Search Results
132 results found with an empty search
- Phuket Highlights เที่ยวเกาะภูเก็ตกับทีเด็ด 30 พิกัด
Phuket Highlights เที่ยวเกาะภูเก็ตกับทีเด็ด 30 พิกัด ประมาณ 6-7 เดือนที่ผ่านมาเรามีโอกาสเดินไปรีวิวที่พักดีๆที่ภูเก็ตหลายครั้ง ก็เลยได้ไปสำรวจจุดชมวิว คาเฟ่ และร้านอาหารหลายร้านบนเกาะงามที่ได้รับสมญานามว่า “ไข่มุกแห่งอันดามัน” แห่งนี้ ต้องขอบอกว่าภูเก็ตมีทีเด็ดเยอะมากๆ และลิสต์นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นให้เพื่อนๆได้ไปลองสำรวจกันต่อเท่านั้นนะครับ ยังมีอีกหลายพิกัดที่เราเล็งเอาไว้แต่ก็ยังไม่ได้ไป นอกจากนี้ร้านดังที่หลายคนน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว เช่น ร้านหมอมูดง เพียงไพร ระย้า โกเบ๊นซ์ข้าวต้มแห้ง ฯลฯ เราก็ไม่ได้ใส่ไว้ในลิสต์นี้ด้วยเช่นกัน (ตอนที่เราไปกินในทริปก่อนๆก็ไม่ได้ถ่ายรูปเอาไว้ด้วยแหละ) 30 พิกัดที่เรารวบรวมไว้ในโพสต์นี้จะมีจุดไหนน่า #Hop กันบ้าง ไปดูกันเลยครับ 1. The Smokaccia Laboratory ขนมปัง Focaccia สุดคลาสสิคของอิตาลี ได้รับการ Reinvented ใหม่ให้มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มละลายและไม่ทำให้ท้องอืดด้วยยีสต์ธรรมชาติ แถมเพิ่มกลิ่นหอมเข้มด้วยการรมควันจนเกิดเป็นขนมปังชนิดใหม่ในนาม Smokaccacia ที่เชฟ Luca Mascolo (อดีตเชฟอิตาเลียนแห่ง Amanpuri) ได้ยื่นเรื่องจดสิทธิบัตรไว้เรียบร้อย เชฟ Luca ได้รังสรรค์เมนูแซนด์วิชกัวร์เม่ต์ที่อร่อยล้ำไม่ซ้ำใครด้วยขนมปังดาวเด่นของร้าน และหากวันไหนเชฟได้วัตถุดิบดีๆมา (ซึ่งเชฟเน้นวัตถุดิบ Local นะครับ) ก็จะมีเมนูพิเศษประจำวันด้วย Location: https://goo.gl/maps/RuyPpYSP8vRpg7zE7 2. กินกับอี๋ ร้านนี้ต้องจองและสั่งอาหารล่วงหน้าก่อนนะครับ คุณทับทิมผู้ก่อตั้งร้านตั้งใจเสิร์ฟตำรับความอร่อยจากรสมืออาอี๋ (คุณป้า) จนติดโผ Bib Gourmand ใน Michelin Guide เลยทีเดียว อาหารที่ร้านกินกับอี๋นั้นเป็นลูกผสมของอาหารใต้กับอาหารจีนแคะ เมนูที่เราชอบคือกุ้งส้มขาม น้ำชุบเยาะ และหมูอี๋ครับ Location: https://g.page/kinkubei?share 3. ผาหินดำ จุดชมวิวไม่ลับแต่ก็ไม่ค่อยเห็นคนไปกันเยอะเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะการเดินทางที่ต้องวิบากนิดหน่อย (ต้องนั่งรถเข้าถนนลูกรังและเดินป่าเล็กน้อย) แต่พอเราลงรูปปุ๊บก็มีข้อความเข้ามาถามกันรัวๆว่าที่นี่คือที่ไหน เราไม่คิดว่าภูเก็ตจะมีมุมที่สวยขนาดนี้เลยครับ แอบนึกถึงเมือง Akaroa ในนิวซีแลนด์เลย (นิสัยช่างเปรียบเทียบมาอีกแล้ววว) เอาเป็นว่าภูเก็ตมุมนี้สวยประทับใจมากครับ Location: https://goo.gl/maps/DPSoShRy433SxvxF8 4. ครัวโอม จากนักดนตรีที่ชอบทำอาหาร คุณสมภพได้ตัดสินใจผันตัวมาเปิดร้านจริงจัง จนได้เป็นอีกร้านที่อยู่ใน Michelin Guide ร้านครัวโอมเสิร์ฟอาหารใต้ที่รสชาติกลมกล่อมพอดี ไม่โดดหรือแหลมไปทางใดทางหนึ่ง เมนูแนะนำคือกุ้งผัดไข่เค็มชะอม กับปลาต้มเต้าเจี้ยว Location: https://goo.gl/maps/Gad9zTomUM58KLhT8 5. Honest Coffee พาออกนอกเมืองเก่ากันบ้าง แต่ก็แค่ประมาณ 10 นาทีนะครับ ฮ่าๆๆ Honest เป็นร้านกาแฟเท่ๆอีกร้านที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน น่าจะถูกใจสายถ่ายรูปคาเฟ่เพราะร้านสวยมินิมอลตามสมัยนิยม (ตอนที่เราไปลูกค้าวัยรุ่นเยอะเลยครับ) มีเครื่องดื่มหลากหลาย กาแฟก็รสชาติดี แถมมีคุกกี้นิ่มขายหลายรสด้วยนะ Location: https://goo.gl/maps/XyndtpmdDBTM5Wgi8 6. Tengoku ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โอซาก้าขนาดกระทัดรัดที่ซ่อนตัวอยู่ในร้านอาหารอีกร้าน และร้านนั้นก็ซ่อนอยู่ในโรงแรม InterContinental Phuket อีกทีหนึ่ง นับเป็นร้าน Rare Item ที่น้อยคนจะรู้จักนะครับ Osaka นั้นได้ชื่อว่าเป็น “ครัวของประเทศญี่ปุ่น” เพราะเป็นแหล่งรวมอาหารอันหลากหลาย และเชฟไอซ์แห่ง Tengoku นั้นก็นำเอาความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบในแต่ละภูมิภาคและเทคนิคการปรุงอันหลากหลายทั้งแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม (มิโสะที่นี่เค้าหมักเองนะครับ) ไปจนถึงเทคนิคสมัยใหม่ เช่นการ Sous Vide มารังสรรค์เป็นเมนูที่อร่อยแปลกใหม่ไปซะทุกจาน Tengoku จึงกลายเป็นหนึ่งในร้านที่ทำให้เราทั้งประหลาดใจและประทับใจที่สุดในภูเก็ตเลยครับ Location: https://goo.gl/maps/WjD1v5NXbW7GzGWVA 7. Longchan ชื่อร้านอ่านว่า “ลงจาน” เป็นคาเฟ่ขนมจัดจานบนหาดป่าตองที่มีอาหารเสิร์ฟด้วย บรรยากาศจะมีความเป็นผู้ใหญ่ นิ่งๆกว่าร้านอื่นๆที่เราแนะนำมาในลิสต์นี้ เข้ามาแล้วรู้สึกเหมือนอยู่เมืองนอกเลยล่ะ อาจจะเพราะลูกค้าที่นั่งอยู่ในร้านขณะที่เราไปก็เป็นต่างชาติเสียส่วนใหญ่ ขนมและเครื่องดื่มต่างๆตกแต่งด้วยดอกไม้ที่ดูเรียบง่ายแต่สวยงาม เราประทับใจบรรยากาศร้านมากครับ อ่อ..ทางร้านไม่มีที่จอดรถให้นะ ต้องหาที่จอดริมฟุตบาธหน้าหาดเองนะครับ Location: https://goo.gl/maps/qdcKTCBXq8FqykYv7 8. Suay เป็นร้านอาหารฟิวชั่นย่านเชิงทะเลที่คอนเส็ปต์แน่นมาก แกนกลางหลักของเมนูนั้นเป็นอาหารไทย แต่เชฟนำไปผสมกับ Elements ของอาหารชาติต่างๆทั่วโลก ไม่ว่าจะจีน ญี่ปุ่น สเปน อิตาลี เม็กซิโก จนออกมาเป็นเมนูที่ไม่เหมือนใคร แรกๆเราก็แอบกังวลเพราะปกติเราไม่ค่อยปลื้มอาหารฟิวชั่นเท่าไหร่ แต่พอได้ลองปรากฏว่าอร่อยเกินคาดครับ โดยเฉพาะ Pappardelle มัสมั่นแก้มวัวที่รสชาติเข้มข้นเข้ากันมากๆ Location: https://goo.gl/maps/tcrRrxWWa37wj9J98 9. ภัตตาคารฮ่องกง ร้านนี้เจ้าของเป็นคนฮ่องกงเลย เสิร์ฟอาหารทะเลเป็นๆที่ช้อนเอาจากตู้ปลา และปรุงแบบฮ่องกงแท้ๆ ที่เน้นวัตถุดิบคุณภาพ ปรุงน้อยอร่อยมาก ในตู้ปลานั้นมีทั้งกุ้ง กั้ง หอย ปู ปลา ตัวใหญ่ๆ เนื้ออวบๆทั้งนั้น (เอาจริงๆเราเองก็รู้สึกสงสารมากเลยครับ แต่ก็เข้าใจว่าเป็นวัฒนธรรมการกินของเขา) มีทั้งที่มาจากน่านน้ำรอบๆภูเก็ต และที่ต้องนำเข้าจากฮ่องกงโดยตรง แน่นอนว่าอาหารทะเลพรีเมี่ยมแบบนี้ก็ย่อมมาพร้อมกับราคาที่พรีเมี่ยมเช่นกัน Location: https://goo.gl/maps/BEbWs3Bq119NWSAR7 10. เมืองเก่าภูเก็ต โดดเด่นไปด้วยตึกเก่าหลากสีดีเทลสวยในสไตล์ชิโน-โปรตุกีส เดินดูตึกอย่างเดียวก็เพลินแล้ว ที่โดดเด่นที่สุดก็เห็นจะเป็นหอนาฬิกาพรหมเทพอายุกว่า 100 ปีที่อยู่ตรงหัวมุมถนนพังงาตัดกับถนนภูเก็ต สิ่งที่ทำให้ในเมืองเก่าน่าเดินเล่นมากขึ้นไปอีกก็คือร้านรวงที่เรียงรายตลอดทั้งสองข้างทาง โดยเฉพาะร้านของกินนั้นอุดมสมบูรณ์มากๆ และร้านส่วนใหญ่ที่อยู่ในลิสต์นี้ก็อยู่ในเขตเมืองเก่าแทบทั้งสิ้น Location: https://goo.gl/maps/QhKQDdD9gTz5Pe9z8 11. Campus Coffee Roaster ร้านกาแฟอร่อยในเมืองเก่า เน้นเสิร์ฟเมนูกาแฟคุณภาพตรงประเด็นไม่ประดิษฐ์เยอะ เข้ากับบรรยากาศเท่ๆง่ายๆ มีเมล็ดกาแฟให้เลือกหลายตัว ชงทั้งแบบเข้าเครื่องเอสเพรสโซ่และดริป สายกาแฟไม่ผิดหวังครับ Location: https://g.page/campuscoffeeroasters?share 12. หาดไม้ขาว หาดที่อยู่ติดกับรันเวย์ของสนามบินภูเก็ต จึงเป็นจุดที่จะคนมารอถ่ายรูปบนหาดที่มีเครื่องบินกำลัง Landing เป็นฉากหลังกันค่อนข้างเยอะ ในช่วงเช้าทิศทางลมเหมาะสำหรับเครื่องบินขาเข้า เราก็จะได้เห็นเครื่องบินลงต่ำเพื่อลงจอดพอดี แต่เราไม่ได้ศึกษามาก่อนก็เลยมาช่วงเย็น ซึ่งลมเปลี่ยนทิศทำให้ได้เห็นก้นเครื่องบินขาออกแทน แม้จะไม่ได้รูปถ่ายคู่กับเครื่องบิน แต่บรรยากาศยามพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่นี่ก็งดงามดั่งมีมนตร์ เราไม่เสียดายเลยที่ตั้งใจขับรถมาครับ Location: https://goo.gl/maps/HuSgkGuroH4C1d249 13. Ryn ร้านชาที่อยู่ติดกันกับ Campus มองจากข้างนอกอาจไม่ได้สะดุดตามาก แต่พอเข้ามาดูเมนูในร้านแล้วเซอร์ไพร้ซ์กับแพชชั่นและความจริงจังในเรื่องชาจีน-ญี่ปุ่นแบบเกินคาดมากซึ่งถูกใจสายชาแบบเราเลย มีตัวเลือกใบชาเยอะ พร้อมข้อมูลแน่นบอกแหล่งที่มาและ Tasting Notes ละเอียดยิบ จนต้องใช้เวลาเลือกอยู่พักใหญ่ นอกจากชาแล้วยังมีกาแฟแบบ Slow Drop โกโก้ และสมูธตี้ด้วยนะครับ Location: https://g.page/ryntea?share 14. The Oasis ตรอกทางเดินในซอกตึกที่ถ่ายรูปสวยเพราะเขียวชอุ่มไปด้วยต้นไม้และใบบอน เชื่อมระหว่างถนนถลางและถนนดีบุก (เข้าได้จากทั้ง 2 ฝั่ง) ระหว่างทางมีร้านน่ารักๆเรียงราย แต่ช่วงที่เราไปนั้นเพิ่งพ้นจากการล็อคดาวน์ได้ไม่นาน ร้านจึงยังไม่กลับมาเปิดกันเท่าไหร่นัก Location: https://goo.gl/maps/9rerAzZgnxdzqd8n6 15. Matasecond Floor ร้านกาแฟมินิมอลอีกร้านที่ซ่อนตัวอยู่บนชั้น 2 ของตึกบนถนนถลาง ทางขึ้นอยู่ด้านใน The Oasis “มาตะ” แปลว่า “มาเถอะ” ในภาษาใต้ ภายในดูโปร่งด้วยผนังสีขาว แซมด้วยต้นไม้ฟอร์มสวย กาแฟรสชาติดีครับ Location: https://goo.gl/maps/a6bqYxGaJbtfEPBo9 16. Cloud Markt ร้านขาย Grocery น่ารักจริตฝรั่งแต่สินค้าเป็นของ Local แทบทั้งหมด พอเปิดประตูเข้าไปแล้วเหมือนเราได้หลงเข้าไปในร้านเก๋ๆในเมือง Portland, Oregon แพ็คเก็จสวยๆทั้งถุง ขวด กระปุก กระป๋องต่างๆทำให้ร้านดูมีชีวิตชีวาน่าหยิบจับพากลับบ้าน ทางร้านมีเสิร์ฟ Cold Cuts กับไวน์ด้วย (Natural Wine ก็มีน้า) เราคิดว่ากำลังจะมีอาหารอื่นมาเพิ่มอีกด้วย เพราะวันที่เราไปเห็นถ่ายเมนูกันอยู่ Location: https://goo.gl/maps/nZjsENjc1WBRwv9q6 17. Marni ร้านอาหารอิตาเลียนแสนเก๋ที่อยู่ติดกันกับ Cloud Markt ร้านบางร้านเราก็สามารถสัมผัสถึงแพชชั่นของเจ้าของได้ตั้งแต่เปิดประตูเข้าไป ร้านนี้ก็เช่นกัน เพราะเจ้าของร้านเป็นเชฟเองจึงใส่ใจดูแลทุกอย่างในครัวตั้งแต่ต้นจนออกมาเป็นจานเสิร์ฟให้เรา วันที่เรากินไปนั้นมีวัตถุดิบบางตัวไม่ได้มาตรฐาน เขาก็แจ้งลูกค้าตรงๆ แน่นอนว่าทุกจานที่เราสั่งมานั้นปรุงมาอย่างดี และแป้งพิซซ่าของที่นี่ก็หนานุ่มหนึบเคี้ยวสะใจมากครับ Location: https://goo.gl/maps/2m2qADWKtDLbmC1ZA 18. Grindsize Friends อีกหนึ่งร้านกาแฟที่น่าสนใจเมืองเก่าภูเก็ต ร้านนี้เท่าที่เราเห็นคือไม่ใช้เครื่อง Espresso Machine แต่จริงจังมากเรื่องการดริปและการปรุงผสมเครื่องดื่มด้วยแบบ Hand Craft จนเกิดเป็นเมนูที่น่าสนใจหลายตัวเลยครับ อ้อ! ร้านนี้อยู่ติดๆกันกับ Cloud Markt และ Marni นะครับ แวะเวิ้งเดียวได้ 3 ร้านเลย Location: https://goo.gl/maps/nZjsENjc1WBRwv9q6 19. กังหันลมพรหมเทพ ทุกคนคงเคยเห็นวิวงามๆของแหลมพรหมเทพกันมาเยอะแล้ว เราเลยขอแวะถ่ายจุดก่อนถึงปลายแหลมกันดีกว่า (จริงๆก็คือตะวันใกล้ตกดินแล้วด้วยแหละ ไปไกลกว่านี้ไม่ได้แล้วเดี๋ยวแสงหมดฮ่าๆ) จุดนี้เป็นสถานีพลังงานทดแทนแหลมพรหมเทพที่มีกังหันลมอยู่ด้วยจึงมีเสน่ห์ไปอีกแบบ ยิ่งเวลาโพล้เพล้อย่างนี้นี่แสงสวยอย่าบอกใคร Location: https://goo.gl/maps/nLxHiQbB6ZxWtC9h7 20. โกฮ้องข้าวต้มปลา อีกหนึ่งร้านอร่อยที่ติดลิสต์ Bib Gourmand แห่ง Michelin Guide ถึง 3 ปีซ้อน ส่วนเรานั้นขอยกให้ร้านนี้เป็นหนึ่งในร้านทีอร่อยสะใจที่สุดร้านหนึ่งในภูเก็ตไปเลย ดีงามจนเราไม่มายด์ที่จะต้องนั่งเบียดกันริมทางเท้า กลับไปซ้ำแน่นอน บางคนให้ฉายาว่าเป็น “เจ๊ไฝแห่งภูเก็ต” ซึ่งคงไม่ได้หมายถึงสไตล์อาหารหรอก แต่น่าจะเพราะโกฮ้องให้อาหารทะเลสดๆชิ้นใหญ่ๆและปรุงแบบอร่อยถึงใจทุกจาน Location: https://goo.gl/maps/efuer2qiiXeJAQ7A8 21. ร้านขนมจีนแม่ติ่ง ร้านอาหารเช้าพื้นถิ่นภูเก็ตที่รสชาติดี๊ดี มีน้ำยาหลากหลาย (น้ำยาปูก็มีนะครับ) เราเลือกตักราดผสมได้เองตามชอบเลย อย่าลืมสั่งไก่ทอดมากินคู่กับขนมจีนกันด้วยนะ เราชอบบรรยากาศความเป็นชาวบ้านที่จริงใจ และราคาก็ถูกมากจนอยากจะจ่ายเงินเพิ่มให้เลย Location: https://g.page/kanomjeenmaeting?share 22. Tera Boulanger ร้านเบเกอรี่เน้นครัวซองต์ที่เปิดเป็น Pop-Up อยู่ในตอนที่เราไป เพราะร้านจริงยัง Build ไม่เสร็จ พนักงานบอกว่าจะมาใน Theme แกเลอรี่ฝรั่งเศส ซึ่งน่าจะกลายเป็นอีกร้านดังได้ไม่ยากในอนาคต เราเห็นมีป้ายบอกว่าใช้เนยพรีเมี่ยมอย่าง Isigny Ste Mere จึงทำให้ครัวซองต์หอมเนยขึ้นจมูก แถมยังมีครัวซองต์รสท้องถิ่นอย่างโกบิหมอย (ข้าวเหนียวดำราดน้ำกะทิ) ด้วย ส่วนเมนูขนมอบอื่นๆก็ดูดีไม่แพ้กันครับ Location: https://g.page/tera-boulanger?share 23. โกยูรหมี่ฮกเกี้ยน ร้านบะหมี่เก่าแก่แต่โบราณ เครื่องแน่นปิดเส้นมิดเลย ราคาก็น่ารักมาก รสชาติค่อนข้างหวานกว่าก๋วยเตี๋ยวสูตรทั่วๆไปเยอะอยู่ ซึ่งถ้าจะไปกินต้องเตรียมเปิดใจไว้ก่อนนะครับ เส้นหมี่ฮกเกี้ยนจะอ้วนๆกลมๆเต็มปากเต็มคำ ใครชอบทานก๋วยเตี๋ยวรสหวานหรืออยากย้อนยุคไปลิ้มลองรสชาติแบบโบราณน่าจะปลื้มครับเพราะเราเห็นรีวิวดาวเยอะเชียว Location: https://goo.gl/maps/FTXyj1hwqodrfr6M6 24. ตรอกสุ่นอุทิศ ตรอกแห่ง Street Food แบบภูเก็ตแท้ๆ ไม่ว่าจะเป็นขนมอาโป๊งแม่สุณี อี๋เป๋งหมี่หุ้นกระดูกหมู โอ้เอ๋วเจ้าเก่า หรือถ้าหากยังไม่จุใจก็ขอให้แวะเข้าไปใน “ปุ๊นเต๋” ซึ่งเป็นโครงการฟู้ดคอร์ทที่รวมสตรีทฟู้ดแบบภูเก็ตไว้ในโครงการเดียวพร้อมที่นั่งกินสะดวกสบาย และมีห้องน้ำด้วย Location: https://goo.gl/maps/Jim1W6LxZC6uZBF98 25. Moonstone Cafe at Visit Panwa มาภูเก็ตทั้งทียังไงก็ต้องมีคาเฟ่ริมทะเลสิเนอะ ร้านนี้ไม่ได้อยู่บนหาดปกติด้วยนะ แต่อยู่ในท่าเรือวิสิษฐ์พันวา (Visit Panwa) ซึ่งเป็นท่าเรือที่ใกล้กับเกาะพีพีมากที่สุด จึงมีบรรยากาศที่สวยไปอีกแบบ ตัวร้านน่ารักให้อารมณ์ประหนึ่งคาเฟ่ในปูซาน มีประตูและผนังโค้งพร้อมเจาะช่องกระจกวงรี อย่าลืมแวะออกไปถ่ายรูปที่ระเบียงนอกร้านกันนะครับ Location: https://goo.gl/maps/PAU8ZR65XwHchPeG9 26. Karon View Point (จุดชมวิว 3 อ่าว) ชุดชมวิวที่คลาสสิคไม่แพ้แหลมพรหมเทพเลย เพราะเราก็เคยแวะมาเที่ยวตั้งแต่เด็ก กลับมาคราวนี้วิวของหาดกะตะ กะรน และป่าตองที่เรียงกัน 3 อ่าวก็ยังคงงดงามไม่เสื่อมคลาย วันไหนแดดจัดๆฟ้าโปร่งๆ น้ำจะสะท้อนสีฟ้าตัดกับหาดทรายสีขาวสวยงามมากครับ Location: https://goo.gl/maps/iXG5o2BzBQVw1HaR8 27. ถนนคนเดินหลาดใหญ่ ทุกๆวันอาทิตย์ 4 โมงเย็นถึง 4 ทุ่ม ถนนถลางกลางเมืองเก่าจะแปลงร่างเป็นถนนคนเดินที่คึกคักมากๆ มีทั้งร้านของกิน งานฝีมือ และการแสดงทั้งร้องรำทำเพลง ตอนแรกเราก็คิดว่าจะไปเดินเก็บภาพเล่นๆ แต่เผลอแป๊บเดียวก็ได้ของติดไม้ติดมือมาหลายชิ้น (ซื้อนะครับไม่ได้ขโมย ฮ่าๆๆ) อย่าลืมใส่แมสก์กันดีๆนะครับ เพราะคนเยอะจริงๆ Location: https://goo.gl/maps/EAWdbWSTQjYJE4y8A 28. จุดชมวิวแหลมสิงห์ จุดชมวิวเล็กๆ คนไม่เยอะที่เราชอบเพราะรู้สึกเหมือนเป็นมุมส่วนตัว มองลงไปเห็นหาดที่เงียบสงบ 2 หาดต่อเนื่องกัน ไม่รู้ว่านี่จะเป็นหาดท้ายๆของภูเก็ตที่ยังไม่มีรีสอร์ทมาจับจองหรือเปล่า (แอบได้ยินมาว่าที่ดินแถวนี้มีนายทุนมาเหมาซื้อและล้อมรั้วเตรียมสร้างโรงแรมแล้ว) Location: https://goo.gl/maps/seYpP4oAzNuXYoSk8 29. บุญรัตน์ติ่มซำ ซาลาเปา ร้านติ่มซำเจ้าดังในภูเก็ตที่มีคนเข้าคิวรอกันตั้งแต่เช้า มีเมนูติ่มซำหลากหลายทั้งนึ่ง ต้ม ทอด บางอย่างเราก็ไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน จุดเด่นอีกอย่างอยู่ที่น้ำจิ้มสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่สำคัญคือราคาถูกมาก เราเห็นบางรีวิวบ่นว่าขายดีขายเร็วจนบางทีเสิร์ฟติ่มซำที่ยังไม่ทันร้อน แต่มื้อนี้ของเรานั้นร้อนอร่อยดีครับ Location: https://goo.gl/maps/sTo3DKnng4CLcre36 30. โรตีน้ำแกงแถวน้ำ โรตีมุสลิมเตาถ่านเจ้าเก่ากว่า 50 ปี ณ แยกแถวน้ำในเมืองเก่าภูเก็ต แป้งกรอบนอกนุ่มใน กินเปล่าๆก็อร่อย มีหลายรสชาติให้เลือกทั้งคาวหวาน ไม่ว่าจะแบบธรรมดาจิ้มนมข้นน้ำตาลทราย หรือจะใส่ไข่ ใส่กล้วย เพิ่มไส้กรอก แกล้มไข่ลวก ไปจนถึงกินคู่กับน้ำแกงทั้งแกงเนื้อ แกงปลา และแกงไก่ สำหรับเครื่องดื่มก็มีทั้ง ชานม กาแฟโบราณ โอวัลติน นมถั่วเหลือง และนมแพะ ที่สำคัญคือราคาเป็นมิตรมากครับ Location: https://goo.gl/maps/adnkgxHfijRU2puSA
- Melbourne เมลเบิร์นเพลินเกินเรื่อง
“เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก” คือการจัดอันดับที่มักจะมีชื่อ Melbourne ขึ้นอยู่ในตำแหน่งต้นๆ ติดต่อกันนับสิบปี การันตีกันขนาดนี้ก็คงไม่น่าแปลกใจที่แต่ละปีจะมีคนย้ายเข้ามาอยู่ที่เมลเบิร์นกันถึง 129,000 คน และมีการคาดการณ์กันว่าภายในปี 2037 เมลเบิร์นจะกลายเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลียแซงหน้า Sydney ไปในที่สุดแม้ว่าตัวอักษรและภาพถ่ายจะไม่สามารถเทียบได้กับประสบการณ์ของการได้ไปอยู่ตรงนั้นจริงๆ ในช่วงที่ Covid-19 ยังระบาดแบบนี้ เราขออาสาพาเพื่อนๆไป #วาร์ปfromhome เที่ยวจริงผ่านจอกันไปพลางๆก่อนก็แล้วกันนะครับ ส่วนตัวแล้ว เรามีความผูกพันกับเมลเบิร์นมายาวนาน เพราะเมื่อ 12 ปีก่อน เราเคยเป็นนักเรียนอยู่ที่นี่ จึงพอจะบอกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง (และความไม่เปลี่ยนแปลง) ผ่านการเดินทางของเวลาในเมืองแห่งตรอกซอกซอยและร้านกาแฟรสเยี่ยมแห่งนี้ ทั้งที่ตั้งอยู่ในรัฐ Victoria ซึ่งเป็นรัฐที่มีพื้นที่เล็กที่สุดบนออสเตรเลียแผ่นดินใหญ่เมลเบิร์นมีดีอะไร ทำไมคนถึงพากันย้ายมาอยู่ที่นี่ เรามาลอง #hop ไปสำรวจกันดีกว่า ว่าแรงดึงดูดของเมลเบิร์นมีอะไรบ้าง CBD (Central Business District) ย่านศูนย์กลางเมืองเมลเบิร์นเรียกกันย่อๆว่า CBD (Central Business District) ริมแม่น้ำ Yarra มีผังเมืองที่เป็นระเบียบเรียบง่าย มีถนนตัดกันเป็นตารางคล้ายๆนิวยอร์ค ที่นี่คือแหล่งธุรกิจที่เต็มไปด้วยอาคารสูง (แต่ก็ไม่เท่ากรุงเทพฯหรอกนะ) พลุกพล่านไปด้วยชาวออฟฟิศ นักท่องเที่ยว และนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะชาวเอเชียหัวดำอย่างเราๆที่แทบจะครองเมืองไปแล้ว อาณาเขตของ CBD นั้นมีถนน 4 สายหลักล้อมไว้จนเป็นรูปสี่เหลี่ยม(เกือบ)เป๊ะเลย ถนนหลักทั้ง 4 ได้แก่ Spencer, LaTrobe, Spring และ Flinders การเดินทางใน CBD นั้นค่อนข้างสะดวก เพราะมีรถ Tram ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของ Melbourne มีลักษณะคล้ายๆรถเมล์รางที่มีสายเคเบิ้ลหิ้วอยู่ด้านบน ใน CBD ขึ้นฟรีด้วยนะ เพราะเป็น Free Tram Zone จุดศูนย์รวมทั้งรถไฟและรถ Tram ที่ใหญ่ที่สุดก็คือ Flinders Street Station ที่ตัวอาคารก็เป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญของ Mebourne ด้วย Flinders Station บริเวณที่มีผู้คนขวักไขว่กันมากที่สุดใน CBD ก็คือระหว่างถนน Elizabeth และ Swanston เพราะมีการกระจุกตัวของโรงแรมและห้างร้านต่างๆมากมาย ขายกันหลากหลายสินค้าทั้งแฟชั่น สกินแคร์ (Aesop ก็เป็นแบรนด์ที่เกิดในเมลเบิร์นนะ) เครื่องประดับ ไปจนถึงร้านอาหารแทบทุกสัญชาติ และคาเฟ่ต่างๆที่ล้วนแข่งกันเสิร์ฟกาแฟคุณภาพระดับโลก แถมยังเป็นที่ตั้งของ Landmark สำคัญๆ เช่น สถานีรถไฟหลักอย่าง Flinders Street Station และ Melbourne Central ไปจนถึงห้องสมุดของรัฐอย่าง State Library Victoria และจตุรัส Federation Square State Library Victoria ใครๆมาก็อดใจไม่ไหวต้องหยิบกล้องมาถ่าย เพราะสถาปัตยกรรมและเลย์เอ้าท์การใช้สอยพื้นที่นั้นสวยคลาสสิคเหลือเกิน (photo by Pussadee) Location: https://goo.gl/maps/sYwNEPiPFJbHq3fR8 หากคุณต้องการความ luxury ก็ขอให้พุ่งไปหาร้านบิ๊กเนมต่างๆได้ที่ถนน Collins Street หรือจะช็อปสบายๆในห้างก็ไปที่ Bourke Street ได้เลยแต่เอาเข้าจริงๆ เมลเบิร์นนั้นขึ้นชื่ออย่างมากในเรื่องของตรอกซอกซอยหรือ lane ต่างๆที่อัดแน่นไปด้วยร้าน local คิ้วท์ๆและงานกราฟฟิตี้อาร์ทสีสันสดใส อาคารหลายๆแห่งในเมืองก็ถูกออกแบบมาให้สามารถเดินทะลุเข้าห้างนั้นออกห้างนี้ไปมาหาสู่กันได้อย่างเพลิดเพลิน Saturdays NYC Location: https://goo.gl/maps/Pb4TqfFr9zJ797Lk8 เสน่ห์สำคัญอีกอย่างของเมลเบิร์นก็คืออาหาร โดยเฉพาะอาหารเอเชียที่หากินได้ง่ายมาก แค่บนถนน Swanston สายเดียวก็เรียงรายกันตั้งแต่อาหารไทย เฝอเวียดนาม ไก่ทอดเกาหลี (SamSam) ชานมไข่มุกไต้หวัน ถ้ายังไม่จุใจก็จงเดินเข้าประตูสู่ China Town ตรงแยกที่ตัดกับ Little Bourke St. เราแนะนำร้านติ่มซำ (ที่นี่เรียกว่า Yumcha) ชื่อ Secret Kitchen ที่อร่อยจุใจไส้แน่นจนเกือบลืมร้านโปรดในฮ่องกงไปชั่วขณะ Higher Ground ร้านบร้นช์ชื่อดังในเครือ Darling Group เจ้าของรางวัลมากมาย ร้านตั้งอยู่ในโรงไฟฟ้าเก่าที่ตัวอาคารถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกด้านสถาปัตยกรรมของเมลเบิร์น Location: https://goo.gl/maps/mDES3YG86NY2SvMz7 Supernormal เค้าเคลมว่าเป็นร้านอาหาร Modern Australian แต่เรากลับรู้สึกว่ากลิ่นเอเชียนฟิวชั่นคลุ้งเลย หรือว่าออสเตรเลียยุคใหม่เอเชียจะครองเมือง? Location: https://goo.gl/maps/REkFyyU62gZdf62Z7 ส่วนอาหารสายฝอ ก็ลองจิ้มเลือกร้านตามนี้ได้เลย Higher Ground (อาหารโมเดิร์นออสเตรเลียน) Supernormal (อาหารเอเชี่ยนฟิวชั่น) Movida (อาหารสเปน) Tipo00 และ Osteria Ilaria (อาหารอิตาเลียน) ยังมีร้านอีกเยอะมาก ลองไปเสิร์ชเพิ่มกันนะ เมื่อก่อนเราติดใจร้านพาสต้าเก่าแก่บ้านๆที่ชื่อ Pellegrinis Bar มากเลย แต่คราวนี้ไม่ได้ไปกิน เสียดายจัง Humble Rays ร้านฝีมือเชฟคนไทยที่มีประสบการณ์และรางวัลด้านอาหารมามากมาย โดยเฉพาะในเรื่องขนมหวานกลิ่นอายเอเชียผสมฝรั่ง Location: https://goo.gl/maps/5xYAytjMaArehWZv9 Dukes Coffee Roasters ร้านกาแฟเล็กๆแต่เป็นหนึ่งในร้านกาแฟที่คนท้องที่แนะนำมากที่สุด Location: https://goo.gl/maps/bc6PY5keRG4BFety7 Operator 25 บรั้นช์คาเฟ่ที่เปิดอยู่ในตึก Original Telephone Exchange Building มาในคอนเส็ปต์ Operator ที่ช่วยต่อสายความอร่อยให้กับลูกค้า Location: https://goo.gl/maps/4dtEdvWKNUktCT9D7 วัฒนธรรมกาแฟของเมลเบิร์นนั้นเข้มแข็งและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก แม้แต่ Starbucks เองก็ยังเจาะตลาดเข้ามาแทบไม่ได้ และต้องถอยทัพไปปรับกลยุทธ์กันอยู่พักใหญ่ โดยต้องหันมาเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยว ฟิมากกว่าคนท้องที่ เพราะคนที่นี่เค้าไปร้าน Local กัน อย่างเช่น Dukes Coffee Roasters, Industry Beans, Market Lane Coffee, St. ALi, Humble Rays, Operator 25 เป็นต้น กาแฟดีแทบทุกร้านจริงๆ The Hotel Windsor Location: https://g.page/thewindsormelbourne?share โรงแรมหรูในตำนาน อายุ 137 ปีใจกลางเมลเบิร์น เก่าแก่กว่าโรงแรม Ritz ที่ปารีส หรือ โรงแรม Savoy ที่ลอนดอนซะอีก Queen Victoria Market Location: https://goo.gl/maps/k4PNegvbEL8HDWaZ9 สำหรับฟู้ดดี้ส์สายเดินตลาด ก็ไม่ควรพลาด Queen Victoria Market ที่อยู่ด้านเหนือของ CBD ที่นี่เป็นตลาดสดเก่าแก่ขนาดใหญ่ที่สุดในซีกโลกใต้ (รวมพื้นที่ประมาณ 43 ไร่) ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าที่นี่มีสินค้าครบครันตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ โดยเฉพาะอาหารสารพัดชนิดทั้งของสดและของแปรรูปที่เราสามารถซื้อกลับบ้านได้ Market Lane Coffee ร้านกาแฟเรียบเท่มีอยู่หลายสาขาทั่วเมลเบิร์น Location: https://goo.gl/maps/ZsJ6Te1BA63HbkvK7 Royal Botanic Gardens Location: https://goo.gl/maps/b5xCHCn3FoeUYxum8 อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เมลเบิร์นเป็นเมืองที่น่าอยู่มากๆก็คือการที่มีธรรมชาติอยู่ติดกันกับเมืองเลย ทั้งแม่น้ำ Yarra ที่สงบเยือกเย็นและสวน Royal Botanic Gardens ขนาดใหญ่เกือบ 240 ไร่ทางตอนใต้ของ CBD ที่มอบทั้งความงดงามและร่มเย็นให้กับชาวเมือง สวนแห่งนี้เป็นอีกจุดโปรดในการหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองของเรา (สมัยเรียนอยู่ที่นี่ เรามาวิ่งออกกำลังกายในสวนแทบทุกเย็น) สังเกตว่าคำว่า gardens นั้นเติม s ด้วยเพราะที่นี่มีสวนย่อยๆหลายแบบรวมกันอยู่หลายสวน ทั้งพืชพรรณท้องถิ่นและพันธุ์ไม้หายากจากทั่วโลกทั้งสิ้นกว่า 8,500 สายพันธุ์ Southbank & South Melbourne ริมฝั่งแม่น้ำ Yarra ทางตอนใต้ของ CBD เป็นถิ่นเก่าบ้านเราเอง กลับมาคราวนี้มีอะไรหลายอย่างที่ต่างไป แต่อีกหลายสิ่งก็ยังนิ่งอยู่เหมือนเดิม ตึกสูงต่างๆก็ยังคงแย่งกันเบียดขึ้นฟ้า การันตีความสูงกันด้วยตึกที่สูงที่สุดใน Australia อย่าง Eureka Skydeck ไปจนถึง Crown Casino ที่ยังคงยืนเด่นให้มงลงอยู่ริมแม่น้ำเสมอมา แม้ว่าตัวเจ้าของ James Packer จะผ่านความสัมพันธ์ที่ไม่ลงตัวกับ Mariah Carey มานานแล้ว (เกี่ยวตรงไหนเนี่ย? 555) ด้วยที่ตั้งที่อยู่ติดแม่น้ำ สามารถเดินข้ามสะพานไม่กี่ก้าวก็ถึง CBD แล้ว รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่เป็นหน้าเป็นตาของเมือง จึงทำให้ South Bank เป็นหนึ่งในย่านที่ทำเลราคาสูงมาก และแน่นอนว่าร้านอาหารและคาเฟ่หรูหราที่มาพร้อมกับวิวเมืองติดแม่น้ำแบบพาโนราม่าก็ไม่ใช่สิ่งขาดแคลนในย่านนี้เช่นกัน National Gallery of Victoria Location: https://goo.gl/maps/nD21gM2PueiDBXNC7 นอกจากนี้ South Bank ยังเป็นที่ตั้งของศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมหลายๆอย่างของเมลเบิร์นไล่ตั้งแต่ พิพิธภัณฑ์หลักของเมืองอย่าง National Gallery of Victoria, Australian Centre for Contemporary Art, แกลอรี่ อาร์ทสเปซ โรงละคร มหรสพ และสถาบันเกี่ยวกับดนตรีและการเต้นรำก็ต่างกระจุกตัวกันอยู่ในย่านนี้ ว่าแล้วก็เสียดาย ถ้าหากวันนั้นเรามีเงินซื้ออพาร์ทเม้นท์เก่าเอาไว้ ป่านนี้มูลค่าคงพุ่งสูงไม่แพ้ตึก Eureka เลยล่ะ Australian Centre for Contemporary Art Location: https://goo.gl/maps/dhCRjVSFbW7SrCCR8 ส่วน South Melbourne ที่อยู่ถัดออกมา กลับมีบรรยากาศที่ต่างไป ตัวอาคารไม่ได้สูงเสียดฟ้า แต่แผ่กว้างมากขึ้น มีต้นไม้มากขึ้น แถมทิศใต้ก็อยู่ติดกับ Albert Park สวนสาธารณะขนาดใหญ่อีกอัน ย่านนี้มีร้านอาหารและคาเฟ่ดังๆอยู่หลายร้าน ไม่ว่าจะเป็น The Kettle Black, St.Ali, Market Lane Coffee, Chez Dre ฯลฯ หากใครรู้จักแบรนด์แก้วเครื่องดื่มเก็บความร้อนแบบพกพาที่ชื่อว่า Frank Green ที่เริ่มโด่งดังไปไกลทั่วโลก ด้วยจุดเด่นที่กดปุ่มตรงกลางปุ๊บก็สามารถยกดื่มได้เลย ไม่ต้องหมุนฝาออกเหมือนแก้วทั่วๆไป นางก็มี HQ อยู่ที่ South Melbourne นี่เช่นเดียวกัน ช่วงที่เราไปนางมีเซลใหญ่ คนต่อแถวกันอ้อมจักรวาลกันเลยทีเดียว Market Lane Coffee - South Melbourne สาขานี้เดินข้ามถนนจากตลาด South Melbourne Market ก็ถึงเลย Location: https://goo.gl/maps/aJRzeEyyTCPDkwLy8 ร้านค้าต่างๆใน South Melbourne Market Location: https://goo.gl/maps/RAm8Kp1MjxTyc9Vy6 สถานที่ที่น่าจะเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สุดใน South Melbourne ก็คงหนีไม่พ้น South Melbourne Market ตลาดที่เต็มไปด้วยร้านค้าอาหารและสิ่งของต่างๆมากมายหลากหลายแนว ตอนแรกเราหลงไปในโซนที่ไม่ค่อยถูกจริตเราเท่าไหร่ ก็แอบผิดหวังเล็กน้อย แต่พอเจอโซนที่ใช่แล้วก็เดินเพลินจนลืมเวลาเลย เผลอซื้อของจุกจิกจนลืมโควต้าน้ำหนักกระเป๋าซะงั้น แหะๆ St.Kilda & Brighton ลงใต้มาอีกนิด เราก็จะพบกับย่านติดทะเล 2 แห่ง แม้จะไม่ได้อยู่ติดกันซะทีเดียว แต่ St.Kilda และ Brighton ก็อยู่ทางเดียวกัน เราเลยขอจับมาคู่กันไปเลย St. Kilda นั้นอยู่ใกล้ CBD มากกว่า ที่นี่เป็นอีกย่านฮิปฟีลคล้ายๆ Santa Monica ใน LA แต่เงียบกว่า สวนสนุก Luna Park แบบในซิดนีย์ก็มีอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน ความฮิปที่นี่ต่างจากที่ Fitzroy เพราะมีความ subtle ไม่เอะอะมาก และร้านต่างๆกระจายตัวกันอยู่ ต้องซ่อกแซ่กกันพอสมควรถึงจะหาเจอ ส่วนใหญ่จะเป็นร้านประจำของชาว local ที่รู้แหล่ง บังเอิญวันเราไปเป็นวันธรรมดาและใกล้ค่ำแล้ว ส่วนใหญ่ก็เลยปิดกันหมด อดเก็บบรรยากาศมาฝากเลย T_T แต่ที่เราแวะไปก็คือ Hotel Esplanade โรงแรมเก่าแก่อายุกว่า 140 ปีที่เพิ่งถูก revamp และเปิดใหม่อีกครั้งในปี 2018 กลายเป็น Talk of the town อยู่พักใหญ่ในเมลเบิร์น กลับมาคราวนี้ Espy (ชื่อเล่นของ The Esplanade) โฉมใหม่ไม่ได้เป็นโรงแรม แต่เป็นคอมเพล็กซ์ร้านอาหาร+ผับบาร์ที่ดูเลอค่า classy และดิบเท่สุดๆไปเลย ที่นี่เต็มไปด้วยเรื่องราว ดนตรี และศิลปะ แค่ได้เดินสำรวจเข้าออกแต่ละห้องก็คุ้มค่าแล้ว บางจังหวะก็รู้สึกเหมือนเดินทะลุมิติเข้าไปใน Havana ในวันที่ผู้คนยังใส่สูทและสูบซิการ์ควันฉุยกันอยู่ ตลอด 140 ที่ผ่านมาถ้าผนังพูดได้ คงมีเรื่องให้เล่าเยอะแยะเลยล่ะ อีกร้านนึงที่มีเพื่อนแนะนำมาแบบสุดลิ่มทิ่มประตูคือร้านอิตาเลียนชื่อ Café Di Stasio เราก็พุ่งไปเลย แต่คงคาดหวังมากไปนิดเลยแอบผิดหวังเล็กน้อยในเรื่องรสชาติ ไม่ได้แย่นะ แต่ก็ไม่ได้ว้าว แถมเราก็แอบตกใจกับบรรยากาศ formal dining ตอนที่เปิดประตูเข้าไปเพราะเราเองก็ไม่ได้เตรียมตัวมา ก็เลยแอบเกร็งเล็กน้อยกับผ้าปูโต๊ะสีขาวเรียบกริบและพนักงานเสิร์ฟที่คอยยืนประกบอยู่ไม่ไกล และที่สำคัญราคาไม่เบาเลยล่ะ เลาะทะเลไกลออกมาทางใต้อีกนิด เราก็จะเจอกับ Brighton นักท่องเที่ยวจะร้องอ๋อเมื่อเห็นภาพบ้านหลังเล็กๆสีสันสดใสเรียงรายกันอยู่ริมหาด บ้านจิ๋วเหล่านี้มีชื่อเรียกกันว่า Bathing Boxes มีทั้งหมด 82 หลัง เป็นหนึ่งในหลักฐานทางวัฒนธรรมยุค Victoria ที่ยังคงอยู่ น้อยคนจะรู้ว่าบ้านเหล่านี้นั้นมีอายุเกินร้อยปีแล้ว ด้วยความน่ารักที่สามารถกระตุ้นต่อมถ่ายรูปได้เป็นอย่างดี จึงกลายมาเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของ Melbourne จากหาดตรงนี้พอมองย้อนกลับมาทางเมือง ก็จะเห็น Skyline ของตึกสูงสวยงามอยู่ลิบๆ ทำให้เรานึกถึงหาดบางเสร่เวลาเรามองย้อนไปที่เมืองพัทยาอยู่เหมือนกันนะ สำหรับชาว local แล้ว หลายคนมักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Brighton เป็นย่านในฝันที่จะมาซื้อบ้านอยู่ แต่ก็นั่นแหละเนอะความฝันมักมีราคาที่ต้องจ่ายสูงเสมอ Richmond & Hawthorn ย้ายมาทางฝั่งตะวันออกของเมืองกันบ้าง 2 ย่านนี้ไม่ค่อยปรากฏอยู่ในไกด์ท่องเที่ยวเท่าไหร่นัก แต่สำหรับคนท้องที่แล้ว นี่เป็น 2 ย่านที่มีร้านอาหารเจ๋งๆแบบที่ไม่ต้องตามกระแสอยู่เยอะเลย แม้จะอยู่ติดกันแต่บรรยากาศกลับต่างกันพอสมควร ฝั่ง Richmond นั้นมีกลิ่นเอเชียคลุ้งเลย เนื่องจากเป็นย่านที่ชาวเวียดนามย้ายมาตั้งรกรากกันอยู่เยอะ โดยเฉพาะบนถนน Victoria Street ถึงกับได้รับขนานนามให้เป็น Little Saigon เลย ส่วน Hawthorn ก็มีความฝรั่งมังค่าน่าเดินเล่นไม่แพ้กัน AU79 คาเฟ่เก๋ๆใน Richmond Location: https://goo.gl/maps/fP3DYPHHQ1t1qcvc6 ใน Richmond นอกจากร้านเวียดนามชื่อ Thanh Hà 2 (เราเรียกกันง่ายๆว่าร้าน “ตัญหา 2”) ที่เพื่อนคนไทยของเราที่อยู่ที่นี่ recommend แล้ว นางยังพาเราไปกินขนมและจิบเครื่องดื่มต่อที่คาเฟ่เก๋ๆชื่อ AU79 ที่อยู่ใกล้กันอีกด้วย ซึ่งก็ดีงามตามมาตรฐานเมลเบิร์น แต่ที่เรารีเควสต์ให้นางพาไปเลยก็คือโรงคั่วกาแฟ Coffee Supreme สัญชาตินิวซีแลนด์ที่เราแอบเป็นแฟนคลับอยู่ลับๆมานาน รู้มาว่านางมาเปิดโรงคั่วอยู่ทาง North Richmond มีหรือที่เราจะพลาด Coffee Supreme Location: https://goo.gl/maps/gnFCeeu6GV99zKV98 อีกร้านที่เราแอบปลื้มเป็นพิเศษคือร้านอาหารกรีกทางตอนใต้ของ Richmond ชื่อ Bahari เจ้าของเคยเข้าประกวด MasterChef เมื่อหลายปีก่อน จึงเอาสกิลล์มาดัดแปลงอาหารกรีกให้เข้ากับยุคสมัย เน้นให้แบ่งกันกินถูกจริตคนไทย ด้วยความที่ตั้งใจว่าจะต้องกินอาหารกรีกที่เมลเบิร์นให้ได้ เพราะหากินอร่อยๆยากในเมืองไทย และที่เมลเบิร์นเองก็มีคนเชื้อสายกรีกมาตั้งรกรากกันอยู่มาก เพื่อนๆก็เลยจัดให้ชุดใหญ่เลย Bahari Location: https://g.page/Bahari-Greek-Restaurant?share ข้ามมาฝั่ง Hawthorn คราวนี้มีไกด์เป็นเพื่อนฝรั่งชื่อ Mat ที่ไม่ได้เจอกันนาน นางเป็นคนที่มีรสนิยมด้านอาหารถูกจริตเรา เพราะเราชอบ comfort food มากกว่าอาหารหรูหรา นางจึงพาไปร้าน Vaporetto ร้านอาหารเวนิสบรรยากาศแบบบ้านๆฝรั่งให้ฟีลอบอุ่น มาพร้อมกับพนักงานเสิร์ฟที่เฟรนด์ลี่กำลังดี ร้านนี้กลายเป็นอีกหนึ่งร้านโปรดของเรา และถ้ามีโอกาสได้กลับไปกินอีกก็จะดีใจมากๆ Vaporetto Location: https://goo.gl/maps/6EnxZgjQNUGEjB329 อีกร้านในย่าน Hawthorn ที่ Mat พาไปตะลอนกิน และก็ดีงามไม่แพ้กัน เป็นไวน์บาร์สัญชาติสเปนชื่อ Tinto คืนนั้นเราปิดท้ายด้วยเจลาโต้หอมหวานที่ร้าน Piccolina Gelateria ซึ่งเราก็บังเอิญเดินไปเจอ แล้วมารู้ทีหลังเป็นร้านดัง อร่อยเข้มข้นถูกใจเลยล่ะ Tinto wine bar & food Location: https://g.page/tintomelb?share Piccolina Location: https://goo.gl/maps/9DBX9yqGrJAR2Tgx5 Fitzroy วนขึ้นมาทางตะวันออกเฉียงเหนือของ CBD ก็จะเจอย่านฮิปที่ชื่อ Fitzroy แนะนำให้เดินเลียบถนน Brunswick เพราะเต็มไปด้วยร้านรวงคาแร็คเตอร์จัดมากมาย ทั้งร้านหนังสือ ดอกไม้ เสื้อผ้า อาหาร ผับ บาร์ คาเฟ่ ไปจนถึงตลาดนัด เรารู้สึกว่าย่านนี้มีพลังงานคล้ายกับ San Francisco ยังไงไม่รู้ วัยรุ่นไม่ควรพลาด (แต่เราเลยวัยนั้นมานานแล้ว 555) Lune Croissanterie ร้านครัวซองต์ที่กำลังมาแรงสุดๆ Location: https://goo.gl/maps/3M5j2wXHYvcq2p8f7 เราเลือกแว่บเข้าไปที่ร้าน LUNE สาขาใหญ่ใน Fitzroy ก่อนเลย เพราะได้ยินชื่อเสียงครัวซองต์ของเขามานาน แต่สิ่งที่ทำให้เราว้าวกลับไม่ใช่ตัวสินค้า (อร่อยเลยน้าา แต่เราเคยกินร้านอื่นที่ถูกใจกว่านี้ และแอบคิดว่าที่นี่แพงไปนิดดด) แต่เป็นวิธีการ “นำเสนอสินค้า” ผ่านคอนเส็ปต์ บรรยากาศ และกลยุทธ์แบรนดิ้งต่างๆ ใครเลยจะคิดว่าร้านครัวซองต์จะสามารถเท่และสร้างความฮือฮามีแฟนคลับมากมายขนาดนี้ Perfect Potion ร้านขายน้ำมันหอมระเหยที่ทั้งช่วยผ่อนคลาย บำบัด และปรับสมดุลให้กับชีวิตที่วุ่นวาย Location: https://goo.gl/maps/8cteM4b3dwGA46AD8 จากนั้นเราก็เตร็ดเตร่เข้าร้านนู้นออกร้านนี้ ได้ของมานิดๆหน่อยๆ พากระเป๋าสตางค์รอดมาได้แบบต้องตัดใจไปหลายอย่าง จนกระทั่งมาแพ้ทางให้กับร้านขายน้ำมันหอมระเหยที่ชื่อ Perfect Potion แบบไม่ทันตั้งตัว เราเลือกกลิ่นที่สกัดจาดพืชพรรณ local อย่าง Kunzea และอื่นๆอีกหลายขวด รวมถึงที่เค้า blend มาให้แล้วอีกเพียบเลย ที่จริงย่านนี้ขึ้นชื่อเรื่อง night life มากเลยนะ ผับบาร์ต่างๆก็มีธีมเป็นของตัวเอง เสียดายที่เราไม่ได้อยู่ในมู้ดที่จะปาร์ตี้เลยไม่ได้แวะเก็บบรรยากาศมาฝาก FREITAG ขวัญใจชาวฮิปสเตอร์ Location: https://goo.gl/maps/4N9ijWviz6UTyN9Y6 Assembly Label แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์ Coastal เน้นโทนสีอบอุ่น ดูสะอาดตาและผ่อนคลาย ใส่แล้วเหมือนได้เดินเล่นอยู่ริมหาดออสซี่ Location: https://goo.gl/maps/pXSy9a6W8wt1spzF6 Mr Simple Fitzroy Location: https://goo.gl/maps/Fg7MqsDmW3bbmBty5 Kloke Location: https://goo.gl/maps/bmxiU3TgrSLRYf8Y8 Flowers Vasette Location: https://goo.gl/maps/7SvQ9ck9M9SQUREX9 Chotto Motto Location: https://g.page/chottomotto?share อันนี้แถมให้ หลุดจาก Fitzroy มาทางทิศตะวันออกมานิดเดียว จะเป็นย่านสงบๆชื่อ Collingwood เราแว่บมาเจอร้านเกี๊ยวซ่าแต่งร้านสไตล์วินเทจแบบญี่ปุ่น ชื่อ Chotto Motto แปลกตาดี อาหารเราว่าไม่ได้ว้าวเว่อร์วัง แต่การได้มาอยู่ในบรรยากาศสนุกๆแบบนี้ก็ตัดเลี่ยนได้ดีเหลือเกิน North Melbourne ขยับมาทางเหนือของ CBD เป็นย่านที่เงียบแต่เราชอบจัง ตอนแรกก็กะจะไม่เขียนถึง เพราะก็ไม่ค่อยมีอะไรโดดเด่น แต่พอได้ลองขนมร้าน Beatrix แล้ว บอกได้เลยว่านี่น่าจะเป็นร้านเบเกอรี่โฮมเมดที่เราชอบมากที่สุดใน Melbourne ขนาดเราไปตอนที่ร้านใกล้ปิด ของดังๆของเค้าหมดไปแล้ว ซื้อได้แต่ของที่เหลือในตู้ไม่กี่ชิ้น เรายังตกหลุมรักกับ Caramel Slice และ Cookie คาราเมลเค็ม (ก็มันเหลือแต่คาราเมลอ่าาาา) เข้าอย่างจัง คือดูทรงแล้วอย่างอื่นต้องเด็ดมากแน่ๆเลย Beatrix ต้องโดนจริงๆ Location: https://goo.gl/maps/BqbmWhgXhTNR16wa9 Mörk เจ้มจ้นล้นใจ Location: https://g.page/MorkChocolate?share อีกร้านที่สายของหวานน่าจะถูกใจไม่แพ้กัน นั่นก็คือร้านขาย Specialty Hot Chocolate ที่ชื่อว่า Mörk เมื่อ 12 ปีก่อนเราเทใจให้ช็อคโกแลตร้อนของ Koko Black อีกร้านช็อคโกแลตพรีเมี่ยมของ Melbourne แต่คราวนี้ต้องยกให้ Mörk จริงๆ ขนมอย่างอื่นก็ดี๊ดี เสียดายที่เราดันไป Beatrix มาก่อนแล้ว ความฟินเลยถูกตัดหน้าแบ่งไปง่ายๆซะอย่างนั้น Yarra Valley อันนี้ไม่อยู่ในเมือง แต่เราอยากแถมให้ (แถมเก่งงงง) ปกติคนที่มา Melbourne ก็มีทางเลือกให้ออกไปเที่ยวรอบนอกได้หลายจุด ที่โด่งดังที่สุดในหมู่นักท่องเที่ยวก็เห็นจะเป็นการขับรถเล่นบนถนน The Great Ocean Road ไปชมหิน The Twelve Apostles หรือไปชมเมืองขุดทองโบราณอย่าง Ballarat หรือลงใต้ไป Mornington Peninsula แล้วข้ามไปดูเพนกวิ้นที่ Phillip Island แต่เราไปจุดต่างๆเหล่านั้นมาหลายรอบแล้วเลยอยากเปลี่ยนไปเส้นทางอื่นบ้าง เราจึงถือโอกาสพาเพื่อนๆ #hopsters ขับรถออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อไปดื่มด่ำกับบรรยากาศไร่องุ่น และจิบไวน์เคล้าอาหารเลิศรสกันที่แหล่งผลิตไวน์ที่สำคัญของรัฐ Victoria อย่าง Yarra Valley Zonzo Estate Location: https://g.page/ZonzoEstate?share ในหุบเขา Yarra นั้น มีไร่องุ่นและโรงทำไวน์ชื่อดังอยู่หลายยี่ห้อ จุดแรกที่เราเลือกแวะคือ Zonzo Estate เพราะเพื่อนของเราบอกว่าคนน้อยและวิวสวยเพราะมีทิวเขาเป็น background อยู่ด้านหลัง และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เราชอบบรรยากาศที่นี่ มีความยุ้งฉางโมเดิร์นที่ตกแต่งแต่พอดี ร้านอาหารก็น่าลองมากๆ แต่เรามาถึงก่อนเวลามื้ออาหาร และเพื่อนแพลนที่อื่นไว้แล้ว เลยต้องตัดใจ T_T แต่คราวหน้าไม่พลาดแน่ Domaine Chandon Location: https://goo.gl/maps/1ESEx4k2L9XNfj387 จากนั้นเราไปต่อกันที่ Domaine Chandon หลายคนน่าจะรู้จักหรือคุ้นชื่อกันบ้าง ในฐานะแบรนด์ที่โดดเด่นในเรื่อง New World Sparkling Wine เพราะเขาเป็นเพียงเจ้าเดียวในออสเตรเลียที่ใช้กระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมของฝรั่งเศส บรรยากาศที่นี่ดูเก่าแก่มีประวัติศาสตร์มากกว่าที่แรก และจำนวนคนก็มากกว่าเช่นกัน เราเดินดูพิพิธภัณฑ์ของแบรนด์ ทะลุไปยังห้องอาหาร/จิบไวน์ที่คึกคักมาก ก่อนจะออกไปสูดอากาศในไร่องุ่นเพื่อซึมซับเอาพลังงานดีๆเข้าร่าง The Coombe Cottage Location: https://goo.gl/maps/3KmyozCXTfgJzeBVA จุดสุดท้ายที่เราแวะก็คือ Coombe ที่นี่เป็นทั้งจุดชิมไวน์/ร้านอาหาร/แกลอรี่ และสถานที่จัดงานเลี้ยงสำคัญต่างๆ สถานที่แห่งนี้เคยเป็นบ้านเก่าของ Dame Nellie Melba นักร้องโอเปร่าระดับตำนานของออสเตรเลีย มีพื้นที่ถึง 7 เอเคอร์ (เกือบ 18 ไร่) และโดดเด่นด้วยสวนอังกฤษสวยหยด เต็มไปด้วยต้นไม้เก่าแก่ที่ดูอุดมสมบูรณ์ สะกดสายตาผู้มาเยือนตั้งแต่รั้วที่ตัดแต่งจากพุ่มไม้ขนาดมหึมาให้เป็นแนวเส้นโค้งอ่อนช้อยดูคลาสสิคแต่ก็ทันสมัยไปพร้อมๆกัน เราชอบที่นี่มากๆ ขณะที่เรากำลังพิมพ์บทความนี้อยู่ก็แอบนึกถึงบรรยากาศการนั่งจิบชาคู่กับ scone อร่อยๆระหว่างนั่งเม้าท์มอยกับเพื่อนๆที่โต๊ะในสนามหญ้าหลังบ้านคุณนาย Melba แหม.. มันน่ากลับไปเยี่ยมอีกซักรอบจริงๆ คงจะพอเห็นภาพกันบ้างแล้วเนอะว่าทำไม Melbourne ถึงอยู่อันดับต้นๆของเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกมาติดต่อกันหลายต่อหลายปี ส่วนผสมที่ลงตัวของผังเมืองที่เรียบง่ายทันสมัย ระบบสาธารูปโภคและคมนาคมที่มีคุณภาพ การส่งเสริมแบรนด์ท้องถิ่นให้เติบโต พื้นที่สีเขียวที่ร่มรื่นงดงามและเพียงพอสำหรับทุกคน และที่สำคัญที่สุดก็คือการเปิดรับความหลากหลายมางวัฒนธรรม ซึ่งก็นำมาสู่ทางเลือกที่ไม่รู้จบในเรื่องอาหารการกินและสุนทรียภาพในการใช้ชีวิต ทำให้ Melbourne นั้นมีแรงดึงดูดอันทรงพลัง แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลจากประเทศส่วนใหญ่ในโลกเพียงใด แต่ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศก็ยังคนหลั่งไหลย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ที่นี่กันอย่างไม่ขาดสาย Things we bought ไปเมลเบิร์นซื้อนี่ดิ!! ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้ว่าเราซื้อของมาเยอะกว่าในรูปมาก 5555 แต่เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีไม่บ้าหอบฟางเกินไป เราขอเลือกมาแนะนำก็แล้วกัน อย่างแรกเลยก็คือเมล็ดกาแฟ และสินค้าเกี่ยวกับกาแฟต่างๆ เพราะเมลเบิร์นดังเรื่องนี้มากจริงๆ (ชาเค้าก็มียี่ห้อ local หลายยี่ห้อนะ ดังสุดก็คือ T2 แต่เรากินหมดตั้งแต่อยู่ที่นู่นเลยไม่ได้เอากลับมาถ่ายด้วยกัน) เราซื้อเมล็ดมาจากหลายยี่ห้อ ทั้ง Market Lane, ST. ALI, Supreme ฯลฯ เราได้แก้วเก็บความร้อน (คนแถวนี้เรียก Keep Cup) จาก Frank Green มาด้วย เราเลือกเสื้อผ้าสบายๆจาก Assembly Label และแอบหยิบนิตยสาร Screen'ry ฉบับแนะนำ Melbourne ที่วางขายในร้านติดมาด้วย (เสื้อผ้าดีไซเนอร์แบรนด์อินเตอร์ต่างๆที่นี่ก็มีให้เลือกเยอะ และราคาก็แทบไม่ต่างกับที่ยุโรปเลยนะ) ที่ขาดไม่ได้อีกอย่างก็เห็นจะเป็นผลิตภัณฑ์ Aesop ที่ราคาถูกว่าที่อื่นแบบปฏิเสธยาก สุดท้ายก็คือของจุกจิกจากตลาดและซุปเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Manuka Honey อาหารเสริมที่สกัดจากธรรมชาติ เครื่องประทินผิว ของกินนู่นนี่นั่นอีกนับไม่ถ้วน รวมไปถึงเครื่องใช้จิปาถะอีกมากมาย อ่อๆๆๆ เราลืมน้องน้ำมันหอมระเหยขวดจิ๋วไปเลย เราปลื้มกลิ่นแปลกๆที่เมืองไทยไม่มีขายหลายกลิ่นเลยแหละ FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #LetsHoparoundMelbourne #LetsHoparound #Melbourne #Melbournecity #MelbournecityGuide #Travel #เมลเบิร์น #เที่ยวเมลเบิร์น #รีวิวเมลเบิร์น #เมลเบิร์นไปไหนดี #ไปไหนดีในเมลเบิร์น #รอบเมลเบิร์น #เมืองเมลเบิร์น #ไปเมลเบิร์น #เที่ยวเมลเบิร์นด้วยตัวเอง #บินไปเมลเบิร์น
- รีวิวซานฟรานซิสโก San Francisco City Guide เที่ยวอเมริกา ด้วยตัวเอง
สะพาน Golden Gate สีแดงที่ทอดยาวเป็นกิโลคงเป็นภาพจำอันดับหนึ่งของเมืองศูนย์กลางการค้าแห่ง California ตอนเหนือแห่งนี้ เราตกหลุมรักบ้านเรือนสไตล์ Victorian สีสันน่ารักบนเนินสูงบ้างเตี้ยบ้าง และรถรางโบราณที่วิ่งรับส่งผู้คน ซานฟรานซิสโก เป็นเมืองที่โอบล้อมไปด้วยทะเล และมีสเน่ห์แห่งหนึ่งในฝั่งตะวันตกของอเมริกา และอากาศดีตลอดทั้งปี ทริปนี้เราจะพาไป #hop เล่นในเมือง San Francisco กัน รีวิวซานฟรานซิสโก San Francisco City Guide เที่ยวอเมริกา ด้วยตัวเอง Retails แหล่งช้อปปิ้งใน SF มีอยู่หลายย่านทั้งจตุรัสกลางเมืองอย่าง Union Square ที่รวบรวมเอาห้างหรูและแบรนด์ระดับโลกเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีถนน Hayes และ Fillmore และถนนอื่นๆที่เรียงรายไปด้วยร้านค้านานาสไตล์ เราชอบที่ SF มีร้านเก๋ๆกระจายอยู่หลายจุดทั่วเมือง Acne Studios Geary Street Location: https://goo.gl/maps/pM9dQggFofstSPFXA Minimal ร้านขายของแต่งบ้านสไตล์.... ลองดูจากชื่อร้านเองละกัน ของที่ทางร้านคัดมามีกลิ่นไอความเรียบง่ายแต่เก๋ แนวสแกนดิเนเวีย และญี่ปุ่นที่ทั่วโลกกำลังคลั่งไคล้กัน Location: https://g.page/GOminimal?share Outdoor Voices ร้านเสื้อผ้า Athleisure (กึ่งกีฬากึ่งเที่ยว) จาก New York มาพร้อมสีสันและการนำเสนอ ที่น่ารักน่าสนใจสไตล์อเมริกัน Location: https://goo.gl/maps/GXue12Vn7SVVGXYf9 Heath Ceramics นอกจากถ้วยชามรามไหดีไซน์เรียบโก้แล้ว ฮีธนั้นโด่งดังเรื่องงานกระเบื้องคุณภาพที่ออกแบบและผลิตในแคลิฟอร์เนีย ก่อตั้งแต่ปี 1948 ใน Salsalito เมืองน่ารักที่อยู่อีกฟากของสะพาน Golden Gate แวะมาที่นี่ก็จะได้ทั้งอุปกรณ์บนโต๊ะอาหาร ของแต่งบ้าน หนังสือ และกระเป๋าที่เน้นการใช้งาน สวยเรียบแต่ทนทาน รวมไปถึงงานจิวเวอรี่อีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/vTRUNcyHhxWY6TbV9 Schein & Schein สวรรค์สำหรับคนชอบงานพิมพ์ย้อนยุค เขาเน้นไปที่แผนที่โบราณของเมืองและประเทศต่างๆ แต่ก็มีงานพิมพ์อื่นๆขายด้วย ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์ โปสการ์ด รูปภาพ หนังสือ และงานอาร์ทเวิร์ค ตลอดจนเครื่องเขียนที่ดูขลังเหมาะลุคของร้าน Location: https://goo.gl/maps/hmoJ4AR9sXmZG4BXA Wine Merchant Cheese Monger เราบังเอิญเดินผ่านมาเจอ แต่ร้านนี้น่ารักสำหรับคนชอบอาหารกระจุกกระจิกอย่างเรา แถมพนักงาน (หรือเจ้าของร้านหว่า?) ก็นิสัยดีและมีความรู้จริง แนะนำได้ทุกอย่างด้วยความมั่นใจและเป็นมิตรอย่างยิ่ง Location: https://goo.gl/maps/fDECEHCN4i7NpaiJ8 City Lights Booksellers & Publishers ร้านหนังสืออิสระใจกลางซานฟรานซิสโก รวมหนังสือหลายแนวมาก ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1958 ร้านค่อนข้างใหญ่ และเงียบ ในเมืองใหญ่ๆแบบนี้ เหมาะแก่การหลบไปพักหาหนังสือดีๆอ่านมาก เราชอบวิธีการจัดร้านเหมือนเขาวงกตดี มีซอกมุมหลืบให้นั่งอ่านหนังสือเต็มไปหมด Location: https://g.page/CityLightsBooks?share Food ไปซานฟรานกินอะไรดี? San Francisco เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้านอาหาร เพราะนอกจากจะอยู่ติดทะเล และใกล้แหล่งเกษตรกรรมแล้ว เมืองแห่งนี้ยังเป็นหม้อหลอมรวมวัฒนธรรมอันหลากหลายทั้งยุโรป เอเชีย และลาตินอเมริกาเข้าไว้ด้วยกันอย่างลง Sotto Mare ร้านอาหารซีฟู๊ดสไตล์อิตาเลี่ยนอร่อยและสดมาก รสชาติจัดจ้านคล้ายอาหารไทยเลย แถมบรรยากาศก็ดูมีชีวิตชีวา ใครที่ชอบอาหารทะเลไม่ควรพลาดร้านนี้ ซุปซีฟู้ดรสจัดอย่างกะต้มยำ ขาดแค่ตะไคร้กะพริกขี้หนู ถูกปากเรายิ่งนัก Location: https://goo.gl/maps/1REnZZj8jYD59aj58 Tartine Bakery ร้านเบเกอรี่ชื่อดังของ San Francisco มีคิวรอหน้าร้านตลอดเวลา มีหนังสือสูตรขนมของตัวเองวางขายทั่วโลก สาขานี้เป็นสาขาดั้งเดิม สภาพก็ทั้งขลังและโทรม 555 แต่นางมีสาขาอีกหลายที่ที่สวยงามตามสมัยนิยม เช่นที่ Tartine Manufactory ที่เป็นร้านใหญ่มีอาหารบริการด้วย Location: https://goo.gl/maps/SFTRs5mhEpc4Kit56 Plow ร้านอาหารเช้าที่ (น่าจะ) ดีที่สุดร้านหนึ่งใน SF เสิร์ฟอาหารง่ายๆที่ใช้วัตถุดิบอย่างดี ทั้งไข่กวน แพนเค้ก สลัด ไปจนถึงชากาแฟพรีเมี่ยม และน้ำผลไม้คั้นสด Location: https://goo.gl/maps/ddUVbnApeowd1AaXA Rose’s Cafe ร้านอาหารอิตาเลียนแบบง่ายๆบ้านๆ แต่อร่อยเกินคาด ร้านตกแต่งดูเป็นบ้านอบอุ่นด้วยสีเหลืองน่ารัก เหมาะสำหรับมื้อกลางวัน อิ่มแล้วก็เดินไปช้อปปิ้งต่อที่ Fillmore Street ได้เลย Location: https://goo.gl/maps/UsZ7prn45nECDDFm8 The French Laundry และ Bouchon สองร้านนี้ไม่ได้อยู่ใน San Francisco ซะทีเดียว เพราะต้องขับรถออกไปทางเหนือกว่าชั่วโมงครึ่งจนถึง Napa Valley แต่ด้วยความพิเศษมากๆของนาง เราจึงอยากเอามารวมไว้ด้วย เพราะทั้ง 2 ร้านเป็นร้านของเชฟ Thomas Keller เชฟอเมริกันเพียงคนเดียวที่มีร้านอาหาร 3 ดาวมิชลินถึง 2 ร้าน เราจองคิวร้าน The French Laundry ล่วงหน้าหลายเดือนก่อนออกเดินทางมา เพราะรู้ดีว่าที่นี่เป็นร้านจองยากระดับตำนานที่มีดาวมิชลิน 3 ดวงการันตี ดีงามขนาดไหนคงสาธยายไม่หมด แต่ที่หมดไปอย่างแน่นอนก็คือเงินในกระเป๋าเรา (ฮาาาา!) ทว่าร้านที่เราแอบชอบมากกว่านิดนึง (เพราะเราเป็นสาย comfort food) กลับเป็นร้าน Bouchon ที่แม้จะมีแค่มิชลินเพียงดวงเดียว แต่บรรยากาศและอาหารนั้นถูกจริตเรามากกว่า และเราก็ปลาบปลื้มกับ wine list ที่นางคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันด้วย Location: https://goo.gl/maps/FXRAXGqfEP5sbiKn9 Coffeeeeee สำหรับคอกาแฟ San Francisco เป็นเมืองที่มีร้านกาแฟและโรงคั่วเมล็ดมากเป็นอันดับต้นๆของอเมริกา แบรนด์ที่โด่งดังที่สุดก็คงหนีไม่พ้นร้านขวดฟ้าสุดคูล หรือ Blue Bottle ที่ขยายสาขาไปหลายประเทศ แต่คอกาแฟต้องอย่าลืมแวะ 4Barrels, Sightglass, Ritual, Verve, Andytown, Slojoy และอื่นๆอีกมากมายด้วยนะ 4Barrels ร้านใหญ่ มาพร้อมกับรสชาติที่อร่อยมาก และยังคั่วกาแฟกันสดๆในร้านเลย Location: https://goo.gl/maps/yGHCk3fwndZC9t2T7 Blue Bottle สาขานี้ตั้งอยู่ใน Ferry Building Market Place Location: https://goo.gl/maps/vZv6iiF26TbQx9mq7 Architecture & Landmarks เป็นอีกหนึ่งเมืองในโลกที่สถาปัตยกรรมสวยมากๆ Coit Tower ได้ยินชื่อหอคอย Coit Tower ก็อาจจะทำให้หลายคนนึกขึ้นได้ว่าที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดของร้านไอติมยี่ห้อดังที่มีสาขามากเมืองไทย แต่สำหรับคนที่นี่หอคอยสีขาวแนว Art Deco ที่ตระหง่านอยู่บน Telegraph Hill แห่งนี้นั้น หมายถึงประวัติศาสตร์ และแลนด์มาร์คสำคัญที่สร้างขึ้นด้วยเงินของเศรษฐีที่ชื่อว่า Lillie Hitchcock Coit หลังจากที่เขาเสียชีวิตลง เพียงเพื่ออยากจะเติมความงามให้กับเมืองซานฟรานที่เขารัก แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆแล้ว ที่นี่ก็เป็นอีกหนี่งจุดชมวิวพาโนราม่ายอดฮิต ที่มีความสูงกว่า 210 ฟุต มีค่าเข้าชมคนละ 8 USD Location: https://goo.gl/maps/kNWaAv7SyG8iH1499 เมืองจะสวยได้อย่างไร หากขาดบ้านที่งดงามของผู้คน สิ่งที่ทำให้ San Francisco มีเสน่ห์สุดๆก็คือบ้านแนว Victorian สีหวานที่เรียงรายกันอยู่เนินสูงต่ำทั่วเมือง ทำให้เมืองดูน่ารักสดใส และมีเอกลักษณ์มากๆ สำหรับสถาปัตยกรรม Victorian นั้น หมายถึงงานออกแบบที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษในยุคการปกครองของพระนางเจ้าวิคตอเรีย ซึ่งก็หมายรวมถึงหลากหลายสไตล์ที่มีอยู่ในขณะนั้น แต่สำหรับสหรัฐอเมริกา บ้านแนว Victorian มักจะอ้างอิงมาจากงานสถาปัตยกรรมสไตล์ Queen Anne และ Stick ซึ่งมีรายละเอียดตกแต่งและรูปทรงที่แปลกตาราวกับหลุดออกมาจากนิทานปรัมปรา Ferry Building Marketplace ตึกสวยอายุเกิน 100 ปีแห่งนี้ เคยเป็นท่าเรือเฟอรี่ข้ามฟากมาก่อนที่จะปิดปรับปรุงไป 4 ปี และแปลงโฉมมาเป็นตลาดพรีเมี่ยมในปี 2003 ที่นี่จำหน่ายสินค้าอาหารมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าปลอดสารพิษจากเกษตรกรทั่วแคลิฟอร์เนีย ไปจนถึงขนมนมเนย ชีส ไส้กรอก กาแฟ เห็ดทรัฟเฟิ่ล ฯลฯ ถ้าไม่หิวมาเดินเล่น ถ่ายรูป ในตลาดหรือออกไปเดินริมน้ำก็ชิลคุ้มค่าการมาเยือน Location: https://goo.gl/maps/Vi2Y6squrStuY6Ky7 Pier 39 ท่าเรือหมายเลข 39 ที่นี่มีร้านอาหารริมทะเล ร้านค้าต่างๆนานาให้คนมาพักผ่อนหย่อนใจใช้ชีวิตดีๆกัน พอเรามาถึงที่นี่ เราจะได้ยินเสียงร้องของเหล่าสิงโตทะเล จะคอยเรียกนักท่องเที่ยวให้มาถ่ายรูปเป็นอันดับแรกเลย Location: https://g.page/pier-39-san-francisco?share Lombard Street ถนนโค้งหักสุด ระยะทางสั้นๆ ก็เป็นอีกหนึ่งแลนมาร์กสำคัญของย่านนี้เลย (แต่สำหรับเรายอมรับตรงๆว่ามาเช็คอินเฉยๆ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเลย 5555) มาซานฟรานต้องได้นั่งรถราง เพราะรถรางที่นี่เก่าแก่ที่สุดของโลกเพราะเค้าเริ่มใช้กันมาตั้งแต่ปี 1873 คลาสสิกสุดๆ Location: https://goo.gl/maps/HzwuoNBd7LUBYgJU6 Golden Gate Bridge สัญลักษณ์สำคัญของซานฟรานซิสโก ใหญ่สุด มองจากมุมไหนๆ ก็เห็น สร้างเสร็จเมื่อปี 1937 เป็นสะพานแขวนแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดในโลก บางวันที่นี่จะโดนหมอกบังบ้าง แต่โชคดีเราไปช่วงปลายหนาวอากาศดี ทำให้มองเห็นสะพานทั้งหมดเลยยย Location: https://goo.gl/maps/xuAEkynbxsTTudnj8 Battery spencer เป็นจุดชมวิวยอดฮิตที่ควรมาตอนบ่าย ถึงเย็น เพราะมุมแสงแดดเหมาะแก่การถ่ายรูป และได้เห็นวิวดีๆ แต่เรามาถึงตอนเช้าก็เลยแอบย้อนแสงและไม่เห็นสะพานเป็นสีแดงอย่างที่คุ้นตากัน Location: https://goo.gl/maps/yzdn6eqGtnDrjKfs7 ภาพรวมของ SF นั้นสวยงามอย่างที่เห็นกันตามสื่อ แต่เมื่อได้มาเยือนจริงๆแล้วกลับรู้สึกว่าที่นี่แอบเงียบ และชิลล์กว่าที่คิด ในอีกมุมหนึ่งเมื่อเราได้สัมภาษณ์เพื่อนๆที่ย้ายมาอยู่มี่นี่จากฝั่งนิวยอร์คหลายๆคน กลับได้มุมมองที่ค่อนข้างคล้ายกันคือเขามองว่า SF น่าเบื่อ ไม่ค่อยมีอะไรทำ แม้แต่ร้านที่ต้องแต่งตัวสวยๆหล่อๆไปกินก็หายากมาก ที่สำคัญแทบจะทุกคนเคยมีประสบการณ์โดนทุบรถ! #LetsHoparoundUSA
- AUDO Boutique Hotel Copenhagen นิยามของ Soft Minimalism ในย่าน Nordhavn ที่คนรักงานดีไซน์ห้ามพลาด
AUDO BOUTIQUE HOTEL Copenhagen เมื่อโรงแรมกลายเป็น Showroom จนเราอยากยกเฟอร์นิเจอร์กลับบ้านทุกชิ้น! ป้ายยาที่พักสุดคูลในโคเปนเฮเกน ที่คนรักงานดีไซน์ต้องจองให้ทันก่อนห้องจะเต็ม ถ้าจะให้พูดถึงโรงแรมที่เท่ที่สุดในย่าน Nordhavn ของกรุงโคเปนเฮเกน เราขอยกตำแหน่งนี้ให้ Audo Boutique Hotel เลยครับ ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่พักธรรมดาๆ แต่เค้ามาในคอนเซปต์ Living Showroom ของแบรนด์ดีไซน์ชื่อดังอย่าง Audo Copenhagen (ที่เกิดจากการรวมตัวกันของ Menu และ by Lassen) ความเก๋คือเค้าเอาอาคารเก่าแก่สไตล์ Neo-baroque มาเนรมิตใหม่ให้กลายเป็นพื้นที่แบบ Hybrid ที่รวมทั้งโรงแรม คาเฟ่ ร้านอาหาร และโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ไว้ด้วยกันครับรีวิว Audo Copenhagen review โรงแรมน่าพักในโคเปนเฮเกน The Arrival: สัมผัสแรกที่ทำให้เราละสายตาไม่ได้ ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาย่าน Nordhavn เราจะเห็นตึกที่ดูขรึมและทรงพลังจากภายนอกครับ แต่พอเปิดประตูเข้ามาข้างในเท่านั้นแหละ บรรยากาศกลับเปลี่ยนเป็นความอบอุ่น นิ่งสงบ และดูน้อยแต่มากแบบ Soft Minimalism ทันที พนักงานที่นี่ต้อนรับเราแบบเป็นกันเองมากครับ ไม่มีความเกร็งเลย เหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อนที่รสนิยมดีจัดๆ Our Room: Room 4 - Comfort Room ห้องพักที่นี่มีความเป็นส่วนตัวสูงมากครับ เพราะ มีเพียง 10 ห้องเท่านั้น โดยแต่ละห้องจะมีการตกแต่งที่แตกต่างกันไป แต่ยังคุมโทนความเท่ไว้อย่างสม่ำเสมอ รอบนี้เราเช็คอินที่ Room 4 เป็นห้องประเภท Comfort Room ขนาด 25 ตร.ม. ที่จัดสรรพื้นที่ได้ฉลาดสุดๆ ครับ Atmosphere and Design: ห้องมาในโทน Moody interiors ขรึมๆ นิ่งๆ เท่มากครับ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในห้องเป็นคอลเลกชันของ Audo Copenhagen ทั้งหมด ความพีคคือ อะไรที่อยู่ในห้องพักเค้าขายหมดทุกอย่างครับ ถ้าลองนั่งเก้าอี้ตัวไหนแล้วชอบ หรือถูกใจโคมไฟดวงไหน สามารถสั่งซื้อได้เลย และที่พิเศษมากๆ คือ ถ้าเราเข้าพัก เค้ามีส่วนลดสินค้าให้ 20% ด้วยนะครับ งานนี้มีกระเป๋าตังค์สั่นแน่นอนครับ The Details: ห้องนี้อยู่ใกล้ลิฟต์ เดินทางสะดวก วิวหน้าต่างมองออกไปเห็น Courtyard เงียบๆ สบายตา มีมุม Lounge area เล็กๆ ให้เราได้นั่งทอดอารมณ์เสพงานดีไซน์แบบเต็มอิ่ม Sleeping: เตียงนอนที่นี่ใช้แบรนด์ DUX จากสวีเดนที่ขึ้นชื่อเรื่องความนุ่มสบายแบบไฮเอนด์ แถมชุดเครื่องนอนยังเป็นออร์แกนิกจาก Aiayu สัมผัสคือละมุนผิวมาก จนเราแทบไม่อยากลุกจากเตียงเลยครับ Bathroom: ห้องน้ำกว้างเกินคาดครับ มีทั้งอ่างอาบน้ำให้แช่ตัวฟินๆ และโซน Shower แยกต่างหาก อุปกรณ์อาบน้ำใช้ของ RAAW Alchemy กลิ่นหอมแบบสปาธรรมชาติสุดๆ Amenities: สิ่งอำนวยความสะดวกจัดเต็มครับ ทั้ง Free minibar ที่เติมให้ตลอด, เครื่องชงกาแฟ, กาต้มน้ำ, ไปจนถึง Steamer สำหรับรีดผ้า ส่วนเสื้อคลุมอาบน้ำและผ้าเช็ดตัวก็นุ่มฟูจากแบรนด์ Aiayu ทั้งหมดครับ More than a Hotel: พื้นที่ของคนรักบ้าน ชั้นล่างของโรงแรมคือสวรรค์ของคนรักการแต่งบ้านเลยครับ เพราะเค้าเป็นร้านเฟอร์นิเจอร์และ Concept Store ขนาดใหญ่ที่วางของสวยๆ ไว้เต็มไปหมด ใครหาแรงบันดาลใจแต่งบ้านสไตล์ Japandi หรือ Minimalist มาที่นี่ที่เดียวจบครับ ส่วนใครหิวข้างล่างก็มีร้านอาหารสไตล์นอร์ดิกบรรยากาศดีๆ ให้มานั่งจิบกาแฟ หรือทานมื้อค่ำเคล้างานศิลปะได้ตลอดวัน Wrapping Up Our Stay: สรุปความประทับใจ การได้มานอนที่ Audo Boutique Hotel ครั้งนี้เหมือนเราได้หลุดเข้ามาอยู่ในนิตยสารดีไซน์ระดับโลกเลยครับ ทุกอย่างมันดูนิ่ง สงบ และประณีตไปหมด การได้ใช้ชีวิตท่ามกลางเฟอร์นิเจอร์ระดับมาสเตอร์พีซคือประสบการณ์ที่คุ้มค่าจริงๆ ครับ คำแนะนำสำหรับการจอง: เสียอย่างเดียวคือ ห้องพักมีน้อยมากและไม่ค่อยว่างเลยครับ ด้วยความที่มีแค่ 10 ห้อง ทำให้ที่นี่กลายเป็นแรร์ไอเทมของโคเปนเฮเกนไปเลย วิธีการจอง: เราแนะนำให้จองผ่าน เว็บไซต์ของโรงแรมโดยตรง (audo.com) หรือผ่านทาง Design Hotels และเอเจนซี่ชั้นนำทั่วไปครับ ข้อควรระวัง: ใครมีแพลนจะมา ต้องรีบจองเนิ่นๆ เลยครับ เพราะห้องว่างคือหายากจริงๆ แต่ถ้าจองได้ รับรองว่าเป็นประสบการณ์ที่คนรักงานดีไซน์จะประทับใจไม่รู้ลืมแน่นอนครับ Audo Boutique Hotel (Audo House) Address: Århusgade 130, 2150 Nordhavn, Copenhagen, Denmark Tel: +45 31 26 30 80 E-mail: residence@audocph.com (สำหรับการจองห้องพัก) หรือ info@audocph.com Website: www.audocph.com Instagram: @audocph / @audohouse #LetsHoparound #Copenhagen #AudoBoutiqueHotel #AudoHouse #AudoCopenhagen #Denmark #Nordhavn #DesignHotel #รีวิวโรงแรม #รีวิวที่พัก #โคเปนเฮเกน #เดนมาร์ก #ModernAesthete #SoftMinimalism #JapandiStyle
- Sam Roi Yod เที่ยวสามร้อยยอด มหัศจรรย์แห่งขุนเขาและท้องทะเล
สามร้อยยอด Sam Roi Yod มหัศจรรย์แห่งขุนเขาและท้องทะเล เพียงขับรถเลยมาจากหัวหินประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็จะพบกับดินแดนมหัศจรรย์แห่งขุนเขาหินปูนรูปทรงสวยแปลกตาในนามสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งแรกของประเทศไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2509 อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ด้วยโลเคชั่นติดทะเลอันงามงดสงบเงียบ แซมด้วยเกาะแก่งที่อยู่ถูกที่ถูกทางอย่างเหมาะเจาะราวกับมีใครมาจับวาง ทำให้ทั้งวิวและ vibes ของที่นี่ดีงามเหลือเกิน ไม่ว่าเพื่อนๆชาว #hopters จะเป็นสายถ่ายรูป สายผจญภัย หรือสายปลีกวิเวกก็น่าจะได้รับพลังงานดีๆไปเต็มๆจากสามร้อยยอด และที่สำคัญ.. ที่นี่อยู่ใกล้กรุงกว่าที่คิด ทริปนี้เราใช้เวลาเที่ยวทั้งหมดเพียง 2 วัน 1 คืนเท่านั้น เพราะเป็น #ทริปปุบปับ คือเพิ่งจะตัดสินใจไปเที่ยวกันตอนตื่น สายๆก็จองโรงแรมแล้วก็ออกเดินทางทันที แต่ถ้ามีเวลามากกว่านี้ก็จะ chill ยิ่งขึ้นแหละเนอะ เพราะที่นี่ยังมีจุดท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติให้แวะอีกหลายจุดเลย รอบนี้เราเลือกนอนที่ Hansar Pranburi เพราะวิวล้วนๆ เช้าวันรุ่งขึ้นก็ออกผจญภัยเล็กๆด้วยการลุยโคลน นั่งเรือ และปีนเขาเพื่อเข้าชมถ้ำพระยานครที่มีพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์สัญลักษณ์ของจังหวัด ปิดท้ายด้วยการแวะบึงบัวยอดนิยมก่อนกลับ ขอบอกว่าแถวนี้ถ่ายรูปขึ้นมากกกกกแทบจะทุกจุด ที่สำคัญให้เตรียมครีมกันแดด ยากันยุง (เขาหินปูนมีแอ่งน้ำขังทำให้ยุงเยอะมากกก) และน้ำดื่มติดรถไว้ด้วย โชคดีที่เราเข้าพักโรงแรมหลังจากช่วงหยุดยาว บรรยากาศจึงสงบมาก มีเพียงนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่กี่คนในโรงแรมเท่านั้น ที่ตั้งของที่นี่ค่อนข้าง exclusive อยู่ห่างจากชุมชนพอสมควร ทางเข้าโรงแรมเป็นถนนลูกรัง สภาพโรงแรมกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆอาจจะไม่เต็มร้อย (เช่น น้ำไหลค่อนข้างเบา ประตูเลื่อนบางบานอาจตกร่องบ้าง — พนักงานแจ้งว่าเพิ่งกลับมาเปิด) แต่ในภาพรวมก็สะดวกสบายมากพอและมีอาหารบริการทำให้ไม่ต้องออกไปหาร้านกินข้างนอก Location: https://goo.gl/maps/PiED7JqZnb3Hc6PMA สิ่งที่เราให้คะแนนเกิน 5 ดาวก็คือวิวและความเป็นส่วนตัว จากระเบียงห้องพักชั้นบนสุดของเรา (ไม่มีลิฟท์) ที่มาพร้อมอ่างจากุซซี่เอ้าท์ดอร์ เราสามารถเสพวิวทะเลอ่าวไทย และเกาะนมสาวได้แบบเต็มอิ่มโดยไม่มีอะไรกั้น แถมยังมีระเบียงอีกฝั่งที่เราเปิดออกไปเสพวิวภูเขาด้านหลังโรงแรมได้อีกด้วย เรา strongly recommend ให้ตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า เพราะแสงสีทองที่ฉาบขอบฟ้านั้นร่ายมนตร์ทำให้วิวที่สวยมากๆอยู่แล้ว ยิ่งมหัศจรรย์ขึ้นไปอีก ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราจะยอมตัดใจจากวิวสวยๆให้เร็วกว่านี้อีกหน่อย เจรจาขอ late check out กับทางโรงแรม (จะได้กลับมาอาบน้ำทีหลังอีกรอบ) แล้วรีบออกเดินทางไปหาดบางปูเพื่อไปถ้ำพระยานครตั้งแต่ 08:30 น. เพราะมีคนแนะนำทีหลังว่าช่วงเวลาที่แสงจะส่องทะลุโพรงถ้ำลงมายังพระที่นั่งพอดีคือช่วงประมาณ 10-11 โมง จากโรงแรมไปหาดบางปูใช้เวลาประมาณ 20 นาที และต้องนั่งเรือ+ขึ้นเขาอีกประมาณ 45 นาที ถ้ำพระยานคร การเดินทางไปถ้ำนั้นผจญภัยกว่าที่คิด เรามี 2 ทางเลือกด้วยกัน คือ 1) เดินเท้าข้ามเขาไป 2 ลูก รวมระยะทางก็เกือบ 1 กม. หรือ 2) นั่งเรือ (เหมาลำไป-กลับ 400 บาท) อ้อมเขาลูกแรกไปประมาณ 10 นาที แล้วเดินเท้าขึ้นเขาลูกที่สอง ประมาณครึ่งกม. Location: https://goo.gl/maps/FaTowwLs1ZVzVP5N8 เราเลือกช้อยส์ที่ 2 และด้วยหาดที่มีลักษณะเป็นโคลนเราจึงต้องถอดรองเท้าลุยโคลนไปขึ้นเรือ (มีจุดให้ล้างเท้าบริการ) เราแนะนำให้เพื่อนเตรียมรองเท้าที่สมบุกสมบันหน่อยนะ อย่างที่บอกไปว่าเรามาถ้ำสายไปหน่อย จึงทำให้แดดเริ่มแรง และการเดินขึ้นเขาช่วงใกล้เที่ยงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะมีแมกไม้ให้ร่มเงาตลอดทาง อุณหภูมิของสภาพอากาศโดยรวมนั้นก็ค่อนข้างร้อนระอุจนร่างกายชุ่มไปด้วยเหงื่อ ที่สำคัญในป่ายุงเยอะมาก อย่าลืมเตรียมยาฉีดกันยุงมาด้วยนะครับ เราใช้เวลาครึ่งชั่วโมงนิดๆในการเดินป่ามาจนถึงถ้ำ บรรยากาศในถ้ำนั้นโอ่อ่าและสงบ เพราะโถงถ้ำค่อนข้างสูงและมีโพรงถ้ำที่แสงสามารถส่องลงมาได้จึงมีต้นไม้ใหญ่โตในถ้ำเป็นหย่อมๆตามจุดที่ลำแสงอาทิตย์ส่องลงมาหล่อเลี้ยงกระบวนการสังเคราะห์แสงของต้นไม้ ไฮไลท์ที่สำคัญของที่นี่ก็คือพลับพลาที่ประทับทรงจตุรมุข ชื่อพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์อายุ 130 ปีที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้สร้างขึ้น และเสด็จมายกช่อฟ้าด้วยพระองค์เองในพ.ศ.2433 และได้รับการบูรณะครั้งล่าสุดเมื่อปีพ.ศ. 2531 หรือเมื่อ 32 ปีที่แล้ว พระที่นั่งแห่งนี้ยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญในตราประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์อีกด้วย หลังจากเที่ยวถ้ำพระยานครและกินอาหารทะเลมื้อเที่ยงจนอิ่มหนำสำราญแล้ว ตามแผนเดิมเราตั้งใจจะไปแวะที่จุดชมวิวเขาแดงอีกหนึ่งจุด แต่ความเหนื่อยล้าจากการไปถ้ำและการที่เขาแดงนั้นปิดเร็ว (15:30น.) ทำให้เราเปลี่ยนแผนไปขับรถเล่นถ่ายรูปรอบๆแทน วัดเขาแดง ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาหินปูน ด้านหน้าเป็นคลองเขาแดง เป็นวัดเก่าแก่ ตัวพระอุโบสถตั้งตระหง่านท่ามกลางหุบเขา โดยมีต้นมะพร้าวตั้งอยู่เรียงรายรอบๆบริเวณ Location: https://goo.gl/maps/Uk259usqwKgii3FH7 บึงบัว พอแดดร่มลงแล้วเราจึงไปต่อกันที่บึงบัวริมเขา ด้วยองค์ประกอบของวิวที่สวยไม่เหมือนใคร ที่นี่จึงกลายเป็นอีกจุดที่ผู้คนนิยมมาแวะถ่ายรูปกันเป็นจำนวนมาก แต่เราโชคดีที่ไปหลังช่วงวันหยุดยาว จึงเลี่ยงฝูงชนไปได้พอดิบพอดี แม้ไม่ใช่ฤดูที่ดอกบัวบานสะพรั่งเต็มบึง แต่ต้นกกในน้ำนั้นก็ให้อารมณ์ที่สวยไปอีกแบบ Location: https://goo.gl/maps/M2zJfP9sDR1Ln6ZD9 เราเตร็ดเตร่ถ่ายรูปบึงบัวกันอยู่พักใหญ่ จึงตัดสินใจตีรถกลับกทม. และถึงบ้านประมาณ 4 ทุ่มพอดี โดยสรุปแล้ว เราประทับใจกับทริปนี้มาก ที่ผ่านมาสามร้อยยอดอยู่ในลิสต์ของสถานที่ที่อยากจะไปมาระยะใหญ่แล้วแต่ก็ไม่ได้ไปซักที จนมาตัดสินใจแบบปุบปับฉับพลัน ทริปนี้จึงเกิดขึ้นได้ เราย้อนนึกถึงเรื่องอื่นๆในชีวิตที่เรามักจะผลัดวันประกันพรุ่งอยู่เสมอ และพบว่าบางทีชีวิตมันก็ไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น บ่อยครั้งผลลัพธ์ที่เราต้องการก็สำเร็จได้ไม่ยากด้วยการลงมือทำทันทีโดยตัดทะลุข้ออ้างต่างๆที่เราสร้างให้กับตัวเอง และบางทีชีวิตมันก็ง่ายๆแบบนั้นเอง . FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #SamRoiYod #LetsHoparoundThailand #LetsHoparound #LetsHoparoundPrachuapkhirikhan #เที่ยวไทย #เที่ยวสามร้อยยอด#ไทยเที่ยวไทย #เที่ยวไทยเท่ #เที่ยวประจวบ #ประจวบคีรีขันธ์ #เที่ยวทะเล #วิธีไปถ้ำพระยานคร #วิธีไปเขาสามร้อยยอด #ถ้ำพระยานคร #UnseenThailand #Prachuapkhirikhan #อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด #อุทยานแห่งชาติ #ภูเขา
- PARIS CITY GUIDE เที่ยวปารีส Part 1
PARIS CITY GUIDE PART 1 8 neighbourhoods to visit in Paris เที่ยว 8 ย่านชิคๆ คูลๆ ในปารีส ใครๆก็รู้ว่า Paris นั้นขึ้นแท่นเป็นเมืองยอดนิยมที่สุดตลอดกาลเมืองหนึ่งของโลกมาอย่างยาวนานจนบางคนอาจรู้สึกว่า Paris กลายเป็นเมืองแมสที่ใครๆก็ไปกัน ไม่เท่เท่าเมืองใหม่ๆ ไม่ชิคเท่าเมืองที่ไปยากๆ แต่เชื่อเราเถอะว่า Paris ได้ตำแหน่งนี้มาอย่างสมศักดิ์ศรีเพราะนางมีดีมากเหลือเกินจริงๆ (อ่อ... คำว่า “ชิค” นี่ก็ภาษาฝรั่งเศสนะ) ทริปนี้เราจะพาคุณไป #hop ดู Paris ผ่าน 2 มุมมองที่ต่างกัน เพราะ 2 คนที่เดินทางไปด้วยกันนี้ คนหนึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เมื่อ 10 ปีก่อนและอีกคนเพิ่งจะได้เปิดซิง Paris เป็นครั้งแรกแม้ว่าเราจะใช้เวลาซ่อกแซ่กอยู่ในปารีส 11 วันเต็มๆ เราก็ยังเที่ยวไม่ครบเล้ยยยย ครั้งนี้เราใช้บริการการบินไทยและเราจ่ายเพียงค่าภาษี 6,xxx บาทเท่านั้น แต่ก็สามารถติดแฮชแทค #IflyThai #ThaiAirways ได้แบบไม่น้อยหน้าใคร ต้องขอบคุณพลังทวีในการสะสมไมล์ผ่านบัตรเครดิต THAI Amex Platinum Card ที่ทำให้เราสะสมไมล์ได้เร็วขึ้นผ่านการจับจ่ายซื้อของต่างๆในชีวิตประจำวัน และยิ่งถ้าซื้อตั๋วการบินไทยผ่านบัตรนี้ด้วยแล้วล่ะก็ เราจะได้ไมล์สะสมหลายเด้ง แถมแบ่งชำระ 0% ได้ 3 เดือนอีกต่างหาก นอกจากหอไอเฟล มาการอง และกระเป๋าแบรนด์เนมที่ใครๆก็นึกถึงเมื่อพูดถึง Paris แล้ว ต้องบอกว่าเมืองหลวงของฝรั่งเศสแห่งนี้คือแหล่งบ่มเพาะการสร้างสรรค์งานศิลปะ แฟชั่น อาหาร ดนตรี ปรัชญา ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เริ่ดหรูอย่างหน้าตายจนน่าหมั่นไส้ ถ้าเป็นคนชอบเดินดูเมือง ดูคน ดูร้าน ดูงานดีไซน์ไปเรื่อยคุณจะเอ็นจอย Paris มากๆ (โดยเฉพาะย่าน Le Marais ย่านโปรดของเรา) หลายสิ่งด้านลบที่เราเคยได้ยินมาเกี่ยวกับปารีส ไม่ว่าคนไม่เฟรนด์ลี่ หรือขโมยเยอะ มาคราวนี้เราไม่เจอเลย คนปารีสส่วนใหญ่ nice กับเรามาก (ยกเว้นเจ้าหน้าที่ Tax Refund ที่สนามบินขากลับ) และถ้าเทียบเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เรารู้สึกว่าคนปารีสยุคนี้พูดภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นมาก และไม่พยายามทำหงุดหงิดแก้เขินเหมือนเมื่อก่อน 20 arrondissements ผังเมือง Paris แบ่งง่ายๆเป็น 20 เขต (arrondissements) โดยวนเป็นก้นหอย เริ่มจากฝั่งขวาของแม่น้ำเซน (บริเวณที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ Louvre) แล้ววนตามเข็มนาฬิกาออกไปเรื่อยๆจาก 1 จนถึง 20 แต่สำหรับเราแล้ว วิธีที่ทำให้เห็นภาพรวมของ Paris ได้ง่ายกว่านั้นก็คือซีกตะวันตกของ Paris จะเป็นย่านพักอาศัยของคนมีเงินมาก และซีกตะวันออกเป็นย่านของคนมีเงินน้อย ส่วนซีกบนของ Paris (หรือฝั่งขวาของแม่น้ำเซน — La Rive Droite) จะเป็นย่านการค้า และซีกล่าง (หรือฝั่งซ้ายของแม่น้ำเซน — La Rive Gauche) จะเป็นย่านของศิลปิน นักคิด นักเขียนและนักวิชาการ การเดินทางใน Paris นั้นง่ายมาก เพราะรถไฟใต้ดิน(Métro) เชื่อมต่อกันทั่วถึงทั้งเมือง และเชื่อมกับรถไฟออกไปถึงที่เที่ยวนอกเมืองอย่างพระราชวัง Verseille หรือ Euro Disney ด้วย ถ้าจะอยู่ใน Paris นานเป็นสัปดาห์อย่างเรา ขอแนะนำตั๋ว Navigo ที่มีทั้งตั๋วรายสัปดาห์และรายเดือนซึ่งคุ้มค่ามากๆ สามารถทำได้ตามจุดบริการของสถานี Métro ใหญ่ๆ แอบกระซิบหน่อยว่าต้องเตรียมรูปถ่ายไปติดบัตรด้วยนะ แต่ถ้าไม่ได้เตรียมไป ตามสถานีก็มักมีตู้ถ่ายรูปอัตโนมัติเอาไว้อำนวยความสะดวกให้อยู่แล้ว ส่วนที่พัก เราเลือกพัก AirBnB แถวสถานี Grands Boulevards ตั้งอยู่ในเขต 2 ซึ่งสะดวกมากกกก มีสถานี Métro อยู่ปากซอยเลย แม้พื้นที่จะแคบไปหน่อยตามมาตรฐานยุโรป แต่ราคาก็ถือว่าเป็นมิตร แถมโฮสก็ดีด้วย ไปถึงวันแรกเค้าจัดดินเนอร์ให้เลย 1 มื้อ พูดถึงอาหารการกิน ส่วนตัวแล้วปารีสเป็นเมืองที่หาอาหารอร่อยถูกปากค่อนข้างยาก และราคาค่อนข้างสูง แม้อาหารฝรั่งเศสจะมีชื่อก้องโลก แต่อาหารฝรั่งเศสที่อร่อยก็ไม่ได้หาได้จากร้านข้างทางทั่วไป บางร้านต้องจองล่วงหน้านานๆ ฉะนั้นถ้าอยากกินของดีทำการบ้านกันไปก่อนนะ ส่วนถ้าใครติดกาแฟอย่างเรา คนที่นี่กินกาแฟค่อนข้างจืดนะ อาจจะหาถูกปากเหมือนบ้านเรายากนิดนึง แต่เราก็แอบบอกพิกัดไว้ในนี้แล้วล่ะว่ามีร้านไหนบ้างที่ขายกาแฟที่รสพอถูกปากเรา อีกเรื่องคือ ภาษาฝรั่งเศส เป็นอะไรที่ออกเสียงยากสำหรับคนที่ไม่คุ้น หนึ่งในการออกเสียงที่เด่นชัดที่สุดคือการออกเสียงตัว r ซึ่งปกติก็จะเทียบเท่ากับตัว ร.เรือ ในภาษาไทย แต่ภาษาฝรั่งเศสจะออกเสียงตัวอักษรนี้ด้วยการเอาลมผ่านไปที่เพดานอ่อนของช่องปาก ประหนึ่งว่าจะขากถุย 5555 แต่ทำแบบซอฟท์ๆ เสียงที่ออกมาจะเป็นส่วนผสมของ ค.ควาย + ฮ.นกฮูก และเราเขียนออกมาเป็นภาษาไทยค่อนข้างยาก ถึงเขียนได้ก็อ่านยากอยู่ดี เช่น Paris = ปาคฮี หรือ Marais = มาคเฮ่ ดังนั้นเพื่อความสะดวกเราจึงขอเขียนแทนด้วย ร.เรือ ง่ายๆเลยละกันนะ สุดท้ายก่อนจะไป #hop กัน ร้านใน Paris ส่วนใหญ่ปิดวันอาทิตย์นะ ถ้าวางแผนจะมาก็ลองเช็ควันเวลากันให้ดีคร้าบบบ พวกแลนด์มาร์คและจุดช้อปปิ้งหลักๆอย่าง หอไอเฟล ถนน Champs-Élysées และห้างดังๆ เราขอข้ามไปเลยนะ น่าจะหาข้อมูลกันง่ายอยู่แล้ว เราพาไปดูอะไรที่ถูกจริตเรากันดีฝ่าาา . อ่ะถ้าพร้อมแล้วไปกัน Let’s Hop Around Paris... 1.La Rive Gauche (ลา รี้ฟ โก๊ช - เขต 5, 6 และ 7) คำว่า Rive Gauche หมายถึงฝั่งซ้ายของแม่น้ำเซน นั่นก็คือซีกล่าง ของ Paris นั่นเอง อย่างที่บอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าฝั่งซ้ายของแม่น้ำนั้นเดิมทีเป็นย่านของศิลปิน นักคิด นักเขียน และนักวิชาการคนสำคัญๆของฝรั่งเศสและของโลก ที่นี่เป็นต้นตอของความเป็นขบถของปารีส เช่น การถือกำเนิดขึ้นของร้าน Yves Saint Laurent Rive Gauche เมื่อปี 1966 ที่เปลี่ยนขนบให้แบรนด์ Haute Couture หันมาทำเสื้อผ้า ready-to-wear เป็นครั้งแรกเพื่อให้เป็นที่จับต้องได้ของคนธรรมดามากขึ้น ฝั่งนี้ของแม่น้ำจึงมีมนต์เสน่ห์บางอย่างที่ยังอ้อยอิ่งอยู่ในบรรยากาศ แม้จะไม่พลุกพล่านอย่างอีกฝั่งของแม่น้ำ (ถ้าไม่นับบริเวณหอไอเฟลและพิพิธภัณฑ์ Musée D’orsay) แต่ร้านรวงที่อยู่ในละแวกนี้ต่างก็เป็นร้านที่ถูกคัดมาอย่างดีมากจริงๆ Beaupassage เริ่มจาก Beaupassage แหล่งรวมร้านอาหารติดดาวมิชลินรวมกันไว้ถึง 17 ดวง ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนสิงหาคม 2018 ที่ผ่านมา Location: https://goo.gl/maps/CFC37rBuxVNpLBZo8 เรามาที่นี่ไม่ได้ตั้งใจมากินอาหารหรอกนะ แต่เรามาหากาแฟรสชาติถูกปากดื่มที่ร้าน %ARABICA หลังจากที่อดอยากมาหลายวัน (อย่างที่บอก.. กาแฟในปารีสส่วนใหญ่ไม่ถูกปากเลย) แถมได้โบนัสด้วยคือได้มุมถ่ายรูปสวยๆที่ปราศจากผู้คน Location: https://goo.gl/maps/zGVyFnKb3KBfM2P7A จาก Beaupassage เราเดินเล่นตามถนน Rue de Grenelle ไปเรื่อยๆ ก็จะเจอกับช็อปใหญ่ของ Maison Margiela, Carven, Ami, Yohji Yamamoto รวมถึงแบรนด์เล็กๆแต่เก๋ๆอีกหลายแบรนด์ และร้านขนม ข้าวของกระจุกกระจิกน่ารักๆมากมาย ในรูปคือร้าน NOGLU ร้านอาหาร Gluten-free ที่ตกแต่งภายในได้โดดเด่นน่ารักมาก สามารถหาดูได้ใน Pinterest มีคนเอาไปลงไว้เยอะแยะเลย NOGLU Dalloyau (ดาลลัวโย) เป็นร้านขนมและอาหารเก่าแก่ มีหลายสาขา แม้ตัวร้านจะไม่ใช่ร้านขนมแรกของปารีส แต่ต้นตระกูล Dalloyau นั้นปรุงอาหารถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มาตั้งแต่ปี 1682 เชียวนะ AMI AMI (แปลว่า ‘เพื่อน’ แต่ดูจากราคาแล้วเพื่อนต้องรวยมากเหมือนกันนะ อิอิ) แบรนด์ที่เน้นเสื้อผ้าผู้ชายวัยรุ่นที่ดูสบาย แต่มีความเชิ่ดแบบปารีเซียงไปในเวลาเดียวกัน ถึง AMI จะมีเสื้อผ้าผู้หญิงด้วย แต่เค้าก็ยังใช้คำว่า “menswear for women” ก็คือเป็นเสื้อผ้าผู้หญิงที่ inspired มาจากเสื้อผ้าผู้ชายอีกที เก๋ป่ะล่า หลายคนอาจเคยเห็นโลโก้ตัว A ที่มีหัวใจอยู่ด้านบนของนางไปบ้าง และนางก็มีช็อปอยู่ญี่ปุ่น กะจีนด้วยนะ ก่อตั้งโดยดีไซเนอร์ Alexandre Mattiussi ดีไซเนอร์เสื้อผ้าผู้ชายคนแรกที่ชนะรางวัล ANDAM อันทรงเกียรติในแวดวงแฟชั่นฝรั่งเศส Carven (คิดถึง....เค้าเคยมีช็อปในไทยด้วยนะ) Maison Margiela Maison Margiela แบรนด์แฟชั่นลักชัวรี่สัญชาติฝรั่งเศส (อีกแบรนด์โปรดของเรา) ซึ่งแต่ผู้ก่อตั้งเป็นชาวเบลเยี่ยม Martin Margiela อดีตมือขวาของ Jean Paul Gaultier ได้ตัดสินใจออกมาเปิดแบรนด์ของตัวเองในปี 1988 ผลงานของ Margiela นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากแนวคิด deconstructive ที่จับเอาชิ้นส่วนต่างๆของเสื้อผ้ามาแยกองค์ประกอบ ก่อนที่จะประกอบกันใหม่จนเกิดเป็นชิ้นงานที่ดูแปลกตา เอาเข้าจริงๆคนที่นำแนวคิดนี้มาใช้เป็นคนแรกๆก็คือ Rei Kawakubo แห่ง Comme des Garçons นั่นเอง แต่สไตล์ของ Margiela ก็มีการสร้างอัตลักษณ์ให้ออกมาต่างจากแบรนด์คอนเส็ปต์ deconstructive อื่นๆ ที่ทั้งเรียบง่ายแต่ก็เป็นที่จดจำได้อย่างดี อย่างเช่น การนำ Margiela numbers 0-23 ที่ใช้ในการแบ่งประเภทของสินค้าของแบรนด์ มาตกแต่งบนตัวสินค้าเลย โดยมีวงกลมล้อมรอบตัวเลขเพื่อบอกไว้ว่าสินค้าชิ้นนั้นอยู่ในแคทตากอรี่ไหน หรือจะเป็นการเดินด้ายหรือเชือกตรงมุมทั้ง 4 ของป้ายที่เป็นเอกลักษณ์ของ Margiela Yohji Yamamoto Le Bon Marché เดินมาไม่ถึง 10 นาทีก็จะเจอห้างหรูอย่าง Le Bon Marché (Métro สถานี Sèvres–Babylone) ห้างนี้ความเป็นมาอย่างยาวนานมาตั้งแต่ปี 1838 หรือ 181 ปีที่แล้ว ในปัจจุบันได้กลายเป็นห้างทันสมัยและได้ถูกเครือแบรนด์หรูอย่าง LVMH เทคโอเว่อร์ไปเรียบร้อยแล้ว Le Bon Marché นั้นคัดรวมเอามาทั้งแบรนด์หรูขึ้นหิ้งและแบรนด์นิชต่างๆที่หาได้ยากในห้างอื่น แม้ไม่ได้จะซื้ออะไร แค่เข้าไปดูการตกแต่งห้างก็คุ้มแล้ว อ่อ! ลืมบอกไปว่าทีเด็ดอีกอย่างของ Le Bon Marché ก็คือส่วนของ supermarket ที่มีชื่อว่า La Grande Epicerie de Paris โอยยย เดินเพลินเชียวแหละ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่างานของฝากต้องมา! Location: https://goo.gl/maps/5mmuhKYDNRdPqvuj9 ต้นคริสต์มาสลอยได้ สงสัยได้แรงบันดาลใจมาจาก Hogwarts Hermès ที่อยู่ไม่ไกลจาก Le Bon Marché ก็คือ ร้านใหญ่ของ Hermès (เป็นร้านแรกในฝั่ง Rive Gauche หลังจากที่เปิดขายอยู่ที่อีกฝั่งแม่น้ำมากว่า 170 ปี) สาขานี้ตั้งอยู่ในอาคารที่แต่เดิมเคยเป็นสระว่ายน้ำยอดนิยมที่คนเก๋ๆในยุค 1930s นั้นไปแฮงเอ้าท์กัน การตกแต่งจึงดูโอ่อ่าสง่างามด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Art Deco เมื่อมาทำใหม่ Hermès จึงรื้อเอาเสน่ห์เดิมมาขัดสีฉวีวรรณแล้วก็เพิ่มงานไม้สมัยใหม่ลงไป ทำให้บรรยากาศโดยรวมนั้นดูหรูหรา ทว่าสบายๆไม่เก๊กเกร็งจนเขิน Location: https://goo.gl/maps/EkYGcu6ccMaKEynJ7 เดินมาอีกหน่อยก็จะเจอ Aēsop สาขานี้เก๋อะ Soeur ถัดจากนั้นก็เข้าย่าน Saint-Germain-des-Prés ที่เป็นย่านวัยรุ่นและเข้าถึงง่ายขึ้นมาหน่อย ย่านนี้มีทั้งร้านเสื้อผ้ากระเป๋า เครื่องสำอางค์ เครื่องหอม ร้านหนังสือ รวมไปถึงร้านอาหาร คาเฟ่ เก๋ไก๋มากมาย ในรูปคือร้าน Soeur (เซอร์ - แปลว่าพี่หรือน้องสาว) เป็นร้านขายเสื้อผ้าผู้หญิงแสนเก๋ที่เราเคยเห็นผ่านตาใน IG จริงๆในย่านนี้มีคาเฟ่โบราณที่โด่งดังในความขลังอย่าง Cafe de Flore หรือ Les Deux Magots (แต่เราไม่ได้ถ่ายรูปมาฝาก) คือว่า สมัยก่อน 2 ร้านนี้เป็นเหมือนสภากาแฟของศิลปินและนักคิดนักเขียนระดับตำนานอย่าง Picasso หรือ Hemingway ซึ่งแวะเวียนมา 2 ร้านนี้กันบ่อยๆ Maison Kitsuné ในย่านนี้ยังเป็นที่ตั้งของ A.P.C. สาขาแรกในโลกบนถนน Rue Madame (ไม่เกี่ยวอะไรกะในรูปนะครับ 555) หรือจะเป็น Maison Kitsuné (อ่า อันนี้อยู่ในรูป), Sandro (มีของผู้ชายด้วยนะ สวยด้วยแหละ), COS ไปจนถึง Uniqlo และ Muji ก็มีให้เลือกซื้อกันตามใจชอบ นอกจากนี้ยังมีร้านขนมปังเก่าแก่ที่โด่งดังเรื่อง Sourdough อย่างร้าน Poilâne หรือจะเป็นร้านขนมหวานชื่อดังอย่าง Pierre Hermé ที่เมื่อ 10 ปีก่อน เรามักมาแวะซื้อขนมก่อนไปโรงเรียนบ่อยๆก็มีสาขาที่นี่ด้วย Le Pont Traversé เรารำลึกความหลังด้วยการเดินผ่านร้านหนังสือของสำนักพิมพ์ Taschen ที่เมื่อ 10 ปีก่อนเราเคยเป็นลูกค้าประจำ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ยังเปิดขายอยู่ ใครเป็นแฟน Tashen ก็แวะมาได้เลย แถวนี้ยังมีร้านหนังสือเจ๋งๆ ที่ดูรกแต่เท่อีกร้านชื่อ Le Pont Traversé ร้านนี้เทิร์นมาจากร้านขายเนื้อเก่าแก่ ถือว่าคี้ปคอนเซ็ปต์ความดิบได้ดีมาก อีกหนึ่ง stop ที่อยากแนะนำคือร้าน skincare ชื่อ La Boté ที่ปรุงครีมและเซรั่มสดๆในแล็ปหน้าร้านเลย ก่อนปรุงจะมีการทำแบบสอบถามเพื่อหาสภาพผิวและปัญหาของลูกค้าแต่ละคนโดยเฉพาะ คือ personalise กันสุดๆ ที่สำคัญราคาก็ไม่แพงด้วยนะนี่เหมามา 3 ขวดถ้วน 5555 ฝั่ง Rive Gauche นี้ยังมียังมีย่านย่อยๆที่น่าสนใจอีกเยอะมากไม่ว่าจะเป็น Quartier Latin ที่เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย Sorbonne ที่เก่าแก่กว่า 200 ปี หรือจะเป็นสวน Jardin du Luxembourg เราละเอาไว้ให้ชาว #hopsters มาซ่อกแซ่กต่อกันเองแล้วกันเนอะ 2. Le Marais (เลอ มาเรส์ - เขต 3 และ 4) Le Marais ถูกขนานนามว่าเป็นย่านที่เก่าแก่ที่สุดย่านหนึ่งในปารีส จากเดิมที่เป็นที่ลุ่มไร้ค่า เฉอะแฉะไปด้วยโคลน Le Marais ผ่านความเปลี่ยนแปลงมามากมาย วันนี้นางเป็นย่านที่ผสมสผานความหลากหลายไว้อย่างน่าสนใจ เพราะ Le Marais เป็นทั้งย่านชาวยิว ย่านไชน่าทาวน์ขนาดย่อม(ในอดีต) ย่านเกย์ ย่านศิลปะสมัยใหม่ ย่านงานดีไซน์ และย่านการค้าที่เต็มไปด้วยร้านรวงฮิปๆที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 วันถึงจะเดินครบ และเชื่อหรือไม่ว่า Nicolas Flamel ตัวละครที่ถูกยืมชื่อมาใช้ใน Harry Potter (เขาคือเป็นนักแปรธาตุผู้ลึกลับราวกับพ่อมดเมื่อเกือบ 700 ปีก่อน) ก็มีตัวตนอยู่จริงและบ้านของเขาก็ยังอยู่ที่นี่ใน Le Marais ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อ 10 ปีก่อน เราก็เช่าอพาร์ทเม้นท์อาศัยอยู่ในย่านนี้ ทำให้เราคุ้นเคยเป็นพิเศษ ดังนั้นเราจึงพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า ย่านนี้เป็น “ย่านโปรดที่สุดของเรา” เลยแหละ เพื่อไม่ให้เยิ่นเย้อ เราขอพาคุณๆ #hop ไปที่ร้านต่างๆที่เราชอบ และเลือกมาแนะนำเลยแล้วกันเนอะ เรานั่ง Métro มาลงที่สถานี Filles du Calvaire ซึ่งอยู่ในโซน Haut Marais หรือมาเรส์ตอนบน ว่ากันว่าโซนนี้นั้นเป็นย่านดีไซน์ที่คูลที่สุดของปารีสกันเลยทีเดียว บ้านเมืองแถว Le Marais Yvon Lambert ร้านหนังสือดีไซน์ Yvon Lambert เป็นร้านแรกที่เราพา #hop มาชมใน Le Marais เราหมดเวลาไปเป็นชั่วโมงกับร้านนี้ร้านเดียว ส่วนใหญ่เป็นหนังสือและแมกกาซีนดีไซน์ที่โคตรเท่ หลายเล่มไม่เคยเห็นที่ไหนเลยเพราะเป็น collection ของทางร้านเอง บางเล่มก็ทำมือ เรางี้เลือกไม่ถูกเลย เอาเข้าจริงๆเราก็ไม่ได้เก็ตความหมายที่คนทำหนังสือต้องการจะสื่อมากหรอกนะ แต่เรารู้แค่ว่าอันนั้นสวย อันนี้ชอบ ซึ่งก็ชอบเกือบหมด 5555 Location: https://goo.gl/maps/Mycw4PAWRN2BPpdX7 Papier Tigre Papier Tigre ร้านขายเครื่องเขียน Stationery สุดคิ้วววท์ ใครชอบเครื่องเขียนน่ารักๆ แนะนำให้มาร้านนี้เลย เราเห็นของน่ารักไม่ได้ เป็นต้องซื้อกลับบ้าน!! (ซื้อเยอะด้วย ฮาๆๆ) Location: https://goo.gl/maps/wftDYnsUoASWeHzF9 Hello = Bonjour Tom Greyhound Paris Tom Greyhound Paris เป็นร้าน select shop ชื่อดังที่มีสาขาแค่ที่ปารีสกับเกาหลีเท่านั้น บอกเลยว่าของครบมาก เลือกของมาได้ดีมากเรียกได้ว่าซื้อไปนี่รับรองไม่ซ้ำใครแน่นอน พนักงานก็เป็นกันเองช่วยเหลือสุดๆ (ช่วยให้เสียตังค์สิ ฮ่าๆ) Location: https://goo.gl/maps/nwLHtVA5WmhnXc2w9 MHL. MHL. แบรนด์น้องของ Magaret Howell สัญชาติอังกฤษ ถ้าจะซื้อกระเป๋าผ้าที่นี่ไม่มีน้าาา เพราะกระเป๋าผ้าแบบที่ฮิตๆกันเป็นดีไซน์ที่มีขายเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น Location:https://goo.gl/maps/agauRH6LcGfjxC9GA Maison Standards ร้านนี้เราชอบเป็นพิเศษ เพราะงานดี สไตล์ดี ราคาดี ดีไปหมดจริงๆ ช่วยด้วย! โดนร้านนี้ดูดเงิน! กางเกงยีนส์ประมาณ 80 euros เชิ้ตก็ประมาณ 65 euros Location: https://goo.gl/maps/LGfD8nu7UVcC9GrM6 Lemaire Lemaire ร้านใหญ่แห่งเดียวในกรุงปารีส และที่สำคัญคือสวยสุขุมมาก ชอบมั่กๆๆๆๆๆๆ ไม่ยมกล้านตัว Location: https://goo.gl/maps/vnVLDwtwdHA5vNji6 Boot Café Boot Café ร้านกาแฟเล็กๆ บรรยากาศอบอุ่นแห่งนี้เป็นหนึ่งในใจเลย กาแฟอร่อยจริง อยากให้ไปลองกัน คำว่า "cordonnerie" หมายถึง ร้านซ่อมโรงเท้า พอเปลี่ยนมาเป็นคาเฟ่ก็ไม่ยอมเปลี่ยนป้าย แต่ดันใช้ชื่อใน Google Map ว่า Boot Café จะแนวไปไหนเนี่ย 555 Location: https://goo.gl/maps/W61sGVz2pfHeR5Sm7 Maison Kitsuné Maison Kitsuné Paris มาถึงเมืองต้นกำเนิดแล้วก็ต้องแวะซะหน่อย ร้านมีสองชั้น ไม่เล็กไม่ใหญ่ ไซส์พอให้หมาจิ้งจอกวิ่งเล่นในร้านได้ 5555 Location: https://goo.gl/maps/5hQT6Rp5zUfAjJ4q9 Editions MR Editions MR แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์เรียบหล่อของผู้ชายปารีเซียง ใครชอบเสื้อผ้าเนี้ยบ แต่ใส่แล้วดูสบายๆ ไม่เกร่อ ไม่เอะอะ แนะนำร้านนี้นะครับ Location: https://goo.gl/maps/5Mun8TKcAjsES895A Acne Studios Acne Studios เป็นอีกหนึ่งในแบรนด์โปรดที่เราชอบแวะเข้าไปดูทุกสาขาไม่ว่าจะไปเที่ยวเมืองอะไร ที่นี่ร้านสวยแต่พนักงานคนจีนพยายามขายไปหน่อยนะ Location: https://goo.gl/maps/bLsnuGkeKu4v86Gf8 Merci Merci เป็นร้านรวมของใช้มีดีไซน์ในชีวิตประจำวัน เป็นร้านดังที่แน่นไปด้วยชาวฝรั่งเศสและนักท่องเที่ยว มีตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องครัว เครื่องเขียน ของใช้ต่างๆ แถมด้านหน้าก็เปิดเป็นคาเฟ่เล็กๆด้วยนะ ของเยอะ น่าสนใจหลายอย่างแต่สุดท้ายแล้วเราแทบไม่ได้ซื้ออะไรกลับออกมาเลย ว้าาา Location: https://goo.gl/maps/gqtSGt8EWbKEqhFN6 Archive 18.20 Archive 18.20 ร้าน Select Shop ที่เราชอบอีกร้าน เน้นงานดีไซน์และสินค้าที่ยูนี้คหาซื้อไม่ค่อยได้จากที่อื่น มีทั้งสินค้าแฟชั่น น้ำหอม แกลอรี่ และร้านกาแฟเล็กๆ ให้นั่งชิลกันทุกวันตั้งแต่ 11:00 - 19:00 กันเลย (แต่โซนคาเฟ่พนักงานดูงงนิดหน่อย 555) Location: https://goo.gl/maps/94eSMTpNctQFQvkBA ที่ปารีสเค้าซัพพอร์ทกลุ่ม LGBT สุดๆ ดูได้จากการตกแต่งตึกทั้งสองข้างทางแม้แต่ทางม้าลายก็เอา นอกจากร้านค้าแล้ว ย่านนี้มีแกลอรี่/มิวเซี่ยมเด็ดๆน่าตามรอยไปด้วย ขอแนะนำ 2 ที่ก่อนนะ Lafayette Anticipations ที่แรกคือ Lafayette Anticipations สร้างขึ้นโดยมูลนิธิของห้างดังอย่าง Galeries Lafayette เราสะดุดตาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นโลโก้ที่หน้าเว็ป เพราะมันช่างถูกจริตเราเหลือเกิน ที่นี่เป็นเหมือนมิวเซี่ยมเล็กๆแต่เท่มากๆ เน้นงาน contemporary art งานดีไซน์และแฟชั่น ตลอดจนงานสร้างสรรค์เชิงทดลองต่างๆจากศิลปินทั่วโลก ความดีงามที่เอ็กซ์ตร้าไปอีกก็คือที่นี่มีคาเฟ่เฮลตี้จากร้านมังสวิรัติชื่อดังอย่าง Wild and the Moon มาเปิดอยู่ด้วย โซน Gift Shop ก็มีของที่ทั้งสวย เก๋ เท่ น่ารักเยอะแยะไปหมดเลย ให้ทายซิว่าเสียเงินมั้ย 55555 ค่าเข้า Exhibitions : free admission Events : from 5 to 15 € เปิด 11:00–19:00 ทุกวันและปิดวันอังคาร Location: https://goo.gl/maps/ramg8DG88oXqziWr5 ด้านในแกลอรี่ก้มีขายของที่ระลึกด้วยนะ รวมไปถึงของดีไซน์ น้ำหอม เครื่องใช้ต่างๆ ที่เลือกมาขายที่นี่โดยเฉพาะ Galerie Emmanuel Perrotin ที่ต่อมาคือ Galerie Emmanuel Perrotin เป็นห้องแสดงงานศิลปะที่จะผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนงานของศิลปินดังๆระดับโลกมาโชว์กันที่นี่ ตอนที่เราไปกันเป็นผลงานของ ELMGREEN & DRAGSET (เอ็ล์มกรีน แอนด์ แดรกเซ็ท) ใครนึกไม่ออกให้นึกถึงงาน Bangkok Art Binale เค้าก็มาตั้งผลงานสระของเขาที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยนะ งานของเค้าจะจำง่ายก็คือ ประติมากรรมจัดวางสระน้ำแนวตั้ง ซึ่งเค้าทั้งสองคนก็ได้สร้างการนำเสนองานศิลปะรูปแบบใหม่ที่จะให้ผู้ชมมีประสบการณ์ร่วมกับงานของเค้า ที่นี่เข้าฟรีนะ เปิด 11:00–19:00 ทุกวันและปิดเฉพาะวันจันทร์ อังคาร Location: https://goo.gl/maps/cJJ9r3BKQkfNgJoV8 Études Studio เดินไปเรื่อยๆก็ผ่าน Études Studio แบรนด์ดังสัญชาติฝรั่งเศส มีช็อปหลักแค่ที่นี่ที่เดียว (อาจจะมีตามราวแขวนในห้างบ้าง) แบรนด์นี้เป็นแบรนด์เล็กมีทีมงานอยู่ในสตูดิโอไม่กี่คน แต่ความเท่นี่ดังไกลมากนะขอบอก Location: https://goo.gl/maps/rVDN4K2vdXY5yNg98 Biglove แล้วเราก็แวะกินร้านอาหารอิตาเลี่ยนร้านนี้ชื่อ BIGLOVE เห็นคนต่อแถวเยอะดี ขอเข้าไปลองดูหน่อยละกันเนอะโดยรวมเราว่าอร่อยดีนะ อาหารก็หน้าตาดี ไม่จืดเหมือนอาหารฝรั่งเศส ชอบบรรยากาศโดยรวมในร้าน รวมไปถึงพนักงาน ที่บริการดีมากกก อย่างที่บอกเนอะ Le Marais มีดีอีกเยอะมาก เอามาอวด 3 วันก็ไม่ครบ ต้องไปดูกันเองน้าาาา 3. Rue Saint-Honoré (รู ซางต์ ตอนอเร่ - เขต 1 และ 8) Rue Saint-Honoré (รู ซางต์ ตอนอเร่ - เขต 1 และ 8) ถนน Saint-Honoré อยู่ในเขต 1 และเชื่อมต่อกับถนน Faubourg-Saint Honoré เข้าไปในเขต 8 (คำว่า “Faubourg” หมายถึง ถนนเส้นเดียวกันนี้ แต่ทะลุออกนอกเขตเมืองเก่าในสมัยยุคกลาง) ถนนสายนี้แทบจะขนานไปกับถนนชื่อดังอย่าง Champs-Élysées เลยทีเดียว ที่นี่เป็นไฮเอ็นด์ช็อปปิ้งสตรีทที่ยาวเกือบ 2 กิโลเมตรใจกลางกรุง Paris เรียงรายไปด้วยร้านหลักของแบรนด์หรู แบรนด์สตรีทแฟชั่น และร้านขายจิวเวอรี่ นาฬิกาหายากทั้งมือหนึ่งและมือสอง ใครที่ตั้งใจมาช้อปแบรนด์เนม เดินเส้นนี้เส้นเดียวก็น่าจะได้เกือบครบ รวมถึงแบรนด์ Maison Goyard ที่มีสาขาน้อยมากด้วย คำเตือน ระวังจะสำลักความหรูหราและราคานะครับ Getting there: Métro สถานี Concorde Comme des Garçons เริ่มต้นกันที่เวิ้งระหว่างอาคารที่ดูเหมือนทำเลจะไม่ค่อยดี เพราะหลบๆอยู่หลังตึก แต่กลับเป็นที่ตั้งของ Comme des Garçons สาขาใหญ่หนึ่งเดียวในปารีส และเป็นสาขาที่มีของครบมากไม่แพ้สาขาใหญ่ใน Aoyama ญี่ปุ่นเลย แถมพนักงานก็เป็นกันเองมาก ทำให้ไม่เกร็ง การจัดวางสินค้าก็ให้อารมณ์เหมือนเดินเข้าชมแกลอรี่เลย ครีเอทสุดๆ Location: https://goo.gl/maps/8cv7h2P9qjU3BYtr5 Honor Café เมื่อเราเดินออกมาก็จะเจอร้าน Honor Café เป็นร้านขายกาแฟ และขนม ซึ่งเค้าเคลมตัวเองว่าเป็น “Paris's first and only outdoor specialty coffee shop serving coffee that this city should be known for.” เหมือนจะแอบกัดปารีสเบาๆ ว่าเมืองเก๋ๆแบบนี้ เรื่องกาแฟก็ควรจะมีชื่อด้วยนะ Location: https://goo.gl/maps/dr64zy3Lv8W3gSWf8 สำหรับเรากาแฟอร่อยดีนะ เข้มกำลังดี ไม่เหมือนกาแฟตามร้านทั่วไปในปารีส ที่จะมีรสชาติจืดๆ และพนักงานที่พูดอังกฤษสำเนียงบริทิชก็ทำให้ร้านดูคูลขึ้นอีกเป็นเท่าตัว อ่ะ! คอกาแฟแวะมากันได้เลย "Coffee is a lot more than just a drink: it's something happening." A.P.C. โผล่มาสวัสดีทุกย่านเลยยย A.P.C. สาขาเล็กๆ แต่ของไม่น้อยเลยน้าาา แต่เอาจริงๆในปารีสก็มี A.P.C. หลายสาขามาก ไปแวะสาขาอื่นวันหลังก็ได้ L’église de la Madeleine เดินต่อไปตามถนนเรื่อยๆก็จะเจอร้านแบรนด์เนมมากมาย และจะไปเจอกับโบสถ์ลา มัดเลน (L’église de la Madeleine) อีกหนึ่งสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่มากๆ ในย่านนี้ น้ำหอม Diptyque ที่นี่ราคาดีน้าาา ขอคืนภาษีได้อีกต่างหากถัดมาเป็นร้าน WILD & THE MOONอาหารสุขภาพแสนเก๋ที่โด่งดังในหมู่คนเฮลธ์ตี้ (และคนที่อยากจะดูว่าเป็นคนเฮลธ์ตี้) MARGARET HOWELL MARGARET HOWELL แบรนด์ดังที่เน้นความเรียบง่าย (แต่ราคาไม่ง่ายเด้อ) จากเกาะอังกฤษก็แอบซ่อนตัวอยู่หลังร้าน Ralph Lauren Location: https://goo.gl/maps/Qq9JbBheCQXJHYU6A Louis Vuitton Maison Vendôme Louis Vuitton Maison Vendôme ตกแต่งตัวอาคารได้ครีเอทีฟสุดๆ ใกล้ ๆ กันกับถนนเส้นหลัก ก็จะเป็นที่ตั้งของ “พลาส ว็องดม” (Place Vendôme) จตุรัสกลางเมืองที่หรูหราที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่จริงจะเรียกจตุรัสก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะลานแห่งนี้มีรูปร่าง 8 เหลี่ยม ที่นี่เป็นแหล่งช้อปปิ้งเครื่องประดับเพชรพลอยหรูหราราคาสูงลิบเกินคาดเดา มีร้านเรียงรายกันหลายแบรนด์รอบจตุรัส ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของ Hôtel Ritz Paris โรงแรมระดับตำนานของปารีสและของโลกด้วย เวลาเดินผ่านหน้าโรงแรมลองสังเกตดีๆอาจจะได้เห็นคนดังนะ อย่างเมื่อ 10 ปีก่อน เราเคยเจอ Usher ที่หน้าโรงแรม Ritz ด้วย และที่ซอกตึกในจตุรัสนี้เองก็เป็นสำนักงานใหญ่ของแบรนด์ Comme des Garçons ขอแอบส่องนิดนึงน้าาา 1LDK PARIS 1LDK PARIS เป็น concept store ที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากประเทศญี่ปุ่น แนวเสื้อผ้าและเครื่องประดับของแบรนด์เน้นความเรียบง่ายแต่โดดเด่นและสวมใส่ได้ทุกวันกับแนวคิดที่ว่า “non-daily life in daily life” หรือแปลให้เข้าใจง่ายอีกหน่อยก็ประมาณว่า “ชีวิตธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” อะไรเทือกๆนั้น Location: https://goo.gl/maps/xX2s9L2ohiwigv4KA Maison Goyard BALENCIAGA BYREDO BYREDO flagship store แบรนด์น้ำหอมจากสวีเดน สาขานี้พิเศษมากๆ เพราะออกแบบโดยสตูดิโอ M/M PARIS ชื่อดังของฝรั่งเศส โดยภายในมีถึงสองชั้น ไม่ได้มีแค่น้ำหอม แต่มีทั้งเทียนหอม สบู่ล้างมือ สบู่อาบน้ำ แฮนด์ครีม และที่สำคัญสาขานี้มีเครื่องหนังขายด้วยนะ ดีไซน์เรียบๆ น่ารักดี Location: https://goo.gl/maps/tHs43vjfxLgU13ScA 4. Avenue Montaigne (อาเวอนูว์ มงเตญน์ - เขต 8) ถ้ายังไม่หนำใจกับการช้อปปิ้งแบรนด์หรู ต้องมาที่นี่! Avenue Montaigne แยกมาจากถนน Champs-Élysées และทอดยาวไปจนถึงริมแม่น้ำเซน ในจุดที่สามารถเห็นวิวหอไอเฟลได้ลิบๆด้วย ความแตกต่างระหว่างถนน Saint-Honoré กับถนน Avenue Montaigne ก็คือที่นี่ “แกรนด์” กว่า ร้านส่วนใหญ่จะมีขนาดใหญ่ และตกแต่งเรียบหรูกว่าสาขาในย่านอื่นๆ แต่คนกลับคนน้อยกว่า เราจินตนาการไปว่ากลุ่มลูกค้าหลักน่าจะเป็นกลุ่มคนดังและคนรวยที่มี lifestyle ดั่งภาพใน magazine นอกจากนี้ ถนนเส้นนี้ยังเป็นที่ตั้งของ LVMH สำนักงานใหญ่ และออฟฟิศของ Dior อีกด้วย ร้าน Dior จึงดูโดดเด่น ร้านใหญ่ แยกเป็นหลายๆร้านติดๆกัน ราวกับจะประกาศตัวว่า “ที่นี่ถิ่นช้านนน” DIOR Paris Montaigne เราโชคดีที่ได้มา Paris ช่วงคริสต์มาสพอดี ว่ากันว่าไฟคริสต์มาสบนถนนสายนี้สวยที่สุด ดูอย่างต้นคริสมาสต์ที่มุมตึก Dior นี่ปะไร มันช่างเว่อร์วังพลังดิออร์ยิ่งนัก Jil Sander ที่ชอบเป็นการส่วนตัวอีกอย่างก็คือที่นี่มีช็อป Jil Sander แบรนด์โปรด (แม้ราคาจะแอบโหด) หนึ่งเดียวในปารีสอยู่ด้วย หลังจาก Jil Sander หดตัวให้เล็กลง และปิดร้านในไทยไป เราก็แอบคิดถึงอยู่เรื่อยๆ Location: https://goo.gl/maps/9zwmEZHtAvtTKsQz7 เดินกันจนถึงค่ำ ชิลมากกก แค่ได้มาเดินดูการตกแต่งเหล่า Display window ของแต่ละแบรนด์ก็เพลินแล้ววว 8 ย่านที่เรายกมาแนะนำนี้เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของความดีงามที่ Paris มีให้ไปเยี่ยมชม เมืองหลวงของฝรั่งเศสแห่งนี้ยังมีของดีอีกเยอะมากๆ เราถ่ายรูปจนหมด memory card ไปหลายแผ่น และยังสามารถเอามาลงได้อีกหลายโพสต์ ดังนั้นติดตามกันต่อนะค้าบบบ . #LetsHoparoundPARIS #LetsHoparound #Travel #Amex #EarnMilesFaster #Paris #ParisCityGuide #เที่ยวปารีส #ปารีส #เมืองปารีส #ช็อปปิ้งในปารีส #คาเฟ่ในปารีส #รีวิวปารีส #เที่ยวปารีสด้วยตัวเอง #ฝรั่งเศส #เที่ยวฝรั่งเศส #ปารีสไปไหนดี #ไปไหนดีในปารีส #ช็อปอะไรที่ปารีส #ร้านดีๆในปารีส PARIS CITY GUIDE เที่ยวปารีส Part 2
- PARIS CITY GUIDE เที่ยวปารีส Part 2
PARIS PART 2 8 neighbourhoods to visit in Paris เที่ยว 8 ย่านชิคๆ คูลๆ ในปารีส ใครๆก็รู้ว่า Paris นั้นขึ้นแท่นเป็นเมืองยอดนิยมที่สุดตลอดกาลเมืองหนึ่งของโลกมาอย่างยาวนานจนบางคนอาจรู้สึกว่า Paris กลายเป็นเมืองแมสที่ใครๆก็ไปกัน ไม่เท่เท่าเมืองใหม่ๆ ไม่ชิคเท่าเมืองที่ไปยากๆ แต่เชื่อเราเถอะว่า Paris ได้ตำแหน่งนี้มาอย่างสมศักดิ์ศรีเพราะนางมีดีมากเหลือเกินจริงๆ (อ่อ... คำว่า “ชิค” นี่ก็ภาษาฝรั่งเศสนะ) ทริปนี้เราจะพาคุณไป #hop ดู Paris ผ่าน 2 มุมมองที่ต่างกัน เพราะ 2 คนที่เดินทางไปด้วยกันนี้ คนหนึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เมื่อ 10 ปีก่อนและอีกคนเพิ่งจะได้เปิดซิง Paris เป็นครั้งแรกแม้ว่าเราจะใช้เวลาซ่อกแซ่กอยู่ในปารีส 11 วันเต็มๆ เราก็ยังเที่ยวไม่ครบเล้ยยยย ครั้งนี้เราใช้บริการการบินไทยและเราจ่ายเพียงค่าภาษี 6,xxx บาทเท่านั้น แต่ก็สามารถติดแฮชแทค #IflyThai #ThaiAirways ได้แบบไม่น้อยหน้าใคร ต้องขอบคุณพลังทวีในการสะสมไมล์ผ่านบัตรเครดิต THAI Amex Platinum Card ที่ทำให้เราสะสมไมล์ได้เร็วขึ้นผ่านการจับจ่ายซื้อของต่างๆในชีวิตประจำวัน และยิ่งถ้าซื้อตั๋วการบินไทยผ่านบัตรนี้ด้วยแล้วล่ะก็ เราจะได้ไมล์สะสมหลายเด้ง แถมแบ่งชำระ 0% ได้ 3 เดือนอีกต่างหาก นอกจากหอไอเฟล มาการอง และกระเป๋าแบรนด์เนมที่ใครๆก็นึกถึงเมื่อพูดถึง Paris แล้ว ต้องบอกว่าเมืองหลวงของฝรั่งเศสแห่งนี้คือแหล่งบ่มเพาะการสร้างสรรค์งานศิลปะ แฟชั่น อาหาร ดนตรี ปรัชญา ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เริ่ดหรูอย่างหน้าตายจนน่าหมั่นไส้ ถ้าเป็นคนชอบเดินดูเมือง ดูคน ดูร้าน ดูงานดีไซน์ไปเรื่อยคุณจะเอ็นจอย Paris มากๆ (โดยเฉพาะย่าน Le Marais ย่านโปรดของเรา) หลายสิ่งด้านลบที่เราเคยได้ยินมาเกี่ยวกับปารีส ไม่ว่าคนไม่เฟรนด์ลี่ หรือขโมยเยอะ มาคราวนี้เราไม่เจอเลย คนปารีสส่วนใหญ่ nice กับเรามาก (ยกเว้นเจ้าหน้าที่ Tax Refund ที่สนามบินขากลับ) และถ้าเทียบเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เรารู้สึกว่าคนปารีสยุคนี้พูดภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นมาก และไม่พยายามทำหงุดหงิดแก้เขินเหมือนเมื่อก่อน 20 arrondissements ผังเมือง Paris แบ่งง่ายๆเป็น 20 เขต (arrondissements) โดยวนเป็นก้นหอย เริ่มจากฝั่งขวาของแม่น้ำเซน (บริเวณที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ Louvre) แล้ววนตามเข็มนาฬิกาออกไปเรื่อยๆจาก 1 จนถึง 20 แต่สำหรับเราแล้ว วิธีที่ทำให้เห็นภาพรวมของ Paris ได้ง่ายกว่านั้นก็คือซีกตะวันตกของ Paris จะเป็นย่านพักอาศัยของคนมีเงินมาก และซีกตะวันออกเป็นย่านของคนมีเงินน้อย ส่วนซีกบนของ Paris (หรือฝั่งขวาของแม่น้ำเซน — La Rive Droite) จะเป็นย่านการค้า และซีกล่าง (หรือฝั่งซ้ายของแม่น้ำเซน — La Rive Gauche) จะเป็นย่านของศิลปิน นักคิด นักเขียนและนักวิชาการ การเดินทางใน Paris นั้นง่ายมาก เพราะรถไฟใต้ดิน(Métro) เชื่อมต่อกันทั่วถึงทั้งเมือง และเชื่อมกับรถไฟออกไปถึงที่เที่ยวนอกเมืองอย่างพระราชวัง Verseille หรือ Euro Disney ด้วย ถ้าจะอยู่ใน Paris นานเป็นสัปดาห์อย่างเรา ขอแนะนำตั๋ว Navigo ที่มีทั้งตั๋วรายสัปดาห์และรายเดือนซึ่งคุ้มค่ามากๆ สามารถทำได้ตามจุดบริการของสถานี Métro ใหญ่ๆ แอบกระซิบหน่อยว่าต้องเตรียมรูปถ่ายไปติดบัตรด้วยนะ แต่ถ้าไม่ได้เตรียมไป ตามสถานีก็มักมีตู้ถ่ายรูปอัตโนมัติเอาไว้อำนวยความสะดวกให้อยู่แล้ว ส่วนที่พัก เราเลือกพัก AirBnB แถวสถานี Grands Boulevards ตั้งอยู่ในเขต 2 ซึ่งสะดวกมากกกก มีสถานี Métro อยู่ปากซอยเลย แม้พื้นที่จะแคบไปหน่อยตามมาตรฐานยุโรป แต่ราคาก็ถือว่าเป็นมิตร แถมโฮสก็ดีด้วย ไปถึงวันแรกเค้าจัดดินเนอร์ให้เลย 1 มื้อ พูดถึงอาหารการกิน ส่วนตัวแล้วปารีสเป็นเมืองที่หาอาหารอร่อยถูกปากค่อนข้างยาก และราคาค่อนข้างสูง แม้อาหารฝรั่งเศสจะมีชื่อก้องโลก แต่อาหารฝรั่งเศสที่อร่อยก็ไม่ได้หาได้จากร้านข้างทางทั่วไป บางร้านต้องจองล่วงหน้านานๆ ฉะนั้นถ้าอยากกินของดีทำการบ้านกันไปก่อนนะ ส่วนถ้าใครติดกาแฟอย่างเรา คนที่นี่กินกาแฟค่อนข้างจืดนะ อาจจะหาถูกปากเหมือนบ้านเรายากนิดนึง แต่เราก็แอบบอกพิกัดไว้ในนี้แล้วล่ะว่ามีร้านไหนบ้างที่ขายกาแฟที่รสพอถูกปากเรา อีกเรื่องคือ ภาษาฝรั่งเศส เป็นอะไรที่ออกเสียงยากสำหรับคนที่ไม่คุ้น หนึ่งในการออกเสียงที่เด่นชัดที่สุดคือการออกเสียงตัว r ซึ่งปกติก็จะเทียบเท่ากับตัว ร.เรือ ในภาษาไทย แต่ภาษาฝรั่งเศสจะออกเสียงตัวอักษรนี้ด้วยการเอาลมผ่านไปที่เพดานอ่อนของช่องปาก ประหนึ่งว่าจะขากถุย 5555 แต่ทำแบบซอฟท์ๆ เสียงที่ออกมาจะเป็นส่วนผสมของ ค.ควาย + ฮ.นกฮูก และเราเขียนออกมาเป็นภาษาไทยค่อนข้างยาก ถึงเขียนได้ก็อ่านยากอยู่ดี เช่น Paris = ปาคฮี หรือ Marais = มาคเฮ่ ดังนั้นเพื่อความสะดวกเราจึงขอเขียนแทนด้วย ร.เรือ ง่ายๆเลยละกันนะ สุดท้ายก่อนจะไป #hop กัน ร้านใน Paris ส่วนใหญ่ปิดวันอาทิตย์นะ ถ้าวางแผนจะมาก็ลองเช็ควันเวลากันให้ดีคร้าบบบ พวกแลนด์มาร์คและจุดช้อปปิ้งหลักๆอย่าง หอไอเฟล ถนน Champs-Élysées และห้างดังๆ เราขอข้ามไปเลยนะ น่าจะหาข้อมูลกันง่ายอยู่แล้ว เราพาไปดูอะไรที่ถูกจริตเรากันดีฝ่าาา . อ่ะถ้าพร้อมแล้วไปกัน Let’s Hop Around Paris... PARIS PART 2 5. Montmartre (มงมาร์ตร์ - เขต 18) Montmartre (มงมาร์ตร์ - เขต 18) ช่วงท้ายศตวรรษที่ 19 เมื่อค่าครองชีพในตัวเมืองชั้นใน Paris ขยับสูงขึ้น บรรดาจิตรกร และศิลปินชั้นครู ไม่ว่าจะเป็น โมเน่ต์ เรอนัวร์ มอนเดรียน ปิกัสโซ่ หรือแม้กระทั่งแวนโก๊ะห์ ต่างก็พากันย้ายสตูดิโอมารังสรร์งานศิลป์กันในย่านเนินเขาทางตอนเหนือของ Paris แห่งนี้ ทำให้ที่นี่กลายเป็นย่านศิลปะและย่านสถานบันเทิง (เช่น Moulin Rouge และ piano bars ต่างๆ) ที่มีคาแร็คเตอร์เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนย่านอื่น Getting there: Metro สถานี Anvers (สาย 2) หรือ สถานี Abbesses หรือสถานี Château Rouge (สาย 12) มีร้านอาหารให้พักขาก่อนเดินขึ้นบันไดไปยังมหาวิหารซาเคร-เกอร์ ทำเลร้านนี้คือสุดจริง ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนนเป๊ะ Location: https://goo.gl/maps/BCMde9PySm5yuit59 หัวใจหลักของย่านนี้คือมหาวิหาร Sacré Coeur (ซาเคร-เกอร์) แหม แค่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น “หัวใจศักสิทธิ์” หลังสีขาวสง่า ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของเนินเขามงมาร์ตร์ ที่นี่ยังเป็นจุดชมวิวยอดฮิตอีกจุดที่สามารถมองเห็นเมืองปารีสได้ทั้งเมือง แม้ต้องเดินขึ้นมาเหนื่อยหน่อย แต่วิวคือคุ้มมาก (ถ้าฟ้าเปิด) และคนก็จะเยอะมากเช่นกัน 5555 Location: https://goo.gl/maps/MRWoKBvh58susbj36 หลังจากชมมหาวิหารซาเคร-เกอร์แล้ว เราเลือกที่จะเดินลงอีกทาง เพื่อจะไปสนามบาสเก็ตบอลที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก Playground Duperré สนามบาสเก็ตบอลสีสุดจัดจ้าน ทำให้ย่านนี้ดูสดใสขึ้นมาทันตา Location: https://goo.gl/maps/UvJfiGk8ibyNY6vaA Rose Bakery Rose Bakery ร้านโปรดตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว Rose Bakery Rose Bakery A.P.C. Surplus อย่าบอกใครไปล่ะว่า ระหว่างทางเดินขึ้นไปยังเนินเขามงมาร์ตร์ จะมีร้าน A.P.C. Surplus ซึ่งเป็นเสมือนเอ๊าท์เล็ตเล็กๆไว้คอยระบายของจากคอลเล็คชั่นก่อนๆในราคาพิเศษ ลด 40-60% ให้เราแวะเสียตังค์อีกด้วย ซึ่งร้าน A.P.C. Surplus มีเพียงไม่กี่สาขาบนโลกนะ เช่น นิวยอร์ก ปารีส โตเกียว โอซาก้า บอกเลยว่าคุ้มมว้าก ใครผ่านมาอย่าลืมแวะนะ รับรองได้ของดีๆไปครอบครองอย่างแน่นวลลลล Location: https://goo.gl/maps/EUyMDG8rHNwkutBT7 6. Canal Saint-Martin (กานาล ซางต์-มาร์ตัง - เขต 10) ย่านอินดี้ริมคลองซางต์-มาร์ตัง ใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศจากย่านหลักที่เต็มไปด้วยทัวริสต์ มาที่นี่ได้เลย (แต่ถ้าเป็นช่วง high season ยังไงก็หลบทัวริสต์ไม่พ้นนะ) ที่นี่เป็นย่านสุดฮิปที่หนุ่มสาวชาวปารีเซียง นิยมออกมาปิคนิคและพบปะสังสรรค์ริมสองฝั่งคลอง โดดเด่นไปด้วยกราฟิตี้เท่ๆตามถนน มีบาร์และร้านอาหารเก๋ๆอยู่ในย่านนี้เยอะมาก ถ้ามากลางคืนก็จะได้บรรยากาศที่แตกต่างไป คนก็จะมาดินเนอร์กันทำให้คึกคักไปอีกแบบ Getting there: Metro สถานี Jacques Bonsergent Holybelly 5 ร้านแรกที่เรามากินอาหารเช้าเลยก็คือ Holybelly 5 “Where Good Coffee Meets Good Food” ร้านนี้เป็นที่นิยมมากๆใน Paris ว่ากันว่าร้านเค้าได้รับแรงบันดาลใจจากคาเฟ่ของประเทศออสเตรเลีย บรรยากาศในร้านนี่ดู lively มาก โดยเฉพาะพนักงานที่ทำงานอย่างสนอกสนใจลูกค้าไป ฮัมเพลงไป และเพลงที่นี่ก็เลือกมาดีจริงๆ มีพี่พนักงานคนไทยด้วย ใจดีมากเลย แนะนำทุกอย่าง แอบเม้าท์ว่าเจ้าของร้านใจดีมาก ชอบทำเซอร์ไพร้ซ์พนักงาน ช่วงคริสต์มาสก็แอบเอาเสื้อยืดที่สั่งผลิตพิเศษไปซ่อนไว้ใต้ต้นคริสต์มาสให้พนักงานทุกคน ที่สำคัญรสชาติอร่อยใช้ได้เลย ใครมาสายต้องต่อคิวยาวเลยแหละ ร้านนี้เปิดทุกวันตั้งแต่ 9:00–17:00 Location: https://goo.gl/maps/XNhcuu7m2KhvkFaz5 Holybelly 5 Holybelly 5 Bob's Juice Bar Green Factory Green Factory ร้านขายต้นไม้น่ารักมาก Green Factory Liberté Liberté ร้านขนมปังสไตล์ฝรั่งเศส Liberté Liberté Drapeau Noir Drapeau Noir ร้านเสื้อผ้าผู้ชาย ดีไซน์ดี ราคาค่อนไปทางสูง เราเกือบเสียเงินไปแล้วววว Location: https://goo.gl/maps/zbE52jffau1b4Vos7 Drapeau Noir เดินไปเรื่อยๆ ก็จะเจอคลอง St. Martin ที่เป็นโลเคชั่นถ่ายหนังหลายเรื่องเลย บรรยากาศแถวนี้ชิลมากกก แถมสองข้างทางก็มีร้านดีๆ เต็มไปหมดเลย ชอบ Paris ตรงที่ ตรงไหนก็สามารถสร้างงานอาร์ตได้ ดูจากการเพ้นกำแพงลายต่างๆ ลายกราฟิตี้ยุ่งๆ ยังดูสวยเลยอะ 7. Palais Royal - Bourse (ปาเลส์รัวยาล - บูร์ส — เขต 1และ2 ) คนส่วนใหญ่แวะลงสถานี Palais Royal - Musée du Louvre เพื่อเดินลงต่อไปทางทิศใต้ไปยังพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ แต่คราวนี้เราขอละแลนด์มาร์คปีรามิดชื่อดังไว้ก่อน จึงพา #hop ไปทางทิศเหนือ ไปทางสถานี Bourse Palais Royal เดิมที่เป็นที่พำนักของ Cardinal Richelieu ผู้ทรงอำนาจทั้งทางศาสนาและการเมืองในช่วง 1585-1642 ปัจจุบันแปลงสภาพกลายเป็นย่านร้านค้า และร้านอาหารมีระดับ หลายร้าน โดยเฉพาะร้าน Le Grand Véfour ซึ่งถูกยกย่องว่าเป็น “grand restaurant” ร้านแรกในปารีส พร้อม 3 ดาวมิชลินการันตีความพรีเมี่ยม แม้แต่นโปเลียนก็ยังเคยเป็นแขกของที่นี่ Getting there: Metro สถานี Palais Royal Musée du Louvre สาย 1, 7 Café Kitsuné Palais Royal เป็นที่หลบความวุ่นวายที่แสนเพอร์เฟ็คท์ จากนักท่องเที่ยวที่มักพลุกพล่านอยู่ทั่วไปในเขต 1 ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของ Café Kitsuné สำหรับแฟนๆของแบรนด์จิ้งจอก และเป็นอีกพิกัดสำหรับผู้โหยหารสชาติกาแฟที่ถูกปากเหมือนอย่างในแถบเอเชีย Location: https://goo.gl/maps/EFXsUvWdUAUjxNU86 Café Kitsuné Palais Royal สวนของ Palais Royal นั้นก็มีความ “iconic” อย่างมาก เพราะ เรียงรายไปด้วยต้นไม้ที่ถูกตัดแต่งเป็นทรงสี่เหลี่ยม ยิ่งถ้ามาในช่วงหน้าร้อน เราก็จะเห็นพุ่มสี่เหลี่ยมสีเขียวเรียงกันเป็นแถวๆ เหมาะแก่การโพสท่าถ่ายรูปอย่างยิ่ง “Les Deux Plateaux” by Daniel Buren 1986 สิ่งที่เป็น “iconic” อีกอย่างก็คืองานประติมากรรมที่มีชื่อว่า “Les Deux Plateaux” โดย Daniel Buren สร้างขึ้นเมื่อปี 1986 เป็นอีกหนึ่งงานคอนทราสต์ที่เอาอาร์ทสมัยใหม่มาตัดกับอาร์ทแบบคลาสสิค ซึ่งเป็นเสน่ห์ของ Paris งานชิ้นนี้มีลักษณะเป็นเสาทาสีขาวสลับดำสูงต่ำไม่เท่ากันกว่า 280 ต้น ใครมาเห็นแล้วก็คงอดถ่ายรูปไม่ได้ แล้วเราจะเหลือเรอะ นอกจากนี้ยังมีช็อปของแบรนด์เริ่ดๆ เช่น Stella McCartney, Rick Owen, Acne Studios ด้วย เราแอบถูกใจกับร้าน Maison de l’Ambre ร้านขายอำพันทั้งในเรื่องดีไซน์และราคาที่ถูกกว่าในเมืองไทย รอบๆนอกของ Palais Royal ยังมีช็อปเก๋ๆ ของทั้ง Maison Margiela และ Maison Kitsuné ด้วยนะ Galerie Vivienne เดินขึ้นทางทิศเหนือมาหน่อยก็จะเจอกับ Passage ที่ดูหรูหราที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ใน Paris และมีอายุเกือบ 200 ปีที่ชื่อว่า Galerie Vivienne อยากถ่ายรูปข้างในมาให้ดูมากๆ แต่ดันเหลือบไปเห็นป้ายห้ามถ่ายรูปเฉพาะด้านในด้วย Galerie Vivienne สิ่งที่เตะตาตั้งแต่แรกเข้ามาก็คงจะเป็นร้านหนังสือโบราณชื่อ Gribaudo Paul ที่คูลหนักมาก เห็นลูกหมูสามตัวนั่นไหมภายในยังมีร้านอาหารชื่อ Le Grand Colbert ซึ่งถูกใช้เป็นฉากในหนังเรื่อง Something’s gotta give อีกด้วย Statue of Louis XIV เดินเลาะมาอีกนิด ก็จะพบกับออฟฟิศของ Celine, Kenzo และ Marc Jacobs ซึ่งก็คงจะบอกถึงความเก๋ของย่านนี้ได้อยู่พอควร แต่ถึงไม่มีแบรนด์เหล่านี้ ลำพังตึกรามบ้านช่องก็ดูน่ายกกล้องขึ้นมาชักภาพรัวๆได้ไม่รู้เบื่อเลยล่ะ ป้อมโฆษณาริมถนนสไตล์ปารีเซียง ป้ายสถานี Métro ที่เขียนด้วย Font สไตล์ Art Nouveau อันเป็นเอกลักษณ์ 8. Sentier-Grands Boulevards (ซองทีเย่-กร็องด์ส์ บูลเลอวาร์ดส์ - เขต 2) Sentier-Grands Boulevards (ซองทีเย่-กร็องด์ส์ บูลเลอวาร์ดส์ - เขต 2) ย่านนี้ไม่ใช่ย่านนักท่องเที่ยว แต่เป็นย่านใกล้ที่พักที่เราเดินผ่านประจำ และรู้สึกว่ามีเสน่ห์ที่ไม่เสแสร้งซุกซ่อนอยู่มากมาย แต่เดิมย่านนี้เป็นแหล่งผลิตภัณฑ์สิ่งทอ แต่ปัจจุบันได้แปรสภาพเป็นแหล่งออฟฟิศธุรกิจ Start-up จนได้รับฉายาใหม่ว่า Silicon Sentier Getting there: Métro สถานี Richelieu - Drouot เสน่ห์ของย่านนี้ก็คือ passage โบราณที่ตกแต่งอย่างงดงาม (passage หมายถึง ช่องทางเดินที่มีร้านค้าอยู่ 2 ข้างทางและมีหลังคาคลุม) เช่น Passage Jouffroy และ Passage des Panoramas L'Appartement Sézane ตามซอกซอยของย่านนี้ ชาว #hopsters จะได้พบกับร้าน concept store เก๋ๆอย่าง L'Appartement Sézane ที่เราปักหมุดตั้งใจจะไปให้ได้ตั้งแต่ยังหาข้อมูลอยู่เมืองไทย เหมาะกับสาวๆ ร้านนี้ก็มีสาขาที่นิวยอร์กด้วยนะ L'Appartement Sézane ร้านที่เราไปแวะกินวันแรกนั้นคือร้านชื่อ Bouillon Chartier แนะนำโดยโฮสต์ของเรา (คงคิดเห็นว่าเราเป็นนักท่องเที่ยว) แต่เราก็ไปนะ เพราะเมื่อ 10 ปีที่แล้วเราก็ไม่เคยได้ลองเหมือนกัน Location: https://goo.gl/maps/EDXn41whoyoUzeKZ6 Nous อีกร้านชื่อ Nous เป็นร้านอาหารสมัยใหม่ที่รูปลักษณ์ของร้านกระตุ้นความอยากให้เราเข้าไปใช้บริการตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเดินผ่าน และได้เข้าไปชิมในที่สุด อาหารที่นี่นั้นแนว Mexican ผสม American (แต่ตั้งอยู่ในฝรั่งเศส งงมะ) ให้อารมณ์เหมือนจะเฮลธ์ตี้แต่ก็เสิร์ฟฟรายส์นะ รวมๆคือให้ 3.8 เต็ม 5 ละกัน Nous Hôtel des Grands Boulevards เรื่องที่พัก (พักแถวนี้สะดวกจริงๆ) เราเจอโรงแรมที่สไตลิชน่าพักมากๆอยู่ 2 โรงแรมที่เราเองก็อยากลอง ถ้าไม่ได้จอง AirBnB มาซะก่อน นั่นก็คือโรงแรม The Hoxton ที่เท่ คูล และเอ็ดจี้มากๆ ลองเข้าไปดูรูปเพิ่มเติมในเวปดูเองแล้วกันนะว่าดีงามขนาดไหน (https://thehoxton.com/france/paris/hotels) และอีกที่ก็คือ Hôtel des Grands Boulevards ที่ดีงามไม่แพ้กัน (https://www.grandsboulevardshotel.com/) Crème de Paris ร้าน Crème de Paris นางเคลมตัวเองว่ามีเครปและวาฟเฟิ่ลที่ดีที่สุดในปารีสนะ ICI librairie ร้านหนังสือแถวที่พักเราสองชั้นใหญ่ใช้ได้ด้านในหนังสือครบทุกแนว มีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศษ พวกเครื่องเขียนอะไรก้มีครบนะ และยังมีร้านคาเฟ่เล็กตั้งอยู่กลางร้านด้วย ใครอยากจะนั่งชิลทำงานอ่านหนังสือจิบกาแฟที่นี่แนะนำเลยคร้าบ Location: https://goo.gl/maps/2xhZ8P73gotM8mG69 ICI librairie Sentier เดินมาทาง Sentier เรื่อยๆ เราก็จะพบกับร้านค้าน่าสนใจกระจายกันอยู่ทั่วบริเวณ ใครอยากจะหลบเลี่ยง“ความทัวริสตี้” ขอให้มาย่านนี้ เพราะร้านค้าส่วนใหญ่ดูมีดีไซน์และมีคุณภาพ ตั้งแต่ร้านแฟชั่น ร้านเครื่องสำอางค์ ร้านขนม ร้านอาหาร ไปจนถึง supermarket แนวเฮลธ์ตี้ คือไม่ใช่ร้านแนวตีหัวนักท่องเที่ยวเข้าบ้านเหมือนในย่านท่องเที่ยว อ่อ.. บริเวณนี้มีร้าน COS และ Yohji Yamamoto ด้วยนะ นอกจากนี้ยังมีตรอกอาหารในตำนาน อย่าง Rue Montorgueil (รู มงตอร์เกย) ที่ดูมีชีวิตชีวาเต็มไปด้วยนักกินและนักท่องเที่ยว จะเข้าร้านไหนก็ต้องศึกษาดูดีๆนะ เพราะทุกทำเลทองก็จะมีทั้งตัวจริงและตัวปลอมมาฉวยโอกาสกับนักท่องเที่ยวเหมือนกันทุกที่ หนึ่งในร้านที่โด่งดังที่สุดก็เห็นจะเป็น Stohrer ร้านขายขนมที่เก่าแก่ที่สุดใน Paris ก่อตั้งขึ้นในปี 1730 หรือเกือบ 300 ปีมาแล้ว 8 ย่านที่เรายกมาแนะนำนี้เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของความดีงามที่ Paris มีให้ไปเยี่ยมชม เมืองหลวงของฝรั่งเศสแห่งนี้ยังมีของดีอีกเยอะมากๆ เราถ่ายรูปจนหมด memory card ไปหลายแผ่น และยังสามารถเอามาลงได้อีกหลายโพสต์ ดังนั้นติดตามกันต่อนะค้าบบบ . #LetsHoparoundPARIS #LetsHoparound #Travel #Amex #EarnMilesFaster #Paris #ParisCityGuide #เที่ยวปารีส #ปารีส #เมืองปารีส #ช็อปปิ้งในปารีส #คาเฟ่ในปารีส #รีวิวปารีส #เที่ยวปารีสด้วยตัวเอง #ฝรั่งเศส #เที่ยวฝรั่งเศส #ปารีสไปไหนดี #ไปไหนดีในปารีส #ช็อปอะไรที่ปารีส #ร้านดีๆในปารีส PARIS CITY GUIDE เที่ยวปารีส Part 1
- Malta เที่ยวมอลต้า ลัดเลาะเมืองมรดกโลก ที่คนรักสถาปัตยกรรมและศิลปะต้องมาเยือน
Malta เที่ยวมอลต้า ประเทศลับมรดกโลก แพลนเที่ยวมอลต้า 3 วัน 2 คืน ฉบับคนรักงานดีไซน์และสถาปัตยกรรม เมืองที่มีอายุเกือบ 5,000 ปี ถ้าให้จำกัดความประเทศเกาะเล็กๆ กลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอย่าง มอลต้า (Malta) ด้วยคำเพียงคำเดียว สำหรับเรามันคือคำว่า "พาลีมเซสต์" (Palimpsestic Architecture) หรือการที่ศิลปะและสถาปัตยกรรมในแต่ละยุคสมัยถูกสร้างซ้อนทับกันชั้นแล้วชั้นเล่า จากอดีตที่เคยถูกครอบครองโดยชาวฟินีเซียน โรมัน ฝรั่งเศส ไปจนถึงอังกฤษ ร่องรอยเหล่านั้นไม่ได้เลือนหายไปไหน แต่มันถูกสลักทับและผสมผสานกันจนกลายเป็นงานศิลปะชิ้นเอกระดับมหึมาที่ยังมีลมหายใจ เที่ยวมอลต้าด้วยตัวเอง Malta Itinerary งบ ที่เที่ยวมอลต้า รีวิว ด้วยความที่มอลต้ามีพื้นที่จำกัด แต่กลับอัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์ ในปี 1980 องค์การ UNESCO จึงประกาศให้เมืองหลวงจิ๋วแห่งนี้เป็นพื้นที่มรดกโลก โดยยกย่องว่าเป็น "หนึ่งในพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่หนาแน่นที่สุดในโลก" เพราะมีอนุสาวรีย์ทรงคุณค่ากว่า 320 แห่งกระจายตัวอยู่บนพื้นที่เพียง 136 เอเคอร์เท่านั้น การเดินทางครั้งนี้ เราจึงอยากพาชาว Hopsters ทุกคนไปสัมผัสเสน่ห์ของมอลต้า ในแบบที่ลึกซึ้งกว่าที่เคยครับ The Journey Begins: บินลัดฟ้าสู่มอลต้าด้วยความคุ้มค่าระดับ Business Class ทริปนี้เราเริ่มต้นออกเดินทางจากเมืองมิลาน (Milan) ประเทศอิตาลี โดยเลือกใช้บริการสายการบินแห่งชาติรูปโฉมใหม่อย่าง KM Malta Airline สิ่งที่ทำให้เราประทับใจตั้งแต่ยังไม่ทันเครื่องขึ้นคือ "ราคา" ที่จับต้องได้แบบไม่น่าเชื่อ เราได้ตั๋ว Business Class ขาเดียวมาในราคาเพียงประมาณ 5,000 บาทไทยเท่านั้น! คุณภาพที่ได้กลับสวนทางกับราคาอย่างสิ้นเชิง เพราะนี่คือเครื่องบินลำใหม่เอี่ยม เบาะกว้างขวางนั่งสบาย การบริการจากลูกเรือมีความเป็นมืออาชีพและใส่ใจในรายละเอียด อาหารบนเครื่องก็เสิร์ฟมาอย่างพิถีพิถันและรสชาติดีเยี่ยม ถือเป็นการเปิดประตูสู่มอลต้าที่สร้างความประทับใจแรกได้อย่างสมบูรณ์แบบ Smart Luxury Stay: พักผ่อนแบบไม่ต้องจ่ายสักบาทที่ Courtyard by Marriott Sliema เมื่อมาถึงมอลต้า เราเลือกปักหลักกันที่เมือง Sliema ซึ่งเป็นย่านที่คึกคักและเดินทางสะดวกมาก โดยเราเข้าพักที่ Courtyard by Marriott Sliema เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ความพิเศษคือทริปนี้เราใช้สิทธิ์แลกแต้ม Marriott Bonvoy มานอนฟรีทั้งหมด ทางโรงแรมอัพเกรดห้องพักให้เราเป็นห้องประเภท 1 King Standard Accessible ซึ่งโดยปกติห้องลักษณะนี้จะออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ใช้วีลแชร์ ทำให้แปลนห้องกว้างขวางกว่าห้อง 1 King แบบปกติทั่วไปมาก พื้นที่ใช้สอยโล่งสบาย ห้องน้ำกว้างสุดๆ ตัวโรงแรมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ครบถ้วน พนักงานบริการด้วยความยิ้มแย้มและกระตือรือร้น มีสระว่ายน้ำให้เลือกพักผ่อนทั้งแบบ Indoor และ Outdoor แถมโลเคชั่นยังอยู่ใกล้ทะเล เดินไปจุดขึ้นเรือเฟอร์รี่เพื่อข้ามไปฝั่งเมืองเก่า Valletta ได้สบายๆ แผนที่: https://maps.app.goo.gl/KuDfB96JqZugWqmd8 The Culinary Chapter: รสชาติแห่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและความบังเอิญที่แสนอบอุ่น เรื่องอาหารการกินที่มอลต้าคืออีกหนึ่งไฮไลท์ที่เติมเต็มทริปนี้ให้สมบูรณ์ เราได้ตระเวนชิมหลากหลายรสชาติ ทั้งแบบท้องถิ่นและรสชาติที่คุ้นเคย Le Majoliche: ร้านอาหารอิตาเลียน-ซีฟู้ดที่ Sliema ที่ทำให้เราใจฟูมาก อาหารทะเลที่นี่สดแบบตะโกน กิมมิคคือเราสามารถเดินไปหน้าตู้โชว์วัตถุดิบเพื่อชี้เลือกปลาหรือกุ้งสดๆ ที่เพิ่งจับมาได้เลย แล้วให้เชฟปรุงในสไตล์ที่เราชอบ รสชาติของวัตถุดิบดีเยี่ยมแทบไม่ต้องปรุงแต่งเยอะ เวลาเปิด-ปิด: 12:00 PM – 3:00 PM / 7:00 PM – 11:00 PM (ทุกวัน) แผนที่: https://maps.google.com/?q=Le+Majoliche+Malta One Thai Kitchen พอเดินทางมาหลายวัน กระเพาะมันก็เริ่มเรียกร้องหารสชาติจัดจ้านแบบไทยแท้ เราแวะมาที่ One Thai Kitchen ร้านอาหารไทยใน Sliema ที่เสิร์ฟรสชาติถึงเครื่องแบบไม่มีกั๊ก ตั้งแต่ผัดไทย ต้มยำ ไปจนถึงเมนูผัดเผ็ดต่างๆ รสชาติให้ความรู้สึกเหมือนนั่งทานอยู่กรุงเทพฯ จริง ๆ ที่สำคัญคือบรรยากาศเป็นกันเอง และทีมงานก็ต้อนรับอบอุ่นแบบสไตล์คนไทย ทำให้มื้อนี้กลายเป็น comfort food ที่ช่วยรีชาร์จพลังได้ดีมากระหว่างทริป เวลาเปิด-ปิด: 11:30 AM – 9:30 PM (Closed on Sunday) แผนที่: https://maps.google.com/?q=One+Thai+Kitchen+Sliema THAISTY (Thai Food Truck) อีกหนึ่งความน่ารักที่เราเจอแบบไม่ตั้งใจคือ THAISTY ฟู้ดทรัคอาหารไทยเล็ก ๆ ริมทะเลในย่าน Sliema ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ พนักงานคนไทยสองคนต้อนรับอย่างเป็นกันเอง และชวนคุยแบบอบอุ่นเหมือนได้เจอเพื่อนคนไทยในต่างแดน เมนูที่นี่เน้น street food กินง่าย แต่รสชาติจัดจ้านครบเครื่องแบบไทยแท้ เป็นอีกจุดที่ทำให้รู้สึกว่า “อาหารไทยไปอยู่ที่ไหนก็ยังฮีลใจได้เสมอ” เวลาเปิด-ปิด: 11:30 AM – 3:30 PM / 4:30 PM – 8:30–9:00 PM (Closed on Sunday & Monday) แผนที่: https://maps.google.com/?q=THAISTY+Sliema Felice Brasserie สำหรับมื้อเช้า เราฝากท้องไว้ที่นี่ บรรยากาศของร้านโปร่งสบาย อาหารเช้าเสิร์ฟมาในพอร์ชั่นที่กำลังดี วัตถุดิบสดใหม่ เป็นจุดเริ่มต้นของวันที่ทำให้เราพร้อมออกไปลุย เวลาเปิด-ปิด: 09:00 AM – 01:00 AM (ทุกวัน) แผนที่: https://maps.google.com/?q=Felice+Brasserie+Sliema The Coincidence at LOAF Cafe และนี่คือเรื่องราวบังเอิญที่เซอร์ไพรส์ที่สุดในทริป! ระหว่างเดินเล่น เราบังเอิญไปสะดุดตากับคาเฟ่ชื่อ LOAF ซึ่งชื่อและทิศทางการสร้างแบรนดิ้งดันไปคล้ายคลึงกับคาเฟ่ LOAF Pattaya ที่เราเป็นเจ้าของอยู่พอดิบพอดี เราจึงอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปทักทาย เจ้าของร้านชาวมอลตีสน่ารักมาก เขาเล่าด้วยความตื่นเต้นว่าเพิ่งบินไปเที่ยวเมืองไทยมาเมื่อไม่นานนี้เอง และเขาหลงรักประเทศไทยแบบสุดหัวใจ ถึงขั้นที่ว่าเขานำเข้าช็อกโกแลตแบรนด์ไทยแท้ๆ มาวางขายในร้านที่มอลต้าแห่งนี้ด้วย เป็นโมเมนต์การพูดคุยที่ทำให้เรารู้สึกว่า ศิลปะและรสชาติสามารถเชื่อมโยงผู้คนจากคนละซีกโลกเข้าด้วยกันได้จริงๆ เวลาเปิด-ปิด: Monday – Friday: 7:00 AM – 3:00 PM, Saturday: 7:00 AM – 6:00 PM, Sunday: 8:00 AM – 3:00 PM แผนที่: https://maps.google.com/?q=LOAF+Cafe+Il-Gzira+Malta Valletta: ข้ามฟากสู่นครป้อมปราการแห่งอัศวิน เราเริ่มต้นการผจญภัยในเมืองหลวงด้วยการนั่งเรือเฟอร์รี่จากฝั่ง Sliema ลมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนปะทะหน้าพร้อมกับภาพของ Valletta ที่ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นตรงหน้า เมืองนี้ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าอัศวินเทมพลาร์ (Knights Templar) ในปี 1530 หลังยุคสงครามครูเสด ความรู้สึกแรกตอนก้าวเท้าขึ้นฝั่งคือเหมือนเรากำลังเดินทะลุมิติเข้าไปในฉากภาพยนตร์พีเรียดฟอร์มยักษ์ ทุกอย่างดูยิ่งใหญ่ ขลัง และเต็มไปด้วยเรื่องราว 1. Tritons’ Fountain: การต้อนรับอันโอ่อ่า ภาพแรกที่รอต้อนรับเราอยู่หน้าประตูเมืองคือลานน้ำพุประติมากรรมยุค 1950s ที่โดดเด่นด้วยรูปปั้นเทพไทรทัน 3 องค์กำลังแบกอ่างน้ำขนาดใหญ่ ละอองน้ำที่กระเซ็นมาโดนตัวบวกกับแสงแดดที่สะท้อนลงมา ทำให้สเปซตรงนี้ดูมีชีวิตชีวามาก ผู้คนทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างมานั่งพักผ่อน ถ่ายรูป เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่รออยู่หลังกำแพงเมือง เวลาเปิด‑ปิด: เปิด 24 ชั่วโมง แผนที่: https://maps.google.com/?q=Tritons+Fountain+Valletta 2. Valletta City Gate: สถาปัตยกรรมที่โอบรับความร่วมสมัย ในฐานะคนที่หลงใหลในงานออกแบบดีไซน์ พอเดินผ่านประตูเมืองนี้ เราแทบจะต้องหยุดยืนมอง นี่คือผลงานระดับมาสเตอร์พีซของ Renzo Piano สถาปนิกชาวอิตาเลียนผู้รังสรรค์โปรเจกต์นี้ในปี 2014 เขาไม่ได้สร้างอะไรที่ดูแปลกแยก แต่เลือกที่จะ "รื้อถอน" ส่วนเกินที่ถูกต่อเติมแบบสะเปะสะปะในยุคหลังๆ ทิ้งไป เพื่อเผยให้เห็นความสง่างามของกำแพงหินยุคกลางดั้งเดิม การเดินผ่านช่องว่างของกำแพงหินขนาดยักษ์ที่ถูกตัดทอนด้วยเส้นสายเหล็กและกระจกสุดโมเดิร์น เป็นความคอนทราสต์ที่ชาญฉลาดและทรงพลังมาก เวลาเปิด‑ปิด: เปิด 24 ชั่วโมง แผนที่: https://maps.google.com/?q=Valletta+City+Gate 3. Spazju Kreattiv: ศิลปะในป้อมปราการเก่า เดินถัดมาไม่ไกล เราแวะเข้าไปหลบแดดและเสพงานศิลป์ที่นี่ ศูนย์สร้างสรรค์งานศิลปะที่ซ่อนตัวอยู่ในป้อม St. James Cavalier การได้เห็นนิทรรศการศิลปะหมุนเวียน การแสดง และหนังอินดี้ ถูกจัดแสดงอยู่ในห้องหินโค้งๆ ที่อดีตเคยเป็นคลังแสงทหาร มันให้มู้ดที่แปลกใหม่และกระตุ้นแรงบันดาลใจได้ดีทีเดียวครับ เวลาเปิด‑ปิด: อังคาร - ศุกร์ 09:00 - 21:00 น. / เสาร์ - อาทิตย์ 10:00 - 21:00 น. (ปิดวันจันทร์) แผนที่: https://maps.google.com/?q=Spazju+Kreattiv 4. MICAS (Malta International Contemporary Art Space) อีกหนึ่งจุดที่คนรักศิลปะแบบ Modern Aesthetes พลาดไม่ได้ MICAS เป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยที่มีเป้าหมายยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมของมอลต้า ความเจ๋งคือพื้นที่ตรงนี้ดัดแปลงมาจากโรงพยาบาลสงฆ์สมัยศตวรรษที่ 18 พอเราเดินเข้าไปข้างใน ทางสถาปนิกได้ออกแบบเส้นทางเดินให้เหมือนแกลเลอรีสไตล์เขาวงกต มีสะพานลอยกระจกพาดผ่านอุโมงค์ที่บูรณะใหม่ เราไปสะดุดตากับประติมากรรมแสงจลน์ในห้องมืด เป็นประสบการณ์เสพงานศิลป์ที่ดึงอารมณ์ร่วมได้ดีมาก เวลาเปิด‑ปิด: อังคาร - อาทิตย์ 10:00 - 18:00 น. (ปิดวันจันทร์) แผนที่: https://maps.google.com/?q=MICAS+Malta 5. Grand Master's Palace: ศูนย์กลางอำนาจแห่งอัศวิน เราปล่อยให้ตัวเองหลงทางไปตามถนนหินที่ปูเรียงกันอย่างประณีต จนมาทะลุที่ Grand Master's Palace พระราชวังอันหรูหราที่อดีตเคยเป็นศูนย์กลางอำนาจบัญชาการของเหล่าอัศวิน สถาปัตยกรรมด้านนอกดูโอ่อ่าคลาสสิก ดึงดูดให้เราต้องหยุดยืนมองและซึมซับความยิ่งใหญ่ของสถานที่แห่งนี้ ใครที่ชอบเรื่องราวประวัติศาสตร์ แนะนำให้เผื่อเวลาเข้าไปชมความวิจิตรด้านในด้วยครับ เวลาเปิด-ปิด: จันทร์ - อาทิตย์ 09:00 - 17:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Grand+Masters+Palace+Valletta 6. Merchants Street & St. George’s Square: ชีพจรและสีสันของเมือง จากพระราชวัง เราเดินทอดน่องมาสัมผัสไวบ์ของผู้คนกันต่อ แถวนี้คือชีพจรของเมืองที่คึกคักและมีชีวิตชีวามาก มีนักดนตรีเปิดหมวกคอยบรรเลงเพลงสร้างบรรยากาศ มีผู้คนนั่งจิบไวน์พูดคุยกันตามเทอเรซ เราสนุกกับการเดินสแนปภาพสตรีทไลฟ์เพลินๆ โดยมีฉากหลังเป็นตึกระเบียงไม้สีสันสดใสสไตล์มอลตา หรือ Traditional Maltese Balconies ที่เรียงรายอยู่ตลอดสองฝั่งถนน เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่สาธารณะ เปิด 24 ชั่วโมง แผนที่: https://maps.google.com/?q=Merchants+Street+Valletta 7. National Library of Malta & Queen Victoria Statue: สถาปัตยกรรมแห่งการผสมผสาน เดินทะลุมาถึงบริเวณลานกว้างของ Republic Square เราจะพบกับอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญคือ National Library of Malta หรือหอสมุดแห่งชาติ ตัวอาคารโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกที่โอ่อ่าและสง่างามมาก บริเวณลานด้านหน้ามี Queen Victoria Statue หรืออนุสาวรีย์พระนางเจ้าวิกตอเรียตั้งตระหง่านอยู่ เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนถึงยุคที่มอลต้ายังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ การได้มายืนอยู่ตรงนี้ทำให้เราสัมผัสได้ถึงประวัติศาสตร์ที่ถูกถ่ายทอดผ่านร่องรอยสถาปัตยกรรมได้อย่างชัดเจน เป็นอีกมุมที่เดินทอดน่องได้เพลินและถ่ายรูปสวยคลาสสิกมากครับ เวลาเปิด-ปิด: บริเวณลานด้านหน้าเปิด 24 ชั่วโมง ส่วนหอสมุดเปิด จันทร์ - ศุกร์ 08:00 - 17:00 น. เสาร์ 08:00 - 13:00 น. และปิดวันอาทิตย์ (ด้านในห้ามถ่ายรูป) แผนที่: https://maps.google.com/?q=National+Library+of+Malta+Valletta 8. Bazilika Santwarju tal-Madonna tal-Karmnu: โดมสัญลักษณ์แห่งวัลเลตตา ไม่ว่าจะเดินอยู่มุมไหนของเมือง เรามักจะเห็นโดมขนาดใหญ่ของโบสถ์คาร์เมไลต์แห่งนี้โผล่พ้นหลังคาตึกมาทักทายเสมอ เราแวะเข้าไปชมด้านใน ความเงียบสงบและความงามของงานจิตรกรรมบนเพดานโดมมันสะกดให้เราต้องนั่งนิ่งๆ อยู่พักใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมที่ทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์รวมใจและสัญลักษณ์ของเมือง เวลาเปิด‑ปิด: จันทร์ - อาทิตย์ 06:30 - 12:00 น. และ 16:00 - 19:30 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Carmelite+Basilica+Valletta 9. Pjazza Indipendenza & Maltapost Postbox จุดถ่ายรูปสุดคลาสสิก เดินถัดมาอีกนิด เราอยากปักหมุดจุดถ่ายรูปที่ไม่ควรพลาด นั่นคือ Pjazza Indipendenza (Independence Square) จัตุรัสเล็กๆ ที่ซ่อนความน่ารักคลาสสิกเอาไว้ ไฮไลท์ที่เราชอบและต้องยกกล้องขึ้นมาสแนปภาพเก็บไว้คือ ตู้ไปรษณีย์สีแดงสดของ Maltapost ที่ตั้งเด่นตระหง่านอยู่ตัดกับแบคกราวสีทะเลที่สวยแบบมากมากกก มีกลิ่นอายความเป็นสไตล์ผู้ดีอังกฤษที่หลงเหลืออยู่จากยุคอาณานิคม พอมาตัดกับสีน้ำผึ้งของกำแพงหินปูนสไตล์มอลตาแล้ว มันสร้างความคอนทราสต์ที่ดูมีเสน่ห์และเตะตาแบบสุดๆ เป็นแบ็คกราวด์ที่เหมาะจะไปยืนโพสท่าถ่ายรูปฟีลสตรีท หรือเก็บบรรยากาศวินเทจชิคๆ ลงอินสตาแกรมได้ดีมากๆ ครับ เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่สาธารณะ เปิด 24 ชั่วโมง แผนที่: https://share.google/OAoTr9YWN44UWIGTT Coffee & Shopping in the Old Town: มุมพักผ่อนและขุมทรัพย์สายแฟชั่น เดินจนเริ่มเมื่อยขา ก็ถึงเวลาหาร้านกาแฟดีๆ และมุมช้อปปิ้งลับๆ 7. Coffee Circus TUK TUK เราโดนตกด้วยชื่อร้านและกลิ่นกาแฟที่หอมเตะจมูกออกมาถึงถนน ร้านนี้เล็กๆ แต่อบอุ่น บาริสต้าเฟรนด์ลี่มาก เราสั่งอเมริกาโน่เย็นๆ มาดับกระหาย กาแฟคั่วมาดีมาก รสชาติคลีน เป็นจุดแวะพักชาร์จพลังที่ดีก่อนลุยต่อ เวลาเปิด‑ปิด: จันทร์ - อาทิตย์ 08:00 - 18:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Coffee+Circus+TUK+TUK+Malta 8. Lot 61 Coffee Roasters อีกหนึ่งพิกัด Specialty Coffee ที่คนรักกาแฟต้องปักหมุด กาแฟของที่นี่คั่วเองและมีความพิถีพิถันในทุกแก้ว เราชอบไวบ์การนั่งจิบกาแฟหน้าร้าน ดูผู้คนเดินผ่านไปมาบนถนนหินเก่าๆ มันให้ความรู้สึกรื่นรมย์แบบบอกไม่ถูก เวลาเปิด‑ปิด: จันทร์ - เสาร์ 08:00 - 16:00 น. / อาทิตย์ 09:00 - 14:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Lot+61+Coffee+Roasters+Malta 9. Caffe Cordina: ดื่มด่ำรสชาติและสถาปัตยกรรมในคาเฟ่ประวัติศาสตร์ เดินชมเมืองจนเริ่มอยากพักจิบกาแฟและทานขนม เราแวะกันที่ Caffe Cordina คาเฟ่ประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของมอลต้า ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1837 ร้านนี้ตั้งอยู่ติดกับบริเวณ Republic Square เลยครับ ความโดดเด่นที่ทำให้เราประทับใจคือสเปซด้านในที่หรูหราอลังการมาก เพดานโค้งประดับด้วยแชนเดอเลียร์และภาพจิตรกรรมที่งดงามราวกับนั่งอยู่ในพระราชวัง ส่วนใครที่อยากนั่งดูวิถีชีวิตผู้คนเพลินๆ ก็สามารถเลือกโซน Outdoor บนจัตุรัสได้ เราสั่งกาแฟมาจิบคู่กับขนมพื้นเมือง ถือเป็นการแวะพักชาร์จพลังที่ช่วยเติมเต็มไวบ์ความคลาสสิกของวัลเลตตาได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ เวลาเปิด-ปิด: จันทร์ - เสาร์ 08:00 - 23:00 น. และ อาทิตย์ 08:00 - 20:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Caffe+Cordina+Valletta 10. Super F#: Concept Store ขุมทรัพย์สายสตรีทและไลฟ์สไตล์ เปลี่ยนฟีลจากความคลาสสิกของเมืองเก่า มาอัปเดตเทรนด์แฟชั่นกันบ้าง เราแวะไปที่ย่าน St. Julian's เพื่อไปสำรวจ Mercury Shopping District และสะดุดเข้ากับ Super F# หรือ SuperF Store ร้านนี้เป็น Concept Store แนว Selection Shop ที่คัดสรรไอเท็มสายสตรีทแวร์และมัลติแบรนด์มาจัดวางรวมกันได้อย่างมีเทสต์มาก ภายในร้านมีตั้งแต่เสื้อผ้า รองเท้าสนีกเกอร์ น้ำหอม ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ดีไซน์เท่ๆ ไฮไลท์ที่ทำให้เราชอบคือการคัดไอเท็มที่กำลังอินเทรนด์และคอลเลกชันพิเศษมาวางจำหน่าย อย่างเช่นรองเท้า adidas Adizero รุ่นฮิต ใครที่เป็นสายแฟชั่นหรือชอบงานดีไซน์ร่วมสมัย แนะนำให้ลองแวะมาเดินเลือกของที่นี่ดูครับ เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่ช่วยเติมเต็มทริปมอลต้าให้มีสีสันและสนุกขึ้นไปอีกแบบ เวลาเปิด-ปิด: จันทร์ - อาทิตย์ 10:00 - 22:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=SuperF+Mercury+Malta 11. Fraction Malta: ขุมทรัพย์ Luxury within reach ความบังเอิญพาเราไปพบกับไฮไลท์ของสายแฟชั่น! ระหว่างเดินลัดเลาะตามซอกซอย เราไปสะดุดเข้ากับร้าน Outlet ที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ชื่อ Fraction Malta คอนเซปต์ของเขาคือ Luxury within reach พอเดินเข้าไปข้างในตาโตเลยครับ เพราะที่นี่รวบรวมไอเท็มจากซีซั่นก่อนๆ ของแบรนด์ไฮเอนด์ระดับโลกมาลดราคาสูงสุดถึง 60%! มีตั้งแต่ A.P.C., JW Anderson, Zegna, D&G ไปจนถึง Emilio Pucci ใครที่ชอบความตื่นเต้นของการตามล่าหาของแรร์ไอเท็มในราคาที่คุ้มค่า บอกเลยว่าต้องเผื่อเวลาไว้ที่นี่เลยครับ! เวลาเปิด‑ปิด: จันทร์ - เสาร์ 10:00 - 19:00 น. (ปิดวันอาทิตย์) แผนที่: https://maps.google.com/?q=Fraction+Malta Midnight in Mdina: มนตร์ขลังแห่งนครไร้เสียง ทริปนี้คงไม่สมบูรณ์หากขาดการผจญภัยยามค่ำคืน คนขับ Uber ท้องถิ่นคนหนึ่งกระซิบฟันธงกับเราว่า "ถ้าจะไป Mdina ต้องไปตอนกลางคืนเท่านั้น!" เราจึงตัดสินใจมุ่งหน้าสู่อดีตเมืองหลวงที่มีอายุกว่า 4,000 ปีแห่งนี้ในช่วงเวลา 23:00 - 00:00 น. Mdina (เอ็มดินา) ได้รับฉายาว่า "The Silent City" หรือนครไร้เสียง เมื่อแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าและผู้คนบางตา ความเงียบสงบจะเข้าปกคลุมเมืองทั้งเมือง ถนนแคบๆ ที่คดเคี้ยวราวกับเขาวงกต และกำแพงหินสีน้ำผึ้งถูกย้อมด้วยแสงไฟถนนสีวอร์มไวท์สลัวๆ บรรยากาศมันทั้งงดงาม ลึกลับ และขลังจนแทบหยุดหายใจ ที่นี่มีตำนานพื้นเมืองที่เล่าขานถึง "Lady in White" หรือวิญญาณหญิงสาวชุดขาวที่มักปรากฏตัวตามระเบียงและตรอกซอกซอยในยามวิกาล แม้เรื่องเล่าจะฟังดูชวนขนลุก แต่พอเราได้ไปเดินสัมผัสบรรยากาศจริงๆ กลับไม่รู้สึกน่ากลัวเลยแม้แต่น้อย มันกลับกลายเป็นความสงบที่ทรงพลัง เป็นประสบการณ์การเดินสำรวจเมืองยามดึกที่สวยงามและโรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่เราเคยสัมผัสมา #HoparoundTip for a Perfect Malta Journey สำหรับชาว Hopsters ที่ชอบเก็บภาพสถาปัตยกรรม ขอแนะนำให้จัดสรรเวลามาเดินทอดน่องที่ Valletta ในช่วง Golden Hour ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เมื่อเรายกกล้องคู่ใจอย่าง Sony A7C และ FUJIXT50 ขึ้นมาสแนปภาพ แสงแดดอุ่นๆ ที่ทอดตัวกระทบลงบนกำแพงหินปูนสีน้ำผึ้ง (Globigerina Limestone) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของมอลต้า ตัดกับเส้นสายความโมเดิร์นของเหล็กและกระจกบริเวณ City Gate จะช่วยสร้างมิติและแสงเงาที่สวยจบแบบแทบไม่ต้องพึ่งฟิลเตอร์ มันเป็นช่วงเวลามหัศจรรย์ที่สถาปัตยกรรมพาลีมเซสต์ของเมืองจะเปล่งประกาย ถ่ายทอดเรื่องราวการบรรจบกันของอดีตกับอนาคตออกมาได้อย่างงดงาม Hoparound’s Essential Guide: ข้อมูลน่ารู้ก่อนแพ็คกระเป๋าสู่มอลต้า การเดินทางจากไทย: ปัจจุบันยังไม่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปมอลต้า วิธีที่เวิร์กที่สุดคือ บินไปลงเมืองใหญ่ในยุโรปที่เป็นฮับการบิน เช่น มิลาน โรม หรืออิสตันบูล แล้วค่อยต่อเครื่องบินรูทสั้นๆ เข้าเกาะมอลต้า อย่างไฟลต์ที่เราบินจากมิลานก็ใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง ควรไปเที่ยวช่วงไหนดี: ช่วงเวลาที่มอลต้าเปล่งประกายที่สุดคือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน - มิถุนายน) และ ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน - ตุลาคม) อากาศจะเย็นสบาย แสงแดดทอดเงากำลังดี และคนไม่พลุกพล่านเท่าช่วงไฮซีซั่นในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่อากาศจะร้อนจัด ภาษาและระยะเวลาที่แนะนำ: ไม่ต้องกังวลเรื่องการสื่อสาร เพราะมอลต้าใช้ "ภาษาอังกฤษ" เป็นภาษาราชการคู่กับภาษามอลตา เดินทางง่าย สั่งอาหารสะดวก ส่วนระยะเวลาแนะนำให้เผื่อไว้สัก 5 - 7 วัน จะกำลังดีสำหรับการเสพศิลปะและพักผ่อน ควรเผื่อเวลาไปเกาะ Gozo (โกโซ) ไหม?: "ต้องไปครับ!" เกาะ Gozo นั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามไปเพียง 45 นาที บรรยากาศจะแตกต่างจากฝั่งมอลต้าหลักชัดเจน มีความเงียบสงบ เป็นธรรมชาติ มีวิหารหินยุคหินใหม่ Ggantija และมีเมืองหลวงที่มีป้อมปราการ Cittadella สวยงามอลังการมาก แต่เสียดายที่รอบนี้เรามีเวลาไม่พอ แต่สัญญาว่าจะกลับไปอีกแน่นอน งบประมาณต่อวัน (Daily Budget): ค่าครองชีพที่นี่น่ารักกว่าเมืองใหญ่อื่นๆ ในยุโรป (ใช้สกุลเงินยูโร €) สำหรับการเที่ยวที่เน้นกินของอร่อย เลือกร้านอาหารดีๆ และเดินทางด้วยรถรับส่งผ่านแอปพลิเคชัน งบประมาณค่ากินอยู่และเดินทางจะตกราวๆ 3,000 - 5,000 บาท / คน / วัน (ไม่รวมค่าที่พัก ตั๋วเครื่องบิน และช้อปปิ้ง) Hoparound’s 5 Golden Rules for Malta ก่อนจะแพ็คกระเป๋า นี่คือ 5 ทิปส์ฉบับ Hoparound.co ที่เราอยากกระซิบฝากไว้ เพื่อให้ทริปของคุณสมบูรณ์แบบที่สุด 1. Footwear is Key: เลือกรองเท้าคู่เก่งที่ทั้งชิคและซัพพอร์ต เมืองเก่าอย่าง Valletta และ Mdina อัดแน่นไปด้วยถนนหินปู (Cobblestone) ตรอกซอกซอยที่ลาดชัน และบันไดมากมาย รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าแซนเดิลดีไซน์สวยที่เดินสบายคือ "เพื่อนแท้" ที่จะช่วยให้คุณเดิน Hop ได้ทั้งวันแบบไม่เมื่อย รอบนี้เราเลือกใส่ Suicoke แบรนด์ญี่ปุ่นมาครับ 2. The Best View is from the Water: ข้ามเมืองด้วยเฟอร์รี่ หากคุณพักอยู่ฝั่ง Sliema การเดินทางไป Valletta ที่ดีที่สุดคือการใช้บริการเรือเฟอร์รี่ข้ามฟาก นอกจากจะประหยัดเวลาแล้ว คุณยังจะได้ชมวิวพาโนรามาของกำแพงเมืองป้อมปราการที่สะท้อนแสงแดดจากบนผิวน้ำ ซึ่งเป็นวิวที่อลังการมาก 3. Embrace the Night Vibe: มนตร์เสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ในยามค่ำคืน อย่าเพิ่งรีบกลับโรงแรมเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน เพราะมอลต้าในตอนกลางคืนคืออีกโลกหนึ่งเลย โดยเฉพาะการไปเดินเล่นที่ Mdina ตอนดึกๆ เป็นประสบการณ์ความขลังที่โรแมนติกแบบหาจากที่ไหนไม่ได้ 4. Ride-Hailing Apps are Your Best Friends: เดินทางด้วยแอปสะดวกสุด แนะนำให้โหลดแอปพลิเคชันอย่าง Uber หรือ Bolt ติดเครื่องไว้เลย ใช้งานง่าย รถเยอะ และราคาเป็นมิตรมาก โดยเฉพาะเวลาที่คุณอยากไปดินเนอร์ไกลๆ หรือไปทำคอนเทนต์ดึกๆแบบเรา 5. Smart Luxury Always Wins: เที่ยวอย่างฉลาดในสไตล์ Modern Aesthete ความหรูหราไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงเสมอไป ลองนำแต้มสะสมจาก Loyalty Program อย่าง Marriott Bonvoy มาแลกที่พัก หรือการเผื่อเวลาแวะไปตามล่าหาแรร์ไอเท็มที่ร้าน Outlet ลับๆ อย่าง Fraction Malta นี่แหละคือวิถีการสร้างประสบการณ์ Luxury within reach มอลต้าเป็นจุดหมายปลายทางที่พิสูจน์ให้เราเห็นว่า การอนุรักษ์อดีตไม่ได้หมายถึงการแช่แข็งทุกอย่างไว้กับที่ แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะจัดวาง "ปัจจุบัน" ลงไปในอดีตอันรุ่มรวยได้อย่างมีศิลปะ เพื่อส่งต่อเสน่ห์เหล่านี้ไปสู่อนาคต แล้วเจอกันใหม่ในทริปหน้านะครับ ชาว Hopsters! ติดตาม IG/TikTok ของพวกเราสองคนได้ที่ @Cake_Poon, @Kajornfurst #LetsHoparound #Malta #Valletta #Mdina #TravelGuide #ModernAesthete #ArchitectureTravel เที่ยวมอลต้าด้วยตัวเอง Malta Itinerary งบ ที่เที่ยวมอลต้า รีวิว
- Centara Reserve Samui กลับมาสัมผัส ‘Reserve Signatures’ และความสง่าเหนือระดับใน The Reserve Suite หนึ่งเดียวบนเกาะสมุย
Centara Reserve Samui ความหรูที่ให้เราเขียนเรื่องราวการพักผ่อนได้ด้วยตัวเอง การได้กลับมาเยือน Centara Reserve Samui เป็นครั้งที่สองเปรียบเสมือนการกลับไปหาเพื่อนเก่าที่รู้ใจครับ แต่การกลับมาคราวนี้พิเศษกว่าเดิม เพราะเราจะได้สัมผัสกับที่สุดของความเอ็กซ์คลูซีฟในห้องพักที่เป็น ‘The One and Only’ ของรีสอร์ทแห่งนี้ ท่ามกลางคอนเซปต์ Timeless Island Living ที่ยังคงความละเมียดละไมและใส่ใจในทุกรายละเอียดเช่นเคย รีวิวโรงแรม Centara Reserve Samui ที่พักสมุย The Reserve Suite รีวิว The Arrival & Reserve Culture: สัมผัสแรกที่รังสรรค์มาเพื่อเราโดยเฉพาะ เราเดินทางมาสมุยกับ Bangkok Airways ครับ พอถึงสนามบินสมุยก็ยังคงสัมผัสได้ถึงเสน่ห์และความน่ารักที่เป็นเอกลักษณ์เหมือนเดิม ทันทีที่เดินออกมาตรงทางออก ก็เจอเจ้าหน้าที่ชูป้ายรอต้อนรับเราอยู่แล้วครับ ทางโรงแรมจัดรถมารับเราอย่างดี ภายในรถมีทั้งขนม น้ำดื่ม และผ้าเย็นเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ เป็น 15 นาทีระหว่างเดินทางไปโรงแรมที่สะดวกสบายและน่าประทับใจมากครับ พอมาถึง Centara Reserve Samui สิ่งแรกที่ทำให้เรารู้สึกพิเศษคือ Welcome Ritual ที่ช่างคิดช่างทำและลึกซึ้งมากครับ เราสามารถเลือกดอกดาวเรืองคนละดอก พร้อมแนะนำให้เราอธิษฐานถึงสิ่งที่เราปรารถนาแล้วค่อยๆ ลอยดอกดาวเรืองลงไปในสระน้ำหน้าล็อบบี้ เรารู้สึกว่านี่คือการออกแบบประสบการณ์ที่ชาญฉลาด เพราะมันสอดคล้องกับแนวคิดของแบรนด์ Reserve ที่ต้องการมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคล (Unique Personal Experience) ที่ไม่ซ้ำใคร เพราะคำอธิษฐานของแขกแต่ละคนย่อมมีเรื่องราวที่ต่างกัน การเริ่มต้นทริปด้วยการสร้างพื้นที่ให้เราได้โฟกัสกับความต้องการของตัวเองแบบนี้ จึงเป็นการสร้างความประทับใจแรกที่ส่วนตัวและทรงพลังอย่างแท้จริง โดยมี Reserve Narrators คอยดูแลและพรีวิวภาพรวมของ "วิถี" การใช้ชีวิตที่นี่ให้รุ่มรวยที่สุดตั้งแต่วินาทีแรกครับ The Reserve Suite หนึ่งเดียวเหนือระดับ ความเอ็กซ์คลูซีฟที่หาจากห้องอื่นไม่ได้ ไฮไลต์ที่สุดของทริปนี้คือการเข้าพักใน The Reserve Suite ครับ ต้องบอกว่านี่คือห้องพักระดับ Top-tier ที่มีเพียง "ห้องเดียว" เท่านั้นในโรงแรม ตั้งตระหง่านอยู่บนชั้นสูงสุดของอาคารเพื่อให้ได้มุมมองที่งดงามที่สุด ด้วยพื้นที่กว้างขวางถึง 127 ตารางเมตร ห้องนี้ถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิด “Home away from home” อย่างแท้จริงครับ พื้นที่ภายในโอ่โถงประกอบด้วย The Space: โซนห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ที่มาพร้อมโต๊ะรับประทานอาหาร เหมาะมากสำหรับการใช้เวลาร่วมกันแบบส่วนตัว The Bedroom: เตียงนอนขนาด Super King-size ที่นุ่มสบายราวกับโอบกอดเราไว้ พร้อมความยืดหยุ่นในการรองรับครอบครัวใหญ่ เพราะสามารถเชื่อมต่อ (Connect) กับห้อง Deluxe Ocean ได้อีกถึง 2 ห้อง The View: ระเบียงส่วนตัวเปิดรับวิวท้องฟ้าและท้องทะเลสีครามของสมุยแบบ Panorama จากมุมที่สูงที่สุดของรีสอร์ท ความพิเศษที่เหนือกว่าคือบริการ Reserve Host หรือผู้ดูแลส่วนตัวที่จะคอยจัดการทุกความต้องการของเราตลอดการเข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียมทรีตเมนต์หรือสำรองที่นั่งห้องอาหาร ทำให้ทุกโมเมนต์ของเราไหลลื่นและพิเศษสุดๆ ครับ แต่นอกจากความโปร่งสบายด้านในแล้ว สิ่งที่ทำให้เราประทับใจที่สุดคือ ระเบียงส่วนตัวที่กว้างขวางมากครับ กว้างจนเราอยากจะนอนเอนกายอาบแดดรับลมทะเลที่นี่ในทุกๆ วัน โดยไม่ต้องออกไปไหนเลย เป็นพื้นที่ที่มอบความเป็นส่วนตัวขั้นสุด พร้อมวิวท้องฟ้าและท้องทะเลสีครามของเกาะสมุยแบบ Panorama จากมุมที่สูงที่สุดของรีสอร์ท ซึ่งหาไม่ได้จากห้องไหนจริงๆ Surprise of the Day เติมสีสันให้การพักผ่อนด้วยปุ่มสุ่มความสุข อีกหนึ่งรายละเอียดสไตล์ Reserve ที่เราประทับใจมากคือปุ่ม Surprise of the Day ครับ ในทุกๆ วันเราสามารถกดปุ่มนี้เพื่อลุ้นรับประสบการณ์พิเศษที่ทางโรงแรมคัดสรรมาให้ ไม่ว่าจะเป็นขนมหวานเมนูพิเศษ หรือเซอร์ไพรส์เล็กๆ น้อยๆ ที่เปลี่ยนไปไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน มันทำให้การตื่นมาในแต่ละเช้าของเรามีความตื่นเต้นเพิ่มขึ้นอีกนิด เพราะเราจะคอยลุ้นว่าวันนี้โรงแรมจะเตรียมความประทับใจอะไรไว้ให้เรา ซึ่งเป็นกิมมิกที่ช่วยสร้างรอยยิ้มและความทรงจำที่ดีได้ดีมากครับ ดื่มด่ำสุนทรียภาพแห่งการบำบัด ณ Reserve Spa Cenvaree ช่วงบ่ายเราแวะไปฟื้นฟูร่างกายที่ Reserve Spa Cenvaree กับทรีตเมนต์ Healing Touch นาน 75 นาที เทอราพิสที่นี่เชี่ยวชาญมากครับ โดยมีการนำสมุนไพรสดจากสวนออร์แกนิกของรีสอร์ทมาใช้ประกอบการนวด หลังจากเสร็จทรีตเมนต์ เรายังได้ผ่อนคลายต่อในโซน Relaxation Conservatory และ Jacuzzi ที่ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น เป็นการเริ่มต้นทริปด้วย Well-being ที่ยอดเยี่ยม รสชาติไทยวิจิตรที่ Sa-Nga มื้อค่ำเราฝากท้องไว้ที่ Sa-Nga (สง่า) ห้องอาหารที่นิยามอาหารไทยใหม่ผ่าน Elegant Sharing Set Menu พร้อม Wine pairing เช็ฟหยิบยกวัตถุดิบดั้งเดิมมาปรุงด้วยเทคนิคสมัยใหม่ (Innovative Culinary Artistry) นำเสนอออกมาได้สวยงามและมีรสชาติที่ลุ่มลึก สมชื่อร้านที่สะท้อนถึงรสนิยมและความโก้หรูครับ Afternoon Gourmet Delights ตกบ่ายเราก็มาทาน Afternoon Tea ชิลๆ ที่ The Terrace ซึ่งเชฟรังสรรค์ขนมแต่ละชิ้นขึ้นจากแรงบันดาลใจแห่งท้องทะเล มีทั้งช็อกโกแลตรูปหอยหลากหลายรูปแบบ กินไปชิลไปเคล้ากับม็อกเทลและวิวทะเล เป็นช่วงเวลาที่พิเศษมากครับ Bread Society สุนทรียภาพของกลิ่นขนมปังอบใหม่ในยามเช้า สำหรับเราที่ให้ความสำคัญกับมื้อเช้าพอๆ กับการพักผ่อน Bread Society คือจุดที่เราประทับใจมากครับ ที่นี่ไม่ใช่แค่ไลน์ขนมปังทั่วไป แต่คือศิลปะของการทำเบเกอรี่แบบ Artisanal ที่เน้นความสดใหม่และใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง กลิ่นหอมของขนมปังที่เพิ่งออกจากเตาช่วยปลุกประสาทสัมผัสในยามเช้าได้ดีมาก เป็นรายละเอียดที่เติมเต็มให้มื้อเช้าที่นี่มีชีวิตชีวาและอบอุ่นเหมือนทานอยู่ที่บ้านจริงๆ The Gin Run สวรรค์ของคนรักจินและการเดินทางของรสชาติที่หลากหลาย เมื่อตะวันตกดิน เราแนะนำให้แวะมาที่ Gin Run ครับ บาร์ที่รวบรวมจินจากทั่วทุกมุมโลกมาไว้ที่นี่ รวมถึงการทำจินอินฟิวส์ (Infused Gin) สูตรเฉพาะของรีสอร์ทที่มีให้เลือกเยอะจนน่าประทับใจ บรรยากาศของบาร์ที่มีความ Sophisticated และการได้พูดคุยกับมิกโซโลจิสต์ผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ช่วงเวลาค่ำคืนของเราที่สมุยเต็มไปด้วยสีสันและสุนทรียภาพทางการดื่มครับ ความสนุกบนผิวน้ำด้วย Efoil Board พอตกเย็น เราขยับมาเติมอะดรีนาลีนด้วยการเล่น Efoil board เป็นครั้งที่สองในชีวิตเลยครับ (ฟังดูเว่อไหม 55) ต้องบอกว่าสนุกมาก! แม้จะเป็นกิจกรรมที่ดูท้าทายแต่ที่นี่มีคนสอน (Instructor) ที่เก่งมาก คอยแนะนำเทคนิคจนเราสามารถร่อนไปบนผิวน้ำได้ยาวๆ เป็นช่วงเวลาที่ปลดปล่อยพลังงานได้ดีสุดๆ Act 5 – The Grill ปิดท้ายวันด้วยมื้อค่ำที่ Act 5 – The Grill ที่นี่คือสเต็กเฮาส์สไตล์คลาสสิกที่เพิ่มความ Sophisticated เข้าไป ทุกจานผ่านกระบวนการย่างในเตา KOPA ที่ใช้ความร้อนสูงเป็นพิเศษ ทำให้เนื้อ Wagyu และอาหารทะเลยังคงความฉ่ำและมีกลิ่นหอมรมควันที่เป็นเอกลักษณ์ Vitamin SEA Brunch มื้อสายที่เต็มไปด้วยสีสันก่อนอำลาเกาะสมุย ก่อนเช็คเอ้าท์ในวันอาทิตย์ เราไปจบที่ Salt Society Beach Bar & Kitchen กับ Vitamin SEA Brunch (Vitamin B Package) บรรยากาศที่นี่คือ Tropical Al Fresco ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของหาดเฉวงครับ เราเพลิดเพลินไปกับอาหารทะเลสดๆ ไวน์รสเลิศ และค็อกเทลที่ Infuse ด้วยสมุนไพร ท่ามกลาง Curated Playlist ที่ช่วยเซตจังหวะความผ่อนคลายให้ถึงขีดสุด เป็นมื้อที่เติมเต็ม "Vitamin Sea" ให้เราก่อนจะเดินทางกลับในช่วงบ่ายสี่โมง Wrapping Up Our Stay สรุปความประทับใจ ประสบการณ์ที่ ‘Reserve’ ไว้เพื่อคุณเท่านั้น การกลับมาเยือน Centara Reserve Samui ในครั้งนี้ตอกย้ำให้เราเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นครับว่า นิยามของความหรูหราที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงามของสถาปัตยกรรมที่ตาเห็นเท่านั้น แต่คือความสามารถในการมอบประสบการณ์ที่ Personalised ได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกมิติ โดยเฉพาะการได้ใช้เวลาพักผ่อนใน The Reserve Suite ที่เป็นที่สุดของความเอ็กซ์คลูซีฟ พื้นที่แห่งนี้ช่วยให้เราได้พบกับความสงบ และเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ในทุกวินาทีตลอดการเข้าพัก สิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย และเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การพักผ่อนครั้งนี้สมบูรณ์แบบที่สุด คือทีมพนักงานทุกคนที่เราอยากจะขอบคุณจากใจจริงๆ ครับ ทุกคนดูแลเราดีมากๆ และปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณของการบริการที่แท้จริง ตั้งแต่ความใส่ใจอย่างใกล้ชิดของ Reserve Host ไปจนถึงความน่ารักของทีมพนักงานในทุกห้องอาหารและสปาที่จำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของเราได้เสมอ Human Touch เหล่านี้นี่เองครับที่เปลี่ยนจากการมาพักโรงแรมทั่วไป ให้กลายเป็นการมาพักผ่อนในบ้านที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความทรงจำที่มีค่า ขอบคุณทีมงานทุกคนที่ทำให้เราได้รับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมเกินความคาดหมายในทุกด้านจริงๆ ครับ ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่พัก แต่มันคือพื้นที่แห่งการคืนความสมดุลและการค้นพบความรื่นรมย์ในแบบฉบับของตัวเองผ่านงานดีไซน์ที่นิ่งสงบ การบริการที่เปี่ยมด้วยความใส่ใจ และรสชาติอาหารที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างผู้รู้จริง หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รักในงานสุนทรียศาสตร์และต้องการการพักผ่อนในระดับมาสเตอร์พีซที่เป็นส่วนตัวและพิเศษไม่ซ้ำใคร เราเชื่อว่าที่นี่คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับการเดินทางมาเยือนสมุยครับ แล้วเราจะกลับมาอีกนะ :) Centara Reserve Samui 38/2 Moo 3, Borpud, Chaweng Beach, Koh Samui, Surat Thani 84320 Thailand Tel: +66 (0) 77 230 500 E-mail: crs@chr.co.th Website: www.centarahotelsresorts.com/centarareserve/crs รีวิวโรงแรม Centara Reserve Samui ที่พักสมุย The Reserve Suite รีวิว #LetsHoparound #Samui #CentaraReserveSamui #ReserveCulture #TheReserveSuite #KohSamui #LuxuryResort #รีวิวโรงแรม #รีวิวที่พัก #สมุย #เกาะสมุย #ModernAesthete #SlowLuxury #Centara
- Milan Calling! 33 Spots We Love in Milan เที่ยว 'มิลาน' เมืองหลวงแห่งดีไซน์ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ กับ 33 จุดเช็คอินที่คัดมาแล้วแบบเริ่ดเลยหล่ะ
Milan Calling! 33 Spots We Love in Milanเที่ยว 'มิลาน' เมืองหลวงแห่งดีไซน์ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ กับ 33 จุดเช็คอินที่คัดมาแล้วแบบเริ่ดเลยหล่ะ สวัสดีชาว #Hopster ! เตรียมตัวเข้าสู่โหมดการเดินทางที่เต็มไปด้วยสไตล์กันได้เลยครับ หากจะพูดถึงเมืองที่นิยามคำว่า "รสนิยม" ได้ชัดเจนที่สุดในโลก ชื่อของ มิลาน (Milan) จะต้องขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ เสมอ เมืองนี้ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางแฟชั่นระดับโลก แต่ยังเป็นพื้นที่ที่รวบรวมงานดีไซน์หลากหลายแขนง ตั้งแต่สถาปัตยกรรมคลาสสิก ไปจนถึงความดิบเท่แบบ Industrial และความเนี้ยบของงานดีไซน์ยุค Mid-century Modern ที่แทรกซึมอยู่ในทุกหัวมุมถนน สำหรับการมาเยือนมิลานครั้งแรกของเรา เราตั้งใจไปซึมซับออร่าของเมืองในช่วงที่อากาศกำลังสบายที่สุด เพื่อพิสูจน์ว่ามิลานไม่ได้มีดีแค่การช้อปปิ้งในห้างหรูอย่าง Galleria Vittorio Emanuele II แต่เสน่ห์ที่แท้จริงของเมืองนี้ซ่อนอยู่ในย่านลับๆ ร้านกาแฟที่ถูกคิดมาอย่างดี และพื้นที่ทางศิลปะที่เปลี่ยนโรงงานเก่าให้กลายเป็นจุดเช็คอินสุดล้ำ บทความนี้เราจะพาคุณไปเจาะลึกมิลานในแบบที่ "ถูกจริต" สายดีไซน์ที่สุด ตั้งแต่การตื่นเช้าไปชมความยิ่งใหญ่ของ มหาวิหารดูโอโม่ (Duomo di Milano) ในมุมที่เงียบสงบ ไปจนถึงการสำรวจ Hi-Fi Bar เปิดใหม่ที่กำลังฮอตที่สุดในย่าน Isola รวมถึงพิกัด Concept Stores และ Gourmet Shop ของเชฟระดับมิชลินที่สายกินและสายแฟชั่นต้องใจสั่น ใครที่กำลังวางแผนเที่ยวมิลาน หรืออยากสัมผัสการใช้ชีวิตแบบ Milanese Local ที่เน้นคุณภาพและความละเมียดละไม ต้องเซฟลิสต์นี้ไว้ให้แม่น เพราะทุกดีเทลในเมืองนี้คือแรงบันดาลใจชั้นยอด... ถ้าพร้อมแล้ว แพ็กกระเป๋าแล้ว "ไปมิลาน" ด้วยกันเลยครับ! [ The Iconic & Cultural Heritage ] 01 | Piazza del Duomo แลนด์มาร์คที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเป็นหัวใจที่เต้นอยู่กลางเมืองมิลาน มหาวิหารหินอ่อนสีขาวอมชมพูที่ใช้เวลาสร้างนานกว่า 6 ทศวรรษ สัมผัสความพิเศษที่นี่: มหาวิหารโกธิคแห่งนี้ไม่ได้โดดเด่นแค่ขนาดที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่คือรายละเอียดของการสลักหินอ่อนที่ดูนุ่มนวลราวกับผ้า แนะนำให้มาถึงช่วง 6:00 - 7:00 น. คุณจะได้เห็นแสงแรกของวันตกกระทบยอดโดมทองคำ "Madonnina" ท่ามกลางจัตุรัสที่ไร้ผู้คน เป็นช่วงเวลาที่มหาวิหารดูขลังและทรงพลังที่สุด พิกัด: https://maps.app.goo.gl/uhYcDJLRhBE8N36e9 เวลาเปิด-ปิด: จัตุรัสเปิด 24 ชม. | มหาวิหารเปิด 08:00 – 19:00 02 | Sforzesco Castle (Castello Sforzesco) ปราสาทอิฐแดงที่เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและการป้องกันเมืองมิลานในยุคเรเนซองส์ สัมผัสความพิเศษที่นี่: แม้ไม่ได้เข้ามิวเซียมข้างใน การเดินผ่านลานกว้าง (Courtyard) ก็ให้ความรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของตระกูล Sforza ในอดีต กำแพงเมืองที่นี่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายประวัติศาสตร์ที่ขรึมและคลาสสิก ที่สำคัญคือเป็นที่เก็บรักษาผลงาน Pietà Rondanini ซึ่งเป็นประติมากรรมชิ้นสุดท้ายที่ Michelangelo ยังทำไม่เสร็จก่อนเสียชีวิต Castello Sforzesco หรือ Sforzesco Castle คือปราสาทอิฐแดงขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางมิลาน และแม้จะมีคนเดินขวักไขว่อยู่รอบๆ แต่พื้นที่มันกว้างมากจนไม่รู้สึกอึดอัดเลย ที่นี่เริ่มสร้างครั้งแรกในปี 1358 โดย Galeazzo II Visconti ก่อนที่ต่อมา Francesco Sforza ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ Sforza อันทรงอำนาจจะสั่งสร้างปราสาทใหม่บนซากเดิม และลูกชายของเขา Ludovico Sforza ได้เชิญ Leonardo da Vinci และ Bramante มาวาดจิตรกรรมฝาผนังภายใน จนกลายเป็นหนึ่งในที่พักอาศัยที่หรูหราที่สุดในยุค Renaissance (เรเนซองส์) แต่ประวัติของปราสาทนี้ไม่ธรรมดาเลย ผ่านมือทั้งฝรั่งเศส สเปน ออสเตรีย และนโปเลียนที่เคยใช้มันเป็นค่ายทหาร ในปี 1884 มิลานเกือบจะรื้อปราสาทนี้ทิ้งเพื่อสร้างย่านที่พักอาศัย แต่สุดท้ายตัดสินใจเก็บไว้และบูรณะให้กลับมาสวยงาม ดีมากที่ไม่รื้อ ไม่งั้นเราไม่ได้เห็นอะไรสวยงามแบบนี้ในมิลานแน่ๆ จวบจนวันนี้ข้างในเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์กว่า 6 แห่ง รวมถึง Pietà Rondanini ผลงานชิ้นสุดท้ายที่ยังไม่เสร็จของ Michelangelo และ Sala delle Asse ห้องที่ Leonardo da Vinci วาดลวดลายเถาวัลย์ไว้บนเพดาน พิกัด: https://maps.app.goo.gl/m8bersGggCxTcYKG8 เวลาเปิด-ปิด: Courtyard เปิดทุกวัน 07:00–19:30 น. / พิพิธภัณฑ์ อังคาร–อาทิตย์ 10:00–17:30 น. (ปิดจันทร์) 💰 เข้า Courtyard ฟรี / พิพิธภัณฑ์มีค่าเข้าชม 03 | Parco Sempione พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่เปรียบเสมือน "ปอด" ของชาวมิลาน เชื่อมระหว่างปราสาทและประตูชัย Arco della Pace สัมผัสความพิเศษที่นี่: ในเดือนพฤษภาคม สวนแห่งนี้จะเบ่งบานไปด้วยดอกไม้นานาพรรณ เป็นจุดที่ดีที่สุดสำหรับการทำ People Watching สังเกตไลฟ์สไตล์คนมิลานที่ออกมาปิกนิกหรือพาสุนัขมาเดินเล่น แนะนำให้เดินทอดน่องไปจนถึงปลายสวนเพื่อถ่ายรูปกับประตูชัย Arco della Pace ที่ตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม Parco Sempione คือสวนสาธารณะขนาด 47 เฮกตาร์ที่ซ่อนตัวอยู่หลัง Castello Sforzesco ใจกลางเมืองมิลาน เดินเข้ามาแล้วรู้สึกเหมือนโลกอีกใบเลย ต้นไม้ใหญ่ ทางเดินคดเคี้ยว สระน้ำเล็กๆ ที่มีเป็ดและเต่าอาศัยอยู่ และดอกไม้ที่บานอยู่ทั่ว ชิลมากกก สวนแห่งนี้สร้างขึ้นระหว่างปี 1888–1894 ออกแบบโดย Emilio Alemagna สถาปนิกชาวมิลาน ในสไตล์ English Garden ที่เน้นความเป็นธรรมชาติ ทางเดินคดโค้ง เนินเขาเล็กๆ และสายน้ำที่ไหลเรื่อยๆ แต่รู้ไหมว่าก่อนจะมาเป็นสวน ที่นี่เคยเป็นสนามฝึกทหารมาก่อน และก่อนหน้านั้นอีก เคยเป็นป่าล่าสัตว์ของตระกูล Visconti ผู้ปกครองมิลานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 เดินไปเรื่อยๆ จะเจอ Ponte delle Sirenette สะพานเหล็กหล่อเล็กๆ ที่เดิมตั้งอยู่บนคลอง Navigli ก่อนจะถูกย้ายมาไว้ที่นี่ในปี 1930 ว่ากันว่าเป็นสะพานเหล็กหล่อแห่งแรกของอิตาลี และยังมี Torre Branca หอเหล็กสูง 108 เมตรออกแบบโดย Gio Ponti สร้างขึ้นในปี 1933 ที่ขึ้นไปชมวิวทั้งเมืองได้ แต่สิ่งที่ชอบที่สุดคือบรรยากาศบ่ายๆ แสงแดดส่องผ่านใบไม้ ดอกไม้บานอยู่ตามทาง คนมิลานนั่งปิกนิก วิ่งออกกำลังกาย หรือแค่นอนเล่นบนหญ้า ไม่มีใครรีบ ไม่มีใครเครียด ถ้าไปมิลานแล้วอยากหายใจหายคอสักหน่อย แวะมาที่นี่ได้เลย เข้าฟรี ไม่มีข้อแม้ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/1XsBBB9BsEaFfUPS7 (หลัง Castello Sforzesco) เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 06:30 น. (ปิดตามฤดูกาล ช่วงซัมเมอร์ถึง 23:30 น.) 04 | Villa Necchi Campiglio คฤหาสน์หรูที่ซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงสูงใจกลางย่านเงียบสงบ ออกแบบโดยสถาปนิก Piero Portaluppi ในปี 1932 สัมผัสความพิเศษที่นี่: ไม่คิดว่าจะมาเจออะไรแบบนี้กลางมิลาน #VillaNecchiCampiglio คือคฤหาสน์ที่ซ่อนตัวอยู่ใจกลางย่านเงียบสงบของมิลาน สร้างขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1930s โดย Piero Portaluppi สถาปนิกชื่อดัง ตามคำสั่งของสองพี่น้อง Nedda และ Gigina Necchi และสามีของ Gigina อย่าง Angelo Campiglio ทั้งสามคือตัวแทนของชนชั้นกลางระดับบนชาวมิลานที่มีรสนิยมและทันสมัยมากในยุคนั้น บ้านหลังนี้ไม่ได้แค่สวย แต่มันยังล้ำมากสำหรับยุค 30s ทั้ง ลิฟต์ส่วนตัว ระบบ intercom ภายใน ห้องฉายหนัง และสระว่ายน้ำ (ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสระส่วนตัวแห่งแรกๆ ในมิลาน) ทุกอย่างถูกออกแบบให้ชีวิตสะดวกสบายและเต็มไปด้วยความหรูหราในแบบที่คนยุคนั้นแทบไม่เคยเห็น ชั้นล่างเป็นโซน reception หรูหราพร้อม veranda ที่มองออกไปเห็นสวนเขียวขจี ชั้นบนเป็นห้องนอน และทั่วทั้งบ้านเต็มไปด้วยงานศิลปะระดับโลก ทั้งจาก Tiepolo, Canaletto, De Chirico และ Picasso จากคอลเลกชันที่ถูกบริจาคให้ FAI โดย de' Micheli, Gian Ferrari และ Guido Sforni จุดที่ชอบที่สุดคือโซนสระว่ายน้ำ วันที่ไปมีดอกป้อปปี้บานพอดี นั่งแล้วรู้สึกว่าชีวิตช้าลงจริงๆ ทั้งๆ ที่ Duomo อยู่แค่ไม่กี่นาที ปี 2001 พี่น้องตระกูล Necchi ซึ่งไม่มีทายาท ได้มอบบ้านหลังนี้ให้กับ FAI องค์กรอนุรักษ์มรดกแห่งชาติของอิตาลี โดยมีเงื่อนไขเดียวคืออยากให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่ทุกคนได้มาสัมผัสและกลับมาเยือนซ้ำได้เรื่อยๆ ปัจจุบันเปิดให้เข้าชมได้แล้ว พร้อม bistro น่ารักซ่อนอยู่ในสวนด้วย ที่นี่สวย ร่มรื่นและสงบมาก จนลืมไปเลยว่าข้างนอกนั้นคือเมืองที่วุ่นวายที่สุดในอิตาลี ถ้าไปมิลาน อย่าไปแค่ช้อปปิ้ง แวะมาที่นี่ด้วย มันคือมิลานที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็น พิกัด: https://maps.app.goo.gl/vtCCUJbKdRW42qMi9 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 18:00 (ปิดจันทร์-อังคาร) [ The Art of Fashion & Design ] 05 | Fondazione Prada สถาบันศิลปะร่วมสมัยที่รีโนเวทจากโรงงานกลั่นเหล้าเก่าโดยสำนักออกแบบ OMA (Rem Koolhaas) สัมผัสความพิเศษที่นี่: การออกแบบที่นี่คือการเล่นกับความขัดแย้ง (Contrast) ระหว่างตึกเก่าสีตุ่นกับตึก "Haunted House" ที่หุ้มด้วยทองคำเปลว 24K พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้มีแค่ภาพวาด แต่มีงานติดตั้ง (Installation Art) ที่ท้าทายความคิด เป็นจุดที่ยืนยันว่ามิลานคือศูนย์กลางของรสนิยมที่ก้าวไปข้างหน้าเสมอ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/sVbT6dM2gYPTVyo69 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 19:00 (ปิดวันอังคาร) 06 | Sunnei แบรนด์อิตาลีรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการแฟชั่นโลกด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด สัมผัสความพิเศษที่นี่: ชื่อแบรนด์เพี้ยนมาจากคำว่า "Sunny" (แสงแดด) เพื่อสื่อถึงพลังบวกและความสดใส งานดีไซน์ของ Sunnei โดดเด่นด้วยทรงเสื้อผ้าที่แปลกตา (Oversized & Geometric) และการใช้คู่สีที่ฉลาดมาก ร้านของเขาไม่ใช่แค่ที่ขายของ แต่คือแกลเลอรีที่แสดงจุดยืนเรื่องรสนิยมของคนรุ่นใหม่ที่รักในความแตกต่าง พิกัด: https://maps.app.goo.gl/KTyCygsepKPL5ahGA เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 07 | 10 Corso Como Concept Store แห่งแรกของโลกที่เป็นต้นแบบให้ร้านดังทั่วโลก ก่อตั้งโดย Carla Sozzani อดีตบรรณาธิการแฟชั่น สัมผัสความพิเศษที่นี่: บรรยากาศสวนในร่มที่ร่มรื่นตัดกับความล้ำสมัยของแฟชั่นชั้นสูง หนังสือศิลปะหายาก และงานอาร์ต ทุกชิ้นในร้านผ่านการคัดสรรมาอย่าง "Curated" จนเหมือนงานศิลปะที่วางขายได้ แนะนำให้ขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อชมวิวสวนลับๆ และงานประติมากรรมกลางแจ้ง พิกัด: https://maps.app.goo.gl/ENCZBVXAiQzBC2jt5 เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 08 | Jil Sander (Via Pietro Verri) บูติกสาขาแฟล็กชิพที่ถ่ายทอดนิยามความ "Minimalism" ผ่านสถาปัตยกรรมที่เรียบเนียนและเงียบสงบ สัมผัสความพิเศษที่นี่: ภายในร้านออกแบบโดยใช้แสงและเงาอย่างมีชั้นเชิง เราประทับใจ น้ำหอมกลิ่นพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจากกาแฟ ซึ่งหาซื้อได้ยาก กลิ่นนี้ให้ความรู้สึกสุขุม นิ่ง แต่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของกลิ่นคั่วบดที่อบอุ่น เป็นการผสานกลิ่นอายวัฒนธรรมอิตาลีเข้ากับน้ำหอมได้อย่างอัจฉริยะ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/gGZGGfDUeyanNvJB7 เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 09 | Nude Project แบรนด์ Streetwear จากสเปนที่กำลังครองใจวัยรุ่นทั่วยุโรปด้วยดีไซน์ที่ใส่ง่ายและเท่ สัมผัสความพิเศษที่นี่: เรา "ถูกจริต" กับ Energy ของร้านนี้มาก ตั้งแต่การตกแต่งไปจนถึงพนักงานที่เอนเนอร์จี้ล้นหลาม เสื้อผ้าของ Nude Project เน้นความ Effortless Cool ใส่ง่ายแต่มีคาแรคเตอร์ ในราคาที่เข้าถึงได้ เป็นพิกัดที่สายสตรีทห้ามพลาดเมื่อมาเดินย่าน Ticinese พิกัด: https://maps.app.goo.gl/g6X2UL4QpnvtKVjy6 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 10 | Marni Outlet ขุมทรัพย์ลับของสายแฟชั่นที่อยากได้ไอเทมจาก Marni ในราคาสุดคุ้ม ซ่อนตัวอยู่ในย่านที่เงียบสงบ สัมผัสความพิเศษที่นี่: ถึงจะเป็นเอาท์เล็ท แต่การจัดดิสเพลย์ยังคงความอาร์ตและขี้เล่นตามแบบฉบับ Marni รวบรวมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าจากคอลเลกชันก่อนหน้าไว้เยอะมาก ในราคาที่ลดแบบจริงจัง เป็นจุดที่สายแฟชั่นตัวจริงมักจะมาซุ่มเก็บของดีกันที่นี่ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/akwqpt8EgjKhnfPx5 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 19:00 11 | Maison Margiela บูติกสาขาสำคัญที่ถ่ายทอด DNA ความ Avant-garde ของแบรนด์ผ่านการตกแต่งสไตล์ "Deconstruction" สัมผัสความพิเศษที่นี่: ร้านเน้นสีขาวโพลนและการใช้วัสดุที่ดูดิบเหมือนทำไม่เสร็จ (Unfinished) เพื่อสื่อถึงแนวคิดการรื้อสร้างแฟชั่นใหม่ แฟนคลับรองเท้า Tabi หรือเสื้อผ้าที่มีป้ายตัวเลขต้องมาที่นี่เพื่อซึมซับ Vibe ที่เป็นต้นตำรับความเท่แบบลึกลับ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/fDVMDvJCBsWMXvCc6 เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 12 | END. Milano Multi-brand Store สัญชาติอังกฤษที่มาเปิดแฟล็กชิพสโตร์สุดอลังการใจกลางมิลาน สัมผัสความพิเศษที่นี่: การออกแบบภายในนำเสนอความขัดแย้งที่ลงตัวระหว่างโครงสร้างตึกประวัติศาสตร์กับดิสเพลย์สมัยใหม่ที่ทำจากสแตนเลสและกระจก รวบรวม Sneaker รุ่น Exclusive และแบรนด์สตรีทไฮเอนด์ไว้แน่นที่สุด เป็นจุดนัดพบของ Sneakerhead จากทั่วโลก พิกัด: https://maps.app.goo.gl/sFrcHujfGpDchDFa9 เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 13 | Le Lunetier Milano Garibaldi ร้านแว่นตาสุดคราฟต์ในย่าน Garibaldi ที่เน้นการคัดสรรกรอบแว่นดีไซน์เฉพาะตัวจากทั่วโลก สัมผัสความพิเศษที่นี่: สำหรับคนที่มองหาเครื่องประดับบนใบหน้าที่ไม่ซ้ำซากจำเจ ร้านนี้มีแว่นตาที่เป็นงานศิลปะมากกว่าแค่เลนส์สายตา พนักงานมีความเชี่ยวชาญในการแนะนำกรอบที่เข้ากับรูปหน้าและสไตล์ส่วนบุคคลได้เป็นอย่างดี พิกัด: https://maps.app.goo.gl/xGbFBnsH5kEui2Gr8 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 19:30 14 | Tenoha Milano Multi-concept Space สไตล์ญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในย่าน Navigli ผสมผสานคาเฟ่ ร้านอาหาร และไลฟ์สไตล์ช็อปเข้าด้วยกัน สัมผัสความพิเศษที่นี่: ท่ามกลางบรรยากาศแบบอิตาลี Tenoha มอบความสงบสไตล์มินิมอลญี่ปุ่นที่ลงตัวมาก สินค้าไลฟ์สไตล์ที่นี่ถูกคัดสรรมาอย่างดี บรรยากาศร้านกว้างขวางและสงบ เหมาะสำหรับการมานั่งพักสายตาและจิบชาเขียวคุณภาพเยี่ยม พิกัด: https://maps.app.goo.gl/TsqKq3hxTjAihaE77 เวลาเปิด-ปิด: 09:00 – 23:30 [ The Taste of Milano: Food & Cafe ] 15 | MOGO (Isola District) Hi-Fi Bar & Restaurant น้องใหม่ล่าสุดที่เป็นดั่ง "Senses Sanctuary" ในย่าน Isola สัมผัสความพิเศษที่นี่: ออกแบบโดย Giorgia Longoni Studio ในสไตล์ Mid-century Nostalgia ที่ดูนิ่งแต่เท่ ที่นี่ไม่ใช่แค่บาร์ที่มีลำโพงดี แต่คือประสบการณ์ที่หลอมรวมอาหารจากเชฟชื่อดัง Yoji Tokuyoshi (เจ้าของรางวัลมิชลิน) เข้ากับดนตรีจากคิวเรเตอร์ Polifonic ผ่านระบบเสียง High Resolution ของลำโพง H.A.N.D. ที่คัสตอมมาเพื่อร้านนี้โดยเฉพาะ ชื่อร้านมาจากคำว่า Mmogo ในภาษา Sotho แปลว่า “Together” เป็นจุดรวมตัวของคนรักเสียงเพลงและรสชาติที่ล้ำลึก พิกัด: https://maps.app.goo.gl/qfXEsYZoMVGctn9M7 เวลาเปิด-ปิด: 18:00 – 01:00 16 | 10_11 (Ten Eleven) - Portrait Milano บาร์และห้องอาหารสุดหรูในโรงแรม Portrait Milano ที่ตั้งอยู่ในอาคารสำนักสงฆ์เก่าศตวรรษที่ 16 สัมผัสความพิเศษที่นี่: เรามีโอกาสได้ทานอาหารเช้าที่นี่และขอยกให้เป็น "The Best Breakfast" ของทริปนี้เลยครับ ทั้งรสชาติอาหารที่ประณีตและการบริการระดับ 5 ดาวที่ใส่ใจในทุกดีเทล ท่ามกลางบรรยากาศลานกว้าง (Piazza) ที่สวยสะกดตา เป็นความ Luxury ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเองอย่างประหลาด พิกัด: https://maps.app.goo.gl/NHbKoLhaf41m9Ctw8 เวลาเปิด-ปิด: 07:00 – 01:00 17 | Mascherpa ร้านทิรามิสุ (Tiramisù) ร้านแรกในมิลานที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ขนมหวานคลาสสิกให้ทันสมัยและเข้าถึงง่าย สัมผัสความพิเศษที่นี่: ความพิเศษของที่นี่คือความสดใหม่และเนื้อสัมผัสของครีมมาสคาร์โปเน่ที่เนียนนุ่มและเบาหวิวราวกับก้อนเมฆ มีให้เลือกหลายรสชาติทั้ง Original, Pistachio และ Matcha บรรจุมาในโหลแก้วน่ารักๆ หรือจะสั่งเป็นชิ้นสำหรับเดินทานก็ได้ เป็นรสชาติที่สายหวานต้องมาซ้ำ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/ofdz6JnrAiAZbWT86 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 18 | Bar Luce (Fondazione Prada) คาเฟ่ที่ออกแบบโดยผู้กำกับชื่อดัง Wes Anderson ทุกมุมในร้านคือฉากในหนังที่มีชีวิต สัมผัสความพิเศษที่นี่: บรรยากาศเหมือนหลุดเข้าไปในมิลานยุค 1950s ด้วยโทนสีเขียวพาสเทล เพดานลายกราฟิกที่เลียนแบบโครงสร้างตึก Duomo และตู้พินบอล Steve Zissou แนะนำให้ลองสั่งขนมหวานสีลูกกวาดและจิบเอสเปรสโซ่ริมหน้าต่างเพื่อดื่มด่ำกับดีไซน์ที่ไม่มีใครเหมือน พิกัด: https://maps.app.goo.gl/jPtDQ3BWeUxBkgdQ6 เวลาเปิด-ปิด: 08:30 – 20:00 19 | Hygge ร้านบรันช์บรรยากาศอบอุ่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปรัชญาความสุขสไตล์นอร์ดิก สัมผัสความพิเศษที่นี่: เมนูบรันช์ที่นี่เน้นความเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ จัดวางมาอย่างสวยงามพร้อมรสชาติที่กลมกล่อม บรรยากาศในร้านเป็นกันเองมาก มีความละเมียดละไมในทุกรายละเอียด เหมาะสำหรับการมานั่งทบทวนแผนเที่ยวพร้อมจิบกาแฟดีๆ ในยามเช้า พิกัด: https://maps.app.goo.gl/QFQKu39YbcdVSi3L6 เวลาเปิด-ปิด: 09:00 – 15:30 (ปิดจันทร์-อังคาร) 20 | Giacomo Caffè คาเฟ่ระดับตำนานที่ตั้งอยู่ใน Palazzo Reale ติดกับมหาวิหาร Duomo สัมผัสความพิเศษที่นี่: การตกแต่งด้วยไม้สีเข้มและกำแพงที่เต็มไปด้วยหนังสือให้ความรู้สึกเหมือนห้องสมุดส่วนตัวที่หรูหราของชนชั้นสูงมิลาน ที่นี่คือจุดแวะพักหลังชมมิวเซียมที่ดีที่สุด ดื่มด่ำกับความเงียบสงบและรสชาติขนมหวานสไตล์คลาสสิกท่ามกลางความวุ่นวายภายนอก พิกัด: https://maps.app.goo.gl/5yaPXxrqkjagXePU7 เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 20:00 21 | Sant Ambroeus Milano ร้านอาหาร ขนม และกาแฟระดับไฮเอนด์ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1936 และยังคงความโก้หรูไว้ได้อย่างเหนียวแน่น สัมผัสความพิเศษที่นี่: โดดเด่นด้วยโทนสีชมพูพีชอันเป็นเอกลักษณ์และการบริการแบบ Old-school ที่เนี้ยบกริบ นอกจากจะเป็นสวรรค์ของคนรักขนมหวานระดับ Masterpiece แล้ว ที่นี่คือจุดหมายของการทานอาหารแบบ Full Course ที่คลาสสิกที่สุดแห่งหนึ่งในมิลาน เมนูอาหารคาวของที่นี่เน้นความหรูหราที่เรียบง่ายแต่เลือกใช้วัตถุดิบพรีเมียมที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Cotoletta alla Milanese ที่กรอบนอกนุ่มใน หรือพาสต้าเส้นสดที่ปรุงอย่างพิถีพิถัน แนะนำให้ลองมาทานมื้อกลางวันหรือมื้อค่ำเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศการทานอาหารท่ามกลางชนชั้นสูงและเหล่าดีไซน์เนอร์ชาวมิลานแท้ๆ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/HybpaT6yZ4E2DzNH7 เวลาเปิด-ปิด: 07:30 – 23:00 22 | Loste Café (Via Francesco Guicciardini) คาเฟ่แนว Specialty Coffee และเพสทรีที่ก่อตั้งโดยอดีตเชฟจากร้าน Noma สัมผัสความพิเศษที่นี่: กาแฟที่นี่รสชาติดีมากในระดับ Specialty และที่พลาดไม่ได้คือเพสทรีอบใหม่ โดยเฉพาะ Cinnamon Roll และ Pain au Chocolat ที่กรอบนอกนุ่มในและหอมเนยสุดๆ บรรยากาศร้านมีความโมเดิร์นและมินิมอล แสงธรรมชาติส่องเข้าร้านสวยมากในช่วงเช้า พิกัด: https://maps.app.goo.gl/LuCyRTnNgTxPcxyNA เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 18:00 23 | LùBar ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในเรือนกระจก (Orangerie) สุดชิคภายในวิลล่าสมัยศตวรรษที่ 18 สัมผัสความพิเศษที่นี่: การทานอาหารท่ามกลางต้นปาล์มและรูปปั้นหินอ่อนใต้เพดานกระจกสูงลิ่ว ให้ความรู้สึกที่สดชื่นและโรแมนติกมาก อาหารที่นี่เน้นสไตล์ซิซิเลียนที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง รสชาติสะอาดสะอ้านและพรีเมียม เป็นจุดเช็คอินที่สวยทุกมุมจริงๆ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/xS9VR9PLhw8uks7v6 เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 00:00 24 | Aroma Napoletano จุดรวมพลคนรักครัวซองต์และขนมสไตล์เนเปิลส์ที่หอมฟุ้งไปทั้งถนนในย่าน Isola สัมผัสความพิเศษที่นี่: ที่นี่คือสวรรค์ของคนรักครัวซองต์ไส้ทะลัก มีให้เลือกตั้งแต่ไส้ครีมพิตาชิโอเข้มข้นไปจนถึงช็อกโกแลตเยิ้มๆ แป้งครัวซองต์กรอบหอมเนยมาก เป็นมื้อเช้าที่เติมพลังได้ดีเยี่ยมก่อนไปเดินเที่ยวต่อ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/yfWEnrwVvZi4X2qCA เวลาเปิด-ปิด: 07:00 – 20:00 25 | Berberè ร้านพิซซ่าแป้ง Sourdough ที่เน้นความสบายท้องและวัตถุดิบคุณภาพสูงจากฟาร์มท้องถิ่น สัมผัสความพิเศษที่นี่: แป้งพิซซ่าที่นี่หมักนานกว่า 24 ชั่วโมงทำให้กรอบนอกนุ่มในและย่อยง่ายมาก หน้าพิซซ่ามีความสร้างสรรค์และใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล บรรยากาศในร้านมีความเป็นกันเองและดูวัยรุ่น เป็นพิซซ่าแนวใหม่ที่คุณจะหลงรัก พิกัด: https://maps.app.goo.gl/NZD1YjtJfGbwkjjdA เวลาเปิด-ปิด: 12:30–14:30, 19:00–23:30 26 | Al Matarel ร้านอาหารอิตาเลียนดั้งเดิมที่เสิร์ฟรสชาติแบบมิลานแท้ๆ (Milanese Traditional) มาอย่างยาวนาน สัมผัสความพิเศษที่นี่: เมนูแนะนำคือ Risotto alla Milanese (ข้าวผัดใส่หญ้าฝรั่นสีเหลืองทอง) และ Ossobuco (เนื้อวัวตุ๋น) รสชาติเข้มข้นเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน บรรยากาศร้านไม้เก่าๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนทานข้าวที่บ้านเพื่อนในมิลาน พิกัด: https://maps.app.goo.gl/qLnVdfJdtJgHnoTRA เวลาเปิด-ปิด: 12:30–14:30, 19:30–22:30 27 | Niko Romito (Space Milano) Gourmet Shop ของเชฟระดับมิชลิน 3 ดาวที่นำเสนอความเรียบง่ายแต่ทรงพลังในรสชาติ สัมผัสความพิเศษที่นี่: ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่คือแหล่งรวมวัตถุดิบชั้นเลิศที่เชฟคัดสรรเอง ตั้งแต่เครื่องปรุงรสชั้นดี ขนมจุกจิก ขนมปังสูตรพิเศษที่นุ่มนวลมาก ไปจนถึง น้ำผลไม้คั้นสด ที่รสชาติบริสุทธิ์และเข้มข้นถึงใจ เป็นพิกัดที่คนรักการทำอาหารและสาย Gourmet ต้องแวะมาเก็บของดี พิกัด: https://maps.app.goo.gl/nMwGgTTvz9qGHeLM9 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 28 | Pasticceria Sissi ร้านขนมหวานสไตล์โบราณที่มีเสน่ห์มากและเป็นที่รักของคนท้องถิ่นในย่าน Piazza Risorgimento สัมผัสความพิเศษที่นี่: ไฮไลท์คือ Brioche ไส้ครีมสดที่พนักงานจะบีบใส่ให้ใหม่ๆ ทันทีที่คุณสั่ง รสชาติโฮมเมดสุดๆ บรรยากาศหลังร้านมีสวนเล็กๆ ที่ร่มรื่นและโรแมนติกมาก เป็นจุดแวะพักจิบกาแฟยามเช้าที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้ใช้ชีวิตแบบคนมิลานจริงๆ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/XUQ3wuTJmsTQTHGZ6 เวลาเปิด-ปิด: 06:30 – 20:00 (ปิดวันอังคาร) 29 | Le Striatelle di Nonna Mafalda ร้านอาหารที่เน้นความเรียบง่ายและจิตวิญญาณของอาหารโฮมเมดสไตล์อิตาลี สัมผัสความพิเศษที่นี่: ความโดดเด่นอยู่ที่ Striatelle (แป้งแผ่นกรอบสูตรเฉพาะ) และพาสต้าเส้นสดที่ทำมาอย่างตั้งใจ รสชาติอาหารที่นี่มีความซื่อตรงและชัดเจน เหมือนมีคุณย่าอิตาเลียน (Nonna) มาปรุงให้ทานข้างโต๊ะ บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเองมาก พิกัด: https://maps.app.goo.gl/QbuMJ2iJpuwUQqp96 เวลาเปิด-ปิด: 12:00–15:00, 19:00–23:00 30 | VERO Gelateria Cremeria (Corso Garibaldi) ร้านเจลาโต้ในย่าน Garibaldi ที่การันตีความสดใหม่และรสชาติจากธรรมชาติ 100% สัมผัสความพิเศษที่นี่: ชื่อร้าน "Vero" แปลว่า "จริง" เพื่อสื่อถึงรสชาติแท้ๆ ของวัตถุดิบที่ใช้ ไม่มีการใส่สารปรุงแต่ง เนื้อเจลาโต้เนียนละเอียดและนุ่มนวลมาก รสชาติพิตาชิโอและเฮเซลนัทของที่นี่คือเข้มข้นจนหยุดกินไม่ได้จริงๆ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/GTZdhQaKY4dW82wv9 เวลาเปิด-ปิด: 12:00 – 23:00 [ Local Vibes & Lifestyle ] 31 | Navigli ย่านริมคลองที่มีชีวิตชีวาที่สุดของมิลาน เป็นศูนย์กลางของศิลปินและชีวิตยามค่ำคืน สัมผัสความพิเศษที่นี่: แนะนำให้มาช่วงพระอาทิตย์ตกดิน แสงที่ตกกระทบริมคลองจะสวยมาก และย่านนี้จะคึกคักไปด้วยวัฒนธรรม Aperitivo (การดื่มและทานของว่างก่อนมื้อค่ำ) บรรยากาศเต็มไปด้วยผู้คนออกมาใช้ชีวิต เป็นจุดที่สะท้อนพลังของเมืองมิลานได้ชัดเจนที่สุด พิกัด: https://maps.app.goo.gl/GHeFoi7aMH8GvZka6 เวลาเปิด-ปิด: คึกคักที่สุดช่วง 18:00 น. เป็นต้นไป 32 | Via Stampa ร้านอาหารและคาเฟ่ในย่านเท่ที่รวบรวมคนทำงานสร้างสรรค์ยุคใหม่ของมิลานไว้เพียบ สัมผัสความพิเศษที่นี่: การตกแต่งร้านมีความทันสมัยและดูมินิมอลแต่ยังมี Detail อาหารที่นี่เน้นการนำเสนอที่น่าสนใจและใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงจากแหล่งผลิตโดยตรง รสชาติอาหารมีความเป็น Cosmopolitan ที่เข้าถึงง่ายและเปี่ยมด้วยรสนิยม พิกัด: https://maps.app.goo.gl/6yttBrAdD6MTQBTX9 เวลาเปิด-ปิด: 12:30–15:00, 19:30–23:00 33 | Pack Supermarket ซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นที่เป็นสวรรค์ของคนรักการออกแบบแพ็กเกจจิ้งและอาหารชั้นเลิศ สัมผัสความพิเศษที่นี่: ที่นี่คือจุดที่เราใช้เวลาเดินอยู่นานมาก เพราะสินค้าอิตาลีที่นี่มีแพ็กเกจจิ้งที่สวยงามจนอยากซื้อเก็บไว้ทุกชิ้น เหมาะมากสำหรับการซื้อของฝากคุณภาพดีที่มีดีไซน์สวยกลับไป เป็นการจบรูทมิลานด้วยการซึมซับความสวยงามในระดับชีวิตประจำวัน พิกัด: https://maps.app.goo.gl/qq3EsNjoxKuThGdT8 เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 21:00 #HoparoundTip for a Perfect Milanese Journey มิลานเป็นเมืองที่ผังเมืองถูกออกแบบมาให้เดินสำรวจได้สนุกและมีอะไรให้ตื่นเต้นในทุกหัวมุมถนน แต่ถ้าใครต้องการประหยัดเวลาและเซฟพลังงานขา ระบบขนส่งสาธารณะของที่นี่ถือว่าตอบโจทย์มากครับ ทั้ง Metro (รถไฟใต้ดิน) ที่รวดเร็วครอบคลุม และที่พลาดไม่ได้คือการนั่ง Tram (รถราง) สายประวัติศาสตร์ที่วิ่งตัดผ่านเมือง ซึ่งช่วยให้คุณได้ชมสถาปัตยกรรมสวยๆ สองข้างทางไปในตัว ที่สำคัญคือความสะดวกสบายในการเดินทาง เพราะตอนนี้เราไม่จำเป็นต้องไปต่อคิวซื้อตั๋วตู้ให้เสียเวลา เพียงแค่ใช้บัตรเครดิตหรือเดบิต VISA / MASTERCARD ที่มีสัญลักษณ์ Contactless (หรือจะจ่ายผ่าน Apple Pay / Google Pay ในมือถือ) ก็สามารถแตะขึ้นรถได้ทันทีครับ และสิ่งที่จะทำให้ทริปของคุณเข้าถึงหัวใจของชาวมิลานแท้ๆ คือการออกไปสัมผัสวัฒนธรรม Aperitivo ในย่าน Navigli ช่วงเวลาประมาณ 18:00 - 20:00 น. ลองสั่ง Aperol Spritz มาจิบแกล้มของว่างเบาๆ ท่ามกลางแสงสีทองยามเย็นที่ตกกระทบผิวน้ำในคลอง รับรองว่านี่จะเป็นโมเมนต์ที่ทำให้ทริปมิลานครั้งแรกของคุณสมบูรณ์แบบและอยู่ในความทรงจำไปอีกนานครับ Hoparound’s 5 Golden Rules for Milano เพื่อให้ทริปมิลานของคุณราบรื่นและเป๊ะปังเหมือนคนโลคอล นี่คือ 5 สิ่งที่เราสรุปมาให้จากประสบการณ์ตรงครับ: 1 | มารยาทการดื่มกาแฟแบบ Milanese คนมิลานจริงจังเรื่องกาแฟมาก หากคุณสั่งกาแฟดื่มที่เคาน์เตอร์บาร์ (Al Banco) ราคาจะถูกกว่าการนั่งโต๊ะ (Al Tavolo) อย่างชัดเจน และจำไว้ว่าคนอิตาลีจะไม่สั่ง Cappuccino หรือกาแฟใส่นมหลังเวลา 11 โมงเช้า เพราะถือว่าเป็นเครื่องดื่มสำหรับมื้อเช้าเท่านั้น ถ้าอยากเป็นสายคูลหลังมื้อเที่ยง ให้สั่ง "Un Caffè" (Espresso) แทนครับ 2 | จองล่วงหน้าคือทางรอดเดียว สำหรับแลนด์มาร์คยอดฮิตอย่างการขึ้นไปเดินบนหลังคาดูโอโม่ (Duomo Rooftop) หรือการชมภาพ The Last Supper คุณควรจองตั๋วออนไลน์ล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 เดือน รวมถึงร้านอาหารยอดฮิตในลิสต์นี้หลายแห่งมักจะเต็มเร็วมาก การส่ง DM หรือจองผ่านระบบเว็บไซต์ไปก่อนจะช่วยให้คุณไม่พลาดพิกัดสำคัญ 3 | แต่งตัวให้ "ถูกจริต" เมืองแฟชั่น มิลานไม่ใช่เมืองที่คุณจะใส่กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะเดินเข้าโบสถ์หรือร้านอาหารหรู แม้จะไม่ต้องจัดเต็มระดับรันเวย์ แต่การแต่งตัวสไตล์ Smart Casual หรือมีความเนี้ยบแบบ Effortless จะช่วยให้คุณได้รับบริการที่ดีขึ้นและดูกลมกลืนไปกับบรรยากาศเมืองที่มีรสนิยมแห่งนี้ 4 | สังเกตและระวังตัวอย่างมีสไตล์ แม้พื้นฐานมิลานจะเป็นเมืองที่ปลอดภัย แต่ในจุดท่องเที่ยวหนาแน่นอย่าง Piazza del Duomo หรือสถานีรถไฟ Milano Centrale ควรระวังพวกมิจฉาชีพที่เข้ามาทักทายแบบแปลกๆ เช่น ยื่นอาหารนกใส่มือ หรือเอาสายสิญจน์มาผูกข้อมือ ให้ปฏิเสธด้วยความมั่นใจแล้วเดินต่อทันที (Don't be a victim, be a visitor!) 5 | เวลาเปิด-ปิด คือเรื่องสำคัญ ร้านค้าและมิวเซียมหลายแห่งในมิลานมักจะ "ปิดวันจันทร์" หรือมีเวลาพักเบรคช่วงบ่าย (Siesta) ในบางย่าน ก่อนจะออกเดินทาง อย่าลืมเช็คเวลา Google Maps ให้แม่นยำ หรือจะให้ชัวร์ที่สุดคือตามรอยลิสต์ของ Hoparound ที่เราเช็คช่วงเวลาที่ Vibe ดีที่สุดมาให้คุณแล้วครับ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความประทับใจที่เราได้ไปสัมผัสมา หวังว่าลิสต์ 34 พิกัดนี้จะเป็นไกด์นำทางให้ทริปมิลานของคุณเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจและรสนิยมที่ยอดเยี่ยมนะครับ และเพื่อไม่ให้พลาดคอนเทนต์ดีไซน์และไลฟ์สไตล์การเดินทางแบบเจาะลึกจากเรา อย่าลืมติดตาม Hoparound.co ในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram และ TikTok เพื่ออัปเดตเทรนด์และพิกัดใหม่ๆ ก่อนใคร แล้วพบกันที่มิลาน... เมืองที่ทุกย่างก้าวคือศิลปะและการใช้ชีวิต Stay Inspired, ชาว #Hopster ! #LetsHoparound www.hoparound.co @Kajornfurst @Cakepoon
- The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip
The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก พระเจ้าคงจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษตอนที่สร้างดินแดนส่วนนี้ของโลกขึ้นมา เพราะชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาที่ตระหง่านรับคลื่นลมจากมหาสมุทรแปซิฟิคอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้ช่างเปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์เหลือล้นจนน่าอิจฉาจริงๆทั้งหาดทราย ภูผา ป่าสน ทะเลสาบและอากาศที่เย็นสบายกำลังดี ที่นี่มี พลังงานบางอย่างที่ดึงดูดเราอย่างมาก แค่เพียงหลับตาภาพ Roadtrip บนถนนที่เลาะเลี้ยวไปตามเนินผาริมทะเล คลอเคล้าเสียงเพลง West Coast hip hop ก็แว่บเข้ามาทำให้อารมณ์ดีได้แล้ว . ทริปนี้เราจะพาคุณ #hop ไปทำความรู้จักกับ West Coast ของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เหนือจรดใต้ จาก Seattle ไปจน San Diego เลยทีเดียว วันนี้ขอวางภาพกว้างๆให้เพื่อนๆรับมวลพลังรวมๆของที่นี่กันเอาไว้ก่อนแล้วในโพสต์ต่อๆไปเราจะทยอยเจาะจุดสำคัญๆกันเนอะ . พร้อมกันแล้วยังงงงงง พร้อมแล้วไป #hop กันเลย! #letshoparoundtheamericanwestcoast (แฮชแท็คยาวไปไหนเนี่ย...^^) งั้นใช้ #LetsHoparoundUSA แทนแล้วกันนนนเนอะ The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Tri ทริปนี้เราไปกันคนละรอบ รอบแรก บินไปลง Seattle แล้วขับรถเที่ยวเรื่อยๆจนมาถึง San Francisco รอบที่สอง บินไปลง San Francisco เที่ยวไปเรื่อยๆลงมาถึง San Deigo และวกเข้า Los Angeles เราใช้เวลาเที่ยวรอบละประมาณ 15 วัน ค่าใช้จ่ายคร่าวๆประมาณ 3,000-4,000 USD ต่อคน ถ้าไปกะเพื่อนหลายๆคนก็ยิ่งช่วยแชร์ค่าเช่ารถที่พักและอาหารการกินต่างๆ ก็จะยิ่งถูกลง ถ้านับรวมกันขับรถจากเหนือสุด Seattle ถึง ใต้สุด San Diego ก็ประมาณ 1,256 ไมล์ The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip Seattle, Washington เมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐ Washington ที่มีชื่อเล่นว่า Evergreen State หรือรัฐที่เขียวตลอดกาล เพราะที่นี่อุดมไปด้วยป่าไม้และการเกษตร เรียกว่ามาที่เดียวได้ครบรสทั้งเมือง ภูเขา และทะเล ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/seattle นอกจาก Landmark อย่างหอคอย Space Needle ที่สูงเด่นอยู่กลางเมืองแล้ว Seattle ยังมีตลาดสดเก่าแก่อย่าง Pike Place Market ที่กลายมาเป็นอีก icon ชื่อดังของเมือง และที่อยู่ติดกับตลาดนี้เองก็เป็นที่ตั้งของ Starbucks สาขาแรก (เท่าที่ยังเหลืออยู่) Pike Place Market Location: https://goo.gl/maps/BpBd6mqhqjuWQJPS9 ใช่แล้ว... ที่นี่เป็นทั้งบ้านเกิดและสำนักงานใหญ่ของ Starbucks แต่ไม่เพียงเท่านั้น ทั้ง Microsoft และ Amazon ต่างก็เลือก Seattle เป็นศูนย์บัญชาการใหญ่เช่นกัน โดยเฉพาะ Amazon ที่รุกหนัก กว้านซื้อที่ดินกลางเมือง สร้างเป็น Campus ของตัวเองที่ประกอบไปด้วยอาคารกว่า 45 หลัง ที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็น The Amazon Spheres สวนพฤกษชาติในอาคารทรงกลมที่ใช้เป็นพื้นที่ให้พนักงานมาเดินหาแรงบันดาลใจในการคิดงาน (คนนอกก็เข้าได้นะ แต่ต้องจองคิวล่วงหน้า) Portland, Oregon ที่นี่คือเมืองต้นตำรับฮิปสเตอร์ เมืองแห่งดอกกุหลาบ เมืองปลอดภาษี ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ Nike และนิตยสาร Kinfolk เมืองแห่งกิจกรรมเดินเขา-เข้าป่า-แคมปิ้ง และร้านน้องข้าวมันไก่ Portland เป็นเมืองใหญ่ขนาดเล็กที่มีเสน่ห์ล้นเหลือ อาหารดี กาแฟดี ขนมดี ผู้คนเป็นมิตร ออกนอกเมืองไปนิดก็เจอทั้งภูเขาหิมะ แม่น้ำ น้ำตก และชายหาดที่สวยมหัศจรรย์ ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/portland ที่นี่ยังมีร้าน Powell’s Books ร้านหนังสืออิสระที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/fZbaBSnwShLULUwMA โดยไม่ทันรู้ตัว คุณอาจจะแปลกใจที่ Portland กลายมาเป็นเมืองโปรดของคุณท่ามกลางความสงบเรียบง่ายเหมือนกับเราก็ได้ Stumptown Coffee Roasters ร้านกาแฟชื่อดังของที่นี่ Location: https://goo.gl/maps/SD81oybuS18mC6iEA Portland Women's Forum | State Scenic Viewpoint Location: https://goo.gl/maps/tg5BjEhEWdXVgmk59 Lake Tahoe Lake Tahoe เป็น Alpine Lake ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ — Alpine Lake หมายถึงทะเลสาบที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 5,000 ฟุต (ประมาณ 1.5km) ขึ้นไป — อยู่บนเทือกเขา Sierra Nevada ที่กั้นระหว่างรัฐ California กับ Nevada ถ้าขับรถจาก San Francisco ก็จะใช้เวลาประมาณ 3.5 ชั่วโมงขึ้นมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากสูงมากๆแล้วยังสวยมากๆด้วย ทะเลสาบแห่งนี้นั้นขึ้นชื่อเรื่องน้ำสีฟ้าที่ใสปิ๊งและความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ ในแต่ละฤดูกาลก็จะมีเสน่ห์ต่างกันไป ที่นี่จึงดึงดูดนักกิจกรรมเอ้าท์ดอร์ผู้หลงไหลความงามของป่าเขาลำเนาไพร แต่เชื่อเราเถอะ แค่ได้มาสูดอากาศและถ่ายรูปไปอวดเพื่อนๆก็คุ้มมากแล้ว ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/lake-tahoe Location: https://goo.gl/maps/9yffZ2oojPrheNZW9 The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip Yosemite National Park ขับรถต่อลงทางใต้บนเทือกเขาเดียวกัน และเส้นทางที่หวาดเสียวเคี้ยวคดมากกกกเกือบ 3 ชั่วโมง เราก็จะพบกับภาพผาหินแกรนิต El Capitan ที่คุ้นตากันดีสำหรับคนที่ใช้ iMac แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับของจริงที่อลังการและโคตรตราตรึงใจ จากจุดชมวิว Tunnel View ตรงนี้ เรายังสามารถเห็นน้ำตก Bridalveil Falls ที่ตกฟุ้งเป็นสายจากที่สูง สวยราวกับผ้าคลุมผมเจ้าสาว ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติและเป็นมรดกโลกที่อุดมสมบูรณ์อย่างมาก เรายังเจอน้องหมีเดินเล่นเลย ต้นซีคัวยาเก่าแก่ขนาดมหึมา รวมไปถึงทุ่งหญ้าเขียวขจีที่แซมด้วยดอกหญ้าหลากสีและมีสัตว์ป่ามาวิ่งเล่นก็เป็นอีกไฮไลท์ของที่นี่ ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/yosemite-national-park Location: https://goo.gl/maps/4S3yrz2b8A591k6K6 San Francisco สะพาน Golden Gate สีแดงที่ทอดยาวเป็นกิโลคงเป็นภาพจำอันดับหนึ่งของเมืองศูนย์กลางการค้าแห่ง California ตอนเหนือแห่งนี้ เราตกหลุมรักบ้านเรือนสไตล์ Victorian สีสันน่ารักบนเนินสูงบ้างเตี้ยบ้าง และรถรางโบราณที่วิ่งรับส่งผู้คน China Town ของที่นี่น่าจะใหญ่ที่สุดในอเมริกา และเป็นชุมชนคนจีนนอกเอเชียที่ใหญ่ที่สุด แต่ในช่วงทศวรรษหลังมานี้ชุมชนชาว Tech ก็ขยายตัวใหญ่โตไม่แพ้กันที่ Silicon Valley ทางตอนใต้ของเมือง หอคอย Coit Tower สีขาวบนยอดเนินสูงก็อาจจะทำให้หลายคนนึกขึ้นได้ว่าที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดของร้านไอติมยี่ห้อดังที่มีสาขามากเมืองไทย ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/san-francisco Monterey/Carmel Highlands ลงใต้มาจาก San Francisco เพียง 2 ชั่วโมงนิดๆ พร้อมวิวสวยๆและเมืองเล็กๆให้แวะกินกาแฟระหว่างทาง เราก็จะพบกับความยิ่งใหญ่อันงดงามของคลื่นที่ถาโถมเข้ากระแทกโขดผาหินบน Cabrillo Highway (SR 1) ยิ่งเมื่อถึงจุดที่มีสะพานดีไซน์เท่ๆเชื่อมเส้นทางเข้าด้วยกันความมหัศจรรย์ก็ยิ่งทวีคูณ เราเห็นศิลปินมาตั้งกระดานวาดรูประหว่างเดิน hiking ลงสีกันสวยหยด ส่วนเราเองก็ถ่ายรูปกันไม่หยุดเลย อันที่จริงเราสามารถขับรถต่อบน Highway นี้ได้ยาวผ่าน Big Sur และชมวิวสวยๆตลอดทางไปจนถึง Los Angeles เลยทีเดียว Highway 1 / Bixby Creek Bridge Location: https://goo.gl/maps/SE8ewT7LEvkVhUkC9 The California Sea Otter State Game Refuge Location: https://goo.gl/maps/mZHKHGup7unMuHht6 Monterey Plaza Hotel & Spa Location: https://goo.gl/maps/qVuhGrxtoemaTsEn6 Tidal Coffee Location: https://goo.gl/maps/GPNHDcai85pmBUGR8 Los Angeles พี่ใหญ่สุดในบรรดาเมืองต่างๆบน West Coast แหล่งกำเนิดอุตสาหกรรมบันเทิง Hollywood และ Pop Culture ต่างๆมากมาย ทำให้ LA อู้ฟู่กลายเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของอเมริกาที่มีครบครันในทุกสิ่งอย่าง ฉะนั้นทั้งไลฟ์สไตล์ แฟชั่น อาหาร ช็อปปิ้ง และความ Glam ต่างๆ ที่นี่มีให้คุณอย่างเหลือเฟือดกอุดมแน่นอน แม้กระทั่งชุมชนคนไทยที่นี่นั้นก็มีขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกา และกินพื้นที่ถึง 6 บล็อคถนนด้วยกัน ผังเมืองของ LA นั้นแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ถนนที่ขนาบด้วยต้นปาล์มสองข้างทาง และบ้านหรูของเหล่าคนดังใน Beverly Hills เป็นเพียงฉากหน้าที่เราเห็นได้จากในสื่อทั่วไป LA มีซอกมุมที่น่าค้นหาอีกเยอะมาก รวมถึงย่านชิลล์ๆติดทะเลอย่าง Santa Monica ที่เราประทับใจในบรรยากาศสวนสนุกด้วยทุกอย่างเข้ากันอย่างกับในหนังเลย ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/los-angeles Location: https://goo.gl/maps/Tpg2vs5zUFMUB8Gt7 Downtown Los Angeles Location: https://goo.gl/maps/opNpGxcU7mLTWKDS9 The Last Bookstore Location: https://goo.gl/maps/9a2tabPuUwvHQfSs9 The Broad Location: https://goo.gl/maps/b4UC5wrZoRq5vKEfA Santa Monica Beach Location: https://goo.gl/maps/cWhoHzSMpUX7kLr49 Palm Springs เมืองตากอากาศและบ้านพักคนชรา (และมีเอ้าท์เล็ตแบรนด์เนม!) เราใช้ที่นี่เป็นจุดพักเพื่อออกไปสำรวจบริเวณรอบๆอย่าง อุทยานต้นไม้ประหลาด Joshua Tree ที่มาพร้อมกับฉากโขดหินเท่ๆแปลกตาอย่างกับมีใครมาจัดวางไว้อย่างนั้นแหละ Location: https://goo.gl/maps/GZ7xgNBYLiwfBYAR7 Joshua Tree National Park Location: https://goo.gl/maps/vLeCLZC4JnTuLCrJ9 Salvation Mountain อีกที่หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจาก Palm Springs นั้นก็คือ “Salvation Mountain” งานอาร์ทบนเนินดินที่โดดเด่นไปด้วยสีสันและแนวคิดที่รับอิทธิพลมากจากยุค hippie เป็นผลงานของ Leonard Knight (ผู้พักอาศัยอยู่แถวนั้น) ที่สร้างจากวัสดุธรรมชาติและสีไร้สารตะกั่วนับพันแกลลอนเลยทีเดียว ผลงานชิ้นนี้ตั้งอยู่ใน Slab City ซึ่งเคลมตัวเองว่าเป็น “พื้นที่แห่งอิสรภาพผืนสุดท้ายในอเมริกา” และเป็นแหล่งที่พักอาศัยของบรรดาอดีตฮิปปี้ คนต่อต้านสังคม รวมไปถึงคนที่หนีหนี้โดยต่างมาจับจองที่ดินอยู่กันโดยไม่มีกฎหมายรองรับ Location: https://goo.gl/maps/yVHXEJ5Qjx8XMwGL7 San Diego เมืองใหญ่อันดับ 2 ของรัฐ California ที่ติดกับชายแดน Mexico และมีบรรยากาศสบายๆ เราเอ็นจอยการขี่สกู๊ตเตอร์ชมเมืองที่ดูน่ารักกว่าที่คิด ที่นี่เป็นที่ตั้งของฐานทัพเรืออเมริกันขนาดใหญ่ มีชายหาดที่เหมาะแก่การเล่นเซิร์ฟ และเราชอบ Little Italy ที่นอกจากอาหารอิตาเลียนแล้ว เรายังสามารถเดินเล่นได้เพลินๆเพราะมีทั้งร้านเสื้อผ้าแนวๆ แผ่นเสียงอินดี้ งานฝีมือ และตลาดนัด Mercato Farmers’ Market ที่มีของน่ากินและงานฝีมือมาขาย Location: https://goo.gl/maps/fPuHvoVvxXaUeaLq7 Little Italy Location: https://goo.gl/maps/UGPswr5gg2RUiWhC7 ยินดีด้วยครับ! คุณเพิ่งจบการ #hop ไปกับอภิมหาทริปที่ปกติคงต้องใช้เวลาเป็นเดือนถึงจะเที่ยวเต็มอิ่ม แต่วันนี้เราพาคุณไปครบได้ภายใน 1 โพสต์เท่านั้น โลกนี้ช่างกว้างใหญ่และสวยงามจริงๆ ติดตามร่วม #hop ไปกับเราในโพสต์ย่อยเจาะแต่ละสถานที่ท่องเที่ยวกันต่อๆไปเร็วๆนี้นะคร้าบบบบ . #LetsHoparoundUSA #LetsHoparound #Travel #USA #WestCoast #RoadTrip #America #โรดทริปอเมริกา #ขับรถเที่ยวอเมริกา #เที่ยวอเมริกา #รีวิวอเมริกา #ไปอเมริกาใช้งบเท่าไหร่ . FB/IG/YouTube/TikTok: @hoparound.co Website: www.hoparound.co The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip
- Amansara อมันสรา เยี่ยมยลนครวัดอย่างแขกคนสำคัญ กับประสบการณ์ Once-In-A-Lifetime
Amansara เยี่ยมยลนครวัดอย่างแขกคนสำคัญ กับประสบการณ์ Once-In-A-Lifetime “งามสง่า อบอุ่น รุ่มรวย และทำให้เรารู้สึกเหมือนได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด” คือตัวอย่างของคำบรรยาย Amansara ที่เรานึกขึ้นได้ครับ บนพื้นที่กว่า 6 ไร่ แต่มีเพียง 24 ห้องพัก และมีพนักงานดูแลกว่า 70 คน (เท่ากับมีพนักงานดูแลอย่างน้อย 3 คนต่อ 1 ห้องพัก) ทำให้รีสอร์ทแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์และมีความ Exclusive ขั้นสุด สมกับที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรือนรับรองแขกคนสำคัญของกษัตริย์กัมพูชา และการเข้าพักที่ Amansara ในคราวนี้นั้นก็ช่วยยกระดับทริปเสียมเรียบ (เสียมราฐ) และการสำรวจนครวัด-นครธมของเราให้กลายเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะจดจำไปไม่รู้ลืมเลือน ยิ่งได้มาในช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวยังบางตาแบบนี้ ก็เท่ากับว่าเราแทบจะได้ทั้งมหาวิหารเป็นของตัวเองเลย วันนี้ hoparound.co ขออาสาพาเพื่อนๆไปทำความรู้จักกับ Amansara ด้วยกันนะครับ บอกใบ้นิดนึงว่า hoparound.co มีข้อเสนอพิเศษที่ Amansara ให้กับชาว #hopsters โดยเฉพาะด้วย Amansara review รีวิวอมันสรา เสียมเรียบ กัมพูชา Exclusive Rate for Hoparound.co Fans !! ราคาพิเศษเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น!! Amansara Overview ชื่อ Amansara เกิดจากการผสมคำว่า Aman (ชื่อแบรนด์รีสอร์ทซึ่งแปลว่าความสงบ) + Sara (มาจาก Apsara หรือนางอัปสร นางสวรรค์ผู้ดูแลสถานที่สำคัญในวัฒนธรรมขอม) ดังนั้น Amansara จึงแปลว่า ความสงบสุขดุจสรวงสวรรค์นั่นเอง และจากประสบการณ์ของเราก็พอจะยืนยันได้ครับว่าที่นี่สงบสุขดุจสรวงสวรรค์จริงๆ จากเรือนรับรองพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระนโรดมสีหนุที่สร้างขึ้นอย่างงามสง่าในช่วงปี 60s เลอค่าทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ในยุคก่อนความขัดแย้งยาวนานภายในประเทศ สถาปัตยกรรมแบบ New Khmer Style ที่หรูหราทว่าเรียบง่ายและอบอุ่น ไปจนถึงโลเคชั่นที่อยู่ห่างจากทางเข้านครวัดเพียง 10 นาทีเท่านั้น Amansara ได้เกิดขึ้นเพื่อจุดประกายความรุ่งโรจน์ให้กับสถานที่อันทรงเกียรติแห่งนี้อีกครั้งในปี 2002 ในฐานะรีสอร์ทสุด Private ที่มีห้อง Suite เพียง 12 ห้อง (ณ ขณะนั้น) และประตูหน้าที่ปิดตลอดเวลา จะเปิดให้เฉพาะแขกของรีสอร์ทเข้า-ออกเท่านั้น ทำให้ Amansara มักจะได้ต้อนรับแขกระดับ VVIP ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวขั้นสุด ไม่ต่างจากแขกบ้านแขกเมืองของกษัตริย์ในวันวาน ในปี 2005 Amansara ได้เชิญคุณ William Kerry Hill สถาปนิกระดับตำนานของโลกชาวออสเตรเลียนให้มาออกแบบส่วนต่อขยายเพิ่มเติมอีก 12 ห้อง จากเดิม 12 ห้องพักกลายเป็น 24 ห้องพร้อม Private Pool ทำให้แต่ละห้องมีพื้นที่ถึง 141 ตร.ม.เลยทีเดียว และห้องพักของเราก็อยู่ในส่วนที่สร้างใหม่นี่เองครับ เราสามารถสัมผัสได้ถึงความเคารพอย่างสูงที่คุณ Hill มีต่อสถาปัตยกรรมดั้งเดิม เพราะหากพนักงานไม่ได้แจ้งเราก็แทบแยกไม่ออกระหว่างส่วนดั้งเดิมกับส่วนต่อขยายเลย เพราะทุกอย่างนั้นมีความกลมกลืนต่อเนื่องกันมากเลยครับ มาตรฐานความ Ultra-luxury ของแบรนด์ Aman ทำให้เราวางใจได้ว่าการบริการที่ Amansara นั้นสมฐานะความดีงามของตัวสถานที่อย่างแน่นอน แม้ในช่วงโควิด ทางรีสอร์ทก็ยังมีทีม Amansanti (ศัพท์เฉพาะของทาง Aman ที่ใช้เรียกทีมงาน) เฉลี่ยถึง 3 คนในการดูแล 1 ห้องพัก ลดลงนิดหน่อยจากช่วงปกติ ทุกๆ Touch Point นั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้การเข้าพักที่นี่เป็นมากกว่าการเข้าพักรีสอร์ทหรูทั่วๆไป แต่เป็นประสบการณ์พิเศษที่ย้ำให้เรารู้สึกถึงความเป็นคนสำคัญ ตั้งแต่เช็คอินจนเช็คเอ้าท์ พร้อมเชื้อเชิญให้จ่อมจมลงในประวัติศาสตร์ วัตนธรรม และวิถีชีวิตอันงดงามของชาวเสียมเรียบตลอดระหว่างการเข้าพัก The Arrival เพียง 1 ชม.จากสนามบินดอนเมือง เราก็ลงจอดที่เสียมเรียบด้วยความนุ่นมวล ในช่วงที่เราไปกัมพูชานั้นคนไทยไม่ต้องมีวีซ่า ไม่ต้องตรวจ ATK เพียงแต่ต้องมี Vaccine Passport ติดตัวไปด้วย แต่สำหรับแขก Amansara นั้นพิเศษมากขึ้นด้วยบริการผ่านด่านตม.แบบ Fast-Track แค่เพียงเซ็นเอกสาร แล้วก็ไปรอรับกระเป๋าได้เลย เพราะทาง Amansara มีเจ้าหน้าที่คอยจัดการเรื่องอื่นๆให้ทั้งหมด เมื่อออกมาจากสนามบินแล้ว เราก็ได้พบกับรถลิมูซีนวินเทจในตำนาน เป็นรถยนต์คันยาวที่ดูโอ่อ่าสง่างามมาก เพราะสั่งให้ Mercedez Benz ประกอบขึ้นเป็นพิเศษในปี 1962 ในพระนามพระบาทสมเด็จพระนโรดมสีหนุ กษัตริย์กัมพูชาในขณะนั้น แค่เพียงมาถึงสนามบิน Amansara ก็ทำให้เรารู้สึกราวกับเป็นแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญเลยครับ ลองคิดดูว่าเราได้นั่งที่นั่งเดียวกันกับพระราชาในอดีตเลยนะครับ ภายในรถนั้นกว้างขวาง มีบริการน้ำดื่มและผ้าเย็นกลิ่นตะไคร้หอม พร้อมทั้งคนขับรถและพนักงานต้อนรับที่ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับรถและสถานที่ต่างๆตลอดเส้นทางการไปรีสอร์ทซึ่งใช้เวลาเพียง 15-20 นาทีเท่านั้น ระหว่างทาง เราได้เห็นทั้งวิถีชีวิตชาวบ้าน และความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ และแน่นอนครับเราขับผ่านทางเข้านครวัดด้วย เมื่อเรามาถึง ประตูสีดำด้านหน้า Amansara ก็ค่อยๆเปิดออกเพื่อต้อนรับเรา รถวินเทจคันงามก็พาเราเข้าสู่บริเวณรีสอร์ทที่ร่มรื่นและเงียบสงบ หลังจากจอดเทียบที่ Lobby เรียบร้อยแล้ว เราก็ได้ยินเสียงต้อนรับทักทายจากพนักงาน Front Office ที่เรียงแถวรอรับการมาถึงของเรา พื้นที่บริเวณ Lobby นั้นมี Vibes ที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของ Aman เป็นอย่างมาก มีความมินิมอลที่เปี่ยมรสนิยมและทันสมัย แต่ก็สะท้อนถึงความรุ่มรวยของวัฒนธรรมท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่คู่กับสถานที่แห่งนี้มายาวนานก็ให้ร่มเงาต้อนรับเราด้วยความครึ้มอกครึ้มใจ ที่พิเศษมากยิ่งขึ้นสำหรับ Amansara ก็คือมนตร์เสน่ห์ของตัว Property ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ย้อนยุคไปเป็นแขกบ้านแขกเมืองผู้ทรงเกียรติยังไงยังงั้นเลยครับ เป็นความรู้สึกพิเศษที่อบอุ่นเป็นกันเอง ไม่ทำให้รู้สึกเกร็งเลย การมาถึงของเรานั้นเป็นความประทับใจแรกที่ยากจะลืมเลือนเลยครับ Our Room ห้องพักของเรา เป็น Pool Suite ขนาด 141 ตร.ม.ที่อยู่ในโซนต่อเติมมาจากอาคารดั้งเดิม แต่ดูเนียนเป็นเนื้อเดียวกันกับของเดิมโดยที่ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้เลยครับ แถมโซนนี้ยังร่มรื่นมากๆด้วย เพราะอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ถึง 3 ต้นที่ Courtyard ตรงกลาง ในข้อเสนอพิเศษที่ทาง Amansara ทำร่วมกับ hoparound.co หากโซนนี้มีห้องว่าง เพื่อนๆที่ใช้โค้ดของเราในการจองตรงกับทางรีสอร์ท นอกจากจะได้ราคาพิเศษที่ลดลงกว่าครึ่งจากราคาปกติแล้ว ก็จะได้อัพเกรดมาเป็นห้อง Pool Suite ฟรีเลยด้วยครับ คุ้มที่สุดแล้วครับ มาชมห้องของเรากันดีกว่าว่าเป็นยังไงกันบ้าง การจัดพื้นที่ใช้สอยนั้นมีคอนเส็ปต์ Open Plan Living โดยเน้นความต่อเนื่องของพื้นที่แต่ละโซน ทั้งห้องนอน มุมนั่งเล่น ห้องน้ำ ไปจนถึงพื้นที่ Outdoor บริเวณสระส่วนตัวด้านนอก ภายในห้องนั้นตกแต่งด้วยโทนสีขรึมคลาสสิคอย่างสีขาว-ดำ-น้ำตาล เมื่อเข้าห้องซ้ายมือจะเป็น Dressing กับ Minibar มี Mini Island Bench อยู่ด้านหน้า ซึ่งตอบโจทย์ทั้งเรื่องประโยชน์ใช้สอย และความสวยงาม ข้างใต้มีตระกร้าผ้าที่ใส่แล้วเพื่อส่งซักรีดได้ฟรี เพราะรวมอยู่ในข้อเสนอพิเศษของเราด้วยเช่นกัน ขอบอกว่าบริการเนี้ยบมากเลยครับ ต่อมาเป็นโซนโซฟานั่งเล่นที่มีที่นั่งรองรับได้ถึง 4 คน พร้อมผลไม้และหนังสือประวัติคร่าวๆของรีสอร์ทและนครวัด-นครธมที่เราสามารถนั่งอ่านและนำกลับเป็นที่ระลึกได้ เราชอบฝาผนังห้องที่ประดับด้วยภาพลายนูนต่ำสีขาวที่ได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปะขอม ดูเรียบง่ายทันสมัยและสะท้อนความเคารพต่อสถานที่ตามวิถีของ Aman ได้เป็นอย่างดี บริเวณหัวเตียงนั้นทำ 2 หน้าที่ไปพร้อมๆกัน นอกจากจะเป็นหัวเตียงแล้ว ยังเป็นโต๊ะยาวสำหรับนั่งทำงาน พร้อมเครื่องเขียนให้ด้วย นอกจากนี้ด้านหลังหัวเตียงยังเป็นประตูเลื่อนไม้ตีเกล็ดที่เอาไว้เปิด-ปิดได้ตามใจชอบ ซึ่งเราคิดว่าเป็นการออกแบบที่ชาญฉลาดและลงตัวมากเลยครับ มาต่อกันที่โซนห้องน้ำกันครับ ตรงนี้เป็นพื้นที่ต่างระดับที่ต้องเดินบันไดลงมา 1 ขั้น จุดศูนย์กลางของห้องน้ำก็คืออ่างอาบน้ำขนาดแช่ 1 คน และมีอ่างล้างหน้า 2 ฝั่งขนาบด้านซ้ายและขวา โดยมีชุดเทียน ธูปหอมให้จุดสร้างบรรยากาศกันด้วย รวมไปถึง Amenities ต่างๆ ตั้งแต่สบู่ล้างมือ ยาฉีดกันยุง เจลแอลกอฮอล โลชั่นบำรุงผิว และสำลี-คอตต้อนบัด ในโซนนี้ทางฝั่งซ้ายจะเป็นโซนห้องอาบน้ำแบบฝักบัวและชักโครก เราปลื้มกับการจัดพื้นที่ใช้สอยที่เป็นสัดส่วนดีมากๆ โดยเฉพาะห้อง Shower นั้นมีผนังเป็นกระจกใส ที่สามารถดูวิวสระว่ายน้ำส่วนตัวด้านนอกไปได้ด้วย ไฮไลท์แน่นอนว่าอยู่ด้านนอกครับ เป็นพื้นที่ Private Pool ดาวเด่นก็คือสระน้ำที่ปูด้วยกระเบื้องสีดำเป็นเอกลักษณ์ พร้อมกับผนังที่ประดับไปด้วยภาพนูนต่ำที่เราตกหลุมรัก ขนาดของสระ 25 ตารางเมตรกำลังดีครับ เอาไว้แช่เล่นเพลินๆ ว่ายได้นิดน่อย จะถ่ายรูปก็ดูสวยขลังไม่เหมือนใครเลยครับ Late Lunch at The Dining Room ท้องเริ่มหิวกันแล้ว เราไปที่ห้องอาหารของรีสอร์ทกันดีกว่าครับ พอมาถึง The Dining Room สิ่งที่อิ่มก่อนท้องของเราก็คือสายตาครับ ต้องบอกว่าห้องอาหารทรงกลมนี้สวยมากๆ แสงธรรมชาติที่ลอดผ่านหน้าต่างกระจกบานสูงรอบอาคารสลับกับเสาหินนั้นทำให้พื้นที่ดูสว่างปรอดโปร่ง ให้ความรู้สึกโอ่อ่าภูมิฐานและอบอุ่นไปพร้อมๆกัน สำหรับเมนูของที่นี่นั้นจะมี 3 ส่วน คือส่วนที่เป็น All-Day Dining ก็จะเป็นอาหาร Comfort Food ทั้งแบบกัมพูชาและแบบสากลที่อร่อยง่ายๆเสิร์ฟตลอดวัน ถัดมาจะเป็นเมนูอาหารเช้าที่เสิร์ฟช่วงเช้าเท่านั้น และส่วนสุดท้ายคือดินเนอร์ที่จะเปลี่ยนเมนูทุกวัน โดยในแต่ละมื้อนั้นจะมีตัวเลือกให้ทั้งอาหารกัมพูชาและอาหารตะวันตก อ้อ! เค้ามีบริการ Afternoon Tea ด้วย ซึ่งจะมีทั้ง Bakery แบบตะวันตกและขนมกัมพูชาที่ใช้วัตถุดิบคล้ายๆบ้านเรา แต่การปรุงและรสชาติอร่อยต่างไปนะครับ เรามาใช้บริการที่นี่แทบทุกมื้อเลยครับ รสชาติดีไม่มีผิดหวัง โดยเฉพาะมื้อเย็นที่เราจะตั้งตารอว่าวันนี้จะมีอะไรให้เราเลือกลองชิมบ้าง แถมยังมีความพิเศษตรงที่ทุกๆคืนจะมีนักดนตรีมาบรรเลงเพลงแบบเขมรดั้งเดิม โดยจะมีการสลับสับเปลี่ยนเครื่องดนตรีชิ้นเดี่ยวให้ต่างไปในแต่ละคืน ทั้งมินิมอลและไพเราะมาก คลอไปกับบรรยากาศที่สวยงามเพื่อเพิ่มความสุนทรีย์ในระหว่างที่เราละเลียดความอร่อย สำหรับเราแล้ว เรา Enjoy เมนูซุปร้อนๆในมื้อค่ำมากๆครับ โดยเฉพาะในวันที่ออกไปเที่ยวชมเมืองและโบราณสถานมาหนักๆ ซุปทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้ดีสุดๆเลย เป็น Trick ที่อยากแนะนำดูครับผม เรามาบ่อยจนเริ่มสนิทกับพนักงาน (Amansanti) ข้อมูลที่เราเอามาเล่าต่อให้เพื่อนๆฟังก็มักจะได้มาจากการพูดคุยกับพนักงานที่นี่แหละครับ น่าประหลาดใจที่พนักงานทุกคนรู้เรื่องราวของรีสอร์ทอย่างละเอียด แม่นไปจนถึงปีไหนเกิดอะไรขึ้นบ้าง Walking around the property ได้เวลาเดินสำรวจและทำความรู้จักอมันสราแล้วครับ เนื้อที่โรงแรมไม่ใหญ่มาก ทำให้เรารู้สึกว่าที่นี่เป็นเหมือนบ้าน ฟีลโฮมมี่มากๆ แอบกระซิบว่าเค้ากำลังจะขยายพื้นที่ เพิ่มเติมห้อง Pool Villa ด้วยนะครับ The Pools & Fitness นอกจากสระน้ำส่วนตัวในห้องแล้ว หากเราอยากเสพบรรยากาศสระว่ายน้ำใหญ่ Amansara ยังมีสระไว้ให้บริการอีก 2 สระ สระแรกก็คือ Main Pool ที่ยาวถึง 27 เมตรเหมาะสำหรับเล่นน้ำทั่วๆไป หรือจะนอนอาบแดด จิบค็อกเทล สั่งอาหารมากินริมสระก็ได้เช่นกัน สระหลักนี้อยู่โซนดั้งเดิมและปรากฏอยู่ในภาพโปรโมทรีสอร์ทบ่อยๆ ฉะนั้นหากเราลงเล่นน้ำและถ่ายรูปที่สระนี้ คนที่รู้จัก Amansara ก็จะอ๋อแกมอิจฉาทันทีเลยครับ แต่หากเพื่อนๆอยากออกกำลังจริงจัง ด้านหลังของโซนต่อขยายจะมีอีกสระซึ่งเป็น Lap Pool ที่ยาวถึง 25 เมตร โบนัสของสระนี้ก็คือความ Private ที่มากกว่า เพราะซ่อนอยู่ด้านในสุดของรีสอร์ท และมีฟิตเนสขนาดย่อมแต่อุปกรณ์ครบครัน ที่สำคัญคือโปร่งสบายด้วยกระจกสูงตั้งแต่พื้นจรดเพดานอยู่ในบริเวณเดียวกันกับ Lap Pool ด้วยครับ ฉะนั้นสาย Active สบายใจได้เลยครับ หากอยากจะเข้าคลาสพิเศษอื่นๆ ไม่ว่าจะฟลายอิ้งโยคะ หรือเรียนรำอัปสราก็สามารถสอบถามทางรีสอร์ทได้เช่นกัน เพราะที่นี่นั้นมีห้อง Movement Studio เอาไว้รองรับคลาสพิเศษโดยเฉพาะเลย ซึ่งบรรยากาศดีมากเลยครับ เพราะอยู่ในส่วนเดียวกันกับสปาจึงสวยสงบและร่มรื่นสุดๆครับ Amansara Spa สปาที่ Amansara นั้นงดงามมีมนตร์จริงๆครับ ทันทีที่ก้าวเท้ามาก็รู้สึกได้ถึงความสงบปราศจากการรบกวนใดๆ แม้จะมีห้อง Treatment เพียง 4 ห้อง แต่ทุกห้องก็มีห้องอาบน้ำ ห้องอบไอน้ำส่วนตัว รวมไปถึงห้องให้นั่งพักผ่อนหลังจบ Treatment ด้วย อีกสิ่งที่เราชอบมากๆในงานตกแต่งก็คือภาพสลักนูนต่ำบนหินทรายที่ยาวกว่า 43 เมตรตลอดแนวกำแพงสปา ซึ่งทั้งงดงาม มีเอกลักษณ์ และสะท้อนถึงศิลปะขอมและความเป็น Aman ได้อย่างลงตัว วันนี้เราเลือกลองกันคนละทรีตเมนต์ครับ คุณเค้กเลือก Full Body Oil Massage (Massa Preng) ด้วยเทคนิครีดกล้ามเนื้อแบบกัมพูชา ส่วนคุณเฟิร์สเลือก Temple Walk ซึ่งเป็นทรีตเม้นต์ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่เหนื่อยล้าหลังจากออกไปเดินสำรวจโบราณสถานในเขต Angkor โดยเฉพาะ ซึ่งจะเริ่มด้วยการขัดเท้าแล้วบำรุงด้วยโลชั่นฤทธิ์เย็นของ Aman จากนั้นจึงนวดด้วยน้ำมันทั้งที่เท้า ขา และคอ บ่า ไหล่ เอาเข้าจริงๆเราก็จำอะไรไม่ได้มากเพราะเคลิ้มหลับไปด้วยความสบายซะเป็นส่วนใหญ่ เสร็จทรีตเม้นต์กันแล้ว ก่อนออกจากสปา อย่าลืมแวะดูสินค้าแบรนด์ Aman ด้วยนะครับ น่าสนใจหลายชิ้นเลย Library & Boutique ไม่รู้ว่ามีใครเป็นเหมือนเรามั้ยนะครับ เวลามาพักรีสอร์ทดีๆ เราชอบเข้าไปนั่งทำงาน-อ่านหนังสือในห้องสมุด เพราะเรารู้สึกว่าเป็นอีกจุดที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจที่คนมักมองข้าม และห้องสมุดของ Amansara นั้นก็สวยสมเกียรติสถานที่ครับ หนังสือที่นี่เน้นเรื่องประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม งานออกแบบ และรีสอร์ทต่างๆของ Aman และอยากจะบอกว่าตรงนี้เป็นที่หลบร้อนระหว่างวันที่ดีมากๆเลยครับ การบริการก็เป็นเลิศอีกเช่นเคยครับ ทันทีที่เราเข้าใช้ห้อง พนักงานก็เข้ามาถามว่าอยากรับเครื่องดื่มอะไรระหว่างนั่งทำงานมั้ย เรียกว่ารู้ใจในทุกโมเม้นต์เลยครับ นอกจากห้องสมุดแล้ว ใกล้ๆกันก็จะมีห้อง Boutique ที่รวบรวมเอางานฝีมือของชาวกัมพูชาที่ทาง Amansara คัดสรรมาแล้วมาวางขายสำหรับแขกที่สนใจด้วย ยังไงก็อย่าลืมแวะเข้าไปชมกันนะครับ Biking Around Siem Reap แค่เพียงใช้เวลาในรีสอร์ทก็คุ้มค่ามากแล้วครับ แต่ที่นี่ยังมีกิจกรรมอีกมากให้เลือกทำครับ เริ่มต้นเบาๆด้วยการปั่นจักรยานชมเมืองเสียมเรียบ จะไปซื้อกาแฟ กินอาหาร หรือช็อปปิ้งก็เพลินมาก ในเสียมเรียบนั้นมีร้านเก๋ๆซ่อนตัวอยู่ค่อนข้างเยอะกว่าที่เราคิดไว้แต่ต้องรู้จักและหาข้อมูลไปล่วงหน้านิดนึงนะครับ ส่วนตัวเมืองนั้นร่มรื่นและถนนกว้างดีมาก แต่หากใครขี้เกียจปั่นจักรยานก็สามารถให้ทางรีสอร์ทขี่รถลากพ่วง (Remork) ไปส่งได้ทั่วโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเลยครับ เพราะรวมอยู่ในค่าห้องพักแล้ว แต่แน่นอนว่าเสียมเรียบมีอะไรให้สำรวจอีกเยอะมาก และเพื่อนๆก็สามารถเลือกซื้อแพ็คเก็จต่างๆเพิ่มเติมกับทาง Amansara ได้ตามความสนใจเลยนะครับ Breakfast at Dining Room เมื่อคืนเราหลับกันสบายมาก ตื่นมาดูเวลาอีกทีได้เวลาอาหารเช้าแล้วครับ มื้อเช้าที่นี่หลากหลายมากๆ ครับ มีทั้งอาหารสไตล์ฝรั่ง ขนมอบ ครัวซองต์ รวมไปถึงอาหารสไตล์กัมพูชาด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นแบบอาลาการ์ทที่สั่งได้ไม่อั้น แต่อย่าลืมทานให้หมดนะ บอกเลยว่าอาหารที่นี่ถูกปากเรามากๆ Angkor Wat วัตถุประสงค์ของการมาเยือนเสียมเรียบของคนส่วนใหญ่ก็คือมาชมนครวัดนี่แหละครับ ถึงขนาดมีคำกล่าวโดย Arnold Toynbee นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษว่า “See Angkor Wat and die.” เพราะที่นี่เป็นศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งกินอาณาเขตกว่า 1,000 ไร่ และเป็นสิ่งก่อสร้างแห่งอารยธรรมเขมรหรือขแมร์ (Khmer) ที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดด้วย โดยสร้างขึ้นตั้งแต่ต้นคริสตศตวรรษที่ 12 โดยพระเจ้าสุรยวรมันที่ 2 เพื่อให้เป็นพระราชสุสานของพระองค์เอง จนถึงปัจจุบันรวมอายุได้กว่า 900 ปีแล้ว ถือว่าอายุไม่มากเมื่อเทียบกับอีกหลายๆโบราณสถานในเขมรนะครับ ในปี 1854 มีบาทหลวงชาวฝรั่งเศสชื่อ คุณพ่อ Charles-Emile Bouillevaux ได้เขียนบันทึกไว้หลายฉบับเอาไว้ว่าเขาได้มาพบนครวัด ซึ่งบทความเหล่านั้นบังเอิญได้มาผ่านสายตาของ Henri Mouhot นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ทำให้เขาดั้นด้นหาสปอนเซอร์เพื่อเดินทางมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยอ้างว่ามาศึกษาพันธุ์ไม้และแมลง จนในที่สุดเขาก็ได้พบนครวัดจริงๆในเดือนมกราคม ค.ศ. 1860 (162 ปีที่แล้ว) และนครวัดจึงเป็นที่รู้จักในระดับโลกนับแต่นั้นมา ยิ่งถ้าเป็นจริงตามที่ไกด์เล่าว่าคุณ Henri นั้นได้เข้าป่าตามผีเสื้อมาจนพบนครวัดก็ยิ่งเข้าพล็อต Hollywood มากๆเลยครับ ฮ่าๆๆ ทางเข้านครวัดแบบ Exclusive เฉพาะแขกของ AMANSARA เท่านั้น นอกจากจะเอาไว้เก็บพระบรมศพแล้ว เริ่มแรกนครวัดยังเป็นวัดในศาสนาฮินดูเพื่อบวงสรวงบูชาพระวิษณุโดยเฉพาะ ซึ่งต่างจากวัดฮินดูส่วนใหญ่ที่มักจะสร้างขึ้นเพื่อสักการะพระศิวะ โดดเด่นด้วยศิลปะภาพสลักนูนต่ำบนหินรอบอาคาร โดยเล่าเป็นเรื่องราวความเชื่อและวิถีชีวิตของผู้คนในยุคโบราณ ซึ่งมีชาวละโว้ (ลพบุรี) เป็นส่วนหนึ่งในนั้นด้วยนะครับ แต่ต่อมาไม่นานเมื่อศาสนาพุทธได้เข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้มากขึ้น จึงมีการปรับเปลี่ยนให้เป็นวัดพุทธ ทำให้ในปัจจุบันเราจึงสามาถเห็นได้ทั้งความเป็นพุทธและฮินดูที่นครวัด แต่ถ้าจะให้พูดแบบข้ามมุมมองทางประวัติศาสตร์ใดๆไปเลย ก็ต้องบอกว่านครวัดสวยและขลังมากครับ และขอย้ำอีกทีว่าช่วงนี้เป็นนาทีทองที่ควรจะมาเที่ยวเพราะนักท่องเที่ยวยังบางตา (เพิ่งเริ่มกลับมาแค่ 5% เท่านั้น) ทำให้ถ่ายรูปสวยๆได้ง่ายมาก และถ้าหากซื้อแพ็คเก็จนำชมนครวัดกับทาง Amansara เราก็จะได้สิทธิทางเข้าด้านหลังที่พิเศษเฉพาะแขกรีสอร์ทโดยเฉพาะ ซึ่งจะยิ่งดีงามขึ้นไปอีกหากเราเลือกมาตอนเช้าตรู่จะได้มาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัดเลย และยังมีไกด์มืออาชีพความรู้แน่นที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่องปร๋อ (บางคนก็ได้ภาษาไทยนิดหน่อย) รวมทั้งรถรับส่งที่พกเอาน้ำดื่มเย็นๆและผ้าเย็นไปไว้คอยบริการเราด้วย ถ้าสนใจยังไงลองสอบถามทางรีสอร์ทถึงรายละเอียดต่างๆดูอีกครั้งนะครับ Angkor Thom - Bayon นครธมคืออัครนครอันแห่งสุดท้ายของอาณาจักรเขมร เชื่อกันว่าเคยมีประชากรนับล้านคนอาศัยอยู่ในเมืองหลวงอันรุ่งโรจน์ขนาด 9 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ แต่บ้านเมืองของผู้คนนั้นสร้างขึ้นด้วยไม้จึงผุพังมลายไปตามกาลเวลา เหลือไว้แต่เพียงโครงสร้างหินที่ตรงประตูเมืองทั้ง 4 ทิศ (แต่ละทิศใช้เดินทางเข้า-ออกด้วยวัตถุประสงค์ต่างกัน) และปราสาทบายนใจกลางเมืองที่ดูขลังราวกับมีชีวิต ในปัจจุบันเราน่าจะคุ้นเคยกับใบหน้าเปื้อนยิ้มแบบบายนบนยอดปราสาทกันได้ดี ใบหน้าเหล่านี้ว่ากันว่าเป็นใบหน้าของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้สร้างนครธรมซึ่งสถาปนาตนเป็นสมมติเทพ ทำให้มีการอ้างอิงว่าใบหน้าเหล่านี้เป็นใบหน้าเดียวกันกับใบหน้าพระพุทธเจ้าด้วย Bayon ไม่ถึง 100 ปีหลังจากที่นครวัดสร้างเสร็จ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้กอบกู้อาณาจักรเขมรคืนจากอาณาจักรจามปาได้สำเร็จ ก็ได้สร้างปราสาทบายนขึ้นตามพุทธคติ และได้สร้างแนวกำแพงเมืองนครธมล้อมรอบโดยอยู่ห่างจากนครวัดไปทางเหนือเพียง 1.5 กม. แต่ต่อมาศาสนาฮินดูได้กลับมาเป็นศาสนาหลักในเขมรอีกครั้ง จึงมีการทำลายองค์ประกอบแบบพุทธลงแล้วใส่ความเชื่อฮินดูเข้าไปแทน ปราสาทบายนจึงมีความผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธและฮินดูเข้าไว้ด้วยกันเช่นเดียวกับนครวัด เพียงแต่สลับยุคสมัยกัน หากเพื่อนๆต้องการมาเที่ยวนครธมด้วย เราแนะนำให้วางแผนล่วงหน้านิดนึงครับ เพราะตั๋วการเข้าชมเขต Angkor นั้นมีหลายแบบ ใช้เข้าชมสถานที่ต่างๆได้มากน้อยต่างกัน หรือจะสอบถามเพิ่มเติมกับทาง Amansara ก็สะดวกดีครับ Ta prohm วัดตาพรหม หรือชื่อทางการว่าราชวิหาร เป็นวัดที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้ก่อตั้งนครธม ได้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับพระราชมารดา (และสร้างวัดพระขรรค์ซึ่งเราไม่ได้ไปในทริปนี้ เพื่ออุทิศให้กับพระราชบิดา) ไกด์บอกว่าที่คนเรียกว่าวัดตาพรหมก็เพราะไปเข้าใจว่าใบหน้า 4 ทิศตรงยอดประตูของวัดเป็นใบหน้าของพระพรหม ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดมานานนั่นเอง แต่ในวันนี้ สิ่งที่ผู้คนจดจำวัดตาพรหมได้ก็คือรากต้นสำโรง (หรือต้นสะปง) ขนาดใหญ่ที่ขึ้นปกคลุมหลังคาวัดหินโบราณ ทำให้ดูขลังอย่างมาก มีเสน่ห์ถึงขนาดเป็นหนึ่งในฉากหลักของภาพยนตร์ Hollywood เรื่อง Lara Croft: Tomb Raider ที่นำแสดงโดย Angelina Jolie เลยทีเดียว ซึ่งก็ยิ่งทำให้ภาพของวัดตาพรหมเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นไปอีก เราแอบไปค้นหาดูว่าหนังเรื่องนี้ออกฉายเมื่อไหร่ เพราะสำหรับเราแล้วก็รู้สึกเหมือนไม่นานมานี้เอง แล้วก็ต้องตกใจว่าออกฉายตั้งแต่ปี 2001 ก่อนที่ Amansara จะเปิดตัวเสียอีก ฮ่าๆๆๆ สำหรับเราแล้ว วัดตาพรหมกลับกลายเป็นโบราณสถานที่เราชอบที่สุดในทริปนี้เลย ไม่แน่ใจว่าเพราะอากาศเป็นใจและโล่งสบายแทบไม่มีนักท่องเที่ยวเลยหรือเปล่า หรืออาจจะเป็นเพราะขนาดของอาคารที่ยังมีความเป็น Human Scale ไม่ได้แกรนด์เท่ากับอีก 2 ที่ที่ไปมา ผสมกับความดิบของต้นไม้ที่ขึ้นไต่ตามสิ่งปลูกสร้างแบบธรรมชาติ แต่การเดินเล่นสำรวจวัดตาพรหมคราวนี้นั้นเพลิดเพลินมากๆครับ ใครที่ได้ไปวัดตาพรหมนอกจากจะมุมถ่ายรูปกับรากไม้ซึ่งมีหลายจุดแล้ว เราขอแนะนำอีก 3 จุดที่คนอาจจะมองข้ามครับ นั่นก็คือโถงปลดปล่อยความโศกเศร้า (อันนี้เราตั้งชื่อให้เองเพราะไม่รู้ว่าเค้าเรียกว่าอะไร ฮ่าๆ) เป็นพื้นที่ด้านในพระปรางค์ที่เราสามารถยืนพิงผนังอธิษฐานและทุบไปที่อกของเราจนเกิดเสียงก้อง เพื่อปลดปล่อยความทุกข์ในใจของเราได้ จุดที่สองก็คือก้อนหินหน้ายิ้มอันนี้บอกยากว่าอยู่ตรงไหน เพราะเราก็บังเอิญเจอเช่นกันแต่น้องน่ารักมากเลยครับ และจุดสุดท้ายก็คือภาพสลักบนหินรูปไดโนเสาร์ที่จนถึงทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ยังงงๆว่ามาโผล่ที่วัดแห่งนี้ได้ยังไง หรืออาจจะเป็นแค่เป็นผลงานของคนมือบอนก็ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ นอกจาก 3 โบราณสถานที่ยอดฮิตเราพาไปสำรวจแล้ว เสียมเรียบและบริเวณใกล้เคียงก็ยังมีวัดและปราสาทหินที่เก่าแก่ยิ่งกว่านี้อีกเยอะมากครับ บ้างก็อยู่บนยอดเขา บ้างก็อยู่กลางน้ำ บ้างก็แฝงตัวอยู่กับบ้านเรือนผู้คน หากเพื่อนๆสนใจในประวัติศาสตร์เขมรก็มีที่ให้สำรวจอีกไม่รู้จบเลยล่ะครับ Aman Khmer Village House เที่ยวที่โบราณๆกันมาเยอะแล้ว เรามาดูชีวิตผู้คนที่ใกล้ตัวเข้ามากันบ้าง หมู่บ้านเขมรดั้งเดิมนั้นยังพอมีให้เราได้เห็นกัน แต่ก็ค่อยๆถูกสังคมแบบใหม่กลืนไปทีละน้อย และ Amansara ก็ได้พยายามช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของชาวบ้านในวันวานเอาไว้ด้วยการเข้าไปดูแลจัดการบ้านไม้ทรงเขมรแท้ๆพร้อมกับช่วยฝึกอบรมชาวบ้านในละแวกนั้นให้มาช่วยดูแลบ้านหลังนี้ และสาธิตวิถีชีวิตจริงๆของพวกเขาให้เราดู เช่นตอนที่เราไปนั้นก็มีการสาธิตการทำเส้นขนมจีนแบบเขมรและให้เราได้มีส่วนร่วมทำได้ด้วย ถ้าพอใจกับผลงาน จะให้ทีมของ Amansara เอาเส้นไปปรุงต่อกลายเป็นอาหารเขมรฝีมือเราเองก็ได้เช่นกัน ในเคสของเรานั้นเราก็ได้รับประทานขนมจีนเขมรเป็นอาหารเช้าที่นั่นด้วย เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์น่ารักๆที่น่าจดจำมากครับ หากเพื่อนๆสนใจจองมื้ออาหารที่บ้านทรงเขมร หรือต้องการเอ็นจอยกับวิถีชีวิตชาวบ้านแบบ Authentic ก็สอบถามกับทางรีสอร์ทได้เลยนะครับ A Vintage Jeep Ride To Siem Reap’s Outskirt & Water Blessing Ritual อีกกิจกรรมที่สนุกมากก็คือการนั่งรถ Jeep วินเทจไปชานเมืองเสียมเรียบครับ เพราะเสียมเรียบไม่ได้มีแค่โบราณสถาน แต่ยังมีชนบทที่สวยงาม และวิถีชีวิตชาวบ้านจริงๆที่ต่างจากภาพในนิตยสาร ทริปชานเมืองของเราในวันนี้นั้น เราได้นั่งรถจี๊บบนถนนลูกรังผ่านหมู่บ้านที่ไม่ได้อยู่ในเขตท่องเที่ยว การเกษตรและปศุสัตว์ของชาวบ้านตลอดเส้นทาง และปลายทางของเราก็คือวัดพุทธที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมือง ซึ่งเราจะมาเข้าพิธีรับพรพระสงฆ์กัมพูชาด้วยการอาบน้ำมนต์กันครับ สิ่งที่เราชอบเกี่ยวกับการบริหารจัดการของ Aman ก็คือการพยายามรักษาจิตวิญญาณดั้งเดิมของแต่ละสถานที่เอาไว้ ที่นี่ก็เช่นกันครับ ทีมงานของรีสอร์ทได้อำนวยความสะดวกจัดห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เราโดยเฉพาะ โดยยังรักษาความกลมกลืนกับวัดแห่งนี้เอาไว้ได้อย่างแนบเนียน เมื่อเปลี่ยนชุดเป็นโสร่งเสร็จ ก็ได้เวลาไปนั่งที่แคร่ และพระกัมพูชาก็จะมาสวดมนต์และอาบน้ำมนต์ให้เราประมาณ 3-5 นาที (น้ำค่อนข้างเย็นนะครับ) สดชื่นและอิ่มบุญแล้ว เราก็ไปเปลี่ยนชุดกลับ ซึ่งทุกขั้นตอนสมูธมากๆครับ หลังจากนั้นเราก็จะไปทำพิธีต่ออีกเล็กน้อยที่อุโบสถ หากอยากบริจาคช่วยเหลือวัดก็สามารถทำได้ที่นี่เลยครับ ซึ่งเราก็ทำบุญไปเช่นกัน ขากลับโชคดีที่อากาศเป็นใจ คนขับจึงแวะ Snack Break ข้างๆทุ่งนาเขียวขจี ทางรีสอร์ทได้จัดเอาขนมและเครื่องดื่มเตรียมไว้ให้เรามาปิกนิกกันเล็กๆพร้อมมีผ้าเย็นกลิ่นตะไคร้ให้เราด้วย การแวะสั้นๆนี้เป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ Thoughtful และเซอร์ไพร้ซ์เรามาก ต้องขอชมเชยว่า Amansara ใส่ใจรายละเอียดสุดๆเลยครับ Tonle Sap Cruise เพื่อนๆรู้มั้ยครับว่าที่กัมพูชานั้นมีทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ด้วย ซึ่งก็คือโตนเลสาบนั่นเอง ใหญ่ขนาดไหนน่ะเหรอครับ ก็ 2,700 ตร.กม. หรือแค่ประมาณ 12 เท่าของบึงบอระเพ็ดทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในไทยเท่านั้นเอง และ Amansara ก็มีเรือเฉพาะของรีสอร์ทที่ชื่อ Amanbala ที่จะพาเราล่องไปอย่างไพรเวทเพื่อชมวิถีชีวิตชาวบ้านริมน้ำ เสพวิวที่กว้างสุดลูกหูลูกตาและรับสายลมเย็นๆจากแหล่งน้ำขนาดมหึมาและธรรมชาติรอบๆ ต้องบอกว่าชิลล์เกินคาดไปมาก หากเพื่อนๆมาตอนเย็นและโชคดีฟ้าเปิดก็จะได้เห็นวิวตะวันตกดินที่งดงามมาก นอกจากนี้บนเรือยังมีอาหารว่างเสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่มด้วยครับ หรือหากเพื่อนอยากจัดเต็ เป็น Private Dinner Cruise ก็สอบถามกับทาง Amansara ได้เลยครับ ปิดท้ายวันด้วยมื้อค่ำ ณ ห้องอาหาร Dining Room หลังจากไปทำกิจกรรมต่างๆนอกรีสอร์ท เราก็กลับมาทานมื้อค่ำกันที่นี่อีกครั้ง ซึ่งเป็นมื้อสุดท้ายก่อนจะกลับพรุ่งนี้ รอบนี้เราลองอาหารทั้งสไตล์ฝรั่ง และ กัมพูชาเลยครับ แถมวันนี้ยังได้นั่งฟังเสียงดนตรีบรรเลงจากขิม โดยคนกัมพูชาด้วยครับ Turn Down ได้เวลากลับห้องพักผ่อนกันแล้วครับ ค่ำคืนนี้ห้องของเราได้รับการ Turn Down พร้อมนอน ทีม Housekeeping เซอร์ไพร้ส์เราด้วยการวางพวกมาลัยมะลิ กลิ่นหอมๆ ไว้บนเตียงในคืนแรก ส่วนคืนที่สองก็นำพริกไทยกัมปอตซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของที่นี่ คืนที่สามจัดเต็มที่สุดคือเป็นภาพถ่ายปราสาทตาพรหม พร้อมข้อความน่ารักๆ และยังมีการจัดเตรียม Bath tab ลอยดอกบัวสีชมพู ให้เราพร้อมลงไปแช่ตัวอีกด้วย ขอบคุณมากๆเลยครับ Wrapping Up Our Trip ไม่ต้องบอกก็คงจะเดาได้ว่าเราประทับใจกับ Amansara มากแค่ไหนนะครับ หลายปีมาแล้วสมัยที่เรายังวัยรุ่น เราเคยมาเสียมเรียบเพื่อเที่ยวนครวัดแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนั้นประสบการณ์แตกต่างจากครั้งนี้แบบพลิกแผ่นดินเลย และตัวแปรสำคัญก็คือ Amansara นั่นเองครับ รีสอร์ทระดับ Ultra-Exclusive แห่งนี้นั้นมีบริการที่สามารถยกระดับการเดินทางของเราให้เป็น Once-In-A-Lifetime Experiece ได้แบบเหนือความคาดหมาย เรารู้สึกเป็นคนสำคัญดุจแขกบ้านแขกเมืองในวันวานที่ได้รับการดูแลแบบยอดเยี่ยมที่สุดในทุกๆวันที่เราอยู่ที่นี่ และมันไม่ใช่แค่ความหรูหราหรือสิทธิพิเศษต่างๆที่ทาง Amansara มอบให้เท่านั้น แต่เรารู้สึกได้ถึงความผูกพันที่ลึกซึ้งถึงจิตใจ ยิ่งซีนที่เราเช็คเอ้าท์ และรถ Vintage Mercedez คันงามค่อยๆพาเราออกจากรีสอร์ท แล้วพนักงานทุกคนมายืนเข้าแถวโบกมือบอกลานั้น สารภาพตามตรงว่าจู่ๆก็น้ำตารื้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวเลยครับ แถมตอนพาเรามาส่งที่สนามบิน ยังแอบเห็น Tag กระเป๋าเดินทางดีไซน์พิเศษเฉพาะ AMANSARA ให้เราทั้งสองคนด้วย ไม่รู้ว่าแอบติดตอนไหนนะ บอกแล้วครับ ประสบการณ์ที่นี่ดีมากจริงๆ แล้วเราจะกลับมาอีกแน่นอนครับ :) Amansara: Closer to home ยลนครวัดแบบ Ultra-Exclusive กับข้อเสนอสุดพิเศษที่ hoparound.co เท่านั้น #HoparoundDeals ครั้งแรกกับห้องพักเรทพิเศษสำหรับคนไทยเริ่มต้นคืนละ 𝗨𝗦𝗗 𝟲𝟬𝟬++ เพียงแจ้งโค้ด '𝗛𝗼𝗽 𝗔𝗿𝗼𝘂𝗻𝗱' สิทธิประโยชน์: 1. ห้องพักเรทพิเศษเริ่มต้นที่ USD 600++/คืน 2. อาหารเช้า ณ The Dining Room 3. อัปเกรดห้องพักฟรีเป็นห้องพักลำดับถัดไป (ขึ้นอยู่กับห้องว่างในแต่ละวัน) 4. การเช็คอิน-เช็คเอ้าท์ที่ยืดหยุ่น (ขึ้นอยู่กับห้องว่างในแต่ละวัน) 5. ชุดน้ำชายามบ่ายพร้อมผลไม้สดทุกวันตลอดการเข้าพัก 6. บริการรถจักรยาน, ตุ๊ก ตุ๊ก และรถรับส่งภายในตัวเมืองเสียมเรียบ 7. บริการซักรีด (ไม่รวมซักแห้ง) 8. บริการจัดทัวร์เข้าชมนครวัดและโบราณสถานอื่นๆ (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) 9. พิเศษสำหรับผู้ที่จองและเข้าพักภายในเดือนสิงหาคม-ตุลาคมนี้ เลือกรับฟรีนวดน้ำมัน 60 นาที สำหรับสองท่าน หรือ Afternoon Tea Set สำหรับสองท่าน สำรองห้องพัก: โทร (855) 63 760 333 อีเมล: amansarares@aman.com อย่าลืมแจ้งโค้ด '𝗛𝗼𝗽 𝗔𝗿𝗼𝘂𝗻𝗱' เมื่อสำรองห้องพัก จองและเข้าพักได้ถึง 31 มีนาคม 2025 โอกาสทองมาถึงแล้ว เราอยากให้เพื่อนๆได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดีงามอย่างที่เราได้ไปสัมผัสมา เพราะดาวเคราะห์ใบนี้เป็นของเรา มากระโดดโลดเที่ยวไปด้วยกันกับ hoparound.co นะครับ Amansara review รีวิวอมันสรา เสียมเรียบ กัมพูชา #LetsHoparound #Amansara #SiemReap #Cambodia #BestDeal #ExclusiveDeal #BestRate











