Search Results
133 results found with an empty search
- Centara Reserve Samui ปฐมบทแบรนด์ใหม่สู่ความใส่ใจสูงสุดจากเซ็นทารา
Centara Reserve Samui Centara Reserve Samui ปฐมบทแบรนด์ใหม่สู่ความใส่ใจสูงสุดจากเซ็นทารา น่าตื่นเต้นมากๆครับที่เราอยู่ในยุคที่ได้เห็นแบรนด์โรงแรมไทยก้าวกระโดดไปสู่แถวหน้าของมาตรฐานระดับโลก นี่คือประสบการณ์ใหม่ที่เพื่อนๆสามารถเข้าไปสัมผัสได้ก่อนใคร นี่คืออีกขั้นของการพักผ่อนที่ลักชัวรี่และเป็นส่วนตัว และนี่คือ Centara Reserve แห่งแรกของโลก ณ หาดเฉวงอันเงียบสงบ เกาะสมุย ประเทศไทย จากสุดยอดทำเลของ Centara Grand Beach Resort Samui ที่ให้บริการมาถึง 23 ปีบนพื้นที่กว่า 20 ไร่บนหาดเฉวงที่สวยที่สุดของเกาะสมุย AvroKo ทีมดีไซน์ระดับโลกผู้เชี่ยวชาญการออกแบบ Luxury Hospitality Properties โดยเฉพาะได้รับมอบหมายให้เนรมิตงานสถาปัตยกรรมขึ้นใหม่ทั้งหมด (จะยกเว้นก็เพียงเสาเท่านั้น) เพื่อพลิกโฉมสถานที่แห่งนี้ให้รองรับแบรนด์โรงแรมใหม่ที่ทั้งทันสมัยและละเมียดละไมกว่าเดิม ด้วยเงินทุนหนาตึ้บกว่า 1,200 ล้านบาท หลังจากปิดปรับปรุงไปเกือบ 2 ปีครึ่ง (ตั้งแต่ก่อนโควิดระลอกแรกซะอีก) Centara Reserve แห่งแรกของโลกก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างสมเกียรติ พร้อมปักธงเป็นแบรนด์ Lifestyle Luxury Resort ระดับสูงสุดของเครือ Centara นับเป็นอีกก้าวที่น่าจับตามองอย่างมากสำหรับวงการโรงแรมแบรนด์ไทย วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไปชมความหรูหราแบบ Next Level ไปพร้อมๆกันครับ BOOK NOW จองห้องพักได้ที่นี่ คลิ๊กชมวิดิโอได้ที่นี่เลย A Ride To Centara Reserve Samui เมื่อเรามาถึงสนามบินก็มีรถหรูจากโรงแรมมารอรับ ภายในรถก็มีขนมและน้ำดื่มติดแบรนด์ Centara Reserve เตรียมไว้ให้บริการพร้อมสรรพ การเริ่มต้นที่ดีนั้นมีชัยไปกว่าครึ่ง ตื่นเต้นจัง อยากรู้ว่าตัวโรงแรมจะดีเลิศขนาดไหน The Arrival: A Warm Welcome With Reserve Touch จากสนามบินเกาะสมุย ใช้เวลาเพียง 15 นาที รถของโรงแรม (ใครโชคดีอาจได้รถ Mercedez Benz ไปรับด้วยนะครับ) ก็พาเรามาพบกับพนักงานต้อนรับที่จุด Drop-off ก่อนเข้าไปยัง Lobby เราได้รับดอกดาวเรืองมาคนละดอก พนักงานแนะนำให้เราอธิฐานถึงสิ่งที่เราอยากได้แล้วลอยดอกดาวเรืองลงไปยังสระน้ำหน้าล็อบบี้ ถือเป็น Welcome Ritual ที่พิเศษและช่างคิดช่างทำมากๆ ที่สำคัญคือสอดคล้องกับแนวคิดของแบรนด์ Reserve ที่ต้องการให้แขกแต่ละคนได้รับประสบการณ์เฉพาะบุคคล ไม่ซ้ำใคร และการอธิฐานก่อนเข้าพักก็เป็นการสร้างความประทับใจแรกแบบส่วนตัวอย่างแท้จริง ความประทับใจต่อมานั้นหนีไม่พ้นความสวยแกรนด์แสนเกรียงไกรของ Lobby ที่ออกแบบมาเพื่อ ”ว้าว” แขกได้อยู่หมัด พูดแบบไม่อวยก็คือที่นี่น่าจะเป็นหนึ่งใน Lobby โรงแรมที่เราประทับใจที่สุดในรอบหลายๆปีที่เราเดินทางมาเลยครับ เพดานที่สูงพิเศษ พื้นที่ที่เปิดโล่งกว้าง มิกซ์ของวัสดุที่เลือกใช้ รูปทรงเฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ และเครื่องตกแต่งทุกชิ้น พาเล็ทท์สีขาว-น้ำตาล-เขียวที่สะอาดตา แสงธรรมชาติที่ทอดเข้ามา รวมไปถึงวิวศาลาริมทะเลที่เป็น ICON ของโรงงแรมมาแต่เดิม (แต่คราวนี้ได้รับการอัพเกรดใหม่) องค์ประกอบทั้งหมดเมื่อมารวมกันแล้วต้องบอกว่า “จึ้ง” ที่สุด ขออนุญาตให้ภาพทำหน้าที่บรรยาย “ความจึ้ง” นะครับ แต่ยังไงภาพถ่ายก็ยังไม่เหมือนกับการได้ยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆอยู่ดี นี่คงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ "Reserve Space” หนึ่งใน 4 องค์ประกอบหลักของประสบการณ์แบบ Reserve ที่ทางแบรนด์วางเอาไว้ ระหว่างรอเช็คอิน เราก็ได้รับผ้าเย็นที่มีกลิ่นหอมสดชื่นของส้มออร์แกนิคมาช่วยขจัดความเหนื่อยล้าให้มลายหายไป พร้อมกับ Welcome Drink ที่มีชื่อน่าค้นหาว่า Silver Velvet Purple ความพิเศษอยู่ที่ประกายสีเงินเรืองรองในแก้วเพราะมีส่วนผสมของผง Silver 24K ที่กินได้อยู่ด้วย ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ พนักงานยังนำ “Magic Box” มาเสิร์ฟให้ เป็น Belgian Chocolate ที่ซ่อนของเซอร์ไพร้ซ์ไว้ด้านใน แค่เพียงการต้อนรับเราก็สัมผัสได้ถึงความใส่ใจ และความแตกต่างของการบริการแบบเหนือความคาดหมายตามคอนเส็ปต์ “Reserve Touch” ได้แล้วล่ะครับ While Waiting for Our Room at Pool Bar เนื่องจากเราเดินทางมาถึงค่อนข้างเช้า ห้องของเราจึงยังไม่พร้อมให้เราเช็คอินทันที ระหว่างนี้ทางโรงแรมจึงเสนอห้องสำรองให้เราพักผ่อนก่อน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “Reserve Time” ที่ให้อิสระกับแขกที่อยากจะเข้าพัก หรืออยากจะรับประทานอาหารเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เรารู้สึกอยากสำรวจบรรยากาศรอบๆก่อนสักนิด ก็เลยตัดสินใจไปนั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆที่ Pool Bar และเสพพลังทะเลยามเช้าของสมุยในวันอากาศดีเช่นวันนี้ ระหว่างที่เรานั่งปล่อยอารมณ์จิบเครื่องดื่มอยู่ริมทะเล ทีมมาร์เก็ตติ้งของโรงแรมที่นำโดยคุณการ์ตูน คุณเคเค และคุณแน็ตตี้ก็ได้เข้ามาดูแล และเล่าให้ฟังถึงความตั้งใจปั้นแบรนด์ Centara Reserve ที่นอกจากจะทุ่มทุนถึง 1,200 ล้านบาทในการ Revamp อาคารสถานที่ใหม่ทั้งหมดแล้ว ทีมบริหารในทุกแผนกก็ฟอร์มขึ้นมาใหม่ทั้งทีมด้วยเช่นกัน โดยเป็นการรวมตัวของบุคลากรที่มีประสบการณ์ระดับ Top-Tier ทั้งจากในและต่างประเทศ เพื่อฉีกขนบ Centara เดิมและส่งมอบประสบการณ์แบบ Reserve ที่แตกต่างให้กับแขกที่เข้าพักอย่างแท้จริง Reserve Pool Suite นี่คือห้องพักที่ทางโรงแรมจัดมาเพื่อรับรองระหว่างรอเข้าห้องพักจริงๆของเรา เราจึงถือโอกาสถ่ายรูปมาฝากเพื่อนๆด้วยเลย นี่ไม่ใช่ห้องพักธรรมดานะครับ แต่เป็นห้องที่ตกแต่งสวยงาม เครื่องใช้ครบ มีพื้นที่ถึง 67 ตร.ม.เชียว และที่สำคัญคือมีสระส่วนตัวด้วย Centara Reserve สร้างความประทับใจให้เราไม่หยุดเลยนะครับ ไหนๆก็มาแวะชมห้องอื่นแล้ว เราก็ขอเล่ารายละเอียดห้องพักโดยรวมของที่นี่ไปเลยก็แล้วกันครับ Centara Reserve Samui มีห้องพักทั้งหมด 184 ห้อง แบ่งเป็น 13 Room Types มีพื้นที่ตั้งแต่ 40 - 501 ตร.ม. โดยมี Rare Item เป็นวิลล่าซึ่งมีเพียง 3 หลังเท่านั้นจึงต้องจองล่วงหน้ากันเป็นพิเศษ และแน่นอนครับห้องพักจริงๆของเราในวันนี้ก็คือวิลล่า 1 ใน 3 หลังนั้น ถือว่าเราโชคดีจริงๆครับ Our Villa: Reserve Pool Villa แอ่น...แอน...แอ๊นนนน และนี่ก็คือวิลล่าของเราครับ เปิดเข้ามาครั้งแรกตกใจกับความมหึมามาก เหมือนกับได้บ้านทั้งหลังเป็นของเราเลย น้องมีขนาด 256 ตร.ม. โรงแรมอนุญาตให้รองรับผู้ใหญ่ได้ 3 คน หรือจะเป็นผู้ใหญ่ 2 + เด็ก 2 ก็ได้เช่นกัน ต่อให้มากกว่านี้ก็ยังเหลือพื้นที่แบบหลวมๆเลยล่ะ เราไปดูโซนเอ้าท์ดอร์กันก่อนนะครับ เริ่มด้วยสระน้ำเกลือส่วนตัวลุคโมเดิร์นเชียว โซน Patio ขนาดใหญ่ก็มีให้ทั้งโต๊ะ ชุดโซฟานั่งเล่น และ Kitchen Bench พร้อมอ่างล้างมือนั้นก็ใช้เตรียมอาหารว่างง่ายๆที่ไม่ต้อง Cooking ได้เลยครับ ริมสระน้ำมีเก้าอี้อาบแดดเพิ่มให้อีก 2 ตัว และด้านหลังวิลล่ามี Ourdoor Shower สำหรับล้างตัวเมื่อขึ้นจากสระหรือทะเล (Villa ของเราอยู่แทบจะติดกับทะเลเลยครับ) ล้างตัวเสร็จแล้วก็สามารถเดินเข้าห้องน้ำจากด้านหลัง Villa ได้เลย ส่วนด้านในห้องนั้นเป็น Space ที่เปิดทะลุถึงกันได้หมด ทำให้ดูโล่งต่อเนื่องเป็นหนึ่งเดียว โซนห้องน้ำสามารถเลื่อนประตูมาปิดเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวได้นะครับ นอกจากพื้นที่จะดูโอ่โถงแล้ว เฟอร์นิเจอร์ก็มีขนาดใหญ่พิเศษเช่นกันทำให้รู้สึกแกรนด์มาก เตียงเป็นขนาด Super King Size ส่วนชุดรับแขกน่าจะนั่งได้ 4-5 คนสบายๆ ที่โดดเด่นมากๆก็คืออ่างอาบน้ำทรงกลมไซส์เบ้อเริ่มเทิ่มสามารถลงไปนอนแช่พร้อมกัน 2 คนได้เหลือๆ อ่างล้างหน้าแยกเป็น 2 เซ็ตอยู่คนละฝั่งกันไปเลย ที่ผนังฟากหนึ่งเป็น Dressing Area มีพื้นที่ให้วางกระเป๋าและแขวนเสื้อผ้าสัมภาระต่างๆ รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกจากโรงแรมไม่ว่าจะเป็นเสื้อคลุมที่มีทั้งแบบหนาและบาง รองเท้าแตะ กระเป๋า และถุงผ้า ตรงนี้มีม่านที่สามารถรูดมาบังความรกตาได้ ข้างๆกันยังมีตู้เสื้อผ้าแยกต่างหากพร้อมกับ Safety Box ให้อีกด้วย ห้อง Shower มีทั้งฝักบัวแบบสายและแบบ Rain Shower ที่น้ำไหลซู่ใหญ่ๆลงมาสะใจดีเหลือเกินแถมยังเส้นน้ำก็ละเอียดนุ่มสบายผิวมากๆ เหมือนได้นวดคลายเครียดไปในตัว เราชอบปุ่มคอนโทรลแบบกดปุ๊บน้ำไหลปั๊บไม่ต้องบิดหมุน ง่ายๆก็คือเรามีความสุขกับการอาบน้ำที่นี่มากครับ อาบได้วันละหลายๆรอบเลย อีกห้องเป็นห้องขับถ่าย มีชักโครกอัตโนมัติพร้อมฝารองนั่งที่อุ่นกำลังดี รีโมทคอนโทรลชักโครกเป็นแบบ Touch Screen ที่สามารถดึงออกมาจากแป้นยึดที่ผนังได้ด้วย ข้ามมาอีกฟากของห้องก็จะเป็น All Inclusive Minibar ที่ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม และมาเติมให้ทุกวัน ที่เกินคาดก็คือมีเครื่องดื่มแอลกอฮอลทั้ง Vodka, Whisky และ Gin ใส่ขวดแก้วพร้อมอุปกรณ์ชง Cocktail แบบครบมือเตรียมไว้ให้ด้วย ที่นี่ปลอดการใช้พลาสติก 100% ภาชนะทุกอย่างสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ แม้แต่ขวดน้ำแบบ Sparkling ก็เช่นกัน ที่เก๋ก็คือมีสเปรย์ฉีดหน้ากลิ่นส้มออร์แกนิคแบบเดียวกับผ้าเย็นตอนเช็คอินไว้ให้พ่นเพื่อความสดชื่นด้วย ถัดจาก Minibar ก็คือเตียง Day Bed ที่ใหญ่โตประมาณเตียง King Size เห็นจะได้ นอนเล่น-นอนจริงได้หมดเลย ทั้งหมดนี้ถูกห่อไว้ในการดีไซน์ที่สวยงาม และการจัดวางที่ลงตัว เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นมีรายละเอียดที่น่าสนใจ มีเอกลักษณ์หลายแบบหลากรูปทรงทั้งที่อยู่ในห้อง และที่กระจายอยู่ทั่วโรงแรม แต่ล้วนเล่าเรื่องไปในทางเดียวกันทั้งหมด เราปลื้มงานโคมไฟที่สั่งทำเฉพาะของโรงแรมมากๆครับ นอกจากความสวยงามแล้ว เรื่องประโยชน์ใช้สอยก็ทำได้ดีมากเช่นกัน แม้แต่เรื่องที่เหมือนจะเล็กน้อยอย่างระบบควบคุมแสงไฟและผ้าม่านก็ใช้งานง่ายและทันสมัยมากครับ Sunday Brunch By The Beach At Salt Society Salt Society เป็นหนึ่งใน F&B Outlet ที่เป็นที่นิยมที่สุดของโรงแรม ด้วยทำเลติดหาดและบรรยากาศที่เปี่ยมรสนิยม Vibe ของที่นี่คือ Beach Bar ที่ทั้งชิลล์และ Sophisticated ไปพร้อมๆกัน ทุกๆวันอาทิตย์ Salt Society จะยิ่ง Popular และคึกคักมากเป็นพิเศษ เพราะมี Sunday Brunch Buffet ที่จัดเต็มในเรื่องวัตถุดิบพรีเมี่ยมแบบไม่อั้น ตั้งแต่ กุ้งลายเสือที่ตัวใหญ่กว่าฝ่ามือซะอีก เนื้อวากิวย่างหอมไฟความสุกกำลังดี หอยนางรม Fin De Claire No.2 อวบๆ ฟัวกราส์ที่คัดเกรดมาอย่างดี Serrano Ham นำเข้าทั้งขาจากสเปน ไปจนถึงอาหารที่เราคุ้นเคยอื่นๆอย่างพาสต้า เนื้ออบ ชีสนานาชนิด ขนมหวานล้านแปด และเครื่องดื่มทั้งผสมและไม่ผสมแอลกอฮอล เรียกได้ว่าเตรียมท้องไปเท่าไหร่ก็จุความอร่อยไม่หมดแน่นอนครับ Sunday Brunch ที่นี่มี Package ให้เลือกตามความต้องการของเราถึง 3 แบบมีชื่อเรียกชิคๆว่า Vitamin A, Vitamin B และ Vitamin Sea เริ่มต้นที่ THB 1,890++ ต่อคน ก่อนเริ่มมื้อยังมีการแจก Vitamin C Shot เพิ่มภูมิต้านไวรัสอีกด้วย เค้าคิดมาหมดแล้วจริงๆครับ นอกจากนี้ยังมีการแจมดนตรีสด (วันที่เราไปเป็น Saxophone สัปดาห์ก่อนหน้าเป็น Violin) กับ Playlist ที่คัดสรรมาโดยดีเจระดับโลกอีกด้วย ห้องอาหารแต่ละห้องของ Centara Reserve Samui จะมี Playlist พิเศษเป็นของตัวเอง แต่สำหรับ Playlist ของ Salt Socirty เราก็สามารถเข้าไปเปิดฟังได้ใน Spotify ด้วยนะครับ เสียงดนตรีทำให้มู้ด Sunday Brunch ยิ่งสนุกคึกครื้นแบบทวีคูณเลย อาหารทั้งหมดของที่นี่ จะถูกแบ่งเสิร์ฟใน Cube (ห้อง) ทั้ง 4 ดังนี้ Ice Cube เสิร์ฟ Seafood ที่วางบนน้ำแข็ง Hot Cube เสิร์ฟเนื้อสัตว์ที่อบจากเตา Chill Cube เป็นโซนที่นั่งสบายๆใกล้กับ BBQ และ Cooking Stations อื่นๆ Cold Cube เสิร์ฟของหวาน เบเกอรี่ ชีส และผลไม้ อย่าลืมออร์เดอร์ Mr. Smoky ให้มาทำการแสดงชง Sangria แบบควันท่วมที่โต๊ะด้วยนะครับ มื้อนี้มีคำว่า "คุ้มค่า" เปรี้ยงเข้ามาในหัวของเราดังๆ เพราะเต็มอิ่มทุกประสาทสัมผัส อร่อยลิ้น ละลานตา เสนาะหู เพลินจมูก สบายกาย อิ่มเอมใจ อ่อ..แถมอีกอัน แน่นพุงด้วยครับ ฮ่าๆๆๆ A Digestive Walk Around The Property หลังจากมื้อใหญ่เบิ้มขนาดนี้ การเดินย่อยจึงเป็นไฟลท์บังคับไปโดยปริยาย วันนี้อากาศปลอดโปร่งเป็นใจเหลือเกิน ถ่ายมุมไหนก็สวยไปหมด เราขอพาไปทำความรู้จักกับรีสอร์ทในภาพรวมกันก่อนนะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะพาไปเจาะลึกแต่ละโซนกันต่อ หากเรายึดเอา Lobby เป็นจุดศูนย์กลางแล้วหันหน้าไปทางทะเล ทางปีกขวาของโรงแรมนั้นจะเป็นฝั่งที่เน้นกิจกรรม ความสนุก ครื้นเครง เป็นที่ตั้งของ Salt Society, Kids’ Zone สระว่ายน้ำหลัก Pool Bar และอุปกรณ์กิจกรรมทางน้ำที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้ ส่วนปีกซ้ายจะเป็นโซนห้องพักที่เน้นความเป็นส่วนตัว เอาไว้พักผ่อนแบบเงียบๆ และจะมีสระว่ายน้ำอีกแห่งที่สงวนเอาไว้ให้กับผู้ใหญ่ที่ต้องการความสงบโดยเฉพาะ เมื่อสักครู่เราเต็มอิ่มกับปีกแห่งความบันเทิงมาแล้ว ตอนนี้ก็เลยอยากวาร์ปตัวเองสู่ปีกแห่งความไพรเวทกันบ้างครับ Afternoon Dip At The Adults’ Pool อีกหนึ่ง Trick ที่ช่วยเร่งการย่อยอาหารของเราก็คือการว่ายน้ำครับ ตอนแรกกะจะกลับไปว่ายน้ำใน Private Pool ที่วิลล่าของเรา แต่พอเดินผ่านสระ Adults’ Pool ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า และเป็น Infinity Pool ที่มีผนังใสสามารถมองเห็นเราตอนดำน้ำได้ด้วย ก็เลยเปลี่ยนใจมาลงสระนี้แทน ทุกสระใน Centara Reserve Samui เป็นสระน้ำเกลือถนอมผิวนะครับ คนที่แพ้คลอรีนสบายใจได้เลย ระหว่างที่อยู่สระผู้ใหญ่นี้เราก็สามารถสั่งเครื่องดื่มกับพนักงานมาดับกระหายได้เหมือนที่สระหลักเลย สะดวกกายสบายใจดีจังครับ The Gin Run เมื่อท้องฟ้าเริ่มถูกฉาบด้วยแสงสีทองของตะวันใกล้ตกดิน ก็จวนเวลามื้อค่ำ(อีก)แล้ว ฮ่าๆ แต่เรามีแพลนไปดื่ม Pre-Dinner Cocktail ที่บาร์ The Gin Run กันก่อน จากชื่อแล้วแน่นอนว่าพระเอกของบาร์แห่งนี้ก็คือ Gin เจ้าสปิริต (สุราที่ได้จากการกลั่น) สีใสหอมฟุ้งด้วยกลิ่น Juniper Berry นั่นเอง นอกจากที่นี่จะมี Gin ยี่ห้อ Niche ต่างๆจากทั่วโลก รวมถึง Small Batch Gin เกรดพรีเมี่ยมของไทยด้วยแล้ว ทางบาร์ยังทำการ Infuse กลิ่น Botanicals อื่นๆขึ้นเองเพื่อครีเอทเป็น Gin กลิ่นใหม่ๆไว้ให้ลูกค้าลิ้มลองกว่า 35 กลิ่น โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆก็คือกลิ่นโทน Fruity & Floral กับกลิ่นโทน Herb & Spice เราชอบกลิ่น Rose และ Little Basil (ใบแมงลัก) เป็นพิเศษ แต่ก็ยังมีอีกหลายกลิ่นที่น่าสนใจมากๆ เช่น ทับทิม บีทรูท ไธม์ ผักชี กรีนโอลีฟ วาซาบิ ฯลฯ ถ้าชิมครบเราคงเมาจนต้อง Skip ดินเนอร์ไปเลย นอกจาก Gin แล้ว บาร์แห่งนี้ก็ยังมีเมนูเครื่องดื่มอื่นๆทั้งแบบที่มีและไม่มีแอลกอฮอลซึ่งทางทีมตั้งใจคัดสรรและรังสรรค์มาอย่างดีเพื่อให้ทุกคนได้ Enjoy กันด้วย แต่สิ่งที่ทำให้ประสบการณ์ Pre-Dinner Cocktail ของเราน่าจดจำกลับอยู่ที่ตัวบาร์เทนเดอร์ครับ เราสัมผัสถึง Passion และความ Cultured ใน Gin ของ คุณเคน บาร์เทนเดอร์คนเก่งของเราได้อย่างชัดเจน หลังจากชงเครื่องดื่มหอมอร่อยให้เราดื่มแล้ว คุณเคนก็ยังเล่าประวัติศาสตร์และอธิบายเกร็ดเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับ Gin ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยให้เราฟังอีกด้วย แม้ Gin จะไม่ได้เป็นวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่ความรู้ลึกของคุณเคน ก็ทำให้เรารู้สึกว่ากำลังได้สัมผัสประสบการณ์ Reserve Culture และ Reserve Touch ไปพร้อมๆกัน Sa-Nga: Contemporary Thai Tapas ดินเนอร์ของเรามื้อนี้เป็นอาหารไทยร่วมสมัยที่ถูกจับแยก Elements แล้วนำมาตีความใหม่ จากนั้นจึงนำมาประกอบร่างขึ้นอีกครั้งจนเกิดเป็นรสชาติและหน้าตาที่น่าประทับใจไม่ซ้ำใคร นี่คงจะเป็นวิถี “Reserve Culture” ซึ่งช่วยเชื่อมรอยต่อของวัฒนธรรมท้องถิ่นกับความเป็นสากล นับเป็นการก้าวสู่ยุคใหม่โดยที่ยังให้ความเคารพต่อรากเหง้าเดิมอย่างสร้างสรรค์ ความดีงามในงานด้านอาหารของทุก Outlet ใน Centara Reserve Samui รวมถึงที่ร้าน “สง่า” แห่งนี้นั้น อาจจะต้องยกเครดิตให้กับเชฟ Christopher John Patzold เชฟใหญ่สัญชาติ Australia ที่มีประสบการณ์การทำงานในโรงแรมหรูระดับท็อปๆทั่วโลกมากว่า 30 ปี เชฟและทีมของเขาทำให้ซีน Gastronomy ของโรงแรมแห่งนี้นั้นโดดเด่นและเป็นที่ตั้งตาคอยของบรรดานักชิมกันอย่างมาก เกริ่นมาพอสมควร เราขอพุ่งตัวเข้าเรื่องอาหารกันเลยก็แล้วกันครับ ฮ่าๆๆ ตัวเลือกในเมนูของสง่าต่างก็แข่งขันกันแย่งความสนใจของเรา และด้วยความที่อาหารเป็นไซส์ Tapas ไม่ใหญ่มาก เราจึงถือโอกาสเลือกมาชิมหลายๆอย่าง ได้แก่ Mini Magnum แซลม่อนเสียบไม้ย่างสมุนไพรหน้าตาคล้ายแท่งไอศกรีมที่เราคุ้นเคย Scallop Red Curry หอยเชลล์เนื้อหวานในเครื่องแกงรสนุ่มและครีมมี่ด้วยพูเร่ฟักทองญี่ปุ่น Squid หมึกสดย่างต้มกะทิใส่ยอดมะขาม Wagyu Beef Salad เสิร์ฟมาบนเตาย่างจิ๋วที่หอมควันฉุย ทานคู่กับสลัดแตงกวา Seabass Mango Salad ปลากะพงย่างกับสลัดมะม่วงดิบ Shrimp Cake ห่อหมกกุ้งคลุกเครื่องแกงและผักดอง ต้องยอมรับจริงๆว่ามื้อนี้อร่อยเกินคาดมากครับ ตอนแรกแอบเคลือบแคลงเล็กน้อยว่าอาหารไทยประยุกต์อาจจะไม่ถูกปากเรา แต่หลังจากที่ลองแล้วเราต่างเห็นตรงกันว่าเป็นอีกมื้อที่ทำให้ใจฟูมาก รสชาติทุกจานนั้นกลมพอดี รู้สึกถึงความละเมียดละไมในการปรุงได้เลย กินของคาวเสร็จแล้ว ก็ต้องปิดด้วยของหวานจึงจะครบสูตร เราสั่งขนมหวานมา 3 อย่าง โดยที่ทุกอย่างนั้น Based มาจากขนมไทยที่เราคุณเคย แต่ถูกรื้อหน้าตาใหม่หมดจนเราเดาไม่ถูกเลย เริ่มต้นกันด้วยกล้วยบวชชี ที่หน้าตาอินเตอร์ไม่เหลือเค้าเดิม สูตรของสง่านั้นใช้กล้วยหอมแทนกล้วยน้ำว้า รสชาติจึงมีความ Banoffee ปนอยู่ด้วย จานที่ 2 เป็น Mango Sticky Rice ที่ต้องใช้ช้อนเคาะผิวลูกมะม่วงจำลองด้านบนให้แตกก่อนแล้วจึงจะตักกินได้ง่ายขึ้น ด้านในเป็นมูสพร้อมซอสมะม่วงไหลเยิ้ม และจานสุดท้ายนี่น่าจะเดารสชาติยากที่สุด น้องมี Inspiration มาจากหม้อแกงเผือก แต่ถูกเปลี่ยนหน้าตาให้กลายเป็นก้อนหินสีม่วงลง Shimmer เงางาม แต่ด้านในองค์ประกอบของหม้อแกงมาครบนะครับ ไม่เว้นแม้แต่หอมเจียว ใครติดตามเพจ hoparound.co เป็นประจำก็คงจะพอเดาออกว่าหลังจากมื้อหนักๆแบบนี้ เรามักจะสั่ง Peppermint Tea มาจิบเพื่อความสบายท้อง มื้อนี้ก็เช่นกันครับ เพียงแต่ที่นี่มีความพิเศษนิดนึงเพราะเป็น Moroccan Mint เชียวนะ Turn Down เรากลับมาที่ Villa และพบกับห้องที่ได้รับการ Turn Down พร้อมสำหรับการนอนเรียบร้อย บนโต๊ะรับแขกมีจานขนมรูปน้องเห็ดน่ารักมาก แถมอร่อยด้วย แม้จะท้องยังแน่น หากให้กินหมดก็คงไม่ไหว แต่ใจของเราก็อิ่มเอมตั้งแต่ได้เสพด้วยสายตาแล้ว ตลอดทั้งวันนี้ เรายังไม่ค่อยได้พักผ่อนที่ Villa ของเราเลย ยังไงคืนนี้เราขอใช้เวลาที่เหลือชิลล์อยู่ในบ้านชั่วคราวหลังนี้ของเรากันสักหน่อย ขออนุญาต Good Night ไปก่อนครับ พบกันใหม่พรุ่งนี้เช้า ถ้าตื่นทันจะพาไปชมพระอาทิตย์ขึ้นงามๆที่ทะเลนะครับ Good Morning! อรุณสวัสดิ์ครับ ตอนแรกเราแอบแพลนกันว่าจะได้ตื่นมาชมพระอาทิตย์ขึ้นเพราะทะเลของเราอยู่ทิศตะวันออกพอดี แต่เตียงที่ Centara Reserve Samui นอนสบายมากจนเราเผลอหลับยาวไปหน่อย ตื่นมาอีกทีก็ 9 โมงกว่าแล้ว เลยต้องรีบล้างหน้าล้างตาไปกินบุฟเฟ่ต์มื้อเช้ากัน อาหารเช้าที่นี่เสิร์ฟที่ห้องอาหาร The Terrace เป็นหลัก แต่ก็กินบริเวณไปถึงห้องอาหาร Act 5 ที่อยู่ข้างๆกันด้วย มีทั้งแบบบริการตัวเองและสั่งเป็น A La Carte ซึ่งสั่งเพิ่มได้ตามต้องการ และหากตื่นไม่ทันการเสิร์ฟบุฟเฟต์ ห้องอาหาร The Terrace ก็พร้อมเสิร์ฟอาหารเช้าตามสั่งได้ตลอดทั้งวันตามคอนเส็ปต์ Reserve Time ที่ให้อิสระเรื่องเวลากับแขกอย่างมาก แน่นอนว่าไลน์อาหารในบุฟเฟต์นั้นหลากหลายไม่แพ้ใคร ทั้งเมนูไข่ที่เลือกวิธีการปรุงได้แทบทุกแบบ สามารถเลือกระดับความสุกได้จนถึงหลักนาทีที่ใช้ในการต้มไข่ ส่วนไส้กรอกหมู-ไก่ เบค่อนก็วางกองให้คีบใส่จานได้รัวๆ เมนูโคลด์คัท สลัด ชีส และผลไม้ก็ตักได้ไม่อั้น ที่แผนกเบเกอรี่ก็มีทั้งเพสตรี้ และขนมปังหลากชนิด รวมถึงแบบ Gluten Free ด้วย ในตู้เย็นก็มีน้ำผลไม้ โยเกิร์ต และนมให้เลือกทั้ง Full Fat, Fat-Free, Lactose-Free ไปจนถึงนมทางเลือกอย่าง Soy Milk และ Almond Milk เราชอบเนยเค็มแบรนด์ Echire ที่โรงแรมจัดไว้ให้หยิบได้ตามใจชอบมากเลยครับ อร่อยจนเผลอปาดหนาไปหน่อยจนรู้สึกผิดเลย ตรงโซน Condiments นั้นมีตัวเลือกปลีกย่อยมากมายไม่ว่าจะเป็นแยมหลากหลายรส (ทางโรงแรมกวนเอง) น้ำผึ้งที่มาทั้งรวง เนยถั่วและธัญพืชต่างๆ แต่สิ่งที่เตะตาเราก็คือ Micro Donut และ Micro Croissant ตัวเล็กจิ๋ว พนักงานแอบกระซิบว่าเป็นไอเท่มลับของมื้อเช้าที่นี่เลย โดยเฉพาะ Micro Croissant ที่ใช้เวลาทำหลายวันกว่าจะเสร็จ ทานกับนมต่างซีเรียลก็อร่อยอย่าบอกใคร Micro Donut และ Micro Croissant Hot Cappuccino With Our Face Printed On The Milk Froth ตักอาหารเสร็จเรียบร้อย เราจึงกลับมาที่โต๊ะและพบกว่าอยู่ๆก็มี Cappuccino ร้อนที่พิมพ์หน้าเราบนฟองนมมาเซอร์ไพร้ซ์ให้ด้วยครับ โรงแรมนี้ขยันสร้างความประทับใจให้เราทุกช็อตเลยจริงๆ แม้จะเริ่มอิ่มแล้ว แต่เราก็ยังอยากสั่งเมนู A La Carte อื่นๆมาทดลองและถ่ายรูปฝากเพื่อนๆอีกหลายอย่างทั้ง Banana Split Jar Smashed Avocado และทีเด็ดก็คือ Minute Wagyu Steak ใช่แล้วครับมื้อเช้าที่นี่เราสามารถสั่งเนื้อ Wagyu มากินได้ตามใจเลย Minute Wagyu Steak Soaking In The Main Pool เมื่อวานเราไปลงสระผู้ใหญ่โซนสงบกันมาแล้ว วันนี้เราจะพาเพื่อนๆมาชมสระว่ายน้ำหลักของโรงแรมกันบ้าง สระฟรีฟอร์มสีฟ้าอ่อนแห่งนี้ถูกแบ่งเป็น 2 สระย่อย มีทางเดินรันเวย์แบ่งตรงกลาง ทีมดีไซน์ยังคงรักษาเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของ Centara Grand แต่เดิมเอาไว้ นั่นก็คือรูปทรงของสระส่วนที่เป็น Jacuzzi ซึ่งมีความโค้งมนคล้ายลายไทยอันเป็นกลิ่นอายเดิมของความเป็น Centara ความพิเศษอีกอย่างของ Main Pools ก็คือ Pool Bar (ที่เรามานั่งจิบน้ำรอห้องพักในวันแรก) ถ้าเราอยู่ในสระก็สามารถนั่งเกาะบาร์และสั่งเครื่องดื่มมาดับกระหายในขณะที่แช่น้ำได้เลย ที่ Main Pools นี้ต้อนรับเด็กนะครับ และเป็นทำเลที่ลงตัวสำหรับเด็กๆมากเนื่องจากอยู่ติดกันกับ Kids’ Zone ซึ่งเป็นลานพื้นนุ่มที่มีน้ำพุให้เด็กวิ่งเล่นได้อย่างสบายใจ พร้อมห้องเล่นเด็กที่มีอุปกรณ์ต่างๆครบเลย แอบกระซิบนิดนึงว่า Kids’ Zone เป็นเขตปลอดเทคโนโลยีจำพวกมือถือและไอแพดนะครับ เพราะทางโรงแรมอยากให้เด็กๆได้พักจากการจ้องหน้าจอ และมี Physical Activities กันบ้าง Reserve Spa Cenvaree หลังจากที่ได้พลิกโฉมโรงแรมให้มาอยู่ในสถานะ Reserve เมนูทรีตเม้นต์ทั้งหมดก็ได้รับการออกแบบใหม่ให้แตกต่างด้วยเช่นกัน ซึ่งมีช้อยส์ที่น่าสนใจหลายอันจนเลือกไม่ถูกเลยล่ะครับ เราจึงขอให้พนักงานสปาช่วยแนะนำซัก 2 ช้อยส์ อันแรกเป็นการนวดด้วยน้ำมันมะพร้าวอุ่นๆและรีดกล้ามเนื้อด้วยกะลาผิวเรียบใบเล็กๆ ก่อนจะลงไปแช่อ่างที่ผสม Coconut Milk เพื่อความนุ่มละมุนของผิว อีกตัวเลือกหนึ่งที่แนะนำก็คือการขัดผิวด้วย Bamboo Body Scrub แล้วใช้ท่อนไม้ไผ่คลึงรีดเส้นและกดจุดแบบ Shiatsu เพื่อคลายความตึงเครียด และสร้างสมดุลทางอารมณ์ นอกจากการนวดบำบัดที่น่าสนใจแล้วที่ Reserve Spa Cenvaree ยังมีโปรแกรมเสริมความงามสำหรับทั้งผู้หญิงและผู้ชายในส่วนใบหน้าและเล็บด้วย ส่วน Facilities อื่นๆไม่ว่าจะเป็นห้อง Steam, Sauna และ Jacuzzi ก็มีให้บริการครบเช่นกัน แต่สิ่งที่เราปลื้มมากๆกลับอยู่ติดกันกับสปา นั่นก็คือสวนสมุนไพรออร์แกนิคที่เราสามารถเข้าไปเลือกเก็บจากต้นแล้วนำไปทำทรีตเม้นต์กันแบบสดๆได้เลย นับเป็นอีกหนึ่งการเชื่อมโยงพลังบำบัดจากภูมิปัญญาไทยให้แขกได้ Experience ตามคอนเส็ปต์ Reserve Culture ของแบรนด์ จะว่าไปแล้วพื้นที่สีเขียวของ Centara Reserve Samui นั้นมีกว้างใหญ่เหลือเฟือมาก เราสังเกตว่าทีมทำสวนต้องลงงานกันตลอดเวลา อย่างน้อยก็ต้องตัดหญ้ากันทุกวัน โดยหญ้าที่ถูกตัดไปนั้นทางโรงแรมจะนำไปผ่านกระบวนการแปรรูปให้เป็นก๊าซหุงต้มเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป นอกจากจะหรูหราแล้ว ที่นี่ยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอีกด้วย Fitness Center การออกกำลังกายสำหรับหลายๆคนก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการผ่อนคลาย และที่ Fitness Center ของ Centara Reserve Samui นั้นต้องบอกว่าอุปกรณ์ครบและทันสมัยสุดๆไปเลย ขนาดเราที่ไม่ได้เป็นสาย Gym โดยตรง ยังรู้สึกอยาก Exercise ตอนที่มาเยี่ยมชมเลยครับ เมื่อออกกำลังจนเหนื่อยล้าแล้ว ในห้องนี้ก็ยังมีมุม Healthy Snacks & Refreshments เตรียมไว้ให้บริการโดยไม่คิดเงินเพิ่มด้วย มี Infused Water ด้วยนะครับ ใส่ใจทุกรายละเอียดจริงๆเลย ส่วนสายโยคะ หากไม่สะดวกปูเสื่อทำ Session ริมทะเล ที่นี่มีห้อง Yoga Studio โดยเฉพาะเพื่อความเป็นส่วนตัวให้ด้วยเช่นกัน ตอบทุกความต้องการเลย สำหรับห้องน้ำนั้นก็สะอาดอะอ้านน่าใช้ไม่แพ้ด้านนอก มีให้ครบทั้งล็อคเกอร์ ห้องออกน้ำ และห้อง Steam เอาเข้าจริงๆ โซนออกกำลังกายนี้ก็แอบเป็นมุมโปรดลับๆของเราเหมือนกันนะครับ Surprise Of The day! พาไปสำรวจรีสอร์ทจนเริ่มเหนื่อยแล้ว เราเลยกลับมาชิลล์กันต่อที่วิลล่าของเรา ถ้าเราไม่มีแพลนอื่นๆ เราก็ไม่มายด์ที่จะใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนอยู่ในวิลล่าเลยครับ เพราะทั้งบรรยากาศที่โปร่งสบาย และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันนั้นก็ตอบแทบทุกโจทย์ที่เรามี แม้กระทั่งหากเราต้องการ Surprise ก็สามารถกดปุ่มที่โทรศัพท์ได้วันละครั้ง แล้วพนักงานก็จะนำเอาของเล็กๆน้อยๆมาให้ถึงที่เลย วันนี้เราได้เป็น Raspberry Jelly Candy ที่หอมหวาน เป็นอีกหนึ่งการบริการแบบ Reserve Touch ที่เราขอชื่นชมจากใจครับ Making The Most Of Our Beloved Villa ไม่ว่าด้านนอกจะหรูหราเลิศเลอเพียงใด ช่วงเวลาส่วนตัวที่เราใช้ในห้องของเราก็ยังคงเป็นสิ่งที่เราอยากจะ Enjoy ที่สุดในการเข้าพักรีสอร์ท/โรงแรมไม่ว่าจะที่ใด และในเมื่อ Villa ของเรานั้นดีงามเบอร์นี้ เราจึงอยากจะใช้ประโยชน์จากเค้าให้คุ้มค่าทุกตารางเมตรเลยครับ สระของเรานั้นขนาดกำลังดี ลงเล่นเพลินมากๆ จะกระโดดลงน้ำหรือจะปีนขึ้นมานอนอาบแดดกี่รอบก็ไม่ต้องเกรงใจใครเลย หรือจะโพสท่าถ่ายภาพจน Memory Card เต็มกี่ใบก็ไม่ต้องกลัวใครมาตัดสิน ยกเว้นเรากันเอง ฮ่าๆๆ เล่นน้ำจนหนำใจแล้ว จะเดินไปล้างตัวด้านหลังวิลล่าก็สะดวกมากๆ เราแปลงโต๊ะนั่งเล่นตรง Patio ริมสระให้เป็นโต๊ะทำงานชั่วคราว ก็ได้ฟีลผ่อนคลายไปอีกแบบ เครื่องดื่มจากมินิบาร์ก็หยิบมาจิบแกล้มงานได้เรื่อยๆ หากรู้สึกครึ้มอกครึ้มใจจะผสมค็อกเทลดื่มเองก็ไม่มีใครว่า ที่ Day Bed และโซฟาเราก็นั่งเอกเขนกเล่น iPad อ่านหนังสือ เมื่อยก็ทิ้งตัวลงนอนปล่อยความขี้เกียจให้ออกมาเพ่นพ่านได้เต็มที่ จนบางครั้งเผลอหลับไปก็มี ห้องน้ำเป็นอีกโซนที่เราชอบมากๆ ฝักบัวในห้องชาวเวอร์นั้นยอดเยี่ยมเกินบรรยายอาบสบายเกินพรรณนา แต่คืนนี้เราจะก้าวข้ามไปอีกขั้น เพราะเราตั้งใจจะลงไปแช่ในอ่างอาบน้ำขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องล่อตาล่อใจเราตั้งแต่เช็คอิน แม้ว่าเราจะตกหลุมรักวิลล่าหลังนี้ตั้งแต่แรกพบ แต่เมื่อยิ่งได้ทำความรู้จัก ก็ยิ่งตกหลุมรักหนักขึ้น ประสบการณ์ที่ลื่นไหลและความสะดวกสบายทั้งหมดที่น้องมอบให้ เป็นสิ่งที่ทำให้แนวคิด Reserve Space กลายเป็นรูปธรรมที่เราสามารถสัมผัสได้อย่างแท้จริง Let’s Hit The Beach! แดดร่มลมตกพอสมควรแล้ว เราไปหาดกันดีกว่า เป็นที่รู้กันว่าหาดเฉวงนั้นเป็นหาดที่ทรายขาวนุ่มเท้าและสวยงามที่สุดบนเกาะสมุย น้ำทะเลสีฟ้าครามที่สะท้อนความสดใสของท้องฟ้าที่เปิดโล่งก็ต้อนรับเรามาตั้งแต่เข้าพัก เราแช่น้ำในสระมาจนหนำใจแล้ว ก็เลยเลือกที่จะเดินเล่นริมหาด และลองนั่งเรือใบกับพายเรือแคนูของทางโรงแรมดู เสียดายที่วันนี้ในทะเลมีคลื่นพอสมควร เราจึงออกเรือยังไม่ทันไปได้ไกลก็ต้องวกกลับเข้าฝั่ง พายจริงไม่ได้ไม่เป็นไร แต่งานภาพต้องไม่พลาดครับ ฮ่าๆๆๆ เริ่มหิวแล้วล่ะสิ เราไป Freshen Up กันซักนิด เตรียมตัวไปดินเนอร์มื้อสำคัญของทริปนี้กันดีกว่า เพราะเรามีนัด Fine Dining กันที่ Act 5 ห้องอาหาร Signature ของ Centara Reserve Samui Sunset at Centara Reserve ที่นี่พระอาทิตย์ตกก็สวยไปอีกแบบนะครับ เราชอบโมเมนต์ที่เดินปล่อยใจสบายๆ ในรีสอร์ตแล้วก็แหงนหน้ามองฟ้าสีลูกกวาดไปด้วย ลมทะเลก็โชยมาประทะหน้าเราเป็นระยะๆ เพลินดีจริงๆ Fine Dining At ACT 5 คอนเส็ปต์ของ Act 5 นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากการแสดงละครที่แบ่งเป็นหลายๆองก์ เปรียบดั่งอาหารแต่ละคอร์สที่ทยอยเสิร์ฟเพื่อความสุนทรีย์สูงสุดของมื้อนั้นๆ และทุกๆจานที่ออกมาเสิร์ฟก็จะมีการแสดงบางอย่างที่เป็นทั้ง Gimmick และ Movement ที่น่าจดจำ ที่ Act 5 จะมีเมนูพิเศษ 5 คอร์สที่ทางห้องอาหารภูมิใจนำเสนอ แต่หากเราสะดวกที่จะเลือกสั่งเองแบบ A La Carte ก็ได้เช่นกัน ตามคอนเส็ปต์การบริการแบบ Reserve Touch ที่ให้อิสระกับแขกอย่างเต็มที่ วันนี้เราจึงถือโอกาสทดลองเลือกสั่งเมนูที่อ่านแล้วกระตุ้น Appetite ของเรามากที่สุดเอาเองเลย แน่นอนว่าแต่ละจานก็จะมี Sommelier คอยแนะนำไวน์ที่จับคู่เพื่อเสริมรสชาติอาหารที่เราเลือกด้วย เริ่มมื้อด้วย Zonin Prosecco สดชื่นที่ดื่มง่ายระหว่างที่เราดูเมนูเลือกอาหาร จากนั้นพนักงานก็เสิร์ฟขนมปังที่อร่อยมาก มีให้เลือก 3 ชนิดซึ่งมาพร้อมกับ Rocket Pesto Sauce และ Aiòli มายองเนสกระเทียมที่มาในหลอดบีบเล็กๆเป็นลูกเล่นที่น่ารัก สำหรับคอร์สแรก เราเลือกมา 3 รายการ ได้แก่ Scallops รมควันมะพร้าว เคล้าเนยยูสุ และองุ่นเขียว เวลาเสิร์ฟพนักงานจะยกฝาครอบที่กักควันไว้ด้านในออก ทำให้ควันระเบิดฟุ้งไปทั่วเลย Beef Short Ribs เนื้อซี่โครงที่ตุ๋นนานถึง 12 ชั่วโมงจนเปื่อยละลายในปาก พร้อมซอสหลากสี เสิร์ฟด้วยการพ่นสเปรย์ทองลงบนเนื้อที่โต๊ะอาหารของเรา Fine De Claire หอยนางรมจากฝรั่งเศสพร้อม Heart Of Palm (คาดว่าน่าจะเป็นยอดมะพร้าว) และแตงโมที่ผ่านการควบแน่น เสิร์ฟพร้อมเปลวไฟในกาที่ราดลงมาด้านข้างจาน เนื่องจากในคอร์สแรกเราสั่งอาหารทะเลถึง 2 จานและยังมี Amuse-Bouche ที่เป็นทูน่าปรุงรสหั่นเป็นลูกเต๋าขนาดพอดีคำด้วย ทาง Sommelier จึงเลือกไวน์ Chardonnay ที่มี Body กลางๆของ Chanson จากแคว้น Pouilly-Fuissé ฝรั่งเศสมาประกบคู่ให้ ซึ่งก็เสริมกับอาหารเป็นอย่างดีครับ คอร์สที่ 2 เราสั่งอกเป็ดที่มาพร้อมกับครีมแอลมอนด์บด และผงน้ำมันมะกอก กับ Ribeye Wagyu เสิร์ฟพร้อมกับ Bone Marrow ทั้งสองจานทำมาสุกแบบ Medium Rosé ตามคำแนะนำของห้องอาหารครับ อร่อยถูกใจเลย แม้ส่วนผสมและวิธีปรุงน่าจะซับซ้อนอยู่พอตัว แต่รสชาตินั้นอร่อยเข้าใจง่ายจนแทบคิดว่าเป็น Comfort Food เลยทีเดียว สำหรับ Wine Pairing นั้น แน่นอนว่าเนื้อสัตว์สีเข้มย่อมเหมาะกับไวน์แดง เรามัวแต่ Enjoy อาหารจึงไม่ทันได้ถ่ายฉลากเก็บไว้ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นไวน์ Merlot จากคาบสมุทร Médoc ในแคว้น Bordeaux ครับ เป็นไวน์ Full Body แต่รสนุ่มกลมกล่อม เข้ากันกับอาหารได้ดีมากครับ ต่อด้วยของหวานกันดีกว่าครับ เราสั่งมา 2 จานคือ Raspberry Souffle ที่อบมาร้อนๆ พนักงานพาน้องมาที่โต๊ะเพื่อคว่ำออกจากพิมพ์ให้ลงไปนอนหนาวบนเตียงชาร์โคลเจลาโต้ จานนี้อร่อยง่ายครับ รสชาติเปรี้ยวหวานสดชื่นตัดเลี่ยนได้ดี อีกจานเราขอลองของแปลกครับ น้องมีชื่อว่า Scotch Brite และหน้าตาก็ตามนั้นเลยครับเป็น Sponge Cake ที่ถูกแปลงโฉมให้เป็นฟองน้ำล้างจาน เสิร์ฟคู่กับสบู่สีม่วงที่ซ่อนเจลลาเวนเดอร์ไว้ข้างใน วางบนเนื้อเค้กสีเหลืองที่ดูเหมือนผ้าฟองน้ำเอนกประสงค์ เพิ่มความสมจริงด้วยโฟมแทนฟองสบู่และสเปรย์กลิ่นสบู่ที่พนักงานพกมาพ่นเพิ่มให้ตอนเสิร์ฟ น่าทึ่งกับความสมจริงมากๆจนสมองเราสับสนมองเส้นแบ่งระหว่างขนมหวานกับการล้างจานเบลอไปหมดเลย มื้อนี้เราเปลี่ยนจากการตบท้ายด้วย Peppermint Tea เป็น Camomile เพื่อช่วยให้หลับสบาย และอีกกาเป็น ชาเชียว Jade Sword ซึ่งมีกลิ่นหอมและรสชาติ Nutty อ่อนๆก็ทำให้เราติดใจได้ไม่ยาก ก่อนกลับเชฟมีขนมเบาๆส่งท้ายด้วยเป็นช็อคโกแล็ตเสียบไม้ซึ่งช่วยคลายความ Formal ลงได้เยอะทีเดียวครับ Night Tour Around The Property เมื่อความมืดเข้าปกคลุม แสงดาวและแสงไฟของ Centara Reserve Samui ก็พากันส่องแสงระยิบระยับเลย ทำให้ได้อารมณ์ที่ทั้งโรแมนติคและดูขลังในบางมุมนั้นช่างแตกต่างออกไปจากช่วงกลางวันอย่างสิ้นเชิง การได้มาเดินชมรีสอร์ทในโมงยามนี้ ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบครับ Immersing In The Bubbles ได้ฤกษ์ลงอ่างแล้วคร้าบบบบ! อย่างที่เห็นว่าอ่างอาบน้ำใหญ่สุดๆ แช่พร้อมกัน 2 คนได้สบายๆ แต่เราขอสลับแช่ทีละคนก็แล้วกัน เดี๋ยวไม่มีคนถ่ายรูป ฮ่าๆๆ พื้นที่ของอ่างทำให้เราสามารถเหยียดเท้าที่สุดและแช่น้ำได้นานโดยไม่เมื่อย แม้ขนาดจะใหญ่แต่เติมน้ำไม่นานก็เต็มครับ ทางโรงแรมมี Bath Salts และสบู่เหลวหอมๆเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว แต่เราแอบหยอด Shower Gel ที่เตรียมมาเองเพื่อเพิ่มฟองนุ่มๆฟูๆด้วย It’s Bed Time! ไม่น่าเชื่อว่าในหนึ่งวันเราจะทำกิจกรรมต่างๆได้เยอะขนาดนี้ ถือเป็นอีกวันที่ Productive สุดๆ พรุ่งนี้เรามีนัดกับพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าตรู่ จึงต้องขอตัวรีบนอนก่อน เตียงขนาด Super King Size เริ่มส่งตาหวานเชื้อเชิญให้เราเข้าไปซุกตัวนอนแล้วครับ Bonne Nuit! Sunrise! Sunrise! วันนี้ไม่ผิดสัญญาแล้วนะครับ เราพาเพื่อนๆมาดูความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นทุกวันของธรรมชาติ เพียงแค่วันนี้เราอยู่กันที่ทะเลสมุย ทั้งรัศมีแสงอาทิตย์ ผืนน้ำ และปุยเมฆต่างก็เป็นใจรวมพลังกันเนรมิตให้เช้าตรู่ของเราวันนี้งดงามดังภาพวาด ความนิ่งสงบของยามเช้านั้นทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ เพียงตื่นเช้าอีกนิด เราก็สามารถเก็บแต้มกำไรชีวิตได้หลายเด้งก่อนกลับกทม. Breakfast Matters ได้เวลามื้อเช้าที่สำคัญที่สุดของวันอีกครั้ง ไลน์บุฟเฟ่ต์จัดเต็มเหมือนเดิม แต่คราวนี้เราเลือกสั่งเมนู A La Carte ที่ยังไม่ได้ลองมาดูบ้าง เช่น Coal Oven Eggs ที่มาพร้อมกับเห็ดอบอร่อยๆ Stir Fried Brown Organic Rice เมนูข้าวผัดวีแกนเพื่อสุขภาพ แล้วก็มี French Toast ที่มาพร้อมกับ Maple Gelato ที่ตั้งใจทำให้ละลายมาล่วงหน้าเพื่อทำหน้าที่แทน Maple Syrup ด้วย เราแอบเห็นเมนูชา Organic Jade Sword Tea แบบเดี๋ยวกับที่เราจิบที่ห้องอาหาร Act 5 เมื่อคืน ก็เลยจัดมาอีก 1 กาครับ ก็ชอบจริงๆนี่นา One Final Dip วันนี้เราต้อง Check Out กันแล้ว เลยขอไปจุ่มสระส่วนตัวที่ Villa เป็นครั้งสุดท้ายก่อนกลับ โอยยย ยังไม่อยากกลับเลยครับ เราอาบน้ำให้สดชื่นอีกครั้ง บำรุงผิวกันซักหน่อย เราติดใจ Hydro Essense Lotion ของ Baum ตัวนี้เป็นพิเศษ นอกจากเนื้อสัมผัสจะเบาสบายซึมเร็วเหมาะกับอากาศร้อนของเมืองไทยแล้ว กลิ่นยังหอมมากๆด้วยครับ โอ้เอ้เถลไถลในห้องกันพอหอมปากหอมคอ ก็ถึงเวลาที่เราจำเป็นต้องทยอยแพ็คกระเป๋าจนเกือบหมด เผลอแป๊บเดียวต้องกลับซะแล้ว เวลาแห่งความสุขนั้นผ่านไปเร็วจริงๆ แต่เรายังมีแพลนสุดท้ายคือมื้อกลางวันที่ Salt Society ก็เลยกะว่าจะกลับมาล้างหน้าล้างตาก่อนกลับหลังมื้ออาหารอีกซักรอบ จริงๆก็เป็นข้ออ้างที่จะถ่วงเวลายื้อวิลล่าเอาไว้ให้นานที่สุดครับ ฮ่าๆๆๆ Modern Mediterranean Lunch At Salt Society บรรยากาศมื้อกลางวันที่ Salt Society วันนี้ต่างจาก Sunday Brunch วันก่อนที่แสนตื่นตาตื่นใจ เมื่อความครื้นเครงลดดีกรีลงไป Vibe ชิลล์ๆสบายๆก็เคลื่อนตัวเข้ามาโปรยเสน่ห์กลายเป็นอีกอารมณ์ แม้อุปกรณ์จาน-ชาม-แก้วน้ำและ Cutlery สีฟ้า-ขาวต่างๆจะเป็นเซ็ตเดียวกันกับวันก่อน แต่จังหวะที่เนิบช้าลงในวันนี้ทำให้เรามีเวลาสังเกตและชื่นชมรายละเอียดของพวกมันมากขึ้น ยิ่งเมื่อวางรวมกันบนโต๊ะ ก็ยิ่งได้ฟีลทะเลที่สวยและมีคาแร็คเตอร์มากเลย เราปลื้มแก้วค็อกเทลรูปสัตว์ทะเลของที่นี่มาก ได้ข่าวว่าทางโรงแรมสั่งทำพิเศษจากสเปนเลยครับ ทั้งน้องหอยสังข์และน้องปลาปั๊กเป้าต่างก็น่ารักสูสีกัน เราแอบเห็นว่ามีแก้วทรงแมงกระพรุนด้วย โอ้ยยยย อยากขอซื้อต่อกลับบ้านชะมัดเลย มาเข้าเรื่องอาหารกันบ้างดีกว่า มื้อนี้เป็นอาหารสไตล์โมเดิร์นเมดิเตอร์เรเนียนครับ และเฉกเช่นทุกห้องอาหารในโรงแรมที่ Salt Society ก็มีกิมมิคสอดแทรกให้ลูกค้ารู้สึกสนุกอยู่ตลอดเวลา อย่างการตั้งชื่อหมวดหมู่ในเมนูให้น่าสนใจ เช่น หมวด Raw ที่เน้นอาหารดิบ หมวด Green เน้นสลัด หมวด Liquid เน้นซุป และหมวด Starch สำหรับเอาใจสายแป้ง เป็นต้น ด้วยความที่เรายังอิ่มจากมื้อเช้าอยู่ ก็เลยพยายามสั่งเมนูไล้ท์ๆ มาลองชิมและถ่ายรูปมาฝากเพื่อนๆกัน เริ่มต้นที่ Grilled Watermelon สลัดแตงโมย่างเพิ่มรสชาติด้วยเฟต้าชีส ถั่วพิสตาชิโอ้ วนิลา มะกอกคาลามาต้า และเกลือซูมัค จานนี้ตอบโจทย์มากครับ อร่อยแบบสดชื่นเบาๆ จานต่อมาเป็น Cured Salmon Mille Feuille แซลมอนรมควันปรุงรสด้วยจิน มะกรูด เคร็มเฟรช เกลือมะนาว วางสลับชั้นกับ Puff Pastry กรอบๆ Carbonara-Filled Tortellini ขอสั่งเมนูหนักๆซักจานนะครับ จานนี้เชฟเค้าเล่นสนุกเอาเกี๊ยวอิตาเลียนมาใส่ไส้เจลาโต้พาเมซานรมควันและเบค่อน ติ๊ต่างว่าเป็นซอสคาร์โบนาร่า น่าสนใจดีครับ ตบท้ายด้วย Grilled White Snapper Fillet ที่เสิร์ฟพร้อมกับซัลซ่ามะม่วงสุก สลัดราดิคคิโอ้ อินทผาลัม มายองเนสรสมะนาว และผงผักชี ตั้งแต่เข้าพักที่ Centara Reserve Samui มา ก็แทบจะยังไม่มีเวลาให้ท้องว่างเลยครับ พื้นที่ในกระเพาะถูก Reserved เอาไว้ด้วยอาหารอร่อยๆตลอดเวลาเลย เอ๊ะ นี่คือ Reserve Experience อีกรูปแบบหนึ่งหรือเปล่านะ :-P Wrapping Up Our Stay สรุปความประทับใจ 2 วัน 3 คืนที่เราได้เข้าพักที่ Centara Reserve แห่งแรกของโลกที่เกาะสมุยนี้ เป็นช่วงเวลาที่พิเศษมากครับ สมกับความตั้งใจของแบรนด์ที่อยากจะสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับแขกที่เข้าพัก เราแอบได้ข่าวมาว่าทาง Centara มีแพลนขยายแบรนด์ Reserve ไปยังทำเลพิเศษอื่นๆอีก แต่เราขออุบไว้ก่อนว่าทำเลต่อไปจะเป็นที่ไหน เราเชื่อว่าจะต้อง “ว้าว” ยิ่งๆขึ้นไปแน่นอนครับ สำหรับ Centara Reserve Samui นั้น เราคิดว่าทีมงานประสบความสำเร็จในการส่งมอบ Reserve Experience เกือบเต็ม 100% ทั้งที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน (แน่นอนครับว่าทุกๆโรงแรมก็ย่อมมีเรื่องให้ปรับปรุงพัฒนาได้อีกเรื่อยๆแหละ) โจทย์ที่แบรนด์ตั้งเอาไว้ ตีแตกแทบจะสมบูรณ์แบบ ทั้งในเรื่องสถานที่ที่งดงามกว้างขวางและมีประโยชน์ใช้สอยดีเยี่ยม (Reserve Space) อิสระในเรื่องเวลาทั้งการเช็คอิน-เช็คเอ้าท์ และการรับประทานอาหาร (Reserve Time) การนำเสนอและเชื่อมต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่ความเป็นสากลจนถึงมือลูกค้า (Reserve Culture) และการบริการที่ใส่ใจเหนือความคาดหมาย (Reserve Touch) ส่วนตัวเรารู้สึกว่าความหรูหราของที่นี่นั้นมีเสน่ห์ที่ต่างไป อิสระที่ให้กับลูกค้านั้นทำให้ประสบการณ์ของ Centara Reserve Samui นั้น “เข้าถึงง่าย” และที่สำคัญคือ “คุ้มค่า” มากครับ น่าจะถูกจริตลูกค้าส่วนใหญ่ที่ชอบความยืดหยุ่นสบายๆแบบนี้ ในขณะเดียวกันก็ถูกโอบกอดเอาไว้อยู่ในมวลอารมณ์ที่หรูหรามีระดับ พร้อมกับได้ปรนเปรอตัวเองด้วย “ของดี” โดยเฉพาะในเรื่องอาหารการกิน นี่น่าจะเป็นหนึ่งในโพสต์ที่พักที่ยาวที่สุดที่เราเขียนมา แต่ถ้าจะให้สรุปสั้นๆก็คือ การ Reserve ห้องพักที่ Centara Reserve Samui น่าจะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดที่เราจะได้ Reserve ช่วงเวลาที่ดีของชีวิตให้เป็นรางวัลกับตัวเองครับ #LetsHoparound BOOK NOW จองห้องพักได้ที่นี่ ข้อมูลเพิ่มเติม Call: 077-230-500, 02-102-1234 Line: @CentaraReserve https://lin.ee/9hca5xq Website: centarahotelsresorts.com/centarareserve/crs
- 137 Pillars Suites & Residences Bangkok บ้านร้อยเสาแห่งล้านนา สู่โรงแรมระฟ้ากลางมหานคร
137 Pillars Suites & Residences Bangkok บ้านร้อยเสาแห่งล้านนา สู่โรงแรมระฟ้ากลางมหานคร คุณเคยเห็นบ้านที่มีเสาถึง 137 ต้นไหมครับ แน่นอนว่าบ้านหลังนั้นต้องมีความยิ่งใหญ่เกินบ้านปกติธรรมดาไปมาก ยิ่งหากเป็นบ้านไม้สักโบราณสไตล์โคโลเนียลล้านนาสมัยร.5 ที่มีประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปกว่า 130 ปีก็ยิ่งทำให้บ้านหลังนั้นทรงคุณค่าจนประเมินราคาลำบากเลยล่ะครับ บ้านไม้โบราณหลังที่ว่านี้มีอยู่จริงๆที่เชียงใหม่ และเป็นที่มาของ 137 Pillars แบรนด์ Luxury Boutique Hotel ที่ได้ขยายมาให้บริการถึงใจกลางย่านพร้อมพงษ์อยู่พักใหญ่แล้ว และอีกไม่นานก็คงกลายเป็นแบรนด์สัญชาติไทยที่จะเติบโตออกไปอีกหลายประเทศ และวันนี้เราไม่ได้พาเพื่อนๆไปถึงเชียงใหม่กัน แต่เราอยู่กันที่ 137 Pillars Suites & Residences Bangkok ครับ The Overview โรงแรม 137 Pillars Suites & Residences Bangkok ตั้งอยู่กลางซอยสุขุมวิท 39 ถือเป็น Address ที่เลอค่าที่สุดแห่งหนึ่งในย่านสุขุมวิทเลยล่ะครับ โดยอยู่ห่างจากห้าง The EmQuartier เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ด้วยตัวอาคารที่สูงถึง 33 ชั้นทำให้เราสามารถเสพวิวเมืองหลวงได้ทั้งในมุมกว้างและไกลสุดสายตา และความอลังการของวิวก็เป็นแม่เหล็กพลังสูงที่ดึงดูดทั้งชาวไทยและเทศให้เข้ามาเป็นแขกของโรงแรมบูทีคอันหรูหราแห่งนี้ ไม่ว่าจะมาเข้าพักหรือมารับประทานอาหาร ไปจนถึงมาใช้บริการสปา (ซึ่งดีงามเกินคาดครับ) เพราะที่นี่เน้นการให้บริการอย่างไทยพร้อมคอนเส็ปต์อันรุ่มรวยและมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ตามแรงบันดาลใจที่ได้รับมาจากบ้านไม้สักโบราณ 137 เสาที่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแบรนด์โรงแรม 137 Pillars ขออนุญาตเล่าความเป็นมาของบ้าน 137 เสาซักนิดนะครับ บ้านหลังนี้คาดว่าถูกสร้างเสร็จในปีพ.ศ. 2432 หรือ 133 ปีก่อนเพื่อใช้เป็นสำนักงานของบริษัท บอร์เนียว จำกัด บริษัททำไม้สัญชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นกิจการต่างชาติเจ้าแรกที่ได้รับสัมปทานป่าไม้ของไทย โดยมีผู้จัดการคนแรกคือนาย Louis T. Neolowens ลูกชายของหม่อมแอนนาผู้โด่งดังในฐานะพระอาจารย์สอนภาษาอังกฤษให้กับในหลวงรัชกาลที่ 5 นั่นเอง ตามขนบล้านนานั้น จำนวนเสาที่มีมากถึง 137 เสาในบ้านนั้นบ่งบอกถึงความโอ่อ่าและความมั่งคั่งของเจ้าของได้เป็นอย่างดี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านหลังนี้ก็ถูกกองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดครองและใช้เป็นที่ทำการของกองทัพ ก่อนจะกลับมาถูกใช้ดำเนินกิจการทำไม้อย่างเดิมจนกระทั่งเลิกกิจการไปในปีพ.ศ. 2498 หลังจากที่ถูกปล่อยให้ทรุดโทรมมานาน คุณนิพันธ์ วงศ์พันเลิศ เจ้าของกังวาลเท็กซ์ไทล์ ผู้นำอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมเส้นด้ายของไทย ก็ได้มาพบกับบ้านแสนงามหลังนี้ระหว่างตระเวนหาทำเลสร้างที่พักตากอากาศในจ.เชียงใหม่ และในที่สุดก็ตัดสินใจซื้อต่อจากคุณตา แจ็ค จรินทร์ เบน ทายาทผู้จัดการคนสุดท้ายของบริษัท บอร์เนียว จำกัด ความงามทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของตัวบ้านนั้นทำให้คุณนิพันธ์เริ่มมีความคิดอยากจะแบ่งปันให้ผู้คนได้มาสัมผัส จึงเปลี่ยนแผนมาเนรมิตบ้าน 137 เสาให้กลายเป็น Luxury Boutique Hotel ที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมจนต้องขยายแบรนด์โรงแรมเข้ามาในกรุงเทพฯ รวมไปถึงเรือยอชท์สุดหรูที่ภูเก็ตภายใต้แบรนด์เดียวกันด้วย The Arrival ล็อบบี้ของ 137 Pillars Suites & Residences Bangkok นั้นมีชีวิตชีวาด้วยหลากภาษาต่างชาติที่แขกผู้เข้าพักใช้สื่อสารกัน โดยเฉพาะแขกญี่ปุ่นที่มาอาศัยอยู่ระยะยาวฃในส่วนของ Residences เพียงครู่เดียวหลังจากที่เรามาถึง พนักงานต้อนรับก็นำ Welcome Drink เป็นน้ำอันชัญมะนาวชื่นใจมาเสิร์ฟให้ จากนั้นก็นำเอกสารเช็คอินมาให้เรากรอกและเซ็น ที่ด้านหลังเคาน์เตอร์ Reception นั้นแขวนแผ่นไม้ขนาดมหึมาเรียงกันอยู่หลายชิ้น บ่งบอกถึงอุตสาหกรรมป่าไม้ที่เป็นที่มาของบ้านต้นกำเนิดแบรนด์ นอกจากตรงนี้แล้ว งานไม้ที่สวยงามยังสามารถพบเห็นได้อีกหลายจุดทั่วโรงแรมเลยครับ อีกสิ่งที่ต่อให้ไม่สังเกตก็ต้องเห็นนั่นก็คือภาพจิตรกรรมขนาดยักษ์เต็มพื้นที่ผนัง โดยคุณปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติประจำปีพ.ศ. 2557 โดยทุกๆองค์ประกอบของภาพนั้นเน้นความเป็นศิริมงคล จนภาพนี้ได้ชื่อว่า “Auspicious Path” นั่นเอง หลังจากทำเรื่องเช็คอินเสร็จเรียบร้อย คุณ Vikky ผู้ช่วยส่วนตัวประจำห้องของเรา (อารมณ์คล้ายๆ Butler ที่เราสามารถเรียกให้ช่วยเหลือได้ตลอดเวลา เพียงแค่ไม่ได้อยู่ประจำเฉพาะที่ห้องของเรา) ก็เข้ามาแนะนำตัว และพาเราไปส่งที่ห้องพักหมายเลข 3101 Our Room ห้องของเราเป็นห้องสุโขทัยสวีท ขนาด 70 ตร.ม. บนชั้น 31 เห็นพื้นที่ห้องใหญ่ขนาดนี้นี่เป็นแค่ขนาดเริ่มต้นเท่านั้นนะครับ เพราะยังมีห้องประเภทอื่นๆที่ขนาดใหญ่ไปจนถึง 127 ตร.ม.เลยทีเดียว ตัวห้องแบ่งครึ่งชัดเจน ฝั่งขวาเป็นโซนห้องนอนกับห้องมินิบาร์ที่แยกออกมา (มีตู้แช่ไวน์ด้วย!) และฝั่งซ้ายก็เป็นโซนห้องน้ำและห้องแต่งตัว นั่นเท่ากับว่าพื้นที่ห้องน้ำที่นี่กว้างถึง 35 ตร.ม.เลยทีเดียว ซึ่งความกว้างขวางนี้ก็ช่วยเพิ่มความน่าอยู่ให้กับตัวห้องขึ้นอีกมากเลยครับ โดยเฉพาะตรงมุมอ่างอาบน้ำทรงกลมริมหน้าต่างกระจกที่เทควิวเมืองกรุงเทพฯแบบเต็มตาเลย เราชอบคุณภาพของสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องของเรามากครับ อุปกรณ์ต่างๆถูกจัดวางไว้อย่างเหมาะเจาะ มีระบบที่ทันสมัย และใช้งานได้แบบสะดวกลื่นไหล ช่องชาร์จ USB นั้นมีให้หลายจุดเพียงพอกับอุปกรณ์ต่างๆของเรา เราเทสต์เครื่องเสียง Bose ด้วยเพลง Pink Venom ที่ตอนนั้นเพิ่งปล่อยมาได้ไม่นาน ก็เสียงคมชัด เบสแน่นไม่ผิดหวังครับ Welcome Pastries ของที่นี่นั้นเป็นขนมไทย 5 อย่างที่หน้าตาดีมากครับ โดยเฉพาะน้องช้างที่ดูสวยราวกับเครื่องเซรามิคจนแทบไม่กล้ากินเลยแหละ The Afternoon Tea น้ำชายามบ่ายของ 137 Pillars นั้นเสิร์ฟที่ Baan Borneo Club บนชั้น 26 ซึ่งค่อนข้างเป็นส่วนตัว ตัวชุดชามาในคอนเส็ปต์อัญมณี “Boutique Of Jewels” ที่ไม่เหมือนใคร โดยพรีเซ็นต์ Pastries ออกมาเป็นเครื่องประดับแก้วแหวนและกำไลวับวาวเพื่อเอาใจคุณผู้หญิง ส่วนชานั้นเป็นแบรนด์ Monsoon Tea ชาไทยพรีเมี่ยมจากเชียงใหม่ บ้านเกิดเดียวกันกับแบรนด์ 137 Pillars เลย Fitness & Golf Facilities ที่ชั้น 6 ของโรงแรมนั้นเป็นชั้นสำหรับสาย Active ครับ เพราะมี Gym ที่แม้ขนาดไม่ใหญ่มากแต่อุปกรณ์นั้นทันสมัยและคุณภาพดี และเนื่องจากแขกในฝั่ง Residences นั้นมักจะเป็นชาวญี่ปุ่นผู้หลงไหลในการตีกอล์ฟ บนชั้นนี้จึงมี Golf Studio และลานไดรฟ์กอล์ฟขนาดกระทัดรัดเอาไว้ให้บริการด้วย นับเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ทำให้โรงแรมแห่งนี้มีความเป็น Boutique Hotel ที่ไม่เหมือนใครสมกับที่ได้เป็นสมาชิก Small Luxury Hotels Of The World เลยครับ The Dinner at Nimitr ใกล้เวลามื้อเย็นแล้วครับ เรากดลิฟท์ขึ้นไปชั้น 27 กันดีกว่า ห้องอาหาร Nimitr ที่เราจองดินเนอร์ไว้อยู่ชั้นนี้ แต่ก่อนที่จะเข้าสู่มื้ออาหาร เราไปจิบเครื่องดื่มเย็นๆที่ริมสระน้ำกันก่อนดีมั้ยครับ เพราะสระก็อยู่ชั้นเดียวกันเลย น้ำในสระบนชั้น 27 นี้ดูสงบนิ่งงดงาม ต่างจากบรรยากาศรอบๆที่เริ่มครึกครื้นด้วยเสียงแขกเหรื่อที่ทยอยกันมาถึง มื้อเย็นนั้นเป็น Prime Time ของห้องอาหาร Nimitr ครับ เพราะวิว Skyline ของกรุงเทพฯช่วงตะวันตกดินแบบนี้นั้นช่วยเพิ่มดีกรีความสุนทรีย์ให้อาหาร European Fusion ของเราดีงามไปอีกหลายขั้นเลย The Rooftop Pool มุมที่โด่งดังที่สุดของโรงแรมน่าจะเป็นสระว่ายน้ำ Infinity Pool บนชั้นดาดฟ้ายอดตึกแห่งนี้ครับ เรื่องวิวนั้นต้องว้าวอยู่แล้ว สวยทั้งกลางวันและกลางคืนเลย น้ำเกลือในสระก็อุณหภูมิกำลังดี ว่ายสนุก วิวสวย รู้ตัวอีกทีเวลาก็ผ่านไปเป็นชั่วโมงแล้ว ถ้ากรุงเทพฯคือเมืองของเทพจริงๆ ตรงนี้ก็คงไม่ห่างจากสวรรค์แล้วล่ะครับ บนชั้นนี้นอกจากตัวสระหลักแล้ว เค้ายังมีสระ Jacuzzi อีก 2 สระทั้งแบบอุ่นและแบบอุณหภูมิปกติไว้ให้แช่ด้วยเราชอบสระอุ่นครับ นั่งแช่ตอนกลางคืนไปชมวิวเมืองไปเพลินขั้นสุด แต่ถ้าใครไม่ชอบลงน้ำ ก็มีซุ้มเตียงกลางแจ้งเอาไว้ให้เอกเขนกเล่นเช่นเดียวกันครับ Back To Our Room ห้องของเราถูก Turn Down เรียบร้อย เราพุ่งตัวไปที่ Shower แต่ก็ดันกันไปเจออ่างอาบน้ำทรงกลมใหญ่นั่งรออยู่ที่ริมหน้าต่าง เอาไงดีล่ะทีนี้ เพิ่งแช่น้ำมาจากบนดาดฟ้า ตอนแรกก็กะจะตัดใจไม่แช่อ่างแล้วดีกว่า แต่สุดท้ายแล้วก็อดไม่ได้ ซักนิดก็ยังดี 5555 ก็บรรยากาศมันดีจริงๆนี่นา และในที่สุดเราก็เพิ่งได้สัมผัสกับทีเด็ดที่แท้จริงของห้องครับ ซึ่งก็คือเตียงนั่นเอง ขอชมจากใจจริงว่านี่เป็นเตียงโรงแรมที่นอนสบายที่สุดเตียงหนึ่งที่เราเคยไปนอนมาเลย ที่นอน Posturepedic Ultra Plush ที่ทางโรงแรมเลือกใช้นั้นรองรับสรีระเราได้ดีเหลือเกิน ส่วนหมอนและผ้าห่มนั้นก็นุ่มและมีน้ำหนักพอดี ไม่มีอะไรมากหรือน้อยไป ยิ่งได้ความเนียนสบายผิวของเครื่องนอนผ้าลินินอียิปต์ทอ 400 เส้นด้ายด้วยแล้ว เราก็หลับลึกและนานรวดเดียวถึงเช้าเลย The Breakfast อาหารเช้าของ 137 Pillars นั้นเสิร์ฟที่ห้องอาหาร Bangkok Trading Post Bistro & Bar ซึ่งอยู่ชั้นล่างด้านหน้าโรงแรม เมนูมีทั้ง A La Carte แบบสั่งได้เพิ่มไม่จำกัด และ Buffet ให้ไปเลือกตักเองได้เลย มีครบ Spectrum ไล่ตั้งแต่จานเบาไปถึงจานหนัก ผักไปถึงเนื้อ คาวไปถึงหวาน เอเชียถึงยุโรป เราชอบเมนู English Muffin กับ Pork Sausage Patti เป็นพิเศษเพราะไม่ค่อยเห็นเสิร์ฟที่ไหน นอกจาก McDonald’s ฮ่าๆๆ แต่ของที่นี่พรีเมี่ยมกว่านะครับ The London Cab กินข้าวเช้าเสร็จแล้ว เราออกไปข้างนอกกันบ้างดีกว่า ที่ 137 Pillars นั้นมีรถ London Cab สี Royal Blue เป็นของตัวเองไว้คอยรับส่งแขกไปที่ EmQuartier ฟรีทุกชั่วโมงครับ หรือถ้าใครอยากให้พาไปเที่ยวรอบเกาะรัตนโกสินทร์ แถวๆวัดพระแก้ว ปากคลองตลาด ก็สอบถามพนักงานเพิ่มเติมได้เช่นกันนะครับ The Spa เดิน (Window) Shopping จนเริ่มเมื่อย กลับโรงแรมไปนวดดีกว่าครับ เราเคยได้ยินถึงความดีงามของ Nitra Serenity Centre หรือสปาบนชั้น 28 ของโรงแรม 137 Pillars เราจึงตั้งตาจะมาลองดูสักครั้ง พอมาถึงอย่างแรกที่สะดุดตาก็คือบานหน้าต่างไม้แกะสลักที่เรียงรายกันอันอย่างสวยงาม ซึ่งสะท้อนความเป็นมาของบ้าน 137 เสาที่เชียงใหม่ได้เป็นอย่างดี นอกจากการนวดทั่วๆไปแล้ว ในเมนูสปานั้นมีหลาย Treatment ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น Reiki หรือการนวดท้องเพื่อสุขภาพทางเดินอาหาร ไปจนถึงการนวดโดยเน้นให้หลับสบาย แต่ถ้าเลือกไม่ได้ก็แนะนำ Nitra Raya Signature Treatment ที่ประสานหลายๆศาสตร์ไว้ด้วยกันไปเลย แต่วันนี้เราจะมานวดน้ำมัน Aroma Therapy กันครับ ที่นี่ใช้น้ำมันนวดแบรนด์ Alodia และเราก็เลือกกลิ่น Relaxing ที่เน้นให้ความผ่อนคลายครับ ยอมรับเลยครับว่าน้ำหนักมือของ Therapist ที่นี่นั้นดีงามสมคำร่ำลือ อาจจะถึงขั้นเกินความคาดหมายเลยด้วยซ้ำ มือของพี่ๆเป็น Healing Hands ของจริง เราประทับใจมากครับ และคิดว่าคงได้กลับไปลอง Treatment อื่นๆอีกในอนาคตอันใกล้ Wrapping Up Our Stay การมา Staycation ที่ 137 Pillars Suites & Residences Bangkok ในครั้งนี้ เรารู้สึกเหมือนได้มาสัมผัสกรุงเทพฯในอีกมุมที่ต่างไป แม้ที่นี่จะเป็น City Hotel ซึ่งต่างจากโรงแรมต้นฉบับที่เชียงใหม่ซึ่งเป็นบ้านไม้โบราณ แต่ Vibes ของ “ความบูทีค” นั้นก็ยังคงปรากฏอยู่ทั่ว ส่วนผสมของโรงแรมหรู+ที่อยู่อาศัยระดับพรีเมี่ยม+ความเป็น Family Business นั้นทำให้ที่นี่มีความแตกต่างในหลายแง่มุม แม้เราจะขับรถผ่านอยู่เป็นประจำ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้ามาทำความรู้จักโรงแรมแห่งนี้แบบจริงๆจังๆ ทำให้เข้าใจว่าทำไมชาวต่างชาติถึงพากันติดใจใน Luxury Boutique Hotel สูง 33 ชั้นกลางย่านสุขุมวิทแห่งนี้ และเราเองก็ได้ค้นพบของดีหลายอย่างที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นสระน้ำบนดาดฟ้า เตียงนอนดูดวิญญาณในห้องพัก และอย่างน้อยเราก็คงต้องกลับมาซ้ำสปาแน่นอนครับ :-) #LetsHoparound #137pillars #137pillarsbangkok
- Hermès Fit สนุกสนานในจักรวาลสีส้ม
HermèsFit สนุกสนานในจักรวาลสีส้ม ถึงคิวกรุงเทพฯกันเสียที หลังจากที่แคมเปญ "HermèsFit" Interactive Sports Universe ได้ส่งไม้ต่อให้เมืองต่างๆทั่วโลกเวียนกันจัดราวกับงานโอลิมปิก ทั้ง Paris, Tokyo, New York และที่เมืองไทยก็ยิ่งใหญ่ไม่น้อยหน้าที่ใดเลย เพราะจักรวาลความฟิตสีส้มของ Hermès นี้กินพื้นที่ถึง 4,000 ตร.ม. เต็มลานหน้า centralwOrld โดยยกเซ็ตแบบเดียวกันกับที่จัดแสดงที่ Paris เมื่อปลายปีที่แล้วมาให้คนไทยได้สัมผัสอย่างเต็มรูปแบบ นี่ไม่ใช่งานเปิดตัวไลน์สินค้าเสื้อผ้ากีฬาใหม่ของ Hermès แต่อย่างใดนะครับ แต่นี่เป็น Event ที่ทางแบรนด์ต้องการจะสื่อให้ลูกค้าเห็นว่าสินค้า Hermès นั้นสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันในทุกๆสถานการณ์ แม้แต่การออกกำลังกาย หลายคนอาจจะชินกับภาพลักษณ์ที่หรูหราสูงส่งของแบรนด์ แต่จริงๆแล้ว Hermès เป็นแบรนด์ที่ทั้งสนุกและครีเอทีฟที่สุดจนเราคาดไม่ถึงกันเลยล่ะครับ ภายในงานมีมุมให้ถ่ายรูปกันหลากหลายโดยจำลองกีฬาต่างๆมาให้เราได้เข้าไปร่วมสนุกกัน และโพสท่าถ่ายรูป ไม่ว่าจะเป็นยิมนาสติก วิ่ง ปิงปอง มวย หรือแม้กระทั่งเพาะกาย ซึ่ง Hermès ดีไซน์ Space ได้สวยและมีเอกลักษณ์มากๆ ที่สำคัญก็คือสื่อสารจริตทุกอย่างของ Hermès ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่หากจะอยากออกกำลังกายกันจริงจังขึ้นไปอีกขึ้น ในงานนี้ก็มีคลาส “Fitness with Style” ให้ได้เหงื่อกันจริงๆ โดยทางแบรนด์จะนำเอา Accessories ต่างๆจาก Hermès มาประยุกต์เป็นอุปกรณ์ในการออกกำลังกายกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นคลาส Carré Yoga ที่ใช้ผ้าพันคอมามาช่วยสร้างความสมดุล หรือ Belt Stretching ยืดเส้นด้วยเข็มขัด ไปจนถึง Kickboxing with Bracelets ต่อยมวยแบบมีสไตล์ด้วยกำไลข้อมือ และ Hat Balance Challenge ที่จะช่วยฝึกสมดุลร่างกายระหว่างสวมหมวก เป็นต้น แต่ต้องลงทะเบียนจองกันล่วงหน้านะครับ หลายคนคงพอจะเดากันได้ว่างานนี้ได้ Hermès แรงบันดาลใจมาจากงาน Olympic ที่กำลังจะจัดขึ้นที่ Paris ในปี 2024 ที่จะถึงนี้ ที่ดีงามที่สุดก็คืองานทั้งหมดนี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายนะครับ แถมมีน้ำผลไม้สกัดเย็นบริการให้ด้วย และมีบริการถ่ายรูปมุม TOP แบบไม่เหมือนใครอีกด้วย เพียงแค่ลงทะเบียนกันล่วงหน้าทาง HERMES.COM/HERMESFIT รีบกันหน่อยนะครับ งานจัดตั้งแต่วันที่ 18 – 27 มีนาคม 2565 เวลา 10:30 – 19:30 น. ที่ลานหน้า centralwOrld #LetsHoparound #HermèsFIT
- เที่ยวทะเลสาบทาโฮ Lake Tahoe สหรัฐอเมริกา อัญมณีแห่งเซียร์ราเนวาดาที่ห้ามพลาด
เที่ยวทะเลสาบทาโฮ (Lake Tahoe) สหรัฐอเมริกา อัญมณีแห่งเซียร์ราเนวาดาที่ห้ามพลาด วันนี้ Hoparound.co ขอพาทุกคนไปสัมผัสความงดงามสุดอลังการของ "ทะเลสาบทาโฮ" (Lake Tahoe) อัญมณีแห่งเทือกเขาเซียร์ราเนวาดา ที่ไม่ได้เป็นเพียงทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ แต่ยังเป็น Alpine Lake หรือทะเลสาบที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 5,000 ฟุต (ประมาณ 1.5 กิโลเมตร) ขึ้นไป ซึ่งทำให้ที่นี่มีอากาศบริสุทธิ์และทิวทัศน์อันงดงามหาใดเปรียบ ตั้งอยู่บนพรมแดนที่กั้นระหว่างรัฐแคลิฟอร์เนียและเนวาดา ทะเลสาบแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องน้ำสีฟ้าครามที่ใสราวคริสตัลและความบริสุทธิ์ของธรรมชาติที่ยังคงอยู่ครบถ้วน เสน่ห์ที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล สิ่งที่ทำให้ทะเลสาบทาโฮพิเศษไม่เหมือนใครคือเสน่ห์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล ไม่ว่าคุณจะมาเยือนช่วงไหน ที่นี่ก็พร้อมมอบประสบการณ์สุดประทับใจเสมอ: ฤดูร้อน (มิถุนายน - สิงหาคม): ทะเลสาบจะกลายเป็นสวรรค์ของกิจกรรมทางน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการพายเรือคายัค แพดเดิลบอร์ด เจ็ตสกี ล่องเรือ หรือแม้แต่การว่ายน้ำในน้ำที่เย็นสดชื่น นอกจากนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเดินป่า ปีนเขา และปั่นจักรยานเสือภูเขาไปตามเส้นทางต่างๆ รอบทะเลสาบเพื่อชมวิวทิวทัศน์อันตระการตา ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน - พฤศจิกายน): ช่วงเวลาที่ธรรมชาติแต่งแต้มสีสันให้กับป่าไม้รอบทะเลสาบ ด้วยใบไม้ที่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม แดง สร้างทัศนียภาพที่สวยงามจับใจ เหมาะสำหรับการขับรถชมวิว ถ่ายภาพ และเดินเล่นในบรรยากาศที่เงียบสงบและโรแมนติก ฤดูหนาว (ธันวาคม - กุมภาพันธ์): ทะเลสาบทาโฮจะกลายร่างเป็นอาณาจักรแห่งหิมะ รีสอร์ทสกีชื่อดังหลายแห่งในบริเวณนี้ เช่น Squaw Valley, Heavenly, Northstar จะคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเล่นสกี สโนว์บอร์ด และกิจกรรมฤดูหนาวอื่นๆ สัมผัสความตื่นเต้นบนลานหิมะพร้อมวิวทะเลสาบสีครามตัดกับหิมะขาวโพลน ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม - พฤษภาคม): เป็นช่วงเวลาที่หิมะเริ่มละลาย ดอกไม้ป่าเริ่มผลิบาน และน้ำตกกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง อากาศกำลังสบาย เหมาะสำหรับการเดินป่าระยะสั้นๆ และสัมผัสความสดชื่นของธรรมชาติที่กำลังฟื้นตัว การเดินทางสู่ทะเลสาบทาโฮ การเดินทางที่สะดวกที่สุดสู่ทะเลสาบทาโฮคือการขับรถ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์โรดทริปอันน่าจดจำ: จากซานฟรานซิสโก (San Francisco): ใช้เวลาขับรถประมาณ 3.5 ชั่วโมง มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เส้นทางขับง่ายและมีวิวสวยงามตลอดทาง จากเมืองใกล้เคียงอื่นๆ: หากมาจากเมืองใหญ่อื่นๆ ในแคลิฟอร์เนียหรือเนวาดา ก็สามารถวางแผนขับรถมาได้เช่นกัน สนามบินที่ใกล้ที่สุดคือ Reno-Tahoe International Airport (RNO) ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงประมาณ 1 ชั่วโมง และมีเที่ยวบินจากเมืองใหญ่ๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา จุดหมายที่ไม่ควรพลาดรอบทะเลสาบ ทะเลสาบทาโฮไม่ได้มีดีแค่วิวทิวทัศน์ แต่ยังมีเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจรายรอบ: เซาท์เลคทาโฮ (South Lake Tahoe): เมืองที่ใหญ่ที่สุดและคึกคักที่สุดทางฝั่งแคลิฟอร์เนีย มีรีสอร์ท คาสิโน ร้านอาหาร และแหล่งช้อปปิ้งมากมาย เป็นฐานที่มั่นที่ดีสำหรับการพักผ่อน ทาโฮซิตี (Tahoe City): เมืองเล็กๆ น่ารักทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบ มีบรรยากาศสบายๆ และเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางจักรยานและเดินป่าหลายแห่ง เอเมอรัลด์เบย์ (Emerald Bay State Park): อ่าวที่งดงามราวภาพวาด พร้อมด้วยเกาะ Fannette Island ซึ่งมีบ้านชาขนาดเล็กตั้งอยู่ด้านบน เป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมที่ไม่ควรพลาด วิกล์รัน (Kings Beach): ชายหาดที่เหมาะสำหรับการพักผ่อน เล่นน้ำ และทำกิจกรรมทางน้ำต่างๆ คำแนะนำสำหรับชาว #Hopster พักที่ไหนดี?: มีให้เลือกหลากหลายตั้งแต่รีสอร์ทหรู โรงแรมไปจนถึงที่พักแบบ Cabin และบ้านพักตากอากาศ ควรจองล่วงหน้าโดยเฉพาะช่วงฤดูท่องเที่ยว เตรียมตัวก่อนไป: สภาพอากาศที่ทาโฮอาจเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ควรเตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับฤดูกาล และสำหรับผู้ที่แพ้ความสูง (Altitude Sickness) ควรปรับตัวให้ชินกับสภาพอากาศก่อนทำกิจกรรมหนักๆ อย่าลืมอนุรักษ์ธรรมชาติกันด้วยนะ: ทะเลสาบทาโฮเป็นแหล่งน้ำที่บริสุทธิ์และระบบนิเวศที่ละเอียดอ่อน ขอความร่วมมือในการรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ทิ้งขยะ และปฏิบัติตามกฎระเบียบของอุทยาน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักผจญภัยตัวยง ผู้รักธรรมชาติ หรือแค่อยากมาพักผ่อนและสูดอากาศบริสุทธิ์ ทะเลสาบทาโฮก็พร้อมต้อนรับคุณด้วยความงดงามและประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร เตรียมตัวให้พร้อมแล้วไป #hop กันที่ Lake Tahoe! #LetsHoparound ติดตามเราได้ทาง Facebook/Instagram: @ hoparound.co และ Website: www.hoparound.co
- รีวิว AMAN SKINCARE ปรนนิบัติผิวด้วยศาสตร์แห่งความสงบจากอมันสกินแคร์
จะเกิดอะไรหาก AMAN แบรนด์รีสอร์ท Ultra Luxury หันมาทำสกินแคร์ แล้วให้ Kengo Kuma (สถาปนิกชาวญี่ปุ่นที่ออกแบบสเตเดี้ยมไม้ที่จะใช้ในงาน Tokyo Olympic รอบล่าสุดนี้) ออกแบบแพ็คเก็จจิ้ง ผลที่ได้ก็คือเรนจ์ผลิตภัณฑ์สุดพิถีพิถันที่ทั้งลุ่มลึกและงดงามตั้งแต่ภายในไปจนถึงภายนอก เครื่องประทินผิวคอลเล็คชั่นนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีของ AMAN ในปี 2018 โดยทางแบรนด์ได้เนรมิตสกินแคร์ออกมาถึง 30 ตัว โดยเน้นพลังบำบัดอันบริสุทธิ์จากธรรมชาติ ตั้งแต่น้ำมันที่สกัดจากพืชพรรณอันทรงพลังต่างๆ เช่น palo santo, sandal wood เป็นต้น ไปจนถึง ไข่มุก หินอเมธีสต์ หยก กำยาน น้ำด่างจากแหล่งน้ำพุธรรมชาติที่หนาแน่นไปด้วยออกซิเจน โคลนจากป่าฝน และการใช้โลหะตามวิถีโฮเมโอพาธี ส่วนตัวแพ็คเก็จจิ้งนั้นก็ได้แรงบันดาลใจมาจากแจกันกระเบื้องโบราณของญี่ปุ่น โดย Kengo Kuma เลือกให้เนื้อวัสดุสะท้อนความเป็นธรรมชาติด้วยลวดลายที่คล้ายไม้และหิน และใช้โทนสีเข้มขรึมเพื่อสะท้อนความลักชัวรี่ที่สุขุมลุ่มลึกของ AMAN แน่นอนว่าผลิตภัณฑ์เลอค่าเหล่านี้ AMAN ได้นำมาใช้ในเมนูสปาอันหรูหราของทางรีสอร์ทด้วย ซึ่งนอกจากจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและบำรุงผิวแล้ว ยังช่วยในการ grounding และ purifying อารมณ์และจิตใจอีกด้วย หากชาว #hopsters คนไหนสนใจจะสร้าง ritual ความงามของตัวเองที่บ้าน ก็สามารถคลิกเข้าไปดูในเวปของ AMAN ได้เลย >>> https://shop.aman.com/en/
- รีวิวโรงแรม Hansar Pranburi หรรษา ปราณบุรี
รีวิวโรงแรม Hansar Pranburi หรรษา ปราณบุรี ระหว่างที่เรากำลังหาโรงแรมสำหรับทริปสามร้อยยอดอยู่นั้น เราไปสะดุดตากับภาพอาคารสีขาวตัดกับภูเขาหินปูนเขียวชะอุ่มที่ยืนตระหง่านเป็นฉากหลัง เบื้องหน้าเป็นชายหาดที่เงียบสงบ แถมมองไปรอบๆก็แทบไม่เจอเพื่อนบ้านเลย โลเคชั่นที่ exclusive แบบนี้ช่างมีแรงดึงดูดเราเสียเหลือเกิน หลังจากเปรียบเทียบกับโรงแรมอื่นๆอีก 2-3 แห่ง เราก็ตัดสินใจเลือก Hansar Pranburi ณ ปลายหาดสามร้อยยอดแห่งนี้อย่างง่ายดาย รีวิวโรงแรม Hansar Pranburi หรรษา ปราณบุรี จองห้องพักได้ที่นี่ BOOK NOW นานๆจะได้มาที่สามร้อยยอดสักที แถมโปรโมชั่นลดราคาแถมอาหารเช้าก็ดีเหลือใจ เราจึงเลือกห้องใหญ่ขนาด 61 ตร.ม.ที่วิวดีที่สุดไปเลยแล้วกัน นั่นก็คือห้องฮันนีมูน สวีท วิวทะเลพร้อมจากุซซีเอ้าท์ดอร์ (Honeymoon Sea View Suite with Jacuzzi) ด้วยความที่อยู่ชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด (ไม่มีลิฟท์) จึงทำให้ได้ดาดฟ้าทั้งหมดเป็นระเบียงส่วนตัวเอาไว้เอ็นจอยวิวทะเลด้านหน้าที่แซมด้วยเกาะนมสาวและแก่งน้อยใหญ่แบบพาโนราม่าเต็มตา บอกเลยว่าสวยจับใจสุดๆ แถมด้านหลังยังมีระเบียงให้ออกไปดูวิวเขาได้อีกต่างหาก ภายในห้องมีทั้งชุดรับแขก เตียงคิงไซส์ และห้องน้ำที่กว้างมากๆ ที่ตั้งของที่นี่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวมาก อยู่ห่างจากชุมชนพอสมควร ทางเข้าโรงแรมยังเป็นถนนลูกรัง พนักงานแจ้งว่าโรงแรมเพิ่งกลับมาเปิดให้บริการได้ไม่นาน สภาพโรงแรมกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆจึงอาจจะไม่เต็มร้อยนัก เช่น น้ำไหลค่อนข้างเบา ประตูเลื่อนบางบานอาจตกร่องบ้าง บางจุดอาจจะดูโทรมบ้าง แต่ในภาพรวมก็ถือว่าสะดวกสบายมากพอ และมีอาหารบริการทำให้ไม่ต้องออกไปหาร้านกินข้างนอก อ่อ! ขออนุญาตเตือนนิดนึงว่าด้วยความที่โรงแรมอยู่ใกล้ภูเขาหินปูนซึ่งถูกกัดเซาะจนมีหลุมมีแอ่งให้น้ำขัง จึงทำให้ที่นี่ยุงเยอะมาก อย่าลืมพกสเปรย์กันยุงกันมาด้วยนะครับ โชคดีที่เราเข้าพักโรงแรมหลังจากช่วงหยุดยาว บรรยากาศจึงสงบมาก มีเพียงนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่กี่คนในโรงแรมเท่านั้น หาดด้านหน้าโรมแรมก็เงียบสงบมากเช่นกัน แต่ด้วยสภาพหาดกึ่งทรายกึ่งโคลน จึงเหมาะแก่การเดินเล่นมากกว่าลงไปนอนอาบแดดหรือเล่นน้ำ (โรงแรมก็มีสระน้ำริมหาดให้บริการ) ในภาพรวม Hansar Pranburi แห่งนี้เหมาะกับคนที่แสวงหาความสงบเป็นส่วนตัวเพื่อพักผ่อนเติมพลังชีวิตด้วยธรรมชาติที่งดงามราวภาพเขียน หรือเพื่อปล่อยใจทบทวนชีวิต หรือเพียงเพื่อนั่งทำงานเงียบๆ แต่หากคุณคาดหวังความหรูหรา และการบริการไร้ที่ติแบบโรงแรม 5 ดาว ที่นี่อาจจะไม่ตอบโจทย์ของคุณ สำหรับชาว #hopsters ที่อ่านมาจนใกล้จบบทความนี้ เราอยากจะแถมโบนัสให้สักนิด หากคุณตัดสินใจจะมาใช้บริการที่นี่แบบเดียวกับเรา เรา strongly recommend ให้ตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า เพราะแสงสีทองที่ฉาบขอบฟ้านั้นร่ายมนตร์ทำให้วิวที่สวยมากๆอยู่แล้ว ยิ่งมหัศจรรย์ขึ้นไปอีก และภาพนี้จะตราตรึงใจคุณไปอีกนานแสนนาน สรุปความประทับใจกับหรรษา ปราณบุรี วิว 5 ดาว (ว้าวสุดๆถ้ามีมากกว่า 5 ก็ให้เต็มแบบไม่หัก) โลเคชั่น 4.5 ดาว (เป็นส่วนตัวมากๆ หัก 0.5 เพราะทางเข้าลูกรัง) สิ่งอำนวยความสะดวก 3.5 ดาว (อ่านในโพสต์) บริการ 4 ดาว (พนักงานอัธยาศัยดีมาก แต่ขาดความรู้เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว) ความสะอาด 4 ดาว อาหาร 4 ดาว (รสชาติดีแต่ตัวเลือกน้อย และอาหารเช้ายังไม่ประทับใจ) ความคุ้มค่า 4 ดาว (สำหรับราคาโปรโมชั่น) . รีวิวโรงแรม Hansar Pranburi หรรษา ปราณบุรี จองห้องพักได้ที่นี่ BOOK NOW . FB/IG/TikTok: @hoparound.co YouTube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #SamRoiYod #LetsHoparoundThailand #LetsHoparound #LetsHoparoundPrachuapkhirikhan #เที่ยวไทย #เที่ยวสามร้อยยอด#ไทยเที่ยวไทย #เที่ยวไทยเท่ #เที่ยวประจวบ #ประจวบคีรีขันธ์ #เที่ยวทะเล #วิธีไปถ้ำพระยานคร #วิธีไปเขาสามร้อยยอด #ถ้ำพระยานคร #UnseenThailand #Prachuapkhirikhan #อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด #อุทยานแห่งชาติ #ภูเขา
- Ho Chi Minh City ของดีใกล้บ้าน ตะลุยย่านกิน-เที่ยว-ช้อป โฮจิมินห์ เวียดนาม
HO CHI MINH CITY โฮจิมินห์ ซิตี้ (หรือชื่อเดิมคือไซ่ง่อน) เป็นเมืองเศรษฐกิจที่ใหญ่และ Happening ที่สุดของเวียดนาม ตอนนี้กำลังเริ่มฮ็อตในหมู่นักท่องเที่ยวยุคหลังโควิด เพราะนอกจากจะเดินทางสะดวก บินใกล้ๆ ไม่ต้องปรับเวลา และมีค่าครองชีพที่ถูกกว่าไทยแล้ว โฮจิมินห์ยังเต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร และร้านเสื้อผ้าดีไซน์สวย ราคาดีที่กำลังสร้างชื่อในหมู่นักช้อปสายแฟฯ ทริปนี้เราจะพาเพื่อนๆไปกระโดดโลดเที่ยวกัน 3 คืน 4 วัน ไปดูกันว่าโฮจิมินห์ ซิตี้ในปี 2025 นี้เป็นยังไงกันบ้าง ไปดูกันเลยคร้าบบบ Park Hyatt Saigon ทริปนี้เรานอนกันที่ Park Hyatt Saigon หนึ่งในโรงแรมที่หรูที่สุดของเมืองแล้วล่ะ และที่สำคัญคือทำเลดีมากอยู่กลางเมืองเลย เดินไปเที่ยวจุดสำคัญๆได้สะดวกแบบแทบไม่ต้องพึ่งแท็กซี่ เราชอบที่การตกแต่งของที่นี่ยังคงเก็บดีเทลและเสน่ห์ความความ Heritage ในยุคโคโลเนียลเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม และหลังจากเดินเที่ยวจนเหงื่อชุ่มมาทั้งวัน เราก็อุ่นใจว่ากลับถึงห้องพักเราจะสบายแน่นอน โดยเฉพาะตอนอาบน้ำด้วย Amenities กลิ่น Bergamote 22 จาก Le Labo ที่หอมฟุ้งสดชื่นเป็นกลิ่นสบู่ Signature ของ Park Hyatt ทั่วโลกเลย จองห้องพัก Park Hyatt Saigon ราคาพิเศษได้ที่นี่ เวลาเปิดปิด: 24 ชั่วโมง Location: https://maps.app.goo.gl/ncaogANaz2JHK1Yz5 Catinat Building ตึกนี้น่าจะอยู่ในแทบทุกลิสต์ของคนที่มาเที่ยวโฮจิมินห์ซิตี้ แต่อาจจะไม่รู้จักชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ ที่นี่เป็นตึกเก่าที่ถูกดัดแปลงมาเป็นศุนย์การค้ารวมแบรนด์แฟชั่นท้องถิ่นใจกลางเมือง ชั้นใต้ดินเป็นชั้นรวมสินค้าแฟชั่นวัยรุ่นแบ่งเป็นล็อกๆอารมณ์คล้ายๆโบนันซ่าที่สยามสแควร์สมัยก่อน ถ้าสมัยนี้ก็ประมาณยูเนี่ยนมอลล์ (แต่ที่นี่แอบมีกลิ่นอับ เพราะความเก่าแหละ 555) ด้านบนตึกก็เป็นแบรนด์โลคอลเช่นเดียวกันแต่ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น แยกเป็นร้านของแต่ละแบรนด์จริงจัง เวลาเปิดปิด: 8:00–21:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/nrro4TQx5LzZaGuK8 Rang Rang Coffee น่าจะอ่านว่า “ราง ราง” แปลว่า “คั่ว คั่ว“ เป็นร้านกาแฟที่กำลังมาแรงด้วยแบรนดิ้งเท่ล้ำสมัย ตอนนี้มีอยู่ 8 สาขาทั่วโฮจิมินห์ซิตี้และกำลังเปิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราไปสาขาที่อยู่ติดกับ Park Hyatt เลย ได้ข่าวว่าเพิ่งเปิดได้ไม่นาน เมนูขายดีของเค้าคือ Rang No.5 ซึ่งเป็นกาแฟใส่ครีมโฟมนม แต่เราเลือกลองกาแฟเวียดนามที่เป็น Fine Robusta ปรุงด้วยนมข้นหวาน เค้ามีความเข้มให้เลือกอยู่ 2 ระดับ คือ Brown Coffee กับ Light Brown Coffee อร่อยดีครับ แต่แก้วเล็กไปนิด ดูดแป๊บเดียวหมดเลย 55555 เวลาเปิดปิด: 7:00–22:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/hnWByrR7S2nxym6s8 Cao Minh Saigon ร้านตัดสูทเนี้ยบที่มีความเป็นมามากว่า 70 ปีของ Ho Chi Minh City ตั้งอยู่ติดกับร้านกาแฟ Rang Rang เลย ใครชอบอยากได้สูทสวยๆมาลองแวะชมได้ครับ เวลาเปิดปิด: 9:00–20:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/qxZnJeFdpGYrfHv87 Quan Bui - Original เราถาม Conceirge ของโรงแรมว่าถ้าอยากลองอาหารเวียดนามดั้งเดิมไปร้านไหนดี และร้านนี้ก็คือคำตอบ ข้อดีก็คือเค้ามีเมนูให้เลือกค่อนข้างเยอะเลยครับ ฉะนั้นถ้าใครอยากลองหลายๆเมนูก็สามารถจบที่นี่ได้เลยครับ ส่วนเรื่องรสชาตินั้นเราเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอาหารเวียดนาม ก็ขอคอมเม้นต์ตามความรู้สึกก็แล้วกันเนอะ เราว่ารสชาติอาหารของที่นี่อร่อยแบบกลางๆ ไม่จัดและไม่มีอะไรโดดออกมาให้ว้าวเท่าไหร่ แต่ชอบที่เค้าเน้นผักและวัตถุดิบท้องถิ่นที่สดและคุณภาพดีครับ เวลาเปิดปิด: 7:00–23:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/aQo6pyq7c4KJiKqD9 Gom Sai Gon อยู่ชั้นบนของตึก Catinat ที่นี่เป็นเวิร์คช้อปสอนปั้นจานชามเซรามิค ที่มีโซนคาเฟ่ไว้ให้คนนอกเข้ามาดื่มมัทฉะและกาแฟกันได้ แถมยังมีจานชามสวยๆให้เลือกซื้อกลับบ้านได้ด้วย ดูแล้วน่าจะกำลังเป็นที่นิยมเพราะมีคนเข้ามาทำเวิร์คช้อป และสั่งเครื่องดื่มไม่ขาดสายเลยครับ เวลาเปิดปิด: 8:00–21:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/GhYKLM46EhpWvy1t5 L'usine อีกร้านคาเฟ่และ Select Shop ที่เราแอบเห็นว่ามีสาขาในห้างด้วย สาขานี้อยู่ตรงหัวมุมสี่แยก ก็เลยเห็นโดดเด่นแต่ไกลชวนให้เข้ามาสำรวจมากๆ เข้ามาด้านในบรรยากาศดูอบอุ่น และยังคงไว้ซึ่งเสน่ห์ความโคโลเนียลผสานกับยุคสมัยใหม่ได้ลงตัวดีครับ เวลาเปิดปิด: 7:30–21:30 น. Location: https://maps.app.goo.gl/GiS5M95hiKoHi3ya8 AMAI DONG KHOI อีกร้านเซรามิคสีสวยที่เราบังเอิญเดินผ่านมาเจอ เกือบเสียเงินแล้วครับ ยังดีที่สติทำงานก่อน เพราะเซรามิคที่ซื้อจากทริปก่อนๆยังนอนนิ่งอยู่ในห่อกระดาษที่บ้านอยู่เลย ฮ่าๆ เวลาเปิดปิด: 9:00–20:30 น. Location: https://maps.app.goo.gl/mommgFz63mGjbRDo6 Katinat ร้านคาเฟ่ที่มีทั้งชาและกาแฟ แต่ดูเหมือนจะเน้นชามากกว่า มีอยู่หลายสาขาในโฮจิมินห์ซิตี้ มีเมนูที่น่าสนใจหลายตัว เช่นชานมเงาะ ชาอู่หลงผสมสับปะรดและมะขาม กาแฟผสมชีสและน้ำผึ้ง หรือจะเป็นอะโวคาโดปั่นกับมะพร้าวอ่อนก็น่าลองไม่เหมือนใคร เกร็ดเล็กๆ Katinat น่าจะมาจากชื่อถนน Catinat ชื่อเก่าของถนน Dong Khoi ซึ่งเป็นหนึ่งในถนนสายหลักของ Ho Chi Minh City โดยที่ถนนเส้นนี้ตั้งชื่อตามเรือรบฝรั่งเศส Catinat ที่เข้าจู่โจมมาเอาเวียดนามไปเป็นเมืองขึ้น (เศร้าจัง) โดยเรือลำนี้ก็ตั้งชื่อตามจอมพล Nicholas Catinat ผู้ยิ่งใหญ่ในศตวรรษที่ 17-18 อีกที โอ้ย! จะตั้งชื่อหลายทอดไปไหนเนี่ย เวลาเปิดปิด: 6:30–23:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/iVbi2srHBdW7129SA Pizza 4P’s ร้านพิซซ่าที่ไม่ว่าจะถามใครต่างก็แนะนำให้มาลอง จุดเด่นของเค้าอยู่ที่ความสดของวัตถุดิบตามคอนเส็ปต์ Farm-To-Table ทางแบรนด์มีโรงงานผลิตชีสเป็นของตัวเองที่ Don Duong หมู่บ้านเล็กๆบนเขานอกเมือง Dalat ดาวเด่นของบรรดาชีสที่เค้าทำเองก็คือ Burrata ซึ่งต้องเสิร์ฟภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากที่ทำเสร็จ ดังนั้นชีส Burrata ประมาณ 2,000 ลูกจึงต้องผลิตและส่งไปที่สาขาต่างๆให้ทันเวลาในทุกๆวัน และก็ทำให้รสชาติแตกต่างจริงๆ ต้องยอมรับว่ามื้อนี้ที่ Pizza 4P’s นั้นเป็นหนึ่งในมื้อที่เราประทับใจที่สุดในทริปนี้เลย เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ Pizza 4P’s นั้นเป็นการเล่นกับคำว่า Pizza For Peace เพื่อส่งมอบความอร่อยและเสริมสร้างสันติภาพในโลก ก่อตั้งโดยชาวญี่ปุ่น 2 คน คือ คุณ Masuko Yosuke และ Sanae Takasugi เวลาเปิดปิด: 10:00–22:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/T6x18MR6hzcAnkCC8 Annam Gourmet ร้านขายของฟีลกรูเมต์มาเก็ต ร้านนี้มีทั้งของเวียดนามเองและของนำเข้านะครับ คัดสรรมาให้เลือกช้อปแบบจุใจมาก ที่นี่รับบัตรเครดิตนะ เวลาเปิดปิด: 7:00–21:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/nE5cZ3LoZcgsp8by9 Ho Chi Minh City Museum of Fine Arts มิวเซียมดีๆ มาเดินเล่นชิลๆได้ครับ เวลาเปิดปิด: 8:00–17:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/aYwyq9ds7BCEWBSf6 Compound Garment ร้านเสื้อผ้าแบรนด์โลคัลเวียดนาม มีทั้งเสื้อผ้าผู้ชายและผู้หญิงเลย เวลาเปิดปิด: 10:00–21:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/L9g8ykPKy7TiFZ8n9 Lacaph Coffee Experiences Space แบรนด์กาแฟชื่อดังของเวียดนาม ที่นี่มีทั้งเมล็ดคั่วจากทั้งเวียดนามและหลากประเทศ ส่วนใครมีเวลาหน่อยอยากให้ลองเข้าคลาสเวิร์คชอปทำกาแฟเวียดนามที่นี่นะครับ เราชอบมาก ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก็เสร็จละ เวลาเปิดปิด: 9:30–17:30 น. Location: https://maps.app.goo.gl/pSrD5B4Bapig52rh7 Waa แบรนด์รองเท้าหนังดีไซน์เก๋ๆ ของเวียดนาม เวลาเปิดปิด: 10:00–21:30 น. Location: https://maps.app.goo.gl/3PnaqzsAVLRv2NSK9 The Beuter แบรนด์เสื้อผ้าเวียดนาม unisex ดีไซน์เท่ๆ ราคาไม่แพง เวลาเปิดปิด: 9:30–21:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/DDfA42UM7mJfSCWA8 Beat Unbeaten Store ร้านเสื้อผ้าน่ารักๆ ที่นี่รับบัตรเครดิตด้วยนะ เวลาเปิดปิด: 8:00–21:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/vJqTx9G2MFuJoE2y6 ️HO CHI MINH BOOK STREET ถนนของคนรักหนังสือใจกลางเมืองโฮจิมินห์ ที่นี่มีทั้งหนังสือภาษาเวียดนามและภาษาอังกฤษนะครับ เวลาเปิดปิด: 8:00–21:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/KAsZyZvCoZVG2RWn9 Phê La - Hồ Tùng Mậu อีกหนึ่งร้านชาและกาแฟที่เหมาะแก่การนั่งจิบชิลๆ เวลาเปิดปิด: 7:00–23:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/dhbPUiq3LT3H9ZC66 WABE SABE ใครมองหาเสื้อผ้าสไตล์มินิมอลควรแวะร้านนี้นะ เวลาเปิดปิด: 10:00-20:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/i9PhpyPUdnmqcNoq8 Bếp Ốc - Sài Gòn ร้านอาหารทะเลสุดอร่อยที่เราอยากแนะนำให้มากิน เพราะเป็นอาหารทะเลที่สดมาก แถมราคาดีด้วยครับ เวลาเปิดปิด: 11:00-22:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/H4pufFMV28ysT98VA Bach Dang Ice Cream ร้านไอศกรีมท้องถื่นที่อร่อยมากๆๆๆ เราชอบรสเผือกมาก นัวๆ หวานน้อย ก็ไม่น่าแปลกใจที่คนนั่งกินเยอะมาก แถมโลเกชั่นดีสุดๆ อยู่กลางสี่แยกเลย เวลาเปิดปิด: 8:00–23:00 Location: https://maps.app.goo.gl/2GfEmjUi3JYXqajJ6 Cheese Coffee กาแฟชีสที่นี่อร่อยนะ ร้านนี้มีสาขาเยอะ แต่สาขานี้อยู่หน้าโรงแรมเราเลยขอแวะสักหน่อย เปิดทุกวัน 7:00–21:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/ThFJgMp9G18nsBST9 Quán Cơm Tấm Hùng กินอาหารเช้าสไตล์เวียดนามแบบคน Local ที่ Quán Cơm Tấm Hùng เปิดทุกวัน 6:00–12:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/YL2a5GueH2WcEVoL7 35 Nguyễn Văn Tráng แวะช้อปปิ้งที่ตึก 35 Nguyễn Văn Tráng ตึกนี้ไม่แมสมาก แต่มีพวกแบรนด์เสื้อผ้าโลคัล คาเฟ่ ร้านค้า และร้านที่เราช้อปเสื้อผ้าผู้ชายเยอะสุดคือร้าน HIM CONCEPT แนะนำเลยครับ วันและเวลาเปิดปิดขึ้นอยู่กับแต่ละร้าน Location: https://maps.app.goo.gl/9rM4fXE8FQuG3tVMA MêMan ร้านเสื้อผ้าผู้ชายคัตติ้งเนี้ยบสุดมินิมอล ที่ตั้งอยู่ข้างๆร้านไอศกรีม https://www.instagram.com/meman.saigon/ เปิดทุกวัน 10:00–20:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/3WqTsR4baUMBLLA7A Ka Koncept Flagship Store ถัดมาจากร้านเสื้อผ้า Me Man ก็จะเป็นร้าน Ka Koncept Flagship Store ซึ่งเพิ่งเปิดได้ไม่นานเลย มีขายทั้งน้ำหอมแบรนด์นิชๆ เสื้อผ้า หนังสือ แม็กกาซีน สำหรับใครที่นึกภาพไม่ออกแนะนำให้นึกถึง Dover Street Market ที่ Tokyo London New York ฟีลประมาณนั้นเลย แถมพนักงานทุกคนอัทยาศัยดีมากๆ ภาษาอังกฤษปังสุดๆ เปิดทุกวัน 9:30–22:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/XF3xhrue97UqkKNq8 Cafe Apartment จะไม่แวะก็ไม่ได้ เพราะที่นี่เค้าเป็นตึกที่รวมเอาคาเฟ่และร้านค้าร้านอาหารเยอะมากๆ ใครเหนื่อยก็ขึ้นลิฟต์ได้นะครับแต่ต้องจ่ายค่าขึ้นน้าา ส่วนใครไหว เดินขึ้นเลยครับ วันและเวลาเปิดปิดขึ้นอยู่กับแต่ละร้าน Location: https://maps.app.goo.gl/9rM4fXE8FQuG3tVMA Secret Garden Restaurant ภัตตาคารอาหารเวียดนามที่เค้าแนะนำมา แต่สำหรับเรารสชาติกลางๆ แต่เราว่าบรรยากาศดี เพราะอยู่ชั้นดาดฟ้าเลยไม่ร้อนมาก ลมโกรก เปิดทุกวัน 9:30–22:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/edut3bbc8cVbQMki8 Godmother Bake & Brunch ก่อนกลับกันเราขอแวะกินขนมเค้กและดื่มน้ำสดชื่นๆกันที่ร้านนี้ ซึ่งเจ้าเป็นคนเกาหลีนะ ใครที่คุ้นๆ ก็เหมือนกันกับร้านที่ไทยนี่แหละ ไม่แน่ใจว่าเค้าซื้อแบรนด์มาเปิดหรือยังไง ลองแวะไปชิมกันดูได้ มีให้บริการทั้งอาหารคาว Brunch รวมไปถึงเค้ก ของหวาน เครื่องดื่มต่างๆ และร้านน่ารักมากกกกกกก เปิดทุกวัน 8:00–22:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/TM5PukkXJCtbEW1U8 #LetsHoparound #Vietnam #HoChiMinhCity
- The Surin Phuket เดอะสุรินทร์ ภูเก็ต อีกครั้งกับสวรรค์สีครามที่งดงามยิ่งกว่าเดิม
The Surin Phuket เดอะสุรินทร์ ภูเก็ต อีกครั้งกับสวรรค์สีครามที่งดงามยิ่งกว่าเดิม วันนี้เราดีใจมากครับที่ได้กลับมาพักที่ The Surin รีสอร์ทหรูบนหาดที่สวยที่สุดและเป็นส่วนตัวที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะภูเก็ต ตลอดกว่า 40 ปีที่ผ่านมาดีไซน์รีสอร์ทระดับตำนานแห่งนี้ได้ร่ายมนต์ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้กลับมาเป็นแขกประจำซ้ำแล้วซ้ำอีกตลอดทั้งปี แต่สำหรับคนไทยแล้วกลับมีน้อยคนที่จะรู้จักหรือเคยได้มาสัมผัสเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใครของที่นี่ด้วยตัวเอง และในการที่เรากลับมาคราวนี้ The Surin ก็มีโซนใหม่ให้เราได้ไปอัพเดทกันด้วย ปกติแล้ว The Surin จะมีแขกค่อนข้างแน่นหมุนเวียนกันจองเข้ามาเกือบตลอดปี และแทบจะไม่เคยมีข้อเสนอพิเศษสำหรับคนไทยเลย วันนี้ hoparound.co จึงภูมิใจพรีเซนต์ดีลหายากที่เราได้ทำร่วมกับ The Surin Phuket มากๆครับ แต่เพื่อนๆต้องรีบกันหน่อยนะ จองห้องพักกับดีลพิเศษ BOOK NOW WITH EXCLUSIVE OFFER อย่างที่เกริ่นไว้ว่าครั้งนี้เป็นการกลับมาพักครั้งที่ 2 ของเรา คราวนี้จึงเน้นการอัพเดท และแจ้งดีลพิเศษเป็นหลัก ถ้าใครต้องการอ่านประสบการณ์เข้าพักครั้งแรกของเราก็ คลิกที่นี่ได้ครับ สิ่งแรกที่ทุกคนน่าจะสังเกตเห็นเมื่อมาถึงรีสอร์ทแห่งนี้นั้นน่าจะเป็นทะเลสีฟ้าคราม ณ หาดพันทรี (อ่านว่าพัน-ซี) ที่มีทรายขาวละเอียดนุ่มเท้า ทะเลที่นี่สวยจริงๆครับ ไม่ว่าเราจะมากี่ครั้งเห็นมากี่ทีก็ยังอดรู้สึกว้าวไม่ได้เลย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่แดดออก ทะเลจะมีสีฟ้าเป็นพิเศษเลย และด้วยโลเคชั่นของรีสอร์ทที่ตั้งอยู่บนหาดที่มีโขดหินปิดทั้ง 2 ฝั่งโดยธรรมชาติ จึงทำให้แขกของ The Surin (และ Amanpuri ที่อยู่ติดกัน) ได้ใช้หาดนี้แบบเป็นส่วนตัวโดยไม่มีใครมารบกวน นี่คือความโดดเด่นมากๆที่ The Surin มีเหนือคู่แข่งเกือบทั้งตลาด อีกหนึ่งเสน่ห์ของ The Surin ก็คือตัวรีสอร์ทเองที่สวยงามมีเอกลักษณ์และได้รับออกแบบทั้งหมดโดยคุณ Edward Tuttle สถาปนิกระดับตำนานของโลกผู้ล่วงลับไปเมื่อปี 2020 ดังนั้นแขกที่เข้าพักจึงได้มากกว่าการพักผ่อนในบรรยากาศที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังได้มาเสพผลงานชั้นครูของปรมาจารย์ด้านการออกแบบอีกด้วย และสุดท้าย รีสอร์ทสวยๆบนหาดงามๆก็คงจะไร้ชีวิตชีวาหากไม่มีผู้คนในทีม The Surin ที่ช่วยกันส่งมอบความประทับใจผ่านการบริการอย่างมืออาชีพและพร้อมใบหน้าแต้มยิ้มทุกๆครั้งที่สบตากับแขก เมื่อความดีงามทั้ง 3 อย่างมาบรรจบกัน The Surin จึงมักกลายเป็นรีสอร์ทโปรดของแทบทุกคนที่เคยได้มาสัมผัส The Cottages ห้องพักส่วนใหญ่ของที่นี่จะมีลักษณะเป็น Cottage ซึ่งแบ่งย่อยเป็นหลายประเภทขึ้นอยู่กับขนาด (มีทั้งแบบ 1 และ 2 ห้องนอน) และตำแหน่งที่ตั้งของแต่ละหลัง แต่ Vibes โดยรวมนั้นให้อารมณ์เดียวกันเกือบทั้งหมดด้วยการตกแต่งที่เน้นงานไม้ทาสีเทาอ่อนตัดกับผนังสีขาวสะอาดตา พูดง่ายๆก็คือห้องพักของ The Surin นั้นมีเสน่ห์น่าพักทุกประเภทเลยครับ แม้กระทั่ง Room Type เริ่มต้นที่อยู่บนเนินเขาและมีทิวมะพร้าวเขียวชอุ่มเป็นวิวก็ให้ความรู้สึกร่มเย็นและเป็นส่วนตัวมากๆ แต่เพื่อให้ตอบโจทย์ของเพื่อนๆมากที่สุด เราแนะนำให้สอบถามโดยตรงกับทางรีสอร์ทว่า Cottage แบบไหนที่จะเหมาะกับเงื่อนไขต่างๆของเรามากที่สุดนะครับ Beach Suites กลับมาคราวนี้ห้องพักของเราคือ Beach Suite หมายเลข 340 ซึ่งอยู่บนหาดเลย ได้วิวทะเลแบบเต็มตาไม่มีอะไรมากั้นยกเว้นกรอบหน้าต่าง ตอนกลางคืนก็ได้ยินเสียงคลื่นกล่อมนอน และยังมีระเบียงให้ออกไปนั่งเล่นจิบกาแฟชิลๆริมหาดด้วย ห้องของเราขนาดประมาณ 65 ตร.ม. แบ่งสัดส่วนเป็นห้องนอนพร้อมมุมนั่งเล่นชมวิว ถัดเข้าไปอีกหน่อยก็จะเป็น Walk-In Closet แยกเป็น 2 ฝั่งสำหรับผู้เข้าพักแต่ละคน และจากนั้นก็เป็นห้องน้ำพร้อมอ่างอาบน้ำตรงกลาง ประกบด้วยอ่างล้างหน้าแยกกัน 2 ฝั่ง ใครที่ชอบอยู่ใกล้ชิดกับทะเลก็ต้องเป็น Room Type นี้เลยครับ ในปี 2021 ที่เรามาพัก The Surin เมื่อคราวก่อน ตอนนั้น Pool Villa และ ร้านอาหาร Beach Restaurant นั้นยังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง แต่กลับมาในคราวนี้ทุกอย่างเปิดพร้อมให้บริการกันแล้ว เราไปอัพเดทกันดีกว่าครับ Pool Villa แม้คุณ Edward Tuttle จะล่วงลับไปก่อนที่ Pool Villa ของ The Surin จะสร้างขึ้น แต่งานออกแบบก็ยังคงอ้างอิงจากสไตล์ของเขามาทั้งหมด เพียงแต่ Pool Villa จะเน้นสีไม้ธรรมชาติ ไม่ทาสีเทาอ่อนแบบ Cottage อื่นๆ และมีเพียง 6 หลังเท่านั้น ขึ้นชื่อว่า Pool Villa แน่นอนว่าต้องมีสระส่วนตัวมาให้ แต่ของที่นี่ยังมีศาลาพักผ่อนส่วนตัวมาให้อีกด้วย ส่วนด้านในนั้นแบ่งสัดส่วนเป็นอย่างดีครับ มี 1 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ และ 1 ห้องนั่งเล่น ให้อารมณ์เหมือนบ้านที่อบอุ่นและหรูหราไปพร้อมๆกัน อ่างอาบน้ำในห้องน้ำนั้นดูทันสมัยและใหญ่กว่าที่อ่างของห้องแบบเก่าพอสมควรเลยครับ Pool Villa นั้นเหมาะกับคนที่ชอบความเป็นส่วนตัว และชอบพื้นที่ใช้สอยกว้างๆ (ประมาณ 90 ตร.ม.) Beach Restaurant มาถึงห้องอาหารไทยที่เปิดใหม่อย่าง Beach Restaurant กันบ้าง สำหรับเพื่อนๆที่จองด้วยโค้ด Hop Around ก็จะได้เซ็ตดินเนอร์ 1 มื้อ (Degustation Set) สำหรับ 2 ท่าน ที่ห้องอาหารนี้ด้วยนะครับ Beach Restaurant นั้นตกแต่งสไตล์ไทยโมเดิร์น ตั้งอยู่หน้าหาดมีทั้งโซน Indoor และ Outdoor สามารถรองรับได้ตั้งแต่โต๊ะเล็กๆ 1-2 คน ไปจนถึงกรุ๊ปใหญ่ๆ หรืองานจัดเลี้ยงก็ได้เช่นกัน วันนี้เราสั่งมาชิมหลายเมนูเลย อร่อยทุกจานครับ แต่เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ของ The Surin จะเป็นชาวต่างชาติ การปรุงรสจึงมีการปรับให้เหมาะกับแขกส่วนใหญ่ของทางรีสอร์ท แต่ถ้าเราชอบรับประทานรสจัดจ้านแบบคนท้องที่ก็สามารถรีเควสต์กับพนักงานได้เลยนะครับ Breakfast at Lomtalay Restaurant ไหนๆก็พูดถึงอาหารกันแล้ว เรามาดูหน้าตาอาหารเช้าที่รวมอยู่ในข้อเสนอของเรากันด้วยดีกว่านะครับ อาหารเช้าที่นี่เสิร์ฟที่ห้องอาหารลมทะเล โดยมีทั้งแบบบุฟเฟต์และ A la carte ปรุงสดให้เราเลือกสั่งได้เต็มที่เลยครับ อาหารเช้าของ The Surin นั้นมีความหลากหลายครอบคลุมทุกความต้องการ มีทั้งแบบตะวันตกและเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ นม ไข่ ชีส เบเกอรี่ ไปจนถึงแบบสุขภาพที่เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชและโยเกิร์ต เราชอบน้ำผลไม้คั้นสดและสมูธตี้ในไลน์บุฟเฟ่ต์เป็นพิเศษ ส่วนอาหารท้องที่ก็มีทั้งติ่มซำ ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน โรตี ไปจนถึงข้าวราดผัดกะเพรา และข้าวเหนียวหมูทอดแบบ A la carte Poolside Dining สำหรับมื้ออื่นๆ ที่ Poolside Dining จะมีเสิร์ฟทั้งอาหารไทยและฝรั่งในเมนูที่อร่อยง่ายๆแบบ All Day Dining เช่น ผัดไทย สเต๊ะ เบอร์เกอร์ แซนด์วิช หรือพิซซ่า จองห้องพักกับดีลพิเศษ BOOK NOW WITH EXCLUSIVE OFFER Sunset Restaurant ส่วนที่ห้องอาหาร Sunset ที่อยู่ติดกันในอาคาร ก็พร้อมเสิร์ฟดินเนอร์แบบเมดิเตอร์เรเนียนเลิศรสให้แขกทุกๆเย็นครับ Beach Bar อีกหนึ่งสิทธิพิเศษสำหรับแขกที่จองด้วยโค้ด Hop Around ก็คือส่วนลด 10% สำหรับเครื่องดื่มผสมแอลกOฮอล ซึ่งสั่งได้จากทุกห้องอาหารของรีสอร์ท แต่ถ้ามาดื่มที่ Beach Bar ก็จะชิลล์เป็นพิเศษครับเพราะอยู่ติดหาด และเขาเสิร์ฟเครื่องดื่มทั้งกลางวันและกลางคืนเลย Spa สปาเราก็มีส่วนลด 10% ให้เช่นกัน สำหรับแขกที่จองด้วยโค้ด Hop Around นะครับ และที่ The Surin นั้นก็มีชื่อเสียงในด้านสปาด้วยเช่นกัน เราประทับใจที่ก่อนนวดพี่ Therapist จะมีการวนขัน Singing Bowl เพื่อทำ Sound Bath ให้เรารู้สึกสงบก่อน และน้ำหนักมือที่ถูกฝึกมาอย่างดีนั้นก็ทำให้เราเคลิ้มจนเผลอหลับไปได้อย่างรวดเร็วเลยครับ Water Activities นอกจากเราจะสามารถลงเล่นน้ำในสระ 6 เหลี่ยมสีดำขนาดใหญ่สุด Iconic ที่เป็นมรดกงานออกแบบของคุณ Edward Tuttle แล้ว ทางรีสอร์ทยังมีอุปกรณ์สำหรับเล่นกิจกรรมทางน้ำไว้คอยให้บริการเราซึ่งส่วนใหญ่ก็จะฟรีด้วยนะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศนะครับ ไม่ว่าจะเป็น บอดี้บอร์ด แพดเดิ้ลบอร์ด เรือแคนู วินด์เซิร์ฟ ดำน้ำสนอร์เกิ้ล ไปจนถึงเรืออย่าง Hobie Cat และ Catamaran Sailing แต่ถ้าใครชอบอยู่แค่บนชายหาด ก็มีอุปกรณ์วอลเลย์บอลกับฟุตบอลชายหาดไว้ให้ยืมด้วย Gym เพื่อนๆเคยออกกำลังกายในห้องแอร์หน้าหาดมั้ยครับ เราอยากให้ได้มาลองการออกกำลังที่นี่กันครับ เพราะทั้งชิลล์และได้เหงื่อไปพร้อมๆกัน ที่สำคัญคืออุปกรณ์ทุกอย่างของที่นี่นั้นครบครันทันสมัยได้มาตรฐานโลกไปเลย Boutique ใครอยากหาของที่ระลึกติดไม้ติดมือให้แวะเข้ามาที่ The Boutique ของรีสอร์ทครับ ในนี้จะมีทั้งของที่คัดมาจากแหล่งต่างๆ และสินค้าที่เป็นแบรนด์ของรีสอร์ทเอง น่าสนใจหลายชิ้นเลยล่ะ Library ถ้าเต็มอิ่มกับลมทะเลและแสงแดดแล้วอยากจะหาที่ตากแอร์พักร้อนโดยไม่ต้องกลับห้องพัก เราขอแนะนำห้องสมุดสุดสวยของ The Surin ที่นี่มีหนังสือให้เลือกอ่านและดูรูปได้เพลินๆ ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือเชิงศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ แถมยังมีโต๊ะ Pool ให้เล่นได้ด้วยครับ ใครจะหิ้วคอมฯหอบงานมานั่งทำในนี้ก็เย็นสบายแถมดีไซน์สวยมากเหมือนอยู่ห้องสมุดบ้านเศรษฐีเก่าเลยแหละ จองห้องพักกับดีลพิเศษ BOOK NOW WITH EXCLUSIVE OFFER ยอมรับเลยว่า The Surin เป็นรีสอร์ทที่มีเสน่ห์มากๆครับ ถ่ายรูปสวยทุกมุม ดูรูปที่เราถ่ายมาฝากเป็นหลักฐานได้เลย แต่ที่มากกว่าความโฟโตเจนิคก็คือ Vibes ของสถานที่จริงครับ เราได้รับพลังงานบวกทุกครั้งที่กลับมาที่นี่ ทั้งจากธรรมชาติที่สวยงาม งานสถาปัตย์ระดับโลก และการบริการที่อบอุ่นรู้ใจ ที่สำคัญคือลูกค้าคนไทยยังค่อนข้างน้อยมากๆ เราจึงอยากให้เพื่อนๆชาว #Hopsters ได้ไปลองสัมผัสกันดูสักครั้งครับ จองห้องพักกับดีลพิเศษ BOOK NOW WITH EXCLUSIVE OFFER The Surin Phuket Pansea Beach, 118 Moo 3, Choengtalay, Thalang, Phuket 83110 Thailand Tel: +66 (0) 76 316 400 Fax: +66 (0) 76 621 590 E-mail: hotel@thesurinphuket.com Website: www.thesurinphuket.com #TheSurinPhuket #Phuket #LuxuryBeachResort #LetsHoparound #รีวิวโรงแรม #รีวิวรีสอร์ท #เดอะสุรินทร์ภูเก็ต #ภูเก็ต #BestHotelsInPhuket #PlacestoStay #LuxuryResort
- ล่องเรือตามรอยอารยธรรมแห่งเมดิเตอร์เรเนียนกับ Ponant Luxury Expeditions 11 วัน 10 เมือง 4 ประเทศ แบบ All Inclusive ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม!
ล่องเรือตามรอยอารยธรรมแห่งเมดิเตอร์เรเนียนกับ Ponant Luxury Expeditions 11 วัน 10 เมือง 4 ประเทศแบบ All Inclusive ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม! ผลบุญชาติก่อนคงดลบันดาลให้เราได้มารู้จักกับ Ponant (โพน้องต์) บริษัทเดินเรือสมุทรสุดเอ็กซ์คลูซีฟสัญชาติฝรั่งเศสที่แตกต่างจากแบรนด์ Cruise อื่นๆแบบแทบจะขั้วตรงข้าม Ponant ไม่ได้เป็นแบรนด์เรือสำราญ แต่เป็นเรือสำราญกึ่งสำรวจที่หรูหราแบบไม่ตะโกนแต่ใช้โทนเสียงนุ่มๆน่าฟัง เน้นพาเราไปรู้จักกับโลกในเชิงลึกในมุมที่น้อยคนจะได้สัมผัสแบบ All inclusive และแน่นอนครับ Hoparound.co ก็มีส่วนลดพิเศษสำหรับ Cruise ของ Ponant มานำเสนอด้วย ถ้าสนใจก็คลิกตรงนี้เพื่อลงทะเบียนรับส่วนลดได้เลยครับ แทนที่จะเน้นเรือลำใหญ่สำหรับผู้โดยสารนับพันคน Ponant เน้นเรือเล็กคุณภาพสูงที่รองรับผู้โดยสารได้สูงสุดเพียง 264 คนและสามารถพาเราเข้าไปเจาะลึกตามเมืองท่าเล็กๆที่เรือใหญ่เข้าไปไม่ได้ และแทนที่จะเน้นความหรูหราแบบวิบวับมลังเมลือง Ponant เน้นการ Enrich ประสบการณ์เชิงลึกให้เราได้ Fullfill ตัวเองตามความสนใจที่เราเลือก ด้วยเส้นทางเดินเรือที่หลากหลายในทุกทวีปทั่วโลก และในบางเส้นทางก็มีธีมเฉพาะเจาะจง ไม่ว่าจะเป็นธีมประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ สัตว์ป่า อาหาร ดนตรี ศิลปะ โดย Ponant จะประสานงานกับองค์กรที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านเพื่อเชิญ Expert (บางครั้งก็เป็น Celebrity เลยนะ) ของแต่ละวงการมานำเสนอ ให้ความรู้ ทำการแสดง เล่นดนตรี ร้องเพลงหรือทำอาหารให้เราได้ลิ้มลอง และในแต่ละธีมก็อาจจะมีการเจาะลึกลงไปอีก เช่น ถ้าเป็นธีมดนตรีบางเส้นทางก็จะเน้นโอเปร่า หรือกีต้าร์ หรือเปียโน เช่นในเส้นทางของเราซึ่งเป็นการครบรอบ 10th Anniversary Piano Festival at Sea ในบางเส้นทาง Ponant ก็ร่วมกันกับสถาบัน Smithsonian เครือข่ายศูนย์วิจัยและพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งก็จะเชิญภัณฑารักษ์เฉพาะทางมาให้ความรู้เชิงลึกในหลายๆแง่มุมเกี่ยวกับจุดหมายปลายทางที่เราแวะไปตลอดเส้นทาง ฉะนั้นการเดินทางกับ Ponant จึงเหมาะกับคนที่ Well-Traveled ประมาณหนึ่งและชอบการเดินทางกึ่งเรียนรู้ที่อาจจะพ่วงด้วยการผจญภัยพอหอมปากหอมคอ (โดยเฉพาะในเส้นทางอย่างขั้วโลกเหนือ-ใต้ เกาะแก่งไกลโพ้นอย่าง Bora Bora หรือ Seychelles หรือ Faroe Islands) โดยที่ยังมีลูกเรือคอยดูแลอำนวยความสะดวกอย่างดีในบรรยากาศที่อบอุ่นเหมือนบ้านน้อยบนผืนทะเลใหญ่ และก็มีโมเม้นต์ให้อวดความเก๋อยู่เรื่อยๆถ้าต้องการ The Mediterranean: in the footsteps of great civilisations ทริปนี้ของเรายังไม่ได้พาเพื่อนๆไปสุดขอบโลกหรอกครับ แต่เป็นเส้นทางที่สวยงามและสุขสบาย ในชื่อทริปว่า The Mediterranean: in the footsteps of great civilisations กับเรือ L’Austral (ลอสตราล) หนึ่งในเรือทั้งหมด 14 ลำของ Ponant บ้านน้อยลอยน้ำที่จะพาเราตามรอยอารยธรรมแห่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนโดยเริ่มจากเมือง Valletta ประเทศมอลต้า ลัดเลาะผ่าน Sicily และ Puglia ในอิตาลี ต่อไปยังเมืองเล็กเมืองใหญ่ในประเทศกรีซ และตุรกี ก่อนจะสิ้นสุดทริปที่เมือง Antalya เป็นการล่องเรือ 11 วัน 10 เมือง 4 ประเทศ โดยธีมเฉพาะของ Cruise นี้คือ Piano at Sea ครั้งที่ 10 ซึ่งจะมีการเชิญนักเปียโนหลากหลายแนวมาแสดงคอนเสิร์ตบนเรือให้เราได้ชมกันแทบทุกวันเลย Cruise ของ Ponant จะเป็น All-Inclusive นะครับ หมายถึงบริการพื้นฐานทั้งหมดนั้นรวมอยู่ในค่า Cruise เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มใดๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องพัก อาหาร เครื่องดื่ม การเข้าใช้ Facilities ต่างๆบนเรือ รวมถึง Excursions ทริปย่อยๆตามเมืองที่เราแวะระหว่างทางด้วย ซึ่งเค้าจะมีโปรแกรมให้เราเลือก และต้องจองล่วงหน้าก่อนขึ้นเรือนะครับ เราเองก็ไม่ทราบมาก่อนจึงต้องไปจองเอาบนเรือ แต่ก็โชคดีที่เจ้าหน้าที่ใจดีหาที่ให้เราจนได้ เลยให้ทิปเป็นน้ำใจไปนิดหน่อยครับ ส่วน Options พิเศษก็มีให้เราเลือกจ่ายเพิ่มได้อีกหลายอย่าง เช่น ทรีตเม้นต์สปา ซักรีด เครื่องดื่มแอลฯแบบพรีเมี่ยม แท็กซี่ไปสนามบินหลังจบทริป รวมไปถึงบาง Excursions ที่พิเศษกว่าปกติ เช่น พาไปแวะชิมของอร่อยของแต่ละเมือง เป็นต้น แล้วก็ทิปที่ไม่ได้บังคับแล้วแต่น้ำใจของเรา Valletta, Malta Valletta, Malta Valletta เป็นเมืองที่เราอยากมาเที่ยวมานานแล้วแต่ก็ไม่เคยได้มาซักที เพราะรู้สึกเหมือนว่าจะอยู่ไกลและคงเดินทางไปลำบาก พอ Ponant นัดให้มาขึ้นเรือที่นี่ก็ทำให้เรารู้ว่าจริงๆแล้วจาก Milan บินมา Valletta ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง แถมค่าตั๋วก็ไม่แพงอย่างที่คิด เราซื้อ Business Class มาในราคาคนละ 8,xxx บาทเท่านั้นเพราะเรามีสัมภาระเยอะ แต่ถ้าตั๋ว Eco ก็น่าจะอยู่ประมาณ 2,xxx บาท มีขึ้น-ลงแล้วแต่ช่วงเวลา Valletta เป็นเมืองหลวงและเมืองท่าที่สวยมากครับ ดูจากรูปก็คงเห็นอยู่แล้ว แม้ประเทศ Malta จะประกอบไปด้วยเกาะเล็กๆไม่กี่เกาะ แต่มีประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ยาวนานมากครับ อย่างน้อยก็ย้อนไปได้ถึง 7,000 ปีนู่นแน่ะ และยังมีซากวิหารโบราณที่เก่าแก่กว่าพีรามิดที่อียิปต์ซะอีก ตัดมาในช่วงปี 1813 Malta ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ แม้จะได้รับอิสรภาพแล้วแต่ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของเครือจักรภพ (Common Wealth) มาจนปัจจุบัน Malta จึงเป็นหนึ่งใน 2 ประเทศในสหภาพยุโรปที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักร่วมกับภาษาของตัวเอง (Maltese) อีกประเทศก็คือ Ireland และด้วยกฎหมายที่เอื้อให้ต่างชาติทำงานได้ บวกสภาพอากาศสดใสแบบเมดิเตอร์เรเนียน และที่สำคัญที่สุดก็คือค่าครองชีพที่ถูกกว่ายุโรปแผ่นดินใหญ่ Malta จึงกลายเป็นแม่เหล็กทรงพลังดึงดูดแรงงานจากทั่วโลกให้มาอยู่ที่นี่ (ร้านอาหารไทยหาง่ายกว่าที่มิลานอีก) และเท่าที่เราได้ลองชวนคนแปลกหน้าคุย เราเจอคน Malta แท้ๆแค่ 2-3 คนเอง เสียดายที่เรามีเวลาใน Malta เพียง 2 คืน จึงยังไม่ทันได้ไปอีกหลายที่ แต่เท่าที่ไปมาก็คุ้มค่ามากๆแล้วครับ สำหรับบทความนี้แค่เพียงจะเล่าให้ฟังว่าเรามาขึ้นเรือที่นี่ ก็เลยเอารูปสวยๆมาให้เพื่อนๆได้พอเห็นภาพคร่าวๆก่อน ส่วนโพสต์พาเที่ยว Valletta แบบละเอียดกว่านี้ เดี๋ยวเอาไว้แยกทำเพิ่มในอนาคตละกันนะครับ เมื่อเรามาถึง Valletta Cruise Port Terminal ตอน 16:00 น. ตามเวลาที่ Ponant นัดพอดี ก่อนขึ้นเรือเราต้องไปยังจุดฝากกระเป๋าเดินทาง (เฉพาะใบใหญ่นะครับ ส่วนแครี่ออนใดๆก็ให้เรานำติดตัวไปเองได้เลย) จากนั้นก็จะมีการจัดของว่างและเครื่องดื่มไว้ต้อนรับก่อนขึ้นเรือ ลูกเรือชาวฟิลิปปินส์ทักทายเราด้วยรอยยิ้มและแววตาที่บ่งบอกถึงความดีใจเป็นพิเศษ สงสัยนานๆทีจะได้เห็นผู้โดยสารรูปร่างหน้าตาทรงเดียวกัน ฮ่าๆๆๆ เราเองก็รู้สึกอุ่นใจมากขึ้นเช่นกัน จากนั้นเราก็เดินตามป้ายไปขึ้นเรือกันครับ L’Austral Boarding our ship, L’Austral เรือของเรามีชื่อว่า L’Austral (อ่านว่า ลอสตราล) ครับ ลูกเรือแต่งตัวเต็มยศเรียงแถวกันตั้งแต่ตีนบันไดขึ้นเรือบนแผ่นดิน และบนเรือก็มีลูกเรืออีกเซ็ตที่เรียงแถวกันต้อนรับเราด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ยิ่งลูกเรือชาวฝรั่งเศสนั้นดูสวยหล่อกันทุกคน ทำให้เรารู้สึกเป็นดังแขกคนสำคัญ เอาจริงๆแรกๆก็รู้สึกเกร็งอยู่เหมือนกันนะครับ แต่พอเวลาผ่านไปเราก็ได้พูดคุยและเริ่มคุ้นเคยกับลูกเรือทั้งชาวเอเชียและชาวฝรั่งเศส ก็รู้สึกเลยว่าทุกคนน่ารักเป็นกันเองกันมากๆ ทำให้ตลอดการเดินทางที่เหลือรู้สึกว่า L’Austral อบอุ่นเหมือนบ้านเลยครับ พอขึ้นเรือมาแล้ว เราต้องผ่านขั้นตอนการลงทะเบียนต่างๆเพื่อเช็คอินเข้าห้องพัก (บนเรือจะเรียกว่า Cabin หรือ Stateroom) กรอกแบบฟอร์มเกี่ยวกับสุขภาพ และฝากพาสปอร์ตไว้กับทางเรือเพื่อให้เค้าเป็นธุระทำเรื่องเข้าออกประเทศต่างๆให้เรา โดยเราจะได้การ์ดของ Ponant มาแทน ซึ่งการ์ดนี้สำคัญมากๆนะครับ ต้องรักษาไว้ดีๆเลย เพราะนอกจากจะใช้เป็นคีย์การ์ดเปิดเข้า Cabin ของเราแล้ว ยังต้องนำมาสแกนทุกครั้งตอนขึ้นและลงเรือเพื่อแวะเที่ยวเมืองระหว่างทาง หลังจากเช็คอินและ Unpack กระเป๋าออกมาตั้งรกรากชั่วคราวใน Cabin ของเราได้พักใหญ่แล้ว ก็มีเสียงประกาศจากกัปตันเชิญให้ทุกคนไปที่ห้อง Theatre บนชั้น 4 ของเรือ เพื่อทำการปฐมนิเทศน์ กล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ รวมถึงต้องให้ทุกคนซ้อมหนีภัยใส่ชูชีพ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่กฎหมายบังคับให้ผู้โดยสารทุกคนต้องเข้าร่วมจึงจะออกเรือได้ หลังจากขั้นตอนนี้แล้วก็ไม่มีการบังคับใดๆอีก แต่ก็จะมีประกาศให้ทราบถึงกิจกรรมบนเรือซึ่งจะสลับสับเปลี่ยนไปทุกวัน และบนเรือก็มีอะไรให้เราเข้าร่วมเยอะมากจนบางทีเราก็ไม่ไหว ขอข้ามไปบ้าง ตอนแรกคิดว่ามาอยู่บนเรือ 10 วันแล้วจะเบื่อหรือเปล่า แต่เรื่องจริงมันตรงข้ามกันเลยครับ เราเองกลับต้องเป็นฝ่ายขอพักอยู่เฉยๆบ้าง ฮ่าๆๆๆ Ship Tour: L’Austral L’Austral เป็นเรือกลุ่ม The Sisterships ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้น 4 ลำในฟลีททั้งหมดของ Ponant เรือของเรามีห้องพัก 132 ห้อง เมื่อเทียบกับเรือสำราญทั่วไปที่มีเป็นพันห้องจึงมีขนาดค่อนข้างเล็กแต่ก็มีประสิทธิภาพสูงสามารถล่องไปขั้วโลกได้สบายๆ ข้อดีมากๆของเรือเล็กคือสามารถเข้าเมืองท่าเล็กๆที่เรือใหญ่เข้าไม่ได้ เราก็เลยได้แวะเที่ยวแบบเจาะลึกกว่าใคร การตกแต่งบนเรือนั้นใช้วัสดุอย่างดี เน้นโทนสีสบายตาเรียบหรูไม่สวิงสวายเว่อร์วัง มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันพอเหมาะพอดีกับความต้องการใช้งานในโอกาสต่างๆ เรือของเรามีทั้งหมด 7 ชั้น ห้องพักของเราอยู่ชั้น 5 และเราโชคดีมากๆที่ทาง Ponant อัพเกรดให้เป็นห้อง Suite คือเปิดเป็น Connecting Room โดยปรับให้ห้องอีกฝั่งเป็นห้องนั่งเล่น ส่วนระเบียงก็เปิดทะลุกัน มีห้องน้ำ มินิบาร์ และตู้เสื้อผ้าให้เหมือนกันทั้ง 2 ฝั่ง เราจึงแบ่งกันใช้คนละฝั่งแบบสบายๆเลยครับ ในห้องแม่บ้านได้เตรียมขวดน้ำรักษาอุณหภูมิติดแบรนด์ Ponant ไว้ให้เราไว้เติมน้ำก่อนออกไป Excursions ด้วยนะครับ และเราสามารถเอากลับบ้านไปด้วยได้เลยตอนเช็คเอ้าท์ ส่วน Amenities ในห้องใช้ของ Diptyque กลิ่น Philosykos หรือกลิ่นลูกฟี้กหนึ่งในกลิ่นคลาสสิคตลอดกาลของแบรนด์ สภาพโดยรวมของห้องพักก็คือสวยงามสะดวกสบายฟีลเดียวกันกับห้องในโรงแรม 5 ดาว เพียงแต่ขนาดอาจจะเล็กกระทัดรัดกว่า สิ่งหนึ่งที่อาจจะต่างจากการนอนโรงแรมทั่วไปก็คือที่หน้าห้องจะมี Mail Box หรือที่รับเอกสารและจดหมายต่างๆ สิ่งนี้สำคัญมากนะครับ เพราะทุกวันเจ้าหน้าที่จะนำโปรแกรมสำหรับวันถัดไปมาเสียบเอาไว้ให้ ซึ่งในนั้นจะบอกข้อมูลทุกอย่างแบบละเอียดมากๆ ตั้งแต่เวลาเปิด-ปิดของห้องอาหารที่อาจจะมีการขยับไม่ตรงกันในแต่ละวัน ตารางกิจกรรมพิเศษหรือคอนเสิร์ตในวันนั้น ถ้าเราจองอะไรพิเศษไว้ เช่น Excursion ก็จะมีตั๋วที่ระบุว่าเราอยู่กรุ๊ปไหน นัดเจอกันที่เวลากี่โมงแนบมาให้ด้วย (เค้าจะแบ่งเป็นกรุ๊ปๆละ 10-15 คน) รวมไปถึงสภาพอากาศของเมืองที่เราจะแวะไปในวันนั้น พร้อมคำแนะนำว่าเราควรแต่งตัวประมาณไหนและควรเตรียมอะไรติดตัวไปด้วย และในบางครั้งเราก็อาจจะได้รับจดหมายจากเพื่อนร่วมทางที่พักอยู่ห้องอื่นๆส่งมาแสดงมิตรไมตรีกับเราด้วย ไปทัวร์เรือกันดีกว่าครับ แต่เราขอไม่เรียงตามชั้นละกัน แต่จะเรียงไปตามฟังก์ชั่นการใช้งานแทน ชั้นหลักของเรือที่เราต้องมาทุกวันเพราะใช้ในการขึ้น-ลงเรือ และติดต่อสอบถามเรื่องต่างๆคือชั้น 3 ครับ ชั้นนี้เป็นที่ตั้งของ Reception, Excursion Desk สำหรับสอบถามจัดการเรื่องทริปย่อยในแต่ละเมือง, Boutique ร้านขายของที่ระลึกและสินค้าคัดสรรจาก Ponant และสุดท้ายก็คือ Main Lounge เป็นที่ Hangout หลักของเรือ และเป็นจุดนัดพบสำหรับทุกๆ Excursion Main Lounge เปิดให้บริการตั้งแต่เช้าถึงดึกตามแต่กิจกรรมของวันนั้นๆ ในทุกๆเอ้าท์เล็ตของเรือเราสามารถสั่งเครื่องดื่มได้ไม่อั้น เพราะรวมอยู่ในค่า Cruise แล้ว บางช่วงเวลาจะมีนักดนตรีประจำเรือมาบรรเลงขับกล่อมให้เราเพลิดเพลินยิ่งขึ้น ช่วงบ่ายของทุกวันจะมีการเสิร์ฟอาหารว่างและของหวานเพิ่มเติมด้วย พอตกกลางคืนก็จะมีกิจกรรมที่สลับสับเปลี่ยนไปแต่ละวัน เช่น Karaoke Night, เล่นเกม Quiz ทายปัญหา หรือสอนเต้นสไตล์ต่างๆ อีก Lounge นึงจะอยู่ชั้น 6 ฝั่งหัวเรือครับ เป็น Observatory Lounge ที่เห็นวิวได้แบบ Panorama แถมยังมีมุมหนังสือดีๆสวยๆเพียบเลยให้เราเลือกหยิบมาดูได้ตามสบาย และแน่นอนครับสั่งเครื่องดื่มได้แบบอันลิมิเต็ดเช่นเคย บางวันโชคดีเราก็จะได้ดูนักเปียโนที่ได้รับเชิญมาเล่นคอนเสิร์ตบนเรือมาซ้อมอยู่ในห้องนี้ด้วย เรียกได้ว่าเหมือนได้ดูคอนเสิร์ตส่วนตัวแบบระยะประชิดเลยครับ ส่วนถ้าใครยังดูวิวจากใน Lounge ไม่จุใจก็ยังมีระเบียงให้ออกไปดูด้านนอกแบบไม่มีอะไรมากั้นได้อีกด้วย ถ้าเบื่อ Lounge ทั้ง 2 จุดแล้ว บนดาดฟ้าชั้น 7 ฝั่งท้ายเรือก็จะมีจุดให้นั่งดริ้งค์ได้อีก 1 จุด เป็น Open Air Bar ที่เดินขึ้นบันไดมาจากสระว่ายน้ำชั้นได้เลย 6 มาจิบเครื่องดื่มหลังอาหารรับลมก็ชิลมากๆครับ ส่วนฝั่งหัวเรือบนดาดฟ้าชั้น 7 ส่วนใหญ่เค้าจะปิดไว้เพื่อความปลอดภัยนะครับ จะเปิดก็ช่วงโอกาสพิเศษที่เรือจะแล่นช้าๆให้ดูวิว เช่น ในทริปนี้จะเป็นช่วงที่เราล่องผ่านคลอง Corinth ที่เชื่อมระหว่างทะเล Ionian กับ Agean ในประเทศกรีซซึ่งพิเศษมากๆครับ เดี๋ยวไว้ไปเล่าในช่วงวันที่เราล่องผ่านคลองอีกที Le Rodrigues ไปดูห้องอาหารกันบ้างดีกว่า บนเรือจะมีห้องอาหาร 2 ห้องโดยแต่ละห้องจะมีเวลาเปิด-ปิดไม่เหมือนกันในแต่ละวันครับ อาจจะช้า-เร็วต่างกันประมาณ 30 นาที เพราะต้องปรับตามทริป Excursions ในแต่ละวันที่เริ่มไม่ตรงกัน ห้องอาหารแรกเป็น Grill Restaurant ชื่อว่า Le Rodrigues อยู่ชั้น 6 ฝั่งท้ายเรือ เน้นให้เราบริการตัวเองแบบบุฟเฟต์ บรรยากาศสบายๆเป็นกันเอง คนส่วนใหญ่ก็จะมารับประทานอาหารที่ห้องนี้เป็นหลัก เพราะมีที่นั่งทั้งในห้องแอร์ และด้านนอกริมสระว่ายน้ำซึ่งบรรยากาศดีเชียว กินเสร็จก็ถอดเสื้อแผ่พุงนอนอาบแดดต่อได้เลย Le Coromandel อีกห้องอาหารจะเป็น Gastronomic Restaurant ชื่อว่า Le Coromandel อยู่ชั้น 2 ห้องอาหารนี้จะเป็น Full Service แบบฝรั่งเศส บรรยากาศสวยงามเป็นทางการ มีการจัดโต๊ะปูผ้าเต็มรูปแบบ มี Sommelier แนะนำไวน์ และต้องแต่งตัวสุภาพในการเข้าใช้บริการ ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณภาพอาหารของทั้ง 2 ห้องนั้นพอๆกันนะครับ อาจจะมีบางเมนูที่ต่างกันบ้างและการนำเสนอคนละอารมณ์ เราเลือกเข้าใช้บริการได้ตามสะดวกเลย ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ถ้านัดกันมาเป็นกรุ๊ปใหญ่ สำหรับห้อง Le Coromandel อาจต้องจองล่วงหน้าสักหน่อย ส่วนใครที่มาไม่ทันเวลาเปิดปิดของทั้ง 2 ห้องอาหาร ไม่ต้องกังวลนะครับ เพราะบนเรือ L’Austral มีบริการ Room Service ตลอด 24 ชั่วโมง และรวมอยู่ในค่า Cruise ทั้งหมดแล้ว โทรสั่งจากที่ห้องได้เลย ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่จะให้ทิปด้วยมั้ยก็ตามสะดวกครับ ส่วนเรารวบเก็บไว้ให้วันสุดท้ายแบบรวมทีเดียวเลย เกริ่นไปก่อนหน้าแล้วว่าชั้น 4 เป็นที่ตั้งของ Theatre ที่ใช้เรียกประชุมใหญ่ แต่หลังจากการปฐมนิเทศน์ในวันแรก ห้องนี้ก็จะถูกใช้ในการรับชมการแสดงต่างๆ รวมถึงคอนเสิร์ตเปียโนซึ่งเป็นธีมหลักของทริปนี้ด้วย และในบางครั้งก็จะใช้เป็นห้องบรรยายเล็คเชอร์ให้ความรู้ต่างๆอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ขนาดกระทัดรัด ตกแต่งสวยงาม และระบบเสียงและไฟคุณภาพดีครับ ขยับขึ้นมาชั้น 5 กันต่อ นอกจากจะเป็นชั้นของ Cabin ของเราแล้ว ชั้น 5 ยังเป็นชั้นที่มี Facilities ที่หลากหลายมาก ฝั่งหัวเรือจะเป็นห้องบังคับเรือ หรือที่เรียกว่า Bridge ซึ่งถ้าเค้าแขวนป้ายสีเขียวไว้ เราสามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ด้วยนะครับ บางวันเค้าก็มีกิจกรรมสอนให้เราใช้อุปกรณ์บางชิ้นด้วย อย่าง Sextant ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการบอกพิกัดเรือของเราเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางท้องทะเลอันเวิ้งว้างโดยใช้พระอาทิตย์เป็นหมุดในการบอกทิศทาง ส่วนฝั่งท้ายเรือของชั้น 5 นั้นก็จะมีทั้ง Spa ที่แม้จะต้องจ่ายเงินเพิ่มแต่ก็เต็มแทบจะตลอดเลย หรือจะเป็น Photo Desk ซึ่ง Ponant จะมีตากล้องประจำ Cruise สำหรับทั้งภาพนิ่งและวิดิโอคอยเก็บภาพสวยๆให้เราด้วย และเราก็สามารถซื้อกลับบ้านได้ด้วยเช่นกัน ถัดเข้าไปด้านในก็จะเป็น Gym ขนาดเล็กแต่คุณภาพเยี่ยมทั้งตัวเครื่องและวิวทะเลด้านนอก ที่ติดกันก็จะเป็น Hammam หรือห้องอบไอน้ำ ซึ่งทั้ง 2 ส่วนหลังนี้ใช้บริการได้ฟรีครับ พาชมเรือทั่วทั้งลำแล้ว วันนี้ขอตัวไปนอนก่อนนะครับ พรุ่งนี้เช้าเรามีนัดไป Excursion ที่ Stop แรกของทริปซึ่งก็คือเมือง Syracuse บนเกาะ Sicily ครับผม Syracuse, Sicily, Italy Syracuse, Sicily, Italy Mediterranean แปลว่า ทะเลที่อยู่ท่ามกลางแผ่นดิน ซึ่งก็ตรงกับลักษณะทางกายภาพที่ผืนน้ำสีฟ้าเข้มของทะเลแห่งนี้นั้นถูกล้อมรอบไปด้วยแผ่นดิน 3 ทวีป คือยุโรปตอนใต้ เอเชียฝั่งตะวันออกกลาง และแอฟริกาตอนเหนือ จึงทำให้ทะเล Mediterranean เป็นจุดหลอมรวมอารยธรรมที่หลากหลายและข้ามผ่านกาลเวลามาหลายยุคสมัย และถ้าดูจากแผนที่ก็จะเห็นว่าใจกลางของทะเลแห่งนี้ ก็คือเกาะ Sicily ประเทศอิตาลีในปัจจุบันนั่นเอง ดังนั้น Sicily จึงมีความเข้มข้นและหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นพิเศษ Syracuse (อ่านว่า “ซีราคิวส”) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเกาะ Sicily ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรีซ เมื่อเกือบ 2,800 ปีก่อนในยุคที่อารยธรรมกรีกโบราณกำลังรุ่งเรือง Syracuse เองก็ได้รับอิทธิพลจากกรีกโบราณมาเต็มๆ กลายเป็นนครรัฐกรีกโบราณที่ยิ่งใหญ่ติดอันดับท็อปๆในน่านน้ำ Mediterranean รุ่งเรืองน้องๆ Athens เลยก็ว่าได้ หาก Athens มีสุดยอดนักปราชญ์อย่างอริสโตเติ้ล Syracuse ก็มีอาร์คีเมดีส บิดาแห่งคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ร้องว่า Eureka! ขณะแช่ตัวในอ่างน้ำ เพราะเขาได้ค้นพบวิธีหาความถ่วงจำเพาะด้วยการแทนที่วัตถุลงไปในน้ำ ในเวลานับพันปีต่อมาเมื่อจักรวรรดิโรมันยิ่งใหญ่ขึ้นมาแทนกรีกโบราณ Syracuse เองก็ถูกครอบงำโดยอารยธรรมโรมัน เช่นเดียวกับพื้นที่ส่วนใหญ่รอบๆทะเลเมดิเตอร์เรเนียน Excursion ของเราในวันนี้ Ponant พาเรามาที่อุทยานประวัติศาสตร์ Neapolis Archaeological Site เพื่อทำความรู้จักกับความเป็นมาที่เก่าแก่ของเมือง และที่นี่เราก็จะได้เห็นทั้ง Greek Theatre และ Roman Theatre แบบเดินถึงกันได้เลย ไกด์บอกว่าความแตกต่างใหญ่ๆของ Theatre ทั้ง 2 แบบก็คือ แบบกรีกจะเป็นการขุดเจาะลงไปในเนินหินเพื่อให้มีเสียงก้องเพราะเน้นใช้ในการแสดงละครและดนตรี และจะมีระบบการจัดการน้ำบนความชันของเนินหิน เพื่อประโยชน์ทั้งในการช่วยซับเสียงในโรงละครที่อาจก้องเกินไป รวมไปถึงการควบคุมน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตรด้วย ส่วนของโรมันจะเป็นการสร้างขึ้นจากพื้น เพราะไม่เน้นระบบเสียง แต่จะเน้นให้คนเห็นการต่อสู้กับสัตว์ดุร้ายต่างๆได้ชัดเจน ข้อแตกต่างอีกอย่างก็คือแบบกรีกจะมีระบบตั๋ว แต่ของโรมันจะเป็นระบบแย่งกันเข้าไปจองที่นั่ง ทำให้ไกด์ของเราผู้ซึ่งโปรกรีกมากกว่า ถึงกับแซวแรงๆว่าคนกรีกเน้นใช้สมอง คนโรมันเน้นใช้ร่างกาย ฮ่าๆๆๆ นอกจากโรงละครทั้ง 2 แบบแล้ว ที่นี่ยังมีอุทยานเหมืองหินแห่งสรวงสวรรค์ (Latomie del Paradiso) ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่คุมขังนักโทษและให้ทำงานสกัดหินเพื่อเอาไปใช้งานก่อสร้าง ปัจจุบันตัวเหมืองได้กลายสภาพมาเป็นสวนร่มรื่นงดงาม เต็มไปด้วยต้นมะกอก ต้นเลม่อน ต้นส้ม และอื่นๆอีกมากมาย ในช่วงที่เรามานั้นเป็นจังหวะที่ดอกไม้ต่างๆกำลังเบ่งบานพอดีจึงสวยงามเดินเพลินมากๆครับ และหาก Syracuse คือมงกุฎ เพชรยอดมงกุฎก็คงจะเป็นเกาะ Ortygia (ออร์ตีเจีย) เขตเมืองเก่าอันรุ่งโรจน์ของ Syracuse ซึ่งวันนี้เราก็จะได้พาเพื่อนๆไปเดินเล่นกันด้วยครับ สภาพบ้านเมืองบนเกาะ Ortygia นั้นทั้งน่ารักแบบชาวบ้านๆและมีมนต์ขลังในความเก่าแก่คละเคล้ากัน เดินมาไม่ทันไรเราก็มาเจอกับซากวิหาร Apollo กลางเมืองที่อายุเกือบ 2,700 ปี แต่พอเดินมาอีกนิดก็จะเจอร้านค้าสมัยใหม่เรียงรายกันอยู่บนถนน Corso Giacomo Metteotti จนมาถึงน้ำพุ Fontana di Diana ที่โดดเด่นอยู่กลางเมือง ปลายทางของเราก็คือโบสถ์ใหญ่ที่สวยตราตรึงใจของเมืองอย่าง Syracuse Cathedral (ชื่อเต็มภาษาอิตาเลียนแอบยาวและอ่านยากเลยขอเรียกสั้นๆเป็นภาษาอังกฤษแบบนี้ก็แล้วกันนะครับ) ซึ่งเป็นโบสถ์ที่เป็นหลักฐานถึงความหลากหลายของศิลปะแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี แต่เดิมเมื่อประมาณ 2,500 กว่าปีที่แล้วในยุคกรีกโบราณนั้น ที่นี่เคยเป็นวิหารสำหรับเทพ Athena มาก่อน จนในช่วงศตวรรษที่ 7 (ซึ่งก็ 1,200 กว่าปีมาแล้ว) จึงมีการสร้างโบสถ์คริสต์คาทอลิกทับลงไป โดยภายในเราจะยังสามารถเห็นเสาวิหารแบบกรีกโบราณฝังอยู่ในกำแพงได้อยู่เลยครับ จากนั้นก็มีการซ่อมแซมและต่อเติมองค์ประกอบต่างๆเรื่อยมาอีกหลายยุคสมัย แต่สภาพปัจจุบันคือวิจิตรมากๆครับ หลังจากชมโบสถ์แล้วไกด์ก็ให้เวลาเราเดินเล่นเองอีกนิดหน่อย แล้วก็ต้องรีบกลับขึ้นเรือเพื่อไปยังเมืองถัดไป เราจึงใช้เวลานี้ซื้อของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆ และลองชิมขนม Cannoli ของอร่อยชื่อดังของ Sicily จริงๆอยากจะมีเวลาเดินเล่นต่ออีกซัก 2-3 ชั่วโมง ขอเล่านิดนึงว่าตอนกลับขึ้นมากินมื้อเที่ยงบนเรือ ทาง Ponant เสิร์ฟชีส Burrata สดๆที่เชฟไปหาซื้อมาจากในเมือง Syracuse ช่วงที่เราไปเที่ยว อร่อยมากๆครับ เป็นอีกหนึ่งความใส่ใจเล็กๆน้อยๆที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรือ L’Austral อบอุ่นเหมือนอยู่บ้านซึ่งแตกต่างจาก Cruise ใหญ่ๆครับ Welcome Gala Welcome Gala วันนี้เป็นเย็นวันแรกของการเดินเรือ Ponant ดังนั้นทาง Ponant จึงจัดงาน Gala เพื่อต้อนรับแขกอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีทั้งส่วนที่เป็นงาน Cocktail กลางแจ้งริมสระบนชั้น 6 และดินเนอร์แบบเป็นทางการที่ห้องอาหาร Le Coromandel แต่เค้าก็ไม่ได้บังคับให้เข้าร่วมนะครับ แล้วแต่เราสะดวกเลย ถือว่าเป็นการเพิ่มสีสันให้กับการเดินทาง แต่ใครที่ชอบแต่งตัวถ่ายรูปนี่ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ภาพสวยๆกลับบ้านด้วยครับ Gallipoli Gallipoli และ Lecce, Puglia, Italy เมืองที่ 2 ที่เรามาแวะเที่ยวบนเส้นทางเดินเรือของเราก็คือ Gallipoli ซึ่งได้ชื่อมาจากภาษากรีก kalé pólis แปลว่าเมืองที่สวยงาม และแม้จะเป็นเมืองเล็กๆแต่เมือง Gallipoli ก็สวยงามสมชื่อจริงๆ เดี๋ยวไว้ช่วงบ่ายเราจะได้กลับมาเดินเล่นที่นี่กัน เพราะช่วงเช้าเราจอง Excursion ไปยังเมือง Lecce (เลชเช่) เอาไว้ ซึ่ง Lecce นั้นเป็นเมืองที่โดดเด่นเรื่องสถาปัตยกรรมแบบ Baroque มากจนได้ฉายาว่า Florence of the South เลยทีเดียว เมือง Lecce เริ่มก่อตั้งขึ้นในสมัยโรมันเมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน และค่อยๆมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงปลายๆยุค Renaissance ในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงที่ศาสนาคริสต์คาทอลิกกำลังถูกท้าทายอำนาจจากการเกิดขึ้นของนิกายโปรเตสแตนท์ จึงต้องเร่งทำ PR แสดงบารมีผ่านสถาปัตยกรรมของโบสถ์ที่ตกแต่งประดับประดาอย่างวิจิตรอลังการ ซึ่งก็คือจุดเริ่มต้นของศิลปะยุค Baroque ในเวลาต่อมาที่เน้นความรุ่มรวยล้นเหลือเต็มไปด้วยรายละเอียดพรึ่บพรั่บ ประกอบกับที่เมือง Lecce มีแหล่งหินลักษณะพิเศษที่เอื้อต่อการแกะสลักลวดลายละเอียดลงไปได้ง่าย จึงกลายเป็นแหล่งรวมศิลปินสไตล์ Baroque ผู้ได้ทิ้งผลงานไว้มากมายในตัวเมือง ไกด์ท้องถิ่นของ Ponant พาเราเดินเข้าเมือง Lecce ผ่าน Porta Napoli ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ประตูเข้าเขตเมืองเก่า แค่ประตูเข้าเราก็ว่าสวยแล้วครับ แต่พอเดินเข้ามาเราก็เริ่มเห็นงานแกะสลักตาม Façade และระเบียงบ้านของผู้คน แต่นั่นก็เป็นแค่น้ำจิ้มไม่กี่หยด เพราะเมื่อเราเดินมาถึง Basilica Di Santa Croce (Basilica of the Holy Cross) ก็ถึงกับต้องอ้าปากค้างเพราะหน้าอาคารเต็มไปด้วยงานแกะสลักที่ละเอียดละออราวกับมีใครเอาผ้าลูกไม้มาห่อโบสถ์เอาไว้ แทบไม่มีที่ว่างให้พักสายตาเลยครับ ส่วนด้านในนั้นก็มีงานปั้นแกะสลัก และปิดทองละเอียดสวยงามไม่แพ้กัน แต่ก็ยังมีผนังเรียบให้ได้พักสายตาบ้าง จริงๆที่ Lecce นั้นมีโบราณสถานสวยๆให้แวะชมอีกเยอะทั้งโบสถ์และโรงละครโรมันอีกหลายแห่ง แต่หลังจากที่เดินไปกับกรุ๊ป Excursion ต่ออีกสักพัก เราก็ขอแยกตัวออกมาเดินเล่นเอง เพราะระหว่างทางเราเห็นร้านน่ารักๆเยอะมากๆไม่ว่าจะเป็นร้านขายของฝาก คาเฟ่หรือร้านรวมแบรนด์ต่างๆทั้งสมัยเก่าและใหม่ เราประทับใจมากที่เจอแบรนด์เสื้อผ้าโลคอลสไตล์ Old Money แบบอิตาลี (แนวๆ Loro Piana) ที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นในเมืองเล็กๆอย่าง Lecce ด้วย แสดงว่าเมืองนี้นั้นมีความรุ่มรวยวัฒนธรรมจริงๆ และอยู่ๆเราก็นึกขึ้นได้ว่า ก่อนหน้านี้เราหาข้อมูลพบว่าที่ Lecce มีเมนูกาแฟเย็นพิเศษเป็นของตัวเอง ชื่อว่า Leccese (เลเชชเซ่) ซึ่งใช้ช็อตเอสเปรสโซ่เทลงบนน้ำแข็งและปรุงรสด้วยน้ำเชื่อมกลิ่นแอลมอนด์ที่แต่ละร้านมักจะทำกันขึ้นมาเอง เราก็เลยถือโอกาสหาร้านกาแฟซื้อมาลองกันซักหน่อย หอมอร่อยดีครับ แต่อาจจะหวานเข้มข้นไปนิดสำหรับลิ้นของเรา เผลอแป๊บเดียวก็ถึงเวลานัดขึ้นรถกลับไปที่ Gallipoli แล้ว เดี๋ยวเราไปเดินเล่นที่ Gallipoli กันต่อนะครับ ตอนที่เราได้ยินชื่อ Gallipoli ครั้งแรกก็รู้สึกว่าเป็นชื่อที่น่ารักมาก แต่ก็แอบคุ้นๆเพราะเหมือนจะเป็นเมืองที่มีโศกนาฏกรรมจากการยกพลขึ้นบกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่พอไปหาข้อมูลก็พบว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่ประเทศตุรกีแต่เมืองดันมีชื่อเดียวกัน ส่วน Gallipoli ที่เราอยู่นี้เป็นเมืองเล็กๆที่สวยและน่ารักน่าเดินมากครับ เราตัดสินใจไม่ทานมื้อเที่ยงบนเรือ และมาหาร้านในเมืองแทนจะได้สัมผัสความโลคอลได้มากขึ้นอีกหน่อย และเราก็ตัดสินใจถูกมากๆ เราเดินมาเจอร้านน่ารักวิวทะเลชื่อ Café Del Mar (แต่ทำไมใน Google Maps เขียนว่า Caffe Del Mollo หว่า) ก็เลยตัดสินใจลง Lunch ที่นี่ก็แล้วกัน แล้วก็ไม่ผิดหวังครับ อาหารทะเลที่นี่ง่ายๆแต่อร่อย เราสั่ง Linguine ซีฟู้ด กับอีกจานโลคอลที่พนักงานแนะนำให้ลองก็คือ Pesce Spada Alla Gallipolina ซึ่งเป็นปลากระโทงดาบ (Swordfish) คือปลาที่ปากแหลมๆยาวๆ เค้าแล่เอาแต่เนื้อมาคลุกแป้งบางๆแล้วทอดสไตล์ Gallipoli ตอนกินก็บีบเลม่อนซักนิด อร่อยมากครับเพราะปลาสดมาก ติดกับร้านอาหารก็เป็นหาด Spiaggia della Purità ที่โค้งสวยงามมาก เสียดายบ่ายนี้ฟ้าเริ่มหม่นฝนเริ่มตั้งเค้า แต่ก็ยังมีคนมานอนอาบแดดเล่นน้ำกันอยู่บ้าง เราเดินเล่นในเขตเมืองเก่าที่โคตรน่ารัก (อีกแล้ว) เราเลือกซื้อของฝากชิ้นเล็กๆติดไม้ติดมือกลับมาบ้าน แวะร้านน้ำหอมชื่อ Salentum I Profumi เพราะร้านตั้งอยู่ในตึกเก่าที่ข้างในสวยมากๆจนต้องขอเข้าไปดู จากนั้นเราก็ไปร้านของหวานชื่อ Martinucci นั่งพักกินขนมและเจลาโตอร่อยๆตามที่พนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารแนะนำมาอีกที ฝนเริ่มโปรยปรายแต่เราก็ยังสู้เดินต่อไปเขตเมืองใหม่ที่อยู่ไม่ไกลกัน (ก็ไม่ได้มาบ่อยๆนี่เนอะ) เจอเสื้อผ้าแบรนด์อิตาลีสวยๆลดราคา 50% แน่ะ เลยช็อปปิ้งอีกนิดหน่อย แล้วก็เดินกลับเรือ ซึ่งก็เป็นช่วงที่ชาวประมงกลับมาถึงท่าพอดีและกำลังเอาของที่หามาได้มาวางขาย และมีคนมามุงซื้อแบบตลาดปลาบ้านเรา เป็นภาพที่น่ารักมากๆครับ อยากซื้อเอาไปให้เชฟบนเรือช่วยทำอาหารให้มากเลย แต่เค้าน่าจะมีของอื่นๆเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว แหะๆ Corfu, Greece เราเริ่มเดินทางเข้าสู่น่านน้ำของประเทศกรีซแล้วครับ และเมืองที่เราจะแวะต่อไปนี้ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เราตั้งตาคอยสุดๆ เพราะนานมาแล้ว (น่าจะเกิน 10 ปีได้) ที่เราได้อ่านบทความและเห็นรูปสวยๆของเกาะ Corfu (คอร์ฟู) จากนิตยสารท่องเที่ยวต่างประเทศ และเมื่อพยายามค้นวิธีเดินทางมาที่นี่ก็พบว่าแอบมีความซับซ้อนยุ่งยากพอสมควร เลยเก็บ Corfu เอาไว้ใน Bucket List จนแทบลืมไปแล้ว พอรู้ว่าทริปนี้เราจะได้มาแวะที่นี่แบบชิลๆก็เลยตื่นเต้นมากๆครับ และ Corfu ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย ขอบคุณอากาศที่ต้อนรับเราอย่างดีเหลือเกิน แดดออก ลมเย็นกำลังดี และท้องฟ้าก็สีฟ้าแบบฟ้าาาาาาาาาาา… สระอาล้านตัว แข่งกันกับสีฟ้าใสไล่หลายเฉดของน้ำทะเลรอบเกาะ ส่วนบนแผ่นดิน Corfu ก็ถือเป็นเกาะที่เขียวชอุ่มที่สุดใน Greece เต็มไปด้วยต้นมะกอกเก่าแก่กว่า 4 ล้านต้น หลายต้นก็อายุเกิน 1,000 ปี ไกด์เล่าให้ฟังว่าในช่วงศตวรรษที่ 15 จักรวรรดิ Venice ได้แผ่อิทธิพลเข้ามายัง Corfu และอยู่ปกครองกว่า 400 ปี และก่อนที่ Venice จะเสื่อมอำนาจลง จักรวรรดิ Ottoman ก็ได้เข้ามาบุกตีและยึดเอาดินแดนที่ใช้ในการปลูกต้นมะกอกไปจาก Venice เป็นจำนวนมาก ยกเว้นที่ Corfu ซึ่งมีป้อมปราการที่แข็งแกร่งมาก (ปัจจุบันก็ยังมีอยู่ให้เห็นในตัวเมือง Corfu Town) Venice จึงหลอกให้คน Corfu ปลูกต้นมะกอกโดยบอกว่าจะให้เงินตอบแทน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำตามสัญญา Excursion ของเราในวันนี้นั้น เราจะไปแวะชมสำนักสงฆ์ Paleokastritsa ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาสูง จึงเป็นจุดชมวิวที่สวยมากๆของ Corfu ส่วนตัวสำนักสงฆ์เองนั้นก็มีความเก่าแก่ถึง 800 ปี สร้างขึ้นเพื่อบูชาพระแม่มารีตามความเชื่อของศาสนาคริสต์นิกายกรีก ออร์ธอด็อกซ์ และก็เหมือนทุกอย่างเป็นใจต้อนรับเราครับ ต้น Spanish Jasmine มะลิพันธุ์เลื้อยที่ปลูกอยู่ข้างโบสถ์ก็กำลังออกดอกสะพรั่งพรึ่บพรั่บล้นจอเหมือนกับภาพฝันเลย หรือว่าเรากำลังฝันไปจริงๆนะ ลงจากสำนักสงฆ์แล้วเราก็จะไปนั่งเรือเล่นชมทะเลและถ้ำต่างๆรอบๆอ่าว Agios Spiridon กันต่อครับ ขออนุญาตให้ภาพบรรยายความงามด้วยตัวเองก็แล้วกันนะครับ ไกด์เล่าให้ฟังว่าอีกฝั่งหนึ่งของเกาะ ทางตอนใต้ของ Old Town Corfu จะมีเกาะเล็กๆชื่อว่า Pontikonisi ตามตำนานเล่าว่าเกาะนี้คือเรือที่กลายเป็นหินของ Odysseus ผู้คิดแผนการส่งม้าไม้พร้อมไส้ศึกเข้าเมือง Troy ซึ่งสร้างความโกรธแค้นให้กับ Poseidon เทพแห่งท้องทะเลเป็นอย่างมาก ระหว่างล่องเรือกลับบ้าน เรือของ Odysseus จึงถูกสาปให้อับปางและกลายเป็นหินซึ่งก็คือเกาะ Pontikonisi ในปัจจุบัน ยังไม่จบ Excursion ในวันนี้นะครับ ไกด์จะพาเราไปกินของว่างแบบกรีกพร้อมชมวิวบนยอดเขาที่ Golden Fox View Point ของว่างอร่อยดีนะครับและวิวก็สวยมากๆเช่นเคย ใช้เวลากันอยู่ที่นี่พักใหญ่ก็ทยอยขึ้นรถ บนรถเราเห็นเจ้าหน้าที่ของ Ponant คนหนึ่งซื้อขนมเค้กโลคอลติดมือกลับมาด้วย เราก็เลยถามเค้าว่ามันคือขนมอะไร เค้าบอกว่ามันคือเค้กส้มแบบกรีกที่อร่อยมากๆชื่อว่า Portokalopita และแนะนำให้เราไปลองหาซื้อกินดู แต่เรายังมีเวลาอีกหลายชั่วโมงก่อนเรือจะออกเดินทางต่อ เราจึงมาเดินเล่นในตัวเมือง Corfu Town กัน เช่นเดียวกับเมืองส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ครับ Corfu มีความเป็นมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณเมื่อเกือบ 3,000 ปีก่อน แต่สิ่งที่ทำให้บ้านเมืองที่ Corfu แตกต่างจากที่อื่นก็คือการถูกปกครองโดย Venice ถึงเกือบ 400 ปี หลังจากนั้นก็มีทั้งฝรั่งเศส และอังกฤษที่เข้ามาปกครองสั้นๆก่อนจะส่งต่อให้ Greece จนถึงปัจจุบัน เราเหมือนคนโดน Corfu ทำของใส่ มองไปทางไหนคือดีงามไปหมดเลยครับ ระดับความสุขเต็มปรี่ทะลุปรอท ทั้งอากาศ ทั้งตัวเมือง ทั้งผู้คน และที่สำคัญคือเรามาเจอร้านกาแฟ Specialty ชื่อ Cafetierra Plakado ที่ทำ Iced Americano อร่อยๆให้เราได้หายอยากด้วย บาริสต้าบอกว่ากาแฟที่ Greece จะต่างจากที่ Italy ตรงที่คนที่นี่เค้ากินกาแฟเย็นกันด้วยครับ มีเมนู Iced Espresso ที่เอาไปปั่นกับน้ำแข็งให้เย็นที่คนนิยมกินกันทั่วไป ไหนๆก็ไหนๆ เราก็เลยถามบาริสต้าว่ามีร้านไหนขายเค้กส้ม Portokalopita อร่อยๆบ้างมั้ย เค้าบอกว่าที่ Corfu น่าจะมีแค่ที่ Golden Fox บนเขาที่เราเพิ่งไปมา (แง) แต่เค้าก็ปลอบใจด้วยการแนะนำร้าน Gelato ร้านโปรดในเมืองของเค้า ชื่อว่า Papagiorgis และบอกว่ารส Dark Chocolate กับรส Wild Strawberry อร่อยสุดๆ เราก็เลยไปตามรอย อร่อยจริง! เวลาแห่งความสุขใน Corfu ใกล้หมดลงแล้ว เพราะเราต้องเรือก่อน 16:30 น. เราตกหลุมรักเมืองนี้ เข้าอย่างจัง แล้วสักวันฉันจะกลับมาหาเธอใหม่นะ Corfu Itea, Greece สิ่งที่ดึงดูดให้คนมา Itea (อิเตย่า) มากที่สุดก็คือ อุทยานประวัติศาตร์ Delphi อันโด่งดัง ที่นี่เป็นที่ตั้งวิหารเทพ Apollo และที่อยู่ของ Pythia (Oracle of Delphi) ตำแหน่งของนักพยากรณ์ในตำนานที่มีอิทธิพลต่อชาวกรีกโบราณอย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นปกครองที่ต้องดั้นด้นมาปรึกษาในเรื่องสำคัญๆของแผ่นดินในยุคนั้น ทาง Ponant เองก็มีจัด Excursion ไปที่นี่ด้วยเช่นกัน แต่หลังจากที่เราปรึกษา Shore Team ที่ดูแลเรื่อง Excursions ของเรือแล้ว เราได้คำแนะนำให้ไปอีกที่หนึ่งมากกว่าซึ่งก็คือสำนักสงฆ์ Hosios Loukas Monastery เพราะ Delphi นั้นคนค่อนข้างแน่นมาก และตัวสำนักสงฆ์ Hosios Loukas Monastery เองก็เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ค่อนข้าง Unseen ไกด์บอกว่าเขาสามารถสัมผัสได้ถึงพลังแห่งจิตวิญญาณบางอย่างได้จากที่นี่ สำนักสงฆ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดย Hosios Loukas อาจจะแปลคร่าวๆได้ว่า “นักบุญลูคัส” ในยุค Byzantine เมื่อประมาณ 1,000 กว่าปีที่แล้ว และปัจจุบันก็ได้ถูกขึ้นทะเบียนมรดกโลกโดย UNESCO เป็นที่เรียบร้อย สิ่งแรกที่เราสัมผัสได้ก็คือความสงบร่มเย็นของสถานที่แห่งนี้ นี่ขนาดต้นไม้ที่หุบเขาข้างล่างส่วนใหญ่เพิ่งถูกไฟป่าไหม้ไปเมื่อไม่นานมานี้นะ ถ้าไม่โดนไฟไหม้จะเขียวขจีขนาดไหน เมื่อก้าวเท้าลอดซุ้มประตูเข้าสู่บริเวณสำนักสงฆ์ เราก็รู้สึกได้ถึงความขลังเบาๆ ยิ่งด้านในของโบสถ์นั้นเป็นโถงสูงที่ประดับไปด้วยจิตกรรมฝาผนังและงานกระเบื้องโมเสกบอกเล่าเรื่องราวความศรัทธาที่ละเอียดสวยงามมากๆครับ ขากลับออกมาที่ด้านหน้าสำนักสงฆ์มีร้านค้าเล็กๆให้ซื้อผลิตภัณฑ์ของสำนักสงฆ์กลับบ้านได้ เช่น ขนมขบเคี้ยว แยมผลไม้ บาล์มนวดอเนกประสงค์หลายสูตร (มีความคล้ายยาหม่องบ้านเราเหมือนกันนะ) แต่สิ่งที่ไกด์แนะนำที่สุด (โดยที่เค้าไม่ได้ค่าคอมมิชชั่น) ก็คือน้ำผึ้ง ไกด์บอกว่าน้ำผึ้งที่นี่ Excellent สุดๆ เราอยากซื้อขวดใหญ่ติดมือกลับบ้านซักขวด แต่พอนึกถึงน้ำหนักกระเป๋าที่ปริ่มโควตาอยู่ก็เลยได้แค่ซื้อไซส์เล็กสุดติดมือกลับมาพอให้เราไม่รู้สึกเสียดายทีหลัง จากนั้นไกด์ก็พาเราแวะไปที่เมือง Arachova ซึ่งเป็นเมืองบนภูเขาซึ่งเป็นแหล่งเล่นสกีของชาวกรีกครับ แม้เราจะมาในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิแล้ว หิมะไม่มีแล้ว แต่ร้านน่ารักต่างๆในเมืองก็ยังคงเปิดให้บริการอยู่ ที่นี่ไกด์ปล่อยให้เราเดินชมเมืองได้อิสระ แต่จะนัดเวลาและจุดขึ้นรถให้ไปเจอกัน เราเดินไปถามไกด์ว่ารู้จักร้านไหนที่ขายเค้กส้ม Portokalopita ที่เราได้รับคำแนะนำมาจากที่ Corfu บ้างมั้ย (ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ฮ่าๆๆๆๆ) แต่ไกด์เองก็ไม่แน่ใจ เลยพาเราเดินเข้าออกคาเฟ่อยู่หลายร้าน ระหว่างทางก็ได้คุยกันเรื่องอื่นๆไปด้วย จนสุดท้ายนางซื้อกาแฟเลี้ยงเราคนละแก้ว เป็นกาแฟ Iced Espresso แบบกรีก หลังจากนั้นเราก็เดินเข้าออกร้านเสื้อผ้า ร้านขนม ก็เลยได้ของติดมือกลับมานิดหน่อยก่อนกลับไปขึ้นรถ ขากลับไปที่เรือเราก็ผ่าน Delphi ด้วยนะครับ และเห็นรถทัวร์ที่จอดกันอยู่ไกลออกมา 2-3 กิโลเมตรจากตัวอุทยานประวัติศาสตร์ ไกด์เลยบอกว่าพวกเราตัดสินใจถูกมากที่เลือกไปที่สำนักสงฆ์ และเค้าเองก็ดีใจที่ไม่ต้องพาเราไปเบียดกับผู้คนที่ Delphi ในวันนี้ สำหรับเมือง Itea นั้นเป็นเมืองท่าที่น่ารักและค่อนข้างเล็กมาก เราเห็นผู้คนนั่งอยู่ในร้านกาแฟบนถนนหลักของเมืองแค่ไม่กี่คน และร้านค้าหลายร้านก็ไม่ได้เปิดให้บริการ ถ้าไม่ได้มากับ Ponant เราก็คงไม่มีโอกาสได้สัมผัสเมืองประมงเล็กๆของกรีซแบบนี้ เราเดินถ่ายรูปเล่นในเมืองสักพักก็กลับขึ้นไปทานอาหารกลางวันบนเรือ และวันนี้ที่ห้องอาหาร Le Rodrigues เชฟมาตั้งซุ้มทำสเต้กปลาทูน่าสดๆที่เพิ่งได้มาจากตลาดที่ Itea เสิร์ฟให้ผู้โดยสารพร้อมกับข้าวหุงปรุงรสเค็มๆหอมๆไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าใส่อะไรบ้างแต่อร่อยดีครับ Corinth Canal, Greece อีกหนึ่งไฮไลท์ของเส้นทางนี้ก็คือการล่องเรือเข้าคลอง Corinth (โครินธ์) ที่มีความยาว 6.3 กิโลเมตรและกว้างสูงสุดเพียง 25 เมตร ทำให้เฉพาะเรือเล็กอย่างเช่นเรือ L’Austral ของเราเท่านั้นที่จะค่อยๆล่องทะลุคลองนี้ได้พอดี นับเป็นประสบการณ์ที่พิเศษมากเลยครับ ผู้โดยสารแทบจะทุกคนบนเรือก็ดูตื่นเต้นกันมากๆ ออกมาชมคลองที่หัวเรือตามประกาศของกัปตันกันแน่นเลย เจ้าคลอง Corinth นี้ถูกเริ่มขุด (หรือใช้คำว่าหั่นดีนะ) ในปี 1882 และเสร็จสิ้นในปี 1893 โดยเจาะทะลุคอคอดโครินธ์ (Isthmus of Corinth) เพื่อให้เป็นทางลัดเชื่อม Gulf of Corinth (ฝั่งทะเล Ionian) กับ Saronic Gulf (ฝั่งทะเล Aegean) เข้าด้วยกัน จริงๆแล้วเส้นทางลัดนี้ถูกใช้งานมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณเมื่อ 2,600 กว่าปีก่อนแล้ว แต่เมื่อก่อนจะเป็นระบบรางบนแผ่นดิน โดยจะนำเรือขึ้นรถรางจากฝั่งหนึ่งแล้วเข็นลงอีกฝั่ง Athens Lavrio and Athens, Greece เมืองที่เรือของเราเข้าจอดวันนี้คือ Lavrio (หรือ Laurium ในภาษาอังกฤษ) จากท่าเรือทาง Ponant จัดรถบัสให้เราต่ออีกประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆก็ถึงเมืองหลวงที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปอย่าง Athens ซึ่งมีอายุราวๆ 3,400 ปี แต่ถ้านับจากหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็ย้อนกลับไปได้เป็นหมื่นปีเลยทีเดียว ที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดของการปกครองแบบประชาธิปไตย ปรัชญา ศิลปวิทยาการ และอารยธรรมตะวันตกที่เป็นมรดกมาถึงโลกยุคปัจจุบัน จุดหมายของเราวันนี้ก็คือ Acropolis เมืองโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือเมือง Athens สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพ Athena ผู้ปกปักษ์รักษาและผู้เป็นที่มาของชื่อเมือง Athens หรือ Αθήνα อ่านว่า “อาธิน่า” ในภาษากรีก เรื่องราวในเทพนิยายเล่าว่า King Cecrop ผู้ก่อตั้งเมืองจัดให้มีการแข่งขันกันระหว่างเทพ 2 องค์ซึ่งเป็นลุงกับหลานกันคือ Poseidon เทพแห่งท้องทะเลและแผ่นดินไหวซึ่งเป็นพี่ชายของ Zeus กับ Athena เทพีแห่งปัญญาและการสงครามลูกสาวของ Zeus เพื่อให้ผู้ชนะเป็นเทพผู้ปกป้องเมือง ผลลัพธ์ก็คือชัยชนะตกเป็นของ Athena Acropolis ในลักษณะที่เราเห็นในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบูรณะเมืองเมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อนหลังจากสงครามกับ Persia จบลงโดยมีอาคารหลักเรียกว่า Parthenon เป็นวิหารใหญ่สำหรับบวงสรวงเทพ Athena โดยคำว่า Parthenon นั้นมาจากชื่อเต็มของเทพ Athena Parthenos แปลว่า อาธีน่าผู้บริสุทธิ์ นอกจากเหตุผลทางด้านความเชื่อแล้ววิหาร Parthenon ยังเป็นสัญลักษณ์แสดงความยิ่งใหญ่ของรัฐกรีกโบราณด้วย เพราะที่นี่นั้นถูกใช้เป็นคลังเก็บสมบัติของบรรดารัฐกรีกโบราณนับร้อยเมืองที่ตกลงให้ Athens เป็นผู้นำในการต่อสู้กับชาว Persia จนได้รับชัยชนะ ในยุคต่อๆมา Parthenon ก็เคยถูกเปลี่ยนให้เป็นทั้งโบสถ์ในศาสนาคริสต์ (ยุค Byzantine) และมัสยิดในศาสนาอิสลาม (ยุค Ottoman) ด้วย วันนี้ Acropolis คนเยอะมากครับ แน่นกว่าคราวก่อนที่เรามาเมื่อปี 2007 เยอะเลย แต่ไกด์ของ Ponant ก็ดูแลเราเป็นอย่างดีพาเราลัดเลาะเข้าอุทยานประวัติศาสตร์ผ่าน Odeon of Herodes Atticus หรือโรงมหรสพสไตล์โรมัน (ที่เพิ่งมาสร้างในยุคหลัง) ที่พอตัดกับวิวเมืองด้านหลังแล้วดูขลังมากๆ ด้วยความที่ Acropolis ตั้งอยู่บนที่สูงเราจึงสามารถเห็นเมือง Athens ที่มีประชากรอยู่กันแบบหนาแน่นได้แบบ Panorama เลย และได้เห็นโบราณสถานต่างๆที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมืองด้วย ไม่ว่าจะเป็นวิหารของ Zeus มหาเทพผู้ปกครองเทพทั้งมวล วิหารของ Hephaestus เทพแห่งมนต์ดำ Theatre of Dionysus ที่จุคนได้อย่างน้อย 15,000 คนและเป็นต้นแบบของ Greek Theatre ทั้งมวลและอื่นๆอีกมากมาย ต้องบอกว่าเป็นภาพที่สวยงามแปลกตามากครับ นอกจาก Parthenon แล้ว บน Acropolis ยังมีอาคารเด่นๆอีก 2 อาคารคือ Erechtheion ที่หลายคนอาจจะคุ้นชินกับภาพเสาเทพีที่แบกเพดานอาคารไว้บนหัว (Caryatids) สร้างขึ้นเพื่อบูชาทั้ง Athena และ Poseidon โดยมีศาลเจ้าแยกกัน (เราชอบที่คนโบราณก็ยังให้เกียรติผู้แพ้อย่าง Poseidon ด้วย) และอาคารอีกหลังที่เล็กกว่าแต่ดูงามสง่าไม่แพ้กันก็คือวิหารแห่งเทพ Athena Nike (เป็นเทพ Athena ปางเทพีแห่งชัยชนะ) หลังจากเยี่ยมชม Acropolis เสร็จเรียบร้อยแล้ว ไกด์ก็พาเราไปต่อกันที่พิพิธภัณฑ์ Acropolis Museum ที่รวบรวมโบราณวัตถุและชิ้นส่วนอาคารที่ขุดพบบริเวณ Acropolis ซึ่งทุกชิ้นนั้นบอกเล่าเรื่องราว ประเพณี วัฒนธรรมที่ Rich มากๆของชาวกรีกที่ไม่มีทางที่เราจะเล่าได้หมด ขนาดเดินดูด้วยตาก็ยังไม่ทั่วเลยครับ เอาเป็นว่าเราขอเอารูปมาอวดให้พอเห็นบรรยากาศ และเว้นว่างประสบการณ์เอาไว้ให้เพื่อนๆได้ไปสัมผัสเองก็แล้วกัน แต่บอกเลยว่าควรค่าแก่การแวะมาอย่างยิ่งครับ ได้เวลามื้อเที่ยงแล้ว วันนี้ไกด์พามากินอาหารกรีกพร้อมวิว Acropolis กัน ทางร้านเสิร์ฟจานแรกเป็น Moussaka หรือลาซานญ่าเวอร์ชั่นกรีกที่มีเนื้อบดและมะเขือยาวเรียงเป็นเลเยอร์อยู่ด้านล่าง ต่อด้วย Youvetsi สตูว์เนื้อแกะราดบน Orzo พาสต้าทรงเมล็ดข้าว และสลัดชีส Feta ราดซอสมะเขือเทศสด ก่อนจะจบท้ายด้วยขนมหวานไส้ถั่วสุดคลาสสิคอย่าง Baklava ตามโปรแกรมแล้วเราจะต้องขึ้นรถกลับเรือเลย เพราะท่าเรือค่อนข้างอยู่ไกลเป็นชั่วโมง และเรือต้องแล่นต่ออีกค่อนข้างไกล แต่ด้วยความที่เรากินเสร็จเร็วกว่าคนอื่น จึงพอมีเวลาให้ไปเดินเล่นรอบๆร้านอาหารนิดหน่อย และเราก็พบว่ามีร้านน่ารักๆเยอะแยะมาก น่าเสียดายที่เรามีเวลานิดเดียว แถมร้านส่วนใหญ่ปิดวันจันทร์ซึ่งเป็นวันที่เราอยู่ที่ Athens พอดี ไม่งั้นเราคงจะได้ค้นพบอะไรดีๆที่นี่อีกเยอะ หรือนี่จะเป็นลางให้เรากลับมา Athens อีกซักรอบนะ? ฮ่าๆๆๆ White Evening White Evening เราเดินทางมาถึงครึ่งทริปแล้วนะครับ วันนี้บนเรือมีจัดงานพิเศษคือ White Evening คืองานดินเนอร์ที่ให้ผู้โดยสารแต่งตัวชุดสีขาวเป็นหลักใครจะแซมสีดำด้วยก็ไม่ว่ากัน หรือจะไม่เข้าร่วมเลยก็ไม่เป็นไร โดยทาง Ponant จะจัดให้มีการลงทะเบียนว่าเราอยากนั่งกับทีมบริหารของเรือคนไหน เหมือนเป็นกิจกรรมสร้างคอนเน็คชั่นที่มาพร้อมกับธีมสนุกๆไปในตัว เนื่องจากก่อนหน้านี้เราได้เคยพูดคุยถูกคอกับคุณ Didier Vacher ผู้จัดการโรงแรมของเรือมาบ้างแล้ว เราก็เลยเลือกที่จะนั่งกับคุณ Didier และบนโต๊ะของเราก็มีแขกน่ารักๆคนอื่นๆอีก เช่นคุณ Aurelia นักบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับอารยธรรมในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และคุณ Didac กับคุณ Manon คู่รักชาว Lexumberg ซึ่งในเราทุกคนก็แลกคอนแทคกัน และจากนั้นตลอดทริปที่เหลือเราก็ช่วยถ่ายรูปให้กัน ให้คำแนะนำกันและกันกัน ซึ่งทำให้ทริปของเราสนุกขึ้นอีกหลายเท่าเลย Meteora Volos, Greece ท่าเรือสุดท้ายก่อนออกจากเขต EU ครับ เผลอแป๊บเดียวเหลืออีกไม่กี่วันทริปล่องเรือของเราก็จะจบลงแล้ว ไม่อยากให้จบลงเร็วเลยจริงๆครับ Ponant พาเรามาจอดที่เมือง Volos นี้ก็เพราะเค้าจะพาเรานั่งรถบัสต่อไปเที่ยวจุดที่สวยแปลกตาที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศกรีซเลยครับ นั่นก็คือ Meteora ดินแดนศักสิทธิ์แห่งสำนักสงฆ์ศาสตร์คริสนิกายกรีกออร์ธอด็อกซ์บนภูเขาหินทรงประหลาดราวกับหลุดออกมาจากฉากนิยาย Fantasy แบบ The Lord Of The Rings เลยแหละ Meteora แปลว่า “ลอยค้างอยู่ในอากาศ” และก็เช่นเดียวกันกับ Corfu เราเคยเห็นรูป Meteora ในนิตยสารท่องเที่ยวของฝรั่งมานานแล้ว และก็อยากมาเที่ยวมากๆ แต่ก็รู้สึกว่าเดินทางค่อนข้างยาก จึงเป็นอีกที่ที่เราได้แต่เก็บเอาไว้ในลิสต์มานานแสนนาน จนกระทั่งวันนี้ฝันเราเป็นจริงแล้วครับ ขยำลิสต์ทิ้งได้แล้ว ฮ่าๆๆๆ ไกด์บอกว่านี่คือ 1 ใน Top 5 สถานที่ Must-Visit ในกรีซเลยนะ สมการรอคอยมากๆ Meteora เป็นภูเขาที่แทบจะอยู่ตรงกลางแผ่นดินกรีซเลย ซึ่งจะต่างจากแหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่อื่นๆของกรีซที่มักจะเป็นเกาะในทะเล จากท่าเรือเรานั่งรถเกือบ 2 ชั่วโมงก็เริ่มเห็นวิวเขาที่มีทรงสวยแปลกตามากๆ จากนั้นรถของ Ponant ก็พาเรามาจอดที่ร้านอาหารที่ตีนเขาให้เราพักดื่มน้ำและเข้าห้องน้ำก่อนจะเดินทางไปต่อ แค่วิวตรงร้านอาหารนี้ก็น่าตื่นตาตื่นใจมากๆแล้วครับ ในช่วงพีคๆนั้น Meteora เป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์ถึง 24 แห่ง แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 6 แห่งที่ยังมีการใช้งานอยู่โดยจะสลับกันเปิด-ปิด ในขณะที่บางแห่งก็ไม่เปิดให้เข้าชมเลยและวิธีเดียวที่จะเข้าถึงสำนักสงฆ์นั้นได้ก็ต้องโหนสลิงเข้าไปเท่านั้น เนื่องจากนักบวชที่อาศัยอยู่ในนั้นต้องการปลีกวิเวกตัดขาดจากโลกภายนอกจริงๆ สำนักสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดนั้นมีชื่อว่า Megalo Meteoron (The Great Meteoro Monastery) สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 700 ปีก่อน ที่นี่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้แต่ปิดทุกวันอังคาร ซึ่งก็คือวันที่เราไปพอดี ฮ่าๆๆๆ วันนี้เราจึงได้เข้าชมสำนักสงฆ์ 2 แห่งที่สวยงามไม่แพ้ ก็คือสำนักสงฆ์ Varlaam อายุเกือบ 500 ปี และสำนักภิกษุณี St. Stephen ซึ่งก่อตั้งมาในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน (แต่รากฐานของอาคารนั้นมีอายุย้อนกลับไปกว่า 900 ปี) และเพิ่งกลายสภาพมาเป็นวัดสำหรับภิกษุณีเมื่อ 60 กว่าปีที่ผ่านมานี้เอง สาเหตุที่สำนักสงฆ์ต่างๆในกรีซมักจะสร้างอยู่บนยอดเขา หรือในสถานที่ที่เข้าถึงได้ยากก็เพราะเป็นความตั้งใจที่จะหลีกหนีจากโลกภายนอก แต่กลับกลายเป็นว่าพอยุคสมัยเปลี่ยนไป มีถนนหนทางสะดวกมากขึ้น โลกภายนอกก็ถาโถมกันเข้ามาหาสำนักสงฆ์ถึงในโบสถ์เลย และด้วยความที่สำนักสงฆ์มักจะตั้งอยู่บนที่สูง ก็ทำให้มีวิวสวยโดยอัตโนมัติ เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากๆ ถ้าเรานึกย้อนหลังไปในช่วงการก่อสร้างสำนักสงฆ์แต่ละแห่ง ลำพังเส้นทางบนพื้นราบที่จะขนเอาวัสดุก่อสร้างมาถึงตีนเขาก็ลำบากมากอยู่แล้ว แต่พอมาถึงก็จะต้องใช้วิธีปีนเขา โรยตัว ชักรอกเอาอุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆขึ้นมาที่ละน้อย จากนั้นจึงค่อยลงมือก่อสร้างโดยนักบวชเอง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในศรัทธาของคนยุคนั้นที่สามารถสร้างภาพในจินตนาการให้เป็นจริงได้สำเร็จ ไม่ใช่แค่สำนักสงฆ์ 1 แห่งเท่านั้น แต่มากถึง 24 แห่งเลยทีเดียว แสดงให้เห็นว่าภาพที่ชัด วิธีที่ใช่ และใจที่ชอบนั้นเป็นสูตรสำเร็จที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายและทำซ้ำๆได้เสมอ ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปขนาดไหน Ephesus Kușadasi, Turkey เราออกจากน่านน้ำเขต EU แล้วครับ วันนี้เราเดินทางมาถึงเมืองท่าที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ของประเทศตุรกีที่มีชื่อว่า Kușadasi (คุชาดาสึ) สภาพบ้านเมืองเริ่มดูต่างจากบ้านเมืองในกรีซ แต่ก็ยังมีความคล้ายคลึงกับเมืองตากอากาศริมทะเลในยุโรปอยู่ประมาณหนึ่ง ถ้าจะย้อนเวลากลับไปในประวัติศาสตร์ที่นี่ก็คงไม่ต่างจากเมืองอื่นๆในละแวกนี้ที่มีความเป็นมาหลายพันปี แต่ปัจจุบัน Kușadasi เป็นเมืองที่กำลังพัฒนามีโครงการใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย และไกด์บอกว่าราคาค่าคอนโดต่างๆก็ยังถูกกว่าเมืองตากอากาศในยุโรปอยู่มาก แต่วันนี้เราไม่ได้มาหาซื้อคอนโดหรอกนะครับ เรามาที่นี่เพื่อจะไปเมืองชม Ephesus (เอฟเฟซัส) เมืองโบราณในตำนานที่สำคัญมากๆอีกเมืองหนึ่งมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณโดยเป็นศูนย์กลางแห่งการบูชาเทพ Artemis เทพแห่งการล่าสัตว์ พระจันทร์และการให้กำเนิดเด็ก โดยถ้ามีการจัดอันดับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคโบราณ Temple Of Artemis ที่ Ephesus ก็คงจะได้ติดลิสต์ด้วยอย่างแน่นอน ต่อมาในยุคโรมัน Ephesus ก็เจริญรุ่งเรืองมาก ถึงกับมีการยกสถานะเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรโรมันฝั่งเอเชียเลย นอกจากนี้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลก็มีการพูดถึง Ephesus อยู่หลายครั้ง เนื่องจากเป็นที่ที่อัครสาวกของพระเยซูอย่าง Paul เดินทางมาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ Ephesus เป็นเมืองโบราณที่ค่อนข้างใหญ่มาก สังเกตุได้จากขนาดของ Roman Theatre ที่จุคนได้ถึง 25,000 คน (ทำให้คาดกันว่าต้องมีประชากรอย่างน้อย 250,000 คน) และตัวเมืองเองก็แบ่งออกเป็น 3 โซนคือโซนสถานที่ราชการ โซนที่อยู่อาศัยของกลุ่ม Elite ในยุคนั้น และสุดท้ายก็คือโซนชาวบ้านและแหล่งค้าขายที่เรียกว่า Agora ในภาษากรีกโบราณ อีกหนึ่งจุดที่เป็นสัญลักษณ์ของ Ephesus ก็คือ Façade (หน้าตึก) ของหอสมุดของเซลซัส (Library of Celcus) ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานและที่เก็บศพของ Tiberius Julius Celsus Polemaeanus ตัวแทนที่ถูกส่งมาให้ปกครอง Ephesus จากโรม หลังจากทัวร์ Ephesus เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็กลับมาที่ Kușadasi และมีเวลาอิสระในการเดินเล่นในเมือง ด้วยความที่เราไม่มีเงิน Lira ของตุรกีติดตัว และไม่อยากจ่ายด้วยยูโรแล้วได้เงินทอนเป็น Lira (อีกใจนึงก็กลัวโดนโกงราคาด้วยแหละ ฮ่าๆ) เราก็เลยได้แค่เดินเล่นไปเรื่อยๆทั้งที่เราก็แอบอยากเข้า Cafe และลองขนมที่เค้าขายอยู่ข้างทางเหมือนกันนะ แต่ก็ตัดใจดีกว่า บรรยากาศของเมืองดีเลยครับ ทะเลสวย ลมเย็น แต่เอาเข้าจริงๆเราก็ยังไม่เจอร้านอะไรที่ถูกจริตสักเท่าไหร่ ยิ่งตรงโซนรับนักท่องเที่ยวก็มักจะขายของก๊อปพวกกระเป๋า นาฬิกา แบรนด์เนมต่างๆ และเค้าทำได้ดีเลยนะ ก๊อปเนียนเชียว ฮ่าๆๆๆ Farewell Gala Farewell Gala ไม่น่าเชื่อเลยว่าเวลาจะผ่านไปเร็วขนาดนี้ เผลอแป๊บเดียวมาถึงงาน Farewell Gala แล้วเหรอเนี่ย จริงๆนี่ก็ยังไม่ใช่วันสุดท้ายของการล่องเรือหรอกครับ พรุ่งนี้เรายังมีอีก 1 เมืองให้แวะเที่ยว แต่เราคิดว่าถ้าจัดคืนสุดท้ายเลยผู้โดยสารอาจจะเอ็นจอยได้ไม่เต็มที่เพราะต้องมาพะวงกับการจัดกระเป๋าเตรียมตัวจบทริป เพราะนอกจากงาน Cocktail ช่วงเย็นแล้วเค้ายังมีงาน Dinner ให้เราเลือกเข้าร่วมต่อได้ด้วยและอาจจะเสร็จดึก เค้าก็เลยจัด Farewell ล่วงหน้าก่อน 1 วัน พอถึงวันใกล้จบ Cruise ทาง Ponant ก็จะมีเอกสารต่างๆมาให้เรากรอก เช่น แบบประเมินความพึงพอใจและข้อเสนอแนะ ซองทิปเผื่อเราจะให้เป็นเงินสดแต่ถ้าจะให้ผ่านบัตรเครดิตก้สามารถทำเรื่องที่ Reception ได้เลย เราแอบเห็นทิปที่ห้องอื่นๆให้ก็จะอยู่ในช่วง 12-30 ยูโร/ห้อง/วัน รวมไปถึงแบบฟอร์มให้ทาง Ponant เตรียมรถแท็กซี่ไปสนามบินให้ถ้าต้องการนะครับ เพราะเราสามารถเรียกอูเบอร์เองได้เช่นกัน ซึ่งราคาก็จะถูกกว่า แต่เราให้ทาง Ponant เรียกให้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะไฟลต์กลับของเราค่อนข้างกระชั้นกับเวลาลงจากเรือ Alanya Alanya นี่คือเมืองสุดท้ายที่เราจะได้ลงเที่ยวของ Cruise นี้แล้วครับ พรุ่งนี้เป็นเมือง Antalya (ชื่อคล้ายๆกันเนอะ) ที่เราจะไม่ได้เที่ยวอะไรเลยเพราะลงจากเรือแล้วต้องพุ่งตัวไปสนามบินเลย Alanya เป็นดินแดนที่ว่ากันว่า Mark Antony จอมทัพชาวโรมันมอบให้เป็นของขวัญกับคลีโอพัตราคนรักของเขา เพราะชายหาดที่นี่สวยถูกในพระนางเป็นอย่างมาก และในปัจจุบันหาดที่ขึ้นชื่อที่สุดก็ถูกตั้งชื่อว่า Cleopatra Beach ด้วย แต่ไม่ใช่แค่ Cleopatra หรอกนะที่ชอบที่นี่ บรรดาโจรสลัดก็ชอบเช่นกันและเคยใช้ Alanya เป็นศูนย์กลางในการปล้นสะดมเลยทีเดียว เสน่ห์ของ Alanya นั้นเห็นได้แต่ไกลตั้งแต่เราอยู่บนเรือ กำแพงเมือง (แอบคล้ายกำแพงเมืองจีนอยู่เหมือนกันนะ) ที่คนเคี้ยวไปตามไหล่เขาและมีเมืองอยู่เบื้องล่างเป็นภาพที่ทำให้รู้ว่าเมืองนี้ต้องมีความสำคัญมาแต่โบราณ และเมืองเก่าแก่แบบ Alanya นั้นก็ได้ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย จนวันนี้ Alanya กลายเป็นเมืองตากอากาศติดทะเลของตุรกีที่น่ารักเดินเพลิน โดยรวมแล้วเราชอบเมืองนี้มากกว่า Kuşadasi นะ Ponant พาเรานั่งรถออกไปชมความสวยงามของ Side (ซิเด้) เมืองยุคกรีกโบราณซึ่งเป็นที่ตั้งของวิหาร Apollo และ Artemis สองพี่น้องเทพแห่งพระอาทิตย์และพระจันทร์ เราขอข้ามเรื่องประวัติศาสตร์ต่างๆไป เพราะเพื่อนๆก็น่าจะเต็มอิ่มกับเรื่องนี้จากเมืองต่างๆก่อนหน้าไปแล้ว ขอโฟกัสที่วิวเลยครับ ฮ่าๆๆ สวยไม่สวยดูรูปเอาเองนะครับ แต่สำหรับเรานั้นประทับใจมาก เป็นความสวยงามที่ดูขลังแต่ก็สะอาดตา เป็นความงามในยุค Classical Architecture ที่มีเสน่ห์จริงๆ โดยเฉพาะเมื่อเสากรีกโบราณสีครีมมีน้ำทะเลสีน้ำเงินสดเป็นฉากหลัง แถมมีเรือสวยๆประกอบฉากด้วย หลังจากนั้นไกด์ก็พาเรามาชมถ้ำ Damlataş (ดามลาตาช) ที่เต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยสวยงาม และเป็นที่ที่คนเชื่อกันว่าลักษณะพิเศษบางอย่างของอากาศภายในถ้ำนั้นช่วยรักษาอาการหืดหอบด้วย จากข้อมูลที่เราหามาพบว่าอากาศในถ้ำนั้นมี Carbon Dioxide เข้มข้นกว่าอากาศนอกถ้ำถึง 10-15 เท่า และมีความชื้นถึง 95% เราเองก็ไม่ได้มีความรู้หรอกนะว่าคุณลักณะแบบนี้มีส่วนช่วยรักษาโรคทางเดินหายใจได้อย่างไร แต่ปัจจุบันทางเมือง Alanya ได้ล็อคเวลาช่วง 10:00 - 14:00 น. ไว้ให้กับคนที่มีอาการหืดหอบเท่านั้น เพราะตามที่เค้าเคลมก็คือการรักษาจะได้ผลก็ต่อเมื่อคนไข้ใช้เวลาวันละ 3-4 ชั่วโมงต่อเนื่องกัน 21 วันเพื่อหายใจเอาอากาศในถ้ำเข้าไป เกิดเป็นแพ็คเก็จทัวร์สุขภาพกันจริงจัง นักท่องเที่ยวทั่วไปอย่างเราจะเข้าได้หลังจาก 14:00 น. ไปแล้ว หลังจากกลับขึ้นเรือแล้ว เราก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการจัดกระเป๋า เพราะทาง Ponant ขอให้เรานำกระเป๋าใหญ่ที่จะให้ทางเจ้าหน้าที่ช่วยขนลงจากเรือมาวางไว้ที่หน้าห้องของเราก่อนตี 3 และการแพ็คกระเป๋าของเรานั้นถือเป็นงานใหญ่ที่ต้องวางแผนมากเพราะสัมภาระของเราค่อนข้างเยอะและน้ำหนักก็ปริ่มโควตามากๆ เพื่อให้กระเป๋าเราเบาที่สุด เราจึงต้องเตรียมเสื้อผ้าที่มีน้ำหนักมาใส่ไว้ที่ตัวเราพรุ่งนี้ด้วย ฮ่าๆๆๆ Antalya Port Disembarkation at Antalya Port เช้านี้เราจะต้องเช็คเอ้าท์ออกจาก Cabin ของเราก่อน 8:00 น. หมายความว่าเราจะต้องตื่นไปทาน Breakfast และเตรียมตัวทุกอย่างให้พร้อมก่อนเวลา เราจัดการเคลียร์ทุกอย่างจนเรียบร้อยทันเวลา แล้วไปนั่งรอรถแท็กซี่มารับที่ The Main Lounge ระหว่างนั้นเราก็ขอบคุณทีมงานและเพื่อนใหม่ที่แวะเวียนเข้ามาทักทาย และบอกลา ไม่น่าเชื่อว่าในช่วงเวลา 10 วันบนเรือ เราจะสร้างความรู้สึกผู้พันได้มากขนาดนี้ ในใจเราแอบเศร้าที่ต้องจากลากันแล้ว แต่หลายๆคนเราก็แลกคอนแทคท์กันไว้ก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน ในที่สุด Taxi ของเราก็มาถึง ทีมงานก็เดินมาเรียกให้เราลงจากเรือ ไปรับกระเป๋าใบใหญ่ที่ทางเรือขนลงไปข้างล่างเตรียมไว้ให้ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ เราทักทายคนขับรถแท็กซี่และขอบคุณที่ช่วยยกกระเป๋าขึ้นรถให้ ขณะที่รถกำลังจะขับออกไป เราโบกมือลาเรือ L’Austral และทีมงานที่น่ารักทุกคนอีกครั้ง ก่อนที่ภาพเรือที่จอดอยู่ที่ท่าจะค่อยๆมีขนาดเล็กลงไปพร้อมๆกับระยะทางที่แท็กซี่ขับออกมาเพื่อมุ่งหน้าสู่สนามบิน สรุปความประทับใจ ถ้าคะแนนเต็ม 10 เราให้ทริปนี้ 100 คะแนนไปเลยครับ เป็นหนึ่งในทริปที่เราประทับใจที่สุดในชีวิตเลยล่ะ ไม่ใช่เพราะมันเพอร์เฟ็คท์สมบูรณ์แบบทุกอย่างหรอกนะครับ บางอย่างเราก็แอบอยากให้มันมากหรือน้อยกว่าที่มันเป็นอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วเราดีใจจริงๆที่ได้มาเห็นโลกกว้างอันสวยงามจนใจฟูแล้วฟูอีก และมี Ponant เป็นผู้เปิดโลกและนำพาเรามาเสพทั้งบรรยากาศ สถานที่ท่องเที่ยว ความรู้ ศิลปะ ดนตรี อาหาร และวัฒนธรรมการเดินเรือแบบฝรั่งเศสแท้ๆ แต่สิ่งที่ทำให้เราอิ่มเอมใจที่สุดก็คือผู้คน ไม่ว่าจะเป็นลูกเรือหรือแขกคนอื่นๆที่เราได้ทำความรู้จักกันนั้นล้วนแล้วแต่น่ารักเป็นกันเองมากๆ ทั้งที่ตอนแรกเราก็แอบกังวลเพราะเป็น Cruise ที่มีผู้โดยสารชาวฝรั่งเศสกว่า 90% น่าจะทำให้เราเกร็ง แต่ถ้าเราเปิดเข้าหาเขา เขาก็จะเปิดเข้าหาเรา เช่นกันครับ อย่างที่บอกว่าการมาล่องเรือกับ Ponant นั้นไม่เหมือนใคร เป็นประสบการณ์ที่เติมเต็มในหลายๆด้านเพราะเค้าเสิร์ฟทั้งอาหารตา อาหารสมอง และอาหารจิตใจ Ponant สามารถทำสิ่งที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งของงานบริการได้สำเร็จอย่างงดงามจนน่าทึ่ง นั่นก็คือ “ความพอดี” นั่นเองครับ 10 วันของเรานั้น “พอดี” ระหว่างการได้พักผ่อนและความตื่นตาตื่นใจ “พอดี” ระหว่างความหรูหราและความอบอุ่น เราเข้าใจแล้วว่าทำไมลูกค้าส่วนใหญ่จึงเป็นลูกค้าประจำที่กลับขึ้นเรือซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะเราเองก็กำลังดูๆอยู่เหมือนกันว่าทริปหน้าจะไปเส้นทางไหนกับ Ponant ดี ☺️ Exclusive Offer: Hoparound.co X Ponant 1. ทุกเส้นทาง ลดเพิ่ม 5% จากราคาหน้าเวป www.ponant.com (ราคามีการปรับอยู่เรื่อยๆ ยิ่งจองล่วงหน้านานยิ่งถูก) 2. พิเศษ! สำหรับเส้นทางจาก Valetta, Malta - Antalya, Türkiye (The Mediterranean: in the footsteps of great civilisations) ออกเดินทางวันที่ 22 มีนาคม - 1 เมษายน 2026 (11 วัน) ราคาเริ่มต้นที่ 6,207 ยูโร/ท่าน โดยจะไม่ปรับขึ้นหากจองภายใน 10 สิงหาคม 2025 (1 ห้องต้องพัก 2 ท่าน) วิธีการจอง 1. ดูเส้นทางและวันเดินทางที่ต้องการได้ที่หน้าเวป https://us.ponant.com/discover-our-destinations 2. คลิกที่ลิงค์ www.hoparound.co/exclusiveoffers เพื่อกรอกรายละเอียดทริปที่ต้องการและข้อมูลเบื้องต้นเพื่อรับสิทธิ์ลดเพิ่ม 5% 3. รอให้ตัวแทนของ Ponant ติดต่อกลับทางอีเมลเพื่อดำเนินการจองกับลูกค้าโดยตรง Ponant Exclusive Offers เลือกชมเส้นทางเดินเรือ Ponant ที่น่าสนใจได้ที่นี่ Le Commandant Charcot 2025 - 2027 Brochure The World's Only Luxury Icebreaker PONANT Winter 2025-2026 Brochure Inspiring Voyages PONANT & Smithsonian Journeys 2026 Collection 2025 Close to Home Voyages Brochure Le Commandant Charcot 2025-2026 Brochure www.hoparound.co #LetsHoparound #Ponant
- The Sukhothai Bangkok เดอะสุโขทัยกรุงเทพฯ สุขละเมียดดุจเวลาอรุณรุ่ง
แฟชั่นกูรูชาวฝรั่งเศสท่านหนึ่งเคยบอกกับเราว่าความหรูหราที่แท้จริงนั้นไม่ควรทำให้เรารู้สึกว่าต้องพยายามใดๆ "True luxury should be effortless" เพราะท้ายที่สุดแล้วมันก็คือความสุนทรีย์ในคุณภาพชีวิตที่ลงตัว จู่ๆคำกล่าวนี้ก็ผุดขึ้นมาในความคิดของเราเมื่อตอนที่ได้ไปพักผ่อนที่ The Sukhothai Bangkok เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน และตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โรงแรมหรูไพรเวทแบรนด์แห่งนี้ก็ได้ส่งมอบความลักชัวรี่ที่รุ่มรวยสวยสง่าอย่างไทยและสร้างความประทับใจให้กับแขกเหรื่อระดับโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน เราเข้าพักในช่วงที่ Main Wing ของโรมแรมซึ่งเป็นที่ตั้งของเจดีย์กลางน้ำ 5 องค์ Icon สำคัญของ The Sukhothai กำลังปิดปรับปรุงพอดี แต่ความโชคดีก็คือเราได้ห้องพัก Club Suite ที่ทั้งสวยทั้งใหม่และใหญ่มากๆ (ขนาด 93 ตร.ม.) ในตึก Club Wing ที่เพิ่ง Renovated เสร็จไปเมื่อปลายปี 2018 ก่อนสถานการณ์โควิดพอดี ที่สำคัญและพิเศษที่สุดก็คือการตกแต่งใหม่ทั้งหมดของอาคาร Club Wing นี้เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายที่ได้ฝากโลกเอาไว้ของ Ed Tuttle สถาปนิกชาว Seattle ระดับตำนาน ผู้อยู่ในลิสต์ท็อป 1 ใน 100 ของโลกที่จัดโดย Architectural Digest ก่อนที่เขาจะจากไปด้วยโรคเนื้องอกในสมองเมื่อปี 2020 ที่ผ่านมาอย่างน่าเสียดาย เขาได้ฝากผลงานโรงแรม Ultra Luxury อื่นๆไว้มากมายทั่วโลก โดยเฉพาะรีสอร์ทในเครือ Aman และโรงแรม Park Hyatt ดีลห้องพักราคาพิเศษคลิ๊กจองที่นี่ The Arrival จากถนนสาทรที่คราคร่ำไปด้วยการจราจรอันวุ่นวาย เราเลี้ยวซ้ายเข้าสู่บรรยากาศเงียบสงบร่มรื่นของโรงแรม อาคารทรงไทยประยุกต์หลังเตี้ยๆทยอยปรากฏกายให้เห็น ตัดกันกับตึกสูงระฟ้าย่านสาทรที่ห้อมล้อมอยู่รอบนอกโรงแรม เราเทียบรถที่หน้าอาคาร Club Wing ให้ Porter ช่วยลำเลียงสัมภาระลง ก่อนเจ้าหน้าที่จะเสนอตัวนำรถไปจอดให้ เมื่อก้าวเท้าเข้าด้านในก็พบกับ Conceirge ที่รอให้การต้อนรับเราด้วยแววตาที่ยิ้มละมุน (เราได้เห็นแค่แววตาเพราะเราต่างก็ใส่แมสก์ปิดปากกันอยู่) พี่ตุ้ม Conceirge รุ่นซุปเปอร์ซีเนียร์ของโรงแรมผู้ทำงานที่นี่มาตั้งแต่ลงเสาเข็มก็ได้เข้ามาทักทายดูแล และพาเราไปเช็คอินที่ Lobby บนชั้น 6 ชั้นเดียวกับที่ตั้ง Club Lounge สุด Exclusive ของ The Sukhothai เลยครับ คุณอีฟ Receptionist คนเก่งรับช่วงต่อจากพี่ตุ้มทำการเช็คอินให้เราด้วยความราบรื่นและรวดเร็ว จากนั้นคุณเมี้ยว ไดเร็คเตอร์ฝ่ายมาร์เก็ตติ้งก็ให้เกียรติมาต้อนรับเราด้วยตัวเองเลย ต้องขอขอบคุณอีกครั้งนะครับ ประทับใจมากเลยครับ เสน่ห์ของการเป็นโรงแรม Private Brand ที่ไม่ใช่แฟรนไชส์เหมือนโรงแรมส่วนใหญ่ ก็คือการดูแลแขกด้วย Personal Touch ที่ใกล้ชิดเป็นกันเอง ไมตรีระหว่างมนุษย์นั้นช่วยลดความเหินห่างที่มักจะมาพร้อมกับความหรูหราได้ดีจริงๆครับ หลังจากนั้นคุณอีฟก็นำทางพาเราขึ้นลิฟท์ไปยังห้องพักบนชั้น 7 เพื่อแนะนำส่วนต่างๆของห้อง เราจะได้ใช้สอยพื้นที่ห้องพักได้อย่างทั่วถึงและคุ้มค่าที่สุด Our Room : The Club Suite ทันทีที่เปิดประตูห้องพักหมายเลข 796 เข้าไป กลิ่นอายงานออกแบบของคุณ Ed Tuttle ก็ฟุ้งกระจายอยู่ในทุกอณูของความหรูหรา (ทว่าผ่อนคลาย) การผสมผสานวัสดุไม้เขตร้อน กระจก หินและโลหะนั้นถือเป็น Signature ของเขา แต่ความพิเศษของ The Sukhothai นั้นคืองานดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปะยุคสุโขทัยอันรุ่งโรจน์สง่างามเน้นความสมมาตร เราสังเกตเห็นขาโต๊ะและเชิงโคมไฟที่ถูกดีไซน์ให้มีลักษณะเป็น Pattern เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆคล้ายกับการย่อมุมของเจดีย์ ความอบอุ่นของไม้สักและผนังบุวอลล์เปเปอร์ไหมของ Jim Thompson นั้นให้ความรู้สึกถึงความเป็นอยู่ที่ละเมียดละไมเสียเหลือเกิน ทั้งหมดนี้สอดประสานอย่างลงตัวกับเทคโนโลยีล้ำยุคที่ถูกจัดสรรให้เอาไว้เพื่อความสะดวกสบายภายในห้อง รวมไปถึงงานออกแบบงานหินในห้อง Shower จาก Versace และ Amenities จาก Bottega Venetta ซึ่งเดี๋ยวเราจะค่อยๆพาไปชมนะครับ ภายใน Club Suite ซึ่งมีพื้นที่กว่า 93 ตร.ม.นั้น อาจแบ่งได้เป็น 5 โซนใหญ่ๆที่ไหลต่อเนื่องกัน เริ่มต้นจาก Dining Area พร้อมมินิบาร์ อุปกรณ์ชงชากาแฟ แถมผลไม้และช็อคโกแลตของไทยที่ได้รางวัลการันตีซะด้วย โซนนี้เราสามารถใช้ได้ทั้งรับประทานอาหาร และต้อนรับแขกเพราะมีห้องน้ำแยกต่างหากให้อีก 1 ห้องเลย โซนต่อมาก็คือ Living Area ที่มีแผง Partition ฝัง TV ขนาด 55" กั้นแบ่งเอาไว้ แผงนี้หมุนได้เกือบรอบตัว ซึ่งมีประโยชน์มาก เราสามารถหมุนไปมาเพื่อดู TV ได้ทั้งจากโซน Dining และ Living แน่นอนว่าในโซน Living ต้องมีโซฟา และชุดรับแขกที่นี่ก็ใหญ่บึ้มสะใจมากๆ เรานั่งๆนอนๆอยู่ได้ทั้งวันเลยล่ะ (บางช่วงเกือบผล็อยหลับไปก็มี) แถมยังมีมุมนั่งทำงานให้ด้วย เบื่อๆก็สามารถเดินไปชมวิวที่ Exclusive มากๆของกรุงเทพฯผ่านบานกระจกสูงจากพื้นจรดเพดาน เพราะนอกจากจะมองเห็นสระว่ายน้ำสีเขียวลึกลับที่เป็นอีกหนึ่ง Icon ของโรงแรมแล้ว เรายังจะได้เห็นต้นไม้เขียวขจีสลับกับหลังคาบ้านท่านทูตจากประเทศต่างๆเป็น Foreground ให้กับบรรดาตึกสูงเสียดฟ้าที่อยู่ไกลออกไป กรุงเทพฯของเรานี่มีหลายเลเยอร์เหมือนกันเนอะ แมสก์กับสเปรย์แอลกอฮอลล์สกรีนโลโก้ The Sukhothai ก็มีเตรียมไว้ในห้องให้เราหยิบไปใช้ได้ด้วยนะครับ ห้องนอน โซนที่ 3 ก็คือห้องนอนสุดหรูพร้อมเตียง King Size และเครื่องนอนผ้าคอตต้อน 300 เส้นที่นุ่มเนียนไม่มีสะดุด ตรงหัวเตียงนั้นมีจอ Touch Screen สุดทันสมัยสำหรับควบคุมระบบไฟและเครื่องปรับอากาศในห้องได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ยังมี Armchair และ Bedroom Bench เอาไว้ให้เราเอนกายพักผ่อนโดยไม่ต้องขึ้นเตียงด้วย เกือบลืมบอกไปว่าในโซนนี้ก็มี TV จอใหญ่ให้อีกเครื่องด้วยนะ แต่เราไม่ใช่สาย TV ก็เลยไม่ได้เปิดใช้งานเลย ห้องแต่งตัว ถัดมาคือโซน Dressing Area ที่มีลักษณะเป็น Walk-In Closet ที่เราชอบมากๆ โดยเฉพาะลิ้นชักเก็บรองเท้า ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่มักปรากฏอยู่ในงานของ Ed Tuttle (เราจำฟังก์ชั่นนี้ได้จากตอนไปพักที่ AMANPURI) นอกจากราวแขวนเสื้อผ้า และที่วางกระเป๋าเดินทางแล้ว ในโซนนี้ยังมีตู้นิรภัย ถุง Laundry กระเป๋า Tote Bag สำหรับใส่ของระหว่างออกไปใช้บริการในโซนต่างๆของในโรงแรม รวมไปถึงรองเท้าแตะสำหรับทั้งภายในและภายนอกห้อง อ้อ! เราขอชื่นชมความหนานุ่มเป็นพิเศษของเสื้อคลุมอาบน้ำจาก La Bottega ที่ทางโรงแรมแขวนเตรียมไว้ให้ด้วยครับ นุ่มสบายผิวมากเลยครับ ห้องน้ำ โซนสุดท้ายที่ดูเหมือนจะเป็นไฮไลท์ของห้องก็คือห้องน้ำ เพราะสวยหมดจดจริงๆ โดดเด่นด้วยงานหิน งานไม้ และที่สำคัญคืองานกระจกที่ช่วยสร้างภาพสะท้อน จนเกิด Visual Effect ที่งดงามราวกับเราได้เดินเข้าไปในกล้อง Kaleidoscope ยังไงยังงั้นเลย จุดรวมสายตาของโซนนี้นั้นคงหนีไม่พ้นอ่างอาบน้ำสุดหรูพร้อมหัวเจ็ทจากุซซี่ แต่ดีเทลอื่นๆนั้นก็ชวนให้ Wow ไม่แพ้กัน เริ่มกันที่ชักโครกไฮเทคสไตล์ญี่ปุ่นในห้องผนังกรุไม้ซึ่งให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นหนึ่งเดียว อย่างที่เล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ว่างานหินในห้องชาวเว่อร์นั้นก็ออกแบบโดย Versace เครื่องอาบน้ำตั้งแต่สบู่เหลว แชมพู ครีมนวดผม ไปจนถึงสบู่ก้อนสำหรับล้างมือ และโลชั่นทาผิวนั้นก็เป็นผลิตภัณฑ์ของ Bottega Venetta ที่เลิศหรูอย่าบอกใคร ส่วนไดร์เป่าผมนั้นก็คงจะเป็นแบรนด์ใดไปไม่ได้ นอกจาก Dyson พาทัวร์ห้องพักแบบย่อๆกันพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็ได้เวลาไปเสพความผ่อนคลายในสปาหรูของ The Sukhothai กันต่อได้เลย นวดผ่อนคลายที่ Spabotanica เดินจากอาคาร Club Wing เราลัดเลาะผ่านสระว่ายน้ำแล้วตรงมาที่ Spabotanica ของโรงแรม ตกแต่งเรียบง่ายด้วยโทนสีอ่อนสะอาดตา แซมด้วยงานไม้ทำให้ดูอบอุ่นผ่อนคลาย เรานวดคอร์ส The Sukhothai Signature ซึ่งผสมผสานเอาหลายๆเทคนิคการนวดเข้าด้วยกันไว้ในคอร์สเดียวเพื่อความสบายที่สุดของลูกค้า เราคิดว่านี่เป็นวิธีที่เวิร์คมากๆ เพราะหลายครั้งร่างกายอันแสนตึงเครียดของเราก็ต้องการทั้งการนวดแผนไทย อโรม่า สวีดิช รีดเส้น กดจุด ไปใน Session เดียวกันเลย สั้นๆก็คือชอบการนวดแบบรวมเทคนิคแบบนี้มากเลยครับ :-) หลังจากกรอกแบบฟอร์ม เลือกน้ำหนักมือ และจุดเน้นที่ต้องการแล้ว เราก็ถูกนำทางไปยังห้อง Treatment ที่ดูเรียบง่ายแต่มีรสนิยมเพื่อล้างตัวและเปลี่ยนชุดรอ จากนั้นเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะทันทีที่ฝ่ามือของพี่ๆ Therapists สัมผัสกับผิวของเราและค่อยๆเพิ่มแรงกดรีดไปตามแนวกล้ามเนื้อที่เราไม่รู้ตัวมาก่อนว่าเมื่อย เราก็แทบจำอะไรไม่ได้อีกเลย แบบนี้ใช่ไหมที่เค้าเรียกกันว่า "สบายลืมมมมม" มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่พี่ Therapist บอกให้เราพลิกตัว แต่แล้วความทรงจำของเราก็เริ่มเลือนลางอีกครั้ง จนสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาเมื่อการนวดจบลง ถ้าเราไม่มีโปรแกรม Pre-Dinner Cocktail ต่อ ก็อยากจะขอนวดต่อยาวๆอีกซักชั่วโมง Underground Gัym ก่อนจะไป Pre-Dinner Cocktail เราขอแวะลงไปสำรวจ Gym ที่อยู่ชั้นใต้ดินกันซักหน่อย เพราะได้ยินกิตติศัพท์มาหนาหู พอมาเห็นของจริงบอกได้คำเดียวว่าเกรียงไกรมากกกก ทั้งขนาดสถานที่ อุปกรณ์ และบริการที่มีให้ล้วนครบครันไปทุกสิ่งยิ่งกว่าฟิตเนสที่เราเคยเป็นสมาชิกอยู่ซะอีก ใครต้องการออกกำลังกายแบบ High-End เป็นมืออาชีพ ในบรรยากาศ Exclusive เราแนะนำให้มาลองดูที่นี่ มีสมัครสมาชิกรายปีด้วยนะ ติดต่อสอบถามที่โรงแรมโดยได้เลยครับ Pre-dinner Cocktail ที่ Club Lounge อีกหนึ่งสิทธิพิเศษของการนอนห้อง Club Suite คือเราสามารถใช้บริการ Cocktail ก่อนดินเนอร์ที่ Club Lounge ได้แบบสั่งเพิ่มได้ไม่อั้น ซึ่งตอนแรกเราคิดว่าจะมีแค่เพียงเครื่องดื่ม ที่ไหนได้คุณอีฟ Receptionist (ที่มาดูแลเราบ่อยจนเริ่มสนิทสนมกันนั้น) ก็ทยอยนำของว่างจานเล็กๆจานแล้วจานเล่าออกมาเสิร์ฟให้ อร่อยหมดทุกอย่างเลยแฮะ แถมขอเพิ่มได้ตลอด คุณอีฟบอกว่าของว่างเหล่านี้จะมีธีมที่หมุนเวียนไปตามช่วงเวลา อย่างช่วงที่เราไปก็จะเป็นธีม Italian ซึ่งก็เข้ากันกับมื้อค่ำต่อจากนี้ที่ La Scala พอดี โจทย์ที่ยากสำหรับเราก็คือจะแบ่งโควตาพื้นที่ในท้องอย่างไรให้เพียงพอกับความอร่อยทั้งหมดทั้งที่ Lounge และที่ La Scala ร้านอิตาเลียนมากรางวัลแห่ง The Sukhothai ซึ่งจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่นานนี้ Dinner at La Scala ในปี 2018 ร้าน La Scala เป็นร้านอาหารอิตาเลียนเพียงร้านเดียวในประเทศไทยที่ได้รับรางวัล 3 Forks ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดจาก Gambero Rosso Guide ที่ Specialized ในอาหารและไวน์อิตาเลียนโดยเฉพาะ การันตีว่าร้าน La Scala นี้เป็นหนึ่งในร้านอิตาเลียนที่ดีที่สุดที่อยู่นอกประเทศอิตาลี นอกจากนี้ใน Tripadvisor ร้าน La Scala ก็ยังขึ้นแท่นร้านอาหารอิตาเลียนอันดับ 1 จากกว่า 500 ร้านในกรุงเทพฯอีกด้วย และตั้งแต่วันที่ 19 เม.ย. 2021 นี้ ทางร้านก็จะได้เชฟ Eugenio Cannoni ชาวเมือง Monferro แคว้น Piedmont ทางตอนเหนือของอิตาลี เข้ามาเสริมทัพให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีก เชฟหนุ่มแห่งวงการ Haute Cuisine ท่านนี้เคยเป็นเชฟให้กับร้านอาหารประดับดาวมิชลิน และที่ปรึกษาให้กับรายการ TV ทั้งในอิตาลีและอีกหลายประเทศมาก่อน แต่เราเข้าไปรับประทานอาหารก่อนวันที่เมนูของเชฟคนใหม่จะเปิดตัว อาหารทั้งหมดในรูปของเราจึงยังคงเป็นเมนูเดิมของร้านอยู่ ตอนแรกเราก็แอบเสียดาย แต่พอคิดอีกทีคือเราโชคดีมากๆที่จะได้ลิ้มรสทั้งเมนูเก่าในวันนี้ และเมนูใหม่ในโอกาสหน้า ซึ่งเราจะกลับมาอย่างแน่นอน เริ่มมื้อด้วยคู่คาวหวานคลาสสิคอย่างพาร์มาแฮมแท้ๆและเมล่อนหอมหวาน ช่วยเปิด Palate รับรสให้พร้อมสำหรับมหากาพย์ความอร่อยที่กำลังจะตามมา Carpaccio Di Capesante หอยเชลล์สดๆสไลซ์บางๆราดด้วย Passion Fruit Dressing ทำให้ได้ความสดชื่นจากทั้งรสเปรี้ยวและหวาน เพิ่มความซับซ้อนอีกนิดด้วยหัวเฟนเนล แอลมอนด์ มะเขือเทศ เนื้อส้ม มินต์ และดิลล์ Zuppa ซุปเห็ด Wild Mushroom และ เห็ดทรัฟเฟิลดำ เข้มข้นกลมกล่อมหอมอร่อย อุ่นๆสบายพุง ทานคู่กับ Mushroom Cracker กรุบกรอบ ดีงามมากครับ Risotto al Fruitti di Mare ริซ็อตโต้ซีฟู้ดที่ขนมาทั้งทะเล ได้กลิ่นและรสชาติของทะเลที่เข้มข้นชัดเจน เดาเอาเองว่าน่าจะมาจาก Shell Fish Stock ที่ทางเชฟเคี่ยวเพื่อนำมาหุงข้าว Arborio ให้สุกแบบ Al Dente ประทับใจทั้งหน้าตาและรสชาติครับ Capellini พาสต้าเส้นเล็กปรุงกับเนื้อล็อบสเตอร์และเนื้อปู ปกติทางร้านจะใช้ Blue Lobster แต่วันที่เราไปวัตถุดิบหมดเลยได้เป็น Canadian Lobster แทน สดอร่อย ไม่หักคะแนนใดๆครับ Agnello เนื้อแกะ Te Mana Lamb จากนิวซีแลนด์ ซึ่งต่างจากเนื้อแกะทั่วไปตรงที่เค้าจะอุดมด้วย Omega-3 และมีไขมันละเอียดแทรกอยู่ในกล้ามเนื้อ เชฟนำมาย่างให้สุกกำลังดี เพิ่มรสด้วยชีส Gorgonzola Dolce ซึ่งเป็นบลูชีสที่เราชอบมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เสิร์ฟคู่กับผักย่างหอมอร่อย รสชาติออกมาลงตัวมากๆและเนื้อแกะก็แทบไม่มีกลิ่นเลย จานนี้เป็น Ora King Salmon ปลาแซลมอนพันธุ์พิเศษจากนิวซีแลนด์เช่นกัน นำไป Poached ในน้ำชาดอกบัวซึ่งเป็นชา Signature ของโรงแรม เสิร์ฟพร้อมลูกเกด ไพน์นัท Jerusalem Artichoke (แก่นตะวัน) Guava Puree และ Kristal Caviar จานนี้เป็นเนื้อ Saitama Wagyu ที่นุ่มละลายในปาก ปรุงแบบเรียบง่ายเพื่อให้รสธรรมชาติของเนื้อเปล่งประกาย สารภาพว่าจำไม่ได้ว่าซอสทำจากอะไรบ้าง แต่จำได้ว่าอร่อยมากๆครับ แอบพลิกมีดไปเจอแบรนด์ Laguiole แบรนด์เครื่อง Cutlery เก่าแก่เกือบ 200 ปีจากฝรั่งเศส หรูหราหมดจดทุกกระเบียดนิ้วจริงๆ ได้เวลาของหวานแล้ว เป็น Raspberry Pannacotta ใจจริงเราหมายตา Tiramisu เอาไว้แต่กลัวว่าคาเฟอีนจะรบกวนการนอน เลยเลือกน้องคนนี้มาแทน และก็ไม่ผิดหวังเลยครับ เนียนนุ่มหอมนมตัดด้วยความเปรี้ยวของราสป์เบอร์รี่ลงตัวพอดีเป๊ะ ส่วนอันนี้เป็นของหวานที่พิเศษมากๆครับ เพราะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Cocktail คลาสสิคของอิตาลีอย่าง Sgroppino แต่ที่ La Scala นำมาทำเป็นของหวานและทำสดๆให้เราดูที่โต๊ะเลย น้องคนนี้ประกอบไปด้วยเจลาโตวอดก้า โพรเซ็กโก้ และ Limoncello นำมาตีฟองจนเหมือนคาปูชิโน่เลยครับ Sgroppino ทำเสร็จแล้วก็จะหน้าตาสวยงามแบบนี้ครับ เขินจังที่จะบอกว่าทั้งหมดนี้ เราทานกันแค่ 2 คนเท่านั้นเอง ^^ ขึ้นมาแช่น้ำก่อนนอน ได้เวลาลงอ่างแล้วววว ต้องผลัดกันแช่นิดนึง สบายแค่ไหนไม่ต้องบรรยายมาก ให้ภาพเล่าเรื่องแล้วกันนะคับ Turndown Service เตียงนุ่มๆที่เทิร์นดาวน์เรียบร้อยพร้อมให้เราเอาตัวเข้าไปแทรกคุดคู้ได้ตามใจ พร้อมของที่ระลึกก่อนนอนที่ทางพนักงานวางไว้ให้บนเตียง และมีให้เลือกเมนูอาหารเช้าด้วย เมื่อเราติ๊กเสร็จก็นำไปแขวนไว้หน้าประตูได้เลย แต่เราเลือกที่จะไป Order โดยตรงที่ Club Lounge ตอนเช้าเลยดีกว่า เพราะก่อนมามีพรายกระซิบบอกว่าอาหารเช้าที่ Club Lounge ของ The Sukhothai นั้นดีมากๆ พรุ่งนี้เช้าเราไปพิสูจน์กันครับ ตื่นเช้าเริ่มวันใหม่ด้วยการนั่งชิลอ่านหนังสือบนเตียงก่อนจะอาบน้ำลงไปทานมื้อเช้า วันนี้เราเลือกใส่นาฬิกา IWC SCHAFFHAUSEN Pilot's Watch Edition "Le Petit Prince" กันทั้ง 2 คนเลยครับ เรือนแรกเป็น Automatic Chronograph สายหนัง ส่วนอีกเรือนเป็น Mark XVIII สายสแตนเลสครับ ทั้งสองเรือนเป็นนาฬิกาที่ใส่ง่ายได้ทุกวัน โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีน้ำเงินที่เป็นโทนเอกลักษณ์เฉพาะของ IWC สั้นๆก็คือใส่แล้วดูดีมากๆครับ แหะๆ เราจับคู่นาฬิกากับสร้อยข้อมือหนังสีน้ำตาลจาก Hermès รุ่น Tournis Tresse พร้อมแต้มน้ำหอม Maison Margiela 'REPLICA' กลิ่น Lazy Sunday แบบ Rollerball ที่เราพกติดกระเป๋าเอาไว้ ชื่อกลิ่นนั้น Appropriate กับสถานการณ์มาก เพราะเช้านี้เราถูก Spoiled จนขี้เกียจสุดๆเลย Breakfast at The Sukhothai ตั้งแต่เช็คอินที่ เดอะ สุโขทัย เราก็ไม่เคยได้ว่างเว้นของอร่อยเลยจริงๆ ยิ่งมื้อเช้าของที่นี่ต้องใช้คำว่า "ล้น" ไปด้วยของกินที่ทั้งเลิศรสและหลากหลาย มีครบทั้งคาวหวาน สัญชาติยุโรป ไทย จีน ญี่ปุ่นตอบทุกความต้องการ ปัญหาเดียวคือพื้นที่ในกระเพาะมีไม่พอจริงๆครับ อร่อยหมดทุกอย่าง แต่ที่เรา Surprised เป็นพิเศษคือข้าวมันไก่ครับ บอกเลยว่าต้องลอง ดีงามเกินเรื่องจริงๆ กลมกล่อม นุ่มนวล พร้อมน้ำจิ้มที่เด็ดดวงเหลือเกิน จริงๆแล้ว The Sukhothai นั้นมีชื่อมายาวนานเรื่องอาหารการกินครับ ที่นี่เป็นโรงแรมแห่งแรกในประเทศไทยที่จัด Sunday Brunch Buffet ที่เรียกได้ว่า Top-Notch อย่างแท้จริง วัตถุดิบที่นำมาเสิร์ฟให้ลูกค้านั้น ล้วนเป็นท็อปเกรดทั้งสิ้น ช่วงที่เราไปนั้นมีโปรโมชั่นที่คุ้มค่ามากๆ ซื้อ Sunday Brunch 2 ท่าน ได้ห้องพักฟรีไปเลย แต่ละช่วงจะมีโปรที่ต่างกันไปนะครับ ต้องลองเช็คดูเรื่อยๆน้าาา Buffet อีกรายการของ The Sukhothai ที่โด่งดังมากๆก็คือ Chocolate Buffet ที่รับผิดชอบโดยเชฟ Laurent Ganguillet เรียกย่อๆว่า "เชฟกัง" พนักงานคนแรกสุดของโรงแรม หมายเลขพนักงานของเชฟคือเบอร์ 1 เลยครับ และยังคงทำงานอยู่ที่นี่จนถึงปัจจุบัน ลองคิดดูว่าทางเจ้าของนั้นดูแลพนักงานได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน ได้ยินมาว่าตอนน้ำท่วมใหญ่ ก็เปิดห้องโรงแรมให้พนักงานนอนฟรีเลยครับ กลับมาเรื่องช็อคโกแลตกันดีกว่าครับ 555 คือในบุฟเฟ่ต์เชฟกังได้คัดเลือกเอาช็อคโกแลตกว่า 30 ชนิดจากแหล่งปลูกทั่วโลก นำมารังสรรค์ให้เกิดเป็นเมนูต่างๆมากมาย แค่ช็อคโกแลตร้อนเมนูเดียว เราก็สามารถรีเควสต์ได้เลยว่าชอบรสชาติประมาณไหน เชฟสามารถนำมาเบลนด์จัดให้ได้หมดเลยครับ นอกจากนี้ยังมีอาหารคาวอร่อยๆเอาไว้ตัดเลี่ยนอีกด้วย ใครสนใจติดต่อโรงแรมด่วนเลยครับ เพราะปกติคิวจองแน่นมากๆ สระเขียว อีกหนึ่งจุด Iconic แห่ง The Sukhothai เคล็ดลับการย่อยอาหารของเราคือการลงไปว่ายน้ำครับ จากอิ่มๆว่ายป๋อมแป๋มแป๊บเดียวอาจกลายเป็นหิวทานต่อได้อีกทันที แน่นอนว่าช่วงเวลาพุงกางอาจจะไม่น่าโชว์นัก แต่โชคดีมากๆที่ทั้งสระไม่มีใครเลยนอกจากเรา นอกจากจะได้ย่อยอาหารแล้ว ยังเป็น Photo Op ที่หาได้ยากอีกด้วย จิบชาก่อนกลับ น่าเสียดายจังที่ Staycation ครั้งนี้ของเราใกล้จบลงแล้ว แม้ทางโรงแรมจะอนุโลมให้เรา Late Check-Out ได้ แต่เวลาก็ยังสั้นไปอยู่ดี ช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วแบบนี้เสมอแหละ การว่ายน้ำเพื่อช่วยย่อยอาหารก่อนหน้านี้ของเรานั้นเป็นความคิดที่ถูกต้องมากๆ เพราะยังมี Afternoon Tea อีกเซ็ตใหญ่ๆที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ดูแลพวกเราส่งท้ายก่อนเช็คเอ้าท์ จัดเต็มเหมือนเคยครับทั้งของคาวและของหวาน รวมถึงชากาแฟครบชุด บางทีของที่ระลึกก็อาจมาในรูปแบบของน้ำหนักที่ได้เพิ่มกลับบ้านไปนะครับ สรุปความประทับใจ ก่อนหน้านี้เราเคยแวะมาร่วมงานต่างๆที่ The Sukhothai บ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่เคยได้มีโอกาสมา Staycation แบบนี้เลย ครั้งนี้เราได้เรียนรู้ถึงเรื่องราวที่น่าสนใจของโรงแรมหลายเรื่อง เช่น โรงแรมนี้เป็น Private Brand ที่มีครอบครัวนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชาวฮ่องกงเป็นเจ้าของ (HKRI Group) และมีเพียง 2 แห่งในโลกคือที่กรุงเทพฯและเซี่ยงไฮ้ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน และเร็วๆนี้ที่กรุงเทพฯก็จะมีการเปิดตัวโปรเจ็คท์ใหม่ของแบรนด์อีกแห่งหนึ่งด้วย เราได้รู้อีกว่าตลอด 30 ปีที่ผ่านมา The Sukhothai ได้ริเริ่มธรรมเนียมปฏิบัติหลายๆอย่างในวงการโรงแรมของไทย ไม่ว่าจะเป็นการมอบดอกไม้ไทยเพื่อต้อนรับแขกผู้มาเยือน หรือจะเป็นการจัด Sunday Brunch ที่ทุกวันนี้แทบทุกโรงแรมต่างก็มีให้บริการกัน แต่เรื่องเล่านั้นก็ยังไม่เท่าประสบการณ์ที่เราสัมผัสได้ด้วยตัวเองจากไมตรีของผู้ให้บริการ และรายละเอียดที่ลงตัวสวยงามของงานสถาปัตยกรรม ไปจนถึงอาหารเลิศรสมื้อแล้วมื้อเล่าที่เราได้ลิ้มลอง เมื่อทั้งหมดนี้มารวมกันอยู่ที่ The Sukhothai ก็ทำให้โรงแรมแห่งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ สมกับความหมายของ "สุโขทัย" ชื่อโรงแรมจริงๆ "Dawn of Happiness" หรือ "รุ่งอรุณแห่งความสุข" โมงยามแห่งความละเมียดที่เราสามารถสัมผัสได้ทุกวัน ดีลห้องพักราคาพิเศษคลิ๊กจองที่นี่
- Exclusive Offer Explore the World with PONANT Luxury Expedition Cruises ล่องเรือสำราญโพน๊องท์ สำรวจโลกกับราคาสุดพิเศษ
Embark on a voyage of discovery with PONANT Luxury Expeditions. Our exclusive deals for new departures are now available, and we're ready to welcome you aboard. Ready to discover the planet's most unique and secluded destinations? Hoparound.co and Ponant invite you to embark on a luxury expedition cruise unlike any other. Whether you're dreaming of sailing to the majestic polar regions or exploring the hidden gems of the Mediterranean, our exclusive partnership brings you closer to the adventure you've always wanted. ล่องเรือสำราญ PONANT Luxury Expeditions Offer เที่ยวขั้วโลกเหนือราคาพิเศษ Experience a PONANT Expedition Cruise Ponant is a premier French cruise line renowned for its exclusive, high-end voyages. We specialize in catering to discerning travelers who want to explore the world without compromising on comfort or style. A Ponant expedition cruise isn't just a trip—it's an immersive, enriching journey. Our eco-friendly, hybrid-powered ships allow us to reach remote locations that are inaccessible to larger vessels, ensuring a truly unique experience. Each voyage is thoughtfully designed around a special theme, offering unforgettable moments: Gourmet Voyages: Savor exquisite, locally sourced cuisine prepared by world-class chefs. Music-Themed Cruises: Be serenaded by award-winning musicians, making your journey truly memorable. A Ponant luxury cruise promises to amaze you with incredible history, diverse cultures, and stunning natural wonders. Fall in love with our planet on a deeper level and secure your adventure with a special discount. Exclusive Offer: Book Your Ponant Cruise with Hoparound.co Unlock your adventure with our exclusive promotion and enjoy significant savings on your next Ponant cruise booking: Additional Discount: Get an extra 5% off the prices listed on the official Ponant website (www.ponant.com). Booking early is key, as prices are dynamic and generally lower the further in advance you book. Special Valetta to Türkiye Voyage: Secure a spot on the "The Mediterranean: in the footsteps of great civilisations" itinerary from Valetta, Malta, to Antalya, Türkiye. This 11-day voyage departs March 22, 2026, with prices starting at €6,207 per person (based on double occupancy). This price is locked in if you book by November 30, 2025. How to Book Your Ponant Adventure Booking your dream Ponant expedition is simple and secure. Browse Itineraries: Visit the official Ponant Expedition website to explore a wide range of destinations and departure dates: https://us.ponant.com/discover-our-destinations Claim Your Discount: Click this link to provide your trip details and receive your exclusive 5% Ponant cruise discount: www.hoparound.co/exclusiveoffers Finalize Your Booking: A dedicated Ponant representative will contact you directly via email to assist with your booking details. Discover Our Top Ponant Brochures Ready to explore your options? Download these brochures for inspiration on your next luxury expedition cruise: Le Commandant Charcot 2025 - 2027: The World's Only Luxury Icebreaker. PONANT Winter 2025-2026: Inspiring Voyages. PONANT & Smithsonian Journeys 2026: A unique collection of curated trips. Discover your perfect Ponant cruise and enjoy an exclusive discount on all worldwide voyages when you book with Hoparound.co. Explore Brochures and Itineraries Le Commandant Charcot 2025 - 2027 Brochure: The World's Only Luxury Icebreaker PONANT Winter 2025-2026 Brochure: Inspiring Voyages PONANT & Smithsonian Journeys 2026 Collection Le Commandant Charcot 2025-2026 Brochure Find your dream expedition on the Ponant Expedition Website and receive a minimum 5% discount on all worldwide voyages when you book with Hoparound.co. ล่องเรือสำราญ PONANT Luxury Expeditions สำรวจโลก ดีลพิเศษสำหรับการออกเดินทางครั้งใหม่ พร้อมเปิดเรือต้อนรับเพื่อนๆแล้วครับ Hoparound.co X Ponant ชวนเพื่อนๆไปสัมผัสกับซอกมุมแรร์ไอเท่มของโลกใบนี้ในวิถี Quiet Luxury บนหลากหลายเส้นทางเดินเรือตั้งแต่ขั้วโลกเหนือจรดใต้ในจุดหมายที่เรือน้อยลำจะเข้าถึงได้ Ponant (โพน้องต์) คือแบรนด์เรือสำราญสุด Exclusive สัญชาติฝรั่งเศสที่ตอบโจทย์นักเดินทางผู้หลงไหลการสำรวจโลก (Expedition) โดยไม่ต้องลดคุณภาพ Lifestyle ในมิติที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน นอกจาก Ponant จะพาเราออกเดินทางสู่ความมหัศจรรย์ของโลกใบนี้ด้วยพลังงาน Hybrid เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว แต่ละเส้นทางของ Ponant ก็เป็นประสบการณ์ที่ห่อหุ้มด้วย Theme เฉพาะไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นแนว Gastronomy ที่ชวนลิ้มรสอาหารชั้นเลิศ และวัตถุดิบท้องถิ่นที่เลือกสรรมาอย่างดี และบางเส้นทางก็มีการเชิญเชฟชื่อดังระดับโลกตัวจริงมาปรุงอาหารให้เราเลย หรือจะเป็น Theme ดนตรีที่เชิญนักดนตรีชั้นครู (บางท่านเป็นแชมป์โลกเลยครับ) มาบรรเลงเพลงขับกล่อมเราตลอดเส้นทาง แขกของ Ponant จะได้สัมผัสกับความน่าตื่นตาตื่นใจของเรื่องราวประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คน และความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่เราคาดไม่ถึง มาตกหลุมรักกับดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลกให้ลึกซึ้งกว่าเดิม พร้อมส่วนลดพิเศษเมื่อจองผ่าน Hoparound.co Exclusive Offer: Hoparound.co X Ponant 1. ทุกเส้นทาง ลดเพิ่ม 5% จากราคาหน้าเวป www.ponant.com (ราคามีการปรับอยู่เรื่อยๆ ยิ่งจองล่วงหน้านานยิ่งถูก) 2. พิเศษ! สำหรับเส้นทางจาก Valetta, Malta - Antalya, Türkiye (The Mediterranean: in the footsteps of great civilisations) ออกเดินทางวันที่ 22 มีนาคม - 1 เมษายน 2026 (11 วัน) ราคาเริ่มต้นที่ 6,207 ยูโร/ท่าน (1 ห้องต้องพัก 2 ท่าน) วิธีการจอง 1. ดูเส้นทางและวันเดินทางที่ต้องการได้ที่หน้าเวป https://us.ponant.com/discover-our-destinations 2. คลิกที่ลิงค์ www.hoparound.co/exclusiveoffers เพื่อกรอกรายละเอียดทริปที่ต้องการเพื่อรับสิทธิ์ลด 3. รอให้ตัวแทนของ Ponant ประจำปรเทศไทยติดต่อกลับทางอีเมลเพื่อดำเนินการจองกับลูกค้าโดยตรง เลือกชมเส้นทางเดินเรือ Ponant ที่น่าสนใจได้ที่นี่ Le Commandant Charcot 2025 - 2027 Brochure The World's Only Luxury Icebreaker PONANT Winter 2025-2026 Brochure Inspiring Voyages PONANT & Smithsonian Journeys 2026 Collection 2025 Close to Home Voyages Brochure Le Commandant Charcot 2025-2026 Brochure ชมรีวิวเส้นทางเรือ The Mediterranean: in the footsteps of great civilisations กับเรือ L’Austral (ลอสตราล) เลือกชมเส้นทางเดินเรือรอบโลกได้ที่ Ponant Expedition Website รับส่วนลดทุกเส้นทางรอบโลกเมื่อจองกับ Hoparound.co #PONANT #Luxury #Expeditions #Letshoparound
- BONCI (บอนซี่) คาเฟ่เปิดใหม่ย่านสะพานควาย
BONCI (บอนซี่) #คาเฟ่เปิดใหม่ #ย่านสะพานควาย “ความไร้คอนเส็ปต์” ก็กลายเป็นคอนเส็ปต์ได้ ถ้ารสนิยมดีซะอย่าง วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไป #hop ทำความรู้จักกับ BONCI คาเฟ่สวยเก๋ย่าน #สะพานฟราย (สะพานควายนั่นแหละ) ที่กลางวันเป็นคาเฟ่ ส่วนกลางคืนเป็นบาร์สุดฮิป เราถามเจ้าของร้านถึงที่มาของชื่อ BONCI ว่าชื่อนี้มาแต่ใด คำตอบก็คือ ”ตัวอักษร 5 ตัวนี้เรียงกันแล้วสวยดีนะ” แค่นี้ก็พอจะบอกได้ว่าคาเฟ่แห่งนี้สร้างขึ้นจากรสนิยมส่วนตัวของเจ้าของล้วนๆ แต่สำหรับเราแล้วจะว่าไร้คอนเส็ปต์เสียเลยก็ไม่ถูก เพียงแค่คอนเส็ปต์ของร้านนี้ไม่ได้ถ่ายทอดออกมาด้วยคำพูดให้สวยหรูก็แค่นั้นเอง แต่มันออกมาเป็นบรรยากาศของร้านให้จับต้องได้เลย ถ้าให้เราบรรยายตามความรู้สึกของเราเองก็ต้องบอกว่าที่นี่มี Good Vibes หนาแน่นมาก นอกจากการแต่งร้านที่ทำให้เรานึกถึงสไตล์สแกนดิเนเวียนแล้ว การคัดสรรเมล็ดกาแฟที่นำเข้ามาจากออสเตรเลียตามความชอบของเจ้าของ ก็ทำให้เรารู้ว่าอย่างน้อยก็ต้องมีคำว่า “ใส่ใจรายละเอียด” นั่งอยู่ในใจของเจ้าของอย่างแน่นอน ส่วนชั้นลอยนั้นตอนกลางคืนจะกลายร่างเป็นบาร์สุดฮิปนามว่า BONCI BAR เมนูแนะนำ สำหรับผู้ชอบความครีมมี่ นัวร์ๆ BIMBOM CREAM 150.- สำหรับใครที่ชอบความสดชื่น BIMBOM SOUR 150.- ส่วนครัวซองต์ที่เราได้ลองชิมคือ Spinach Croissant 150.- สายครัวซองต์ก็คือห้ามพลาด สรุปเลยแล้วกัน ร้านสวย กลางวันกาแฟดี กลางคืนนั่งดริ้งค์ได้ มีที่จอดรถด้านหลังร้านใกล้แยกสะพานควาย จะมีคอนเส็ปต์หรือเปล่าก็ช่างมันไปก่อนก็แล้วกัน อะไรดี Hop ก็ว่าดี ไปเช็คอินกันได้เลยค้าบบบ แถมช่วงนี้ก็จะมีตู้ถ่ายรูปสุดฮิตอย่าง Sculpturebangkok ไปตั้งอยู่ในร้านด้วยนะ ถ้าซื้อเครื่องดื่มขนมครบ 550.- จะได้ถ่ายฟรี 1 ครั้ง 1 แผ่น หรือใครอยากถ่ายแบบจัดเต็มก็จ่าย 150.- ต่อครั้งไปเลย!! BONCI Location: https://goo.gl/maps/ZBQrwCVqnf6NLUhdA 1477 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร เวลาเปิด-ปิด : Café 10:00-18:00 | Bar 18:00-23:00 (เปิดให้บริการเร็วๆนี้) โทร : 06-4646-9245 ที่จอดรถ : ที่จอดรถ BONCI สามารถจอดรถได้หลังร้าน (ที่จอดรถจำกัด 5-6 ที่นะครับ) ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/hellobonci/












