Search Results
Search this site
138 results found with an empty search
- The Living Craft: เมื่อ Danish Modern มาพบกับงานทอมือแบบไทยที่ CHANINTR CRAFT
เมื่อพูดถึงงานคราฟต์ เรามักนึกถึงสิ่งของที่สร้างขึ้นด้วยมือ แต่หลังจากได้ลองจับเส้นใย ขึงน้ำหนัก และค่อย ๆ สอดแต่ละเส้นลงบนโครงเก้าอี้ด้วยตัวเอง เรากลับรู้สึกว่า งานคราฟต์ไม่ได้หมายถึงวิธีการผลิตเพียงอย่างเดียว หากยังเป็นเรื่องของเวลา ความแม่นยำ และความสัมพันธ์ระหว่างมือของผู้ทำกับวัสดุที่อยู่ตรงหน้า ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นที่ The Living Craft: A Carl Hansen & Søn Experience นิทรรศการซึ่ง CHANINTR CRAFT นำงานออกแบบของแบรนด์เฟอร์นิเจอร์เดนมาร์ก Carl Hansen & Søn มาพบกับงานทอมือของ NORAPAO ผ่านเก้าอี้สองรุ่นสำคัญของ Hans J. Wegner ได้แก่ CH23 และ CH24 Wishbone Chair เมื่อแรกเห็น เราอาจคิดว่านี่คือการนำเฟอร์นิเจอร์คลาสสิกมาจัดวางในพื้นที่สวย ๆ แต่เมื่อค่อย ๆ มองรายละเอียดและได้สัมผัสกระบวนการจริง นิทรรศการกลับเผยให้เห็นบทสนทนาที่น่าสนใจระหว่างงานออกแบบต่างวัฒนธรรม ซึ่งมีจุดร่วมอยู่ที่ความซื่อตรงต่อวัสดุ ฝีมือของช่าง และความเชื่อว่าสิ่งของในชีวิตประจำวันสามารถอยู่กับเราได้นานกว่ากระแสของเวลา Living Craft งานคราฟต์ที่ยังมีชีวิต ชื่อ The Living Craft ทำให้เรานึกถึงงานฝีมือในฐานะสิ่งที่ยังคงเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง และเติบโตไปตามผู้คนที่เข้ามาสานต่อ หลายครั้งงานดีไซน์ระดับไอคอนิกถูกวางไว้ในสถานะที่เกือบแตะต้องไม่ได้ เราจดจำรูปทรง รู้จักชื่อผู้ออกแบบ และมองเห็นมันซ้ำแล้วซ้ำอีกในหนังสือหรือภาพถ่าย แต่ภายในนิทรรศการครั้งนี้ เก้าอี้ไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะผลงานจากอดีตเพียงอย่างเดียว CH23 และ CH24 Wishbone Chair ถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการทดลองร่วมกับเส้นใย พื้นผิว และเทคนิคการทอร่วมสมัย เก้าอี้แต่ละตัวยังคงรักษาภาษาการออกแบบดั้งเดิมเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ได้รับรายละเอียดใหม่ ซึ่งทำให้เรากลับมามองรูปทรงที่คุ้นเคยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความน่าสนใจจึงไม่ได้อยู่ที่การพยายามเปลี่ยนเก้าอี้ให้กลายเป็นสิ่งอื่น แต่อยู่ที่การเติมเสียงของงานคราฟต์ไทยเข้าไปอย่างพอดี โดยไม่ทำให้ตัวตนของผลงานเดิมหายไป จากปี 1949 สู่เก้าอี้ที่กลายเป็นภาพจำของ Danish Modern ความร่วมมือระหว่าง Hans J. Wegner และ Carl Hansen & Søn เริ่มต้นขึ้นในปี 1949 และนำไปสู่เก้าอี้ชุดแรกที่กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของ Danish Modern CH24 Wishbone Chair เป็นเก้าอี้รุ่นแรกที่ Wegner ออกแบบให้ Carl Hansen & Søn โดยเฉพาะในปี 1949 ก่อนเริ่มผลิตในปี 1950 ส่วน CH23 เปิดตัวครั้งแรกในปี 1950 และถูกนำกลับมาผลิตอีกครั้งในปี 2017 CH23 อาจดูเรียบในครั้งแรก แต่เมื่อเข้าไปมองใกล้ ๆ จะพบรายละเอียดที่ผ่านการคิดมาอย่างรอบคอบ ตั้งแต่ปุ่มไม้รูปกากบาทบริเวณพนักพิง ที่นั่งแบบ double-woven ไปจนถึงแนวโค้งของขาหลังที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงให้กับโครงสร้าง ส่วน CH24 ซึ่งคนส่วนใหญ่รู้จักในชื่อ Wishbone Chair มีภาพจำชัดเจนจากพนักพิงรูปตัว Y เส้นโค้งต่อเนื่องของโครงไม้ และที่นั่งสานด้วยมือ การผลิตเก้าอี้หนึ่งตัวประกอบด้วยขั้นตอนมากกว่า 100 ขั้นตอน โดยเฉพาะส่วนที่นั่งซึ่งใช้ paper cord ราว 120 เมตร และช่างผู้ชำนาญต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงในการสาน เมื่อรู้รายละเอียดเหล่านี้ เก้าอี้ที่เคยมองเห็นเป็นรูปทรงเดียวก็เริ่มเผยให้เห็นชั้นของเวลาและแรงงานอยู่ภายใน เมื่อ Wegner มาพบกับ NORAPAO สำหรับผลงานที่นำเสนอใน The Living Craft ทาง NORAPAO ได้นำภาษาของงานทอมือเข้ามาตีความพื้นผิวของ CH23 และ CH24 ขึ้นใหม่ ผ่านเส้นใย hemp-cotton และชุดสีธรรมชาติอย่าง Beige และ Dark Brown NORAPAO คือ textile studio ที่ก่อตั้งโดย Tetsuya Onuki และดีไซเนอร์ Miya Onuki สตูดิโอทำงานกับสิ่งทอย้อมสีธรรมชาติและงานทอมือ โดยร่วมงานกับช่างฝีมือในภาคเหนือของประเทศไทย รวมถึงเชียงใหม่ ตลอดจนใช้เส้นใยจากธรรมชาติอย่างไหม ฝ้าย และเฮมพ์ในการสร้างสรรค์ผลงาน สำหรับเรา ผลงานชุดนี้เผยให้เห็นบทสนทนาระหว่างความเที่ยงตรงแบบ Nordic ความสงบเรียบง่ายที่ชวนให้นึกถึงงานออกแบบญี่ปุ่น และร่องรอยจากมือของช่างทอไทย ภาษาการออกแบบทั้งสามอาจมีที่มาต่างกัน แต่เชื่อมโยงกันด้วยความเคารพต่อธรรมชาติ ความซื่อตรงต่อวัสดุ และความเชื่อว่าสิ่งของในชีวิตประจำวันควรมีทั้งประโยชน์ใช้สอยและความงาม ผลลัพธ์ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนการเพิ่มงานตกแต่งลงบนเก้าอี้ พื้นผิวใหม่กลับทำให้โครงไม้ดูอ่อนโยนขึ้น ขณะที่น้ำหนักของสีและเส้นใยช่วยเชื่อมงานออกแบบเดนมาร์กเข้ากับสัมผัสที่เป็นธรรมชาติของงานหัตถกรรมในเอเชีย รูปทรงของเก้าอี้ยังคงชัดเจนโครงสร้างยังทำหน้าที่อย่างซื่อตรงขณะที่งานทอค่อย ๆ เติมความอบอุ่นและร่องรอยจากมือของมนุษย์เข้าไป ความงามที่ต้องลองสัมผัสด้วยมือ หนึ่งในช่วงเวลาที่เราชอบที่สุดของงาน คือการได้ลองสานเก้าอี้ CH23 ด้วยตัวเอง ภายใต้คำแนะนำของช่างจาก NORAPAO ก่อนหน้านี้ เราเคยมองงานสานบนเก้าอี้เป็นเพียงพื้นผิวหนึ่งของเฟอร์นิเจอร์ อาจสังเกตว่าสีสวยไหม ลายละเอียดแค่ไหน หรือนั่งแล้วให้ความรู้สึกอย่างไร แต่เมื่อได้จับเส้นใย ขึงน้ำหนัก และค่อย ๆ สอดแต่ละเส้นลงบนโครงเก้าอี้จริง ๆ เราจึงเริ่มเข้าใจว่า ความเรียบง่ายที่เห็นนั้นเกิดจากรายละเอียดเล็ก ๆ จำนวนมาก แรงดึงต้องพอดีจังหวะของมือจะเร็วเกินไปไม่ได้และทุกเส้นต้องสัมพันธ์กับเส้นก่อนหน้า เพียงลองทำไปไม่กี่ช่วง เราก็เริ่มเห็นความแตกต่างระหว่างคำว่า “ทำด้วยมือ” กับ “ชำนาญด้วยมือ” ชัดขึ้นทันที เพราะสิ่งที่ดูเหมือนการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ กลับต้องอาศัยทั้งสมาธิ ความแม่นยำ และความคุ้นเคยกับธรรมชาติของวัสดุ ตอนที่มองช่างทำ ทุกอย่างดูต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติจนเราเกือบลืมไปว่า เบื้องหลังจังหวะที่นิ่งนั้นคือทักษะที่สะสมมาเป็นเวลานาน แต่เมื่อถึงคราวที่เราได้ลองทำเอง แม้เพียงส่วนเล็ก ๆ ก็รู้ทันทีว่าเส้นใยแต่ละเส้นไม่ได้วางลงไปแบบไหนก็ได้ น้ำหนักมือที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยสามารถเปลี่ยนทั้งความตึง ระยะห่าง และความสม่ำเสมอของพื้นผิวได้ ประสบการณ์สั้น ๆ ครั้งนี้ทำให้เรากลับไปมอง CH23 และ CH24 ต่างจากเดิม เราไม่ได้เห็นเพียงรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Hans J. Wegner แต่เริ่มมองเห็นเวลา ความรู้ และร่องรอยของมือที่ค่อย ๆ ประกอบขึ้นเป็นเฟอร์นิเจอร์หนึ่งตัว นี่อาจเป็นสิ่งที่ชื่อ The Living Craft ต้องการบอกกับเรา งานคราฟต์ไม่ได้มีชีวิตเพียงเพราะยังมีคนทำต่อ แต่มีชีวิตเพราะความรู้ถูกส่งจากมือหนึ่งไปสู่อีกมือหนึ่ง ผ่านการมอง การลองทำ และการเริ่มเข้าใจว่า ความงามบางอย่างไม่สามารถเร่งให้เกิดขึ้นได้ หลังจากวางเส้นใยลงและมองกลับไปยังส่วนเล็ก ๆ ที่เราได้ลองสาน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความภูมิใจว่าได้สร้างอะไรสำเร็จ แต่เป็นความเคารพต่อคนที่ทำสิ่งนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนทักษะกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย และนั่นทำให้เราเข้าใจคำว่า craftsmanship ชัดขึ้นกว่าการอ่านคำอธิบายใด ๆ กว่าหนึ่งศตวรรษของงานช่างที่ยังเดินหน้าต่อ เรื่องราวของ Carl Hansen & Søn เริ่มต้นขึ้นในปี 1908 จากเวิร์กช็อปขนาดเล็กของ Carl Hansen ก่อนจะเติบโตเป็นหนึ่งในแบรนด์เฟอร์นิเจอร์เดนมาร์กที่มีบทบาทสำคัญต่อการสืบทอดมรดกของ Danish Modern นับจากจุดเริ่มต้น แบรนด์ยังคงให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า passionate craftsmanship หรือความมุ่งมั่นในงานช่าง ซึ่งปรากฏอยู่ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกวัสดุ การขึ้นรูป การเข้าโครง ไปจนถึงรายละเอียดของงานสาน ความน่าสนใจของงานออกแบบที่อยู่เหนือกาลเวลา ไม่ได้หมายความว่างานชิ้นนั้นต้องหยุดอยู่ในรูปแบบเดิมเสมอไป ตรงกันข้าม งานคลาสสิกยังสามารถเปิดพื้นที่ให้ผู้คนต่างยุค ต่างทักษะ และต่างวัฒนธรรมเข้ามาสนทนาด้วยได้ โดยไม่สูญเสียสาระสำคัญของต้นฉบับ The Living Craft คือหนึ่งในบทสนทนาเหล่านั้น เป็นบทสนทนาที่ไม่ได้เกิดขึ้นผ่านคำพูด แต่ผ่านโครงไม้ เส้นใย น้ำหนักมือ และเวลาที่ใช้สร้างสิ่งของแต่ละชิ้นขึ้นมา สิ่งที่เราได้กลับมาจาก The Living Craft ก่อนมาที่งาน เรารู้จัก Wishbone Chair ในฐานะงานออกแบบที่พบเห็นได้บ่อย และคิดว่าคงคุ้นเคยกับเก้าอี้ตัวนี้ดีพอแล้ว แต่เมื่อได้ลองสานด้วยตัวเอง ความคุ้นเคยนั้นกลับเปลี่ยนไป เราเริ่มมองเห็นรายละเอียดที่เคยมองข้ามเห็นความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ามือกับเส้นใยเห็นเหตุผลที่งานบางชิ้นต้องใช้เวลาและเข้าใจมากขึ้นว่า เหตุใดเฟอร์นิเจอร์ที่ดีจึงสามารถอยู่กับผู้คนได้นานกว่ากระแสของฤดูกาล The Living Craft ไม่ได้ชวนให้เรากลับไปชื่นชมอดีตเพียงอย่างเดียว แต่ชวนคิดต่อว่า งานฝีมือจะเดินทางไปสู่อนาคตได้อย่างไร โดยยังรักษาความรู้ ความชำนาญ และความเป็นมนุษย์เอาไว้ บางที คุณค่าของงานคราฟต์อาจไม่ได้อยู่เพียงในความเนี้ยบของชิ้นงานที่เสร็จแล้ว แต่อยู่ในร่องรอยของกระบวนการอยู่ในความแตกต่างเล็ก ๆ ของแต่ละชิ้นและอยู่ในความรู้สึกที่เกิดขึ้น เมื่อเรารู้ว่ามีใครบางคนใช้เวลา ความรู้ และความตั้งใจสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาด้วยมือจริง ๆ Hoparound.co Notes About Carl Hansen & Søn Carl Hansen & Søn คือแบรนด์เฟอร์นิเจอร์เดนมาร์กที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1908 มีบทบาทสำคัญในการผลิตและสืบทอดผลงานของนักออกแบบยุค Danish Modern โดยเฉพาะผลงานของ Hans J. Wegner แบรนด์ให้ความสำคัญกับการผสมผสานเทคนิคงานช่างแบบดั้งเดิมเข้ากับกระบวนการผลิตสมัยใหม่ โดยยังคงยึดวัสดุ คุณภาพ และอายุการใช้งานของเฟอร์นิเจอร์เป็นหัวใจสำคัญ About NORAPAO NORAPAO คือ textile studio ที่ก่อตั้งโดย Tetsuya Onuki และ Miya Onuki ทำงานกับสิ่งทอย้อมสีธรรมชาติและงานทอมือร่วมกับช่างฝีมือในภาคเหนือของประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับเส้นใยธรรมชาติ ภูมิปัญญาดั้งเดิม และการพัฒนาทักษะเหล่านั้นให้เดินทางต่อไปสู่คนรุ่นใหม่ About CHANINTR CHANINTR ก่อตั้งขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี 1994 และดำเนินงานด้านเฟอร์นิเจอร์และการออกแบบภายในระดับลักชัวรี โดยคัดสรรแบรนด์เฟอร์นิเจอร์จากนานาชาติ อาทิ bulthaup, Liaigre, MillerKnoll และ Minotti About CHANINTR CRAFT CHANINTR CRAFT คือพื้นที่ภายใต้ CHANINTR ที่ให้ความสำคัญกับงานออกแบบร่วมสมัย งานฝีมือ วัสดุ และคุณค่าของกระบวนการผลิต ผ่านการคัดสรรเฟอร์นิเจอร์และแบรนด์ที่มีจุดร่วมด้าน craftsmanship และการออกแบบที่สามารถอยู่เหนือกาลเวลา CHANINTR CRAFT Address: 924 Sukhumvit 55 (Thong Lo), Khlong Tan Nuea, Watthana, Bangkok 10110, Thailand Time: Monday – Sunday, 10:00 - 19:00 Tel: +662 059 7750 E-mail: info@chanintr.com Website: www.chanintr.com #LetsHoparound #ChanintrCraft #CHANINTR #LivingWell #Craftsmanship #ThongLo #BangkokShowroom
- High on Art in Tokyo เสพศิลป์ผ่านพิพิธภัณฑ์ อาร์ตแกลเลอรี และ Creative Spaces ที่เราอยากกลับไปซ้ำในโตเกียว
High on Art in Tokyo เสพศิลป์ผ่านพิพิธภัณฑ์ อาร์ตแกลเลอรี และ Creative Spaces ที่เราอยากกลับไปซ้ำในโตเกียว เมื่อพูดถึงโตเกียว หลายคนอาจนึกถึงร้านอาหารระดับโลก ย่านช้อปปิ้งสุดคึกคัก หรือวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างอดีตและอนาคตได้อย่างลงตัว แต่สำหรับเรา หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้กลับมาเยือนเมืองนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าคือฉากศิลปะและการออกแบบที่ซ่อนตัวอยู่ทั่วเมือง ตั้งแต่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยระดับโลก อาร์ตแกลเลอรีที่นำเสนอผลงานของศิลปินชั้นนำ ไปจนถึง Creative Spaces ที่เปิดพื้นที่ให้กับแนวคิดใหม่ ๆ โตเกียวเป็นเมืองที่ศิลปะไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงในพิพิธภัณฑ์ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน สถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และวิธีคิดของผู้คน ในขณะที่เมืองใหญ่อื่นอาจแข่งขันกันด้วยขนาดของพิพิธภัณฑ์หรือคอลเลกชันระดับมหาศาล โตเกียวกลับมีเสน่ห์ในอีกแบบหนึ่ง เมืองแห่งนี้ให้คุณค่ากับรายละเอียด ความประณีต และพื้นที่ขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นอาคารคอนกรีตของ Tadao Ando แกลเลอรีร่วมสมัยในย่าน Roppongi หรือพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวของศิลปินระดับตำนานอย่าง Katsushika Hokusai บทความนี้รวบรวมพิพิธภัณฑ์ อาร์ตแกลเลอรี และพื้นที่สร้างสรรค์ 12 แห่งที่เราเคยไปเยือนและอยากกลับไปซ้ำทุกครั้งเมื่อมีโอกาสเดินทางมาโตเกียว ครอบคลุมทั้งศิลปะร่วมสมัย การออกแบบ กราฟิกดีไซน์ สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมญี่ปุ่น เหมาะสำหรับทั้งคนที่หลงใหลในงานศิลป์ นักออกแบบ นักสร้างสรรค์ ไปจนถึงนักเดินทางที่อยากมองเห็นโตเกียวในมุมที่แตกต่างจากเดิม ไม่ว่าคุณกำลังมองหา พิพิธภัณฑ์น่าไปในโตเกียว (Tokyo Museums), อาร์ตแกลเลอรีแนะนำในโตเกียว (Tokyo Art Galleries), สถานที่ด้านการออกแบบในโตเกียว (Design Spaces in Tokyo) หรือกำลังวางแผนทริปสำหรับคนรักศิลปะและสถาปัตยกรรม ลิสต์นี้คือจุดเริ่มต้นที่เราอยากแนะนำ เพราะบางครั้ง การทำความรู้จักโตเกียวอย่างแท้จริง อาจไม่ได้เริ่มต้นจากแลนด์มาร์กชื่อดัง แต่เริ่มจากการเดินเข้าพิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี หรือพื้นที่สร้างสรรค์เล็ก ๆ สักแห่ง แล้วปล่อยให้ศิลปะช่วยนำทางการเดินทางของคุณตลอดทั้งเมืองรวมพิพิธภัณฑ์และอาร์ตแกลเลอรีในโตเกียว Tokyo Art Guide 01 | 21_21 DESIGN SIGHT หากมีสถานที่แห่งหนึ่งที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง "การออกแบบ" และ "ชีวิตประจำวัน" ได้ดีที่สุดในโตเกียว เราคงยกให้ 21_21 DESIGN SIGHT เป็นหนึ่งในนั้น พื้นที่แห่งนี้เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของ Issey Miyake ดีไซเนอร์ผู้ล่วงลับที่เชื่อว่าการออกแบบไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงในโลกของนักออกแบบ แต่ควรกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถสัมผัสและเข้าใจได้ ผ่านสิ่งของ พื้นที่ และประสบการณ์ที่อยู่รอบตัวเราในทุกวัน ตัวอาคารซึ่งออกแบบโดย Tadao Ando ซ่อนตัวอยู่ภายใน Tokyo Midtown อย่างเรียบง่าย โดดเด่นด้วยหลังคาเหล็กพับขนาดใหญ่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผืนผ้า สะท้อนร่องรอยความเชื่อมโยงระหว่างแฟชั่น สถาปัตยกรรม และการออกแบบได้อย่างงดงาม สิ่งที่ทำให้เราอยากกลับมาเยือนเสมอคือ นิทรรศการของที่นี่ไม่เคยพูดถึงดีไซน์ในฐานะของสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ชวนให้มองเห็นความสำคัญของรายละเอียดเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่อาหาร เทคโนโลยี วัสดุ ไปจนถึงอนาคตของเมือง ทุกครั้งที่เดินออกมา เรามักได้มุมมองใหม่กลับไปด้วยเสมอ Why We Love It เป็นพื้นที่ที่ทำให้การออกแบบกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว และยังเป็นโอกาสดีที่จะได้สัมผัสงานสถาปัตยกรรมของ Tadao Ando อย่างใกล้ชิด Best For Design Lovers • Architecture Enthusiasts • Creative Professionals 📍 MAP: https://maps.google.com/?q=21_21+DESIGN+SIGHT+Tokyo 🕒 Opening Hours: 10:00–19:00 (Last Entry 18:30) ปิดวันอังคาร 🎟 Admission: ขึ้นอยู่กับนิทรรศการที่จัดแสดง 02 | SPIRAL ในขณะที่พิพิธภัณฑ์หลายแห่งแยกศิลปะออกจากชีวิตประจำวัน SPIRAL กลับพยายามเชื่อมโยงทั้งสองสิ่งเข้าด้วยกันมาโดยตลอด ตั้งแต่เปิดตัวในปี 1985 อาคารแห่งนี้ได้กลายเป็นหนึ่งใน Creative Hub ที่สำคัญที่สุดของโตเกียว ตั้งอยู่ใจกลางย่าน Aoyama และได้รับการออกแบบโดย Fumihiko Maki สถาปนิกเจ้าของรางวัล Pritzker Prize ภายในประกอบด้วยแกลเลอรี ร้านดีไซน์ คาเฟ่ พื้นที่จัดแสดง และสถานที่จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม ทำให้การมาเยือน SPIRAL ไม่ได้เป็นเพียงการแวะชมงานศิลปะ แต่เป็นการใช้เวลาร่วมกับวัฒนธรรมร่วมสมัยของเมืองแห่งนี้ เราใช้เวลาที่นี่นานกว่าที่คิดทุกครั้ง บางครั้งเริ่มจากนิทรรศการเล็ก ๆ ก่อนจะจบลงด้วยการนั่งจิบกาแฟ ดูผู้คนเดินผ่านไปมา และรู้สึกเหมือนได้สัมผัสจังหวะของเมืองในมุมที่สงบกว่าเดิม Why We Love It เป็นพื้นที่ที่สะท้อนพลังของวงการสร้างสรรค์โตเกียวได้ดีที่สุดแห่งหนึ่ง Best For Contemporary Culture Seekers • Design Enthusiasts • First-time Visitors 📍 MAP: https://maps.google.com/?q=Spiral+Aoyama+Tokyo 🕒 Opening Hours: 11:00–20:00 🎟 Admission: ฟรีสำหรับ Spiral Garden และนิทรรศการส่วนใหญ่ 03 | ggg Ginza Graphic Gallery หากคุณทำงานด้านกราฟิกดีไซน์ แบรนด์ดิ้ง การสื่อสาร หรือแม้แต่การทำคอนเทนต์ เราเชื่อว่าคุณน่าจะตกหลุมรักสถานที่แห่งนี้ ginza graphic gallery หรือ ggg เป็นพื้นที่ขนาดกะทัดรัดในย่าน Ginza ที่อุทิศให้กับ Graphic Design โดยเฉพาะ ก่อตั้งโดย Dai Nippon Printing และกลายเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญของวงการกราฟิกดีไซน์ในเอเชีย แม้ตัวพื้นที่จะไม่ได้ใหญ่โต แต่คุณภาพของนิทรรศการกลับเกินขนาดพื้นที่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นผลงานของนักออกแบบชาวญี่ปุ่นระดับตำนานหรือกราฟิกดีไซเนอร์ชื่อดังจากทั่วโลก สำหรับเรา ggg เป็นเหมือนห้องสมุดแห่งแรงบันดาลใจ ทุกครั้งที่มาเยือน เรามักเดินออกไปพร้อมไอเดียใหม่ ๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง Why We Love It เป็นหนึ่งในสถานที่ที่แสดงให้เห็นว่าการออกแบบกราฟิกสามารถเป็นศิลปะได้ไม่ต่างจากแขนงอื่น Best For Graphic Designers • Art Directors • Visual Creatives 📍 MAP: https://maps.google.com/?q=Ginza+Graphic+Gallery 🕒 Opening Hours: 11:00–19:00 ปิดวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 🎟 Admission: ฟรี 04 | Museum of Contemporary Art Tokyo (MOT) หากอยากเข้าใจว่าศิลปะร่วมสมัยญี่ปุ่นกำลังคิดอะไร รู้สึกอย่างไร และกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง Museum of Contemporary Art Tokyo หรือที่รู้จักกันในชื่อ MOT ตั้งอยู่ในย่าน Kiyosumi-Shirakawa ย่านเงียบสงบทางฝั่งตะวันออกของเมือง ซึ่งกำลังกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของวัฒนธรรมและงานสร้างสรรค์ ด้วยพื้นที่จัดแสดงขนาดใหญ่ MOT สามารถนำเสนอตั้งแต่ผลงานของศิลปินระดับโลกไปจนถึงศิลปินรุ่นใหม่ของญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว นอกจากนิทรรศการหมุนเวียนแล้ว คอลเลกชันถาวรของที่นี่ยังช่วยเล่าพัฒนาการของศิลปะร่วมสมัยญี่ปุ่นได้อย่างน่าสนใจ สิ่งที่เราชอบเป็นพิเศษคือพื้นที่ภายในอาคารที่โปร่งโล่งและเปิดรับแสงธรรมชาติ ทำให้การใช้เวลาหลายชั่วโมงเดินชมงานศิลปะรู้สึกผ่อนคลายกว่าที่คิด Why We Love It เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจโลกศิลปะร่วมสมัยของญี่ปุ่น Best For Contemporary Art Lovers • Museum Hoppers • Art Students 📍 MAP: https://maps.google.com/?q=Museum+of+Contemporary+Art+Tokyo 🕒 Opening Hours: 10:00–18:00 (Last Entry 17:30) ปิดวันจันทร์ 🎟 Admission: Collection Gallery ผู้ใหญ่ ¥500 (นิทรรศการพิเศษมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) 05 | PIRAMIDE หากมีสถานที่แห่งหนึ่งที่เราแนะนำให้คนรักศิลปะร่วมสมัยเริ่มต้น Gallery Hopping ในโตเกียว ที่นั่นคือ PIRAMIDE อาคารในย่าน Roppongi แห่งนี้เปรียบเสมือนศูนย์รวมของแกลเลอรีร่วมสมัยระดับแนวหน้าของญี่ปุ่นและนานาชาติ โดยรวบรวมหลายแกลเลอรีสำคัญไว้ภายในอาคารเดียว ทำให้สามารถใช้เวลาหนึ่งช่วงบ่ายสำรวจฉากศิลปะร่วมสมัยของโตเกียวได้อย่างเข้มข้น ภายในอาคารเป็นที่ตั้งของ SCAI PIRAMIDE หนึ่งในแกลเลอรีร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดของญี่ปุ่น Tomio Koyama Gallery แกลเลอรีชื่อดังที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันศิลปินร่วมสมัยญี่ปุ่นสู่เวทีโลก Ota Fine Arts ผู้สนับสนุนศิลปินญี่ปุ่นชั้นนำมากมาย รวมถึง Yayoi Kusama ในช่วงแรกของอาชีพ Perrotin Tokyo สาขาโตเกียวของแกลเลอรีระดับโลกจากปารีส ซึ่งเป็นตัวแทนของศิลปินอย่าง Takashi Murakami, JR, Daniel Arsham, Sophie Calle, Iván Argote และศิลปินร่วมสมัยระดับนานาชาติอีกจำนวนมาก สิ่งที่เราชอบคือการได้เห็นมุมมองของโลกศิลปะร่วมสมัยหลากหลายแบบภายในอาคารเดียว ตั้งแต่ศิลปินญี่ปุ่นรุ่นบุกเบิกไปจนถึงศิลปินระดับโลกที่กำลังเป็นที่จับตามองในปัจจุบัน สำหรับคนที่มีเวลาจำกัดและอยากสัมผัส Contemporary Art Scene ของโตเกียวให้ได้มากที่สุด PIRAMIDE คือหนึ่งในจุดหมายที่คุ้มค่าที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง Why We Love It หลายแกลเลอรีระดับแถวหน้าของญี่ปุ่นและนานาชาติอยู่ในอาคารเดียว เดินง่ายและใช้เวลาได้คุ้มค่า Best For Gallery Hoppers • Contemporary Art Collectors • Serious Art Lovers 📍 MAP: https://maps.google.com/?q=PIRAMIDE+Tokyo 🕒 Opening Hours: 11:00–18:00 (แตกต่างกันตามแต่ละแกลเลอรี) 🎟 Admission: ฟรี 06 | Complex 665 แม้จะไม่ใช่พิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรีเพียงแห่งเดียว แต่ Complex 665 คือหนึ่งในจุดหมายที่เรามักแนะนำให้กับคนที่อยากสำรวจแวดวงศิลปะร่วมสมัยของโตเกียวในเวลาจำกัด อาคารแห่งนี้ออกแบบโดย Kengo Kuma และตั้งอยู่ในย่าน Roppongi ภายในรวบรวมแกลเลอรีชั้นนำหลายแห่งเอาไว้ในที่เดียว ทำให้ผู้เข้าชมสามารถใช้เวลาหนึ่งบ่ายเดินชมงานจากหลายมุมมอง หลายสไตล์ และหลายแนวคิดได้อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เราชอบคือบรรยากาศที่แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ ทุกอย่างดูใกล้ชิดและเป็นกันเองมากกว่า บางครั้งคุณอาจได้พบเจ้าของแกลเลอรี ภัณฑารักษ์ หรือแม้แต่นักสะสมที่แวะมาชมงานในวันเดียวกัน สำหรับคนที่สนใจศิลปะร่วมสมัย Complex 665 เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำความเข้าใจว่าศิลปะในโตเกียวกำลังเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด Why We Love It หลายแกลเลอรีคุณภาพในจุดหมายเดียว เดินง่ายและใช้เวลาได้คุ้มค่า Best For Gallery Explorers • Contemporary Art Enthusiasts • Repeat Visitors 📍 MAP: https://maps.google.com/?q=Complex+665+Tokyo 🕒 Opening Hours: แตกต่างกันตามแต่ละแกลเลอรี (โดยทั่วไป 11:00-18:00) 🎟 Admission: ส่วนใหญ่เข้าชมฟรี 07 | Maison Hermès Le Forum หลายคนรู้จัก Hermès ในฐานะแบรนด์ลักชัวรีจากฝรั่งเศส แต่สำหรับคนรักศิลปะ Maison Hermès Le Forum คืออีกเหตุผลหนึ่งที่ควรแวะมายัง Ginza พื้นที่จัดแสดงงานศิลปะแห่งนี้ตั้งอยู่บนชั้นบนสุดของอาคาร Maison Hermès ซึ่งออกแบบโดย Renzo Piano สถาปนิกชาวอิตาเลียนผู้สร้างสรรค์อาคารสำคัญหลายแห่งทั่วโลก ต่างจากภาพจำของโลกแฟชั่น Le Forum มุ่งเน้นการสนับสนุนศิลปินร่วมสมัยและเปิดพื้นที่ให้เกิดบทสนทนาระหว่างศิลปะ วัฒนธรรม และสังคม นิทรรศการที่จัดแสดงมักมีความลึกซึ้งและกระตุ้นความคิด มากกว่าการเป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์แบรนด์ บางครั้งสิ่งที่ทำให้ที่นี่น่าจดจำที่สุดไม่ใช่ตัวงานศิลปะ แต่เป็นความเงียบสงบและบรรยากาศที่ชวนให้ใช้เวลากับงานอย่างเต็มที่ ท่ามกลางหนึ่งในย่านที่คึกคักที่สุดของโตเกียว Why We Love It เป็น Hidden Gem ที่มอบประสบการณ์การชมงานศิลปะอย่างสงบและมีคุณภาพ Best For Art Lovers • Luxury Culture Enthusiasts • Off-the-Radar Explorers 📍 MAP: https://maps.google.com/?q=Maison+Hermes+Le+Forum+Tokyo 🕒 Opening Hours: 11:00-19:00 🎟 Admission: ฟรี 08 | Espace Louis Vuitton Tokyo ซ่อนตัวอยู่ภายในอาคาร Louis Vuitton Omotesando ที่ออกแบบโดย Jun Aoki คือหนึ่งในพื้นที่ศิลปะร่วมสมัยที่หลายคนอาจเดินผ่านโดยไม่ทันสังเกต Espace Louis Vuitton Tokyo เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายพื้นที่ศิลปะของ Fondation Louis Vuitton จากปารีส ซึ่งมุ่งนำเสนอผลงานจากศิลปินร่วมสมัยระดับนานาชาติผ่านนิทรรศการคุณภาพที่เปิดให้สาธารณชนเข้าชมฟรี แม้พื้นที่จัดแสดงจะไม่ใหญ่มาก แต่สิ่งที่น่าประทับใจคือคุณภาพของการคัดเลือกศิลปินและการนำเสนอผลงาน หลายครั้งเราได้เห็นงานที่ปกติอาจต้องบินไปดูถึงยุโรปมาอยู่ตรงหน้าใจกลาง Omotesando ด้วยทำเลที่อยู่ท่ามกลางร้านแฟชั่น คาเฟ่ และสถาปัตยกรรมร่วมสมัย Espace Louis Vuitton จึงเป็นจุดแวะที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการเติมแรงบันดาลใจระหว่างวัน Why We Love It ขนาดเล็ก แต่คุณภาพของนิทรรศการมักเกินความคาดหมายเสมอ Best For Contemporary Art Fans • Design Travellers • Casual Gallery Visitors 📍 MAP: https://maps.google.com/?q=Espace+Louis+Vuitton+Tokyo 🕒 Opening Hours: 12:00-20:00 🎟 Admission: ฟรี 09 | SHISEIDO GALLERY หาก Maison Hermès และ Louis Vuitton สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับโลกแฟชั่น SHISEIDO GALLERY คือบทพิสูจน์ว่าบริษัทด้านความงามก็สามารถมีบทบาทสำคัญต่อวงการศิลปะได้เช่นกัน ก่อตั้งขึ้นในปี 1919 SHISEIDO GALLERY ถือเป็นแกลเลอรีที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น และมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนศิลปินญี่ปุ่นมาตลอดกว่าศตวรรษ สิ่งที่ทำให้ที่นี่โดดเด่นคือความกล้าที่จะเปิดพื้นที่ให้กับแนวคิดใหม่ ๆ ศิลปินรุ่นใหม่ และการทดลองทางศิลปะในรูปแบบต่าง ๆ จึงเป็นสถานที่ที่มักมีความสดใหม่และคาดเดาไม่ได้อยู่เสมอ ทุกครั้งที่มาเยือน เรารู้สึกว่าที่นี่สะท้อนลักษณะสำคัญของวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้อย่างน่าสนใจ คือการให้ความสำคัญกับทั้งอดีตและอนาคตในเวลาเดียวกัน Why We Love It มีประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่ยังคงเปิดรับแนวคิดใหม่อยู่เสมอ Best For Emerging Art Followers • Creative Professionals • Contemporary Art Lovers 📍 MAP: https://maps.google.com/?q=Shiseido+Gallery+Tokyo 🕒 Opening Hours: 11:00-19:00 🎟 Admission: ฟรี 10 | The National Art Center, Tokyo หากมีพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งที่สะท้อนพลังของวงการศิลปะร่วมสมัยญี่ปุ่นได้ดีที่สุด The National Art Center, Tokyo หรือ NACT คงเป็นหนึ่งในนั้น แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ ที่นี่ไม่มีคอลเลกชันถาวรเป็นของตัวเอง แต่เลือกทำหน้าที่เป็นพื้นที่สำหรับนิทรรศการหมุนเวียนขนาดใหญ่จากทั้งญี่ปุ่นและนานาชาติ จึงทำให้ทุกครั้งที่มาเยือน คุณจะพบประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปเสมอ ก่อนที่จะได้เห็นงานศิลปะ ตัวอาคารก็สร้างความประทับใจได้ทันที สถาปนิก Kisho Kurokawa ออกแบบอาคารด้วยผนังกระจกโค้งขนาดมหึมาที่ทอดยาวตลอดแนวด้านหน้า เมื่อแสงธรรมชาติส่องผ่านเข้าสู่โถงกลางขนาดใหญ่ พื้นที่ภายในจึงให้ความรู้สึกโปร่ง โล่ง และเชื้อเชิญให้ผู้คนใช้เวลาอยู่กับศิลปะอย่างไม่เร่งรีบ สิ่งที่เราชอบมากที่สุดคือการที่ NACT ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดนิทรรศการ แต่เป็น Cultural Hub อย่างแท้จริง ภายในยังมี Art Library ร้านหนังสือ ร้านค้าพิพิธภัณฑ์ และคาเฟ่ที่สามารถนั่งพักระหว่างวันได้อย่างสบาย หลายครั้งที่เราเข้าไปเพียงเพื่อดูนิทรรศการหนึ่งงาน แต่กลับใช้เวลาอยู่ที่นี่เกือบครึ่งวันโดยไม่รู้ตัว Why We Love It นิทรรศการระดับโลกที่เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา และสถาปัตยกรรมที่งดงามจนควรมาเยือนอย่างน้อยสักครั้ง Best For Architecture Lovers • Exhibition Seekers • Curious Travellers 📍 MAP: https://maps.google.com/?q=The+National+Art+Center+Tokyo 🕒 Opening Hours: 10:00-18:00 (ศุกร์และเสาร์เปิดถึง 20:00) ปิดวันอังคาร 🎟 Admission: เข้าตัวอาคารฟรี ค่าเข้าชมนิทรรศการขึ้นอยู่กับแต่ละงาน 11 | The National Museum of Modern Art, Tokyo สำหรับคนที่อยากเข้าใจประวัติศาสตร์ศิลปะญี่ปุ่นสมัยใหม่อย่างเป็นระบบ The National Museum of Modern Art, Tokyo หรือ MOMAT คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติแห่งแรกของญี่ปุ่น และเก็บรวบรวมผลงานมากกว่าหมื่นชิ้น ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบัน ทำให้ผู้เข้าชมสามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของศิลปะญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคเมจิไปจนถึงโลกยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน สิ่งที่น่าสนใจคือคอลเลกชันของที่นี่ไม่ได้เล่าเพียงเรื่องศิลปะ แต่ยังเล่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงของประเทศญี่ปุ่นด้วย เราจะค่อย ๆ เห็นอิทธิพลจากตะวันตก การพัฒนาอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนผ่านของสังคมสะท้อนอยู่ในผลงานแต่ละยุคสมัย แม้ว่าจะไม่ได้หวือหวาเหมือนพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยหลายแห่ง แต่ MOMAT เป็นสถานที่ที่ยิ่งเดินดูมากเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใจญี่ปุ่นมากขึ้นเท่านั้น อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดคือคาเฟ่และเลานจ์บริเวณชั้นบน ซึ่งสามารถมองเห็นวิวพระราชวังอิมพีเรียลและต้นไม้สีเขียวขนาดใหญ่ใจกลางเมือง เป็นวิวที่ให้ความรู้สึกสงบอย่างน่าประหลาด Why We Love It เป็นสถานที่ที่ช่วยเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของศิลปะญี่ปุ่นได้อย่างสมบูรณ์ Best For Museum Lovers • Japanese Art Enthusiasts • Cultural Travellers 📍 MAP: https://maps.google.com/?q=The+National+Museum+of+Modern+Art+Tokyo 🕒 Opening Hours: 10:00-17:00 (ศุกร์และเสาร์เปิดถึง 20:00) ปิดวันจันทร์ 🎟 Admission :Collection Gallery ผู้ใหญ่ประมาณ ¥500 (นิทรรศการพิเศษเพิ่มเติมตามแต่ละงาน) 12 | The Sumida Hokusai Museum แม้จะมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะมากมายในโตเกียว แต่มีเพียงไม่กี่แห่งที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวของศิลปินคนเดียวได้อย่างน่าสนใจเท่าที่นี่ The Sumida Hokusai Museum อุทิศให้กับ Katsushika Hokusai ศิลปินระดับตำนานแห่งยุคเอโดะ ผู้สร้างสรรค์ภาพ The Great Wave off Kanagawa ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในผลงานศิลปะที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขต Sumida ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ Hokusai เกิดและใช้ชีวิตอยู่เป็นเวลานาน ทำให้การเดินทางมาที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงการชมงานศิลปะ แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงกับสถานที่จริงที่ส่งอิทธิพลต่อศิลปินผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ อีกเหตุผลหนึ่งที่หลายคนมาเยือนคือสถาปัตยกรรมของอาคาร ซึ่งออกแบบโดย Kazuyo Sejima จาก SANAA เจ้าของรางวัล Pritzker Prize ตัวอาคารสีเงินรูปทรงเหลี่ยมคมดูเหมือนประติมากรรมขนาดยักษ์ที่วางอยู่กลางย่านที่พักอาศัย และกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของพื้นที่โดยทันที ภายในพิพิธภัณฑ์ ผู้เข้าชมจะได้เรียนรู้ทั้งชีวิต เทคนิคการสร้างภาพพิมพ์อุกิโยะเอะ และอิทธิพลที่ Hokusai ส่งต่อไปยังศิลปินทั่วโลก ตั้งแต่ Impressionism ในยุโรป ไปจนถึงงานออกแบบร่วมสมัยในปัจจุบัน สำหรับเรา ที่นี่เป็นมากกว่าพิพิธภัณฑ์ศิลปะ แต่เป็นสถานที่ที่แสดงให้เห็นว่าผลงานของศิลปินเพียงคนเดียวสามารถเปลี่ยนประวัติศาสตร์ศิลปะโลกได้อย่างไร Why We Love It ช่วยให้เข้าใจ Hokusai ในมิติที่ลึกกว่าภาพคลื่นยักษ์อันโด่งดัง และยังได้ชมสถาปัตยกรรมของ Kazuyo Sejima ไปพร้อมกัน Best For Japanese Art Lovers • Cultural Travellers • Architecture Enthusiasts 📍 MAP: https://maps.google.com/?q=Sumida+Hokusai+Museum 🕒 Opening Hours: 09:30-17:30 (Last Entry 17:00) ปิดวันจันทร์ 🎟 Admission: Permanent Exhibition ผู้ใหญ่ ¥400 (นิทรรศการพิเศษคิดค่าบริการเพิ่มเติม) 13 | ANDO GALLERY หาก 21_21 DESIGN SIGHT คือการได้สัมผัสงานของ Tadao Ando ผ่านสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ ANDO GALLERY คือโอกาสในการทำความเข้าใจโลกความคิดของเขาในระยะประชิด เปิดตัวในปี 2008 ใกล้กับ Museum of Contemporary Art Tokyo ย่าน Kiyosumi-Shirakawa พื้นที่แห่งนี้เกิดจากการรีโนเวตโกดังเก่าที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์ให้กลายเป็นแกลเลอรีร่วมสมัยขนาดเล็กที่เน้นประสบการณ์การชมงานแบบใกล้ชิด ต่างจากพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ การมาเยือนที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังใช้เวลาอยู่กับผลงานศิลปะทีละชิ้นอย่างเงียบ ๆ และเป็นอีกจุดหมายที่ช่วยให้เราเห็นอีกด้านหนึ่งของย่าน Kiyosumi-Shirakawa Why We Love It พื้นที่เล็กแต่เต็มไปด้วยคุณภาพ และสะท้อนวิธีคิดของ Tadao Ando ได้อย่างน่าสนใจ Best For Architecture Lovers • Contemporary Art Fans • Kiyosumi Explorers 📍 MAP: https://maps.google.com/?q=ANDO+Gallery+Tokyo 🕒 Opening Hours: 11:00-19:00 (แตกต่างตามนิทรรศการ) 🎟 Admission: ฟรี หรือขึ้นอยู่กับนิทรรศการ 14 | SKAC (SKWAT KAMEARI ART CENTRE) SKAC เป็นหนึ่งในพื้นที่ศิลปะร่วมสมัยรุ่นใหม่ที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งของโตเกียว และสะท้อนพลังของ Creative Community ยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแกลเลอรี แต่ยังเป็นพื้นที่ทดลองทางวัฒนธรรม ดนตรี การออกแบบ และศิลปะร่วมสมัยที่เชื่อมโยงกับย่านโดยรอบ ทุกครั้งที่มาเยือน เรารู้สึกว่าที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ช่วยให้เข้าใจว่าคนรุ่นใหม่ในโตเกียวกำลังคิดอะไร และศิลปะร่วมสมัยกำลังเคลื่อนไปทางไหน Why We Love It ได้เห็นฉากศิลปะใหม่ ๆ นอกเหนือจากพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรีกระแสหลัก Best For Emerging Art Followers • Creative Community Explorers • Alternative Culture Lovers 📍 MAP: https://maps.google.com/?q=SKWAT+Kameari+Art+Centre 🕒 Opening Hours: 11:00-19:00 🎟 Admission: ฟรี (บางกิจกรรมมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) 15 | PARCO MUSEUM TOKYO ซ่อนตัวอยู่ภายใน Shibuya PARCO คือหนึ่งในพื้นที่จัดนิทรรศการที่สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่าง Art, Fashion, Design และ Pop Culture ได้อย่างดีที่สุดในโตเกียว นิทรรศการของที่นี่เปลี่ยนหมุนเวียนตลอดทั้งปี ตั้งแต่ศิลปะร่วมสมัย ภาพประกอบ แฟชั่น วัฒนธรรมป๊อป ไปจนถึงนิทรรศการจากแบรนด์และศิลปินชื่อดังจากญี่ปุ่นและทั่วโลก สำหรับเรา PARCO MUSEUM TOKYO เป็นตัวแทนของความร่วมสมัยแบบ Shibuya ได้อย่างสมบูรณ์ Why We Love It Art, Fashion และ Pop Culture อยู่ในพื้นที่เดียวกัน Best For Creative Travellers • Fashion Lovers • Design Enthusiasts 📍 MAP: https://maps.google.com/?q=PARCO+Museum+Tokyo 🕒 Opening Hours: 11:00-21:00 🎟 Admission: ฟรีหรือมีค่าเข้าชมขึ้นอยู่กับนิทรรศการ 16 | Ginza Six Central Atrium หากมีสถานที่แห่งหนึ่งที่ทำให้ศิลปะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนในโตเกียวได้อย่างแนบเนียน Ginza Six Central Atrium คงเป็นหนึ่งในนั้น พื้นที่โถงกลางสูงหลายชั้นของ Ginza Six ถูกใช้เป็นพื้นที่จัดแสดง Installation Art ขนาดใหญ่จากศิลปินชื่อดังระดับโลกและศิลปินญี่ปุ่นมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราเคยมีโอกาสเห็นผลงานของ Yayoi Kusama Jean Jullien Kohei Nawa Tokujin Yoshioka Kenji Yanobe Akira Yamaguchi Daito Manabe และศิลปินร่วมสมัยอีกหลายคน สิ่งที่เราชอบคือคุณไม่จำเป็นต้องเข้าพิพิธภัณฑ์ก็สามารถพบกับงานศิลปะระดับโลกได้ เพียงแค่เดินผ่านพื้นที่กลางของห้าง Why We Love It หนึ่งใน Public Art Space ที่ดีที่สุดในโตเกียว Best For Installation Art Lovers • First-time Visitors • Contemporary Culture Enthusiasts 📍 MAP: https://maps.google.com/?q=GINZA+SIX+Tokyo 🕒 Opening Hours: 10:30-20:30 (ตามเวลาห้าง) 🎟 Admission: ฟรี 17 | TOKYO ART BOOK FAIR สำหรับคนรักหนังสือศิลปะ งานพิมพ์อิสระ กราฟิกดีไซน์ และวัฒนธรรมการออกแบบร่วมสมัย ไม่มีอีเวนต์ไหนในโตเกียวที่ควรค่าแก่การไปเยือนเท่ากับ Tokyo Art Book Fair งานนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 2009 และกลายเป็นหนึ่งใน Art Book Fair ที่สำคัญที่สุดของเอเชีย โดยรวบรวมสำนักพิมพ์อิสระ ศิลปิน นักออกแบบ ช่างภาพ และ Bookmakers จากญี่ปุ่นและทั่วโลกมาไว้ในที่เดียว สิ่งที่ทำให้ Tokyo Art Book Fair แตกต่างจากงานหนังสือทั่วไป คือผู้คนไม่ได้มาเพียงเพื่อซื้อหนังสือ แต่ยังมาเพื่อค้นหาแรงบันดาลใจ พบปะศิลปิน พูดคุยกับคนทำหนังสือ และติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของวงการ Creative Publishing สำหรับเรา TABF เป็นหนึ่งในสถานที่ที่สะท้อนพลังของวงการสร้างสรรค์ญี่ปุ่นได้ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ทุกครั้งที่เดินอยู่ภายในงาน เรามักได้พบหนังสือที่ไม่เคยเห็นจากที่ไหน ได้รู้จักศิลปินหน้าใหม่ และกลับออกมาพร้อมแรงบันดาลใจมากกว่าหนังสือในถุงเสียอีก แม้จะจัดขึ้นเพียงปีละครั้ง แต่หากจังหวะการเดินทางตรงกับช่วงจัดงาน เราแนะนำให้ใส่ไว้ในลิสต์แบบไม่ต้องคิดมาก Why We Love It หนึ่งในงาน Art Book Fair ที่ดีที่สุดในเอเชีย และเป็นจุดนัดพบสำคัญของวงการออกแบบ ศิลปะ และการพิมพ์อิสระ Best For Graphic Designers • Art Directors • Publishers • Book Lovers • Creative Professionals 📍 MAP: สถานที่จัดงานเปลี่ยนแปลงตามแต่ละปี (ตรวจสอบข้อมูลได้ที่ https://tokyoartbookfair.com/) 🕒 Opening Hours: จัดปีละ 1 ครั้ง โดยวันและเวลาแตกต่างกันในแต่ละปี (ตรวจสอบข้อมูลได้ที่ https://tokyoartbookfair.com/) 🎟 Admission: ขึ้นอยู่กับรูปแบบการจัดงานในแต่ละปี (ตรวจสอบข้อมูลได้ที่ https://tokyoartbookfair.com/) 18 | LURF GALLERY หากพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรีหลายแห่งในโตเกียวมุ่งเน้นไปที่ศิลปะร่วมสมัยหรือคอลเลกชันระดับสถาบัน LURF GALLERY กลับนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะ หนังสือ การถ่ายภาพ และวัฒนธรรมภาพร่วมสมัยได้อย่างน่าสนใจ LURF GALLERY ตั้งอยู่ในย่าน Shibuya ภายในอาคารที่ออกแบบอย่างเรียบง่ายแต่ละเอียดอ่อน พื้นที่แห่งนี้ทำหน้าที่เป็นทั้งแกลเลอรี ร้านหนังสือ และพื้นที่จัดนิทรรศการที่เปิดกว้างให้กับศิลปิน ช่างภาพ นักวาดภาพประกอบ และนักสร้างสรรค์จากหลากหลายวงการ สิ่งที่เราชอบมากที่สุดคือบรรยากาศที่ไม่รู้สึกเป็น "White Cube Gallery" จนเกินไป แต่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินสำรวจห้องสมุดศิลปะร่วมสมัยที่คัดเลือกหนังสือ ภาพถ่าย และนิทรรศการอย่างพิถีพิถัน หลายครั้งนิทรรศการที่นี่เชื่อมโยงโลกของ Photography, Illustration, Graphic Design, Publishing และ Contemporary Culture เข้าด้วยกัน จนกลายเป็นจุดหมายที่น่าสนใจสำหรับคนทำงานสาย Visual Culture โดยเฉพาะ สำหรับเรา LURF เป็นหนึ่งในสถานที่ที่สะท้อนฉากสร้างสรรค์ร่วมสมัยของโตเกียวได้ดีที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็นพื้นที่ที่มักค้นพบหนังสือหรือศิลปินหน้าใหม่กลับบ้านอยู่เสมอ Why We Love It จุดตัดระหว่าง Art Gallery, Book Culture และ Contemporary Visual Culture Best For Graphic Designers • Photographers • Art Book Lovers • Creative Professionals 📍 MAP: https://maps.google.com/?q=Lurf+Gallery+Tokyo 🕒 Opening Hours: 11:00–19:00 🎟 Admission: ฟรี (บางนิทรรศการอาจมีค่าเข้าชมเพิ่มเติม) 19 | ISSEY MIYAKE GINZA | CUBE หาก 21_21 DESIGN SIGHT คือพื้นที่ที่ Issey Miyake ใช้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการออกแบบในชีวิตประจำวัน ISSEY MIYAKE GINZA | CUBE ก็เปรียบเสมือนพื้นที่ขนาดย่อมที่เปิดบทสนทนาระหว่างแฟชั่น ศิลปะ การออกแบบ และวัฒนธรรมร่วมสมัย พื้นที่จัดแสดงแห่งนี้ตั้งอยู่ภายใน ISSEY MIYAKE GINZA / 445 ในย่าน Ginza โดยทำหน้าที่เป็น Gallery Space ที่หมุนเวียนนิทรรศการของศิลปิน นักออกแบบ ช่างภาพ และครีเอเตอร์จากหลากหลายสาขา สิ่งที่ทำให้ CUBE น่าสนใจคือการที่นิทรรศการมักไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงในกรอบของแฟชั่น แต่ขยายไปสู่สถาปัตยกรรม การถ่ายภาพ งานคราฟต์ วัสดุศาสตร์ และแนวคิดร่วมสมัยที่สะท้อนวิธีคิดแบบเดียวกับที่อยู่เบื้องหลัง Issey Miyake มาโดยตลอด แม้พื้นที่จะไม่ใหญ่มาก แต่การคัดเลือกนิทรรศการมีคุณภาพสูงและเปลี่ยนอยู่เสมอ ทำให้เรามักแวะเข้ามาดูทุกครั้งที่เดินเล่นในย่าน Ginza สำหรับคนที่สนใจความสัมพันธ์ระหว่าง Design, Fashion และ Contemporary Culture ที่นี่คือหนึ่งใน Hidden Gems ที่ไม่ควรมองข้าม Why We Love It พื้นที่เล็ก ๆ ที่สะท้อนโลกความคิดของ Issey Miyake และวงการออกแบบร่วมสมัยญี่ปุ่นได้อย่างน่าสนใจ Best For Fashion Enthusiasts • Design Lovers • Creative Professionals 📍 MAP: https://maps.google.com/?q=ISSEY+MIYAKE+GINZA+445 🕒 Opening Hours: 11:00–20:00 🎟 Admission: ฟรี Planning Your Art Trip in Tokyo วางแผนทริปเสพศิลป์ในโตเกียว หากมีเวลาเพียง 1 วัน เราแนะนำให้ใช้เวลาในย่าน Roppongi และ Ginza ซึ่งเป็นสองย่านที่รวมทั้งพิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี และสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจที่สุดไว้ในระยะเดินทางที่สะดวก Recommended Route 21_21 DESIGN SIGHT → The National Art Center, Tokyo → PIRAMIDE → Maison Hermès Le Forum → ggg Ginza Graphic Gallery เป็นเส้นทางที่ช่วยให้เห็นทั้งงานออกแบบ สถาปัตยกรรม ศิลปะร่วมสมัย และกราฟิกดีไซน์ภายในวันเดียว หากมีเวลา 2-3 วัน หากมีเวลามากขึ้น เราแนะนำให้แบ่งการเดินทางตามความสนใจแทนการเก็บสถานที่ให้ครบ Day 1 | Design & Architecture 21_21 DESIGN SIGHTSPIRALISSEY MIYAKE GINZA | CUBE Day 2 | Contemporary Art & Galleries PIRAMIDELURF GALLERYMaison Hermès Le ForumSHISEIDO GALLERY Day 3 | Museums & Cultural Context Museum of Contemporary Art Tokyo (MOT)The National Museum of Modern Art, Tokyo (MOMAT)The Sumida Hokusai Museum วิธีนี้จะช่วยให้ได้เสพงานศิลปะแบบไม่เร่งรีบ และมีเวลาสำหรับคาเฟ่ ร้านหนังสือ และการเดินเล่นระหว่างทางด้วย Architecture Worth Looking Up สถาปัตยกรรมที่ควรเงยหน้ามอง แม้คุณจะไม่ได้ตั้งใจมาดูงานศิลปะ แต่หลายสถานที่ในลิสต์นี้ก็คุ้มค่าแก่การมาเยือนเพียงเพื่อชมงานสถาปัตยกรรม 21_21 DESIGN SIGHT โดย Tadao Ando The National Art Center, Tokyo โดย Kisho Kurokawa The Sumida Hokusai Museum โดย Kazuyo Sejima (SANAA) Complex 665 โดย Kengo Kuma For Design Lovers สำหรับคนรักการออกแบบ หากคุณทำงานด้าน Design, Branding, Art Direction, Publishing หรือ Creative Industry ไม่ควรพลาดสถานที่เหล่านี้ ggg Ginza Graphic Gallery 21_21 DESIGN SIGHT SPIRAL ISSEY MIYAKE GINZA | CUBE TOKYO ART BOOK FAIR (หากตรงกับช่วงจัดงาน) Hoparound's Favourite Three 3 สถานที่ที่เราอยากกลับไปซ้ำ 01 | ggg Ginza Graphic Gallery 🩶 เพราะเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ดีที่สุดในการเสพงาน Graphic Design, Typography และ Visual Communication ในเอเชีย แม้ตัวแกลเลอรีจะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่คุณภาพของนิทรรศการกลับน่าประทับใจเสมอ และแทบทุกครั้งที่มา เรามักได้ไอเดียใหม่ ๆ กลับไปมากกว่าที่คาดไว้ 02 | PIRAMIDE 🩶 เพราะเป็นเหมือนศูนย์รวมของวงการ Contemporary Art ในโตเกียว ภายในอาคารเดียวมีทั้ง SCAI PIRAMIDE, Perrotin Tokyo, Ota Fine Arts และ Tomio Koyama Gallery ทำให้สามารถใช้เวลาหนึ่งบ่ายเต็ม ๆ เดินดูงานจากหลายมุมมอง หลายแนวคิด และหลายเจเนอเรชันของศิลปินร่วมสมัยได้อย่างต่อเนื่อง 03 | SKAC 🩶 เพราะสะท้อนภาพของ Creative Tokyo ในปัจจุบันได้ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ทั้งศิลปะ การออกแบบ ดนตรี สิ่งพิมพ์ และวัฒนธรรมร่วมสมัยของคนรุ่นใหม่รวมตัวอยู่ในพื้นที่เดียว เป็นสถานที่ที่ให้ความรู้สึกแตกต่างจากพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรีแบบดั้งเดิม และมักทำให้เราเห็นว่าโตเกียวกำลังเคลื่อนไปในทิศทางไหน Final Thoughts สิ่งที่ทำให้โตเกียวแตกต่างจากเมืองศิลปะอื่น ๆ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนพิพิธภัณฑ์หรือมูลค่าของคอลเลกชัน แต่อยู่ที่วิธีที่ศิลปะ การออกแบบ และงานฝีมือถูกถักทอเข้ากับชีวิตประจำวันของผู้คน จากอาคารคอนกรีตของ Tadao Ando ไปจนถึงแกลเลอรีเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในตึกย่านกินซ่า ทุกสถานที่ในลิสต์นี้สะท้อนให้เห็นความใส่ใจในรายละเอียดซึ่งเป็นหนึ่งในคุณลักษณะที่เราหลงใหลมากที่สุดของญี่ปุ่น ครั้งหน้าที่คุณเดินทางไปโตเกียว ลองเผื่อเวลาสักหนึ่งวันให้กับพิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี และพื้นที่สร้างสรรค์เหล่านี้ เพราะบางครั้ง การทำความรู้จักเมืองหนึ่งเมือง อาจเริ่มต้นจากการเดินเข้าประตูแกลเลอรีเล็ก ๆ สักแห่ง มากกว่าการเช็กอินแลนด์มาร์กชื่อดังเสียอีก #LetsHoparound #Tokyo www.hoparound.co รวมพิพิธภัณฑ์และอาร์ตแกลเลอรีในโตเกียว Tokyo Art Guide High on Art in Tokyo เสพศิลป์ผ่านพิพิธภัณฑ์ อาร์ตแกลเลอรี Tokyo Art Guide Creative Spaces 21_21 DESIGN SIGHT, The National Art Center Tokyo, MOT, SCAI PIRAMIDE ggg Ginza Graphic Gallery
- รีวิวประสบการณ์ Yosemite National Park: ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่ต้องไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิต
Yosemite National Park อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี ถ้าพูดถึงอุทยานแห่งชาติระดับโลกในสหรัฐอเมริกา ชื่อของ Yosemite National Park (อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี) มักจะติดอันดับต้น ๆ เสมอ ไม่ใช่แค่เพราะความสวยงามระดับไอคอนของมัน แต่ยังเป็นสถานที่ที่เมื่อได้ไปสัมผัสจริงแล้ว จะทำให้เข้าใจเลยว่าทำไมธรรมชาติถึงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเลียนแบบได้ รีวิวนี้จะไม่ใช่แค่คำอธิบายสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นการถ่ายทอด “ประสบการณ์จริง” แบบสายรีวิวท่องเที่ยว ที่พาผู้อ่านไปสัมผัส Yosemite ตั้งแต่ความรู้สึกแรกที่เข้าไปในอุทยาน ไปจนถึงโมเมนต์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าภูเขา น้ำตก และผืนป่าที่ทำให้ทุกอย่างรอบตัวดูเล็กลงทันที Yosemite National Park คืออะไร และทำไมถึงโด่งดังระดับโลก Yosemite National Park ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขา Sierra Nevada ที่ขึ้นชื่อเรื่องภูมิประเทศที่หลากหลาย ทั้งหุบเขาลึก หน้าผาสูงตระหง่าน และผืนป่าขนาดใหญ่ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ไว้อย่างน่าทึ่ง ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกในปี ค.ศ. 1984 ด้วยเหตุผลด้านความหลากหลายทางธรรมชาติ ระบบนิเวศ และความงดงามที่ไม่เหมือนใคร ตัวอุทยานมีพื้นที่กว้างใหญ่มากจนการมาเที่ยววันเดียวแทบไม่พอสำหรับการเก็บครบทุกไฮไลต์ สิ่งที่ทำให้ Yosemite แตกต่างจากอุทยานอื่น ๆ คือ “ความอลังการที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า” ไม่จำเป็นต้องใช้จินตนาการเลย เพราะแค่ยืนอยู่ตรงหน้า คุณจะรู้สึกได้ทันทีว่าธรรมชาติมีพลังมากแค่ไหน First Impression: เมื่อ Yosemite ไม่ใช่แค่ภาพบนหน้าจอ หลายคนอาจคุ้นเคย Yosemite โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะถ้าเคยใช้ MacBook หรือ iMac เพราะภาพพื้นหลังชื่อ El Capitan คือหนึ่งในแลนด์มาร์กของที่นี่ แต่ต้องบอกตรง ๆ ว่า ของจริงกับภาพในหน้าจอคือคนละโลก เมื่อมาถึง Yosemite สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือ “ความรู้สึกถูกกลืนเข้าไปในธรรมชาติ” หน้าผาหินแกรนิตขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า สูงจนแทบมองไม่เห็นยอด ขณะที่สายน้ำตกไหลลงมาจากหน้าผาเหมือนเส้นไหมที่ปลิวไปตามลม มันไม่ใช่แค่ “สวย” แต่มันคือความสวยที่ทำให้เราหยุดนิ่ง Tunnel View: จุดชมวิวที่ทำให้คุณเข้าใจ Yosemite ใน 10 วินาที หากต้องเลือกจุดเดียวที่ “ต้องไปให้ได้” ใน Yosemite คำตอบแทบจะไม่มีข้อโต้แย้งเลยว่าเป็น Tunnel View ทันทีที่คุณขับรถผ่านอุโมงค์ออกมา ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือวิวพาโนรามาของ Yosemite Valley แบบเต็มสายตา ภูเขาสองฝั่งโอบล้อมหุบเขาไว้ราวกับกรอบรูปธรรมชาติ ด้านซ้ายคือ El Capitan หน้าผาหินแกรนิตที่นักปีนเขาทั่วโลกใฝ่ฝันจะพิชิตด้านขวาคือ Bridalveil Fall น้ำตกที่ไหลลงมาราวกับผ้าคลุมเจ้าสาวและไกลออกไปคือ Half Dome ภูเขาทรงโดมครึ่งซีกที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของ Yosemite สิ่งที่ทำให้ Tunnel View พิเศษไม่ใช่แค่ภาพที่สวย แต่คือ “ความรู้สึก” ที่ได้เห็นทุกอย่างรวมกันในเฟรมเดียว มันเหมือนกับการดูสารคดีระดับโลกแบบสด ๆ โดยไม่ต้องผ่านหน้าจอ Bridalveil Fall: น้ำตกที่สวยเหมือนภาพวาด หนึ่งในภาพจำของ Yosemite คือ Bridalveil Fall น้ำตกที่มีลักษณะเหมือนผ้าคลุมเจ้าสาว ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ น้ำตกแห่งนี้ไม่ได้ตกลงมาเป็นสายตรง ๆ แต่ฟุ้งกระจายไปตามแรงลม ทำให้ดูพลิ้วไหวเหมือนมีชีวิต โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิและต้นฤดูร้อน น้ำจะเยอะเป็นพิเศษและให้ภาพที่สวยมาก การยืนอยู่ใกล้ ๆ แล้วรู้สึกถึงละอองน้ำที่กระทบหน้า พร้อมเสียงน้ำตกที่ก้องไปทั่วหุบเขา เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ไม่สามารถถ่ายทอดผ่านรูปภาพได้ Half Dome: ไอคอนระดับโลกของ Yosemite อีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่ต้องพูดถึงคือ Half Dome ภูเขาหินแกรนิตที่มีรูปทรงเหมือนโดมที่ถูกผ่าครึ่ง นี่ไม่ใช่แค่ภูเขาธรรมดา แต่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของ Yosemite และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับโลโก้ของแบรนด์ The North Face อีกด้วย สำหรับนักเดินป่าและนักผจญภัย Half Dome ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ท้าทาย เพราะเส้นทางขึ้นต้องใช้ทั้งแรงกายและความกล้า แต่สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป เพียงแค่ได้เห็นมันจากระยะไกลก็เพียงพอแล้วที่จะรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ El Capitan: ความท้าทายของมนุษย์ El Capitan คือหน้าผาหินแกรนิตขนาดมหึมาที่ตั้งโดดเด่นอยู่ใน Yosemite Valley ด้วยความสูงกว่า 900 เมตรจากพื้นหุบเขา มันเป็นหนึ่งในจุดปีนผาที่ยากที่สุดในโลก น่าสนใจตรงที่ เวลาเรามองจากด้านล่าง เราจะเห็นนักปีนผาตัวเล็กจิ๋วเหมือนมดบนผนังหิน ซึ่งยิ่งทำให้เห็นขนาดที่แท้จริงของภูเขานี้ แม้คุณจะไม่ได้ปีนมัน แต่แค่ยืนมองก็รู้สึกได้ถึงพลังและความท้าทายที่มันส่งออกมา ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ: มากกว่าความสวยงาม สิ่งที่ทำให้ Yosemite แตกต่างจากสถานที่ท่องเที่ยวอื่น คือ “ชีวิต” ที่อยู่ร่วมกับภูมิประเทศอย่างสมดุล ที่นี่คุณอาจเจอ: หมีดำเดินเล่นตามธรรมชาติ กวางที่ออกมาหากินในทุ่งหญ้า สัตว์ป่าหลากชนิดที่ใช้ชีวิตโดยไม่ถูกรบกวน และหนึ่งในไฮไลต์คือ ต้นซีคัวยา (Sequoia) ต้นไม้ยักษ์ที่มีอายุหลายพันปี ขนาดของมันใหญ่จนคุณต้องเงยหน้ามองแบบสุดคอ มันเป็นการเตือนว่า โลกนี้มีบางสิ่งที่อยู่มาก่อนเรา และจะอยู่ต่อไปหลังจากเรา ฤดูกาลที่ดีที่สุดในการไป Yosemite Yosemite สามารถเที่ยวได้ตลอดปี แต่แต่ละฤดูกาลจะให้ประสบการณ์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน ฤดูใบไม้ผลิ (Spring) ช่วงที่น้ำตกสวยที่สุด เพราะหิมะละลายBridalveil Fall และน้ำตกอื่น ๆ จะมีน้ำเยอะและอลังการมาก ฤดูร้อน (Summer) อากาศดี เหมาะกับการเดินป่าทุ่งหญ้าจะเขียวขจี และมีดอกไม้ป่าหลากสี ฤดูใบไม้ร่วง (Fall) นักท่องเที่ยวน้อยลงวิวเปลี่ยนเป็นโทนสีทอง เหมาะกับการถ่ายภาพ ฤดูหนาว (Winter) Yosemite กลายเป็นโลกสีขาวเหมาะสำหรับคนที่อยากเห็นหิมะและความสงบ ประสบการณ์ที่ให้มากกว่าการท่องเที่ยว Yosemite ไม่ใช่แค่สถานที่ถ่ายรูปหรือเช็คอิน แต่คือสถานที่ที่ทำให้คุณหยุดคิดและกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ไม่มีตึกสูงไม่มีเสียงเมืองมีแค่เสียงลม เสียงน้ำ และเสียงธรรมชาติ มันเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ที่คุณจะรู้สึกว่า เวลาเดินช้าลง ทำไม Yosemite ถึงควรอยู่ใน Bucket List เพราะที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่สวยแต่เป็นสถานที่ที่ ทำให้คุณรู้สึกเล็กลงในทางที่ดี ทำให้คุณเห็นพลังของธรรมชาติ ทำให้คุณจำได้ว่าความงามที่แท้จริงไม่ต้องปรุงแต่ง และเหนือสิ่งอื่นใด Yosemite คือสถานที่ที่ “ต้องไปเห็นด้วยตา” เท่านั้นถึงจะเข้าใจ สรุป Yosemite คือประสบการณ์ที่รูปถ่ายแทนไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะเคยเห็นภาพ Yosemite มามากแค่ไหนไม่ว่าจะเป็น Wallpaper, Instagram หรือสารคดี แต่เมื่อคุณไปยืนอยู่ตรงนั้นจริง ๆ คุณจะรู้ว่า… มันไม่เหมือนเลย มันใหญ่กว่ามันสวยกว่าและมันรู้สึกได้Yosemite National Park ไม่ใช่แค่หนึ่งในอุทยานที่สวยที่สุดในอเมริกาแต่มันคือหนึ่งในสถานที่ที่สามารถเปลี่ยนมุมมองต่อธรรมชาติของคุณได้ตลอดไป #LetsHoparound #USA #Yosemite
- A Visit to Brion Tomb ตามรอยผลงานชิ้นเอกของ Carlo Scarpa ใกล้เมือง Treviso สุสานที่สวยที่สุดในอิตาลี
Brion Tomb by Carlo Scarpa สุสานที่เท่ที่สุดในโลก สถานที่ซึ่งทำให้ "สุสาน" กลายเป็นหนึ่งในผลงานสถาปัตยกรรมที่งดงามที่สุดในอิตาลี มีสถานที่บางแห่งที่ทำให้เราต้องตั้งคำถามกับความหมายของสถาปัตยกรรมอีกครั้ง Brion Tomb หรือ Brion Cemetery ในเมืองเล็ก ๆ ชื่อ San Vito d'Altivole ใกล้เมือง Treviso ทางตอนเหนือของอิตาลี คือหนึ่งในนั้น แม้จะถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนชั่วนิรันดร์ของตระกูล Brion แต่สิ่งที่ Carlo Scarpa สถาปนิกชาวอิตาเลียนสร้างขึ้น กลับเป็นมากกว่าสุสาน หากเป็นพื้นที่ที่พูดถึงชีวิต ความทรงจำ เวลา และความตาย ผ่านภาษาแห่งสถาปัตยกรรมได้อย่างงดงามจนกลายเป็นหนึ่งในผลงานที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 20 สำหรับคนรักสถาปัตยกรรม หลายคนเดินทางมาที่นี่ไม่ต่างจากการไปเยือน Fallingwater ของ Frank Lloyd Wright หรือ Church of the Light ของ Tadao Ando เพราะ Brion Tomb ไม่ใช่เพียงสถานที่สำหรับผู้ล่วงลับ แต่เป็นสถานที่ที่ทำให้เราได้ครุ่นคิดถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่ จุดเริ่มต้นจากผู้ก่อตั้ง Brionvega เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปี 1968 เมื่อ Giuseppe Brion ผู้ก่อตั้งบริษัท Brionvega แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องเสียงระดับตำนานของอิตาลี เสียชีวิตลง Brionvega เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงอย่างมากในโลกของ Industrial Design โดยเคยร่วมงานกับนักออกแบบระดับตำนานอย่าง Marco Zanuso และ Richard Sapper จนสร้างผลิตภัณฑ์ที่กลายเป็นไอคอนแห่งยุคหลังสงครามโลก หลังการเสียชีวิตของ Giuseppe Brion ครอบครัวต้องการสร้างพื้นที่ฝังศพส่วนตัวขึ้นติดกับสุสานสาธารณะเดิมของเมือง San Vito d'Altivole และมอบหมายให้ Carlo Scarpa เป็นผู้ออกแบบ ช่วงเวลานั้น Scarpa ถือเป็นหนึ่งในสถาปนิกที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของอิตาลี เขาเป็นที่รู้จักจากความสามารถในการผสมผสานงานช่างฝีมือ วัสดุ และความละเอียดทางศิลปะเข้ากับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ได้อย่างไม่มีใครเหมือนและในอีกสิบปีต่อมา โครงการแห่งนี้ก็กลายเป็นงานชิ้นสุดท้ายที่สมบูรณ์ที่สุดชิ้นหนึ่งในชีวิตของเขา สุสานที่ถูกออกแบบให้เป็น "สวน" Carlo Scarpa เคยกล่าวถึงโครงการนี้ไว้ว่า"สถานที่ของผู้ตายคือสวน" ประโยคสั้น ๆ นี้อาจอธิบาย Brion Tomb ได้ดีที่สุด แทนที่จะสร้างพื้นที่แห่งความเศร้าโศก Scarpa เลือกสร้างภูมิทัศน์ที่เต็มไปด้วยแสง น้ำ ต้นไม้ และความเงียบ พื้นที่ทั้งหมดถูกล้อมด้วยกำแพงคอนกรีตลาดเอียงขนาดใหญ่ ราวกับโลกอีกใบที่แยกตัวออกจากเมืองภายนอก เมื่อก้าวผ่านประตูเข้าสู่ภายใน ผู้มาเยือนจะพบสนามหญ้า สระน้ำ ทางเดิน คูน้ำ ต้นไซเปรส และองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่ค่อย ๆ พาเราเดินทางผ่านพื้นที่ต่าง ๆ อย่างช้า ๆ ที่นี่ไม่มีเส้นทางตรง ไม่มีมุมมองที่เปิดเผยทุกอย่างในครั้งเดียว ทุกพื้นที่ถูกออกแบบให้ค่อย ๆ เผยตัวทีละน้อย เหมือนการอ่านบทกวีที่ต้องใช้เวลา สถาปัตยกรรมของความทรงจำ ภายใน Brion Tomb ประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็น โบสถ์ขนาดเล็ก (Chapel) Arcosolium หรือพื้นที่ฝังศพของ Giuseppe และ Onorina Brion พื้นที่ฝังศพของสมาชิกครอบครัวคนอื่น สวนไซเปรส สระน้ำสะท้อนเงา Pavilion สำหรับการนั่งสมาธิและการครุ่นคิด แม้ว่าทุกส่วนจะมีหน้าที่แตกต่างกัน แต่กลับเชื่อมโยงกันด้วยภาษาเดียวกัน ภาษาแห่งรายละเอียด ภาษาแห่งระยะห่าง และภาษาแห่งเวลา Scarpa ให้ความสำคัญกับทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่รอยต่อคอนกรีต บานประตู งานโลหะ ไปจนถึงวิธีที่แสงตกกระทบผิวน้ำในแต่ละช่วงของวัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ Brion Tomb เป็นสถานที่ที่ยิ่งใช้เวลาอยู่ด้วยมากเท่าไร ก็ยิ่งค้นพบรายละเอียดใหม่ ๆ มากขึ้นเท่านั้น สัญลักษณ์แห่งความรักและความไม่มีที่สิ้นสุด หนึ่งในองค์ประกอบที่มีชื่อเสียงที่สุดของโครงการคือหน้าต่างรูปวงกลมสองวงที่เชื่อมต่อกัน รูปทรงนี้คล้ายสัญลักษณ์ Vesica Piscis เป็นสัญลักษณ์ที่ปรากฏซ้ำอยู่หลายครั้งในผลงานของ Carlo Scarpa หลายคนตีความว่าเป็นตัวแทนของความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน การเชื่อมโยงระหว่างชีวิตและความตาย หรือการพบกันของโลกสองใบ เมื่อมองไปยังสุสานคู่ของ Giuseppe และ Onorina Brion ที่หันเข้าหากันตลอดกาล สัญลักษณ์นี้จึงยิ่งมีความหมายมากขึ้น Brion Tomb อาจเป็นสุสาน แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคืออนุสรณ์แห่งความรัก ผลงานที่เติบโตไปพร้อมกับเวลา Carlo Scarpa ใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาโครงการนี้ แม้การก่อสร้างใกล้เสร็จสมบูรณ์ เขาก็ยังคงกลับมาปรับรายละเอียดอยู่เรื่อย ๆ น่าเศร้าที่ในปี 1978 Scarpa เสียชีวิตจากอุบัติเหตุระหว่างเดินทางไปญี่ปุ่น ก่อนที่โครงการจะเสร็จสมบูรณ์อย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นไม่นาน ครอบครัวและผู้ร่วมงานของเขาจึงสานต่อโครงการจนสำเร็จ และในที่สุด Carlo Scarpa ก็ได้รับการฝังอยู่บริเวณข้างกำแพงของ Brion Tomb สถานที่ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นผลงานชิ้นเอกที่สุดในชีวิตของเขา Brion Tomb on Screen เมื่อผลงานของ Carlo Scarpa ปรากฏในโลกภาพยนตร์ นอกจากจะได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของ Carlo Scarpa แล้ว Brion Tomb ยังได้รับความสนใจจากโลกภาพยนตร์อีกด้วย โดยสถานที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นหนึ่งในโลเคชันถ่ายทำของภาพยนตร์เรื่อง Dune: Part Two (2024) ของผู้กำกับ Denis Villeneuve ในภาพยนตร์ พื้นที่ของ Brion Tomb ถูกใช้เป็นฉากบนดาว Kaitain เมืองหลวงของจักรวรรดิ ซึ่งเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ Shaddam Corrino IV และเจ้าหญิง Irulan ความสงบนิ่งของสถาปัตยกรรม การผสมผสานระหว่างคอนกรีต น้ำ และธรรมชาติ รวมถึงบรรยากาศที่เหนือกาลเวลา ทำให้สถานที่แห่งนี้เหมาะกับการสร้างภาพของโลกที่ทรงอำนาจแต่เปี่ยมด้วยความเงียบขรึม Patrice Vermette ผู้ออกแบบงานสร้างเจ้าของรางวัลออสการ์จาก Dune เคยกล่าวถึง Brion Tomb ว่าเป็นหนึ่งในผลงานสถาปัตยกรรมที่งดงามที่สุดที่เขาเคยสัมผัส และยอมรับว่า Carlo Scarpa เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของงานออกแบบในจักรวาล Dune ด้วย สำหรับคนรักภาพยนตร์ การมาเยือน Brion Tomb จึงไม่ใช่เพียงการตามรอยผลงานชิ้นเอกทางสถาปัตยกรรม แต่ยังเป็นโอกาสในการได้เห็นสถานที่จริงซึ่งกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล Dune บนจอภาพยนตร์อีกด้วย Plan Your Visit วิธีการเดินทางไป Brion Tomb ข้อมูลสำหรับการเดินทาง 📍 Location: Brion Tomb Brion Memorial (Arch. Carlo Scarpa) 🚄 How to Get There From Venice รถยนต์ประมาณ 1 ชั่วโมง รถไฟจาก Venezia Santa Lucia ไป Castelfranco Veneto แล้วต่อ Taxi From Treviso รถยนต์ประมาณ 30 นาที Taxi จากตัวเมืองสะดวกที่สุด From Milan รถไฟความเร็วสูงไป Treviso หรือ Venice ต่อรถเช่าหรือ Taxi ไปยัง Brion Tomb From Verona รถยนต์ประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที Hoparound Tip: การเช่ารถขับจะสะดวกที่สุด เพราะสถานที่อยู่ในเมืองเล็กและไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมตรงเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวหลักของอิตาลี Opening Hours: โดยทั่วไปเปิดให้เข้าชมช่วงเช้าและบ่าย และมีวันปิดเฉพาะบางวัน แนะนำตรวจสอบจากเว็บไซต์ทางการก่อนเดินทาง Admission: มีค่าเข้าชมเล็กน้อยสำหรับผู้เข้าชมทั่วไป Official Website: Fondazione Carlo Scarpa Hoparound Note สำหรับคนรักงานของ Tadao Ando, Peter Zumthor, Luis Barragán หรือ SANAA เราคิดว่า Brion Tomb คือหนึ่งในสถานที่ที่ควรไปเยือนอย่างน้อยสักครั้งในชีวิต ไม่ใช่เพราะเป็นผลงานชิ้นเอกของ Carlo Scarpa เพียงอย่างเดียว แต่เพราะที่นี่แสดงให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมสามารถพูดถึงความรัก เวลา ความทรงจำ และความตายได้อย่างงดงามเพียงใด บางคนเดินทางมาถึง Veneto เพื่อดูเมืองเวนิส บางคนมาเพื่อไร่องุ่นในเขต Prosecco แต่สำหรับคนรักสถาปัตยกรรม Brion Tomb อาจเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะนั่งรถออกนอกเมืองหนึ่งชั่วโมง เพื่อไปสัมผัสหนึ่งในพื้นที่ที่เปี่ยมบทกวีที่สุดของโลกสถาปัตยกรรมร่วมสมัย Brion Memorial Address: Via Brioni, 31030 San Vito d'Altivole, Treviso, Italy Time: Wednesday – Sunday, 10:00 - 18:00 (March – October) and 10:00 - 17:00 (November – February) Tel: +39 349 8781601 E-mail: memorialebrion@fondoambiente.it Website: www.memorialebrion.it (Managed by FAI: www.fondoambiente.it/luoghi/memoriale-brion) #LetsHoparound #BrionTomb #TombaBrion #CarloScarpa #BrionMemorial
- "The Modern Uniform" by Thom Browne
แถบแดง ขาว น้ำเงินบนเสื้อเชิ้ตสีขาวราคาหลักหมื่นที่เคยฮิตในหมู่คนมีเงินในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นแค่เพียงการแสดงความสามารถแบบผิวๆของดีไซเนอร์ชาวอเมริกันสุดครีเอทีฟคนนี้ วันนี้เราจะพาทุกคน #hop ไปรู้จักเขาในมุมที่ลึกขึ้น ณ ตึก 10 Corso Como สาขากรุงโซล เกาหลีใต้ เชิญส่องและเสพแรงบันดาลใจในงาน exhibition “Thom Browne: The Modern Uniform” by Thom Browne ที่เพิ่งจบลงไปเมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมากันได้เลย งานนี้เป็นเหมือนกันการจำลองโลกแห่งดีไซน์ของ Thom Browne โดยนำผลงานของเขามาจัดแสดงในห้อง 3 ห้องที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานอินทีเรียร์ช่วงปี 1950s ว่ากันว่าเป็นแนวมีอิทธิพลกับงานของเขามากจนกลายเป็นสไตล์ซิกเนเจอร์ของเขาเลยทีเดียว ห้องแรกคือห้องกระจกพิศวงซึ่งเต็มไปด้วยรองเท้าหนังสีเงินเงาวับ พร้อมกับสิ่งของต่างๆในยุค 1950s ไม่ว่าจะเป็นพิมพ์ดีด โคมไฟ และอื่นๆที่นำมาย้อมเป็นสีเงินเงาวับเช่นเดียวกัน ทำให้ห้องทั้งห้องเต็มไปด้วยเงาสะท้อนไม่รู้จบของวัตถุสีเงินที่นำมาจัดวางด้วยระยะห่างเท่าๆกันให้เกิดความเป็น Uniform ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ห้องนี้แต่เดิมนั้น Browne ออกแบบให้เป็นงาน installation ให้กับ Le Bon Marche Rive Gauche ที่กรุงปารีสในปี 2015 และครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่นำมาจัดแสดงในเอเชียโดยนำมาตีความใหม่อีกครั้ง ห้องที่ 2 เป็นการเลือกเอาผลงานการออกแบบของ Browne ชิ้นที่โดดเด่นในโลกแฟชั่นทั้งของผู้ชายและผู้หญิงมารวมกันไว้ในตู้กระจกทรงยาวเท่ๆ โดยมีหุ่นมาตั้งราวกับมีนายแบบ นางแบบมายืนนิ่งๆโพสให้ดูบนรันเวย์ และแน่นอนการจัดวางก็เน้นให้มีระยะห่างเท่าๆกันเพื่อแสดงออกซึ่งคอนเส็ปต์ “Modern Uniform” ของงานนี้ แอบกระซิบนิดนึงว่า มู่ลี่สีขาวตรงด้านหน้าก็เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจที่ Browne ชอบหยิบมาใช้จนกลายเป็นซิกเนเจอร์อีกอันของตัวเอง ส่วนห้องที่ 3 นั้น เป็นห้องที่รวบรวมวิดิโอฟุตเทจ Runway Shows ต่างๆที่สร้างชื่อให้กับเขาตั้งแต่ยุคเริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน มาจัดแสดงให้เราได้เห็นภาพรวมของแนวคิดเบื้องหลังการถ่ายทอดผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ และมี “ความทอมบราวน์”มากๆ สิ่งที่เราปลื้มอีกอย่างหนึ่งก็คือของที่ระลึกแจกฟรีของงาน ซึ่งเป็นโปสต์การ์ด 5 แบบที่เขาดีไซน์ขึ้นมาเป็นพิเศษ โดยใช้แรงบันดาลใจจากภาพสเก็ตช์ต่างๆของผลงานของเขา ขอบคุณ 10 Corso Como และ Thom Browne ที่จัดงานพิเศษนี้ขึ้นมา ดีและฟรีอย่างนี้แหละที่เราโปรดปราน เรารู้ว่าคุณก็เหมือนกัน (ใช่มั้ยล่าาาา :-)) #LetsHOParoundSeoul #exhibition #ThomBrowne #TheModernUniform #LetsHOParoundSeoul
- เที่ยววอชิงตัน ดีซี (Washington D.C.) ฤดูใบไม้ผลิ เดินเล่นชมพิพิธภัณฑ์ระดับโลก และสถาปัตยกรรมสุดคลาสสิก
หากนิวยอร์กคือเมืองที่เต็มไปด้วยพลังงานไม่รู้จบ วอชิงตัน ดีซี ก็คงเป็นเมืองที่ค่อย ๆ เผยเสน่ห์ของตัวเองผ่านพิพิธภัณฑ์ สถาปัตยกรรม และพื้นที่สาธารณะที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน แม้หลายคนจะจดจำเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกาผ่านภาพของรัฐสภา ทำเนียบขาว หรือศูนย์กลางการเมืองโลก แต่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิราวเดือนเมษายน เมืองทั้งเมืองกลับเปลี่ยนบรรยากาศไปอย่างสิ้นเชิง ต้นซากุระที่เริ่มผลิบาน สวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยผู้คน และแสงแดดอ่อน ๆ ที่สะท้อนบนอาคารหินสีขาว ทำให้ Washington D.C. กลายเป็นหนึ่งในเมืองที่น่าเดินที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา ทริปนี้เราใช้เวลาสำรวจเมืองผ่านพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรีระดับโลกอย่าง National Gallery of Art, Hirshhorn Museum และ National Portrait Gallery เดินชมสถาปัตยกรรมและอนุสรณ์สถานสำคัญรอบ National Mall ก่อนจะจบวันด้วยการเดินเล่นริมแม่น้ำที่ Georgetown Waterfront และอาหารทะเลจานโปรดจากร้านระดับตำนานอย่าง Old Ebbitt Grill สำหรับคนที่หลงใหลในศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และย่านเมืองที่เดินเล่นได้ทั้งวัน Washington D.C. อาจเป็นจุดหมายที่น่าสนใจกว่าที่หลายคนคิด Did You Know? ทำไมฤดูใบไม้ผลิของ Washington D.C. ถึงดังไปทั่วโลก? ทุกปีช่วงปลายมีนาคมถึงเมษายน กรุงวอชิงตัน ดีซี จะถูกแต่งแต้มด้วยดอกซากุระนับพันต้นรอบ Tidal Basin ซึ่งเป็นของขวัญที่กรุงโตเกียวมอบให้สหรัฐอเมริกาในปี 1912 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างสองประเทศ ปัจจุบันเทศกาล National Cherry Blossom Festival กลายเป็นหนึ่งในงานประจำปีที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และเป็นช่วงเวลาที่เมืองมีบรรยากาศสวยที่สุดช่วงหนึ่งของปี Hirshhorn Museum วันที่เราได้เจองานของ Yayoi Kusama หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของทริปนี้คือการได้ชมผลงานของ Yayoi Kusama ที่ Hirshhorn Museum พิพิธภัณฑ์แห่งนี้โดดเด่นด้วยอาคารคอนกรีตทรงกลมสไตล์ Brutalist ที่แตกต่างจากอาคารคลาสสิกรอบ National Mall อย่างสิ้นเชิง ผลงาน Infinity Room ของ Kusama เป็นประสบการณ์ที่ยากจะอธิบายผ่านภาพถ่าย การได้อยู่ท่ามกลางกระจก แสงไฟ และลวดลายจุดที่ดูไร้จุดสิ้นสุด ทำให้เรารู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่ง นอกจาก Kusama แล้ว Hirshhorn ยังเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่แข็งแรงที่สุดของเมือง Why We Love It เป็นพื้นที่ที่ทำให้ศิลปะร่วมสมัยดูสนุกและเข้าถึงได้ Best For Contemporary Art Lovers • Design Lovers • Museum Hoppers MAP: https://maps.google.com/?q=Hirshhorn+Museum Opening Hours: 10:00–17:30 Admission: ฟรี แต่หากมีนิทรรศการพิเศษต้องเสียค่าใช้จ่าย เช็คผ่านเว็ปไซต์ https://hirshhorn.si.edu/ The White House บ้านที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก แม้จะถูกเห็นผ่านภาพยนตร์ ข่าว และหนังสือมานับไม่ถ้วน แต่การได้เห็น The White House ด้วยตาตัวเองก็ยังเป็นประสบการณ์ที่พิเศษ อาคารสีขาวสไตล์ Neoclassical แห่งนี้เป็นทั้งบ้านพักและสถานที่ทำงานของประธานาธิบดีสหรัฐฯ มานานกว่าสองร้อยปี แม้พื้นที่ส่วนใหญ่จะถูกล้อมรั้วและมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด แต่การเดินชมจาก Lafayette Square ก็ยังช่วยให้สัมผัสบรรยากาศของศูนย์กลางการเมืองโลกได้เป็นอย่างดี Why We Love It แลนด์มาร์กระดับโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ Best For History Lovers • First-time Visitors MAP: https://maps.google.com/?q=The+White+House Opening Hours: เข้าชมภายในได้เฉพาะการจองล่วงหน้า Admission: ฟรี Renwick Gallery แกลเลอรีที่ทำให้เราได้ทิ้งตัวลงนอนมองงานศิลปะ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยและงานคราฟต์ที่อยู่ใกล้เพียงไม่กี่ก้าวจากทำเนียบขาว ที่นี่มักจะมีนิทรรศการหมุนเวียนที่กระตุ้นความรู้สึกเสมอ ตอนที่เราไปโชคดีมาก ๆ ที่ได้ชมงาน Installation Art ชื่อ Earthtime 1.8 Renwick โดยคุณ Janet Echelman เราได้ทิ้งตัวลงนอนดูงานศิลปะชิ้นนี้จากพื้น คือดีมาก ๆ การได้นอนนิ่ง ๆ ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับโครงข่ายตาข่ายที่เปลี่ยนสีและพลิ้วไหวตามจังหวะแสง ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่จัดแสดงศิลปะ แต่เป็นพื้นที่ที่อนุญาตให้เรามีส่วนร่วมและดื่มด่ำกับมันได้อย่างแท้จริง Why We Love It งานศิลปะจัดวาง (Installation Art) ที่สร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้ชมได้อย่างไร้ที่ติ Best For Contemporary Art Lovers • Dreamers • Photographers MAP: https://maps.google.com/?q=Renwick+Gallery Opening Hours: 10:00–17:30 Admission: ฟรี National Portrait Gallery มองประวัติศาสตร์อเมริกาผ่านใบหน้าของผู้คน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้รวบรวมภาพบุคคลสำคัญของอเมริกา ตั้งแต่ประธานาธิบดี ศิลปิน นักธุรกิจ ไปจนถึงบุคคลร่วมสมัย การเดินชมที่นี่เหมือนได้อ่านประวัติศาสตร์อเมริกาผ่านใบหน้า เรื่องราว และบุคลิกของผู้คนแต่ละยุค หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ Presidential Portraits ของ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกคน Why We Love It เป็นวิธีเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่น่าติดตามกว่าที่คิด Best For History Lovers • Art Lovers • Cultural Travelers MAP: https://maps.google.com/?q=National+Portrait+Gallery Opening Hours: 11:30–19:00 Admission: ฟรี Astro Doughnuts & Fried Chicken คอมโบความอร่อยที่คาดไม่ถึงของไก่ทอดและโดนัท ร้านคอมฟอร์ตฟู้ดที่ถ้ามาถึง D.C. แล้วไม่ได้ลองถือว่าพลาดมาก Astro Doughnuts & Fried Chicken จับเอาของคาวอย่างไก่ทอดกรอบ ๆ รสชาติเข้มข้น มาจับคู่กับโดนัทโฮมเมดเนื้อนุ่มฟู เป็นการจับคู่ที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน แต่พอกัดเข้าไปพร้อมกันแล้วกลับลงตัวแบบสุด ๆ เมนูซิกเนเจอร์อย่าง Fried Chicken Sandwich ที่ใช้โดนัทแทนขนมปัง คือความพึงพอใจขั้นสุดที่ยอมแลกกับแคลอรี แนะนำให้เผื่อท้องไว้สำหรับมื้อนี้เลย เพราะเป็นมื้อที่อิ่มและฟินมากจริง ๆ Why We Love It ความกล้าที่จะจับคู่รสชาติหวานและคาวที่ลงตัวจนกลายเป็นมื้อที่กินแล้วมีความสุขที่สุดมื้อหนึ่ง Best For Food Lovers • Comfort Food Seekers • Sweet & Savory Fans MAP: https://maps.google.com/?q=Astro+Doughnuts+and+Fried+Chicken+DC Opening Hours: 08:00–17:30 (เวลาอาจแตกต่างกันในวันหยุด) Average Budget: USD 15–25 ต่อคน Kramers สวรรค์ของคนรักหนังสือในย่าน Dupont Circle หนึ่งในร้านหนังสืออิสระระดับตำนานของ Washington D.C. ที่อยู่คู่ย่าน Dupont Circle มาตั้งแต่ปี 1976 แม้ด้านในจะมีโซนคาเฟ่และบาร์ แต่สิ่งที่เราหลงรักที่สุดคือสเปซของร้านหนังสือที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบคลาสสิก การจัดหมวดหมู่หนังสือที่คัดสรรมาอย่างตั้งใจ ตั้งแต่นิยาย การเมือง ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงหนังสือภาพและนิตยสารนอกกระแส ทำให้เราสามารถเดินลัดเลาะตามชั้นหนังสือไม้ต่าง ๆ ได้เป็นชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเบื่อ เป็นอีกหนึ่งสเปซที่ชวนให้เราปรับจังหวะการเดินให้ช้าลงและหลุดเข้าไปในโลกของตัวอักษร Why We Love It ไวบ์ของร้านหนังสืออิสระที่อบอุ่น และการคัดสรรหนังสือที่น่าสนใจจนอยากเหมากลับบ้าน Best For Bookworms • Slow Travelers • Culture Seekers MAP: https://maps.google.com/?q=Kramers+Bookstore+Washington+DC Opening Hours: 08:00–22:00 Admission: ฟรี Salt & Sundry ร้านไลฟ์สไตล์มัลติแบรนด์ที่สายคราฟต์ต้องตกหลุมรัก หากคุณเป็นคนที่ชอบงานดีไซน์ ของแต่งบ้าน หรือสินค้าคราฟต์ที่มีกิมมิก Salt & Sundry คือพิกัดที่ห้ามพลาดเด็ดขาด ร้านนี้ตั้งอยู่ในย่าน Union Market (และมีอีกสาขาที่ Logan Circle) เขารวบรวมสินค้าไลฟ์สไตล์จากแบรนด์อิสระและช่างฝีมือต่าง ๆ มาจัดวางได้อย่างมีเทสต์สุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเซรามิกทำมือ เทียนหอมแพ็กเกจสวย อุปกรณ์ทำค็อกเทล ไปจนถึงของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่เหมาะจะซื้อกลับไปเป็นของฝาก แค่ได้เดินดูการจัดวางดิสเพลย์ในร้านก็รู้สึกว่าได้รับอินสไปร์ดี ๆ กลับไปเพียบแล้ว Why We Love It การคัดสรรสินค้า (Curation) ที่มีเทสต์ สะท้อนไลฟ์สไตล์ที่ละเมียดละไม และสเปซร้านที่จัดดิสเพลย์ได้สวยมาก Best For Design Lovers • Lifestyle Enthusiasts • Souvenir Hunters MAP: https://maps.google.com/?q=Salt+and+Sundry+Washington+DC Opening Hours: 11:00–19:00 Admission: ฟรี Washington Metro Stations (WMATA Vaults) มหาวิหารใต้ดินสไตล์ Brutalism ที่งดงามระดับรางวัลทางสถาปัตยกรรม ถ้าคิดว่าระบบรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นเพียงแค่ยานพาหนะสำหรับการเดินทาง กรุงวอชิงตัน ดีซี จะทำให้คุณต้องเปลี่ยนความคิดทันที เพราะระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน Washington Metro (หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า Metro) ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าระบบขนส่งมวลชน แต่เป็นผลงานสถาปัตยกรรมระดับอนุสรณ์สถานใต้ผืนดินที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของเมืองหลวงได้อย่างน่าทึ่ง ความโดดเด่นสะดุดตาที่สุดคือดีไซน์เพดานคอนกรีตหล่อซุ้มโค้งแบบหลุมสี่เหลี่ยมซ้อนกัน (Coffered Vaults) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมสไตล์ Brutalism ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังชาวอเมริกัน Harry Weese โดยเขาตั้งใจออกแบบให้สถานีใต้ดินมีสเกลที่โถงสูง โปร่ง โล่ง เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารรู้สึกอึดอัด พร้อมทั้งใช้การซ่อนไฟด้านข้าง (Indirect Lighting) เพื่อส่องสว่างขึ้นไปยังเพดานคอนกรีต สร้างเงาตกกระทบและมิติทางสถาปัตยกรรมที่ดูโมเดิร์น ล้ำยุค และให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในวิหารโบราณในเวอร์ชันอนาคต สถิติและเรื่องราวน่าสนใจที่คุณอาจยังไม่รู้: เปิดให้บริการครั้งแรก: ปี 1976 (เริ่มสร้างในปี 1969) เพื่อเตรียมพร้อมรับงานเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีการก่อตั้งสหรัฐอเมริกา (US Bicentennial) รางวัลการันตี: ในปี 2014 สถาบันสถาปนิกอเมริกัน (AIA) ได้มอบรางวัล Twenty-five Year Award ให้แก่ระบบรถไฟฟ้า Washington Metro ในฐานะสถาปัตยกรรมทรงคุณค่าที่ก้าวข้ามผ่านกาลเวลาได้อย่างงดงาม บันไดเลื่อนที่ยาวที่สุด: สถานี Wheaton บนสาย Red Line มีบันไดเลื่อนเดี่ยวแบบไม่พักที่ยาวที่สุดในซีกโลกตะวันตก ด้วยความยาวถึง 230 ฟุต (ประมาณ 70 เมตร) ใช้เวลาขึ้นลงเกือบ 3 นาทีเต็ม ไร้เสากลาง: โครงสร้างอุโมงค์ส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้ไม่มีเสาค้ำยันกลางชานชาลา เพื่อเปิดสเปซให้เห็นความสมมาตรและความกว้างขวางของสถานีได้อย่างเต็มสายตา การได้ยืนมองขบวนรถไฟที่เคลื่อนผ่านพร้อมแสงไฟที่กระทบลงบนโถงคอนกรีตทรงรังผึ้ง เป็นหนึ่งในมุมถ่ายรูปสตรีทและสถาปัตยกรรมที่เท่และมีพลังที่สุดมุมหนึ่งในวอชิงตัน ดีซี ที่สายดีไซน์ไม่ควรพลาดแวะถ่ายรูปเช็กอินเลยครับ Why We Love It สถาปัตยกรรม Brutalism ที่เรียบเท่ ทรงพลัง และมีจังหวะสมมาตรที่ถ่ายรูปออกมาแล้วดูเป็นสไตล์ไซไฟสุดๆ Best For Architecture Lovers • Photographers • Design Enthusiasts • Transit Geeks MAP: https://maps.google.com/?q=Metro+Center+Station+Washington+DC Opening Hours: 05:00–00:00 (จันทร์–พฤหัสบดี) / 05:00–01:00 (ศุกร์) / 07:00–01:00 (เสาร์) / 07:00–00:00 (อาทิตย์) Admission: ค่าโดยสารคิดตามระยะทาง (เริ่มต้นประมาณ USD 2.25–6.00) Georgetown ย่านที่เราอยากกลับมาเดินเล่นอีกครั้ง Georgetown เป็นย่านที่ทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งของ Washington D.C. ที่แตกต่างจากอาคารราชการและพิพิธภัณฑ์ ถนนสายเล็ก อาคารอิฐเก่า คาเฟ่ ร้านหนังสือ และแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่คัดสรรมาอย่างดี สร้างบรรยากาศคล้ายเมืองมหาวิทยาลัยมากกว่าเมืองหลวงทางการเมือง เราใช้เวลาเดินเล่น แวะ Aesop Georgetown, COS และร้านรวงต่าง ๆ โดยแทบไม่รีบร้อน Why We Love It เป็นย่านที่มีบุคลิกชัดเจนและเดินเล่นเพลินที่สุดในเมือง Best For Design Lovers • Slow Travelers • Lifestyle Enthusiasts MAP: https://maps.google.com/?q=Georgetown+Washington+DC Opening Hours: เปิดตลอดวัน Admission: ฟรี Georgetown Waterfront ช่วงเวลาที่เราชอบที่สุดของทั้งทริป แม้จะได้เห็นพิพิธภัณฑ์ระดับโลกและแลนด์มาร์กสำคัญมากมาย แต่ภาพที่ยังติดอยู่ในความทรงจำคือช่วงพระอาทิตย์ตกที่ Georgetown Waterfront ริมแม่น้ำ Potomac เต็มไปด้วยผู้คนที่ออกมาเดินเล่น วิ่ง หรือเพียงแค่นั่งมองน้ำไหลผ่าน ช่วง Golden Hour เป็นเวลาที่สวยที่สุด แสงสีทองสะท้อนบนผิวน้ำและตัวเมืองอย่างงดงาม Why We Love It หนึ่งในจุดชมพระอาทิตย์ตกที่ดีที่สุดใน Washington D.C. Best For Sunset Seekers • Photographers • Slow Travelers MAP: https://maps.google.com/?q=Georgetown+Waterfront+Park Opening Hours: เปิดตลอดวัน Admission: ฟรี Best Time to Visit: 1 ชั่วโมงก่อนพระอาทิตย์ตก จุดถ่ายรูปดอกซากุระสายพันธุ์คันซาน (Kwanzan Cherry Blossoms) ทะเลสีชมพูที่ฟูฟ่องริมสถาปัตยกรรมคลาสสิก สำหรับใครที่พลาดช่วงซากุระพันธุ์ Yoshino รอบ Tidal Basin ในช่วงต้นเดือนเมษายน ข่าวดีคือกรุงวอชิงตัน ดีซี ยังมีความสวยงามช่วงกลางถึงปลายเดือนเมษายนรออยู่ โดยจุดถ่ายรูปมุมสวยที่อยากแนะนำจะอยู่บริเวณฝั่งซ้ายมือมุมถนนของ Smithsonian National Museum of American History ตรงนี้จะเต็มไปด้วยดอกซากุระสายพันธุ์คันซาน (Kwanzan) ที่มีกลีบดอกซ้อนกันหนาฟูราวกับขนมสายไหมสีชมพูเข้ม การได้ถ่ายรูปซุ้มดอกไม้สีชมพูจัดจ้านโดยมีฉากหลังเป็นตึกพิพิธภัณฑ์ เป็นอีกหนึ่งมุมถ่ายรูปที่สวยป๊อปและเดินเข้าถึงได้ง่ายมากระหว่างการเดินฮอปปิ้งบน National Mall Why We Love It ดอกซากุระสีชมพูเข้มที่บานฟูฟ่อง ตัดกับความคลาสสิกของอาคารพิพิธภัณฑ์ได้อย่างลงตัว Best For Photographers • Nature Lovers • Museum Hoppers MAP: https://maps.google.com/?q=Smithsonian+National+Museum+of+American+History Opening Hours: ถ่ายรูปบริเวณด้านนอกได้ตลอดวัน Admission: ฟรี National Museum of the American Indian สถาปัตยกรรมที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านเส้นโค้งแห่งธรรมชาติ ท่ามกลางอาคารหินอ่อนสีขาวทรงเรขาคณิตที่เรียงรายอยู่รอบ National Mall พิพิธภัณฑ์แห่งนี้กลับดึงดูดสายตาด้วยรูปทรงโค้งมนไร้เหลี่ยมมุมและพื้นผิวหินปูนสีทองที่ดูราวกับถูกกัดเซาะด้วยกระแสลมและสายน้ำ อาคารแห่งนี้ออกแบบมาเพื่อเชิดชูวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองอเมริกัน ภายในนำเสนอเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และศิลปะที่ผูกพันกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง และสิ่งที่ไม่อยากให้พลาดเลยคือ Mitsitam Cafe ฟู้ดคอร์ตของพิพิธภัณฑ์ที่เสิร์ฟอาหารพื้นเมืองจากหลากหลายภูมิภาค ซึ่งเปิดประสบการณ์การชิมอาหารของเราในทริปนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม Why We Love It สถาปัตยกรรมที่สวยงามแปลกตา และการเล่าเรื่องที่ทำให้เราใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น Best For Culture Seekers • Architecture Lovers • Foodies MAP: https://maps.google.com/?q=National+Museum+of+the+American+Indian Opening Hours: 10:00–17:30 Admission: ฟรี Smithsonian Castle and Enid A. Haupt Garden ปราสาทอิฐแดงที่เป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ Smithsonian Institution Building หรือที่ทุกคนเรียกกันติดปากว่า "The Castle" คืออาคารอิฐสีแดงสไตล์นอร์แมนที่ดูราวกับหลุดออกมาจากยุคกลาง และเป็นจุดเริ่มต้นของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้ด้านในจะเป็นศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว แต่ไฮไลต์ที่แท้จริงคือ Enid A. Haupt Garden สวนสวยที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง สวนแห่งนี้ถูกจัดแต่งอย่างพิถีพิถันและเปลี่ยนไปตามฤดูกาล การได้มานั่งพักรับแดดอ่อน ๆ ท่ามกลางดอกไม้และฉากหลังที่เป็นปราสาทอิฐแดง เป็นช่วงเวลาแห่งการทิ้งตัวที่ผ่อนคลายที่สุดบน National Mall Why We Love It โอเอซิสใจกลางเมืองที่เงียบสงบและถ่ายรูปมุมไหนก็คลาสสิก Best For Photographers • Slow Travelers • Garden Enthusiasts MAP: https://maps.google.com/?q=Smithsonian+Castle Opening Hours: 08:30–17:30 Admission: ฟรี Chinatown (Washington D.C.) ซุ้มประตูมังกรและสีสันยามค่ำคืน แม้ Chinatown ของกรุงวอชิงตัน ดีซี อาจไม่ได้มีขนาดใหญ่โตเท่าที่นิวยอร์กหรือซานฟรานซิสโก แต่เมื่อเดินมาถึงจุดตัดของถนน 7th และ H Street คุณจะถูกต้อนรับด้วย Friendship Archway ซุ้มประตูมังกรสไตล์จีนดั้งเดิมที่ประดับประดาอย่างวิจิตร ย่านนี้เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความเป็นสากลของเมืองหลวงและกลิ่นอายวัฒนธรรมเอเชีย เสน่ห์อีกอย่างคือป้ายร้านค้าแฟรนไชส์ระดับโลกในย่านนี้ที่ต้องเขียนด้วยตัวอักษรจีนเพื่อรักษาเอกลักษณ์ไว้ ยามค่ำคืนที่นี่จะคึกคักเป็นพิเศษ และเป็นแหล่งฝากท้องชั้นดีหลังจากการเดินมิวเซียมมาทั้งวัน Why We Love It บรรยากาศที่คึกคัก สีสันยามค่ำคืน และสตรีทฟู้ดที่ช่วยเติมพลัง Best For Food Lovers • Night Owls • City Explorers MAP: https://maps.google.com/?q=Chinatown+Washington+DC Opening Hours: เปิดตลอดวัน Admission: ฟรี William Jefferson Clinton Building สถาปัตยกรรมสไตล์ Neoclassical ที่เต็มไปด้วยความสง่างาม ระหว่างการเดินสำรวจเมือง อาคารหลายแห่งอาจทำให้คุณต้องหยุดมอง และ William Jefferson Clinton Building (ซึ่งเป็นที่ทำการของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม หรือ EPA) ก็เป็นหนึ่งในนั้น อาคารนี้เป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมคลาสสิกในยุคการพัฒนาเมือง (Federal Triangle) ที่เน้นความโอ่อ่าของเสาหินและทางเดินซุ้มโค้ง แม้ที่นี่จะไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวหลักที่เปิดให้เข้าชมด้านในแบบพิพิธภัณฑ์ แต่การเดินลัดเลาะผ่านแนวเสาหินและโครงสร้างที่สมมาตร ก็ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความหนักแน่นและขลังของเมืองหลวงแห่งนี้ Why We Love It ดีเทลสถาปัตยกรรมที่ถ่ายทอดความขลังและสมมาตรอันสมบูรณ์แบบ Best For Architecture Enthusiasts • Street Photographers • City Walkers MAP: https://maps.google.com/?q=William+Jefferson+Clinton+Federal+Building Opening Hours: ถ่ายรูปด้านนอกได้ตลอดวัน Admission: ฟรี (ไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมภายใน) Old Ebbitt Grill ร้านเดียวที่เรายังนึกถึงหลังจบทริป Old Ebbitt Grill คือร้านอาหารระดับตำนานที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1856 และเป็นหนึ่งในร้านที่เก่าแก่ที่สุดของ Washington D.C. ภายในยังคงบรรยากาศคลาสสิกแบบอเมริกันเอาไว้อย่างสมบูรณ์ ทั้งผนังไม้สีเข้ม โคมไฟทองเหลือง และภาพถ่ายเก่าที่แขวนอยู่ทั่วร้าน แม้ Oyster Bar จะขึ้นชื่อมาก แต่เมนูที่เรายังนึกถึงจนถึงวันนี้คือ Crab Cake เนื้อปูแน่น รสชาติดี และเรียบง่ายอย่างที่อาหารทะเลดี ๆ ควรเป็น หากมีเวลาเพียงหนึ่งมื้อในเมืองนี้ ร้านนี้คือร้านที่เราอยากกลับไปซ้ำมากที่สุด Why We Love It Crab Cake ที่ยังนึกถึงหลังจบทริป และบรรยากาศคลาสสิกที่หาได้ยาก Best For Food Lovers • Seafood Enthusiasts • First-time Visitors MAP: https://maps.google.com/?q=Old+Ebbitt+Grill Opening Hours: 08:00–02:00 Average Budget: USD 25–60 ต่อคน Don't Miss: Crab Cake • Oyster Bar • Clam Chowder • Key Lime Pie National Museum of African American History and Culture สถาปัตยกรรมสีบรอนซ์ที่เล่าเรื่องราวการต่อสู้และความหวัง พิพิธภัณฑ์น้องใหม่บน National Mall ที่โดดเด่นสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น ด้วยดีไซน์ตึกสีบรอนซ์ลวดลายตะแกรง (Corona) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากงานเหล็กฝีมือชาวแอฟริกันอเมริกัน ภายในถูกออกแบบให้ผู้ชมเริ่มเดินจากชั้นใต้ดินที่มืดและอึดอัด ซึ่งเล่าเรื่องราวในยุคค้าทาส ก่อนจะค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นสู่แสงสว่างที่เล่าถึงความสำเร็จในด้านดนตรี กีฬา และศิลปะ การร้อยเรียงประวัติศาสตร์ของที่นี่ทรงพลังและลึกซึ้งมาก เป็นอีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ที่เดินแล้วได้ทั้งความรู้และแรงบันดาลใจ Why We Love It การเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ผ่านการเดินขึ้นสู่แสงสว่างที่ทรงพลังและสะเทือนอารมณ์ Best For History Buffs • Culture Seekers • Architecture Lovers MAP: https://maps.google.com/?q=National+Museum+of+African+American+History+and+Culture Opening Hours: 10:00–17:30 Admission: ฟรี (ต้องจอง Timed-entry Pass ล่วงหน้า) Washington Monument สัญลักษณ์แห่งเมืองหลวงที่มองเห็นได้แทบทุกมุม หากมีแลนด์มาร์กเพียงแห่งเดียวที่อธิบายภาพจำของ Washington D.C. ได้ชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้น Washington Monument เสาโอเบลิสก์หินอ่อนสีขาวขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านกลาง National Mall สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงประธานาธิบดีคนแรก George Washington สิ่งที่น่าสนใจคือความแตกต่างของสีหินอ่อนระหว่างช่วงล่างและช่วงบน ที่เกิดจากการหยุดพักก่อสร้างจากปัญหางบประมาณและสงครามกลางเมือง สำหรับเราที่นี่เป็นเหมือนเข็มทิศของเมือง ไม่ว่าจะเดินหลงไปมุมไหน แค่มองหาเสานี้ก็รู้ได้ทันทีว่าเราอยู่ตรงไหน Why We Love It เป็นจุดศูนย์กลางที่ช่วยให้เข้าใจผังเมือง และเป็นเข็มทิศนำทางที่ดีที่สุด Best For History Lovers • First-time Visitors • Photography Enthusiasts MAP: https://maps.google.com/?q=Washington+Monument Opening Hours: 09:00–17:00 Admission: ฟรี (การขึ้นชมด้านบนต้องจองล่วงหน้า) Lincoln Memorial Reflecting Pool ผืนน้ำที่สะท้อนประวัติศาสตร์ของอเมริกา สระน้ำสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ที่ทอดตัวอยู่ระหว่าง Washington Monument และ Lincoln Memorial ไม่ใช่แค่สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ แต่เป็นเสมือนผืนผ้าใบที่สะท้อนภาพแลนด์มาร์กสำคัญของอเมริกาเอาไว้ราวกับภาพวาด ที่นี่เคยเป็นฉากหลังของเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย รวมถึงเป็นโลเคชันในภาพยนตร์ดังอย่าง Forrest Gump การได้มานั่งริมสระในช่วงเช้าตรู่ที่ผิวน้ำนิ่งสนิท หรือช่วงพระอาทิตย์ตกที่แสงสีทองพาดผ่านผิวน้ำ เป็นความเงียบสงบที่ชวนให้เราตกตะกอนความคิดได้ดีจริง ๆ Why We Love It จุดถ่ายรูปเงาสะท้อนน้ำ (Reflection) ที่คลาสสิกและสวยงามที่สุดในเมือง Best For Photographers • Sunset Seekers • Slow Travelers MAP: https://maps.google.com/?q=Lincoln+Memorial+Reflecting+Pool Opening Hours: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง Admission: ฟรี Lincoln Memorial อนุสรณ์สถานที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา หนึ่งในสถานที่ที่ทำให้เราเข้าใจว่าทำไม Washington D.C. ถึงเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ทางอุดมคติ อาคารสไตล์วิหารกรีกโบราณแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง Abraham Lincoln ภายในคือรูปปั้นขนาดใหญ่ของอดีตประธานาธิบดีที่นั่งสงบนิ่ง มองออกไปยัง Reflecting Pool อย่างเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ นอกเหนือจากสถาปัตยกรรมที่วิจิตรบรรจงแล้ว จุดที่ยืนอยู่ตรงขั้นบันไดนี้ยังเป็นที่เดียวกับที่ Martin Luther King Jr. กล่าวสุนทรพจน์ "I Have a Dream" อันเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์โลก มันคือสเปซที่แฝงพลังงานความยิ่งใหญ่เอาไว้ในทุกย่างก้าว Why We Love It เป็นสถานที่ที่รวมสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และอุดมคติของประเทศไว้ในพื้นที่เดียว Best For History Lovers • Architecture Lovers • First-time Visitors MAP: https://maps.google.com/?q=Lincoln+Memorial Opening Hours: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง Admission: ฟรี World War II Memorial อนุสรณ์สถานที่เล่าเรื่องสงครามผ่านภูมิทัศน์อย่างงดงาม ระหว่าง Washington Monument และ Lincoln Memorial มีอนุสรณ์สถานแห่งหนึ่งที่สร้างความประทับใจให้เราเกินคาด World War II Memorial สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงชาวอเมริกันหลายล้านคนที่มีส่วนร่วมในสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งในฐานะทหารและพลเรือน องค์ประกอบเด่นของพื้นที่คือสระน้ำขนาดใหญ่ เสาหิน 56 ต้นซึ่งเป็นตัวแทนของแต่ละรัฐและดินแดนของสหรัฐฯ และ Freedom Wall ที่ประดับดาวสีทองกว่า 4,000 ดวง แม้จะเป็นสถานที่ที่บอกเล่าเรื่องราวของสงคราม แต่บรรยากาศกลับสงบและชวนให้ใช้เวลาอยู่กับความทรงจำมากกว่าการแสดงความยิ่งใหญ่ Why We Love It เป็นตัวอย่างของการใช้สถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ในการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ Best For History Lovers • Architecture Enthusiasts • Photographers MAP: https://maps.google.com/?q=World+War+II+Memorial Opening Hours: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง Admission: ฟรี #HoparoundTip for a Perfect Washington DC Journey วอชิงตัน ดีซี เป็นเมืองที่ต้องใช้เวลาค่อย ๆ เดินซึมซับ ความสวยงามของที่นี่ไม่ได้มีแค่สถาปัตยกรรมชิ้นเอก หรือพิพิธภัณฑ์ระดับโลก แต่ยังซ่อนอยู่ในวิถีชีวิตของชาว Washingtonian ทริปนี้จะสมบูรณ์ที่สุดเมื่อเราบาลานซ์ระหว่างการเก็บแลนด์มาร์กสำคัญระดับประเทศ และการปล่อยจอยในสเปซดีไซน์สวย แวะจิบกาแฟสเปเชียลตี้ แล้วซึมซับบรรยากาศของเมืองในจังหวะที่ช้าลง Hoparound’s 5 Golden Rules for Washington DC เพื่อให้การมาเยือนเมืองหลวงแห่งนี้สมบูรณ์แบบและได้ไวบ์แบบครบทุกมิติ นี่คือ 5 กฎเหล็กสไตล์ Hoparound ที่เราอยากแนะนำครับ 1. Plan for Slow Travel (เผื่อเวลาให้การเดินหลงทาง) แม้แลนด์มาร์กสำคัญรอบ National Mall จะดูเหมือนอยู่ใกล้กันในแผนที่ แต่สเกลของเมืองนี้ใหญ่กว่าที่ตาเห็นมาก อย่าอัดตารางพิพิธภัณฑ์จนแน่นเกินไป เผื่อเวลาให้ตัวเองได้เดินทอดน่องช้า ๆ แวะพักตามสวนสาธารณะ หรือหยุดมองดีเทลสถาปัตยกรรมของอาคารที่ไม่ได้อยู่ในแพลนบ้าง 2. Book Ahead (จองล่วงหน้าคือหัวใจสำคัญ) แม้พิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ของ Smithsonian จะเข้าชมฟรี แต่สถานที่ฮิต ๆ อย่าง Washington Monument, National Museum of African American History and Culture หรือนิทรรศการพิเศษ มักจะต้องใช้ Timed-entry Pass ซึ่งควรจองล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์เพื่อการันตีว่าจะไม่พลาดสเปซสำคัญ 3. Curate Your Museum Hopping (เสพศิลปะแบบไม่ต้องรีบ) การเดินมิวเซียมแบบทำเวลาอาจทำให้เกิดอาการ Museum Fatigue ได้ง่าย ๆ กฎของเราคือ เลือกมิวเซียมหรือแกลเลอรีที่อยากไปจริง ๆ วันละ 1-2 แห่งเท่านั้น เพื่อให้มีเวลาโฟกัสกับงานศิลปะ ดื่มด่ำกับสเปซ และอินกับเรื่องราวที่จัดแสดงได้อย่างเต็มที่ 4. Live like a Washingtonian (บาลานซ์ความยิ่งใหญ่ด้วยไวบ์โลคอล) หลังจากใช้เวลาครึ่งวันไปกับความโอ่อ่าของอาคารราชการ ลองตัดสลับไปลัดเลาะตามย่านไลฟ์สไตล์อย่าง Georgetown, Dupont Circle หรือ 14th Street Corridor หาร้านหนังสืออิสระ แวะคาเฟ่สเปเชียลตี้ และกินมื้ออร่อยแบบที่ชาว Washingtonians เขาทำกัน 5. Chase the Golden Hour (แสงเย็นคือโมเมนต์ที่พลาดไม่ได้) สภาพแสงของเมืองนี้มีผลกับมู้ดภาพมาก ๆ แนะนำให้จัดตารางช่วงบ่ายแก่ ๆ ไปจนถึงพระอาทิตย์ตก ให้อยู่ใกล้กับจุดที่มีน้ำ เช่น Lincoln Memorial Reflecting Pool หรือ Georgetown Waterfront แสงสีทองที่กระทบสถาปัตยกรรมหินอ่อนและผิวน้ำ คือช่วงเวลาที่เมืองนี้โรแมนติกที่สุดครับ
- F.V (Fruit & Vegetable) รีวิวร้านคาเฟ่ F.V Songwat เอฟวี ทรงวาด รวมคาเฟ่ย่านทรงวาด
#Hopvorite : เอฟวี F.V ถนนทรงวาด บนถนนเก่าแก่คู่ขนานกับถนนเยาวราชเส้นนี้ มีร้านอาหารสุดแนวคอนเส็ปต์แน่นตั้งอยู่บนเลขที่ 827 ชื่อว่า เอฟวี — F.V (ย่อมาจาก Fruit & Vegetable) อย่าให้การตกแต่งร้านที่สวยแหวกแนวนี้หลอกเพื่อนๆชาว #hopsters ว่าที่นี่เป็นแค่ร้านอาหารสุขภาพเก๋ๆตามสมัยนิยมที่พบได้ทั่วไป เพราะเบื้องหลังของความสวยอาร์ทเบื้องหน้า คือความจริงจังที่เจาะลึกลงไปถึงรากเหง้าของวิถีท้องถิ่นไทยที่กำลังจะสูญหายไป กว่าจะได้มาซึ่งแต่ละเมนูไม่ว่าจะเป็น ชาไมยราบ เมี่ยงคำ ยำมะม่วงแบบโบราณทานคู่กับใบชะพลู ข้าวเกรียบถั่วดำคู่กับน้ำพริกผัด รวมไปถึงเครื่องดื่ม ขนม และของทานเล่นอีกหลายรายการ ทางร้านได้ส่งทีมไปลงพื้นที่ศึกษา เก็บตัวอย่าง และทดลองในห้องแล็ปกับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ โดยคัดเอาแต่ผลผลิตทางการเกษตรที่ดีงามแต่ที่ไม่เป็นที่นิยมมานำเสนอใหม่ ผ่านมุมมองของนักคิดที่มีใจรักในผืนแผ่นดินไทย หลังจากที่เขาได้ทำงานในอเมริกาและมีธุรกิจสตูดิโอผลิตผลงานเชิงสร้างสรรค์ในอังกฤษมากว่า 30 ปี F.V จึงไม่ใช่ร้านอาหารเก๋ๆธรรมดา แต่ที่นี่เป็นแหล่งรวมความภักดีในวิถีพื้นบ้านและเรื่องราวอันน่ามหัศจรรย์มากมายที่อยู่ในของตกแต่งทุกชิ้น อาหารทุกคำ แม้แต่เรือนไม้สไตล์อีสานอายุกว่า 60 ปีที่อยู่กลางร้าน ไปจนถึงป้ายชื่อร้านที่แกะจากไม้สักโดยช่างฝีมือเก่าแก่ในชุมชนที่ใช้เวลาทำกว่า 3 เดือน.หากเพื่อนๆกำลังรู้สึกว่าของไทย “เจ๋ง” สู้ของนอกไม่ได้ ให้มาซึมซับพลังงานที่นี่ และบางทีเพื่อนๆอาจจะพบว่าการที่ต้นไม้ของเราจะเติบโตได้อย่างสง่างาม เราต้องมีรากที่แข็งแรงเสียก่อน และ F.V ก็คือหนึ่งในผู้บำรุงรากที่เพื่อให้ประเทศไทยเติบใหญ่ไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน. เปิด จันทร์-อาทิตย์เวลา 10.00 – 19.00 น. ที่อยู่ https://goo.gl/maps/NCEzpfWmxKo6NeDH9 #LetsHoapround #FVBKK #CafehoppingBkk #BkkCafeHopping #BkkCafe #คาเฟ่สุขภาพ #คาเฟ่ผลไม้ #อาหารเพื่อสุขภาพ
- Officine Universelle Buly 1803 จากร้านเครื่องหอม-เครื่องประทินผิวในตำนานแห่งปารีสสู่สาขาแรกในไทย
Officine Universelle Buly 1803 ร้านเครื่องหอม-เครื่องประทินผิวในตำนานแห่งปารีส ในโลกของความงามและน้ำหอม มีแบรนด์อยู่ไม่มากนักที่สามารถทำให้การซื้อสบู่ หวี น้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิว กลายเป็นประสบการณ์ที่ชวนให้นึกถึงการเดินทางข้ามเวลากลับไปยังกรุงปารีสเมื่อสองร้อยปีก่อนได้ และ Officine Universelle Buly 1803 คือหนึ่งในนั้น สิ่งที่ทำให้ Buly แตกต่างจากแบรนด์ความงามทั่วไป ไม่ได้อยู่ที่ตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่คือเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และโลกทั้งใบที่แบรนด์สร้างขึ้นมา ตั้งแต่งานออกแบบร้าน ชั้นวางไม้โบราณ ตัวอักษรคัลลิกราฟี ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นที่ให้ความรู้สึกราวกับหลุดเข้าไปในร้านขายยาและร้านปรุงน้ำหอมชั้นดีแห่งปารีสในศตวรรษที่ 19 จุดเริ่มต้นของตำนานในปี 1803 เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1803 (สมัย ร.1 เลยนะ) เมื่อ Jean-Vincent Bully นักปรุงน้ำหอม นักกลั่น และผู้ผลิตเครื่องประทินผิวชาวฝรั่งเศส เปิดร้านของตนเองบนถนน Rue Saint-Honoré ใจกลางกรุงปารีส จนกลายเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการด้านความงามที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในยุคนั้น ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เป็นยุคที่แนวคิดเรื่องสุขอนามัยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในเวลานั้นผู้คนยังไม่ค่อยนิยมอาบน้ำเหมือนในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายจึงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ประเภท Vinegar Toiletries หรือน้ำส้มสายชูสำหรับความงาม ซึ่งถูกใช้ทั้งในการทำความสะอาดผิว สูดดม เพิ่มความสดชื่น หรือแม้แต่เติมลงในอ่างอาบน้ำ ผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อให้กับ Jean-Vincent Bully คือ Vinaigre des 4 Voleurs หรือ "น้ำส้มสายชูแห่งโจรทั้ง 4" สูตรที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำรับโบราณซึ่งเชื่อว่าช่วยป้องกันโรคระบาด พร้อมกลิ่นหอมจากดอกไม้ สมุนไพร และเครื่องเทศ จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมของชาวปารีสในยุคนั้น ชื่อเสียงของ Bully แพร่กระจายไปทั่วฝรั่งเศสและยุโรปอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นบุคคลที่ได้รับการกล่าวถึงในวงการความงาม และยังเป็นแรงบันดาลใจให้ Honoré de Balzac นำบุคลิกและเรื่องราวของเขาไปสร้างเป็นตัวละคร César Birotteau ในนวนิยายคลาสสิกของฝรั่งเศสอีกด้วย จากความรุ่งโรจน์สู่การหายไปจากประวัติศาสตร์ แม้จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ แต่เรื่องราวของ Jean-Vincent Bully กลับไม่ได้จบลงอย่างสวยงาม ธุรกิจของเขาค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา ชื่อของ Bully ที่เคยโด่งดังไปทั่วปารีส กลายเป็นเพียงบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ และดูเหมือนว่าตำนานนี้จะสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่กว่าสองศตวรรษต่อมา เรื่องราวกลับพลิกผันอีกครั้ง การชุบชีวิต Buly ในศตวรรษที่ 21 ในปี 2014 Ramdane Touhami และ Victoire de Taillac คู่สามีภรรยาชาวฝรั่งเศสผู้หลงใหลในประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศาสตร์แห่งความงาม ได้ตัดสินใจนำชื่อของ Jean-Vincent Bully กลับมาปลุกชีวิตใหม่ภายใต้ชื่อ Officine Universelle Buly 1803 สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งคู่ไม่ได้เพียงนำชื่อแบรนด์เก่ากลับมาใช้ แต่เลือกศึกษาประวัติศาสตร์ของ Bully อย่างลึกซึ้ง ค้นคว้าตำรับโบราณ เอกสารเก่า สูตรความงามในศตวรรษที่ 19 รวมถึงปรัชญาเรื่องการดูแลตนเองในอดีต ก่อนจะตีความทั้งหมดใหม่ให้เข้ากับโลกปัจจุบัน ผลลัพธ์ที่ได้คือแบรนด์ที่ดูเหมือนเดินทางมาจากอดีต แต่กลับร่วมสมัยอย่างน่าประหลาด ตั้งแต่ Eau Triple น้ำหอมสูตรไร้แอลกอฮอล์อันเป็นเอกลักษณ์ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว น้ำมันบำรุงผิว สบู่ หวี แปรง ไปจนถึงบริการคัลลิกราฟีและการสลักชื่อเฉพาะบุคคล ทุกองค์ประกอบของ Buly ถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงโลกของอดีตเข้ากับปัจจุบันอย่างงดงาม ความสำเร็จดังกล่าวทำให้ Buly เติบโตอย่างรวดเร็ว และในปี 2021 แบรนด์ได้เข้าร่วมอาณาจักร LVMH กลุ่มลักชัวรีที่ใหญ่ที่สุดของโลก พร้อมขยายสาขาไปยังเมืองสำคัญหลายแห่งทั่วโลก ร้าน Buly ที่เราประทับใจจากทั่วโลก ก่อนที่ Buly จะมาถึงประเทศไทย เรามีโอกาสได้แวะเวียนไปเยือนหลายสาขาในหลายประเทศ หนึ่งในร้านที่ชอบมากที่สุดคือสาขา Kyoto BAL ในเกียวโต ซึ่งบรรยากาศเรียบง่าย สงบ และเข้ากับเสน่ห์ของเมืองเก่าอย่างเกียวโตได้ลงตัวสุดๆ ในโตเกียว สาขา Shibuya PARCO สะท้อนด้านร่วมสมัยของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน มีลูกเล่นการออกแบบที่ท้าทายระบบมาก เราว่าร้าน Buly สาขานี้มีสเน่ห์สุดๆ ขี้เล่นเหมือนห้าง Shibuya PARCO มากๆ เหมาะกับย่านที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมและความสร้างสรรค์ ส่วนสาขาที่สร้างความประทับใจมากเป็นพิเศษคือ Kobe ซึ่งมีคาเฟ่อยู่ภายในพื้นที่ของร้าน ทำให้การแวะ Buly ไม่ได้จบลงแค่การเลือกซื้อสินค้า แต่กลายเป็นการใช้เวลาอยู่กับแบรนด์อย่างแท้จริง ขณะที่สาขาในย่าน Central, Hong Kong กลับมีเสน่ห์ในแบบ Street Store ที่แตกต่างออกไป ให้ความรู้สึกเหมือนร้านขายยาฝรั่งเศสโบราณที่ย้ายมาตั้งอยู่ท่ามกลางย่านธุรกิจเก่าแก่ของฮ่องกง Officine Universelle Buly 1803 สาขาแรกในประเทศไทย และในที่สุด Officine Universelle Buly 1803 ก็เดินทางมาถึงประเทศไทยอย่างเป็นทางการกับ สาขาแรกและสาขาเดียวในประเทศไทยที่ Central Chidlom พื้นที่ของร้านยังคงถ่ายทอด DNA ของแบรนด์ไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นงานตกแต่งสไตล์ฝรั่งเศส บรรจุภัณฑ์อันเป็นเอกลักษณ์ บริการ Personalisation และคอลเลกชันผลิตภัณฑ์ยอดนิยมจากปารีส สำหรับคนที่เคยรู้จักแบรนด์จากเกียวโต โตเกียว โกเบ ปารีส หรือฮ่องกง สาขาชิดลมคือโอกาสที่ใกล้ที่สุดในการกลับไปสัมผัสโลกของ Buly อีกครั้ง และสำหรับคนที่ยังไม่เคยรู้จัก Officine Universelle Buly 1803 มาก่อน นี่อาจเป็นหนึ่งในร้านที่ทำให้เข้าใจว่า บางครั้งแบรนด์ความงามไม่ได้ขายเพียงน้ำหอมหรือสกินแคร์ แต่กำลังเล่าเรื่องราวที่เริ่มต้นขึ้นในกรุงปารีสเมื่อกว่า 200 ปีก่อน และยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้. Pâte de Savon ไอเท็มพกพาใหม่ล่าสุดจาก Officine Universelle Buly ที่สายเดินทางต้องมีติดกระเป๋า เวลาออกเดินทางไปสำรวจสเปซใหม่ๆ สิ่งหนึ่งที่เฟิร์สให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องของกลิ่นหอมและสุขอนามัยครับ การได้ล้างมือหรืออาบน้ำด้วยกลิ่นที่สะท้อนตัวตน มันช่วยรีเฟรชความรู้สึกระหว่างทริปและปรับจังหวะการเดินทางของเราให้ผ่อนคลายขึ้นได้ดีมากๆ เฟิร์สเลยอยากมาแนะนำโปรดักส์ใหม่ที่เพิ่งเข้าช็อปไทยสดๆ ร้อนๆ และตอบโจทย์สายเดินทางอย่างเราสุดๆ นั่นคือ Pâte de Savon (ITS TRAVEL SOAP) จากแบรนด์สกินแคร์และน้ำหอมสุดคราฟต์อย่าง Officine Universelle Buly ครับ Pâte de Savon คือสบู่เนื้อบาล์มสีสันสดใสที่รวบรวมเอาศาสตร์แห่งการทำความสะอาดและศิลปะแห่งน้ำหอมมาไว้ในหลอดเดียวครับ เขาออกแบบมาเพื่อนักเดินทางโดยเฉพาะ ด้วยขนาดที่พกพาสะดวก หยิบใส่กระเป๋าถือหรือกระเป๋าเครื่องสำอางได้สบายๆ ดีเทลที่เฟิร์สชอบมากๆ คือแพ็กเกจจิ้งที่ยังคงความคลาสสิกของแบรนด์เอาไว้ โดยเฉพาะฝาปิดโรบิเน็ตที่ได้แรงบันดาลใจมาจากก๊อกน้ำโบราณ แค่วางตั้งไว้ข้างอ่างล้างหน้าก็ดูเท่แล้วครับ นอกจากดีไซน์จะสวย ตัวสบู่ยังมาพร้อมส่วนผสมจากธรรมชาติมากกว่า 80% และมีปริมาณน้ำเพียงเล็กน้อย ผสานสารลดแรงตึงผิวที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ช่วยทำความสะอาดผิวได้อย่างหมดจดและอ่อนโยน โดยที่ผิวมือและผิวกายยังคงความนุ่มชุ่มชื้น เหมาะกับทุกสภาพผิวเลยครับ The Fantastic Four: 4 กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ สบู่พกพาคอลเลกชันนี้ นำเสนอเกมแห่งสีสันและกลิ่นหอม 4 สไตล์ให้เราเลือกหยิบไปใช้ตามมู้ดของการเดินทางครับ (มาในขนาด 75 มล. ราคา 1,990 บาททุกกลิ่น) Mexican Tuberose ใครที่ชอบความหรูหราเย้ายวนต้องกลิ่นนี้ครับ เขาโดดเด่นด้วยกลิ่นราชินีแห่งดอกไม้สีขาวอย่างดอกซ่อนกลิ่น เติมมิติด้วยความเผ็ดอุ่นของกานพลู และความนุ่มละมุนติดผิวของวานิลลา ให้ฟีลเหมือนกำลังเดินเล่นในสวนเปอร์เซโพลิสท่ามกลางความเย็นของราตรี เป็นกลิ่นที่ดูอบอุ่นและน่าค้นหาครับ Madagascar Amber กลิ่นนี้จะมีความสดใสและเปล่งประกายขึ้นมาหน่อย เป็นการผสมผสานดอกมะลิ ส้มแมนดาริน และแอมเบอร์ ให้ความรู้สึกอบอุ่น นุ่มลึก ราวกับกลิ่นหอมจากสวรรค์ ชวนให้นึกถึงแสงอาทิตย์สีทองในฤดูร้อนที่ตกกระทบป่าฝนแห่งเกาะมาดากัสการ์ Maltese Iris กลิ่นที่ให้ความรู้สึกสะอาดและสง่างามอย่างมีระดับ ตัวนี้จะเปิดด้วยความสดชื่นของตะไคร้และดอกส้ม ตามด้วยความนุ่มแบบแป้งหรูๆ (Powdery) ของไอริส ปิดท้ายด้วยมิติความเอิร์ธตี้ของแพทชูลีและกำยาน เป็นกลิ่นฟลอรัลวู้ดดี้ที่เท่และลงตัวมากครับ Eritrean Myrrh กลิ่นนี้จะมีความลึกลับและสง่างาม เป็นการผสานกันของมดยอบ ดอกซ่อนกลิ่น แมกโนเลีย มะลิ และกุหลาบ เติมประกายความสดชื่นเบาๆ ด้วยเบอร์กามอต เหมาะกับคนที่หลงใหลในกลิ่นฟลอรัลที่ผสานความเรซินและเครื่องเทศอย่างละเมียดละไม ศิลปะแห่งการล้างมือ (A Handy Guide to Lustrous Hands) ทาง Buly เขาไม่ได้แค่ทำสบู่ออกมานะครับ แต่ยังแชร์สเต็ปการดูแลมือให้สวยนุ่มน่าสัมผัสมาฝากด้วย เฟิร์สสรุปขั้นตอนง่ายๆ มาให้เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันกันครับ ควรถอดแหวนและเครื่องประดับออกก่อน และใช้เวลาล้างมืออย่างน้อย 40 วินาที ถึงสูงสุด 3 นาที ล้างมือด้วยน้ำสะอาดที่อุณหภูมิไม่เกิน 37 องศาเซลเซียส บีบสบู่ Pâte de Savon ถูให้เกิดฟอง ถูฝ่ามือเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว ถูหลังมือเป็นวงกลม และถูบริเวณขอบเล็บเข้าหาครึ่งวงกลมด้านนอก ระหว่างที่ปลายนิ้วประสานกัน ลองหยุดพักเพื่อเพลิดเพลินไปกับกลิ่นหอมที่ลอยขึ้นมาสักครู่ครับ ล้างออกด้วยน้ำอุ่น เช็ดให้แห้งด้วยผ้าขนหนูนุ่มๆ และแนะนำให้ใช้ข้อศอกปิดก๊อกน้ำ เพื่อไม่ให้มือที่เพิ่งล้างสะอาดต้องกลับไปสัมผัสสิ่งอื่นอีก เหมือนที่ Montesquieu เคยกล่าวไว้ว่า "Cleanliness reflects the purity of the soul." การใส่ใจดีเทลเล็กๆ น้อยๆ อย่างการทำความสะอาดร่างกาย ก็เป็นการเพิ่มความรื่นรมย์ให้กับการใช้ชีวิตครับ #LetsHoparound #Bangkok #OfficineUniverselleBuly1803 #OfficineUniverselleBuly1803Thailand #CentralChidlom
- สัมผัสสเปซแห่งความว่างเปล่าที่ KAIT Plaza ผลงานชิ้นเอกของ Junya Ishigami พร้อมวิธีการเดินทาง Kanagawa Institute of Technology
KAIT Plaza สถาปัตยกรรมที่ทำให้ “เวลา” กลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ มีบางสถานที่ที่เราไม่ได้อยากไปเพื่อทำอะไรเป็นพิเศษแต่อยากไปเพื่อยืนอยู่ตรงนั้นเฉย ๆ สักพัก KAIT Plaza คือหนึ่งในสถานที่แบบนั้น จากโตเกียว เรานั่งรถไฟออกมาทางคานากาว่า เพื่อมาดูพื้นที่กึ่งกลางแจ้งในรั้ว Kanagawa Institute of Technology ที่ออกแบบโดย Junya Ishigami + Associates สตูดิโอของ Junya Ishigami สถาปนิกชาวญี่ปุ่นผู้ขึ้นชื่อเรื่องการทำให้สถาปัตยกรรมดูเหมือนเบาจนแทบไม่แตะพื้น ทั้งที่เบื้องหลังเต็มไปด้วยความซับซ้อนทางวิศวกรรม KAIT Plaza ไม่ได้วางตัวเหมือนอาคารที่ต้องการให้เรามองเห็นตั้งแต่ไกลมันต่ำ เรียบ และเกือบจะถ่อมตัวเกินกว่าจะเรียกว่า landmark แต่ทันทีที่เดินเข้าไปใต้หลังคาของมัน เราจะเริ่มรู้สึกได้ว่า พื้นที่นี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เรา “ใช้งาน” แบบตรงไปตรงมาเท่านั้น หากถูกออกแบบมาเพื่อให้เราใช้เวลาอยู่กับแสง ลม เงา ฝน และระยะห่างระหว่างร่างกายของเรากับสถาปัตยกรรม วิธีการเดินทางไปยัง KAIT PLAZA จากชินจุกุโตเกียว พื้นที่ที่ไม่ได้เริ่มจากฟังก์ชัน แต่เริ่มจากการใช้เวลา KAIT Plaza มีพื้นที่ประมาณ 4,100 ตารางเมตร เป็นลานกึ่งกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่พื้นค่อย ๆ ลาดเอียงคล้ายเนิน และมีหลังคาแผ่นเหล็กขนาดใหญ่ลอยต่ำอยู่เหนือศีรษะ โดยไม่มีเสาค้ำยันภายในมาบดบังสายตาเลย สิ่งที่น่าสนใจคือ Ishigami ไม่ได้ออกแบบพื้นที่นี้ให้มีฟังก์ชันตายตัว ในมหาวิทยาลัยมีห้องเรียน อาคารเรียน และพื้นที่อเนกประสงค์อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ขาดไปคือพื้นที่สำหรับพัก หรือ นั่งเฉย ๆ คุยกัน นอนเล่น อ่านหนังสือ หรือปล่อยให้ความคิดของตัวเองลอยไปกับเวลา นี่จึงเป็น plaza ที่ไม่ได้บังคับว่าเราต้องทำอะไร แต่ออกแบบเงื่อนไขบางอย่างให้เราอยากอยู่กับมันนานขึ้น พื้นลาดเอียงทำให้การเดินไม่ใช่แค่การเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งหลังคาต่ำทำให้เรารับรู้ถึงสัดส่วนของร่างกายตัวเองและช่องเปิดบนเพดานทำให้ท้องฟ้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม ความรู้สึกแรกเมื่อเดินเข้าไป ความรู้สึกแรกของเราตอนเดินเข้าไปใน KAIT Plaza คือความไม่แน่ใจว่า ควรจะมองมันในฐานะ “อาคาร” หรือ “ภูมิทัศน์” มันมีหลังคา แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องมันมีพื้น แต่พื้นไม่ได้ทำตัวเป็นพื้นเรียบ ๆ แบบที่เราคุ้นเคยมันมีขอบเขต แต่ขอบเขตนั้นไม่ได้ตัดเราออกจากท้องฟ้า ลม หรือฝน เราเดินช้าลงโดยไม่รู้ตัว บางช่วงเพดานต่ำลงจนต้องรับรู้ถึงน้ำหนักของมันบางช่วงพื้นที่เปิดขึ้นและสายตาถูกดึงไปยังช่องแสงด้านบนลมพัดเข้ามาเบา ๆ จากด้านข้าง ขณะที่เสียงฝีเท้ากระทบพื้นลาดเอียงสะท้อนกลับมาแบบเบาและกลวง สิ่งที่เราชอบมากคือ KAIT Plaza ไม่ได้พยายามทำให้เราตื่นเต้นตลอดเวลามันไม่ได้จัดฉากว่า “มุมนี้ต้องถ่ายรูป” หรือ “ตรงนี้คือไฮไลต์” แต่ปล่อยให้เราเจอจังหวะของตัวเอง เราอาจเลือกยืนมองหลังคา เดินตามแนวลาดของพื้นหยุดดูเงาที่เปลี่ยนไปหรือนั่งลงเฉย ๆ แล้วปล่อยให้พื้นที่ทำงานกับความรู้สึกอย่างช้า ๆ เอาจริงๆ แค่ได้รู้สึกว่ามาถึงที่นี่ก็มีความสุขมาก ๆ แล้วละครับ หลังคา 12 มิลลิเมตร และช่องแสง 59 ช่อง รายละเอียดทางโครงสร้างของ KAIT Plaza คือสิ่งที่ทำให้สถานที่นี้ยิ่งน่าทึ่ง หลังคาทำจากแผ่นเหล็กหนาเพียง 12 มิลลิเมตร เชื่อมต่อกันเป็นผืนใหญ่ และมีน้ำหนักรวมประมาณ 580 ตัน โดยโครงสร้างทั้งหมดรับน้ำหนักผ่านผนังเหล็กด้านนอก ฐานราก เสาเข็ม 83 ต้น และ ground anchors 54 จุด แทนการใช้เสาภายในพื้นที่ เพดานภายในมีความสูงประมาณ 2.2–2.8 เมตร ซึ่งเป็นสเกลที่ต่ำกว่าความคาดหวังของเราเมื่อเทียบกับพื้นที่ขนาดใหญ่ขนาดนี้ ผลลัพธ์คือความรู้สึกที่แปลกมาก — เปิดกว้าง แต่ไม่เวิ้งว้าง ใกล้ชิด แต่ไม่อึดอัด บนหลังคามีช่องเปิดสี่เหลี่ยม 59 ช่อง ขนาดแตกต่างกัน และไม่มีการปิดกระจก ทำให้แสง ลม และฝนเข้ามาในพื้นที่ได้โดยตรง ตรงนี้เองที่ทำให้ KAIT Plaza ไม่ได้เป็นแค่สถาปัตยกรรมที่สวย แต่มันมีชีวิตตามสภาพอากาศของวันนั้นจริง ๆ วันที่แดดดี เงาของช่องแสงจะค่อย ๆ ขยับไปบนพื้นตามเวลา วันที่ครึ้ม สีของพื้นที่จะนิ่งลงและเงียบขึ้น ส่วนวันที่ฝนตก เม็ดฝนจะไหลผ่านช่องเปิดสี่เหลี่ยมลงมาสู่พื้นด้านล่าง ก่อนค่อย ๆ ซึมลงไปในพื้นผิวที่ถูกออกแบบให้ดูดซับและระบายน้ำได้อย่างแนบเนียน ผ่านวัสดุพื้นแบบ water-permeable asphalt ที่ช่วยให้พื้นที่ยังคงใช้งานได้แม้ในวันที่ฝนมาเยือน สถาปัตยกรรมที่ทำให้ความเงียบมีน้ำหนัก KAIT Plaza ทำให้เราเข้าใจว่า “ความน้อย” ในงานของ Ishigami ไม่ได้หมายถึงการตัดทุกอย่างออกจนเหลือแต่ความว่าง แต่มันคือการเหลือพื้นที่มากพอให้สิ่งอื่นเข้ามาเกิดขึ้น แสง ลม ฝน เสียง ร่างกาย เวลา และ การรับรู้ของคนที่อยู่ในนั้น ทั้งหมดกลายเป็นวัสดุของสถาปัตยกรรมด้วยกัน สิ่งที่ดูเรียบที่สุดจึงอาจซับซ้อนที่สุดและสิ่งที่ดูเบาที่สุดก็อาจแบกรับน้ำหนักของความคิดไว้มากที่สุด เราอาจไม่ได้ใช้เวลาที่ KAIT Plaza นานนักแต่เป็นสถานที่ที่อยู่ในความทรงจำต่อได้อีกไกล เพราะมันไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูปกับเรา มันแค่เปิดพื้นที่แล้วให้เราค่อย ๆ เข้าใจมันในจังหวะของตัวเอง KAIT Plaza, Kanagawa (แนะนำให้เซฟลงในลิสต์ "Architecture Must-Visit" ของคุณได้เลยครับ) เวลาเปิดปิด เนื่องจากเป็นพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัย การเข้าชมสำหรับบุคคลภายนอกและนักท่องเที่ยวจำเป็นต้อง จองล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเท่านั้น (ไม่มีการเปิดให้ Walk-in เข้าชมครับ) รอบการเข้าชมมักจะเปิดเป็นรอบเวลา และไม่ได้เปิดทุกวัน แนะนำให้เช็คตารางและลงทะเบียนล่วงหน้าผ่าน KAIT Official Website เพื่อไม่ให้เสียเที่ยวครับ #Hoparound Tips The Best Time: แนะนำให้เลือกรอบเข้าชมในช่วงบ่ายแก่ๆ ครับ เพราะแสงอาทิตย์ที่ส่องเฉียงลงมาผ่านช่องเพดานจะสร้างเส้นสายของเงาที่สวยงามมาก และถ้าบังเอิญไปในวันที่ฝนตกปรอยๆ คุณจะได้เห็นมวลน้ำที่ตกลงมาผ่านช่องเปิด สร้างบรรยากาศที่กวีสุดๆ ไปอีกแบบ ช่วงที่เราไปคือปลายเดือนพฤศจิกายน Getting There: จากโตเกียว ให้นั่งรถไฟสาย Odakyu Line มาลงที่สถานี Hon-Atsugi แล้วต่อรถบัสประจำทางของเมือง (สายที่มุ่งหน้าไป Seinen-no-Ie หรือป้ายที่ผ่าน KAIT) ใช้เวลาเดินทางรวมๆ จากโตเกียวประมาณ 1.5 - 2 ชั่วโมงครับ เผื่อเวลาเดินทางไว้ให้ดีน้าา Hoparound’s 5 Golden Rules for KAIT Plaza Plan & Book in Advance: กฎเหล็กข้อแรกและสำคัญที่สุด คือต้องจองคิวล่วงหน้าเสมอครับ มหาวิทยาลัยค่อนข้างเข้มงวดเรื่องจำนวนผู้เข้าชมเพื่อรักษาความสงบของพื้นที่มหาวิทยาลัย Embrace the Ground: อย่าแค่ยืนมอง ลองนั่งลงบนพื้นลาดเอียง (ที่เขาตั้งใจออกแบบมาให้นั่ง) สัมผัสความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งกับสเปซ แล้วคุณจะเข้าใจเจตนารมณ์ของสถาปนิกมากขึ้น Dress for the Space: พื้นที่นี้เน้นสัจจะวัสดุอย่างพื้นผิวสีเอิร์ธโทนและเหล็กสีขาว-เทา การเลือกชุดในสไตล์ Minimalist หรือเสื้อผ้าที่มีโครงสร้างและคัตติ้งเนี้ยบๆ โทนสี Monochromatic จะทำให้ตัวคุณกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของงานอาร์ตชิ้นนี้เมื่อถ่ายภาพแบบเราครับ Mind the Acoustics: รูปทรงของหลังคาและพื้นที่กว้างทำให้เกิดเสียงก้องได้ง่าย ควรเดินและพูดคุยด้วยความระมัดระวัง เพื่อรักษามู้ดความนิ่งสงบให้ทั้งตัวคุณเองและผู้ร่วมเข้าชมท่านอื่น Look Up and Look Within: หลังจากได้ภาพที่พอใจแล้ว ลองวางกล้องหรือสมาร์ทโฟนลงสักพัก เงยหน้ามองสเปซสี่เหลี่ยมที่ตัดกับท้องฟ้า สูดอากาศลึกๆ แล้วเก็บสุนทรียภาพตรงหน้าด้วยตาเปล่าดูครับ โมเมนต์แบบนี้แหละครับที่การเดินทางมอบให้เราได้อย่างแท้จริง #LetsHoparound #Kanagawa #KAITPlaza รีวิว KAIT Plaza วิธีไป Kanagawa Institute of Technology review Junya Ishigami
- TWA Hotel หนึ่งในโรงแรมดีไซน์ที่คาแรคเตอร์ชัดที่สุดในโลก
©︎Stonehill Taylor TWA Hotel New York | โรงแรมดีไซน์ระดับไอคอนแห่ง JFK Airport ธีมการบินวินเทจโดดเด้งกระแทกตามาแต่ไกล เพราะดัดแปลงจากอาคารที่เคยเป็นศูนย์การบินของ Trans World Airlines สายการบินที่เคยรุ่งโรจน์สุดๆแต่ปัจจุบันเลิกกิจการไปแล้วที่สนามบิน JFK ในนิวยอร์ค ยังไม่พออาคารแห่งนี้ยังเป็นผลงานของสถาปนิกในตำนานอย่าง Eero Saarinen ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 1962 ที่นี่จึงอบอวลไปด้วยกลิ่นไอความชิคคูลแห่งยุค 60s โดยเนื้อแท้แบบไม่ต้องพยายามใดๆ เริ่มต้นเพียงคืนละ 3,4XX บาทเท่านั้น!! . Location: https://g.page/twahotel?share ©︎Stonehill Taylor ©︎Stonehill Taylor ©︎Eric Laignel ‘CONNIE COCKTAIL LOUNGE’ AT THE TWA HOTEL Interior design by Stonehill Taylor Stonehill Taylor บริษัทด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบตกแต่งภายในชั้นนำของนิวยอร์กได้เปลี่ยนเครื่องบิน Lockheed Constellation L-1649A Starliner L-1649A Starliner ขนาด 116 ฟุตในช่วงกลางศตวรรษที่ไม่เหมือนใคร (หนึ่งในสี่ที่ยังมีเหลืออยู่บนโลก) ให้กลายเป็นบาร์ค็อกเทลสุดฮิปที่ชวนให้นึกถึง TWA Hotel ซึ่งเป็นการบูรณะศูนย์การบิน TWA ที่มีชื่อเสียงของ Eero Saarinen ซึ่งสร้างเสร็จในปี 2505 ที่สนามบิน JFK ในนิวยอร์ก เครื่องบินลำนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2501 ปัจจุบันตั้งอยู่กลางแจ้งระหว่างล็อบบี้และอาคารผู้โดยสาร 5 ที่ทันสมัยของสนามบิน Stonehill Taylor ซึ่งเป็นหัวเรือหลักในการออกแบบตกแต่งภายในกับประสบการณ์ของแขกร่วมสมัยพร้อมรายละเอียดการออกแบบที่ทำให้นึกถึงเสน่ห์ของการเดินทางทางอากาศในปี 1960 และความมหัศจรรย์ของอุตสาหกรรมการบิน การออกแบบของ Connie สะท้อนให้เห็นถึงการตกแต่งภายในที่เสร็จสมบูรณ์สำหรับล็อบบี้และห้องพักของโรงแรมทำให้สัมผัสสุดท้ายที่สมบูรณ์แบบสำหรับจุดหมายปลายทางระดับโลก เมื่อขึ้นบันได ผู้เข้าพักจะเข้าสู่เครื่องบินผ่านช่องทางเดินหน้าซึ่งมาถึงด้านหลังห้องนักบินของนักบิน เมื่อเข้าไปข้างในห้องโดยสารหลักซึ่งสะท้อนการออกแบบ “ท่อ” ที่เป็นที่รู้จักของ TWA Flight Center พร้อมเพดานเรืองแสงที่นุ่มนวลและพรม Eero Saarinen “Chili Pepper Red” ที่อยู่บนพื้น ©︎Stonehill Taylor การทำงานภายใต้พื้นที่แคบสุดจำกัด ที่มีเพดานต่ำ คือความท้าทายหลักให้ทีมค้นหาวิธีเปิดพื้นที่ให้มองเห็นได้: เพื่อให้ได้ภาพลวงตานี้การวิ่งเกือบเต็มเส้นรอบวงของห้องโดยสารที่ท้องของมันคือการ “เปิดช่องด้านหลัง” กว้างหนึ่งฟุต ที่เปิดเผยโครงสร้างดิบของเครื่องบิน แถบด้านหลังที่หุ้มแยกห้องนั่งเล่นออกจากฉากหลังที่ทำด้วยเหล็กขัดเงาซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากทั้งลำตัวเครื่องบินและลิฟต์ Saarinen’s Gateway Arch ในเมืองเซนต์หลุยส์ บางครั้งรูปแบบที่บ่งบอกถึงยุคสมัยมากที่สุดก็คือที่นั่งบนเครื่องบินแบบดั้งเดิมที่ได้รับการตกแต่งใหม่ทั้งหมด 16 ที่นั่งในพาเลทลายสก๊อตสีชมพูส้มแดงและเบจ ที่นั่งสะเปะสะปะเพิ่มเติมพยักหน้าให้กับรูปแบบดั้งเดิมของ TWA Commodore Club ซึ่งมีที่นั่งจัดเลี้ยงสีแดงพริกพริกไทยพร้อมที่วางเครื่องดื่มแบบพับเก็บได้โต๊ะและเก้าอี้นั่งของ Saarinen ผู้เข้าพักสามารถถ่ายภาพช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบโดยมองออกไปทางด้านหน้าของห้องโดยสารผ่านหน้าต่าง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยใช้เพื่อนำทางเครื่องบินด้วยแสงดาวในเที่ยวบินข้ามคืน ทีมออกแบบได้รับแรงบันดาลใจคือการติดตั้งภาพจิตรกรรมฝาผนังขนาด 8 คูณ 4 ฟุตสองชิ้นโดย ศิลปิน Mario Zamparelli ต้นฉบับซึ่งแสดงโมเดลในจุดหมายปลายทางจาก กรุงเทพฯ ถึง บอสตัน เรียงราย Starlight Lounge บนเครื่องบินซึ่งเป็นจุดเด่นก่อนอาหารค่ำสำหรับเครื่องดื่มค็อกเทลในยุค 60 ©︎Stonehill Taylor Credit photos ©︎TWA Hotel, Eric Laignel, David Mitchell, Stonehill Taylor . #LetsHoparound #LetsHoparoundUSA #InspiringStuff #TWAHotel
- NAOSHIMA เที่ยวเกาะศิลปะนาโอชิมะ
เที่ยวเกาะนาโอชิมะ เกาะศิลปะ เกาะ Naoshima และ Teshima อาจจะเป็นเพียง 2 จุดเล็กๆบนแผนที่ประเทศญี่ปุ่นที่แม้แต่คนญี่ปุ่นบางคนก็ยังไม่รู้จัก แต่จุด 2 จุดนี้มีเรื่องราวที่ไม่ธรรมดา จากชุมชนที่ครั้งหนึ่งเคยต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมเหล็กของบริษัท Mitsubishi เป็นแหล่งรายได้หลัก ก่อนที่จะค่อยๆซบเซาลงจนประชากรเหลือไม่ถึงครึ่ง วันนี้ศิลปะและสถาปัตยกรรมได้เข้ามาช่วยชุบชีวิตและความงดงามให้บานสะพรั่งบนเกาะทั้งสองอีกครั้ง มาเถอะ ชาว #hopsters มา #hoparound ไปสำรวจรอบๆเกาะทั้งสองนี้กัน แต่โพสนี้เรามาเริ่มกันที่ Naoshima กันก่อนดีกว่าเนอะ โรงแรมแนะนำใน Uno Port + Naoshima พร้อมดีลพิเศษ SETOUCHI KEIRIN HOTEL 10 by Onko Chishin Bamboo Village Guest House UOGASHI 7070 Ocean View MY LODGE Naoshima Vacation House Day Naoshima Ryokan Roka 暮らすように過ごすNagi unoport Uno station มาเริ่มกันที่สถานี Uno station เป็นสถานีรถไฟปลายทางที่จะต่อเรือไปยังเกาะนาโอชิมะ แค่สถานีก็แต่งเป็นภาพกราฟิกลวงตา ทำให้เรารู้สึกได้ว่างานอาร์ตกำลังเริ่มต้นแล้วววววว เกาะ Naoshima นั้นมีขนาดกว่า 14 ตร.กม. ตั้งอยู่ในจังหวัดคากาว่า (香川 / Kagawa) ซึ่งเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดในญี่ปุ่น การจะเที่ยวได้รอบๆเกาะนั้นเราควรจะมีเวลาเที่ยวอย่างน้อย 2 วันถึงจะครอบคลุมแบบไม่รีบจนเกินไป วิธีเดินทางที่เราคิดว่าดีที่สุดก็คือการปั่นจักรยานไฟฟ้าสูดอากาศสะอาดๆและเสพงานศิลป์ไปรอบเกาะ ถ้าหากอากาศเป็นใจคุณจะได้รับความอิ่มอกอิ่มใจไปแบบเต็มๆ วิธีไปเกาะนาโอชิมะ วิธีการเดินทางไปเกาะนาโอชิมะ การเดินทางมายังตัวเกาะนาโอชิมะนั้น มีหลายวิธีมาก แต่ที่เราจะแนะนำคือขึ้น "รถไฟ" แล้วต่อ "เรือ" ถ้าใครที่มาจากโอซาก้า เราขอแนะนำให้เพื่อนๆเริ่มต้นจาก 1.สถานีรถไฟ Shin-Osaka Station โดยขึ้นรถไฟขบวน Tokaido-Sanyo Shinkansen ที่มุ่งหน้าไปทาง のぞみHakata 2.จากนั้นมาลงที่สถานีรถไฟ Okayama Station แล้วเปลี่ยนรถไฟไปเป็น JR สาย Seto-Ohashi Line มุ่งหน้าไปทาง 快速Takamatsu 3.จากนั้นให้เปลี่ยนรถไฟที่สถานี Chayamachi Station โดยขึ้นรถไฟ JR สาย Uno Line ซึ่งจะมุ่งหน้าไปทาง 各停Uno 4.แล้วให้ลงสถานีสุดท้ายปลายทางคือ Uno Station แล้วเดินไปขึ้นเรือที่ท่า Uno Port เพื่อไปลงที่เกาะนาโอชิมะ หรือใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม ให้เข้าไปตามลิ้งค์นี้ได้เลยครับ http://benesse-artsite.jp/en/access/ ที่เที่ยวบนเกาะนาโอชิมะ ตัวเกาะนาโอชิมะแบ่งเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ 1) Miyanoura อยู่ฝั่งตะวันตกของเกาะ โซนนี้มีท่าเรือหลัก มีหมู่บ้าน ร้านอาหารเล็กน้อย ร้านให้เช่าจักรยาน และ 7-11 (น่าจะเป็นไม่กี่ร้านบนเกาะ) 2) Honmura อยู่ฝั่งตะวันออก มีท่าเรือเล็กกว่า แต่มีร้านรวงมากกว่า ทั้งร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร และคาเฟ่ รวมถึงเป็นที่ตั้งของบ้านร้างที่ถูกปรับให้เป็นที่แสดงงานศิลปะหลายหลังในโครงการ Art House Project และ Ando Museum 3) Benesse House Area อยู่ทางทิศใต้ของเกาะ โซนนี้จะเน้นหนักไปที่มิวเซียมจริงจัง และโรงแรมที่พัก ไม่ค่อยมีร้านค้าและร้านอาหารด้านนอกสักเท่าไหร่ เราใช้เวลานั่งเรือชมวิวได้ไม่นานก็มาถึงตัวเกาะนาโอชิมะแล้ว Naoshima Tourism Association มาถึงท่าเรือซึ่งจะเป็นจุดสตาร์ทของเราในทริปนี้ โดยที่นี่จะมีล็อกเกอร์ฝากของ ที่นั่งพัก ที่ซื้อตั๋ว ขายอาหาร ของฝาก ห้องน้ำและเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่มีไกด์ท้องถิ่นคอยบริการเพื่อนๆ ด้วย การเดินทางบนเกาะ การเดินทางบนเกาะนั้นมีให้เลือกตั้งแต่รสบัส ที่จะจอดทุก stop ที่มีงานศิลป์และมิวเซี่ยมอยู่ หรือการเช่ารถยนต์ แต่เราเลือกเช่าจักรยานไฟฟ้า เพราะสะดวกดี อยากจะแวะจุดไหนถ่ายรูปก็ได้เลย Red Pumpkin (赤かぼちゃ) - Yayoi Kusama เมื่อมาถึงที่ท่าเรือก็จะมี เจ้าฟักทองสีแดงของคุณป้ายาโยอิออกมาต้อนรับ ตั้งอยู่เด่นมาก แถมเรามาตอนที่คุณลุงกำลังซ่อมและแต่งเติมสีเจ้าฟักทองอยู่พอดี ปฏิบัติการพลิกโฉม Naoshima ด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมเป็นโครงการระยะยาวกว่า 30 ปี เริ่มมาตั้งแต่ปี 1985 ตามวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งบริษัท Benesse Corporation ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับการศึกษาและสิ่งพิมพ์ (เจ้าของโรงเรียนสอนภาษา Berlitz) และนายกเทศมนตรีของเกาะ Naoshima ในขณะนั้นที่ต้องการสร้างพื้นที่ทางการศึกษาและวัฒนธรรมบนเกาะในเขตทะเลปิดเซโตะ (Seto Inland Sea) ให้กับเด็กๆทั่วโลก Mikazukishoten ”ミカヅキショウテン” เราโชคดีที่วันที่เราไปนั้นอากาศดี๊ดี เราสามารถปั่นจักรยานได้ทั้งวันโดยไม่รู้สึกเหนื่อยเลย เราแวะร้านคาเฟ่ (กาแฟดีมาก!) ร้านนี้ชื่อร้าน Mikazukishoten เป็นร้านที่อร่อยมาก ภายในร้านก็มีขายของกระจุกกระจิกน่าเสียตังเป็นอย่างยิ่ง แถมพ่อค้าก็ใจดีแนะนำหลายๆอย่างให้ทำบนเกาะอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็น Local guide ที่ดีเลย ข้อมูลเพิ่มเติม > http://www.mikazukishoten.jp Hours: 8:30 am - 17:00 pm Closed: Thursday Location: https://goo.gl/maps/aaRqBzT6fYNbAoF97 Naoshima Bath "I❤湯 (I Love YU)" - Shinro Ohtake Naoshima Bath 「I♥湯」 นี่ก็เป็นห้องอาบน้ำสาธารณะที่ตกแต่งได้สวย สะดุดตา ดูสนุกมาก ไปครั้งหน้าก็อยากไปแวะแช่ออนเซ็นเหมือนกันนะนี่ เป็นหนึ่งในผลงานศิลปะของเกาะแห่งนี้เช่นกัน Naoshima Bath "I❤湯" Hours: 13:00 ~ 21:00 (Last reception 20:30) Closed: Mondays *Open on national holidays closed on the following day Admission: JPY 660 ประมาณ 198 บาท Location: https://goo.gl/maps/Di2L1Lk7mQCSmqtb8 Naoshima Pavilion (直島パヴィリオン) ออกแบบโดยศิลปินชาวญี่ปุ่นชื่อ Sou Fujimoto Location: https://goo.gl/maps/BYhLxoMnCEDZiFeG6 Benesse House Museum หลังจากพูดคุยและทดลองมาหลายปี โปรเจ็คท์ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นบนที่ดินผืนใหญ่ทางตอนใต้ของเกาะ โดยมี Tadao Ando สุดยอดปรมาจารย์สถาปนิกอัจริยะชาวญี่ปุ่นชื่อดังระดับโลก (ถ้าจะอวยกันขนาดนี้...) ที่ชำนาญในการใช้วัสดุคอนกรีตมาสร้างเป็นโครงสร้างรูปทรง Minimalist เพื่อล้อกับแสงธรรมชาติที่ให้อารมณ์แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงของวัน มาออกแบบตัวอาคาร Benesse House Museum ซึ่งเป็นทั้งพิพิธภัณฑ์และโรงแรม เปิดตัวในปี 1992 เป็นหลังแรก คอนเส็ปต์ของ Benesse House Museum นั้นเน้นให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันของธรรมชาติ สถาปัตยกรรม และศิลปะ พื้นที่หลายส่วนของอาคารจึงถูกฝังอยู่ใต้ดินเพื่อไม่ให้รบกวนทัศนียภาพของเกาะ แม้อาคารจะมีอายุถึง 26 ปีแล้ว เรายังรับรู้ได้ถึงความคูลที่ไม่ล้าสมัยเลยแม้แต่น้อย และทุกๆมุมที่เราหันไปก็ยังคงสร้างความว้าวให้กับเราได้อย่างน่าอัศจรรย์ Benesse House Museum Hours: 8:00 am - 21:00 pm (Last admittance: 20:00 pm) Closed: Open year-round Open Days Calendar Admission: JPY 1,050 ประมาณ 315 บาท (ด้านในโซนแกลเลอรี ห้ามถ่ายรูปนะครับ แต่เราก็หารูปมาฝากกันนน) Location: https://goo.gl/maps/97qoReZdDaFcYGGSA © Trent McBride Hiroshi Sugimoto "Time Exposed", 1980-97 © Forgemind ArchiMedia Kan Yasuda The Secret of the Sky , 1996 © skrytebane Bruce Nauman "100 Live and Die", 1984 George Rickey "Three Squares Vertical Diagonal", 1972-82 Dan Graham "Cylinder Bisected by Plane", 1995 Shinro Ohtake "Shipyard Works: Stern with Hole", 1990 © Todd Lappin Walter De Maria "Seen/Unseen Known/Unknown" , 2000 Yayoi Kusama "Yellow Pumpkin" , 1994 นอกจากมิวเซี่ยมที่ต้องเสียเงินเข้าชมแล้ว สิ่งที่ทำให้เราตกหลุมรัก Naoshima อย่างจังก็คือการได้ขี่จักรยานไฟฟ้า (ย้ำว่าต้องไฟฟ้า ไม่งั้นต้องปั่นขึ้นเนินกันน่องแตก จากรักอาจจะกลายเป็นเกลียดได้เลย) ชมธรรมชาติ (เราเจอหมูป่าอยู่ข้างมิวเซี่ยมด้วย) และตามล่างาน installation กลางแจ้งตามลายแทงรอบเกาะ เช่นงานฟักทองลายจุดของคุณยาย Yayoi Kusama ในตำนานที่โผล่มาทักทายกันตั้งแต่ลงจากเรือ และอีกฝากหนึ่งของเกาะ Hours: 24HRs OPEN: EVERYDAY Admission: FREE Location: https://goo.gl/maps/HbZHas2cwkLXtbYeA Chichu Art Museum Tadao Ando ได้ฝากผลงาน Masterpiece ด้านสถาปัตยกรรมไว้บนเกาะแห่งนี้รวม 8 แห่ง ที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็น Chichu Art Museum ที่สร้างเสร็จในปี 2004 (ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง!!) โดยมีตัวอาคารทั้งหมดฝังอยู่ใต้ดินลึกลงไป 3 ชั้นแต่แสงธรรมชาติก็ยังสามารถส่องทะลุลงมาได้อย่างเหมาะเหม็ง และเมื่อมองจากมุมสูงก็จะเห็นอาคารเป็นรูปทรง 3 เหลี่ยมและ 4 เหลี่ยมหลายอันเรียงรายฝังอยู่ใต้ผิวดิน แค่เพียงก้าวเท้าเข้าไปสู่ Chichu เราก็สัมผัสได้ถึงน้ำหนักของความสงบและงดงาม (ไม่ได้พูดเว่อร์นะ) โดยเฉพาะห้องแรกที่แสดงภาพวาดดอกบัวในบึงโดยฝีแปรงของ Claude Monet ขนาดใหญ่มหึมา 5 ภาพ แม้เราจะเคยชมงานของ Monet จากที่อื่นมาบ้างแล้ว แต่คราวนี้ต่างไป อาจจะเพราะขนาดของงานและความโอ่โถงของห้อง เรารู้สึกราวกับถูกร่ายมนตร์ใส่ให้ตกตะลึงอยู่ในห้วงความงดงามที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง Chichu Art Museum Hours: March 1 - September 30 10:00 am - 6:00 pm (Last admittance: 5:00 p.m.) October 1 - last day of February 10:00 am - 5:00 pm (Last admittance: 4:00 p.m.) Closed: Mondays Admission: JPY 2,100 ประมาณ 630 บาท(ราคาสูงแต่เราว่าคุ้มมากๆ ที่ได้เข้าไปชมอะไรดีๆของศิลปินระดับโลก) (ด้านในโซนแกลเลอรี ห้ามถ่ายรูปนะครับ *แต่เราก็นำรูปจากในกูเกิ้ลมาให้ดูเป็นตัวอย่างกัน) Location: https://goo.gl/maps/n8h3VhkfCyELR4GC7 เราต้องเดินมาซื้อตั๋วกันก่อนที่นี่ ก่อนเดินข้ามฝั่งไปยังมิวเซี่ยม Chi Chu Art Museum ได้ตั๋วมาแล้ว ไปลุยกันเลยยยย ส่วนทางเข้าตึกนี้จะอยู่อีกฝั่งของถนนนะครับ แค่ทางเดินเข้ายังสวยขนาดนี้เลยยยย Claude Monet "Water Lilies series" © benesse-artsite.jp Walter De Maria งาน installation ถาวร โดย Walter de Maria ที่ยิ่งใหญ่มากๆ Walter De Maria (วอลเตอร์เดอมาเรีย) เกิดในปี 1935 ในอัลบานี แคลิฟอร์เนียเรียนด้านประวัติศาสตร์และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านศิลปะจากมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนียบาร์กลีย์ 1953 ถึง 1959 และเสียชีวิตไปเมื่อ 2013 (ตอนอายุ 77) © Iwan Baan James Turrell "Open Field" (2000) ด้านในเป็น space สีน้ำเงินสามารถเดินเข้าไปด้านในได้ด้วย © Iwan Baan James Turrell "Open Sky" (2004) และยังมีงานศิลปะที่เล่นกับแสงของ James Turrell โดยเฉพาะงานที่ชื่อ Open Sky ที่เราสามารถลงชื่อจองสิทธิพิเศษล่วงหน้าเพื่อเข้าร่วม Night Program ไปชมแสงยามตะวันตกดิน (หรือตกน้ำหว่า?) หลังพิพิธภัณฑ์ปิดได้ด้วย และที่นี่ยังมีคาเฟ่ร้านอาหารให้นั่งพักชิลชมวิวทะเลเซโตะอุจิกันด้วยนะ © benesse-artsite.jp Lee Ufan "Lee Ufan Museum" พิพิธภัณฑ์ Lee Ufan เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งใกล้กับ Benesse House Museum เปิดให้เข้าชมเมื่อปี 2010 ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Lee Ufan ศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับสากลเป็นศิลปินร่วมสมัยชาวเกาหลี Lee Ufan มาทำงานเป็นอาจารย์สอนในประเทศญี่ปุ่นด้วย ซึ่งปัจจุบันมีฐานอยู่ที่ยุโรปเป็นหลักและสถาปนิก Tadao Ando โครงสร้างกึ่งใต้ดินที่ออกแบบโดย Ando เป็นที่ตั้งของภาพวาดและประติมากรรมโดย Lee ซึ่งประกอบไปด้วยช่วงเวลาตั้งแต่ปี 1970 ถึงปัจจุบันผลงานของ Lee สะท้อนกับสถาปัตยกรรมของ Ando ทำให้ผู้เข้าชมประทับใจทั้งความนิ่งสงบและพลศาสตร์ และมหาสมุทร พิพิธภัณฑ์มีพื้นที่อันเงียบสงบที่ธรรมชาติ สถาปัตยกรรมและศิลปะเข้ามาผนวกกัน Lee Ufan Museum Hours: March 1 - September 30 10:00 am - 6:00 pm (Last admittance: 5:30 p.m.) October 1 - last day of February 10:00 am - 5:00 pm (Last admittance: 4:30 p.m.) Closed: Mondays Admission: JPY 1,050 ประมาณ 315 บาท Location: https://goo.gl/maps/dqidYM6Qu9Z8kKEb7 วิวทะเลที่นี่สวยมากจริงๆ รถมินิบัสที่นี่จะจอดทุกป้ายที่มีงานศิลป์และพิพิธภัณฑ์เลยนะ แต่คันนี้ จอดพักอยู่ในอู่ Naoshima District Naoshima Elementary School โรงเรียนแห่งเดียวบนเกาะนาโอชิมะ เราชอบตึกนะ เท่ดี แวะทานมื้อเที่ยงกันที่ Yayoda 八代田 จากนั้นเราปั่นกันต่อไปเรื่อยๆ จนถึงฝั่ง Honmura port แล้วแวะกินข้าวเที่ยงที่ร้าน Yayoda (Kaisen Cuisine) ซึ่งร้านนี้จะเป็นอาหารทะเลท้องถิ่นที่สดและอร่อยมากกกกกก สไตล์โฮมมี่หน่อยๆ มีปลา หอย ปู หลากชนิดที่เราไม่เคยกินที่เมืองอื่นมาให้เลือกสั่งเพียบบบบ และยังมีสาเกจากจังหวัดต่างๆด้วยนะ Yayoda Hours: 12:00–14:30 pm., 18:00–20:30 pm. Closed: Mondays Price: JPY 300-1,500 เริ่มต้นประมาณ 90 บาท แต่ถ้าสั่งเป็นเซ็ทก็จะตกอยู่ที่เซ็ทละ 450 บาทเท่านั้น ถือว่าถูกมาก เพราะอาหารสดมาก Location: https://goo.gl/maps/bpQ6wWiU2dpiKrPBA Miyaura Port Terminal เป็นทั้ง Installation Art และเป็นทั้งที่จอดรถ ดูเผิญๆเหมือนก้อนไรกลมๆ แต่จริงๆแล้วดีไซน์เนอร์ได้รับแรงบันดาลใจมากจากเจ้าก้อนเมฆนั้นเอง Location: https://goo.gl/maps/wuuhCsab85HGB3AM7 Art House Project "Haisha" - Shinro Ohtake Shinro Ohtake "Dream on the Tongue/Peek at the Boccon" 2006 Art house project จะมีอยู่ทั่วเกาะเลยนะครับ เพื่อนๆสามารถซื้อตั๋วแบบเหมาได้เลย Location: https://goo.gl/maps/DdCGecSCSbA18b3z8 Honmura Lounge & Archive แล้วเราก็ขับจักรยานผ่านมาที่ ศูนย์ข้อมูลบริการนักท่องเที่ยว ซึ่งมีทั้งที่นั่งพัก ห้องน้ำ และของที่ระลึกขายกันทุกรูปแบบ ทำให้เสียตังค์กันอีกล้าว ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเน้นขายของมีดีไซน์ จากชุมชน และศิลปินต่างๆ รวมไปถึงงานของคุณยาย Yayoi ด้วยนะ ออกแบบโดยสถาปนิก Ryue Nishizawa Honmura Lounge & Archive Hours: 10:00 am. ~ 16:30 pm. Closed: Mondays Admission: Free Location: https://goo.gl/maps/CzXsHChg6C2UeddJ6 Minamidera - James Turrell "Backside of the Moon" 1999 Design: Tadao Ando © archive.jamesturrell.com อีกที่ที่เรา Recommend ก็คือ Minamidera ในโซน Honmura ซึ่งเป็นหนึ่งในอีกผลงานของ Tadao Ando และอยู่ใน Art House Project ที่นี่ครั้งหนึ่งเคยเป็นวัดมาก่อน Ando จึงใช้เทคนิคเดียวกันกับการสร้างวัดญี่ปุ่นสมัยก่อนที่ไม่มีการใช้ตะปูเลยแม้แต่ตัวเดียวเพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่ ภายในอาคารหน้าตาเรียบง่ายนี้ มีการจัดแสดงงานของ James Turrell ที่ชื่อ Backside of the Moon ข้างในเราได้ถูกพาไปสัมผัสความมืดสนิท และได้เรียนรู้เกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของดวงตาตัวเองที่ค่อยๆกินความมืดเป็นอาหารจนสามารถมองเห็นในได้ชัดขึ้นเรื่อยๆแม้ในที่อับแสง Minamidera - James Turrell "Backside of the Moon" Hours: 10:00 am. ~ 16:30 pm. Closed: Mondays Last admission: 16:15 Location: https://goo.gl/maps/mpF2K2xMZ688skki6 ANDO MUSEUM - Tadao Ando และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชม (ด้านในโซนแกลเลอรี ห้ามถ่ายรูปนะครับ) Hours:10:00 am - 16:30 pm (last admission 16:00) Closed:Mondays Admission: JPY 520 ประมาณ 156 บาท Location: https://goo.gl/maps/DEbXSrbZZRkGR6QM9 Naoshima Hall - Hiroshi Sambuichi Design by Sambuichi Architects เป็นอาคารอเนกประสงค์ของเมืองนาโอชิมะ ที่เคยได้รับรางวัลจากนิตยสารระดับโลกอย่าง Wallpaper* ในโครงการ Design Award in Best New Public Building category ปี 2017 Naoshima Hall แห่งนี้เป็นสถานที่สาธารณะสำหรับผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นเท่านั้นและไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้แต่เพื่อนๆสามารถดูจากด้านนอกได้ตลอดเวลา สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่นี่สามารถดูได้ที่เว็บไซต์ทางการของเมือง Naoshima ที่นี่ตอนกลางคืนก็สวยไปอีกแบบนะ ในวันนี้ Naoshima มีข้อเสนอดีๆและความสะดวกสบายจะหยิบยื่นให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากมาย กว่า 30 ปีได้ผ่านไป พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ งานดีไซน์ งาน installation โดยศิลปะระดับโลกต่างๆก็ทยอยผุดขึ้นกระจายตัวไปทั่วทั้งเกาะ Naoshima และเกาะใกล้เคียง ตามด้วยร้านค้า และธุรกิจท้องถิ่น ส่งผลให้เกาะที่เคยเกือบร้างกลับมามีชีวาอีกครั้ง ในปี 2016 ที่ผ่านมางานศิลปะ Setouchi Trenniale ครั้งล่าสุดที่จัดขึ้นบนเกาะต่างๆนี้ ก็สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวมาได้มากกว่า 1 ล้านคน แม้ในวันที่เราอยู่บนเกาะ เราอาจเจอผู้คนไม่มากนัก และในบางจังหวะเราก็รู้สึกถึงความเงียบราวกับอยู่ในเมืองร้าง แต่นั่นไม่ใช่ความเงียบเหงาวังเวง ในความเงียบนั้น เรารู้สึกปลอดภัยและสบายใจไปกับจังหวะชีวิตที่เนิบช้า ในความเงียบนั้น เรารับรู้ได้ถึงชีวิตที่นิ่งสงบมั่นคง จนอยากจะกด save เอาอารมณ์นั้นเก็บมาใช้ต่อที่เมืองไทยไปอีกนานๆ บางอย่างบอกเราว่า Naoshima น่าจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ในอีกไม่นาน เราก็รู้สึกได้ว่าความเงียบคงมีเวลาอีกไม่นาน ก่อนที่มันจะถูกทำลายกลายเป็นความจอแจของนักเช็คอินที่เมามันกับการถ่ายรูปลงสื่อโซเชี่ยล และถ้าหากคุณอ่านมาถึงบรรทัดนี้ เราหวังว่าคุณจะหาเวลาไปเสพความดีงามของ Naoshima ในบรรยากาศที่ยังน่ารื่นรมย์ก่อนที่อะไรต่างๆจะเปลี่ยนไป แล้วพบกันใหม่กับเทศกาล Setouchi Art ครั้งต่อไปปปป #LetsHOParoundJapan สำหรับรีวิวเกาะเตชิมะ (Teshima) คลิ๊กที่นี่เลยยย FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co credit: http://setouchi-artfest.jp/en/ , http://benesse-artsite.jp/en/art/ #Naoshima #ArtSetouchi #LetsHoparound #Japan #Kagawa #เที่ยวเกาะศิลปะ #เที่ยวนาโอชิมะ #เกาะศิลปะ #นาโอชิมะ #รีวิวเกาะศิลปะ #รีวิวนาโอชิมะ #วิธีไปนาโอชิมะ #เที่ยวญี่ปุ่น #ชมงานศิลปะ #มิวเซียม #แกลเลอรี่ #เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง #SetouchiArt #SetouchiTriennale
- เชียงแสน...เมืองแสนสุข Chiang Sean เที่ยวเชียงแสนกับ Hoparound.co
เชียงแสน...เมืองแสนสุข คุณเคยตกหลุมรักสถานที่บางแห่งโดยไม่คาดคิดมาก่อนมั้ย เชียงแสนก็เป็นสถานที่แบบนั้นแหละ เป็นเวลากว่าพันปีที่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงสุดงดงามแห่งนี้ได้เป็นแหล่งอารยธรรมอันอุดมสมบูรณ์ และเป็นศูนย์กลางความเจริญที่เปลี่ยนผ่านมาหลายยุคสมัยตั้งแต่ก่อนจะมีประเทศไทยเสียอีก หากไม่มีการเผาทำลายเมืองเชียงแสนในสมัยรัชกาลที่ 1 เพื่อป้องกันไม่ให้พม่าใช้เป็นฐานทัพ ความรุ่งโรจน์ที่เก่าแก่และแท้จริงของเชียงแสนก็คงจะโดดเด่นไม่แพ้เมืองเด่นใดๆในโลกเลย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม วันนี้เชียงแสนก็ได้กลายมาเป็นเมืองเล็กๆทว่าสง่างาม สงบเงียบ และเรียบง่ายด้วยวิถีชีวิตของผู้คนที่เจือไปด้วย ”ความขลัง” ในบรรยากาศ สิ่งปลูกสร้างโบราณเกือบร้อยแห่ง มีอายุตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันปีนั้นยังกระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ยิ่งเราได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง เรายิ่งหลงรักเชียงแสนประหนึ่ง love at first sight มาเถอะเพื่อนๆ มา #Hop ไปต้องมนต์เสน่ห์ของเชียงแสนพร้อมๆกันกับเรา ทริปนี้เรานอนที่ Athita The Hidden Resort Chiang Saen บูทีคโฮเท็ลที่เพิ่งเปิดใหม่ได้ไม่นาน สรุปให้ฟังก่อนเลยที่นี่เป็นหนึ่งในโรงแรมที่เราประทับใจที่สุดตั้งแต่เคยไปนอนมา ไม่ว่าจะด้วยความเป็นส่วนตัว (โรงแรมมีห้องพักทั้งสิ้นเพียง 9 ห้อง) การดีไซน์ตัวโรงแรมที่สื่อถึงคาแร็คเตอร์ของเชียงแสนและเชื่อมโยงเข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ประวัติความเป็นมาของทำเลที่ตั้งที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ “วัดอาทิต้นแก้ว” วัดใหญ่เก่าแก่อายุกว่า 500 ปี (ฟังดูน่ากลัวแต่ของจริงไม่เลย ดูสง่างามมากกว่า) และเป็นที่มาของชื่อ “อาทิตา” ด้วย รวมไปถึงอาหารอร่อยๆและการบริการของพนักงานที่ใส่ใจพอเหมาะพอเจาะกำลังดี ที่สำคัญทางโรงแรมยังมีกิจกรรมท้องถิ่นให้เราเลือกเข้าร่วมกันอีกด้วย Location: https://g.page/AthitaHotel?share ร่วมกิจกรรมชุมชนที่บ้านฮอมผญ๋า หลังจากที่เช็คอินเข้าห้องพัก ล้างหน้าล้างตาและสำรวจโรงแรมเรียบร้อยแล้ว เราก็เลือกจักรยานไปปั่นชมเมืองกันคนละคัน พร้อมกับจะได้ขี่ไปทำกิจกรรมที่ทางโรงแรมช่วยจองเอาไว้ให้เลยทีเดียว กิจกรรมที่เราเลือกทำก็คือพิมพ์ผ้าด้วยใบไม้ และนวดแบบ “ย่ำขาง” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาล้านนาที่ใช้เท้าชุบน้ำสมุนไพรหรือน้ำมันแล้วนำมาถูกับแผ่นเหล็กเผาไฟ จากนั้นก็นำมาเหยียบรีดเส้นคล้ายกับการใช้ลูกประคบ ปั่นชมเมืองได้ไม่นาน ก็เมื่อมาถึง “บ้านฮอมผญ๋า” สถานที่ที่เราจะมาทำกิจกรรมกัน เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพี่วัฒน์และพี่หวาน คู่สามีภรรยาเจ้าบ้านที่น่ารัก เราแนะนำตัวกันและพี่ๆทั้งสองก็ผลัดกันเล่าเรื่องความเป็นมาของเชียงแสนให้เราฟัง ซึ่งน่าสนใจเกินคาดมาก เชียงแสนเป็นเมืองที่มีความเป็นมายาวนาน บ้างก็ว่าถึง 3,000 ปี ก่อนพุทธกาลเสียอีก พี่วัฒน์เล่าให้ฟังว่ากษัตริย์บางองค์ในอดีตนั้นเคยพบพระพุทธเจ้าด้วย อาณาจักรที่เคยเจริญรุ่งเรืองบริเวณเชียงแสนในปัจจุบันก็เช่น นครสุวรรณโคมคำ อาณาจักรหิรัญนครเงินยาง โยนก-เชียงแสน ล้านนา เป็นต้น จนหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ก็บอกได้ไม่ชัดเจน เหลือแต่เพียงตำนานเรื่องเล่า และบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ต้องค้นคว้ากันต่อไป ทำความรู้จักกับความเป็นมาของเชียงแสนไปพอหอมปากหอมคอแล้ว พี่วัฒน์กับพี่หวานก็จัดแจงเตรียมอุปกรณ์เพื่อให้เราพิมพ์ผ้าด้วยใบไม้ท้องถิ่นซึ่งมีใบสักเป็นหลัก หลังจากที่เราเรียงใบไม้บนผ้าจนถูกใจแล้ว พี่วัฒน์ก็เอาแผ่นพลาสติกมาคลุมอีกชั้น และแจกค้อนไม้ขนาดถนัดมือมาให้เราจรรจงทุบเพื่อให้ลายของใบไม้ติดไปบนผ้า ถ้าทุบเบาไปสีก็จะไม่ติด ทุบแรงไปใบไม้ก็จะช้ำและทำให้ลายเลือน ทุบกันจนเมื่อยแล้ว พี่หวานก็เตรียมเอาผ้าไปนึ่งและผ่านกระบวนการอื่นๆต่อไป นวดย่ำขาง แบบพื้นบ้านล้านนา ณ โฮงฮอมผญ๋า ระหว่างนี้ เราก็ทยอยเปลี่ยนชุดเพื่อเริ่ม session การนวดแบบย่ำขางโดยพี่วัฒน์จะเป็น therapist นวดให้เรา แรกๆเห็นเตาแล้วเราก็แอบเสียวแทน โดยเฉพาะบางจังหวะที่ไฟลุกขึ้นฟู่อย่างกับมีใครผัดผักบุ้งไฟแดงทีเดียว แต่พอเวลาผ่านไปแค่แป๊บเดียวเราก็เริ่มผ่อนคลายพร้อมที่จะได้รับการบำบัดต่อไป ขณะนวดเราก็พูดคุยกันต่อถึงเกร็ดความรู้ และเรื่องราวชีวิตของแต่ละคน จนได้รู้ว่าพี่วัฒน์นั้นถนัดดูดวงและดูชื่อตามหลักทักษาด้วย เราก็เลยจัด session ดูดวงกันต่อเลย 555 กว่าจะกลับถึงห้องพักก็มืดพอดี เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการทำบุญตักบาตรหน้าวัดอาทิต้นแก้ว วันรุ่งขึ้นเราก็ให้ทางโรงแรมช่วยจัดเซ็ตตักบาตรไว้ ตื่นกันมาเตรียมตัวกันตั้งแต่ 6 โมงเช้า ทางโรงแรมก็จัดให้พนักงานพาเราเดินผ่านวัดอาทิต้นแก้วไปยังถนนอีกฝั่งเพื่อรอพระ เมื่อตักบาตรเสร็จแล้ว เราก็ขอให้ทางโรงแรมเตรียมเบรคฟัสต์ให้เลย เพราะเราอยากจะออกไปปั่นจักรยานเก็บภาพรอบเมืองอีกครั้ง ขอบอกว่าอาหารอร่อยมาก โดยเฉพาะข้าวต้มกระดูกหมูที่ให้เครื่องมาเยอะมาก ได้ใจไปเต็มๆ ปั่นจักรยานทัวร์รอบเมืองเชียงแสน กำลังจะกินอาหารเช้าเสร็จ บังเอิญพี่วัฒน์กับพี่หวานก็เอาผ้าที่เราพิมพ์ไว้มาส่งให้ที่โรงแรม พอรู้ว่าเราจะออกไปปั่นจักรยานกันก็เลยอาสาสมัครเป็นไกด์ให้ด้วย ทริปรอบเมืองของเราในเช้าวันนี้จึงน่าสนใจขึ้นกว่าเดิมไปอีก มากไปกว่านั้นยังมีการซื้อของกินท้องถิ่นจากตลาดมาเลี้ยงเราด้วย ต้องขอบคุณมา ณ ที่นี้อีกครั้งด้วยนะครับ ใจดีกันมากๆเลย บรรยากาศริมฝั่งแม่น้ำโขง ยิ่งได้ชมเมือง ก็ยิ่งตกหลุมรักเชียงแสน ทั้งบ้านเมืองที่มีซากอารยธรรมเก่าๆ แซมอยู่ทั่วเมือง และวิวธรรมชาติที่สวยงามมาก จุดนี้เป็นพื้นที่ราบที่อุดมสมบูรณ์ เพราะมีแม่น้ำสายใหญ่อย่างแม่น้ำโขงไหลผ่าน และมีภูเขาโอบล้อมรอบเป็นฉากหลังทั้งทางฝั่งไทยและลาว เรียกได้ว่าเป็นทำเลที่เหมาะสมกับการอาศัยและทำกินสุดๆ เราเข้าใจได้ไม่ยากเลยว่าทำไมคนในยุคโบราณจึงมักจะเลือกที่นี่เป็นทำเลในการตั้งรกราก ประตูเมืองเชียงแสน Location: https://goo.gl/maps/xYApkjMx6NpdG5jM9 เดินเล่นตลาดเช้าของเชียงแสน ตลาดชุมชนของชาวเชียงแสนที่มีของกินท้องถิ่นมากมาย เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ที่ย่างอยู่บนเตาเป็น "ข้าวปุกงา" คือข้าวเหนียวตำคลุกกับงาขี้ม่อนห่อด้วยใบตองแล้วนำไปปิ้ง มีให้กินเฉพาะช่วงต้นฤดูหนาวเท่านั้น Location: https://goo.gl/maps/9ogijs3NEKWgQAPz6 วัดพระธาตุเจดีย์หลวง Location: https://goo.gl/maps/JPHjzB4GpYTnkFNU6 วัดป่าสัก เจย์ดีโบราณที่คงสภาพสมบูรณ์ที่สุด โดดเด่นด้วยการรวมศิลปะหลายแบบเข้าด้วยกัน ทั้ง จีน ขอม พม่า สุโขทัย สะท้อนถึงความเป็นศูนย์กลางความเจริญที่ส่งผ่านมาหลายยุค หลายสมัย หลายเชื้อชาติของเชียงแสน Location: https://goo.gl/maps/H4ipMZ5zppbu6bFY6 วัดร้อยข้อ Location: https://goo.gl/maps/bUWfHAzSr3Zi34RR6 แวะชิลในสระว่ายน้ำที่โรงแรมอทิตาก่อนจะเช็คเอ้าท์ เรากลับมาพักผ่อนที่โรงแรมก่อนจะเช็คเอ้าท์ เราลงว่ายน้ำในสระระบบน้ำเกลือสีฟ้าอ่อนตัดกับสีน้ำตาลของอิฐปั้นมือสวยงามมาก เราใช้พลังงานไปกับกิจกรรมช่วงเช้าจนเกือบหมด รู้ตัวอีกทีก็หิวอีกแล้ว ก่อนเช็คเอ้าท์เราจึงตัดสินใจกินมื้อกลางวันที่โรงแรมอีกรอบ เพราะติดใจในรสมือมาจากมื้อเช้า แล้วก็ไม่ผิดหวังเลย เราชอบข้าวจิ๊นเมิน (ข้าวเนื้อตุ๋นสไตล์เหนือ) มากเป็นพิเศษ เพราะเนื้อนุ่มละลาย แถมหอมกลิ่นเครื่องเทศกำลังดีเลย มาเชียงแสนคราวนี้อิ่มทั้งบุญ อิ่มทั้งท้อง สุขทั้งกาย สุขทั้งใจ จนเริ่มเสพติด vibe แบบนี้และอยากจะมาเที่ยวบ่อยๆ ที่สำคัญคือเริ่มลังเลไม่อยากจะบอกให้ใครรู้เยอะ เพราะกลัวว่านักท่องเที่ยวจะมาทำให้เสน่ห์ของที่นี่เปลี่ยนไป แต่ก็อย่างว่าแหละ แฟนเพจของ hoparound.co น่ารักกันอยู่แล้ว เราก็ต้องแบ่งปันกันสิเนอะ เอาเป็นว่าถ้าใครได้ไปเชียงแสนแล้วติดใจเหมือนเรา ก็ช่วยๆกันทะนุถนอมกันหน่อยน้าาาา FB/IG/TikTok: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co












