Search Results
Search this site
138 results found with an empty search
- Los Angeles (L.A) 6 ย่านเด็ดในลอสแอนเจลิส
Los Angeles ลอสแอนเจลิส กรุงเทพฯ แห่งอเมริกา Los Angeles เมืองแห่งเทวดาตามคำแปลของชื่อก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน วันนี้เราไม่ได้มารีวิวการฉีดวัคซีนนะ แต่อยากมาแนะนำจุดเช็คอิน ย่านที่น่าเดินเที่ยวใน LA กันสั้นๆ เผื่อใครมีแพลนไปเที่ยวอเมริกา ก็อย่าลืมแวะแอลเอหล่ะ ต้องบอกว่าที่จริงแล้ว LA เป็นเมืองใหญ่มากๆ (ตอน Landing มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดของแสงไฟด้านล่างเลย) และมีที่ให้สำรวจกันแบบไม่รู้จบ ควรต้องมีรถยนต์จึงจะสะดวกเพราะระบบขนส่งสาธารณะนั้นไม่ครอบคลุมทั่วถึง วันนี้เราจึงเลือกเพียง 6 ย่านที่เราชอบ เผื่อใครกำลังวางแผนทริปอยู่จะได้โน้ตเพิ่มเติมเอาไว้ ส่วนคนที่ยังไม่มีทริป เราก็ไปทิพย์ด้วยกันก่อนก็แล้วกันน้าาา 1. Downtown LA บอกก่อนเลยว่าบรรยากาศย่านกลางเมืองของ LA นั้น อาจไม่ได้เอื้อให้เรารู้สึกปลอดภัยมากนัก เราแอบเสียดายอาคารเก่าดีไซน์สวยเป็นเอกลักษณ์ที่เรียงรายกันอยู่เต็มไปหมด แต่กลับไม่ค่อยได้รับการดูแลเท่าที่ควร และในบางโซนอาจจะมีคนไร้บ้านเยอะหน่อย อย่างไรก็ตาม Downtown ก็มีสถานที่น่าสนใจซ่อนอยู่มากมายแทบทุกหัวถนน ไปดูกันเลย! เริ่มต้นกันที่ The Broad พิพิธภัณฑ์ Modern Art ที่แค่ Facade ก็ปังแล้ว ตั้งอยู่บนถนน South Grand Avenue ที่นี่มีทั้งงานวาดเขียน งานประติมากรรม และงาน Installation จากศิลปินสุดล้ำระดับโลกจากหลายยุคสมัย แนะนำให้ซื้อตั๋วล่วงหน้าจากเวปของ The Broad ได้โดยตรงเลยครับ ที่อยู่ติดกันก็คือ Walt Disney Concert Hall อาคารฟอร์มแปลกตาล้ำสมัย ดูก็พอจะรู้ว่าเป็นผลงานการออกแบบของคุณ Frank Gehry แค่เห็นด้านนอกก็ปลุกเร้าจินตนาการได้ไม่รู้จบแล้ว เราเดินกันต่อฝั่งตรงข้ามเป็น MOCA Museum of Contemporary Art, Los Angeles ที่นี่เป็นอีกหนึ่งอาร์ตมิวเซียมสามารถจองตั๋วเข้าชมและเช็คตารางงานที่จะโชว์ได้ที่ https://www.moca.org/ และอย่าลืมแวะช้อปปิ้งกันที่ MOCA Store ด้านหน้าด้วยนะ บอกเลยว่าใครรักข้าวของเครื่องใช้ที่มีดีไซน์มีฟังก์ชั่นดีๆ แนะนำให้แวะเลยครับ!! ระหว่างทางเดินก็มีตึกระฟ้ากระจุกตัวกันพอประมาณ และฝนตก หมอกก็ลงอีก ดูเท่ไปอีกแบบ จากนั้นเราก็เดินไปขึ้นรถรางโบราณ Angels Flight Railway ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1901 จึงมีรูปลักษณ์ที่ขลังไม่เหมือนใคร และค่าบริการก็ถูกมาก (เที่ยวละ USD 1 เท่านั้นเอง) ลงจากรถรางแล้ว ก็แวะหาของอร่อยๆรองท้องที่ตลาด Grand Central Market ซักหน่อย เราชอบบรรยากาศของตลาดแห่งนี้มาก โดยเฉพาะป้ายนีออนหลากสีที่แข่งกันเด่น แต่กลับไม่รกตา ที่นี่มีอาหารให้เลือกเยอะมากหลายสัญชาติเลย รวมถึงอาหารไทยด้วย กินเสร็จแล้วก็ไปจิบกาแฟกันต่อที่ร้าน Blue Bottle เจ้าดังจาก San Francisco ไม่ว่าจะสาขาไหนก็คนเข้าคิวตลอด เพราะกาแฟเค้าดีจริง! ความพิเศษของสาขานี้อยู่ที่ทำเลที่ตั้งอยู่ในอาคาร Bradbury Building อายุเกือบ 130 ปี ซึ่งเคยเป็นฉากในหนังฮอลลีวู้ดชื่อดังมากมาย อาคารสไตล์ Victorian ที่สวยงามแห่งนี้เป็น Landmark ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของ LA และเป็นหนึ่งในอาคารพาณิชย์ที่เก่าแก่ที่สุดในย่าน Downtown ด้วย เดินต่อมาไม่น่าจะเกิน 5 นาทีเราก็จะพบกับร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในรัฐ California ที่ชื่อว่า The Last Bookstore คุณ Josh Spencer เจ้าของร้านได้เลือกชื่อนี้เพื่อประชดประชันกระแสสังคมที่ว่าร้านหนังสือกำลังจะตาย ที่นี่มีหนังสือทั้งเก่าใหม่รวมกันอยู่กว่า 500,000 เล่ม รวมถึงแผ่นเสียง ของสะสม ของที่ระลึกมากมาย และมีกิจกรรมสำหรับนักเขียนนักอ่านตลอดปี นอกจากร้านจะใหญ่และหนังสือเยอะแล้ว การตกแต่งภายในร้านยังน่าตื่นตาตื่นใจมากๆด้วย เราชอบชั้นลอยเป็นพิเศษเพราะเป็นจุดที่มีผู้คนมายืนล้อมตลอดแนวระเบียงเพื่อสเก็ตช์บรรยากาศร้านที่อยู่เบื้องล่าง กลายเป็นภาพที่แปลกตาแต่ก็ Inspiring มากๆ ได้เวลา Shopping แล้วล่ะ บนถนน South Broadway นั้นเรียงรายไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Art Deco มีร้านค้าเก๋ๆอยู่มากมาย COS ร้าน COS สาขานี้ตั้งอยู่ในอาคาร Oympic Theatre ที่สวยกริบ โดยทาง COS STORE ได้ทำการรีโนเวทจากโรงละครโอลิมปิคเก่า ที่ตั้งอยู่บนถนนในดาวน์ทาวน์แอลเอพื้นที่ใหญ่กว่า 600 ตรม. เราเดินผ่าน Urban Outfitters และแวะดูร้าน MYKITA แบรนด์แว่นตาสุดเท่ของเมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน จากนั้นก็เดินต่อจนถึงแยกที่ตัดกับถนน W 9th Street ก็พบกับ Shop ของ Acne Studios ที่ใหญ่และเก๋มาก (พื้นที่เกือบ 500 ตร.ม.แน่ะ) สาขานี้มีคาเฟ่ ILCAFFE ร้านโปรดของ Jonny Johansson จาก Stockholm ด้วย หัวมุมถนนฝั่งตรงข้ามก็เป็นร้าน Aesop ที่ตกแต่งด้วยวัสดุรีไซเคิลแสนดิบเท่ ถัดไปอีกก็คือร้าน A.P.C. แบรนด์แฟชั่นมินิมอลชื่อดังจากปารีส ร้านค่อนข้างใหญ่ และดูเหมือนว่าจะมีแค่เราเท่านั้น ได้ช็อปปิ้งแบบไพรเวทมาก ฮ่าๆ ละแวกนี้มีอะไรดีๆซ่อนอยู่เยอะเลย ลองไปสำรวจกันดูน้าา 2. Melrose Avenue ใครยังไม่จุใจกับการช้อปก็มาต่อกันแบบยาวววววววๆ (เกินกิโล) ที่ Melrose Avenue ได้เลย ถนนเส้นนี้ถูกขนาบ 2 ฝั่งด้วยอาคารเตี้ยๆตลอดสาย เป็นที่ตั้งของร้านค้าหลายแบรนด์ทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้จักจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ก็น่าเข้าแทบทุกร้านเลยแหละ คาแรคเตอร์ของร้านส่วนใหญ่จะเป็นแนว High Street ที่คัดสรรของดีไซน์น่าสนใจมาอย่างดี สายช้อปควรเผื่อเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงนะครับ เริ่มกันที่ Ron Herman กับ Fred Segal ร้าน Select Shop สไตล์แคลิฟอร์เนียที่เราปลื้มมาตั้งแต่ตอนไปเที่ยวญี่ปุ่น คราวนี้ได้มาบุกถึงถิ่นกำเนิด (แต่แอบรู้สึกว่าที่ญี่ปุ่นเลือกของมาได้ถูกจริตเรามากกว่า) ด้านล่างก็มีคาเฟ่ให้นั่งชิลกันด้วยนะ ต่อด้วยตึกทรงลูกบาศก์สีชมพูที่หลายคนอาจเคยเห็นใน IG กันอยู่บ่อยๆ ตึกนี้เป็นที่ตั้งของร้าน Paul Smith สาขาใหญ่ แทบจะเป็นแลนด์มาร์คของย่านนี้เลยก็ได้ ร้านอื่นๆที่คุณจะได้เจอในย่านนี้ก็มีทั้งเสื้อผ้า ของแต่งบ้าน โดยมีทั้งแบรนด์โลคอลและแบรนด์ระดับโลก เช่น Balmain, Marc Jacob, Chloe, Marni, Bottega Venetta, Frame, Isabel Marant, A.P.C., Outdoor Voices, Editions de Parfums Frédéric Malle โชคดีที่ตอนที่เราไป (ก่อนโควิด) นั้นมีตลาด Melrose Place Farmers Market พอดี บรรยากาศจึงยิ่งมีชีวิตชีวาอย่างมาก ตลอดแนวทางเดินก็เรียงรายไปด้วยอาหารคราฟท์ และสินค้าประดิษฐ์มือมากมาย 3. จุดชมวิว Hollywood Sign Lake Hollywood Park เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่ไม่ควรพลาด เพราะจะมีสนามหญ้าสีเขียวให้นั่งเล่น ยืนถ่ายรูปเก๋ๆกับป้ายฮอลลีวูดได้ด้วย Location: https://goo.gl/maps/v9LzGXDPYoyXbcvr6 4. Mid-Wilshire ย่านบ้านสวย ชีวิตดี มิวเซี่ยมปัง Tourists น้อย อาจจะไม่มีความตื่นตาตื่นใจเท่ากับย่านอื่นๆ แต่ละแวกนี้น่าอยู่ชะมัด ขอย้ำอีกครั้งว่าบ้านแถบนี้สวยมากๆ ร้าน Met her at a bar เป็นร้าน Brunch สัญชาติไทยผสมฝรั่งที่รสชาติเข้มข้นลงตัว หนึ่งในร้านที่ถูกปากเรามากที่สุดในทริปนี้ เราชอบเมนูไก่ทอดกินคู่กับวาฟเฟิ่ล อร่อยสุดๆ ความเป็นมาของร้านก็น่าสนใจเพราะเจ้าของร้านเป็นคู่หญิงชายที่ไปพบรักกันในบาร์แห่งหนึ่งจนมาลงเอยกันด้วยการทำธุรกิจร้านอาหารด้วยกัน หากคุณคุ้นตากับรูปเสาไฟนับร้อยต้นแบบในภาพ สิ่งนี้คืองาน Art Installation ถาวร ที่ชื่อว่า Urban Light ตั้งอยู่ด้านนอกของ Los Angeles County Museum of Art (LACMA) ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในแถบตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีผลงานจัดแสดงอยู่ภายในทั้งแบบถาวรและหมุนเวียนรวมกันกว่า 140,000 ชิ้น 5. Beverly Hills ย่านช็อปปิ้งแบรนด์เนม ชื่อนี้คือตำนานที่อยู่คู่ LA มาทุกยุคสมัย เพราะเป็นถิ่นที่อยู่ของดารา นักร้อง เซเลบริตี้ และมหาเศรษฐีแห่งโลกฮอลลีวู้ด ที่นี่จึงเป็นแหล่งรวมความเริ่ดหรูที่ทั้งเข้มข้นและหลากหลาย ตั้งแต่บรรยากาศภายนอกไปจนถึงการตกแต่งภายใน ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนคลับสินค้า Luxury แบรนด์ใด Beverly Hills น่าจะตอบได้เกือบทุกโจทย์ความต้องการ และต่อให้คุณจะไม่ใช่สายช้อป บรรยากาศที่หรูสุดๆของที่นี่ก็ควรค่าแก่การได้มาเสพสักครั้งหากคุณได้แวะมาเที่ยว LA 6. Santa Monica เราพูดถึงแต่ในเมืองจนเกือบลืมไปว่า LA นั้นอยู่ติดทะเลและมีหาดสวยๆหลายหาดเลย หนึ่งในหาดที่มีชีวิตชีวาที่สุดก็คือ Santa Monica เรามาทันเห็นวิวพระอาทิตย์ตกพอดี ต้องบอกว่าประทับใจมากเลยครับ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเป็นภาพที่เราคุ้นตามาจากหนังและ TV Series ด้วย แต่พอมาสัมผัสของจริงก็ยิ่งซาบซึ้งคนละ Level กันเลย ที่นี่มีสตรีทฟู้ดให้เลือกกินมากมาย (แต่อาจจะเป็นแนวเน้นขายนักท่องเที่ยวซักหน่อย) ชายหาดเต็มไปด้วยผู้คนที่มานั่งชิลล์ เล่นสเก็ต และเตร็ดเตร่ปล่อยอารมณ์ อีกไฮไลท์ของ Santa Monica ก็คือที่นี่เป็นจุดสิ้นสุดของถนน Route 66 ถนนสายหลักของอเมริกาที่เริ่มต้นจาก Chicago ตัดผ่านรัฐต่างๆเป็นระยะทางเกือบ 4,000 กม. แล้วจบลงที่ Pacific Park สวนสนุกริมทะเล ณ หาด Santa Monica แห่งนี้ บรรยากาศครึกครื้นเป็นกันเอง เหมือนงานวัดแบบฝรั่งๆ และเราก็ไม่พลาดที่จะลองขึ้นเครื่องเล่นด้วย Los Angeles นั้นเป็นเมืองที่มีไดนามิคส์สูงมาก เป็นแหล่งรวมของความหลากหลายทั้งในแง่เชื้อชาติและชนชั้น ในด้านความหรูหรานั้นยอมรับว่าสุดมาก ส่วนในด้านของความยากจนก็มีให้เห็นบ่อยจนชินตาเช่นกัน โดยเฉพาะย่าน Downtown ที่บางช่วงตึกเราแอบรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยเอาเสียดื้อๆ แม้ที่นี่อาจจะไม่ใช่เมืองที่เราจะวางแผนกลับมาเที่ยวบ่อยๆ แต่เราก็ตื่นเต้นและดีใจมากที่ได้มาเยี่ยมเยือนและเห็นความยิ่งใหญ่ของเมืองอันดับ 2 ของอเมริกาแห่งนี้ด้วยตาตัวเอง #LetsHoparound
- Salvation Mountain โอเอซิสแห่งศิลปะและศรัทธากลางทะเลทรายแคลิฟอร์เนีย
รีวิว Salvation Mountain โอเอซิสแห่งศิลปะและศรัทธากลางทะเลทรายแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ทริปนี้เราเริ่มต้นออกสตาร์ทกันที่ Palm Springs ครับ เมืองพักตากอากาศที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ Mid-Century Modern แบบที่พวกเราหลงใหล จากจุดนั้น เราแพ็กกระเป๋าขึ้นรถเช่า มุ่งหน้าลงใต้ไปตามเส้นทาง CA-111 โดยใช้เวลาขับรถสบายๆ ประมาณชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง ความน่าสนใจของโรดทริปนี้คือมวลบรรยากาศสองข้างทางที่ค่อยๆ เปลี่ยนผ่าน จากความเนี้ยบของรีสอร์ตหรูและทิวทัศน์ของทิวต้นปาล์มที่จัดวางมาอย่างตั้งใจ สู่ความดิบแล้งของทะเลทรายโคโลราโด (Colorado Desert) เราขับเลียบขนานไปกับผืนน้ำที่กว้างใหญ่แต่กลับเงียบสงัดจนเกือบจะดูเวิ้งว้างอย่างทะเลสาบ Salton Sea เป็นความรู้สึกเหมือนเรากำลังขับรถหลุดออกนอกขอบเขตของความเจริญ เพื่อไปค้นพบโลกอีกใบที่ซ่อนตัวอยู่ เป็นสุนทรียภาพแห่งการเดินทางที่ช่วยปูอารมณ์ให้เราพร้อมรับมือกับความเซอร์เรียลของจุดหมายปลายทางในวันนี้ ซึ่งก็คือ "Salvation Mountain" ประติมากรรมภูเขาขนาดย่อมที่สร้างขึ้นจากสองมือมนุษย์ ผู้ซึ่งผสาน Outsider Art ปรัชญาความเชื่อ และความอุตสาหะที่ใช้เวลาประกอบร่างนานกว่า 3 ทศวรรษเข้าด้วยกัน จุดกำเนิดจากความตั้งใจอันบริสุทธิ์ Salvation Mountain ไม่ใช่โปรเจกต์ที่ถูกออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง หรือได้รับการระดมทุนมหาศาล ทว่าเกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของชายเพียงคนเดียวที่ชื่อว่า เลียวนาร์ด ไนต์ (Leonard Knight) ย้อนกลับไปในปี 1984 เลียวนาร์ดมีความตั้งใจเพียงแค่จะปล่อยบอลลูนลมร้อนที่สกรีนข้อความว่า "God is Love" เพื่อสื่อสารปรัชญาความรักที่เขามีต่อโลก แต่เมื่อบอลลูนไม่สามารถลอยขึ้นได้ เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนวิธีการ โดยหันมาสร้างอนุสรณ์สถานบนพื้นดินแทน ภูเขาลูกแรกที่เขาใช้เวลาสร้างถึง 4 ปี พังทลายลงมาเพราะโครงสร้างที่ไม่แข็งแรง แต่แทนที่จะยอมแพ้ เลียวนาร์ดกลับเริ่มสร้างมันขึ้นมาใหม่โดยศึกษาและทดลองใช้วัสดุที่ยั่งยืนขึ้น จนกลายมาเป็น Salvation Mountain ที่เราเห็นและสัมผัสได้ในปัจจุบัน สถาปัตยกรรมดินเหนียวและสีสันนับแสนแกลลอน ในมุมมองของงานสเปซและดีไซน์ที่เรามักจะให้ความสำคัญ Salvation Mountain คือความขบถที่งดงามมากครับ โครงสร้างทั้งหมดถูกปั้นขึ้นแบบออร์แกนิก ไร้ซึ่งพิมพ์เขียวใดๆ วัสดุที่ใช้คือของใกล้ตัวและเรียบง่ายที่สุดอย่างฟางแห้ง (Bales of straw) และดินเหนียวอะโดบี (Adobe clay) นำมาผสมกับน้ำเพื่อปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ จากนั้นจึงเคลือบด้วยสีน้ำมันและสีอะคริลิกที่ได้รับบริจาคจากผู้คนทั่วโลก ซึ่งประเมินกันว่าตลอดระยะเวลา 30 ปี เลียวนาร์ดใช้สีไปมากกว่า 100,000 แกลลอน ผลลัพธ์ที่ได้คือพื้นผิวที่มีเท็กซ์เจอร์แปลกตาและเส้นสายที่ลื่นไหลเหมือนงานประติมากรรมคราฟต์มือขนาดมหึมา บริเวณด้านบนสุดของภูเขาโดดเด่นด้วยกางเขนและข้อความ "God is Love" ขนาดใหญ่ ขณะที่พื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยภาพวาดเชิงสัญลักษณ์ ทั้งดอกไม้ ต้นไม้ น้ำตก และลวดลายเรขาคณิตที่ใช้แม่สีจัดจ้าน ตัดกับฉากหลังที่เป็นท้องฟ้าสีครามและผืนทรายสีหม่นได้อย่างทรงพลังและมีชีวิตชีวา นอกจากตัวภูเขาหลักแล้ว เลียวนาร์ดยังได้ขยายพื้นที่สร้างส่วนที่เรียกว่า The Hogan คล้ายกับโดมที่พักอาศัยของชนเผ่าพื้นเมือง และ The Museum ซึ่งมีลักษณะเป็นเขาวงกตขนาดย่อมที่ค้ำยันด้วยโครงสร้างต้นไม้ เศษไม้ประดับ และหน้าต่างรถยนต์เก่า การเดินลัดเลาะเข้าไปในพื้นที่ส่วนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังหลุดเข้าไปในมิติที่เส้นแบ่งระหว่างงานศิลปะพื้นบ้าน (Folk Art) และสถาปัตยกรรมถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น มรดกทางวัฒนธรรมที่ยังมีลมหายใจ แม้ว่าคุณเลียวนาร์ด ไนต์ จะจากโลกนี้ไปแล้วในปี 2014 แต่ผลงานของเขายังคงได้รับการสานต่อและดูแลโดยกลุ่มอาสาสมัคร Salvation Mountain Inc. ความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ไม่เพียงแต่ดึงดูดนักเดินทางและผู้รักศิลปะจากทั่วโลก แต่ยังได้รับการยกย่องจาก The Folk Art Society of America ให้เป็นแหล่งศิลปะพื้นบ้านที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ระดับชาติ เป็นข้อพิสูจน์ให้เราเห็นชัดเจนว่า ศิลปะที่แท้จริงนั้นไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความสมบูรณ์แบบทางวิศวกรรมเสมอไป แต่เกิดจากความหลงใหลและความละเอียดอ่อนในจิตวิญญาณของผู้สร้างครับ วิธีการเดินทาง (How to Get There) Salvation Mountain ตั้งอยู่ใกล้กับเมือง Niland ใน Imperial County รัฐแคลิฟอร์เนีย บริเวณนี้อยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบ Salton Sea และชุมชนศิลปินนอกกระแสอย่าง Slab City การเดินทางที่สะดวกที่สุดและเข้ากับมู้ดของการเดินทางคือการเช่ารถขับครับ เนื่องจากไม่มีระบบขนส่งสาธารณะเข้าถึงโดยตรง เดินทางจาก Palm Springs: ถือเป็นเส้นทางที่ขับสบายและได้ซึมซับบรรยากาศแบบโรดทริปเต็มที่ ใช้เวลาประมาณ 1.5 - 2 ชั่วโมง ขับลงใต้ผ่านเส้นทาง CA-111 S เลียบฝั่งตะวันออกของทะเลสาบ Salton Sea มุ่งหน้าสู่เมือง Niland เดินทางจาก Los Angeles (LA): ใช้เวลาขับรถประมาณ 3 - 3.5 ชั่วโมง โดยขับไปตามทางหลวงหมายเลข I-10 East มุ่งหน้าไปยังเมือง Indio จากนั้นเปลี่ยนไปใช้เส้นทาง CA-86 South เลียบไปตามทะเลสาบ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่เส้นทาง CA-111 South เมื่อถึงเมือง Niland: ให้เลี้ยวไปทางทิศตะวันออกเข้าสู่ถนน Main Street (ซึ่งจะเปลี่ยนชื่อเป็น Beal Road) ขับตรงเข้าไปเรื่อยๆ สู่เวิ้งทะเลทรายประมาณ 3 ไมล์ คุณก็จะเห็นสีสันอันโดดเด่นของ Salvation Mountain ตั้งตระหง่านอยู่ทางด้านขวามือ ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการเตรียมตัว: พื้นที่นี้เป็นเขตทะเลทราย อากาศจะร้อนจัดในช่วงกลางวันและค่อนข้างไร้ร่มเงา แนะนำให้เตรียมน้ำดื่ม ครีมกันแดด และหมวกใบเก่งไปให้พร้อมครับ บริเวณ Salvation Mountain ไม่มีค่าเข้าชม แต่เปิดรับเงินบริจาคหรือสีทาบ้าน (100% Latex paint) เพื่อนำไปใช้ในการบำรุงรักษาพื้นที่ เนื่องจากโครงสร้างทำจากดินเหนียวและมีความเปราะบางสูง ทางสถานที่จึงขอความร่วมมือให้เดินชมเฉพาะในบริเวณที่ทางอาสาสมัครทาสีเหลือง (Yellow Path) กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อช่วยกันรักษางานศิลปะทำมือชิ้นนี้ให้อยู่ไปได้อีกนานๆ ครับ
- Teshima เที่ยวเกาะเทชิมะ เกาะสวรรค์ของเหล่าคนรักศิลปะ
เพียง 20 นาทีบนเรือโดยสารจาก Naoshima เกาะศิลปะยอดนิยมที่เรานำเสนอไปในโพสต์ที่แล้ว เราก็จะได้พบกับเกาะศิลปะอีกเกาะที่ดีงามไม่แพ้กัน (แต่นักท่องเที่ยวน้อยกว่ามาก) ในนามว่า Teshima และที่นี่เองที่จะเป็นปลายทาง #hopstination ของเราในวันนี้ Teshima แปลว่าเกาะที่อุดมสมบูรณ์ เพราะมีแหล่งน้ำพุธรรมชาติที่บริสุทธิ์แหล่งใหญ่ผุดขึ้นที่ใจกลางเกาะ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทำให้คาดเดาได้ว่า เกาะนี้มีมนุษย์อาศัยมายาวนานกว่า 25,000 ปีแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันประชากรของเกาะก็ยังคงมีตัวเลขอยู่ประมาณ 1,000 คนเท่านั้น เกาะแห่งนี้อุดมสมบูรณ์มากเสียจนเคยเป็นหนึ่งในไม่กี่เกาะที่สามารถผลิตข้าว และสินค้าทางการเกษตรอื่นๆได้มากเกินการบริโภคของคนบนเกาะ จนต้องส่งออกไปขายที่อื่น โชคไม่ดีที่ Teshima ต้องเผชิญกับเหตุการณ์สิ่งแวดล้อมอื้อฉาวครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของญี่ปุ่น เมื่อตรวจพบว่ามีการใช้พื้นที่บนเกาะเป็นที่ทิ้งขยะพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมโดยผิดกฎหมายจำนวนมหาศาลกว่า 600,000 ตันมาตั้งแต่ปี 1975 กว่าขยะพิษต่างๆจะเริ่มทยอยได้รับการจัดการก็ปาเข้าไปปี 2000 แม้จะพยายามเคลียร์ขยะกันอย่างต่อเนื่อง แต่จนถึงทุกวันนี้ 18 ปีให้หลัง ขยะก็ยังไม่หมดซะทีเดียว และยังคงต้องจัดการรีไซเคิลกันต่อไป ความสดใสเข้ามาเยือน Teshima อีกครั้งในเดือนตุลาคมปี 2010 เมื่อ Teshima Art Museum (ที่เรารู้สึกว่า “โคตรรรรรเจ๋ง”) ได้เปิดตัวขึ้น และสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิด art sites อื่นๆเรื่อยมา ค่อยๆสะสมเป็นแรงดึงดูดให้นักเสพศิลปะทั้งจากญี่ปุ่นและทั่วโลกมาเยือน วิธีการเดินทางมายังเกาะเทชิมะ การเดินทางมายังตัวเกาะเทชิมะนั้น มีหลายวิธีมาก แต่ที่เราจะแนะนำคือขึ้น "รถไฟ" แล้วต่อ "เรือ" ถ้าใครที่มาจากโอซาก้า เราขอแนะนำให้เพื่อนๆเริ่มต้นจาก 1.สถานีรถไฟ Shin-Ōsaka Station โดยขึ้นรถไฟขบวน Tokaido-Sanyo Shinkansen ที่มุ่งหน้าไปทาง のぞみHakata 2.จากนั้นมาลงที่สถานีรถไฟ Okayama Station แล้วเปลี่ยนรถไฟไปเป็น JR สาย Seto-Ohashi Line มุ่งหน้าไปทาง 快速Takamatsu 3.จากนั้นให้เปลี่ยนรถไฟที่สถานี Chayamachi Station โดยขึ้นรถไฟ JR สาย Uno Line ซึ่งจะมุ่งหน้าไปทาง 各停Uno 4.แล้วให้ลงสถานีสุดท้ายปลายทางคือ Uno Station แล้วเดินไปขึ้นเรือที่ท่า Uno Port เพื่อไปลงที่เกาะเทชิมะ หรือใครจะลองค้นหาในกูเกิ้ลแมปก็ได้นะ สะดวกสุดๆ ที่เที่ยวนรอบๆเกาะเทชิมะ เราเลือกมาลงที่ท่าเรือ KARATO PORT ฝั่งขวาของเกาะก่อน เพราะมันอยู่ใกล้กับ Teshima Art Museum ซึ่งเป็นตัวไฮไลท์ของเกาะนี้กันก่อนเพราะเช้าๆ คนยังไม่เยอะมาก Teshima Art Museum มิวเซี่ยมแห่งนี้บริหารงานโดย Benesse Foundation ทีมเดียวกันกับที่ดูแลโปรเจ็คบนเกาะ Naoshima แต่ Teshima Art Museum นี้มีบุคลิกที่ต่างไป อาจจะเพราะความอ่อนช้อยของเส้นโค้งตามแนวอาคารที่เกลี้ยงเกลาล้ำยุค บวกกับความเปิดโล่งของ landscape ที่เป็นเนินเขาอันสวยงามก็เป็นได้ เนินเขาแห่งนี้ปกคลุมไปด้วยหญ้าและนาข้าวเขียวขจี (เฉพาะในฤดูร้อน) ที่ลาดลงไปทางทะเล ตลอดทางที่เราปั่นจักรยานไฟฟ้าขึ้นมาที่นี่ เรารู้สึกรื่นรมย์ไปกับทิวทัศน์ที่งดงาม นาข้าวบนเนินแห่งนี้นั้นครั้งหนึ่งเคยถูกทอดทิ้งให้รกร้างไปในยุคที่เกาะเต็มไปด้วยขยะพิษ บัดนี้ก็กลับมาได้รับการดูแลชุบชีวิตอีกครั้ง ตัวอาคารทรงหยดน้ำได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานศิลปะที่จัดแสดงถาวรอยู่ด้านใน โถงภายในนั้นไม่มีเสาคำ้เลยแม้แต่ต้นเดียว โครงสร้างหลังคามีลักษณะคล้ายเปลือกหุ้มทำจากคอนกรีตที่หนาเพียง 25 ซม.โค้งทอดแบบไร้รอยต่อคลุมพื้นฝั่งหนึ่งถึงอีกฝั่งโดยมีความยาวกว่า 60 เมตร ตาม concept ที่ไม่ต้องการให้มีเส้นตรงในงานออกแบบทั้งหมดแม้แต่เส้นเดียว อีกหนึ่งแนวคิดที่ทำให้อาคารมิวเซี่ยมแห่งนี้แตกต่าง คือความตั้งใจที่จะออกแบบ space ให้มีลักษณะที่ทั้งปิดและเปิดในเวลาเดียวกัน คือแม้จะมีหลังคาเปลือกคลุมพื้นที่ให้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด แต่ก็มีการเจาะช่องวงรี 2 ช่องขนาดใหญ่พอสมควรเพื่อเปิดรับอากาศและแสงธรรมชาติด้วย Teshima Art Museum Teshima Art Museum เดินไปซื้อตั๋วเข้าชมกันก่อนเลย คนละ 1,540 YEN Teshima Art Museum Teshima Art Museum Teshima Art Museum Teshima Art Museum ระหว่างทางที่เดินเข้าไปยังตัวอาคารหลักนั้น เราก็ได้เพลิดเพลินกับต้นไม้ใบหญ้า และวิวทะเลจากมุมสูง แต่ไม่ว่าภายนอกอาคารนี้จะดีงามเพียงใด ก็ดูเหมือนว่าจะเทียบไม่ได้เลยกับประสบการณ์เมื่อเราได้ก้าวเท้าเข้าไปภายในเพื่อชื่นชมชิ้นงานศิลปะที่แสนจะเรียบง่าย ทว่าล้ำลึกและทรงพลังของ Rei Naito ศิลปินหญิงวัย 57 ปี The Matrix คือชื่อของ Artwork ชิ้นที่อยู่ภายในมิวเซี่ยมนี้ Rei ตั้งใจจะสื่อถึงการกำเนิดขึ้นของชีวิตและให้ผู้เข้าชมได้เป็นผู้เฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงของชีวิตมนุษย์ โดยถ่ายทอดเชิงสัญลักษณ์ผ่านการผุดขึ้นของน้ำหยดเล็กๆจากรูขนาดจิ๋วบนพื้น จิ๋วจนแทบสังเกตไม่เห็นด้วยตาเปล่า Teshima Art Museum ด้านในของตัวมิวเซียม ห้ามถ่ายรูปด้วยนะ Teshima Art Museum เจ้าหยดน้ำเหล่านี้เมื่อผุดขึ้นแล้วก็ค่อยๆไหลเป็นทางโดยไม่มีรูปแบบที่แน่นอน บ้างก็ไปรวมตัวกันเป็นกลุ่มแอ่งน้ำน้อยๆ บ้างก็เป็นแอ่งใหญ่ อยู่บนพื้นปูนเดียวกับที่เราเดิน(หรือนั่ง)ชมอยู่นั่นเอง เปรียบให้เห็นถึงการแปรเปลี่ยนสภาพอยู่เสมอของสรรพสิ่ง... ชีวิตของเราก็เช่นกัน เราเองก็ไม่เคยคิดว่าเพียงการนั่งดูหยดน้ำไหลจะเป็นประสบการณ์ที่งดงามได้ถึงเพียงนี้ อาจจะเพราะอากาศ ต้นไม้ และเสียงแมลงที่ขับกล่อมให้จิตใจเรารู้สึกเบาสบาย หรือเพราะสถาปัตยกรรมระดับ Master Piece ที่ตรึงอารมณ์ของเราให้อยู่ในความสงบสำรวม เอาจริงๆก็คงเป็นเพราะทุกสิ่งทุกอย่างรวมกันนั่นแหละที่เอื้อให้เราสามารถซึมซับความละเมียดแห่งการได้อยู่ที่นั่น ณ เวลานั้นอยู่กับทุกๆปัจจุบันขณะที่ค่อยๆเคลื่อนผ่านไปอย่างเรียบง่าย Teshima Art Museum Teshima Art Museum เมื่อดื่มด่ำกับงานศิลป์จนเต็มอิ่มแล้ว เราก็มาแวะที่ shop/cafe ของมิวเซี่ยม ที่นี่เต็มไปด้วยของดีไซน์เท่ๆ เก๋ๆ เต็มไปหมด สำหรับตัวคาเฟ่นั้นแม้จะเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มเพียงไม่กี่อย่าง แต่เราก็รู้สึกได้ถึงความตั้งใจทำของพนักงานทุกคน (แต่อาหารช้าไปนิดนะ อิอิ) Teshima Art Museum Teshima Art Museum Teshima Art Museum No One Wins - Multibasket นอกจาก Teshima Art Museum แล้ว รอบๆเกาะนั้นยังมี art sites อีกหลายแห่ง ก่อนหน้าที่เราจะมาถึงมิวเซี่ยมนี้ เราก็แอบแวะสนามบาสที่มีแป้น 6 ห่วง หรือชื่ออย่างเป็นทางการก็คือ “No One Wins - Multibasket” โดย Jasmina Llobet & Luis Fernandez Pons ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เรามองศิลปะในมุมใหม่เป็นมุมที่เข้าถึงง่ายไม่ถือตัว (เราสามารถเอาลูกบาสมาโยนเล่นลงห่วงกันได้จริงๆ) และกระตุ้นให้เราคิดถึงข้อความที่แฝงอยู่ซึ่งก็คือ “No One Wins” หรือ “ไม่มีใครชนะ” Les Archives du Cœur Les Archives du Cœur โดย Christian Boltanski เป็นอีกหนึ่งงาน art (หรือเปล่า?) ที่น่าสนใจทีเดียว เพราะที่นี่เก็บบันทึกเสียงเต้นของหัวใจจากคนทั่วโลก (และเราเองก็สามารถบันทึกเสียงหัวใจของเราที่นี่ได้เช่นกัน) และแน่นอนวิธีการเสพงานชิ้นนี้ก็ใช่ว่าจะให้เราไปนั่งใส่หูฟังฟังเสียงหัวใจชาวบ้านกันเฉยๆเท่านั้น แต่เขาได้สร้างห้องมืดทรงยาวลึกเข้าไปเอาไว้ พร้อมกับหลอดไฟ 1 ดวงห้อยไว้อยู่กลางห้อง ที่จะติดๆดับๆตามจังหวะการเต้นของหัวใจตุ้บๆด้วย พูดตามตรงก็แอบหลอนอยู่เหมือนกันนะ Les Archives du Cœur Les Archives du Cœur Teshima Yakoo House อีกงานที่เราชอบก็คือ Teshima Yakoo House (โดย Tadanori Yakoo) ที่เล่นกับมิติความลึก และกระจกสีแดงที่ลวงตาให้เราเห็นสวนญี่ปุ่นด้านนอกเป็นสีสดผิดจากสวนธรรมชาติที่เราคุ้นเคย ที่จริงแล้วงานของ Yakoo นั้นต้องการจะสื่อถึงชีวิตและความตาย โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับความตาย จึงมีการหยิบเอาความเหนือจริง มิติความลึก และภาพลวงตาต่างๆมาใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดแนวคิดของเขา Teshima Yakoo House Teshima Yakoo House น่าเสียดายที่ art sites หลายแห่งบนเกาะ Teshima นั้นปิดในวันที่เราไป โดยเฉพาะ IL VENTO (แปลว่า “สายลม” ในภาษาอิตาเลียน) โดย Tobias Rehberger ศิลปินชาวเยอรมัน ที่นี่เป็นทั้งคาเฟ่ ร้านอาหาร และสถานที่แสดงงานศิลปะในที่เดียวกัน โดดเด่นด้วยลวดลายกราฟฟิคเฟี้ยวฟ้าวลายตา ทั้งบนผนัง พื้น เพดาน รวมถึงบนเฟอร์นิเจอร์ด้วย แต่วันนี้เราก็คงได้แค่ถ่ายรูปเล่นด้านหน้า ฮือๆ.. IL VENTO อันนี้ก็ปิดเช่นกัน Needle Factory (โดย Shinro Ohtake) โรงงานเข็มเก่าที่ถูกทิ้งร้างไปตั้งแต่ช่วงปี 80s ตัวอาคารถูกนำมาดัดแปลง และนำเอาเรือที่ไม่เคยถูกใช้งานเลยมาคว่ำโชว์ เป็นการเล่นกับความทรงจำที่น่าเศร้าของทั้ง 2 สิ่ง นั่นก็คือการหมดประโยชน์ของโรงงาน กับการที่ไม่เคยถูกใช้ให้เป็นประโยชน์เลยของเรือ ...จะหดหู่ไปไหนเนี่ย เราก็ปั่นมาเรื่อยๆ จนถึงอีกฝั่งนึงของเกาะ คือ Ieura Port เพื่อรอขึ้นเรือกลับที่พัก ระแวกนี้แมวเยอะมากกกกกก เป็นสิบยี่สิบตัวเลย อย่างที่เกริ่นไปตั้งแต่แรกแล้วว่า Teshima นั้น แม้จะยังไม่ได้รับความนิยมเหมือนกับ Naoshima แต่ความดีงามในบุคลิกที่แตกต่างออกไปนั้นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย นอกจากงานศิลปะแล้วสิ่งที่เราเอ็นจอยมากๆก็คือการได้ปั่นจักรยานไปในธรรมชาติและทิวทัศน์ที่สวยงามเงียบสงบ ตลอดเวลาที่เราอยู่บนเกาะ Teshima นี้ นอกจากที่ Teshima Art Museum ที่เป็นจุดท่องเที่ยวหลักของเกาะแล้ว เราก็แทบไม่ได้พบเจอผู้คนเลย ยิ่งเมื่อได้รู้ความเป็นมาและปัญหาที่เกาะแห่งนี้ต้องเผชิญแล้ว เราก็ยิ่งอยากจะเอาใจช่วยให้ Teshima กลับมารุ่งโรจน์อย่างที่มันควรจะเป็น เราไม่ได้หมายถึงการมีเศรษฐกิจที่อู้ฟู่ หรือการท่องเที่ยวที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน แบบนั้นก็คงไม่เหมาะกับจริตของเกาะเท่าไรนัก แต่เราหมายถึงการที่ Teshima จะได้รับการมองเห็นถึงคุณค่าความดีงาม และมีคนกลับมาดูแลเกาะแห่งนี้มากขึ้น และมากพอที่จะให้เกาะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ไม่หดหู่เหมือนกับงานที่จัดแสดงอยู่ที่ Needle Factory เราเชื่อว่าศิลปะ ธรรมชาติ และความตั้งใจสร้างสรรค์ของมนุษย์นั้นมีพลังเพียงพอที่จะจุดประกายพลิกฟื้นชีวิตให้กับเกาะแห่งนี้และจะสำเร็จได้ในสักวันที่ไม่นานเกินรอ แล้วเราจะไปเยี่ยมเธอใหม่ #Teshima นะ :-) ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพบางส่วนจาก http://setouchi-artfest.jp/en , http://benesse-artsite.jp/en/art #LetsHoparound #LetsHOParoundJapan #Teshima #Teshimaartmuseum
- The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip
The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก พระเจ้าคงจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษตอนที่สร้างดินแดนส่วนนี้ของโลกขึ้นมา เพราะชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาที่ตระหง่านรับคลื่นลมจากมหาสมุทรแปซิฟิคอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้ช่างเปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์เหลือล้นจนน่าอิจฉาจริงๆทั้งหาดทราย ภูผา ป่าสน ทะเลสาบและอากาศที่เย็นสบายกำลังดี ที่นี่มี พลังงานบางอย่างที่ดึงดูดเราอย่างมาก แค่เพียงหลับตาภาพ Roadtrip บนถนนที่เลาะเลี้ยวไปตามเนินผาริมทะเล คลอเคล้าเสียงเพลง West Coast hip hop ก็แว่บเข้ามาทำให้อารมณ์ดีได้แล้ว . ทริปนี้เราจะพาคุณ #hop ไปทำความรู้จักกับ West Coast ของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เหนือจรดใต้ จาก Seattle ไปจน San Diego เลยทีเดียว วันนี้ขอวางภาพกว้างๆให้เพื่อนๆรับมวลพลังรวมๆของที่นี่กันเอาไว้ก่อนแล้วในโพสต์ต่อๆไปเราจะทยอยเจาะจุดสำคัญๆกันเนอะ . พร้อมกันแล้วยังงงงงง พร้อมแล้วไป #Hop กันเลย! #letshoparoundtheamericanwestcoast (แฮชแท็คยาวไปไหนเนี่ย...^^) งั้นใช้ #LetsHoparoundUSA แทนแล้วกันนนนเนอะ The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Tri ทริปนี้เราไปกันคนละรอบ รอบแรก บินไปลง Seattle แล้วขับรถเที่ยวเรื่อยๆจนมาถึง San Francisco รอบที่สอง บินไปลง San Francisco เที่ยวไปเรื่อยๆลงมาถึง San Deigo และวกเข้า Los Angeles เราใช้เวลาเที่ยวรอบละประมาณ 15 วัน ค่าใช้จ่ายคร่าวๆประมาณ 3,000-4,000 USD ต่อคน ถ้าไปกะเพื่อนหลายๆคนก็ยิ่งช่วยแชร์ค่าเช่ารถที่พักและอาหารการกินต่างๆ ก็จะยิ่งถูกลง ถ้านับรวมกันขับรถจากเหนือสุด Seattle ถึง ใต้สุด San Diego ก็ประมาณ 1,256 ไมล์ The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip Seattle, Washington เมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐ Washington ที่มีชื่อเล่นว่า Evergreen State หรือรัฐที่เขียวตลอดกาล เพราะที่นี่อุดมไปด้วยป่าไม้และการเกษตร เรียกว่ามาที่เดียวได้ครบรสทั้งเมือง ภูเขา และทะเล ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/seattle นอกจาก Landmark อย่างหอคอย Space Needle ที่สูงเด่นอยู่กลางเมืองแล้ว Seattle ยังมีตลาดสดเก่าแก่อย่าง Pike Place Market ที่กลายมาเป็นอีก icon ชื่อดังของเมือง และที่อยู่ติดกับตลาดนี้เองก็เป็นที่ตั้งของ Starbucks สาขาแรก (เท่าที่ยังเหลืออยู่) Pike Place Market Location: https://goo.gl/maps/BpBd6mqhqjuWQJPS9 ใช่แล้ว... ที่นี่เป็นทั้งบ้านเกิดและสำนักงานใหญ่ของ Starbucks แต่ไม่เพียงเท่านั้น ทั้ง Microsoft และ Amazon ต่างก็เลือก Seattle เป็นศูนย์บัญชาการใหญ่เช่นกัน โดยเฉพาะ Amazon ที่รุกหนัก กว้านซื้อที่ดินกลางเมือง สร้างเป็น Campus ของตัวเองที่ประกอบไปด้วยอาคารกว่า 45 หลัง ที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็น The Amazon Spheres สวนพฤกษชาติในอาคารทรงกลมที่ใช้เป็นพื้นที่ให้พนักงานมาเดินหาแรงบันดาลใจในการคิดงาน (คนนอกก็เข้าได้นะ แต่ต้องจองคิวล่วงหน้า) Portland, Oregon ที่นี่คือเมืองต้นตำรับฮิปสเตอร์ เมืองแห่งดอกกุหลาบ เมืองปลอดภาษี ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ Nike และนิตยสาร Kinfolk เมืองแห่งกิจกรรมเดินเขา-เข้าป่า-แคมปิ้ง และร้านน้องข้าวมันไก่ Portland เป็นเมืองใหญ่ขนาดเล็กที่มีเสน่ห์ล้นเหลือ อาหารดี กาแฟดี ขนมดี ผู้คนเป็นมิตร ออกนอกเมืองไปนิดก็เจอทั้งภูเขาหิมะ แม่น้ำ น้ำตก และชายหาดที่สวยมหัศจรรย์ ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/portland ที่นี่ยังมีร้าน Powell’s Books ร้านหนังสืออิสระที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/fZbaBSnwShLULUwMA โดยไม่ทันรู้ตัว คุณอาจจะแปลกใจที่ Portland กลายมาเป็นเมืองโปรดของคุณท่ามกลางความสงบเรียบง่ายเหมือนกับเราก็ได้ Stumptown Coffee Roasters ร้านกาแฟชื่อดังของที่นี่ Location: https://goo.gl/maps/SD81oybuS18mC6iEA Portland Women's Forum | State Scenic Viewpoint Location: https://goo.gl/maps/tg5BjEhEWdXVgmk59 Lake Tahoe Lake Tahoe เป็น Alpine Lake ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ — Alpine Lake หมายถึงทะเลสาบที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 5,000 ฟุต (ประมาณ 1.5km) ขึ้นไป — อยู่บนเทือกเขา Sierra Nevada ที่กั้นระหว่างรัฐ California กับ Nevada ถ้าขับรถจาก San Francisco ก็จะใช้เวลาประมาณ 3.5 ชั่วโมงขึ้นมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากสูงมากๆแล้วยังสวยมากๆด้วย ทะเลสาบแห่งนี้นั้นขึ้นชื่อเรื่องน้ำสีฟ้าที่ใสปิ๊งและความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ ในแต่ละฤดูกาลก็จะมีเสน่ห์ต่างกันไป ที่นี่จึงดึงดูดนักกิจกรรมเอ้าท์ดอร์ผู้หลงไหลความงามของป่าเขาลำเนาไพร แต่เชื่อเราเถอะ แค่ได้มาสูดอากาศและถ่ายรูปไปอวดเพื่อนๆก็คุ้มมากแล้ว ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/lake-tahoe Location: https://goo.gl/maps/9yffZ2oojPrheNZW9 The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip Yosemite National Park ขับรถต่อลงทางใต้บนเทือกเขาเดียวกัน และเส้นทางที่หวาดเสียวเคี้ยวคดมากกกกเกือบ 3 ชั่วโมง เราก็จะพบกับภาพผาหินแกรนิต El Capitan ที่คุ้นตากันดีสำหรับคนที่ใช้ iMac แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับของจริงที่อลังการและโคตรตราตรึงใจ จากจุดชมวิว Tunnel View ตรงนี้ เรายังสามารถเห็นน้ำตก Bridalveil Falls ที่ตกฟุ้งเป็นสายจากที่สูง สวยราวกับผ้าคลุมผมเจ้าสาว ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติและเป็นมรดกโลกที่อุดมสมบูรณ์อย่างมาก เรายังเจอน้องหมีเดินเล่นเลย ต้นซีคัวยาเก่าแก่ขนาดมหึมา รวมไปถึงทุ่งหญ้าเขียวขจีที่แซมด้วยดอกหญ้าหลากสีและมีสัตว์ป่ามาวิ่งเล่นก็เป็นอีกไฮไลท์ของที่นี่ Location: https://goo.gl/maps/4S3yrz2b8A591k6K6 ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/yosemite-national-park San Francisco สะพาน Golden Gate สีแดงที่ทอดยาวเป็นกิโลคงเป็นภาพจำอันดับหนึ่งของเมืองศูนย์กลางการค้าแห่ง California ตอนเหนือแห่งนี้ เราตกหลุมรักบ้านเรือนสไตล์ Victorian สีสันน่ารักบนเนินสูงบ้างเตี้ยบ้าง และรถรางโบราณที่วิ่งรับส่งผู้คน China Town ของที่นี่น่าจะใหญ่ที่สุดในอเมริกา และเป็นชุมชนคนจีนนอกเอเชียที่ใหญ่ที่สุด แต่ในช่วงทศวรรษหลังมานี้ชุมชนชาว Tech ก็ขยายตัวใหญ่โตไม่แพ้กันที่ Silicon Valley ทางตอนใต้ของเมือง หอคอย Coit Tower สีขาวบนยอดเนินสูงก็อาจจะทำให้หลายคนนึกขึ้นได้ว่าที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดของร้านไอติมยี่ห้อดังที่มีสาขามากเมืองไทย ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/san-francisco Monterey/Carmel Highlands ลงใต้มาจาก San Francisco เพียง 2 ชั่วโมงนิดๆ พร้อมวิวสวยๆและเมืองเล็กๆให้แวะกินกาแฟระหว่างทาง เราก็จะพบกับความยิ่งใหญ่อันงดงามของคลื่นที่ถาโถมเข้ากระแทกโขดผาหินบน Cabrillo Highway (SR 1) ยิ่งเมื่อถึงจุดที่มีสะพานดีไซน์เท่ๆเชื่อมเส้นทางเข้าด้วยกันความมหัศจรรย์ก็ยิ่งทวีคูณ เราเห็นศิลปินมาตั้งกระดานวาดรูประหว่างเดิน hiking ลงสีกันสวยหยด ส่วนเราเองก็ถ่ายรูปกันไม่หยุดเลย อันที่จริงเราสามารถขับรถต่อบน Highway นี้ได้ยาวผ่าน Big Sur และชมวิวสวยๆตลอดทางไปจนถึง Los Angeles เลยทีเดียว Highway 1 / Bixby Creek Bridge Location: https://goo.gl/maps/SE8ewT7LEvkVhUkC9 The California Sea Otter State Game Refuge Location: https://goo.gl/maps/mZHKHGup7unMuHht6 Monterey Plaza Hotel & Spa Location: https://goo.gl/maps/qVuhGrxtoemaTsEn6 Tidal Coffee Location: https://goo.gl/maps/GPNHDcai85pmBUGR8 Los Angeles พี่ใหญ่สุดในบรรดาเมืองต่างๆบน West Coast แหล่งกำเนิดอุตสาหกรรมบันเทิง Hollywood และ Pop Culture ต่างๆมากมาย ทำให้ LA อู้ฟู่กลายเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของอเมริกาที่มีครบครันในทุกสิ่งอย่าง ฉะนั้นทั้งไลฟ์สไตล์ แฟชั่น อาหาร ช็อปปิ้ง และความ Glam ต่างๆ ที่นี่มีให้คุณอย่างเหลือเฟือดกอุดมแน่นอน แม้กระทั่งชุมชนคนไทยที่นี่นั้นก็มีขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกา และกินพื้นที่ถึง 6 บล็อคถนนด้วยกัน ผังเมืองของ LA นั้นแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ถนนที่ขนาบด้วยต้นปาล์มสองข้างทาง และบ้านหรูของเหล่าคนดังใน Beverly Hills เป็นเพียงฉากหน้าที่เราเห็นได้จากในสื่อทั่วไป LA มีซอกมุมที่น่าค้นหาอีกเยอะมาก รวมถึงย่านชิลล์ๆติดทะเลอย่าง Santa Monica ที่เราประทับใจในบรรยากาศสวนสนุกด้วยทุกอย่างเข้ากันอย่างกับในหนังเลย ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/los-angeles Location: https://goo.gl/maps/Tpg2vs5zUFMUB8Gt7 Downtown Los Angeles Location: https://goo.gl/maps/opNpGxcU7mLTWKDS9 The Last Bookstore Location: https://goo.gl/maps/9a2tabPuUwvHQfSs9 The Broad Location: https://goo.gl/maps/b4UC5wrZoRq5vKEfA Santa Monica Beach Location: https://goo.gl/maps/cWhoHzSMpUX7kLr49 Palm Springs เมืองตากอากาศและบ้านพักคนชรา (และมีเอ้าท์เล็ตแบรนด์เนม!) เราใช้ที่นี่เป็นจุดพักเพื่อออกไปสำรวจบริเวณรอบๆอย่าง อุทยานต้นไม้ประหลาด Joshua Tree ที่มาพร้อมกับฉากโขดหินเท่ๆแปลกตาอย่างกับมีใครมาจัดวางไว้อย่างนั้นแหละ Location: https://goo.gl/maps/GZ7xgNBYLiwfBYAR7 Joshua Tree National Park Location: https://goo.gl/maps/vLeCLZC4JnTuLCrJ9 Salvation Mountain อีกที่หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจาก Palm Springs นั้นก็คือ “Salvation Mountain” งานอาร์ทบนเนินดินที่โดดเด่นไปด้วยสีสันและแนวคิดที่รับอิทธิพลมากจากยุค hippie เป็นผลงานของ Leonard Knight (ผู้พักอาศัยอยู่แถวนั้น) ที่สร้างจากวัสดุธรรมชาติและสีไร้สารตะกั่วนับพันแกลลอนเลยทีเดียว ผลงานชิ้นนี้ตั้งอยู่ใน Slab City ซึ่งเคลมตัวเองว่าเป็น “พื้นที่แห่งอิสรภาพผืนสุดท้ายในอเมริกา” และเป็นแหล่งที่พักอาศัยของบรรดาอดีตฮิปปี้ คนต่อต้านสังคม รวมไปถึงคนที่หนีหนี้โดยต่างมาจับจองที่ดินอยู่กันโดยไม่มีกฎหมายรองรับ Location: https://goo.gl/maps/yVHXEJ5Qjx8XMwGL7 ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/salvation-mountain-review San Diego เมืองใหญ่อันดับ 2 ของรัฐ California ที่ติดกับชายแดน Mexico และมีบรรยากาศสบายๆ เราเอ็นจอยการขี่สกู๊ตเตอร์ชมเมืองที่ดูน่ารักกว่าที่คิด ที่นี่เป็นที่ตั้งของฐานทัพเรืออเมริกันขนาดใหญ่ มีชายหาดที่เหมาะแก่การเล่นเซิร์ฟ และเราชอบ Little Italy ที่นอกจากอาหารอิตาเลียนแล้ว เรายังสามารถเดินเล่นได้เพลินๆเพราะมีทั้งร้านเสื้อผ้าแนวๆ แผ่นเสียงอินดี้ งานฝีมือ และตลาดนัด Mercato Farmers’ Market ที่มีของน่ากินและงานฝีมือมาขาย Location: https://goo.gl/maps/fPuHvoVvxXaUeaLq7 Little Italy Location: https://goo.gl/maps/UGPswr5gg2RUiWhC7 ยินดีด้วยครับ! คุณเพิ่งจบการ #hop ไปกับอภิมหาทริปที่ปกติคงต้องใช้เวลาเป็นเดือนถึงจะเที่ยวเต็มอิ่ม แต่วันนี้เราพาคุณไปครบได้ภายใน 1 โพสต์เท่านั้น โลกนี้ช่างกว้างใหญ่และสวยงามจริงๆ ติดตามร่วม #hop ไปกับเราในโพสต์ย่อยเจาะแต่ละสถานที่ท่องเที่ยวกันต่อๆไปเร็วๆนี้นะคร้าบบบบ . #LetsHoparoundUSA #LetsHoparound #Travel #USA #WestCoast #RoadTrip #America #โรดทริปอเมริกา #ขับรถเที่ยวอเมริกา #เที่ยวอเมริกา #รีวิวอเมริกา #ไปอเมริกาใช้งบเท่าไหร่ . FB/IG/YouTube/TikTok: @hoparound.co Website: www.hoparound.co The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip
- Tokyo Aesthetic Guide: 20 Must-Visit Spots in Tokyo for Design Lovers
There are countless ways to experience Tokyo. Ours begins with architecture, design, craftsmanship, and the small details that often go unnoticed. This curated selection of 20 places brings together some of our favourite addresses across the city. Think inspiring architecture, independent galleries, neighbourhood cafés, thoughtful retail spaces, and cultural gems that reveal a quieter side of the capital. Whether it's your first visit or your tenth, these are the places that continue to shape the way we see Tokyo. Consider this your guide to experiencing the city beyond the obvious. Architecture & Curated Stays 1. Hotel Toranomon Hills As soon as we roll our bags into this space, we feel a wave of relaxation wash over us. This retreat beautifully blends Japandi simplicity with modern functionality. The exterior is a masterpiece by OMA, while the interior, crafted by Space Copenhagen, uses natural materials and warm tones that make us feel right at home. Plus, it’s incredibly convenient, directly connected to the Hibiya Line subway station! What makes this place special: The most memorable moment is sinking into the soft bed and gazing out at the stunning Tokyo Tower, illuminated at night, unobstructed by any buildings. If we want a cozy workspace or a chill drink, The Lounge is designed for all guests, offering an uninterrupted view of Tokyo Tower. Map: Open Hotel Toranomon Hills on Google Maps Hours: Open 24 hours Our Stay at Hotel Toranomon Hills: The Full Review 2. Caption by Hyatt Kabutocho We fell in love with the vibe of this hotel from the moment we stepped inside. Located in Kabutocho, once Japan's Wall Street, it has been revitalized into a hip area. The hotel’s atmosphere is modern, local, and incredibly friendly. Getting here is easy; just hop off at Kayabacho station and take a short stroll. What makes this place special: The concept here is about creating a community space for people to gather. The common areas on both floors are airy and inviting, perfect for lounging. The best part? We can wake up and walk to trendy cafes or restaurants hidden in renovated old buildings, truly living like a local in this chic neighborhood. Map: Open Caption by Hyatt Kabutocho on Google Maps Hours: Open 24 hours Our Stay at Caption by Hyatt Kabutocho: The Full Review 3. KAIT Plaza (Kanagawa Institute of Technology) This is one of the spots we eagerly anticipated! We took the train outside the city to Hon-Atsugi station and then a bus just for this. Designed by Junya Ishigami, this architectural marvel challenges our perceptions. It features a massive open space with "no columns whatsoever." The giant steel roof has various rectangular openings, allowing sunlight, wind, and rain to flow freely onto the sloped area below. (Make sure to book in advance on their website!) What makes this place special: The moment we step inside, we feel a thrilling sense of openness, as if embraced by space and sky simultaneously. The guide explains the concept in English very well, helping us appreciate the complexity and depth of this design. Map: Open KAIT Plaza on Google Maps Hours: Open by reservation only Step Inside KAIT Plaza: Read the Full Review 4. Shinjuku Rurikoin Byakurengedo (新宿瑠璃光院 白蓮華堂) Amidst the chaos of Shinjuku, filled with neon lights and bustling crowds, we escape south for just a few minutes to find a uniquely shaped white concrete building that looks like a spaceship or a futuristic art gallery. Believe it or not, this is a temple! Standing here, we feel a profound sense of peace, completely detached from the outside world. What makes this place special: It’s a stunning interpretation of Buddhism through contemporary architecture. Inside, it serves as a columbarium, merging cutting-edge technology with traditional beliefs. The space feels calm and serene, inviting us to reflect and reconnect with ourselves—a beautiful contradiction to the surrounding Shinjuku chaos. Map: Open Shinjuku Rurikoin on Google Maps Hours: 10:00 AM - 5:00 PM Art & Inspiring Spaces 5. Piramide & Complex 665 (Roppongi) If you love art, this is a hidden paradise in Roppongi! Both Piramide and Complex 665 house leading contemporary art galleries (the two buildings are close enough to walk between). The architecture is simple yet stunning. Just take the train to Roppongi station and stroll down the street to immerse yourself in world-class art. What makes this place special: The highlight is that we can freely explore renowned galleries showcasing masterpieces without any entrance fee! The interiors are designed to be spacious, beautifully lit, and incredibly quiet, allowing us to focus and contemplate each piece of art throughout the afternoon. Map: Open Piramide Building on Google Maps Hours: 11:00 AM - 6:00 PM (Most galleries are closed on Sundays and Mondays) 6. SKAC (SKWAT KAMEARI ART CENTRE) We traveled a bit further to Kameari to find the rawest and most challenging space on this trip. This project transforms an old building into an Art Centre. The atmosphere here is far from polished or luxurious; it’s filled with traces of demolition and experimental design. What makes this place special: It’s a rebellious space! The exhibitions here often break conventional rules. Art pieces are not always hung on pristine white walls but are integrated into the raw structure of the building. Walking through this space sparks excitement and ignites our creative thoughts. Map: Open SKAC on Google Maps Hours: Open 11:00 AM - 7:00 PM, Wednesday - Sunday. Closed on Monday and Tuesday. Check the exhibition schedule on their website. 7. LURF GALLERY While wandering in Daikanyama, we stopped by this art gallery-cum-cafe. The space of LURF GALLERY is quite spacious, decorated with stylish furniture that invites us to sit down and relax. The overall atmosphere is friendly and laid-back, unlike larger galleries. What makes this place special: When we visited, they were hosting an exhibition called "FEEL" by artist ISSHIN TANISAKI. We enjoyed beautiful art without any entrance fee, then settled down with a drink, soaking in the wonderfully relaxed vibe. It was a perfect break during our day! Map: Open LURF GALLERY on Google Maps Hours: 11:00 AM - 7:00 PM 8. LEMAIRE (Ebisu) I must confess, this is one of the main destinations that drew me to Tokyo this time. LEMAIRE's boutique quietly and humbly resides in Ebisu. Finding the store feels like visiting a friend's house with impeccable taste rather than just shopping. What makes this place special: The wow factor here is that the brand has renovated an old Japanese house from the 60s, preserving its wooden structure and spirit. It beautifully reflects the timeless essence of the brand. The staff is incredibly friendly and well-dressed, embodying the character of LEMAIRE. This shopping experience is truly unforgettable. Map: Open LEMAIRE Ebisu on Google Maps Hours: 11:00 AM - 7:00 PM 9. Jil Sander (Ginza) Now, let’s switch to a luxurious minimalist mood at the flagship store of Jil Sander in Ginza. As soon as we push open the large glass door, we are greeted by the immaculate space that is both spacious and visually soothing. What makes this place special: The standout feature of this store is its interior design, which plays with geometric shapes, light, shadow, and natural materials. Every hanger and shelf is meticulously calculated. It’s a powerful minimalism that captivates us as we admire the impeccably crafted clothing while also enjoying the stunning space design. Map: Open Jil Sander Ginza on Google Maps Hours: 11:00 AM - 8:00 PM 10. TOMWOOD Aoyama Flagship store We head to Aoyama to check out the latest items from our beloved Danish silver jewelry brand, TOMWOOD. The store is elegantly decorated, dominated by gray and steel tones, reflecting the brand's strength and classic appeal. What makes this place special: What impressed us the most wasn’t just the incredible design but the "service." We were fortunate to meet a half-Thai, half-Japanese staff member who took excellent care of us. They were friendly and shared insights about the different collections, making our jewelry shopping experience warm and delightful. Map: Open TOMWOOD Aoyama on Google Maps Hours: 12:00 PM - 8:00 PM 11. VISVIM GENERAL STORE (Nakameguro) After strolling along the cool breezes by the canal in Nakameguro, we popped into the Visvim store. This isn’t just a clothing shop; it feels like a gallery showcasing the brand's lifestyle. There’s a sales area and a cozy little cafe (Little Cloud Coffee) where we can sit and relax. What makes this place special: We love the feeling of touching the fabrics, noticing the embroidery, and the details that blend American vintage with traditional Japanese craftsmanship. The aroma of freshly brewed coffee wafting through the store enhances the charm of browsing here, making it a uniquely delightful experience. Map: Open VISVIM GENERAL STORE on Google Maps Hours: 11:00 AM - 8:00 PM 12. Words Sounds Colors and Shapes Still wandering in Nakameguro, we serendipitously (but intentionally) stumbled upon this new concept store. Just the name alone is captivating! The interior is artfully arranged, showcasing lifestyle items, ceramics, and various accessories. What makes this place special: Initially, we intended to just browse the beautiful space, but the selection was so sharp that we ended up buying a lovely scarf and a beautifully designed cup. The arrangement of light, color, and shapes made everything look irresistible! Map: Open Words Sounds Colors and Shapes on Google Maps Hours: 12:00 PM - 7:00 PM 13. ATELIERMO For those who adore home decor, this is a treasure trove! ATELIERMO is a home goods store that presents items through the lens of simplicity and nature. The atmosphere inside is tranquil, as if time has slowed down. What makes this place special: Every piece, from pottery to glassware, has an organic shape that reflects the beauty of imperfection or Wabi-Sabi. Picking up and appreciating the craftsmanship here truly heals and restores our balance. They also have a section for clothing and accessories, featuring our favorite minimalist brand, The Row. Map: Open ATELIERMO on Google Maps Hours: Monday - Saturday 11:00 AM - 7:00 PM. Check their IG for holiday hours. 14. Playmountain Moving to Sendagaya, we stopped by this beloved home decor shop for design enthusiasts. Playmountain may not be large, but it’s packed with taste. What makes this place special: We admire the buyer's selections here! They curate furniture, ceramics, and trinkets from both local artists and international designers, all harmoniously displayed. Every visit inspires us to bring new ideas back home. Map: Open Playmountain on Google Maps Hours: 12:00 PM - 7:00 PM Slow Gastronomy 15. LAMBERT Tokyo We escape the chaos to relax with a drink at this matcha haven in Hyakuninchō (百人町). The special thing about this place is that they limit the number of guests by requiring reservations, ensuring a peaceful atmosphere inside (but you can still buy takeout if you pass by). What makes this place special: As soon as we step in, we feel the zen-like calmness. What truly makes us smile is the friendly and polite staff who engage us in conversation while brewing our matcha cup by cup. The rich, well-balanced matcha, combined with their excellent service, makes our experience at LAMBERT unforgettable. Map: Open LAMBERT Tokyo on Google Maps Hours: 11:00 AM - 6:00 PM (Closed Tuesday and Wednesday) 16. Connel Coffee This isn’t just a coffee stop; it’s an interior design experience! Connel Coffee is located on the second floor of the Sogetsu Kaikan building, designed by the renowned Japanese studio Nendo. What makes this place special: The clever design plays with simple lines, using mirrors to create illusions. Importantly, it integrates nature from the garden and trees outside through large windows. We sip our coffee while watching the reflections of swaying trees, experiencing beauty in tranquil silence. Map: Open Connel Coffee on Google Maps Hours: 10:00 AM - 6:00 PM (Closed Saturday and Sunday) 17. BANK & Bakery_Bank We return to Kabutocho to check in at BANK, a chic hangout complex that has transformed an old bank building. Inside, it’s divided into a cafe, restaurant, and flower shop. What makes this place special: The mood here is a blend of coolness and classic charm. The enticing aroma of freshly baked goods draws us into Bakery_Bank. We order a pastry and savor it while soaking in the details of the preserved old structure. The chewy bread is delicious, perfectly paired with the vibe of this revitalized bank. Map: Open BANK Kabutocho on Google Maps Hours: 11:00 AM - 6:00 PM (Closed Tuesday and Wednesday) 18. Nihonbashi Kaisen Don Tsujihan (Ark Hills branch) After a day of hopping around, we recharge at this famous kaisendon (sashimi rice bowl) restaurant, known for long queues. Our trick? We visit the Ark Hills branch, where the wait isn’t too long, and we’re seated quickly. What makes this place special: The moment we take the first bite, it’s pure bliss! The ingredients are fresh and sweet, and the chef skillfully brings out the umami flavors of the seafood. The real wow moment comes when we have about a third of our rice left, and the chef pours hot fish bone soup over it for an ochazuke (rice in soup) experience. The warm, fragrant broth cleanses our palate and warms our stomach, perfectly concluding our day. Map: Open Tsujihan Ark Hills on Google Maps Hours: 11:00 AM - 10:00 PM Nature & Final Touch 19. Meiji Jingu Gaien Gingko Avenue On a pleasant day, we head to Gaienmae station to stroll along the most famous ginkgo tree avenue in Tokyo. The sight of neatly trimmed trees lining the path is a powerful natural beauty. What makes this place special: Especially during autumn, when the ginkgo leaves turn a brilliant golden yellow, it creates a breathtaking masterpiece of scenery. No matter how crowded it gets, we always feel healed and impressed by this picturesque setting, reminiscent of a movie scene. Map: Open Meiji Jingu Gaien on Google Maps Hours: Open 24 hours 20. Dashi Chazuke En (Narita Airport branch) Before saying goodbye to Tokyo and boarding our flight, we stop for a final meal at this ochazuke (rice in soup) restaurant located in Narita Airport. This simple dish is a beloved comfort food for the Japanese. What makes this place special: Despite being in an airport, the dashi broth is fragrant and deeply flavorful. The warm, light rice porridge is a perfect way to conclude our trip, leaving us with fond memories of Tokyo and a feeling that we must return to hop around this city again! Map: Open Dashi Chazuke En Narita on Google Maps Hours: 7:30 AM - 9:00 PM Hoparound Tips Walk & Wander: Tokyo is truly designed for walking. In Nakameguro, we can easily stroll to Daikanyama, where there are plenty of cool multi-brand shops like SO and JieDa. Allowing ourselves to wander aimlessly is the best way to absorb the charm of this city. Reservation Check: Popular spots like KAIT Plaza and LAMBERT Tokyo require strict advance reservations. Don’t forget to check queues and register ahead of time for a smooth trip! Hoparound’s 5 Golden Rules for Tokyo Respect the Silence and Space: Many galleries and cafes offer beautiful spaces for free, but we must reciprocate by maintaining decorum. Avoid using flash, making loud noises, or touching the artwork to preserve the good vibes for everyone. Allow Time for Passion: This trip is all about Slow Luxury, so don’t cram your schedule too tightly. Give yourself time to chat with shop staff or linger in architectural spaces. Earth Tone is a Safe Zone: For great photos, wear outfits in white, beige, gray, or black to blend seamlessly with Tokyo’s minimalist spaces. Shoes are a Game-Changer: Walking over 20,000 steps in Tokyo is common. Choose supportive sneakers that match your outfit for this trip, so you can still smile during dinner! Enjoy the Details: Tokyo is full of hidden details, from patterns on clothing hangers to architectural lines. Look deeper and spend more time with them, and this visit will inspire you like never before! Stay Inspired, fellow explorers! #Hopster #LetsHoparound www.hoparound.co @Kajornfurst @Cakepoon
- AMANDAYAN ขุมทรัพย์แห่งยูนนาน อลังการเขาหิมะมังกรหยก มรดกโลกลี่เจียง อมันดายัน
Amandayan ขุมทรัพย์แห่งยูนนาน อลังการเขาหิมะมังกรหยก มรดกโลกลี่เจียง อมันดายัน ไม่น่าเชื่อจริงๆว่าเมืองโบราณลี่เจียงและวิวภูเขาหิมะที่ตระการตาเบอร์นี้จะอยู่ห่างจากกรุงเทพฯเพียง 2 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น เรารู้สึกตื่นเต้นและดีใจมากๆทันทีที่ได้รับคำเชิญจากรีสอร์ทที่ Exclusive ที่สุดในลี่เจียงอย่าง Amandayan ให้ไปสัมผัสกับความงดงามของทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรมชาวเขาเผ่านาชี (Naxi บางทีก็สะกด Nakhi) และเมืองโบราณ “ดายัน” ที่มีอายุกว่า 800 ปีแถมสวยเว่อร์วังอย่างกับฉากในภาพยนตร์ และสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างยิ่งพิเศษขึ้นไปอีกหลายขั้นก็คือการดูแลอย่างดีเยี่ยมโดยทีมของ Aman ซึ่งไม่เคยทำให้เราผิดหวังเลยสักครั้ง ถ้าเพื่อนๆอ่านโพสต์นี้แล้ว อยากจะตามรอย เรามีโปรดีๆมาบอกกันเอาไว้ก่อนด้วยนะครับราคาพิเศษสำหรับแฟนๆ ชาว Hoparound.co เมื่อจองผ่านเรา เริ่มต้นคืนละ CNY 7,015 Net per night จองได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้ Book Now Hoparound.co x Amandayan 2026-2027 Exclusive Offer ชมรีวิวโรงแรมอมันดายันผ่าน YouTube ได้ที่นี่ Book Now Hoparound.co x Amandayan 2026-2027 Exclusive Offer Overview เพื่อนๆชาว #hopsters คงรู้ดีกันอยู่แล้วถึงความ Exclusive และเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Aman ซึ่งถือว่าเป็นจุดสูงสุดของวงการรีสอร์ทและโรงแรมหรูทั่วโลก สำหรับที่ Amandayan นี้ตัวรีสอร์ทตั้งอยู่บนยอดเนินเขาสิงโต (Lion Hill) ที่คั่นระหว่างเมืองเก่าและเมืองใหม่ ทำให้จากรีสอร์ทเราก็สามารถมองเห็นวิวเมืองเก่าได้แบบพาโนราม่าเลย และหากจะลงมาเดินเล่นไม่ว่าจะในเขตเมืองเก่าหรือเมืองใหม่ก็ใช้เวลาเดินลงมาไม่ถึง 10 นาที จึงสะดวกมากๆและในขณะเดียวกันเมื่ออยู่ภายในรีสอร์ทก็มีความเป็นส่วนตัวขั้นสุดสมกับความหมายของ “Aman” ที่แปลว่าความสงบ ส่วนคำว่า “Dayan” นั้นเป็นชื่อของเมืองเก่าที่อยู่เบื้องล่างรีสอร์ทนั่นเอง ที่จริงลี่เจียงมีเมืองโบราณอยู่ถึง 3 เมืองซึ่งเกิดจากการค่อยๆย้ายถิ่นฐานเพื่อหาแหล่งเพราะปลูกลงมาทางใต้ของชาว Naxi ซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ในแถบนี้มาแต่โบราณ จากเมือง Baisha (ไป๋ชา) ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดถึง 1,200 ปีทางตอนเหนือ และยังคงมีผู้คนอาศัยอยู่จนถึงปัจจุบัน ลงใต้มาสู่เมือง Shuhe (ชู่เหอ) อายุ 1,000 ปี ก่อนจะลงใต้มาอีกสู่แหล่งที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดจนก่อตั้งเป็นเมือง Dayan (ดายัน) เมื่อ 800 ปีก่อน เมืองเก่าดายันจึงเป็นกลายเป็นเมืองเก่าขนาดใหญ่ (3.8 ตารางกิโลเมตร) และยังมีสภาพดีที่สุด และก็เป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดในเมืองลี่เจียงด้วยเช่นกัน เมืองลี่เจียงตั้งอยู่บนความสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,400 เมตร (ใกล้เคียงกับยอดดอยอินทนนท์) และล้อมรอบไปด้วยภูเขาสูงเสียดฟ้าอีกมากมาย แต่ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของลี่เจียงก็คือเขาหิมะมังกรหยก ซึ่งสูงถึง 5,596 เมตรจากระดับน้ำทะเล (สูงกว่า Mont Blanc ในยุโรปซะอีก) นอกจากนี้ลี่เจียงเป็นเมืองปลอดอุตสาหกรรมหนัก จึงไร้มลพิษในอากาศและมีความเย็นตลอดทั้งปี แม้ในหน้าร้อนที่สุดในเดือนกรกฎาคม อุณหภูมิก็ยังอยู่ที่ประมาณ 25-28 องศาเท่านั้น และด้วยเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง แถมไม่ต้องทำวีซ่าให้ยุ่งยาก จึงทำให้เราสามารถหลบร้อนมาที่ลี่เจียงได้อย่างสะดวกสบาย เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของมณฑลยูนนานก็คือประชากรส่วนใหญ่ยังคงเป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่มีอยู่รวมกันมากถึง 25 ชนเผ่า ซึ่งต่างจากมณฑลอื่นๆของจีนที่ประชากรส่วนใหญ่มักเป็นชาวฮั่น และสำหรับลี่เจียงนั้นก็เป็นดินแดนของชนเผ่า Naxi เป็นหลัก จะมีชนเผ่าอื่นๆแซมบ้างก็เพียงเล็กน้อย ชาว Naxi ถือเป็นชนเผ่าที่มีหัวก้าวหน้า เฉลียวฉลาดรู้จักวางแผน และมีค่านิยมส่งเสริมเรื่องการศึกษามาแต่โบราณ เคยรุ่งเรืองถึงขนาดก่อตั้งเป็นราชวงศ์มู่ (Mu) ขึ้นมาปกครอง มีทั้งภาษาพูดและเขียนเป็นของตัวเอง ทำให้ลี่เจียงเป็นหนึ่งในเมืองการค้าที่สำคัญบนเส้นทาง Tea Horse Road ที่ก่อตั้งขึ้นกว่า 1,000 ปีก่อน เพื่อนำใบชาจากผู่เอ๋อร์แบกขึ้นหลังม้าไปกระจายสู่ภูมิภาคอื่นๆของจีน ทิเบต และบางส่วนของอินเดีย วัฒนธรรมของลี่เจียงจึงมีความรุ่มรวยไม่เหมือนใคร ในปัจจุบันว่ากันว่า 80% ของจำนวนประชากรกว่า 1.25 ล้านคนของลี่เจียงนั้นยังคงกระจายอาศัยกันอยู่บนภูเขามากกว่าอยู่ในเมือง วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านจึงยังคงดำเนินไปอย่างไม่ถูกรบกวนจากเทคโนโลยีภายนอกมากนัก ลี่เจียงแห่งแคว้นยูนนานเป็นเมืองจีนโบราณอายุนับพันปีที่งดงามเปี่ยมเสน่ห์พร้อมสะกดทุกผู้มาเยือน ยิ่งได้ฉากหลังเป็นเขามังกรหยกสูงเสียดฟ้ากว่า 5,500 เมตร มีหิมะปกคลุมยอดตลอดทั้งปี ก็ยิ่งทำให้ทั้งเมืองดูขลังและอลังการสมกับที่ UNESCO รับรองให้เป็นมรดกโลกเลยล่ะครับ สำหรับการเดินทางก็สะดวกเพราะไม่ต้องขอวีซ่า และบินตรงเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง เป็นการหลบร้อนไปพึ่งเย็นที่ทั้งง่ายและชวนหลงไหลจนไม่น่าเชื่อว่าลี่เจียงจะอยู่ใกล้บ้านเรามากขนาดนี้ และคงไม่น่าแปลกใจเลยหากที่นี่จะกลายเป็นอีกหนึ่งจุดหมายยอดฮิตสำหรับคนไทยในอนาคตอันใกล้นี้ครับ The Arrival Ruili Airlines เป็นสายการบินเดียวที่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯไปลี่เจียงสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพียง 2 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงลี่เจียงเลย อีกทางเลือกหนึ่งก็คือเดินทางด้วยสายการบินหลักอื่นๆไปลงที่คุนหมิง แล้วนั่งรถไฟต่อมาที่ลี่เจียงก็ได้เช่นกัน หากเพื่อนๆเลือกจองที่ Amandayan ด้วยโค้ด “Hop Around” ก็สามารถเลือกให้ทางรีสอร์ทมารับที่สนามบินได้เลยก็จะสะดวกมากๆ ในแพ็คเก็จแขกสามารถเลือกรับบริการจาก Amandayan ระหว่างให้มารับหรือมาส่งที่สนามบินได้ขาใดขาหนึ่ง แต่เราแนะนำให้เลือกให้มารับมากกว่าเพราะการเรียกรถแท็กซี่จาก International Terminal ที่ลี่เจียงอาจจะไม่ค่อยสะดวกมากนัก (ถ้าเดินไปที่ Domestic Terminal จะมีแท็กซี่มากกว่า) และแนะนำดาวน์โหลดแอ๊ป WeChat และ AliPay พร้อมผูกบัตรเครดิตเอาไว้ให้เรียบร้อยตั้งแต่อยู่ไทย จะได้พร้อมใช้งานเลย ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องอินเตอร์เน็ตเมื่อไปถึง Book Now Hoparound.co x Amandayan 2026-2027 Exclusive Offer จากสนามบินเราใช้เวลาบนรถ Mercedez-Benz ที่ทาง Amandayan ส่งมารับประมาณ 45 นาทีก็มาถึงรีสอร์ทบนเนินเขา Lion Hill กลางเมืองลี่เจียง เมื่อถึงจุด Drop Off พนักงานของ Amandayan ก็มายืนรอต้อนรับกันพร้อมหน้า นับเป็นความประทับใจแรกตามตำรับ Aman ที่เราคุ้นเคย หลังจากรับผ้าเย็นแล้ว เราก็ถูกเชิญให้ไปนั่งพักจิบ Welcome Drink (ชาเขียวยูนนานผสมน้ำผลไม้) เพื่อรอเช็คอินที่ Lobby Amandayan เปิดตัวในปี 2015 และออกแบบโดยสถาปนิกระดับตำนานอย่าง Ed Tuttle โดยได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปะของชาว Naxi อาคารทั้งหมดนั้นสร้างขึ้นมาใหม่ให้มีกลิ่นอายโบราณเป็นหนึ่งเดียวกับเมืองเก่า มีเพียงอาคารเดียวในเขตรีสอร์ทเท่านั้นที่เป็นศาลเจ้าโบราณสถานอายุกว่า 300 ปีซึ่งเปิดให้คนนอกสามารถเข้าชมได้ และเราจะพาเพื่อนๆไปชมกันหลังจากเช็คอินแล้วนะครับ เราสัมผัสได้ถึงความนิ่งสงบตั้งแต่วินาทีแรกที่เดินเข้ามาสู่ Lobby วัสดุในการตกแต่งภายในส่วนใหญ่ทำมาจากไม้ ซึ่งให้ความรู้สึกที่หรูหราและอบอุ่นไปพร้อมๆกัน สิ่งที่โดดเด่นที่สุดก็เห็นจะเป็นโคมไฟทรงกระบอกยาว 9 โคมที่แขวนสูงทะลุขึ้นไปถึงโถงชั้น 2 ของอาคาร รสนิยมอันละเมียดละไมของคุณ Ed Tuttle ที่ทำให้สเปซมีความโดดเด่นอย่างกลมกล่อมนั้นฝังตัวอยู่ในทุกอณูของ Lobby ที่นี่เลยครับ Our Room: Courtyard Suite เช็คอินเรียบร้อยแล้ว เราพาไปชมห้องพักของเรากันดีกว่าครับ ก่อนอื่นต้องขอเล่าให้เห็นภาพใหญ่กันก่อนว่าบนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ของ Amandayan นี้ มีห้องพักเพียงแค่ 34 ห้อง บวกกับอีก 1 วิลล่าที่เปิดให้จองได้ ดังนั้นเรื่องความเป็นส่วนตัวจึงไม่ต้องห่วงเลย ส่วนของห้องพักก็แบ่งเป็น 2 แบบเท่านั้น คือ Courtyard Suite ที่อยู่ชั้นล่างและ Deluxe Suite ที่อยู่ชั้นสอง ห้องชั้นล่างนั้นได้เปรียบเรื่องความสะดวกเวลาจะเข้าออกห้องพัก ส่วนชั้นสองจะได้เปรียบเรื่องระเบียงที่สามารถเห็นวิวจากมุมที่สูงกว่า แต่หากคืนใดมีงานเลี้ยงเสียงดังในเขตเมืองเก่าที่อยู่ไม่ไกลออกไป ห้องชั้นบนก็อาจจะมีเสียงเล็ดลอดเข้ามาง่ายกว่าชั้นล่างเช่นกัน การตกแต่งภายในห้องพักทั้ง 2 ประเภทนี้มีรูปแบบและหน้าตาห้องเหมือนกันหมดทุกประการ อาจจะมี Layout ที่สลับฝั่งซ้าย-ขวากันบ้างในบางห้อง แต่ในภาพรวมแล้วการพาไปดูห้องของเราซึ่งเป็นแบบ Courtyard Suite เพียงห้องเดียวก็เท่ากับว่าเพื่อนๆจะได้เห็นหน้าตาห้องของทั้งรีสอร์ทเลยครับ ห้องของเราหมายเลข 121 มีขนาด 72 ตารางเมตร กว้างขวางสะดวกสบายมาก การจัดแบ่งพื้นใช้สอยก็ทำได้ดีเลิศเลยครับ เมื่อเปิดประตูห้องเข้ามา เราก็จะเจอกับพื้นที่นั่งเล่นที่มีโซฟาขนาดใหญ่สำหรับเอกเขนกก่อนเลย ด้านหลังโซฟาเป็นผนังบุผ้าทอลวดลายศิลปะท้องถิ่นที่นอกจากจะประดับไว้เพื่อความงามแล้ว ยังเป็นบานเลื่อนในตัวที่เอาไว้เปิด-ปิดซ่อนทีวีที่อยู่เบื้องหลังได้ด้วย บนโต๊ะกลางก็มีผลไม้ ของว่าง และข้อมูลต่างๆของรีสอร์ทที่ทางแม่บ้านจัดเตรียมไว้ให้เรา เมื่อหันไปทางซ้ายก็จะเจอกับเตียง King Size ที่ดูโอ่อ่านุ่มสบาย แต่สิ่งที่ทำให้ห้องดูสวยงามและโดดเด่นอย่างมากก็คือฉากไม้ที่เจาะฉลุลวดลายดอกไม้แบบจีน ช่างไม้ฝีมือเนี้ยบมากครับ ยิ่งเมื่อแสงแดดส่องทะลุเข้ามา แสงเงาที่เกิดขึ้นก็ยิ่งทำให้ห้องดูงดงามราวกับมีเวทมนตร์เลยทีเดียว ด้านหลังฉากไม้ฉลุนี้เป็นโซนของโต๊ะทำงาน และมินิบาร์ซึ่งเครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล เราสามารถรับประทานได้ทั้งหมดเพราะรวมอยู่ในค่าห้องเรียบร้อยแล้ว ตรงจุดนี้นอกจากอุปกรณ์ชง Cocktail ที่เราจะเจอได้ตามโรงแรมหรูทั่วไปแล้ว ที่นี่ยังจัดเตรียมเซ็ตชงชาเอาไว้ให้แขกเป็นพิเศษด้วย ซึ่งช่วยยกระดับบรรยากาศของห้องพักให้มีความพิถีพิถันแบบจีนมากขึ้นไปอีก ถัดจาก Minibar เข้าไปหลังผนังโซนนั่งเล่น ก็จะเป็นห้องน้ำและห้องแต่งตัวแบบ Walk-in Closet มีอ่างล้างหน้าแยก 2 เซ็ตสำหรับแขก 2 ท่าน ตรงกลางเป็นอ่างอาบน้ำ และมีห้อง Shower กับห้องส้วมแยกออกไปต่างหากอย่างเป็นสัดส่วนดีมากครับ สิ่งหนึ่งที่เราขอให้ทางรีสอร์ทจัดหาให้เพิ่มเติมก็คือเครื่องทำความชื้นในอากาศครับ เพราะลี่เจียงอากาศค่อนข้างแห้งจึงทำให้รู้สึกแห้งในจมูกและคอเวลาตื่นนอน นี่แหละครับข้อดีของการมาพักที่ Aman เขาใส่ใจรายละเอียดทุกอย่างจริงๆ Book Now Hoparound.co x Amandayan 2026-2027 Exclusive Offer Private Villa ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เราพาเพื่อนๆไปดู Private Villa หนึ่งเดียวของ Amandayan ที่เปิดให้จองกันได้ต่อเลยดีกว่าครับ วิลล่าหมายเลข 888 นี้ (เลขมงคลสุดๆ) เป็นวิลล่า 2 ห้องนอนสำหรับแขกที่ต้องการอยู่เป็นกรุ๊ป 4-5 ท่านแบบเป็นส่วนตัว สำหรับกรุ๊ปที่ใหญ่กว่านี้สามารถปรึกษาทาง Reservation ได้นะครับ เพราะจริงๆแล้วทางรีสอร์ทก็สามารถเปิด Private Villa หลังอื่นเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษได้อีก ห้องพักแบบวิลล่านั้นจะมาพร้อมกับ Butler ส่วนตัวที่คอยให้บริการเราตลอด 24 ชม. มีการจัดสรรพื้นที่เป็นห้องนอนให้ Butler นอนพักภายในตัววิลล่าด้วยเลย ซึ่งทาง Aman แบ่งโซนตรงนี้ได้ดีมากครับ ยังคงความเป็นส่วนตัวของแขกอย่างเต็มที่ เนื่องจากถ้าไม่สังเกตเราก็แทบมองไม่เห็นห้องพักของ Butler เลย วิลล่า 888 มีการจัดวางอาคาร 2 ชั้นเป็นรูปตัว L บนพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยมีพื้นที่ว่างเป็นลาน Courtyard ส่วนตัวที่เงียบสงบ เมื่อเปิดประตูเข้ามา ด้านขวามือภายในตัวอาคารก็จะเป็นห้องรับประทานอาหารกับโต๊ะกลมหมุนได้แบบจีน เดินลึกเข้าไปอีกนิดก็จะพบกับห้องครัวส่วนตัวที่มีอุปกรณ์พร้อมสรรพ อีกฝั่งของอาคารตัว L ก็จะเป็นห้องนั่งเล่น ที่มาพร้อมกับโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวเบ้อเริ่มตรงกลางห้อง พร้อมโซฟาที่นั่งได้รอบโต๊ะเลย ถัดออกไปติดผนังก็เป็นทีวี นอกจากนี้ก็ยังมีโต๊ะทำงานเซ็ตใหญ่อีก 2 เซ็ตตั้งอยู่ตรงข้ามกัน ที่ชั้นล่างนี้จะมีห้องน้ำอยู่ตรงจุดก่อนถึงบันไดขึ้นชั้น 2 และทางเข้าห้องพักของ Butler ก็อยู่ใต้บันไดนี่เอง ชั้น 2 ของวิลล่าก็จะเป็นห้องนอนพร้อมห้องน้ำในตัว ซึ่ง Layout ทุกอย่างก็เหมือนกับห้องพักของเราเลยครับ เพียงแต่ห้องนอนของวิลล่าที่อยู่คนละปีกก็จะมีการสลับฝั่งของการจัดสรรพื้นที่ให้อยู่ทิศตรงข้ามกัน Man Yi Xuan - The Main Chinese Restaurant สำหรับเรื่องอาหารที่ Amandayan จะมีทั้งสิ้น 3 Outlets แต่ห้องอาหารหลักนั้นมีชื่อว่า Man Yi Xuan ซึ่งเสิร์ฟอาหารจีนในมื้อกลางวันและเย็นโดยมีทั้งเมนูจีนทั่วไป และอาหารยูนนานท้องถิ่นที่ทั้งอร่อยและหาทานได้ยากครับ ในวันที่ฟ้าใสเพื่อนๆก็จะสามารถมองเห็นวิวภูเขาหิมะมังกรหยกแบบเต็มตาได้จากห้องอาหาร Man Yi Xuan นี้ได้เลย เรียกได้ว่าอร่อยลิ้นและอิ่มเอมสายตาไปพร้อมๆกัน วิวตรงนี้คือ Iconic View พันล้านที่เป็นจุดขายในภาพโฆษณาของ Amandayan เลยก็ว่าได้ครับ เมนูที่เราอยากจะแนะนำหากเพื่อนๆได้มารับประทานอาหารที่นี่ก็คือ Hot Pot แต่ต้องสั่งจองกันล่วงหน้านิดนึงนะครับ เนื่องจากทางห้องอาหารต้องเตรียมการอย่างน้อย 4 ชั่วโมงเลย Hot Pot ของที่นี่เสิร์ฟในหม้อดินดำที่นำเข้ามาจาก Shangri-la ดูสวยขลังมากครับ ตัวน้ำซุปนั้นกลมกล่อม ส่วนเนื้อสัตว์ก็มีให้เลือกทั้งเนื้อไก่ฟาร์ม ซี่โครงหมูบ่ม 6 เดือน และเนื้อจามรี มื้อนี้เราเลือกลองซี่โครงหมูและเนื้อจามรีจานเล็กๆมาลองครับ เชฟจะนำเนื้อซี่โครงหมูดิบๆมานวดคลึงเคล้าด้วยเครื่องปรุงและเครื่องเทศท้องถิ่น ก่อนจะบ่มเก็บเอาไว้นานถึง 6 เดือนจนเข้าเนื้อ ตอนแรกเราคาดหวังว่าเนื้อหมูคงจะนุ่มเปื่อยแบบละลายไปเลย แต่จริงๆแล้วเท็กซ์เจอร์นั้นนุ่มกำลังดียังมีความสู้ฟันพอให้เราได้เคี้ยวอยู่ครับ แต่มีรสชาติเข้มข้นแทรกซึมอยู่ในเนื้อหมูเลย ส่วนเนื้อจามรีนั้นรสชาติเหมือนเนื้อวัวชั้นดีเลยครับ ไม่เหนียวหรือมีกลิ่นสาบอย่างที่คิด อีกอย่างที่เป็นจุดเด่นของ Hot Pot ก็คือเห็ดและผักซึ่งสดอร่อยมาก โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคมที่เป็นฤดูเก็บเห็ด เพื่อนๆก็จะได้ลิ้มลองเห็ดหลายชนิดเลยครับ ที่มีชื่อที่สุดน่าจะเป็นเห็ดสน หรือ Matsutake ที่ปกติราคาค่อนข้างสูง ถ้ามีโอกาสอย่าลืมสั่งมาลองดูกันนะครับ The Lounge มื้อเช้าของทุกวันนั้นรวมอยู่ในแพ็คเก็จข้อเสนอพิเศษเมื่อจองด้วยโค้ด Hop Around ด้วยนะครับ ซึ่งมื้อเช้าที่ Amandayan จะเสิร์ฟกันที่ The Lounge ซึ่งอยู่ในพื้นที่อีกฝั่งของ Lobby เมนูอาหารเช้าของที่นี่ก็จะมีทั้งแบบตะวันตก แบบจีนทั่วไป และแบบยูนนาน และมีเมนูทิเบตแซมๆมาด้วย เช่น ชาผสมเนยจามรี เพราะจริงๆแล้วถัดจากลี่เจียงไปนิดเดียวก็ทิเบตแล้ว ในแต่ละวันที่เข้าพักเราก็พยายามสั่งเมนูที่แตกต่างกันไปเพื่อให้เพื่อนๆได้เห็นหน้าตาอาหารเช้าหลากหลายแบบที่สุด ส่วนตัวแล้วเราถูกใจกับรสชาติที่เข้มข้นของเมนูเส้นเป็นพิเศษทั้งแบบแห้งและแบบน้ำ อยากให้เพื่อนๆได้ลองดูครับ ส่วนอาหารเช้าแบบท้องถิ่นนั้นมีธัญพืชเป็นวัตถุดิบค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ถั่วเลนทิล (อันนี้มีเอามาทำเป็นเจลลี่ด้วย แปลกดีครับ) รวมไปถึงมันสีต่างๆ ซึ่งเรารู้สึกว่าดีต่อสุขภาพมากเลย อีกอันที่แปลกดีก็คือก๋วยเตี๋ยวหลอดไส้กลีบกุหลาบ อ่อ! ลืมบอกไปว่าที่ลี่เจียงนี่เป็นดินแดนแห่งดอกไม้นานาพันธุ์เลยครับ ดอกไม้หลากสีบานสะพรั่งสวยมากจริงๆ และคนก็นิยมนำดอกไม้หลายชนิดมาประกอบอาหารเช่นกัน อย่างของฝากชื่อดังที่มีขายทั่วเมืองเก่าก็คือขนมเปี๊ยะไส้กลีบกุหลาบนี่แหละครับ The Boutique ในบริเวณเดียวกันกับ The Lounge จะมีห้องเล็กๆที่หลบอยู่ใกล้โต๊ะรีเซ็พชั่น ซึ่งภายในจะเป็น Boutique ร้านขายของที่ระลึกทั้งที่ทาง Amandayan คัดสรรมาจากช่างฝีมือท้องถิ่น และสินค้าในแบรนด์ Aman เองซึ่งมีตั้งแต่เครื่องหอมไปจนถึงเสื้อผ้าเลยครับ เป็นมุมเล็กๆที่น่าสนใจยังไงก็ลองมาแวะชมกันนะครับ The Library and The Meeting Room พาขึ้นมาชมชั้นสองของอาคาร Lobby กันบ้างครับ ห้องสมุดของทุก Aman นั้นเป็นมุมที่เราชอบเป็นพิเศษ เป็นมุมเงียบๆที่ตกแต่งสวยอบอุ่น ให้อารมณ์บ้านผู้ดีเก่าที่มีความ Sophisticated แบบไม่ต้องพยายาม และที่ Amandayan ก็เช่นกันครับ ไม่ทำให้ผิดหวังเลย ที่พิเศษกว่า Aman อื่นที่เราเคยไปก็คือที่นี่มีห้องประชุมขนาดค่อนข้างใหญ่ที่เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ทุกอย่างเอาไว้ให้บริการด้วย จากสายตาคิดว่าสามารถรองรับคนได้ประมาณ 30 คนสบายๆ ไม่สงสัยเลยว่าทำไม Amandayan ถึงมีบริษัทเก๋ๆพาพนักงานมาพักแบบ Buy Out กันอยู่เรื่อยๆ The Theatre อาคาร Lobby ยังมีชั้นใต้ดินให้เราลงไปสำรวจกันอีกนะครับ ข้างล่างนี้มีห้องที่พิเศษมากก็คือ Private Theatre หรือโรงหนังส่วนตัวที่เพื่อนๆสามารถชวนกันมาเลือกดูหนังได้อย่างจุใจ ห้องนี้จะเป็นที่นิยมมากในช่วงเทศกาลแข่งขันกีฬาต่างๆไม่ว่าจะเป็น โอลิมปิค บอลโลก เทนนิสโอเพ่น ฯลฯ ในบางวันก็จะมีโปรแกรมหนังที่ทางทีม Amandayan เลือกเอามาฉายด้วย และห้องนี้ก็ไม่ได้มาเล่นๆนะครับ ตั้งแต่การออกแบบ วัสดุที่ใช้ตกแต่ง ระบบภาพและเสียง รวมไปถึงคุณภาพของที่นั่งทุกอย่างคือดีเยี่ยมทั้งหมด ตอนที่เปิดเข้ามาเห็นครั้งแรก เราเซอร์ไพร้ซ์กับความจริงจังนี้มากครับ The Spa นอกจากห้องพักที่สวยงามแล้ว อีกสิ่งที่มีชื่อเสียงอย่างมากที่ Aman ก็คือสปาครับ จากประสบการณ์การใช้สปาในแต่ละ Aman ที่เราเคยได้ไปสัมผัสมานั้นดูเหมือนว่าจะมีเวทมนตร์บางอย่างที่มากไปกว่าแค่เพียงความผ่อนคลายสบายตัว แต่จิตใจเราก็รู้สึกสงบนิ่งปลอดภัยราวกับเราได้เข้าไปอยู่ใน Sanctuary บางอย่าง และที่ Amandayan นี้ก็เช่นกัน คุณ Therapist นวดโดยใช้เทคนิคจีนเข้ามาผสม แต่คำว่า “นวด” ก็อาจจะดูน้อยและเบาไปนิดในความรู้สึกของเรา คำว่า “บำบัด” น่าจะเหมาะสมกว่า เพราะเรารู้สึกได้ถึงความใส่ใจในทุกๆการกด การรีด และการลงน้ำหนักมืออันไหลลื่นซึ่งช่วยให้ความตึงเครียดที่สะสมอยู่ในทั้งร่างกายและจิตใจของเราค่อยๆคลายลงจนเราเผลอหลับไปเลยครับ The Gym ชั้นล่างของอาคารสปาเป็นที่ตั้งของห้องฟิตเนสและห้องโยคะที่ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป แต่อุปกรณ์นั้นมีครบครันและทุกชิ้นก็มาตรฐานสูงจากแบรนด์ TechnoGym สายออกกำลังไม่ต้องห่วงเลยครับ ได้ใช้อุปกรณ์ชั้นเยี่ยมอย่างเป็นส่วนตัวแน่นอนครับ The Pool นี่คือหนึ่งในสระน้ำ Outdoor เพียงไม่กี่สระในเขตเมืองเก่าของลี่เจียง (เราคิดว่าน่าจะเป็นสระกลางแจ้งสระเดียวเลยด้วยซ้ำ) ยิ่งไปกว่านั้นสระของ Amandayan ยังมีระบบรักษาอุณหภูมิให้อยู่ที่ประมาณ 28 องศาเซลเซียส ดังนั้นแม้ในวันที่อากาศหนาว แขกของรีสอร์ทก็ยังสามารถลงเล่นน้ำได้อย่างสบายตัว จะมีสักกี่ครั้งที่เราจะได้ว่ายน้ำในเซ็ตติ้งจีนโบราณแบบนี้ The View Pavilion และนี่ก็น่าจะเป็นศาลาชมวิวจากบนเนินเขาหนึ่งเดียวของเมืองเก่าลี่เจียงเช่นกัน เพื่อนๆจะได้ชมวิวเมืองเก่าในมุมที่สวยที่สุดของลี่เจียงแบบพาโนรามาโดยไม่ต้องไปแย่งชิงกับฝูงชนใดๆ นับเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ Exclusive สำหรับแขกของ Amandayan เท่านั้นครับ เพราะคนนอกไม่สามารถเข้ามาตรงจุดนี้ได้ The Tea House ยูนนานนั้นเป็นอีกแหล่งปลูกชาที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน โดยเฉพาะที่เมืองผู่เอ๋อร์ทางใต้ของลี่เจียง ด้วยความที่ลี่เจียงเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าในภูมิภาคมาแต่อดีต โดยเป็นจุดผ่านที่สำคัญของ Tea Horse Road จึงทำให้ลี่เจียงเป็นแหล่งซื้อขายใบชาชั้นดีไปโดยปริยาย การจิบน้ำชาจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวที่ลี่เจียง และในเมืองเก่าก็มีร้านขายชาเก่าแก่มากมายที่เพื่อนๆสามารถไปลองชิมชาได้ แต่ที่ The Tea House ของ Amandayan ไม่ได้มีดีแค่ชาเท่านั้น แต่ที่นี่ยังมีเครื่องดื่มอื่นๆให้เลือกหลากหลาย และมีบริการทั้งติ่มซำและเซ็ต Afternoon Tea แบบจีนประยุกต์ที่พรีเซ้นต์ได้สวยงามขึ้นกล้องมากๆ และที่ว้าวที่สุดก็คือวิวเมืองเก่าจากมุมสุด Exclusive ที่ยิ่งช่วยเสริมให้รสชาติของชานั้นยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นไปอีก Book Now Hoparound.co x Amandayan 2026-2027 Exclusive Offer Wenchang Palace ศาลเจ้าเหวินชางเป็นอีกหนึ่งไอเท่มลับของ Amandayan เลยครับ เมื่อ 300 กว่าปีก่อนสถานที่แห่งนี้เคยถูกใช้เป็นจุดสอบคัดเลือกเข้าเป็นขุนนางข้าราชการของจีน ปัจจุบันผู้คนจึงนิยมมาขอพรเรื่องการเรียนและการงานที่ศาลเจ้าแห่งนี้ ต้นไม้บางต้นที่อยู่ในบริเวณศาลเจ้าก็เป็นต้นไม้เก่าแก่ที่อยู่มาตั้งแต่ก่อนสร้างศาลเจ้าด้วยซ้ำ และเนื่องจากศาลเจ้านี้อยู่ติดกันกับพื้นที่ของรีสอร์ท ทางการจีนจึงมอบหมายให้ Amandayan เป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยทั้งหมด ดังนั้นบริเวณนี้จึงเปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาเที่ยวชมได้ตั้งแต่ 10:00-17:00 น. ในบางวันนอกจากจะมีคนมาขอพรและชมวิวแล้ว เราอาจจะได้เห็นศิลปินมานั่งสเก็ตช์ภาพสวยๆด้วย ได้อารมณ์ชะมัด The Old Town Dayan นั้นเป็นเมืองที่เก่าที่อยู่ในยุครุ่งเรืองที่สุดในบรรดา 3 เมืองโบราณของลี่เจียง ตัวเมืองจึงมีขนาดใหญ่ที่สุดและอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดด้วยเช่นกัน กลายเป็นภาพจำของผู้คนทั่วไปเมื่อพูดถึงเมืองเก่าลี่เจียงโดยเฉพาะในหมู่นักท่องเที่ยว ดังนั้นชื่อเมือง Dayan จึงถูกแทนที่ด้วย Lijiang Old Town ไปโดยปริยาย เขตเมืองเก่าของลี่เจียงนั้นสวยงามดั่งภาพในนิยายจีนโบราณ และมีพื้นที่ถึง 3.8 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็นโซนต่างๆได้ตามทิศเหนือ-ใต้-ออก-ตก ข้อดีของ Amandayan ก็คือมีทางเดินลงมาที่เมืองเก่าได้หลายทางซึ่งแต่ละทางก็จะพาไปโซนที่ต่างกันของเมือง โดยโซนทางเข้าฝั่งทิศเหนือ (North Gate) นั้นนับว่าเป็นทางเข้าหลัก นักท่องเที่ยวก็จะค่อนข้างเยอะกว่าทางเข้าอื่น ตรงกันข้ามกับฝั่ง South Gate ที่นักท่องเที่ยวจะบางตากว่า ใจกลางของเมืองเก่าก็คือ Square Market (จตุรัสกลางเมือง) ซึ่งก็เป็นอีกจุดที่นักท่องเที่ยวหนาแน่นเช่นกัน ทางเดินในเมืองเก่านั้นเต็มไปด้วยตรอกซอกซอยมากมาย วิธีการเดินเที่ยวที่ดีที่สุดคือเดินไปเรื่อยๆ ปล่อยให้ตัวเองได้หลงทางสำรวจเมืองแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก อาจจะยึดเอา Square Market ที่อยู่กลางเมืองและสายน้ำที่ไหลจากเหนือลงใต้ทะลุเมืองเก่าเป็นหลักในการเดาทิศแบบคร่าวๆ ในแต่ละซอกซอยก็เรียงรายไปด้วยร้านค้าตลอดสองข้างทางทั่วทั้งเมือง แต่ก็มักจะขายสินค้าคล้ายๆกัน สินค้าที่มีชื่อจากลี่เจียงและควรค่าจะซื้อกลับไปเป็นของฝากก็อย่างเช่น ชาผู่เอ๋อร์เกรดต่างๆ เห็ดตากแห้ง ขนมเปี๊ยะไส้กลีบกุหลาบ และเครื่องเงิน (อันนี้ต้องเลือกร้านดีๆนะครับ หรือปรึกษา Conceirge ที่ Aman ก่อนก็ได้ เพราะได้ข่าวมาว่าบางร้านก็ไม่ใช้เงินแท้) ในแต่ละช่วงเวลาของวัน เมืองเก่าจะมี Vibes ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ช่วงเช้าเป็นช่วงที่เราชอบมากที่สุด เพราะยังเงียบสงบ ร้านรวงยังเปิดกันไม่ครบ นักท่องเที่ยวยังน้อย เหมาะมากกับการเดินเล่นชมเมืองเพลินๆและเก็บภาพสวยๆ ลี่เจียงในช่วงเช้ามีเสน่ห์มาก เราแนะนำให้เพื่อนๆลองมาเดินเล่นกันดูนะครับ ช่วงกลางวันตัวเมืองเริ่มพลุกพล่านไปด้วยผู้คนทำให้เมืองดูมีชีวิตชีวาไปอีกแบบ เราเห็นนักท่องเที่ยวหลายคนตั้งใจมาแต่งชุดพื้นเมืองถ่ายรูปกันแบบจริงจังเลย ส่วนในช่วงกลางคืน (โดยเฉพาะบริเวณ Square Market) เมืองเก่าก็จะกลายร่างเป็นผีเสื้อราตรีงานแสงสีเสียงฉ่ำมาก ผับบาร์พร้อมใจกันอวดแสงไฟหลากสี และมีดนตรีทั้งเล่นสด และเปิดแผ่นเรียกลูกค้ากันสนุกสนานเลย Zhongyi Market ถ้าเพื่อนๆอยากจะหลบหลีกนักท่องเที่ยวไปหามุมที่ “Authentic” ในเมืองเก่าลี่เจียง เราขอแนะนำให้ลองมาเดินตลาดจงยี่ตอนเช้า ที่นี่เป็นตลาดสดที่เราแทบไม่เจอนักท่องเที่ยวเลย แต่จะเป็นคนท้องที่ที่เข้ามาจับจ่ายผลิตผลทางการเกษตรต่างๆ เราจะได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ทางอาหารและวัฒนธรรมของผู้คนที่อาศัยอยู่บนภูเขารอบๆลี่เจียง ลำพังแค่หัวมันก็มีตั้งหลายชนิดและหลายสีให้เลือกแล้ว Fun Fact ที่เราก็เพิ่งรู้ก็คือถ้าเนื้อของหัวมันเป็นสีอะไร ดอกของต้นมันก็จะเป็นสีนั้นไปด้วย ส่วนใครที่อยากลิ้มลองอาหารท้องถิ่น ใกล้ๆกับตลาดก็มีฟู้ดคอร์ทแบบชาวบ้านไว้บริการด้วยนะครับ Mu’s Mansion ตระกูล Mu (มู่) เป็นตระกูลชาว Naxi ที่ปกครองดินแดนละแวกนี้มากว่า 1,200 ปี ตระกูล Mu มีความเชี่ยวชาญอย่างยิ่งในการวางผังเมือง และเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาอารยธรรมของชาว Naxi ให้ก้าวหน้าแซงชนเผ่าอื่นๆในละแวกนี้จนถึงขั้นมีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง นอกจากนี้ยังมีค่านิยมที่ปลูกฝังให้ลูกหลานรักการอ่านเขียน จึงยิ่งทำให้ชาว Naxi นั้นมีความเจริญรุ่งเรืองมากกว่าใคร ด้วยการให้ความสำคัญกับการศึกษามายาวนาน เราจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมภายในคฤหาสน์ของตระกูล Mu นี้จึงมีหอสมุดที่เป็นอาคารสูง 3 ชั้นเพียงหลังเดียวในเมืองเก่าลี่เจียง อาคารอื่นๆทั้งหมดในตัวเมืองจะเตี้ยกว่านี้ทั้งสิ้น ในวันที่รุ่งโรจน์ที่สุดของตระกูล Mu อาณาบริเวณของคฤหาสน์แห่งนี้เคยกว้างขวางถึงประมาณ 40 ไร่ และมีความยิ่งใหญ่งดงามจนมีคนเอาไปเปรียบว่าเป็นขนาดย่อส่วนลงมาของพระราชวังต้องห้ามในปักกิ่ง ตระกูล Mu นั้นอาศัยอยู่ในคฤหาสน์แห่งนี้ต่อเนื่องกันมาถึง 22 รุ่น แต่หลังจากผ่านศึกสงครามมานับครั้งไม่ถ้วนโดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ชิง ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีนก่อนจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง Mu’s Mansion บางส่วนจึงถูกทำลายลงไปจนปัจจุบันเหลือพื้นที่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น และอาคารส่วนใหญ่ที่เห็นในปัจจุบันก็เป็นการสร้างขึ้นใหม่ตามดีไซน์เก่าในช่วงทศวรรษ 90 แต่ความสวยงามก็ยังคงทำให้เราตื่นตะลึงได้ไม่ยากนัก Naxi Ancient Music Recital สำหรับใครที่อยากดื่มด่ำกับความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมของชาว Naxi ไปอีกระดับ เราขอแนะนำให้มาชมการแสดงดนตรีโบราณแบบสดๆ สามารถให้ทาง Amandayan จองให้ได้เลยครับ แนวดนตรีจะมีความคล้ายงิ้วที่ประณีตขึ้นมาอีกระดับ เป็นเรื่องน่าทึ่งนะครับที่คนโบราณสามารถประดิษฐ์เครื่องดนตรีขึ้นมาได้หลากหลายแบบ และทำให้ทุกชิ้นสอดประสานกันขึ้นเป็นเพลงที่ไพเราะและมีเอกลักษณ์ได้แบบนี้ Black Dragon Pool อีกหนึ่งพิกัดสุด Iconic ของลี่เจียงก็คือสระมังกรดำที่ตั้งอยู่ที่เชิงเนินเขาช้าง (Elephant Hill) ซึ่งสระแห่งนี้เป็นทั้งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน สวนสาธารณะที่ร่มรื่นเดินเพลิน สถานอนุรักษณ์น้ำของรัฐ ที่ตั้งพิพิธภัณฑ์และสถาบันวิจัยวัฒนธรรมตงปา (Dongba) ของชาว Naxi และเป็นแหล่งรวมงานสถาปัตยกรรมจากหลายยุคสมัยทั้งแบบ Naxi และแบบชาวฮั่น อาคารบางหลังเช่นหอ Wufeng หลังคาซ้อน 3 ชั้นที่ปัจจุบันตั้งอยู่คู่กับสะพานหินอ่อนสีขาวกลางสระ ก็เป็นศิลปะตั้งแต่ราชวงศ์หมิง อายุกว่า 400 ปี ซึ่งถูกย้ายมาจากวัด Fuguo ที่อยู่นอกเมือง Dayan ออกไป ใดๆก็ตาม สิ่งที่ทำให้ Black Dragon Pool มีชื่อเสียงที่สุดก็คือวิวที่สวยหยาดเยิ้มชวนฝัน เป็นความลงตัวของการจัดวางสิ่งก่อสร้างโดยฝีมือมนุษย์กับวิวภูเขาหิมะมังกรหยกที่ตั้งเป็นฉากปังๆอยู่ด้านหลัง สระน้ำที่สะท้อนเงาวิวทั้งหมดในวันฟ้าใสก็ยิ่งเพิ่ม Wow Factor ให้กับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า หากเพื่อนๆมีเวลานอกจากจุดชมวิวชื่อดังแล้ว Black Dragon Pool ก็ยังมีอะไรอีกเยอะแยะให้เดินดูได้เพลินๆหลายชั่วโมงเลยครับ Excursions มณฑลยูนนานของจีนนั้นเป็นมณฑลที่มีเมืองที่ตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่หลักสิบเมตรไปจนถึงหลายพันเมตร ถ้าจะเอาตัวเลขเป๊ะๆก็คือ 76.4 - 6,740 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ดังนั้นจึงเป็นมณฑลที่มีความหลากหลายมาก ข้อดีของการมาเที่ยวลี่เจียงก็คือเราสามารถเทค Day Trip ออกนอกเมืองไปที่อื่นได้อีกหลายจุด โดยเราสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกรวดเร็วและราคาไม่แพง (โดยเฉพาะการเดินทางด้วยรถไฟ) เช่น ต้าลี่ และคุนหมิง ซึ่งในทริปนี้เรายังไม่มีโอกาสได้ไปเก็บภาพมาฝากกัน แต่ไม่ต้องห่วงครับ เราไปเยี่ยมชมที่อื่นๆมาอีกหลายที่เลยครับ ลองดูเพื่อเป็นไอเดียตามรอยได้ด้านล่างนี้ครับ Jade Dragon Snow Mountain ที่แรกที่พลาดไม่ได้ก็คือภูเขาหิมะมังกรหยกที่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 5,596 เมตร ซึ่งสูงกว่า Mont Blanc (4,809 เมตร) ภูเขาที่สูงที่สุดในยุโรปตะวันตกเสียอีก นอกจากจะสวยมากๆแล้ว ภูเขาแห่งนี้ยังเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาว Naxi ให้ความเคารพมาแต่โบราณ ด้วยเหตุนี้จึงว่ากันว่ายังไม่เคยมีใครได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปเหยียบบนจุดสูงสุดยอดเขาจริงๆเสียที แต่เราสามารถนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปที่ความสูง 4,506 เมตร เพื่อชมยอดเขาในระยะใกล้ๆได้ จากจุดนี้ก็จะมีทางให้เดินเท้าขึ้นต่อไปได้อีกแต่ก็ไม่ถึงจุดยอดสุดนะครับ สำหรับการเดินทางจากลี่เจียง เราต้องนั่งรถออกนอกเมืองไปประมาณ 1 ชม. เราสามารถเช่ารถพร้อมคนขับ แล้วให้คนขับช่วยจัดการเรื่องตั๋วกระเช้าลอยฟ้าและตั๋วจุดท่องเที่ยวอื่นๆได้เลย (หาดูได้ตามกลุ่มเที่ยวเมืองจีนต่างๆในเฟสบุ้คนะครับ) หรือจะให้ทาง Amandayan จัดทริปให้ก็จะสะดวกมากกว่า อีกอย่างก็คืออย่าลืมพกกระป๋องออกซิเจนขึ้นมาด้วยนะครับ เพราะอาการข้างบนค่อนข้างบาง ส่วนใครที่เป็นโรคแพ้ความสูงก็ต้องเตรียมตัวล่วงหน้ามาให้ดีด้วยนะครับ Lijiang Impression Show ใกล้ๆกับสถานีกระเช้าลอยฟ้าขาขึ้นด้านล่างเขามังกรหยก ก็จะเป็นโรงละครสำหรับการแสดงอันเลื่องชื่อของเมืองลี่เจียงที่กำกับโดยจาก อี้ โหมว ผู้กำกับชาวจีนผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 3 ครั้ง และยังเป็นผู้ออกแบบการแสดงในพิธีโอลิมปิกที่ปักกิ่งเมื่อปี 2008 ด้วย สารภาพตามตรงว่าครั้งแรกที่ได้ยินว่ามีการแสดงที่นี่ เราไม่ได้รู้สึกอยากดูเลยเพราะคิดว่าจะต้องเป็นกับดักนักท่องเที่ยวที่การแสดงจะออกแนวแห้งๆปลอมๆแน่ๆ แต่เมื่อได้เข้ามาดูจริงๆกลับรู้สึกประทับใจกับการนำเสนอที่มีรสนิยมสมชื่อ Lijiang Impression Show ความตระการตาเริ่มต้นตั้งแต่ภูเขามังกรหยกที่ตั้งเป็น Background อยู่ด้านหลัง ตัดกับเวทีสีแดงสุด Iconic เอาเข้าจริงๆเราแทบไม่ได้ติดตามเส้นเรื่องของตัวโชว์เท่าไหร่นัก แต่เราก็อินไปกับงาน Visual และ Movement ของนักแสดงในทุกๆฉาก แม้ในวันที่เราเข้าชมฝนจะตกหนักเกือบตลอดการแสดง แต่นั่นก็ยิ่งกลับทำให้ได้ความ Dramatic ไปอีกแบบ ที่สำคัญนักแสดงกว่า 500 ชีวิตนั้นเป็นชาว Naxi พื้นเมืองทั้งหมดก็แสดงแบบมืออาชีพมาก ไม่ว่าอากาศจะเป็นอย่างไร The Show Must Go On ฉะนั้นก็เท่ากับว่าเราก็จะได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านมีรายได้ไปด้วย ใครที่ลังเลอยู่ว่าจะดูโชว์ดีมั้ย เราก็แอบเชียร์ให้ดูนะครับ อย่างน้อยก็จะได้รูปปังๆมาอวดเพื่อนแน่นอน Blue Moon Valley ไม่ไกลจากจุดขึ้นเคเบิ้ลคาร์ของภูเขามังกรหยกมาทางทิศตะวันออก ก็คือ “ไป๋ซุยเหอ” หรือ Blue Moon Valley ซึ่งเป็นอุทยานน้ำสีฟ้าที่สวยงามมาก จนมองลงมาจากที่สูงแล้วเห็นเหมือนมีพระจันทร์สีน้ำเงินฝังอยู่ในหุบเขา เนื่องจากบนเขาหิมะมังกรหยกนั้นมีแร่ธาตุ Copper Sulfate ค่อนข้างเข้มข้น เมื่อหิมะละลายไหลลงมาจึงพาเอาไอออนทองแดง (Copper Ion) มาอยู่ในน้ำด้วย ซึ่งน้ำสวยๆแบบนี้ไม่เหมาะกับการบริโภคนะครับ แต่จะมีความเชื่อให้ล้างมือ 3 ครั้งในน้ำเพื่อความโชคดี 3 เรื่อง โดยครั้งแรกจะหมายถึงอาชีพการงาน ครั้งที่สองหมายถึงทรัพย์สินเงินทอง และครั้งที่สามหมายถึงความรักที่มั่นคง แม้ชื่อจะแปลว่าหุบเขา แต่หุบเขา Blue Moon Valley นี้ก็ยังตั้งอยู่ที่ระดับความสูงกว่า 4,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ลำธารที่ไหลมาจะถูกแนวหินกั้นแบ่งเอาไว้กลายเป็นแอ่งน้ำคล้ายทะเลสาบย่อยๆถึง 5 แห่ง หลังจากซื้อตั๋วแล้วก็จะมีบริการรถ Buggy สีเขียววิ่งรับส่งระหว่าง 3 จุดสต็อปอยู่ตลอดเวลาและเราก็สามารถขึ้นลงได้ตามความสะดวก ตัวธรรมชาตินั้นมหัศจรรย์และสิ่งปลูกสร้างอำนวยความสะดวกก็ยอดเยี่ยมมาก แต่อาจจะต้องเล็งจังหวะในการถ่ายรูปดีๆ เพราะความสวยของหุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงินนี้ก็มีพลังดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมากให้เดินทางมาชมด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะคู่ว่าที่บ่าวสาวที่นิยมมาถ่ายรูป Pre-Wedding กันหลายคู่เลย Wenhai Yi Village ความเอ็กซ์คลูซีฟของ Aman ก็คือเราสามารถขอให้ไกด์จัดทริปพาออกนอกเส้นทางที่เป็นที่นิยมนักท่องเที่ยวทั่วไปเพื่อไปสัมผัสกับวิถีชีวิตแบบ Authentic ของผู้คนท้องถิ่นได้ด้วย อย่างที่เล่ามาตั้งแต่แรกว่า Naxi คือชนเผ่าหลักที่อาศัยอยู่ในลี่เจียง แต่ในความเป็นจริงแล้วยูนนานประกอบไปด้วยชนเผ่าต่างๆกว่า 25 เผ่า วันนี้ทาง Amandayan จึงพาเราไปเยี่ยมชมหมู่บ้านชาว Yi (ยี่) ที่อยู่ใกล้ๆกับทะเลสาบเหวินไห่ และแวะชมธรรมชาติที่สวยงามระหว่างทางไปด้วย ทะเลสาบเหวินไห่เป็น Alpine Lake ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 3,100 เมตร และจะมีน้ำเป็นบางฤดูกาล ทำให้พื้นที่รอบๆนั้นเป็น Wet Land ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยหญ้าเขียวขจี และชาวบ้านจึงใช้เป็นสถานที่เลี้ยงม้าหลายสิบตัว จึงเกิดเป็นภาพที่สวยงามแปลกตา เป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยว Unseen ของลี่เจียงครับ หลังจากแวะถ่ายรูปกับน้องม้าจนพอใจแล้ว ไกด์ (คุณโทมัส) ก็พาเราเดินทางขึ้นเขาต่อไปยังหมู่บ้านของชาว Yi แบบไม่ได้มีจุดหมายว่าจะไปบ้านไหนเป็นพิเศษ คุณโทมัสบอกว่าถ้าเจอใครอยู่บ้านก็จะไปเคาะประตูขอเข้าไปชมบ้านและพูดคุยแบบดิบๆเลยเพื่อความ Real และเราก็โชคดีครับ มีคุณตาคุณยายคู่หนึ่งอยู่ที่บ้านพอดี เราจึงได้เข้าไปเยี่ยมชมภายในบริเวณบ้านของพวกเขา และได้นั่งคุยโดยมีไกด์ช่วยแปลภาษาให้ด้วย เป็นประสบการณ์ที่พิเศษมากเลยครับ คุณโทมัสเล่าให้ฟังว่าชาวเผ่า Yi นั้นรักสนุก และใช้ชีวิตแบบมีความสุขวันต่อวัน โดยเฉพาะผู้ชายที่จะดื่มสุราหนักและมักจะมีชีวิตสั้นกว่าผู้หญิง ต่างจากชาว Naxi ที่ชอบคิดการณ์ไกลและวางแผนล่วงหน้าโดยคุณโทมัสเปรียบเทียบว่า ถ้ามีการฆ่าหมูมาทำอาหาร ชาว Yi ก็จะชวนคนมาสังสรรค์กันทั้งหมู่บ้านและกินหมูให้หมดภายในคราวเดียว ส่วนชาว Naxi จะมีการแบ่งและถนอมอาหารเก็บไว้กินในอนาคต Tiger Leaping Gorge ช่องเขาเสือกระโจนอันเลื่องชื่อนั้นอยู่ห่างจากลี่เจียงไปทางเหนือประมาณ 60 กิโลเมตร ถ้าใครเดินทางไป Shangri-la ด้วยรถยนต์ก็แวะเที่ยวเป็นทางผ่านได้นะครับ ช่องเขาเสือกระโจนเป็นช่องแคบระหว่างภูเขาสูงเสียดฟ้า 2 ลูกเป็นระยะทาง 23 กิโลเมตรคือเขาหิมะมังกรหยก (สูง 5,596 เมตร) กับเขาหิมะฮาปา (สูง 5,390 เมตร) โดยเบื้องล่างมีแม่น้ำแยงซีตอนบน (Upper Yangtze) ไหลผ่าน แต่จุดที่เป็นที่มาชองชื่อช่องเขาเสือกระโจนจริงๆนั้นจะเป็นจุดที่แคบที่สุด (25 เมตร) โดยชื่อนี้ได้มาจากตำนานที่ว่าเคยมีเสือตัวหนึ่งกระโจนข้ามแม่น้ำณ จุดนี้เพื่อหลบหนีนายพราน และความแคบนี้ก็ยิ่งทำให้แม่น้ำเชี่ยวกรากดุดันสุดๆเช่นกัน สำหรับจุดที่ลึกที่สุดของช่องเขานี้โดยวัดจากยอดเขาลงไปที่แม่น้ำด้านล่างก็คือ 3,790 เมตร ซึ่งลึกกว่าแกรนด์แคนยอนเกือบ 2 เท่า สรุปง่ายๆว่าทั้งแคบมาก แรงมาก และลึกมากกกกกกก การเข้าชมช่องเขาเสือกระโจนนั้นต้องซื้อตั๋วคนละ 45 หยวน และถ้าไม่อยากออกแรงเดินลงและเดินกลับขึ้นมาด้วยตัวเองซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็สามารถจ่ายเพิ่มเพื่อใช้บันไดเลื่อนอีกคนละ 70 หยวนรวมสำหรับทั้งขาลงและขากลับขึ้นมา นอกจากจุดที่แคบที่สุดแล้ว ตลอดระยะทาง 23 กิโลเมตรของช่องเขาเสือกระโจนนี้เต็มไปด้วยวิวที่สวยอลังการตลอดเส้นทาง เราขับรถทะลุออกมาอีกฝั่งและแวะจิบกาแฟชมยอดเขาหิมะ Haba ที่สูงไล่เลี่ยกันกับเขามังกรหยกเลย ปล.ถ้ามีเวลา มีคนแนะนำให้ลองค้างคืนแบบ Glamping แถวๆจุดที่เราแวะจิบกาแฟนี้ จะเห็นดาวเต็มฟ้า และทางช้างเผือกได้ชัดๆเลยครับ Bai Shui Tai ไป๋สุยไถ หรือระเบียงธารน้ำขาว อีกหนึ่งความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่อยู่ห่างจาก Shangri-la ประมาณ 106 กิโลเมตร ถ้าไม่ได้เดินทางด้วยรถยนต์จากลี่เจียงมา Shangri-la อาจจะต้องข้ามที่นี่ไป ว่ากันว่าไป๋สุ่ยไถนั้นเป็นจุดที่ผู้ก่อตั้งลัทธิ Dongba (ตงปา) ของชาว Naxi ที่นับถือธรรมชาติเป็นพระเจ้าใช้ประกาศคำสอนหลังเดินทางกลับมาจากทิเบต แอ่งน้ำทรงโค้งสีขาวที่เรียงตัวลดหลั่นกันเป็นขั้นบันไดลงมาตามไหล่เขาเกิดจากหินปูน (Calcium Carbonate) ในน้ำที่ค่อยๆก่อตัวผ่านกาลเวลาปีแล้วปีเล่าทำให้เกิดภาพที่มหัศจรรย์ไม่เหมือนใคร สีของน้ำเองก็มีหลายเฉดทั้งใส ฟ้า เขียว และเหลืองสวยงามมาก ขาขึ้นเราตัดสินใจเช่าม้าแคระขี่ขึ้นมา และค่อยๆเดินลงเองไปตามเส้นทางที่เดินค่อนข้างสะดวกสบายครับ Shangri-La แชงกรีล่า หรือ เซียงเกอหลีลา เป็นชื่อเมืองในเขตการปกครองตนเองของชนชาติทิเบตตี๋ชิ่งที่รัฐบาลจีนได้ตัดสินใจเปลี่ยนจากชื่อเดิมคือจงเตี้ยน เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อเมืองลึกลับที่ถูกสมมติขึ้นมาในนิยายเรื่อง The Lost Horizon ที่เขียนโดย James Hilton ในปี 1933 หลังจากที่เขาได้เดินทางมายังเทือกเขาหิมาลัยไม่กี่ปีก่อนหน้านั้นโดยในนิยายเขาพรรณนาถึง Shangri-la ไว้ว่าเป็นเมืองอันใกล้โพ้นซึ่งงดงามดั่งสวรรค์ มีผู้คนที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและมีอายุยืนยาวนับร้อยปี แม้จะยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าบริเวณใดในเทือกเขาหิมาลัยที่ตรงกับคำบรรยายในนิยายที่สุด บ้างก็ว่าน่าจะเป็นที่ Hunza Valley ในปากีสถานมากกว่า แต่เมืองจงเตี้ยนนั้นเคลมไวก่อนใคร และได้ใช้ชื่อแชงกรีล่าอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2001 ที่นี่จึงกลายเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งเมื่อมาเที่ยวลี่เจียงเพราะสามารถนั่งรถไฟมาถึงได้ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 30 นาที อย่างไรก็ตาม แชงกรีล่าหรือเมืองจงเตี้ยนเดิมนั้นก็สวยงามและมีเอกลักษณ์ในแบบทิเบต ตัวเมืองเก่านั้นดูขลังและสงบ มีแลนด์มาร์คเป็นกงล้อธรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกสีทองอร่ามของวัดต้าฝอ (วัดพระใหญ่) ที่อายุเก่าแก่กว่า 1,600 ปีตั้งเด่นอยู่บนเนินเขาใจกลางเมือง กงล้อธรรมนั้นมีลักษณะเหมือนหอคอยสูง 23 เมตรที่สามารถหมุนได้เมื่อหลายๆคนช่วยกันผลัก ว่ากันว่าเมื่อสวดมนต์ขอพรขณะหมุนกงล้อก็จะทำให้บทสวดนั้นก้องกังวานไปถึงสวรรค์ นอกจากนี้ยังมีอีกวัดที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันก็คือวัดซงจ้านหลิน (Songzanlin) ซึ่งอยู่ห่างออกจากเมืองเก่าไปประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นวัดทิเบตนิกายลามะหมวกเหลืองที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลยูนนาน และถอดแบบมาจากพระราชวังโปตาลาในกรุงลาซา จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น Little Potala Palace วัดซงจ้านหลินสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1679 โดยดาไลลามะองค์ที่ 5 ด้วยศิลปะทิเบตผสมจีนฮั่น ในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดว่ากันว่ามีกุฏิในวัดที่สามารถรองรับพระสงฆ์ได้ถึง 2,000 รูป แต่ระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน วัดก็ได้รับความเสียหายไปเยอะมากจึงต้องบูรณะขึ้นมาใหม่อีกครั้งในปี 1983 ปัจจุบันแม้พระสงฆ์จะมีจำนวนน้อยลงกว่าในยุคก่อน แต่ภายในวัดนั้นก็ยังเต็มไปด้วยสมบัติเก่าและวัตถุมีค่าให้ไปศึกษามากมาย แต่หากมีเวลาน้อย(เหมือนเรา) แค่เดินชมบรรยากาศก็คุ้มค่ามากๆแล้วครับ ถ้าใครชอบแต่งชุดท้องถิ่นถ่ายรูป ก็สามารถจัดเต็มที่นี่ได้เช่นกันครับ Wrapping Up Our Stay การมาพักที่ Amandayan นั้นดูเหมือนจะสามารถต่อยอดเป็นทริปย่อยๆออกไปได้ไม่รู้จบ เวลาถูกถามว่าควรที่นี่พักกี่คืนดี เราจึงตอบได้ค่อนข้างยากเพราะขึ้นอยู่กับว่าเพื่อนๆอยากจะไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง แต่หากเน้นเที่ยวเมืองเก่าลี่เจียงเป็นหลักและอาจจะออก Day Trip โดยรวบเที่ยวภูเขาหิมะมังกรหยก ดูโชว์ Lijiang Impression และ Blue Moon Valley ให้ครบทั้ง 3 ที่ภายในวันเดียวกันก็สามารถทำได้ เพราะทั้ง 3 จุดนั้นอยู่ใกล้กัน จากประสบการณ์เราคิดว่า 3-4 คืนน่าจะกำลังดีครับ แต่หากจะไปเที่ยวจุดอื่นๆที่ไกลออกไปด้วยก็ต้องเผื่อเวลาเพิ่ม หรือแทรกด้วยการไปนอนค้างที่เมืองอื่น อย่าลืมว่าตัว Amandayan เองก็เป็นจุดหมายปลายทางในตัวเองอยู่แล้วด้วยเช่นกัน ในเมื่อเพื่อนๆมีโอกาสได้มาพักที่นี่ทั้งที เราก็อยากให้เพื่อนๆได้มีเวลาดื่มด่ำประสบการณ์วิถี Aman ที่รีสอร์ทอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเร่งรีบ ธรรมชาติที่อลังการและความ Exotic ของลี่เจียงนี้อยู่ใกล้บ้านเรามากกว่าที่คิด ยังไงมาตามรอยกันนะครับ Amandayan รอให้คุณมาสัมผัสอยู่ครับ Exclusive Offer with Hoparound.co สำหรับแฟนๆ #Hopters สามารถเลือกจองโปรโมชั่นพิเศษได้ตามข้อมูลด้านล่างเลยนะครับ 1. Lijiang Escape with Hoparound.co ราคาเริ่มต้น เมื่อจองขั้นต่ำ 2 คืน (ขึ้นอยู่กับห้องว่างและราคาในแต่ละช่วง) Courtyard Suite เริ่มต้น CNY 7,015 Net / 1 คืน Deluxe Suite เริ่มต้น CNY 7,590 Net / 1 คืน Amandayan 2-bedroom Villa เริ่มต้น CNY 27,600 Net / 1 คืน สิ่งที่รวมในแพ็กเกจ อาหารเช้า 2 ท่านสำหรับห้อง Suite และ 4 ท่านสำหรับวิลล่า 2 ห้องนอน (2-bedroom Villa) รถรับ-ส่ง ไป-กลับ สนามบินลี่เจียงซานอี้ (Lijiang Sanyi Airport) หรือสถานีรถไฟ ผลไม้ต้อนรับ (Welcome Fruit) เครื่องดื่ม Soft Drinks ในมินิบาร์ ภายในห้องพัก กิจกรรมทางวัฒนธรรมประจำวัน ตามตารางของทางโรงแรม (Daily scheduled cultural activities) ใช้บริการยิมฟรี Hoparound.co Touch: การ์ดต้อนรับลายมือชื่อส่วนตัว (Personalized Welcome Card) ส่งตรงถึงห้องพัก 2. Discover Lijiang (เจาะลึกวัฒนธรรมเมืองโบราณ 2–3 คืน) แพ็กเกจการเดินทางระยะสั้น ซึมซับวิถีชีวิตและสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของลี่เจียง ราคาเริ่มต้น: CNY 14,030 Net / 2 คืน หรือ CNY 21,045 Net / 3 คืน (สำหรับห้อง Courtyard Suite ช่วง Shoulder Season) สิ่งที่รวมในแพ็กเกจ Hoparound.co Touch: การ์ดต้อนรับลายมือชื่อส่วนตัว (Personalized Welcome Card) ส่งตรงถึงห้องพัก อาหารเช้าประจำวัน สำหรับ 2 ท่าน รถรับ-ส่ง ไป-กลับ สนามบินลี่เจียงซานอี้ (Lijiang Sanyi Airport) หรือสถานีรถไฟ กรณีเข้าพัก 2 คืน: ชุด Afternoon Tea ที่ Tea House + ตั๋วเข้าชมคฤหาสน์ตระกูลมู่ (Mu Mansion) และหอวั่งกู่ (Wangulou) กรณีเข้าพัก 3 คืน: อัปเกรดเป็น Private Guided Tour เที่ยวเมืองโบราณ Dayan Old Town พร้อมไกด์ส่วนตัว + มื้อค่ำสุกี้หม้อดินดำ (Black Clay Hot Pot Set) เครื่องดื่มมินิบาร์ Soft Drinks, ผลไม้ต้อนรับ และกิจกรรมทางวัฒนธรรมประจำวัน 3. Wellness Escape (การฟื้นฟูกายใจแบบองค์รวม 4–5 คืน) โปรแกรมรีทรีทเน้นความสงบ การผ่อนคลาย และศาสตร์การดูแลตัวเองท่ามกลางทิวทัศน์เขาหิมะมังกรหยก ราคาเริ่มต้น: CNY 28,060 Net / 4 คืน หรือ CNY 35,075 Net / 5 คืน (สำหรับห้อง Courtyard Suite ช่วง Shoulder Season) สิ่งที่รวมในแพ็กเกจ Hoparound.co Touch: การ์ดต้อนรับลายมือชื่อส่วนตัว (Personalized Welcome Card) ส่งตรงถึงห้องพัก อาหารเช้าประจำวัน สำหรับ 2 ท่าน (วิลล่า 2 ห้องนอน รับสำหรับ 4 ท่าน) รถรับ-ส่ง ไป-กลับ สนามบินลี่เจียงซานอี้ (Lijiang Sanyi Airport) หรือสถานีรถไฟ สปาและ Wellness สำหรับ 2 ท่าน: นวดสปาไม้อบอุ่น (Warm Bamboo Spa) 60 นาที คลาส Wellness 60 นาที (โยคะ / สมาธิ / ขันครู Singing Bowl) แช่น้ำชาพูเออร์ (Pu'er Tea Bath) 30 นาที มื้ออาหารพิเศษ: Light Dinner ที่ Tea House Bistro (สำหรับพัก 4 คืน) หรือ อัปเกรดเป็น Black Clay Hot Pot Set (สำหรับพัก 5 คืน) เอกสิทธิ์เมื่อพัก 5 คืน: ทริปเที่ยวทะเลสาบลาซื่อ (Lashi Lake Excursion) พร้อมไกด์ส่วนตัว ชมภาพยนตร์ใน Private Cinema, เครื่องดื่มมินิบาร์ Soft Drinks และกิจกรรมทางวัฒนธรรม 4. Gateway to Shangri-La (ท่องแดนศิวิไลซ์แชงกรี-ลา 4 คืน) เส้นทางท่องเที่ยวสายธรรมชาติและอารยธรรม ออกเดินทางจาก Amandayan มุ่งสู่หัวใจของแชงกรี-ลา ราคาเริ่มต้น: CNY 30,360 Net / 4 คืน (สำหรับห้อง Courtyard Suite ช่วง Shoulder Season) สิ่งที่รวมในแพ็กเกจ Hoparound.co Touch: การ์ดต้อนรับลายมือชื่อส่วนตัว (Personalized Welcome Card) ส่งตรงถึงห้องพัก อาหารเช้าประจำวัน สำหรับ 2 ท่าน รถรับ-ส่ง ไป-กลับ สนามบินลี่เจียงซานอี้ (Lijiang Sanyi Airport) หรือสถานีรถไฟ Day Tour แชงกรี-ลา 1 วันเต็ม (Private Guided Tour): รวมนำเที่ยวหุบเขาเสือกระโจน (Tiger Leaping Gorge), เมืองโบราณตู่เคอจง (Dukezong) และวัดซงจ้านหลิน (Songzanlin) มื้อค่ำสุกี้หม้อดินดำ (Black Clay Hot Pot Set) 1 มื้อ นวดสปาไม้อบอุ่น (Warm Bamboo Massage) 60 นาที สำหรับ 2 ท่าน เครื่องดื่มมินิบาร์ Soft Drinks, ผลไม้ต้อนรับ และกิจกรรมทางวัฒนธรรมประจำวัน ถ้าเพื่อนๆอ่านโพสต์นี้แล้ว อยากจะตามรอย สามารถจองแพคเกจพิเศษได้ที่นี่เลยครับ Book Now Hoparound.co x Amandayan 2026-2027 Exclusive Offer #LetsHoparound #Amandayan
- ล่องลอยสู่ฝันกลางทะเลเซโตะ guntû โรงแรมลอยน้ำสไตล์เรียวกังสุดหรูในญี่ปุ่น Drifting Into a Dream on the Seto Inland Sea Aboard the Floating Ryokan guntû
guntû โรงแรมลอยน้ำที่จะพาคุณไปสัมผัสจิตวิญญาณแห่งทะเลเซโตะ มีบางการเดินทางที่ไม่ได้พาเราไปถึงจุดหมายใดจุดหมายหนึ่งอย่างชัดเจนแต่ค่อย ๆ พาเราออกห่างจากจังหวะเดิมของชีวิต บนผืนน้ำอันสงบของ Seto Inland Sea หรือทะเลเซโตะของญี่ปุ่น มีเรียวกังลำเล็กที่ลอยตัวอยู่ระหว่างหมู่เกาะ แสงแดด และเส้นขอบฟ้าที่เปลี่ยนสีไปตามเวลา ชื่อของมันคือ guntû (กันทู) — a small ryokan floating on the Seto Inland Sea เรียวกังลอยน้ำที่ถูกออกแบบให้กลมกลืนกับภูมิทัศน์ของ Setouchi อย่างงดงาม guntû ไม่ใช่เรือสำราญในความหมายที่เราคุ้นเคยและไม่ใช่โรงแรมที่ตั้งอยู่กับที่ แต่มันคือที่พักแบบญี่ปุ่นร่วมสมัยที่ค่อย ๆ ล่องไปบนทะเลเซโตะอุจิ พาเราใช้ชีวิตอยู่กับน้ำ ลม แสง และความนิ่งสงบในแบบที่หาได้ยากจากการเดินทางทั่วไป A Little Ryokan Floating on the Sea ชื่อ guntû มาจากชื่อเรียกท้องถิ่นของปูสีน้ำเงินขนาดเล็กในภูมิภาค Setouchi สะท้อนความตั้งใจของที่พักแห่งนี้ที่ไม่ได้อยากโดดเด่นเหนือธรรมชาติ แต่ค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของทะเลเซโตะ เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่เป็นเสน่ห์ของผืนน้ำแห่งนี้ ตัวเรือสีเงินสะท้อนแสงและสีของทะเล ภายในประกอบด้วยห้องพักไม้เพียง 17 cabins และพื้นที่ส่วนกลางที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนบ้านพักตากอากาศของเพื่อนสนิท ทุกพื้นที่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่น Yasushi Horibe ผู้ถ่ายทอดภาษาของบ้านญี่ปุ่น เรียวกัง และธรรมชาติให้อยู่ร่วมกันอย่างนุ่มนวล สิ่งที่ทำให้ guntû น่าสนใจ ไม่ใช่ความหรูที่พยายามประกาศตัว แต่คือความเงียบ ความพอดี และรายละเอียดที่ถูกคิดมาอย่างละเมียด ห้องพักที่ทำให้ทะเลเข้ามาใกล้ขึ้น guntû มีห้องพักทั้งหมด 17 ห้อง แบ่งออกเป็น 5 suite styles โดยทุกห้องตกแต่งด้วยไม้ และมีระเบียงที่วางตัวใกล้ผิวน้ำ เพื่อให้แขกได้สัมผัสทะเลเซโตะอย่างใกล้ชิดที่สุด ห้องพักแต่ละแบบไม่ได้แข่งขันกันด้วยความใหญ่โตแต่ด้วยมุมมอง ความเป็นส่วนตัว และจังหวะของการอยู่กับทะเล The guntû Suite — ห้องพิเศษเพียงหนึ่งเดียวบริเวณหัวเรือ ขนาด 90 ตร.ม. พร้อมหน้าต่างที่เปิดรับวิวด้านหน้า ระเบียง daybed และ open-air cypress bath Grand Suite — ห้องขนาด 80 ตร.ม. พร้อมระเบียงที่กว้างที่สุดในบรรดาห้องพักทั้งหมด และอ่างกลางแจ้งสำหรับชมวิว Setouchi อย่างเป็นส่วนตัว Terrace Suite Prestige — ห้องขนาด 90 ตร.ม. เป็น suite type เดียวที่รองรับได้ 3 ท่าน พร้อม dry sauna, inside bath และ open-air cypress bath Terrace Suite with Open-Air Bath — ห้องขนาด 50 ตร.ม. ที่เตียงวางใกล้หน้าต่างที่สุด ให้ความรู้สึกเหมือนตื่นขึ้นมาพร้อมเส้นขอบฟ้า Terrace Suite — ห้องขนาด 50 ตร.ม. พร้อมพื้นที่นั่งเล่นริมทะเล และห้องน้ำกระจกที่ทำให้การแช่น้ำกลายเป็นส่วนหนึ่งของทิวทัศน์ Dining: อยากกินอะไร กินเท่าที่ใจต้องการ ปรัชญาการกินของ guntû เรียบง่ายและงดงามมาก: “Enjoy what you want, as much as you want.” บนเรือลำนี้ อาหารไม่ใช่เพียงมื้อหรู แต่เป็นส่วนหนึ่งของการล่องทะเล แขกสามารถเพลิดเพลินกับอาหารญี่ปุ่น วัตถุดิบท้องถิ่น ซูชิ ขนมญี่ปุ่น เครื่องดื่ม และเมนูแบบ yoshoku ได้ในจังหวะที่สบายที่สุดของตัวเอง ไฮไลต์สำคัญคือ Sushi Bar ขนาดเพียง 6 ที่นั่ง บน Deck 3 ที่มองออกไปเห็นทิวทัศน์ของทะเลซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซูชิของที่นี่ดูแลโดย Nobuo Sakamoto แห่งร้าน Nobu ที่ Awajishima โดยเน้นรสชาติของปลาท้องถิ่นตามฤดูกาล นอกจากนี้ยังมี Washoku, Yoshoku, Café & Bar, Lounge และ Engawa — เฉลียงญี่ปุ่นบนเรือที่ชวนให้นั่งมองทะเลเหมือนกำลังมองสวนเซนในเวอร์ชันที่มีน้ำและเกาะจริง ๆ อยู่ตรงหน้า Slow Voyage Through Setouchi guntû ออกเดินทางและกลับสู่ Bella Vista Marina ใน Onomichi, Hiroshima โดยเส้นทางหลักแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ Westward, Central และ Eastward routes แต่ละเส้นทางมีจุดทอดสมอและกิจกรรมบนฝั่งที่แตกต่างกันไป เรือล่องไปทางตะวันตกได้ไกลถึงบริเวณ Kaminoseki จังหวัด Yamaguchi และทางตะวันออกถึงบริเวณ Shodoshima จังหวัด Kagawa โดยแนวคิดของการเดินทางคือการค่อย ๆ สัมผัสภูมิทัศน์ วัฒนธรรม และฤดูกาลของ Setouchi ในจังหวะที่ไม่รีบเร่ง บางเส้นทางผ่านหมู่เกาะและสะพานของ Shimanami Kaidoบางเส้นทางพาไปเข้าใกล้เกาะเล็ก ๆ ชุมชนริมทะเล และทิวทัศน์ที่เปลี่ยนไปตามกระแสน้ำทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ จนเราเริ่มเข้าใจว่าความหรูที่แท้จริง อาจไม่ใช่การมีทุกอย่างพร้อมกัน แต่คือการมีเวลาอยู่กับสิ่งตรงหน้าอย่างเต็มที่ The Art of Drifting สิ่งที่ทำให้ guntû น่าจดจำ ไม่ใช่เพราะมันเป็นโรงแรมลอยน้ำที่หรูหราแต่เพราะมันทำให้การเดินทางกลับมามีความหมายของ “การพัก” จริง ๆ เราอาจใช้เวลาช่วงเช้าบน Open Deckนั่งจิบชาเงียบ ๆ ที่ Loungeแช่น้ำในอ่าง hinokiหรือปล่อยให้ช่วงบ่ายหมดไปกับการมองเกาะเล็ก ๆ ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านหน้าต่างห้องพัก ไม่มีอะไรต้องรีบไม่มีเช็กลิสต์ที่ต้องทำให้ครบมีเพียงทะเล แสง ลม และจังหวะของตัวเราเอง guntû จึงไม่ใช่แค่ floating hotel on the Seto Inland Seaและไม่ใช่เพียง luxury floating ryokan in Japan แต่มันคือประสบการณ์ที่ทำให้คำว่า slow luxury มีรูปทรง เสียง และกลิ่นของทะเลเซโตะอย่างแท้จริง #HoparoundNotes เหมาะสำหรับคนที่ชอบ slow travel, Japanese design, ryokan culture, architecture, wellness, fine dining และการเดินทางที่เน้นประสบการณ์มากกว่าการเช็กอิน สิ่งที่ทำให้ guntû พิเศษ เรียวกังลอยน้ำบน Seto Inland Sea ออกแบบโดย Yasushi Horibe ห้องพักไม้เพียง 17 cabins ทุกห้องมีระเบียงใกล้ผิวน้ำ ซูชิบาร์ 6 ที่นั่งพร้อมวิวทะเล แนวคิดอาหารแบบ “Enjoy what you want, as much as you want” เส้นทางล่องเรือจาก Onomichi ผ่านภูมิทัศน์ของ Setouchi บรรยากาศสงบ เป็นส่วนตัว และละเอียดอ่อนแบบญี่ปุ่นร่วมสมัย How to book จองยังไง? สามารถดูรอบการเดินทาง ราคา และจอง guntû ผ่านเว็บไซต์ทางการได้ที่:https://guntu.jp/en/reservation/ หมายเหตุ: ราคาจะแตกต่างกันตามเส้นทาง ฤดูกาล และประเภทห้องพัก โดยหน้า Reservation ของ guntû มีการแสดงราคาแยกตามรอบการเดินทางและจำนวนผู้เข้าพัก เช่น ราคาต่อคนสำหรับการเข้าพักแบบ 2 ท่านต่อห้องในบางเส้นทาง Useful Information Before Booking ผู้โดยสารต้องมีอายุอย่างน้อย 15 ปี ณ วันออกเดินทาง และผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปีต้องเดินทางพร้อมผู้ปกครอง ราคาห้องพักรวมอาหาร เครื่องดื่มบนเรือ กิจกรรม และบริการรถรับส่งจาก/ไปยัง Hiroshima Airport หรือ Fukuyama Station ยกเว้นไวน์หายากหรือเมนูราคาสูงบางรายการ เส้นทางและเวลาเดินทางอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพอากาศ สภาพทะเล และการบริหารจัดการท่าเรือ #Hoparound #LetsHoparound #guntu #guntû #SetoInlandSea #Setouchi #FloatingRyokan #LuxuryTravel #JapanTravel #DesignHotel #JapaneseRyokan #SlowTravel #เที่ยวญี่ปุ่น #ทะเลเซโตะ #เรียวกังลอยน้ำ
- The GUESTS: เมื่อแก๊ง ‘PAPER PEOPLE’ สุดน่ารักของ Jean Jullien ย้ายมาเช็คอินที่ Janu Tokyo
ถ้าพูดถึงย่าน Azabudai Hills ในโตเกียว ตอนนี้น่าจะเป็นหนึ่งในพิกัดโปรดของใครหลายคนรวมถึงพวกเราด้วยครับ และยิ่งถ้าเป็นเรื่องของดีไซน์ร่วมสมัยที่ยังคงความลักชูรีและมีชีวิตชีวา ชื่อของโรงแรม Janu Tokyo แบรนด์น้องสาวของ Aman จะต้องขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ อย่างแน่นอน ล่าสุดทางโรงแรมเพิ่งเปิดตัวโปรเจกต์พิเศษต้อนรับซัมเมอร์ที่เราเห็นแล้วรู้สึกว่าน่ารักและน่าไปเยือนมากๆ กับนิทรรศการศิลปะที่มีชื่อว่า “The GUESTS” โดยครั้งนี้เป็นการจับมือร่วมกับ Jean Jullien ศิลปินชาวฝรั่งเศสชื่อดังระดับโลก ที่พากองทัพคาแรกเตอร์หุ่นกระดาษขนาดเท่าคนจริง หรือที่เรียกว่า PAPER PEOPLE จำนวน 10 ตัว มาลองเปลี่ยนบรรยากาศ ย้ายเข้าพักเป็นแขกวีไอพีของโรงแรมตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ไปจนถึง 30 กันยายน 2026 นี้ครับชวนเช็คอิน Janu Tokyo Jean Jullien กับนิทรรศการศิลปะ "The GUESTS" และแพ็คเกจห้องพักสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ท่ามกลางงานดีไซน์ลักชูรีใจกลาง Azabudai Hills โตเกียว ซัมเมอร์นี้ ทำความรู้จัก Jean Jullien ศิลปินผู้เติมเต็มความอบอุ่นและอารมณ์ขัน ก่อนจะไปตามหาแก๊งหุ่นกระดาษตามมุมต่างๆ เราอยากพาทุกคนมารู้จักกับตัวศิลปินผู้อยู่เบื้องหลังลายเส้นสุดเก๋นี้กันสักเล็กน้อยครับ Jean Jullien เป็นศิลปินชาวฝรั่งเศสที่เกิดในปี 1983 และปัจจุบันปักหลักสร้างสรรค์ผลงานอยู่ที่กรุงปารีส โปรไฟล์ของเขาถือว่าไม่ธรรมดาเลย เพราะเขาสำเร็จการศึกษาจากสถาบันดีไซน์ระดับโลกอย่าง Central Saint Martins และ Royal College of Art ด้วยความสามารถที่หลากหลาย งานของเขาจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ครอบคลุมตั้งแต่ภาพวาดภาพประกอบ (Illustration) งานจิตรกรรม (Painting) ประติมากรรม (Sculpture) งานนิทรรศการจัดวาง (Installation) ภาพถ่าย (Photography) หนังสือ ไปจนถึงงานออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผลงานของเขาได้รับความชื่นชมและนำไปจัดแสดงในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ความสามารถในการผสมผสานอารมณ์ขันเข้ากับความอบอุ่นได้อย่างมีเอกลักษณ์ จนชนะใจผู้คนจากทุกวัฒนธรรมได้อย่างง่ายดายครับ การเดินทางกลับบ้านเกิดของหุ่นกระดาษสุดคิ้วท์ ส่วนตัวพวกเราชอบสตอรี่ของนิทรรศการนี้มาก เพราะจริงๆ แล้ว ซีรีส์ PAPER PEOPLE ของ Jean Jullien เริ่มต้นขึ้นครั้งแรกที่โตเกียวเมื่อปี 2021 ในงานนิทรรศการที่ Shibuya PARCO หลังจากนั้นแก๊งหุ่นกระดาษนี้ก็ได้เดินทางไปอวดความน่ารักและสร้างรอยยิ้มมาแล้วทั่วโลก ทั้งเมืองน็องต์ ปารีส โซล และอีกหลายแห่ง การกลับมาโตเกียวในรอบนี้และเลือกปักหมุดที่ย่านใหม่อย่าง Azabudai Hills และ Janu Tokyo จึงเหมือนกับการพาน้องๆ กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดในเวอร์ชันที่โตขึ้นและน่ารักกว่าเดิม ซึ่งเข้ากับปรัชญาของแบรนด์ Janu ที่มุ่งเน้นเรื่องการสร้างความเชื่อมโยง (Connection) และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมผ่านประสบการณ์ร่วมกันได้อย่างลงตัวที่สุด ความ Fragile ที่คอนทราสต์กับงานสถาปัตยกรรมระดับลักชูรี จุดที่ชวนให้อมยิ้มคือ ศิลปินตั้งใจออกแบบให้หุ่นทั้ง 10 ตัวนี้ทำตัวเหมือนเป็นผู้เข้าพักจริงๆ โดย Jean Jullien ได้พูดถึงผลงานชุดนี้ไว้อย่างน่าเอ็นดูว่า “แขกที่ไม่คาดคิดทั้ง 10 ตัวได้ย้ายเข้ามาอยู่ในโรงแรม Janu แล้วครับ ตัวพวกเขาจะแบนๆ แต่มีสีสันสดใส และอาจจะดูหลงทางอยู่นิดหน่อย ถ้าคุณบังเอิญเจอพวกเขาเข้าล่ะก็ อย่าทำเป็นคนแปลกหน้าต่อกันเลยนะครับ” ในแง่ของงานดีไซน์ หุ่นเวอร์ชันนี้ได้รับการครีเอตขึ้นโดย AD Japan โดยเลือกใช้พลาสติกทนความร้อนอย่าง Pyrex มาเป็นวัสดุหลัก เพราะมีความยืดหยุ่นสูงและสามารถคงความละเมียดละไม บอบบาง ดูเบาสบายเหมือนกระดาษจริงเอาไว้ได้ พอหุ่นที่มีความเปราะบางและแบนราบเหล่านี้ (ซึ่งศิลปินเปรียบเปรยว่าเหมือนกับผู้คนที่ผ่านไปมาในโรงแรม) ไปยืนอยู่ท่ามกลางโครงสร้างสถาปัตยกรรมร่วมสมัยอันหนักแน่นและหรูหราของ Janu มันเลยเกิดเป็นความขัดแย้งที่ดูน่ารักและมีสเน่ห์ขึ้นมาทันทีครับ โดยเราสามารถไปตามหาตัวน้องๆ ได้ตามจุดต่างๆ ทั่วโรงแรม ดังนี้ครับ 9 ตัวในพื้นที่ส่วนกลางและห้องอาหาร: เราจะเจอน้องๆ แอบทำกิจกรรมเนียนๆ ไปกับเรา เช่น นั่งทอดอารมณ์มองวิวโตเกียวทาวเวอร์อยู่ที่ห้องอาหาร Janu Grill หรือนอนพักผ่อนชิลๆ อยู่ริมสระว่ายน้ำภายใน Janu Wellness Centre 1 ตัวพิเศษสำหรับผู้เข้าพัก: ตัวสุดท้ายนี้จะถูกซ่อนไว้ในโซนเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแขกที่เข้าพักค้างคืนที่โรงแรมเท่านั้นครับ แพ็คเกจ "Hide and Seek" สิทธิพิเศษสำหรับคนรักงานอาร์ต นอกจากตัวนิทรรศการแล้ว ทางโรงแรมยังได้ดีไซน์แพ็คเกจห้องพักสำหรับการเข้าพัก 2 คืนติดต่อกันในชื่อ Hide and Seek เพื่อให้เราได้ดื่มด่ำกับโลกของ Jean Jullien แบบเต็มอิ่ม ซึ่งสิทธิพิเศษที่รวมมาในแพ็คเกจถือว่าจัดเต็มและน่าสะสมมาก Surprise Gift: รับของขวัญสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ตัวศิลปินออกแบบมาเพื่อมอบให้เฉพาะผู้ที่จองแพ็คเกจนี้เท่านั้น Original Collaboration Cookies: ลิ้มลองคุกกี้ดีไซน์พิเศษลิมิเต็ดเอดิชัน ครีเอตโดยห้องขนมสุดหรู Janu Patisserie Seasonal Dinner: อิ่มอร่อยกับเซ็ตดินเนอร์มัลติคอร์สตามฤดูกาลที่ห้องอาหาร Janu Grill ซึ่งเชฟจะรังสรรค์เมนูโดยได้แรงบันดาลใจมาจากนิทรรศการในครั้งนี้ด้วยครับ เป็นการผสมผสานทั้งศิลปะ ไลฟ์สไตล์การพักผ่อน และเรื่องราวของอาหาร (Gastronomy) ออกมาได้อย่างละเมียดละไมและชวนให้ค้นหาจริงๆ ใครที่มีแพลนจะไปเสพความสโลว์ไลฟ์ที่โตเกียวในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนนี้ แนะนำว่าไม่ควรพลาดการไปทักทายแก๊ง PAPER PEOPLE ที่ Janu Tokyo เลยครับ รายละเอียดนิทรรศการเพิ่มเติม สถานที่: Janu Tokyo (ย่าน Azabudai Hills โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น) ระยะเวลา: 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2026 สอบถามข้อมูลและสำรองห้องพักแพ็คเกจ Hide and Seek: สามารถอีเมลตรงได้ที่ reservations@janu.com
- Penang เที่ยวปีนัง เดินเล่นเมือง George Town เสน่ห์แห่งกาลเวลา สถาปัตยกรรม และจังหวะชีวิตที่เนิบช้า
George Town, Penang เสน่ห์แห่งกาลเวลา สถาปัตยกรรม และจังหวะชีวิตที่เนิบช้า ทริปนี้เป็นการเดินทางขับรถข้ามพรมแดนครั้งแรกของ Hoparound.co ที่จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย เมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และสเปซที่จัดการได้อย่างน่าสนใจ ก่อนที่เราจะไปเดินสำรวจเมือง เฟิร์สอยากเล่าถึงบริบทของจอร์จทาวน์ให้ฟังกันสักนิดครับ เพื่อให้การเดินชมสถาปัตยกรรมในทริปนี้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ย้อนกลับไปในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 หรือราวปี 1786 กัปตันฟรานซิส ไลต์ จากบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและพัฒนาเกาะแห่งนี้ให้เป็นท่าเรือการค้าเสรี การเปิดกว้างนี้เองที่ดึงดูดผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งชาวจีน มาเลย์ อินเดีย และชาวยุโรป ให้หลั่งไหลเข้ามาตั้งรกราก เกิดเป็นการหลอมรวมทางวัฒนธรรมที่สะท้อนผ่านโครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบ Straits Eclectic และอาคารพาณิชย์สไตล์ชิโนโปรตุกีสที่ผสมผสานลวดลายปูนปั้นตะวันตกเข้ากับการจัดวางสเปซและช่องลมแบบตะวันออก ความสมบูรณ์ของการอนุรักษ์โครงสร้างทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ ทำให้จอร์จทาวน์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกในปี 2008 ครับ สำหรับการเดินทาง เราเริ่มต้นด้วยการขับรถจากจังหวัดยะลา ผ่านด่านชายแดนเบตง แล้วตรงเข้าสู่เกาะปีนัง ใช้เวลาขับรถเพียงสี่ชั่วโมงนิดๆ เป็นการเปลี่ยนผ่านบรรยากาศที่ราบรื่นและสะดวกสบายมากครับ เพื่อให้เห็นภาพรวมของทริปนี้ เฟิร์สขอแยกพิกัดแต่ละสถานที่ที่เราแวะไปสัมผัส ทั้งในมุมของสถาปัตยกรรม สเปซคาเฟ่ และอาหารท้องถิ่น ไว้ดังนี้ครับ 1926 Heritage Hotel Penang by the Unlimited Collection เราเริ่มต้นการพักผ่อนด้วยการเช็คอินที่โรงแรมเปิดใหม่ล่าสุด ตัวอาคารได้รับการรีโนเวทอย่างตั้งใจโดยยังคงรักษากลิ่นอายของสถาปัตยกรรมโคโลเนียลแบบดั้งเดิมเอาไว้ เป็นการนำเสนอการพักผ่อนแบบ Slow Luxury ที่ให้ความรู้สึกสงบ การตกแต่งภายในเน้นความเรียบง่ายแต่ซ่อนดีเทลของประวัติศาสตร์ไว้ในทุกมุมครับ ชมรีวิวโรงแรม 1926 Heritage Hotel Penang by the Unlimited Collection เวลาเปิด-ปิด: เปิดบริการทุกวัน 24 ชั่วโมง (สำหรับการเข้าพัก) แผนที่: https://maps.google.com/?q=1926+Heritage+Hotel+Penang Boon Wah Chow Chong Sdn Bhd หนึ่งในตึกไอคอนิคที่โดดเด่นมากในเรื่องของโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม เฟิร์สใช้เวลาบริเวณนี้เพื่อเก็บภาพฟุตเทจของตัวอาคารที่มีรายละเอียดของงานปูนปั้นและซุ้มหน้าต่างที่สมบูรณ์ เป็นจุดที่สะท้อนความรุ่งเรืองของเมืองท่าในอดีตได้เป็นอย่างดี เวลาเปิด-ปิด: ถ่ายภาพสถาปัตยกรรมภายนอกได้ตลอดวัน (ตัวอาคารพาณิชย์มักเปิด 09:00 - 17:00 น.) แผนที่: https://maps.google.com/?q=Boon+Wah+Chow+Chong+Sdn+Bhd+Penang Lim Teck Lee Co., Ltd เราเดินเล่นลัดเลาะไปตามถนนเพื่อชมป้ายร้านค้าและตึกสวยๆ ที่มีอยู่ทั่วทั้งเมือง อาคารของ Lim Teck Lee เป็นอีกหนึ่งจุดที่สะท้อนคาแรคเตอร์ของจอร์จทาวน์ สเปซด้านหน้าและโครงสร้างอาคารยังคงเก็บรักษาฟอนต์ตัวอักษรและสีสันดั้งเดิมเอาไว้ เวลาเปิด-ปิด: ถ่ายภาพภายนอกได้ตลอดวัน (ตัวร้านมักเปิด จันทร์-เสาร์ 09:00 - 17:00 น.) แผนที่: https://maps.google.com/?q=Lim+Teck+Lee+Co+Ltd+Penang Leong San Tong Khoo Kongsi การมาเยือนปีนังจะไม่สมบูรณ์หากไม่ได้แวะชมสถาปัตยกรรมของศาลเจ้าและบ้านประจำตระกูล ที่นี่เป็นเสมือนมิวเซียมที่จัดแสดงความวิจิตรของงานคราฟต์ ทั้งงานแกะสลักไม้และหลังคาที่ประดับประดาอย่างประณีต เป็นสถาปัตยกรรมจีนตอนใต้ที่หาชมได้ยากและทรงคุณค่ามากครับ เวลาเปิด-ปิด: เปิดบริการทุกวัน 09:00 - 17:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Leong+San+Tong+Khoo+Kongsi+Penang นั่งรถสามล้อโบราณชมเมือง เพื่อทำความเข้าใจเมืองนี้ในมุมมองของคนท้องถิ่น เฟิร์สเลือกใช้บริการรถสามล้อโบราณ คุณลุงคนปั่นทำหน้าที่เป็นนักเล่าเรื่อง คอยแนะนำเกร็ดประวัติศาสตร์ของตึกและถนนแต่ละสายตลอดการเดินทาง เป็นประสบการณ์ที่ทำให้การชมสถาปัตยกรรมมีชีวิตชีวามากขึ้นครับ เวลาเปิด-ปิด: ให้บริการทุกวัน ประมาณ 09:00 - 18:00 น. (แนะนำให้ไปช่วงเช้าหรือเย็นเพื่อเลี่ยงแดดจัด) แผนที่: https://maps.google.com/?q=George+Town+Penang Chew Jetty เราแวะไปชมวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวประมงที่ชุมชนริมน้ำ โครงสร้างบ้านไม้ที่ปลูกสร้างยื่นลงไปในทะเลด้วยเสาไม้ เป็นภาพสะท้อนของการตั้งถิ่นฐานในยุคแรกเริ่มที่ปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติและบริบทของพื้นที่ครับ เวลาเปิด-ปิด: เปิดบริการทุกวัน 09:00 - 21:00 น. (เนื่องจากเป็นพื้นที่อยู่อาศัย แนะนำให้เดินชมด้วยความสงบครับ) แผนที่: https://maps.google.com/?q=Chew+Jetty+Penang Standard Chartered Building ก่อนเดินทางกลับ เราแวะเก็บภาพสถาปัตยกรรมที่อาคารนี้ โครงสร้างสไตล์ปัลลาเดียนที่โอ่อ่าและสมมาตร สะท้อนอิทธิพลของสถาปัตยกรรมยุโรปคลาสสิกบนเกาะแห่งนี้ เป็นจุดที่แสงสวยและเหมาะกับการถ่ายภาพสถาปัตยกรรมมากครับ เวลาเปิด-ปิด: ชมสถาปัตยกรรมภายนอกได้ตลอดวัน แผนที่: https://maps.google.com/?q=Standard+Chartered+Building+Penang Tai Tong Restaurant สำหรับมื้อเช้า เราเลือกซึมซับวิถีชีวิตแบบโลคอลด้วยการทานติ่มซำที่ร้านเก่าแก่ บรรยากาศภายในร้านเต็มไปด้วยความคึกคัก รถเข็นติ่มซำที่เข็นไปมาตามโต๊ะให้ความรู้สึกถึงวัฒนธรรมการกินที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เวลาเปิด-ปิด: เปิดบริการทุกวัน แบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา 06:30 - 14:00 น. (สำหรับติ่มซำ) และ 18:00 - 21:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Tai+Tong+Restaurant+Penang Tok Tok Mee Bamboo Noodle มื้อเที่ยงเราแวะไปทานบะหมี่ที่ยังคงใช้วิธีการทำเส้นแบบดั้งเดิมด้วยการใช้ไม้ไผ่นวดแป้ง เป็นงานคราฟต์ในรูปแบบของอาหารที่ให้เท็กซ์เจอร์ของเส้นที่เหนียวนุ่มและเป็นเอกลักษณ์ครับ เวลาเปิด-ปิด: 11:00 - 20:30 น. (ปิดวันพฤหัสบดี) แผนที่: https://maps.google.com/?q=Tok+Tok+Mee+Bamboo+Noodle+Penang Chulia Street Lok Lok สัมผัสประสบการณ์สตรีทฟู้ดแบบดั้งเดิมด้วยการยืนทานชาบูเสียบไม้ เป็นวัฒนธรรมการกินที่เรียบง่าย สนุก และเข้าถึงวิถีชีวิตของคนปีนังในยามค่ำคืนได้อย่างแท้จริง เวลาเปิด-ปิด: เริ่มตั้งร้านประมาณ 18:00 - 23:30 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Chulia+Street+Lok+Lok+Penang 5 Elements (ULAM by 5 Elements) มื้อเย็นเราเลือกทานที่นี่ครับ สเปซของร้านถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน นำเสนอเมนูที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพในท้องถิ่นมารังสรรค์ใหม่ เป็นมื้ออาหารที่ให้ทั้งรสชาติที่ดีเยี่ยมและประสบการณ์ที่น่าประทับใจ เวลาเปิด-ปิด: 18:00 - 22:30 น. (มักหยุดวันอังคารและวันพุธ) แผนที่: https://maps.google.com/?q=ULAM+by+5+Elements+Penang P.66 สเปซที่ผสมผสานระหว่างคาเฟ่และพื้นที่จัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ การออกแบบภายในเน้นความโปร่งและจัดวางสเปซได้อย่างลงตัว เฟิร์สแวะจิบกาแฟและใช้เวลาดูสินค้าที่คัดสรรมาอย่างดีที่นี่ครับ เวลาเปิด-ปิด: เปิดบริการทุกวัน 09:00 - 18:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=P.66+Penang Alight Coffee (George Town) อีกหนึ่งร้านกาแฟที่จัดการสเปซได้ดี เหมาะกับการมานั่งพักระหว่างวัน ตัวร้านเน้นเสิร์ฟกาแฟคุณภาพ เป็นอีกหนึ่งพิกัดที่คนชอบกาแฟไม่ควรพลาดเมื่อมาเดินเล่นในจอร์จทาวน์ครับ เวลาเปิด-ปิด: เปิดบริการทุกวัน 10:00 - 18:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Alight+Coffee+George+Town+Penang Norm Micro Roastery คาเฟ่ที่ออกแบบสเปซได้คลีนและมินิมอลมาก เฟิร์สแวะไปทานมัตฉะที่นี่ บรรยากาศภายในโปร่งโล่ง รับแสงธรรมชาติที่ลอดเข้ามาอย่างพอดี ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและเชื่อมโยงกับปรัชญางานดีไซน์ที่เราชื่นชอบครับ เวลาเปิด-ปิด: เปิดบริการทุกวัน 09:00 - 22:00 น. (วันศุกร์และเสาร์อาจเปิดถึง 23:00 น.) แผนที่: https://maps.google.com/?q=Norm+Micro+Roastery+Penang 604 Gift Shop ร้านที่รวบรวมแบรนด์โลคอลและเสื้อผ้ามือสองที่มีคาแรคเตอร์ชัดเจน เป็นสเปซที่เต็มไปด้วยงานออกแบบและไอเทมที่มีเอกลักษณ์ เหมาะสำหรับคนที่ชอบหางานคราฟต์และของสะสมครับ เวลาเปิด-ปิด: เปิดบริการทุกวัน 11:00 - 18:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=604+Gift+Shop+Penang The Overthink Co. Flagship Store Penang เราปิดท้ายการช้อปปิ้งด้วยการแวะซื้อครีมอาบน้ำที่ร้านนี้ ตัวแบรนด์นำเสนอผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ที่ใส่ใจในรายละเอียด ทั้งแพ็กเกจจิ้งและกลิ่นที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายครับ เวลาเปิด-ปิด: เปิดบริการ 10:00 - 18:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=The+Overthink+Co+Flagship+Store+Penang #HoparoundTip for a Perfect Penang Journey การเดินชมสถาปัตยกรรมในจอร์จทาวน์ให้ได้มู้ดและแสงที่สวยที่สุด เฟิร์สแนะนำให้ตื่นเช้าสักนิดครับ แสงช่วงเช้าประมาณ 7-9 โมง นอกจากอากาศจะไม่ร้อนจนเกินไปสำหรับการเดินเท้าแล้ว แสงแดดเฉียงๆ ที่พาดผ่านซุ้มโค้งและช่องลมของตึกชิโนโปรตุกีส ยังสร้างมิติของแสงและเงาที่ทำให้ภาพถ่ายสถาปัตยกรรมออกมามีเสน่ห์มากครับ และมีอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่เฟิร์สอยากฝากไว้เวลาเดินชมเมืองครับ คือต้องระมัดระวังเรื่องทางเท้าและท่อระบายน้ำริมถนนกันสักนิด เพราะด้วยความที่จอร์จทาวน์ยังคงรักษาระบบผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานแบบโบราณไว้ ท่อระบายน้ำหลายจุดจึงยังคงเป็นแบบเปิดโล่ง ดังนั้น เลือกรองเท้าคู่เก่งที่ใส่สบายที่สุด มัวแต่เงยหน้ามองความสวยงามของสถาปัตยกรรมเพลินๆ ก็อย่าลืมก้มมองพื้นเพื่อความปลอดภัยกันด้วยนะครับ Hoparound’s 5 Golden Rules for Penang Embrace the Slow Pace: จอร์จทาวน์ไม่ใช่เมืองที่ต้องเร่งรีบเก็บเช็คลิสต์ ปล่อยให้ตัวเองได้เดินทอดน่องช้าๆ อนุญาตให้ตัวเองหลงทางบ้าง เพื่อซึมซับรายละเอียดของสเปซและวิถีชีวิตรอบตัวอย่างแท้จริง Look Beyond the Street Art: แม้สตรีทอาร์ตจะโด่งดัง แต่งานสถาปัตยกรรมเก่าแก่ ซุ้มประตู ลวดลายกระเบื้องโบราณ และฟอนต์ป้ายร้านค้าดั้งเดิม คือผลงานศิลปะสุดคราฟต์ที่แท้จริงของเมืองนี้ที่เฟิร์สไม่อยากให้คุณละสายตาครับ Balance the Palate: สนุกกับการสร้างสมดุลแห่งรสชาติ ลองสลับบรรยากาศระหว่างการยืนกินสตรีทฟู้ดแบบโลคอลอย่าง Lok Lok ในตอนค่ำ กับการนั่งจิบมัตฉะหรือกาแฟคุณภาพในคาเฟ่สเปซมินิมอลช่วงกลางวัน Dress for the Tropics: อากาศร้อนชื้นของปีนังเหมาะกับเสื้อผ้าวัสดุธรรมชาติอย่างลินินหรือคอตตอนที่ระบายอากาศได้ดี การเลือกใส่เสื้อผ้าโทนสีเบจ เอิร์ธโทน หรือสีสว่าง จะช่วยให้คุณเบลนด์อินเข้ากับพื้นผิวของอาคารเก่า และได้ภาพถ่ายที่คุมโทนสวยงามครับ Listen to the Local Voices: สเปซสวยๆ จะมีความหมายมากขึ้นเมื่อมีเรื่องราวประกอบ ลองหาโอกาสพูดคุยกับคนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นคุณลุงคนปั่นสามล้อหรือบาริสต้าในคาเฟ่ เกร็ดประวัติศาสตร์เล็กๆ น้อยๆ จากพวกเขาคือบริบทที่ทำให้ทริปปีนังของคุณสมบูรณ์แบบครับ หวังว่าพิกัดเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนอยากออกเดินทางไปสัมผัสจังหวะชีวิตที่เนิบช้าและงานสถาปัตยกรรมที่งดงามของจอร์จทาวน์กันนะครับ สามารถเข้าไปดูรูปฟุตเทจแบบเต็มๆ ได้ที่เว็บไซต์ Hoparound.co แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับ
- Seattle เที่ยวเมืองซีแอตเทิล
#Seattle แม้จะเป็นบ้านเกิดของ Starbucks แต่กลิ่นหอมของกาแฟคั่วใหม่ๆ ที่กรุ่นเมืองท่าริมทะเลแห่งนี้นั้นมีแหล่งกำเนิดมาจากโรงคั่วอื่นๆอีกหลายแหล่งและคาเฟ่ต่างๆอีกมากมายที่ผุดขึ้นอยู่ทั่วเมือง (เราชอบรสชาติของแบรนด์ Vitrola เป็นพิเศษ) จนทำให้ Seattle กลายเป็นเมืองที่ดังเฟื่องเรื่องกาแฟมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเมื่อต้นปีมีการสำรวจพบว่า Seattle มีร้านกาแฟชุกชุมเป็นอันดับต้นๆของประเทศเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร (1 ร้านกาแฟต่อประชากร 2,308 คน) Seattle เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ดึงดูดผู้คนและความเจริญมาแต่ไหนแต่ไร ดูได้จากตลาด Pike Place Market ซึ่งเป็น icon สำคัญของเมือง ปัจจุบันมีอายุ 112 ปีแล้ว นับเป็นหนึ่งในตลาดที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา ตลาดอาหารแห่งนี้มีคาแรคเตอร์โดดเด่นตั้งแต่ป้ายตลาด ไปจนถึงเทคนิคการขายที่อยู่ด้านใน โดยเฉพาะคนขายปลาที่จะตะโกน เล่นมุก และโยนปลาข้ามหัวกันไปมาอย่างสนุกสนาน จนคนต้องหยุดมุงดู และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดหนังสือเกี่ยวการบริหารจัดการชื่อดังที่ชื่อว่า “Fish” หลายปีก่อนที่เราได้มา Seattle ครั้งที่แล้ว เมืองนี้เป็นเมืองแรกที่สอนให้เราได้รู้จักกับคอนเส็ปต์ FLOSS ซึ่งย่อมาจาก Fresh, Local, Organic, Seasonal และ Sustainable และอาหารในตลาดแห่งนี้ก็สะท้อนถึงคอนเส็ปต์นั้นได้ชัดเจน (แม้ราคาอาจจะสูงขึ้นตามความนิยมของนักท่องเที่ยวอยู่บ้าง) ที่นี่มีตั้งแต่ผลไม้สด ชีสท้องถิ่น แอปเปิ้ลไซเดอร์ออร์แกนิค เบเกอรี่ ฯลฯ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์แนวโฮมเมดอื่นๆ โดยเฉพาะพวกยาสมุนไพรที่มักจะมีส่วนผสมของกัญชาอยู่ด้วย เพราะที่นี่กัญชาถูกกฎหมายนะจ๊ะ ถ้าเราเดินเล่นในเมืองจะรู้ว่ากลิ่นที่กรุ่นเมือง Seattle ทุกวันนี้อาจไม่ใช่กาแฟแล้วล่ะ 555 Starbucks สาขาแรกของโลก จุดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สุดในตลาดแห่งนี้ก็คงจะเป็น Starbucks สาขาแรกเท่าที่ยังเหลืออยู่ (สาขาแรกจริงๆปิดตัวลงก่อนจะถูกย้ายมาที่นี่) เค้ายังเก็บสภาพดั้งเดิมด้านนอก รวมถึงโลโก้นางเงือกสีน้ำตาล 2 หางแบบออริจินัลเอาไว้ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปด้วย และก็ได้ผลมากจริงๆ Starbucks Reserve Roastery ในปี 2014 Starbucks ก็ได้เปิดร้านขนาดใหญ่พิเศษในคอนเส็ปต์ Starbucks Reserve Roastery ที่ Seattle เป็นร้านแรก (ปัจจุบันมี 6 สาขาในโลก สาขาล่าสุดคือที่ Chicago ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย) ร้านแบบพิเศษนี้ นอกจากจะมีโซนกาแฟหลากหลายแบบแล้ว ยังมีโซนชาจาก Teavana เครื่องดื่มแอลกอฮอลคัดพิเศษ เบเกอรี่อย่างดีจาก Princi และโรงคั่วระบบสายพานให้ลูกค้าดูเพลินๆ อ้อ! ขาช้อปก็คงไม่อยากพลาดมุมของที่ระลึกพรีเมี่ยมแบบละลานตาเนอะ เสร็จจาก SRR แล้วแถวๆ Capitol Hill ก็มีร้านค้าเก๋ๆให้เดินดูเพลินๆได้อีกเรื่อยๆเลย Location: https://goo.gl/maps/ZAHazq6LCo5eJEQ16 Space Needle อีกหนึ่ง icon ของเมืองก็คือ หอคอย Space Needle (สร้างเพื่องาน World’s Fair ในปี 1962 แต่ยังดูทันสมัยอยู่เลยอ่ะ) หอคอยแห่งนี้รายล้อมไปด้วยสวนสาธารณะและมิวเซี่ยมที่น่าสนใจหลายแห่ง โดยมีทางเดินเชื่อมถึงกันจึงเป็นจุดกลางเมืองที่มีคนออกมาเดินเล่นกันพลุกพล่านในวันอากาศดี ในแง่ประวัติศาสตร์หอคอยแห่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งหมุดไมล์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ Seattle Location: https://goo.gl/maps/Qe4qShrpYtH2ENCV7 Amazon ในปัจจุบัน Seattle ก็ยังคงเป็นเมืองที่เติบโตเร็วที่สุดเมืองหนึ่งในอเมริกา ใครจะไปคาดคิดว่าเมืองที่มีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่อย่างนี้ จะเป็นบ้านของบริษัทยักษ์ใหญ่มากมายทั้ง Amazon, Microsoft, Nordstrom, Expedia, Costco และ แน่นอน Starbucks ในบรรดาบริษัททั้งหมดที่อยู่ที่นี่ มีบริษัทหนึ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับตัวเมือง Seattle อย่างมาก ซึ่งก็คือบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในปัจจุบันอย่าง Amazon เพราะ Amazon ได้สร้าง “เมืองในเมือง” ให้เป็นแคมปัสสำนักงานใหญ่ของบริษัท โดยประกอบไปด้วยอาคารกว่า 40 หลังที่กระจายอยู่ทั่ว และมีบริการรถบัสรับส่งพนักงานกว่า 45 เส้นทางทั่วเมือง ในปีที่แล้ว (2018) Amazon ได้เปิดตัว Amazon Spheres โดมแก้ว 3 หลังติดกัน ที่มีวัตถุประสงค์หลักคือเอาไว้ให้พนักงานมาเดินหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ภายในโดมที่มีความสูง 3-4 ชั้นนั้น ในนี้มีทั้งสเปซเอาไว้ให้นัดประชุมหรือพักผ่อนหย่อนใจ รวมไปถึงร้านค้าต่างๆท่ามกลางต้นไม้ที่เขียวชอุ่มกว่า 40,000 ต้น คนทั่วไปก็เข้าไปได้นะ แต่ต้องจองคิวล่วงหน้าซักหน่อย ถัดจาก Spheres มานิดนึง ก็จะมีร้าน Amazon Go ร้านสะดวกซื้อที่ไร้แคชเชียร์ เราก็สามารถเข้าไปลองซื้อได้จริงๆแค่เพียงโหลด App แล้วก็สแกนเข้าได้เลย แม้ Seattle จะมีจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย แต่จริงๆแล้วสิ่งที่ทำให้เราประทับใจกลับไม่ใช่ความโดดเด่นของ Tourists’ Attractions ต่างๆ หรือความยิ่งใหญ่ของบริษัทระดับโลกที่มากระจุกตัวกันอยู่ที่นี่ แต่กลับเป็นคุณภาพความเป็นอยู่ประจำวันของชาวเมืองตาม Suburb ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Fremont, Ballard, Wallingford (พอดีเราพักอยู่ริมทะเลสาบ Greenlake ก็เลยได้เดินละแวกนี้มากหน่อย) การได้เดินเล่นไปเรื่อยๆแบบไม่มีแพลนก็ทำให้เราได้เห็นว่าคนที่นี่มีคุณภาพชีวิตที่ดีมาก เพราะรายล้อมไปด้วยต้นไม้และทะเลสาบ ทำให้อากาศสดชื่นอยู่ตลอดเวลา ส่วนร้านค้าที่แซมอยู่ในแต่ละย่านก็ดูเป็นกันเอง และมักมีกลิ่นอายความเท่แบบดิบๆแฝงอยู่ด้วย Red Mill Burgers ร้านที่ประทับใจเรามากๆตั้งแต่คราวที่แล้วที่ได้มา Seattle ก็คือร้าน Red Mill Burgers ซึ่งเป็นร้านขายเบเกอร์แบบดั้งเดิม ที่รสชาติทั้งอิ่มท้องและอิ่มทั้งใจเราอย่างยิ่ง ไม่แปลกใจเลยที่ทั้ง Oprah Winfrey และนิตยสาร GQ ต่างก็การันตีว่าเป็นหนึ่งใน 20 ร้านแฮมเบอร์เกอร์ที่คุณต้องลองกินก่อนตาย อ่อ มิลค์เชคของเค้าก็เข้มข้นถึงใจไม่แพ้กัน Taylor Shellfish Farm พูดถึงอาหารแล้ว Seattle เป็นเมืองที่ไม่ขาดแคลนของอร่อยเลย ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลมากโดยเฉพาะหอยนางรม บังเอิญโชคดีที่เรามีเพื่อนอยู่ที่นี่ นางจึงอาสาขับรถพาไปถึง Taylor Shellfish Farm ที่ต้องออกนอกเมืองไปทางเหนือประมาณชั่วโมงครึ่ง เราก็เลยได้กินหอยนางรมสดๆในราคาที่ถูกมาก แถมบรรยากาศก็ดีสุดๆ แต่ถ้าเพื่อนๆไม่มีรถ ก็ search หาสาขาในเมืองได้ มีหลายสาขาเลยแหละ Location: https://goo.gl/maps/RzEDcYkxHYb79AdN9 Fat Hen เรามาเริ่มวันใหม่อีกวันด้วยอาหารเช้าสไตล์ New American ที่ร้าน Fat Hen กันดีกว่า เราชอบคุณภาพอาหารและบรรยากาศง่ายๆของที่นี่มากเลย หรือถ้าเพื่อนๆอยากลองเปลี่ยนเป็นเบรคฟัสต์สไตล์ Louisiana ก็ต้องไปที่ Toulous Petit ซึ่งอาหารก็ดีมากไม่แพ้กัน Location: https://goo.gl/maps/ykTZF4Ku9hLYp69o7 จากดาวน์ทาวน์ขึ้นไปทางเหนือประมาณ 10 นาที ติดกับ University of Washington ก็จะมีย่านการค้าที่ดูดีน่าเดินในนามว่า University Village หรือเรียกสั้นๆว่า U-Village ที่เปิดมาตั้งแต่ยุค 50’s แต่ก็พัฒนาปรับปรุงมาตลอดจนปัจจุบันดูทันสมัยมากๆ ภายในก็มีหลายร้านดีๆให้เลือกเลย (Starbucks สาขาที่เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ก็ยังเปิดอยู่ที่นี่) เราได้ลองร้านอาหารเวียดนามสมัยใหม่ ชื่อ Babar ก็อร่อยถูกใจ แถมยังได้ตบท้ายด้วยไอศกรีมหอมหวานจาก Molly Moon’s ที่อยู่ในเวิ้งเดียวกันด้วย ที่นี่ยังมีร้านค้าอื่นๆอีกกว่า 120 ร้านค้าให้เดินดู ตั้งแต่เสื้อผ้า หนังสือ เฟอร์นิเจอร์ไปจนถึง Apple Store ด้วยนะ Seattle ยังมีอะไรที่น่าสนใจอีกมาก ทริปนี้คือทริปที่ 2 ที่เราได้มีโอกาสมาเยือนที่นี่ เราจึงไม่ได้เจาะจุดท่องเที่ยวชื่อดังต่างๆเหมือนครั้งแรก คราวนี้เราอยากจะเดินทอดน่องสำรวจอะไรเรื่อยเปื่อยมากกว่า ทำให้เราได้เห็นมุมอื่นๆที่ต่างออกไปของ Seattle และอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไม Seattle จึงไม่ค่อยปรากฏอยู่ในลิสต์การท่องเที่ยวของคนไทยทั้งที่มีอะไรดีๆซ่อนอยู่เยอะแยะไปหมด หากเพื่อนๆมีโอกาสก็อย่าลืมแวะมาสำรวจเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโซน Northwest ของอเมริกาแห่งนี้ก็แล้วกันนะครับ FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #LetsHoparoundUSA #LetsHoparound #Travel #USA #WestCoast #RoadTrip #America #โรดทริปอเมริกา#ขับรถเที่ยวอเมริกา#เที่ยวอเมริกา#รีวิวอเมริกา#ไปอเมริกาใช้งบเท่าไหร่ #เที่ยวซีแอตเทิล #รีวิวซีแอตเทิล #ซีแอตเทิลไปไหนดี #เมืองซีแอตเทิล #ฮิปสเตอร์ #คาเฟ่ในซีแอตเทิล #เมืองน่าไปในอเมริกา
- High on art in Paris เสพศิลป์ รวมอาร์ตแกลเลอรีและพิพิธภัณฑ์ในกรุงปารีส ฝรั่งเศส
เสพศิลป์ in Paris เค้าว่ากันว่า "you are what you eat" คุณเสพอะไรคุณก็เป็นแบบนั้น คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ Paris จะเป็นถิ่นกำเนิดของความสวยความงามต่างๆมากมาย ทั้งที่ทรงคุณค่าอยู่ในพิพิธภัณฑ์ และทรงมูลค่าอยู่ในตลาดของผู้บริโภค เราอยากรู้ว่า Paris เสพอะไรกันเข้าไป ถึงมีการสร้างสรรค์อันเลอค่ากันมากมายขนาดนั้น เราเดาเอาเองว่านอกจากบาเก็ตต์ หอยทาก และฟัวกราส์แล้ว ศิลปะน่าจะเป็นสิ่งที่มีอณูฟุ้งอวลอยู่ทั่วเมือง จนทำให้ชาวปารีเซียงต้องรับมันเข้ากระแสเลือดไม่มากก็น้อยอยู่แล้ว กระนั้น Paris ก็ยังมีแหล่งงานศิลปะให้เสพกันในโดสที่เข้มข้นขึ้นไปอีกในหลาก style หลาย level ว่ากันว่าทั้งเมืองมีรวมกันกว่า 130 มิวเซี่ยมเลยทีเดียว วันนี้เราจะพาคุณ #hop ไปรับศิลปะเข้าเส้นกันให้จุใจกันที่ Musuem และ Gallery ใน Paris ที่เราเลือกมาแล้วว่าดี..ดี๊..ดี.. บอกใบ้ไว้นิดตั้งแต่ต้นเลยละกันว่า ถ้าเพื่อนๆ #hopsters สนใจจะเข้าชมที่ไหน ควรอย่างยิ่งที่จะจองออนไลน์ล่วงหน้า เพราะอาจต้องรอเป็นชั่วโมง หรือไม่ก็อดชม ครั้งนี้เราใช้บัตร museum pass แบบ 4 วัน คุ้มมาก เพราะครอบคลุมกว่า 50 แห่งทั่วปารีสและรอบๆเลย บางที่ก็ไม่ต้องต่อแถวยาวๆนะ แล้วก็ประหยัดด้วย รายละเอียดการซื้อบัตร ตามลิงค์ไปเลย www.parismuseumpass.co รวมพิพิธภัณฑ์น่าไปในปารีส High on art in Paris รีวิวพิพิธภัณฑ์ในกรุงปารีส เที่ยวปารีส ปารีสครั้งแรก ปารีส 2024 Museum and Gallery in Paris Best Paris city guide เที่ยวปารีสด้วยตัวเอง ที่เที่ยวในปารีส Musée du Louvre (มิวเซ่ ดู ลูฟร์) ที่สุดแห่งอภิมหามิวเซี่ยมของโลก ไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ นอกจากปิรามิดกระจกสุด iconic ด้านหน้าอาคาร และขนาดพื้นที่ที่ใหญ่โตโอ่อ่ายิ่งกว่ามิวเซี่ยมใดๆในปฐพีแล้ว สิ่งที่จัดแสดงอยู่ในมิวเซี่ยมที่อายุกว่า 226 ปีแห่งนี้ยังมีมากกว่า 400,000 ชิ้น ทั้งวัตถุโบราณและงานศิลปะทุกแขนง Location: https://goo.gl/maps/fqNkTUFfM8vca8Ui6 ว่ากันว่าถ้าเราเดินดูงานทุกชิ้น ติดต่อกันทุกวันๆละ 8 ชั่วโมง ใช้เวลา 3 เดือนก็ยังไม่น่าจะครบ และในปี 2018 Louvre ก็ได้ทำลายสถิติโลก โดยเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีคนเข้าชมมากที่สุดในรอบ 1 ปี (10.2 ล้านคน) หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตัวเลขพุ่งสูงกว่าปีก่อนหน้าถึง 25% ก็น่าจะมาจาก MV เพลง Apeshit ของ The Carters (Beyoncé และ Jay-Z) ที่ยกกองมาถ่ายทำกันที่นี่ นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการเปิดกว้างให้วัฒนธรรมป๊อบในยุคปัจจุบันช่วยส่งเสริมงานศิลป์ระดับตำนานของโลก ซุปเปอร์สตาร์หมายเลข 1 ในบรรดางานศิลปะชิ้นสำคัญๆของโลกที่วางแสดงอยู่นับไม่ถ้วนในลูฟร์ น่าจะเป็นรูป Mona Lisa ต้นฉบับโดยฝีแปรงของ Leonardo da Vinci เพราะนางโดนรุมล้อมมากที่สุดมาทุกยุคทุกสมัย ชาวฝรั่งเศสเรียกรูปนี้ว่า La Joconde (ลา โจกนด์) แปลว่า นางผู้เป็นสุข จริงๆแล้ว Mona Lisa ก็มีประวัติลึกลับน่าสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นที่มาของรูป ใครคือผู้หญิงในรูปกันแน่ มาอยู่ที่ฝรั่งเศสได้ยังไง (ทั้งที่เป็นงานของศิลปินชาวอิตาลี) รวมไปถึงการที่มีคนค้นพบภาพวาดที่มีลักษณะแทบจะเหมือนกันเป๊ะอีก 1 รูปและมีการพิสูจน์แล้วว่าทั้ง 2 รูปเป็นงานในยุคเดียวกันอีกต่างหาก ปิรามิดแก้วที่เป็นอีกหนึ่ง Landmark ของ Paris นี้ออกแบบโดย I.M.Pei สถาปนิกชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ที่แรกๆก็ถูกต่อต้านอย่างมาก ทั้งตัวคนออกแบบและผลงานของเค้า แต่กาลเวลาก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์นั้นการเปิดรับย่อมให้ผลดีกว่าการปิดกั้นเสมอ Palais de Tokyo Musée D’art Moderne (ปาเลส์ เดอ โตกิโย) และ (มูเซ่ ดาร์ท โมแดร์น) “วังแห่งโตเกียว” ชื่ออาจจะชวนให้เดาว่าสถานที่แห่งนี้ต้องเป็นการร่วมมือกันระหว่างฝรั่งเศสและญี่ปุ่นแน่ๆเลย แท้ที่จริงแล้วชื่อนี้ได้มาจากชื่อถนนที่คั่นระหว่างอาคารแนว Art Deco แห่งนี้กับแม่น้ำ Seine ซึ่งแต่ก่อนถนนสายนี้มีชื่อว่า Quai de Tokio แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Avenue de New York Location: https://goo.gl/maps/V4xdDenhC9G9FqjY6 ตึกสวยขนาดใหญ่แห่งนี้แบ่งเป็น 2 ปีก โดยปีกฝั่งตะวันออกเป็นทรัพย์สินของนครปารีส มีชื่อว่า Musée D’art Moderne จัดแสดงงานศิลปะสมัยใหม่ที่หมุนเวียนกันไป ในโลกศิลปะคำว่า Modern Art นั้น หมายถึงงานศิลป์ที่สร้างขึ้นระหว่างปี 1860s-1960s น้าาา อย่าแปลตรงๆตัวแล้วคิดว่าเป็นงานยุคปัจจุบันล่ะ ถ้าเป็นงานศิลป์ยุคหลังจากนั้นมาจนถึงปัจจุบันจะใช้คำว่า Contemporary Art นะครับ การจัดวางของมิวเซี่ยมนี้จะไม่หวือหวาเหมือนอีกฝั่ง เดินง่ายๆให้อารมณ์เป็นผู้ใหญ่กว่า Palais de Tokyo (ปาเลส์ เดอ โตกิโย) อีกปีกของอาคาร (ปีกตะวันตก) นั้นเป็นของรัฐ บริหารจัดการภายใต้ชื่อ Palais de Tokyo/Site de création contemporaine ซึ่งปีกนี้จะฮิปและวัยรุ่นกว่ามาก (เหมาะกับวัยเรามากกว่าแหละ 555) ที่นี่คือมิวเซี่ยม Contemporary Art ที่ใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศส มีงาน conceptual installations มากมายที่ผลัดกันมาจัดแสดงในโซนต่างๆ และถ้าหากเลี่ยนงานอาร์ทก็ยังมีร้านหนังสือ/ของฝากให้ช้อปกันเพลิน และยังมีคาเฟ่/ร้านอาหารเท่ๆถึง 3 ร้าน ที่น่าสนใจคือมีผับที่ชื่อว่า The Yoyo ให้มาปาร์ตี้กันได้ด้วย แต่ต้องเช็คเวลากันดีๆก่อนนะ เพราะนางเปิดปิดไม่เป็นเวลา Location: https://goo.gl/maps/V4xdDenhC9G9FqjY6 งานที่จัดแสดงอยู่ ธีมคือ "ลอยอยู่กลางอากาศ" โดย Tomás Saraceno: ON AIR นี่ก็อีกงานที่เท่มาก ต้องต่อคิวเพื่อเราบุกเข้าไปในดงเส้นเคเบิ้ลที่ขึงเอาไว้กลางอากาศอย่างสวยงามตามแนว Abstract เมื่อได้เข้าไปแล้วจะจับต้องงานหรือจะถ่ายรูปก็ตามสบาย ถ้าเอานิ้วไปดีดเส้นสายเหล่านี้ก็จะเกิดเป็นเสียงดนตรีของแต่ละเส้นเลย โซนนี้ว่าด้วยงานผ้าร่ม งานบอลลูนต่างๆ ร้านหนังสือก็คือดีมากกกกกก มีหนังสือเป็นพันเป็นหมื่นเล่มที่เกี่ยวกับงานออกแบบทุกแขนงเลย ถุงผ้า ของเล็กๆก็มีนะ Centre Pompidou (ซองเทรอ ปอมปิดู) พิพิธภัณฑ์ Modern Art ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ได้ชื่อมาจากประธานาธิบดี Georges Pompidou เพราะเริ่มก่อสร้างในสมัยของเขาในยุค 70s Location: https://goo.gl/maps/GdLeDraLQvGPPtzD7 อาคารที่มีโฉมหน้าสะดุดตาแห่งนี้ถูกออกแบบตามคอนเส็ปต์ “Inside-Out” ที่เอาระบบท่อต่างๆที่ควรจะถูกซ่อนไว้ด้านในออกมาอวดลวดลายและสีสันอยู่ด้านนอก โดยพระเอกที่ถูกเอาออกมาโชว์อยู่ด้านหน้าตึกก็คงจะหนีไม่พ้นอุโมงค์บันไดเลื่อนที่พาดผ่านกลางอาคารจากมุมล่างซ้ายขึ้นไปจนถึงมุมบนขวาเลยทีเดียว เดาเอาเองว่าดีไซน์นี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับงานบันไดเลื่อนหน้าห้าง Central World ของเรา และรวมถึงตึก Fortune Town ที่แยกพระราม 9 ด้วย Centre Pompidou สูง 10 ชั้น แบ่งเป็น 3 โซนใหญ่ๆ คือ 1) ห้องสมุดสาธารณะ 2) พิพิธภัณฑ์ Modern Art ที่มีพื้นที่เกือบ 20,000 ตารางเมตร และ 3) ศูนย์วิจัยดนตรีและการได้ยิน ชิ้นงานระดับ Master Piece กว่า 100,000 ชิ้นที่จัดแสดงอยู่ภายในนั้นเดินดูได้หลายวันก็ยังไม่หมด ไม่ว่าจะเป็นเพ้นท์ติ้งชั้นครูของ Picasso, Mondrian, Matisse ฯลฯ หรืองานล้ำๆในยุคใหม่ขึ้นมาของ Andy Warhol, Yves Klein, Olafur Eliasson ฯลฯ กระทั่งงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ต่างๆโดย Philippe Starck, Alvar Aalto หรือ Jean Prouvé Yves Klein, "ANT 76, Grande anthropophagie bleue Jean Dubuffet Jardin d'Hiver Yaacov Agam installation (1974) นอกจากนี้ชั้นบนยังมีร้านอาหารวิวงาม "Restaurant Georges" และร้านขายหนังสือ/ของที่ระลึกเก๋ๆด้วย Musée d'Orsay (มิวเซ่ ดอร์เซย์) จากสถานีรถไฟที่มีสถาปัตยกรรมวิจิตรงดงามตามสไตล์ Beaux-Art (โบซารท์) อายุกว่า 120 ปี ที่เกือบจะถูกทำลายทิ้ง กลับกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์อันเลอค่าซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1986 และเน้นจัดแสดงงานศิลป์สัญชาติฝรั่งเศสเป็นหลัก Location: https://goo.gl/maps/9R2kGGcWFsqcLyQP8 แต่เดิมนั้น มิวเซ่ ดอร์เซย์ ถูกวางตำแหน่งมาให้เติมเต็มช่องว่างระหว่าง Louvre ที่จัดแสดงงานระดับตำนานประวัติศาสตร์โลก และ Centre Pompidou ที่เน้นงานยุคใหม่ ที่นี่จึงเป็นที่เน้นงานศิลป์ในยุคกลางเก่ากลางใหม่ในช่วงปี 1848-1914 และเป็นแหล่งรวมผลงานแนว Impressionism และ Post-Impressionism ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากใครชอบฝีแปรงที่ถ่ายทอดความงดงามชวนฝันของสีสันและแสงตกสะท้อนเช่นเดียวกับเรา รับรองว่าคุณจะต้องตกหลุมรักงานที่จัดแสดงอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน งาน master piece ของ ทั้ง Monet, Manet, Renoir, Cézanne, Seurat และ Van Gogh ต่างก็ถูกนำมาให้เราได้ยลโฉมเป็นบุญตากันที่นี่ เสน่ห์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ที่ความลงตัวในเรื่องของขนาดพื้นที่ที่ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป สถาปัตยกรรมอันทรงเสน่ห์ของตัวอาคาร และงานศิลป์ที่งดงามจนน้ำตาซึม อ่อ! อีกอย่าง บนชั้น 5 ของที่นี่ยังมีมุมถ่ายรูปยอดฮิตที่มีนาฬิกาขนาดยักษ์เป็นแบ็คกราวนด์เก๋ๆให้ด้วยนะ นาฬิกาลวดลายวิจิตรขนาดยักษ์นั้นเป็นหนึ่งเอกลักษณ์ของมิวเซี่ยมแห่งนี้ คงเพราะเคยเป็นสถานีรถไฟมาก่อน เมื่อ Vincent van Gogh วาดรูปตัวเอง เรามากินมื้อเที่ยงกันที่นี่ ...ร้านอาหารในพิพิธภัณฑ์มี 2 ร้าน ในรูปคือ Restaurant du Musée d'Orsay และอีกที่ก็คือ Café Campana ที่ต่างก็มีอินทีเรียร์ที่ช่างเว่อร์วังอลังการ จนเราลืมสนใจรสชาติอาหารไปเลย Musée de l'Orangerie (มิวเซ่ เดอ ลอรองเจอรี่) Orangerie แปลว่าโรงเรือนสำหรับปลูกต้นส้ม ซึ่งชื่อก็บอกตรงตัวเลยว่าก่อนที่กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างในปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ที่ใช้ในการปลูกต้นส้มมาก่อน Location: https://goo.gl/maps/gfRarc3PBea8B9fc9 ไฮไลท์ของที่นี่คือห้องที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อจัดแสดงภาพวาดระดับตำนานในซีรี่ส์ “Nymphéas” (หรือ “Water Lilies” ในภาษาอังกฤษ) ของ Claude Monet ปรมาจารย์ศิลปะแนว Impressionism โดยเฉพาะ มีผู้ที่ศึกษางานของ Monet กล่าวว่า สิ่งที่ Monet ระบายลงไปไม่ใช่แค่รูปดอกบัวในบึงเท่านั้น แต่เขาได้บันทึกการเต้นระบำของแสงลงไปในภาพผ่านฝีแปรงอัจริยะของเขา และเราก็เห็นด้วยตามนั้น โปรเจ็คท์พิเศษนี้เริ่มต้นในปี 1922 เมื่อ Monet เสนอตัวบริจาคงานจิตรกรรมฝาผนังให้กับรัฐเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับการสิ้นสุดลงของสงครามโลกครั้งที่ 1 และเป็นที่ปรึกษาให้กับการออกแบบพื้นที่จัดแสดงด้วยตัวเองโดยตั้งใจจะติดตั้งภาพเขียนแบบพาโนรามาลงบนผนังโค้งของผนังอาคารทรงรีและเน้นใช้แสงธรรมชาติซึ่ง Monet เชื่อว่าเหมาะกับการชมภาพวาดของเขามากที่สุด แต่สุดท้ายฮีกลับหวงงานไม่ยอมปล่อยภาพของตัวเองออกมาให้ทีมงานติดตั้ง จนกระทั่งฮีเสียชีวิตลงเมื่อปลายปี 1926 ภาพบัวในบึงพาโนรามาโค้งขนาดใหญ่ทั้งหมด 8 ภาพ จึงได้ถูกนำมาติดตั้งให้สาธารณชนได้ชมที่นี่ในช่วงต้นปีถัดมา ที่จริงแล้วภาพในซีรี่ส์ Nymphéas (นีมเฟอาส) นี้ เป็นภาพจิตรกรรมรูปบัวในสระที่บ้านของ Monet เอง ซึ่งเขาได้ใช้พู่กันบันทึกรูปดอกบัวและน้ำในสภาพแสงต่างๆไว้กว่า 250 ภาพลงบนผืนผ้าใบหลายขนาด และทั้ง 250 ภาพนี้ก็กระจายตัวอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆทั่วโลก แต่ทั้ง 8 ภาพไซส์ใหญ่พิเศษที่ Musée de l'Orangerie แห่งนี้เป็นงานที่ Monet ดีไซน์มาให้เหมาะกับสถานที่จัดแสดงโดยเฉพาะ จึงน่าจะนับได้ว่าเป็นหนึ่งในงานชิ้นโบว์แดงที่สุดของเขา และเราก็ไม่สามารถหาชมได้จากที่อื่น ใช่ว่าที่ Orangerie จะมีแค่ผลงานของ Monet นะครับ มิวเซี่ยมแห่งนี้ยังมีงานที่สำคัญจากศิลปินชั้นครูท่านอื่นๆอีกมากมาย เช่น Henri Matisse, Amedeo Modigliani, Pablo Picasso, Pierre-Auguste Renoir, Henri Rousseau เป็นต้น รวมถึงงานจัดแสดงชั่วคราวของศิลปินจากอีกหลายยุคหลายประเทศที่สลับสับเปลี่ยนมาให้ชมกัน ในรูปคืองานชุด “The Cruel Stories of Paula Rego” โดย Paula Rego ศิลปินชาวโปรตุเกส ที่ถูกนำมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการชั่วคราว ณ ตอนที่เราไป Lafayette Anticipations (ลาฟาเย็ตต์ อองติซิปาซิยง) สร้างขึ้นโดยมูลนิธิของห้างดังอย่าง Galeries Lafayette เราสะดุดตาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นโลโก้ที่หน้าเว็ป เพราะมันช่างถูกจริตเราเหลือเกิน ที่นี่เป็นเหมือนมิวเซี่ยมเล็กๆแต่เท่มากๆ เน้นงาน contemporary art งานดีไซน์และแฟชั่น ตลอดจนงานสร้างสรรค์เชิงทดลองต่างๆจากศิลปินทั่วโลก ค่าเข้า Exhibitions : free admission Events : from 5 to 15 € เปิด 11:00–19:00 ทุกวันและปิดวันอังคาร Location: https://goo.gl/maps/ramg8DG88oXqziWr5 งาน Contemporary Art ภายใน Lafayette Anticipations ความดีงามที่เอ็กซ์ตร้าไปอีกก็คือที่นี่มีคาเฟ่เฮลตี้จากร้านมังสวิรัติชื่อดังอย่าง Wild and the Moon มาเปิดอยู่ด้วย ส่วนทางออกอีกทางจะเป็นโซน Gift Shop เล็กๆ มีของที่ทั้งสวยดีไซน์เจ๋ง เก๋ เท่ น่ารักเยอะแยะไปหมดเลย ให้ทายซิว่าเสียเงินมั้ย 55555 Galerie Perrotin (กาเลอรี่ แปร์โรตัง) เป็นห้องแสดงงานศิลปะในย่าน Le Marais สุดฮิป ที่นี่เขาจะผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนงานของศิลปินดังๆระดับโลกมาโชว์ให้ดูฟรีกันตลอดทุกปี ที่นี่เข้าฟรีนะ เปิด 11:00–19:00 ทุกวันและปิดเฉพาะวันจันทร์ อังคาร Location: https://goo.gl/maps/cJJ9r3BKQkfNgJoV8 ตอนที่เราไปกัน มรการจัดแสดงผลงานของ ELMGREEN & DRAGSET (เอ็ล์มกรีน แอนด์ แดรกเซ็ท) ใครนึกไม่ออกให้นึกถึงงาน Bangkok Art Binale เค้าก็มาตั้งผลงานสระของเขาที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยนะ งานของเค้าจะจำง่ายก็คือ ประติมากรรมจัดวางสระน้ำแนวตั้ง ซึ่งเค้าทั้งสองคนก็ได้สร้างการนำเสนองานศิลปะรูปแบบใหม่ที่จะให้ผู้ชมมีประสบการณ์ร่วมกับงานของเค้า Gagosian Gallery (กาโกเซี่ยน แกเลอรี่) Gagosian เป็นเครือข่ายแกลอรี่ศิลปะที่มีอยู่ 17 สาขาทั่วโลก และปารีสก็เป็นหนึ่งในนั้น แกเลอรี่ Gagosian นั้นโฟกัสที่งานศิลปะสมัยใหม่ที่ค่อนข้าง conceptual และ progressive ถ้าใครเดินเล่นอยู่แถวๆสถานี Franklin D. Roosevelt บนถนน Avenue des Champs-Élysées ก็แวะเข้าไปเยี่ยมชมกันได้เลย ที่นี่มักจะมีงานล้ำๆให้ชมกันได้ฟรีๆเลยน้า Location: https://goo.gl/maps/nrNn9NgEMxBwNyiV ช่วงที่เราไปเป็นการ Exhibition ในชื่อ SEXE, RELIGION, POLITIQUE (เซ็กส์ ศาสนา และการเมือง) โดยศิลปินนามว่า Albert Oehlen เป็นไงกันบ้างครับ เสพแล้วก็ save แรงบันดาลใจเอาไว้ในใจด้วยนะครับ อย่าลืมว่า you are what you eat หากเราเสพสิ่งที่สวยงาม เราก็จะกลายเป็นความสวยงามนั้น ใครจะไปรู้ว่างานศิลป์ที่คุณเสพเข้าไปในวันนี้ อาจจะกลายเป็นวัตถุดิบให้กับผลงานที่คุณสร้างขึ้นสักวันหนึ่งในอนาคตก็ได้ ขอบคุณที่ #hop ไปกับเราครับ Facebook/Instagram: @hoparound.co Youtube: @hoparound.co Website www.hoparound.co #LetsHoparoundPARIS #LetsHoparound #FondationLouisVuitton #Travel #Paris #Musuem #Gallery #ริวิวพิพิธภัณฑ์ในปารีส #เที่ยวปารีส #ที่เที่ยวปารีส #เที่ยวปารีสด้วยตัวเอง #ปารีส #หลุยส์วิตตอง #รวมพิพิธภัณฑ์ในปารีส #พิพิธภัณฑ์ #เที่ยวปารีสด้วยตัวเอง #GagosianGallery #LafayetteAnticipations #GaleriePerrotin #MuséedelOrangerie #MuséedOrsay #CentrePompidou #PalaisdeTokyo #MuséeDartModerne #MuséeduLouvre
- Malta เที่ยวมอลต้า ลัดเลาะเมืองมรดกโลก ที่คนรักสถาปัตยกรรมและศิลปะต้องมาเยือน
Malta เที่ยวมอลต้า ประเทศลับมรดกโลก แพลนเที่ยวมอลต้า 3 วัน 2 คืน ฉบับคนรักงานดีไซน์และสถาปัตยกรรม เมืองที่มีอายุเกือบ 5,000 ปี ถ้าให้จำกัดความประเทศเกาะเล็กๆ กลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอย่าง มอลต้า (Malta) ด้วยคำเพียงคำเดียว สำหรับเรามันคือคำว่า "พาลีมเซสต์" (Palimpsestic Architecture) หรือการที่ศิลปะและสถาปัตยกรรมในแต่ละยุคสมัยถูกสร้างซ้อนทับกันชั้นแล้วชั้นเล่า จากอดีตที่เคยถูกครอบครองโดยชาวฟินีเซียน โรมัน ฝรั่งเศส ไปจนถึงอังกฤษ ร่องรอยเหล่านั้นไม่ได้เลือนหายไปไหน แต่มันถูกสลักทับและผสมผสานกันจนกลายเป็นงานศิลปะชิ้นเอกระดับมหึมาที่ยังมีลมหายใจ เที่ยวมอลต้าด้วยตัวเอง Malta Itinerary งบ ที่เที่ยวมอลต้า รีวิว ด้วยความที่มอลต้ามีพื้นที่จำกัด แต่กลับอัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์ ในปี 1980 องค์การ UNESCO จึงประกาศให้เมืองหลวงจิ๋วแห่งนี้เป็นพื้นที่มรดกโลก โดยยกย่องว่าเป็น "หนึ่งในพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่หนาแน่นที่สุดในโลก" เพราะมีอนุสาวรีย์ทรงคุณค่ากว่า 320 แห่งกระจายตัวอยู่บนพื้นที่เพียง 136 เอเคอร์เท่านั้น การเดินทางครั้งนี้ เราจึงอยากพาชาว Hopsters ทุกคนไปสัมผัสเสน่ห์ของมอลต้า ในแบบที่ลึกซึ้งกว่าที่เคยครับ ใครอยากชม Travel Vlog ไปดูกันได้ที่วิดิโอด้านล่างนี้เลยครับ Malta Travel Vlog! The Journey Begins: บินลัดฟ้าสู่มอลต้าด้วยความคุ้มค่าระดับ Business Class ทริปนี้เราเริ่มต้นออกเดินทางจากเมืองมิลาน (Milan) ประเทศอิตาลี โดยเลือกใช้บริการสายการบินแห่งชาติรูปโฉมใหม่อย่าง KM Malta Airline สิ่งที่ทำให้เราประทับใจตั้งแต่ยังไม่ทันเครื่องขึ้นคือ "ราคา" ที่จับต้องได้แบบไม่น่าเชื่อ เราได้ตั๋ว Business Class ขาเดียวมาในราคาเพียงประมาณ 5,000 บาทไทยเท่านั้น! คุณภาพที่ได้กลับสวนทางกับราคาอย่างสิ้นเชิง เพราะนี่คือเครื่องบินลำใหม่เอี่ยม เบาะกว้างขวางนั่งสบาย การบริการจากลูกเรือมีความเป็นมืออาชีพและใส่ใจในรายละเอียด อาหารบนเครื่องก็เสิร์ฟมาอย่างพิถีพิถันและรสชาติดีเยี่ยม ถือเป็นการเปิดประตูสู่มอลต้าที่สร้างความประทับใจแรกได้อย่างสมบูรณ์แบบ Smart Luxury Stay: พักผ่อนแบบไม่ต้องจ่ายสักบาทที่ Courtyard by Marriott Sliema เมื่อมาถึงมอลต้า เราเลือกปักหลักกันที่เมือง Sliema ซึ่งเป็นย่านที่คึกคักและเดินทางสะดวกมาก โดยเราเข้าพักที่ Courtyard by Marriott Sliema เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ความพิเศษคือทริปนี้เราใช้สิทธิ์แลกแต้ม Marriott Bonvoy มานอนฟรีทั้งหมด ทางโรงแรมอัพเกรดห้องพักให้เราเป็นห้องประเภท 1 King Standard Accessible ซึ่งโดยปกติห้องลักษณะนี้จะออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ใช้วีลแชร์ ทำให้แปลนห้องกว้างขวางกว่าห้อง 1 King แบบปกติทั่วไปมาก พื้นที่ใช้สอยโล่งสบาย ห้องน้ำกว้างสุดๆ ตัวโรงแรมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ครบถ้วน พนักงานบริการด้วยความยิ้มแย้มและกระตือรือร้น มีสระว่ายน้ำให้เลือกพักผ่อนทั้งแบบ Indoor และ Outdoor แถมโลเคชั่นยังอยู่ใกล้ทะเล เดินไปจุดขึ้นเรือเฟอร์รี่เพื่อข้ามไปฝั่งเมืองเก่า Valletta ได้สบายๆ แผนที่: https://maps.app.goo.gl/KuDfB96JqZugWqmd8 The Culinary Chapter: รสชาติแห่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและความบังเอิญที่แสนอบอุ่น เรื่องอาหารการกินที่มอลต้าคืออีกหนึ่งไฮไลท์ที่เติมเต็มทริปนี้ให้สมบูรณ์ เราได้ตระเวนชิมหลากหลายรสชาติ ทั้งแบบท้องถิ่นและรสชาติที่คุ้นเคย Le Majoliche: ร้านอาหารอิตาเลียน-ซีฟู้ดที่ Sliema ที่ทำให้เราใจฟูมาก อาหารทะเลที่นี่สดแบบตะโกน กิมมิคคือเราสามารถเดินไปหน้าตู้โชว์วัตถุดิบเพื่อชี้เลือกปลาหรือกุ้งสดๆ ที่เพิ่งจับมาได้เลย แล้วให้เชฟปรุงในสไตล์ที่เราชอบ รสชาติของวัตถุดิบดีเยี่ยมแทบไม่ต้องปรุงแต่งเยอะ เวลาเปิด-ปิด: 12:00 PM – 3:00 PM / 7:00 PM – 11:00 PM (ทุกวัน) แผนที่: https://maps.google.com/?q=Le+Majoliche+Malta One Thai Kitchen พอเดินทางมาหลายวัน กระเพาะมันก็เริ่มเรียกร้องหารสชาติจัดจ้านแบบไทยแท้ เราแวะมาที่ One Thai Kitchen ร้านอาหารไทยใน Sliema ที่เสิร์ฟรสชาติถึงเครื่องแบบไม่มีกั๊ก ตั้งแต่ผัดไทย ต้มยำ ไปจนถึงเมนูผัดเผ็ดต่างๆ รสชาติให้ความรู้สึกเหมือนนั่งทานอยู่กรุงเทพฯ จริง ๆ ที่สำคัญคือบรรยากาศเป็นกันเอง และทีมงานก็ต้อนรับอบอุ่นแบบสไตล์คนไทย ทำให้มื้อนี้กลายเป็น comfort food ที่ช่วยรีชาร์จพลังได้ดีมากระหว่างทริป เวลาเปิด-ปิด: 11:30 AM – 9:30 PM (Closed on Sunday) แผนที่: https://maps.google.com/?q=One+Thai+Kitchen+Sliema THAISTY (Thai Food Truck) อีกหนึ่งความน่ารักที่เราเจอแบบไม่ตั้งใจคือ THAISTY ฟู้ดทรัคอาหารไทยเล็ก ๆ ริมทะเลในย่าน Sliema ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ พนักงานคนไทยสองคนต้อนรับอย่างเป็นกันเอง และชวนคุยแบบอบอุ่นเหมือนได้เจอเพื่อนคนไทยในต่างแดน เมนูที่นี่เน้น street food กินง่าย แต่รสชาติจัดจ้านครบเครื่องแบบไทยแท้ เป็นอีกจุดที่ทำให้รู้สึกว่า “อาหารไทยไปอยู่ที่ไหนก็ยังฮีลใจได้เสมอ” เวลาเปิด-ปิด: 11:30 AM – 3:30 PM / 4:30 PM – 8:30–9:00 PM (Closed on Sunday & Monday) แผนที่: https://maps.google.com/?q=THAISTY+Sliema Felice Brasserie สำหรับมื้อเช้า เราฝากท้องไว้ที่นี่ บรรยากาศของร้านโปร่งสบาย อาหารเช้าเสิร์ฟมาในพอร์ชั่นที่กำลังดี วัตถุดิบสดใหม่ เป็นจุดเริ่มต้นของวันที่ทำให้เราพร้อมออกไปลุย เวลาเปิด-ปิด: 09:00 AM – 01:00 AM (ทุกวัน) แผนที่: https://maps.google.com/?q=Felice+Brasserie+Sliema The Coincidence at LOAF Cafe และนี่คือเรื่องราวบังเอิญที่เซอร์ไพรส์ที่สุดในทริป! ระหว่างเดินเล่น เราบังเอิญไปสะดุดตากับคาเฟ่ชื่อ LOAF ซึ่งชื่อและทิศทางการสร้างแบรนดิ้งดันไปคล้ายคลึงกับคาเฟ่ LOAF Pattaya ที่เราเป็นเจ้าของอยู่พอดิบพอดี เราจึงอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปทักทาย เจ้าของร้านชาวมอลตีสน่ารักมาก เขาเล่าด้วยความตื่นเต้นว่าเพิ่งบินไปเที่ยวเมืองไทยมาเมื่อไม่นานนี้เอง และเขาหลงรักประเทศไทยแบบสุดหัวใจ ถึงขั้นที่ว่าเขานำเข้าช็อกโกแลตแบรนด์ไทยแท้ๆ มาวางขายในร้านที่มอลต้าแห่งนี้ด้วย เป็นโมเมนต์การพูดคุยที่ทำให้เรารู้สึกว่า ศิลปะและรสชาติสามารถเชื่อมโยงผู้คนจากคนละซีกโลกเข้าด้วยกันได้จริงๆ เวลาเปิด-ปิด: Monday – Friday: 7:00 AM – 3:00 PM, Saturday: 7:00 AM – 6:00 PM, Sunday: 8:00 AM – 3:00 PM แผนที่: https://maps.google.com/?q=LOAF+Cafe+Il-Gzira+Malta Valletta: ข้ามฟากสู่นครป้อมปราการแห่งอัศวิน เราเริ่มต้นการผจญภัยในเมืองหลวงด้วยการนั่งเรือเฟอร์รี่จากฝั่ง Sliema ลมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนปะทะหน้าพร้อมกับภาพของ Valletta ที่ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นตรงหน้า เมืองนี้ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าอัศวินเทมพลาร์ (Knights Templar) ในปี 1530 หลังยุคสงครามครูเสด ความรู้สึกแรกตอนก้าวเท้าขึ้นฝั่งคือเหมือนเรากำลังเดินทะลุมิติเข้าไปในฉากภาพยนตร์พีเรียดฟอร์มยักษ์ ทุกอย่างดูยิ่งใหญ่ ขลัง และเต็มไปด้วยเรื่องราว 1. Tritons’ Fountain: การต้อนรับอันโอ่อ่า ภาพแรกที่รอต้อนรับเราอยู่หน้าประตูเมืองคือลานน้ำพุประติมากรรมยุค 1950s ที่โดดเด่นด้วยรูปปั้นเทพไทรทัน 3 องค์กำลังแบกอ่างน้ำขนาดใหญ่ ละอองน้ำที่กระเซ็นมาโดนตัวบวกกับแสงแดดที่สะท้อนลงมา ทำให้สเปซตรงนี้ดูมีชีวิตชีวามาก ผู้คนทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างมานั่งพักผ่อน ถ่ายรูป เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่รออยู่หลังกำแพงเมือง เวลาเปิด‑ปิด: เปิด 24 ชั่วโมง แผนที่: https://maps.google.com/?q=Tritons+Fountain+Valletta 2. Valletta City Gate: สถาปัตยกรรมที่โอบรับความร่วมสมัย ในฐานะคนที่หลงใหลในงานออกแบบดีไซน์ พอเดินผ่านประตูเมืองนี้ เราแทบจะต้องหยุดยืนมอง นี่คือผลงานระดับมาสเตอร์พีซของ Renzo Piano สถาปนิกชาวอิตาเลียนผู้รังสรรค์โปรเจกต์นี้ในปี 2014 เขาไม่ได้สร้างอะไรที่ดูแปลกแยก แต่เลือกที่จะ "รื้อถอน" ส่วนเกินที่ถูกต่อเติมแบบสะเปะสะปะในยุคหลังๆ ทิ้งไป เพื่อเผยให้เห็นความสง่างามของกำแพงหินยุคกลางดั้งเดิม การเดินผ่านช่องว่างของกำแพงหินขนาดยักษ์ที่ถูกตัดทอนด้วยเส้นสายเหล็กและกระจกสุดโมเดิร์น เป็นความคอนทราสต์ที่ชาญฉลาดและทรงพลังมาก เวลาเปิด‑ปิด: เปิด 24 ชั่วโมง แผนที่: https://maps.google.com/?q=Valletta+City+Gate 3. Spazju Kreattiv: ศิลปะในป้อมปราการเก่า เดินถัดมาไม่ไกล เราแวะเข้าไปหลบแดดและเสพงานศิลป์ที่นี่ ศูนย์สร้างสรรค์งานศิลปะที่ซ่อนตัวอยู่ในป้อม St. James Cavalier การได้เห็นนิทรรศการศิลปะหมุนเวียน การแสดง และหนังอินดี้ ถูกจัดแสดงอยู่ในห้องหินโค้งๆ ที่อดีตเคยเป็นคลังแสงทหาร มันให้มู้ดที่แปลกใหม่และกระตุ้นแรงบันดาลใจได้ดีทีเดียวครับ เวลาเปิด‑ปิด: อังคาร - ศุกร์ 09:00 - 21:00 น. / เสาร์ - อาทิตย์ 10:00 - 21:00 น. (ปิดวันจันทร์) แผนที่: https://maps.google.com/?q=Spazju+Kreattiv 4. MICAS (Malta International Contemporary Art Space) อีกหนึ่งจุดที่คนรักศิลปะแบบ Modern Aesthetes พลาดไม่ได้ MICAS เป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยที่มีเป้าหมายยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมของมอลต้า ความเจ๋งคือพื้นที่ตรงนี้ดัดแปลงมาจากโรงพยาบาลสงฆ์สมัยศตวรรษที่ 18 พอเราเดินเข้าไปข้างใน ทางสถาปนิกได้ออกแบบเส้นทางเดินให้เหมือนแกลเลอรีสไตล์เขาวงกต มีสะพานลอยกระจกพาดผ่านอุโมงค์ที่บูรณะใหม่ เราไปสะดุดตากับประติมากรรมแสงจลน์ในห้องมืด เป็นประสบการณ์เสพงานศิลป์ที่ดึงอารมณ์ร่วมได้ดีมาก เวลาเปิด‑ปิด: อังคาร - อาทิตย์ 10:00 - 18:00 น. (ปิดวันจันทร์) แผนที่: https://maps.google.com/?q=MICAS+Malta 5. Grand Master's Palace: ศูนย์กลางอำนาจแห่งอัศวิน เราปล่อยให้ตัวเองหลงทางไปตามถนนหินที่ปูเรียงกันอย่างประณีต จนมาทะลุที่ Grand Master's Palace พระราชวังอันหรูหราที่อดีตเคยเป็นศูนย์กลางอำนาจบัญชาการของเหล่าอัศวิน สถาปัตยกรรมด้านนอกดูโอ่อ่าคลาสสิก ดึงดูดให้เราต้องหยุดยืนมองและซึมซับความยิ่งใหญ่ของสถานที่แห่งนี้ ใครที่ชอบเรื่องราวประวัติศาสตร์ แนะนำให้เผื่อเวลาเข้าไปชมความวิจิตรด้านในด้วยครับ เวลาเปิด-ปิด: จันทร์ - อาทิตย์ 09:00 - 17:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Grand+Masters+Palace+Valletta 6. Merchants Street & St. George’s Square: ชีพจรและสีสันของเมือง จากพระราชวัง เราเดินทอดน่องมาสัมผัสไวบ์ของผู้คนกันต่อ แถวนี้คือชีพจรของเมืองที่คึกคักและมีชีวิตชีวามาก มีนักดนตรีเปิดหมวกคอยบรรเลงเพลงสร้างบรรยากาศ มีผู้คนนั่งจิบไวน์พูดคุยกันตามเทอเรซ เราสนุกกับการเดินสแนปภาพสตรีทไลฟ์เพลินๆ โดยมีฉากหลังเป็นตึกระเบียงไม้สีสันสดใสสไตล์มอลตา หรือ Traditional Maltese Balconies ที่เรียงรายอยู่ตลอดสองฝั่งถนน เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่สาธารณะ เปิด 24 ชั่วโมง แผนที่: https://maps.google.com/?q=Merchants+Street+Valletta 7. National Library of Malta & Queen Victoria Statue: สถาปัตยกรรมแห่งการผสมผสาน เดินทะลุมาถึงบริเวณลานกว้างของ Republic Square เราจะพบกับอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญคือ National Library of Malta หรือหอสมุดแห่งชาติ ตัวอาคารโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกที่โอ่อ่าและสง่างามมาก บริเวณลานด้านหน้ามี Queen Victoria Statue หรืออนุสาวรีย์พระนางเจ้าวิกตอเรียตั้งตระหง่านอยู่ เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนถึงยุคที่มอลต้ายังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ การได้มายืนอยู่ตรงนี้ทำให้เราสัมผัสได้ถึงประวัติศาสตร์ที่ถูกถ่ายทอดผ่านร่องรอยสถาปัตยกรรมได้อย่างชัดเจน เป็นอีกมุมที่เดินทอดน่องได้เพลินและถ่ายรูปสวยคลาสสิกมากครับ เวลาเปิด-ปิด: บริเวณลานด้านหน้าเปิด 24 ชั่วโมง ส่วนหอสมุดเปิด จันทร์ - ศุกร์ 08:00 - 17:00 น. เสาร์ 08:00 - 13:00 น. และปิดวันอาทิตย์ (ด้านในห้ามถ่ายรูป) แผนที่: https://maps.google.com/?q=National+Library+of+Malta+Valletta 8. Bazilika Santwarju tal-Madonna tal-Karmnu: โดมสัญลักษณ์แห่งวัลเลตตา ไม่ว่าจะเดินอยู่มุมไหนของเมือง เรามักจะเห็นโดมขนาดใหญ่ของโบสถ์คาร์เมไลต์แห่งนี้โผล่พ้นหลังคาตึกมาทักทายเสมอ เราแวะเข้าไปชมด้านใน ความเงียบสงบและความงามของงานจิตรกรรมบนเพดานโดมมันสะกดให้เราต้องนั่งนิ่งๆ อยู่พักใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมที่ทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์รวมใจและสัญลักษณ์ของเมือง เวลาเปิด‑ปิด: จันทร์ - อาทิตย์ 06:30 - 12:00 น. และ 16:00 - 19:30 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Carmelite+Basilica+Valletta 9. Pjazza Indipendenza & Maltapost Postbox จุดถ่ายรูปสุดคลาสสิก เดินถัดมาอีกนิด เราอยากปักหมุดจุดถ่ายรูปที่ไม่ควรพลาด นั่นคือ Pjazza Indipendenza (Independence Square) จัตุรัสเล็กๆ ที่ซ่อนความน่ารักคลาสสิกเอาไว้ ไฮไลท์ที่เราชอบและต้องยกกล้องขึ้นมาสแนปภาพเก็บไว้คือ ตู้ไปรษณีย์สีแดงสดของ Maltapost ที่ตั้งเด่นตระหง่านอยู่ตัดกับแบคกราวสีทะเลที่สวยแบบมากมากกก มีกลิ่นอายความเป็นสไตล์ผู้ดีอังกฤษที่หลงเหลืออยู่จากยุคอาณานิคม พอมาตัดกับสีน้ำผึ้งของกำแพงหินปูนสไตล์มอลตาแล้ว มันสร้างความคอนทราสต์ที่ดูมีเสน่ห์และเตะตาแบบสุดๆ เป็นแบ็คกราวด์ที่เหมาะจะไปยืนโพสท่าถ่ายรูปฟีลสตรีท หรือเก็บบรรยากาศวินเทจชิคๆ ลงอินสตาแกรมได้ดีมากๆ ครับ เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่สาธารณะ เปิด 24 ชั่วโมง แผนที่: https://share.google/OAoTr9YWN44UWIGTT Coffee & Shopping in the Old Town: มุมพักผ่อนและขุมทรัพย์สายแฟชั่น เดินจนเริ่มเมื่อยขา ก็ถึงเวลาหาร้านกาแฟดีๆ และมุมช้อปปิ้งลับๆ 7. Coffee Circus TUK TUK เราโดนตกด้วยชื่อร้านและกลิ่นกาแฟที่หอมเตะจมูกออกมาถึงถนน ร้านนี้เล็กๆ แต่อบอุ่น บาริสต้าเฟรนด์ลี่มาก เราสั่งอเมริกาโน่เย็นๆ มาดับกระหาย กาแฟคั่วมาดีมาก รสชาติคลีน เป็นจุดแวะพักชาร์จพลังที่ดีก่อนลุยต่อ เวลาเปิด‑ปิด: จันทร์ - อาทิตย์ 08:00 - 18:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Coffee+Circus+TUK+TUK+Malta 8. Lot 61 Coffee Roasters อีกหนึ่งพิกัด Specialty Coffee ที่คนรักกาแฟต้องปักหมุด กาแฟของที่นี่คั่วเองและมีความพิถีพิถันในทุกแก้ว เราชอบไวบ์การนั่งจิบกาแฟหน้าร้าน ดูผู้คนเดินผ่านไปมาบนถนนหินเก่าๆ มันให้ความรู้สึกรื่นรมย์แบบบอกไม่ถูก เวลาเปิด‑ปิด: จันทร์ - เสาร์ 08:00 - 16:00 น. / อาทิตย์ 09:00 - 14:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Lot+61+Coffee+Roasters+Malta 9. Caffe Cordina: ดื่มด่ำรสชาติและสถาปัตยกรรมในคาเฟ่ประวัติศาสตร์ เดินชมเมืองจนเริ่มอยากพักจิบกาแฟและทานขนม เราแวะกันที่ Caffe Cordina คาเฟ่ประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของมอลต้า ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1837 ร้านนี้ตั้งอยู่ติดกับบริเวณ Republic Square เลยครับ ความโดดเด่นที่ทำให้เราประทับใจคือสเปซด้านในที่หรูหราอลังการมาก เพดานโค้งประดับด้วยแชนเดอเลียร์และภาพจิตรกรรมที่งดงามราวกับนั่งอยู่ในพระราชวัง ส่วนใครที่อยากนั่งดูวิถีชีวิตผู้คนเพลินๆ ก็สามารถเลือกโซน Outdoor บนจัตุรัสได้ เราสั่งกาแฟมาจิบคู่กับขนมพื้นเมือง ถือเป็นการแวะพักชาร์จพลังที่ช่วยเติมเต็มไวบ์ความคลาสสิกของวัลเลตตาได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ เวลาเปิด-ปิด: จันทร์ - เสาร์ 08:00 - 23:00 น. และ อาทิตย์ 08:00 - 20:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Caffe+Cordina+Valletta 10. Super F#: Concept Store ขุมทรัพย์สายสตรีทและไลฟ์สไตล์ เปลี่ยนฟีลจากความคลาสสิกของเมืองเก่า มาอัปเดตเทรนด์แฟชั่นกันบ้าง เราแวะไปที่ย่าน St. Julian's เพื่อไปสำรวจ Mercury Shopping District และสะดุดเข้ากับ Super F# หรือ SuperF Store ร้านนี้เป็น Concept Store แนว Selection Shop ที่คัดสรรไอเท็มสายสตรีทแวร์และมัลติแบรนด์มาจัดวางรวมกันได้อย่างมีเทสต์มาก ภายในร้านมีตั้งแต่เสื้อผ้า รองเท้าสนีกเกอร์ น้ำหอม ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ดีไซน์เท่ๆ ไฮไลท์ที่ทำให้เราชอบคือการคัดไอเท็มที่กำลังอินเทรนด์และคอลเลกชันพิเศษมาวางจำหน่าย อย่างเช่นรองเท้า adidas Adizero รุ่นฮิต ใครที่เป็นสายแฟชั่นหรือชอบงานดีไซน์ร่วมสมัย แนะนำให้ลองแวะมาเดินเลือกของที่นี่ดูครับ เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่ช่วยเติมเต็มทริปมอลต้าให้มีสีสันและสนุกขึ้นไปอีกแบบ เวลาเปิด-ปิด: จันทร์ - อาทิตย์ 10:00 - 22:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=SuperF+Mercury+Malta 11. Fraction Malta: ขุมทรัพย์ Luxury within reach ความบังเอิญพาเราไปพบกับไฮไลท์ของสายแฟชั่น! ระหว่างเดินลัดเลาะตามซอกซอย เราไปสะดุดเข้ากับร้าน Outlet ที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ชื่อ Fraction Malta คอนเซปต์ของเขาคือ Luxury within reach พอเดินเข้าไปข้างในตาโตเลยครับ เพราะที่นี่รวบรวมไอเท็มจากซีซั่นก่อนๆ ของแบรนด์ไฮเอนด์ระดับโลกมาลดราคาสูงสุดถึง 60%! มีตั้งแต่ A.P.C., JW Anderson, Zegna, D&G ไปจนถึง Emilio Pucci ใครที่ชอบความตื่นเต้นของการตามล่าหาของแรร์ไอเท็มในราคาที่คุ้มค่า บอกเลยว่าต้องเผื่อเวลาไว้ที่นี่เลยครับ! เวลาเปิด‑ปิด: จันทร์ - เสาร์ 10:00 - 19:00 น. (ปิดวันอาทิตย์) แผนที่: https://maps.google.com/?q=Fraction+Malta Midnight in Mdina: มนตร์ขลังแห่งนครไร้เสียง ทริปนี้คงไม่สมบูรณ์หากขาดการผจญภัยยามค่ำคืน คนขับ Uber ท้องถิ่นคนหนึ่งกระซิบฟันธงกับเราว่า "ถ้าจะไป Mdina ต้องไปตอนกลางคืนเท่านั้น!" เราจึงตัดสินใจมุ่งหน้าสู่อดีตเมืองหลวงที่มีอายุกว่า 4,000 ปีแห่งนี้ในช่วงเวลา 23:00 - 00:00 น. Mdina (เอ็มดินา) ได้รับฉายาว่า "The Silent City" หรือนครไร้เสียง เมื่อแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าและผู้คนบางตา ความเงียบสงบจะเข้าปกคลุมเมืองทั้งเมือง ถนนแคบๆ ที่คดเคี้ยวราวกับเขาวงกต และกำแพงหินสีน้ำผึ้งถูกย้อมด้วยแสงไฟถนนสีวอร์มไวท์สลัวๆ บรรยากาศมันทั้งงดงาม ลึกลับ และขลังจนแทบหยุดหายใจ ที่นี่มีตำนานพื้นเมืองที่เล่าขานถึง "Lady in White" หรือวิญญาณหญิงสาวชุดขาวที่มักปรากฏตัวตามระเบียงและตรอกซอกซอยในยามวิกาล แม้เรื่องเล่าจะฟังดูชวนขนลุก แต่พอเราได้ไปเดินสัมผัสบรรยากาศจริงๆ กลับไม่รู้สึกน่ากลัวเลยแม้แต่น้อย มันกลับกลายเป็นความสงบที่ทรงพลัง เป็นประสบการณ์การเดินสำรวจเมืองยามดึกที่สวยงามและโรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่เราเคยสัมผัสมา #HoparoundTip for a Perfect Malta Journey สำหรับชาว Hopsters ที่ชอบเก็บภาพสถาปัตยกรรม ขอแนะนำให้จัดสรรเวลามาเดินทอดน่องที่ Valletta ในช่วง Golden Hour ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เมื่อเรายกกล้องคู่ใจอย่าง Sony A7C และ FUJIXT50 ขึ้นมาสแนปภาพ แสงแดดอุ่นๆ ที่ทอดตัวกระทบลงบนกำแพงหินปูนสีน้ำผึ้ง (Globigerina Limestone) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของมอลต้า ตัดกับเส้นสายความโมเดิร์นของเหล็กและกระจกบริเวณ City Gate จะช่วยสร้างมิติและแสงเงาที่สวยจบแบบแทบไม่ต้องพึ่งฟิลเตอร์ มันเป็นช่วงเวลามหัศจรรย์ที่สถาปัตยกรรมพาลีมเซสต์ของเมืองจะเปล่งประกาย ถ่ายทอดเรื่องราวการบรรจบกันของอดีตกับอนาคตออกมาได้อย่างงดงาม Hoparound’s Essential Guide: ข้อมูลน่ารู้ก่อนแพ็คกระเป๋าสู่มอลต้า การเดินทางจากไทย: ปัจจุบันยังไม่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปมอลต้า วิธีที่เวิร์กที่สุดคือ บินไปลงเมืองใหญ่ในยุโรปที่เป็นฮับการบิน เช่น มิลาน โรม หรืออิสตันบูล แล้วค่อยต่อเครื่องบินรูทสั้นๆ เข้าเกาะมอลต้า อย่างไฟลต์ที่เราบินจากมิลานก็ใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง ควรไปเที่ยวช่วงไหนดี: ช่วงเวลาที่มอลต้าเปล่งประกายที่สุดคือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน - มิถุนายน) และ ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน - ตุลาคม) อากาศจะเย็นสบาย แสงแดดทอดเงากำลังดี และคนไม่พลุกพล่านเท่าช่วงไฮซีซั่นในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่อากาศจะร้อนจัด ภาษาและระยะเวลาที่แนะนำ: ไม่ต้องกังวลเรื่องการสื่อสาร เพราะมอลต้าใช้ "ภาษาอังกฤษ" เป็นภาษาราชการคู่กับภาษามอลตา เดินทางง่าย สั่งอาหารสะดวก ส่วนระยะเวลาแนะนำให้เผื่อไว้สัก 5 - 7 วัน จะกำลังดีสำหรับการเสพศิลปะและพักผ่อน ควรเผื่อเวลาไปเกาะ Gozo (โกโซ) ไหม?: "ต้องไปครับ!" เกาะ Gozo นั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามไปเพียง 45 นาที บรรยากาศจะแตกต่างจากฝั่งมอลต้าหลักชัดเจน มีความเงียบสงบ เป็นธรรมชาติ มีวิหารหินยุคหินใหม่ Ggantija และมีเมืองหลวงที่มีป้อมปราการ Cittadella สวยงามอลังการมาก แต่เสียดายที่รอบนี้เรามีเวลาไม่พอ แต่สัญญาว่าจะกลับไปอีกแน่นอน งบประมาณต่อวัน (Daily Budget): ค่าครองชีพที่นี่น่ารักกว่าเมืองใหญ่อื่นๆ ในยุโรป (ใช้สกุลเงินยูโร €) สำหรับการเที่ยวที่เน้นกินของอร่อย เลือกร้านอาหารดีๆ และเดินทางด้วยรถรับส่งผ่านแอปพลิเคชัน งบประมาณค่ากินอยู่และเดินทางจะตกราวๆ 3,000 - 5,000 บาท / คน / วัน (ไม่รวมค่าที่พัก ตั๋วเครื่องบิน และช้อปปิ้ง) Hoparound’s 5 Golden Rules for Malta ก่อนจะแพ็คกระเป๋า นี่คือ 5 ทิปส์ฉบับ Hoparound.co ที่เราอยากกระซิบฝากไว้ เพื่อให้ทริปของคุณสมบูรณ์แบบที่สุด 1. Footwear is Key: เลือกรองเท้าคู่เก่งที่ทั้งชิคและซัพพอร์ต เมืองเก่าอย่าง Valletta และ Mdina อัดแน่นไปด้วยถนนหินปู (Cobblestone) ตรอกซอกซอยที่ลาดชัน และบันไดมากมาย รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าแซนเดิลดีไซน์สวยที่เดินสบายคือ "เพื่อนแท้" ที่จะช่วยให้คุณเดิน Hop ได้ทั้งวันแบบไม่เมื่อย รอบนี้เราเลือกใส่ Suicoke แบรนด์ญี่ปุ่นมาครับ 2. The Best View is from the Water: ข้ามเมืองด้วยเฟอร์รี่ หากคุณพักอยู่ฝั่ง Sliema การเดินทางไป Valletta ที่ดีที่สุดคือการใช้บริการเรือเฟอร์รี่ข้ามฟาก นอกจากจะประหยัดเวลาแล้ว คุณยังจะได้ชมวิวพาโนรามาของกำแพงเมืองป้อมปราการที่สะท้อนแสงแดดจากบนผิวน้ำ ซึ่งเป็นวิวที่อลังการมาก 3. Embrace the Night Vibe: มนตร์เสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ในยามค่ำคืน อย่าเพิ่งรีบกลับโรงแรมเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน เพราะมอลต้าในตอนกลางคืนคืออีกโลกหนึ่งเลย โดยเฉพาะการไปเดินเล่นที่ Mdina ตอนดึกๆ เป็นประสบการณ์ความขลังที่โรแมนติกแบบหาจากที่ไหนไม่ได้ 4. Ride-Hailing Apps are Your Best Friends: เดินทางด้วยแอปสะดวกสุด แนะนำให้โหลดแอปพลิเคชันอย่าง Uber หรือ Bolt ติดเครื่องไว้เลย ใช้งานง่าย รถเยอะ และราคาเป็นมิตรมาก โดยเฉพาะเวลาที่คุณอยากไปดินเนอร์ไกลๆ หรือไปทำคอนเทนต์ดึกๆแบบเรา 5. Smart Luxury Always Wins: เที่ยวอย่างฉลาดในสไตล์ Modern Aesthete ความหรูหราไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงเสมอไป ลองนำแต้มสะสมจาก Loyalty Program อย่าง Marriott Bonvoy มาแลกที่พัก หรือการเผื่อเวลาแวะไปตามล่าหาแรร์ไอเท็มที่ร้าน Outlet ลับๆ อย่าง Fraction Malta นี่แหละคือวิถีการสร้างประสบการณ์ Luxury within reach มอลต้าเป็นจุดหมายปลายทางที่พิสูจน์ให้เราเห็นว่า การอนุรักษ์อดีตไม่ได้หมายถึงการแช่แข็งทุกอย่างไว้กับที่ แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะจัดวาง "ปัจจุบัน" ลงไปในอดีตอันรุ่มรวยได้อย่างมีศิลปะ เพื่อส่งต่อเสน่ห์เหล่านี้ไปสู่อนาคต แล้วเจอกันใหม่ในทริปหน้านะครับ ชาว Hopsters! ติดตาม IG/TikTok ของพวกเราสองคนได้ที่ @Cake_Poon, @Kajornfurst #LetsHoparound #Malta #Valletta #Mdina #TravelGuide #ModernAesthete #ArchitectureTravel เที่ยวมอลต้าด้วยตัวเอง Malta Itinerary งบ ที่เที่ยวมอลต้า รีวิว












