Malta เที่ยวมอลต้า ลัดเลาะเมืองมรดกโลก ที่คนรักสถาปัตยกรรมและศิลปะต้องมาเยือน
- hoparound.co

- 24 hours ago
- 4 min read

Malta เที่ยวมอลต้า ประเทศลับมรดกโลก แพลนเที่ยวมอลต้า 3 วัน 2 คืน ฉบับคนรักงานดีไซน์และสถาปัตยกรรม เมืองที่มีอายุเกือบ 5,000 ปี
ถ้าให้จำกัดความประเทศเกาะเล็กๆ กลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอย่าง มอลต้า (Malta) ด้วยคำเพียงคำเดียว สำหรับเรามันคือคำว่า "พาลีมเซสต์" (Palimpsestic Architecture) หรือการที่ศิลปะและสถาปัตยกรรมในแต่ละยุคสมัยถูกสร้างซ้อนทับกันชั้นแล้วชั้นเล่า จากอดีตที่เคยถูกครอบครองโดยชาวฟินีเซียน โรมัน ฝรั่งเศส ไปจนถึงอังกฤษ ร่องรอยเหล่านั้นไม่ได้เลือนหายไปไหน แต่มันถูกสลักทับและผสมผสานกันจนกลายเป็นงานศิลปะชิ้นเอกระดับมหึมาที่ยังมีลมหายใจ เที่ยวมอลต้าด้วยตัวเอง Malta Itinerary งบ ที่เที่ยวมอลต้า รีวิว
ด้วยความที่มอลต้ามีพื้นที่จำกัด แต่กลับอัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์ ในปี 1980 องค์การ UNESCO จึงประกาศให้เมืองหลวงจิ๋วแห่งนี้เป็นพื้นที่มรดกโลก โดยยกย่องว่าเป็น "หนึ่งในพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่หนาแน่นที่สุดในโลก" เพราะมีอนุสาวรีย์ทรงคุณค่ากว่า 320 แห่งกระจายตัวอยู่บนพื้นที่เพียง 136 เอเคอร์เท่านั้น
การเดินทางครั้งนี้ เราจึงอยากพาชาว Hopsters ทุกคนไปสัมผัสเสน่ห์ของมอลต้า ในแบบที่ลึกซึ้งกว่าที่เคยครับ
The Journey Begins: บินลัดฟ้าสู่มอลต้าด้วยความคุ้มค่าระดับ Business Class
ทริปนี้เราเริ่มต้นออกเดินทางจากเมืองมิลาน (Milan) ประเทศอิตาลี โดยเลือกใช้บริการสายการบินแห่งชาติรูปโฉมใหม่อย่าง KM Malta Airline สิ่งที่ทำให้เราประทับใจตั้งแต่ยังไม่ทันเครื่องขึ้นคือ "ราคา" ที่จับต้องได้แบบไม่น่าเชื่อ เราได้ตั๋ว Business Class ขาเดียวมาในราคาเพียงประมาณ 5,000 บาทไทยเท่านั้น!
คุณภาพที่ได้กลับสวนทางกับราคาอย่างสิ้นเชิง เพราะนี่คือเครื่องบินลำใหม่เอี่ยม เบาะกว้างขวางนั่งสบาย การบริการจากลูกเรือมีความเป็นมืออาชีพและใส่ใจในรายละเอียด อาหารบนเครื่องก็เสิร์ฟมาอย่างพิถีพิถันและรสชาติดีเยี่ยม ถือเป็นการเปิดประตูสู่มอลต้าที่สร้างความประทับใจแรกได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Smart Luxury Stay: พักผ่อนแบบไม่ต้องจ่ายสักบาทที่ Courtyard by Marriott Sliema
เมื่อมาถึงมอลต้า เราเลือกปักหลักกันที่เมือง Sliema ซึ่งเป็นย่านที่คึกคักและเดินทางสะดวกมาก โดยเราเข้าพักที่ Courtyard by Marriott Sliema เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ความพิเศษคือทริปนี้เราใช้สิทธิ์แลกแต้ม Marriott Bonvoy มานอนฟรีทั้งหมด
ทางโรงแรมอัพเกรดห้องพักให้เราเป็นห้องประเภท 1 King Standard Accessible ซึ่งโดยปกติห้องลักษณะนี้จะออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ใช้วีลแชร์ ทำให้แปลนห้องกว้างขวางกว่าห้อง 1 King แบบปกติทั่วไปมาก พื้นที่ใช้สอยโล่งสบาย ห้องน้ำกว้างสุดๆ
ตัวโรงแรมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ครบถ้วน พนักงานบริการด้วยความยิ้มแย้มและกระตือรือร้น มีสระว่ายน้ำให้เลือกพักผ่อนทั้งแบบ Indoor และ Outdoor แถมโลเคชั่นยังอยู่ใกล้ทะเล เดินไปจุดขึ้นเรือเฟอร์รี่เพื่อข้ามไปฝั่งเมืองเก่า Valletta ได้สบายๆ
The Culinary Chapter: รสชาติแห่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและความบังเอิญที่แสนอบอุ่น
เรื่องอาหารการกินที่มอลต้าคืออีกหนึ่งไฮไลท์ที่เติมเต็มทริปนี้ให้สมบูรณ์ เราได้ตระเวนชิมหลากหลายรสชาติ ทั้งแบบท้องถิ่นและรสชาติที่คุ้นเคย
Le Majoliche: ร้านอาหารอิตาเลียน-ซีฟู้ดที่ Sliema ที่ทำให้เราใจฟูมาก อาหารทะเลที่นี่สดแบบตะโกน กิมมิคคือเราสามารถเดินไปหน้าตู้โชว์วัตถุดิบเพื่อชี้เลือกปลาหรือกุ้งสดๆ ที่เพิ่งจับมาได้เลย แล้วให้เชฟปรุงในสไตล์ที่เราชอบ รสชาติของวัตถุดิบดีเยี่ยมแทบไม่ต้องปรุงแต่งเยอะ
เวลาเปิด-ปิด: 12:00 PM – 3:00 PM / 7:00 PM – 11:00 PM (ทุกวัน)
One Thai Kitchen
พอเดินทางมาหลายวัน กระเพาะมันก็เริ่มเรียกร้องหารสชาติจัดจ้านแบบไทยแท้ เราแวะมาที่ One Thai Kitchen ร้านอาหารไทยใน Sliema ที่เสิร์ฟรสชาติถึงเครื่องแบบไม่มีกั๊ก ตั้งแต่ผัดไทย ต้มยำ ไปจนถึงเมนูผัดเผ็ดต่างๆ รสชาติให้ความรู้สึกเหมือนนั่งทานอยู่กรุงเทพฯ จริง ๆ ที่สำคัญคือบรรยากาศเป็นกันเอง และทีมงานก็ต้อนรับอบอุ่นแบบสไตล์คนไทย ทำให้มื้อนี้กลายเป็น comfort food ที่ช่วยรีชาร์จพลังได้ดีมากระหว่างทริป
เวลาเปิด-ปิด: 11:30 AM – 9:30 PM (Closed on Sunday)
THAISTY (Thai Food Truck)
อีกหนึ่งความน่ารักที่เราเจอแบบไม่ตั้งใจคือ THAISTY ฟู้ดทรัคอาหารไทยเล็ก ๆ ริมทะเลในย่าน Sliema ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ พนักงานคนไทยสองคนต้อนรับอย่างเป็นกันเอง และชวนคุยแบบอบอุ่นเหมือนได้เจอเพื่อนคนไทยในต่างแดน เมนูที่นี่เน้น street food กินง่าย แต่รสชาติจัดจ้านครบเครื่องแบบไทยแท้ เป็นอีกจุดที่ทำให้รู้สึกว่า “อาหารไทยไปอยู่ที่ไหนก็ยังฮีลใจได้เสมอ”
เวลาเปิด-ปิด: 11:30 AM – 3:30 PM / 4:30 PM – 8:30–9:00 PM (Closed on Sunday & Monday)
Felice Brasserie สำหรับมื้อเช้า เราฝากท้องไว้ที่นี่ บรรยากาศของร้านโปร่งสบาย อาหารเช้าเสิร์ฟมาในพอร์ชั่นที่กำลังดี วัตถุดิบสดใหม่ เป็นจุดเริ่มต้นของวันที่ทำให้เราพร้อมออกไปลุย
เวลาเปิด-ปิด: 09:00 AM – 01:00 AM (ทุกวัน)
The Coincidence at LOAF Cafe
และนี่คือเรื่องราวบังเอิญที่เซอร์ไพรส์ที่สุดในทริป! ระหว่างเดินเล่น เราบังเอิญไปสะดุดตากับคาเฟ่ชื่อ LOAF ซึ่งชื่อและทิศทางการสร้างแบรนดิ้งดันไปคล้ายคลึงกับคาเฟ่ LOAF Pattaya ที่เราเป็นเจ้าของอยู่พอดิบพอดี เราจึงอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปทักทาย
เจ้าของร้านชาวมอลตีสน่ารักมาก เขาเล่าด้วยความตื่นเต้นว่าเพิ่งบินไปเที่ยวเมืองไทยมาเมื่อไม่นานนี้เอง และเขาหลงรักประเทศไทยแบบสุดหัวใจ ถึงขั้นที่ว่าเขานำเข้าช็อกโกแลตแบรนด์ไทยแท้ๆ มาวางขายในร้านที่มอลต้าแห่งนี้ด้วย เป็นโมเมนต์การพูดคุยที่ทำให้เรารู้สึกว่า ศิลปะและรสชาติสามารถเชื่อมโยงผู้คนจากคนละซีกโลกเข้าด้วยกันได้จริงๆ
เวลาเปิด-ปิด: Monday – Friday: 7:00 AM – 3:00 PM, Saturday: 7:00 AM – 6:00 PM, Sunday: 8:00 AM – 3:00 PM
Valletta: ข้ามฟากสู่นครป้อมปราการแห่งอัศวิน
เราเริ่มต้นการผจญภัยในเมืองหลวงด้วยการนั่งเรือเฟอร์รี่จากฝั่ง Sliema ลมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนปะทะหน้าพร้อมกับภาพของ Valletta ที่ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นตรงหน้า เมืองนี้ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าอัศวินเทมพลาร์ (Knights Templar) ในปี 1530 หลังยุคสงครามครูเสด ความรู้สึกแรกตอนก้าวเท้าขึ้นฝั่งคือเหมือนเรากำลังเดินทะลุมิติเข้าไปในฉากภาพยนตร์พีเรียดฟอร์มยักษ์ ทุกอย่างดูยิ่งใหญ่ ขลัง และเต็มไปด้วยเรื่องราว
1. Tritons’ Fountain: การต้อนรับอันโอ่อ่า
ภาพแรกที่รอต้อนรับเราอยู่หน้าประตูเมืองคือลานน้ำพุประติมากรรมยุค 1950s ที่โดดเด่นด้วยรูปปั้นเทพไทรทัน 3 องค์กำลังแบกอ่างน้ำขนาดใหญ่ ละอองน้ำที่กระเซ็นมาโดนตัวบวกกับแสงแดดที่สะท้อนลงมา ทำให้สเปซตรงนี้ดูมีชีวิตชีวามาก ผู้คนทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างมานั่งพักผ่อน ถ่ายรูป เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่รออยู่หลังกำแพงเมือง
เวลาเปิด‑ปิด: เปิด 24 ชั่วโมงแผนที่: https://maps.google.com/?q=Tritons+Fountain+Valletta
2. Valletta City Gate: สถาปัตยกรรมที่โอบรับความร่วมสมัย
ในฐานะคนที่หลงใหลในงานออกแบบดีไซน์ พอเดินผ่านประตูเมืองนี้ เราแทบจะต้องหยุดยืนมอง นี่คือผลงานระดับมาสเตอร์พีซของ Renzo Piano สถาปนิกชาวอิตาเลียนผู้รังสรรค์โปรเจกต์นี้ในปี 2014 เขาไม่ได้สร้างอะไรที่ดูแปลกแยก แต่เลือกที่จะ "รื้อถอน" ส่วนเกินที่ถูกต่อเติมแบบสะเปะสะปะในยุคหลังๆ ทิ้งไป เพื่อเผยให้เห็นความสง่างามของกำแพงหินยุคกลางดั้งเดิม การเดินผ่านช่องว่างของกำแพงหินขนาดยักษ์ที่ถูกตัดทอนด้วยเส้นสายเหล็กและกระจกสุดโมเดิร์น เป็นความคอนทราสต์ที่ชาญฉลาดและทรงพลังมาก
เวลาเปิด‑ปิด: เปิด 24 ชั่วโมง
3. Spazju Kreattiv: ศิลปะในป้อมปราการเก่า
เดินถัดมาไม่ไกล เราแวะเข้าไปหลบแดดและเสพงานศิลป์ที่นี่ ศูนย์สร้างสรรค์งานศิลปะที่ซ่อนตัวอยู่ในป้อม St. James Cavalier การได้เห็นนิทรรศการศิลปะหมุนเวียน การแสดง และหนังอินดี้ ถูกจัดแสดงอยู่ในห้องหินโค้งๆ ที่อดีตเคยเป็นคลังแสงทหาร มันให้มู้ดที่แปลกใหม่และกระตุ้นแรงบันดาลใจได้ดีทีเดียวครับ
เวลาเปิด‑ปิด: อังคาร - ศุกร์ 09:00 - 21:00 น. / เสาร์ - อาทิตย์ 10:00 - 21:00 น. (ปิดวันจันทร์)
4. MICAS (Malta International Contemporary Art Space)
อีกหนึ่งจุดที่คนรักศิลปะแบบ Modern Aesthetes พลาดไม่ได้ MICAS เป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยที่มีเป้าหมายยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมของมอลต้า ความเจ๋งคือพื้นที่ตรงนี้ดัดแปลงมาจากโรงพยาบาลสงฆ์สมัยศตวรรษที่ 18 พอเราเดินเข้าไปข้างใน ทางสถาปนิกได้ออกแบบเส้นทางเดินให้เหมือนแกลเลอรีสไตล์เขาวงกต มีสะพานลอยกระจกพาดผ่านอุโมงค์ที่บูรณะใหม่ เราไปสะดุดตากับประติมากรรมแสงจลน์ในห้องมืด เป็นประสบการณ์เสพงานศิลป์ที่ดึงอารมณ์ร่วมได้ดีมาก
เวลาเปิด‑ปิด: อังคาร - อาทิตย์ 10:00 - 18:00 น. (ปิดวันจันทร์)
5. Grand Master's Palace & Merchants Street: ชีพจรของเมือง
เราปล่อยให้ตัวเองหลงทางไปตามถนนหินที่ปูเรียงกันอย่างประณีต จนมาทะลุที่ Grand Master's Palace พระราชวังอันหรูหราที่เคยเป็นศูนย์กลางอำนาจของเหล่าอัศวิน จากนั้นก็ไปเดินทอดน่องซึมซับไวบ์ผู้คนบน Merchants St และ St. George’s Square แถวนี้คึกคักมาก มีนักดนตรีเปิดหมวก มีคนนั่งจิบไวน์ตามเทอเรซ เราสนุกกับการเดินสแนปภาพวิถีชีวิตผู้คนที่มีฉากหลังเป็นตึกระเบียงไม้สีสันสดใส
เวลาเปิด‑ปิด: จันทร์ - อาทิตย์ 09:00 - 17:00 น.
6. Bażilika Santwarju tal-Madonna tal-Karmnu: โดมสัญลักษณ์แห่งวัลเลตตา
ไม่ว่าจะเดินอยู่มุมไหนของเมือง เรามักจะเห็นโดมขนาดใหญ่ของโบสถ์คาร์เมไลต์แห่งนี้โผล่พ้นหลังคาตึกมาทักทายเสมอ เราแวะเข้าไปชมด้านใน ความเงียบสงบและความงามของงานจิตรกรรมบนเพดานโดมมันสะกดให้เราต้องนั่งนิ่งๆ อยู่พักใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมที่ทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์รวมใจและสัญลักษณ์ของเมือง
เวลาเปิด‑ปิด: จันทร์ - อาทิตย์ 06:30 - 12:00 น. และ 16:00 - 19:30 น.
Coffee & Shopping in the Old Town: มุมพักผ่อนและขุมทรัพย์สายแฟชั่น
เดินจนเริ่มเมื่อยขา ก็ถึงเวลาหาร้านกาแฟดีๆ และมุมช้อปปิ้งลับๆ
7. Coffee Circus TUK TUK
เราโดนตกด้วยชื่อร้านและกลิ่นกาแฟที่หอมเตะจมูกออกมาถึงถนน ร้านนี้เล็กๆ แต่อบอุ่น บาริสต้าเฟรนด์ลี่มาก เราสั่งอเมริกาโน่เย็นๆ มาดับกระหาย กาแฟคั่วมาดีมาก รสชาติคลีน เป็นจุดแวะพักชาร์จพลังที่ดีก่อนลุยต่อ
เวลาเปิด‑ปิด: จันทร์ - อาทิตย์ 08:00 - 18:00 น.
8. Lot 61 Coffee Roasters
อีกหนึ่งพิกัด Specialty Coffee ที่คนรักกาแฟต้องปักหมุด กาแฟของที่นี่คั่วเองและมีความพิถีพิถันในทุกแก้ว เราชอบไวบ์การนั่งจิบกาแฟหน้าร้าน ดูผู้คนเดินผ่านไปมาบนถนนหินเก่าๆ มันให้ความรู้สึกรื่นรมย์แบบบอกไม่ถูก
เวลาเปิด‑ปิด: จันทร์ - เสาร์ 08:00 - 16:00 น. / อาทิตย์ 09:00 - 14:00 น.
9. Fraction Malta: ขุมทรัพย์ Luxury within reach
ความบังเอิญพาเราไปพบกับไฮไลท์ของสายแฟชั่น! ระหว่างเดินลัดเลาะตามซอกซอย เราไปสะดุดเข้ากับร้าน Outlet ที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ชื่อ Fraction Malta คอนเซปต์ของเขาคือ Luxury within reach พอเดินเข้าไปข้างในตาโตเลยครับ เพราะที่นี่รวบรวมไอเท็มจากซีซั่นก่อนๆ ของแบรนด์ไฮเอนด์ระดับโลกมาลดราคาสูงสุดถึง 60%! มีตั้งแต่ A.P.C., JW Anderson, Zegna, D&G ไปจนถึง Emilio Pucci ใครที่ชอบความตื่นเต้นของการตามล่าหาของแรร์ไอเท็มในราคาที่คุ้มค่า บอกเลยว่าต้องเผื่อเวลาไว้ที่นี่เลยครับ!
เวลาเปิด‑ปิด: จันทร์ - เสาร์ 10:00 - 19:00 น. (ปิดวันอาทิตย์)
Midnight in Mdina: มนตร์ขลังแห่งนครไร้เสียง
ทริปนี้คงไม่สมบูรณ์หากขาดการผจญภัยยามค่ำคืน คนขับ Uber ท้องถิ่นคนหนึ่งกระซิบฟันธงกับเราว่า "ถ้าจะไป Mdina ต้องไปตอนกลางคืนเท่านั้น!" เราจึงตัดสินใจมุ่งหน้าสู่อดีตเมืองหลวงที่มีอายุกว่า 4,000 ปีแห่งนี้ในช่วงเวลา 23:00 - 00:00 น.
Mdina (เอ็มดินา) ได้รับฉายาว่า "The Silent City" หรือนครไร้เสียง เมื่อแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าและผู้คนบางตา ความเงียบสงบจะเข้าปกคลุมเมืองทั้งเมือง ถนนแคบๆ ที่คดเคี้ยวราวกับเขาวงกต และกำแพงหินสีน้ำผึ้งถูกย้อมด้วยแสงไฟถนนสีวอร์มไวท์สลัวๆ บรรยากาศมันทั้งงดงาม ลึกลับ และขลังจนแทบหยุดหายใจ
ที่นี่มีตำนานพื้นเมืองที่เล่าขานถึง "Lady in White" หรือวิญญาณหญิงสาวชุดขาวที่มักปรากฏตัวตามระเบียงและตรอกซอกซอยในยามวิกาล แม้เรื่องเล่าจะฟังดูชวนขนลุก แต่พอเราได้ไปเดินสัมผัสบรรยากาศจริงๆ กลับไม่รู้สึกน่ากลัวเลยแม้แต่น้อย มันกลับกลายเป็นความสงบที่ทรงพลัง เป็นประสบการณ์การเดินสำรวจเมืองยามดึกที่สวยงามและโรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่เราเคยสัมผัสมา
#HoparoundTip for a Perfect Malta Journey
สำหรับชาว Hopsters ที่ชอบเก็บภาพสถาปัตยกรรม ขอแนะนำให้จัดสรรเวลามาเดินทอดน่องที่ Valletta ในช่วง Golden Hour ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เมื่อเรายกกล้องคู่ใจอย่าง Sony A7C ขึ้นมาสแนปภาพ แสงแดดอุ่นๆ ที่ทอดตัวกระทบลงบนกำแพงหินปูนสีน้ำผึ้ง (Globigerina Limestone) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของมอลต้า ตัดกับเส้นสายความโมเดิร์นของเหล็กและกระจกบริเวณ City Gate จะช่วยสร้างมิติและแสงเงาที่สวยจบแบบแทบไม่ต้องพึ่งฟิลเตอร์ มันเป็นช่วงเวลามหัศจรรย์ที่สถาปัตยกรรมพาลีมเซสต์ของเมืองจะเปล่งประกาย ถ่ายทอดเรื่องราวการบรรจบกันของอดีตกับอนาคตออกมาได้อย่างงดงาม
Hoparound’s Essential Guide: ข้อมูลน่ารู้ก่อนแพ็คกระเป๋าสู่มอลต้า
✈️ การเดินทางจากไทย: ปัจจุบันยังไม่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปมอลต้า วิธีที่เวิร์กที่สุดคือ บินไปลงเมืองใหญ่ในยุโรปที่เป็นฮับการบิน เช่น มิลาน โรม หรืออิสตันบูล แล้วค่อยต่อเครื่องบินรูทสั้นๆ เข้าเกาะมอลต้า อย่างไฟลต์ที่เราบินจากมิลานก็ใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง
🌤️ ควรไปเที่ยวช่วงไหนดี: ช่วงเวลาที่มอลต้าเปล่งประกายที่สุดคือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน - มิถุนายน) และ ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน - ตุลาคม) อากาศจะเย็นสบาย แสงแดดทอดเงากำลังดี และคนไม่พลุกพล่านเท่าช่วงไฮซีซั่นในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่อากาศจะร้อนจัด
🗣️ ภาษาและระยะเวลาที่แนะนำ: ไม่ต้องกังวลเรื่องการสื่อสาร เพราะมอลต้าใช้ "ภาษาอังกฤษ" เป็นภาษาราชการคู่กับภาษามอลตา เดินทางง่าย สั่งอาหารสะดวก ส่วนระยะเวลาแนะนำให้เผื่อไว้สัก 5 - 7 วัน จะกำลังดีสำหรับการเสพศิลปะและพักผ่อน
⛴️ ควรเผื่อเวลาไปเกาะ Gozo (โกโซ) ไหม?: "ต้องไปครับ!" เกาะ Gozo นั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามไปเพียง 45 นาที บรรยากาศจะแตกต่างจากฝั่งมอลต้าหลักชัดเจน มีความเงียบสงบ เป็นธรรมชาติ มีวิหารหินยุคหินใหม่ Ġgantija และมีเมืองหลวงที่มีป้อมปราการ Cittadella สวยงามอลังการมาก
💶 งบประมาณต่อวัน (Daily Budget): ค่าครองชีพที่นี่น่ารักกว่าเมืองใหญ่อื่นๆ ในยุโรป (ใช้สกุลเงินยูโร €) สำหรับการเที่ยวที่เน้นกินของอร่อย เลือกร้านอาหารดีๆ และเดินทางด้วยรถรับส่งผ่านแอปพลิเคชัน งบประมาณค่ากินอยู่และเดินทางจะตกราวๆ 3,000 - 5,000 บาท / คน / วัน (ไม่รวมค่าที่พัก ตั๋วเครื่องบิน และช้อปปิ้ง)
Hoparound’s 5 Golden Rules for Malta
ก่อนจะแพ็คกระเป๋า นี่คือ 5 ทิปส์ฉบับ Hoparound ที่เราอยากกระซิบฝากไว้ เพื่อให้ทริปของคุณสมบูรณ์แบบที่สุด
1. Footwear is Key: เลือกรองเท้าคู่เก่งที่ทั้งชิคและซัพพอร์ต
เมืองเก่าอย่าง Valletta และ Mdina อัดแน่นไปด้วยถนนหินปู (Cobblestone) ตรอกซอกซอยที่ลาดชัน และบันไดมากมาย รองเท้าผ้าใบดีไซน์สวยที่เดินสบายคือ "เพื่อนแท้" ที่จะช่วยให้คุณเดิน Hop ได้ทั้งวันแบบไม่เมื่อย
2. The Best View is from the Water: ข้ามเมืองด้วยเฟอร์รี่
หากคุณพักอยู่ฝั่ง Sliema การเดินทางไป Valletta ที่ดีที่สุดคือการใช้บริการเรือเฟอร์รี่ข้ามฟาก นอกจากจะประหยัดเวลาแล้ว คุณยังจะได้ชมวิวพาโนรามาของกำแพงเมืองป้อมปราการที่สะท้อนแสงแดดจากบนผิวน้ำ ซึ่งเป็นวิวที่อลังการมาก
3. Embrace the Night Vibe: มนตร์เสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ในยามค่ำคืน
อย่าเพิ่งรีบกลับโรงแรมเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน เพราะมอลต้าในตอนกลางคืนคืออีกโลกหนึ่งเลย โดยเฉพาะการไปเดินเล่นที่ Mdina ตอนดึกๆ เป็นประสบการณ์ความขลังที่โรแมนติกแบบหาจากที่ไหนไม่ได้
4. Ride-Hailing Apps are Your Best Friends: เดินทางด้วยแอปสะดวกสุด
แนะนำให้โหลดแอปพลิเคชันอย่าง Uber หรือ Bolt ติดเครื่องไว้เลย ใช้งานง่าย รถเยอะ และราคาเป็นมิตรมาก โดยเฉพาะเวลาที่คุณอยากไปดินเนอร์ไกลๆ หรือไปทำคอนเทนต์ดึกๆ
5. Smart Luxury Always Wins: เที่ยวอย่างฉลาดในสไตล์ Modern Aesthete
ความหรูหราไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงเสมอไป ลองนำแต้มสะสมจาก Loyalty Program อย่าง Marriott Bonvoy มาแลกที่พัก หรือการเผื่อเวลาแวะไปตามล่าหาแรร์ไอเท็มที่ร้าน Outlet ลับๆ อย่าง Fraction Malta นี่แหละคือวิถีการสร้างประสบการณ์ Luxury within reach
มอลต้าเป็นจุดหมายปลายทางที่พิสูจน์ให้เราเห็นว่า การอนุรักษ์อดีตไม่ได้หมายถึงการแช่แข็งทุกอย่างไว้กับที่ แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะจัดวาง "ปัจจุบัน" ลงไปในอดีตอันรุ่มรวยได้อย่างมีศิลปะ เพื่อส่งต่อเสน่ห์เหล่านี้ไปสู่อนาคต
แล้วเจอกันใหม่ในทริปหน้านะครับ ชาว Hopsters!
เที่ยวมอลต้าด้วยตัวเอง Malta Itinerary งบ ที่เที่ยวมอลต้า รีวิว




Comments