Search Results
Search this site
138 results found with an empty search
- สูตรใหม่! Parsley Seed Anti-Oxidant Intense Serum ตำนานแห่งเซรั่มที่ยิ่งยอดเยี่ยมขึ้นอีกจาก Aesop
สูตรใหม่! Parsley Seed Anti-Oxidant Intense Serum ตำนานแห่งเซรั่มที่ยิ่งยอดเยี่ยมขึ้นอีกจาก Aesop การเพิ่มความแข็งแรงและปกป้องผิวจากมลภาวะและความเครียดสะสม คือเคล็ดลับสู่ผิวสุขภาพดีที่เราควรให้ความสำคัญก่อนการบำรุงเพื่อซ่อมแซมผิวเสียด้วยซ้ำ เพราะถ้าผิวไม่เสียตั้งแต่แรก เราก็แทบไม่มีเรื่องให้ซ่อม จริงมั้ยครับ ในบรรดาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยสร้างเกราะปราการให้กับผิวในท้องตลาด Parsley Seed Serum จาก Aesop มักปรากฏชื่อเป็นตัวท็อปๆมาอย่างยาวนาน เพราะนอกจากจะใช้แล้วเห็นผล ลูกค้าบอกต่อและกลับมาซื้อซ้ำจนขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในสินค้าขายดีตลอดกาลของแบรนด์แล้ว เซรั่มเมล็ดพาร์สลีย์นี้ยังมีเนื้อสัมผัสที่เบาบาง แห้งเร็ว เหมาะกับอากาศร้อนเหนอะหนะแบบบ้านเราเสียจริงๆ แถมกลิ่นก็หอมสดชื่นแบบธรรมชาติ เลอค่าตามวิถีของเอสอป แม้ผิวบอบบางก็ใช้ได้ สั้นๆก็คือ “เวิร์ค” ในแทบทุกมิติ มาวันนี้ Aesop ก็ได้ฤกษ์อัพเกรดสูตรของ Parsley Seed Anti-Oxidant Intense Serum ให้ยิ่งทรงพลานุภาพมากขึ้นไปอีกขั้น หลังจากเช็ดโทนเนอร์แล้ว เพียงเกลี่ยเซรั่ม 3-5 หยดให้ทั่วใบหน้าและลำคอ เจ้าโปรดักท์มหัศจรรย์นี้ก็จะเริ่มทำงานดูแลผิวของเราด้วยกลไกซับซ้อนหลายขั้นตอนทันที เริ่มต้นด้วยการสร้างแผ่นฟิล์มล่องหนเนื้อแมทท์ขึ้นมาเคลือบผิวด้วยสารสกัดจาก Red Algae และ Tara Gum เหมือนกับเรามีกำแพงบล็อคข้าศึกไว้ 1 ชั้นก่อนเลย จากนั้นมลภาวะที่หลุดลอดเข้ามาได้ ก็จะเจอกับสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมากจาก Grape Seed, Green Tea และ Parsley Seed extracts ซึ่งเป็นดังกองทัพทหารตัวจิ๋วที่พากันออกมาฟาดฟันกับศัตรูไม่ให้มาทำร้ายผิวของเราจนหยาบกร้าน นอกจากนี้ยังมี Tocopherol (Vitamin E) ที่เข้ามาช่วยบำรุงผิวให้แข็งแรงจากภายในอีกด้วย เรียกได้ว่าครบวงจรดูแลสุขภาพผิวให้แกร่งขึ้นทั้งจากภายในและภายนอกแบบไม่ต้องยุ่งยาก เหมาะกับวิถีชีวิตที่วุ่นวายของคนเมืองยุคใหม่จริงๆเลย Parsley Seed Anti-Oxidant Intense Serum สูตรใหม่นี้ราคา 2,800 บาท (60 ml.) ช้อปได้ที่เคาน์เตอร์เอสอป หรือ ช้อปออนไลน์ที่ https://www.central.co.th/en/aesop นะครับ
- Fondation Louis Vuitton พิพิธภัณฑ์ศิลปะหลุยวิตตอง
Fondation Louis Vuitton Fondation Louis Vuitton (ฟงดาซิยง ลุยส์ วิตตง) . จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อลักชัวรี่แบรนด์อันดับ 1 ร่วมมือกับ Frank Gehry สถาปนิกชั้นเซียนที่ออกแบบตึกไอคอนิคระดับโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน ใช่แล้ว... ผลลัพธ์ก็คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะทรงเรือสำเภามหึมาที่ใบเรือโดนลมเป่าให้เหมือนลอยอยู่เหนือต้นไม้ในสวนสาธารณะของเมืองที่เริ่ดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก! แม้จะใช้เวลาฟันฝ่าอุปสรรคเรื่องความเห็นชอบจากชุมชนและข้อจำกัดทางกฎหมายมาอย่างยาวนานจนช้ากว่ากำหนดการเปิดเดิมมากว่า 4 ปี ซ้ำบริษัท LVMH ผู้ลงทุนในโปรเจ็คท์นี้ยังโดนข้อครหาอย่างหนักเกี่ยวกับกลเม็ดการขอคืนภาษีจากรัฐอีก ในวันนี้ FLV ก็ได้กลายมาเป็นอาร์ทมิวเซี่ยมแห่งใหม่ที่ได้รับความนิยมไม่น้อยหน้ารุ่นพี่ โดยในปี 2017 นั้นมีผู้เข้าชมมากกว่า 1.4 ล้านคน งานดีไซน์ระดับนี้ว่ากันว่าเขาใช้ทีมงานออกแบบกันมากกว่า 400 คน โดยมี Frank Gehry เป็นหัวหอกสำคัญ ภายใต้โจทย์ “a magnificent vessel symbolizing the cultural calling of France” หรือแปลคร่าวๆได้ว่า “เรือสำเภาอันงามสง่าที่เป็นสัญลักษณ์ของเสียงเพรียกหาทางวัฒนธรรมแห่งฝรั่งเศส” แผงกระจกกว่า 3,600 ชิ้น ถูกนำมาประกอบกันเป็นแผ่นโค้งในหลายรูปทรงเพื่อสื่อถึงผ้าใบเรือที่พองและลู่ไปตามแรงลมเป่า โดย Gehry ได้แรงบันดาลใจในการใช้โครงสร้างกระจก ทั้งจากงานสถาปัตยกรรมของ Grand Palais และเรือนกระจกที่เคยมีอยู่ในสวนที่อยู่ติดกับมิวเซี่ยมแห่งนี้ แนะนำให้จองและซื้อตั๋วเข้าชมล่วงหน้าที่ https://www.fondationlouisvuitton.fr/en.html ได้ตั๋วพร้อมไกด์แมปมาแล้ว ไปลุยกันเลยยยย ด้านชิ้นงานที่จัดแสดงก็น่าสนใจมากเช่นกัน ว่ากันว่าส่วนใหญ่เป็นคอลเล็คชั่นที่รวบรวมโดยบริษัท LVMH และงานที่ตัว Bernard Arnault ประธานบริษัท LVMH สะสมไว้เอง ซึ่งเน้นไปที่งานของศิลปินยุคใหม่ เช่นงานของ Jean-Michel Basquiat, Jeff Koons, Gilbert & George รวมถึงงาน Art Installations ที่ออกแบบมาเพื่อพิพิธภัณฑ์แห่งนี้โดยเฉพาะ เช่นงานของ Olafur Eliasson, Janet Cardiff, Adrián Villar Rojas เป็นต้น ช่วงที่เราไปกำลังมีนิทรรศการของ Jean-Michel Basquiat (ฌอง-มิเชล บาสกิยาต์) บอกได้เลยงานที่ดูเหมือนภาพวาดเด็กๆของเขานั้นไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เพราะเมื่อปี 2017 งานที่เขาวาดขึ้นเมื่ออายุ 21 ปี กลายเป็นชิ้นงานศิลปะที่สร้างขึ้นโดยศิลปินชาวอเมริกันที่มีราคาประมูลสูงที่สุดในโลก คือ 110.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้า Andy Warhol ไปอีกกกก บาสกิยาต์ เป็นศิลปินชาวอเมริกันเชื้อสายเฮติ-เปอร์โตริกันที่เกิดที่ Brooklyn นิวยอร์ค เฉกเช่นเดียวกับอัจริยะหลายๆคน เขาไม่เคยเข้าโรงเรียนอาร์ทเลย แต่เขาได้แรงบันดาลใจจากการเดินดูงานพิพิธภัณฑ์ศิลป์เหมือนเราๆนี่แหละ เขาชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก เขามักถ่ายทอดความรู้สึกเมื่อได้ฟังดนตรีที่พ่อของเขาเล่น ผ่านภาพวาดบนกระดาษที่พ่อเขาเอากลับมาจากสำนักงานบัญชีพ่อเขาที่ทำงานอยู่ ตอนเป็นเด็กเขาเคยต้องเข้าโรงพยาบาลจากอุบัติเหตุรถยนต์ แม่ของเขาได้เอาหนังสือ Gray's Anatomy ไปให้เขาอ่านเล่น แต่หนังสือเล่มนี้กลับจุดประกายความหลงไหลในโครงสร้างของร่างกายมนุษย์ในตัวเขา และสิ่งนี้ยังปรากฏอยู่ในงานหลายต่อหลายชิ้นของเขาในรูปแบบของทั้งกะโหลก สมอง และลำไส้ นอกจากในโลกศิลปะแล้ว งานของเขาได้ถูกนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆมากมายตั้งแต่แก้วกาแฟ ไปจนถึงรองเท่า Reebok และไม่นานมานี้ก็ทาง COMME DES GARÇONS SHIRT ก็ได้หยิบผลงานชิ้นเด่นๆของเขาไปดีไซน์ร่วมกับคอลแล็กชั่นของกอมฯเองด้วย เดินมาเรื่อยๆก็จะพบกับโซนงานนิทรรศการเกี่ยวกับ Frank Gehry ผู้ออกแบบอาคารสุดล้ำแห่งนี้ ใครจะไปเดาออกว่า ลายเส้นยุ่งๆแบบนี้ จะแปลงร่างกลายมาเป็นอาคารทรงสำเภาเลอค่าแบบนี้ได้ เมื่อเดินขึ้นไปเรื่อยๆถึงชั้นดาดฟ้า เราจะพบกับระเบียงสีขาวที่ลดหลั่นกันอย่างสวยงามและมีชั้นเชิง บนดาดฟ้านี้มีทั้งงาน installation เท่ๆ รวมไปถึงร้านกาแฟและของทานเล่นอีกด้วย เราแวะพักเหนื่อยกันที่ร้านกาแฟ The Beans on Fire ตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้าของอาคาร FLV ที่นี่มีห้องอาหาร Le Frank บริเวณชั้น 1 ด้วยน้า ส่วนการเดินทางมาที่นี่ไม่ยากครับ ให้นั่งรถไฟใต้ดิน สาย 1 แล้วมาลงที่สถานี Les Sablons จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 10 นาทีก็จะถึง Fondation Louis Vuitton Facebook/Instagram: @hoparound.co Youtube: @hoparound.co Website www.hoparound.co #LetsHoparoundPARIS #LetsHoparound #FondationLouisVuitton #Travel #Paris #ริวิวFondationLouisVuitton #ริวิวพิพิธภัณฑ์ในปารีส #เที่ยวปารีส #ที่เที่ยวปารีส #เที่ยวปารีสด้วยตัวเอง #ปารีส #หลุยส์วิตตอง #รวมพิพิธภัณฑ์ในปารีส #พิพิธภัณฑ์ #เที่ยวปารีสด้วยตัวเอง
- Aesop - Rōzu Eau de Parfum
ย้อนเวลา 100 ปีสู่สถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น ผ่านน้ำหอมกลิ่นที่ 4 จากบ้าน Aēsop ช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างศตวรรษที่ 19 และ 20 ท่ามกลางการเกิดขึ้นของวัสดุในการก่อสร้างใหม่ๆอย่างเหล็กหล่อ สารเคลือบโลหะ กระจก และคอนกรีต ประกอบกับวิถีความเป็นเมืองก็เริ่มหนาแน่นไปด้วยผู้คนเกินกว่าที่สถาปัตยกรรมแบบเก่าจะรองรับได้ การเคลื่อนไหวเชิงสถาปัตยกรรมแบบ Modern Architecture จึงได้ก่อตัวขึ้นโดยยึดเอาคอนเส็ปต์ Function Over Form คือประโยชน์ใช้สอยต้องมาก่อนรูปแบบความสวยงาม และเน้นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาคารทั้งหลัง ผลลัพธ์คือความหนักแน่นและเกลี้ยงเกลาที่ได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วโลกอย่างยาวนานจนถึงทศวรรษ 80s เลยทีเดียว หนึ่งในผู้ที่มีอิทธิพลอย่างมากในงานสถาปัตยกรรมยุคนี้ก็คือศิลปิน/นักคิด/นักวางผังเมืองและสถาปนิกชาวสวิส-ฝรั่งเศส (หลายตำแหน่งจัง) ที่ชื่อ Charles-Édouard Jeanneret-Gris หรือตามฉายาที่เขาตั้งให้กับตัวเองว่า Le Corbusier บุรุษระดับตำนานผู้นี้เป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มแนวคิดการสร้างที่พักอาศัยที่สามารถซ้อนกันขึ้นไปเป็นตึกเพื่อตอบสนองความหนาแน่นของประชากรในเมืองยุคใหม่ รวมทั้งแนวคิดที่ว่าที่พักอาศัยควรจะสามารถเข้าถึงระบบคมนาคมได้อย่างสะดวกสบาย ประเด็นนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติในสมัยนี้ แต่ในยุคของเขานั้นไม่เคยมีใครหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูดอย่างจริงจัง ดังนั้น Le Corbusier จึงเป็นบุรุษผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และหนึ่งในผู้กรุยทางให้เมืองเป็นเมืองอย่างในทุกวันนี้ ในปัจจุบันผลงานของเขาได้รับบรรจุให้เป็นมรดกโลกกว่า 17 ชิ้น ใน 7 ประเทศทั่วโลก หลายคนคงเริ่มสงสัยว่าเจ้าน้ำหอมนี้เกี่ยวอะไรกันกับงานสถาปัตยกรรมยุคนี้ ค่อยๆตามเรามานะ เราจะเผยให้ฟัง หนึ่งในทีมงานตัวจี๊ดคนหนึ่งของ Le Corbusier เป็นสุภาพสตรีมากความสามารถชื่อ Charlotte Perriand เธอเป็นผู้รับผิดชอบงานตกแต่งภายในในหลายโปรเจ็คท์ของเขา เปรียบเสมือนเป็นมือขวาเลยก็ว่าได้ แม้จะไม่ได้พื้นที่สื่อมากเท่ากับ Le Corbusier แต่แนวคิดและฝีมือของเธอในการยกระดับ “The Art of Living” นั้นไม่เป็นรองใคร และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Le Corbusier ในหลายๆโครงการ โดยเฉพาะในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่มีการผสมเอาวัสดุและเทคนิคใหม่ๆในขณะนั้น จนกลายเป็นผลงานสุดคลาสสิคที่ยังเป็นที่ต้องการและยังผลิตมาขายจนถึงทุกวันนี้ Charlotte Perriand เป็น icon คนสำคัญในแวดวงตกแต่งภายใน ด้วยแนวคิดที่เชื่อว่า The Art of Living นั้นคือการมีชีวิตที่สอดคล้องกลมกลืนกับแรงขับเคลื่อนเบื้องลึกของมนุษย์และกับสภาพแวดล้อมที่เขาสร้างขึ้นและที่เขาเลือกรับเข้ามาในชีวิต อาจจะด้วยแนวคิดนี้กระมังที่ทำให้เธอพยายามเลือกสภาพแวดล้อมใหม่ๆอยู่เสมอ และเลือกที่จะไม่อยู่ภายใต้ร่มเงาของ Le Corbusier ตลอดไป เธอตัดสินใจที่จะออกไปสำรวจเส้นทางของตัวเอง และได้ร่วมงานกับผู้คนระดับตำนานอื่นๆอีกมากมาย ผลงานของเธอถูกหล่อหลอมขึ้นจากความรักในธาตุวัตถุที่มีอยู่ในธรรมชาติ ความเชื่อในความเท่าเทียมกันของมนุษย์ และการเดินทางออกไปเผชิญโลกกว้าง โดยมีช่วงหนึ่งที่เธอต้องย้ายไปอยู่ญี่ปุ่นและเวียดนามนานเกือบ 6 ปีเพราะเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้กลิ่นอายความเป็นตะวันออกนั้นเจืออยู่บางๆในงานของเธอนับแต่นั้นเป็นต้นมา และในระหว่างที่อยู่ญี่ปุ่นเธอก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยยกระดับงานดีไซน์ในญี่ปุ่นเพื่อตลาดตะวันตกอีกด้วย ไม่นานมานี้ Barnabé Fillion นักออกแบบน้ำหอมชาวฝรั่งเศสชื่อดังที่ร่วมงานกับ Aēsop มาอย่างยาวนาน ได้รับโจทย์ให้รังสรรค์น้ำหอมกลิ่นที่ 4 ให้กับทางแบรนด์ คราวนี้เขาได้รับบันดาลใจมาจากชีวิต Charlotte Perriand สตรีผู้อ่อนโยนทว่าหนักแน่น สตรีผู้ผสมผสานความเป็นตะวันออกเข้ากับความเป็นตะวันตก สตรีผู้หยิบเอาวัสดุธรรมชาติมาหลอมรวมกับเทคนิคใหม่ๆที่มนุษย์คิดค้นขึ้น สตรีผู้เนรมิตปรัชญานามธรรมให้กลายเป็นผลงานที่จับต้องได้ แน่นอนว่าน้ำหอมกลิ่นที่ 4 ที่จะต้องถ่ายทอดความซับซ้อนทั้งหมดนี้ จะต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และจมูกที่เป็นเลิศของมืออาชีพระดับโลกเท่านั้น เราปลื้มที่ Fillion เลือกเล่าชีวิตของ Perriand ผ่านดอกกุหลาบ แต่ไม่ใช่แค่กุหลาบธรรมดา แต่เป็นวงจรชีวิตทั้งหมดของกุหลาบวาบะระ กุหลาบสวนกลีบซ้อนกันแน่นสายพันธุ์ญี่ปุ่น โดยเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเมล็ดพันธุ์ในดิน จนเติบโต เบ่งบาน และร่วงโรยไปตามกาลเวลา ดังนั้นนอกจากความหอมหวานของกุหลาบแล้ว Rōzu ยังอบอวลไปด้วยไอดิน กลิ่นใบเขียว เปลือกไม้หอม รวมไปถึงเครื่องเทศที่ล้วนต่างมีที่มีทางอยู่ด้วยกันอย่างลงตัว นี่จึงไม่ใช่น้ำหอมกลิ่นกุหลาบหวานเจี๊ยบ แต่เป็นกลิ่น unisex ที่มีครบทุกมิติ ลุ่มลึก หนักแน่น ทรงเสน่ห์ เช่นเดียวกับบุคลิกและความเชื่อในเรื่องความเท่าเทียมกันของ Perriand กลิ่นหอมหวลจากกลีบกุหลาบวาบะระนั้นถูกโอบอุ้มเพิ่มมิติความหอมและลดทอนความหวานลงด้วยส่วนผสมที่ซับซ้อนมากมายทั้ง เพตติเกรน เบอร์กามอต ใบชิโสะ (ท่ี Charlotte โปรดปรานตลอดการใช้ชีวิตในญี่ปุ่นของเธอ) พิงค์เพพเพอร์ อิลัง อิลัง ดอกมะลิ ซ้อนเลเยอร์ความสโมคกี้ด้วยกลิ่นจากไม้กวาแอค เติมความอบอุ่นด้วยกลิ่นไม้แซนดัลวู้ด นอกจากนี้ยังมีแวติเวอร์ พัทชูลี เมอร์และปิดท้ายด้วยความเย้ายวนจากมัสก์ นี่คือความ Sophisticated ของกลิ่นที่น่าทึ่ง และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือผลลัพธ์ที่ลงตัวเมื่อสัมผัสผิวกายก็กลายเป็นเสน่ห์ความหอมที่เปี่ยมรสนิยม ติดอยู่แค่นิดดดดดเดียว เราอยากให้กลิ่นหอมๆติดอยู่บนผิวเรานานกว่านี้อีกซักหน่อย เราชอบกระบวนการสร้างสรรค์ที่ให้ความเคารพต่อประวัติศาสตร์ และเรื่องราวของบุคคลที่น่ายกย่อง เราชื่นชมการตีความและสื่อสารปรัชญานามธรรมให้ออกมาเป็นสินค้าที่ผู้คนสามารถนำมาใช้ได้จริง อันที่จริงเรามองว่าการเลือกใช้น้ำหอมนั้นก็เป็นการสื่อสารถึงตัวตนของเราให้คนรอบข้างได้รับรู้อย่างมีชั้นเชิงโดยไม่ต้องใช้คำพูดอธิบายให้เสียเวลา แน่นอนว่าในแต่ละวันเราก็อยู่ในอารมณ์และสถานการณ์ที่ต่างกันไป หากวันไหนคุณรู้สึกอยากจะบอกคนรอบข้างให้รู้ว่าคุณเป็นคนละเมียดละไม เข้มแข็งแต่อ่อนหวาน อบอุ่นและเย้ายวน ลองฉีด Rōzu น้ำหอมกลิ่นที่ 4 จาก Aēsop นี้ดูสิ เราว่าเขาน่าจะเก็ตนะ . Where to buy: Aesop counter at Central Department Store Website: www.central.co.th/th/aesop, www.aesop.com . FB/IG: @hoparound.co Website: www.hoparound.co . Image Credit: Aesop.com, nemolighting.com #AesopSkincare #AesopThailand #LetsHoparound #ParsleySeed #รีวิวAesopRozu #รีวิวAesopPerfume #รีวิวAesop #รีวิวเอสอป #รีวิวเครื่องสำอางค์ #ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
- Karst กลิ่นหอมจากชายฝั่ง Othertopias คอลเล็คชั่นน้ำหอมใหม่ล่าสุดจาก Aesop
Karst กลิ่นหอมจากชายฝั่ง Othertopias คอลเล็คชั่นน้ำหอมใหม่ล่าสุดจาก Aesop คุณเคยได้กลิ่นของจินตนาการไหมครับ กลิ่นของดินแดนในอีกมิติที่สมจริงจนแยกไม่ออกว่าที่นี่คือที่ไหนกันแน่ ทั้งคุ้นเคยแต่ก็แปลกตาไปพร้อมๆกัน ที่ที่เส้นแบ่งระหว่างความเป็นจริงกับมายานั้นช่างบางและเบลอเสียเหลือเกิน นั่นแหละครับคือโจทย์ที่ Aesop ตั้งให้กับคุณ Barnabé Fillion นักปรุงกลิ่นหอมชาวฝรั่งเศสที่ร่วมงานกับ Aesop มาตลอด 8 ปี เพื่อรังสรรค์ Collection น้ำหอมใหม่ล่าสุดในนาม “Othertopias” เราขอแปลเองว่า “ดินแดนอื่นใด” ด้วยคอนเส็ปต์ “Elsewhere here” (ที่อื่นที่อยู่ตรงนี้) ฟังแล้วอาจดูย้อนแย้งและทำให้สับสน แต่การเบลอเส้นแบ่งแห่งตรรกะนี่แหละครับที่ Aesop จะใช้พาเราเข้าสู่ดินแดนมหัศจรรย์ที่ซ้อนทับกันอยู่กับที่ตรงนี้ที่เราอยู่ ในคอลเล็คชั่น “ดินแดนอื่นใด” ที่ไม่จริงไม่หลอกแห่งนี้ เป็นถิ่นที่อยู่ของความหอมกลิ่นที่ 5-6-7 ของแบรนด์ Aesop ซึ่งคราวนี้เค้าเปิดตัวทีเดียว 3 กลิ่นรวดเพื่อเป็นตัวแทน 3 สถานที่ในความฝันที่เป็นจริง คือ Miraceti (ตัวแทนท้องทะเล) Karst (ตัวแทนชายฝั่ง) และ Erémia (ตัวแทนดินแดนที่ถูกทิ้งร้าง) ตอนนี้เรากำลังเคลิบเคลิ้มอยู่กับ Karst มนต์วิเศษจากชายฝั่งอันหอมฟุ้งของดินแดน Othertopias และอยากจะชวนเพื่อนๆชาว #hopsters มาล่องลอยสู่ฝันหวานไปด้วยกันครับ ณ ที่แห่งนี้ อากาศกำลังฟุ้งไปด้วยกลิ่นแคลเซี่ยมจากโฟมน้ำเค็มที่กระเซ็นซู่ซ่าเมื่อถาโถมเข้ากระทบกับผาหินและแผ่นดิน จังหวะรุกคืบและถอยร่นของกระแสคลื่นก็ไม่ต่างอะไรกับการหายใจเข้า-ออกของเรา พืชพรรณหลากชนิดที่งอกงามอยู่ตรงนั้นตั้งแต่ไม้พุ่มล้มลุกไปจนถึงไม้ใหญ่ยืนต้นต่างก็พากันส่งความหอมเฉพาะของตัวเองออกมาพูดคุยกัน หนักบ้าง เบาบ้าง หวานบ้าง ขมบ้าง ผสมกันจึงสมดุลพอดี ไกลออกไปพายุฝนอึมครึมก็กำลังก่อตัวขึ้นและมุ่งหน้ามาพร้อมกับกลิ่นแห่งความชุ่มชื้นของหยาดฝนที่ค่อยๆโปรยตัวลงสู่ผืนดินแทนที่ความแห้งแล้งที่เป็นเจ้าถิ่นมานาน Karst เปิดการรับรู้ของเราด้วยความเขียวอ่อนๆของ Juniper จากนั้นสายลมที่อุดมด้วย Oxygen ก็พัดพาเอากลิ่นอายทะเลเข้าสู่จมูกของเราผ่านกลิ่นเบาๆของสาหร่ายที่ถูกสกัดเอา CO2 ออกไปแล้ว สอดประสานกันพอดีกับความสดชื่นจาก Black Pine, Eucalyptus Absolute, Pink Pepper และ Black Pepper ก่อนที่ความหอมของ Bergamot, Rosemary และ Sage จะเข้ามาร่วมวงสนทนาจนอื้ออึงอบอวลไปหมด นอกจากนี้คุณ Fillion ยังแอบโปรยความ Exotic ของ Cumin และ Ginger เพิ่มเข้าไปอีกนิดหน่อยด้วย เราไม่รู้ว่าไอดินกลิ่นฝนนั้นถูกปรุงขึ้นมาจากอะไรบ้าง แต่ความ Earthy ของ Vetiver ก็น่าจะช่วยอยู่ไม่น้อย ท้ายที่สุดความซับซ้อนทั้งหมดก็ถูกโอบอุ้มเอาไว้ด้วยความอบอุ่นของไม้หอมอย่าง Cedar และ Sandalwood เป็นอันครบองค์ประกอบพีระมิดกลิ่น Karst ที่น่าหลงไหลนี้ หากอ่านแล้วยังแอบงงอยู่ ขอให้มั่นใจเถอะครับว่าทั้งหมดทั้งมวลนี้ เมื่อบวกลบคูณหารออกมาแล้ว ผลลัพธ์ก็คือ Karst นั้นเป็นกลิ่นที่หอมมากจริงๆ เราฉีดไว้ที่ข้อมือก็ยังอดยกขึ้นมาดมบ่อยๆไม่ได้เลยครับ เป็นความหอมสะอาดๆแบบ Genderless สำหรับทุกเพศที่ทั้งสดชื่นและอบอุ่น จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่าซับซ้อนก็ซับซ้อนเช่นกัน เหมือนกับที่ทางแบรนด์ตั้งโจทย์ไว้ให้เราแยกความจริงกับความฝันไม่ออกนั่นแหละครับ ยังไงก็แวะไปลองดมกลิ่นจินตนาการกันได้ที่ Aesop ทุกสาขานะครับ น้อง Karst (และเพื่อนๆกลิ่นใหม่อีก 2 กลิ่น) ขนาด 50 ml.ราคา 6,400 บาท บรรจุมาในกล่องที่ด้านในพิมพ์ลายผลงานของ Jack Coulter ศิลปินภาพวาดจาก Belfast ด้วยครับ ขอปรบมือให้กับการนำเสนอที่เก็บรายละเอียดกันได้ดีมากๆครับ ‘It is not down to any map, true places never are.” - Herman Melville #LetsHoparound
- Clarks Desert Boots 2 Sand Suede
Clarks Desert Boots 2 Sand Suede รองเท้า Desert Boots ของ Clarks ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 1950 นั้นนับเป็นรุ่นสร้างชื่อจนขึ้นหิ้งเป็น Icon ของแบรนด์เลยก็ว่าได้ วันนี้รองเท้าบูทส์หนังกลับสุดคลาสสิคที่สูงคลุมข้อเท้าพอดีนั้นได้รับการ Reengineered ใหม่อีกครั้ง และอัพเกรดให้เป็นรุ่น Desert Boots 2 ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อให้เหมาะกับโจทย์ยุคใหม่มากขึ้น วันนี้เราขอเลือกรองเท้า Desert Boots สี Sand รุ่นหนัง Suede แบบคลาสสิคเลย มาลองแมทช์กับเสื้อผ้าลุคส์ต่างๆในปัจจุบันกันดู ถ้าจะให้รวบรัดตัดความสั้นๆก็คือสวย ใส่ง่ายและนิ่มสบายมากกกก ระหว่างที่ดูภาพเพลินๆ เราก็ขอเล่าความเป็นมาของเจ้ารองเท้า Desert Boots ไว้เป็นเกร็ดสนุกๆเล็กน้อยกันซักหน่อยนะครับ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 Nathan Clark ทายาทรุ่นเหลนของหนึ่งในผู้ก่อตั้งแบรนด์รองเท้า Clarks (ใช่แล้วครับ แบรนด์ Clarks มีอายุยาวนานกว่านั้นมาก เพราะก่อตั้งเมื่อปี 1825 ปัจจุบันก็ 196 ขวบแล้ว) ได้ร่างแบบรองเท้า Desert Boots รุ่นแรกในช่วงที่เค้ายังรับใช้กองทัพอังกฤษอยู่ โดยเขาได้แรงบันดาลใจมาจากแบบรองเท้าหนังกลับที่ช่างรองเท้าในตลาด Khan el-Khalili กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ได้ตัดเย็บขึ้นตาม Order ของกองทัพทะเลทรายจาก South Africa ด้วยหนังที่นุ่มสบายและพื้นรองเท้าแบบ Crepe Rubber Sole ที่แข็งแรงทว่ายืดหยุ่นและมีพื้นผิวขรุขระ รองเท้าแบบนี้จึงเหมาะกับการเดินย่ำในทะเลทรายและช่วยยึดเกาะกับพื้นผิวต่างๆได้ดี Vision ที่ Nathan เห็น (ซึ่งน้อยคนจะเห็น) ในตอนนั้นก็คือเครื่องแบบของทหารฝ่ายพันธมิตรในช่วงสงคราม โดยเฉพาะรองเท้านั้นจะกลายเป็นแฟชั่นที่ใส่ได้จริงในช่วงที่บ้านเมืองสงบลง เมื่อสงครามจบลง เขาก็กลับไปยังบ้านเกิดในประเทศอังกฤษ และพยายามนำเสนอดีไซน์ของเขาต่อบริษัท Clarks แต่กลับไม่ได้รับความสนใจเลยเพราะบริษัทตอนนั้นกำลังโฟกัสกับการทำรองเท้านักเรียนช่วงหลังสงครามอยู่ เค้าจึงตัดสินใจหิ้ว Prototypes รองเท้า Desert Boots ไปออกงาน Chicago Shoe Fair ในปี 1947 และด้วยกระแสนิยม “ความเป็นอังกฤษ” ในช่วงนั้น รวมถึงการออกแบบที่เรียบง่ายเพราะมีรูร้อยเชือกแค่ 4 รูเท่านั้น แถมยังไม่ต้องคอยขัดให้เงาเหมือนรองเท้าหนังทั่วไป ที่สำคัญก็คือราคาที่จับต้องได้ ทำให้งานออกแบบของ Nathan นั้นเป็นที่ชื่นชอบในอเมริกาเป็นอย่างมาก ไม่นานหลังจากนั้น Desert Boots ก็ได้ลงนิตยสาร Esquire และถูกสวมใส่โดยเซเลบต่างๆมากมายซึ่งช่วยจุดกระแสนิยมออกไปจนถึงวัยรุ่นในยุโรปตะวันตก เรียกได้ว่ารองเท้าบูทส์ทะเลทรายของเขาแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของยูนิฟอร์มวัยรุ่นยุโรปตลอดยุค 50s และ 60s เลยก็ว่าได้ ในขณะที่ในประเทศอังกฤษนั้นเจ้า Desert Boots แทบไม่เป็นที่นิยมเลย เพราะอังกฤษในช่วงนั้นนิยมรองเท้าที่ใส่แล้วแน่นกระชับ อะไรที่ใส่สบายจะถูกมองว่าไม่เนี้ยบไม่เก๋ ทำให้ กว่าจะมี Desert Boots วางขายในอังกฤษก็ปาเข้าไปต้นยุค 60s แล้ว ของดีที่อยู่ผิดสนาม บางทีก็เกิดยากเหมือนกันนะครับ กลับมาที่ปัจจุบัน เราคิดว่า Desert Boots 2 เป็นหนึ่งในรองเท้าที่หลายๆ คนควรมีติดตู้เอาไว้นะครับ เพราะนอกจากจะดูดีแบบคลาสสิค แมทช์ง่ายกับแทบจะทุกชุดทั้งกางเกงขาสั้น-ขายาวแล้ว ยังใส่สบายได้หลายโอกาส ไม่ว่าจะเดินเล่นในสวน ในป่า หรือในเมือง สำหรับเพื่อนๆชาว #hopsters ที่สนใจ โดยเฉพาะคนที่เล็งว่าจะซื้อออนไลน์ เราแนะนำให้ไปลองใส่ของจริงที่หน้าร้านดูก่อน เพราะสำหรับเราไซส์ของ Clarks ค่อนข้างใหญ่กว่าแบรนด์อื่นๆที่เรามีนะครับ และนอกจากสีที่เราเลือกมาแล้วก็ยังมีสีอื่นๆให้เลือกอีกหลายสีเลยครับ #LetsHoparound with #Clarks #ClarksThailand
- Doi Tung สีสันแห่งดอยตุง
สีสันแห่งดอยตุงปีที่ 7 แน่นอนว่าดอยแม่ฟ้าหลวงที่สวยสะพรั่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์แห่งนี้นั้นเป็นที่คุ้นเคยของคนไทยกันมายาวนาน และในปีนี้ก็นับเป็นปีที่ 7 แล้วที่งาน “สีสันแห่งดอยตุง” จะถูกจัดขึ้นอีกครั้ง ในฤดูหนาวช่วงเดือนธันวาคมและมกราคมนั้นนับเป็นช่วงเวลาที่อากาศเป็นใจให้ดอกไม้นับล้านดอกต่างก็พร้อมใจกันเบ่งบานระเบิดสีสันกันตู้มตามเต็มยอดดอย เราได้มีโอกาสขึ้นไปเยี่ยมดอยตุงในช่วงที่กำลังมีการเตรียมงานกันอยู่พอดี ก็เลยแอบเก็บภาพมาฝากกันด้วย ไป #hop กันได้เลยยยย ที่สำคัญใครไปช่วงนี้มีมาตรการป้องกันโควิดอย่างดีจะมีทีมคอยพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทุกๆ 3 ชั่วโมงเลย ค่าเข้าชมสวนแม่ฟ้าหลวง บุคคลทั่วไป 90 บาท นักเรียน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ 45 บาท หรือบัตรเข้าชมทั้ง 4 สถานที่ 220 บาท นอกจากวิวเขา สายหมอก และดอกไม้งามๆแล้ว ในงานยังจะมีสีสันแห่ง culture ให้เอ็นจอยด้วย อย่าง “กาดชนเผ่า” ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ถนนคนเดินสายวัฒนธรรมที่สูงที่สุดในประเทศไทย” นั้นก็จะมีทั้งอาหาร ผลิตผลทางการเกษตร งานฝีมือ และดนตรีพื้นบ้านเตรียมไว้ต้อนรับแขกของดอยด้วย Doi Tung Tree Top Walk เดินชมธรรมชาติบนสะพานที่ทอดยาวกลางป่าสูงกว่า 30 เมตร ในพื้นที่ 25 ไร่ของสวนแม่ฟ้าหลวงนั้น เนืองแน่นไปด้วยความงดงามของดอกไม้เมืองหนาว สระบัว สวนหิน สวนปาล์ม รวมไปถึงกิจกรรมสุดฮิตคือเดินบนสะพานยอดไม้ที่หวาดเสียวนิดหน่อย หรือถ้ายังไม่สะใจจะโรยตัวโหนสลิงข้ามยอดไม้ก็ได้เช่นกัน เดินชมสวนดอกไม้ในสวนแม่ฟ้าหลวง มีดอกไม้มาจัดเรียงกันนับร้อยสายพันธุ์ พระตำหนักดอยตุง เป็นที่รู้กันว่าดอยตุงนั้นเป็นพื้นที่ที่องค์สมเด็จย่า หรือพระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.9 ทรงเป็นผู้บุกเบิกพัฒนามาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2530 บนยอดดอยแห่งนี้จึงมีพระตำหนักดอยตุง “บ้านหลังแรก” ในประเทศไทยของสมเด็จย่าที่ทรงสร้างขึ้นโดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ พระตำหนักแห่งนี้สร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายโดยเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของ Swiss Chalet และศิลปะแบบล้านนา ปัจจุบันยังคงเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ และในบางโอกาสก็ยังมีพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์เสด็จมาประทับด้วย นอกจากนี้บนดอยตุงยังมี Hall of Inspiration หรือหอแห่งแรงบันดาลใจที่จัดแสดงพระราชจริยวัตรของราชสกุลมหิดล ตั้งแต่ประวัติความเป็นมา เหตุการณ์สำคัญๆ และแนวคิดเบื้องหลังการพัฒนาดอยตุง และประเทศไทยให้ยั่งยืนอีกด้วย หน้าหนาวนี้ ถ้าได้ไปแอ่วเชียงราย อย่าลืมแวะไปงานสีสันแห่งดอยตุงครั้งที่ 7 นะครับ เพื่อนๆคงเห็นแล้วว่าช่วงนี้ hoparound.co ของเรานำเสนอที่ท่องเที่ยวในเชียงรายเยอะเลย เพราะเราได้ใช้เวลา 1 สัปดาห์เต็มๆที่นั่น ขอบอกเลยว่าเชียงรายนั้นมีของดีซ่อนอยู่เยอะจริงๆ บางทีก็ต้องขอบคุณโควิดที่ทำให้เราได้มีโอกาสสำรวจประเทศไทยเรามากขึ้น ทำให้รู้ว่าเฮ้ย บ้านเราก็สวยไม่แพ้เมืองนอกเลยนะเนี่ย . FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #LetsHoparound #Chiangrai #LetsHoparoundChiangrai #LetshoparoundThailand #Travel
- Little Island NYC สวนแห่งชีวิตใหม่หลังโควิดที่นิวยอร์ก
อีกครั้งที่ New York City ไม่เคยหยุดเซอร์ไพร้ซ์ผู้คน นอกจากจะชวนนักท่องเที่ยวมาฉีดวีคซีนฟรีแล้ว เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา (21 พ.ค. 2021) สวนที่ดูเหมือนฝันแห่งนี้ก็เพิ่งเปิดตัวไป เรียกได้ว่ามารับขวัญการคลี่คลายของสถานการณ์โควิดในอเมริกากันพอดิบพอดี ที่นี่คือสวน Little Island ที่นอกจากจะสวยสะดุดตาน่าเดินเล่นแล้ว ยังเต็มไปด้วยพื้นที่เปิดกว้างให้ศิลปินใน New York ได้มาหมุนเวียนแสดงผลงานทั้งศิลปะ ดนตรี เต้นรำ การละคร ฯลฯ และมีโปรแกรมสอนศิลปะให้กับคนที่สนใจด้วย นอกจากนี้ยังมีโซนอาหารและเครื่องดื่มเพื่อความสุนทรีย์ของชีวิตยุคใหม่อีกด้วย ที่สำคัญคือใครๆก็เข้ามาใช้บริการได้ฟรีไม่มีค่าเข้าตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงตี 1 ไปเลย Little Island เป็นสวนลอยฟ้าที่ต่อเติมเพิ่มให้กับ Hudson River Park บนถนน 13th Street ด้วยเงินสนับสนุนของมูลนิธิ Diller-von Furstenburg Family โดยให้ Thomas Heatherwick เป็นผู้ดูแลงานออกแบบโครงการทั้งหมด และมี Signe Nielsen แห่ง MNLA เป็นผู้ดูแลงานจัด Landscape ให้โดดเด่นงดงาม แท่งคอนกรีตสูงๆต่ำๆกว่า 280 แท่งที่ตั้งเรียงรายกันยื่นลงไปในแม่น้ำแทนที่ท่าเรือ Pier 55 (ถูกรื้อถอนไปแล้ว) นั้นช่วยค้ำยันโครงสร้างด้านบนซึ่งเป็นปูนหล่อรูปดอกทิวลิปขนาดมหึมากว่า 132 ดอก ทิวลิปคอนกรีตเหล่านี้ช่วยโอบรับอิฐหินดินทรายและพืชพันธ์ุน้อยใหญ่จำนวนหลายหมื่นต้นเอาไว้อย่างสวยงามและแข็งแรง หากมองลงไปในน้ำเราจะยังสามารถเห็นท่อนไม้ที่เป็นโครงสร้างเดิมของ Pier 55 โดยเขายังอนุรักษ์เอาไว้ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำต่อไป นอกจาก Landscape สวยๆพร้อมด้วยแมกไม้เกือบ 400 สายพันธุ์ที่ถูกจัดขึ้นอย่างมีศิลปะแล้ว พื้นที่กว่า 2.4 เอเคอร์ (ประมาณ 6 ไร่) ของ Little Island นี้ยังได้ถูกแบ่งออกเป็น 3 โซนหลักๆ คือ 1. The Amph (เวทีและอัฒจันทร์ 687 ที่นั่ง) 2. The Playground (โซนอาหารเครื่องดื่มพร้อมที่นั่ง) และ 3. The Glade (สนามหญ้าและเวทีเล็ก) เห็นชีวิตดีๆที่ New York แล้ว หันกลับมามองสถานการณ์ในบ้านเราก็อดที่จะเปรียบเทียบไม่ได้เลยครับ เรายังคงเฝ้ารอวันที่ประเทศไทยจะก้าวข้ามผ่านเส้น “ประเทศกำลังพัฒนา” ไปสู่ “ประเทศพัฒนาแล้ว” แม้ความหวังจะยังดูพร่ามัว แต่เราก็ไม่สิ้นหวังนะครับ Credits: Michael Grimm, littleisland.org #LetsHoparound #NewYork #LetsHoparoundNewYork #InspiringStuff #LittleIslandNYC #pier55 #publicspace
- Pulse Bangkhunthian คาเฟ่ บางขุนเทียน
Pulse Bangkhunthian เมื่อคู่รักจากวงการโฆษณาเลือกบางขุนเทียน ทะเลใกล้กรุงเทพฯเป็นสถานที่ปล่อยพลังครีเอทีฟที่สั่งสมกันมานาน PULSE คาเฟ่ที่ทั้งเท่และชิลล์จึงก่อตัวเป็นรูปร่างขึ้นกลางบึงน้ำที่มีคลื่นเล็กๆพลิ้วไหวตามสายลมที่พัดโชยทั้งวัน ประหนึ่งจังหวะชีพจรแห่งความผ่อนคลายที่ถูกสื่อเอาไว้ในงานดีไซน์โลโก้ของร้านได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากกาแฟอร่อยๆแล้ว ที่นี่ยังเสิร์ฟทิวทัศน์ที่โปร่งสบาย และดนตรีเสนาะหูจากลำโพง Diatone วินเทจนำเข้าจากญี่ปุ่น ตามคอนเส็ปต์ Coffee | Scenery | Music แค่นี้ก็เพียงพอที่จะดึงดูดให้ชาวกรุงออกมาปล่อยหัวใจให้เต้นไปตามจังหวะระริกของระลอกน้ำกันอย่างไม่ขาดสายโดยที่ทั้งคู่ยังไม่ทันได้ใช้ Skill การทำโฆษณาช่วยโปรโมทเลย จะพูดว่าไม่ได้ใช้ Skill เลยก็อาจจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะทั้งคู่ได้สอดแทรก “จุดขาย” มากมายลงไปในเนื้อหนังของร้านอย่างแนบเนียนจนแม้ไม่ป่าวประกาศ ผู้คนก็หลั่งไหลกันเข้ามาเสพ “ความ PULSE” กันเองแบบ “ปากต่อปาก” หรือในยุคนี้พูดว่า “เพจต่อเพจ” น่าจะตรงกว่า กลายเป็นการโฆษณาโดยไม่ต้องโฆษณา เราคิดว่านี่แหละคือสุดยอด Skill ของการทำโฆษณา อย่างน้อยที่สุดคุณวิทย์และคุณมะนาว คู่รักเจ้าของร้านก็ใช้ Skill ในการหาช่องว่างทางการตลาดได้อย่างเยี่ยมยอด เพราะบางขุนเทียนนั้นเป็น “โอกาส” ของคาเฟ่ที่ก่อนหน้านี้ไม่มีใครมองเห็น ไม่ว่าจะเป็นในมุมของพิกัดทะเลใกล้กรุงเทพฯที่มักถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดายแถมค่าเช่าก็ถูกกว่าทำเลในเมืองอีกด้วย หรือในมุมของความเป็นแหล่งร้านอาหารที่เรียงรายกันอยู่นับไม่ถ้วนแต่ไม่มีคาเฟ่ให้ลูกค้าจิบกาแฟล้างปากกันเลยแม้แต่ร้านเดียว แม้กระทั่งในมุมของสภาพแวดล้อมแสนรีแลกซ์ที่เพียงจัดหาดีไซน์เรียบง่ายที่ดูดีเข้าไปรองรับเสน่ห์ของบรรยากาศที่ดีอยู่แล้ว เพียงเท่านี้ PULSE ก็พร้อมส่งสัญญาณชีพจรให้กระเพื่อมออกไปได้ไกลโข เมื่อมีธรรมชาติดีๆเป็นทุนแล้ว คุณมะนาวเล่าให้ฟังว่าทางร้านมีความตั้งใจอย่างมากที่จะรักษาเอาไว้ พยายามลดขยะให้ได้มากที่สุดด้วยการเน้นเสิร์ฟด้วยภาชนะที่นำมาล้างแล้วใช้ซ้ำได้ หากจำเป็นต้องใช้แก้วและหลอด Take-Away ก็จะเน้นเป็นวัสดุที่ย่อยสลายในธรรมชาติได้จริงๆเท่านั้น อีกสิ่งที่ยิ่งช่วยทำให้บรรยากาศนั้นดีขึ้นไปอีกก็คือดนตรีที่บรรเลงผ่านลำโพง Diatone ds2000hr ซึ่งแต่เดิมเป็นรุ่นลำโพงมอนิเตอร์ที่ถูกใช้ในห้องอัดเสียงของ NHK ประเทศญี่ปุ่นในปลายยุค 80s คุณภาพของเสียงจึงคมชัดเป็นธรรมชาติ นุ่มกังวาลอย่างมีมิติ และให้อารมณ์ Organic Sound ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่หาได้ยากในลำโพงยุคดิจิตอล ในตอนที่เราไปที่ร้านนั้นเพลง Classic Jazz กำลังเล่นอยู่พอดี ทำให้ยิ่งได้ยินความสดของเครื่องดนตรีชัดขึ้นไปอีก เมื่อประกอบกับสายลมอ่อนๆที่โชยมาสัมผัสผิว ภาพผ้าม่านบางเบาที่โบกพลิ้วตามแรงลม และรสนุ่มๆของกาแฟใส่กะทิในเมนู PULSE/BANGKHUNTHIAN เราจึงเข้าใจแล้วว่าทำไมในแต่ละวันร้านกาแฟขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ที่อยู่ห่างไกลจากคู่แข่งแห่งนี้จึงสามารถดึงดูดลูกค้าให้เข้ามา Sync กับจังหวะชีพจรของเขาได้อย่างง่ายดาย Pulse บางขุนเทียน Location: https://goo.gl/maps/G5chadbHyZyEZcPP8 1266 ถนน เจริญกรุง แขวง บางรัก เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500 เวลาเปิด-ปิด: 10.00-18.30 (ปิดทุกวันจันทร์) ที่จอดรถ: จอดได้ในที่บริเวณหน้าร้าน Pulse ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/pulse.bkt
- MOCA BANGKOK ศิลปะไทยร่วมสมัย
MOCA BANGKOK ขับเคลื่อนศิลปะไทยไปข้างหน้า บนถนนกำแพงเพชร 6 ไม่ไกลจากสนามบินดอนเมือง เราจะพบกับอาคารดีไซน์สวยสะอาดตา ที่กระซิบบอกถึงความเป็นไทยยุคใหม่ให้ทุกคนได้รับรู้ ที่นี่คือที่ตั้งของ Museum of Contemporary Art (MOCA) พิพิธภัณฑ์ที่คุณบุญชัย เบญจรงคกุล ตั้งใจปลุกปั้นให้เป็นสถานที่จัดแสดงงานศิลปะอันวิจิตรและปราณีตของศิลปินไทยร่วมสมัย ซึ่งมีศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีเป็นผู้บุกเบิก ทั้งยังเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงมีพระอัจริยภาพด้านศิลปะอีกด้วย ภายในอาคารมีนั้นตกแต่งอย่างโอ่โถง และเกลี้ยงเกลา เรารับรู้ได้ถึงการออกแบบที่ผ่านกระบวนการคิดมาเป็นอย่างดี ไม่น้อยไป ไม่มากไป ในโถงชั้น G ซึ่งมีเพดานสูงถึง 33 เมตรนี้มีรูปหล่อของอาจารย์ศิลป์ตั้งตระหง่านต้อนรับอยู่ ราวกับจะบอกว่าศิลปะร่วมสมัยของไทยที่จัดแสดงในอาคารแห่งนี้นั้น มีจุดเริ่มต้นจากตรงนี้นะ นี่คือผู้แผ้วถางให้ศิลปะยุคใหม่เบ่งบานในประเทศไทย ชิ้นงานศิลปะชั้นครูจาก collection ส่วนตัวของคุณบุญชัยเองกว่า 800 ชิ้น ได้ถูกนำมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราว จัดแสดงโดยเพิ่มความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆในแต่ละชั้นตั้งแต่ชั้น 2 ไล่ขึ้นไปจนถึงชั้น 5 ซึ่งจะมีงานศิลป์จากชาติอื่นๆทุกมุมโลกมาวางเทียบเคียงกันด้วย ราวกับจะบอกว่าผลงานของศิลปินไทยนั้นสามารถยืดหยัดทัดเทียมศิลปินสากลได้อย่างน่าภาคภูมิใจ นอกจากนี้ ยังมีงานนิทรรศการชั่วคราวที่หมุนเวียนมาแสดงให้เราๆได้ชมอยู่เสมออีกด้วย โดยที่ปัจจุบัน จะมีงานของ Sylvie Blum : Naked Beauty ที่ขยายเวลาจัดแสดงจนถึงวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. นี้ และงาน Raining โดยคุณ Nino Sarabutra ที่เป็นห้องมืดไฟสีน้ำเงิน เต็มไปด้วยหัวใจพอร์ซเลนนับพันชิ้นห้อยเรียงรายอยู่อย่างงดงามเพื่อเทิดพระเกียรติในหลวง ร.9 หลังจากชมรูปสวยๆและงานศิลป์ของไทยที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครแล้ว เรารู้สึกชื่นชมความสามารถและภูมิใจในศิลปินไทย และหวังว่าจากจุดนี้ต่อไป จะเป็นช่วงเวลาที่ศิลปินไทยรุ่นต่อๆไปจะได้ฝากผลงานที่มีคุณค่าและเป็นตัวของตัวเองตามแต่ละยุคสมัย เอาเข้าจริงๆเราก็เริ่มเห็นศิลปินไทยหลายๆคนเริ่มฉายแววในเวทีโลกกันแล้ว ขอบคุณ MOCA มากๆครับ ที่สร้างสถานที่ดีงามแบบนี้ให้เราได้มาเยี่ยมชม ถ้าเพื่อนๆ #hopsters กำลังหาทางเลือกอื่นๆนอกจากการเดินเสียเงินช็อปปิ้งในห้าง หรือไปถ่ายรูปตามคาเฟ่ต่างๆแล้ว ลอง #hop เปลี่ยนบรรยากาศมาเสพงานศิลป์ที่นี่ดูสิ มันดีต่อใจนะ MOCA Museum of Contemporary Art 499 ถนนกำแพงเพชร 6, ลาดยาว, จตุจักร, กรุงเทพ 10900 เปิด 10:00-18:00 น. ปิดทุกวันจันทร์ ค่าเข้าชม บุคคลทั่วไป 250 บาท ผู้ถือบัตรนักเรียน นักศึกษา 100 บาท ข้อมูลเพิ่มเติม 02-0165670 . FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #LetsHoparound #Bangkok #LetsHoparoundBangkok #InspiringStuff #MOCABangkok #Moca #Museum #Artgallerythailand #ArtspaceBangkok #Museumofcontemporaryart #MuseumofcontemporaryartBangkok #Thailand #เที่ยวกรุงเทพ #ศิลปะร่วมสมัย #พิพิธภัณฑ์ #พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย #พิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพ
- Copenn. กลิ่น. อารมณ์. ความหลงไหล.
Copenn. : Creative of perception engage with new narrative ที่หัวถนนซอยเจริญกรุง 82 ร้านเครื่องหอมแบรนด์ไทยใหม่ล่าสุดในนาม Copenn. ตั้งอยู่อย่างเงียบๆแต่มั่นคงในตัวตนที่ชัดเจน หากไม่ทราบมาก่อน มัดฟางสีน้ำตาลอ่อนที่แขวนอยู่หน้าร้านอาจจะชวนให้สงสัยว่านี่คือร้านอะไร และความลึกลับนี้เองที่เป็นเสน่ห์เย้ายวนให้เราเข้าไปค้นหาคำตอบ คำตอบนั้นพบได้ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าในโพรงจมูกนั้นเป็นที่ที่เดียวในร่างกายที่เซลล์ประสาทได้สัมผัสกับอากาศโดยตรง และอากาศที่ฟุ้งไปด้วยกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ในร้านก็พุ่งเข้าไปเตะซอกลึกของโพรงจมูกของเราอย่างจัง กลิ่น Burning Cabinet ซึ่งเป็นกลิ่น Signature ของร้านนั้นหอมจนเราต้องเอ่ยปากถาม Shopkeeper (ซึ่งก็คือ 1 ใน 4 หุ้นส่วนของร้าน) ว่านี่คือกลิ่นอะไร ความหอมแบบ Woody จากไม้กฤษณากับไม้ซีดาร์ เมื่อมาเจอกับกลิ่นยาสูบนั้นให้ความรู้สึกเข้มเซ็กซี่ ยิ่งเคล้าด้วยความเขียวของหญ้าแฝกและเพตติเกรนก็ช่วยเติมความเฟรชให้มี Layers ครบสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ภายในร้านเน้นโทนสีดำ/เทาเป็นพื้นหลังขับให้วัสดุธรรมชาติอย่างไม้ หิน โลหะ และมัดฟางโดดเด่น เป็นความงามที่ดิบเท่ และเชื้อเชิญเราเข้าสู่ดินแดนแห่งความเคลิบเคลิ้ม จริงๆแล้วพื้นที่ร้านก็ไม่ได้ใหญ่มาก แต่ทุกมุมช่างปลุกเร้าความเป็นนักสำรวจในตัวเราให้เข้าหยิบกลิ่นต่างๆขึ้นมาดมว่ากลิ่นไหนจะเป็นกลิ่นที่ “ใช่” ที่สุดที่เราจะพากลับบ้านไปด้วย เราพุ่งเข้าไปหาเทียนหอมเป็นอย่างแรก เพราะเป็นสิ่งที่เราใช้บ่อย มีหลายกลิ่นที่ทำให้เราลังเลซะด้วยสิ แต่ทางร้านแจ้งว่าเทียนเป็นแค่ตัวโชว์เท่านั้น ต้องรออีกแป๊บนึงจึงจะมีวางขาย เราจึงอกหักเล็กน้อย ก็เลยหันไปล่าขุมทรัพย์ที่มุมอื่นๆแทน ซึ่งมีทั้ง Room Diffuser, Hand Soap, Hand Cream, นำ้มันหอมระเหย, กำยาน และเตา Oil Burner (ซึ่งดีไซน์ได้สวยเท่น่าใช้มากๆ) การปรุงกลิ่นนั้นเป็นเรื่องละเมียดละไม และทาง Copenn. นั้นก็ทำได้ดีจนน่าทึ่ง Layers ของสารสกัดพืชพรรณกลิ่นต่างๆที่ซ้อนทับกันดึงให้เราเข้าสู่มิติพิศวง หลงเคลิ้มจนเลือกไม่ถูก ยิ่งเห็นรายละเอียด Packaging และการ Present สินค้าแล้ว ยิ่งทำให้เรารู้สึกได้ว่า ทั้งหมดนี้คงต้องผ่านกระบวนการคิดและสร้างสรรค์มาหลาย Layers ไม่แพ้การปรุงกลิ่นเลยทีเดียว ผลลัพธ์ก็คือความล่มละลายย่อยๆในกระเป๋าตังค์ของเรา 5555 แต่เราคิดว่ายังไงก็คุ้ม เพราะกลิ่นนั้นสามารถพาเราทะลุทั้ง Space และ Time ไปสู่ความรู้สึกในห้วงความทรงจำได้ดีกว่ายานพาหนะใดๆ หรืออย่างน้อยความหอมก็เพิ่ม Leverage คุณภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้ทันทีเพียงกดไฟแช็คแกร๊กเดียวเท่านั้น Copenn. : Creative of perception engage with new narrative Location: https://goo.gl/maps/2Q9mniWvP9jqDWnx6 24/1 ห้อง 2103 ซอย เจริญกรุง 82 เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร 10120 เวลาเปิด-ปิด : 11:00–19:00 น. ปิดวันจันทร์และอังคาร โทร : +66835996448 ที่จอดรถ : ที่จอดรถ copenn จอดได้บริเวณหลังร้าน ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.instagram.com/copenn.co/
- Lifestyle ใหม่ในกรุงเก่า
Lifestyle ใหม่ในกรุงเก่า วันวานอันรุ่งโรจน์ของอยุธยานั้นเป็นฉากหลังอันเลอค่าให้กับวิถีชีวิตของคนมาหลายยุคสมัย ที่จริงแล้วทั้งความเก่าและความใหม่ต่างก็ยังประโยชน์ซึ่งกันและกัน เป็น Win-Win Situation ที่ช่วยต่อชีวิตให้รากเหง้าอันเก่าแก่ได้แตกกิ่งก้านผลิดอกออกผลต่อไป และช่วยให้ชีวิตยุคใหม่ได้งอกงามอย่างน่าภูมิใจบนประวัติศาสตร์ที่รุ่มรวยสง่างาม ต้องยอมรับว่างานดีไซน์ร้านรวงใหม่ๆที่ทยอยเกิดขึ้นมาในอยุธยานั้น ยิ่งดูน่าสนใจมากขึ้นอีกหลายเท่าเมื่อถูก contrast ด้วยความขลังของโบราณสถานอันทรงคุณค่า วันนี้ hoparound.co อาสาพาเพื่อนๆไปแวะจิบกาแฟที่คาเฟ่ใหม่ 3 แห่งในเมืองหลวงเก่าของเรากัน แล้วก็อย่าเอะอะกันไปนะ เพราะที่อยุธยาอนุญาตให้นั่งทานที่ร้านได้ด้วยน้าาาา Tewa Cafe Ayutthaya คาเฟ่ใหม่ล่าสุด เพิ่งเปิดได้ไม่ถึงสัปดาห์ ดีไซน์มินิมอลแต่ปนความหวานเล็กน้อย อยู่ใกล้สถานีรถไฟอยุธยาและวัดพิชัยสงคราม ที่สำคัญมีวิวแม่น้ำป่าสักให้ดูเพลินๆบนชั้น 2 ด้วย มีเสิร์ฟทั้งขนม อาหารและเครื่องดื่ม โดยไม่ลืมที่จะสอดแทรกความเป็นไทยลงไปในสินค้าด้วย Basic Space Coffee ร้านกาแฟเงียบๆและเรียบง่าย ร้านเก่าที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้ว และเพิ่งปรับปรุงใหม่ได้ไม่นาน เราชอบการดีไซน์ร้านที่ดูไม่เอะอะ กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม ตัวสินค้าเน้นกาแฟและเครื่องดื่มอื่นๆเป็นหลัก เราแอบได้ยินลูกค้าประจำเข้ามาถามหาขนมด้วยแต่ทางร้านแจ้งว่าหมดแล้ว (น่าจะอร่อยนะเนี่ย) Summer Coffee Company ร้านกาแฟรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับแบรนดิ้งมาก โดดเด่นด้วยสีเหลืองสดใส พลังงานแห่งความเยาว์วัยเข้มข้นมาก ที่นี่เน้นกาแฟ และเครื่องดื่มครีเอทีฟหลายเมนู รวมไปถึงเมล็ดกาแฟที่คัดสรรมาอย่างดีและอุปกรณ์การชงที่บ้าน ส่วนเบเกอรี่ที่นี่ก็มีครัวซองต์รสชาติแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เช่น ไส้สาหร่าย หรือสังขยาใบเตย
- The origins of central since 1950 : เซ็นทรัล ดิ ออริจินัล สโตร์
ย้อนรอยสู่รากฐานเซ็นทรัลที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1950 ผ่านนิทรรศการ ‘The origins of central since 1950’ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ Central The Original store ตั้งอยู่บนถนนสายแรกของประเทศไทย ตึกสองคูหา 5 ชั้นอันโดดเด่นนี้ นับเป็นจุดบรรจบอย่างลงตัวของความเก่าและใหม่ ผสานความเป็นเซ็นทรัลในยุคบุคเบิกเข้ากับบริบทในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัวที่สุด สะท้อนความมุ่งมั่นของครอบครัวจิราธิวัฒน์ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวกรุง และคนในชุมชน พร้อมเชื่อมโยงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของย่านเจริญกรุงในช่วงกลางศตวรรษเข้ากับประบบการณ์ที่ร่วมสมัยเพื่อต้อนรับลูกค้าในทุกเจเนอเรชั่น ร้านค้าแห่งแรกของเซ็นทรัลนี้เป็นที่รู้จักในฐานะร้านจำหน่ายหนังสือนำเข้าและนิตยสารจากต่างประเทศ ซึ่งในยุคนั้นชาวกรุงเทพฯ และชาวต่างชาติมักจะมาที่นี่เพื่อซื้อสินค้านำเข้าหรือมองหาไอเดียและแรงบันดาลใจใหม่ๆจากต่างประเทศ เปรียบได้ว่าที่นี่คือประตูสู่โลกกว้างและแหล่งวัฒนธรรมนานาชาติสำหรับชาวไทยในย่านนั้นยังมีแจ๊สบาร์และร้านอาหารมากมาย ทำให้ถนนเจริญกรุงซึ่งเป็นถนนที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเป็นการเปิดตัวอย่างมันทางการของเซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ ถือเป็นการนำตำนานแห่งเซ็นทรัลจากยุค 1950 กลับมาอีกครั้งในรูปแบบที่ทันสมัย เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมแห่งใหม่ที่นำเสนอนิตยสารและหนังสือในบริบทของยุค สินค้าที่ระลึก นิทรรศการ ห้องสมุด ศูนย์บริการค้นคว้าข้อมูล พื้นที่จัดกิจกรรม ร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์ดนตรี เป้นสถานที่แฮงเอาท์สำหรับชาวกรุงยุคใหม่ อาคารขนาดเล็ก 5 ชั้น ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่โดยสถาปนิกแนวมินิมัลลิสต์ชาวเบลเยียม "Vincent Van Duysen" วินเซนต์ แวน ดอยเซน ถือเป็นดครงการแรกของเขาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประกอบไปด้วย ชั้น L1 ร้านค้า คาเฟ มิวสิคบาร์ และลานคอร์ทยาร์ด ภาพสะท้อนแห่งความเป็นเอกภาพ พื้นที่โถงที่ชั้นหนึ่งปลุกความรุ่งเรืองของย่านเจริญกรุงให้กลับมารุ่งโรจน์โดดเด่นอีกครั้ง ต้อนรับผู้มา เยือนด้วยคาเฟ พร้อมจัดแสดงสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือและผลิตภัณฑ์ที่สอดแทรกความสนุกสนาน ผ่านเรื่องราวตํานานของกลุ่มเซ็นทรัลและประวัติศาสตร์ของย่านนี้ พบกับสินค้าย้อนยุคที่มาพร้อมลวดลาย กราฟิกร่วมสมัย และไอเทมที่ใช้งานได้จริงในยุคใหม่ สอดแทรกไปด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยทางประวัติศาสตร์ ยุคหลังสงครามอยู่ทั่วพื้นที่ นอกจากนี้ ลานคอร์ทยาร์ดของอาคารยังเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน สะท้อนให้เห็น ขนบประเพณีของตึกแถว และเชื่อมโยงไปสู่บรรยากาศเคล้าเสียงดนตรีที่เหนือกาลเวลาที่ ศิวิไล ซาวนด์ คลับ SIWILAI Café ศิวิไล คาเฟ่ นําเสนอวัฒนธรรมกาแฟไทยที่มีการคัดสรรเมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกต่างๆ ใน ภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาให้เลือกตามแต่ละช่วง โดยมุ่งหวังให้เป็น สถานที่ที่นักชิมกาแฟสามารถเรียนรู้รสชาติของกาแฟจากแหล่งปลูกต่างๆ ในประเทศไทยและสัมผัสสุนทรียะ ของกาแฟผ่านรสชาติละเอียดซับซ้อนที่แตกต่างกันไป นอกจากกาแฟยังมีอาหารที่เน้นการใช้วัตถุดิบใน ประเทศเป็นหลัก โดยมีอาหารเช้าไทยแบบคอมฟอร์ทฟูด และอาหารไทย-จีนเป็นจานซิกเนเจอร์และอาหาร ทานง่ายจานสากลต่าง ๆ โดยปัจจุบัน SIWILAI Café มีทั้งสิ้น 2 สาขา และคงคอนเซ็ปต์ของความยั่งยืนและ วัฒนธรรมที่กลมกลืนไปกับชุมชน SIWILAI SOUND CLUB ศิวิไล ซาวนด์ คลับ SIWILAI SOUND CLUB (S.S-C) บาร์เหนือกาลเวลาที่ยกระดับการฟังดนตรีให้ได้อรรถรส ของเสียงในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด ถือเป็นธุรกิจน้องใหม่ล่าสุดของกลุ่มแบรนด์ศิวิไล ด้วยระบบเสียงที่ออกแบบ มาโดยเฉพาะจาก OJAS ตัวบาร์แบ่งเป็น 2 ชั้น โดยชั้นล่าง (ไลฟ์รูม) เป็นศูนย์รวมของสุดยอดนักดนตรี แจ๊สจากทั้งฝั่งไทยและต่างประเทศ ขับกล่อมด้วยเสียงเปียโนและโอบล้อมด้วยบรรยากาศเป็นกันเองที่จะ นําพาทุกท่านไปสู่สุนทรียภาพและอิสรภาพที่แท้จริงแห่งการฟังดนตรี บนชั้น 2 กับ ออดิโอไฟล์ บาร์ (Audiophile Bar) กับแนวคิดที่ว่า "เสียงใดก็ตามที่เวียนกลับมาย่อมให้คุณภาพ เสียงที่ดีกว่าเดิม" (what goes around has a better Sound) ครบถ้วนด้วยระบบเสียง High-fidelity แบบวิน เทจ และคอลเล็กชันแผ่นเสียงไวนิลส่วนตัว ในส่วนนี้ของบาร์จะเป็นที่ปรารถนาของบรรดาผู้หลงใหลในมนต์ เสน่ห์ของแผ่นเสียง เครื่องดื่มของแต่ละชั้นได้รับการรังสรรค์ให้มีเอกลักษณ์สอดคล้องล้อไปกับเสียงดนตรีและ บรรยากาศที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีพร้อมมอบประสบการณ์อัน สุดประทับใจให้แก่ผู้มาเยือน ชั้น L2 ห้องสมุดธุรกิจค้าปลีก ปลูกฝังความรู้สู่การต่อยอด เราส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด พื้นที่ชั้นนี้จึงนําเสนอ เดอะ โคโลฟอน รีเทล ไลบรารี่ (The Kolophon Retail Library) ห้องสมุดที่จะมาปลดล็อกองค์ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกในทุกแง่มุม ทั้งหลักการทางธุรกิจ กฎหมาย การตลาด การประชาสัมพันธ์ ศาสตร์และศิลป์การจัดหน้าร้าน ไปจนถึงการ ออกแบบและสถาปัตยกรรมของห้างร้าน ห้องสมุดแห่งนี้ให้บริการด้วยระบบจ่ายเมื่อใช้ (Pay-per-use) และ ระบบสมาชิก มีบริการค้นคว้าข้อมูลเชิงลึก พร้อมสิทธิประโยชน์มากมาย อาทิ โปรแกรมการเรียนรู้ โปรโมชั่น และกิจกรรมอื่นๆ ที่จะเพิ่มพูนความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับที่มาและหัวข้อต่างๆ ด้านการค้าปลีก รวมถึงความท้าทาย ในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ชั้น L3 เซ็นทรัล สเปซ ประวัติศาสตร์ที่ประจักษ์ได้ด้วยสายตา เซ็นทรัล สเปซ (Central Space) พาคุณไปเจาะลึกเรื่องราวของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ถ่ายทอดออก มาในรูปแบบของนิทรรศการชุดที่สะท้อนเรื่องราวยุคแรกก่อตั้ง ความหมายและเรื่องราวของเซ็นทรัลที่มีผลต่อไลฟ์สไตล์ของชาวกรุง จากย่านสู่ย่าน จากระดับประเทศจนถึงในระดับเวทีนานาชาติ เรานําเสนอเรื่องราวหลากหลายมิติในรูปแบบที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ไปสนุกไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ และเปิดโอกาสให้กับนิทรรศการอื่นๆ มาใช้พื้นที่ได้อีกด้วย ชั้น L4 พื้นที่จัดอีเวนต์ จุดหมายที่รอคอยให้บรรดาผู้หลงใหลงานศิลป์มาชื่นชมนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยในสเปซที่สวยงามลงตัว ไม่ว่าคุณจะเป็นศิลปิน ช่างภาพ หรือนักจัดกิจกรรมต่างๆ พื้นที่พิเศษแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนจะได้แสดงออก และจัดแสดงผลงานสุดสร้างสรรค์ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ชั้น L5 ร้านอาหาร อักษร (Aksorn) ร้านอาหารใหม่แห่งแรกในรอบทศวรรษของเชฟเดวิด ทอมป์สัน (David Thompson) บนชั้น บนสุดของ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ จะพาคุณย้อนเวลาไปลิ้มรสชาติแห่งอดีตกาลผ่านอาหารจานอร่อย ด้วยสูตรต้นตํารับจากตําราอาหารไทยโบราณที่ตีพิมพ์ในช่วงระหว่างทศวรรษที่ 50 - 70 ที่เชฟเดวิดสะสมไว้ โดยเขาจะรังสรรค์และปรับเปลี่ยนเมนูอยู่เป็นประจํา เพื่อให้ตอบโจทย์รสนิยมที่ไม่หยุดนิ่งของคนในยุคปัจจุบัน ด้วยการผสมผสานเรื่องราวและยุคสมัยของแต่ละตําราอาหารที่คัดสรรมา เข้ากับขั้นตอนการรังสรรคทุกเมน ร้านอาหารอักษรพร้อมมอบประสบการณ์รสชาติความอร่อยจากในอดีตให้ทุกคนได้ลิ้มลองแล้ววันนี้ เวลาเปิด-ปิด ชั้น 1 Shop, SIWILAI Café วันอังคาร – อาทิตย์ 10.00 – 18.00 น. ชั้น 1 SIWILAI Sound Club วันอังคาร- อาทิตย์ 18.00 – 01.00 น. ชั้น 2 Retail Library วันอังคาร – อาทิตย์ 10.00 -18.00 น. ชั้น 3 Central Space วันอังคาร – อาทิตย์ 10.00 -18.00 น. ชั้น 4 Event I Exhibition วันอังคาร – อาทิตย์ 10.00 -18.00 น. ชั้น 5 Aksorn Restaurant วันอังคาร- อาทิตย์ 18.00 -22.00 น. . 1266 ถนนเจริญกรุง แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพฯ เวลาทำการ เปิดบริการวันพุธ-อาทิตย์ 11.00-19.00 น. โทร. 0-2267-0412 Website: www.centraltheoriginalstore.com Facebook: central.theoriginalstore Instagram: central.theoriginalstore . #LetsHoparound #LetsHoparoundBangkok #CentralTheOriginalStore #Central #InspiringStuff












