Search Results
Search this site
135 results found with an empty search
- เที่ยววอชิงตัน ดีซี (Washington D.C.) ฤดูใบไม้ผลิ เดินเล่นชมพิพิธภัณฑ์ระดับโลก และสถาปัตยกรรมสุดคลาสสิก
หากนิวยอร์กคือเมืองที่เต็มไปด้วยพลังงานไม่รู้จบ วอชิงตัน ดีซี ก็คงเป็นเมืองที่ค่อย ๆ เผยเสน่ห์ของตัวเองผ่านพิพิธภัณฑ์ สถาปัตยกรรม และพื้นที่สาธารณะที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน แม้หลายคนจะจดจำเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกาผ่านภาพของรัฐสภา ทำเนียบขาว หรือศูนย์กลางการเมืองโลก แต่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิราวเดือนเมษายน เมืองทั้งเมืองกลับเปลี่ยนบรรยากาศไปอย่างสิ้นเชิง ต้นซากุระที่เริ่มผลิบาน สวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยผู้คน และแสงแดดอ่อน ๆ ที่สะท้อนบนอาคารหินสีขาว ทำให้ Washington D.C. กลายเป็นหนึ่งในเมืองที่น่าเดินที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา ทริปนี้เราใช้เวลาสำรวจเมืองผ่านพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรีระดับโลกอย่าง National Gallery of Art, Hirshhorn Museum และ National Portrait Gallery เดินชมสถาปัตยกรรมและอนุสรณ์สถานสำคัญรอบ National Mall ก่อนจะจบวันด้วยการเดินเล่นริมแม่น้ำที่ Georgetown Waterfront และอาหารทะเลจานโปรดจากร้านระดับตำนานอย่าง Old Ebbitt Grill สำหรับคนที่หลงใหลในศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และย่านเมืองที่เดินเล่นได้ทั้งวัน Washington D.C. อาจเป็นจุดหมายที่น่าสนใจกว่าที่หลายคนคิด Did You Know? ทำไมฤดูใบไม้ผลิของ Washington D.C. ถึงดังไปทั่วโลก? ทุกปีช่วงปลายมีนาคมถึงเมษายน กรุงวอชิงตัน ดีซี จะถูกแต่งแต้มด้วยดอกซากุระนับพันต้นรอบ Tidal Basin ซึ่งเป็นของขวัญที่กรุงโตเกียวมอบให้สหรัฐอเมริกาในปี 1912 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างสองประเทศ ปัจจุบันเทศกาล National Cherry Blossom Festival กลายเป็นหนึ่งในงานประจำปีที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และเป็นช่วงเวลาที่เมืองมีบรรยากาศสวยที่สุดช่วงหนึ่งของปี Hirshhorn Museum วันที่เราได้เจองานของ Yayoi Kusama หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของทริปนี้คือการได้ชมผลงานของ Yayoi Kusama ที่ Hirshhorn Museum พิพิธภัณฑ์แห่งนี้โดดเด่นด้วยอาคารคอนกรีตทรงกลมสไตล์ Brutalist ที่แตกต่างจากอาคารคลาสสิกรอบ National Mall อย่างสิ้นเชิง ผลงาน Infinity Room ของ Kusama เป็นประสบการณ์ที่ยากจะอธิบายผ่านภาพถ่าย การได้อยู่ท่ามกลางกระจก แสงไฟ และลวดลายจุดที่ดูไร้จุดสิ้นสุด ทำให้เรารู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่ง นอกจาก Kusama แล้ว Hirshhorn ยังเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่แข็งแรงที่สุดของเมือง Why We Love It เป็นพื้นที่ที่ทำให้ศิลปะร่วมสมัยดูสนุกและเข้าถึงได้ Best For Contemporary Art Lovers • Design Lovers • Museum Hoppers MAP: https://maps.google.com/?q=Hirshhorn+Museum Opening Hours: 10:00–17:30 Admission: ฟรี แต่หากมีนิทรรศการพิเศษต้องเสียค่าใช้จ่าย เช็คผ่านเว็ปไซต์ https://hirshhorn.si.edu/ The White House บ้านที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก แม้จะถูกเห็นผ่านภาพยนตร์ ข่าว และหนังสือมานับไม่ถ้วน แต่การได้เห็น The White House ด้วยตาตัวเองก็ยังเป็นประสบการณ์ที่พิเศษ อาคารสีขาวสไตล์ Neoclassical แห่งนี้เป็นทั้งบ้านพักและสถานที่ทำงานของประธานาธิบดีสหรัฐฯ มานานกว่าสองร้อยปี แม้พื้นที่ส่วนใหญ่จะถูกล้อมรั้วและมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด แต่การเดินชมจาก Lafayette Square ก็ยังช่วยให้สัมผัสบรรยากาศของศูนย์กลางการเมืองโลกได้เป็นอย่างดี Why We Love It แลนด์มาร์กระดับโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ Best For History Lovers • First-time Visitors MAP: https://maps.google.com/?q=The+White+House Opening Hours: เข้าชมภายในได้เฉพาะการจองล่วงหน้า Admission: ฟรี Renwick Gallery แกลเลอรีที่ทำให้เราได้ทิ้งตัวลงนอนมองงานศิลปะ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยและงานคราฟต์ที่อยู่ใกล้เพียงไม่กี่ก้าวจากทำเนียบขาว ที่นี่มักจะมีนิทรรศการหมุนเวียนที่กระตุ้นความรู้สึกเสมอ ตอนที่เราไปโชคดีมาก ๆ ที่ได้ชมงาน Installation Art ชื่อ Earthtime 1.8 Renwick โดยคุณ Janet Echelman เราได้ทิ้งตัวลงนอนดูงานศิลปะชิ้นนี้จากพื้น คือดีมาก ๆ การได้นอนนิ่ง ๆ ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับโครงข่ายตาข่ายที่เปลี่ยนสีและพลิ้วไหวตามจังหวะแสง ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่จัดแสดงศิลปะ แต่เป็นพื้นที่ที่อนุญาตให้เรามีส่วนร่วมและดื่มด่ำกับมันได้อย่างแท้จริง Why We Love It งานศิลปะจัดวาง (Installation Art) ที่สร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้ชมได้อย่างไร้ที่ติ Best For Contemporary Art Lovers • Dreamers • Photographers MAP: https://maps.google.com/?q=Renwick+Gallery Opening Hours: 10:00–17:30 Admission: ฟรี National Portrait Gallery มองประวัติศาสตร์อเมริกาผ่านใบหน้าของผู้คน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้รวบรวมภาพบุคคลสำคัญของอเมริกา ตั้งแต่ประธานาธิบดี ศิลปิน นักธุรกิจ ไปจนถึงบุคคลร่วมสมัย การเดินชมที่นี่เหมือนได้อ่านประวัติศาสตร์อเมริกาผ่านใบหน้า เรื่องราว และบุคลิกของผู้คนแต่ละยุค หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ Presidential Portraits ของ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกคน Why We Love It เป็นวิธีเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่น่าติดตามกว่าที่คิด Best For History Lovers • Art Lovers • Cultural Travelers MAP: https://maps.google.com/?q=National+Portrait+Gallery Opening Hours: 11:30–19:00 Admission: ฟรี Astro Doughnuts & Fried Chicken คอมโบความอร่อยที่คาดไม่ถึงของไก่ทอดและโดนัท ร้านคอมฟอร์ตฟู้ดที่ถ้ามาถึง D.C. แล้วไม่ได้ลองถือว่าพลาดมาก Astro Doughnuts & Fried Chicken จับเอาของคาวอย่างไก่ทอดกรอบ ๆ รสชาติเข้มข้น มาจับคู่กับโดนัทโฮมเมดเนื้อนุ่มฟู เป็นการจับคู่ที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน แต่พอกัดเข้าไปพร้อมกันแล้วกลับลงตัวแบบสุด ๆ เมนูซิกเนเจอร์อย่าง Fried Chicken Sandwich ที่ใช้โดนัทแทนขนมปัง คือความพึงพอใจขั้นสุดที่ยอมแลกกับแคลอรี แนะนำให้เผื่อท้องไว้สำหรับมื้อนี้เลย เพราะเป็นมื้อที่อิ่มและฟินมากจริง ๆ Why We Love It ความกล้าที่จะจับคู่รสชาติหวานและคาวที่ลงตัวจนกลายเป็นมื้อที่กินแล้วมีความสุขที่สุดมื้อหนึ่ง Best For Food Lovers • Comfort Food Seekers • Sweet & Savory Fans MAP: https://maps.google.com/?q=Astro+Doughnuts+and+Fried+Chicken+DC Opening Hours: 08:00–17:30 (เวลาอาจแตกต่างกันในวันหยุด) Average Budget: USD 15–25 ต่อคน Kramers สวรรค์ของคนรักหนังสือในย่าน Dupont Circle หนึ่งในร้านหนังสืออิสระระดับตำนานของ Washington D.C. ที่อยู่คู่ย่าน Dupont Circle มาตั้งแต่ปี 1976 แม้ด้านในจะมีโซนคาเฟ่และบาร์ แต่สิ่งที่เราหลงรักที่สุดคือสเปซของร้านหนังสือที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบคลาสสิก การจัดหมวดหมู่หนังสือที่คัดสรรมาอย่างตั้งใจ ตั้งแต่นิยาย การเมือง ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงหนังสือภาพและนิตยสารนอกกระแส ทำให้เราสามารถเดินลัดเลาะตามชั้นหนังสือไม้ต่าง ๆ ได้เป็นชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเบื่อ เป็นอีกหนึ่งสเปซที่ชวนให้เราปรับจังหวะการเดินให้ช้าลงและหลุดเข้าไปในโลกของตัวอักษร Why We Love It ไวบ์ของร้านหนังสืออิสระที่อบอุ่น และการคัดสรรหนังสือที่น่าสนใจจนอยากเหมากลับบ้าน Best For Bookworms • Slow Travelers • Culture Seekers MAP: https://maps.google.com/?q=Kramers+Bookstore+Washington+DC Opening Hours: 08:00–22:00 Admission: ฟรี Salt & Sundry ร้านไลฟ์สไตล์มัลติแบรนด์ที่สายคราฟต์ต้องตกหลุมรัก หากคุณเป็นคนที่ชอบงานดีไซน์ ของแต่งบ้าน หรือสินค้าคราฟต์ที่มีกิมมิก Salt & Sundry คือพิกัดที่ห้ามพลาดเด็ดขาด ร้านนี้ตั้งอยู่ในย่าน Union Market (และมีอีกสาขาที่ Logan Circle) เขารวบรวมสินค้าไลฟ์สไตล์จากแบรนด์อิสระและช่างฝีมือต่าง ๆ มาจัดวางได้อย่างมีเทสต์สุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเซรามิกทำมือ เทียนหอมแพ็กเกจสวย อุปกรณ์ทำค็อกเทล ไปจนถึงของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่เหมาะจะซื้อกลับไปเป็นของฝาก แค่ได้เดินดูการจัดวางดิสเพลย์ในร้านก็รู้สึกว่าได้รับอินสไปร์ดี ๆ กลับไปเพียบแล้ว Why We Love It การคัดสรรสินค้า (Curation) ที่มีเทสต์ สะท้อนไลฟ์สไตล์ที่ละเมียดละไม และสเปซร้านที่จัดดิสเพลย์ได้สวยมาก Best For Design Lovers • Lifestyle Enthusiasts • Souvenir Hunters MAP: https://maps.google.com/?q=Salt+and+Sundry+Washington+DC Opening Hours: 11:00–19:00 Admission: ฟรี Washington Metro Stations (WMATA Vaults) มหาวิหารใต้ดินสไตล์ Brutalism ที่งดงามระดับรางวัลทางสถาปัตยกรรม ถ้าคิดว่าระบบรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นเพียงแค่ยานพาหนะสำหรับการเดินทาง กรุงวอชิงตัน ดีซี จะทำให้คุณต้องเปลี่ยนความคิดทันที เพราะระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน Washington Metro (หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า Metro) ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าระบบขนส่งมวลชน แต่เป็นผลงานสถาปัตยกรรมระดับอนุสรณ์สถานใต้ผืนดินที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของเมืองหลวงได้อย่างน่าทึ่ง ความโดดเด่นสะดุดตาที่สุดคือดีไซน์เพดานคอนกรีตหล่อซุ้มโค้งแบบหลุมสี่เหลี่ยมซ้อนกัน (Coffered Vaults) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมสไตล์ Brutalism ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังชาวอเมริกัน Harry Weese โดยเขาตั้งใจออกแบบให้สถานีใต้ดินมีสเกลที่โถงสูง โปร่ง โล่ง เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารรู้สึกอึดอัด พร้อมทั้งใช้การซ่อนไฟด้านข้าง (Indirect Lighting) เพื่อส่องสว่างขึ้นไปยังเพดานคอนกรีต สร้างเงาตกกระทบและมิติทางสถาปัตยกรรมที่ดูโมเดิร์น ล้ำยุค และให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในวิหารโบราณในเวอร์ชันอนาคต สถิติและเรื่องราวน่าสนใจที่คุณอาจยังไม่รู้: เปิดให้บริการครั้งแรก: ปี 1976 (เริ่มสร้างในปี 1969) เพื่อเตรียมพร้อมรับงานเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีการก่อตั้งสหรัฐอเมริกา (US Bicentennial) รางวัลการันตี: ในปี 2014 สถาบันสถาปนิกอเมริกัน (AIA) ได้มอบรางวัล Twenty-five Year Award ให้แก่ระบบรถไฟฟ้า Washington Metro ในฐานะสถาปัตยกรรมทรงคุณค่าที่ก้าวข้ามผ่านกาลเวลาได้อย่างงดงาม บันไดเลื่อนที่ยาวที่สุด: สถานี Wheaton บนสาย Red Line มีบันไดเลื่อนเดี่ยวแบบไม่พักที่ยาวที่สุดในซีกโลกตะวันตก ด้วยความยาวถึง 230 ฟุต (ประมาณ 70 เมตร) ใช้เวลาขึ้นลงเกือบ 3 นาทีเต็ม ไร้เสากลาง: โครงสร้างอุโมงค์ส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้ไม่มีเสาค้ำยันกลางชานชาลา เพื่อเปิดสเปซให้เห็นความสมมาตรและความกว้างขวางของสถานีได้อย่างเต็มสายตา การได้ยืนมองขบวนรถไฟที่เคลื่อนผ่านพร้อมแสงไฟที่กระทบลงบนโถงคอนกรีตทรงรังผึ้ง เป็นหนึ่งในมุมถ่ายรูปสตรีทและสถาปัตยกรรมที่เท่และมีพลังที่สุดมุมหนึ่งในวอชิงตัน ดีซี ที่สายดีไซน์ไม่ควรพลาดแวะถ่ายรูปเช็กอินเลยครับ Why We Love It สถาปัตยกรรม Brutalism ที่เรียบเท่ ทรงพลัง และมีจังหวะสมมาตรที่ถ่ายรูปออกมาแล้วดูเป็นสไตล์ไซไฟสุดๆ Best For Architecture Lovers • Photographers • Design Enthusiasts • Transit Geeks MAP: https://maps.google.com/?q=Metro+Center+Station+Washington+DC Opening Hours: 05:00–00:00 (จันทร์–พฤหัสบดี) / 05:00–01:00 (ศุกร์) / 07:00–01:00 (เสาร์) / 07:00–00:00 (อาทิตย์) Admission: ค่าโดยสารคิดตามระยะทาง (เริ่มต้นประมาณ USD 2.25–6.00) Georgetown ย่านที่เราอยากกลับมาเดินเล่นอีกครั้ง Georgetown เป็นย่านที่ทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งของ Washington D.C. ที่แตกต่างจากอาคารราชการและพิพิธภัณฑ์ ถนนสายเล็ก อาคารอิฐเก่า คาเฟ่ ร้านหนังสือ และแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่คัดสรรมาอย่างดี สร้างบรรยากาศคล้ายเมืองมหาวิทยาลัยมากกว่าเมืองหลวงทางการเมือง เราใช้เวลาเดินเล่น แวะ Aesop Georgetown, COS และร้านรวงต่าง ๆ โดยแทบไม่รีบร้อน Why We Love It เป็นย่านที่มีบุคลิกชัดเจนและเดินเล่นเพลินที่สุดในเมือง Best For Design Lovers • Slow Travelers • Lifestyle Enthusiasts MAP: https://maps.google.com/?q=Georgetown+Washington+DC Opening Hours: เปิดตลอดวัน Admission: ฟรี Georgetown Waterfront ช่วงเวลาที่เราชอบที่สุดของทั้งทริป แม้จะได้เห็นพิพิธภัณฑ์ระดับโลกและแลนด์มาร์กสำคัญมากมาย แต่ภาพที่ยังติดอยู่ในความทรงจำคือช่วงพระอาทิตย์ตกที่ Georgetown Waterfront ริมแม่น้ำ Potomac เต็มไปด้วยผู้คนที่ออกมาเดินเล่น วิ่ง หรือเพียงแค่นั่งมองน้ำไหลผ่าน ช่วง Golden Hour เป็นเวลาที่สวยที่สุด แสงสีทองสะท้อนบนผิวน้ำและตัวเมืองอย่างงดงาม Why We Love It หนึ่งในจุดชมพระอาทิตย์ตกที่ดีที่สุดใน Washington D.C. Best For Sunset Seekers • Photographers • Slow Travelers MAP: https://maps.google.com/?q=Georgetown+Waterfront+Park Opening Hours: เปิดตลอดวัน Admission: ฟรี Best Time to Visit: 1 ชั่วโมงก่อนพระอาทิตย์ตก จุดถ่ายรูปดอกซากุระสายพันธุ์คันซาน (Kwanzan Cherry Blossoms) ทะเลสีชมพูที่ฟูฟ่องริมสถาปัตยกรรมคลาสสิก สำหรับใครที่พลาดช่วงซากุระพันธุ์ Yoshino รอบ Tidal Basin ในช่วงต้นเดือนเมษายน ข่าวดีคือกรุงวอชิงตัน ดีซี ยังมีความสวยงามช่วงกลางถึงปลายเดือนเมษายนรออยู่ โดยจุดถ่ายรูปมุมสวยที่อยากแนะนำจะอยู่บริเวณฝั่งซ้ายมือมุมถนนของ Smithsonian National Museum of American History ตรงนี้จะเต็มไปด้วยดอกซากุระสายพันธุ์คันซาน (Kwanzan) ที่มีกลีบดอกซ้อนกันหนาฟูราวกับขนมสายไหมสีชมพูเข้ม การได้ถ่ายรูปซุ้มดอกไม้สีชมพูจัดจ้านโดยมีฉากหลังเป็นตึกพิพิธภัณฑ์ เป็นอีกหนึ่งมุมถ่ายรูปที่สวยป๊อปและเดินเข้าถึงได้ง่ายมากระหว่างการเดินฮอปปิ้งบน National Mall Why We Love It ดอกซากุระสีชมพูเข้มที่บานฟูฟ่อง ตัดกับความคลาสสิกของอาคารพิพิธภัณฑ์ได้อย่างลงตัว Best For Photographers • Nature Lovers • Museum Hoppers MAP: https://maps.google.com/?q=Smithsonian+National+Museum+of+American+History Opening Hours: ถ่ายรูปบริเวณด้านนอกได้ตลอดวัน Admission: ฟรี National Museum of the American Indian สถาปัตยกรรมที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านเส้นโค้งแห่งธรรมชาติ ท่ามกลางอาคารหินอ่อนสีขาวทรงเรขาคณิตที่เรียงรายอยู่รอบ National Mall พิพิธภัณฑ์แห่งนี้กลับดึงดูดสายตาด้วยรูปทรงโค้งมนไร้เหลี่ยมมุมและพื้นผิวหินปูนสีทองที่ดูราวกับถูกกัดเซาะด้วยกระแสลมและสายน้ำ อาคารแห่งนี้ออกแบบมาเพื่อเชิดชูวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองอเมริกัน ภายในนำเสนอเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และศิลปะที่ผูกพันกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง และสิ่งที่ไม่อยากให้พลาดเลยคือ Mitsitam Cafe ฟู้ดคอร์ตของพิพิธภัณฑ์ที่เสิร์ฟอาหารพื้นเมืองจากหลากหลายภูมิภาค ซึ่งเปิดประสบการณ์การชิมอาหารของเราในทริปนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม Why We Love It สถาปัตยกรรมที่สวยงามแปลกตา และการเล่าเรื่องที่ทำให้เราใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น Best For Culture Seekers • Architecture Lovers • Foodies MAP: https://maps.google.com/?q=National+Museum+of+the+American+Indian Opening Hours: 10:00–17:30 Admission: ฟรี Smithsonian Castle and Enid A. Haupt Garden ปราสาทอิฐแดงที่เป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ Smithsonian Institution Building หรือที่ทุกคนเรียกกันติดปากว่า "The Castle" คืออาคารอิฐสีแดงสไตล์นอร์แมนที่ดูราวกับหลุดออกมาจากยุคกลาง และเป็นจุดเริ่มต้นของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้ด้านในจะเป็นศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว แต่ไฮไลต์ที่แท้จริงคือ Enid A. Haupt Garden สวนสวยที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง สวนแห่งนี้ถูกจัดแต่งอย่างพิถีพิถันและเปลี่ยนไปตามฤดูกาล การได้มานั่งพักรับแดดอ่อน ๆ ท่ามกลางดอกไม้และฉากหลังที่เป็นปราสาทอิฐแดง เป็นช่วงเวลาแห่งการทิ้งตัวที่ผ่อนคลายที่สุดบน National Mall Why We Love It โอเอซิสใจกลางเมืองที่เงียบสงบและถ่ายรูปมุมไหนก็คลาสสิก Best For Photographers • Slow Travelers • Garden Enthusiasts MAP: https://maps.google.com/?q=Smithsonian+Castle Opening Hours: 08:30–17:30 Admission: ฟรี Chinatown (Washington D.C.) ซุ้มประตูมังกรและสีสันยามค่ำคืน แม้ Chinatown ของกรุงวอชิงตัน ดีซี อาจไม่ได้มีขนาดใหญ่โตเท่าที่นิวยอร์กหรือซานฟรานซิสโก แต่เมื่อเดินมาถึงจุดตัดของถนน 7th และ H Street คุณจะถูกต้อนรับด้วย Friendship Archway ซุ้มประตูมังกรสไตล์จีนดั้งเดิมที่ประดับประดาอย่างวิจิตร ย่านนี้เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความเป็นสากลของเมืองหลวงและกลิ่นอายวัฒนธรรมเอเชีย เสน่ห์อีกอย่างคือป้ายร้านค้าแฟรนไชส์ระดับโลกในย่านนี้ที่ต้องเขียนด้วยตัวอักษรจีนเพื่อรักษาเอกลักษณ์ไว้ ยามค่ำคืนที่นี่จะคึกคักเป็นพิเศษ และเป็นแหล่งฝากท้องชั้นดีหลังจากการเดินมิวเซียมมาทั้งวัน Why We Love It บรรยากาศที่คึกคัก สีสันยามค่ำคืน และสตรีทฟู้ดที่ช่วยเติมพลัง Best For Food Lovers • Night Owls • City Explorers MAP: https://maps.google.com/?q=Chinatown+Washington+DC Opening Hours: เปิดตลอดวัน Admission: ฟรี William Jefferson Clinton Building สถาปัตยกรรมสไตล์ Neoclassical ที่เต็มไปด้วยความสง่างาม ระหว่างการเดินสำรวจเมือง อาคารหลายแห่งอาจทำให้คุณต้องหยุดมอง และ William Jefferson Clinton Building (ซึ่งเป็นที่ทำการของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม หรือ EPA) ก็เป็นหนึ่งในนั้น อาคารนี้เป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมคลาสสิกในยุคการพัฒนาเมือง (Federal Triangle) ที่เน้นความโอ่อ่าของเสาหินและทางเดินซุ้มโค้ง แม้ที่นี่จะไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวหลักที่เปิดให้เข้าชมด้านในแบบพิพิธภัณฑ์ แต่การเดินลัดเลาะผ่านแนวเสาหินและโครงสร้างที่สมมาตร ก็ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความหนักแน่นและขลังของเมืองหลวงแห่งนี้ Why We Love It ดีเทลสถาปัตยกรรมที่ถ่ายทอดความขลังและสมมาตรอันสมบูรณ์แบบ Best For Architecture Enthusiasts • Street Photographers • City Walkers MAP: https://maps.google.com/?q=William+Jefferson+Clinton+Federal+Building Opening Hours: ถ่ายรูปด้านนอกได้ตลอดวัน Admission: ฟรี (ไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมภายใน) Old Ebbitt Grill ร้านเดียวที่เรายังนึกถึงหลังจบทริป Old Ebbitt Grill คือร้านอาหารระดับตำนานที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1856 และเป็นหนึ่งในร้านที่เก่าแก่ที่สุดของ Washington D.C. ภายในยังคงบรรยากาศคลาสสิกแบบอเมริกันเอาไว้อย่างสมบูรณ์ ทั้งผนังไม้สีเข้ม โคมไฟทองเหลือง และภาพถ่ายเก่าที่แขวนอยู่ทั่วร้าน แม้ Oyster Bar จะขึ้นชื่อมาก แต่เมนูที่เรายังนึกถึงจนถึงวันนี้คือ Crab Cake เนื้อปูแน่น รสชาติดี และเรียบง่ายอย่างที่อาหารทะเลดี ๆ ควรเป็น หากมีเวลาเพียงหนึ่งมื้อในเมืองนี้ ร้านนี้คือร้านที่เราอยากกลับไปซ้ำมากที่สุด Why We Love It Crab Cake ที่ยังนึกถึงหลังจบทริป และบรรยากาศคลาสสิกที่หาได้ยาก Best For Food Lovers • Seafood Enthusiasts • First-time Visitors MAP: https://maps.google.com/?q=Old+Ebbitt+Grill Opening Hours: 08:00–02:00 Average Budget: USD 25–60 ต่อคน Don't Miss: Crab Cake • Oyster Bar • Clam Chowder • Key Lime Pie National Museum of African American History and Culture สถาปัตยกรรมสีบรอนซ์ที่เล่าเรื่องราวการต่อสู้และความหวัง พิพิธภัณฑ์น้องใหม่บน National Mall ที่โดดเด่นสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น ด้วยดีไซน์ตึกสีบรอนซ์ลวดลายตะแกรง (Corona) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากงานเหล็กฝีมือชาวแอฟริกันอเมริกัน ภายในถูกออกแบบให้ผู้ชมเริ่มเดินจากชั้นใต้ดินที่มืดและอึดอัด ซึ่งเล่าเรื่องราวในยุคค้าทาส ก่อนจะค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นสู่แสงสว่างที่เล่าถึงความสำเร็จในด้านดนตรี กีฬา และศิลปะ การร้อยเรียงประวัติศาสตร์ของที่นี่ทรงพลังและลึกซึ้งมาก เป็นอีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ที่เดินแล้วได้ทั้งความรู้และแรงบันดาลใจ Why We Love It การเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ผ่านการเดินขึ้นสู่แสงสว่างที่ทรงพลังและสะเทือนอารมณ์ Best For History Buffs • Culture Seekers • Architecture Lovers MAP: https://maps.google.com/?q=National+Museum+of+African+American+History+and+Culture Opening Hours: 10:00–17:30 Admission: ฟรี (ต้องจอง Timed-entry Pass ล่วงหน้า) Washington Monument สัญลักษณ์แห่งเมืองหลวงที่มองเห็นได้แทบทุกมุม หากมีแลนด์มาร์กเพียงแห่งเดียวที่อธิบายภาพจำของ Washington D.C. ได้ชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้น Washington Monument เสาโอเบลิสก์หินอ่อนสีขาวขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านกลาง National Mall สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงประธานาธิบดีคนแรก George Washington สิ่งที่น่าสนใจคือความแตกต่างของสีหินอ่อนระหว่างช่วงล่างและช่วงบน ที่เกิดจากการหยุดพักก่อสร้างจากปัญหางบประมาณและสงครามกลางเมือง สำหรับเราที่นี่เป็นเหมือนเข็มทิศของเมือง ไม่ว่าจะเดินหลงไปมุมไหน แค่มองหาเสานี้ก็รู้ได้ทันทีว่าเราอยู่ตรงไหน Why We Love It เป็นจุดศูนย์กลางที่ช่วยให้เข้าใจผังเมือง และเป็นเข็มทิศนำทางที่ดีที่สุด Best For History Lovers • First-time Visitors • Photography Enthusiasts MAP: https://maps.google.com/?q=Washington+Monument Opening Hours: 09:00–17:00 Admission: ฟรี (การขึ้นชมด้านบนต้องจองล่วงหน้า) Lincoln Memorial Reflecting Pool ผืนน้ำที่สะท้อนประวัติศาสตร์ของอเมริกา สระน้ำสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ที่ทอดตัวอยู่ระหว่าง Washington Monument และ Lincoln Memorial ไม่ใช่แค่สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ แต่เป็นเสมือนผืนผ้าใบที่สะท้อนภาพแลนด์มาร์กสำคัญของอเมริกาเอาไว้ราวกับภาพวาด ที่นี่เคยเป็นฉากหลังของเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย รวมถึงเป็นโลเคชันในภาพยนตร์ดังอย่าง Forrest Gump การได้มานั่งริมสระในช่วงเช้าตรู่ที่ผิวน้ำนิ่งสนิท หรือช่วงพระอาทิตย์ตกที่แสงสีทองพาดผ่านผิวน้ำ เป็นความเงียบสงบที่ชวนให้เราตกตะกอนความคิดได้ดีจริง ๆ Why We Love It จุดถ่ายรูปเงาสะท้อนน้ำ (Reflection) ที่คลาสสิกและสวยงามที่สุดในเมือง Best For Photographers • Sunset Seekers • Slow Travelers MAP: https://maps.google.com/?q=Lincoln+Memorial+Reflecting+Pool Opening Hours: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง Admission: ฟรี Lincoln Memorial อนุสรณ์สถานที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา หนึ่งในสถานที่ที่ทำให้เราเข้าใจว่าทำไม Washington D.C. ถึงเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ทางอุดมคติ อาคารสไตล์วิหารกรีกโบราณแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง Abraham Lincoln ภายในคือรูปปั้นขนาดใหญ่ของอดีตประธานาธิบดีที่นั่งสงบนิ่ง มองออกไปยัง Reflecting Pool อย่างเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ นอกเหนือจากสถาปัตยกรรมที่วิจิตรบรรจงแล้ว จุดที่ยืนอยู่ตรงขั้นบันไดนี้ยังเป็นที่เดียวกับที่ Martin Luther King Jr. กล่าวสุนทรพจน์ "I Have a Dream" อันเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์โลก มันคือสเปซที่แฝงพลังงานความยิ่งใหญ่เอาไว้ในทุกย่างก้าว Why We Love It เป็นสถานที่ที่รวมสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และอุดมคติของประเทศไว้ในพื้นที่เดียว Best For History Lovers • Architecture Lovers • First-time Visitors MAP: https://maps.google.com/?q=Lincoln+Memorial Opening Hours: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง Admission: ฟรี World War II Memorial อนุสรณ์สถานที่เล่าเรื่องสงครามผ่านภูมิทัศน์อย่างงดงาม ระหว่าง Washington Monument และ Lincoln Memorial มีอนุสรณ์สถานแห่งหนึ่งที่สร้างความประทับใจให้เราเกินคาด World War II Memorial สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงชาวอเมริกันหลายล้านคนที่มีส่วนร่วมในสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งในฐานะทหารและพลเรือน องค์ประกอบเด่นของพื้นที่คือสระน้ำขนาดใหญ่ เสาหิน 56 ต้นซึ่งเป็นตัวแทนของแต่ละรัฐและดินแดนของสหรัฐฯ และ Freedom Wall ที่ประดับดาวสีทองกว่า 4,000 ดวง แม้จะเป็นสถานที่ที่บอกเล่าเรื่องราวของสงคราม แต่บรรยากาศกลับสงบและชวนให้ใช้เวลาอยู่กับความทรงจำมากกว่าการแสดงความยิ่งใหญ่ Why We Love It เป็นตัวอย่างของการใช้สถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ในการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ Best For History Lovers • Architecture Enthusiasts • Photographers MAP: https://maps.google.com/?q=World+War+II+Memorial Opening Hours: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง Admission: ฟรี #HoparoundTip for a Perfect Washington DC Journey วอชิงตัน ดีซี เป็นเมืองที่ต้องใช้เวลาค่อย ๆ เดินซึมซับ ความสวยงามของที่นี่ไม่ได้มีแค่สถาปัตยกรรมชิ้นเอก หรือพิพิธภัณฑ์ระดับโลก แต่ยังซ่อนอยู่ในวิถีชีวิตของชาว Washingtonian ทริปนี้จะสมบูรณ์ที่สุดเมื่อเราบาลานซ์ระหว่างการเก็บแลนด์มาร์กสำคัญระดับประเทศ และการปล่อยจอยในสเปซดีไซน์สวย แวะจิบกาแฟสเปเชียลตี้ แล้วซึมซับบรรยากาศของเมืองในจังหวะที่ช้าลง Hoparound’s 5 Golden Rules for Washington DC เพื่อให้การมาเยือนเมืองหลวงแห่งนี้สมบูรณ์แบบและได้ไวบ์แบบครบทุกมิติ นี่คือ 5 กฎเหล็กสไตล์ Hoparound ที่เราอยากแนะนำครับ 1. Plan for Slow Travel (เผื่อเวลาให้การเดินหลงทาง) แม้แลนด์มาร์กสำคัญรอบ National Mall จะดูเหมือนอยู่ใกล้กันในแผนที่ แต่สเกลของเมืองนี้ใหญ่กว่าที่ตาเห็นมาก อย่าอัดตารางพิพิธภัณฑ์จนแน่นเกินไป เผื่อเวลาให้ตัวเองได้เดินทอดน่องช้า ๆ แวะพักตามสวนสาธารณะ หรือหยุดมองดีเทลสถาปัตยกรรมของอาคารที่ไม่ได้อยู่ในแพลนบ้าง 2. Book Ahead (จองล่วงหน้าคือหัวใจสำคัญ) แม้พิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ของ Smithsonian จะเข้าชมฟรี แต่สถานที่ฮิต ๆ อย่าง Washington Monument, National Museum of African American History and Culture หรือนิทรรศการพิเศษ มักจะต้องใช้ Timed-entry Pass ซึ่งควรจองล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์เพื่อการันตีว่าจะไม่พลาดสเปซสำคัญ 3. Curate Your Museum Hopping (เสพศิลปะแบบไม่ต้องรีบ) การเดินมิวเซียมแบบทำเวลาอาจทำให้เกิดอาการ Museum Fatigue ได้ง่าย ๆ กฎของเราคือ เลือกมิวเซียมหรือแกลเลอรีที่อยากไปจริง ๆ วันละ 1-2 แห่งเท่านั้น เพื่อให้มีเวลาโฟกัสกับงานศิลปะ ดื่มด่ำกับสเปซ และอินกับเรื่องราวที่จัดแสดงได้อย่างเต็มที่ 4. Live like a Washingtonian (บาลานซ์ความยิ่งใหญ่ด้วยไวบ์โลคอล) หลังจากใช้เวลาครึ่งวันไปกับความโอ่อ่าของอาคารราชการ ลองตัดสลับไปลัดเลาะตามย่านไลฟ์สไตล์อย่าง Georgetown, Dupont Circle หรือ 14th Street Corridor หาร้านหนังสืออิสระ แวะคาเฟ่สเปเชียลตี้ และกินมื้ออร่อยแบบที่ชาว Washingtonians เขาทำกัน 5. Chase the Golden Hour (แสงเย็นคือโมเมนต์ที่พลาดไม่ได้) สภาพแสงของเมืองนี้มีผลกับมู้ดภาพมาก ๆ แนะนำให้จัดตารางช่วงบ่ายแก่ ๆ ไปจนถึงพระอาทิตย์ตก ให้อยู่ใกล้กับจุดที่มีน้ำ เช่น Lincoln Memorial Reflecting Pool หรือ Georgetown Waterfront แสงสีทองที่กระทบสถาปัตยกรรมหินอ่อนและผิวน้ำ คือช่วงเวลาที่เมืองนี้โรแมนติกที่สุดครับ
- F.V (Fruit & Vegetable) รีวิวร้านคาเฟ่ F.V Songwat เอฟวี ทรงวาด รวมคาเฟ่ย่านทรงวาด
#Hopvorite : เอฟวี F.V ถนนทรงวาด บนถนนเก่าแก่คู่ขนานกับถนนเยาวราชเส้นนี้ มีร้านอาหารสุดแนวคอนเส็ปต์แน่นตั้งอยู่บนเลขที่ 827 ชื่อว่า เอฟวี — F.V (ย่อมาจาก Fruit & Vegetable) อย่าให้การตกแต่งร้านที่สวยแหวกแนวนี้หลอกเพื่อนๆชาว #hopsters ว่าที่นี่เป็นแค่ร้านอาหารสุขภาพเก๋ๆตามสมัยนิยมที่พบได้ทั่วไป เพราะเบื้องหลังของความสวยอาร์ทเบื้องหน้า คือความจริงจังที่เจาะลึกลงไปถึงรากเหง้าของวิถีท้องถิ่นไทยที่กำลังจะสูญหายไป กว่าจะได้มาซึ่งแต่ละเมนูไม่ว่าจะเป็น ชาไมยราบ เมี่ยงคำ ยำมะม่วงแบบโบราณทานคู่กับใบชะพลู ข้าวเกรียบถั่วดำคู่กับน้ำพริกผัด รวมไปถึงเครื่องดื่ม ขนม และของทานเล่นอีกหลายรายการ ทางร้านได้ส่งทีมไปลงพื้นที่ศึกษา เก็บตัวอย่าง และทดลองในห้องแล็ปกับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ โดยคัดเอาแต่ผลผลิตทางการเกษตรที่ดีงามแต่ที่ไม่เป็นที่นิยมมานำเสนอใหม่ ผ่านมุมมองของนักคิดที่มีใจรักในผืนแผ่นดินไทย หลังจากที่เขาได้ทำงานในอเมริกาและมีธุรกิจสตูดิโอผลิตผลงานเชิงสร้างสรรค์ในอังกฤษมากว่า 30 ปี F.V จึงไม่ใช่ร้านอาหารเก๋ๆธรรมดา แต่ที่นี่เป็นแหล่งรวมความภักดีในวิถีพื้นบ้านและเรื่องราวอันน่ามหัศจรรย์มากมายที่อยู่ในของตกแต่งทุกชิ้น อาหารทุกคำ แม้แต่เรือนไม้สไตล์อีสานอายุกว่า 60 ปีที่อยู่กลางร้าน ไปจนถึงป้ายชื่อร้านที่แกะจากไม้สักโดยช่างฝีมือเก่าแก่ในชุมชนที่ใช้เวลาทำกว่า 3 เดือน.หากเพื่อนๆกำลังรู้สึกว่าของไทย “เจ๋ง” สู้ของนอกไม่ได้ ให้มาซึมซับพลังงานที่นี่ และบางทีเพื่อนๆอาจจะพบว่าการที่ต้นไม้ของเราจะเติบโตได้อย่างสง่างาม เราต้องมีรากที่แข็งแรงเสียก่อน และ F.V ก็คือหนึ่งในผู้บำรุงรากที่เพื่อให้ประเทศไทยเติบใหญ่ไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน. เปิด จันทร์-อาทิตย์เวลา 10.00 – 19.00 น. ที่อยู่ https://goo.gl/maps/NCEzpfWmxKo6NeDH9 #LetsHoapround #FVBKK #CafehoppingBkk #BkkCafeHopping #BkkCafe #คาเฟ่สุขภาพ #คาเฟ่ผลไม้ #อาหารเพื่อสุขภาพ
- Officine Universelle Buly 1803 จากร้านเครื่องหอม-เครื่องประทินผิวในตำนานแห่งปารีสสู่สาขาแรกในไทย
Officine Universelle Buly 1803 ร้านเครื่องหอม-เครื่องประทินผิวในตำนานแห่งปารีส ในโลกของความงามและน้ำหอม มีแบรนด์อยู่ไม่มากนักที่สามารถทำให้การซื้อสบู่ หวี น้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิว กลายเป็นประสบการณ์ที่ชวนให้นึกถึงการเดินทางข้ามเวลากลับไปยังกรุงปารีสเมื่อสองร้อยปีก่อนได้ และ Officine Universelle Buly 1803 คือหนึ่งในนั้น สิ่งที่ทำให้ Buly แตกต่างจากแบรนด์ความงามทั่วไป ไม่ได้อยู่ที่ตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่คือเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และโลกทั้งใบที่แบรนด์สร้างขึ้นมา ตั้งแต่งานออกแบบร้าน ชั้นวางไม้โบราณ ตัวอักษรคัลลิกราฟี ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นที่ให้ความรู้สึกราวกับหลุดเข้าไปในร้านขายยาและร้านปรุงน้ำหอมชั้นดีแห่งปารีสในศตวรรษที่ 19 จุดเริ่มต้นของตำนานในปี 1803 เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1803 (สมัย ร.1 เลยนะ) เมื่อ Jean-Vincent Bully นักปรุงน้ำหอม นักกลั่น และผู้ผลิตเครื่องประทินผิวชาวฝรั่งเศส เปิดร้านของตนเองบนถนน Rue Saint-Honoré ใจกลางกรุงปารีส จนกลายเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการด้านความงามที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในยุคนั้น ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เป็นยุคที่แนวคิดเรื่องสุขอนามัยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในเวลานั้นผู้คนยังไม่ค่อยนิยมอาบน้ำเหมือนในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายจึงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ประเภท Vinegar Toiletries หรือน้ำส้มสายชูสำหรับความงาม ซึ่งถูกใช้ทั้งในการทำความสะอาดผิว สูดดม เพิ่มความสดชื่น หรือแม้แต่เติมลงในอ่างอาบน้ำ ผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อให้กับ Jean-Vincent Bully คือ Vinaigre des 4 Voleurs หรือ "น้ำส้มสายชูแห่งโจรทั้ง 4" สูตรที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำรับโบราณซึ่งเชื่อว่าช่วยป้องกันโรคระบาด พร้อมกลิ่นหอมจากดอกไม้ สมุนไพร และเครื่องเทศ จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมของชาวปารีสในยุคนั้น ชื่อเสียงของ Bully แพร่กระจายไปทั่วฝรั่งเศสและยุโรปอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นบุคคลที่ได้รับการกล่าวถึงในวงการความงาม และยังเป็นแรงบันดาลใจให้ Honoré de Balzac นำบุคลิกและเรื่องราวของเขาไปสร้างเป็นตัวละคร César Birotteau ในนวนิยายคลาสสิกของฝรั่งเศสอีกด้วย จากความรุ่งโรจน์สู่การหายไปจากประวัติศาสตร์ แม้จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ แต่เรื่องราวของ Jean-Vincent Bully กลับไม่ได้จบลงอย่างสวยงาม ธุรกิจของเขาค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา ชื่อของ Bully ที่เคยโด่งดังไปทั่วปารีส กลายเป็นเพียงบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ และดูเหมือนว่าตำนานนี้จะสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่กว่าสองศตวรรษต่อมา เรื่องราวกลับพลิกผันอีกครั้ง การชุบชีวิต Buly ในศตวรรษที่ 21 ในปี 2014 Ramdane Touhami และ Victoire de Taillac คู่สามีภรรยาชาวฝรั่งเศสผู้หลงใหลในประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศาสตร์แห่งความงาม ได้ตัดสินใจนำชื่อของ Jean-Vincent Bully กลับมาปลุกชีวิตใหม่ภายใต้ชื่อ Officine Universelle Buly 1803 สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งคู่ไม่ได้เพียงนำชื่อแบรนด์เก่ากลับมาใช้ แต่เลือกศึกษาประวัติศาสตร์ของ Bully อย่างลึกซึ้ง ค้นคว้าตำรับโบราณ เอกสารเก่า สูตรความงามในศตวรรษที่ 19 รวมถึงปรัชญาเรื่องการดูแลตนเองในอดีต ก่อนจะตีความทั้งหมดใหม่ให้เข้ากับโลกปัจจุบัน ผลลัพธ์ที่ได้คือแบรนด์ที่ดูเหมือนเดินทางมาจากอดีต แต่กลับร่วมสมัยอย่างน่าประหลาด ตั้งแต่ Eau Triple น้ำหอมสูตรไร้แอลกอฮอล์อันเป็นเอกลักษณ์ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว น้ำมันบำรุงผิว สบู่ หวี แปรง ไปจนถึงบริการคัลลิกราฟีและการสลักชื่อเฉพาะบุคคล ทุกองค์ประกอบของ Buly ถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงโลกของอดีตเข้ากับปัจจุบันอย่างงดงาม ความสำเร็จดังกล่าวทำให้ Buly เติบโตอย่างรวดเร็ว และในปี 2021 แบรนด์ได้เข้าร่วมอาณาจักร LVMH กลุ่มลักชัวรีที่ใหญ่ที่สุดของโลก พร้อมขยายสาขาไปยังเมืองสำคัญหลายแห่งทั่วโลก ร้าน Buly ที่เราประทับใจจากทั่วโลก ก่อนที่ Buly จะมาถึงประเทศไทย เรามีโอกาสได้แวะเวียนไปเยือนหลายสาขาในหลายประเทศ หนึ่งในร้านที่ชอบมากที่สุดคือสาขา Kyoto BAL ในเกียวโต ซึ่งบรรยากาศเรียบง่าย สงบ และเข้ากับเสน่ห์ของเมืองเก่าอย่างเกียวโตได้ลงตัวสุดๆ ในโตเกียว สาขา Shibuya PARCO สะท้อนด้านร่วมสมัยของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน มีลูกเล่นการออกแบบที่ท้าทายระบบมาก เราว่าร้าน Buly สาขานี้มีสเน่ห์สุดๆ ขี้เล่นเหมือนห้าง Shibuya PARCO มากๆ เหมาะกับย่านที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมและความสร้างสรรค์ ส่วนสาขาที่สร้างความประทับใจมากเป็นพิเศษคือ Kobe ซึ่งมีคาเฟ่อยู่ภายในพื้นที่ของร้าน ทำให้การแวะ Buly ไม่ได้จบลงแค่การเลือกซื้อสินค้า แต่กลายเป็นการใช้เวลาอยู่กับแบรนด์อย่างแท้จริง ขณะที่สาขาในย่าน Central, Hong Kong กลับมีเสน่ห์ในแบบ Street Store ที่แตกต่างออกไป ให้ความรู้สึกเหมือนร้านขายยาฝรั่งเศสโบราณที่ย้ายมาตั้งอยู่ท่ามกลางย่านธุรกิจเก่าแก่ของฮ่องกง Officine Universelle Buly 1803 สาขาแรกในประเทศไทย และในที่สุด Officine Universelle Buly 1803 ก็เดินทางมาถึงประเทศไทยอย่างเป็นทางการกับ สาขาแรกและสาขาเดียวในประเทศไทยที่ Central Chidlom พื้นที่ของร้านยังคงถ่ายทอด DNA ของแบรนด์ไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นงานตกแต่งสไตล์ฝรั่งเศส บรรจุภัณฑ์อันเป็นเอกลักษณ์ บริการ Personalisation และคอลเลกชันผลิตภัณฑ์ยอดนิยมจากปารีส สำหรับคนที่เคยรู้จักแบรนด์จากเกียวโต โตเกียว โกเบ ปารีส หรือฮ่องกง สาขาชิดลมคือโอกาสที่ใกล้ที่สุดในการกลับไปสัมผัสโลกของ Buly อีกครั้ง และสำหรับคนที่ยังไม่เคยรู้จัก Officine Universelle Buly 1803 มาก่อน นี่อาจเป็นหนึ่งในร้านที่ทำให้เข้าใจว่า บางครั้งแบรนด์ความงามไม่ได้ขายเพียงน้ำหอมหรือสกินแคร์ แต่กำลังเล่าเรื่องราวที่เริ่มต้นขึ้นในกรุงปารีสเมื่อกว่า 200 ปีก่อน และยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้. Pâte de Savon ไอเท็มพกพาใหม่ล่าสุดจาก Officine Universelle Buly ที่สายเดินทางต้องมีติดกระเป๋า เวลาออกเดินทางไปสำรวจสเปซใหม่ๆ สิ่งหนึ่งที่เฟิร์สให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องของกลิ่นหอมและสุขอนามัยครับ การได้ล้างมือหรืออาบน้ำด้วยกลิ่นที่สะท้อนตัวตน มันช่วยรีเฟรชความรู้สึกระหว่างทริปและปรับจังหวะการเดินทางของเราให้ผ่อนคลายขึ้นได้ดีมากๆ เฟิร์สเลยอยากมาแนะนำโปรดักส์ใหม่ที่เพิ่งเข้าช็อปไทยสดๆ ร้อนๆ และตอบโจทย์สายเดินทางอย่างเราสุดๆ นั่นคือ Pâte de Savon (ITS TRAVEL SOAP) จากแบรนด์สกินแคร์และน้ำหอมสุดคราฟต์อย่าง Officine Universelle Buly ครับ Pâte de Savon คือสบู่เนื้อบาล์มสีสันสดใสที่รวบรวมเอาศาสตร์แห่งการทำความสะอาดและศิลปะแห่งน้ำหอมมาไว้ในหลอดเดียวครับ เขาออกแบบมาเพื่อนักเดินทางโดยเฉพาะ ด้วยขนาดที่พกพาสะดวก หยิบใส่กระเป๋าถือหรือกระเป๋าเครื่องสำอางได้สบายๆ ดีเทลที่เฟิร์สชอบมากๆ คือแพ็กเกจจิ้งที่ยังคงความคลาสสิกของแบรนด์เอาไว้ โดยเฉพาะฝาปิดโรบิเน็ตที่ได้แรงบันดาลใจมาจากก๊อกน้ำโบราณ แค่วางตั้งไว้ข้างอ่างล้างหน้าก็ดูเท่แล้วครับ นอกจากดีไซน์จะสวย ตัวสบู่ยังมาพร้อมส่วนผสมจากธรรมชาติมากกว่า 80% และมีปริมาณน้ำเพียงเล็กน้อย ผสานสารลดแรงตึงผิวที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ช่วยทำความสะอาดผิวได้อย่างหมดจดและอ่อนโยน โดยที่ผิวมือและผิวกายยังคงความนุ่มชุ่มชื้น เหมาะกับทุกสภาพผิวเลยครับ The Fantastic Four: 4 กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ สบู่พกพาคอลเลกชันนี้ นำเสนอเกมแห่งสีสันและกลิ่นหอม 4 สไตล์ให้เราเลือกหยิบไปใช้ตามมู้ดของการเดินทางครับ (มาในขนาด 75 มล. ราคา 1,990 บาททุกกลิ่น) Mexican Tuberose ใครที่ชอบความหรูหราเย้ายวนต้องกลิ่นนี้ครับ เขาโดดเด่นด้วยกลิ่นราชินีแห่งดอกไม้สีขาวอย่างดอกซ่อนกลิ่น เติมมิติด้วยความเผ็ดอุ่นของกานพลู และความนุ่มละมุนติดผิวของวานิลลา ให้ฟีลเหมือนกำลังเดินเล่นในสวนเปอร์เซโพลิสท่ามกลางความเย็นของราตรี เป็นกลิ่นที่ดูอบอุ่นและน่าค้นหาครับ Madagascar Amber กลิ่นนี้จะมีความสดใสและเปล่งประกายขึ้นมาหน่อย เป็นการผสมผสานดอกมะลิ ส้มแมนดาริน และแอมเบอร์ ให้ความรู้สึกอบอุ่น นุ่มลึก ราวกับกลิ่นหอมจากสวรรค์ ชวนให้นึกถึงแสงอาทิตย์สีทองในฤดูร้อนที่ตกกระทบป่าฝนแห่งเกาะมาดากัสการ์ Maltese Iris กลิ่นที่ให้ความรู้สึกสะอาดและสง่างามอย่างมีระดับ ตัวนี้จะเปิดด้วยความสดชื่นของตะไคร้และดอกส้ม ตามด้วยความนุ่มแบบแป้งหรูๆ (Powdery) ของไอริส ปิดท้ายด้วยมิติความเอิร์ธตี้ของแพทชูลีและกำยาน เป็นกลิ่นฟลอรัลวู้ดดี้ที่เท่และลงตัวมากครับ Eritrean Myrrh กลิ่นนี้จะมีความลึกลับและสง่างาม เป็นการผสานกันของมดยอบ ดอกซ่อนกลิ่น แมกโนเลีย มะลิ และกุหลาบ เติมประกายความสดชื่นเบาๆ ด้วยเบอร์กามอต เหมาะกับคนที่หลงใหลในกลิ่นฟลอรัลที่ผสานความเรซินและเครื่องเทศอย่างละเมียดละไม ศิลปะแห่งการล้างมือ (A Handy Guide to Lustrous Hands) ทาง Buly เขาไม่ได้แค่ทำสบู่ออกมานะครับ แต่ยังแชร์สเต็ปการดูแลมือให้สวยนุ่มน่าสัมผัสมาฝากด้วย เฟิร์สสรุปขั้นตอนง่ายๆ มาให้เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันกันครับ ควรถอดแหวนและเครื่องประดับออกก่อน และใช้เวลาล้างมืออย่างน้อย 40 วินาที ถึงสูงสุด 3 นาที ล้างมือด้วยน้ำสะอาดที่อุณหภูมิไม่เกิน 37 องศาเซลเซียส บีบสบู่ Pâte de Savon ถูให้เกิดฟอง ถูฝ่ามือเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว ถูหลังมือเป็นวงกลม และถูบริเวณขอบเล็บเข้าหาครึ่งวงกลมด้านนอก ระหว่างที่ปลายนิ้วประสานกัน ลองหยุดพักเพื่อเพลิดเพลินไปกับกลิ่นหอมที่ลอยขึ้นมาสักครู่ครับ ล้างออกด้วยน้ำอุ่น เช็ดให้แห้งด้วยผ้าขนหนูนุ่มๆ และแนะนำให้ใช้ข้อศอกปิดก๊อกน้ำ เพื่อไม่ให้มือที่เพิ่งล้างสะอาดต้องกลับไปสัมผัสสิ่งอื่นอีก เหมือนที่ Montesquieu เคยกล่าวไว้ว่า "Cleanliness reflects the purity of the soul." การใส่ใจดีเทลเล็กๆ น้อยๆ อย่างการทำความสะอาดร่างกาย ก็เป็นการเพิ่มความรื่นรมย์ให้กับการใช้ชีวิตครับ #LetsHoparound #Bangkok #OfficineUniverselleBuly1803 #OfficineUniverselleBuly1803Thailand #CentralChidlom
- สัมผัสสเปซแห่งความว่างเปล่าที่ KAIT Plaza ผลงานชิ้นเอกของ Junya Ishigami พร้อมวิธีการเดินทาง Kanagawa Institute of Technology
KAIT Plaza สถาปัตยกรรมที่ทำให้ “เวลา” กลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ มีบางสถานที่ที่เราไม่ได้อยากไปเพื่อทำอะไรเป็นพิเศษแต่อยากไปเพื่อยืนอยู่ตรงนั้นเฉย ๆ สักพัก KAIT Plaza คือหนึ่งในสถานที่แบบนั้น จากโตเกียว เรานั่งรถไฟออกมาทางคานากาว่า เพื่อมาดูพื้นที่กึ่งกลางแจ้งในรั้ว Kanagawa Institute of Technology ที่ออกแบบโดย Junya Ishigami + Associates สตูดิโอของ Junya Ishigami สถาปนิกชาวญี่ปุ่นผู้ขึ้นชื่อเรื่องการทำให้สถาปัตยกรรมดูเหมือนเบาจนแทบไม่แตะพื้น ทั้งที่เบื้องหลังเต็มไปด้วยความซับซ้อนทางวิศวกรรม KAIT Plaza ไม่ได้วางตัวเหมือนอาคารที่ต้องการให้เรามองเห็นตั้งแต่ไกลมันต่ำ เรียบ และเกือบจะถ่อมตัวเกินกว่าจะเรียกว่า landmark แต่ทันทีที่เดินเข้าไปใต้หลังคาของมัน เราจะเริ่มรู้สึกได้ว่า พื้นที่นี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เรา “ใช้งาน” แบบตรงไปตรงมาเท่านั้น หากถูกออกแบบมาเพื่อให้เราใช้เวลาอยู่กับแสง ลม เงา ฝน และระยะห่างระหว่างร่างกายของเรากับสถาปัตยกรรม วิธีการเดินทางไปยัง KAIT PLAZA จากชินจุกุโตเกียว พื้นที่ที่ไม่ได้เริ่มจากฟังก์ชัน แต่เริ่มจากการใช้เวลา KAIT Plaza มีพื้นที่ประมาณ 4,100 ตารางเมตร เป็นลานกึ่งกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่พื้นค่อย ๆ ลาดเอียงคล้ายเนิน และมีหลังคาแผ่นเหล็กขนาดใหญ่ลอยต่ำอยู่เหนือศีรษะ โดยไม่มีเสาค้ำยันภายในมาบดบังสายตาเลย สิ่งที่น่าสนใจคือ Ishigami ไม่ได้ออกแบบพื้นที่นี้ให้มีฟังก์ชันตายตัว ในมหาวิทยาลัยมีห้องเรียน อาคารเรียน และพื้นที่อเนกประสงค์อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ขาดไปคือพื้นที่สำหรับพัก หรือ นั่งเฉย ๆ คุยกัน นอนเล่น อ่านหนังสือ หรือปล่อยให้ความคิดของตัวเองลอยไปกับเวลา นี่จึงเป็น plaza ที่ไม่ได้บังคับว่าเราต้องทำอะไร แต่ออกแบบเงื่อนไขบางอย่างให้เราอยากอยู่กับมันนานขึ้น พื้นลาดเอียงทำให้การเดินไม่ใช่แค่การเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งหลังคาต่ำทำให้เรารับรู้ถึงสัดส่วนของร่างกายตัวเองและช่องเปิดบนเพดานทำให้ท้องฟ้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม ความรู้สึกแรกเมื่อเดินเข้าไป ความรู้สึกแรกของเราตอนเดินเข้าไปใน KAIT Plaza คือความไม่แน่ใจว่า ควรจะมองมันในฐานะ “อาคาร” หรือ “ภูมิทัศน์” มันมีหลังคา แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องมันมีพื้น แต่พื้นไม่ได้ทำตัวเป็นพื้นเรียบ ๆ แบบที่เราคุ้นเคยมันมีขอบเขต แต่ขอบเขตนั้นไม่ได้ตัดเราออกจากท้องฟ้า ลม หรือฝน เราเดินช้าลงโดยไม่รู้ตัว บางช่วงเพดานต่ำลงจนต้องรับรู้ถึงน้ำหนักของมันบางช่วงพื้นที่เปิดขึ้นและสายตาถูกดึงไปยังช่องแสงด้านบนลมพัดเข้ามาเบา ๆ จากด้านข้าง ขณะที่เสียงฝีเท้ากระทบพื้นลาดเอียงสะท้อนกลับมาแบบเบาและกลวง สิ่งที่เราชอบมากคือ KAIT Plaza ไม่ได้พยายามทำให้เราตื่นเต้นตลอดเวลามันไม่ได้จัดฉากว่า “มุมนี้ต้องถ่ายรูป” หรือ “ตรงนี้คือไฮไลต์” แต่ปล่อยให้เราเจอจังหวะของตัวเอง เราอาจเลือกยืนมองหลังคา เดินตามแนวลาดของพื้นหยุดดูเงาที่เปลี่ยนไปหรือนั่งลงเฉย ๆ แล้วปล่อยให้พื้นที่ทำงานกับความรู้สึกอย่างช้า ๆ เอาจริงๆ แค่ได้รู้สึกว่ามาถึงที่นี่ก็มีความสุขมาก ๆ แล้วละครับ หลังคา 12 มิลลิเมตร และช่องแสง 59 ช่อง รายละเอียดทางโครงสร้างของ KAIT Plaza คือสิ่งที่ทำให้สถานที่นี้ยิ่งน่าทึ่ง หลังคาทำจากแผ่นเหล็กหนาเพียง 12 มิลลิเมตร เชื่อมต่อกันเป็นผืนใหญ่ และมีน้ำหนักรวมประมาณ 580 ตัน โดยโครงสร้างทั้งหมดรับน้ำหนักผ่านผนังเหล็กด้านนอก ฐานราก เสาเข็ม 83 ต้น และ ground anchors 54 จุด แทนการใช้เสาภายในพื้นที่ เพดานภายในมีความสูงประมาณ 2.2–2.8 เมตร ซึ่งเป็นสเกลที่ต่ำกว่าความคาดหวังของเราเมื่อเทียบกับพื้นที่ขนาดใหญ่ขนาดนี้ ผลลัพธ์คือความรู้สึกที่แปลกมาก — เปิดกว้าง แต่ไม่เวิ้งว้าง ใกล้ชิด แต่ไม่อึดอัด บนหลังคามีช่องเปิดสี่เหลี่ยม 59 ช่อง ขนาดแตกต่างกัน และไม่มีการปิดกระจก ทำให้แสง ลม และฝนเข้ามาในพื้นที่ได้โดยตรง ตรงนี้เองที่ทำให้ KAIT Plaza ไม่ได้เป็นแค่สถาปัตยกรรมที่สวย แต่มันมีชีวิตตามสภาพอากาศของวันนั้นจริง ๆ วันที่แดดดี เงาของช่องแสงจะค่อย ๆ ขยับไปบนพื้นตามเวลา วันที่ครึ้ม สีของพื้นที่จะนิ่งลงและเงียบขึ้น ส่วนวันที่ฝนตก เม็ดฝนจะไหลผ่านช่องเปิดสี่เหลี่ยมลงมาสู่พื้นด้านล่าง ก่อนค่อย ๆ ซึมลงไปในพื้นผิวที่ถูกออกแบบให้ดูดซับและระบายน้ำได้อย่างแนบเนียน ผ่านวัสดุพื้นแบบ water-permeable asphalt ที่ช่วยให้พื้นที่ยังคงใช้งานได้แม้ในวันที่ฝนมาเยือน สถาปัตยกรรมที่ทำให้ความเงียบมีน้ำหนัก KAIT Plaza ทำให้เราเข้าใจว่า “ความน้อย” ในงานของ Ishigami ไม่ได้หมายถึงการตัดทุกอย่างออกจนเหลือแต่ความว่าง แต่มันคือการเหลือพื้นที่มากพอให้สิ่งอื่นเข้ามาเกิดขึ้น แสง ลม ฝน เสียง ร่างกาย เวลา และ การรับรู้ของคนที่อยู่ในนั้น ทั้งหมดกลายเป็นวัสดุของสถาปัตยกรรมด้วยกัน สิ่งที่ดูเรียบที่สุดจึงอาจซับซ้อนที่สุดและสิ่งที่ดูเบาที่สุดก็อาจแบกรับน้ำหนักของความคิดไว้มากที่สุด เราอาจไม่ได้ใช้เวลาที่ KAIT Plaza นานนักแต่เป็นสถานที่ที่อยู่ในความทรงจำต่อได้อีกไกล เพราะมันไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูปกับเรา มันแค่เปิดพื้นที่แล้วให้เราค่อย ๆ เข้าใจมันในจังหวะของตัวเอง KAIT Plaza, Kanagawa (แนะนำให้เซฟลงในลิสต์ "Architecture Must-Visit" ของคุณได้เลยครับ) เวลาเปิดปิด เนื่องจากเป็นพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัย การเข้าชมสำหรับบุคคลภายนอกและนักท่องเที่ยวจำเป็นต้อง จองล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเท่านั้น (ไม่มีการเปิดให้ Walk-in เข้าชมครับ) รอบการเข้าชมมักจะเปิดเป็นรอบเวลา และไม่ได้เปิดทุกวัน แนะนำให้เช็คตารางและลงทะเบียนล่วงหน้าผ่าน KAIT Official Website เพื่อไม่ให้เสียเที่ยวครับ #Hoparound Tips The Best Time: แนะนำให้เลือกรอบเข้าชมในช่วงบ่ายแก่ๆ ครับ เพราะแสงอาทิตย์ที่ส่องเฉียงลงมาผ่านช่องเพดานจะสร้างเส้นสายของเงาที่สวยงามมาก และถ้าบังเอิญไปในวันที่ฝนตกปรอยๆ คุณจะได้เห็นมวลน้ำที่ตกลงมาผ่านช่องเปิด สร้างบรรยากาศที่กวีสุดๆ ไปอีกแบบ ช่วงที่เราไปคือปลายเดือนพฤศจิกายน Getting There: จากโตเกียว ให้นั่งรถไฟสาย Odakyu Line มาลงที่สถานี Hon-Atsugi แล้วต่อรถบัสประจำทางของเมือง (สายที่มุ่งหน้าไป Seinen-no-Ie หรือป้ายที่ผ่าน KAIT) ใช้เวลาเดินทางรวมๆ จากโตเกียวประมาณ 1.5 - 2 ชั่วโมงครับ เผื่อเวลาเดินทางไว้ให้ดีน้าา Hoparound’s 5 Golden Rules for KAIT Plaza Plan & Book in Advance: กฎเหล็กข้อแรกและสำคัญที่สุด คือต้องจองคิวล่วงหน้าเสมอครับ มหาวิทยาลัยค่อนข้างเข้มงวดเรื่องจำนวนผู้เข้าชมเพื่อรักษาความสงบของพื้นที่มหาวิทยาลัย Embrace the Ground: อย่าแค่ยืนมอง ลองนั่งลงบนพื้นลาดเอียง (ที่เขาตั้งใจออกแบบมาให้นั่ง) สัมผัสความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งกับสเปซ แล้วคุณจะเข้าใจเจตนารมณ์ของสถาปนิกมากขึ้น Dress for the Space: พื้นที่นี้เน้นสัจจะวัสดุอย่างพื้นผิวสีเอิร์ธโทนและเหล็กสีขาว-เทา การเลือกชุดในสไตล์ Minimalist หรือเสื้อผ้าที่มีโครงสร้างและคัตติ้งเนี้ยบๆ โทนสี Monochromatic จะทำให้ตัวคุณกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของงานอาร์ตชิ้นนี้เมื่อถ่ายภาพแบบเราครับ Mind the Acoustics: รูปทรงของหลังคาและพื้นที่กว้างทำให้เกิดเสียงก้องได้ง่าย ควรเดินและพูดคุยด้วยความระมัดระวัง เพื่อรักษามู้ดความนิ่งสงบให้ทั้งตัวคุณเองและผู้ร่วมเข้าชมท่านอื่น Look Up and Look Within: หลังจากได้ภาพที่พอใจแล้ว ลองวางกล้องหรือสมาร์ทโฟนลงสักพัก เงยหน้ามองสเปซสี่เหลี่ยมที่ตัดกับท้องฟ้า สูดอากาศลึกๆ แล้วเก็บสุนทรียภาพตรงหน้าด้วยตาเปล่าดูครับ โมเมนต์แบบนี้แหละครับที่การเดินทางมอบให้เราได้อย่างแท้จริง #LetsHoparound #Kanagawa #KAITPlaza รีวิว KAIT Plaza วิธีไป Kanagawa Institute of Technology review Junya Ishigami
- TWA Hotel หนึ่งในโรงแรมดีไซน์ที่คาแรคเตอร์ชัดที่สุดในโลก
©︎Stonehill Taylor TWA Hotel New York | โรงแรมดีไซน์ระดับไอคอนแห่ง JFK Airport ธีมการบินวินเทจโดดเด้งกระแทกตามาแต่ไกล เพราะดัดแปลงจากอาคารที่เคยเป็นศูนย์การบินของ Trans World Airlines สายการบินที่เคยรุ่งโรจน์สุดๆแต่ปัจจุบันเลิกกิจการไปแล้วที่สนามบิน JFK ในนิวยอร์ค ยังไม่พออาคารแห่งนี้ยังเป็นผลงานของสถาปนิกในตำนานอย่าง Eero Saarinen ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 1962 ที่นี่จึงอบอวลไปด้วยกลิ่นไอความชิคคูลแห่งยุค 60s โดยเนื้อแท้แบบไม่ต้องพยายามใดๆ เริ่มต้นเพียงคืนละ 3,4XX บาทเท่านั้น!! . Location: https://g.page/twahotel?share ©︎Stonehill Taylor ©︎Stonehill Taylor ©︎Eric Laignel ‘CONNIE COCKTAIL LOUNGE’ AT THE TWA HOTEL Interior design by Stonehill Taylor Stonehill Taylor บริษัทด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบตกแต่งภายในชั้นนำของนิวยอร์กได้เปลี่ยนเครื่องบิน Lockheed Constellation L-1649A Starliner L-1649A Starliner ขนาด 116 ฟุตในช่วงกลางศตวรรษที่ไม่เหมือนใคร (หนึ่งในสี่ที่ยังมีเหลืออยู่บนโลก) ให้กลายเป็นบาร์ค็อกเทลสุดฮิปที่ชวนให้นึกถึง TWA Hotel ซึ่งเป็นการบูรณะศูนย์การบิน TWA ที่มีชื่อเสียงของ Eero Saarinen ซึ่งสร้างเสร็จในปี 2505 ที่สนามบิน JFK ในนิวยอร์ก เครื่องบินลำนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2501 ปัจจุบันตั้งอยู่กลางแจ้งระหว่างล็อบบี้และอาคารผู้โดยสาร 5 ที่ทันสมัยของสนามบิน Stonehill Taylor ซึ่งเป็นหัวเรือหลักในการออกแบบตกแต่งภายในกับประสบการณ์ของแขกร่วมสมัยพร้อมรายละเอียดการออกแบบที่ทำให้นึกถึงเสน่ห์ของการเดินทางทางอากาศในปี 1960 และความมหัศจรรย์ของอุตสาหกรรมการบิน การออกแบบของ Connie สะท้อนให้เห็นถึงการตกแต่งภายในที่เสร็จสมบูรณ์สำหรับล็อบบี้และห้องพักของโรงแรมทำให้สัมผัสสุดท้ายที่สมบูรณ์แบบสำหรับจุดหมายปลายทางระดับโลก เมื่อขึ้นบันได ผู้เข้าพักจะเข้าสู่เครื่องบินผ่านช่องทางเดินหน้าซึ่งมาถึงด้านหลังห้องนักบินของนักบิน เมื่อเข้าไปข้างในห้องโดยสารหลักซึ่งสะท้อนการออกแบบ “ท่อ” ที่เป็นที่รู้จักของ TWA Flight Center พร้อมเพดานเรืองแสงที่นุ่มนวลและพรม Eero Saarinen “Chili Pepper Red” ที่อยู่บนพื้น ©︎Stonehill Taylor การทำงานภายใต้พื้นที่แคบสุดจำกัด ที่มีเพดานต่ำ คือความท้าทายหลักให้ทีมค้นหาวิธีเปิดพื้นที่ให้มองเห็นได้: เพื่อให้ได้ภาพลวงตานี้การวิ่งเกือบเต็มเส้นรอบวงของห้องโดยสารที่ท้องของมันคือการ “เปิดช่องด้านหลัง” กว้างหนึ่งฟุต ที่เปิดเผยโครงสร้างดิบของเครื่องบิน แถบด้านหลังที่หุ้มแยกห้องนั่งเล่นออกจากฉากหลังที่ทำด้วยเหล็กขัดเงาซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากทั้งลำตัวเครื่องบินและลิฟต์ Saarinen’s Gateway Arch ในเมืองเซนต์หลุยส์ บางครั้งรูปแบบที่บ่งบอกถึงยุคสมัยมากที่สุดก็คือที่นั่งบนเครื่องบินแบบดั้งเดิมที่ได้รับการตกแต่งใหม่ทั้งหมด 16 ที่นั่งในพาเลทลายสก๊อตสีชมพูส้มแดงและเบจ ที่นั่งสะเปะสะปะเพิ่มเติมพยักหน้าให้กับรูปแบบดั้งเดิมของ TWA Commodore Club ซึ่งมีที่นั่งจัดเลี้ยงสีแดงพริกพริกไทยพร้อมที่วางเครื่องดื่มแบบพับเก็บได้โต๊ะและเก้าอี้นั่งของ Saarinen ผู้เข้าพักสามารถถ่ายภาพช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบโดยมองออกไปทางด้านหน้าของห้องโดยสารผ่านหน้าต่าง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยใช้เพื่อนำทางเครื่องบินด้วยแสงดาวในเที่ยวบินข้ามคืน ทีมออกแบบได้รับแรงบันดาลใจคือการติดตั้งภาพจิตรกรรมฝาผนังขนาด 8 คูณ 4 ฟุตสองชิ้นโดย ศิลปิน Mario Zamparelli ต้นฉบับซึ่งแสดงโมเดลในจุดหมายปลายทางจาก กรุงเทพฯ ถึง บอสตัน เรียงราย Starlight Lounge บนเครื่องบินซึ่งเป็นจุดเด่นก่อนอาหารค่ำสำหรับเครื่องดื่มค็อกเทลในยุค 60 ©︎Stonehill Taylor Credit photos ©︎TWA Hotel, Eric Laignel, David Mitchell, Stonehill Taylor . #LetsHoparound #LetsHoparoundUSA #InspiringStuff #TWAHotel
- NAOSHIMA เที่ยวเกาะศิลปะนาโอชิมะ
เที่ยวเกาะนาโอชิมะ เกาะศิลปะ เกาะ Naoshima และ Teshima อาจจะเป็นเพียง 2 จุดเล็กๆบนแผนที่ประเทศญี่ปุ่นที่แม้แต่คนญี่ปุ่นบางคนก็ยังไม่รู้จัก แต่จุด 2 จุดนี้มีเรื่องราวที่ไม่ธรรมดา จากชุมชนที่ครั้งหนึ่งเคยต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมเหล็กของบริษัท Mitsubishi เป็นแหล่งรายได้หลัก ก่อนที่จะค่อยๆซบเซาลงจนประชากรเหลือไม่ถึงครึ่ง วันนี้ศิลปะและสถาปัตยกรรมได้เข้ามาช่วยชุบชีวิตและความงดงามให้บานสะพรั่งบนเกาะทั้งสองอีกครั้ง มาเถอะ ชาว #hopsters มา #hoparound ไปสำรวจรอบๆเกาะทั้งสองนี้กัน แต่โพสนี้เรามาเริ่มกันที่ Naoshima กันก่อนดีกว่าเนอะ โรงแรมแนะนำใน Uno Port + Naoshima พร้อมดีลพิเศษ SETOUCHI KEIRIN HOTEL 10 by Onko Chishin Bamboo Village Guest House UOGASHI 7070 Ocean View MY LODGE Naoshima Vacation House Day Naoshima Ryokan Roka 暮らすように過ごすNagi unoport Uno station มาเริ่มกันที่สถานี Uno station เป็นสถานีรถไฟปลายทางที่จะต่อเรือไปยังเกาะนาโอชิมะ แค่สถานีก็แต่งเป็นภาพกราฟิกลวงตา ทำให้เรารู้สึกได้ว่างานอาร์ตกำลังเริ่มต้นแล้วววววว เกาะ Naoshima นั้นมีขนาดกว่า 14 ตร.กม. ตั้งอยู่ในจังหวัดคากาว่า (香川 / Kagawa) ซึ่งเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดในญี่ปุ่น การจะเที่ยวได้รอบๆเกาะนั้นเราควรจะมีเวลาเที่ยวอย่างน้อย 2 วันถึงจะครอบคลุมแบบไม่รีบจนเกินไป วิธีเดินทางที่เราคิดว่าดีที่สุดก็คือการปั่นจักรยานไฟฟ้าสูดอากาศสะอาดๆและเสพงานศิลป์ไปรอบเกาะ ถ้าหากอากาศเป็นใจคุณจะได้รับความอิ่มอกอิ่มใจไปแบบเต็มๆ วิธีไปเกาะนาโอชิมะ วิธีการเดินทางไปเกาะนาโอชิมะ การเดินทางมายังตัวเกาะนาโอชิมะนั้น มีหลายวิธีมาก แต่ที่เราจะแนะนำคือขึ้น "รถไฟ" แล้วต่อ "เรือ" ถ้าใครที่มาจากโอซาก้า เราขอแนะนำให้เพื่อนๆเริ่มต้นจาก 1.สถานีรถไฟ Shin-Osaka Station โดยขึ้นรถไฟขบวน Tokaido-Sanyo Shinkansen ที่มุ่งหน้าไปทาง のぞみHakata 2.จากนั้นมาลงที่สถานีรถไฟ Okayama Station แล้วเปลี่ยนรถไฟไปเป็น JR สาย Seto-Ohashi Line มุ่งหน้าไปทาง 快速Takamatsu 3.จากนั้นให้เปลี่ยนรถไฟที่สถานี Chayamachi Station โดยขึ้นรถไฟ JR สาย Uno Line ซึ่งจะมุ่งหน้าไปทาง 各停Uno 4.แล้วให้ลงสถานีสุดท้ายปลายทางคือ Uno Station แล้วเดินไปขึ้นเรือที่ท่า Uno Port เพื่อไปลงที่เกาะนาโอชิมะ หรือใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม ให้เข้าไปตามลิ้งค์นี้ได้เลยครับ http://benesse-artsite.jp/en/access/ ที่เที่ยวบนเกาะนาโอชิมะ ตัวเกาะนาโอชิมะแบ่งเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ 1) Miyanoura อยู่ฝั่งตะวันตกของเกาะ โซนนี้มีท่าเรือหลัก มีหมู่บ้าน ร้านอาหารเล็กน้อย ร้านให้เช่าจักรยาน และ 7-11 (น่าจะเป็นไม่กี่ร้านบนเกาะ) 2) Honmura อยู่ฝั่งตะวันออก มีท่าเรือเล็กกว่า แต่มีร้านรวงมากกว่า ทั้งร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร และคาเฟ่ รวมถึงเป็นที่ตั้งของบ้านร้างที่ถูกปรับให้เป็นที่แสดงงานศิลปะหลายหลังในโครงการ Art House Project และ Ando Museum 3) Benesse House Area อยู่ทางทิศใต้ของเกาะ โซนนี้จะเน้นหนักไปที่มิวเซียมจริงจัง และโรงแรมที่พัก ไม่ค่อยมีร้านค้าและร้านอาหารด้านนอกสักเท่าไหร่ เราใช้เวลานั่งเรือชมวิวได้ไม่นานก็มาถึงตัวเกาะนาโอชิมะแล้ว Naoshima Tourism Association มาถึงท่าเรือซึ่งจะเป็นจุดสตาร์ทของเราในทริปนี้ โดยที่นี่จะมีล็อกเกอร์ฝากของ ที่นั่งพัก ที่ซื้อตั๋ว ขายอาหาร ของฝาก ห้องน้ำและเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่มีไกด์ท้องถิ่นคอยบริการเพื่อนๆ ด้วย การเดินทางบนเกาะ การเดินทางบนเกาะนั้นมีให้เลือกตั้งแต่รสบัส ที่จะจอดทุก stop ที่มีงานศิลป์และมิวเซี่ยมอยู่ หรือการเช่ารถยนต์ แต่เราเลือกเช่าจักรยานไฟฟ้า เพราะสะดวกดี อยากจะแวะจุดไหนถ่ายรูปก็ได้เลย Red Pumpkin (赤かぼちゃ) - Yayoi Kusama เมื่อมาถึงที่ท่าเรือก็จะมี เจ้าฟักทองสีแดงของคุณป้ายาโยอิออกมาต้อนรับ ตั้งอยู่เด่นมาก แถมเรามาตอนที่คุณลุงกำลังซ่อมและแต่งเติมสีเจ้าฟักทองอยู่พอดี ปฏิบัติการพลิกโฉม Naoshima ด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมเป็นโครงการระยะยาวกว่า 30 ปี เริ่มมาตั้งแต่ปี 1985 ตามวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งบริษัท Benesse Corporation ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับการศึกษาและสิ่งพิมพ์ (เจ้าของโรงเรียนสอนภาษา Berlitz) และนายกเทศมนตรีของเกาะ Naoshima ในขณะนั้นที่ต้องการสร้างพื้นที่ทางการศึกษาและวัฒนธรรมบนเกาะในเขตทะเลปิดเซโตะ (Seto Inland Sea) ให้กับเด็กๆทั่วโลก Mikazukishoten ”ミカヅキショウテン” เราโชคดีที่วันที่เราไปนั้นอากาศดี๊ดี เราสามารถปั่นจักรยานได้ทั้งวันโดยไม่รู้สึกเหนื่อยเลย เราแวะร้านคาเฟ่ (กาแฟดีมาก!) ร้านนี้ชื่อร้าน Mikazukishoten เป็นร้านที่อร่อยมาก ภายในร้านก็มีขายของกระจุกกระจิกน่าเสียตังเป็นอย่างยิ่ง แถมพ่อค้าก็ใจดีแนะนำหลายๆอย่างให้ทำบนเกาะอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็น Local guide ที่ดีเลย ข้อมูลเพิ่มเติม > http://www.mikazukishoten.jp Hours: 8:30 am - 17:00 pm Closed: Thursday Location: https://goo.gl/maps/aaRqBzT6fYNbAoF97 Naoshima Bath "I❤湯 (I Love YU)" - Shinro Ohtake Naoshima Bath 「I♥湯」 นี่ก็เป็นห้องอาบน้ำสาธารณะที่ตกแต่งได้สวย สะดุดตา ดูสนุกมาก ไปครั้งหน้าก็อยากไปแวะแช่ออนเซ็นเหมือนกันนะนี่ เป็นหนึ่งในผลงานศิลปะของเกาะแห่งนี้เช่นกัน Naoshima Bath "I❤湯" Hours: 13:00 ~ 21:00 (Last reception 20:30) Closed: Mondays *Open on national holidays closed on the following day Admission: JPY 660 ประมาณ 198 บาท Location: https://goo.gl/maps/Di2L1Lk7mQCSmqtb8 Naoshima Pavilion (直島パヴィリオン) ออกแบบโดยศิลปินชาวญี่ปุ่นชื่อ Sou Fujimoto Location: https://goo.gl/maps/BYhLxoMnCEDZiFeG6 Benesse House Museum หลังจากพูดคุยและทดลองมาหลายปี โปรเจ็คท์ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นบนที่ดินผืนใหญ่ทางตอนใต้ของเกาะ โดยมี Tadao Ando สุดยอดปรมาจารย์สถาปนิกอัจริยะชาวญี่ปุ่นชื่อดังระดับโลก (ถ้าจะอวยกันขนาดนี้...) ที่ชำนาญในการใช้วัสดุคอนกรีตมาสร้างเป็นโครงสร้างรูปทรง Minimalist เพื่อล้อกับแสงธรรมชาติที่ให้อารมณ์แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงของวัน มาออกแบบตัวอาคาร Benesse House Museum ซึ่งเป็นทั้งพิพิธภัณฑ์และโรงแรม เปิดตัวในปี 1992 เป็นหลังแรก คอนเส็ปต์ของ Benesse House Museum นั้นเน้นให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันของธรรมชาติ สถาปัตยกรรม และศิลปะ พื้นที่หลายส่วนของอาคารจึงถูกฝังอยู่ใต้ดินเพื่อไม่ให้รบกวนทัศนียภาพของเกาะ แม้อาคารจะมีอายุถึง 26 ปีแล้ว เรายังรับรู้ได้ถึงความคูลที่ไม่ล้าสมัยเลยแม้แต่น้อย และทุกๆมุมที่เราหันไปก็ยังคงสร้างความว้าวให้กับเราได้อย่างน่าอัศจรรย์ Benesse House Museum Hours: 8:00 am - 21:00 pm (Last admittance: 20:00 pm) Closed: Open year-round Open Days Calendar Admission: JPY 1,050 ประมาณ 315 บาท (ด้านในโซนแกลเลอรี ห้ามถ่ายรูปนะครับ แต่เราก็หารูปมาฝากกันนน) Location: https://goo.gl/maps/97qoReZdDaFcYGGSA © Trent McBride Hiroshi Sugimoto "Time Exposed", 1980-97 © Forgemind ArchiMedia Kan Yasuda The Secret of the Sky , 1996 © skrytebane Bruce Nauman "100 Live and Die", 1984 George Rickey "Three Squares Vertical Diagonal", 1972-82 Dan Graham "Cylinder Bisected by Plane", 1995 Shinro Ohtake "Shipyard Works: Stern with Hole", 1990 © Todd Lappin Walter De Maria "Seen/Unseen Known/Unknown" , 2000 Yayoi Kusama "Yellow Pumpkin" , 1994 นอกจากมิวเซี่ยมที่ต้องเสียเงินเข้าชมแล้ว สิ่งที่ทำให้เราตกหลุมรัก Naoshima อย่างจังก็คือการได้ขี่จักรยานไฟฟ้า (ย้ำว่าต้องไฟฟ้า ไม่งั้นต้องปั่นขึ้นเนินกันน่องแตก จากรักอาจจะกลายเป็นเกลียดได้เลย) ชมธรรมชาติ (เราเจอหมูป่าอยู่ข้างมิวเซี่ยมด้วย) และตามล่างาน installation กลางแจ้งตามลายแทงรอบเกาะ เช่นงานฟักทองลายจุดของคุณยาย Yayoi Kusama ในตำนานที่โผล่มาทักทายกันตั้งแต่ลงจากเรือ และอีกฝากหนึ่งของเกาะ Hours: 24HRs OPEN: EVERYDAY Admission: FREE Location: https://goo.gl/maps/HbZHas2cwkLXtbYeA Chichu Art Museum Tadao Ando ได้ฝากผลงาน Masterpiece ด้านสถาปัตยกรรมไว้บนเกาะแห่งนี้รวม 8 แห่ง ที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็น Chichu Art Museum ที่สร้างเสร็จในปี 2004 (ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง!!) โดยมีตัวอาคารทั้งหมดฝังอยู่ใต้ดินลึกลงไป 3 ชั้นแต่แสงธรรมชาติก็ยังสามารถส่องทะลุลงมาได้อย่างเหมาะเหม็ง และเมื่อมองจากมุมสูงก็จะเห็นอาคารเป็นรูปทรง 3 เหลี่ยมและ 4 เหลี่ยมหลายอันเรียงรายฝังอยู่ใต้ผิวดิน แค่เพียงก้าวเท้าเข้าไปสู่ Chichu เราก็สัมผัสได้ถึงน้ำหนักของความสงบและงดงาม (ไม่ได้พูดเว่อร์นะ) โดยเฉพาะห้องแรกที่แสดงภาพวาดดอกบัวในบึงโดยฝีแปรงของ Claude Monet ขนาดใหญ่มหึมา 5 ภาพ แม้เราจะเคยชมงานของ Monet จากที่อื่นมาบ้างแล้ว แต่คราวนี้ต่างไป อาจจะเพราะขนาดของงานและความโอ่โถงของห้อง เรารู้สึกราวกับถูกร่ายมนตร์ใส่ให้ตกตะลึงอยู่ในห้วงความงดงามที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง Chichu Art Museum Hours: March 1 - September 30 10:00 am - 6:00 pm (Last admittance: 5:00 p.m.) October 1 - last day of February 10:00 am - 5:00 pm (Last admittance: 4:00 p.m.) Closed: Mondays Admission: JPY 2,100 ประมาณ 630 บาท(ราคาสูงแต่เราว่าคุ้มมากๆ ที่ได้เข้าไปชมอะไรดีๆของศิลปินระดับโลก) (ด้านในโซนแกลเลอรี ห้ามถ่ายรูปนะครับ *แต่เราก็นำรูปจากในกูเกิ้ลมาให้ดูเป็นตัวอย่างกัน) Location: https://goo.gl/maps/n8h3VhkfCyELR4GC7 เราต้องเดินมาซื้อตั๋วกันก่อนที่นี่ ก่อนเดินข้ามฝั่งไปยังมิวเซี่ยม Chi Chu Art Museum ได้ตั๋วมาแล้ว ไปลุยกันเลยยยย ส่วนทางเข้าตึกนี้จะอยู่อีกฝั่งของถนนนะครับ แค่ทางเดินเข้ายังสวยขนาดนี้เลยยยย Claude Monet "Water Lilies series" © benesse-artsite.jp Walter De Maria งาน installation ถาวร โดย Walter de Maria ที่ยิ่งใหญ่มากๆ Walter De Maria (วอลเตอร์เดอมาเรีย) เกิดในปี 1935 ในอัลบานี แคลิฟอร์เนียเรียนด้านประวัติศาสตร์และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านศิลปะจากมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนียบาร์กลีย์ 1953 ถึง 1959 และเสียชีวิตไปเมื่อ 2013 (ตอนอายุ 77) © Iwan Baan James Turrell "Open Field" (2000) ด้านในเป็น space สีน้ำเงินสามารถเดินเข้าไปด้านในได้ด้วย © Iwan Baan James Turrell "Open Sky" (2004) และยังมีงานศิลปะที่เล่นกับแสงของ James Turrell โดยเฉพาะงานที่ชื่อ Open Sky ที่เราสามารถลงชื่อจองสิทธิพิเศษล่วงหน้าเพื่อเข้าร่วม Night Program ไปชมแสงยามตะวันตกดิน (หรือตกน้ำหว่า?) หลังพิพิธภัณฑ์ปิดได้ด้วย และที่นี่ยังมีคาเฟ่ร้านอาหารให้นั่งพักชิลชมวิวทะเลเซโตะอุจิกันด้วยนะ © benesse-artsite.jp Lee Ufan "Lee Ufan Museum" พิพิธภัณฑ์ Lee Ufan เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งใกล้กับ Benesse House Museum เปิดให้เข้าชมเมื่อปี 2010 ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Lee Ufan ศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับสากลเป็นศิลปินร่วมสมัยชาวเกาหลี Lee Ufan มาทำงานเป็นอาจารย์สอนในประเทศญี่ปุ่นด้วย ซึ่งปัจจุบันมีฐานอยู่ที่ยุโรปเป็นหลักและสถาปนิก Tadao Ando โครงสร้างกึ่งใต้ดินที่ออกแบบโดย Ando เป็นที่ตั้งของภาพวาดและประติมากรรมโดย Lee ซึ่งประกอบไปด้วยช่วงเวลาตั้งแต่ปี 1970 ถึงปัจจุบันผลงานของ Lee สะท้อนกับสถาปัตยกรรมของ Ando ทำให้ผู้เข้าชมประทับใจทั้งความนิ่งสงบและพลศาสตร์ และมหาสมุทร พิพิธภัณฑ์มีพื้นที่อันเงียบสงบที่ธรรมชาติ สถาปัตยกรรมและศิลปะเข้ามาผนวกกัน Lee Ufan Museum Hours: March 1 - September 30 10:00 am - 6:00 pm (Last admittance: 5:30 p.m.) October 1 - last day of February 10:00 am - 5:00 pm (Last admittance: 4:30 p.m.) Closed: Mondays Admission: JPY 1,050 ประมาณ 315 บาท Location: https://goo.gl/maps/dqidYM6Qu9Z8kKEb7 วิวทะเลที่นี่สวยมากจริงๆ รถมินิบัสที่นี่จะจอดทุกป้ายที่มีงานศิลป์และพิพิธภัณฑ์เลยนะ แต่คันนี้ จอดพักอยู่ในอู่ Naoshima District Naoshima Elementary School โรงเรียนแห่งเดียวบนเกาะนาโอชิมะ เราชอบตึกนะ เท่ดี แวะทานมื้อเที่ยงกันที่ Yayoda 八代田 จากนั้นเราปั่นกันต่อไปเรื่อยๆ จนถึงฝั่ง Honmura port แล้วแวะกินข้าวเที่ยงที่ร้าน Yayoda (Kaisen Cuisine) ซึ่งร้านนี้จะเป็นอาหารทะเลท้องถิ่นที่สดและอร่อยมากกกกกก สไตล์โฮมมี่หน่อยๆ มีปลา หอย ปู หลากชนิดที่เราไม่เคยกินที่เมืองอื่นมาให้เลือกสั่งเพียบบบบ และยังมีสาเกจากจังหวัดต่างๆด้วยนะ Yayoda Hours: 12:00–14:30 pm., 18:00–20:30 pm. Closed: Mondays Price: JPY 300-1,500 เริ่มต้นประมาณ 90 บาท แต่ถ้าสั่งเป็นเซ็ทก็จะตกอยู่ที่เซ็ทละ 450 บาทเท่านั้น ถือว่าถูกมาก เพราะอาหารสดมาก Location: https://goo.gl/maps/bpQ6wWiU2dpiKrPBA Miyaura Port Terminal เป็นทั้ง Installation Art และเป็นทั้งที่จอดรถ ดูเผิญๆเหมือนก้อนไรกลมๆ แต่จริงๆแล้วดีไซน์เนอร์ได้รับแรงบันดาลใจมากจากเจ้าก้อนเมฆนั้นเอง Location: https://goo.gl/maps/wuuhCsab85HGB3AM7 Art House Project "Haisha" - Shinro Ohtake Shinro Ohtake "Dream on the Tongue/Peek at the Boccon" 2006 Art house project จะมีอยู่ทั่วเกาะเลยนะครับ เพื่อนๆสามารถซื้อตั๋วแบบเหมาได้เลย Location: https://goo.gl/maps/DdCGecSCSbA18b3z8 Honmura Lounge & Archive แล้วเราก็ขับจักรยานผ่านมาที่ ศูนย์ข้อมูลบริการนักท่องเที่ยว ซึ่งมีทั้งที่นั่งพัก ห้องน้ำ และของที่ระลึกขายกันทุกรูปแบบ ทำให้เสียตังค์กันอีกล้าว ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเน้นขายของมีดีไซน์ จากชุมชน และศิลปินต่างๆ รวมไปถึงงานของคุณยาย Yayoi ด้วยนะ ออกแบบโดยสถาปนิก Ryue Nishizawa Honmura Lounge & Archive Hours: 10:00 am. ~ 16:30 pm. Closed: Mondays Admission: Free Location: https://goo.gl/maps/CzXsHChg6C2UeddJ6 Minamidera - James Turrell "Backside of the Moon" 1999 Design: Tadao Ando © archive.jamesturrell.com อีกที่ที่เรา Recommend ก็คือ Minamidera ในโซน Honmura ซึ่งเป็นหนึ่งในอีกผลงานของ Tadao Ando และอยู่ใน Art House Project ที่นี่ครั้งหนึ่งเคยเป็นวัดมาก่อน Ando จึงใช้เทคนิคเดียวกันกับการสร้างวัดญี่ปุ่นสมัยก่อนที่ไม่มีการใช้ตะปูเลยแม้แต่ตัวเดียวเพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่ ภายในอาคารหน้าตาเรียบง่ายนี้ มีการจัดแสดงงานของ James Turrell ที่ชื่อ Backside of the Moon ข้างในเราได้ถูกพาไปสัมผัสความมืดสนิท และได้เรียนรู้เกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของดวงตาตัวเองที่ค่อยๆกินความมืดเป็นอาหารจนสามารถมองเห็นในได้ชัดขึ้นเรื่อยๆแม้ในที่อับแสง Minamidera - James Turrell "Backside of the Moon" Hours: 10:00 am. ~ 16:30 pm. Closed: Mondays Last admission: 16:15 Location: https://goo.gl/maps/mpF2K2xMZ688skki6 ANDO MUSEUM - Tadao Ando และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชม (ด้านในโซนแกลเลอรี ห้ามถ่ายรูปนะครับ) Hours:10:00 am - 16:30 pm (last admission 16:00) Closed:Mondays Admission: JPY 520 ประมาณ 156 บาท Location: https://goo.gl/maps/DEbXSrbZZRkGR6QM9 Naoshima Hall - Hiroshi Sambuichi Design by Sambuichi Architects เป็นอาคารอเนกประสงค์ของเมืองนาโอชิมะ ที่เคยได้รับรางวัลจากนิตยสารระดับโลกอย่าง Wallpaper* ในโครงการ Design Award in Best New Public Building category ปี 2017 Naoshima Hall แห่งนี้เป็นสถานที่สาธารณะสำหรับผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นเท่านั้นและไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้แต่เพื่อนๆสามารถดูจากด้านนอกได้ตลอดเวลา สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่นี่สามารถดูได้ที่เว็บไซต์ทางการของเมือง Naoshima ที่นี่ตอนกลางคืนก็สวยไปอีกแบบนะ ในวันนี้ Naoshima มีข้อเสนอดีๆและความสะดวกสบายจะหยิบยื่นให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากมาย กว่า 30 ปีได้ผ่านไป พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ งานดีไซน์ งาน installation โดยศิลปะระดับโลกต่างๆก็ทยอยผุดขึ้นกระจายตัวไปทั่วทั้งเกาะ Naoshima และเกาะใกล้เคียง ตามด้วยร้านค้า และธุรกิจท้องถิ่น ส่งผลให้เกาะที่เคยเกือบร้างกลับมามีชีวาอีกครั้ง ในปี 2016 ที่ผ่านมางานศิลปะ Setouchi Trenniale ครั้งล่าสุดที่จัดขึ้นบนเกาะต่างๆนี้ ก็สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวมาได้มากกว่า 1 ล้านคน แม้ในวันที่เราอยู่บนเกาะ เราอาจเจอผู้คนไม่มากนัก และในบางจังหวะเราก็รู้สึกถึงความเงียบราวกับอยู่ในเมืองร้าง แต่นั่นไม่ใช่ความเงียบเหงาวังเวง ในความเงียบนั้น เรารู้สึกปลอดภัยและสบายใจไปกับจังหวะชีวิตที่เนิบช้า ในความเงียบนั้น เรารับรู้ได้ถึงชีวิตที่นิ่งสงบมั่นคง จนอยากจะกด save เอาอารมณ์นั้นเก็บมาใช้ต่อที่เมืองไทยไปอีกนานๆ บางอย่างบอกเราว่า Naoshima น่าจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ในอีกไม่นาน เราก็รู้สึกได้ว่าความเงียบคงมีเวลาอีกไม่นาน ก่อนที่มันจะถูกทำลายกลายเป็นความจอแจของนักเช็คอินที่เมามันกับการถ่ายรูปลงสื่อโซเชี่ยล และถ้าหากคุณอ่านมาถึงบรรทัดนี้ เราหวังว่าคุณจะหาเวลาไปเสพความดีงามของ Naoshima ในบรรยากาศที่ยังน่ารื่นรมย์ก่อนที่อะไรต่างๆจะเปลี่ยนไป แล้วพบกันใหม่กับเทศกาล Setouchi Art ครั้งต่อไปปปป #LetsHOParoundJapan สำหรับรีวิวเกาะเตชิมะ (Teshima) คลิ๊กที่นี่เลยยย FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co credit: http://setouchi-artfest.jp/en/ , http://benesse-artsite.jp/en/art/ #Naoshima #ArtSetouchi #LetsHoparound #Japan #Kagawa #เที่ยวเกาะศิลปะ #เที่ยวนาโอชิมะ #เกาะศิลปะ #นาโอชิมะ #รีวิวเกาะศิลปะ #รีวิวนาโอชิมะ #วิธีไปนาโอชิมะ #เที่ยวญี่ปุ่น #ชมงานศิลปะ #มิวเซียม #แกลเลอรี่ #เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง #SetouchiArt #SetouchiTriennale
- เชียงแสน...เมืองแสนสุข Chiang Sean เที่ยวเชียงแสนกับ Hoparound.co
เชียงแสน...เมืองแสนสุข คุณเคยตกหลุมรักสถานที่บางแห่งโดยไม่คาดคิดมาก่อนมั้ย เชียงแสนก็เป็นสถานที่แบบนั้นแหละ เป็นเวลากว่าพันปีที่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงสุดงดงามแห่งนี้ได้เป็นแหล่งอารยธรรมอันอุดมสมบูรณ์ และเป็นศูนย์กลางความเจริญที่เปลี่ยนผ่านมาหลายยุคสมัยตั้งแต่ก่อนจะมีประเทศไทยเสียอีก หากไม่มีการเผาทำลายเมืองเชียงแสนในสมัยรัชกาลที่ 1 เพื่อป้องกันไม่ให้พม่าใช้เป็นฐานทัพ ความรุ่งโรจน์ที่เก่าแก่และแท้จริงของเชียงแสนก็คงจะโดดเด่นไม่แพ้เมืองเด่นใดๆในโลกเลย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม วันนี้เชียงแสนก็ได้กลายมาเป็นเมืองเล็กๆทว่าสง่างาม สงบเงียบ และเรียบง่ายด้วยวิถีชีวิตของผู้คนที่เจือไปด้วย ”ความขลัง” ในบรรยากาศ สิ่งปลูกสร้างโบราณเกือบร้อยแห่ง มีอายุตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันปีนั้นยังกระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ยิ่งเราได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง เรายิ่งหลงรักเชียงแสนประหนึ่ง love at first sight มาเถอะเพื่อนๆ มา #Hop ไปต้องมนต์เสน่ห์ของเชียงแสนพร้อมๆกันกับเรา ทริปนี้เรานอนที่ Athita The Hidden Resort Chiang Saen บูทีคโฮเท็ลที่เพิ่งเปิดใหม่ได้ไม่นาน สรุปให้ฟังก่อนเลยที่นี่เป็นหนึ่งในโรงแรมที่เราประทับใจที่สุดตั้งแต่เคยไปนอนมา ไม่ว่าจะด้วยความเป็นส่วนตัว (โรงแรมมีห้องพักทั้งสิ้นเพียง 9 ห้อง) การดีไซน์ตัวโรงแรมที่สื่อถึงคาแร็คเตอร์ของเชียงแสนและเชื่อมโยงเข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ประวัติความเป็นมาของทำเลที่ตั้งที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ “วัดอาทิต้นแก้ว” วัดใหญ่เก่าแก่อายุกว่า 500 ปี (ฟังดูน่ากลัวแต่ของจริงไม่เลย ดูสง่างามมากกว่า) และเป็นที่มาของชื่อ “อาทิตา” ด้วย รวมไปถึงอาหารอร่อยๆและการบริการของพนักงานที่ใส่ใจพอเหมาะพอเจาะกำลังดี ที่สำคัญทางโรงแรมยังมีกิจกรรมท้องถิ่นให้เราเลือกเข้าร่วมกันอีกด้วย Location: https://g.page/AthitaHotel?share ร่วมกิจกรรมชุมชนที่บ้านฮอมผญ๋า หลังจากที่เช็คอินเข้าห้องพัก ล้างหน้าล้างตาและสำรวจโรงแรมเรียบร้อยแล้ว เราก็เลือกจักรยานไปปั่นชมเมืองกันคนละคัน พร้อมกับจะได้ขี่ไปทำกิจกรรมที่ทางโรงแรมช่วยจองเอาไว้ให้เลยทีเดียว กิจกรรมที่เราเลือกทำก็คือพิมพ์ผ้าด้วยใบไม้ และนวดแบบ “ย่ำขาง” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาล้านนาที่ใช้เท้าชุบน้ำสมุนไพรหรือน้ำมันแล้วนำมาถูกับแผ่นเหล็กเผาไฟ จากนั้นก็นำมาเหยียบรีดเส้นคล้ายกับการใช้ลูกประคบ ปั่นชมเมืองได้ไม่นาน ก็เมื่อมาถึง “บ้านฮอมผญ๋า” สถานที่ที่เราจะมาทำกิจกรรมกัน เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพี่วัฒน์และพี่หวาน คู่สามีภรรยาเจ้าบ้านที่น่ารัก เราแนะนำตัวกันและพี่ๆทั้งสองก็ผลัดกันเล่าเรื่องความเป็นมาของเชียงแสนให้เราฟัง ซึ่งน่าสนใจเกินคาดมาก เชียงแสนเป็นเมืองที่มีความเป็นมายาวนาน บ้างก็ว่าถึง 3,000 ปี ก่อนพุทธกาลเสียอีก พี่วัฒน์เล่าให้ฟังว่ากษัตริย์บางองค์ในอดีตนั้นเคยพบพระพุทธเจ้าด้วย อาณาจักรที่เคยเจริญรุ่งเรืองบริเวณเชียงแสนในปัจจุบันก็เช่น นครสุวรรณโคมคำ อาณาจักรหิรัญนครเงินยาง โยนก-เชียงแสน ล้านนา เป็นต้น จนหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ก็บอกได้ไม่ชัดเจน เหลือแต่เพียงตำนานเรื่องเล่า และบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ต้องค้นคว้ากันต่อไป ทำความรู้จักกับความเป็นมาของเชียงแสนไปพอหอมปากหอมคอแล้ว พี่วัฒน์กับพี่หวานก็จัดแจงเตรียมอุปกรณ์เพื่อให้เราพิมพ์ผ้าด้วยใบไม้ท้องถิ่นซึ่งมีใบสักเป็นหลัก หลังจากที่เราเรียงใบไม้บนผ้าจนถูกใจแล้ว พี่วัฒน์ก็เอาแผ่นพลาสติกมาคลุมอีกชั้น และแจกค้อนไม้ขนาดถนัดมือมาให้เราจรรจงทุบเพื่อให้ลายของใบไม้ติดไปบนผ้า ถ้าทุบเบาไปสีก็จะไม่ติด ทุบแรงไปใบไม้ก็จะช้ำและทำให้ลายเลือน ทุบกันจนเมื่อยแล้ว พี่หวานก็เตรียมเอาผ้าไปนึ่งและผ่านกระบวนการอื่นๆต่อไป นวดย่ำขาง แบบพื้นบ้านล้านนา ณ โฮงฮอมผญ๋า ระหว่างนี้ เราก็ทยอยเปลี่ยนชุดเพื่อเริ่ม session การนวดแบบย่ำขางโดยพี่วัฒน์จะเป็น therapist นวดให้เรา แรกๆเห็นเตาแล้วเราก็แอบเสียวแทน โดยเฉพาะบางจังหวะที่ไฟลุกขึ้นฟู่อย่างกับมีใครผัดผักบุ้งไฟแดงทีเดียว แต่พอเวลาผ่านไปแค่แป๊บเดียวเราก็เริ่มผ่อนคลายพร้อมที่จะได้รับการบำบัดต่อไป ขณะนวดเราก็พูดคุยกันต่อถึงเกร็ดความรู้ และเรื่องราวชีวิตของแต่ละคน จนได้รู้ว่าพี่วัฒน์นั้นถนัดดูดวงและดูชื่อตามหลักทักษาด้วย เราก็เลยจัด session ดูดวงกันต่อเลย 555 กว่าจะกลับถึงห้องพักก็มืดพอดี เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการทำบุญตักบาตรหน้าวัดอาทิต้นแก้ว วันรุ่งขึ้นเราก็ให้ทางโรงแรมช่วยจัดเซ็ตตักบาตรไว้ ตื่นกันมาเตรียมตัวกันตั้งแต่ 6 โมงเช้า ทางโรงแรมก็จัดให้พนักงานพาเราเดินผ่านวัดอาทิต้นแก้วไปยังถนนอีกฝั่งเพื่อรอพระ เมื่อตักบาตรเสร็จแล้ว เราก็ขอให้ทางโรงแรมเตรียมเบรคฟัสต์ให้เลย เพราะเราอยากจะออกไปปั่นจักรยานเก็บภาพรอบเมืองอีกครั้ง ขอบอกว่าอาหารอร่อยมาก โดยเฉพาะข้าวต้มกระดูกหมูที่ให้เครื่องมาเยอะมาก ได้ใจไปเต็มๆ ปั่นจักรยานทัวร์รอบเมืองเชียงแสน กำลังจะกินอาหารเช้าเสร็จ บังเอิญพี่วัฒน์กับพี่หวานก็เอาผ้าที่เราพิมพ์ไว้มาส่งให้ที่โรงแรม พอรู้ว่าเราจะออกไปปั่นจักรยานกันก็เลยอาสาสมัครเป็นไกด์ให้ด้วย ทริปรอบเมืองของเราในเช้าวันนี้จึงน่าสนใจขึ้นกว่าเดิมไปอีก มากไปกว่านั้นยังมีการซื้อของกินท้องถิ่นจากตลาดมาเลี้ยงเราด้วย ต้องขอบคุณมา ณ ที่นี้อีกครั้งด้วยนะครับ ใจดีกันมากๆเลย บรรยากาศริมฝั่งแม่น้ำโขง ยิ่งได้ชมเมือง ก็ยิ่งตกหลุมรักเชียงแสน ทั้งบ้านเมืองที่มีซากอารยธรรมเก่าๆ แซมอยู่ทั่วเมือง และวิวธรรมชาติที่สวยงามมาก จุดนี้เป็นพื้นที่ราบที่อุดมสมบูรณ์ เพราะมีแม่น้ำสายใหญ่อย่างแม่น้ำโขงไหลผ่าน และมีภูเขาโอบล้อมรอบเป็นฉากหลังทั้งทางฝั่งไทยและลาว เรียกได้ว่าเป็นทำเลที่เหมาะสมกับการอาศัยและทำกินสุดๆ เราเข้าใจได้ไม่ยากเลยว่าทำไมคนในยุคโบราณจึงมักจะเลือกที่นี่เป็นทำเลในการตั้งรกราก ประตูเมืองเชียงแสน Location: https://goo.gl/maps/xYApkjMx6NpdG5jM9 เดินเล่นตลาดเช้าของเชียงแสน ตลาดชุมชนของชาวเชียงแสนที่มีของกินท้องถิ่นมากมาย เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ที่ย่างอยู่บนเตาเป็น "ข้าวปุกงา" คือข้าวเหนียวตำคลุกกับงาขี้ม่อนห่อด้วยใบตองแล้วนำไปปิ้ง มีให้กินเฉพาะช่วงต้นฤดูหนาวเท่านั้น Location: https://goo.gl/maps/9ogijs3NEKWgQAPz6 วัดพระธาตุเจดีย์หลวง Location: https://goo.gl/maps/JPHjzB4GpYTnkFNU6 วัดป่าสัก เจย์ดีโบราณที่คงสภาพสมบูรณ์ที่สุด โดดเด่นด้วยการรวมศิลปะหลายแบบเข้าด้วยกัน ทั้ง จีน ขอม พม่า สุโขทัย สะท้อนถึงความเป็นศูนย์กลางความเจริญที่ส่งผ่านมาหลายยุค หลายสมัย หลายเชื้อชาติของเชียงแสน Location: https://goo.gl/maps/H4ipMZ5zppbu6bFY6 วัดร้อยข้อ Location: https://goo.gl/maps/bUWfHAzSr3Zi34RR6 แวะชิลในสระว่ายน้ำที่โรงแรมอทิตาก่อนจะเช็คเอ้าท์ เรากลับมาพักผ่อนที่โรงแรมก่อนจะเช็คเอ้าท์ เราลงว่ายน้ำในสระระบบน้ำเกลือสีฟ้าอ่อนตัดกับสีน้ำตาลของอิฐปั้นมือสวยงามมาก เราใช้พลังงานไปกับกิจกรรมช่วงเช้าจนเกือบหมด รู้ตัวอีกทีก็หิวอีกแล้ว ก่อนเช็คเอ้าท์เราจึงตัดสินใจกินมื้อกลางวันที่โรงแรมอีกรอบ เพราะติดใจในรสมือมาจากมื้อเช้า แล้วก็ไม่ผิดหวังเลย เราชอบข้าวจิ๊นเมิน (ข้าวเนื้อตุ๋นสไตล์เหนือ) มากเป็นพิเศษ เพราะเนื้อนุ่มละลาย แถมหอมกลิ่นเครื่องเทศกำลังดีเลย มาเชียงแสนคราวนี้อิ่มทั้งบุญ อิ่มทั้งท้อง สุขทั้งกาย สุขทั้งใจ จนเริ่มเสพติด vibe แบบนี้และอยากจะมาเที่ยวบ่อยๆ ที่สำคัญคือเริ่มลังเลไม่อยากจะบอกให้ใครรู้เยอะ เพราะกลัวว่านักท่องเที่ยวจะมาทำให้เสน่ห์ของที่นี่เปลี่ยนไป แต่ก็อย่างว่าแหละ แฟนเพจของ hoparound.co น่ารักกันอยู่แล้ว เราก็ต้องแบ่งปันกันสิเนอะ เอาเป็นว่าถ้าใครได้ไปเชียงแสนแล้วติดใจเหมือนเรา ก็ช่วยๆกันทะนุถนอมกันหน่อยน้าาาา FB/IG/TikTok: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co
- Los Angeles (L.A) 6 ย่านเด็ดในลอสแอนเจลิส
Los Angeles ลอสแอนเจลิส กรุงเทพฯ แห่งอเมริกา Los Angeles เมืองแห่งเทวดาตามคำแปลของชื่อก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน วันนี้เราไม่ได้มารีวิวการฉีดวัคซีนนะ แต่อยากมาแนะนำจุดเช็คอิน ย่านที่น่าเดินเที่ยวใน LA กันสั้นๆ เผื่อใครมีแพลนไปเที่ยวอเมริกา ก็อย่าลืมแวะแอลเอหล่ะ ต้องบอกว่าที่จริงแล้ว LA เป็นเมืองใหญ่มากๆ (ตอน Landing มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดของแสงไฟด้านล่างเลย) และมีที่ให้สำรวจกันแบบไม่รู้จบ ควรต้องมีรถยนต์จึงจะสะดวกเพราะระบบขนส่งสาธารณะนั้นไม่ครอบคลุมทั่วถึง วันนี้เราจึงเลือกเพียง 6 ย่านที่เราชอบ เผื่อใครกำลังวางแผนทริปอยู่จะได้โน้ตเพิ่มเติมเอาไว้ ส่วนคนที่ยังไม่มีทริป เราก็ไปทิพย์ด้วยกันก่อนก็แล้วกันน้าาา 1. Downtown LA บอกก่อนเลยว่าบรรยากาศย่านกลางเมืองของ LA นั้น อาจไม่ได้เอื้อให้เรารู้สึกปลอดภัยมากนัก เราแอบเสียดายอาคารเก่าดีไซน์สวยเป็นเอกลักษณ์ที่เรียงรายกันอยู่เต็มไปหมด แต่กลับไม่ค่อยได้รับการดูแลเท่าที่ควร และในบางโซนอาจจะมีคนไร้บ้านเยอะหน่อย อย่างไรก็ตาม Downtown ก็มีสถานที่น่าสนใจซ่อนอยู่มากมายแทบทุกหัวถนน ไปดูกันเลย! เริ่มต้นกันที่ The Broad พิพิธภัณฑ์ Modern Art ที่แค่ Facade ก็ปังแล้ว ตั้งอยู่บนถนน South Grand Avenue ที่นี่มีทั้งงานวาดเขียน งานประติมากรรม และงาน Installation จากศิลปินสุดล้ำระดับโลกจากหลายยุคสมัย แนะนำให้ซื้อตั๋วล่วงหน้าจากเวปของ The Broad ได้โดยตรงเลยครับ ที่อยู่ติดกันก็คือ Walt Disney Concert Hall อาคารฟอร์มแปลกตาล้ำสมัย ดูก็พอจะรู้ว่าเป็นผลงานการออกแบบของคุณ Frank Gehry แค่เห็นด้านนอกก็ปลุกเร้าจินตนาการได้ไม่รู้จบแล้ว เราเดินกันต่อฝั่งตรงข้ามเป็น MOCA Museum of Contemporary Art, Los Angeles ที่นี่เป็นอีกหนึ่งอาร์ตมิวเซียมสามารถจองตั๋วเข้าชมและเช็คตารางงานที่จะโชว์ได้ที่ https://www.moca.org/ และอย่าลืมแวะช้อปปิ้งกันที่ MOCA Store ด้านหน้าด้วยนะ บอกเลยว่าใครรักข้าวของเครื่องใช้ที่มีดีไซน์มีฟังก์ชั่นดีๆ แนะนำให้แวะเลยครับ!! ระหว่างทางเดินก็มีตึกระฟ้ากระจุกตัวกันพอประมาณ และฝนตก หมอกก็ลงอีก ดูเท่ไปอีกแบบ จากนั้นเราก็เดินไปขึ้นรถรางโบราณ Angels Flight Railway ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1901 จึงมีรูปลักษณ์ที่ขลังไม่เหมือนใคร และค่าบริการก็ถูกมาก (เที่ยวละ USD 1 เท่านั้นเอง) ลงจากรถรางแล้ว ก็แวะหาของอร่อยๆรองท้องที่ตลาด Grand Central Market ซักหน่อย เราชอบบรรยากาศของตลาดแห่งนี้มาก โดยเฉพาะป้ายนีออนหลากสีที่แข่งกันเด่น แต่กลับไม่รกตา ที่นี่มีอาหารให้เลือกเยอะมากหลายสัญชาติเลย รวมถึงอาหารไทยด้วย กินเสร็จแล้วก็ไปจิบกาแฟกันต่อที่ร้าน Blue Bottle เจ้าดังจาก San Francisco ไม่ว่าจะสาขาไหนก็คนเข้าคิวตลอด เพราะกาแฟเค้าดีจริง! ความพิเศษของสาขานี้อยู่ที่ทำเลที่ตั้งอยู่ในอาคาร Bradbury Building อายุเกือบ 130 ปี ซึ่งเคยเป็นฉากในหนังฮอลลีวู้ดชื่อดังมากมาย อาคารสไตล์ Victorian ที่สวยงามแห่งนี้เป็น Landmark ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของ LA และเป็นหนึ่งในอาคารพาณิชย์ที่เก่าแก่ที่สุดในย่าน Downtown ด้วย เดินต่อมาไม่น่าจะเกิน 5 นาทีเราก็จะพบกับร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในรัฐ California ที่ชื่อว่า The Last Bookstore คุณ Josh Spencer เจ้าของร้านได้เลือกชื่อนี้เพื่อประชดประชันกระแสสังคมที่ว่าร้านหนังสือกำลังจะตาย ที่นี่มีหนังสือทั้งเก่าใหม่รวมกันอยู่กว่า 500,000 เล่ม รวมถึงแผ่นเสียง ของสะสม ของที่ระลึกมากมาย และมีกิจกรรมสำหรับนักเขียนนักอ่านตลอดปี นอกจากร้านจะใหญ่และหนังสือเยอะแล้ว การตกแต่งภายในร้านยังน่าตื่นตาตื่นใจมากๆด้วย เราชอบชั้นลอยเป็นพิเศษเพราะเป็นจุดที่มีผู้คนมายืนล้อมตลอดแนวระเบียงเพื่อสเก็ตช์บรรยากาศร้านที่อยู่เบื้องล่าง กลายเป็นภาพที่แปลกตาแต่ก็ Inspiring มากๆ ได้เวลา Shopping แล้วล่ะ บนถนน South Broadway นั้นเรียงรายไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Art Deco มีร้านค้าเก๋ๆอยู่มากมาย COS ร้าน COS สาขานี้ตั้งอยู่ในอาคาร Oympic Theatre ที่สวยกริบ โดยทาง COS STORE ได้ทำการรีโนเวทจากโรงละครโอลิมปิคเก่า ที่ตั้งอยู่บนถนนในดาวน์ทาวน์แอลเอพื้นที่ใหญ่กว่า 600 ตรม. เราเดินผ่าน Urban Outfitters และแวะดูร้าน MYKITA แบรนด์แว่นตาสุดเท่ของเมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน จากนั้นก็เดินต่อจนถึงแยกที่ตัดกับถนน W 9th Street ก็พบกับ Shop ของ Acne Studios ที่ใหญ่และเก๋มาก (พื้นที่เกือบ 500 ตร.ม.แน่ะ) สาขานี้มีคาเฟ่ ILCAFFE ร้านโปรดของ Jonny Johansson จาก Stockholm ด้วย หัวมุมถนนฝั่งตรงข้ามก็เป็นร้าน Aesop ที่ตกแต่งด้วยวัสดุรีไซเคิลแสนดิบเท่ ถัดไปอีกก็คือร้าน A.P.C. แบรนด์แฟชั่นมินิมอลชื่อดังจากปารีส ร้านค่อนข้างใหญ่ และดูเหมือนว่าจะมีแค่เราเท่านั้น ได้ช็อปปิ้งแบบไพรเวทมาก ฮ่าๆ ละแวกนี้มีอะไรดีๆซ่อนอยู่เยอะเลย ลองไปสำรวจกันดูน้าา 2. Melrose Avenue ใครยังไม่จุใจกับการช้อปก็มาต่อกันแบบยาวววววววๆ (เกินกิโล) ที่ Melrose Avenue ได้เลย ถนนเส้นนี้ถูกขนาบ 2 ฝั่งด้วยอาคารเตี้ยๆตลอดสาย เป็นที่ตั้งของร้านค้าหลายแบรนด์ทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้จักจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ก็น่าเข้าแทบทุกร้านเลยแหละ คาแรคเตอร์ของร้านส่วนใหญ่จะเป็นแนว High Street ที่คัดสรรของดีไซน์น่าสนใจมาอย่างดี สายช้อปควรเผื่อเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงนะครับ เริ่มกันที่ Ron Herman กับ Fred Segal ร้าน Select Shop สไตล์แคลิฟอร์เนียที่เราปลื้มมาตั้งแต่ตอนไปเที่ยวญี่ปุ่น คราวนี้ได้มาบุกถึงถิ่นกำเนิด (แต่แอบรู้สึกว่าที่ญี่ปุ่นเลือกของมาได้ถูกจริตเรามากกว่า) ด้านล่างก็มีคาเฟ่ให้นั่งชิลกันด้วยนะ ต่อด้วยตึกทรงลูกบาศก์สีชมพูที่หลายคนอาจเคยเห็นใน IG กันอยู่บ่อยๆ ตึกนี้เป็นที่ตั้งของร้าน Paul Smith สาขาใหญ่ แทบจะเป็นแลนด์มาร์คของย่านนี้เลยก็ได้ ร้านอื่นๆที่คุณจะได้เจอในย่านนี้ก็มีทั้งเสื้อผ้า ของแต่งบ้าน โดยมีทั้งแบรนด์โลคอลและแบรนด์ระดับโลก เช่น Balmain, Marc Jacob, Chloe, Marni, Bottega Venetta, Frame, Isabel Marant, A.P.C., Outdoor Voices, Editions de Parfums Frédéric Malle โชคดีที่ตอนที่เราไป (ก่อนโควิด) นั้นมีตลาด Melrose Place Farmers Market พอดี บรรยากาศจึงยิ่งมีชีวิตชีวาอย่างมาก ตลอดแนวทางเดินก็เรียงรายไปด้วยอาหารคราฟท์ และสินค้าประดิษฐ์มือมากมาย 3. จุดชมวิว Hollywood Sign Lake Hollywood Park เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่ไม่ควรพลาด เพราะจะมีสนามหญ้าสีเขียวให้นั่งเล่น ยืนถ่ายรูปเก๋ๆกับป้ายฮอลลีวูดได้ด้วย Location: https://goo.gl/maps/v9LzGXDPYoyXbcvr6 4. Mid-Wilshire ย่านบ้านสวย ชีวิตดี มิวเซี่ยมปัง Tourists น้อย อาจจะไม่มีความตื่นตาตื่นใจเท่ากับย่านอื่นๆ แต่ละแวกนี้น่าอยู่ชะมัด ขอย้ำอีกครั้งว่าบ้านแถบนี้สวยมากๆ ร้าน Met her at a bar เป็นร้าน Brunch สัญชาติไทยผสมฝรั่งที่รสชาติเข้มข้นลงตัว หนึ่งในร้านที่ถูกปากเรามากที่สุดในทริปนี้ เราชอบเมนูไก่ทอดกินคู่กับวาฟเฟิ่ล อร่อยสุดๆ ความเป็นมาของร้านก็น่าสนใจเพราะเจ้าของร้านเป็นคู่หญิงชายที่ไปพบรักกันในบาร์แห่งหนึ่งจนมาลงเอยกันด้วยการทำธุรกิจร้านอาหารด้วยกัน หากคุณคุ้นตากับรูปเสาไฟนับร้อยต้นแบบในภาพ สิ่งนี้คืองาน Art Installation ถาวร ที่ชื่อว่า Urban Light ตั้งอยู่ด้านนอกของ Los Angeles County Museum of Art (LACMA) ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในแถบตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีผลงานจัดแสดงอยู่ภายในทั้งแบบถาวรและหมุนเวียนรวมกันกว่า 140,000 ชิ้น 5. Beverly Hills ย่านช็อปปิ้งแบรนด์เนม ชื่อนี้คือตำนานที่อยู่คู่ LA มาทุกยุคสมัย เพราะเป็นถิ่นที่อยู่ของดารา นักร้อง เซเลบริตี้ และมหาเศรษฐีแห่งโลกฮอลลีวู้ด ที่นี่จึงเป็นแหล่งรวมความเริ่ดหรูที่ทั้งเข้มข้นและหลากหลาย ตั้งแต่บรรยากาศภายนอกไปจนถึงการตกแต่งภายใน ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนคลับสินค้า Luxury แบรนด์ใด Beverly Hills น่าจะตอบได้เกือบทุกโจทย์ความต้องการ และต่อให้คุณจะไม่ใช่สายช้อป บรรยากาศที่หรูสุดๆของที่นี่ก็ควรค่าแก่การได้มาเสพสักครั้งหากคุณได้แวะมาเที่ยว LA 6. Santa Monica เราพูดถึงแต่ในเมืองจนเกือบลืมไปว่า LA นั้นอยู่ติดทะเลและมีหาดสวยๆหลายหาดเลย หนึ่งในหาดที่มีชีวิตชีวาที่สุดก็คือ Santa Monica เรามาทันเห็นวิวพระอาทิตย์ตกพอดี ต้องบอกว่าประทับใจมากเลยครับ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเป็นภาพที่เราคุ้นตามาจากหนังและ TV Series ด้วย แต่พอมาสัมผัสของจริงก็ยิ่งซาบซึ้งคนละ Level กันเลย ที่นี่มีสตรีทฟู้ดให้เลือกกินมากมาย (แต่อาจจะเป็นแนวเน้นขายนักท่องเที่ยวซักหน่อย) ชายหาดเต็มไปด้วยผู้คนที่มานั่งชิลล์ เล่นสเก็ต และเตร็ดเตร่ปล่อยอารมณ์ อีกไฮไลท์ของ Santa Monica ก็คือที่นี่เป็นจุดสิ้นสุดของถนน Route 66 ถนนสายหลักของอเมริกาที่เริ่มต้นจาก Chicago ตัดผ่านรัฐต่างๆเป็นระยะทางเกือบ 4,000 กม. แล้วจบลงที่ Pacific Park สวนสนุกริมทะเล ณ หาด Santa Monica แห่งนี้ บรรยากาศครึกครื้นเป็นกันเอง เหมือนงานวัดแบบฝรั่งๆ และเราก็ไม่พลาดที่จะลองขึ้นเครื่องเล่นด้วย Los Angeles นั้นเป็นเมืองที่มีไดนามิคส์สูงมาก เป็นแหล่งรวมของความหลากหลายทั้งในแง่เชื้อชาติและชนชั้น ในด้านความหรูหรานั้นยอมรับว่าสุดมาก ส่วนในด้านของความยากจนก็มีให้เห็นบ่อยจนชินตาเช่นกัน โดยเฉพาะย่าน Downtown ที่บางช่วงตึกเราแอบรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยเอาเสียดื้อๆ แม้ที่นี่อาจจะไม่ใช่เมืองที่เราจะวางแผนกลับมาเที่ยวบ่อยๆ แต่เราก็ตื่นเต้นและดีใจมากที่ได้มาเยี่ยมเยือนและเห็นความยิ่งใหญ่ของเมืองอันดับ 2 ของอเมริกาแห่งนี้ด้วยตาตัวเอง #LetsHoparound
- รีวิวประสบการณ์ Yosemite National Park: ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่ต้องไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิต
Yosemite National Park อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี ถ้าพูดถึงอุทยานแห่งชาติระดับโลกในสหรัฐอเมริกา ชื่อของ Yosemite National Park (อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี) มักจะติดอันดับต้น ๆ เสมอ ไม่ใช่แค่เพราะความสวยงามระดับไอคอนของมัน แต่ยังเป็นสถานที่ที่เมื่อได้ไปสัมผัสจริงแล้ว จะทำให้เข้าใจเลยว่าทำไมธรรมชาติถึงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเลียนแบบได้ รีวิวนี้จะไม่ใช่แค่คำอธิบายสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นการถ่ายทอด “ประสบการณ์จริง” แบบสายรีวิวท่องเที่ยว ที่พาผู้อ่านไปสัมผัส Yosemite ตั้งแต่ความรู้สึกแรกที่เข้าไปในอุทยาน ไปจนถึงโมเมนต์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าภูเขา น้ำตก และผืนป่าที่ทำให้ทุกอย่างรอบตัวดูเล็กลงทันที Yosemite National Park คืออะไร และทำไมถึงโด่งดังระดับโลก Yosemite National Park ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขา Sierra Nevada ที่ขึ้นชื่อเรื่องภูมิประเทศที่หลากหลาย ทั้งหุบเขาลึก หน้าผาสูงตระหง่าน และผืนป่าขนาดใหญ่ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ไว้อย่างน่าทึ่ง ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกในปี ค.ศ. 1984 ด้วยเหตุผลด้านความหลากหลายทางธรรมชาติ ระบบนิเวศ และความงดงามที่ไม่เหมือนใคร ตัวอุทยานมีพื้นที่กว้างใหญ่มากจนการมาเที่ยววันเดียวแทบไม่พอสำหรับการเก็บครบทุกไฮไลต์ สิ่งที่ทำให้ Yosemite แตกต่างจากอุทยานอื่น ๆ คือ “ความอลังการที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า” ไม่จำเป็นต้องใช้จินตนาการเลย เพราะแค่ยืนอยู่ตรงหน้า คุณจะรู้สึกได้ทันทีว่าธรรมชาติมีพลังมากแค่ไหน First Impression: เมื่อ Yosemite ไม่ใช่แค่ภาพบนหน้าจอ หลายคนอาจคุ้นเคย Yosemite โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะถ้าเคยใช้ MacBook หรือ iMac เพราะภาพพื้นหลังชื่อ El Capitan คือหนึ่งในแลนด์มาร์กของที่นี่ แต่ต้องบอกตรง ๆ ว่า ของจริงกับภาพในหน้าจอคือคนละโลก เมื่อมาถึง Yosemite สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือ “ความรู้สึกถูกกลืนเข้าไปในธรรมชาติ” หน้าผาหินแกรนิตขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า สูงจนแทบมองไม่เห็นยอด ขณะที่สายน้ำตกไหลลงมาจากหน้าผาเหมือนเส้นไหมที่ปลิวไปตามลม มันไม่ใช่แค่ “สวย” แต่มันคือความสวยที่ทำให้เราหยุดนิ่ง Tunnel View: จุดชมวิวที่ทำให้คุณเข้าใจ Yosemite ใน 10 วินาที หากต้องเลือกจุดเดียวที่ “ต้องไปให้ได้” ใน Yosemite คำตอบแทบจะไม่มีข้อโต้แย้งเลยว่าเป็น Tunnel View ทันทีที่คุณขับรถผ่านอุโมงค์ออกมา ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือวิวพาโนรามาของ Yosemite Valley แบบเต็มสายตา ภูเขาสองฝั่งโอบล้อมหุบเขาไว้ราวกับกรอบรูปธรรมชาติ ด้านซ้ายคือ El Capitan หน้าผาหินแกรนิตที่นักปีนเขาทั่วโลกใฝ่ฝันจะพิชิตด้านขวาคือ Bridalveil Fall น้ำตกที่ไหลลงมาราวกับผ้าคลุมเจ้าสาวและไกลออกไปคือ Half Dome ภูเขาทรงโดมครึ่งซีกที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของ Yosemite สิ่งที่ทำให้ Tunnel View พิเศษไม่ใช่แค่ภาพที่สวย แต่คือ “ความรู้สึก” ที่ได้เห็นทุกอย่างรวมกันในเฟรมเดียว มันเหมือนกับการดูสารคดีระดับโลกแบบสด ๆ โดยไม่ต้องผ่านหน้าจอ Bridalveil Fall: น้ำตกที่สวยเหมือนภาพวาด หนึ่งในภาพจำของ Yosemite คือ Bridalveil Fall น้ำตกที่มีลักษณะเหมือนผ้าคลุมเจ้าสาว ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ น้ำตกแห่งนี้ไม่ได้ตกลงมาเป็นสายตรง ๆ แต่ฟุ้งกระจายไปตามแรงลม ทำให้ดูพลิ้วไหวเหมือนมีชีวิต โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิและต้นฤดูร้อน น้ำจะเยอะเป็นพิเศษและให้ภาพที่สวยมาก การยืนอยู่ใกล้ ๆ แล้วรู้สึกถึงละอองน้ำที่กระทบหน้า พร้อมเสียงน้ำตกที่ก้องไปทั่วหุบเขา เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ไม่สามารถถ่ายทอดผ่านรูปภาพได้ Half Dome: ไอคอนระดับโลกของ Yosemite อีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่ต้องพูดถึงคือ Half Dome ภูเขาหินแกรนิตที่มีรูปทรงเหมือนโดมที่ถูกผ่าครึ่ง นี่ไม่ใช่แค่ภูเขาธรรมดา แต่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของ Yosemite และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับโลโก้ของแบรนด์ The North Face อีกด้วย สำหรับนักเดินป่าและนักผจญภัย Half Dome ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ท้าทาย เพราะเส้นทางขึ้นต้องใช้ทั้งแรงกายและความกล้า แต่สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป เพียงแค่ได้เห็นมันจากระยะไกลก็เพียงพอแล้วที่จะรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ El Capitan: ความท้าทายของมนุษย์ El Capitan คือหน้าผาหินแกรนิตขนาดมหึมาที่ตั้งโดดเด่นอยู่ใน Yosemite Valley ด้วยความสูงกว่า 900 เมตรจากพื้นหุบเขา มันเป็นหนึ่งในจุดปีนผาที่ยากที่สุดในโลก น่าสนใจตรงที่ เวลาเรามองจากด้านล่าง เราจะเห็นนักปีนผาตัวเล็กจิ๋วเหมือนมดบนผนังหิน ซึ่งยิ่งทำให้เห็นขนาดที่แท้จริงของภูเขานี้ แม้คุณจะไม่ได้ปีนมัน แต่แค่ยืนมองก็รู้สึกได้ถึงพลังและความท้าทายที่มันส่งออกมา ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ: มากกว่าความสวยงาม สิ่งที่ทำให้ Yosemite แตกต่างจากสถานที่ท่องเที่ยวอื่น คือ “ชีวิต” ที่อยู่ร่วมกับภูมิประเทศอย่างสมดุล ที่นี่คุณอาจเจอ: หมีดำเดินเล่นตามธรรมชาติ กวางที่ออกมาหากินในทุ่งหญ้า สัตว์ป่าหลากชนิดที่ใช้ชีวิตโดยไม่ถูกรบกวน และหนึ่งในไฮไลต์คือ ต้นซีคัวยา (Sequoia) ต้นไม้ยักษ์ที่มีอายุหลายพันปี ขนาดของมันใหญ่จนคุณต้องเงยหน้ามองแบบสุดคอ มันเป็นการเตือนว่า โลกนี้มีบางสิ่งที่อยู่มาก่อนเรา และจะอยู่ต่อไปหลังจากเรา ฤดูกาลที่ดีที่สุดในการไป Yosemite Yosemite สามารถเที่ยวได้ตลอดปี แต่แต่ละฤดูกาลจะให้ประสบการณ์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน ฤดูใบไม้ผลิ (Spring) ช่วงที่น้ำตกสวยที่สุด เพราะหิมะละลายBridalveil Fall และน้ำตกอื่น ๆ จะมีน้ำเยอะและอลังการมาก ฤดูร้อน (Summer) อากาศดี เหมาะกับการเดินป่าทุ่งหญ้าจะเขียวขจี และมีดอกไม้ป่าหลากสี ฤดูใบไม้ร่วง (Fall) นักท่องเที่ยวน้อยลงวิวเปลี่ยนเป็นโทนสีทอง เหมาะกับการถ่ายภาพ ฤดูหนาว (Winter) Yosemite กลายเป็นโลกสีขาวเหมาะสำหรับคนที่อยากเห็นหิมะและความสงบ ประสบการณ์ที่ให้มากกว่าการท่องเที่ยว Yosemite ไม่ใช่แค่สถานที่ถ่ายรูปหรือเช็คอิน แต่คือสถานที่ที่ทำให้คุณหยุดคิดและกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ไม่มีตึกสูงไม่มีเสียงเมืองมีแค่เสียงลม เสียงน้ำ และเสียงธรรมชาติ มันเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ที่คุณจะรู้สึกว่า เวลาเดินช้าลง ทำไม Yosemite ถึงควรอยู่ใน Bucket List เพราะที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่สวยแต่เป็นสถานที่ที่ ทำให้คุณรู้สึกเล็กลงในทางที่ดี ทำให้คุณเห็นพลังของธรรมชาติ ทำให้คุณจำได้ว่าความงามที่แท้จริงไม่ต้องปรุงแต่ง และเหนือสิ่งอื่นใด Yosemite คือสถานที่ที่ “ต้องไปเห็นด้วยตา” เท่านั้นถึงจะเข้าใจ สรุป Yosemite คือประสบการณ์ที่รูปถ่ายแทนไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะเคยเห็นภาพ Yosemite มามากแค่ไหนไม่ว่าจะเป็น Wallpaper, Instagram หรือสารคดี แต่เมื่อคุณไปยืนอยู่ตรงนั้นจริง ๆ คุณจะรู้ว่า… มันไม่เหมือนเลย มันใหญ่กว่ามันสวยกว่าและมันรู้สึกได้Yosemite National Park ไม่ใช่แค่หนึ่งในอุทยานที่สวยที่สุดในอเมริกาแต่มันคือหนึ่งในสถานที่ที่สามารถเปลี่ยนมุมมองต่อธรรมชาติของคุณได้ตลอดไป #LetsHoparound #USA #Yosemite
- Salvation Mountain โอเอซิสแห่งศิลปะและศรัทธากลางทะเลทรายแคลิฟอร์เนีย
รีวิว Salvation Mountain โอเอซิสแห่งศิลปะและศรัทธากลางทะเลทรายแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ทริปนี้เราเริ่มต้นออกสตาร์ทกันที่ Palm Springs ครับ เมืองพักตากอากาศที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ Mid-Century Modern แบบที่พวกเราหลงใหล จากจุดนั้น เราแพ็กกระเป๋าขึ้นรถเช่า มุ่งหน้าลงใต้ไปตามเส้นทาง CA-111 โดยใช้เวลาขับรถสบายๆ ประมาณชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง ความน่าสนใจของโรดทริปนี้คือมวลบรรยากาศสองข้างทางที่ค่อยๆ เปลี่ยนผ่าน จากความเนี้ยบของรีสอร์ตหรูและทิวทัศน์ของทิวต้นปาล์มที่จัดวางมาอย่างตั้งใจ สู่ความดิบแล้งของทะเลทรายโคโลราโด (Colorado Desert) เราขับเลียบขนานไปกับผืนน้ำที่กว้างใหญ่แต่กลับเงียบสงัดจนเกือบจะดูเวิ้งว้างอย่างทะเลสาบ Salton Sea เป็นความรู้สึกเหมือนเรากำลังขับรถหลุดออกนอกขอบเขตของความเจริญ เพื่อไปค้นพบโลกอีกใบที่ซ่อนตัวอยู่ เป็นสุนทรียภาพแห่งการเดินทางที่ช่วยปูอารมณ์ให้เราพร้อมรับมือกับความเซอร์เรียลของจุดหมายปลายทางในวันนี้ ซึ่งก็คือ "Salvation Mountain" ประติมากรรมภูเขาขนาดย่อมที่สร้างขึ้นจากสองมือมนุษย์ ผู้ซึ่งผสาน Outsider Art ปรัชญาความเชื่อ และความอุตสาหะที่ใช้เวลาประกอบร่างนานกว่า 3 ทศวรรษเข้าด้วยกัน จุดกำเนิดจากความตั้งใจอันบริสุทธิ์ Salvation Mountain ไม่ใช่โปรเจกต์ที่ถูกออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง หรือได้รับการระดมทุนมหาศาล ทว่าเกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของชายเพียงคนเดียวที่ชื่อว่า เลียวนาร์ด ไนต์ (Leonard Knight) ย้อนกลับไปในปี 1984 เลียวนาร์ดมีความตั้งใจเพียงแค่จะปล่อยบอลลูนลมร้อนที่สกรีนข้อความว่า "God is Love" เพื่อสื่อสารปรัชญาความรักที่เขามีต่อโลก แต่เมื่อบอลลูนไม่สามารถลอยขึ้นได้ เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนวิธีการ โดยหันมาสร้างอนุสรณ์สถานบนพื้นดินแทน ภูเขาลูกแรกที่เขาใช้เวลาสร้างถึง 4 ปี พังทลายลงมาเพราะโครงสร้างที่ไม่แข็งแรง แต่แทนที่จะยอมแพ้ เลียวนาร์ดกลับเริ่มสร้างมันขึ้นมาใหม่โดยศึกษาและทดลองใช้วัสดุที่ยั่งยืนขึ้น จนกลายมาเป็น Salvation Mountain ที่เราเห็นและสัมผัสได้ในปัจจุบัน สถาปัตยกรรมดินเหนียวและสีสันนับแสนแกลลอน ในมุมมองของงานสเปซและดีไซน์ที่เรามักจะให้ความสำคัญ Salvation Mountain คือความขบถที่งดงามมากครับ โครงสร้างทั้งหมดถูกปั้นขึ้นแบบออร์แกนิก ไร้ซึ่งพิมพ์เขียวใดๆ วัสดุที่ใช้คือของใกล้ตัวและเรียบง่ายที่สุดอย่างฟางแห้ง (Bales of straw) และดินเหนียวอะโดบี (Adobe clay) นำมาผสมกับน้ำเพื่อปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ จากนั้นจึงเคลือบด้วยสีน้ำมันและสีอะคริลิกที่ได้รับบริจาคจากผู้คนทั่วโลก ซึ่งประเมินกันว่าตลอดระยะเวลา 30 ปี เลียวนาร์ดใช้สีไปมากกว่า 100,000 แกลลอน ผลลัพธ์ที่ได้คือพื้นผิวที่มีเท็กซ์เจอร์แปลกตาและเส้นสายที่ลื่นไหลเหมือนงานประติมากรรมคราฟต์มือขนาดมหึมา บริเวณด้านบนสุดของภูเขาโดดเด่นด้วยกางเขนและข้อความ "God is Love" ขนาดใหญ่ ขณะที่พื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยภาพวาดเชิงสัญลักษณ์ ทั้งดอกไม้ ต้นไม้ น้ำตก และลวดลายเรขาคณิตที่ใช้แม่สีจัดจ้าน ตัดกับฉากหลังที่เป็นท้องฟ้าสีครามและผืนทรายสีหม่นได้อย่างทรงพลังและมีชีวิตชีวา นอกจากตัวภูเขาหลักแล้ว เลียวนาร์ดยังได้ขยายพื้นที่สร้างส่วนที่เรียกว่า The Hogan คล้ายกับโดมที่พักอาศัยของชนเผ่าพื้นเมือง และ The Museum ซึ่งมีลักษณะเป็นเขาวงกตขนาดย่อมที่ค้ำยันด้วยโครงสร้างต้นไม้ เศษไม้ประดับ และหน้าต่างรถยนต์เก่า การเดินลัดเลาะเข้าไปในพื้นที่ส่วนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังหลุดเข้าไปในมิติที่เส้นแบ่งระหว่างงานศิลปะพื้นบ้าน (Folk Art) และสถาปัตยกรรมถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น มรดกทางวัฒนธรรมที่ยังมีลมหายใจ แม้ว่าคุณเลียวนาร์ด ไนต์ จะจากโลกนี้ไปแล้วในปี 2014 แต่ผลงานของเขายังคงได้รับการสานต่อและดูแลโดยกลุ่มอาสาสมัคร Salvation Mountain Inc. ความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ไม่เพียงแต่ดึงดูดนักเดินทางและผู้รักศิลปะจากทั่วโลก แต่ยังได้รับการยกย่องจาก The Folk Art Society of America ให้เป็นแหล่งศิลปะพื้นบ้านที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ระดับชาติ เป็นข้อพิสูจน์ให้เราเห็นชัดเจนว่า ศิลปะที่แท้จริงนั้นไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความสมบูรณ์แบบทางวิศวกรรมเสมอไป แต่เกิดจากความหลงใหลและความละเอียดอ่อนในจิตวิญญาณของผู้สร้างครับ วิธีการเดินทาง (How to Get There) Salvation Mountain ตั้งอยู่ใกล้กับเมือง Niland ใน Imperial County รัฐแคลิฟอร์เนีย บริเวณนี้อยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบ Salton Sea และชุมชนศิลปินนอกกระแสอย่าง Slab City การเดินทางที่สะดวกที่สุดและเข้ากับมู้ดของการเดินทางคือการเช่ารถขับครับ เนื่องจากไม่มีระบบขนส่งสาธารณะเข้าถึงโดยตรง เดินทางจาก Palm Springs: ถือเป็นเส้นทางที่ขับสบายและได้ซึมซับบรรยากาศแบบโรดทริปเต็มที่ ใช้เวลาประมาณ 1.5 - 2 ชั่วโมง ขับลงใต้ผ่านเส้นทาง CA-111 S เลียบฝั่งตะวันออกของทะเลสาบ Salton Sea มุ่งหน้าสู่เมือง Niland เดินทางจาก Los Angeles (LA): ใช้เวลาขับรถประมาณ 3 - 3.5 ชั่วโมง โดยขับไปตามทางหลวงหมายเลข I-10 East มุ่งหน้าไปยังเมือง Indio จากนั้นเปลี่ยนไปใช้เส้นทาง CA-86 South เลียบไปตามทะเลสาบ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่เส้นทาง CA-111 South เมื่อถึงเมือง Niland: ให้เลี้ยวไปทางทิศตะวันออกเข้าสู่ถนน Main Street (ซึ่งจะเปลี่ยนชื่อเป็น Beal Road) ขับตรงเข้าไปเรื่อยๆ สู่เวิ้งทะเลทรายประมาณ 3 ไมล์ คุณก็จะเห็นสีสันอันโดดเด่นของ Salvation Mountain ตั้งตระหง่านอยู่ทางด้านขวามือ ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการเตรียมตัว: พื้นที่นี้เป็นเขตทะเลทราย อากาศจะร้อนจัดในช่วงกลางวันและค่อนข้างไร้ร่มเงา แนะนำให้เตรียมน้ำดื่ม ครีมกันแดด และหมวกใบเก่งไปให้พร้อมครับ บริเวณ Salvation Mountain ไม่มีค่าเข้าชม แต่เปิดรับเงินบริจาคหรือสีทาบ้าน (100% Latex paint) เพื่อนำไปใช้ในการบำรุงรักษาพื้นที่ เนื่องจากโครงสร้างทำจากดินเหนียวและมีความเปราะบางสูง ทางสถานที่จึงขอความร่วมมือให้เดินชมเฉพาะในบริเวณที่ทางอาสาสมัครทาสีเหลือง (Yellow Path) กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อช่วยกันรักษางานศิลปะทำมือชิ้นนี้ให้อยู่ไปได้อีกนานๆ ครับ
- Teshima เที่ยวเกาะเทชิมะ เกาะสวรรค์ของเหล่าคนรักศิลปะ
เพียง 20 นาทีบนเรือโดยสารจาก Naoshima เกาะศิลปะยอดนิยมที่เรานำเสนอไปในโพสต์ที่แล้ว เราก็จะได้พบกับเกาะศิลปะอีกเกาะที่ดีงามไม่แพ้กัน (แต่นักท่องเที่ยวน้อยกว่ามาก) ในนามว่า Teshima และที่นี่เองที่จะเป็นปลายทาง #hopstination ของเราในวันนี้ Teshima แปลว่าเกาะที่อุดมสมบูรณ์ เพราะมีแหล่งน้ำพุธรรมชาติที่บริสุทธิ์แหล่งใหญ่ผุดขึ้นที่ใจกลางเกาะ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทำให้คาดเดาได้ว่า เกาะนี้มีมนุษย์อาศัยมายาวนานกว่า 25,000 ปีแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันประชากรของเกาะก็ยังคงมีตัวเลขอยู่ประมาณ 1,000 คนเท่านั้น เกาะแห่งนี้อุดมสมบูรณ์มากเสียจนเคยเป็นหนึ่งในไม่กี่เกาะที่สามารถผลิตข้าว และสินค้าทางการเกษตรอื่นๆได้มากเกินการบริโภคของคนบนเกาะ จนต้องส่งออกไปขายที่อื่น โชคไม่ดีที่ Teshima ต้องเผชิญกับเหตุการณ์สิ่งแวดล้อมอื้อฉาวครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของญี่ปุ่น เมื่อตรวจพบว่ามีการใช้พื้นที่บนเกาะเป็นที่ทิ้งขยะพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมโดยผิดกฎหมายจำนวนมหาศาลกว่า 600,000 ตันมาตั้งแต่ปี 1975 กว่าขยะพิษต่างๆจะเริ่มทยอยได้รับการจัดการก็ปาเข้าไปปี 2000 แม้จะพยายามเคลียร์ขยะกันอย่างต่อเนื่อง แต่จนถึงทุกวันนี้ 18 ปีให้หลัง ขยะก็ยังไม่หมดซะทีเดียว และยังคงต้องจัดการรีไซเคิลกันต่อไป ความสดใสเข้ามาเยือน Teshima อีกครั้งในเดือนตุลาคมปี 2010 เมื่อ Teshima Art Museum (ที่เรารู้สึกว่า “โคตรรรรรเจ๋ง”) ได้เปิดตัวขึ้น และสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิด art sites อื่นๆเรื่อยมา ค่อยๆสะสมเป็นแรงดึงดูดให้นักเสพศิลปะทั้งจากญี่ปุ่นและทั่วโลกมาเยือน วิธีการเดินทางมายังเกาะเทชิมะ การเดินทางมายังตัวเกาะเทชิมะนั้น มีหลายวิธีมาก แต่ที่เราจะแนะนำคือขึ้น "รถไฟ" แล้วต่อ "เรือ" ถ้าใครที่มาจากโอซาก้า เราขอแนะนำให้เพื่อนๆเริ่มต้นจาก 1.สถานีรถไฟ Shin-Ōsaka Station โดยขึ้นรถไฟขบวน Tokaido-Sanyo Shinkansen ที่มุ่งหน้าไปทาง のぞみHakata 2.จากนั้นมาลงที่สถานีรถไฟ Okayama Station แล้วเปลี่ยนรถไฟไปเป็น JR สาย Seto-Ohashi Line มุ่งหน้าไปทาง 快速Takamatsu 3.จากนั้นให้เปลี่ยนรถไฟที่สถานี Chayamachi Station โดยขึ้นรถไฟ JR สาย Uno Line ซึ่งจะมุ่งหน้าไปทาง 各停Uno 4.แล้วให้ลงสถานีสุดท้ายปลายทางคือ Uno Station แล้วเดินไปขึ้นเรือที่ท่า Uno Port เพื่อไปลงที่เกาะเทชิมะ หรือใครจะลองค้นหาในกูเกิ้ลแมปก็ได้นะ สะดวกสุดๆ ที่เที่ยวนรอบๆเกาะเทชิมะ เราเลือกมาลงที่ท่าเรือ KARATO PORT ฝั่งขวาของเกาะก่อน เพราะมันอยู่ใกล้กับ Teshima Art Museum ซึ่งเป็นตัวไฮไลท์ของเกาะนี้กันก่อนเพราะเช้าๆ คนยังไม่เยอะมาก Teshima Art Museum มิวเซี่ยมแห่งนี้บริหารงานโดย Benesse Foundation ทีมเดียวกันกับที่ดูแลโปรเจ็คบนเกาะ Naoshima แต่ Teshima Art Museum นี้มีบุคลิกที่ต่างไป อาจจะเพราะความอ่อนช้อยของเส้นโค้งตามแนวอาคารที่เกลี้ยงเกลาล้ำยุค บวกกับความเปิดโล่งของ landscape ที่เป็นเนินเขาอันสวยงามก็เป็นได้ เนินเขาแห่งนี้ปกคลุมไปด้วยหญ้าและนาข้าวเขียวขจี (เฉพาะในฤดูร้อน) ที่ลาดลงไปทางทะเล ตลอดทางที่เราปั่นจักรยานไฟฟ้าขึ้นมาที่นี่ เรารู้สึกรื่นรมย์ไปกับทิวทัศน์ที่งดงาม นาข้าวบนเนินแห่งนี้นั้นครั้งหนึ่งเคยถูกทอดทิ้งให้รกร้างไปในยุคที่เกาะเต็มไปด้วยขยะพิษ บัดนี้ก็กลับมาได้รับการดูแลชุบชีวิตอีกครั้ง ตัวอาคารทรงหยดน้ำได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานศิลปะที่จัดแสดงถาวรอยู่ด้านใน โถงภายในนั้นไม่มีเสาคำ้เลยแม้แต่ต้นเดียว โครงสร้างหลังคามีลักษณะคล้ายเปลือกหุ้มทำจากคอนกรีตที่หนาเพียง 25 ซม.โค้งทอดแบบไร้รอยต่อคลุมพื้นฝั่งหนึ่งถึงอีกฝั่งโดยมีความยาวกว่า 60 เมตร ตาม concept ที่ไม่ต้องการให้มีเส้นตรงในงานออกแบบทั้งหมดแม้แต่เส้นเดียว อีกหนึ่งแนวคิดที่ทำให้อาคารมิวเซี่ยมแห่งนี้แตกต่าง คือความตั้งใจที่จะออกแบบ space ให้มีลักษณะที่ทั้งปิดและเปิดในเวลาเดียวกัน คือแม้จะมีหลังคาเปลือกคลุมพื้นที่ให้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด แต่ก็มีการเจาะช่องวงรี 2 ช่องขนาดใหญ่พอสมควรเพื่อเปิดรับอากาศและแสงธรรมชาติด้วย Teshima Art Museum Teshima Art Museum เดินไปซื้อตั๋วเข้าชมกันก่อนเลย คนละ 1,540 YEN Teshima Art Museum Teshima Art Museum Teshima Art Museum Teshima Art Museum ระหว่างทางที่เดินเข้าไปยังตัวอาคารหลักนั้น เราก็ได้เพลิดเพลินกับต้นไม้ใบหญ้า และวิวทะเลจากมุมสูง แต่ไม่ว่าภายนอกอาคารนี้จะดีงามเพียงใด ก็ดูเหมือนว่าจะเทียบไม่ได้เลยกับประสบการณ์เมื่อเราได้ก้าวเท้าเข้าไปภายในเพื่อชื่นชมชิ้นงานศิลปะที่แสนจะเรียบง่าย ทว่าล้ำลึกและทรงพลังของ Rei Naito ศิลปินหญิงวัย 57 ปี The Matrix คือชื่อของ Artwork ชิ้นที่อยู่ภายในมิวเซี่ยมนี้ Rei ตั้งใจจะสื่อถึงการกำเนิดขึ้นของชีวิตและให้ผู้เข้าชมได้เป็นผู้เฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงของชีวิตมนุษย์ โดยถ่ายทอดเชิงสัญลักษณ์ผ่านการผุดขึ้นของน้ำหยดเล็กๆจากรูขนาดจิ๋วบนพื้น จิ๋วจนแทบสังเกตไม่เห็นด้วยตาเปล่า Teshima Art Museum ด้านในของตัวมิวเซียม ห้ามถ่ายรูปด้วยนะ Teshima Art Museum เจ้าหยดน้ำเหล่านี้เมื่อผุดขึ้นแล้วก็ค่อยๆไหลเป็นทางโดยไม่มีรูปแบบที่แน่นอน บ้างก็ไปรวมตัวกันเป็นกลุ่มแอ่งน้ำน้อยๆ บ้างก็เป็นแอ่งใหญ่ อยู่บนพื้นปูนเดียวกับที่เราเดิน(หรือนั่ง)ชมอยู่นั่นเอง เปรียบให้เห็นถึงการแปรเปลี่ยนสภาพอยู่เสมอของสรรพสิ่ง... ชีวิตของเราก็เช่นกัน เราเองก็ไม่เคยคิดว่าเพียงการนั่งดูหยดน้ำไหลจะเป็นประสบการณ์ที่งดงามได้ถึงเพียงนี้ อาจจะเพราะอากาศ ต้นไม้ และเสียงแมลงที่ขับกล่อมให้จิตใจเรารู้สึกเบาสบาย หรือเพราะสถาปัตยกรรมระดับ Master Piece ที่ตรึงอารมณ์ของเราให้อยู่ในความสงบสำรวม เอาจริงๆก็คงเป็นเพราะทุกสิ่งทุกอย่างรวมกันนั่นแหละที่เอื้อให้เราสามารถซึมซับความละเมียดแห่งการได้อยู่ที่นั่น ณ เวลานั้นอยู่กับทุกๆปัจจุบันขณะที่ค่อยๆเคลื่อนผ่านไปอย่างเรียบง่าย Teshima Art Museum Teshima Art Museum เมื่อดื่มด่ำกับงานศิลป์จนเต็มอิ่มแล้ว เราก็มาแวะที่ shop/cafe ของมิวเซี่ยม ที่นี่เต็มไปด้วยของดีไซน์เท่ๆ เก๋ๆ เต็มไปหมด สำหรับตัวคาเฟ่นั้นแม้จะเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มเพียงไม่กี่อย่าง แต่เราก็รู้สึกได้ถึงความตั้งใจทำของพนักงานทุกคน (แต่อาหารช้าไปนิดนะ อิอิ) Teshima Art Museum Teshima Art Museum Teshima Art Museum No One Wins - Multibasket นอกจาก Teshima Art Museum แล้ว รอบๆเกาะนั้นยังมี art sites อีกหลายแห่ง ก่อนหน้าที่เราจะมาถึงมิวเซี่ยมนี้ เราก็แอบแวะสนามบาสที่มีแป้น 6 ห่วง หรือชื่ออย่างเป็นทางการก็คือ “No One Wins - Multibasket” โดย Jasmina Llobet & Luis Fernandez Pons ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เรามองศิลปะในมุมใหม่เป็นมุมที่เข้าถึงง่ายไม่ถือตัว (เราสามารถเอาลูกบาสมาโยนเล่นลงห่วงกันได้จริงๆ) และกระตุ้นให้เราคิดถึงข้อความที่แฝงอยู่ซึ่งก็คือ “No One Wins” หรือ “ไม่มีใครชนะ” Les Archives du Cœur Les Archives du Cœur โดย Christian Boltanski เป็นอีกหนึ่งงาน art (หรือเปล่า?) ที่น่าสนใจทีเดียว เพราะที่นี่เก็บบันทึกเสียงเต้นของหัวใจจากคนทั่วโลก (และเราเองก็สามารถบันทึกเสียงหัวใจของเราที่นี่ได้เช่นกัน) และแน่นอนวิธีการเสพงานชิ้นนี้ก็ใช่ว่าจะให้เราไปนั่งใส่หูฟังฟังเสียงหัวใจชาวบ้านกันเฉยๆเท่านั้น แต่เขาได้สร้างห้องมืดทรงยาวลึกเข้าไปเอาไว้ พร้อมกับหลอดไฟ 1 ดวงห้อยไว้อยู่กลางห้อง ที่จะติดๆดับๆตามจังหวะการเต้นของหัวใจตุ้บๆด้วย พูดตามตรงก็แอบหลอนอยู่เหมือนกันนะ Les Archives du Cœur Les Archives du Cœur Teshima Yakoo House อีกงานที่เราชอบก็คือ Teshima Yakoo House (โดย Tadanori Yakoo) ที่เล่นกับมิติความลึก และกระจกสีแดงที่ลวงตาให้เราเห็นสวนญี่ปุ่นด้านนอกเป็นสีสดผิดจากสวนธรรมชาติที่เราคุ้นเคย ที่จริงแล้วงานของ Yakoo นั้นต้องการจะสื่อถึงชีวิตและความตาย โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับความตาย จึงมีการหยิบเอาความเหนือจริง มิติความลึก และภาพลวงตาต่างๆมาใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดแนวคิดของเขา Teshima Yakoo House Teshima Yakoo House น่าเสียดายที่ art sites หลายแห่งบนเกาะ Teshima นั้นปิดในวันที่เราไป โดยเฉพาะ IL VENTO (แปลว่า “สายลม” ในภาษาอิตาเลียน) โดย Tobias Rehberger ศิลปินชาวเยอรมัน ที่นี่เป็นทั้งคาเฟ่ ร้านอาหาร และสถานที่แสดงงานศิลปะในที่เดียวกัน โดดเด่นด้วยลวดลายกราฟฟิคเฟี้ยวฟ้าวลายตา ทั้งบนผนัง พื้น เพดาน รวมถึงบนเฟอร์นิเจอร์ด้วย แต่วันนี้เราก็คงได้แค่ถ่ายรูปเล่นด้านหน้า ฮือๆ.. IL VENTO อันนี้ก็ปิดเช่นกัน Needle Factory (โดย Shinro Ohtake) โรงงานเข็มเก่าที่ถูกทิ้งร้างไปตั้งแต่ช่วงปี 80s ตัวอาคารถูกนำมาดัดแปลง และนำเอาเรือที่ไม่เคยถูกใช้งานเลยมาคว่ำโชว์ เป็นการเล่นกับความทรงจำที่น่าเศร้าของทั้ง 2 สิ่ง นั่นก็คือการหมดประโยชน์ของโรงงาน กับการที่ไม่เคยถูกใช้ให้เป็นประโยชน์เลยของเรือ ...จะหดหู่ไปไหนเนี่ย เราก็ปั่นมาเรื่อยๆ จนถึงอีกฝั่งนึงของเกาะ คือ Ieura Port เพื่อรอขึ้นเรือกลับที่พัก ระแวกนี้แมวเยอะมากกกกกก เป็นสิบยี่สิบตัวเลย อย่างที่เกริ่นไปตั้งแต่แรกแล้วว่า Teshima นั้น แม้จะยังไม่ได้รับความนิยมเหมือนกับ Naoshima แต่ความดีงามในบุคลิกที่แตกต่างออกไปนั้นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย นอกจากงานศิลปะแล้วสิ่งที่เราเอ็นจอยมากๆก็คือการได้ปั่นจักรยานไปในธรรมชาติและทิวทัศน์ที่สวยงามเงียบสงบ ตลอดเวลาที่เราอยู่บนเกาะ Teshima นี้ นอกจากที่ Teshima Art Museum ที่เป็นจุดท่องเที่ยวหลักของเกาะแล้ว เราก็แทบไม่ได้พบเจอผู้คนเลย ยิ่งเมื่อได้รู้ความเป็นมาและปัญหาที่เกาะแห่งนี้ต้องเผชิญแล้ว เราก็ยิ่งอยากจะเอาใจช่วยให้ Teshima กลับมารุ่งโรจน์อย่างที่มันควรจะเป็น เราไม่ได้หมายถึงการมีเศรษฐกิจที่อู้ฟู่ หรือการท่องเที่ยวที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน แบบนั้นก็คงไม่เหมาะกับจริตของเกาะเท่าไรนัก แต่เราหมายถึงการที่ Teshima จะได้รับการมองเห็นถึงคุณค่าความดีงาม และมีคนกลับมาดูแลเกาะแห่งนี้มากขึ้น และมากพอที่จะให้เกาะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ไม่หดหู่เหมือนกับงานที่จัดแสดงอยู่ที่ Needle Factory เราเชื่อว่าศิลปะ ธรรมชาติ และความตั้งใจสร้างสรรค์ของมนุษย์นั้นมีพลังเพียงพอที่จะจุดประกายพลิกฟื้นชีวิตให้กับเกาะแห่งนี้และจะสำเร็จได้ในสักวันที่ไม่นานเกินรอ แล้วเราจะไปเยี่ยมเธอใหม่ #Teshima นะ :-) ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพบางส่วนจาก http://setouchi-artfest.jp/en , http://benesse-artsite.jp/en/art #LetsHoparound #LetsHOParoundJapan #Teshima #Teshimaartmuseum
- The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip
The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก พระเจ้าคงจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษตอนที่สร้างดินแดนส่วนนี้ของโลกขึ้นมา เพราะชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาที่ตระหง่านรับคลื่นลมจากมหาสมุทรแปซิฟิคอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้ช่างเปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์เหลือล้นจนน่าอิจฉาจริงๆทั้งหาดทราย ภูผา ป่าสน ทะเลสาบและอากาศที่เย็นสบายกำลังดี ที่นี่มี พลังงานบางอย่างที่ดึงดูดเราอย่างมาก แค่เพียงหลับตาภาพ Roadtrip บนถนนที่เลาะเลี้ยวไปตามเนินผาริมทะเล คลอเคล้าเสียงเพลง West Coast hip hop ก็แว่บเข้ามาทำให้อารมณ์ดีได้แล้ว . ทริปนี้เราจะพาคุณ #hop ไปทำความรู้จักกับ West Coast ของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เหนือจรดใต้ จาก Seattle ไปจน San Diego เลยทีเดียว วันนี้ขอวางภาพกว้างๆให้เพื่อนๆรับมวลพลังรวมๆของที่นี่กันเอาไว้ก่อนแล้วในโพสต์ต่อๆไปเราจะทยอยเจาะจุดสำคัญๆกันเนอะ . พร้อมกันแล้วยังงงงงง พร้อมแล้วไป #Hop กันเลย! #letshoparoundtheamericanwestcoast (แฮชแท็คยาวไปไหนเนี่ย...^^) งั้นใช้ #LetsHoparoundUSA แทนแล้วกันนนนเนอะ The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Tri ทริปนี้เราไปกันคนละรอบ รอบแรก บินไปลง Seattle แล้วขับรถเที่ยวเรื่อยๆจนมาถึง San Francisco รอบที่สอง บินไปลง San Francisco เที่ยวไปเรื่อยๆลงมาถึง San Deigo และวกเข้า Los Angeles เราใช้เวลาเที่ยวรอบละประมาณ 15 วัน ค่าใช้จ่ายคร่าวๆประมาณ 3,000-4,000 USD ต่อคน ถ้าไปกะเพื่อนหลายๆคนก็ยิ่งช่วยแชร์ค่าเช่ารถที่พักและอาหารการกินต่างๆ ก็จะยิ่งถูกลง ถ้านับรวมกันขับรถจากเหนือสุด Seattle ถึง ใต้สุด San Diego ก็ประมาณ 1,256 ไมล์ The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip Seattle, Washington เมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐ Washington ที่มีชื่อเล่นว่า Evergreen State หรือรัฐที่เขียวตลอดกาล เพราะที่นี่อุดมไปด้วยป่าไม้และการเกษตร เรียกว่ามาที่เดียวได้ครบรสทั้งเมือง ภูเขา และทะเล ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/seattle นอกจาก Landmark อย่างหอคอย Space Needle ที่สูงเด่นอยู่กลางเมืองแล้ว Seattle ยังมีตลาดสดเก่าแก่อย่าง Pike Place Market ที่กลายมาเป็นอีก icon ชื่อดังของเมือง และที่อยู่ติดกับตลาดนี้เองก็เป็นที่ตั้งของ Starbucks สาขาแรก (เท่าที่ยังเหลืออยู่) Pike Place Market Location: https://goo.gl/maps/BpBd6mqhqjuWQJPS9 ใช่แล้ว... ที่นี่เป็นทั้งบ้านเกิดและสำนักงานใหญ่ของ Starbucks แต่ไม่เพียงเท่านั้น ทั้ง Microsoft และ Amazon ต่างก็เลือก Seattle เป็นศูนย์บัญชาการใหญ่เช่นกัน โดยเฉพาะ Amazon ที่รุกหนัก กว้านซื้อที่ดินกลางเมือง สร้างเป็น Campus ของตัวเองที่ประกอบไปด้วยอาคารกว่า 45 หลัง ที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็น The Amazon Spheres สวนพฤกษชาติในอาคารทรงกลมที่ใช้เป็นพื้นที่ให้พนักงานมาเดินหาแรงบันดาลใจในการคิดงาน (คนนอกก็เข้าได้นะ แต่ต้องจองคิวล่วงหน้า) Portland, Oregon ที่นี่คือเมืองต้นตำรับฮิปสเตอร์ เมืองแห่งดอกกุหลาบ เมืองปลอดภาษี ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ Nike และนิตยสาร Kinfolk เมืองแห่งกิจกรรมเดินเขา-เข้าป่า-แคมปิ้ง และร้านน้องข้าวมันไก่ Portland เป็นเมืองใหญ่ขนาดเล็กที่มีเสน่ห์ล้นเหลือ อาหารดี กาแฟดี ขนมดี ผู้คนเป็นมิตร ออกนอกเมืองไปนิดก็เจอทั้งภูเขาหิมะ แม่น้ำ น้ำตก และชายหาดที่สวยมหัศจรรย์ ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/portland ที่นี่ยังมีร้าน Powell’s Books ร้านหนังสืออิสระที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/fZbaBSnwShLULUwMA โดยไม่ทันรู้ตัว คุณอาจจะแปลกใจที่ Portland กลายมาเป็นเมืองโปรดของคุณท่ามกลางความสงบเรียบง่ายเหมือนกับเราก็ได้ Stumptown Coffee Roasters ร้านกาแฟชื่อดังของที่นี่ Location: https://goo.gl/maps/SD81oybuS18mC6iEA Portland Women's Forum | State Scenic Viewpoint Location: https://goo.gl/maps/tg5BjEhEWdXVgmk59 Lake Tahoe Lake Tahoe เป็น Alpine Lake ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ — Alpine Lake หมายถึงทะเลสาบที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 5,000 ฟุต (ประมาณ 1.5km) ขึ้นไป — อยู่บนเทือกเขา Sierra Nevada ที่กั้นระหว่างรัฐ California กับ Nevada ถ้าขับรถจาก San Francisco ก็จะใช้เวลาประมาณ 3.5 ชั่วโมงขึ้นมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากสูงมากๆแล้วยังสวยมากๆด้วย ทะเลสาบแห่งนี้นั้นขึ้นชื่อเรื่องน้ำสีฟ้าที่ใสปิ๊งและความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ ในแต่ละฤดูกาลก็จะมีเสน่ห์ต่างกันไป ที่นี่จึงดึงดูดนักกิจกรรมเอ้าท์ดอร์ผู้หลงไหลความงามของป่าเขาลำเนาไพร แต่เชื่อเราเถอะ แค่ได้มาสูดอากาศและถ่ายรูปไปอวดเพื่อนๆก็คุ้มมากแล้ว ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/lake-tahoe Location: https://goo.gl/maps/9yffZ2oojPrheNZW9 The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip Yosemite National Park ขับรถต่อลงทางใต้บนเทือกเขาเดียวกัน และเส้นทางที่หวาดเสียวเคี้ยวคดมากกกกเกือบ 3 ชั่วโมง เราก็จะพบกับภาพผาหินแกรนิต El Capitan ที่คุ้นตากันดีสำหรับคนที่ใช้ iMac แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับของจริงที่อลังการและโคตรตราตรึงใจ จากจุดชมวิว Tunnel View ตรงนี้ เรายังสามารถเห็นน้ำตก Bridalveil Falls ที่ตกฟุ้งเป็นสายจากที่สูง สวยราวกับผ้าคลุมผมเจ้าสาว ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติและเป็นมรดกโลกที่อุดมสมบูรณ์อย่างมาก เรายังเจอน้องหมีเดินเล่นเลย ต้นซีคัวยาเก่าแก่ขนาดมหึมา รวมไปถึงทุ่งหญ้าเขียวขจีที่แซมด้วยดอกหญ้าหลากสีและมีสัตว์ป่ามาวิ่งเล่นก็เป็นอีกไฮไลท์ของที่นี่ Location: https://goo.gl/maps/4S3yrz2b8A591k6K6 ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/yosemite-national-park San Francisco สะพาน Golden Gate สีแดงที่ทอดยาวเป็นกิโลคงเป็นภาพจำอันดับหนึ่งของเมืองศูนย์กลางการค้าแห่ง California ตอนเหนือแห่งนี้ เราตกหลุมรักบ้านเรือนสไตล์ Victorian สีสันน่ารักบนเนินสูงบ้างเตี้ยบ้าง และรถรางโบราณที่วิ่งรับส่งผู้คน China Town ของที่นี่น่าจะใหญ่ที่สุดในอเมริกา และเป็นชุมชนคนจีนนอกเอเชียที่ใหญ่ที่สุด แต่ในช่วงทศวรรษหลังมานี้ชุมชนชาว Tech ก็ขยายตัวใหญ่โตไม่แพ้กันที่ Silicon Valley ทางตอนใต้ของเมือง หอคอย Coit Tower สีขาวบนยอดเนินสูงก็อาจจะทำให้หลายคนนึกขึ้นได้ว่าที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดของร้านไอติมยี่ห้อดังที่มีสาขามากเมืองไทย ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/san-francisco Monterey/Carmel Highlands ลงใต้มาจาก San Francisco เพียง 2 ชั่วโมงนิดๆ พร้อมวิวสวยๆและเมืองเล็กๆให้แวะกินกาแฟระหว่างทาง เราก็จะพบกับความยิ่งใหญ่อันงดงามของคลื่นที่ถาโถมเข้ากระแทกโขดผาหินบน Cabrillo Highway (SR 1) ยิ่งเมื่อถึงจุดที่มีสะพานดีไซน์เท่ๆเชื่อมเส้นทางเข้าด้วยกันความมหัศจรรย์ก็ยิ่งทวีคูณ เราเห็นศิลปินมาตั้งกระดานวาดรูประหว่างเดิน hiking ลงสีกันสวยหยด ส่วนเราเองก็ถ่ายรูปกันไม่หยุดเลย อันที่จริงเราสามารถขับรถต่อบน Highway นี้ได้ยาวผ่าน Big Sur และชมวิวสวยๆตลอดทางไปจนถึง Los Angeles เลยทีเดียว Highway 1 / Bixby Creek Bridge Location: https://goo.gl/maps/SE8ewT7LEvkVhUkC9 The California Sea Otter State Game Refuge Location: https://goo.gl/maps/mZHKHGup7unMuHht6 Monterey Plaza Hotel & Spa Location: https://goo.gl/maps/qVuhGrxtoemaTsEn6 Tidal Coffee Location: https://goo.gl/maps/GPNHDcai85pmBUGR8 Los Angeles พี่ใหญ่สุดในบรรดาเมืองต่างๆบน West Coast แหล่งกำเนิดอุตสาหกรรมบันเทิง Hollywood และ Pop Culture ต่างๆมากมาย ทำให้ LA อู้ฟู่กลายเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของอเมริกาที่มีครบครันในทุกสิ่งอย่าง ฉะนั้นทั้งไลฟ์สไตล์ แฟชั่น อาหาร ช็อปปิ้ง และความ Glam ต่างๆ ที่นี่มีให้คุณอย่างเหลือเฟือดกอุดมแน่นอน แม้กระทั่งชุมชนคนไทยที่นี่นั้นก็มีขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกา และกินพื้นที่ถึง 6 บล็อคถนนด้วยกัน ผังเมืองของ LA นั้นแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ถนนที่ขนาบด้วยต้นปาล์มสองข้างทาง และบ้านหรูของเหล่าคนดังใน Beverly Hills เป็นเพียงฉากหน้าที่เราเห็นได้จากในสื่อทั่วไป LA มีซอกมุมที่น่าค้นหาอีกเยอะมาก รวมถึงย่านชิลล์ๆติดทะเลอย่าง Santa Monica ที่เราประทับใจในบรรยากาศสวนสนุกด้วยทุกอย่างเข้ากันอย่างกับในหนังเลย ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/los-angeles Location: https://goo.gl/maps/Tpg2vs5zUFMUB8Gt7 Downtown Los Angeles Location: https://goo.gl/maps/opNpGxcU7mLTWKDS9 The Last Bookstore Location: https://goo.gl/maps/9a2tabPuUwvHQfSs9 The Broad Location: https://goo.gl/maps/b4UC5wrZoRq5vKEfA Santa Monica Beach Location: https://goo.gl/maps/cWhoHzSMpUX7kLr49 Palm Springs เมืองตากอากาศและบ้านพักคนชรา (และมีเอ้าท์เล็ตแบรนด์เนม!) เราใช้ที่นี่เป็นจุดพักเพื่อออกไปสำรวจบริเวณรอบๆอย่าง อุทยานต้นไม้ประหลาด Joshua Tree ที่มาพร้อมกับฉากโขดหินเท่ๆแปลกตาอย่างกับมีใครมาจัดวางไว้อย่างนั้นแหละ Location: https://goo.gl/maps/GZ7xgNBYLiwfBYAR7 Joshua Tree National Park Location: https://goo.gl/maps/vLeCLZC4JnTuLCrJ9 Salvation Mountain อีกที่หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจาก Palm Springs นั้นก็คือ “Salvation Mountain” งานอาร์ทบนเนินดินที่โดดเด่นไปด้วยสีสันและแนวคิดที่รับอิทธิพลมากจากยุค hippie เป็นผลงานของ Leonard Knight (ผู้พักอาศัยอยู่แถวนั้น) ที่สร้างจากวัสดุธรรมชาติและสีไร้สารตะกั่วนับพันแกลลอนเลยทีเดียว ผลงานชิ้นนี้ตั้งอยู่ใน Slab City ซึ่งเคลมตัวเองว่าเป็น “พื้นที่แห่งอิสรภาพผืนสุดท้ายในอเมริกา” และเป็นแหล่งที่พักอาศัยของบรรดาอดีตฮิปปี้ คนต่อต้านสังคม รวมไปถึงคนที่หนีหนี้โดยต่างมาจับจองที่ดินอยู่กันโดยไม่มีกฎหมายรองรับ Location: https://goo.gl/maps/yVHXEJ5Qjx8XMwGL7 ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/salvation-mountain-review San Diego เมืองใหญ่อันดับ 2 ของรัฐ California ที่ติดกับชายแดน Mexico และมีบรรยากาศสบายๆ เราเอ็นจอยการขี่สกู๊ตเตอร์ชมเมืองที่ดูน่ารักกว่าที่คิด ที่นี่เป็นที่ตั้งของฐานทัพเรืออเมริกันขนาดใหญ่ มีชายหาดที่เหมาะแก่การเล่นเซิร์ฟ และเราชอบ Little Italy ที่นอกจากอาหารอิตาเลียนแล้ว เรายังสามารถเดินเล่นได้เพลินๆเพราะมีทั้งร้านเสื้อผ้าแนวๆ แผ่นเสียงอินดี้ งานฝีมือ และตลาดนัด Mercato Farmers’ Market ที่มีของน่ากินและงานฝีมือมาขาย Location: https://goo.gl/maps/fPuHvoVvxXaUeaLq7 Little Italy Location: https://goo.gl/maps/UGPswr5gg2RUiWhC7 ยินดีด้วยครับ! คุณเพิ่งจบการ #hop ไปกับอภิมหาทริปที่ปกติคงต้องใช้เวลาเป็นเดือนถึงจะเที่ยวเต็มอิ่ม แต่วันนี้เราพาคุณไปครบได้ภายใน 1 โพสต์เท่านั้น โลกนี้ช่างกว้างใหญ่และสวยงามจริงๆ ติดตามร่วม #hop ไปกับเราในโพสต์ย่อยเจาะแต่ละสถานที่ท่องเที่ยวกันต่อๆไปเร็วๆนี้นะคร้าบบบบ . #LetsHoparoundUSA #LetsHoparound #Travel #USA #WestCoast #RoadTrip #America #โรดทริปอเมริกา #ขับรถเที่ยวอเมริกา #เที่ยวอเมริกา #รีวิวอเมริกา #ไปอเมริกาใช้งบเท่าไหร่ . FB/IG/YouTube/TikTok: @hoparound.co Website: www.hoparound.co The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip












