Search Results
129 results found with an empty search
- Phuket Highlights เที่ยวเกาะภูเก็ตกับทีเด็ด 30 พิกัด
Phuket Highlights เที่ยวเกาะภูเก็ตกับทีเด็ด 30 พิกัด ประมาณ 6-7 เดือนที่ผ่านมาเรามีโอกาสเดินไปรีวิวที่พักดีๆที่ภูเก็ตหลายครั้ง ก็เลยได้ไปสำรวจจุดชมวิว คาเฟ่ และร้านอาหารหลายร้านบนเกาะงามที่ได้รับสมญานามว่า “ไข่มุกแห่งอันดามัน” แห่งนี้ ต้องขอบอกว่าภูเก็ตมีทีเด็ดเยอะมากๆ และลิสต์นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นให้เพื่อนๆได้ไปลองสำรวจกันต่อเท่านั้นนะครับ ยังมีอีกหลายพิกัดที่เราเล็งเอาไว้แต่ก็ยังไม่ได้ไป นอกจากนี้ร้านดังที่หลายคนน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว เช่น ร้านหมอมูดง เพียงไพร ระย้า โกเบ๊นซ์ข้าวต้มแห้ง ฯลฯ เราก็ไม่ได้ใส่ไว้ในลิสต์นี้ด้วยเช่นกัน (ตอนที่เราไปกินในทริปก่อนๆก็ไม่ได้ถ่ายรูปเอาไว้ด้วยแหละ) 30 พิกัดที่เรารวบรวมไว้ในโพสต์นี้จะมีจุดไหนน่า #Hop กันบ้าง ไปดูกันเลยครับ 1. The Smokaccia Laboratory ขนมปัง Focaccia สุดคลาสสิคของอิตาลี ได้รับการ Reinvented ใหม่ให้มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มละลายและไม่ทำให้ท้องอืดด้วยยีสต์ธรรมชาติ แถมเพิ่มกลิ่นหอมเข้มด้วยการรมควันจนเกิดเป็นขนมปังชนิดใหม่ในนาม Smokaccacia ที่เชฟ Luca Mascolo (อดีตเชฟอิตาเลียนแห่ง Amanpuri) ได้ยื่นเรื่องจดสิทธิบัตรไว้เรียบร้อย เชฟ Luca ได้รังสรรค์เมนูแซนด์วิชกัวร์เม่ต์ที่อร่อยล้ำไม่ซ้ำใครด้วยขนมปังดาวเด่นของร้าน และหากวันไหนเชฟได้วัตถุดิบดีๆมา (ซึ่งเชฟเน้นวัตถุดิบ Local นะครับ) ก็จะมีเมนูพิเศษประจำวันด้วย Location: https://goo.gl/maps/RuyPpYSP8vRpg7zE7 2. กินกับอี๋ ร้านนี้ต้องจองและสั่งอาหารล่วงหน้าก่อนนะครับ คุณทับทิมผู้ก่อตั้งร้านตั้งใจเสิร์ฟตำรับความอร่อยจากรสมืออาอี๋ (คุณป้า) จนติดโผ Bib Gourmand ใน Michelin Guide เลยทีเดียว อาหารที่ร้านกินกับอี๋นั้นเป็นลูกผสมของอาหารใต้กับอาหารจีนแคะ เมนูที่เราชอบคือกุ้งส้มขาม น้ำชุบเยาะ และหมูอี๋ครับ Location: https://g.page/kinkubei?share 3. ผาหินดำ จุดชมวิวไม่ลับแต่ก็ไม่ค่อยเห็นคนไปกันเยอะเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะการเดินทางที่ต้องวิบากนิดหน่อย (ต้องนั่งรถเข้าถนนลูกรังและเดินป่าเล็กน้อย) แต่พอเราลงรูปปุ๊บก็มีข้อความเข้ามาถามกันรัวๆว่าที่นี่คือที่ไหน เราไม่คิดว่าภูเก็ตจะมีมุมที่สวยขนาดนี้เลยครับ แอบนึกถึงเมือง Akaroa ในนิวซีแลนด์เลย (นิสัยช่างเปรียบเทียบมาอีกแล้ววว) เอาเป็นว่าภูเก็ตมุมนี้สวยประทับใจมากครับ Location: https://goo.gl/maps/DPSoShRy433SxvxF8 4. ครัวโอม จากนักดนตรีที่ชอบทำอาหาร คุณสมภพได้ตัดสินใจผันตัวมาเปิดร้านจริงจัง จนได้เป็นอีกร้านที่อยู่ใน Michelin Guide ร้านครัวโอมเสิร์ฟอาหารใต้ที่รสชาติกลมกล่อมพอดี ไม่โดดหรือแหลมไปทางใดทางหนึ่ง เมนูแนะนำคือกุ้งผัดไข่เค็มชะอม กับปลาต้มเต้าเจี้ยว Location: https://goo.gl/maps/Gad9zTomUM58KLhT8 5. Honest Coffee พาออกนอกเมืองเก่ากันบ้าง แต่ก็แค่ประมาณ 10 นาทีนะครับ ฮ่าๆๆ Honest เป็นร้านกาแฟเท่ๆอีกร้านที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน น่าจะถูกใจสายถ่ายรูปคาเฟ่เพราะร้านสวยมินิมอลตามสมัยนิยม (ตอนที่เราไปลูกค้าวัยรุ่นเยอะเลยครับ) มีเครื่องดื่มหลากหลาย กาแฟก็รสชาติดี แถมมีคุกกี้นิ่มขายหลายรสด้วยนะ Location: https://goo.gl/maps/XyndtpmdDBTM5Wgi8 6. Tengoku ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โอซาก้าขนาดกระทัดรัดที่ซ่อนตัวอยู่ในร้านอาหารอีกร้าน และร้านนั้นก็ซ่อนอยู่ในโรงแรม InterContinental Phuket อีกทีหนึ่ง นับเป็นร้าน Rare Item ที่น้อยคนจะรู้จักนะครับ Osaka นั้นได้ชื่อว่าเป็น “ครัวของประเทศญี่ปุ่น” เพราะเป็นแหล่งรวมอาหารอันหลากหลาย และเชฟไอซ์แห่ง Tengoku นั้นก็นำเอาความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบในแต่ละภูมิภาคและเทคนิคการปรุงอันหลากหลายทั้งแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม (มิโสะที่นี่เค้าหมักเองนะครับ) ไปจนถึงเทคนิคสมัยใหม่ เช่นการ Sous Vide มารังสรรค์เป็นเมนูที่อร่อยแปลกใหม่ไปซะทุกจาน Tengoku จึงกลายเป็นหนึ่งในร้านที่ทำให้เราทั้งประหลาดใจและประทับใจที่สุดในภูเก็ตเลยครับ Location: https://goo.gl/maps/WjD1v5NXbW7GzGWVA 7. Longchan ชื่อร้านอ่านว่า “ลงจาน” เป็นคาเฟ่ขนมจัดจานบนหาดป่าตองที่มีอาหารเสิร์ฟด้วย บรรยากาศจะมีความเป็นผู้ใหญ่ นิ่งๆกว่าร้านอื่นๆที่เราแนะนำมาในลิสต์นี้ เข้ามาแล้วรู้สึกเหมือนอยู่เมืองนอกเลยล่ะ อาจจะเพราะลูกค้าที่นั่งอยู่ในร้านขณะที่เราไปก็เป็นต่างชาติเสียส่วนใหญ่ ขนมและเครื่องดื่มต่างๆตกแต่งด้วยดอกไม้ที่ดูเรียบง่ายแต่สวยงาม เราประทับใจบรรยากาศร้านมากครับ อ่อ..ทางร้านไม่มีที่จอดรถให้นะ ต้องหาที่จอดริมฟุตบาธหน้าหาดเองนะครับ Location: https://goo.gl/maps/qdcKTCBXq8FqykYv7 8. Suay เป็นร้านอาหารฟิวชั่นย่านเชิงทะเลที่คอนเส็ปต์แน่นมาก แกนกลางหลักของเมนูนั้นเป็นอาหารไทย แต่เชฟนำไปผสมกับ Elements ของอาหารชาติต่างๆทั่วโลก ไม่ว่าจะจีน ญี่ปุ่น สเปน อิตาลี เม็กซิโก จนออกมาเป็นเมนูที่ไม่เหมือนใคร แรกๆเราก็แอบกังวลเพราะปกติเราไม่ค่อยปลื้มอาหารฟิวชั่นเท่าไหร่ แต่พอได้ลองปรากฏว่าอร่อยเกินคาดครับ โดยเฉพาะ Pappardelle มัสมั่นแก้มวัวที่รสชาติเข้มข้นเข้ากันมากๆ Location: https://goo.gl/maps/tcrRrxWWa37wj9J98 9. ภัตตาคารฮ่องกง ร้านนี้เจ้าของเป็นคนฮ่องกงเลย เสิร์ฟอาหารทะเลเป็นๆที่ช้อนเอาจากตู้ปลา และปรุงแบบฮ่องกงแท้ๆ ที่เน้นวัตถุดิบคุณภาพ ปรุงน้อยอร่อยมาก ในตู้ปลานั้นมีทั้งกุ้ง กั้ง หอย ปู ปลา ตัวใหญ่ๆ เนื้ออวบๆทั้งนั้น (เอาจริงๆเราเองก็รู้สึกสงสารมากเลยครับ แต่ก็เข้าใจว่าเป็นวัฒนธรรมการกินของเขา) มีทั้งที่มาจากน่านน้ำรอบๆภูเก็ต และที่ต้องนำเข้าจากฮ่องกงโดยตรง แน่นอนว่าอาหารทะเลพรีเมี่ยมแบบนี้ก็ย่อมมาพร้อมกับราคาที่พรีเมี่ยมเช่นกัน Location: https://goo.gl/maps/BEbWs3Bq119NWSAR7 10. เมืองเก่าภูเก็ต โดดเด่นไปด้วยตึกเก่าหลากสีดีเทลสวยในสไตล์ชิโน-โปรตุกีส เดินดูตึกอย่างเดียวก็เพลินแล้ว ที่โดดเด่นที่สุดก็เห็นจะเป็นหอนาฬิกาพรหมเทพอายุกว่า 100 ปีที่อยู่ตรงหัวมุมถนนพังงาตัดกับถนนภูเก็ต สิ่งที่ทำให้ในเมืองเก่าน่าเดินเล่นมากขึ้นไปอีกก็คือร้านรวงที่เรียงรายตลอดทั้งสองข้างทาง โดยเฉพาะร้านของกินนั้นอุดมสมบูรณ์มากๆ และร้านส่วนใหญ่ที่อยู่ในลิสต์นี้ก็อยู่ในเขตเมืองเก่าแทบทั้งสิ้น Location: https://goo.gl/maps/QhKQDdD9gTz5Pe9z8 11. Campus Coffee Roaster ร้านกาแฟอร่อยในเมืองเก่า เน้นเสิร์ฟเมนูกาแฟคุณภาพตรงประเด็นไม่ประดิษฐ์เยอะ เข้ากับบรรยากาศเท่ๆง่ายๆ มีเมล็ดกาแฟให้เลือกหลายตัว ชงทั้งแบบเข้าเครื่องเอสเพรสโซ่และดริป สายกาแฟไม่ผิดหวังครับ Location: https://g.page/campuscoffeeroasters?share 12. หาดไม้ขาว หาดที่อยู่ติดกับรันเวย์ของสนามบินภูเก็ต จึงเป็นจุดที่จะคนมารอถ่ายรูปบนหาดที่มีเครื่องบินกำลัง Landing เป็นฉากหลังกันค่อนข้างเยอะ ในช่วงเช้าทิศทางลมเหมาะสำหรับเครื่องบินขาเข้า เราก็จะได้เห็นเครื่องบินลงต่ำเพื่อลงจอดพอดี แต่เราไม่ได้ศึกษามาก่อนก็เลยมาช่วงเย็น ซึ่งลมเปลี่ยนทิศทำให้ได้เห็นก้นเครื่องบินขาออกแทน แม้จะไม่ได้รูปถ่ายคู่กับเครื่องบิน แต่บรรยากาศยามพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่นี่ก็งดงามดั่งมีมนตร์ เราไม่เสียดายเลยที่ตั้งใจขับรถมาครับ Location: https://goo.gl/maps/HuSgkGuroH4C1d249 13. Ryn ร้านชาที่อยู่ติดกันกับ Campus มองจากข้างนอกอาจไม่ได้สะดุดตามาก แต่พอเข้ามาดูเมนูในร้านแล้วเซอร์ไพร้ซ์กับแพชชั่นและความจริงจังในเรื่องชาจีน-ญี่ปุ่นแบบเกินคาดมากซึ่งถูกใจสายชาแบบเราเลย มีตัวเลือกใบชาเยอะ พร้อมข้อมูลแน่นบอกแหล่งที่มาและ Tasting Notes ละเอียดยิบ จนต้องใช้เวลาเลือกอยู่พักใหญ่ นอกจากชาแล้วยังมีกาแฟแบบ Slow Drop โกโก้ และสมูธตี้ด้วยนะครับ Location: https://g.page/ryntea?share 14. The Oasis ตรอกทางเดินในซอกตึกที่ถ่ายรูปสวยเพราะเขียวชอุ่มไปด้วยต้นไม้และใบบอน เชื่อมระหว่างถนนถลางและถนนดีบุก (เข้าได้จากทั้ง 2 ฝั่ง) ระหว่างทางมีร้านน่ารักๆเรียงราย แต่ช่วงที่เราไปนั้นเพิ่งพ้นจากการล็อคดาวน์ได้ไม่นาน ร้านจึงยังไม่กลับมาเปิดกันเท่าไหร่นัก Location: https://goo.gl/maps/9rerAzZgnxdzqd8n6 15. Matasecond Floor ร้านกาแฟมินิมอลอีกร้านที่ซ่อนตัวอยู่บนชั้น 2 ของตึกบนถนนถลาง ทางขึ้นอยู่ด้านใน The Oasis “มาตะ” แปลว่า “มาเถอะ” ในภาษาใต้ ภายในดูโปร่งด้วยผนังสีขาว แซมด้วยต้นไม้ฟอร์มสวย กาแฟรสชาติดีครับ Location: https://goo.gl/maps/a6bqYxGaJbtfEPBo9 16. Cloud Markt ร้านขาย Grocery น่ารักจริตฝรั่งแต่สินค้าเป็นของ Local แทบทั้งหมด พอเปิดประตูเข้าไปแล้วเหมือนเราได้หลงเข้าไปในร้านเก๋ๆในเมือง Portland, Oregon แพ็คเก็จสวยๆทั้งถุง ขวด กระปุก กระป๋องต่างๆทำให้ร้านดูมีชีวิตชีวาน่าหยิบจับพากลับบ้าน ทางร้านมีเสิร์ฟ Cold Cuts กับไวน์ด้วย (Natural Wine ก็มีน้า) เราคิดว่ากำลังจะมีอาหารอื่นมาเพิ่มอีกด้วย เพราะวันที่เราไปเห็นถ่ายเมนูกันอยู่ Location: https://goo.gl/maps/nZjsENjc1WBRwv9q6 17. Marni ร้านอาหารอิตาเลียนแสนเก๋ที่อยู่ติดกันกับ Cloud Markt ร้านบางร้านเราก็สามารถสัมผัสถึงแพชชั่นของเจ้าของได้ตั้งแต่เปิดประตูเข้าไป ร้านนี้ก็เช่นกัน เพราะเจ้าของร้านเป็นเชฟเองจึงใส่ใจดูแลทุกอย่างในครัวตั้งแต่ต้นจนออกมาเป็นจานเสิร์ฟให้เรา วันที่เรากินไปนั้นมีวัตถุดิบบางตัวไม่ได้มาตรฐาน เขาก็แจ้งลูกค้าตรงๆ แน่นอนว่าทุกจานที่เราสั่งมานั้นปรุงมาอย่างดี และแป้งพิซซ่าของที่นี่ก็หนานุ่มหนึบเคี้ยวสะใจมากครับ Location: https://goo.gl/maps/2m2qADWKtDLbmC1ZA 18. Grindsize Friends อีกหนึ่งร้านกาแฟที่น่าสนใจเมืองเก่าภูเก็ต ร้านนี้เท่าที่เราเห็นคือไม่ใช้เครื่อง Espresso Machine แต่จริงจังมากเรื่องการดริปและการปรุงผสมเครื่องดื่มด้วยแบบ Hand Craft จนเกิดเป็นเมนูที่น่าสนใจหลายตัวเลยครับ อ้อ! ร้านนี้อยู่ติดๆกันกับ Cloud Markt และ Marni นะครับ แวะเวิ้งเดียวได้ 3 ร้านเลย Location: https://goo.gl/maps/nZjsENjc1WBRwv9q6 19. กังหันลมพรหมเทพ ทุกคนคงเคยเห็นวิวงามๆของแหลมพรหมเทพกันมาเยอะแล้ว เราเลยขอแวะถ่ายจุดก่อนถึงปลายแหลมกันดีกว่า (จริงๆก็คือตะวันใกล้ตกดินแล้วด้วยแหละ ไปไกลกว่านี้ไม่ได้แล้วเดี๋ยวแสงหมดฮ่าๆ) จุดนี้เป็นสถานีพลังงานทดแทนแหลมพรหมเทพที่มีกังหันลมอยู่ด้วยจึงมีเสน่ห์ไปอีกแบบ ยิ่งเวลาโพล้เพล้อย่างนี้นี่แสงสวยอย่าบอกใคร Location: https://goo.gl/maps/nLxHiQbB6ZxWtC9h7 20. โกฮ้องข้าวต้มปลา อีกหนึ่งร้านอร่อยที่ติดลิสต์ Bib Gourmand แห่ง Michelin Guide ถึง 3 ปีซ้อน ส่วนเรานั้นขอยกให้ร้านนี้เป็นหนึ่งในร้านทีอร่อยสะใจที่สุดร้านหนึ่งในภูเก็ตไปเลย ดีงามจนเราไม่มายด์ที่จะต้องนั่งเบียดกันริมทางเท้า กลับไปซ้ำแน่นอน บางคนให้ฉายาว่าเป็น “เจ๊ไฝแห่งภูเก็ต” ซึ่งคงไม่ได้หมายถึงสไตล์อาหารหรอก แต่น่าจะเพราะโกฮ้องให้อาหารทะเลสดๆชิ้นใหญ่ๆและปรุงแบบอร่อยถึงใจทุกจาน Location: https://goo.gl/maps/efuer2qiiXeJAQ7A8 21. ร้านขนมจีนแม่ติ่ง ร้านอาหารเช้าพื้นถิ่นภูเก็ตที่รสชาติดี๊ดี มีน้ำยาหลากหลาย (น้ำยาปูก็มีนะครับ) เราเลือกตักราดผสมได้เองตามชอบเลย อย่าลืมสั่งไก่ทอดมากินคู่กับขนมจีนกันด้วยนะ เราชอบบรรยากาศความเป็นชาวบ้านที่จริงใจ และราคาก็ถูกมากจนอยากจะจ่ายเงินเพิ่มให้เลย Location: https://g.page/kanomjeenmaeting?share 22. Tera Boulanger ร้านเบเกอรี่เน้นครัวซองต์ที่เปิดเป็น Pop-Up อยู่ในตอนที่เราไป เพราะร้านจริงยัง Build ไม่เสร็จ พนักงานบอกว่าจะมาใน Theme แกเลอรี่ฝรั่งเศส ซึ่งน่าจะกลายเป็นอีกร้านดังได้ไม่ยากในอนาคต เราเห็นมีป้ายบอกว่าใช้เนยพรีเมี่ยมอย่าง Isigny Ste Mere จึงทำให้ครัวซองต์หอมเนยขึ้นจมูก แถมยังมีครัวซองต์รสท้องถิ่นอย่างโกบิหมอย (ข้าวเหนียวดำราดน้ำกะทิ) ด้วย ส่วนเมนูขนมอบอื่นๆก็ดูดีไม่แพ้กันครับ Location: https://g.page/tera-boulanger?share 23. โกยูรหมี่ฮกเกี้ยน ร้านบะหมี่เก่าแก่แต่โบราณ เครื่องแน่นปิดเส้นมิดเลย ราคาก็น่ารักมาก รสชาติค่อนข้างหวานกว่าก๋วยเตี๋ยวสูตรทั่วๆไปเยอะอยู่ ซึ่งถ้าจะไปกินต้องเตรียมเปิดใจไว้ก่อนนะครับ เส้นหมี่ฮกเกี้ยนจะอ้วนๆกลมๆเต็มปากเต็มคำ ใครชอบทานก๋วยเตี๋ยวรสหวานหรืออยากย้อนยุคไปลิ้มลองรสชาติแบบโบราณน่าจะปลื้มครับเพราะเราเห็นรีวิวดาวเยอะเชียว Location: https://goo.gl/maps/FTXyj1hwqodrfr6M6 24. ตรอกสุ่นอุทิศ ตรอกแห่ง Street Food แบบภูเก็ตแท้ๆ ไม่ว่าจะเป็นขนมอาโป๊งแม่สุณี อี๋เป๋งหมี่หุ้นกระดูกหมู โอ้เอ๋วเจ้าเก่า หรือถ้าหากยังไม่จุใจก็ขอให้แวะเข้าไปใน “ปุ๊นเต๋” ซึ่งเป็นโครงการฟู้ดคอร์ทที่รวมสตรีทฟู้ดแบบภูเก็ตไว้ในโครงการเดียวพร้อมที่นั่งกินสะดวกสบาย และมีห้องน้ำด้วย Location: https://goo.gl/maps/Jim1W6LxZC6uZBF98 25. Moonstone Cafe at Visit Panwa มาภูเก็ตทั้งทียังไงก็ต้องมีคาเฟ่ริมทะเลสิเนอะ ร้านนี้ไม่ได้อยู่บนหาดปกติด้วยนะ แต่อยู่ในท่าเรือวิสิษฐ์พันวา (Visit Panwa) ซึ่งเป็นท่าเรือที่ใกล้กับเกาะพีพีมากที่สุด จึงมีบรรยากาศที่สวยไปอีกแบบ ตัวร้านน่ารักให้อารมณ์ประหนึ่งคาเฟ่ในปูซาน มีประตูและผนังโค้งพร้อมเจาะช่องกระจกวงรี อย่าลืมแวะออกไปถ่ายรูปที่ระเบียงนอกร้านกันนะครับ Location: https://goo.gl/maps/PAU8ZR65XwHchPeG9 26. Karon View Point (จุดชมวิว 3 อ่าว) ชุดชมวิวที่คลาสสิคไม่แพ้แหลมพรหมเทพเลย เพราะเราก็เคยแวะมาเที่ยวตั้งแต่เด็ก กลับมาคราวนี้วิวของหาดกะตะ กะรน และป่าตองที่เรียงกัน 3 อ่าวก็ยังคงงดงามไม่เสื่อมคลาย วันไหนแดดจัดๆฟ้าโปร่งๆ น้ำจะสะท้อนสีฟ้าตัดกับหาดทรายสีขาวสวยงามมากครับ Location: https://goo.gl/maps/iXG5o2BzBQVw1HaR8 27. ถนนคนเดินหลาดใหญ่ ทุกๆวันอาทิตย์ 4 โมงเย็นถึง 4 ทุ่ม ถนนถลางกลางเมืองเก่าจะแปลงร่างเป็นถนนคนเดินที่คึกคักมากๆ มีทั้งร้านของกิน งานฝีมือ และการแสดงทั้งร้องรำทำเพลง ตอนแรกเราก็คิดว่าจะไปเดินเก็บภาพเล่นๆ แต่เผลอแป๊บเดียวก็ได้ของติดไม้ติดมือมาหลายชิ้น (ซื้อนะครับไม่ได้ขโมย ฮ่าๆๆ) อย่าลืมใส่แมสก์กันดีๆนะครับ เพราะคนเยอะจริงๆ Location: https://goo.gl/maps/EAWdbWSTQjYJE4y8A 28. จุดชมวิวแหลมสิงห์ จุดชมวิวเล็กๆ คนไม่เยอะที่เราชอบเพราะรู้สึกเหมือนเป็นมุมส่วนตัว มองลงไปเห็นหาดที่เงียบสงบ 2 หาดต่อเนื่องกัน ไม่รู้ว่านี่จะเป็นหาดท้ายๆของภูเก็ตที่ยังไม่มีรีสอร์ทมาจับจองหรือเปล่า (แอบได้ยินมาว่าที่ดินแถวนี้มีนายทุนมาเหมาซื้อและล้อมรั้วเตรียมสร้างโรงแรมแล้ว) Location: https://goo.gl/maps/seYpP4oAzNuXYoSk8 29. บุญรัตน์ติ่มซำ ซาลาเปา ร้านติ่มซำเจ้าดังในภูเก็ตที่มีคนเข้าคิวรอกันตั้งแต่เช้า มีเมนูติ่มซำหลากหลายทั้งนึ่ง ต้ม ทอด บางอย่างเราก็ไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน จุดเด่นอีกอย่างอยู่ที่น้ำจิ้มสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่สำคัญคือราคาถูกมาก เราเห็นบางรีวิวบ่นว่าขายดีขายเร็วจนบางทีเสิร์ฟติ่มซำที่ยังไม่ทันร้อน แต่มื้อนี้ของเรานั้นร้อนอร่อยดีครับ Location: https://goo.gl/maps/sTo3DKnng4CLcre36 30. โรตีน้ำแกงแถวน้ำ โรตีมุสลิมเตาถ่านเจ้าเก่ากว่า 50 ปี ณ แยกแถวน้ำในเมืองเก่าภูเก็ต แป้งกรอบนอกนุ่มใน กินเปล่าๆก็อร่อย มีหลายรสชาติให้เลือกทั้งคาวหวาน ไม่ว่าจะแบบธรรมดาจิ้มนมข้นน้ำตาลทราย หรือจะใส่ไข่ ใส่กล้วย เพิ่มไส้กรอก แกล้มไข่ลวก ไปจนถึงกินคู่กับน้ำแกงทั้งแกงเนื้อ แกงปลา และแกงไก่ สำหรับเครื่องดื่มก็มีทั้ง ชานม กาแฟโบราณ โอวัลติน นมถั่วเหลือง และนมแพะ ที่สำคัญคือราคาเป็นมิตรมากครับ Location: https://goo.gl/maps/adnkgxHfijRU2puSA
- Aesop Exalted Eye Serum บำรุง-พุ่งเป้า-เข้าเซลล์ผิวรอบดวงตา
Aesop Exalted Eye Serum บำรุง-พุ่งเป้า-เข้าเซลล์ผิวรอบดวงตา ผิวรอบดวงตานั้นแม้เป็น Area เล็กๆแต่ก็เป็นจุดที่เห็นเด่นชัดมาก จนแทบจะเป็นเครื่องชี้เป็นชี้ตายผิวหน้าของเราเลย และเจ้าผิวบริเวณนี้ก็ช่างบอบบางเสียเหลือเกิน แถมยังแห้งกร้านได้ง่ายกว่าผิวส่วนอื่นๆของใบหน้าด้วย ดังนั้นผลิตภัณฑ์บำรุงรอบดวงตาจึงจำเป็นต้องถูกพัฒนาให้มีคุณสมบัติพิเศษต่างจากเซรั่มบำรุงผิวส่วนอื่นๆ ช่วงนี้เราทำงานดึกมากนอนตี 3 กว่าติดต่อกันหลายวันเลยครับ ตาโหล ผิวหยาบกร้าน หน้าดูโทรมจนเริ่มสงสารผิวตัวเอง ปกติแล้วเราจะสลับสับเปลี่ยนแบรนด์ Skincare อยู่เรื่อยๆ และ Aesop ก็เป็นหนึ่งในแบรนด์โปรดที่เรามักวนกลับมาพึ่งพาอยู่เสมอ เราจึงเลือก Exalted Eye Serum จาก Aesop มาเอาใจผิวสักหน่อย และก็ถือโอกาสมาแนะนำเจ้าสิ่งนี้ไปพร้อมๆกันเลยก็แล้วกัน Product นี้อยู่ในกลุ่ม Skin Care+ ซึ่งเน้นอาหารผิวและวิตามินโดสสูงเป็นพิเศษเพื่อฟื้นฟูผิวให้กลับมาแข็งแรงอย่างที่ควรจะเป็น และตัว Exalted Eye Serum นี้ก็เข้มข้นไปด้วย Vitamin B3, B5, C และ E บำรุงแบบพุ่งเป้าเข้าเซลล์ผิวกันไปเลย และยังอุดมด้วยสารที่ช่วยกักเก็บน้ำใต้ผิวอย่าง Panthenol และ Sodium Carrageenan ทาปุ๊บผิวชุ่มชื้นปั๊บ อันนี้ไม่ได้เว่อร์นะครับ รู้สึกได้ที่ผิวและนิ้วที่เกลี่ยเซรั่มได้จริงๆ ต้องลองสัมผัสดูเอง ยังไม่พอ น้องยังมีสารสกัดจากสาหร่ายสีน้ำตาล Pelvetia Canaliculata ที่ช่วยให้ผิวเรายืดหยุ่นคืนตัวได้ง่ายขึ้น สรรพคุณทั้งหมดนี้ถูก Formulated ให้อยู่ในเนื้อเซรั่มที่บางเบา ซึมง่าย ไม่ระคายผิวรอบดวงตา ส่วนเรื่องกลิ่นประโลมใจนั้นวางใจ Aesop ได้เลย กลิ่นหอมอ่อนๆของน้ำมัน Cedar Atlas, Juniper Berry และกำยานทำให้เราผ่อนคลาย และรู้สึกว่ากำลังปรนนิบัติผิวด้วยของดีจริงๆ หลังล้างหน้า เช็ดโทนเนอร์เสร็จแล้ว นวดเบาๆรอบดวงตาด้วยเซรั่ม ข้างละ 1 หยดก็เพียงพอแล้วครับ บรรจุขวดละ 15 mL. (3,520.-) ใช้ได้นานเลย ใครหาเซรั่มรอบดวงตาอยู่ อยากให้พิจารณาตัวนี้ดูนะครับ เราใช้เองแล้วรู้สึกว่าดีเลยอยากบอกต่อครับ ช้อปได้ที่เคาน์เตอร์เอสอป หรือ ช้อปออนไลน์ที่ https://www.central.co.th/th/aesop #LetsHoparound #AesopSkincare #AesopThailand #Aesop
- Officine Universelle Buly 1803 ร้านเครื่องหอม-เครื่องประทินผิวในตำนานแห่งปารีส
Officine Universelle Buly 1803 ร้านเครื่องหอม-เครื่องประทินผิวในตำนานแห่งปารีส ได้ฤกษ์เดินทางมาเปิดสาขาแรกที่ไทยแล้ว ที่ชั้น 1 เซ็นทรัลชิดลม หลังจาก 219 ปีนับแต่แบรนด์ถูกก่อตั้งขึ้นมา ตรงกับสมัย ร.1 เชียวนะ! Jean-Vincent Bully ผู้ก่อตั้งแบรนด์สร้างชื่อเสียงด้วยผลิตภัณฑ์ยอดฮิตในสมัยนั้นอย่าง Vinaigre des 4 Voleurs (น้ำส้มสายชูแห่งโจรทั้ง 4) ซึ่งเป็นน้ำส้มสายชูครอบจักรวาล อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมจากดอกไม้ เครื่องเทศ และซิตรัส ซึ่งนอกจากจะช่วยทำความสะอาดผิวในยุคสมัยที่น้ำเต็มไปด้วยเชื้อโรคนานาชนิดแล้ว ยังใช้สำหรับสูดดมเพื่อความสดชื่นด้วย ต้องบอกว่าเมืองปารีสในยุคนั้นเรื่องสุขอนามัยค่อนข้างแย่จริงๆ เอาเป็นว่าจากวันนั้นจนวันนี้ Buly ก็ได้พัฒนามาต่อเนื่องอย่างยาวนานพร้อมๆกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของโลก ในขณะที่ยังคงเอาไว้ซึ่งความหรูหราสง่างามแบบศตวรรษที่ 19 ได้อย่างสมบูรณ์ และนับเป็นอีกหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สำคัญแห่งวงการเครื่องสำอางค์ฝรั่งเศสที่ยังรุ่งโรจน์มาจนถึงปัจจุบัน
- Sam Roi Yod เที่ยวสามร้อยยอด มหัศจรรย์แห่งขุนเขาและท้องทะเล
Sam Roi Yod มหัศจรรย์แห่งขุนเขาและท้องทะเล เพียงขับรถเลยมาจากหัวหินประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็จะพบกับดินแดนมหัศจรรย์แห่งขุนเขาหินปูนรูปทรงสวยแปลกตาในนามสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งแรกของประเทศไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2509 อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ด้วยโลเคชั่นติดทะเลอันงามงดสงบเงียบ แซมด้วยเกาะแก่งที่อยู่ถูกที่ถูกทางอย่างเหมาะเจาะราวกับมีใครมาจับวาง ทำให้ทั้งวิวและ vibes ของที่นี่ดีงามเหลือเกิน ไม่ว่าเพื่อนๆชาว #hopters จะเป็นสายถ่ายรูป สายผจญภัย หรือสายปลีกวิเวกก็น่าจะได้รับพลังงานดีๆไปเต็มๆจากสามร้อยยอด และที่สำคัญ.. ที่นี่อยู่ใกล้กรุงกว่าที่คิด ทริปนี้เราใช้เวลาเที่ยวทั้งหมดเพียง 2 วัน 1 คืนเท่านั้น เพราะเป็น #ทริปปุบปับ คือเพิ่งจะตัดสินใจไปเที่ยวกันตอนตื่น สายๆก็จองโรงแรมแล้วก็ออกเดินทางทันที แต่ถ้ามีเวลามากกว่านี้ก็จะ chill ยิ่งขึ้นแหละเนอะ เพราะที่นี่ยังมีจุดท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติให้แวะอีกหลายจุดเลย รอบนี้เราเลือกนอนที่ Hansar Pranburi เพราะวิวล้วนๆ เช้าวันรุ่งขึ้นก็ออกผจญภัยเล็กๆด้วยการลุยโคลน นั่งเรือ และปีนเขาเพื่อเข้าชมถ้ำพระยานครที่มีพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์สัญลักษณ์ของจังหวัด ปิดท้ายด้วยการแวะบึงบัวยอดนิยมก่อนกลับ ขอบอกว่าแถวนี้ถ่ายรูปขึ้นมากกกกกแทบจะทุกจุด ที่สำคัญให้เตรียมครีมกันแดด ยากันยุง (เขาหินปูนมีแอ่งน้ำขังทำให้ยุงเยอะมากกก) และน้ำดื่มติดรถไว้ด้วย โชคดีที่เราเข้าพักโรงแรมหลังจากช่วงหยุดยาว บรรยากาศจึงสงบมาก มีเพียงนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่กี่คนในโรงแรมเท่านั้น ที่ตั้งของที่นี่ค่อนข้าง exclusive อยู่ห่างจากชุมชนพอสมควร ทางเข้าโรงแรมเป็นถนนลูกรัง สภาพโรงแรมกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆอาจจะไม่เต็มร้อย (เช่น น้ำไหลค่อนข้างเบา ประตูเลื่อนบางบานอาจตกร่องบ้าง — พนักงานแจ้งว่าเพิ่งกลับมาเปิด) แต่ในภาพรวมก็สะดวกสบายมากพอและมีอาหารบริการทำให้ไม่ต้องออกไปหาร้านกินข้างนอก Location: https://goo.gl/maps/PiED7JqZnb3Hc6PMA สิ่งที่เราให้คะแนนเกิน 5 ดาวก็คือวิวและความเป็นส่วนตัว จากระเบียงห้องพักชั้นบนสุดของเรา (ไม่มีลิฟท์) ที่มาพร้อมอ่างจากุซซี่เอ้าท์ดอร์ เราสามารถเสพวิวทะเลอ่าวไทย และเกาะนมสาวได้แบบเต็มอิ่มโดยไม่มีอะไรกั้น แถมยังมีระเบียงอีกฝั่งที่เราเปิดออกไปเสพวิวภูเขาด้านหลังโรงแรมได้อีกด้วย เรา strongly recommend ให้ตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า เพราะแสงสีทองที่ฉาบขอบฟ้านั้นร่ายมนตร์ทำให้วิวที่สวยมากๆอยู่แล้ว ยิ่งมหัศจรรย์ขึ้นไปอีก ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราจะยอมตัดใจจากวิวสวยๆให้เร็วกว่านี้อีกหน่อย เจรจาขอ late check out กับทางโรงแรม (จะได้กลับมาอาบน้ำทีหลังอีกรอบ) แล้วรีบออกเดินทางไปหาดบางปูเพื่อไปถ้ำพระยานครตั้งแต่ 08:30 น. เพราะมีคนแนะนำทีหลังว่าช่วงเวลาที่แสงจะส่องทะลุโพรงถ้ำลงมายังพระที่นั่งพอดีคือช่วงประมาณ 10-11 โมง จากโรงแรมไปหาดบางปูใช้เวลาประมาณ 20 นาที และต้องนั่งเรือ+ขึ้นเขาอีกประมาณ 45 นาที ถ้ำพระยานคร การเดินทางไปถ้ำนั้นผจญภัยกว่าที่คิด เรามี 2 ทางเลือกด้วยกัน คือ 1) เดินเท้าข้ามเขาไป 2 ลูก รวมระยะทางก็เกือบ 1 กม. หรือ 2) นั่งเรือ (เหมาลำไป-กลับ 400 บาท) อ้อมเขาลูกแรกไปประมาณ 10 นาที แล้วเดินเท้าขึ้นเขาลูกที่สอง ประมาณครึ่งกม. Location: https://goo.gl/maps/FaTowwLs1ZVzVP5N8 เราเลือกช้อยส์ที่ 2 และด้วยหาดที่มีลักษณะเป็นโคลนเราจึงต้องถอดรองเท้าลุยโคลนไปขึ้นเรือ (มีจุดให้ล้างเท้าบริการ) เราแนะนำให้เพื่อนเตรียมรองเท้าที่สมบุกสมบันหน่อยนะ อย่างที่บอกไปว่าเรามาถ้ำสายไปหน่อย จึงทำให้แดดเริ่มแรง และการเดินขึ้นเขาช่วงใกล้เที่ยงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะมีแมกไม้ให้ร่มเงาตลอดทาง อุณหภูมิของสภาพอากาศโดยรวมนั้นก็ค่อนข้างร้อนระอุจนร่างกายชุ่มไปด้วยเหงื่อ ที่สำคัญในป่ายุงเยอะมาก อย่าลืมเตรียมยาฉีดกันยุงมาด้วยนะครับ เราใช้เวลาครึ่งชั่วโมงนิดๆในการเดินป่ามาจนถึงถ้ำ บรรยากาศในถ้ำนั้นโอ่อ่าและสงบ เพราะโถงถ้ำค่อนข้างสูงและมีโพรงถ้ำที่แสงสามารถส่องลงมาได้จึงมีต้นไม้ใหญ่โตในถ้ำเป็นหย่อมๆตามจุดที่ลำแสงอาทิตย์ส่องลงมาหล่อเลี้ยงกระบวนการสังเคราะห์แสงของต้นไม้ ไฮไลท์ที่สำคัญของที่นี่ก็คือพลับพลาที่ประทับทรงจตุรมุข ชื่อพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์อายุ 130 ปีที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้สร้างขึ้น และเสด็จมายกช่อฟ้าด้วยพระองค์เองในพ.ศ.2433 และได้รับการบูรณะครั้งล่าสุดเมื่อปีพ.ศ. 2531 หรือเมื่อ 32 ปีที่แล้ว พระที่นั่งแห่งนี้ยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญในตราประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์อีกด้วย หลังจากเที่ยวถ้ำพระยานครและกินอาหารทะเลมื้อเที่ยงจนอิ่มหนำสำราญแล้ว ตามแผนเดิมเราตั้งใจจะไปแวะที่จุดชมวิวเขาแดงอีกหนึ่งจุด แต่ความเหนื่อยล้าจากการไปถ้ำและการที่เขาแดงนั้นปิดเร็ว (15:30น.) ทำให้เราเปลี่ยนแผนไปขับรถเล่นถ่ายรูปรอบๆแทน วัดเขาแดง ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาหินปูน ด้านหน้าเป็นคลองเขาแดง เป็นวัดเก่าแก่ ตัวพระอุโบสถตั้งตระหง่านท่ามกลางหุบเขา โดยมีต้นมะพร้าวตั้งอยู่เรียงรายรอบๆบริเวณ Location: https://goo.gl/maps/Uk259usqwKgii3FH7 บึงบัว พอแดดร่มลงแล้วเราจึงไปต่อกันที่บึงบัวริมเขา ด้วยองค์ประกอบของวิวที่สวยไม่เหมือนใคร ที่นี่จึงกลายเป็นอีกจุดที่ผู้คนนิยมมาแวะถ่ายรูปกันเป็นจำนวนมาก แต่เราโชคดีที่ไปหลังช่วงวันหยุดยาว จึงเลี่ยงฝูงชนไปได้พอดิบพอดี แม้ไม่ใช่ฤดูที่ดอกบัวบานสะพรั่งเต็มบึง แต่ต้นกกในน้ำนั้นก็ให้อารมณ์ที่สวยไปอีกแบบ Location: https://goo.gl/maps/M2zJfP9sDR1Ln6ZD9 เราเตร็ดเตร่ถ่ายรูปบึงบัวกันอยู่พักใหญ่ จึงตัดสินใจตีรถกลับกทม. และถึงบ้านประมาณ 4 ทุ่มพอดี โดยสรุปแล้ว เราประทับใจกับทริปนี้มาก ที่ผ่านมาสามร้อยยอดอยู่ในลิสต์ของสถานที่ที่อยากจะไปมาระยะใหญ่แล้วแต่ก็ไม่ได้ไปซักที จนมาตัดสินใจแบบปุบปับฉับพลัน ทริปนี้จึงเกิดขึ้นได้ เราย้อนนึกถึงเรื่องอื่นๆในชีวิตที่เรามักจะผลัดวันประกันพรุ่งอยู่เสมอ และพบว่าบางทีชีวิตมันก็ไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น บ่อยครั้งผลลัพธ์ที่เราต้องการก็สำเร็จได้ไม่ยากด้วยการลงมือทำทันทีโดยตัดทะลุข้ออ้างต่างๆที่เราสร้างให้กับตัวเอง และบางทีชีวิตมันก็ง่ายๆแบบนั้นเอง . FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #SamRoiYod #LetsHoparoundThailand #LetsHoparound #LetsHoparoundPrachuapkhirikhan #เที่ยวไทย #เที่ยวสามร้อยยอด#ไทยเที่ยวไทย #เที่ยวไทยเท่ #เที่ยวประจวบ #ประจวบคีรีขันธ์ #เที่ยวทะเล #วิธีไปถ้ำพระยานคร #วิธีไปเขาสามร้อยยอด #ถ้ำพระยานคร #UnseenThailand #Prachuapkhirikhan #อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด #อุทยานแห่งชาติ #ภูเขา
- Quickie อร่อยสะใจสไตล์อเมริกัน
Quickie อร่อยสะใจสไตล์อเมริกัน ฟาสต์ฟู้ดกูร์เมต์สไตล์อเมริกัน ใหม่ล่าสุดใจกลางเมืองที่โครงการ Velaa หลังสวน ทุกเมนูจะรังสรรค์จากวัตถุดิบพรีเมี่ยมไม่ว่าจะเป็น อิตาเลียนแฮม ไก่ออร์แกนิค หรือ เนื้อ USA แท้ๆ นำเข้าและทำออกมาได้อร่อยสะใจมากๆ เราติดใจแซนด์วิช Quickie Ham & Cheese เป็นพิเศษนัวสุดๆเลยล่ะครับ นัวถึงขั้นอยากสั่งมาเพิ่มเลยอ่ะ นอกจากอาหารอร่อยแล้ว งานอินทีเรียร์ก็โดดเด่นด้วยสีแดงจัด มาพร้อมกับ Elements ที่นำสไตล์ของ American Diner ย้อนยุคมาตีความใหม่ให้เข้ากับปัจจุบัน แถมยังมีห้องคาราโอเกะให้ดวลไมค์กันด้วยนะครับ สาขานี้ถือเป็นสาขานำร่องเพราะ Quickie มีแพลนจะขยายอีกหลายสาขาในอนาคตอันใกล้นี้เลย Quickie Burger 190.- ใช้เนื้อ USA BEEF นำเข้า 100% เลยพร้อมซอสสูตรลับของทางร้าน เข้ากันดีสุดๆ Truffle Mac N Cheese 290.- กลิ่นทรัฟเฟิลมาปะทะกับฟรายส์ร้อนๆ อร่อยมากเลยแหละ Quickie Ham & Cheese เมนูที่เราแนะนำสุดๆ ใครไปต้องกิน เพราะส่วนตัวคือชอบมากกกกก Float Sprite นี่ก็อร่อยสดชื่นสุดๆ 140.- Chic'kie Burger 195.- ใครชอบเนื้อไก่ทอด แนะนำเมนูนี้เลยครับ เพราะเนื้อไก่คือนุ่มและดีมาก ทำมาจากไก่ออแกนิคเลยนะ Homemade Shakes 140.- จากไอศกรีมวนิลานุ่มละมุนลิ้นมากๆ Ice Cream Sandwiches 150.- เป็นเมนูปิดท้ายของเราได้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับเพื่อนๆ ที่พาน้องหมามา ที่นี่เค้าก็มีขนมให้กับน้องหมาด้วยนะ ส่วนชั้นสองของที่นี่มีห้องคาราโอเกะด้วยนะ ใครอยากดวลไมค์ต้องรีบจองเข้ามา เพราะมีแค่ห้องเดียวเท่านั้น!! QUICKIE VALAA หลังสวน Location: https://g.page/velaa-sindhorn-village?share 87 Lang Suan Road แขวง ลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ที่จอดรถ: จอดรถได้ที่โครงการเวลาหลังสวน ข้อมูลเพิ่มเติม: https://web.facebook.com/Quickiebangkok
- Cetara ลิ้มรสเสน่ห์ปลายจวักแห่งอิตาลีตอนใต้
Cetara ลิ้มรสเสน่ห์ปลายจวักแห่งอิตาลีตอนใต้ Cetara คือเมืองชาวประมงเก่าแก่นับพันปีที่เปี่ยมด้วยมนต์ขลังบน Almafi Coast อันงดงามของอิตาลี แต่เราไม่ได้จะพาเพื่อนๆไปไกลขนาดนั้นหรอกนะ เพราะ Cetara ของเราในวันนี้เป็นร้านอาหารอบอุ่นน่ารักที่ดูแลโดยทีมเดียวกันกับร้าน Giglio Trattoria ในสาทรซอย 12 นี่เอง จากชื่อร้านแน่นอนว่าเมนูของ Cetara นั้นโฟกัสไปที่อาหารอิตาเลียนตอนใต้ ซึ่งมีซีฟู้ดเป็นดาวเด่น โดยเฉพาะแองโชวี่ส์และบลูฟินทูน่าซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของเมือง Cetara มาแสนนาน ใครคิดถึงอิตาลี เราก็ขอให้อาหารและบรรยากาศของ Cetara พาเข้าจักรวาลนฤมิตรเที่ยวทิพย์กันไปก่อนนะครับ มาถึงร้านแล้วรู้สึกเหมือนอยู่อิตาลีจริงๆทั้งหน้าร้านและในร้านเลยครับ ระหว่างรออาหารก็ดื่มดริ้งค์หอมสดชื่นกันซักหน่อย ลืมไปแล้วว่าเมนูนี้เรียกว่าอะไร จานแรกเป็นพิซซ่าที่อร่อยมากๆ แถมยังแบ่งครึ่งได้ 2 ท็อปปิ้งด้วย เมนูนี้เป็นพาสต้า Paccheri ซึ่งเราชอบมากอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยเจอในร้านอิตาเลียนทั่วๆไปในไทย จานนี้นำมาผัดกับหนวดหมึกอร่อยและฟีลโฮมมี่มากๆ ต่อมาเป็น Risotto All’Astice e Stracciatella ก็คือรีซ็อตโต้ข้าวคาร์นาโรนี่และบลูล็อบสเตอร์ น่าทานมั้ยคร้าบบบ Merluzzo All’Acqua Pazza ปลา Cod ชิ้นโตเนื้อสด Poached มาซอส Acqua Pazza ขลุกขลิกรสชาติดี๊ดี มื้อนี้เราพลาดเมนูของดีของ Cetara อย่าง Anchovies และ Blue Fin Tuna ไปอย่างน่าเสียดาย ไปคราวหน้าต้องสั่งมาลองแล้วครับ จริงๆอยากสั่งมาลองทุกเมนูเลยแหละ แต่พื้นที่พุงเรามีจำกัดก็เลยขอปิดด้วยของหวานเลยก็แล้วกันครับ จบมื้อแบบคลาสสิคๆไปกับ Tiramisu ที่อร่อยฟินมากๆเลย Cetara ร้านอาหารอิตาเลี่ยนตอนใต้ Location: https://goo.gl/maps/SW9GMtYHNS3SWZtL6 118 2 ซอย สีลม 9 แขวง สีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500 เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 11:30–15:00, 17:00–23:00 โทร: +66612688634 ที่จอดรถ: จอดได้ในที่บริเวณหน้าร้าน ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/cetarabangkok/
- ATHITA บูธีคโฮเทลสุดสงบริมแม่น้ำโขง เมืองเชียงแสน
ไป #Hop สัมผัสกลิ่นอายล้านนากับความสงบสมดุลกันที่ ATHITA The Hidden Court Chiang Saen Boutique Hotel โรงแรมเล็กๆแต่ละเมียดละไมที่เปิดตัว ณ ริมแม่น้ำโขงกลางเมืองเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ATHITA โดดเด่นด้วยการออกแบบและตกแต่งสไตล์ไทยล้านนา การผสมผสานระหว่าง ”อดีต” และ ”ปัจจุบัน” ได้อย่างลงตัว สร้างด้วยไม้สักและอิฐทำมือเกือบทั้งหลัง ที่นี่มีห้องพักเพียงแค่ 9 ห้องเท่านั้น(เอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ) แบ่งเป็น 3 room types ได้แก่ Superior Pagoda View, Deluxe Private Garden และ Lotus Garden Suite ตัวโรงแรมตั้งอยู่ในซอยเล็กๆที่แยกออกมาจากถนนริมแม่น้ำโขง เพียงเดินจากโรงแรมออกมาประมาณ 100 เมตร ก็จะพบกับทิวทัศน์ของแม่น้ำโขงที่ห้อมล้อมไปด้วยแนวเขาไกลสุดลูกหูลูกตา บรรยากาศในยามเช้าที่สงบเยือกเย็นนั้นเป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้ ช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกก็งดงามด้วยสีทองอร่ามในอีกอารมณ์ และพอตกค่ำ ณ ริมน้ำโขงแห่งนี้จะมีร้านอาหารมากมาย มีทั้งปลาน้ำจืดหลากชนิด ไปถึงอาหารพื้นเมืองของชาวเชียงแสน บรรยากาศล็อบบี้ เมื่อเราเดินเข้ามาเช็คอินทางพี่ๆ ก็จะมาเสริฟน้ำดิ่มสมุนไพรเป็นเวลคัมดริ้ง เชียงแสนเป็นเมืองสงบที่มีประวัติอันรุ่งโรจน์นับพันปี มีความเป็นมาก่อนยุคสุโขทัย และก่อนที่จะมีการตั้งประเทศไทยเสียอีก วันนี้เชียงแสนเป็นเมืองเล็กๆที่สง่างามด้วยวิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ที่แทรกตัวอยู่ทั่วเมืองและกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนก็คือโบราณสถานอายุนับร้อยนับพันปีเกือบร้อยแห่ง ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้เชียงแสนเป็นเมืองที่เหมาะแก่การปั่นจักรยานเที่ยว เลาะริมแม่น้ำ ชมเมือง เรียนรู้วัฒนธรรมและผู้คน รวมไปถึงแวะสัมผัสความขลังของประวัติศาสตร์อันยาวนานไปพร้อมๆกัน การที่ ATHITA ตั้งอยู่กลางเมืองก็ทำให้การสำรวจเชียงแสนนั้นเป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากการดีไซน์โรงแรมที่งดงามลงตัวแล้ว เรายังประทับใจกับความครบครันของสิ่งอำนวยความสะดวก การบริการที่ใส่ใจเป็นกันเอง ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายไม่อึดอัด และที่สำคัญคืออาหารอร่อยมาก (เราแนะนำข้าวต้มหมูตอนเช้า และข้าวจิ๊นเมินตอนกลางวัน) อ่อ! อย่าลืมถาม reception ถึงกิจกรรมในชุมชนที่เขาแนะนำด้วยนะครับ โถงนั่งเล่นวิวสวน เมื่อเราได้คีย์การ์ดแล้วก็จะเข้าสู่โซนห้องพักซึ่งมีทั้งหมดสองชั้น โดยชั้นแรกเป็นโถงนั่งเล่น open air และด้านหลังจะเป็นส่วนของห้องพัก ชั้น 1 และขึ้นบันไดไปก็เป็นห้องพักชั้น 2 ห้องพักแบบ Superior Pagoda View เป็นห้องเริ่มต้น ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ขนาดกว้าง 28 ตร.ม. เป็นวิวสวนหย่อม มีห้องน้ำส่วนตัว สไตล์การตกแต่งจะเป็นแบบไทยๆ จุดเด่นคือ หน้าต่างจะเป็นบานเกร็ดไม้ขนาดใหญ่แบบโบราณซึ่งปัจจุบันนี้จะหาดูได้ยากแล้ว เมื่อเรามองออกจากหน้าต่างจะพบกับวัดอาทิต้นแก้ว อายุมากกว่า 500 ปีแล้วนานมากๆ ซึ่งทางเจ้าของบอกกับเราว่ากำลังจะขอทางกรมศิลป์ช่วยบูรณะขึ้นมาใหม่ด้วยนะ ห้องแบบ Deluxe Private Garden ห้องนี้เป็นห้องขนาดกว้าง 31 ตร.ม ตั้งอยู่ชั้น 1 ของโรงแรม มีแค่ 2 ห้องเท่านั้น จุดเด่นของห้องนี้คือมีอ่างอาบน้ำสีขาวสะอาดตาและมีมุมสวนเล็กๆ ด้านนอกสุดชิลอีกด้วย ห้องแบบใหญ่ที่สุด Lotus Garden Suite เพิ่มความเป็นส่วนตัวด้วยห้องพักไฮไลท์ของโรงแรมอทิตา ขนาดกว้างถึง 37 ตร.ม จุดเด่นที่สุดของห้องนี้ก็คือ ระเบียงที่มีสระบัว พร้อมโต๊ะเก้าอี้ไว้นั่งเล่น นั่งทำงานก็ได้ด้วยนะ กิจกรรมทำบุญตักบาตรและไหว้พระที่วัดอาทิต้นแก้ว อาหารเช้ามื้อสำคัญที่ขาดไม่ได้ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับใครที่จะเลือกพักโรงแรมไหนก็คือ อาหารมื้อเช้าใช่มั้ยครับ วันนี้เราเริ่มต้นวันใหม่กับอาหารเช้าที่ทางโรงแรมจะให้เราเลือกตั้งแต่เช็คอินว่าอยากทานเป็น Set A อาหารเช้าแบบอเมริกัน พร้อมเซ็ทขนมปัง โยเกิร์ต หรือ Set B ชุดข้าวต้มหมูเห็ดหอม ไข่ลวกพร้อมเครื่องโรยและมีเครื่องดิ่มให้สั่งกันด้วย ทั้งกาแฟ ชา น้ำผลไม้ สระว่ายน้ำซึ่งเป็นจุดเด่นที่เราชอบที่สุดของโรงแรม สระว่ายน้ำที่นี่เป็นระบบน้ำเกลือ(เราชอบมากกกกก) สีฟ้าสดใส ตกแต่งเรียบง่าย ขอบสระ ขอบบันไดโค้งมน ทำให้ไม่ชนเจ็บง่ายๆ มีมุมล้างตัว มุมนอนอาบแดดซึ่งเป็นส่วนตัวมาก 10 10 10 ไปเลยยยยย จนอยากจะว่ายมันทั้งวันเลยอะ ชิมอาหารเที่ยงก่อนจะเช็คเอาท์ ก่อนจะเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมเราเลือกทานอาหารมื้อเที่ยงที่โรงแรมซึ่งขอบอกเลยว่าเป็นอาหารไทยผสมผสานที่ อร่อยมากกกกก ลงตัวสุดๆ แถมยังดูพิถีพิถันในการทำมาก ทั้งวัตถุดิบที่สดใหม่ รสชาติอาหารที่ลงตัว การเลือกใช้จาน การจัดจานพรีเซนต์อาหารให้ดูน่าทานสุดๆ อาหารคาวเราเลือก ข้าวเนื้อตุ๋น ผัดไทย และ ยำหมูยอ ส่วนเครื่องดื่มที่เราเลือกชิมกันก็คือ มะนาวโซดา กับ น้ำมะพร้าวปั่นหอมอร่อยมากๆๆๆ สรุปความประทับใจกับอทิตา บูธีคโฮเทล ที่นี่เป็นหนึ่งในบูธีคโฮเทลที่เราประทับใจที่สุดตั้งแต่เคยไปนอนมา(ฟังดูเว่อมั้ย) ไม่ว่าจะด้วยความเป็นส่วนตัว การดีไซน์ตัวโรงแรมที่สื่อถึงคาแร็คเตอร์ของเชียงแสนและเชื่อมโยงเข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ประวัติความเป็นมาของทำเลที่ตั้งที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ “วัดอาทิต้นแก้ว” วัดใหญ่เก่าแก่อายุกว่า 500 ปี (ฟังดูน่ากลัวแต่ของจริงไม่เลย ดูสง่างามมากกว่า) และเป็นที่มาของชื่อ “อาทิตา” ด้วย รวมไปถึงอาหารอร่อยๆและการบริการของพนักงานที่ใส่ใจพอเหมาะพอเจาะกำลังดี ที่สำคัญทางโรงแรมยังมีกิจกรรมท้องถิ่นให้เราเลือกเข้าร่วมกันอีกด้วย บอกเลยว่าถ้ามีโอกาศเราจะกลับไปอีกแน่นอน ขอบคุณพนักงานทุกคนที่ต้อนรับและให้คำแนะนำพวกเราเป็นอย่างดีตลอดทั้งสองวันเลยนะคร้าบบบ Athita The Hidden Court #LetsHoparound
- HAOMA ฮาโอม่า แยบยล-ยอดเยี่ยม-ยั่งยืน
“HAOMA ไม่ใช่ร้านอาหารธรรมดา” นั่นคือสิ่งที่เราแน่ใจ แม้เราจะยังไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับร้านอาหารอินเดียนสุดล้ำแห่งนี้ นอกจากอาหาร Neo-Indian ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาอย่างประณีตจากเรื่องราวในความทรงจำส่วนตัว และฝีมือการปรุงอันเฉียบขาดของเชฟ DK (Deepankar “DK” Khosla) แล้ว แนวคิดเบื้องหลังที่เป็นกลไกขับเคลื่อนให้ร้านอาหาร High-End แห่งนี้ก้าวไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนนั้นก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไป #hop ชม+ชิมรสชาติที่ซับซ้อนและงดงามของ HAOMA ณ โอเอซิสแห่งความเลิศรสใจกลางอโศกกัน ขอเล่าความเป็นมาของชื่อก่อนเลยว่า HAOMA นั้นอ่านว่า ฮาโอม่า เป็นชื่อของพืชศักดิ์สิทธิ์ในตำนานที่ปรากฏในอารยธรรมชาว Zoroastrian และ Hindu ว่ากันว่าสามารถนำมาปรุงเป็นน้ำอายุวัฒนะที่ใช้ปลุกพลังความเป็นอมตะให้กับผู้ที่ได้ดื่มกินเข้าไป (ขอสารภาพว่าตอนแรกเราก็เกือบปล่อยไก่ตัวโต เพราะเราเองก็ไม่เคยได้ยินเรื่องราวนี้มาก่อน พาให้แอบคิดว่าเป็นภาษาจีนไปเสียได้) สวนหลังร้านพร้อมบ่อเลี้ยงปลา จากชื่อแล้ว แน่นอนว่าร้านอาหารอินเดียแห่งนี้ให้ความสำคัญอย่างมากกับพืชพรรณที่นำมาปรุงเป็นอาหารแต่ละจาน โดยทางร้านนั้นมีสวนอยู่ด้านหลังและปลูกพืชมากกว่า 5,000 ชนิด พร้อมบ่อเลี้ยงปลา (ใช่แล้ว เขาเลี้ยงปลาเอง!) เพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบที่สด สะอาด และปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางจนออกมาเป็นเมนูเลิศรสแต่ละจานโดยสมบูรณ์ และอย่าลืมว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบนที่ดินใจกลางกรุงย่านอโศกที่มูลค่าสูงระยับ เรียกได้ว่าเป็น Urban Farm-To-Table Concept อย่างแท้จริง แถม HAOMA ยังมุ่งมั่นที่จะเป็นร้านอาหารปลอดคาร์บอนแห่งแรกของโลกอีกด้วย ท่ามกลางรางวัลมากมายที่ HAOMA ได้รับมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น “ร้านอาหารอินเดียยอดเยี่ยมแห่งปี 2019” จาก Elite Magazine หรือการได้รับการจัดลำดับที่ 6 ใน Top Tables Bangkok 2020 แซงหน้าร้านอาหาร Michelin Star ไปหลายร้าน สิ่งที่ทำให้ HAOMA เป็นที่สนใจในเวทีโลกจริงๆไม่ว่าจะเป็น New York Times หรือการได้เข้าพูดร่วมกับเชฟระดับท็อปของโลกหลายคน กลับมาจากจิตใจที่งดงามของเชฟ DK ที่ทำอาหารรสเลิศห่อด้วยใบตองแจกแรงงานต่างด้าวและผู้คนยากไร้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดไปกว่า 75,000 ห่อตลอดช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ในวันนี้ร้าน HAOMA กลับมาเปิดประตูต้อนรับลูกค้าอีกครั้ง ด้วยเมนูซิกเนเจอร์ดั้งเดิมของทางร้าน พร้อมกับอีก 3 เมนูใหม่ที่ถูกเนรมิตขึ้นจากรากเหง้า และมรดกทางวัฒนธรรมที่สั่งสมมาตลอดเส้นทางชีวิตของเชฟ DK โดยให้บริการทั้งแบบ A La Carte (เริ่มต้น 390 บาท) และแบบ Course มีให้เลือกทั้งเมนู Plant-Based และเมนูที่มีเนื้อสัตว์ นอกจากนี้ยังมี Option ในการ Pairing อาหารกับเครื่องดื่มที่ออกแบบใหม่ทั้งหมด มีทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล และปราศจากแอลกอฮอล เราประทับใจใน Wine List ของที่นี่เพราะมีตั้งแต่ไวน์ชั้นเยี่ยมแบบคลาสสิค ไปจนถึงไวน์จากผู้ผลิตรุ่นใหม่ที่นำเอานวัตกรรมและเทคนิคใหม่ๆเข้ามาพัฒนาแวดวงการทำไวน์ โดยเฉพาะไวน์ที่ผลิตด้วยกระบวนการ Biodynamic และ Organic ซึ่งคัดสรรมาจาก Terroir (พื้นที่ที่มีสภาพดินและอากาศที่เหมาะแก่การปลูกไวน์) ชั้นยอดทั่วโลก สารภาพตามตรงว่าปกติเราไม่ได้ชำนาญอาหารอินเดียเท่าไรนัก ตอนที่อาหารมาเสิร์ฟเราก็แอบอึ้งกับความงามของการจัดจานที่ดูยุโร้ป...ยุโรป แถมดูเกลี้ยงเกลาราวกับงานอาร์ทสไตล์มินิมอล ผิดกับที่คิดไว้ตอนแรกเลย สิ่งที่ดีงามกว่าหน้าตาไปอีกก็คือรสชาติ แต่ละจานนั้นช่างอร่อยลิ้นกินเพลินเกินเรื่องไปมาก ประทับใจจนเราต้องเก็บไปบอกต่อคนที่บ้านและเพื่อนๆอีกหลายคน แถมยิ่งได้รู้เรื่องราวที่มาของแต่ละเมนู ก็ยิ่งทำให้เราเคลิบเคลิ้มไปกับรสมือเชฟมากยิ่งขึ้นไปอีก อย่าช้าไปกว่านี้เลย เราไปเช็คเอ้าท์หน้าตาอาหารแต่ละจานของ HAOMA กันเลยดีกว่า Dishaa Matar & Daal Kachori Double Roti The Reappearing Duck Marnasann Sagar Khandi Dosa NOONEHUNGRY Double Ka Meetha Melody ประสบการณ์ Gastronomic ที่ HAOMA ในครั้งนี้ได้เปิดโลกให้กับเราในหลายๆแง่มุม ทั้งในเรื่องศิลปะแห่งอาหาร ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และเรื่องราวที่เชฟตั้งใจถ่ายทอดออกมาเป็นฉากๆ ผ่านการเลือกใช้วัตุดิบและวิธีการปรุงในแต่ละจาน ราวกับเราได้เดินทางท่องไปในดินแดน Exotic แบบ Luxury ผ่านรสชาติ/รสสัมผัสที่ลิงโลดอยู่บนลิ้นและกลิ่นหอมที่ฟุ้งอยู่ในโพรงจมูก สำหรับเพื่อนๆที่ต้องการจะออกเดินทางสู่ความฟินผ่านรสชาติที่ไม่เหมือนใคร ก็เชิญได้เลยที่ HAOMA รับรองไม่ผิดหวังแน่นอนครับ เมนูแพลนต์เบส 10 คอร์ส, เมนูที่ไม่ใช่มังสวิรัติ 10 คอร์ส ราคา 2,990 บาท++ และเมนูที่ไม่ใช่มังสวิรัติ 7 คอร์ส ราคา 2,390 บาท++ (เพิ่ม 2,990 บาท สำหรับแอลกอฮอล์แพริ่ง) เมนูตามฤดูกาลเหล่านี้รวมอยู่ในเมนูอาลาคาร์ทใหม่ทั้งหมด ซึ่งราคาเริ่มต้นที่ 390 บาท . สำรองที่นั่งได้ที่ E-mail: Reservations@haoma.dk Tel : 022584744 www.haoma.dk . FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #LetsHoparound #Bangkok #LetsHoparoundBangkok
- La Cabra (ลา คาบลา) กาแฟจากเดนมาร์กสู่เจริญกรุง
#Hop ไปแวะดื่มกาแฟอิมพอร์ตตรงจากเมืองโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ที่ย่านเจริญกรุงกัน อีกหนึ่งสิ่งที่จะการันตีได้ว่าย่านเจริญกรุงนั้นเป็นหนึ่งในย่านที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ ก็คือการมาถึงของกาแฟชื่อดังจากเมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเป็นร้านกาแฟสูตรพิเศษของเดนมาร์กที่ขึ้นชื่อเรื่องกาแฟสไตล์นอร์ดิกและการคั่วที่มีรสชาติเยี่ยม ร้าน La Cabra (ลา คาบลา) เสิร์ฟกาแฟคั่วแบบ One Roast ที่จะให้กลิ่นหอมและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สามารถเลือกได้ทั้งแบบ Filter หรือ Espresso เมล็ดกาแฟที่นี่หมุนเวียนไปตามฤดูกาล เนื่องจากพื้นที่ปลูกต้นกาแฟแต่ประเทศก็มีช่วงเก็บเกี่ยวไม่เหมือนกันตามสภาพภูมิอากาศ แถมช่วงนี้ทางลาคาบลามีเมล็ดกาแฟพิเศษที่เสิร์ฟเฉพาะสาขากรุงเทพอีกด้วย "El Salvador Santa Rosa Bangkok edition" ซึ่งมีจำนวนจำกัด รีบไปลองกันหล่ะ ความพิเศษของกาแฟตัวนี้คือเป็นกาแฟที่มาจากฟาร์มในประเทศ El Salvador ที่มีความหวานจาก Natural Process และมาพร้อมรสพลัม ส้ม และชอคโกแลตนม นอกจากกาแฟที่ร้านก็ยังมีเครื่องดื่มอย่างชาเขียวและน้ำส้มยูซึสำหรับคนไม่ดื่มกาแฟด้วยนะครับ La Cabra Thailand Location: https://goo.gl/maps/hGgpk7FeGPCPSc1T8 813 ถนน เจริญกรุง แขวง ตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เวลาเปิด-ปิด: วันอังคาร-ศุกร์ เวลา 08.00-17.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-18.00 น. (ปิดวันจันทร์) โทร: 08-4155-4564 ที่จอดรถ: ที่จอดรถ La Cabra จอดรถได้ที่วัดอุภัยราชบำรุง ข้อมูลเพิ่มเติม: Facebook/Instagram: lacabra.thailand Website: www.lacabra.dk
- La Scala - Chapter ใหม่แห่งรสชาติอิตาเลียนระดับ Haute Cuisine
La Scala แห่งโรงแรม The Sukhothai Bangkok คือร้านอิตาเลียนอันดับ 1 บน Tripadvisor ของไทยและเป็นร้านหนึ่งเดียวในไทยอีกเช่นกันที่ได้รับรางวัล 3 Forks จาก Gambero Rosso Guide ในปี 2018 การันตีว่าเป็นหนึ่งในร้านอาหารอิตาเลียน Fine Dining ที่ดีที่สุดที่อยู่นอกประเทศอิตาลี รูปถ่ายพร้อมลายเซ็นของเชฟระดับตำนานของโลกนับ 10 ท่านที่เคยฝากรสมือไว้ที่ La Scala นั้นถูกแขวนขึ้นเป็นทำเนียบประดับผนังด้านขวามือตรงทางเข้าร้าน ไม่ว่าจะเป็น Anthony Burd, Alain Passard, Massimo Bottura, David Tamburini, Umberto Bombana เป็นต้น เป็นเครื่องยืนยันเกียรติประวัติระดับโลกที่ La Scala สั่งสมมาอย่างยาวนาน ในวันนี้การเดินทางของรสชาติระดับ Haute Cuisine ครั้งใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งที่ La Scala ภายใต้การรังสรรค์ของเชฟ Eugenio Cannoni เชฟหนุ่มฝีมือเยี่ยมจากแคว้น Piedmont อิตาลี และ hoparound.co ก็ได้รับเกียรติจากทางห้องอาหารให้มาลิ้มลองความอร่อยที่ทั้งละเมียดและสนุกจากเมนูใหม่ที่เพิ่ง Launched สดๆร้อนๆเลย สำหรับเมนูใหม่ของเชฟยูจินิโอนี้มีเซ็ตเมนู 3 แบบให้เลือก ได้แก่แบบ 4 Courses (2,480.-) | 6 Courses (3,200.-) และ 8 Courses (3,800.-) ซึ่งแต่ละเซ็ตก็จะมีอาหารทั้งที่เหมือนและแตกต่างกันไปเป็นบางจาน ไปดูกันเลยดีกว่าว่าอาหารของเชฟที่เราได้ลองในวันนี้นั้นจะน่าทานขนาดไหน เริ่มอุ่นเครื่องกันด้วยเซ็ตขนมปังโฮมเมด เราฉีกขนมปังหอมกรุ่นอุ่นๆจากเตาปาดครีมชีส Mascarpone ที่ทีมเชฟทำขึ้นมาเองกับน้ำมันมะกอกชั้นยอด ยังไม่ทันเริ่มคอร์สแรกก็อร่อย Comforting ในพุง ดีเหลือเกินจนเราต้องยั้งใจเก็บท้องเอาไว้ก่อน จากนั้นก็ได้เวลา Amuse-bouche ถ้าแปลตรงๆจากภาษาฝรั่งเศสก็คือ “สนุกปาก” หมายถึงอาหารชิ้นเล็กๆที่เชฟบรรจงปรุงออกมายั่วน้ำลายก่อนจะเข้าสู่จานหลัก สำหรับมื้อนี้เชฟทำ Amuse-Bouche ออกมาถึง 5 อย่าง และแต่ละอย่างก็สนุกสมคำแปลจริงๆ เริ่มต้นด้วย Corn Royale & Snow Fish เสิร์ฟมาในเปลือกไข่ ล้อมด้วยดอกไม้สีชมพูแปร๊ด อร่อยเข้มข้น หอมข้าวโพด ส่วนเนื้อปลาก็นุ่มละลายหายไปในปากโดยเราไม่ทันรู้ตัว คำที่ 2 คือ Mortadella & Truffle Tart เราเคยทานทาร์ตกันมาอยู่แล้ว Mortadella ก็ทานมาตั้งแต่ยังไม่รู้จักว่าสิ่งนี้เรียกว่าอะไร ส่วนทรัฟเฟิลก็คุ้นเคยกันอยู่เพราะเป็น Ingredient พรีเมี่ยมยอดฮิตที่เราได้เจอบ่อยๆ แต่เราไม่เคยทาน 3 อย่างนี้ในคำเดียวกันเลย ที่สำคัญคืออร่อยมากซะด้วยสิ นี่คือตัวอย่างความสนุกในการผสมรสชาติที่เชฟตั้งใจนำเสนอ คำถัดมาเราเลือกหยิบ Black Sesame Tacos with Lobster & Horseradish สารภาพในใจว่าเราเล็งชิ้นนี้มากที่สุดตั้งแต่ตอนที่พนักงานนำมาเสิร์ฟ และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ เป็นอีกคำที่รวมรสชาติที่คุ้นเคยแต่ไม่เคยเอามาอยู่ในคำเดียวกันแล้วลงตัวมากๆ เราชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่ว่าจะหยิบ Carbonara Cannolino หรือ Fake Cherry with Liver Pâté ก่อนดี เพราะจากชื่อก็ฟังแล้วน่าจะเข้มข้นไม่แพ้กัน แต่สุดท้ายเราก็เลือก Cannolino ก่อนซึ่งปกติเราจะคุ้นเคยกับ Cannoli ซึ่งเป็นขนมหวานไส้ชีส Ricotta แต่คราวนี้เชฟจับมาใส่ไส้คาวอย่าง Carbonara ก็สนุกและอร่อยเข้มข้นไปอีกแบบ ตบท้ายรายการ Amuse-Bouche ด้วยเชอร์รี่ปลอมที่ทานได้ทั้งก้านเพราะทำมาจาก Chocolate ด้านในเป็น Pâté ตับไก่เนียนละมุน มาถึงตอนนี้เส้นแบ่งระหว่างของคาวและของหวานในสมองของเรานั้นค่อยๆเลือนลางลงไปเยอะเลยครับ เข้าสู่คอร์สแรกของมื้อ จานนี้ชื่อว่า Scampo สวยงามราวกับงานศิลปะ Abstract ใครเลยจะคาดเดาได้ว่าแผ่นฟิล์มบางๆสีแดงที่คลุมเนื้อกุ้ง Langoustine เบื้องล่างนั้นจะทำจากพริกหวาน เชฟบอกว่าในจานนี้เขาใช้แทบจะทุกส่วนของพริกหวาน จะเว้นก็แต่ก้านเท่านั้น ส่วนเนื้อกุ้ง Langoustine นั้นถูกลนไฟที่ผิวให้พอส่งกลิ่นหอม เนื้อในนั้นหวานนุ่มสุกกำลังดี เมื่อทานพร้อมกับซอสเปรี้ยวอมหวานที่ทำจากบิสก์เปลือกกุ้ง Langoustine และครีมพริกหวานด้านล่าง ต้องบอกว่ารสชาติเสริมกันลงตัวมากๆครับ จานที่ 2 คือ Fegato Grasso ซึ่งก็คือฟัวกราส์ในภาษาอิตาเลียนนั่นเอง ตับห่านที่แสนนุ่มละมุนนี้เป็นเกรดคัดพิเศษที่เนื้อเนียนละลายบนลิ้นแต่กลับไม่เลี่ยนเลย เมื่อพบกับความหวานของ Caramelised Onion ก็ช่วยเพิ่มมิติรสชาติให้ลึกยิ่งขึ้น คู่รสชาตินี้เชฟได้แรงบันดาลใจมาจากเมนูคลาสสิคอย่าง Fegato alla Veneziana ซึ่งดั้งเดิมจะใช้ตับวัวคู่กับสตูว์หอมใหญ่ ในเวอร์ชั่นของเชฟก็ได้เพิ่มความเป็นเอเชียลงไปด้วยรสเปรี้ยวของส้มจี๊ด (Calamansi) เพื่อตัดเลี่ยน สิ่งที่เซอร์ไพร้ส์ก็คือขนมดอกจอก Beetroot ที่เสิร์ฟมาคู่กัน บนดอกจอกนั้นตกแต่งด้วยการเอา Elements รสชาติเดียวกันกับที่อยู่ในจานหลักแต่มานำเสนอใน Texture ที่ต่างไป ทราบมาว่าเชฟประทับใจในความสวยของขนมดอกจอกระหว่างเดินตลาดเมื่อตอนมาถึงเมืองไทยใหม่ๆ จึงนำมาประยุกต์ใส่ไว้ในจานนี้ด้วย Capesante หรือหอยเชลล์จานนี้ เป็นหนึ่งในจานโปรดของเรา รสชาติอร่อยง่ายเหมือนจะไม่ซับซ้อน แต่เทคนิคและไอเดียที่ใช้ในการประกอบขึ้นเป็นจานนี้นั้นไม่ธรรมดาเลย ดาวเด่นคือโฮตาเตะ หอยเชลล์ฮอกไกโดที่ถูกนำมา Seared ให้สุกพอดี ทานคู่กับฟักทองญี่ปุ่นทั้งในแบบ Purée และแบบคว้านเนื้อออกมาเป็นเม็ดกลมๆเล็กๆแล้วนำไปดองให้เกิดรสเปรี้ยวอมหวาน ที่เราว้าวก็คือแผ่นสีขาวที่คลุมอยู่ด้านบน เชฟอธิบายว่าทำมาจากเนื้อหอยเชลล์ 100% โดยนำไปปั่นละเอียด แล้วเกลี่ยให้เป็นแผ่นก่อนจะ Sous Vide คือทำให้สุกด้วยน้ำร้อนไม่มากเป็นเวลานาน ซอสสีขาวแสนอร่อยก็เป็นอีกองค์ประกอบที่ Surprise เราเช่นกัน เพราะทำจาก Colonata Lard มันหมูปรุงรสที่ถูกบ่ม (Cured) ในอ่างหินอ่อนจากแหล่งเดียวกันกับที่ไมเคิลแองเจลโลใช้แกะสลักงานประติมากรรมของเขา ต้องบ่มไว้นานถึง 6-10 เดือนจนเนื้อนุ่มละลายเมื่อถูกสัมผัสด้วยมือ โดยเชฟใช้โรสแมรี่สกัดเพิ่มความหอมลงไปด้วย Oxtail Ravioli ตัวแป้งพาสต้านั้นทำจาก Kale Flour เสิร์ฟพร้อมกะหล่ำป่าและครีมกะหล่ำหมัก เป็นที่รู้กันดีว่าหางวัวนั้นอุดมไปด้วยคอลลาเจนทำให้ไส้เกี๊ยวอิตาเลี่ยนจานนี้นั้นมีรสชาติเข้มข้นหอมนุ่มละลายในปาก (อีกแล้ว) ส่วนใบกะหล่ำหมักนั้นก็ช่วยเพิ่มรสสัมผัสและตัดความเข้มของเนื้อได้เป็นอย่างดี Aragosta เนื้อล็อบสเตอร์ส่วนหางทั้งดุ้น นำไปปรุงสุกด้วยวิธี Confit ใน Brown Butter จากนั้นก็นำมาวางบน Salsa Verde ราดด้วยนมรสกระเทียม ส่วนสิ่งที่เหมือนไข่ปลาคาเวียร์ด้านบนนั้นทำมาจากแองโชวี่จากทะเล Cantabrian ประเทศสเปน โดยเชฟได้แรงบันดาลใจสำหรับจานนี้จากเมนูท้องถิ่นประจำบ้านเกิดใน Piedmont อย่าง Bagna Càuda ซึ่งมีความคล้าย Fondue ที่ปรุงด้วยกระเทียมและแองโชวี่ หรือบางทีก็ใช้จิ้มผักสดทาน (เหมือนน้ำพริกบ้านเราเลย) ส่วนใบไม้ที่วางทับลงไปคือ Osmosis Spinach ทั้งหมดนี้เราก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเชฟใช้เทคนิคอะไรบ้างในการเนรมิตจานนี้ขึ้นมา เรารู้แค่เพียงว่าอร่อยมากครับ อาหารคาวจานสุดท้ายแล้วครับ นี่คือ Manzo เนื้อวัวที่นุ่มละลายและมีกลิ่นรมควันอ่อนๆเพราะผ่านการ Smoked Dry Aged จากนั้นก็นำมาย่างจนหอมไฟและราดด้วยซอสถึง 3 ชนิดด้วยกัน เริ่มจากซอส Pizzaiola ตำรับ Neapolitan ซึ่งทำจากมะเขือเทศ แน่นอนว่าเชฟ Eugenio ก็นำมาตีความใหม่ในแบบฉบับตัวเอง ซอสที่ 2 คือ Smoked Béarnaise ซอสสเต้กคลาสสิคสไตล์ฝรั่งเศส แต่เชฟนำมารมควันเพิ่มอีกเลเยอร์รสชาติให้กับตัวซอส ตบท้ายด้วยซอสรสเผ็ดนิดๆที่ปรุงด้วยชีส Pecorino Romano จานนี้เสิร์ฟคู่กับ Osmosis Spinach ที่เราติดใจมาตั้งแต่จานก่อน และแก่นตะวันอบ (Jerusalem Artichoke) ที่มีกลิ่นหอมอร่อยเฉพาะตัว เป็นการปิดท้ายรายการของคาวได้อย่างน่าประทับใจ สำหรับของหวานของมื้อนี้มีชื่อว่า Yuzu ขนมหวานที่อร่อยง่ายเหลือเกินเพราะเชฟได้นำรสชาติที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วอย่างยูสุ โยเกิร์ต และน้ำผึ้ง มาร่ายมนต์เสกขึ้นมาเป็นขนมที่หอมหวานสดชื่น รสสัมผัสละมุนลิ้น เราแอบประทับใจในเมอร์แรงก์ของเชฟเป็นพิเศษเพราะหวานน้อยและกรอบอร่อยกว่าเมอร์แรงก์ทั่วๆไปที่เราเคยกินมา ยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ เชฟยังตบท้ายด้วย Petit Four ขนมชิ้นเล็กๆที่เชฟพิถีพิถันขึ้นมาให้เราประทับใจก่อนมื้อนี้จะจบลง ซึ่ง Petit Four นี้อาจเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามความสร้างสรรค์ของเชฟนะครับ ในวันที่เราไปทานนั้นเชฟจัดมาให้ 4 อย่างด้วยกันครับ นั่นก็คือ Jack Fruit Tart มาจากความติดใจของเชฟหลังจากได้ลองทานขนุนในตลาดเป็นครั้งแรกตลาดเมื่อตอนมาถึงไทยใหม่ๆ Peach Jelly เยลลี่สี่เหลี่ยมจตุรัสหอมหวานรสพีชนุ่มๆหนึบๆ ต่อด้วย Peach Yoghurt Lollipop โยเกิร์ตพีชที่พรีเซ้นต์มาในรูปแบบลูกอมเสียบไม้ก็แสดงถึงความ Playful ของเชฟได้เป็นอย่างดี และที่เข้มข้นถูกใจเรามากๆก็คือ Tiramisu ของหวานอิตาเลียนคลาสสิคที่ขาดไม่ได้ มื้อนี้ของเรานั้นอิ่มเอมใจจริงๆครับ เพราะมีทั้งอาหารที่เลิศรส และเพื่อนร่วมโต๊ะที่คุยสนุก แถมยังช่วยเปิดโลกให้เราได้รู้จักอะไรใหม่ๆเยอะแยะเลย เราขอแสดงความยินดีกับร้าน La Scala ที่ได้เชฟฝีมือเยี่ยมยอดมาช่วยสานต่อเกียรติประวัติของร้าน (ขอให้ได้ดาวมิชลินเป็นร้านอิตาเลียนร้านแรกในไทยอย่างที่เชฟหมายมั่นไว้เลยนะครับ) และขอยินดีกับ The Sukhothai Bangkok ที่เพิ่งถูกจัดให้ครองอันดับ 1 ของโรงแรมในกรุงเทพฯโดยผู้อ่านของ Condé Nast Traveler สดๆร้อนๆเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมานี้ด้วยนะครับ La Scala Bangkok Location : https://goo.gl/maps/xkrEaR7VVNPNt7xi8 13/3 ถนน สาทรใต้ แขวง ยานนาวา เขต สาทร กรุงเทพมหานคร 10120 เวลาเปิด-ปิด : 12.00-21.00 โทร : 02-344-8888 Dress Code : Smart Casual ที่จอดรถ : สามารถจอดได้ที่โรงแรม The Sukhothai Bangkok ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.sukhothai.com/bangkok/en/dining/restaurant-la-scala
- Aksorn ย้อนรอยต้นตำรับอาหารไทยยุค Post-WWII ร้านอาหารรางวัลหนึ่งดาวมิชลิน
Aksorn อักษร ย้อนรอยต้นตำรับอาหารไทยยุค Post-WWII ร้านอาหารรางวัลหนึ่งดาวมิชลิน อาหารไทยเป็นมรดกที่ตกทอดกันมายาวนาน และเมื่อกว่า 70 ปีที่แล้วแรงสั่นสะเทือนจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ทำให้ภูมิปัญญาดั้งเดิมได้ผสมผสานเข้ากับวิทยาการความรู้ใหม่ๆ เกิดเป็นตำรับอาหารไทยที่ถูกจัดระเบียบขึ้นอีกครั้ง จากนั้นจึงค่อยๆวิวัฒนาการมาจนเป็นอาหารไทยที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน เรียกได้ว่าตำราอาหารยุคหลังสงครามโลกนั้นเป็นดังต้นตำรับของอาหารไทยยุคใหม่ก็น่าจะไม่เกินเลยจากความเป็นจริง จะน่าสนใจขนาดไหน หาก Chef David Thompson เชฟอาหารไทยติดดาวมิชลินชื่อดังได้กลับไปค้นถึงต้นตำรับจากตำราอาหารไทยในยุคนั้น บางครั้งโชคดีก็จะได้เรียนรู้จากตัวเจ้าของสูตรที่ยังมีชีวิตอยู่จริงๆเลย จากนั้นเชฟและทีมของเขาก็จะนำวัตถุดิบที่สรรหามาให้ตรงเป๊ะกับในตำรามาปรุงให้เราได้เห็น(เกือบ)ทุกขั้นตอนในครัวเปิด ก่อนจะยกสำรับมาเสิร์ฟให้เราได้ลิ้มรสความประณีตในทุกๆคำ วันนี้ทั้งหมดได้กลายเป็นความจริงแล้วที่ร้านอักษร บนชั้น 5 ของอาคาร Central: The Original Store บนถนนเจริญกรุง ซึ่งเป็นสาขาแรกของเครือห้างสรรพสินค้าที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการเป็นร้านหนังสือในยุค Post-WWII เช่นกัน แนะนำกันซักหน่อยว่าที่ร้านอักษร อาหารจะเสิร์ฟในรูปแบบ Set Menu ราคาอยู่ที่ 2,800++.- / คน และจะมีการเปลี่ยนเมนูทุกๆ 2-3 เดือน หากต้องการ Wine Pairing ด้วยก็เพิ่มอีก 1,400++.-/คน แต่เราไปในช่วงที่ยังไม่อนุญาตให้เสิร์ฟแอลกอฮอลเนื่องจากสถานการณ์โควิด วันนี้จึงรับประทานเฉพาะอาหารและ Mocktail อร่อยๆครับ ความพิเศษของช่วงเดือนนี้อยู่ตรงที่เมนูทั้งหมดจะมาจากตำราของคุณป้าเป้า นุชนันท์ โอสถานนท์ แห่งวังสวนผักกาด (ดังนั้นจะเรียกเมนูในช่วงนี้ว่าเป็น “อาหารชาววัง” ก็คงไม่ผิดนัก) ท่านเป็นคอลัมนิสต์อาหาร ผู้เขียนตำราอาหาร และนักจัดรายการทีวีที่คลุกคลีผูกพันกับอาหารทั้งในแง่หน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัวมาตั้งแต่เยาว์วัย ที่สำคัญทางทีมเชฟ David ยังได้มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้สูตรจากคุณป้าเป้าโดยตรงเลยจึงการันตีได้ว่ามื้อนี้ที่อักษรนั้นเป็นสูตรแท้ๆจากต้นตำรับจริงๆ เริ่มต้นกันที่ Hors D’oeuvre อาหารว่างคำเล็กๆเพื่อเชื้อเชิญเราสู่มื้อพิเศษนี้ มีอยู่ 2 จานด้วยกัน จานแรกคือเมี่ยงหมากที่ทำให้เรานึกถึงเมี่ยงคำ แต่จานนี้มีมิติของรสชาติมากกว่าด้วยความเผ็ดร้อนของกระชาย ความหอมมันของเม็ดมะม่วงฯคั่ว และความฝาดของใบทองหลางซึ่งนำมาห่อแทนใบชะพลูด้วยวิธีเดียวกันกับที่คนโบราณห่อหมากเลย ส่วนอีกจานก็คือ ซอง อาหารที่เราไม่คุ้นชื่อมาก่อนเลย ทีมเชฟนำเอาหมูสับ ปลากุเลาเค็ม และไข่เป็ดเค็มมาคลุกเคล้ากันก่อนจะห่อด้วยแผ่นปอเปี๊ยะแล้วทอด ทำให้รสชาติที่ออกมานั้นกลมกล่อม เรียบง่ายแต่ก็ซับซ้อนอยู่ในที ต่อกันด้วยเรไรหน้าปู จาน Starter ที่จริงจังขึ้นมาอีกนิด ทางทีมครัวได้พิมพ์ไม้กดเส้นเรไรที่ทำจากแป้งข้าวเจ้าและแป้งท้าวยายม่อมออกมาเป็นเส้นสดๆ ก่อนจะท็อปด้วยปู กุ้งและเครื่องแกงกะทิที่รวมกันแล้วเหมือนเป็นพลุแห่งรสชาติที่ระเบิดในปาก ราวกับได้กินขนมจีนน้ำพริก น้ำยาปู และหมี่กะทิรสเลิศในคำเดียวกัน มาถึงสำรับหลักซึ่งประกอบไปด้วยกับข้าว 6 อย่าง เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยหอมๆจากจังหวัดสุรินทร์ เริ่มต้นด้วยยำยอดกระถินและดอกดาหลา เราประทับใจกับความสดชื่นและกลมกล่อมของน้ำยำ เนื้อสัมผัสและกลิ่นอันหลากหลายที่ซ่อนอยู่ใน 1 คำเมื่อเราตักเข้าปากนั้นทำให้เรา Enjoy จานนี้มากๆครับ ต่อมาก็คือแกงจืดหมูย่างหน่อไม้ไผ่ตง เป็นแกงจืดรสละเมียดที่ช่วยลดทอนความซับซ้อนของจานอื่นๆ เราชอบที่มีการนำหมูกรอบไปย่างรมควันก่อนเพื่อเพิ่มอีกเลเยอร์ให้รสชาติของซุป บังเอิญว่าตอนเด็กๆที่บ้านของเรานั้นก็ทำเมนูที่คล้ายกับเมนูนี้ การได้ซดรสชาติจากความทรงจำเข้าไปทำให้เราเข้าใจโมเม้นต์ที่นักวิจารณ์อาหารได้ชิม Rataouille ในฉากการ์ตูนของ Pixar ได้ทันที แกงเขียวหวานกุ้งสูตรคุณป้าเป้านั้นไม่เหมือนกับแกงเขียวหวานที่เราคุ้นเคยเลย จานนี้รสชาติเข้มข้น มีน้ำขลุกขลิกและสีเขียวสวยมาก ทั้งหมดเกิดจากการนำใบพริกสดจำนวนมากมาตำใส่ในพริกแกง จนทำให้เราแอบนึกถึง Pesto ในอาหารอิตาเลียน เมื่อทานกับกุ้งกุลาดำเนื้อหวานๆ เสริมด้วยกลิ่นหอมเขียวจากใบโหระพาและใบพริกแล้ว ต้องบอกว่าจานนี้เป็นอีกหนึ่ง Highlight ของมื้อนี้เลยครับ ปลาสลิดเป็นปลาที่มีรสชาติเค็มมันและมีกลิ่นเฉพาะตัวอยู่แล้ว ยิ่งนำมาย่างรมควันก่อนทอดก็ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้มากขึ้นไปอีก ขั้นตอนยังมีต่ออีกเพียบเพราะต้องนำไปปรุงกับเนื้อสันใน กุ้งแห้งผัดน้ำพริกเผาหมู เม็ดบัว ไข่เป็ดเค็ม และใบมะกรูดซอยจนเป็นฝอยละเอียด จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นผัดพริกขิงปลาสลิดจานนี้ เมื่อได้รู้ว่าต้องผ่านขั้นตอนมากมายขนาดนี้ ก็ทำให้เรารู้สึกภูมิใจว่าอาหารไทยของเราประณีตและซับซ้อนไม่แพ้อาหารฝรั่งเศสเลยนะเนี่ย น้ำพริกนครบาล นี่คือน้ำพริกในตำนานจากพระราชสำนักรัชกาลที่ 5 และก็เป็นอีกเมนูโปรดของเราในมื้อนี้ด้วย ขอเล่าที่มาอันแสนขลังของสูตรน้ำพริกถ้วยนี้ซักหน่อย เนื่องจากคุณปู่ทวดของคุณป้าเป้าเป็นหมอหลวงในสมัย ร.5 สูตรน้ำพริกนครบาลนี้จึงตกทอดมาในตระกูลของท่าน เราคงบอกได้ไม่หมดว่าในน้ำพริกถ้วยเล็กๆนี้มีส่วนผสมอะไรบ้าง นอกจากพริกแห้ง พริกชี้ฟ้าแช่น้ำ มะเขือยาว มะกรูด ส้มซ่า มะอึก และอื่นๆอีกมากมายแล้ว เรารับรู้ได้แค่ว่าน้ำพริกนครบาลนี้อร่อยมากๆ มีโน้ตของความ Smoky และ Citrus ที่หอมติดปลายจมูกชวนให้เราฉงนหลังกลืนคำแล้วคำเล่าลงไป กับข้าวจานสุดท้ายในสำรับก็คือปลาหมึกต้มเค็ม ใช้หมึกอายุน้อยที่เนื้อยังนุ่มและอ่อนโยน นำมาเคี่ยวเป็นชั่วโมงกับน้ำตาลปี๊บ พริกไทยดำ ขิง กระเทียม น้ำปลา และน้ำหมึกสีดำปี๋ เป็นอีกจานที่เราคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กๆ แต่แน่นอนว่าที่อักษรนั้นประณีตในการปรุงมากกว่าหลายเท่า ทำให้รสชาติที่คุ้นลิ้นอยู่แล้วนั้น ยิ่งน่าประทับใจมากขึ้นไปอีก กินคาวแล้วไม่กินหวาน มื้อนี้ของเราก็คงจะไม่สมบูรณ์ มะเฟืองลอยแก้วสูตรคุณป้าเป้านั้นหอมหวานสดชื่นดีงามจนไม่รู้จะบรรยายยังไง แน่นอนว่าไม่ได้ทำกันง่ายๆต้องเลือกเฉพาะมะเฟืองที่ยังสุกไม่เต็มที่แล้วนำไป Macerate คือแช่ทิ้งไว้ข้ามคืนในน้ำที่ปรุงขึ้นจากน้ำมะนาว น้ำส้มซ่า น้ำตาลทราย และอื่นๆจนเข้าเนื้อ ผลที่ได้ก็คือ Texture มะเฟืองที่นุ่มและกรอบในสัดส่วนที่พอดี ส่วนรสชาตินั้นก็ชุ่มฉ่ำ เปรี้ยวนิด หวานหน่อย อร่อยสุดๆ ช่วยล้างความคาวปากจากอาหารก่อนหน้าจนเกลี้ยงเลยครับ ขนมทองพลุ เรียกได้ว่าเป็น Choux แห่งสยาม สูตรของไทยทำจากแป้งข้าวเจ้า น้ำตาลโตนด (เชฟบอกว่าต้องไปซื้อจากซัพพลายเออร์ที่ป้าเป้า Approve เท่านั้น) มะพร้าว งาดำ และที่สำคัญคือทางเชฟเผลอบอก Ingredient ลับกับเรามาว่าเค้าใส่ Spiced Vodka ลงไปด้วย (หรือที่ทางทีมเชฟเรียกกันสนุกๆว่า Vodka à la Matt เพราะคุณแม็ตต์เป็นคนจัดการเรื่องการแช่เครื่องเทศลงไปนั่นเอง) จานสุดท้ายแล้วจริงๆสำหรับมื้อนี้ นั่นก็คือกระยาสารทใส่แม็คคาเดเมียอบควันเทียนกับกล้วยไข่ตีนเต่าซึ่งแปลว่ากล้วยไข่หวีสุดท้ายของเครือ ว่ากันว่าเป็นหวีที่หวานที่สุด เพราะแรงโน้มถ่วงของโลกที่ทำให้น้ำตาลจากต้นกล้วยถูกดึงให้มารวมกันอยู่ที่ปลายเครือ (นี่แหละครับความละเอียดของตำราคุณป้าเป้า และเราต้องขอชื่นชมทีมเชฟที่สามารถไปเสาะแสวงหามาจนได้นะครับ) เสิร์ฟพร้อมกับชาแดง Roiboos จากแอฟริกาที่ปราศจากคาเฟอีนเหมาะสำหรับดื่มให้สบายท้องหลังดินเนอร์มื้อใหญ่แบบนี้มากๆครับ จบลงไปแล้วสำหรับดินเนอร์สำหรับไทยมื้อพิเศษที่ร้านอักษร เราได้รับทั้งความรู้ ความอร่อย และบรรยากาศที่เป็นกันเองของทีมเชฟที่ช่วยอธิบายแกมหยอกล้อให้เราได้สนุกสนานไปตลอดมื้อ เราประทับใจในความพิถีพิถันตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การปรุงตามตำราอย่างเคร่งครัด และการนำเสนอที่สวยงาม เป็นการตอกย้ำถึงรากเหง้าที่ทั้ง Simple และ Sophisticated ของอาหารไทยให้เราได้ภูมิใจไม่รู้จบเลยครับ เพื่อนๆ #Hopsters คนไหนอยากลิ้มรสอาหารไทยต้นตำรับคุณป้าเป้าที่ร้านอักษร สามารถโทรสอบถามที่เบอร์ 021168662 หรือคลิกลิงค์จองโต๊ะที่นี่ >> https://www.sevenrooms.com/reservations/aksornbangkok ในช่วงงาน Bangkok Design Week 2021 แบบนี้มาย่านตลาดน้อยทีเดียวได้ทั้งเสพทั้งงานดีไซน์และความอร่อยระดับตำนานพร้อมกันไปเลยครับ aksorn ร้านอักษร เซ็นทรัล ดิ ออริจินัลสโตร์ Location: https://goo.gl/maps/N6JfFhcE6u82pfGS8 1266 ถนน เจริญกรุง แขวง บางรัก เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500 เวลาเปิด-ปิด: 5:00 - 9:00 PM อังคาร-อาทิตย์ ปิดทุกวันจันทร์ โทร: +6621168662 ที่จอดรถ: จอดได้ในที่ริมถนนซอยเจริญกรุง 40 ข้อมูลเพิ่มเติม: http://www.aksornbkk.com/
- Aesop Gift Kits 2021 ของขวัญเพื่อตอบแทนความดีงามของผู้รับ
ในที่สุดบรรยากาศที่ครื้นเครงและอบอุ่นในช่วงเทศกาลแห่งความสุขก็เริ่มกลับมาให้เราได้กระชุ่มกระชวยหัวใจขึ้นได้บ้าง แม้จะยังเฉลิมฉลองเต็มที่ไม่ได้เหมือนในสภาวะปกติ สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากในตอนเด็กๆก็คือ “การได้รับ” ของขวัญและลุ้นว่าข้างในเป็นอะไร แต่เมื่อโตขึ้น “การให้” กลับให้ความสุขกับเรามากกว่า และปีนี้ Aēsop ก็มี Gift Kits อันเลอค่าที่รวมเอา Iconic Items ของแบรนด์ซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพและอบอวลด้วยกลิ่นหอมตรึงใจถึง 5 เซ็ต นอกจากดีไซน์ Packaging จะดูพรีเมี่ยมและรักษ์โลก (ทำจากวัสดุรีไซเคิล 100%) แล้ว ความคุ้มค่านั้นก็ดีมากเช่นกัน คุ้มกว่าซื้อแบบแยกชิ้นตามปกติแน่นอน โดยเซ็ทแรกเริ่มต้นที่ 1,550.- เท่านั้น ที่ลึกล้ำไปกว่านั้นก็คือในปีนี้ Aēsop ยึดเอาแนวคิด 'Anatomy of Generosity' ในการออกแบบแต่ละเซ็ตตามคุณค่าของผู้ที่จะได้รับของขวัญผ่านสายตาของผู้ให้ (ก็คือเรานั่นเอง!) เหมือนแทนคำขอบคุณสำหรับความดีที่เขาเหล่านั้นมีให้กับเราและโลกใบนี้ โดยมีองค์กรการกุศล 5 องค์กร เป็นดั่งสัญลักษณ์ของความดีในแต่ละ Gift Kit และ Aēsop ก็ได้บริจาคเงินให้องค์กรละ AUD$100,000 ไปเลยโดยไม่ต้องคำนวณจากยอดขาย เรามาดูกันว่าแต่ละเซ็ตจะมี Concept ยังไงกันบ้าง The Forager (นักจัดหา) เป็นตัวแทนผู้ที่มีความสุขในการเสาะแสวงหาและคัดสรรสิ่งดีๆให้ผู้อื่น เป็นผู้ให้ที่ไม่ค่อยออกหน้าและไม่คาดหวังผลตอบแทน หากในชีวิตเรามีคนที่ช่วยนำพาสิ่งดีๆมาให้ แม้เขาจะไม่คาดหวังอะไรเลย แต่การให้เช็ตนี้เป็นของขวัญแทนคำขอบคุณก็น่าจะทำให้หัวใจของเขาพองโตอยู่ไม่น้อย ผลิตภัณฑ์ Body Care ใน Gift Kit นี้มาพร้อมกับกลิ่นหอมสไตล์ Citrus (ผลไม้ตระกูลส้ม-มะนาว) ซึ่งหอมสดชื่นไม่ซับซ้อน ใครๆก็ชอบได้ไม่ยาก และการให้เครื่องประทินผิวกายก็ทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องผิวหน้าที่อาจแพ้ง่ายอีกด้วย แถมเซ็ตนี้ราคาเพียง 1,550.- จึงน่าจะเป็นเซ็ตยอดนิยม The Forager ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ 2 ชิ้นคือ Citrus Melange Body Cleanser 100mL Rind Concentrate Body Balm 100mL องค์กรที่ได้รับบริจาคสำหรับเซ็ต The Forager ได้แก่ Photographers Without Borders The Listener (นักฟัง) หมายถึงผู้ที่ช่วยปลอบประโลมและเยียวยาผู้อื่นด้วยการให้เวลาและความใส่ใจในการฟังเรื่องราวที่ไม่สบายใจของอีกฝ่าย การมอบ Goft Kit นี้เพื่อเป็นของขวัญตอบแทนผู้ที่ช่วยรับฟังปัญหาต่างๆของเราในช่วงที่ผ่านมา ก็น่าจะดูเหมาะสมมากๆครับ กลิ่นเขียวๆหอมๆของใบเจอเรเนี่ยมในเซ็ตนี้เป็นเหมือนตัวแทนของการช่วยให้คลายกังวล และทำให้รู้สึกว่าเราอยู่ในที่ที่ปลอดภัย The Listener (2,700.-) ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ 3 ชิ้นคือ Geranium Leaf Body Cleanser 100mL Geranium Leaf Body Balm 100mL Geranium Leaf Body Scrub 180mL องค์กรที่ได้รับบริจาคสำหรับเซ็ต The Listener ได้แก่ Pan Intercultural Arts The Advocate (นักสนับสนุน) Gift Kit นี้สำหรับผู้รับที่มีลักษณะเป็นกระบอกเสียงให้กับคนที่เสียงเบากว่า เขาจะเคารพความต้องการของผู้ที่มีความจำเป็น และคอยให้ความสนับสนุนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน The Advocate จึงเหมาะที่จะเป็นของขวัญให้กับคนที่คอยสนับสนุนและเป็นกระบอกเสียงแทนเราหรือกลุ่มคนผู้ต้องการความช่วยเหลือ ของในเซ็ตนี้มีทั้งหมด 4 ชิ้น (3,550.-) มีทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลมือและผิวกายดังนี้ Resurrection Aromatique Hand Wash (Screw Cap) 500mL Resurrection Aromatique Hand Balm 75mL Rind Concentrate Body Balm 100mL Citrus Melange Body Cleanser 100mL องค์กรที่ได้รับบริจาคสำหรับเซ็ต The Advocate ได้แก่ Voice of Witness The Protector (ผู้ปกปักษ์) เซ็ตนี้บ่งบอกถึงผู้รับที่มีลักษณะเป็นผู้กล้าที่จะยืนขึ้นเพื่อปกป้องเราและโลกให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง โดยเฉพาะในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่นับวันจะน่าเป็นห่วงขึ้นเรื่อยๆ ของใน Gift Kit นี้จึงถูกคัดสรรมาสำหรับสาย Living ผู้รักในการทำบ้านให้น่าอยู่โดยเฉพาะ เหมาะที่จะเป็นของขวัญให้คุณพ่อคุณแม่ หรือคนสนิทที่คอยปกป้องดูแลเรา รวมไปถึงโลกของเราด้วย The Protector (3,300.-) ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ 3 ชิ้นได้แก่ Cythera Aromatique Room Spray 50mL Post-Poo Drops 100mL Resurrection Aromatique Hand Wash (Screw Cap) 500mL องค์กรที่ได้รับบริจาคสำหรับเซ็ต The Protector ได้แก่ Karrkad Kanjdji Trust The Mentor (ที่ปรึกษา) Gift Kit นี้เหมาะที่จะให้กับผู้ใหญ่ที่เราเคารพ หรือที่ปรึกษาที่คอยให้ปัญญาและเตือนสติเราในวันที่เราไม่แน่ใจในทิศทางของชีวิต คนกลุ่มนี้มักจะมีวิธีพูดที่แฝงไปด้วยอารมณ์ขันอันชาญฉลาดและไม่ทำให้เรารู้สึกด้อยคุณค่าในตัวเอง ในแง่ของ Product นั้น เซ็ตนี้รวมผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าในซีรี่ส์ Parsley Seed 3 ชิ้น และมีซีรั่มเข้มข้น Top Seller ของ Aēsop ซึ่งเป็นสูตรพัฒนาใหม่ล่าสุดอยู่ด้วย ราคาทั้งเซ็ตอยู่ที่ 6,300.- ประกอบไปด้วย Parsley Seed Facial Cleanser 200mL Parsley Seed Anti-Oxidant Facial Toner 200mL Parsley Seed Anti-Oxidant Serum Intense 60mL องค์กรที่ได้รับบริจาคสำหรับเซ็ต The Mentor ได้แก่ Create UK และนี่ก็คือทั้ง 5 Gift Kits ที่ Aēsop ภูมิใจนำเสนอ เต็มที่ทั้งคอนเส็ปต์ คุณภาพ ความสวยงาม และความคุ้มค่า คู่ควรที่จะใช้แทนคำขอบคุณสำหรับคุณค่าอันดีงามที่ผู้รับมีให้กับเราและสังคม มาตรการ Social Distancing อาจแยกเราให้ห่างกันไปบ้าง ปลายปีนี้ก็เป็นโอกาสเหมาะที่จะส่งของขวัญกระชับความสัมพันธ์ที่มีค่าเหล่านั้นอีกครั้งนะครับ ช้อปได้ที่เอสอป เคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และ https://www.central.co.th/th/aesop www.hoparound.co #LetsHoparound #Skincare #AesopThailand #AesopSkincare












