นมาในราคาที่จับต้องได้ และด้วยข้อเสนอพิเศษแบบที่มีอยู่ในตอนนี้ (เริ่มต้นเพียง 2,150 บาทเมื่อใช้สิทธิ์โครงการเราเที่ยวด้วยกัน) พร้อมกับส่วนลดและสิทธิประโยชน์อื่นๆอีกหลายรายการก็ยิ่งคุ้มค่าทวีคุณมากขึ้นไปอีก Millenium Hilton Bangkok จึงเหมาะกับคนแทบทุกกลุ่ม เราเองก็ดีใจที่มีโอกาสมาใช้บริการที่นี่ เราได้สัมผัสมุมมองของอีกมุมกรุงเทพฯที่ต่างไป และหากมีญาติพี่น้องหรือคนรู้จักในต่างจังหวัดที่อยากเข้ามาเที่ยวหรือช้อปปิ้งในกรุงเทพฯ Millenium Hilton Bangkok ก็จะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีมากๆเลยครับ ข้อเสนอพิเศษสุดทั้งจากโรงแรมและโครงการ #เราเที่ยวด้วยกัน เสือกิน เอาใจสายกิน 🐯🍔 𝐅𝐨𝐨𝐝𝐢𝐞 𝐒𝐭𝐚𝐲𝐜𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧 แพ็กเกจประกอบด้วย: ⭐️ อาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน ⭐️ เครดิตอาหารมูลค่า 2,000 บาท ต่อห้อง ต่อคืน สำหรับรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม บริการรูมเซอร์วิส ราคาเริ่มต้น 2,848 บาท หลังหักส่วนลดเราเที่ยวด้วยกัน จองโดยตรงที่ https://bit.ly/MHBFoodieStaycationTH เสือนอน เอาใจสายชิล 🐯🛏️ 𝐒𝐰𝐞𝐞𝐭𝐞𝐧 𝐘𝐨𝐮𝐫 𝐒𝐭𝐚𝐲 แพ็กเกจประกอบด้วย: ⭐️ อาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน ⭐️ ส่วนลด 25% สำหรับบริการต่างๆ ของโรงแรม ราคาเริ่มต้น 2,150 บาท หลังหักส่วนลดเราเที่ยวด้วยกัน จองโดยตรงที่ https://bit.ly/MHBSweetenTH 🔥 จองล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วันก่อนวันเข้าพักเท่านั้น ⛔️ ไม่สามารถใช้สิทธิ์ในจังหวัดเดียวกันกับทะเบียนบ้านได้ 📅 จองเพื่อใช้สิทธิ์ได้ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 และเข้าพักได้ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2565 ขั้นตอนการจอง และการแจ้งใช้สิทธิ์เราเที่ยวด้วยกัน https://bit.ly/MHB_HowToBookWTT สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 📞 02 442 2000 📧 bkkhi.reservations@hilton.com 💬 LINE@: https://bit.ly/MHBLINE รีวิวโรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ Millennium Hilton Bangkok review #LetsHoparound #Bangkok #HopStay #MillenniumHiltonBangkok #WeTravelTogether #EatSleepTiger #TopPicks #Staycation #Special #โปรเด็ด #ดีลสุดคุ้ม #เราเที่ยวด้วยกัน #Travel
- Quickie อร่อยสะใจสไตล์อเมริกัน
Quickie อร่อยสะใจสไตล์อเมริกัน ฟาสต์ฟู้ดกูร์เมต์สไตล์อเมริกัน ใหม่ล่าสุดใจกลางเมืองที่โครงการ Velaa หลังสวน ทุกเมนูจะรังสรรค์จากวัตถุดิบพรีเมี่ยมไม่ว่าจะเป็น อิตาเลียนแฮม ไก่ออร์แกนิค หรือ เนื้อ USA แท้ๆ นำเข้าและทำออกมาได้อร่อยสะใจมากๆ เราติดใจแซนด์วิช Quickie Ham & Cheese เป็นพิเศษนัวสุดๆเลยล่ะครับ นัวถึงขั้นอยากสั่งมาเพิ่มเลยอ่ะ นอกจากอาหารอร่อยแล้ว งานอินทีเรียร์ก็โดดเด่นด้วยสีแดงจัด มาพร้อมกับ Elements ที่นำสไตล์ของ American Diner ย้อนยุคมาตีความใหม่ให้เข้ากับปัจจุบัน แถมยังมีห้องคาราโอเกะให้ดวลไมค์กันด้วยนะครับ สาขานี้ถือเป็นสาขานำร่องเพราะ Quickie มีแพลนจะขยายอีกหลายสาขาในอนาคตอันใกล้นี้เลย Quickie Burger 190.- ใช้เนื้อ USA BEEF นำเข้า 100% เลยพร้อมซอสสูตรลับของทางร้าน เข้ากันดีสุดๆ Truffle Mac N Cheese 290.- กลิ่นทรัฟเฟิลมาปะทะกับฟรายส์ร้อนๆ อร่อยมากเลยแหละ Quickie Ham & Cheese เมนูที่เราแนะนำสุดๆ ใครไปต้องกิน เพราะส่วนตัวคือชอบมากกกกก Float Sprite นี่ก็อร่อยสดชื่นสุดๆ 140.- Chic'kie Burger 195.- ใครชอบเนื้อไก่ทอด แนะนำเมนูนี้เลยครับ เพราะเนื้อไก่คือนุ่มและดีมาก ทำมาจากไก่ออแกนิคเลยนะ Homemade Shakes 140.- จากไอศกรีมวนิลานุ่มละมุนลิ้นมากๆ Ice Cream Sandwiches 150.- เป็นเมนูปิดท้ายของเราได้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับเพื่อนๆ ที่พาน้องหมามา ที่นี่เค้าก็มีขนมให้กับน้องหมาด้วยนะ ส่วนชั้นสองของที่นี่มีห้องคาราโอเกะด้วยนะ ใครอยากดวลไมค์ต้องรีบจองเข้ามา เพราะมีแค่ห้องเดียวเท่านั้น!! QUICKIE VALAA หลังสวน Location: https://g.page/velaa-sindhorn-village?share 87 Lang Suan Road แขวง ลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ที่จอดรถ: จอดรถได้ที่โครงการเวลาหลังสวน ข้อมูลเพิ่มเติม: https://web.facebook.com/Quickiebangkok
- HAOMA ฮาโอม่า แยบยล-ยอดเยี่ยม-ยั่งยืน
“HAOMA ไม่ใช่ร้านอาหารธรรมดา” นั่นคือสิ่งที่เราแน่ใจ แม้เราจะยังไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับร้านอาหารอินเดียนสุดล้ำแห่งนี้ นอกจากอาหาร Neo-Indian ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาอย่างประณีตจากเรื่องราวในความทรงจำส่วนตัว และฝีมือการปรุงอันเฉียบขาดของเชฟ DK (Deepankar “DK” Khosla) แล้ว แนวคิดเบื้องหลังที่เป็นกลไกขับเคลื่อนให้ร้านอาหาร High-End แห่งนี้ก้าวไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนนั้นก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไป #hop ชม+ชิมรสชาติที่ซับซ้อนและงดงามของ HAOMA ณ โอเอซิสแห่งความเลิศรสใจกลางอโศกกัน ขอเล่าความเป็นมาของชื่อก่อนเลยว่า HAOMA นั้นอ่านว่า ฮาโอม่า เป็นชื่อของพืชศักดิ์สิทธิ์ในตำนานที่ปรากฏในอารยธรรมชาว Zoroastrian และ Hindu ว่ากันว่าสามารถนำมาปรุงเป็นน้ำอายุวัฒนะที่ใช้ปลุกพลังความเป็นอมตะให้กับผู้ที่ได้ดื่มกินเข้าไป (ขอสารภาพว่าตอนแรกเราก็เกือบปล่อยไก่ตัวโต เพราะเราเองก็ไม่เคยได้ยินเรื่องราวนี้มาก่อน พาให้แอบคิดว่าเป็นภาษาจีนไปเสียได้) สวนหลังร้านพร้อมบ่อเลี้ยงปลา จากชื่อแล้ว แน่นอนว่าร้านอาหารอินเดียแห่งนี้ให้ความสำคัญอย่างมากกับพืชพรรณที่นำมาปรุงเป็นอาหารแต่ละจาน โดยทางร้านนั้นมีสวนอยู่ด้านหลังและปลูกพืชมากกว่า 5,000 ชนิด พร้อมบ่อเลี้ยงปลา (ใช่แล้ว เขาเลี้ยงปลาเอง!) เพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบที่สด สะอาด และปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางจนออกมาเป็นเมนูเลิศรสแต่ละจานโดยสมบูรณ์ และอย่าลืมว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบนที่ดินใจกลางกรุงย่านอโศกที่มูลค่าสูงระยับ เรียกได้ว่าเป็น Urban Farm-To-Table Concept อย่างแท้จริง แถม HAOMA ยังมุ่งมั่นที่จะเป็นร้านอาหารปลอดคาร์บอนแห่งแรกของโลกอีกด้วย ท่ามกลางรางวัลมากมายที่ HAOMA ได้รับมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น “ร้านอาหารอินเดียยอดเยี่ยมแห่งปี 2019” จาก Elite Magazine หรือการได้รับการจัดลำดับที่ 6 ใน Top Tables Bangkok 2020 แซงหน้าร้านอาหาร Michelin Star ไปหลายร้าน สิ่งที่ทำให้ HAOMA เป็นที่สนใจในเวทีโลกจริงๆไม่ว่าจะเป็น New York Times หรือการได้เข้าพูดร่วมกับเชฟระดับท็อปของโลกหลายคน กลับมาจากจิตใจที่งดงามของเชฟ DK ที่ทำอาหารรสเลิศห่อด้วยใบตองแจกแรงงานต่างด้าวและผู้คนยากไร้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดไปกว่า 75,000 ห่อตลอดช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ในวันนี้ร้าน HAOMA กลับมาเปิดประตูต้อนรับลูกค้าอีกครั้ง ด้วยเมนูซิกเนเจอร์ดั้งเดิมของทางร้าน พร้อมกับอีก 3 เมนูใหม่ที่ถูกเนรมิตขึ้นจากรากเหง้า และมรดกทางวัฒนธรรมที่สั่งสมมาตลอดเส้นทางชีวิตของเชฟ DK โดยให้บริการทั้งแบบ A La Carte (เริ่มต้น 390 บาท) และแบบ Course มีให้เลือกทั้งเมนู Plant-Based และเมนูที่มีเนื้อสัตว์ นอกจากนี้ยังมี Option ในการ Pairing อาหารกับเครื่องดื่มที่ออกแบบใหม่ทั้งหมด มีทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล และปราศจากแอลกอฮอล เราประทับใจใน Wine List ของที่นี่เพราะมีตั้งแต่ไวน์ชั้นเยี่ยมแบบคลาสสิค ไปจนถึงไวน์จากผู้ผลิตรุ่นใหม่ที่นำเอานวัตกรรมและเทคนิคใหม่ๆเข้ามาพัฒนาแวดวงการทำไวน์ โดยเฉพาะไวน์ที่ผลิตด้วยกระบวนการ Biodynamic และ Organic ซึ่งคัดสรรมาจาก Terroir (พื้นที่ที่มีสภาพดินและอากาศที่เหมาะแก่การปลูกไวน์) ชั้นยอดทั่วโลก สารภาพตามตรงว่าปกติเราไม่ได้ชำนาญอาหารอินเดียเท่าไรนัก ตอนที่อาหารมาเสิร์ฟเราก็แอบอึ้งกับความงามของการจัดจานที่ดูยุโร้ป...ยุโรป แถมดูเกลี้ยงเกลาราวกับงานอาร์ทสไตล์มินิมอล ผิดกับที่คิดไว้ตอนแรกเลย สิ่งที่ดีงามกว่าหน้าตาไปอีกก็คือรสชาติ แต่ละจานนั้นช่างอร่อยลิ้นกินเพลินเกินเรื่องไปมาก ประทับใจจนเราต้องเก็บไปบอกต่อคนที่บ้านและเพื่อนๆอีกหลายคน แถมยิ่งได้รู้เรื่องราวที่มาของแต่ละเมนู ก็ยิ่งทำให้เราเคลิบเคลิ้มไปกับรสมือเชฟมากยิ่งขึ้นไปอีก อย่าช้าไปกว่านี้เลย เราไปเช็คเอ้าท์หน้าตาอาหารแต่ละจานของ HAOMA กันเลยดีกว่า Dishaa Matar & Daal Kachori Double Roti The Reappearing Duck Marnasann Sagar Khandi Dosa NOONEHUNGRY Double Ka Meetha Melody ประสบการณ์ Gastronomic ที่ HAOMA ในครั้งนี้ได้เปิดโลกให้กับเราในหลายๆแง่มุม ทั้งในเรื่องศิลปะแห่งอาหาร ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และเรื่องราวที่เชฟตั้งใจถ่ายทอดออกมาเป็นฉากๆ ผ่านการเลือกใช้วัตุดิบและวิธีการปรุงในแต่ละจาน ราวกับเราได้เดินทางท่องไปในดินแดน Exotic แบบ Luxury ผ่านรสชาติ/รสสัมผัสที่ลิงโลดอยู่บนลิ้นและกลิ่นหอมที่ฟุ้งอยู่ในโพรงจมูก สำหรับเพื่อนๆที่ต้องการจะออกเดินทางสู่ความฟินผ่านรสชาติที่ไม่เหมือนใคร ก็เชิญได้เลยที่ HAOMA รับรองไม่ผิดหวังแน่นอนครับ เมนูแพลนต์เบส 10 คอร์ส, เมนูที่ไม่ใช่มังสวิรัติ 10 คอร์ส ราคา 2,990 บาท++ และเมนูที่ไม่ใช่มังสวิรัติ 7 คอร์ส ราคา 2,390 บาท++ (เพิ่ม 2,990 บาท สำหรับแอลกอฮอล์แพริ่ง) เมนูตามฤดูกาลเหล่านี้รวมอยู่ในเมนูอาลาคาร์ทใหม่ทั้งหมด ซึ่งราคาเริ่มต้นที่ 390 บาท . สำรองที่นั่งได้ที่ E-mail: Reservations@haoma.dk Tel : 022584744 www.haoma.dk . FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #LetsHoparound #Bangkok #LetsHoparoundBangkok
- La Cabra (ลา คาบลา) กาแฟจากเดนมาร์กสู่เจริญกรุง
#Hop ไปแวะดื่มกาแฟอิมพอร์ตตรงจากเมืองโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ที่ย่านเจริญกรุงกัน อีกหนึ่งสิ่งที่จะการันตีได้ว่าย่านเจริญกรุงนั้นเป็นหนึ่งในย่านที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ ก็คือการมาถึงของกาแฟชื่อดังจากเมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเป็นร้านกาแฟสูตรพิเศษของเดนมาร์กที่ขึ้นชื่อเรื่องกาแฟสไตล์นอร์ดิกและการคั่วที่มีรสชาติเยี่ยม ร้าน La Cabra (ลา คาบลา) เสิร์ฟกาแฟคั่วแบบ One Roast ที่จะให้กลิ่นหอมและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สามารถเลือกได้ทั้งแบบ Filter หรือ Espresso เมล็ดกาแฟที่นี่หมุนเวียนไปตามฤดูกาล เนื่องจากพื้นที่ปลูกต้นกาแฟแต่ประเทศก็มีช่วงเก็บเกี่ยวไม่เหมือนกันตามสภาพภูมิอากาศ แถมช่วงนี้ทางลาคาบลามีเมล็ดกาแฟพิเศษที่เสิร์ฟเฉพาะสาขากรุงเทพอีกด้วย "El Salvador Santa Rosa Bangkok edition" ซึ่งมีจำนวนจำกัด รีบไปลองกันหล่ะ ความพิเศษของกาแฟตัวนี้คือเป็นกาแฟที่มาจากฟาร์มในประเทศ El Salvador ที่มีความหวานจาก Natural Process และมาพร้อมรสพลัม ส้ม และชอคโกแลตนม นอกจากกาแฟที่ร้านก็ยังมีเครื่องดื่มอย่างชาเขียวและน้ำส้มยูซึสำหรับคนไม่ดื่มกาแฟด้วยนะครับ La Cabra Thailand Location: https://goo.gl/maps/hGgpk7FeGPCPSc1T8 813 ถนน เจริญกรุง แขวง ตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เวลาเปิด-ปิด: วันอังคาร-ศุกร์ เวลา 08.00-17.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-18.00 น. (ปิดวันจันทร์) โทร: 08-4155-4564 ที่จอดรถ: ที่จอดรถ La Cabra จอดรถได้ที่วัดอุภัยราชบำรุง ข้อมูลเพิ่มเติม: Facebook/Instagram: lacabra.thailand Website: www.lacabra.dk
- Aksorn ย้อนรอยต้นตำรับอาหารไทยยุค Post-WWII ร้านอาหารรางวัลหนึ่งดาวมิชลิน
Aksorn อักษร ย้อนรอยต้นตำรับอาหารไทยยุค Post-WWII ร้านอาหารรางวัลหนึ่งดาวมิชลิน อาหารไทยเป็นมรดกที่ตกทอดกันมายาวนาน และเมื่อกว่า 70 ปีที่แล้วแรงสั่นสะเทือนจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ทำให้ภูมิปัญญาดั้งเดิมได้ผสมผสานเข้ากับวิทยาการความรู้ใหม่ๆ เกิดเป็นตำรับอาหารไทยที่ถูกจัดระเบียบขึ้นอีกครั้ง จากนั้นจึงค่อยๆวิวัฒนาการมาจนเป็นอาหารไทยที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน เรียกได้ว่าตำราอาหารยุคหลังสงครามโลกนั้นเป็นดังต้นตำรับของอาหารไทยยุคใหม่ก็น่าจะไม่เกินเลยจากความเป็นจริง จะน่าสนใจขนาดไหน หาก Chef David Thompson เชฟอาหารไทยติดดาวมิชลินชื่อดังได้กลับไปค้นถึงต้นตำรับจากตำราอาหารไทยในยุคนั้น บางครั้งโชคดีก็จะได้เรียนรู้จากตัวเจ้าของสูตรที่ยังมีชีวิตอยู่จริงๆเลย จากนั้นเชฟและทีมของเขาก็จะนำวัตถุดิบที่สรรหามาให้ตรงเป๊ะกับในตำรามาปรุงให้เราได้เห็น(เกือบ)ทุกขั้นตอนในครัวเปิด ก่อนจะยกสำรับมาเสิร์ฟให้เราได้ลิ้มรสความประณีตในทุกๆคำ วันนี้ทั้งหมดได้กลายเป็นความจริงแล้วที่ร้านอักษร บนชั้น 5 ของอาคาร Central: The Original Store บนถนนเจริญกรุง ซึ่งเป็นสาขาแรกของเครือห้างสรรพสินค้าที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการเป็นร้านหนังสือในยุค Post-WWII เช่นกัน แนะนำกันซักหน่อยว่าที่ร้านอักษร อาหารจะเสิร์ฟในรูปแบบ Set Menu ราคาอยู่ที่ 2,800++.- / คน และจะมีการเปลี่ยนเมนูทุกๆ 2-3 เดือน หากต้องการ Wine Pairing ด้วยก็เพิ่มอีก 1,400++.-/คน แต่เราไปในช่วงที่ยังไม่อนุญาตให้เสิร์ฟแอลกอฮอลเนื่องจากสถานการณ์โควิด วันนี้จึงรับประทานเฉพาะอาหารและ Mocktail อร่อยๆครับ ความพิเศษของช่วงเดือนนี้อยู่ตรงที่เมนูทั้งหมดจะมาจากตำราของคุณป้าเป้า นุชนันท์ โอสถานนท์ แห่งวังสวนผักกาด (ดังนั้นจะเรียกเมนูในช่วงนี้ว่าเป็น “อาหารชาววัง” ก็คงไม่ผิดนัก) ท่านเป็นคอลัมนิสต์อาหาร ผู้เขียนตำราอาหาร และนักจัดรายการทีวีที่คลุกคลีผูกพันกับอาหารทั้งในแง่หน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัวมาตั้งแต่เยาว์วัย ที่สำคัญทางทีมเชฟ David ยังได้มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้สูตรจากคุณป้าเป้าโดยตรงเลยจึงการันตีได้ว่ามื้อนี้ที่อักษรนั้นเป็นสูตรแท้ๆจากต้นตำรับจริงๆ เริ่มต้นกันที่ Hors D’oeuvre อาหารว่างคำเล็กๆเพื่อเชื้อเชิญเราสู่มื้อพิเศษนี้ มีอยู่ 2 จานด้วยกัน จานแรกคือเมี่ยงหมากที่ทำให้เรานึกถึงเมี่ยงคำ แต่จานนี้มีมิติของรสชาติมากกว่าด้วยความเผ็ดร้อนของกระชาย ความหอมมันของเม็ดมะม่วงฯคั่ว และความฝาดของใบทองหลางซึ่งนำมาห่อแทนใบชะพลูด้วยวิธีเดียวกันกับที่คนโบราณห่อหมากเลย ส่วนอีกจานก็คือ ซอง อาหารที่เราไม่คุ้นชื่อมาก่อนเลย ทีมเชฟนำเอาหมูสับ ปลากุเลาเค็ม และไข่เป็ดเค็มมาคลุกเคล้ากันก่อนจะห่อด้วยแผ่นปอเปี๊ยะแล้วทอด ทำให้รสชาติที่ออกมานั้นกลมกล่อม เรียบง่ายแต่ก็ซับซ้อนอยู่ในที ต่อกันด้วยเรไรหน้าปู จาน Starter ที่จริงจังขึ้นมาอีกนิด ทางทีมครัวได้พิมพ์ไม้กดเส้นเรไรที่ทำจากแป้งข้าวเจ้าและแป้งท้าวยายม่อมออกมาเป็นเส้นสดๆ ก่อนจะท็อปด้วยปู กุ้งและเครื่องแกงกะทิที่รวมกันแล้วเหมือนเป็นพลุแห่งรสชาติที่ระเบิดในปาก ราวกับได้กินขนมจีนน้ำพริก น้ำยาปู และหมี่กะทิรสเลิศในคำเดียวกัน มาถึงสำรับหลักซึ่งประกอบไปด้วยกับข้าว 6 อย่าง เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยหอมๆจากจังหวัดสุรินทร์ เริ่มต้นด้วยยำยอดกระถินและดอกดาหลา เราประทับใจกับความสดชื่นและกลมกล่อมของน้ำยำ เนื้อสัมผัสและกลิ่นอันหลากหลายที่ซ่อนอยู่ใน 1 คำเมื่อเราตักเข้าปากนั้นทำให้เรา Enjoy จานนี้มากๆครับ ต่อมาก็คือแกงจืดหมูย่างหน่อไม้ไผ่ตง เป็นแกงจืดรสละเมียดที่ช่วยลดทอนความซับซ้อนของจานอื่นๆ เราชอบที่มีการนำหมูกรอบไปย่างรมควันก่อนเพื่อเพิ่มอีกเลเยอร์ให้รสชาติของซุป บังเอิญว่าตอนเด็กๆที่บ้านของเรานั้นก็ทำเมนูที่คล้ายกับเมนูนี้ การได้ซดรสชาติจากความทรงจำเข้าไปทำให้เราเข้าใจโมเม้นต์ที่นักวิจารณ์อาหารได้ชิม Rataouille ในฉากการ์ตูนของ Pixar ได้ทันที แกงเขียวหวานกุ้งสูตรคุณป้าเป้านั้นไม่เหมือนกับแกงเขียวหวานที่เราคุ้นเคยเลย จานนี้รสชาติเข้มข้น มีน้ำขลุกขลิกและสีเขียวสวยมาก ทั้งหมดเกิดจากการนำใบพริกสดจำนวนมากมาตำใส่ในพริกแกง จนทำให้เราแอบนึกถึง Pesto ในอาหารอิตาเลียน เมื่อทานกับกุ้งกุลาดำเนื้อหวานๆ เสริมด้วยกลิ่นหอมเขียวจากใบโหระพาและใบพริกแล้ว ต้องบอกว่าจานนี้เป็นอีกหนึ่ง Highlight ของมื้อนี้เลยครับ ปลาสลิดเป็นปลาที่มีรสชาติเค็มมันและมีกลิ่นเฉพาะตัวอยู่แล้ว ยิ่งนำมาย่างรมควันก่อนทอดก็ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้มากขึ้นไปอีก ขั้นตอนยังมีต่ออีกเพียบเพราะต้องนำไปปรุงกับเนื้อสันใน กุ้งแห้งผัดน้ำพริกเผาหมู เม็ดบัว ไข่เป็ดเค็ม และใบมะกรูดซอยจนเป็นฝอยละเอียด จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นผัดพริกขิงปลาสลิดจานนี้ เมื่อได้รู้ว่าต้องผ่านขั้นตอนมากมายขนาดนี้ ก็ทำให้เรารู้สึกภูมิใจว่าอาหารไทยของเราประณีตและซับซ้อนไม่แพ้อาหารฝรั่งเศสเลยนะเนี่ย น้ำพริกนครบาล นี่คือน้ำพริกในตำนานจากพระราชสำนักรัชกาลที่ 5 และก็เป็นอีกเมนูโปรดของเราในมื้อนี้ด้วย ขอเล่าที่มาอันแสนขลังของสูตรน้ำพริกถ้วยนี้ซักหน่อย เนื่องจากคุณปู่ทวดของคุณป้าเป้าเป็นหมอหลวงในสมัย ร.5 สูตรน้ำพริกนครบาลนี้จึงตกทอดมาในตระกูลของท่าน เราคงบอกได้ไม่หมดว่าในน้ำพริกถ้วยเล็กๆนี้มีส่วนผสมอะไรบ้าง นอกจากพริกแห้ง พริกชี้ฟ้าแช่น้ำ มะเขือยาว มะกรูด ส้มซ่า มะอึก และอื่นๆอีกมากมายแล้ว เรารับรู้ได้แค่ว่าน้ำพริกนครบาลนี้อร่อยมากๆ มีโน้ตของความ Smoky และ Citrus ที่หอมติดปลายจมูกชวนให้เราฉงนหลังกลืนคำแล้วคำเล่าลงไป กับข้าวจานสุดท้ายในสำรับก็คือปลาหมึกต้มเค็ม ใช้หมึกอายุน้อยที่เนื้อยังนุ่มและอ่อนโยน นำมาเคี่ยวเป็นชั่วโมงกับน้ำตาลปี๊บ พริกไทยดำ ขิง กระเทียม น้ำปลา และน้ำหมึกสีดำปี๋ เป็นอีกจานที่เราคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กๆ แต่แน่นอนว่าที่อักษรนั้นประณีตในการปรุงมากกว่าหลายเท่า ทำให้รสชาติที่คุ้นลิ้นอยู่แล้วนั้น ยิ่งน่าประทับใจมากขึ้นไปอีก กินคาวแล้วไม่กินหวาน มื้อนี้ของเราก็คงจะไม่สมบูรณ์ มะเฟืองลอยแก้วสูตรคุณป้าเป้านั้นหอมหวานสดชื่นดีงามจนไม่รู้จะบรรยายยังไง แน่นอนว่าไม่ได้ทำกันง่ายๆต้องเลือกเฉพาะมะเฟืองที่ยังสุกไม่เต็มที่แล้วนำไป Macerate คือแช่ทิ้งไว้ข้ามคืนในน้ำที่ปรุงขึ้นจากน้ำมะนาว น้ำส้มซ่า น้ำตาลทราย และอื่นๆจนเข้าเนื้อ ผลที่ได้ก็คือ Texture มะเฟืองที่นุ่มและกรอบในสัดส่วนที่พอดี ส่วนรสชาตินั้นก็ชุ่มฉ่ำ เปรี้ยวนิด หวานหน่อย อร่อยสุดๆ ช่วยล้างความคาวปากจากอาหารก่อนหน้าจนเกลี้ยงเลยครับ ขนมทองพลุ เรียกได้ว่าเป็น Choux แห่งสยาม สูตรของไทยทำจากแป้งข้าวเจ้า น้ำตาลโตนด (เชฟบอกว่าต้องไปซื้อจากซัพพลายเออร์ที่ป้าเป้า Approve เท่านั้น) มะพร้าว งาดำ และที่สำคัญคือทางเชฟเผลอบอก Ingredient ลับกับเรามาว่าเค้าใส่ Spiced Vodka ลงไปด้วย (หรือที่ทางทีมเชฟเรียกกันสนุกๆว่า Vodka à la Matt เพราะคุณแม็ตต์เป็นคนจัดการเรื่องการแช่เครื่องเทศลงไปนั่นเอง) จานสุดท้ายแล้วจริงๆสำหรับมื้อนี้ นั่นก็คือกระยาสารทใส่แม็คคาเดเมียอบควันเทียนกับกล้วยไข่ตีนเต่าซึ่งแปลว่ากล้วยไข่หวีสุดท้ายของเครือ ว่ากันว่าเป็นหวีที่หวานที่สุด เพราะแรงโน้มถ่วงของโลกที่ทำให้น้ำตาลจากต้นกล้วยถูกดึงให้มารวมกันอยู่ที่ปลายเครือ (นี่แหละครับความละเอียดของตำราคุณป้าเป้า และเราต้องขอชื่นชมทีมเชฟที่สามารถไปเสาะแสวงหามาจนได้นะครับ) เสิร์ฟพร้อมกับชาแดง Roiboos จากแอฟริกาที่ปราศจากคาเฟอีนเหมาะสำหรับดื่มให้สบายท้องหลังดินเนอร์มื้อใหญ่แบบนี้มากๆครับ จบลงไปแล้วสำหรับดินเนอร์สำหรับไทยมื้อพิเศษที่ร้านอักษร เราได้รับทั้งความรู้ ความอร่อย และบรรยากาศที่เป็นกันเองของทีมเชฟที่ช่วยอธิบายแกมหยอกล้อให้เราได้สนุกสนานไปตลอดมื้อ เราประทับใจในความพิถีพิถันตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การปรุงตามตำราอย่างเคร่งครัด และการนำเสนอที่สวยงาม เป็นการตอกย้ำถึงรากเหง้าที่ทั้ง Simple และ Sophisticated ของอาหารไทยให้เราได้ภูมิใจไม่รู้จบเลยครับ เพื่อนๆ #Hopsters คนไหนอยากลิ้มรสอาหารไทยต้นตำรับคุณป้าเป้าที่ร้านอักษร สามารถโทรสอบถามที่เบอร์ 021168662 หรือคลิกลิงค์จองโต๊ะที่นี่ >> https://www.sevenrooms.com/reservations/aksornbangkok ในช่วงงาน Bangkok Design Week 2021 แบบนี้มาย่านตลาดน้อยทีเดียวได้ทั้งเสพทั้งงานดีไซน์และความอร่อยระดับตำนานพร้อมกันไปเลยครับ aksorn ร้านอักษร เซ็นทรัล ดิ ออริจินัลสโตร์ Location: https://goo.gl/maps/N6JfFhcE6u82pfGS8 1266 ถนน เจริญกรุง แขวง บางรัก เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500 เวลาเปิด-ปิด: 5:00 - 9:00 PM อังคาร-อาทิตย์ ปิดทุกวันจันทร์ โทร: +6621168662 ที่จอดรถ: จอดได้ในที่ริมถนนซอยเจริญกรุง 40 ข้อมูลเพิ่มเติม: http://www.aksornbkk.com/
- Aesop Gift Kits 2021 ของขวัญเพื่อตอบแทนความดีงามของผู้รับ
ในที่สุดบรรยากาศที่ครื้นเครงและอบอุ่นในช่วงเทศกาลแห่งความสุขก็เริ่มกลับมาให้เราได้กระชุ่มกระชวยหัวใจขึ้นได้บ้าง แม้จะยังเฉลิมฉลองเต็มที่ไม่ได้เหมือนในสภาวะปกติ สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากในตอนเด็กๆก็คือ “การได้รับ” ของขวัญและลุ้นว่าข้างในเป็นอะไร แต่เมื่อโตขึ้น “การให้” กลับให้ความสุขกับเรามากกว่า และปีนี้ Aēsop ก็มี Gift Kits อันเลอค่าที่รวมเอา Iconic Items ของแบรนด์ซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพและอบอวลด้วยกลิ่นหอมตรึงใจถึง 5 เซ็ต นอกจากดีไซน์ Packaging จะดูพรีเมี่ยมและรักษ์โลก (ทำจากวัสดุรีไซเคิล 100%) แล้ว ความคุ้มค่านั้นก็ดีมากเช่นกัน คุ้มกว่าซื้อแบบแยกชิ้นตามปกติแน่นอน โดยเซ็ทแรกเริ่มต้นที่ 1,550.- เท่านั้น ที่ลึกล้ำไปกว่านั้นก็คือในปีนี้ Aēsop ยึดเอาแนวคิด 'Anatomy of Generosity' ในการออกแบบแต่ละเซ็ตตามคุณค่าของผู้ที่จะได้รับของขวัญผ่านสายตาของผู้ให้ (ก็คือเรานั่นเอง!) เหมือนแทนคำขอบคุณสำหรับความดีที่เขาเหล่านั้นมีให้กับเราและโลกใบนี้ โดยมีองค์กรการกุศล 5 องค์กร เป็นดั่งสัญลักษณ์ของความดีในแต่ละ Gift Kit และ Aēsop ก็ได้บริจาคเงินให้องค์กรละ AUD$100,000 ไปเลยโดยไม่ต้องคำนวณจากยอดขาย เรามาดูกันว่าแต่ละเซ็ตจะมี Concept ยังไงกันบ้าง The Forager (นักจัดหา) เป็นตัวแทนผู้ที่มีความสุขในการเสาะแสวงหาและคัดสรรสิ่งดีๆให้ผู้อื่น เป็นผู้ให้ที่ไม่ค่อยออกหน้าและไม่คาดหวังผลตอบแทน หากในชีวิตเรามีคนที่ช่วยนำพาสิ่งดีๆมาให้ แม้เขาจะไม่คาดหวังอะไรเลย แต่การให้เช็ตนี้เป็นของขวัญแทนคำขอบคุณก็น่าจะทำให้หัวใจของเขาพองโตอยู่ไม่น้อย ผลิตภัณฑ์ Body Care ใน Gift Kit นี้มาพร้อมกับกลิ่นหอมสไตล์ Citrus (ผลไม้ตระกูลส้ม-มะนาว) ซึ่งหอมสดชื่นไม่ซับซ้อน ใครๆก็ชอบได้ไม่ยาก และการให้เครื่องประทินผิวกายก็ทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องผิวหน้าที่อาจแพ้ง่ายอีกด้วย แถมเซ็ตนี้ราคาเพียง 1,550.- จึงน่าจะเป็นเซ็ตยอดนิยม The Forager ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ 2 ชิ้นคือ Citrus Melange Body Cleanser 100mL Rind Concentrate Body Balm 100mL องค์กรที่ได้รับบริจาคสำหรับเซ็ต The Forager ได้แก่ Photographers Without Borders The Listener (นักฟัง) หมายถึงผู้ที่ช่วยปลอบประโลมและเยียวยาผู้อื่นด้วยการให้เวลาและความใส่ใจในการฟังเรื่องราวที่ไม่สบายใจของอีกฝ่าย การมอบ Goft Kit นี้เพื่อเป็นของขวัญตอบแทนผู้ที่ช่วยรับฟังปัญหาต่างๆของเราในช่วงที่ผ่านมา ก็น่าจะดูเหมาะสมมากๆครับ กลิ่นเขียวๆหอมๆของใบเจอเรเนี่ยมในเซ็ตนี้เป็นเหมือนตัวแทนของการช่วยให้คลายกังวล และทำให้รู้สึกว่าเราอยู่ในที่ที่ปลอดภัย The Listener (2,700.-) ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ 3 ชิ้นคือ Geranium Leaf Body Cleanser 100mL Geranium Leaf Body Balm 100mL Geranium Leaf Body Scrub 180mL องค์กรที่ได้รับบริจาคสำหรับเซ็ต The Listener ได้แก่ Pan Intercultural Arts The Advocate (นักสนับสนุน) Gift Kit นี้สำหรับผู้รับที่มีลักษณะเป็นกระบอกเสียงให้กับคนที่เสียงเบากว่า เขาจะเคารพความต้องการของผู้ที่มีความจำเป็น และคอยให้ความสนับสนุนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน The Advocate จึงเหมาะที่จะเป็นของขวัญให้กับคนที่คอยสนับสนุนและเป็นกระบอกเสียงแทนเราหรือกลุ่มคนผู้ต้องการความช่วยเหลือ ของในเซ็ตนี้มีทั้งหมด 4 ชิ้น (3,550.-) มีทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลมือและผิวกายดังนี้ Resurrection Aromatique Hand Wash (Screw Cap) 500mL Resurrection Aromatique Hand Balm 75mL Rind Concentrate Body Balm 100mL Citrus Melange Body Cleanser 100mL องค์กรที่ได้รับบริจาคสำหรับเซ็ต The Advocate ได้แก่ Voice of Witness The Protector (ผู้ปกปักษ์) เซ็ตนี้บ่งบอกถึงผู้รับที่มีลักษณะเป็นผู้กล้าที่จะยืนขึ้นเพื่อปกป้องเราและโลกให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง โดยเฉพาะในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่นับวันจะน่าเป็นห่วงขึ้นเรื่อยๆ ของใน Gift Kit นี้จึงถูกคัดสรรมาสำหรับสาย Living ผู้รักในการทำบ้านให้น่าอยู่โดยเฉพาะ เหมาะที่จะเป็นของขวัญให้คุณพ่อคุณแม่ หรือคนสนิทที่คอยปกป้องดูแลเรา รวมไปถึงโลกของเราด้วย The Protector (3,300.-) ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ 3 ชิ้นได้แก่ Cythera Aromatique Room Spray 50mL Post-Poo Drops 100mL Resurrection Aromatique Hand Wash (Screw Cap) 500mL องค์กรที่ได้รับบริจาคสำหรับเซ็ต The Protector ได้แก่ Karrkad Kanjdji Trust The Mentor (ที่ปรึกษา) Gift Kit นี้เหมาะที่จะให้กับผู้ใหญ่ที่เราเคารพ หรือที่ปรึกษาที่คอยให้ปัญญาและเตือนสติเราในวันที่เราไม่แน่ใจในทิศทางของชีวิต คนกลุ่มนี้มักจะมีวิธีพูดที่แฝงไปด้วยอารมณ์ขันอันชาญฉลาดและไม่ทำให้เรารู้สึกด้อยคุณค่าในตัวเอง ในแง่ของ Product นั้น เซ็ตนี้รวมผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าในซีรี่ส์ Parsley Seed 3 ชิ้น และมีซีรั่มเข้มข้น Top Seller ของ Aēsop ซึ่งเป็นสูตรพัฒนาใหม่ล่าสุดอยู่ด้วย ราคาทั้งเซ็ตอยู่ที่ 6,300.- ประกอบไปด้วย Parsley Seed Facial Cleanser 200mL Parsley Seed Anti-Oxidant Facial Toner 200mL Parsley Seed Anti-Oxidant Serum Intense 60mL องค์กรที่ได้รับบริจาคสำหรับเซ็ต The Mentor ได้แก่ Create UK และนี่ก็คือทั้ง 5 Gift Kits ที่ Aēsop ภูมิใจนำเสนอ เต็มที่ทั้งคอนเส็ปต์ คุณภาพ ความสวยงาม และความคุ้มค่า คู่ควรที่จะใช้แทนคำขอบคุณสำหรับคุณค่าอันดีงามที่ผู้รับมีให้กับเราและสังคม มาตรการ Social Distancing อาจแยกเราให้ห่างกันไปบ้าง ปลายปีนี้ก็เป็นโอกาสเหมาะที่จะส่งของขวัญกระชับความสัมพันธ์ที่มีค่าเหล่านั้นอีกครั้งนะครับ ช้อปได้ที่เอสอป เคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และ https://www.central.co.th/th/aesop www.hoparound.co #LetsHoparound #Skincare #AesopThailand #AesopSkincare












