Search Results
133 results found with an empty search
- Copenn. กลิ่น. อารมณ์. ความหลงไหล.
Copenn. : Creative of perception engage with new narrative ที่หัวถนนซอยเจริญกรุง 82 ร้านเครื่องหอมแบรนด์ไทยใหม่ล่าสุดในนาม Copenn. ตั้งอยู่อย่างเงียบๆแต่มั่นคงในตัวตนที่ชัดเจน หากไม่ทราบมาก่อน มัดฟางสีน้ำตาลอ่อนที่แขวนอยู่หน้าร้านอาจจะชวนให้สงสัยว่านี่คือร้านอะไร และความลึกลับนี้เองที่เป็นเสน่ห์เย้ายวนให้เราเข้าไปค้นหาคำตอบ คำตอบนั้นพบได้ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าในโพรงจมูกนั้นเป็นที่ที่เดียวในร่างกายที่เซลล์ประสาทได้สัมผัสกับอากาศโดยตรง และอากาศที่ฟุ้งไปด้วยกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ในร้านก็พุ่งเข้าไปเตะซอกลึกของโพรงจมูกของเราอย่างจัง กลิ่น Burning Cabinet ซึ่งเป็นกลิ่น Signature ของร้านนั้นหอมจนเราต้องเอ่ยปากถาม Shopkeeper (ซึ่งก็คือ 1 ใน 4 หุ้นส่วนของร้าน) ว่านี่คือกลิ่นอะไร ความหอมแบบ Woody จากไม้กฤษณากับไม้ซีดาร์ เมื่อมาเจอกับกลิ่นยาสูบนั้นให้ความรู้สึกเข้มเซ็กซี่ ยิ่งเคล้าด้วยความเขียวของหญ้าแฝกและเพตติเกรนก็ช่วยเติมความเฟรชให้มี Layers ครบสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ภายในร้านเน้นโทนสีดำ/เทาเป็นพื้นหลังขับให้วัสดุธรรมชาติอย่างไม้ หิน โลหะ และมัดฟางโดดเด่น เป็นความงามที่ดิบเท่ และเชื้อเชิญเราเข้าสู่ดินแดนแห่งความเคลิบเคลิ้ม จริงๆแล้วพื้นที่ร้านก็ไม่ได้ใหญ่มาก แต่ทุกมุมช่างปลุกเร้าความเป็นนักสำรวจในตัวเราให้เข้าหยิบกลิ่นต่างๆขึ้นมาดมว่ากลิ่นไหนจะเป็นกลิ่นที่ “ใช่” ที่สุดที่เราจะพากลับบ้านไปด้วย เราพุ่งเข้าไปหาเทียนหอมเป็นอย่างแรก เพราะเป็นสิ่งที่เราใช้บ่อย มีหลายกลิ่นที่ทำให้เราลังเลซะด้วยสิ แต่ทางร้านแจ้งว่าเทียนเป็นแค่ตัวโชว์เท่านั้น ต้องรออีกแป๊บนึงจึงจะมีวางขาย เราจึงอกหักเล็กน้อย ก็เลยหันไปล่าขุมทรัพย์ที่มุมอื่นๆแทน ซึ่งมีทั้ง Room Diffuser, Hand Soap, Hand Cream, นำ้มันหอมระเหย, กำยาน และเตา Oil Burner (ซึ่งดีไซน์ได้สวยเท่น่าใช้มากๆ) การปรุงกลิ่นนั้นเป็นเรื่องละเมียดละไม และทาง Copenn. นั้นก็ทำได้ดีจนน่าทึ่ง Layers ของสารสกัดพืชพรรณกลิ่นต่างๆที่ซ้อนทับกันดึงให้เราเข้าสู่มิติพิศวง หลงเคลิ้มจนเลือกไม่ถูก ยิ่งเห็นรายละเอียด Packaging และการ Present สินค้าแล้ว ยิ่งทำให้เรารู้สึกได้ว่า ทั้งหมดนี้คงต้องผ่านกระบวนการคิดและสร้างสรรค์มาหลาย Layers ไม่แพ้การปรุงกลิ่นเลยทีเดียว ผลลัพธ์ก็คือความล่มละลายย่อยๆในกระเป๋าตังค์ของเรา 5555 แต่เราคิดว่ายังไงก็คุ้ม เพราะกลิ่นนั้นสามารถพาเราทะลุทั้ง Space และ Time ไปสู่ความรู้สึกในห้วงความทรงจำได้ดีกว่ายานพาหนะใดๆ หรืออย่างน้อยความหอมก็เพิ่ม Leverage คุณภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้ทันทีเพียงกดไฟแช็คแกร๊กเดียวเท่านั้น Copenn. : Creative of perception engage with new narrative Location: https://goo.gl/maps/2Q9mniWvP9jqDWnx6 24/1 ห้อง 2103 ซอย เจริญกรุง 82 เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร 10120 เวลาเปิด-ปิด : 11:00–19:00 น. ปิดวันจันทร์และอังคาร โทร : +66835996448 ที่จอดรถ : ที่จอดรถ copenn จอดได้บริเวณหลังร้าน ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.instagram.com/copenn.co/
- Lifestyle ใหม่ในกรุงเก่า
Lifestyle ใหม่ในกรุงเก่า วันวานอันรุ่งโรจน์ของอยุธยานั้นเป็นฉากหลังอันเลอค่าให้กับวิถีชีวิตของคนมาหลายยุคสมัย ที่จริงแล้วทั้งความเก่าและความใหม่ต่างก็ยังประโยชน์ซึ่งกันและกัน เป็น Win-Win Situation ที่ช่วยต่อชีวิตให้รากเหง้าอันเก่าแก่ได้แตกกิ่งก้านผลิดอกออกผลต่อไป และช่วยให้ชีวิตยุคใหม่ได้งอกงามอย่างน่าภูมิใจบนประวัติศาสตร์ที่รุ่มรวยสง่างาม ต้องยอมรับว่างานดีไซน์ร้านรวงใหม่ๆที่ทยอยเกิดขึ้นมาในอยุธยานั้น ยิ่งดูน่าสนใจมากขึ้นอีกหลายเท่าเมื่อถูก contrast ด้วยความขลังของโบราณสถานอันทรงคุณค่า วันนี้ hoparound.co อาสาพาเพื่อนๆไปแวะจิบกาแฟที่คาเฟ่ใหม่ 3 แห่งในเมืองหลวงเก่าของเรากัน แล้วก็อย่าเอะอะกันไปนะ เพราะที่อยุธยาอนุญาตให้นั่งทานที่ร้านได้ด้วยน้าาาา Tewa Cafe Ayutthaya คาเฟ่ใหม่ล่าสุด เพิ่งเปิดได้ไม่ถึงสัปดาห์ ดีไซน์มินิมอลแต่ปนความหวานเล็กน้อย อยู่ใกล้สถานีรถไฟอยุธยาและวัดพิชัยสงคราม ที่สำคัญมีวิวแม่น้ำป่าสักให้ดูเพลินๆบนชั้น 2 ด้วย มีเสิร์ฟทั้งขนม อาหารและเครื่องดื่ม โดยไม่ลืมที่จะสอดแทรกความเป็นไทยลงไปในสินค้าด้วย Basic Space Coffee ร้านกาแฟเงียบๆและเรียบง่าย ร้านเก่าที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้ว และเพิ่งปรับปรุงใหม่ได้ไม่นาน เราชอบการดีไซน์ร้านที่ดูไม่เอะอะ กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม ตัวสินค้าเน้นกาแฟและเครื่องดื่มอื่นๆเป็นหลัก เราแอบได้ยินลูกค้าประจำเข้ามาถามหาขนมด้วยแต่ทางร้านแจ้งว่าหมดแล้ว (น่าจะอร่อยนะเนี่ย) Summer Coffee Company ร้านกาแฟรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับแบรนดิ้งมาก โดดเด่นด้วยสีเหลืองสดใส พลังงานแห่งความเยาว์วัยเข้มข้นมาก ที่นี่เน้นกาแฟ และเครื่องดื่มครีเอทีฟหลายเมนู รวมไปถึงเมล็ดกาแฟที่คัดสรรมาอย่างดีและอุปกรณ์การชงที่บ้าน ส่วนเบเกอรี่ที่นี่ก็มีครัวซองต์รสชาติแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เช่น ไส้สาหร่าย หรือสังขยาใบเตย
- The origins of central since 1950 : เซ็นทรัล ดิ ออริจินัล สโตร์
ย้อนรอยสู่รากฐานเซ็นทรัลที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1950 ผ่านนิทรรศการ ‘The origins of central since 1950’ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ Central The Original store ตั้งอยู่บนถนนสายแรกของประเทศไทย ตึกสองคูหา 5 ชั้นอันโดดเด่นนี้ นับเป็นจุดบรรจบอย่างลงตัวของความเก่าและใหม่ ผสานความเป็นเซ็นทรัลในยุคบุคเบิกเข้ากับบริบทในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัวที่สุด สะท้อนความมุ่งมั่นของครอบครัวจิราธิวัฒน์ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวกรุง และคนในชุมชน พร้อมเชื่อมโยงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของย่านเจริญกรุงในช่วงกลางศตวรรษเข้ากับประบบการณ์ที่ร่วมสมัยเพื่อต้อนรับลูกค้าในทุกเจเนอเรชั่น ร้านค้าแห่งแรกของเซ็นทรัลนี้เป็นที่รู้จักในฐานะร้านจำหน่ายหนังสือนำเข้าและนิตยสารจากต่างประเทศ ซึ่งในยุคนั้นชาวกรุงเทพฯ และชาวต่างชาติมักจะมาที่นี่เพื่อซื้อสินค้านำเข้าหรือมองหาไอเดียและแรงบันดาลใจใหม่ๆจากต่างประเทศ เปรียบได้ว่าที่นี่คือประตูสู่โลกกว้างและแหล่งวัฒนธรรมนานาชาติสำหรับชาวไทยในย่านนั้นยังมีแจ๊สบาร์และร้านอาหารมากมาย ทำให้ถนนเจริญกรุงซึ่งเป็นถนนที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเป็นการเปิดตัวอย่างมันทางการของเซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ ถือเป็นการนำตำนานแห่งเซ็นทรัลจากยุค 1950 กลับมาอีกครั้งในรูปแบบที่ทันสมัย เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมแห่งใหม่ที่นำเสนอนิตยสารและหนังสือในบริบทของยุค สินค้าที่ระลึก นิทรรศการ ห้องสมุด ศูนย์บริการค้นคว้าข้อมูล พื้นที่จัดกิจกรรม ร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์ดนตรี เป้นสถานที่แฮงเอาท์สำหรับชาวกรุงยุคใหม่ อาคารขนาดเล็ก 5 ชั้น ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่โดยสถาปนิกแนวมินิมัลลิสต์ชาวเบลเยียม "Vincent Van Duysen" วินเซนต์ แวน ดอยเซน ถือเป็นดครงการแรกของเขาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประกอบไปด้วย ชั้น L1 ร้านค้า คาเฟ มิวสิคบาร์ และลานคอร์ทยาร์ด ภาพสะท้อนแห่งความเป็นเอกภาพ พื้นที่โถงที่ชั้นหนึ่งปลุกความรุ่งเรืองของย่านเจริญกรุงให้กลับมารุ่งโรจน์โดดเด่นอีกครั้ง ต้อนรับผู้มา เยือนด้วยคาเฟ พร้อมจัดแสดงสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือและผลิตภัณฑ์ที่สอดแทรกความสนุกสนาน ผ่านเรื่องราวตํานานของกลุ่มเซ็นทรัลและประวัติศาสตร์ของย่านนี้ พบกับสินค้าย้อนยุคที่มาพร้อมลวดลาย กราฟิกร่วมสมัย และไอเทมที่ใช้งานได้จริงในยุคใหม่ สอดแทรกไปด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยทางประวัติศาสตร์ ยุคหลังสงครามอยู่ทั่วพื้นที่ นอกจากนี้ ลานคอร์ทยาร์ดของอาคารยังเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน สะท้อนให้เห็น ขนบประเพณีของตึกแถว และเชื่อมโยงไปสู่บรรยากาศเคล้าเสียงดนตรีที่เหนือกาลเวลาที่ ศิวิไล ซาวนด์ คลับ SIWILAI Café ศิวิไล คาเฟ่ นําเสนอวัฒนธรรมกาแฟไทยที่มีการคัดสรรเมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกต่างๆ ใน ภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาให้เลือกตามแต่ละช่วง โดยมุ่งหวังให้เป็น สถานที่ที่นักชิมกาแฟสามารถเรียนรู้รสชาติของกาแฟจากแหล่งปลูกต่างๆ ในประเทศไทยและสัมผัสสุนทรียะ ของกาแฟผ่านรสชาติละเอียดซับซ้อนที่แตกต่างกันไป นอกจากกาแฟยังมีอาหารที่เน้นการใช้วัตถุดิบใน ประเทศเป็นหลัก โดยมีอาหารเช้าไทยแบบคอมฟอร์ทฟูด และอาหารไทย-จีนเป็นจานซิกเนเจอร์และอาหาร ทานง่ายจานสากลต่าง ๆ โดยปัจจุบัน SIWILAI Café มีทั้งสิ้น 2 สาขา และคงคอนเซ็ปต์ของความยั่งยืนและ วัฒนธรรมที่กลมกลืนไปกับชุมชน SIWILAI SOUND CLUB ศิวิไล ซาวนด์ คลับ SIWILAI SOUND CLUB (S.S-C) บาร์เหนือกาลเวลาที่ยกระดับการฟังดนตรีให้ได้อรรถรส ของเสียงในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด ถือเป็นธุรกิจน้องใหม่ล่าสุดของกลุ่มแบรนด์ศิวิไล ด้วยระบบเสียงที่ออกแบบ มาโดยเฉพาะจาก OJAS ตัวบาร์แบ่งเป็น 2 ชั้น โดยชั้นล่าง (ไลฟ์รูม) เป็นศูนย์รวมของสุดยอดนักดนตรี แจ๊สจากทั้งฝั่งไทยและต่างประเทศ ขับกล่อมด้วยเสียงเปียโนและโอบล้อมด้วยบรรยากาศเป็นกันเองที่จะ นําพาทุกท่านไปสู่สุนทรียภาพและอิสรภาพที่แท้จริงแห่งการฟังดนตรี บนชั้น 2 กับ ออดิโอไฟล์ บาร์ (Audiophile Bar) กับแนวคิดที่ว่า "เสียงใดก็ตามที่เวียนกลับมาย่อมให้คุณภาพ เสียงที่ดีกว่าเดิม" (what goes around has a better Sound) ครบถ้วนด้วยระบบเสียง High-fidelity แบบวิน เทจ และคอลเล็กชันแผ่นเสียงไวนิลส่วนตัว ในส่วนนี้ของบาร์จะเป็นที่ปรารถนาของบรรดาผู้หลงใหลในมนต์ เสน่ห์ของแผ่นเสียง เครื่องดื่มของแต่ละชั้นได้รับการรังสรรค์ให้มีเอกลักษณ์สอดคล้องล้อไปกับเสียงดนตรีและ บรรยากาศที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีพร้อมมอบประสบการณ์อัน สุดประทับใจให้แก่ผู้มาเยือน ชั้น L2 ห้องสมุดธุรกิจค้าปลีก ปลูกฝังความรู้สู่การต่อยอด เราส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด พื้นที่ชั้นนี้จึงนําเสนอ เดอะ โคโลฟอน รีเทล ไลบรารี่ (The Kolophon Retail Library) ห้องสมุดที่จะมาปลดล็อกองค์ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกในทุกแง่มุม ทั้งหลักการทางธุรกิจ กฎหมาย การตลาด การประชาสัมพันธ์ ศาสตร์และศิลป์การจัดหน้าร้าน ไปจนถึงการ ออกแบบและสถาปัตยกรรมของห้างร้าน ห้องสมุดแห่งนี้ให้บริการด้วยระบบจ่ายเมื่อใช้ (Pay-per-use) และ ระบบสมาชิก มีบริการค้นคว้าข้อมูลเชิงลึก พร้อมสิทธิประโยชน์มากมาย อาทิ โปรแกรมการเรียนรู้ โปรโมชั่น และกิจกรรมอื่นๆ ที่จะเพิ่มพูนความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับที่มาและหัวข้อต่างๆ ด้านการค้าปลีก รวมถึงความท้าทาย ในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ชั้น L3 เซ็นทรัล สเปซ ประวัติศาสตร์ที่ประจักษ์ได้ด้วยสายตา เซ็นทรัล สเปซ (Central Space) พาคุณไปเจาะลึกเรื่องราวของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ถ่ายทอดออก มาในรูปแบบของนิทรรศการชุดที่สะท้อนเรื่องราวยุคแรกก่อตั้ง ความหมายและเรื่องราวของเซ็นทรัลที่มีผลต่อไลฟ์สไตล์ของชาวกรุง จากย่านสู่ย่าน จากระดับประเทศจนถึงในระดับเวทีนานาชาติ เรานําเสนอเรื่องราวหลากหลายมิติในรูปแบบที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ไปสนุกไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ และเปิดโอกาสให้กับนิทรรศการอื่นๆ มาใช้พื้นที่ได้อีกด้วย ชั้น L4 พื้นที่จัดอีเวนต์ จุดหมายที่รอคอยให้บรรดาผู้หลงใหลงานศิลป์มาชื่นชมนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยในสเปซที่สวยงามลงตัว ไม่ว่าคุณจะเป็นศิลปิน ช่างภาพ หรือนักจัดกิจกรรมต่างๆ พื้นที่พิเศษแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนจะได้แสดงออก และจัดแสดงผลงานสุดสร้างสรรค์ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ชั้น L5 ร้านอาหาร อักษร (Aksorn) ร้านอาหารใหม่แห่งแรกในรอบทศวรรษของเชฟเดวิด ทอมป์สัน (David Thompson) บนชั้น บนสุดของ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ จะพาคุณย้อนเวลาไปลิ้มรสชาติแห่งอดีตกาลผ่านอาหารจานอร่อย ด้วยสูตรต้นตํารับจากตําราอาหารไทยโบราณที่ตีพิมพ์ในช่วงระหว่างทศวรรษที่ 50 - 70 ที่เชฟเดวิดสะสมไว้ โดยเขาจะรังสรรค์และปรับเปลี่ยนเมนูอยู่เป็นประจํา เพื่อให้ตอบโจทย์รสนิยมที่ไม่หยุดนิ่งของคนในยุคปัจจุบัน ด้วยการผสมผสานเรื่องราวและยุคสมัยของแต่ละตําราอาหารที่คัดสรรมา เข้ากับขั้นตอนการรังสรรคทุกเมน ร้านอาหารอักษรพร้อมมอบประสบการณ์รสชาติความอร่อยจากในอดีตให้ทุกคนได้ลิ้มลองแล้ววันนี้ เวลาเปิด-ปิด ชั้น 1 Shop, SIWILAI Café วันอังคาร – อาทิตย์ 10.00 – 18.00 น. ชั้น 1 SIWILAI Sound Club วันอังคาร- อาทิตย์ 18.00 – 01.00 น. ชั้น 2 Retail Library วันอังคาร – อาทิตย์ 10.00 -18.00 น. ชั้น 3 Central Space วันอังคาร – อาทิตย์ 10.00 -18.00 น. ชั้น 4 Event I Exhibition วันอังคาร – อาทิตย์ 10.00 -18.00 น. ชั้น 5 Aksorn Restaurant วันอังคาร- อาทิตย์ 18.00 -22.00 น. . 1266 ถนนเจริญกรุง แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพฯ เวลาทำการ เปิดบริการวันพุธ-อาทิตย์ 11.00-19.00 น. โทร. 0-2267-0412 Website: www.centraltheoriginalstore.com Facebook: central.theoriginalstore Instagram: central.theoriginalstore . #LetsHoparound #LetsHoparoundBangkok #CentralTheOriginalStore #Central #InspiringStuff
- ศิลปะ x ศรัทธา x หัวใจ หอแสดงงานศิลปะแห่งใหม่ที่พัทยา "ปิยะศิลปาคาร"
หอแสดงงานศิลปะปิยะศิลปาคาร: ศิลปะ x ศรัทธา x หัวใจ หากเพื่อนๆลองไปถามคนท้องที่พัทยา ก็คงจะมีน้อยคนมากที่จะรู้จักหอแสดงงานศิลป์แห่งนี้ นอกจากจะมีร้านคาเฟ่ One Day Esthetic ให้จิบกาแฟ มุมเก๋ๆให้ถ่ายรูป และ course ศิลปะน่าเรียนแล้ว ที่นี่ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกเพียบจนเราเองก็เริ่มเล่าไม่ถูก เพราะหอศิลป์แห่งนี้คือจุดหลอมรวมของศิลปะ ศรัทธาในองค์รัชกาลที่ 5 และสายใยความรักระหว่างลูกๆกับคุณพ่อศิลปินผู้ล่วงลับไปแล้ว วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไป #hop ชมโลกแห่งศิลปะที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและแรงบันดาลใจกันที่พัทยา เพียงอ่านจากชื่อ “ปิยะศิลปาคาร” ก็น่าจะเดาได้ไม่ยากว่าสถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อจัดแสดงงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระปิยมหาราช (รัชกาลที่ 5) นั่นเอง แต่อะไรที่ทำให้คุณนิตย์ ดวงดี ศิลปินมากฝีมือผู้รังสรรค์ผลงานทั้งหมดที่จัดแสดงอยู่ที่นี่ รู้สึกผูกพันกับพระองค์ท่านจนถึงขั้นอุทิศชีวิตและฝีมือสร้างสรรค์งานทั้งหมดเพื่อเทิดพระเกียรติองค์รัชกาลที่ 5 จากหนุ่มสงขลาผู้หลงไหลในศิลปะ แม้ไม่เคยมีโอกาสได้เรียนศิลปะเลยแต่คุณนิตย์ก็ผลักดันตัวเองจนได้เป็นช่างวาดโปสเตอร์คัทเอ้าท์หน้าโรงหนัง เป็นบันไดต่อยอดให้ได้ไปวาดรูปเหมือนให้กับทหาร GI อเมริกันที่ฐานทัพเรือสัตหีบในยุคสงครามเวียดนาม จนได้รู้จักกับชาวเยอรมันที่ชักชวนให้ไปอยู่แฟรงค์เฟิร์ต และกลายเป็นคนไทยคนแรกๆที่ได้เรียนรู้เทคนิคการทำกรอบรูปแบบยุโรป (และพัฒนาสไตล์ของตัวเองจนได้มาเปิดแกลอรี่กรอบรูปที่พัทยาในเวลาต่อมา ทุกวันนี้งานกรอบรูปของคุณนิตย์ก็ยังปรากฏให้เห็นได้ในสถานที่สาธารณะต่างๆเช่น สถานีรถไฟหัวลำโพง เป็นต้น) และได้เรียนรู้เทคนิคการเพ้นท์รูปจากยุโรปสมใจ จนคุณอาร์ลูกสาวคนเล็กของคุณนิตย์บอกว่าฝีแปรงของคุณพ่อนั้นมีสไตล์คล้ายกับ Rembrandt ศิลปินชาวดัทช์เลยทีเดียว ครั้งแรกที่คุณนิตย์ได้เจอเหตุการณ์ที่ทำให้เริ่มผูกพันกับองค์พระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 ก็คือในช่วงที่ยังเป็นช่างรับจ้างเขียนรูปและภรรยายังต้องขายส้มตำเลี้ยงชีพอยู่แถวงามวงศ์วาน วันดีคืนดีก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเอาเหรียญบาทในยุคร.5 ที่เลิกใช้ไปแล้วมาเสนอขายให้กับภรรยาของคุณนิตย์ในราคา 30 บาท แต่ตอนนั้นเพิ่งขายส้มตำได้ 10 บาท จึงขอต่อรองชดเชยส่วนที่ยังขาดด้วยการเลี้ยงข้าวเหนียวไก่ย่างไปหนึ่งอิ่ม ต่อมาจึงได้รู้ว่าเหรียญนั้นเป็นรุ่นที่ Henri-Auguste Patey ศิลปินนักปั้นเหรียญชาวฝรั่งเศสในตำนานเป็นผู้สร้างขึ้น นับตั้งแต่นั้นมาทั้งชีวิตของคุณนิตย์ก็มีเรื่องราวให้ต้องผูกพันกับองค์รัชกาลที่ 5 แบบไม่คาดฝันมาโดยตลอด หลังจากได้เหรียญมาไม่นาน อยู่ๆก็มีลูกค้าคนหนึ่งมาตามหาคุณนิตย์เพราะอยากให้วาดรูปพระองค์ท่านทั้งที่ไม่เคยพบเจอกันมาก่อน แต่ลูกค้าฝันว่ามีควันพุ่งออกมาจากบ้านแล้วมีเสียงบอกทางว่าถ้ามาซอยนี้แล้วจะเจอช่างวาด เขาจึงลองเดินทางตามมาดู และก็ได้มาเจอกับคุณนิตย์จริงๆ คุณนิตย์จึงจุดธูป 1 กำมือแล้วอธิษฐานขอปวารณาตัวรับใช้พระองค์ท่านตั้งแต่บัดนั้น และก็ได้เลี้ยงชีพด้วยการวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ของร.5 เรื่อยมาจนมีลูกค้าเป็นคนใหญ่คนโตของประเทศหลายต่อหลายคน อีกครั้งที่คุณนิตย์รู้สึกว่าพระบารมีของพระองค์ท่านได้ช่วยเขาเอาไว้ก็คือเมื่อภรรยากำลังจะถึงกำหนดคลอดลูกคนเล็ก (คุณอาร์) แต่ครอบครัวกลับไม่มีเงินจ่ายค่าทำคลอดเลย สุดท้ายก็รอดพ้นมาได้ด้วยเงินมัดจำจากลูกค้าที่มาว่าจ้างให้วาดรูปรัชกาลที่ 5 คุณนิตย์จึงศรัทธาและศึกษาเรื่องราวของพระองค์ท่านตลอดมา นอกจากงานวาดแล้ว คุณนิตย์ยังได้สร้างงานปั้นรูปเหมือนของพระองค์ไว้ด้วย และตัวอาคารหอแสดงงานศิลปะปิยะศิลปาคารแห่งนี้ คุณนิตย์ก็เป็นผู้ออกแบบเองเช่นกัน ยิ่งไปกว่านี้คุณนิตย์ยังเป็นนักคัดลายมือ นักคิด นักเขียน และอื่นๆอีกมากมาย ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถทางศิลปะรอบด้านที่ไม่ธรรมดาจริงๆ คุณนิตย์มักจะได้รับการนิยามให้เป็น “สารพัดช่าง” ผู้มากฝีมือ แต่เรารู้สึกว่าท่านเป็น “ศิลปินตัวจริง” ที่สมควรจะได้รับการ recognized มากกว่านี้ ที่จริงแล้วหอศิลป์แห่งนี้สร้างเสร็จมาตั้งแต่พ.ศ. 2537 แต่ไม่เคยได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการให้คนนอกได้เชยชมเลย จนในวันนี้ที่เวลาล่วงเลยมากว่า 26 ปี และคุณนิตย์ ดวงดีก็ได้จากโลกนี้ไปแล้ว เรายินดีอย่างยิ่งที่ลูกๆของคุณนิตย์ตัดสินใจชุบชีวิตผลงานของคุณพ่อ และสานต่อความฝันด้วยการขัดสีฉวีวรรณให้อาคารทรงเสน่ห์แห่งนี้ได้กลับมาสร้างแรงกระเพื่อมทางศิลปะให้กับคนรุ่นต่อไปอีกครั้ง นอกจากผลงานของคุณนิตย์ที่จะจัดแสดงถาวรที่นี่แล้ว (เปิดให้ชมเต็มรูปแบบวันที่ 23 ตุลาคม 2563 นี้) ลูกๆของคุณนิตย์ซึ่งก็เป็นศิลปินเช่นกัน ก็มีแผนจะจัดนิทรรศการหมุนเวียนผลงานของศิลปินท่านอื่นๆในชั้นบนของอาคาร รวมถึงเปิดพื้นที่ว่างให้เช่ากับศิลปินทั่วไปด้วย หรือหากใครสนใจจะลงเรียนคอร์สวาดเขียน ลงสี (ทั้งเพื่อประโยชน์ทางศิลปะและเพื่อสื่อสารไอเดียทางธุรกิจ) หรือแม้กระทั่งเบสิคกีตาร์ ที่นี่ก็เปิดสอนด้วยเช่นกันในราคา 3,500-5,000 บาท One Day Esthetic คาเฟ่ เบเกอรี่ เครื่องดื่ม และของคาวหวานสารพัด การได้มาเยี่ยมเยือนหอแสดงงานศิลปะปิยะศิลปาคารในครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นอีกมุมหนึ่งที่ต่างไปของพัทยาซึ่งมาในรูปแบบของผลงานศิลปะที่ถูกสร้างขึ้นและสานต่อด้วยหัวใจ เราชื่นชมความเป็นศิลปินเข้มข้นที่มีอยู่จิตวิญญาณของคุณนิตย์ ดวงดี และรู้สึก inspired ในความมานะที่จะเรียนรู้และสู้ชีวิตของคนยุคก่อน รวมถึงตื้นตันในความรักที่ลูกๆมีให้คุณนิตย์ด้วย นอกจากจะเป็นจุดเช็คอินใหม่ที่เพื่อนๆสามารถแวะมาเยี่ยมชมและถ่ายรูปสวยๆได้แล้ว เราหวังว่าเพื่อนๆจะได้รับพลังดีๆจากเรื่องราวของหอศิลป์แห่งนี้เหมือนที่เราได้รับเช่นกัน หอแสดงงานศิลปะปิยะศิลปาคาร Piya Silapakarn Art Exhibition Hall เปิด 8:30-18:00 น. ปิดทุกวันจันทร์ ข้อมูลเพิ่มเติม 0944273939 Facebook Page: One Day Esthetic Facebook Page: หอแสดงงานศิลปะ ปิยะศิลปาคาร . FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website:www.hoparound.co . #LetsHoparound #Pattaya #LetsHoparoundPattaya #Lifestyle #Cafe #PiyaSilapakarnArtExhibitionHall #Onedayesthetic #Arthouse #Arthousepattaya #Artgallerythailand #Artspacepattaya #Ecostyle #Cafeinpattaya #WorkfromHome #เที่ยวพัทยา #คาเฟ่ในพัทยา #พัทยา #คาเฟ่ในชลบุรี #แกลเลอรี่ในพัทยา #แกลเลอรี่ในชลบุรี #ที่เที่ยวในพัทยา #แกลเลอรี่
- Akha Ama Living Factory อาข่า อาม่า เชียงใหม่
แม้ตอนนี้หน้าหนาวจะผ่านไปแล้ว แต่เชียงใหม่ก็ยังมีที่ให้เรา #กระโดดโลดเที่ยว กันได้อย่างอิ่มอกอิ่มใจได้ทั้งปี เอาล่ะ ชาว #hopsters ทั้งหลาย บัดนี้เราจะพาคุณมาเสพกาแฟไทยที่ดังไกลถึงยุโรป แกล้มเรื่องราวสุดยอดแรงบันดาลใจเบื้องหลังความสำเร็จที่ใช้ “ใจบันดาลแรง” ของเขากันที่ Akha Ama Living Factory อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ที่เพิ่งเปิดให้เข้าชมเมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมานี้เอง เรื่องราวของ “อาข่า อามา” นั้นทั้งน่าทึ่งและน่าภูมิใจมากจริงๆ เริ่มตั้งแต่ที่มาของแบรนด์ที่เกิดขึ้นจากสำนึกรักบ้านเกิดของคุณลี (ชื่อจริงคือ “อายุ จือ ปา”) ชาวเขาเผ่าอาข่า และความมุ่งมั่นที่เขาอยากจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวอาข่าที่ปลูกกาแฟพันธุ์พระราชทานจากในหลวงร.9 กันมาหลายรุ่นเป็นเวลาเกือบ 50 ปี แต่ผลผลิตก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับเสียที โดยที่ตอนเริ่มต้นโปรเจ็คท์นี้เมื่อปี 2552 ความรู้เรื่องกาแฟของคุณลีแทบไม่มีเลยก็ว่าได้ การเดินทางของอาข่า อามา (คงพอจะเดากันได้ว่า ‘อามา’ แปลว่า ‘แม่’ และผู้หญิงในโลโก้ก็คือคุณแม่ของคุณลีนั่นเอง) เริ่มต้นด้วยความอยากรู้ว่าคุณภาพกาแฟที่ชาวอาข่าผลิตได้นั้นอยู่ในระดับไหน คุณลีและทีมจึงช่วยกันระดมสมองหาวิธีพิสูจน์ จนลงเอยด้วยการเปิดหน้าร้านกาแฟแถวช้างเผือก ในเมืองเชียงใหม่ให้ลูกค้าได้เข้ามาลิ้มลองในปี 2553 พร้อมกันนั้นก็ส่งตัวอย่างเมล็ดกาแฟออกไปให้นักชิมกาแฟไทย รวมถึงร้านกาแฟ และร้านอาหารในประเทศทดลองใช้ แต่ผลลัพธ์กลับน่าผิดหวัง เพราะคนไทยในสมัยนั้นยังมีอคติลบๆกับเมล็ดกาแฟของไทยอยู่มาก แค่เพียงได้ยินว่าเป็นกาแฟไทย ต่างก็ปฏิเสธกันแบบไม่ต้องคิดกันแทบทุกราย เมื่อแสงแห่งความหวังในประเทศเริ่มริบหรี่ ประตูอีกบานที่ใหญ่กว่าก็ค่อยๆเปิดออก เพราะในปีเดียวกันนั้นเองทีมคุณลีก็ตัดสินใจส่งผลผลิตของตนไปยังเวทีคัดสรรในยุโรปที่ชื่อว่า SCAE (Specialty Coffee Association of Europe) หรือสมาคมกาแฟพิเศษแห่งยุโรป และถูกคัดเลือกให้เข้ารอบ 21 รายสุดท้ายจาก 2000 กว่ารายที่ส่งเข้ามาประกวดจากทั่วโลก ขั้นตอนการคัดเลือกนั้นก็เข้มงวดสมกับมาตรฐานยุโรป ตั้งแต่การตรวจหาสารตกค้าง และประเมินความสมบูรณ์ของเมล็ดในห้อง Lab โดยละเอียด รวมไปถึงการทดสอบรสชาติแบบ Blind Test คือไม่เปิดเผยชื่อผู้ส่งเข้าประกวดให้กรรมการทราบเพื่อความยุติธรรม แม้ผลลัพธ์จะน่าพอใจอย่างมาก แต่ทีมอาข่า อามาก็ยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น พวกเขาอยากจะยืนยันว่าคุณภาพของเขานั้นดีจริงๆไม่ใช่แค่ฟลุก จึงส่งไปที่เวทีเดิมซ้ำอีก 2 ครั้งในปี 2554 และ 2555 ผลก็คืออาข่า อามานั้นได้รับคัดเลือกทุกปี จนในปีต่อๆมาทางคณะกรรมการ SCAE นั้นก็ได้เชิญอาข่า อามา มาเป็นพาร์ทเนอร์ถาวรกับเวทีนี้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการคัดเลือกอีกต่อไป เมื่อเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ รสชาติและกลิ่นหอมของกาแฟอาข่า อามาก็ออกฤทธิ์ทำให้คนไทยเริ่มตาสว่างขึ้นมาเห็นคุณค่ากาแฟไทยมากขึ้น ในปี 2556 อาข่า อามาจึงขยับขยายไปเปิดอีก 1 สาขาที่บริเวณคูเมืองใกล้วัดพระสิงห์ โดยเริ่มมีการติดตั้งเครื่องคั่วของตัวเองไว้ในร้านเป็นครั้งแรกอีกด้วย ในระยะเวลา 3-4 ปีแรกนี้ที่พวกเขาได้ลองผิดลองถูก ค่อยๆสะสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับกาแฟเพิ่มเติมทีละเล็กละน้อยตั้งแต่การปลูก การคั่ว ไปจนถึงการชง ทำให้ทีมอาข่า อามามั่นใจว่าองค์ความรู้ที่ถูกต้องนี่เองที่จะช่วยเหลือเกษตรกรบ้านเกิดได้อย่างยั่งยืน สำหรับ Akha Ama Living Factory บนพื้นที่กว่า 5 ไร่นี้ที่เราพามาเยี่ยมชมในวันนี้ ก็เป็นการตอกย้ำความสำคัญขององค์ความรู้ และการเกื้อหนุนกันและกันเพื่อความยั่งยืนซึ่งเป็นแก่นของแบรนด์ ที่แห่งนี้นับเป็นอีกก้าวที่กล้าหาญของอาข่า อามาโดยทางทีมใช้เวลาการเตรียมงานและซื้อที่ดินกันมาตั้งแต่ปี 2557 จนมาแล้วเสร็จเมื่อต้นปี 2561 ที่ผ่านมานี้เอง ที่นี่เป็นมากกว่าร้านกาแฟเก๋ๆให้คนมาเช็คอินตามกระแส เพราะพวกเขาตั้งใจให้ Akha Ama Living Factory นี้เป็นบ้านที่เปิดเพื่อแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับกาแฟและอาหารที่ยั่งยืน โดยมีการสาธิตการคั่วกาแฟ (ในวันอาทิตย์ อังคาร และศุกร์) และเร็วๆนี้จะมี Workshop ให้ชิมกาแฟเพื่อแยกกลิ่นพื้นฐานที่อบอวลอยู่ในเมล็ดกาแฟอย่างถูกต้องตามหลักสากล นอกจากนี้ช่วงกลางปีก็จะเริ่มก่อสร้างโรงครัวซึ่งจะนำเสนอวิถีที่ยั่งยืนเกี่ยวกับอาหารอีกด้วย ในวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา พวกเขาก็ได้เปิดให้ใช้พื้นที่บ้านหลังใหม่หลังนี้ เพื่อจัดงาน Good Seeds Good Food Festival ครั้งที่ 3 ซึ่งเน้นไปที่วิถีการเกษตรแบบออร์แกนิค การสร้างอาชีพทางการเกษตร และอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพาะปลูกได้ฟรีๆสำหรับ “กลุ่มคนไร้บ้าน” เพื่อเป็นรายได้ให้กับผู้ด้อยโอกาสอีกด้วย แม้ความสำเร็จของอาข่า อามา จะเดินทางมาได้ไกลจนถึงจุดนี้ พวกเขาก็ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะขยายร้านกาแฟในแบรนด์ตัวเองเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ ทางทีมคอนเฟิร์มว่าอาข่า อามายังคงชัดเจนในวิสัยทัศน์ที่ตั้งใจจะเป็นตัวกลางเชื่อมต่อเกษตรกรกับลูกค้า และใช้องค์ความรู้ที่ถูกต้องเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาอาชีพของเกษตรกรที่ปลูกกาแฟให้ดีขึ้นตามแนวทางที่ในหลวงร.9ได้ทรงริเริ่มไว้ให้เมื่อเกือบ 50 ปีก่อนให้ยั่งยืนต่อไป ต้นไม้จะเติบโตยิ่งใหญ่ได้ ย่อมต้องมีรากที่ลงลึกแข็งแรง ต้นไม้ที่ชื่อ อาข่า อามา ต้นนี้ก็เช่นกัน ลูกค้าอย่างเราๆ ก็คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าจะช่วยอุดหนุนเป็นน้ำ เป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ต้นนี้เติบใหญ่ได้อย่างยั่งยืนต่อไป ในวันนี้ชาว hopsters คงได้รับคาเฟอีนทางใจจากเรื่องราวของอาข่า อามาที่เราเลือกมานำเสนอไปเต็มที่แล้ว การช่วยๆกันแชร์เรื่องราวนี้ออกไปก็คงจะยิ่งทำให้ความตั้งใจดีๆส่งแรงกระเพื่อมออกไปในวงที่กว้างมากขึ้นเรื่อยๆนะครับ www.akhaama.com www.facebook.com/akhaamacoffee FB/IG @hoparound.co Website www.hoparound.co #LetsHoparound #LetsHoparoundChiangmai #chiangmai #cnx #AkhaAma #Coffee #รีวิวAkhaAmaLivingFactory #อาข่าอ่ามาลิฟวิ่งแฟคโตรี่ #ร้านกาแฟเชียงใหม่ #โรงคั่วกาแฟเชียงใหม่ #อาข่าอ่ามา #รีวิวAkhaAma #โรงคั่วกาแฟ #เที่ยวเชียงใหม่ #รีวิวเชียงใหม่ #เชียงใหม่ไปไหนดี
- ประตูไปที่ไหนก็ได้ของ KangHee Kim
ช่วงโควิดที่ผ่านมา หลายคนอาจรู้สึกอึดอัดที่ตัวเองต้องติดแหง่กอยู่กับที่ออกไปไหนก็ไม่ได้ ราวกับถูกจองจำจนเหมือนคนไร้อิสระภาพ นั่นคือความรู้สึกที่อยู่ในใจของ KangHee Kim มาเป็นเวลากว่าครึ่งชีวิตของเธอ เพราะศิลปินชาวเกาหลีผู้นี้ ถูกพาตัวมาอยู่ที่อเมริกาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยเหตุบางประการทำให้เธอไม่ได้สัญชาติและขอกรีนการ์ดไม่ได้ จึงต้องติดแหง่กอยู่ในกรงกฎหมาย DACA - Deferred Actions for Childhood Arrivals ที่อนุโลมให้เธออยู่ในประเทศได้ แต่ถ้าออกไปเมื่อไหร่ก็จะกลับเข้ามาอีกไม่ได้ เธอจึงรู้สึกเหมือนถูกจองจำให้อยู่ในอเมริกาอย่างไม่รู้จุดจบ ดอกไม้อันบอบบางสามารถงอกงามขึ้นมาได้จากธุลีดินที่ดูสกปรกฉันใด งานศิลป์ที่ส่องแสงให้เราอบอุ่นในใจก็สามารถสะพรั่งขึ้นมาได้จากความมืดมนฉันนั้น ผลงานของ KangHee Kim ที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลังจนคุณอาจเผลอได้ยินหัวใจตัวเองฮัมเพลงเบาๆนั้นเกิดจากการตัดสินใจที่จะไม่หมกมุ่นอยู่กับข้อจำกัดของตน แต่เลือกที่จะมองให้เห็นความงามที่มีอยู่ในชีวิตของเธอ ภาพฉากธรรมดาๆที่เราเห็นแบบผ่านตาอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นผนังห้อง หน้าต่างบ้าน กำแพงตึก ไปจนถึงกิ่งไม้ เสาไฟ หรือสัญญาณไฟจราจร ถูกนำมาโฟโต้ช็อปใส่ภาพทิวทัศน์ ก้อนเมฆที่กำลังเรืองแสงอาทิตย์ หรือสายรุ้งสีสดใสลงไปในจังหวะที่พอเหมาะพอเจาะ ทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้ชมผลงานของเธอ ราวกับว่า KangHee Kim กำลังจะบอกกับโลกให้รู้ว่าความหวังนั้นปรากฏให้เห็นอยู่ทุกที่ถ้าเรารู้จักมอง ในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนนี้ หลายคนอาจจะอยู่ในสภาวะเบื่อหน่าย หดหู่ หรือแม้กระทั่งสิ้นหวัง เราหวังว่างานของ KangHee Kim ที่เรานำมาเสนอในวันนี้ จะช่วยแง้มเอาความสดใสเข้าไปเติมให้กับชีวิตของทุกคนได้บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ ไม่แน่นะ ถ้าใจเราเปิดกว้าง เราอาจจะได้เห็น ‘ประตูไปที่ไหนก็ได้’ ของเราเองปรากฏมาตรงหน้าก็ได้ All images ©KangHee Kim : Street Errands FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co #KangHeeKim #LetsHoparound #InspiringStuff #ArtandDesign #Collage #Surrealist #Photograph #StreetPhotograph #NewYork #ศิลปะ #ภาพ #งานศิลปะ #ศิลปิน #ศิลปินเกาหลี #แรงบันดาลใจ #คอลลาจ #StreetErrands #Inspiration
- Site of Reversible Destiny กิฟุ
Site of Reversible Destiny อาคารทรงแปลกสีหวานเจี๊ยบ ดูเผินๆก็ช่างเหมาะจะเป็นโลเคชั่นถ่ายรูปคู่รักในช่วงวาเลนไทน์เสียเหลือเกิน ตัวสถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาให้ลวงตาก็ยิ่งทำให้ ”สถานที่แห่งโชคชะตาที่พลิกกลับได้” นี้เต็มไปด้วยมุมถ่ายรูปล้ำๆไม่ซ้ำใคร ทั้งเอ้าท์ดอร์และอินดอร์ ที่สำคัญเรายังไม่ค่อยเห็นคนไทย #hop มาที่นี่กันเลย . แต่เดี๋ยวก่อน... ทำไมชื่อที่นี่จึงแปลกจังนะ เห็นแหววๆแบบนี้ แท้ที่จริงสถานที่แห่งนี้สร้างมาจากแนวคิดที่ลึกซึ้งมากของศิลปิน/สถาปนิกชั้นครู 2 ท่านที่ต่างก็ล่วงลับไปแล้ว คือ Shusaku Arakawa ชาวนาโงย่า และ Madeline Gins ชาวนิวยอร์ค . ทั้งคู่เชื่อว่าโชคชะตาของมนุษย์ที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้วนั้น สามารถที่จะถูกเปลี่ยนแปลงและพลิกผันดันกลับได้ หรือพูดง่ายๆก็คือ มนุษย์ฝืนชะตาฟ้าได้ กระทั่งความตายที่ทั้งคู่เชื่อว่าสักวันมนุษย์ก็จะสามารถเอาชนะได้ แม้ว่าทั้งสองท่านจะมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวันนั้นก็ตาม (Arakawa เสียชีวิตในปี 2010 และ Gins ในปี 2014 ตามลำดับ) วิธีการเดินทางมาที่นี่ จากนาโกย่า Meitetsu Nagoya Station(Kansai Line Local Yokkaichi ) > Kuwana Station (เปลี่ยนรถไฟเป็น Yoro Tetsudo Local Ogaki) มุ่งหน้าไปทาง > Yōrō Station ให้ลงสถานี Yōrō Station ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม. 30 นาที จากนั้นเดินเท้าไปอีกประมาณ 10-12 นาที ที่นี่เปิด เวลา 09.00 - 17.00 น. หยุดวันจันทร์ ซื้อตั๋วเข้าชมกันก่อนเลย คนละ 770 เยน มากันที่ตึกแรก Reversible Destiny Office - Yoro เป็นตึกไฮไลท์ของที่นี่เลย Arakawa และ Gins จงใจออกแบบสถานที่แห่งนี้ให้เต็มไปด้วยมุมมองน่าพิศวงงงงวย เพราะต้องการจะสื่อว่าความเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพของ space และท่วงท่าของร่างกายเรานั้น สามารถกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในมโนสำนึกของเราได้ และเมื่อจิตใจของเรามีมุมมองและความเชื่อใหม่ๆ เราก็จะสามารถเอาชนะ หรือเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของเราได้ในที่สุด ลึกล้ำไหมล่าาาา The Mechanism of Meaning (กลไกแห่งความหมาย) แต่ก็ใช่ว่าจู่ๆทั้งสองท่านนี้จะมีแนวคิดนี้ขึ้นมานะครับ ทั้งคู่ใช้เวลาทำงานร่วมกันในโปรเจ็คท์วิจัยที่ชื่อว่า The Mechanism of Meaning (กลไกแห่งความหมาย) มาตั้งแต่ปี 1963 และร่วมด้วยช่วยกันหาคำตอบเชิงปรัชญามามากว่า 30 ปี จนกระทั่งในช่วงปี 90’s Site of Reversible Destiny แห่งนี้จึงถือกำเนิดขึ้นใน Yoro Park จังหวัด Gifu ซึ่งอยู่นอก Nagoya ไปทางทิศตะวันตก ตึกที่สอง Critical Resemblance House ที่ด้านบนของตึกเป็นแผนที่จำลองของจังหวัด กิฟุด้วย บนพื้นในโซนนี้จะเพ้นเป็นแผนที่คร่าวๆ ของเมืองในแต่ประเทศเช่น นิวยอร์ค ปารีส ปักกิ่ง รวมไปถึงกรุงเทพฯ ด้วย ในรูปนี้มีชื่อ WAT BAWONNWET - KLONG ... BANG LAMPHOO... หากเพื่อนๆกำลังมองหาที่ถ่ายรูปเก๋ล้ำไม่ซ้ำใคร และที่มากกว่านั้นคือได้รับแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตกลับไปด้วย เราแนะนำให้มาที่นี่เลย เพื่อนๆสามารถใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้ทั้งวัน เพราะนอกจาก SoRD แล้ว ที่นี่ยังมีโซนอื่นๆของ Yoro Park ที่มีขนาดมหึมาและทีทั้งวัด ศาลเจ้า น้ำตก และสวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยแมกไม้ร่มรื่น แต่อย่าลืมพกอาหารติดตัวมาด้วยนะครับเพราะเราไม่เห็นร้านอาหารเลย อ้อ! แล้วก็ใส่รองเท้ารัดส้นที่เดินสะดวกไม่ลื่นนะครับ เพราะเส้นทางนั้นแทบไม่มีทางเรียบให้เดินและต้องปีนป่ายหลายจุด ช่วงนี้โลกเรากำลังคุกรุ่นไปด้วยเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมากมาย เพื่อนๆดูแลตัวเองกันด้วยนะครับ อย่างน้อยงานศิลปะเชิงสถาปัตยกรรมจากคนรุ่นก่อนที่เรานำเสนอในวันนี้ ก็ยังคอยช่วยย้ำเตือนว่า ไม่ว่าจะโชคชะตาของเราจะเป็นอย่างไร ถ้าเราตั้งใจจริงๆ เราจะสามารถปรับเปลี่ยนมันได้เสมอ และยิ่งถ้าเรารวมพลังกัน พรุ่งนี้ที่ดีกว่าย่อมอยู่ไม่ไกลเกินรอครับ อย่าเพิ่งท้อนะค้าบบบบ Facebook: @hoparound.co Instagram: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co #LetsHoparoundJapan #LetsHoparound #SiteofReversibleDestiny #YOROpark #Art #Travel #CentralJapan #Japan #Gifu #Nagoya #กิฟุ #เที่ยวกิฟุ #ญี่ปุ่น #เที่ยวญี่ปุ่น #เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง #มิวเซี่ยมในกิฟุ #มิวเซี่ยมในนาโกย่า #เที่ยวนาโกย่า #เมืองนาโกย่า
- Bank of Thailand Learning Center ศูนย์การเรียนรู้ ธนาคารแห่งประเทศไทย
ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย ปีใหม่ทั้งที ก็ต้องมาพร้อมกับอะไรใหม่ๆสินะ จะมีหน่วยงานรัฐสักกี่แห่งที่จะมีแนวคิดสร้างสรรค์ทันสมัยถูกใจคนยุคใหม่อย่างเราๆ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงค์ชาติ คือหนึ่งในนั้น แค่เพียงงานออกแบบธนบัตรก็มีแบบใหม่ๆสวยๆงานละเอียดออกมาให้สะสมกันสนุกสนาน แถมยังมีรุ่น Limited Edition ที่ทำให้คนทั้งประเทศต้องต่อแถวยาวเหยียดเพื่อให้ได้มาครอบครอง ดูไปก็ไม่ต่างกับกลยุทธของแบรนด์แฟชั่นแถวหน้า ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton หรือ Supreme ในวันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยทุ่มทุนใหญ่อีกครั้งเพื่อตอกย้ำแบรนด์ขององค์กรที่ทันสมัย เราจะพาทุกคน #hop ไปดูศูนย์การเรียนรู้สุดเท่ของแบงค์ชาติบนถนนสามเสนใน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตีนสะพานพระราม 8 วิวสะพานปังๆเต็ม 2 ตา ที่นี่เต็มไปด้วยความรู้ที่ผ่านกระบวนการออกแบบนำเสนอมาเป็นอย่างดี บอกได้คำเดียวว่าอ่านโพสต์นี้เสร็จแล้วให้รีบบึ่งไป เพราะวันนี้ (7 ม.ค. 2561) เขาเพิ่งเปิดให้บริการเป็นวันที่ 3 แค่สถาปัตยกรรมของตัวอาคารก็เลอค่า Façade ปัง หลังคางาม มีเส้นสายและทรวดทรงที่สวยเยี่ยมเปี่ยมสไตล์ ราวกับเป็นโลเคชั่นถ่าย Collection เสื้อผ้าของ COS (ที่กำลังจะเปิดในไทยเร็วๆนี้) ยากที่จะเชื่อว่าเป็นตึกเก่าที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่พ.ศ. 2512 หรือเกือบ 50 ปีมาแล้ว ภายในอาคารแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ 1) พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ลงทุนมากกก ดีงามจริงๆ) 2) ห้องสมุดพระองค์เจ้าวิวัฒนไชย (สวยโปร่งชนะเลิศ มี co-working space ด้วย!) 3) นิทรรศการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน (เพื่อให้คนไทยฉลาดเรื่องการบริหารเงินมากขึ้น) และ 4) พื้นที่กิจกรรมและนิทรรศการหมุนเวียน แถมร้านกาแฟและร้านขายของที่ระลึก เราไปที่โซนแรกกันก่อนดีกว่าเนอะ พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย โซนนี้เปิดตั้งแต่ 9 โมงเช้า และให้เข้าชมรอบสุดท้ายตอนบ่าย 2 ครึ่ง ช่วง 6 เดือนแรกให้เข้าฟรี! (ปิดวันจันทร์นะจ๊ะ) แค่ประตูทางเข้าก็น่าตื่นเต้น เพราะเป็นประตูห้องเก็บเงิน (ห้องมั่นคง) ที่เคยใช้งานจริงๆ บานหนาๆหนักๆใหญ่ๆที่ต้องใส่รหัสเหมือนในหนัง ข้างในเราจะได้พบกับเครื่องพิมพ์เงินของจริง เงินโบราณของจริงตั้งแต่ยุคกรีกกว่าพันปีที่แล้ว ไล่มาจนถึงเงินล้านนา อยุธยา รัตนโกสินทร์ ทองคำแท่งของเก่าหนัก 111 บาทของจริง และ collection เงินรุ่นหายากมากมายมูลค่าหลายสิบล้าน และยังได้ความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับแบงค์ชาติ และเงินของไทยที่เราไม่เคยรู้มาก่อน ที่เราชื่นชมเป็นพิเศษก็คือการออกแบบการนำเสนอที่ใช้เทคโนโลยี Interactive ได้อย่างสร้างสรรค์น่าสนใจ จนเวลาผ่านไปเกือบ 2 ชั่วโมงแทบไม่รู้ตัว ต่อมาโซนห้องสมุดนั้นก็เพดานโปร่ง โอ่โถง วิวงาม น่านั่ง (และน่าถ่ายรูป) มี 2 ชั้น เชื่อมกันด้วยบันไดโค้งไม้ขนาดใหญ่ ให้บริการฟรีจนถึง 2 ทุ่มทุกวัน ยกเว้นถ้าจะหยิบยืมหนังสือกันก็จะต้องเสียเงินสมัครสมาชิกก่อน ที่นี่เค้าก็มีร้านคาเฟ่เล็กๆ Pacamara ราคาเป็นมิตร ไว้คอยให้บริการประชาชนด้วยนะ และที่สำคัญสามารถนั่งชมวิวแม่น้ำและสะพานพระราม 8 สุดชิลได้ที่นี่ หรือแวะชมร้านขายของที่ระลึก และนิทรรศการหมุนเวียนได้ตลอดเวลา หรือใครจะมานั่งอ่านหนังสือตรงโซนนี้ก็สงบดีเหมือนกันนะ หลังจากที่ได้มา #hop วันนี้แล้ว เรารู้สึกดีใจที่ประเทศไทย (โดยเฉพาะองค์กรรัฐ) ได้สร้างสถานทีดีๆแบบนี้เพื่อบริการประชาชน เราคิดว่ามันเป็นวิธีการแสดงออกถึงการให้เกียรติสังคมที่ยอดเยี่ยมแบบ Win-Win ที่ทั้งรัฐและประชาชนต่างก็ได้ประโยชน์ไปด้วยกัน ดูโพสต์นี้จบแล้ว ถ้ารู้สึก Inspired อยากเห็นอะไรเกิดขึ้น หรืออยากริเริ่มทำอะไรใหม่ๆให้กับประเทศของเราก็คอมเม้นท์กันมาได้เลย! Bank of Thailand Learning Center Location: https://goo.gl/maps/mB4vmon9AA4PxpmeA เปิดทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ เวลา 09.30 - 20.00 น.โซนพิพิธภัณฑ์ปิด 16.00 น. Website: www.bot.or.th Facebook: www.facebook.com/bankofthailandofficial #LetsHOParoundBangkok #LetsHOParound #BankofThailand #เที่ยวกรุงเทพ #พิพิธภัณฑ์ #พิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพ #พิพิธภัณฑ์ในกทม #ศูนย์การเรียนรู้ #ธนาคารแห่งประเทศไทย #รีวิวศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย
- รีวิว Aēsop: Parsley Seed Anti-Oxidant
Aēsop Parsley Seed Anti-Oxidant Skin Care Aēsop Parsley Seed Anti-Oxidant Skin Care ชุดปรนนิบัติผิวที่ออกแบบมาเพื่อมนุษย์เมืองและนักผจญความตึงเครียด ฝุ่นควันมลภาวะ และความร้อนเหนอะหนะของอากาศ ถึงทุกวันนี้คนไทยคงคุ้นเคยกับ Aēsop เป็นอย่างดีแล้ว ไม่ว่าจะในฐานะสกินแคร์ธรรมชาติคุณภาพสูง กลิ่นหอมที่ฮ้อมมมมหอมมมเป็นเอกลักษณ์เชิญชวนให้เคลิ้มผ่อนคลาย หรืองานดีไซน์หน้าร้านที่ประกาศถึงความอาร์ทเท่ๆ แถมไม่ซ้ำกันเลยซักกะสาขา เรื่องราวของ Aēsop เริ่มต้นในปี 1987 โดยช่างทำผมผู้มีวิสัยทัศน์ชื่อ Dennis Paphitis ในย่านอยู่อาศัยอันร่มรื่นของผู้มีฐานะอย่าง Armadale ทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของ Melbourne ประเทศ Australia มาถึงวันนี้ Aēsop ได้สยายปีกกลายเป็น Global Brand ไปเรียบร้อยแล้ว ขอนอกเรื่องนิดนึง เรากำลังเขียนคอนเท้นต์เรื่อง Melbourne อยู่พอดี สรุปสั้นๆได้ว่า Aēsop โชคดีมากที่มีบ้านเกิดชื่อ Melbourne เพราะที่นี่เป็นแหล่งบ่มเพาะความคิดและการสร้างสรรค์ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆที่ดีงามมาก ฝากติดตามในโพสต์ต่อๆไปด้วยนะครับ สำหรับรีวิวเมลเบิร์น คลิ๊กที่นี่เลย >> https://bit.ly/3fSfVga ด้วยการเดินทางที่ยาวนานกว่า 32 ปี Aēsop จึงมีโปรดักท์หลายหลากมากมายบรรยายไม่หมด ครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ดูแลผม ผิวหน้า ผิวกาย ช่องปาก รวมถึงเครื่องหอมสำหรับฉีดตัว ฉีดบ้าน ยันน้ำยาระงับกลิ่นส้วม (ที่ใช้ได้ผลดีเยี่ยม!) แต่กระนั้นก็มีสินค้าอยู่ไลน์หนึ่งที่สแตนด์เอ้าท์ทั้งเรื่องประสิทธิภาพและยอดขายยืนหนึ่งในแบรนด์ นั่นก็คือไลน์ Parsley Seed นั่นเอง ไลน์นี้ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์นับ 10 ตัว หลายเนื้อสัมผัส หลากส่วนประกอบ ครบถ้วนทุกกระบวนการประทินผิวตั้งแต่ทำความสะอาด ปรับสภาพผิว ไปจนถึงบำรุงให้ผิวชุ่มชื้นเปล่งปลั่งอย่างที่มันควรจะเป็น ที่จริงก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมสินค้ากลุ่มนี้จึงขายดิบขายดี อย่างที่รู้กันว่ามลภาวะและความเครียดในโลกยุคใหม่นี้ไม่เคยลดลงเลย มีแต่จะเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ลำพังแค่เจ้าฝุ่น PM2.5 เราก็แทบหามาสก์มาปิดจมูกกันไม่ทัน ด้วยฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระแบบเข้มข้นของ Parsley Seed ที่ช่วยปกป้องและเสริมความแข็งแรงของผิวอันเหนื่อยล้า น้องๆผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จึงตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้อย่างตรงจุด โดยเฉพาะในเมืองร้อนชื้นอย่างแบงค็อกของเรา เนื้อสัมผัสเบาๆของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ดี๊ดี ไม่เหนอะเลย เราเองที่เดินทางบ่อยๆ บอกได้เลยว่าได้ทดลองใช้สกินแคร์มาหลายแบบหลายแบรนด์ ขอสารภาพว่าน้อง Parsley Seed Anti-Oxidant Serum จะได้ร่วมทริปไปด้วยกันกับเราแทบจะทุกครั้ง และถ้าไปเมืองหนาวเราก็จะพกเจ้า Hydrating Cream ไปด้วยเสมอ (จริงๆเราก็ชอบสลับใช้ไปเรื่อยๆแหละ เพราะนอกจากจะชอบลองของใหม่ๆแล้ว ยังแอบคิดไปเองว่าผิวจะดื้อยาด้วย 5555) เราปลื้มกับปรัชญาการปรนนิบัติผิวและการดูแลตัวเองที่ลุ่มลึกงดงามราวกับบทกวีของ Aēsop และครั้งแล้วครั้งเล่า เราก็แอบชื่นชมวิธีการถ่ายทอดสิ่งที่เป็นนามธรรมให้ออกมาเป็นรูปธรรม ผ่านการออกแบบสินค้าและการนำเสนอที่ทั้งสะดุดตาและให้แรงบันดาลใจ ไม่ว่าเราจะไป #hop ที่ประเทศไหน เวลาเดินผ่านร้าน Aēsop ทีไร มันเหมือนมีเวทมนตร์บางอย่างที่ทำให้เราอดใจไม่ไหว ต้องแวะเช้าไปชื่นชมทุกครั้ง แม้ว่าจะรู้อยู่แล้วว่าสินค้าส่วนใหญ่ก็เหมือนๆกับที่สาขาอื่นๆ คงเป็นเพราะพลังงานนามธรรมที่ Aēsop ทำเรารู้สึกได้นี่แหละมั้งที่ทำให้แบรนด์เติบโตอย่างเป็นรูปธรรมจากย่านเล็กๆใน Melbourne จนกลายมาเป็นแบรนด์สกินแคร์ะดับท็อปของโลกได้ . Where to buy: Aēsop counter at Central Department Store Website: www.central.co.th/th/aesop, www.aesop.com . #AesopSkincare #AesopThailand #LetsHoparound #ParsleySeed #รีวิวAesopParsleySeedAntiOxidant #รีวิวAesopParsleySeed #รีวิวAesop #รีวิวเอสอป #รีวิวเครื่องสำอางค์ #ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว . FB/IG: @hoparound.co Website: www.hoparound.co
- Les Espaces D’Abraxas ทะลุมิติสู่อพาร์ทเม้นท์ดีไซน์แปลก ณ ชานเมืองปารีส
Les Espaces D’Abraxas ทะลุมิติสู่โลเคชั่นถ่ายทำ Hunger Games ท่ามกลางสิ่งก่อสร้างดีไซน์แปลก ณ ชานเมืองปารีส ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา เราก็ได้แต่แหงนหน้ามองดูกลุ่มอาคารที่ดูลึกลับจนเกือบจะเหนือจริงแห่งนี้ด้วยความประทับใจ (การเลือกใช้ คำว่า Abraxas ซึ่งอยู่ในตำนานโบราณอายุนับพันปีก็ยิ่งทำให้ดูลึกลับไปอีก) และมันก็ช่างเข้ากันกับอารมณ์ Dystopia ของหนัง Hunger Games: Mockingjay จริงๆด้วย ตึกเหล่านี้ในความเป็นจริงแล้วเป็นโปรเจ็คท์ที่พักอาศัยสไตล์ Post-Modern ในย่าน Marne-La Vallée ทางฝั่งตะวันออกของปารีส และที่นี่ก็มีคนอาศัยอยู่มาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 80s โดยสามารถรองรับได้ถึง 591 ครัวเรือน และส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างด้าวที่อพยพมาจากประเทศต่างๆ จากหน้าตาของอาคาร ชาว #hopsters หลายคนอาจจะพอเดาออกว่าสถานที่แห่งนี้ออกแบบโดย Ricardo Bofill ปรมาจารย์สถาปนิกชาวสเปน เพราะงานของเขานั้นมีเอกลักษณ์โดดเด่น และมีความ Theatrical สูงมาก เขาออกแบบให้ Les Espaces D’Abraxas ประกอบไปด้วยสิ่งก่อสร้าง 3 ส่วนคือ Le Palacio, Le Théâtre และ L’Arc ซึ่งถูกจัดวางให้ปิดล้อมพื้นที่ด้านในเกือบรอบด้านและมีลานอยู่ตรงกลาง ไม่แน่ใจว่างานดีไซน์พื้นที่แบบเกือบปิดทั้งหมดนี้เป็นความตั้งใจจะสนองนโยบายผู้มีอำนาจสมัยนั้นที่ตัดสินใจสร้างเมืองใหม่โดยพยายามแบ่งแยกไม่ให้ผู้อพยพต่างด้าวไปอยู่ปะปนกับชาวฝรั่งเศสหรือไม่ แต่ที่แน่ๆคือ Drama ความแปลกแยกทางสังคมนั้นเข้มข้นกว่าความ Dramatic ของงานดีไซน์ไปอีกหลายดีกรี เพราะมันนำมาซึ่งปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนานระหว่างผู้คนต่างเชื้อชาติกับชาวฝรั่งเศสแท้ๆ จนทำประเด็นการทุบอาคารเหล่านี้ทิ้งได้ถูกหยิบยกขึ้นมาถกกันหลายครั้งหลายครา แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ทุบจริงๆเสียที นี่ก็เป็นหลักฐานยืนยันได้ชัดๆอีกครั้งว่าการออกแบบ Space นั้นมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของผู้คนอย่างมากจริงๆ ลองคิดดูสิว่าหากประเทศเราให้ความสนใจกับสิ่งนี้ บ้านเมืองเราจะน่าอยู่ขนาดไหน ความรู้สึกส่วนตัวของเราตอนที่ได้ไปเยือน Les Espaces D’Abraxas นั้นผสมกันระหว่างความประทับใจในมวลหนักๆของงานดีไซน์ชั้นครูที่ถ่ายรูปแล้วขึ้นกล้องมากๆ และความรู้สึกวังเวงชวนขนลุกพิกล ยิ่งตอนที่เรากำลังจะเดินกลับออกมาด้านนอกแล้วได้ยินเสียงคนดำตะโกนตามหลังซ้ำๆเป็นภาษาฝรั่งเศส ก็ทำให้เราต้องรีบสาวเท้าฉับๆเดินออกมาโดยเร็ว ฉะนั้นถ้าเพื่อนๆอยากจะตามรอยก็ขอให้ระวังก้นด้วยนะครับ www.hoparound.co
- BAUM ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า ผิวกายและน้ำหอมน้องใหม่จาก Shiseido
ใครที่ชื่นชอบงานแพ็คเกจจิ้งดีไซน์สวย ต้องหลงรักแบรนด์นี้แบบเราอย่างแน่นอน BAUM ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าผิวกายและน้ำหอมน้องใหม่จาก Shiseido ที่มีคอนเซ็ปต์ “EVERY TREE, A BEAUTIFUL BEGINNING” BAUM เน้นการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ่านแนวคิด "พลังแห่งต้นไม้" และ "การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ" ซึ่งเป็นแก่นแท้ของคนญี่ปุ่นมานานหลายศตวรรษ BAUM อ่านว่า "บาอุม" เป็นภาษาเยอรมันที่แปลว่า "ต้นไม้" ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ 27 ประเภทรวมถึงผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอาง, ทำความสะอาดหน้า, ครีมบำรุงผิว, ครีมทามือ, โลชั่นบำรุงผิวและน้ำหอมในห้อง มากกว่า 90% ของผลิตภัณฑ์ของ BAUM ผลิตจากวัสดุที่ได้จากธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้พาราเบน, ซิลิโคนหรือสีสังเคราะห์เลย จากแนวคิดของพลังแห่งต้นไม้ ที่มีอายุยั่งยืนเป็นเวลาหลายร้อยปีและมีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง BAUM ก็ให้ความสนใจกับฟังก์ชั่นสามอย่างคือ "การกักเก็บน้ำ", "การเติบโต" และ "การปกป้องสิ่งแวดล้อม" เพื่อเป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด ทางแบรนด์ BAUM จึงเลือกใช้ขวดพลาสติกและขวดแก้วที่สามารถนำกลับมาเติมรีฟิล แบบใช้ขวดเดิมซ้ำได้อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น BAUM ได้รีไซเคิลไม้โอ๊คจากกระบวนการผลิตเฟอร์นิเจอร์ร่วมกับ Karimoku Furnitire Inc. ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ชื่อดังของญี่ปุ่น และแค่นั้นยังไม่พอ ด้วยความรักษ์โลกของแบรนด์ ทางแบรนด์ยังมีส่วนร่วมในกิจกรรมการอนุรักษ์ป่าไม้โดยร่วมปลูกต้นไม้และปลูกต้นโอ๊กที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์ร่วมกับบริษัท Sumitomo Forestry Co. ในญี่ปุ่นอีกด้วย ตัวอย่างกลุ่มผลิตภัณฑ์ SKIN BAUM CLEANSING OIL 4,000 ¥ / 180 mL ราคาไทยประมาณ 1,200 บาท BAUM FACE WASH FOAM 3,500 ¥ / 150g ราคาไทยประมาณ 1,050 บาท BAUM HYDRO ESSENCE LOTION 6,500 ¥ / 150mL ราคาไทยประมาณ 1,950 บาท BAUM MOISTURIZING OIL 8,000 ¥ / 60mL ราคาไทยประมาณ 2,450 บาท ตัวอย่างกลุ่มผลิตภัณฑ์ MIND BAUM AROMATIC CANDLE 10,000 ¥ / 230g ราคาไทยประมาณ 3,000 บาท ตัวอย่างกลุ่มผลิตภัณฑ์ HAND & BODY BAUM AROMATIC HAND CREAM 2,700 ¥ / 75g ราคาไทยประมาณ 810 บาท BAUM AROMATIC BODY LOTION 3,600 ¥ / 180mL ราคาไทยประมาณ 1,080 บาท BAUM เปิดตัวเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา ที่ห้างสรรพสินค้า NEWoMAN สาขาโยโกฮาม่าที่แรก และก็จะมี Pop-up shop วันที่ 30 พฤษภาคมถึง 9 มิถุนายนที่ห้างสรรพสินค้า Isetan สาขาชินจุกุและจาก 6 มิถุนายนถึง 21 มิถุนายนที่ร้าน NEWoMAN สาขาชินจุกุ และที่ Takashimaya JR Gate Tower นาโงย่า Reference: baumjapan.com, corp.shiseido.com, IG; baum_global #Letshoparound #InspiringStuff #Skincare #BAUM #BAUM_beauty #skincareproducts #MoisturizingEmulsion #Emulsion #Shiseido #ญี่ปุ่น #ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวญี่ปุ่น #รีวิวผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
- MINI TRIP ธีมตรุษจีนที่ ASAI CHINATOWN
MINI TRIP ธีมตรุษจีนที่ ASAI BANGKOK CHINATOWN คงไม่มีที่ไหนในสยามประเทศที่จะเหมาะกับบรรยากาศตรุษจีนไปมากกว่าเยาวราช และคงไม่มียุคไหนที่การท่องเที่ยวเยาวราชจะโก้เก๋ไปกว่ายุคนี้ เพราะทั้งคาเฟ่ ร้านอาหาร และโรงแรมดูดีมีดีไซน์ต่างก็ทยอยผุดขึ้นมาให้ฮือฮาอย่างต่อเนื่อง วันนี้เราขอนำเสนอไอเดีย Mini Trip ธีมตรุษจีนให้ชาว #hopsters ได้มีกิจกรรมไม่ซ้ำใครเอาไปลงเป็นคอนเท้นต์ใน Social Media เราอยากชวนให้ไปปักหลักพักค้างกันที่ ASAI โรงแรมไลฟ์สไตล์ ดีไซน์ดี ในราคาที่เอื้อมถึง แถมอยู่ใจกลางไชน่าทาวน์ศูนย์รวมความอร่อย (ขออนุญาตปลดตะขอกางเกงนิดนึง) และความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมที่ตกทอดกันมานับร้อยปี ASAI เป็นแบรนด์ใหม่ล่าสุดในเครือดุสิตธานีที่เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวยุคใหม่ซึ่งมาพร้อมกับแนวคิด “Live Local” โดยสนับสนุนให้แขกที่เข้าพักได้รับประสบการณ์ที่เป็นเสน่ห์เฉพาะในแต่ละ Location อย่างเต็มที่ เรื่องของความเป็นมืออาชีพนั้นมียี่ห้อ DUSIT รับรองหายห่วง และบนถนนเจริญกรุงกลางแหล่งวัฒนธรรมชาวจีนที่เก่าแก่ของกรุงเทพฯแห่งนี้ก็เป็นทำเลแรกที่ ASAI เลือกให้เป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวแห่งอนาคตตาม vision ของแบรนด์ งานตกแต่งภายในของ ASAI นั้นดูทันสมัยถูกจริตคนรุ่นใหม่จริงๆทั้งเรื่องของรูปทรง เส้นสาย และวัสดุที่เลือกใช้ รวมไปถึงการสร้าง Courtyard ตรงกลางให้แสงธรรมชาติสาดเข้ามาเพื่อให้รู้สึกโปร่งสบาย ในขณะเดียวกันทุกๆมุมนั้นก็เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ท้องที่ของเยาวราชที่สอดประสานเข้าด้วยกันกับความทันสมัยได้อย่างงดงามและกลมกลืน หลายๆคนคงจะมีห้องอาหาร JAMJAM เป็นมุมโปรดในโรงแรมเหมือนกับเรา ที่นี่เสิร์ฟตั้งแต่อาหารเช้า กลางวัน และเย็น รวมไปถึงเครื่องดื่มและของทานเล่นระหว่างมื้อด้วย เอาเข้าจริงๆเราก็ใช้ที่นี่เป็นที่หลบร้อนระหว่างเดินสำรวจเยาวราช (อย่างที่บอกโรงแรมอยู่ตรงกลางจุดท่องเที่ยวต่างๆพอดี) และบางทีก็นั่งคุยกันจนเพลินเลย เราเลือกห้องพักแบบ Roomy Queen City View ห้องพักค่อนข้างกว้างมาก ขนาด 22 ตร.ม. มีโซนโต๊ะทำงาน ทีวี ตู้เย็น ตู้นิรภัย ครบครันมากๆ มื้อเช้าของโรงแรม อาหารเช้าเป็นเซ็ตมาตรฐานคาดเดาได้ สำหรับเรารู้สึกว่าน้อยไปนิด แต่เมื่อเทียบกับราคาค่าห้องแล้วก็ถือว่ารับได้ และความจริงเราก็แพลนว่าจะไปตระเวนชิมร้านข้างนอกอยู่แล้วก็เลยคิดว่าดีที่ไม่อิ่มเกินไป เพื่อให้เต็มอิ่มกับทริปนี้มากขึ้น เรามาปูพื้นฐานประวัติศาสตร์ของเยาวราชกันเล็กน้อย ว่ากันว่าชุมชนเยาวราชนั้นเกิดขึ้นมาพร้อมๆกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เลยทีเดียว แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์บางอย่างก็แสดงให้เห็นว่ามีชุมชนชาวจีนอยู่มาก่อนหน้านั้นอย่างยาวนาน เช่นศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ย ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในเยาวราชนั้นก็มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่พ.ศ. 2201 ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเลยทีเดียว (อายุ 363 ปีแล้ว!)ใครสนใจจะเข้าไปไหว้ขอพร ก็เดินจากโรงแรมเพียง 4-5 นาที หรือหากจะไปวัดมังกรฯ (วัดเล่งเน่ยยี่) สถานที่แก้ชงท็อปฮิตของชาวกรุง ก็ห่างจากโรงแรมไปแค่ 3 นาทีเท่านั้น ถ้าจะให้ใกล้กว่านั้นไปอีกก็ขอให้ไปที่ศาลเจ้าหลีตีเมี๊ยวในซอยข้างโรงแรม ที่นี่เป็นศาลเจ้าลัทธิเต๋าซึ่งเป็นที่นิยมของคนที่ต้องการขอคู่ครอง ขอลูก และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพต่างๆ ส่วนถนนเยาวราชนั้นถูกตัดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยใช้เวลาถึง 8 ปีทั้งที่ความยาวแค่กิโลเมตรนิดๆเท่านั้น ถนนสายนี้เป็นแหล่งการค้ามาตั้งแต่แรกเพราะได้รับอานิสงส์มาจากการลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริ่งในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่เปิดให้มีการค้ากับชาติตะวันตกมากขึ้น และคงไม่มีใครที่จะค้าขายเก่งไปกว่าชาวจีนแล้วล่ะ อย่างที่รู้ๆกันอยู่ว่าตลอดสองฝั่งถนนนั้นเรียงรายไปด้วยร้านค้าสินค้าหลากชนิด ตั้งแต่ทองคำอันเลอค่าอมตะ ไปจนถึงเครื่องเทศยาจีน เครื่องประดับเสริมมงคล และที่ขาดไม่ได้ก็คืออาหารเลิศรสที่หลายคนติดใจ แค่เดินจากโรงแรมไม่กี่ก้าว เราก็จะพบกับ Street Food สไตล์จีนโบราณชวนให้น้ำลายสออย่างไม่ขาดสาย ร้านเจ๊เอ็งก๋วยเตี๋ยวหลอดโบราณ เราแวะต่อคิวร้านเจ๊เอ็งก๋วยเตี๋ยวหลอดโบราณที่อยู่หน้าโรงแรมเพื่อเจิมกะเพาะ ก่อนที่จะออกตามล่าของกินแบบ Non-Stop กันรัวๆ ทั้งร้านดังๆและร้านที่คนรู้จักน้อยแต่อร่อยมากๆ Location: https://goo.gl/maps/gttLC245Q95xH7RcA เดินไปนิดเดียวก็จะเจอหมี่จับกังที่จุใจทั้งรสชาติและปริมาณ / นายหมงหอยทอดเชลล์ชวนชิม Specialist ด้าน หอยทอด ออส่วน อ่อลั่วะ และข้าวผัดปู / ขาหมูนายอุ๊ ขาหมูโบราณใส่ถั่วต้มเห็นแล้วต้องกลืนน้ำลายเอื๊อก / ข้าวต้มปลา(ตรอกถั่วงอก) เนื้อปลาเก๋าชิ้นโตๆซดกับน้ำซุปเคี่ยวรสกลมกล่อม / จก โต๊ะเดียว อาหารทะเลสไตล์จีนอร่อยเกินบรรยาย / ตือฮวนเกี่ยมฉ่ายอาหารโบราณที่หากินได้ยากมาก ลิสต์นี้ที่จริงแล้วก็คงยาวต่อไปได้เรื่อยๆไม่รู้จบจริงๆ นี่ยังมีร้านหวานเย็นแบบจีนๆอีกนับไม่ถ้วนที่ยังไม่ได้พูดถึง กู่หลงเปา สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึก Wow เป็นพิเศษก็คือ ซาลาเปาจากร้าน “กู่หลงเปา” ที่ทำขายกันมาหลายชั่วอายุคน แต่เพิ่งจะเริ่มสร้างเป็นแบรนด์จริงจังในปีที่ผ่านมา จุดเด่นของซาลาเปาที่นี่คือเนื้อแป้งที่หอมกลิ่นหมักอ่อนๆ และมีความ Chewy เบาๆหลังจากที่กัดผ่านความนุ่มลงไปแล้ว เราแนะนำไส้เผือกที่ทั้งหอมมมมมม และมี Texture นุ่มเนียนเหนียวไม่เหมือนใคร อร่อยจริงๆนะ Surprised มาก Location: https://g.page/gulongbao?share ร้านหอยแครงป้าจิน ถนนผดุงด้าว (หรือชื่อที่เราเรียกกันคุ้นปากว่าซอยเท็กซัส) ที่เชื่อมระหว่างเจริญกรุงกับเยาวราชนั้น ก็อยู่ตรงหน้าโรงแรมพอดี เดินผ่านเส้นนี้มีหรือจะไม่แวะร้านหอยแครงป้าจินชื่อดังประจำซอย เราเคยมาทานตั้งแต่ป้ายังยืนขายเอง ตอนนี้กิจการรุ่งเรืองมองไปเห็นแต่ลูกน้องแล้ว ร้านป้าจินเปิดตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนถึงค่ำ Location: https://goo.gl/maps/9FZ8qKoYFQ3wN3g18 ร้านราดหน้าอยู่อี่ แต่ถ้าเพื่อนๆแวะมาแถวนี้ตอนกลางวันก็มีร้านราดหน้าอยู่อี่สูตรโบราณหอมกระเทียมและมีรสหวานปะแล่มๆกำลังอร่อยให้แวะชิม Location: https://goo.gl/maps/AiWvuuT1Yt1LVH1aA Ba Hao Tien Mi และที่ขาดไม่ได้ก็คือร้านขนมหวานจีนสมัยใหม่ Ba Hao Tien Mi ที่นี่เป็นสาขาที่ได้บรรยากาศความเป็นจีนที่สุด Location: https://g.page/bahaotianmi?share ตอนแรกเราก็กะจะทำคอนเท้นต์แนะนำร้านอื่นๆอีกในเยาวราช แต่ถ้าจะไล่พูดถึงแต่ละร้าน อีก 3 วันก็คงไม่จบ เอาเป็นว่าใครชอบทานอะไรน่าจะหาข้อมูลกันได้ไม่ยาก ทั้งร้านต้นตำรับโบราณ และร้านคาเฟ่เท่ๆเก๋ๆคาแรคเตอร์จัด พอได้มาเดินดูจริงๆย่านนี้มีอะไรมากกว่าที่คิดนะครับ และสำหรับเราแล้วถ้าจะสำรวจเยาวราช ASAI คือโรงแรมที่เหมาะทั้งในเรื่องทำเล ดีไซน์ และราคา เราชื่นชมแนวคิดของทางแบรนด์ ตั้งแต่การคิดชื่อที่มีความหมายเหมาะเจาะกับธุรกิจโรงแรม ต่างชาติก็อ่านง่าย แถมมองผ่านๆยังแอบสลับตัวอักษรอ่านเป็น ASIA ซึ่งก็เข้ากับคาแรคเตอร์ของแบรนด์ได้อีก ยิ่งเป็นแบรนด์ไทยที่ Execute ออกมาได้ดีแบบนี้แล้วก็ยิ่งน่าสนับสนุนมากๆ เราแอบตื่นเต้นอยากเห็นว่า ASAI ในทำเลต่อๆไป (สาทรคือโลเคชั่นถัดไป) ทั้งในไทยและต่างประเทศจะเป็นอย่างไร แต่ในวันนี้ถ้าเพื่อนๆอยากใส่กี่เพ้าเดินเยาวราชช่วงตรุษจีน เราขอแนะนำ ASAI CHINATOWN ก่อนเลยฮะ รายละเอียดเพิ่มเติม Tel: +6622208999 Website: https://asaihotels.com/asai-chinatown/ Email: asai.chinatown@asaihotels.com #LetsHoparound FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co












