Search Results
133 results found with an empty search
- The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip
The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก พระเจ้าคงจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษตอนที่สร้างดินแดนส่วนนี้ของโลกขึ้นมา เพราะชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาที่ตระหง่านรับคลื่นลมจากมหาสมุทรแปซิฟิคอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้ช่างเปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์เหลือล้นจนน่าอิจฉาจริงๆทั้งหาดทราย ภูผา ป่าสน ทะเลสาบและอากาศที่เย็นสบายกำลังดี ที่นี่มี พลังงานบางอย่างที่ดึงดูดเราอย่างมาก แค่เพียงหลับตาภาพ Roadtrip บนถนนที่เลาะเลี้ยวไปตามเนินผาริมทะเล คลอเคล้าเสียงเพลง West Coast hip hop ก็แว่บเข้ามาทำให้อารมณ์ดีได้แล้ว . ทริปนี้เราจะพาคุณ #hop ไปทำความรู้จักกับ West Coast ของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เหนือจรดใต้ จาก Seattle ไปจน San Diego เลยทีเดียว วันนี้ขอวางภาพกว้างๆให้เพื่อนๆรับมวลพลังรวมๆของที่นี่กันเอาไว้ก่อนแล้วในโพสต์ต่อๆไปเราจะทยอยเจาะจุดสำคัญๆกันเนอะ . พร้อมกันแล้วยังงงงงง พร้อมแล้วไป #hop กันเลย! #letshoparoundtheamericanwestcoast (แฮชแท็คยาวไปไหนเนี่ย...^^) งั้นใช้ #LetsHoparoundUSA แทนแล้วกันนนนเนอะ The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Tri ทริปนี้เราไปกันคนละรอบ รอบแรก บินไปลง Seattle แล้วขับรถเที่ยวเรื่อยๆจนมาถึง San Francisco รอบที่สอง บินไปลง San Francisco เที่ยวไปเรื่อยๆลงมาถึง San Deigo และวกเข้า Los Angeles เราใช้เวลาเที่ยวรอบละประมาณ 15 วัน ค่าใช้จ่ายคร่าวๆประมาณ 3,000-4,000 USD ต่อคน ถ้าไปกะเพื่อนหลายๆคนก็ยิ่งช่วยแชร์ค่าเช่ารถที่พักและอาหารการกินต่างๆ ก็จะยิ่งถูกลง ถ้านับรวมกันขับรถจากเหนือสุด Seattle ถึง ใต้สุด San Diego ก็ประมาณ 1,256 ไมล์ The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip Seattle, Washington เมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐ Washington ที่มีชื่อเล่นว่า Evergreen State หรือรัฐที่เขียวตลอดกาล เพราะที่นี่อุดมไปด้วยป่าไม้และการเกษตร เรียกว่ามาที่เดียวได้ครบรสทั้งเมือง ภูเขา และทะเล ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/seattle นอกจาก Landmark อย่างหอคอย Space Needle ที่สูงเด่นอยู่กลางเมืองแล้ว Seattle ยังมีตลาดสดเก่าแก่อย่าง Pike Place Market ที่กลายมาเป็นอีก icon ชื่อดังของเมือง และที่อยู่ติดกับตลาดนี้เองก็เป็นที่ตั้งของ Starbucks สาขาแรก (เท่าที่ยังเหลืออยู่) Pike Place Market Location: https://goo.gl/maps/BpBd6mqhqjuWQJPS9 ใช่แล้ว... ที่นี่เป็นทั้งบ้านเกิดและสำนักงานใหญ่ของ Starbucks แต่ไม่เพียงเท่านั้น ทั้ง Microsoft และ Amazon ต่างก็เลือก Seattle เป็นศูนย์บัญชาการใหญ่เช่นกัน โดยเฉพาะ Amazon ที่รุกหนัก กว้านซื้อที่ดินกลางเมือง สร้างเป็น Campus ของตัวเองที่ประกอบไปด้วยอาคารกว่า 45 หลัง ที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็น The Amazon Spheres สวนพฤกษชาติในอาคารทรงกลมที่ใช้เป็นพื้นที่ให้พนักงานมาเดินหาแรงบันดาลใจในการคิดงาน (คนนอกก็เข้าได้นะ แต่ต้องจองคิวล่วงหน้า) Portland, Oregon ที่นี่คือเมืองต้นตำรับฮิปสเตอร์ เมืองแห่งดอกกุหลาบ เมืองปลอดภาษี ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ Nike และนิตยสาร Kinfolk เมืองแห่งกิจกรรมเดินเขา-เข้าป่า-แคมปิ้ง และร้านน้องข้าวมันไก่ Portland เป็นเมืองใหญ่ขนาดเล็กที่มีเสน่ห์ล้นเหลือ อาหารดี กาแฟดี ขนมดี ผู้คนเป็นมิตร ออกนอกเมืองไปนิดก็เจอทั้งภูเขาหิมะ แม่น้ำ น้ำตก และชายหาดที่สวยมหัศจรรย์ ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/portland ที่นี่ยังมีร้าน Powell’s Books ร้านหนังสืออิสระที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/fZbaBSnwShLULUwMA โดยไม่ทันรู้ตัว คุณอาจจะแปลกใจที่ Portland กลายมาเป็นเมืองโปรดของคุณท่ามกลางความสงบเรียบง่ายเหมือนกับเราก็ได้ Stumptown Coffee Roasters ร้านกาแฟชื่อดังของที่นี่ Location: https://goo.gl/maps/SD81oybuS18mC6iEA Portland Women's Forum | State Scenic Viewpoint Location: https://goo.gl/maps/tg5BjEhEWdXVgmk59 Lake Tahoe Lake Tahoe เป็น Alpine Lake ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ — Alpine Lake หมายถึงทะเลสาบที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 5,000 ฟุต (ประมาณ 1.5km) ขึ้นไป — อยู่บนเทือกเขา Sierra Nevada ที่กั้นระหว่างรัฐ California กับ Nevada ถ้าขับรถจาก San Francisco ก็จะใช้เวลาประมาณ 3.5 ชั่วโมงขึ้นมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากสูงมากๆแล้วยังสวยมากๆด้วย ทะเลสาบแห่งนี้นั้นขึ้นชื่อเรื่องน้ำสีฟ้าที่ใสปิ๊งและความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ ในแต่ละฤดูกาลก็จะมีเสน่ห์ต่างกันไป ที่นี่จึงดึงดูดนักกิจกรรมเอ้าท์ดอร์ผู้หลงไหลความงามของป่าเขาลำเนาไพร แต่เชื่อเราเถอะ แค่ได้มาสูดอากาศและถ่ายรูปไปอวดเพื่อนๆก็คุ้มมากแล้ว ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/lake-tahoe Location: https://goo.gl/maps/9yffZ2oojPrheNZW9 The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip Yosemite National Park ขับรถต่อลงทางใต้บนเทือกเขาเดียวกัน และเส้นทางที่หวาดเสียวเคี้ยวคดมากกกกเกือบ 3 ชั่วโมง เราก็จะพบกับภาพผาหินแกรนิต El Capitan ที่คุ้นตากันดีสำหรับคนที่ใช้ iMac แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับของจริงที่อลังการและโคตรตราตรึงใจ จากจุดชมวิว Tunnel View ตรงนี้ เรายังสามารถเห็นน้ำตก Bridalveil Falls ที่ตกฟุ้งเป็นสายจากที่สูง สวยราวกับผ้าคลุมผมเจ้าสาว ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติและเป็นมรดกโลกที่อุดมสมบูรณ์อย่างมาก เรายังเจอน้องหมีเดินเล่นเลย ต้นซีคัวยาเก่าแก่ขนาดมหึมา รวมไปถึงทุ่งหญ้าเขียวขจีที่แซมด้วยดอกหญ้าหลากสีและมีสัตว์ป่ามาวิ่งเล่นก็เป็นอีกไฮไลท์ของที่นี่ ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/yosemite-national-park Location: https://goo.gl/maps/4S3yrz2b8A591k6K6 San Francisco สะพาน Golden Gate สีแดงที่ทอดยาวเป็นกิโลคงเป็นภาพจำอันดับหนึ่งของเมืองศูนย์กลางการค้าแห่ง California ตอนเหนือแห่งนี้ เราตกหลุมรักบ้านเรือนสไตล์ Victorian สีสันน่ารักบนเนินสูงบ้างเตี้ยบ้าง และรถรางโบราณที่วิ่งรับส่งผู้คน China Town ของที่นี่น่าจะใหญ่ที่สุดในอเมริกา และเป็นชุมชนคนจีนนอกเอเชียที่ใหญ่ที่สุด แต่ในช่วงทศวรรษหลังมานี้ชุมชนชาว Tech ก็ขยายตัวใหญ่โตไม่แพ้กันที่ Silicon Valley ทางตอนใต้ของเมือง หอคอย Coit Tower สีขาวบนยอดเนินสูงก็อาจจะทำให้หลายคนนึกขึ้นได้ว่าที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดของร้านไอติมยี่ห้อดังที่มีสาขามากเมืองไทย ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/san-francisco Monterey/Carmel Highlands ลงใต้มาจาก San Francisco เพียง 2 ชั่วโมงนิดๆ พร้อมวิวสวยๆและเมืองเล็กๆให้แวะกินกาแฟระหว่างทาง เราก็จะพบกับความยิ่งใหญ่อันงดงามของคลื่นที่ถาโถมเข้ากระแทกโขดผาหินบน Cabrillo Highway (SR 1) ยิ่งเมื่อถึงจุดที่มีสะพานดีไซน์เท่ๆเชื่อมเส้นทางเข้าด้วยกันความมหัศจรรย์ก็ยิ่งทวีคูณ เราเห็นศิลปินมาตั้งกระดานวาดรูประหว่างเดิน hiking ลงสีกันสวยหยด ส่วนเราเองก็ถ่ายรูปกันไม่หยุดเลย อันที่จริงเราสามารถขับรถต่อบน Highway นี้ได้ยาวผ่าน Big Sur และชมวิวสวยๆตลอดทางไปจนถึง Los Angeles เลยทีเดียว Highway 1 / Bixby Creek Bridge Location: https://goo.gl/maps/SE8ewT7LEvkVhUkC9 The California Sea Otter State Game Refuge Location: https://goo.gl/maps/mZHKHGup7unMuHht6 Monterey Plaza Hotel & Spa Location: https://goo.gl/maps/qVuhGrxtoemaTsEn6 Tidal Coffee Location: https://goo.gl/maps/GPNHDcai85pmBUGR8 Los Angeles พี่ใหญ่สุดในบรรดาเมืองต่างๆบน West Coast แหล่งกำเนิดอุตสาหกรรมบันเทิง Hollywood และ Pop Culture ต่างๆมากมาย ทำให้ LA อู้ฟู่กลายเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของอเมริกาที่มีครบครันในทุกสิ่งอย่าง ฉะนั้นทั้งไลฟ์สไตล์ แฟชั่น อาหาร ช็อปปิ้ง และความ Glam ต่างๆ ที่นี่มีให้คุณอย่างเหลือเฟือดกอุดมแน่นอน แม้กระทั่งชุมชนคนไทยที่นี่นั้นก็มีขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกา และกินพื้นที่ถึง 6 บล็อคถนนด้วยกัน ผังเมืองของ LA นั้นแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ถนนที่ขนาบด้วยต้นปาล์มสองข้างทาง และบ้านหรูของเหล่าคนดังใน Beverly Hills เป็นเพียงฉากหน้าที่เราเห็นได้จากในสื่อทั่วไป LA มีซอกมุมที่น่าค้นหาอีกเยอะมาก รวมถึงย่านชิลล์ๆติดทะเลอย่าง Santa Monica ที่เราประทับใจในบรรยากาศสวนสนุกด้วยทุกอย่างเข้ากันอย่างกับในหนังเลย ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/los-angeles Location: https://goo.gl/maps/Tpg2vs5zUFMUB8Gt7 Downtown Los Angeles Location: https://goo.gl/maps/opNpGxcU7mLTWKDS9 The Last Bookstore Location: https://goo.gl/maps/9a2tabPuUwvHQfSs9 The Broad Location: https://goo.gl/maps/b4UC5wrZoRq5vKEfA Santa Monica Beach Location: https://goo.gl/maps/cWhoHzSMpUX7kLr49 Palm Springs เมืองตากอากาศและบ้านพักคนชรา (และมีเอ้าท์เล็ตแบรนด์เนม!) เราใช้ที่นี่เป็นจุดพักเพื่อออกไปสำรวจบริเวณรอบๆอย่าง อุทยานต้นไม้ประหลาด Joshua Tree ที่มาพร้อมกับฉากโขดหินเท่ๆแปลกตาอย่างกับมีใครมาจัดวางไว้อย่างนั้นแหละ Location: https://goo.gl/maps/GZ7xgNBYLiwfBYAR7 Joshua Tree National Park Location: https://goo.gl/maps/vLeCLZC4JnTuLCrJ9 Salvation Mountain อีกที่หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจาก Palm Springs นั้นก็คือ “Salvation Mountain” งานอาร์ทบนเนินดินที่โดดเด่นไปด้วยสีสันและแนวคิดที่รับอิทธิพลมากจากยุค hippie เป็นผลงานของ Leonard Knight (ผู้พักอาศัยอยู่แถวนั้น) ที่สร้างจากวัสดุธรรมชาติและสีไร้สารตะกั่วนับพันแกลลอนเลยทีเดียว ผลงานชิ้นนี้ตั้งอยู่ใน Slab City ซึ่งเคลมตัวเองว่าเป็น “พื้นที่แห่งอิสรภาพผืนสุดท้ายในอเมริกา” และเป็นแหล่งที่พักอาศัยของบรรดาอดีตฮิปปี้ คนต่อต้านสังคม รวมไปถึงคนที่หนีหนี้โดยต่างมาจับจองที่ดินอยู่กันโดยไม่มีกฎหมายรองรับ Location: https://goo.gl/maps/yVHXEJ5Qjx8XMwGL7 San Diego เมืองใหญ่อันดับ 2 ของรัฐ California ที่ติดกับชายแดน Mexico และมีบรรยากาศสบายๆ เราเอ็นจอยการขี่สกู๊ตเตอร์ชมเมืองที่ดูน่ารักกว่าที่คิด ที่นี่เป็นที่ตั้งของฐานทัพเรืออเมริกันขนาดใหญ่ มีชายหาดที่เหมาะแก่การเล่นเซิร์ฟ และเราชอบ Little Italy ที่นอกจากอาหารอิตาเลียนแล้ว เรายังสามารถเดินเล่นได้เพลินๆเพราะมีทั้งร้านเสื้อผ้าแนวๆ แผ่นเสียงอินดี้ งานฝีมือ และตลาดนัด Mercato Farmers’ Market ที่มีของน่ากินและงานฝีมือมาขาย Location: https://goo.gl/maps/fPuHvoVvxXaUeaLq7 Little Italy Location: https://goo.gl/maps/UGPswr5gg2RUiWhC7 ยินดีด้วยครับ! คุณเพิ่งจบการ #hop ไปกับอภิมหาทริปที่ปกติคงต้องใช้เวลาเป็นเดือนถึงจะเที่ยวเต็มอิ่ม แต่วันนี้เราพาคุณไปครบได้ภายใน 1 โพสต์เท่านั้น โลกนี้ช่างกว้างใหญ่และสวยงามจริงๆ ติดตามร่วม #hop ไปกับเราในโพสต์ย่อยเจาะแต่ละสถานที่ท่องเที่ยวกันต่อๆไปเร็วๆนี้นะคร้าบบบบ . #LetsHoparoundUSA #LetsHoparound #Travel #USA #WestCoast #RoadTrip #America #โรดทริปอเมริกา #ขับรถเที่ยวอเมริกา #เที่ยวอเมริกา #รีวิวอเมริกา #ไปอเมริกาใช้งบเท่าไหร่ . FB/IG/YouTube/TikTok: @hoparound.co Website: www.hoparound.co The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip
- Singapore Airline Flight Review รีวิว Premium Economy สิงคโปร์แอร์ไลน์ ชั้นประหยัดพิเศษ
Flight review - Premium Economy กับสิงคโปร์แอร์ไลน์ส บินไปซานฟรานซิสโกบนเครื่องบินแบบใหม่แอร์บัส A350-900 —————— Premium Economy หรือ ชั้นประหยัดพรีเมียม ถามว่าต่างจากชั้นประหยัดปกติยังไง บอกเลยครับว่าต่างตั้งแต่ขั้นตอนการเช็คอิน เพราะเราสามารถเข้าช่องเช็คอินพิเศษ โดยไม่มีคิวตั้งแต่สนามบินสุวรรณภูมิเลย และยังได้สิทธิ์การได้รับกระเป๋าก่อนด้วย ที่นั่งก็กว้างกว่าและ ปรับเอนได้มากกว่า คุ้มค่ามากเมื่อบินไกลๆครับ เช่นไฟลท์นี้ของเราที่เป็นแบบ ultra-long haul โดยใช้เวลาบินจากสิงคโปร์ทั้งหมด 15 ชั่วโมง ก็เลยคิดว่าถ้าบิน Economy ปกติคงเมื่อยและอึดอัดแน่ๆ บังเอิญตอนนั้นได้ตั๋วโปรโมชั่นมาในราคาแค่ครึ่งเดียว (35,XXX บาท จากราคาเต็ม 75,XXX บาทโดยประมาณ) ถือว่าโคตรคุ้ม แถมเรายังเลือกบินแบบ Multi-City ด้วยคือไป-กลับ คนละสนามบินตามนี้ครับ ขาไป Bangkok(BKK) - Singapore(SIN) - San Francisco(SFO) ขากลับ New York(JFK) - Singapore(SIN) - Bangkok(BKK) แต่เนื่องจากขาออกขากรุงเทพไปสิงคโปร์ เขาใช้เครื่อง Airbus 330 ซึ่งไม่มีที่นั่งแบบ Premium Economy ก่อนถึงวันเดินทาง 7 วันทางสายการบินส่ง E-mail มาให้ลองใช้บริการอัพเกรดที่นั่ง mySQupgrade ในวิธี bid-to-upgrade programme คือ เราสามารถประมูลเพื่ออัพเกรดที่นั่งได้โดยจะเลือกจ่ายเงินกี่บาทก็ได้ เราเลยไม่รอช้าลอง bid ดูไปประมาณ 3,000 บาท (ถ้าจำไม่ผิด) ปรากฎว่าได้ครับ ได้เลื่อนขั้นเป็นชั้นธุรกิจเลย สบายสุดๆ (แต่เฉพาะขาไปสิงคโปร์จากกทม.นะ) รีวิว Singapore Airline Flight Review Premium Economy รวมน้ำหนักกระเป๋า 2 ใบๆละ 23 kgและ Carry-On ไม่เกิน 7 kg อีก 1 ใบ สามารถสะสมไมล์กับเครือ Star Alliance ได้ หรือจะสะสมผ่านโปรแกรม Krisflyer Miles ของสิงคโปร์ หรือจะเลือก Royal Orchid Plus ของการบินไทยก็ได้ โดยจะได้ไมล์สะสม 100% ของเส้นทางบินจริงครับ (คุ้มเว่อร์!) —————— มาเริ่มกันที่เลาจ์ของ KrisFlyer ที่สุวรรณภูมิ การตกแต่งที่นี่รู้สึกสบายมากครับ ใช้สีโทนสว่างทันสมัยเลยทำให้ดูกว้าง รู้สึกไม่อึดอัด ที่นี่มีโซนพักผ่อน โซนอาหาร และโซนบาร์เครื่องดื่มที่เราสามารถสั่งพนักงานชงให้ได้เลย มีพนักงานคอยให้บริการตลอด ภายในเลาจ์ก็มีอาหารให้เลือกหลากหลาย ทั้งของคาว เบเกอรี่ สลัด ขนมหวาน และเครื่องดื่มต่างๆ นิตยสารก็มีนะ จอบอกสถานะไฟลท์บินก็ชัดเจนดีครับ เครื่องบินที่ใช้บินวันนี้คือ แอร์บัส A330–300 จัดเรียงเป็นแบบ 2-2-2 จอส่วนตัวพร้อมที่เก็บของมากมาย ขึ้นมาบนเครื่องก็โชว์บัตรโดยสารและพนักงาน ก็พาเราไปนั่งที่หมายเลขที่ระบุบนตั๋วครับ จากนั้นก็เสิร์ฟ Welcome Drink ไฟลท์เช้าวันนี้เสิร์ฟอาหารเช้าเป็นข้าวผัดไข่ เสริฟพร้อมไก่ กุ้งและผัดผัก รสชาติดีเชียว เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาทีก็ถึงสิงคโปร์ละครับ พอถึงสนามบิน Changi Singapore แล้วก็ทำการเปลี่ยนเครื่องบิน โดยเครื่องบินที่เราจะใช้เดินทางต่อวันนี้คือเครื่องบินลำใหม่ Airbus A350-900 ชั้นธุรกิจ Business Class ที่นั่งในโซนนี้จะจัดเรียงเป็น 1-2-1 มี 67 ที่นั่ง คุมโทนสีได้ดี ทันสมัย น่านั่ง โดยจะทำการบินตรงไปยังสนามบินซานฟรานซิสโกเลย ชั้นโดยสารของเที่ยวบิน SG34 บนเครื่องบินนี้ จะมีให้บริการแค่ที่นั่งแบบ Business Class และ Premium Economy เท่านั้นครับ (ไม่มี Economy) ชั้นประหยัดพรีเมียม Premium Economy ที่นั่งในโซนนี้จะจัดเรียงแบบ 2-4-2 มี 94 ที่นั่ง แต่เฉพาะแถว 3 แถวสุดท้ายของเครื่อง (แถวที่ 40-41-42) จะจัดเรียงแบบ 1-4-1 ฉะนั้นถ้าอยากนั่งเดี่ยวๆไม่เบียดกับใครให้จอง 3 แถวนี้นะครับ เช็คดูดีๆเพราะมีแค่ลำละ 6 ที่นั่งเท่านั้นนะ ตอนเราบินเค้ายังเปิดให้จองได้ (ตอนนี้เหมือนจะไม่เปิดให้จองแล้ว) เราก็เลยเลือกที่นั่ง 40H ติดหน้าต่าง ถึงแล้วววว ที่นั่งของเรา 40H ที่นั่งเดี่ยวติดทั้งหน้าต่างและทางเดิน บอกเลยว่าสบายสุดๆ ไม่ต้องไปเบียดกับใคร และที่สำคัญมีช่องเก็บของข้างที่นั่งที่ใหญ่มาก วางของได้สบายเลย เรียกได้ว่าเป็นสเปซที่พิเศษมากครับ นอกจากนี้ยังมีช่องเก็บของเฉพาะสำหรับขวดน้ำ แล็ปท็อป หูฟัง และของใช้ส่วนตัวอื่นๆ เก้าอี้ของ Premium Eco นี้มีเบาะรองน่องและที่พักเท้าในตัวที่นั่ง เพื่อให้ตำแหน่งการนอนที่เหมาะสมที่สุด เพียงแค่ปรับเอนเบาะยืดตัวลงนอนก็รู้สึกหลวมๆสบายเพราะระยะห่าง ระหว่างที่นั่งกว้างถึง 38 นิ้ว มีช่องเก็บของส่วนตัวด้านข้าง, ช่องเสียบ USB 2 ช่อง ไฟอ่านหนังสือส่วนตัวแบบปรับได้เอง รวมไปถึงปลั๊กไฟที่ซ่อนอยู่ใต้ที่นั่ง สามารถเสียบชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้สบายๆ, ด้านหน้าที่นั่งก็จะมีแม็กกาซีนต่างๆ และ ก็จะมีหูฟังแบบ On Ear ที่มาพร้อมกับฟังก์ชั่น Noise Cancelling, ของใช้ต่างๆ ที่แพ็คมาในถุงเล็กๆนี้ ประกอบไปด้วย แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ถุงเท้ายาว และผ้าปิดตาครับ เรื่องความบันเทิงของ KrisWorld ก็มีให้แบบไม่ต้องกลัวเบื่อเลย เพราะมีตัวเลือกกว่า 1,000 รายการ ทั้งภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ สารคดี เพลง เกม และแอปพลิเคชันบนหน้าจอสัมผัสขนาด 13.3 นิ้วแบบ HD แต่ถ้าใครยังรู้สึกว่าไม่หนำใจ ก็สามารถซื้อบริการแพ็คเก็จ wifi บนเครื่องเพิ่มได้ด้วย สิงคโปร์แอร์ไลน์สยังเปิดให้จองเมนูพิเศษออนไลน์ หรือที่เรียกว่า Book the Cook คือเพื่อนๆสามารถจองอาหารจานหลักจากเมนูพิเศษที่มีตัวเลือกหลากหลาย สำหรับชั้นประหยัดพรีเมียมได้ก่อนการเดินทาง 24 ชั่วโมง ซึ่งปกติจะจัดให้ในคลาสบิสิเนสและเฟิร์สเท่านั้นหรือจะเลือกจาก 3 รายการปกติบนเครื่องก็ได้ และส่วนเครื่องดื่มก็มีทั้งแชมเปญ ไวน์ สปิริตและซอฟท์ดริ้งค์อื่นๆให้เลือกตามความชอบได้เลย ระหว่างบิน พนักงานก็เดินให้บริการเครื่องดื่มทุกชั่วโมง แถมมีแอปเปิ้ลให้ด้วย โดยสรุปแล้วการบินบนชั้น Premium Eco นั้นก็ถือได้ว่าสะดวกสบายกว่าแบบ Eco ธรรมดาพอสมควร ตั้งแต่ช่องพิเศษในการเช็คอิน การขึ้นเครื่องก่อน ความกว้างและความสบายของที่นั่ง สิทธิ์ในการจองเมนูพิเศษล่วงหน้า ไปจนถึงสิทธิ์ในการได้กระเป๋าก่อน ยิ่งถ้าได้ตั๋วในราคาโปรโมชั่นแบบเราด้วยแล้ว ถือว่าคุ้มค่ามากๆ อ่อ ถ้าทำได้ก็อย่าลืมเคล็ดลับในการจองให้ได้บริการพิเศษขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นการ Bid-to-Upgrade การจองที่นั่งเดี่ยวด้านหลังเครื่อง หรือว่าการ Book the Cook นะครับ ไฟลท์นี้เรารู้สึกผ่อนคลายตลอดเที่ยวบิน นอกจากเรื่องที่นั่ง Premium Eco ที่สบายขึ้นแล้ว เครื่องบิน A350-900 ลำใหม่นี้ก็สามารถบินได้ดีขึ้น เงียบขึ้น และประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้นกว่ารุ่นก่อน ทำให้นอนหลับสบายมากขึ้น และไม่รู้สึก Jet-Lag เท่าไหร่เมื่อถึงที่หมาย ก่อนลงเครื่องพนักงานต้อนรับมาชวนคุยว่า “คุณใช้บริการกับเราบ่อยเหมือนกันนะคะ ฉันจำคุณได้” ทำให้รู้สึกประทับใจมากครับ ไม่แปลกใจที่สายการบินประจำชาติสิงคโปร์จะได้อันดับ 1 ของสายการบินที่ดีที่สุดในโลกมาตลอดหลายปี แม้ปีนี้จะถูกล้มแชมป์โดยอีกสายการบิน แต่คุณภาพที่เสมอต้นเสมอปลายของ Singapore Airlines ก็ยังทำให้เราประทับใจจนไม่ได้คิดถึงเรื่องอันดับไปเลย —————— FB/IG @hoparound.co Website www.hoparound.co —————— #LetsHoparound #FlightReview #FlySQ #SingaporeAir
- ISLAND THERAPY: KOH MAK เกาะหมาก เนิบช้า-สะอ้าน-งดงาม
ISLAND THERAPY: KOH MAK เกาะหมาก เนิบช้า-สะอ้าน-งดงาม ในบางจังหวะของชีวิตสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดอาจไม่ใช่สิ่งของล้ำค่า แต่กลับเป็นช่วงเวลาสงบเรียบง่ายเพื่อให้เราได้ทบทวนชีวิตและจัดระเบียบความคิดเราเองอีกครั้ง การ #hop ครั้งนี้ เราอยากชวนคุณลดความเร็วชีวิตลง แล้วเดินทางออกจากความวุ่นไปสู่ความว่างพร้อมๆกับเราที่ “เกาะหมาก” เกาะหมากตั้งอยู่เงียบๆตรงกลางระหว่างเกาะช้างและเกาะกูดในทะเลตราด ถ้าวัดกันที่ขนาดและความนิยม เกาะหมากก็ถือเป็นเกาะน้องเล็กสุดใน 3 เกาะนี้ ทำให้ที่นี่เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่จะปกป้องคุณจากความวุ่นวายทั้งปวง และโอบกอดคุณเอาไว้ท่ามกลางน้ำทะเลใสแจ๋ว ทิวมะพร้าวที่ไหวเอนตามสายลม และอากาศบริสุทธ์ที่สูดเข้าปอดได้อย่างสนิทใจ ไปเที่ยวครั้งนี้ เราได้เก็บบรรยากาศสุดชิลรอบๆเกาะมาให้เพื่อนๆรับชมกันในรูปแบบวิดิโอด้วยนะ Cinematography by IG: @Thongake21, @LightHousePattaya ระยะเวลาเกือบ 5 ชั่วโมงด้วยการขับรถจากกรุงเทพฯ อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เกาะหมากยังคงรักษาเสน่ห์ของตัวเองไว้ได้อย่างไร้ที่ติ เราจอดรถทิ้งไว้ที่ลานจอดรถใกล้ท่าเรือกรมหลวงชุมพรฯบนแผ่นดินจ.ตราด แล้วนั่งเรือเร็วตรงถึงเกาะหมากได้เลยโดยใช้เวลาอีกประมาณ 45-50 นาที ว่าง-โล่ง-โปร่ง-สบาย #AesopThailand ทันทีที่ถึงที่พัก เราแทบรอไม่ไหวที่จะอาบน้ำชะล้างเอาความเหนื่อยและเหนอะให้มลายหายไป เราอยากขอบคุณ Aesop ดังๆที่ส่งเซ็ต “Rome” มาให้ลองใช้ทันเวลาพอดีกับที่เราเดินทางมาในทริปนี้ เพราะเซ็ต Rome นี้ดีไซน์มาสำหรับปลายทางที่มีอากาศอบอุ่นเหมาะกับชีวิตบนเกาะของเราเลยแหละ . อืมมม... ทันทีที่ชโลม Geranium Leaf Body Cleanser ใต้ฝักบัวน้ำแรงๆ กลิ่นหอมของนางก็ดึงอารมณ์ให้สดชื่นขึ้นจนอยากจะฟอกทิ้งไว้นานๆเลยแหละ โปรดักท์ 9 ชิ้นที่อยู่ในกล่องดีไซน์เนี้ยบนี้มีครบทั้งแชมพู ครีมนวด สบู่เหลว ครีมทาตัว เคลนเซอร์ล้างหน้า โทนเนอร์ ครีมบำรุงหน้า บำรุงปาก และที่เราชอบมากที่สุดก็คือมาสก์ที่สกัดจากดอกคาโมมายล์สีฟ้า เพราะนางช่วยกู้หน้ากร้านแดดของเราให้กลับมาชุ่มชื้นเป็นผู้เป็นคนอีกครั้ง ดูแลผิวกันมามากพอละเนอะ เราออกไปสำรวจเกาะกันดีกว่า เกาะหมากเป็นเกาะเล็กๆที่ขับรถวนครึ่งชั่วโมงกว่าๆก็รอบเกาะแล้ว นอกจากรีสอร์ทที่กระจายกันอยู่รอบๆเกาะ ร้านอาหารที่เรียบง่ายก็พอมีให้เลือกสรรกันอยู่บ้าง ว่ากันว่าร้าน “เกาะหมากซีฟู้ด” นั้นเป็นที่หนึ่งในใจนักท่องเที่ยวตลอดกาล ดังนั้นหากไม่รู้จะกินอะไร ก็แวะเกาะหมากซีฟู้ดได้เลย ที่พักของเราตั้งอยู่ที่อ่าวสวนใหญ่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ ซึ่งเป็นอ่าวหลักที่ขึ้นชื่อว่ามีหาดทรายที่สวยและปลอดภัยน่าลงเล่นอยู่แล้ว เราจึงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่นี่ นั่งๆนอนๆ อ่านหนังสือ เรียบเรียงไอเดียต่างๆลงสมุด และปล่อยความกระวนกระวายใจไปกับเสียงเห่กล่อมของคลื่นที่เราใช้เป็น organic ambient music แค่เพียงเท่านี้ก็เหมือนเราได้รับการบำบัดสลายความตึงเครียดที่วิเศษสุด และมันก็คุ้มมากๆแล้วสำหรับเรา การมีเวลาได้นั่งพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกันบ้างคือความดีงามอย่างหนึ่งของชีวิต ภาพมุมสูงของอ่าวสวนใหญ่ หาดทรายที่ค่อยๆลาดลงไปในทะเลของอ่าวสวนใหญ่นี้ เหมาะแก่การพาย Paddle Board บนน้ำทะเลใสปิ๊งเห็นถึงก้นทะเลอย่างยิ่ง เพราะแม้จะพายออกจากฝั่งไปไกล น้ำก็ยังไม่ลึกจนน่ากลัว เราสามารถปักไม้พายลงไปถึงพื้นทรายได้เกือบตลอดเวลา และถ้าหากคุณมีโดรน (เหมือนเรา) คุณก็จะได้ภาพที่สวยสะพรึงมาอวดเพื่อนๆและ followers ของคุณจนต้องร้องว้าวไปตามๆกัน เสน่ห์อย่างหนึ่งของเกาะหมากก็คือสะพานไม้ที่ทอดลงไปในทะเลแบบนี้ ซึ่งมีอยู่หลายแห่งบนเกาะ อ่าวสวนใหญ่ จากอ่าวสวนใหญ่ เราสามารถมองเห็นเกาะขามได้อย่างชัดเจน ไม่เพียงเท่านั้นเรายังสามารถเช่าเรือคายัคเพียงไม่กี่บาท (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะไม่เกิน 100 บาท) แล้วออกกำลังกายพายไปถึงได้ด้วยตัวเองอีกด้วย และนั่นก็เป็นสิ่งที่เราเลือกทำ ยอมรับว่าสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยก็ต้องใช้เวลาและแรงกายสักพักใหญ่กว่าจะจับทางจับจังหวะถูก แนะนำว่าควรมีผู้ชายไปด้วยและควรเตรียมเสื้อแขนยาวกับหมวกกันแดดไปให้พร้อมเพราะดวงตะวันทรงพลังมากและไม่ได้แยแสกับผิวของเราเลย เกาะขาม เกาะขามได้ชื่อว่ามีหาดที่ทรายขาวละเอียดเป็นแป้ง สวยไม่แพ้ทะเลใต้เลย เมื่อพายมาถึงเราต้องเสียค่าขึ้นเกาะแบบเหมาลำๆละ 200 บาท แต่ก็สามารถเอาไปแลกเครื่องดื่ม และใช้บริการห้องน้ำบนเกาะได้ เกาะขาม พอมาถึงแล้วใครใคร่หามุมถ่ายรูปหรือเล่นน้ำดำทะเลก็แยกย้ายกันประกอบกิจกรรมได้ตามใจชอบ ที่นี่หอยเม่นและโขดหินแหลมคมเยอะเหมือนกัน ก็ระวังกันหน่อยนะครับ ทรายขาวละเอียดจริงๆ ร้อนๆก็แวะหลบนั่งใต้เงามะพร้าวได้เลย นอกจากเนินทรายสีขาวจั๊วะที่ตัดกับน้ำสีฟ้าใสปิ๊งแล้ว บนตัวเกาะขามก็มีโครงการวิลล่าพักอาศัยที่เหมือนจะสร้างไม่เสร็จ แต่ดีไซน์ดูดีจนน่าแปลกใจที่มาโผล่ไกลขนาดนี้ เราใช้เวลาอยู่บนเกาะขามไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็พายเรือคายัคกลับเกาะหมาก แม้แต่น้องหมาก็ชอบนั่งชิลริมทะเลเหมือนกัน เมื่อ #hop มายังอีกฝั่งทางทิศตะวันออกของเกาะหมาก ก็จะพบวิวที่ค่อนข้างต่างไป เราแวะเข้ามาชมวิวใน Cinnamon Art Resort & Spa ซึ่งมีสะพานทอดสู่ทะเลที่มีความยาวที่สุดบนเกาะหมาก สะพานนี้มีชื่อว่าสะพานสู่ฝัน แม้หาดในฝั่งนี้ของเกาะจะไม่ได้ขาวนวลเหมือนอีกฝั่ง แต่บรรดาต้นไม้หงิกๆงอๆที่ขึ้นกระจายกันห่างๆอยู่ในน้ำทะเล ก็เป็นเสน่ห์แปลกตาไม่เหมือนใคร แถมจากสะพานนี้เรายังมองเห็นเกาะน้อยใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากเกาะหมากอีกด้วย ...สวยจัง ต้นไม้โตในน้ำทะเล ภาพที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยๆ แหลมสน ถัดลงมาอีกนิดก็จะเป็นจุดตะวันออกสุดของเกาะหมากชื่อว่า “แหลมสน” เราแวะมาที่นี่ขึ้นเรือเพื่อไปเที่ยวอีกเกาะที่อยู่ใกล้ๆกันที่ชื่อว่า “เกาะกระดาด” (สะกดตามพระราชหัตถเลขของล้นเกล้า ร.5 แต่บางที่ก็สะกดว่า “เกาะกระดาษ” เกาะกระดาด เกาะกระดาดแห่งนี้มีความพิเศษ 2-3 อย่าง อย่างแรกเลยคือเป็นเกาะที่เต็มไปด้วยฝูงกวางเกือบพันตัว! ใช่แล้ว... มีฝูงกวางอยู่บนเกาะกลางทะเล ว่ากันว่าประมาณช่วงพ.ศ. 2512 มีการเปิดรีสอร์ทยุคบุกเบิกของทะเลตราดบนเกาะนี้และมีการนำกวางเข้ามา 2-3 คู่ ต่อมากวางได้ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติจนเต็มทั่วเกาะอย่างในปัจจุบัน นอกจากกวางแล้วก็มีน้องกุ๊กไก่เป็นพลเมืองบนเกาะนี้เหมือนกัน ความพิเศษอย่างที่ 2 ก็คือเกาะแห่งนี้เป็นพื้นที่แบนราบเท่ากันทั้งหมดและมีแหล่งน้ำจืดอยู่กลางเกาะ แปลกดีเนอะ ไม่มีเนิน ไม่มีภูเขาเลย เมื่อมีภาพกวางวิ่งกันเป็นฝูงๆตามธรรมชาติแล้ว ที่นี่ก็มีสภาพเป็นดังทุ่งสวันน่าแต่เรียงรายไปด้วยต้นมะพร้าวที่สวยมีเอกลักษณ์มาก โดยเฉพาะช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เราจะได้เห็นเงา silhouette ของทิวมะพร้าวตัดกับแบ็คกราวน์สีทองเหลือบม่วงอมชมพูของท้องฟ้า มันเป็นภาพที่เรายังคิดถึงจนวันนี้ น้องมะขาม หมาเจ้าบ้านที่คอยวิ่งนำรถที่พาเราสำรวจเกาะกระดาด วันรุ่งขึ้นบนเกาะหมาก พามา #hop กินอาหารเช้ากันซักหน่อยดีกว่า... ร้านนี้ชื่อร้าน Wild Heart เป็นร้านของชายหนุ่มที่เบื่อชีวิตในกรุงเทพฯ จึงตัดสินใจย้ายมาเปิดร้านน่ารักๆอยู่บนเกาะ แต่งร้านดูสบายๆ เข้ากับบรรยากาศเกาะ ไข่กระทะและเบอร์เกอร์ก็มีนะ ทั้งหมดทั้งมวลเกาะหมากทำให้เราประทับใจมากจริงๆ ในความอ้อยอิ่งของวิถีชีวิตคนที่นี่ เราสามารถสัมผัสได้ถึงจังหวะชีวิตที่ผ่อนคลายและพอเพียง เราไม่อาจรู้ได้ว่าจริงๆแล้วคนที่นี่รู้สึกเหมือนกับเราไหม แต่ในฐานะคนเมืองที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลภาวะจากทุกทิศทาง การได้ใช้เวลาที่นี่ เป็นเหมือนกับการได้ล้างถ้วยชามที่เลอะเป็นคราบให้สะอาดใสอีกครั้ง บางทีการได้หยุดวุ่นบ้างก็เป็นรางวัลที่มีค่ากว่าสิ่งหรูหราใดๆ ขอขอบคุณ Aesop Thailand อีกครั้งสำหรับสกินแคร์ดีๆแบบนี้ ช่วยให้วันพักผ่อนของเราสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นเลย แล้วไป #Hop กันใหม่ครับ ... FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #AesopSkincare #AesopThailand #KohMak #LetsHoparoundThailand #LetsHoparound #เที่ยวไทย #เที่ยวเกาะหมา #ไทยเที่ยวไทย #เที่ยวไทยเท่ #เที่ยวเกาะ #เกาะสวย #เกาะหมาก #ตราด #รีวิวเกาะหมา #เที่ยวทะเล #เอสอป #สกินแคร์ #เที่ยวตราด #LetshoparoundTrat #วิธีไปเกาะหมาก
- Caption by Hyatt Kabutocho Tokyo ที่พักเปิดใหม่ ใจกลางย่านประวัติศาสตร์การเงินแห่งโตเกียว
Caption by Hyatt Kabutocho Tokyo ที่พักเปิดใหม่เครือไฮแอท ใจกลางย่านประวัติศาสตร์การเงินแห่งโตเกียว หากใครที่กำลังมองหาที่พักในโตเกียวที่ฉีกกฎความซ้ำซากจำเจ และอยากสัมผัสพลังงานใหม่ๆ ของย่านที่ผสมผสานความเก่าเข้ากับความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว Caption by Hyatt Kabutocho Tokyo คือจุดหมายที่เราอยากแนะนำที่สุดในนาทีนี้ครับ ทริปโตเกียวล่าสุดนี้ เราตั้งใจพาชาว #hopster ไปเช็คอินที่ Nihonbashi Kabutocho ย่านที่เคยเป็นศูนย์กลางการเงินของญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันได้แปลงโฉมสู่ย่านสุดฮิปที่เต็มไปด้วยคาเฟ่ลับ แกลเลอรี และร้านอาหารเก๋ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในตึกเก่าคลาสสิกครับ The Concept & Design เมื่อดีไซน์ระดับสากลพบกับลายเส้นของศิลปินท้องถิ่น ก่อนจะพาไปดูห้องพัก เราอยากเล่าถึงแบรนด์ Caption by Hyatt สักเล็กน้อยครับ นี่คือแบรนด์น้องใหม่ล่าสุดในเครือ Hyatt ที่เน้นความเป็น "Lifestyle Hotel" อย่างแท้จริง ภายใต้คอนเซปต์ "Essentials Done Right" คือการให้ความสำคัญกับสิ่งที่จำเป็นที่สุดในการพักผ่อน แต่ทำให้ดีกว่าและมีสไตล์กว่าเดิม ความพิเศษของแบรนด์นี้คือการลบภาพล็อบบี้โรงแรมแบบเดิมๆ ออกไป แล้วแทนที่ด้วย Talk Shop ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลางกึ่งคาเฟ่และบาร์ที่เป็นเสมือน "ห้องนั่งเล่นของย่านนี้" เพื่อให้แขกที่เข้าพักและคนท้องถิ่นได้มานั่งเล่น ทำงาน และแลกเปลี่ยนไอเดียกัน เป็นการสร้างคอมมูนิตี้มากกว่าแค่การเป็นที่พักค้างคืนครับ ความโดดเด่นของ Caption by Hyatt สาขานี้ เริ่มต้นตั้งแต่งานออกแบบสถาปัตยกรรมภายในที่เน้นความโปร่งและทันสมัย โดยมีการดึงเอาประวัติศาสตร์ของย่าน Kabutocho มาเป็นแรงบันดาลใจหลัก สิ่งที่ทำให้เราประทับใจที่สุดคือการที่โรงแรมให้ความสำคัญกับ "Sense of Place" หรือความรู้สึกถึงสถานที่ผ่านงานศิลปะครับ ภายในโรงแรมและห้องพัก เราจะพบกับผลงานกราฟิกอาร์ตที่ดูสนุกสนานและมีชีวิตชีวา ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของศิลปินดาวรุ่งชาวญี่ปุ่นอย่าง Nao Nozawa (นาโอะ โนซาวะ) ศิลปินสาวที่มีลายเส้นเป็นเอกลักษณ์ โดยเธอได้นำเอาแรงบันดาลใจจากแผนที่ย่านคาบุโตะโจ ลายเส้นของแม่น้ำ และวิถีชีวิตของผู้คนมาเปลี่ยนให้เป็นงานศิลปะร่วมสมัยที่ประดับอยู่ทั่วโรงแรม ทำให้ทุกมุมที่เราเดินผ่านไม่ได้เป็นแค่ผนังว่างเปล่า แต่เป็นบันทึกทางวัฒนธรรมที่ถูกเล่าผ่านมุมมองของศิลปินยุคใหม่ครับ First Impression ทันทีที่ก้าวเข้าไปยังโรงแรม... ทันทีที่ก้าวเข้าไปในพื้นที่ของโรงแรม สิ่งแรกที่ปะทะสายตาคือความโปร่งโล่งและงานดีไซน์ที่ดูสนุกสนานครับ กลิ่นอายของความทันสมัยปะปนกับกลิ่นกาแฟหอมๆ จาก Talk Shop ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายในทันที กราฟิกบนผนังและศิลปะท้องถิ่นที่ประดับตกแต่งสะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของย่าน Kabutocho ได้อย่างมีสีสัน พนักงานต้อนรับที่นี่มีความเป็นกันเอง (Self-check in ก็สะดวกมากครับ) ทำให้บรรยากาศดูเป็นกันเองเหมือนมาพักบ้านเพื่อนที่แต่งบ้านเก่งๆ เลย Our Room 2 Twin Beds สไตล์ที่มาพร้อมความกว้างและโปร่งสบาย รอบนี้เราพักห้องประเภท 2 Twin Beds ขนาดประมาณ 28 ตารางเมตร (301 sq ft) ซึ่งถือว่ากว้างขวางพอตัวสำหรับโรงแรมในใจกลางโตเกียวครับ The Design: สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือเพดานที่สูงโปร่ง (High Ceiling) และงานไม้โทนอุ่นที่ทำให้ห้องดู Cozy มาก การตกแต่งเน้นความเรียบเท่และ Smart Storage มีการจัดวางพื้นที่ใช้สอยได้ฉลาดมากครับ The Comfort: เตียงคู่ระดับพรีเมียมของ Hyatt ขึ้นชื่อเรื่องการนอนหลับที่มีคุณภาพอยู่แล้ว ยิ่งเจอกับ Blackout Blinds ที่ปิดสนิท ทำให้เราแทบไม่อยากลุกออกจากเตียงในตอนเช้าเลย Details Matter: ภายในห้องจัดเต็มด้วยเทคโนโลยี ทั้ง 55” HDTV ที่เชื่อมต่อแอปสตรีมมิ่งได้ และจุดชาร์จที่มีทั้ง USB-C และ USB-A ทั่วห้อง รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างชุดนอน (Pajamas) และผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ (Nature-inspired scents) ที่ช่วยรีเซ็ตความรู้สึกหลังจบทริปเดินเที่ยวในแต่ละวันได้ดีมากครับ Gym & Common Area ชั้น 2 พื้นที่ส่วนกลางที่เพิ่มมิติให้กับการเข้าพัก อีกหนึ่งพื้นที่ที่อยากชวนให้ขึ้นไปสำรวจคือ พื้นที่ส่วนกลางบนชั้น 2 ของโรงแรมครับ เป็นโซนที่บรรยากาศต่างจากความคึกคักของ Talk Shop ชั้นล่างอย่างชัดเจน ที่นี่ให้ฟีลสงบ เป็นส่วนตัว และเหมาะมากสำหรับการมานั่งพักผ่อน ทำงาน หรือใช้เวลาช้าๆ ระหว่างวัน การออกแบบยังคงคาแรกเตอร์ของ Caption by Hyatt ไว้อย่างครบถ้วน เฟอร์นิเจอร์ดีไซน์เรียบเท่ แสงธรรมชาติที่ส่องเข้ามาอย่างพอดี และมุมที่จัดวางมาเพื่อการใช้งานจริง มีทั้งพื้นที่ให้นั่งอ่านหนังสือ ทำงาน หรือแค่ปล่อยใจพักสายตาจากความวุ่นวายของเมือง ให้อารมณ์เหมือนเป็นเลานจ์เล็กๆ ที่อยากแวะขึ้นมาบ่อยๆ ระหว่างการเข้าพักครับ ถัดจากโซนพักผ่อน บนชั้นเดียวกันยังมี Fitness Room (GYM) สำหรับสายแอคทีฟที่ไม่อยากหลุดรูทีนแม้อยู่ระหว่างทริป พื้นที่ฟิตเนสมาในสไตล์มินิมอล โปร่งสะอาด พร้อมอุปกรณ์จำเป็นสำหรับคาร์ดิโอและเวทเทรนนิ่งเบาๆ เหมาะทั้งสำหรับการออกกำลังกายตอนเช้าเพื่อปลุกพลัง ก่อนออกไปเดินเมือง หรือยืดเส้นยืดสายเบาๆ ในช่วงเย็นหลังกลับจากการสำรวจ Kabutocho ทั้งวัน สิ่งที่เราชอบคือการที่โรงแรมมองว่า GYM ไม่ใช่แค่ฟังก์ชันเสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์การพักผ่อน ทุกอย่างถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย ไม่กดดัน และเข้ากับจังหวะชีวิตของนักเดินทางยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ทำให้พื้นที่ส่วนกลางชั้น 2 แห่งนี้ กลายเป็นอีกหนึ่งจุดที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การเข้าพักได้อย่างสมบูรณ์ครับ Talk Shop & Neighborhood หัวใจของย่านคาบุโตะโจ เราใช้เวลาส่วนใหญ่ที่ Talk Shop บริเวณชั้นล่างครับ ที่นี่เป็นทั้งจุดเติมพลังด้วยกาแฟยามเช้า และเป็นจุดสังสรรค์ในยามค่ำคืน ตัวโรงแรมตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน (Kayabacho หรือ Nihonbashi) ทำให้การเดินทางไป Ginza หรือ Tokyo Station เป็นเรื่องง่ายนิดเดียว แต่จุดที่สนุกที่สุดคือการเดินสำรวจรอบๆ โรงแรมครับ เพราะย่านนี้มีร้านเบเกอรี่ระดับโลกและบาร์ลับที่ตั้งอยู่ในอาคารเก่าอายุเกือบ 100 ปี ซึ่งมอบเสน่ห์ที่แตกต่างจากย่านดังอื่นๆ ในโตเกียวอย่างสิ้นเชิง Neighborhood Guide เดินเล่นรอบๆ Kabutocho ย่านที่สายกินและสายคาเฟ่ต้องหลงรัก หลังจากเช็คอินเสร็จ สิ่งที่เราแนะนำให้ทำคือการออกไป "เดินเล่น" รอบๆ โรงแรมครับ เพราะย่านนี้มีคาเฟ่ดีๆที่ซ่อนตัวอยู่ และนี่คือ 5 จุดเช็คอินใกล้โรงแรมที่เดินไปได้ง่ายๆ และเราไม่อยากให้คุณพลาด: CAFE DANCE: ตั้งอยู่ในอาคารโรงแรม K5 ที่สวยงามระดับตำนาน ที่นี่เป็นคาเฟ่ที่ดูดิบเท่แต่แฝงด้วยความประณีต เหมาะสำหรับการมานั่ง Brunch หรือดื่มเครื่องดื่มในบรรยากาศที่ไม่เหมือนใคร Coffeebar & Shop coin: คาเฟ่และร้านขายของไลฟ์สไตล์ที่ตั้งอยู่ชั้นใต้ดินของอาคารธนาคารเก่า (Bank) บรรยากาศเงียบสงบและมีเสน่ห์มากครับ กาแฟดีและมีของตกแต่งบ้านดีไซน์เก๋ๆ ให้เลือกติดมือกลับไป SR Coffee Roaster: คาเฟ่สาย Specialty Coffee ที่ส่งตรงจากสต็อกโฮล์ม สวีเดน มาเปิดที่โตเกียว ใครที่ชอบเมล็ดกาแฟที่มีความสะอาด รสชาติหวานสดชื่น และบรรยากาศร้านที่เป็นกันเอง ต้องมาที่นี่ครับ ที่โรงแรม Caption by Hyatt Kabutocho Tokyo เค้าใช้เมล็ดกาแฟของที่นี่ด้วยนะ Heiwa Doburoku Kabutocho Brewery: สำหรับสายดื่ม นี่คือที่ที่คุณจะได้ชิม "Doburoku" (สาเกแบบไม่กรอง) ที่ทำสดๆ ในโรงหมักกลางย่านคาบุโตะโจ บรรยากาศโมเดิร์นและเข้าถึงง่ายมาก bakery_bank: ร้านขนมปังสุดฮอตที่ตั้งอยู่ในอาคารธนาคารเก่าเช่นกัน ครัวซองต์ที่นี่คือที่สุดครับ กลิ่นเนยหอมฟุ้งไปทั้งถนน แนะนำให้มาเช้าๆ จะได้เลือกขนมปังที่เพิ่งออกจากเตาแบบฟินๆ Wrapping Up Our Stay ทำไมควรเลือกนอนที่ Caption by Hyatt? การเข้าพักที่ Caption by Hyatt Kabutocho Tokyo ครั้งนี้เป็นการพิสูจน์ว่า ความหรูหราไม่จำเป็นต้องมาในรูปแบบของความพิธีรีตอง แต่คือการได้อยู่ในพื้นที่ที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ของเราจริงๆ โดยเฉพาะการได้มาพักในย่านใหม่ๆในเมืองโตเกียว ทำให้เรารู้ว่า โตเกียวยังมีย่านน่ารักๆ ให้สำรวจอีกเยอะะะ เลย ความรู้สึกสุดท้ายก่อนที่เราจะก้าวออกจากโรงแรม คือความรู้สึกอิ่มเอมใจที่ได้สัมผัสโตเกียวในมุมมองที่สดใหม่ หากใครกำลังมองหาที่พักที่มีดีไซน์ (Style), ความสะดวกสบาย (Comfort) และทำเลที่เต็มไปด้วยเรื่องราว (Location) เราแนะนำที่นี่อย่างสุดใจครับ แล้วคุณจะตกหลุมรักย่าน Kabutocho เหมือนกับเรา Caption by Hyatt Kabutocho Tokyo 12-5 Nihonbashi Kabutocho, Chuo-ku, Tokyo, 103-0026, Japan Tel: +81 3 6661 1234 Fax: +81 3 6661 1235 E-mail: tokyo.caption@hyatt.com Website: www.hyatt.com/caption-by-hyatt/tyocb-caption-by-hyatt-kabutocho-tokyo #CaptionByHyattKabutochoTokyo #Tokyo #Kabutocho #Nihonbashi #LifestyleHotel #LetsHoparound #รีวิวโรงแรม #รีวิวที่พัก #แคปชั่นบายไฮแอท #โตเกียว #ญี่ปุ่น #BestHotelsInTokyo #PlacestoStay #ModernAesthete #DesignHotelTokyo #TokyoTravel #ArchitectureLovers
- AMANPURI จิตวิญญาณแห่งความลักชูรี่ ณ สถานที่แห่งความสงบสุข
AMANPURI จิตวิญญาณแห่งความลักชูรี่ ณ สถานที่แห่งความสงบสุข “Welcome to Paradise!” ไม่ใช่คำพูดของพนักงานหรอกนะครับ แต่มาจากแขกต่างชาติที่บังเอิญเดินผ่านมาตอนที่เราเพิ่งมาถึงสวรรค์บนดินที่มีอายุกว่า 30 ปีแห่งนี้ แม้ว่าจะเคยมาที่นี่หลายครั้งแล้ว แต่คลื่นพลังพิเศษบางอย่างของ อมันปุรีก็ส่งเข้ามากระทบให้หัวใจเราพองโตได้แบบไม่พลาดเป้าเลยสักครั้ง คราวนี้เราจะใช้เวลาอยู่ที่นี่ 2 คืน 3 วัน และตั้งใจว่าจะจัดสรรเวลาทำกิจกรรมในมุมต่างๆของรีสอร์ทให้มากที่สุด จะได้เก็บภาพมาฝากได้ครบ แต่แน่นอนว่าเราทำได้ “เกือบ”สำเร็จเลยนะครับ :D ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหา ขออนุญาตแจ้งข่าวดีกันก่อนเลยว่า hoparound.co มีดีลลับร่วมกับ Amanpuri ในแคมเปญ Closer to Home ซึ่งพิเศษทั้งในเรื่องของเรทค่าห้องและสิทธิประโยชน์อื่นๆอีกหลายรายการเลย คลิกเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ Exclusive Rate for Hoparound.co Fans!! ราคาพิเศษเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น!! The Arrival ที่สนามบินภูเก็ต หลังจากที่เราได้สัมภาระครบเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกมาพบกับพี่คนขับรถที่ชูป้าย AMANPURI รอเราอยู่ รถ BMW ที่มารับเรานั้นกว้างขวาง มีน้ำดื่ม ขนม และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แม้แต่สายชาร์จมือถือก็มีเตรียมให้เช่นกัน พี่คนขับรถแจ้งเราอย่างสุภาพว่าจะใช้เวลาประมาณ 40 นาทีในการเดินทางถึงโรงแรม แต่ความรู้สึกของเราเหมือนเร็วกว่านั้นมากเมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่ถนนส่วนตัวที่ไร้ป้ายชื่อรีสอร์ทใดๆ ไม้กั้นที่ป้อมยามยกขึ้นเปิดทางให้เราเข้าสู่ความร่มรื่นของแมกไม้ที่ขนาบสองข้างทาง บอกให้เรารู้ว่าเรากำลังเข้าสู่อีกเขตแดนหนึ่งที่ถูกสงวนรักษาไว้เป็นอย่างดี เส้นทางที่ขึ้นๆลงๆแม้ไม่ได้ชันมาก แต่ก็ทำให้เรารับรู้ถึงสภาพภูมิประเทศที่เป็นเนินเขา เพราะอมันปุรีตั้งอยู่บนเนินแหลมส่วนตัวทางทิศตะวันตกของเกาะภูเก็ต ศาลาเรือนไทยอยุธยาหลังคาสีเทาสะอาดตาเริ่มปรากฏให้เห็น และเมื่อรถจอดลงตรงจุดเทียบรถของล็อบบี้ เสียงฆ้องก็ดังกังวาลขึ้นพร้อมกับการยกมือไหว้อันพร้อมเพรียงกันของทีมต้อนรับที่มายืนเรียงหน้ากระดานรอการมาถึงของเรา เป็นการต้อนรับที่เปี่ยมไปด้วยความใส่ใจจนเรารู้สึกเหมือนได้กลับมายังบ้านอีกหลังของเรา แคมเปญ Closer to Home คงมีที่มาจากความรู้สึกนี้นี่เอง ทันทีที่เราลงจากรถ พนักงาน (ซึ่งจำชื่อพวกเราได้!) ก็นำเอาพวงมาลัยดอกไม้สดสีขาวมาคล้องคอต้อนรับ พร้อมกับเสนอผ้าเย็นกลิ่นมะลิหอมสดชื่นให้เราได้เช็ดเหงื่อไคล ยิ่งเมื่อได้ดื่ม Welcome Drink เย็นๆก็ยิ่งทำให้เรากระชุ่มกระช่วยขึ้นมาทันที แต่ทั้งหมดนั้นก็ยังไม่ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้กลับบ้านจริงๆเท่ากับบทสนทนาที่สุภาพและคุ้นเคยดุจมิตรที่รู้จักกันมานาน เพื่อความผ่อนคลายสูงสุดของแขกที่เข้าพัก Amanpuri จะไม่ทำการเช็คอินกันที่ล็อบบี้ แต่พนักงานต้อนรับจะพาเราไปส่งถึงเรือนพัก เพื่อแนะนำการใช้อุปกรณ์ในทุกๆจุดและช่วยกรอกเอกสารเช็คอินกันในห้องของเราเลย Overview Amanpuri แปลว่า A Place Of Peace (สถานที่แห่งความสงบ) มีเนื้อที่กว่า 236 ไร่บนเนินแหลมส่วนตัวที่เต็มไปด้วยต้นมะพร้าวสูงชะลูดตัดกันกับสีฟ้าไล่เฉดของทะเลอันดามัน แหลมนี้อยู่ระหว่างหาดสุรินทร์และหาดบางเทา โดยจุดที่ Amanpuri ตั้งอยู่นั้นมีหาดพันทรีซึ่งมีลักษณะเป็นหาดปิดที่สวยมาก จึงกลายเป็นหาดส่วนตัวสำหรับแขกของ Amanpuri และ The Surin Phuket ที่อยู่ติดกันไปโดยปริยาย จาก Landscape ที่เลอค่าอยู่แล้วนั้น เมื่อได้รับการดูแลงานสถาปัตยกรรมทั้งหมดโดยคุณ Ed Tuttle ปรมาจารย์ด้านสถาปัตย์ระดับโลกที่เพิ่งล่วงลับไปเมื่อปี 2020 จึงยิ่งทำให้ Amanpuri นั้นเป็นดั่งสรวงสวรรค์ที่มนุษย์สร้างขึ้นดีๆนี่เอง โดยตัวอาคารทั้งหมดในรีสอร์ทคุณ Tuttle ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรือนไทยทรงอยุธยาแต่นำมาปรับแต่งเส้นสายและสีสันให้เกลี้ยงเกลาและรองรับประโยชน์ใช้สอยที่ทันสมัยมากขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าเรือนไทยสไตล์อยุธยาจะทั้งโดดเด่นและกลมกล่อมไปกับบริบททะเลอันดามันและทิวมะพร้าวได้ราวกับถูกร่ายมนตร์ พื้นที่ทั้งหมดถูกแบ่งเป็น 3 โซนหลักๆครับ โซนแรกเป็นโซนรีสอร์ท (68 ไร่) ที่ไม่ได้มาเป็นห้อง แต่มาเป็นเรือนพักทรงไทยอยุธยาแยกหลังกันทั้งหมด 40 หลัง ซึ่งที่นี่จะเรียกว่า Pavilion (พาวิลเลี่ยน) มีหลายขนาด หลายวิว หลายราคาเลือกกันได้ตามสะดวกเลยครับ สอบถามได้ที่แผนก Reservation โดยตรงนะครับ โซนต่อมาเป็นโซน Holistic Wellness Center (17 ไร่) ดูแลสุขภาพแบบองค์รวมด้วยทีมงานมืออาชีพในแต่ละด้าน พร้อมอุปกรณ์ที่ทันสมัยครบครัน มีหลายโปรแกรมให้เลือกเข้าร่วมตั้งแต่นวดผ่อนคลาย ลดน้ำหนัก โยคะ ฝึกสมาธิ ฟื้นฟูร่างกาย บำบัดด้วยน้ำ ไปจนถึงการเสริมสร้างความฟิตตามโจทย์ของแต่ละคน และโซนสุดท้ายก็คือโซน Private Villas มีทั้งสิ้น 44 หลังซึ่งครอบคลุมพื้นที่ใหญ่ที่สุดกว่า 150 ไร่ เดาได้ไม่ยากว่าโซนนี้เป็นโซนที่ทั้ง Exclusive ที่สุดและ Exquisite ที่สุดของ Amanpuri แต่ละหลังนั้นมีเจ้าของที่ซื้อกรรมสิทธิ์ขาดไป แต่ยังคงให้ทางทีม Amanpuri บริหารจัดการและปล่อยเช่าให้อยู่ เดี๋ยวในโพสต์นี้เราจะพาไปเยี่ยมชม Villa บางหลังกันด้วย และถ้าเพื่อนๆคนไหนสนใจจะเช่าวิลล่าก็สอบถามทาง Reservation ได้เช่นกันครับ Our Pavilion ตัดกลับมาที่เรือนพักของเรากันดีกว่า คราวนี้เราพักในโซนรีสอร์ทครับ Pavilion ของเราหมายเลข 906 เป็น Garden Pavilion ขนาด 1 ห้องนอนที่ไม่มีสระส่วนตัว แต่มีศาลานั่งเล่นให้ 1 หลังใหญ่ และเอาเข้าจริงๆก็เห็นวิวทะเลอยู่บ้างนะครับ สวยหรูอยู่เพลินมาก และถ้าตารางของเราไม่แน่นไปด้วยโปรแกรมสำรวจซอกมุมต่างๆของรีสอร์ทแล้ว เราก็ไม่ติดเลยที่จะพักผ่อนยาวๆอยู่ในเรือนพักของเราตลอดวัน พนักงานต้อนรับพาเราเดินไปตามเส้นทางที่ลัดเลาะบนเนินเขาใต้เงาต้นมะพร้าวพอให้ได้ออกกำลังเล็กน้อย ต้นไม้เขียวขจีนานาพันธ์ุถูกจัดวางให้บังสายตาเพื่อความเป็นส่วนตัวของ Pavilion แต่ละหลังได้อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ ด้านนอกของ Pavilion ทุกหลังนั้นมีเรือนนั่งเล่นแยกออกมาอีก 1 หลัง โดยยกหลังคาสูงรับลมธรรมชาติและมีพัดลมเพดานเผื่อไว้ให้ด้วย Pavilion ของเราก็เช่นกันครับ ภายใน Pavilion นั้นแบ่งเป็น 2 โซนหลักๆ คือห้องนอนกับห้องน้ำ เราไปสำรวจกันทีละโซนนะครับ เปิดประตูปุ๊บก็เจอห้องนอนก่อนเลย ภายในตกแต่งด้วยไม้เนื้อแข็งโทนส้มอมแดง (ตระกูลไม้มะค่า ไม้ประดู่ ไม้แดง) สลับกับผนังขาวและกระจกเงาซึ่งเป็นองค์ประกอบที่คุณ Ed Tuttle ชอบนำมาใช้เป็นอย่างมาก อารมณ์ภายในนั้นสงบขลังเหมือนบ้านผู้ดีเก่าที่ทั้งอบอุ่นและมีรสนิยม ที่มุมห้องมีผลไม้สด และลูกชุบในตะกร้าเล็กๆ เป็น Welcome Snacks พร้อมกับโน้ตสั้นๆอธิบายว่าลูกชุบคืออะไรในภาษาอังกฤษสำหรับลูกค้าต่างชาติ รวม Welcome Message ที่เขียนด้วยลายมือและลงชื่อคุณ Gearoid Lyons ผู้จัดการรีสอร์ท อีกมุมหนึ่งของห้องมี Surprise พิเศษสำหรับเราเป็น Sparkling Wine แบรนด์ Ferrari Trento ที่ผลิตให้ Aman โดยเฉพาะ ต้องบอกว่าสิ่งนี้เป็นของขวัญ Extra ที่ไม่ได้อยู่ในแพ็คเกจห้องปกติ ซึ่งแขกแต่ละคนในแต่ละครั้งที่เข้าพักก็อาจจะได้รับหรือไม่ได้รับ และสิ่งของก็อาจจะแตกต่างกันไป นับเป็นเสน่ห์เล็กๆที่ทาง Aman ตั้งใจสร้างความแตกต่างให้กับแขก แต่สิ่งที่เพื่อนๆชาว #hopster จะได้รับแน่นอนหากใช้โค้ด Hop Around จองห้องพักก็คือ Cocktail 2 แก้ว และเรทห้องพักที่พิเศษสุดครับ ในตู้เย็นมินิบาร์ก็มีทั้งขนมขบเคี้ยว Soft Drinks รวมถึงชา (Dilmah) กาแฟ (ILLY) เราชอบ Exclusive Chocolate Bar ติดแบรนด์ Amanpuri เป็นพิเศษ เลยตั้งใจจะหยิบกลับมากินต่อที่บ้านมาเป็นที่ระลึกให้หายคิดถึงด้วย เพราะทั้งหมดทาง Housekeeping จะมาเติมให้ฟรีทุกวันเลย แน่นอนว่าฟีเจอร์หลักของห้องนอนก็คือเตียงนอนนั่นเอง และเตียงที่ Amanpuri นั้นเราสามารถ Request ความนุ่มหรือความเฟิร์มได้ตามความพอใจ เพียงยกหูแจ้งพนักงานได้ง่ายๆเลยครับ เห็นเป็นเรือนไทยดูขลังแบบนี้ แต่เทคโนโลยีภายในห้องมีการอัพเดทตลอดนะครับ เพราะทุกปีๆละ 2 เดือนรีสอร์ททั้งหมดจะปิดรับลูกค้าเพื่อซ่อมบำรุงปรับปรุงสถานที่ขนานใหญ่ เราประทับใจระบบไอแพดที่ใช้ในการควบคุมไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ ทีวี รวมไปถึงสามารถเข้าถึงเมนูอาหาร และข้อมูลกิจกรรมทั้งหมดของรีสอร์ทได้แบบสะดวกมากครับ ช่อง USB ก็มีให้หลายจุด รวมถึงที่ซ่อนอยู่อย่างแนบเนียนตรงฐานชาร์จโทรศัพท์ด้วย ส่วนทีวีนั้นจะถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนหลังประตูเลื่อนที่กั้นโซนห้องน้ำ และนี่ก็เป็นอีกความตั้งใจของแบรนด์ Aman ทั่วโลกที่อยากจะให้แขกได้ออกไปสัมผัสกับธรรมชาติด้านนอกกันมากกว่าดูทีวีอยู่ในห้อง โซนห้องน้ำนั้นมีพื้นที่ใหญ่ไม่แพ้ห้องนอนเลย ประกอบไปด้วยพื้นที่แต่งตัวและอ่างล้างหน้าให้กับแขก 2 คนแยกกันคนละฝั่ง มี Centerpiece เป็นกระถางกล้วยไม้สวยงาม ทางรีสอร์ทเตรียมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกไว้ให้ครบครัน ตั้งแต่เสื้อคลุมอาบน้ำ กระเป๋า Beach Bag หมวกแก๊ปปักโลโก้ Amanpuri (อันนี้เอากลับบ้านได้นะครับ) รวมไปถึงรองเท้า Slippers สำหรับใช้ภายในห้อง และรองเท้าแตะหูหนีบสำหรับเดินไปทะเล ด้านในก็สุดของโซนจะเป็นห้องฝักบัวอาบน้ำ อ่างอาบน้ำ และห้องส้วมอัตโนมัติ ส่วน Amenities ทั้งหมดเป็นแบรนด์ Amanpuri ซึ่งบรรจุในภาชนะที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้เพื่อช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมครับ Exclusive Rate for Hoparound.co Fans!! ราคาพิเศษเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น!! Minimal Seasoning, Maximal Flavors At Nama เมื่อเราสะกดคำว่า Aman แบบย้อนกลับก็จะได้คำว่า Nama ซึ่งแปลว่า ความเป็นธรรมชาติหรือความดิบสด (แหม ช่างลงตัวอะไรปานนั้น) Nama เป็นแบรนด์ห้องอาหารญี่ปุ่นซิกเนเจอร์ของเครือ Aman เราจึงสามารถพบกับร้าน Nama ได้ที่รีสอร์ท Aman หลายแห่งทั่วโลก สำหรับที่ Amanpuri นั้น Nama จะเปิดให้บริการเพียง 6 เดือนในแต่ละปีเท่านั้น (1 พ.ย.-31 เม.ย.) ซึ่งเราก็โชคดีมากที่ได้มาที่นี่ช่วงนี้พอดี และนี่ก็น่าจะเป็นประสบการณ์การรับประทานอาหารญี่ปุ่นริมทะเลอันดามันครั้งแรกของเราเลยครับ อาหารของ Nama เน้นวัตถุดิบที่นำเข้าจากญี่ปุ่นโดยตรง โดยเชฟจะให้ความสำคัญกับความสด และการดึงเอารสธรรมชาติที่ดีงามของวัตถุดิบแต่ละอย่างออกมาให้ได้มากที่สุด แม้จะปรุงน้อย แต่ความพิถีพิถันนั้นเข้มข้นมาก เราแอบเห็นเชฟบรรจงล้างและเช็ดผักสลัดทีละใบ เพื่อนๆน่าจะจินตนาการถึงความใส่ใจได้ไม่ยากใช่ไหมครับ Masumi Sake ก่อนจะไปถึงอาหาร เราแว่บไปเห็นเมนูสาเกแบรนด์ Aman เลยลองสอบถามพนักงานดู ได้ความว่าเป็นสาเกที่ Aman สั่งผลิตพิเศษโดยแบรนด์เก่าแก่อย่าง Masumi Sake ที่เมืองนากาโนะ โดยจะมีรสชาติกลมกล่อมดื่มง่ายเข้ากับอาหารได้ทุกอย่าง เราจึงจัดมา 1 ขวด และก็ไม่ผิดหวัง หอมและดื่มลื่นคอดีมากครับ สำหรับอาหารเราพยายามสั่งให้หลากหลายเพื่อเก็บภาพความอร่อยมาฝากกันครับ ตั้งแต่ สลัดปลาดิบ (Kaizen Salad) ซาชิมิรวม (Sashimi Moriawase) ซึ่งเชฟจะเป็นคนเลือกว่าในแต่ละวันปลาอะไรสดที่สุดก็จะจัดมากให้ครับ Amanpuri Roll ด้านในเป็นปลาโทโร่และแอมเบอร์แจ็คพร้อมกับไข่แซลมอน อาโวคาโด้และผักอื่นๆ เทมปุระรวม (Tempura Moriawase) ไปจนถึงเนื้อวากิวเกรดพรีเมี่ยม A5 ย่างถ่าน (Tokusen Wagyu) ก่อนจะตบท้ายด้วย Matcha Tiramisu แนะนำให้ค่อยๆตั้งใจทานทุกๆคำ เพื่อให้ต่อมรับรสได้สัมผัสกับความอร่อยสดจากธรรมชาติที่ผ่านการประคบประหงมมาอย่างดี Kaizen Salad Sashimi Moriawase Amanpuri Roll Tempura Moriawase Tokusen Wagyu Matcha Tiramisu Private Villas #23 และ #27 อิ่มท้องเรียบร้อยแล้ว เราพาเพื่อนๆเข้าไปชมโซน Private Villas ที่ Exclusive ที่สุดของ Amanpuri กันบ้างดีกว่า ต้องบอกว่าพิเศษจริงๆครับ เพราะโซนนี้ไม่ได้เปิดให้คนนอกเข้ามาได้ง่ายๆ และวันนี้เพื่อนๆจะได้ชมกันถึง 2 วิลล่า คือหมายเลข 23 และ 27 (จากทั้งหมด 44 วิลล่า) สำหรับความเลิศหรูของแต่ละวิลล่า เราขออนุญาตให้ภาพดำเนินเรื่องแทนนะครับ ในภาพรวม แต่ละ Villa นั้นมีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 3-9 ห้องนอน และเมื่อได้เข้ามาจริงๆแล้วต้องบอกว่าใหญ่กว่าที่เราจินตนาการไว้ค่อนข้างเยอะเลยครับ เพราะ 1 Villa = 1 Complex ส่วนตัวที่ประกอบไปด้วยอาคารย่อยๆอีกหลายหลัง ลดหลั่นกันลงมาตามแนวเชิงเขา 2-3 ระดับ พร้อมพื้นที่ส่วนกลางที่อาจจะมีทั้งสระว่ายน้ำ ลานอเนกประสงค์ ห้องรับประทานอาหาร หรือศาลาพักผ่อน ซึ่งแต่ละ Villa ก็มีความดีงามที่ไม่ซ้ำแบบกันเลย ไม่น่าเชื่อนะครับว่าโซน Private Villa นี้จะสามารถทวีกำลังความดีงามในทุกๆด้านขึ้นไปได้อีกหลายเท่าจากส่วนของรีสอร์ทด้านนอก และจากใจจริงก็คือหากเพื่อนๆมีกำลังทรัพย์และมากันหลายคน เราคิดว่าเช่าวิลล่าไปเลยคุ้มมากๆครับ เพราะจะได้รับประสบการณ์เหนือระดับชัดเจนทั้งวิวธรรมชาติที่สวยจับใจ พื้นที่ที่กว้างขวางพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันยิ่งกว่าที่บ้านของเราเองซะอีก การบริการแบบเฉพาะตัวซึ่งมีทั้ง Butler และ Chef ประจำที่วิลล่าให้เลย และที่สำคัญก็คือความเป็นส่วนตัวขั้นสุด ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมแขกระดับ VVIP ทั้งนักธุรกิจ นักการเมือง ไปจนถึงคนดังในวงการบันเทิงของโลกจึงต่างตกหลุมรัก Private Villa ที่ Amanpuri กันถ้วนหน้า Signature Thai Afternoon Tea ช่วงน้ำชายามบ่ายที่ Amanpuri นั้นแตกต่างจาก Afternoon Tea ขนบฝรั่งอย่างที่เราเห็นในโรงแรมทั่วๆไป เพราะที่นี่เน้นประสบการณ์ท้องที่แบบไทยๆ จึงเสิร์ฟเป็นขนมไทยและผลไม้สด โดยเฉพาะขนมครกที่ทำสดๆของอมันนั้นเป็นที่เลื่องชื่อฤาชาเป็นอย่างมากครับ เราชอบความหวานน้อยมากๆของขนมครก และถ้าเราอยากมีส่วนร่วมมากขึ้น ก็สามารถขอลองหยอดลองแคะขนมครกเองได้ด้วยนะครับ Afternoon Tea ของที่นี่นั้นจัดขึ้นริมสระน้ำสีดำของรีสอร์ท จึงมีอารมณ์ของความเป็น Pool Party ผสมอยู่ด้วย ทำให้บรรยากาศช่างดูมีชีวิตชีวาดีเหลือเกิน อย่าว่าแต่แขกต่างชาติที่ดูสนุกและตื่นเต้นกันมากเป็นพิเศษ คนไทยอย่างเราเองก็พลอยตื่นตาตื่นใจไปด้วยไม่แพ้กัน ส่วนเครื่องดื่มก็มีทั้งชาร้อนหลายชนิดและเครื่องดื่มสมุนไพรเย็นๆที่ช่วยคลายร้อนได้เป็นอย่างดีครับ Pansea Beach ก่อนจะไปเรื่องความงดงามของหาด ขอนอกเรื่องนิดนึงครับ เราชอบชื่อหาดพันทรี (พัน-ซี) มากเลยครับ เพราะฟังดูสละสลวยทั้งในภาษาไทยอ่านง่ายในแบบสากล ยิ่งการสะกดเป็นภาษาอังกฤษว่า Pansea แล้ว ยิ่งมีความหมายที่ดีมากเพราะคำว่า Pan เป็น Prefix ที่แปลว่า All (ทั้งหมด) ส่วนคำว่า Sea ก็คือทะเล เลยมีความหมายว่า หาดแห่งทะเลทั้งหมด หรือหาดแห่งทุกทะเล ซึ่งฟังดูดี๊ดีเนอะ หาดพันทรีอาจจะไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูนักในหมู่นักท่องเที่ยว เพราะหาดแห่งนี้เป็นไอเท่มลับของเกาะภูเก็ตเลยก็ว่าได้ ด้วยโขดหินทรงสวยที่กั้นทั้งฝั่งซ้ายและขวาของหาด ทำให้เป็นหาดปิดโดยธรรมชาติ ประกอบกับการที่มีเพียง 2 รีสอร์ทบนหาดนี้เท่านั้น คือ Amanpuri และ The Surin Phuket (ซึ่งเป็นรีสอร์ทในเครือเดียวกัน) จึงทำให้หาดพันทรีกลายเป็นหาดส่วนตัวไปโดยปริยาย แต่สิ่งที่ทำให้หาดส่วนตัวแห่งนี้กลายเป็นสวรรค์บนดินของแขกผู้มาเยือนก็คือความลงตัวของทุก Element ไม่ว่าจะเป็นน้ำสีฟ้าใสไล่โทนอ่อน-เข้มพร้อมอุณหภูมิที่กำลังสบายผิว ทรายที่ขาวละเอียดนุ่มเท้า ไปจนถึงความสมบูรณ์ใต้ทะเลที่มีทั้งฝูงปลาและแนวประการังให้เห็นได้ง่ายๆ วันนี้เราพาเพื่อนๆมาทำความรู้จักและ Appreciate หาดกันเบื้องต้นก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะมาลงไปเล่นกิจกรรมทางน้ำกันนะครับ Sunset Cocktail At The Lounge การที่ Amanpuri ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของเกาะภูเก็ตนั้นทำให้ภาพ Sunset กลายเป็นของขวัญอันงดงามที่แขกของรีสอร์ทจะได้รับทุกยามเย็น แปรเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาและสภาพอากาศ หลายเฉดสีทั้งฟ้า ส้ม ชมพู ม่วง จะผลัดเวรกันมาแต่งแต้มท้องฟ้าทั้งผืนให้กลายเป็นดั่งงานจิตรกรรมระดับมาสเตอร์พีซ ก่อนจะฉาบเบาๆด้วยสีทองอีกชั้นด้วยแสง Finale ของดวงอาทิตย์ และสำหรับเราแล้วช่วงตะวันลับขอบฟ้าจึงเป็นช่วงที่ดีที่สุดที่จะมานั่งจิบเครื่องดื่มแก้วโปรดที่ The Lounge พร้อมซึมซับเอาพลังดีๆเข้าสู่จิตใจก่อนจะมูฟไปดินเนอร์กันต่อไม่ว่าจะเป็นอาหารอิตาเลียนระดับ World Class ที่ Arva หรืออาหารไทยชั้นครูที่ Bua Bok ซึ่งเย็นนี้เราจะพาเพื่อนๆไปชิมอาหารไทยกันก่อนนะครับ Authentic Southern Thai Dinner at Buabok “บัวบก” คือห้องอาหารไทยอันเลื่องชื่อแห่ง Amanpuri นำเสนอรสชาติท้องถิ่นที่ถึงเครื่อง ละเมียดละไมทั้งในการคัดสรรวัตถุดิบและการปรุง เราเริ่มมื้อกันด้วยถุงทองคำเล็กๆเป็นดัง Amuse Bouche เวอร์ชั่นไทย เราสั่ง “เบือทอด” มาเป็นคอร์สเรียกน้ำย่อยตำรับภูเก็ต ซึ่งก็คือกุ้งและผักชุบแป้งผสมครื่องแกงทอด ตามด้วยยำมะม่วงปูนิ่มระนองรสจัดจ้านกลมกล่อม จานต่อมาเป็นเมนูที่เราสั่งแทบทุกครั้งที่มาก็คือแกงปูเส้นหมี่ เนื้อปูสดหวานอร่อย และน้ำแกงอร่อยเข้มข้นเหมือนเดิมครับ มีอาหารทะเลหลายจานแล้ว จานสุดท้ายเราจึงเลือกเนื้อวากิวไทยย่างบนเตาถ่าน จิ้มแจ่วรสแซ่บ เมนูของบัวบกนั้นหลากหลายครบทุกหมวดตั้งแต่ซุป สลัด จานเส้น แกง ไปจนถึงน้ำพริก ทำให้เราต้องใช้เวลาตัดสินใจอยู่พักใหญ่ ใครสนใจดูเมนูเต็มได้ที่นี่นะครับ www.aman.com ถุงทอง หลนปูนิ่ม แกงปูเส้นหมี่ ยำภูเก็ตกุ้งย่าง เนื้อย่างเตาไฟ ยํามะม่วงปูนิ่มระนอง เบือทอด Turn Down #1 เราค่อยๆอุ้มพุงกลมๆเดินกลับมาที่ห้อง ก็พบกับห้องที่ได้รับการ Turn Down พร้อมสรรพ ผ้าห่มถูกพับมุมแง้มเปิดให้เราเข้าไปซุกตัวได้โดยง่าย และที่ปลายเตียงก็มีเทียนในกะลามะพร้าววางไว้เป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆแทนการส่งยิ้มละไมให้แขกก่อนนอน ขยับมาที่โต๊ะมินิบาร์ก็มีอีก 1 เซอร์ไพร้ซ์เป็น Negroni ค็อกเทลคลาสสิคตำรับอิตาเลี่ยนเพื่อส่งเราเข้านอน โดยทางรีสอร์ทผสมและบรรจุขวดมาให้เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับผิวส้มสำหรับ Garnish ด้วย เพียงเราตักน้ำแข็งและรินลงแก้วก็จิบเพลินๆได้ทันที ขอบคุณสำหรับความใส่ใจในทุกๆบริการจริงๆครับ Bath Time! ตอนแรกเราก็กะจะอาบน้ำฝักบัวง่ายๆกัน แต่พอเดินผ่านอ่างอาบน้ำก็อดไม่ได้ที่จะแช่น้ำตีฟองนุ่มๆซักหน่อย ยิ่งถ้าได้แช่ไปจิบ Negroni ไปด้วยก็คงดีไม่น้อยเลย คืนนี้ทั้งสบายตัวและสบายใจ หลับปุ๋ยแน่นอนครับ แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะครับ Morning Sweat เราตั้งใจจะตื่นกันเช้าหน่อยเพื่อมาออกกำลังกายที่ยิมของรีสอร์ท ว่ากันว่ายิมที่นี่ยอดเยี่ยมทั้งเรื่องความครบครันทันสมัยของอุปกรณ์ และวิวทะเลสีครามแบบพาโนรามาเลย แล้วก็จริงทุกประการ ยิมที่นี่ดีมากจริงๆครับ ปกติแล้วคุณเฟิร์สเป็นคนขยันมากในเรื่องการออกกำลังกาย ส่วนเรา (เค้ก) ยอมรับเลยว่าขี้เกียจมากครับ แต่ยากที่สุดก็คือตอนเริ่มต้น พอเครื่องติดแล้วก็หยุดไม่ค่อยได้เหมือนกัน เราสองคนมาถึงเป็นคนแรกจึงเหมือนกับได้ยิมทั้งหมดเป็นของเราเอง ยกเว้นมีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลยิมอีก 1 คนเท่านั้น ตัวยิมมีทั้งหมด 2 ชั้นนะครับ ชั้นบนมีทั้งโซนเวทเทรนนิ่ง และโซนเครื่องออกกำลังไฟฟ้าซึ่งมีอุปกรณ์แทบทุกอย่างที่เราจะนึกออกในสภาพที่พร้อมใช้งานทั้งหมด ที่เหนือกว่ายิมที่อื่นก็ตรงที่มีน้ำเปล่าและผ้าขนหนูเตรียมไว้ให้ประจำทุกเครื่องเลย ส่วนชั้นล่างจะเป็นโซนต่อยมวย ห้องฝึกพีลาทีส และห้องล็อคเกอร์แยกชาย-หญิงครับ เราสามารถที่จะจ้าง Personal Trainer เพื่อดูแลเราโดยเฉพาะแบบที่ดารา Hollywood ที่มาพักที่นี่มักจะทำกันก็ได้นะครับ ;-) Breakfast At Buabok ออกกำลังกันจนเพลิน ดูนาฬิกาอีกทีก็เกือบหมดเวลาอาหารเช้าแล้ว เราจึงตัดสินใจแบกร่างพร้อมเหงื่อโทรมกายมุ่งหน้าไปที่ห้องอาหาร Buabok (ที่เราดินเนอร์กันไปเมื่อวาน) อีกครั้ง แต่คราวนี้เรามาเพื่อ Breakfast แบบอาลาการ์ทที่สั่งได้ไม่อั้น ระหว่างที่สายตาสแกนเมนูทั้งอาหารและเครื่องดื่ม เราก็เริ่มจดออร์เดอร์สิ่งที่อยากกินไว้ในใจ ปัญหาเดียวคือเราอยากลองหลายเมนูจนเราเองก็จำไม่หมด เราจึงค่อยๆเรียงลำดับใหม่ เริ่มจากเมนูที่เบาๆ พวกน้ำผักผลไม้ ไปจนถึงของ Healthy อย่าง Acai Bowl, Chia Pudding และ Vegan Scramble Toast เพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายได้ดูดซึมของดีเข้าไปก่อนที่จะไปลุยของหนักๆ ตั้งแต่เมนูพิเศษประจำวันอย่างข้าวมันไก่ โจ้กปลา ไข่ดาว เบค่อน ไข่เจียวปู (ใช่ครับมีให้เลือกในรายการอาหารเช้าด้วย) ไปจนถึงหมูปิ้งและครัวซองต์ สุดท้ายทุกอย่างก็รวมกันเป็นมื้อเช้าที่หนักมากกกกกกกกอยู่ดี :D เริ่มแล้วหยุดยากทุกทีเลย Taking A Stroll Around The Property หลังจากอาบน้ำแต่งตัวจนกลายเป็นลุคใหม่แล้ว เราก็เลยถือโอกาสเดินเล่นปล่อยใจฝันรอบๆรีสอร์ทเพื่อช่วยกระเพาะย่อยอาหารไปในตัว ใต้ร่มเงาต้นมะพร้าวที่สูงชะลูดนั้นทำให้อากาศไม่ร้อนอย่างที่คิด ยิ่งเราใช้เวลาอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรับรู้และเข้าใจความเป็น A Place Of Peace แห่งนี้ได้ลึกซึ่งยิ่งขึ้น เรารู้สึกว่าที่นี่เป็นความสมดุลพอดีระหว่างความดิบของธรรมชาติอันงดงามกับความดูแลเอาใจใส่อย่างมีระบบของมนุษย์ เราเห็นสนามหญ้าที่ได้รับการตัดแต่งจนเรียบร้อยสะอาดตา ในขณะเดียวกันก็เห็นนกกระยางบินลงมาเดินเล่นอยู่ในสนามนั้น เราเห็นทิวต้นมะพร้าวสีเขียวจำนวนนับไม่ถ้วน ตัดกับท้องฟ้าสีครามและปุยเมฆสีขาว ในขณะเดียวกันหลังคาเรือนไทยสีเทาพร้อมปันลมไม้สีน้ำตาลก็เสียดขึ้นแทรกอย่างถูกจังหวะและให้ความกลมกล่อมกับสายตาอย่างยิ่ง Shopping At The Retail Pavilion อาจารย์สถาปนิกชาวญี่ปุ่นชื่อก้องโลกอย่างคุณ Kengo Kuma นั้นได้รับมอบหมายจากทาง Aman ให้ช่วยดูแลงานออกแบบ Retail Pavilion ที่เพิ่งเปิดให้บริการในปี 2020 ที่ผ่านมานี่เอง ที่นี่เป็นเรือนขายสินค้าแบรนด์ Aman ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายทั้งในแบบ Leisure Wear และ Active Wear ไปจนถึงเครื่องหอมและเครื่องประทินผิว นอกจากนี้ยังมีงานฝีมือที่ทั้ง Unique และ Exotic ซึ่งทีมคัดสรรของ Aman ได้ไปเสาะแสวงหามาให้แขกได้เลือกซื้ออีกด้วย สินค้าด้านใน Retail Pavilion จึงมีความพิเศษ และหาซื้อที่อื่นได้ยาก เราเองก็อดไม่ได้ที่จะเลือก Shopping ของติดไม้ติดมือมาเล็กๆน้อยๆด้วยเช่นกัน Casual Lunch At Beach Terrace ขอเข้าประเด็นก่อนเลยครับว่า Amanpuri Wrap เป็นเมนูที่เราประทับใจมากในมื้อนี้ ถ้าได้มาที่นี่ อย่าลืมสั่งกันนะครับ ด้านในเป็นเหมือนทอดมันที่ไม่ใส่พริกแกงทำจากเนื้อกุ้งลายเสือกับเนื้อปลากะพงขาวเอามายีให้เป็นเนื้อเนียนผสมกัน ก่อนจะนำไปคลุกเกล็ดขนมปังทอด แล้วค่อยเอามาห่อกับส่วนผสมอื่นๆด้วยแป้ง Tortilla ที่จริงเมนูของ Beach Terrace มีให้เลือกหลากหลายมากครับเน้นเสิร์ฟอาหารที่เราคุ้นเคยทั้งไทยและต่างชาติ อร่อยง่ายๆ แต่มีการดัดบิด Twist ให้พิเศษมากขึ้น แต่เราผู้ที่กระเพาะยังไม่ทันว่างจากมื้อเช้าเลยเลือกสั่งอะไรที่ไม่หนักจนเกินไป จึงมาลงเอยที่ Wrap จานนี้ แกล้มกับ Brittany Sea Bass Tartare เสิร์ฟพร้อมซอส Citrus & Mint Sabayon และกะเพราเนื้อราดข้าวไข่ดาวกรอบๆ (แต่ไม่สุก) อิ่มอร่อยแบบ Comfort Food กันไปอีกมื้อครับ Spa & Hydro Facilities แค่ได้ยินคำว่า “สปา” ก็รู้สึกผ่อนคลายแล้ว และแน่นอนว่าวันนี้เราไม่ได้มานวดกันอย่างเดียว แต่เราได้จอง Hydro Facilities เอาไว้ 1 ชั่วโมงเต็มๆเพื่อช่วงเวลาส่วนตัวที่จะมีเฉพาะเราเท่านั้น ยอมใจกับการบริการแบบ Exclusive สุดๆของ Amanpuri จริงๆครับ Hydro Facilities นั้นก็คืออุปกรณ์บำบัดด้วยน้ำในรูปแบบและอุณหภูมิต่างๆ ตั้งแต่การแช่จากุซซี่ร้อนสลับกับการการจุ่มน้ำเย็นจัด เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและระบบอื่นๆในร่างกายอีกมากมาย ไปจนถึงการอบไอน้ำ อบซาวน่าทั้งแบบดั้งเดิมและแบบรังสี Infrared หลังจาก 1 ชม.เต็มๆกับการใช้งาน Hydro Facilities จนเราสบายตัวมากๆแล้ว เราก็พร้อมที่จะขึ้นเตียงให้พี่ๆ Therapist กดรีดกล้ามเนื้อกันต่อทันที ที่จริง Amanpuri มีเมนูสปาที่ตอบแทบจะทุกโจทย์เลย เราทั้ง 2 จึงเลือกนวดคนละแบบกัน คุณเฟิร์สเลือก Holistic Massage ที่ช่วยผ่อนคลายแบบองค์รวม และเน้นจุดที่มีปัญหาให้ด้วย ส่วนเรา (เค้ก) เลือกนวด Integrated Deep Tissue ซึ่งจะหนักกว่าเพราะเน้นการรีดแนวกล้ามเนื้อให้ถึงมัดลึก มีการผสมเทคนิคการนวดแผนไทยเข้าไปด้วยซึ่งเหมาะกับคนที่รู้สึกตึงเป็นพิเศษอย่างเรามากๆครับ การตกแต่งในห้องนวดนั้นสวยสง่าและสุขสงบตามสไตล์ของ Amanpuri ทุกกระเบียดนิ้ว ดนตรีที่เปิดคลอเบาๆนั้นให้ชวนให้เราผ่อนคลายได้ดีเยี่ยมจริงๆ อยากจะ Shazam เก็บไว้เปิดที่ห้องตอนนอนก็ดันลืมไปเสียสนิทเลย ทันทีที่พี่ Therapist เริ่มนวด เราก็สัมผัสได้ถึงความตั้งใจในควบคุมความเนิบ น้ำหนัก และการเคลื่อนมือลงบนร่างกายของเราในแต่ละจุด เจตจำนงของการดีไซน์การกดและรีดในแต่ละครั้งนั้นปรากฏเด่นชัดมากครับ แต่เราก็มีสติอยู่ไม่ได้นานหรอกนะครับ เพราะเผลอแป๊บเดียวเราก็ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว Surf the water and dive down under. เราใช้เวลาตลอดบ่ายกันที่สปา พอจบโปรแกรมนวดแดดก็เริ่มลดกำลังลงพอดี เราจึงต้องพยายามปรับโหมดอารมณ์ผ่อนคลายให้ไปสู่โหมดแอคทีฟกันอีกครั้ง เพราะเย็นนี้เราจะลงน้ำทะเลกันครับ และก็ไม่ได้ลงไปตัวเปล่านะครับ ที่ Amanpuri มีอุปกรณ์ทางน้ำให้แขกเล่นหลากหลายมาก ทั้งแบบ Manual ที่เราต้องออกแรงพายเองซึ่งสามารถใช้ได้ฟรี และแบบไฟฟ้าซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่ต้องบอกว่าคุ้มค่ามากครับเพราะเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ อุปกรณ์บางชิ้นนั้นเราแทบไม่เคยเห็นที่รีสอร์ทอื่นมาก่อนเลย เมื่อไปแอบถามก็ได้ข้อมูลมาว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าแปลกๆเหล่านั้นราคาหลายแสนต่อเครื่อง และวันนี้เราก็จะไปทดลองเล่น 2 ตัวด้วยกันครับ คือ eFoil เป็นบอร์ดไฟฟ้าที่พาเราเหินเหนือน้ำได้โดยไม่ต้องง้อคลื่น และ Seabob เครื่องยนต์เจ็ทที่ช่วยพาเราพุ่งไปในน้ำได้อย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นการว่ายแนวราบหรือดำดิ่งลงใต้น้ำ เริ่มที่ eFoil กันก่อนก็แล้วกัน เจ้ากระดานโต้คลื่นไฟฟ้าที่ไม่ง้อคลื่นนี้ เราสามารถจะนั่งหรือจะยืนก็ได้ และมีรีโมทให้เราปรับความเร็วได้ตามต้องการ และหากชำนาญมากๆก็สามารถบินเหนือน้ำได้ด้วยนะครับ แต่สำหรับครั้งแรกนี้ของเรา แค่ยืนบนบอร์ดได้เราก็พอใจมากๆแล้ว พอคาดหวังต่ำเราก็มักจะมีเรื่องให้เราเซอร์ไพร้ส์ตัวเองได้เสมอและในครั้งแรกนี้ นอกจากเราจะยืนได้แล้ว เรายังตีวงเลี้ยวในท่ายืนได้ด้วย 55555 ภูมิใจมากครับ ต่อให้มันอาจจะเป็นแค่การฟลุ้คก็ตาม เรียกได้ว่าสำเร็จเกินคาดครับ โต้คลื่นเหนือน้ำกันแล้ว ลงน้ำกันบ้างดีกว่า เราชอบชื่อ Seabob เป็นพิเศษเพราะฟังดูเหมือนชื่อตัวการ์ตูนน่ารัก เข้าถึงง่าย น้องเป็นเหมือนหัวมอเตอร์ไซค์ที่มีมือจับและปุ่มกดเร่งความเร็วได้ เราใช้เวลาทำความรู้จักกับน้องไม่นานก็เริ่มจับทางได้ ขั้นแรกเราต้องให้น้องพาเราพุ่งออกไปจากชายหาดซะก่อน และน้องก็แรงกว่าที่คิดครับ เป็นการเดินทางในน้ำที่สนุกมากทำให้เรารู้สึกราวกับเป็น Merman ที่ว่ายน้ำได้เร็วปรู๊ด เมื่อเข้าสู่ความลึกประมาณนึง เราจึงจะทดลองให้น้องพาดำลงไปใต้น้ำได้ ซึ่งสเต็ปนี้จะ Advanced กว่า เพราะต้องควบคุมลมหายใจดีๆ พร้อมกับต้องเคลียร์หูเป็นระยะๆ แม้เราจะเคยดำ Scuba มาก่อน แต่คราวนี้ไม่เหมือนกันเลย จึงต้องฝึกหน้างานกันพักใหญ่ หากใครเคยดำน้ำแบบ Free Dive มาแล้วน่าจะใช้ Seabob ดำน้ำเป็นง่ายกว่ากันเยอะเลย แต่สุดท้ายเราก็ทำให้น้องพาเราลงใต้น้ำจนได้ครับ ไม่น่าเชื่อว่าเพียงไม่ไกลจากหาด ใต้น้ำจะมีฝูงปลาและปะการังเยอะขนาดนี้ พี่เจ้าหน้าที่ที่มาประกบสอนเราบอกว่าวันไหนน้ำใส (วันที่เราไปน้ำค่อนข้างขุ่นจากฝนที่ตกไปก่อนหน้า) ยิ่งช่วงเช้าๆ ปลาจะเยอะกว่านี้มาก และแม้จะอยู่ใต้น้ำ Aman ก็ไม่หยุดซ่อนความประทับใจไว้ครับ เพราะที่พื้นทรายใต้ทะเลจะมีโลโก้ตัว A อยู่ด้วย เป็น Item ลับที่อยากให้เพื่อนๆไปลองดำหากันนะครับ Amanpuri Sea Platform อีกหนึ่ง Icon ของ Amanpuri ก็คือแพล็ตฟอร์มทรงกลมกลางทะเลที่ใครๆก็อยากจะมาถ่ายรูปกันโดยเฉพาะช่วงตะวันใกล้ตกดิน ข้างบนแพล็ตฟอร์มมีเตียงอาบแดดอยู่ 2 ตัว พร้อมกับน้ำดื่มและ Beach Towel เตรียมไว้ให้ แพล็ตฟอร์มนี้มาได้หลายวิธีไม่ว่าจะว่ายน้ำมา หรือใช้อุปกรณ์กีฬาทางน้ำของรีสอร์ทพายมาก็ได้ หรือถ้าไม่อยากออกแรงก็ขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยออกเรือมาส่งก็ได้เช่นกัน แต่ต้องขึ้นอยู่กับจังหวะคลื่นลมในทะเลด้วยนะครับ การเดินทางมายากนั้นมีข้อดีนะครับ เพราะทำให้คนมาน้อย และหากเราหาจังหวะดีๆ ก็อาจจะได้ทั้งแพล็ตฟอร์มเป็นของเราเองเลย จะกระโดดตู้มลงไปว่ายน้ำกับฝูงปลา หรือจะนอนอาบแดดชิลๆ หรือจะแค่ไปโพสท่าสวยๆถ่ายรูปอวดเพื่อนๆก็ทำได้เต็มที่เลย ถ้าไปดูตะวันตกดินก็อย่าลืมเผื่อเวลากลับด้วยนะคับ เดี๋ยวจะมืดซะก่อน Italian Dinner At Arva วันนี้เป็นวันที่แน่นไปด้วยกิจกรรมพิเศษ และดินเนอร์มื้อนี้ของเราก็พิเศษมากเช่นกัน หลังจากอาบน้ำแต่งตัวกันใหม่ (อีกรอบ) เราก็เดินมารับประทานมื้อค่ำกันที่ Arva แบรนด์ร้านอาหารอิตาเลียนที่มีอยู่ใน Aman อีกหลายแห่งในโลก ไม่ว่าจะเป็น Aman Venice, Aman Tokyo, Aman Sveti Stefan (มอนเตเนโกร), และ Amanyangyun (เซี่ยงไฮ้) Arva แปลว่า ดินแดนที่ถูกเพาะปลูก ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากขนบการเข้าครัวของชาวอิตาเลียนตอนใต้ที่จะไปเก็บเกี่ยวเอาพืชผลสดๆมาจากฟาร์มหรือป่าเขาไปจนถึงท้องทะเลในละแวกนั้น เพื่อมาปรุงแบบตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน จนกลายเป็นอาหารที่ช่วยเยียวยาจิดใจมื่อได้ลิ้มลอง ระหว่างที่เรากำลังสำรวจเมนูกันอย่างขะมักเขม้น พนักงานชาวตุรกีจาก Amanruya ผู้ย้ายมาศึกษางานที่ Amanpuri ชั่วคราว ก็นำ Grissini และ Foccacia มาเสิร์ฟให้เรากินเล่นกันไปพลางๆ แต่เมื่อเราได้ลิ้มรสเนื้อนุ่มๆและกลิ่นหอมของขนมปัง Foccacia ก็ตกหลุมรักแบบ Love at first bite ทันที จนเผลอกินเกือบหมดก้อนเลย นอกจากนี้ยังมี Amuse-Bouche เป็น Tartare ปลาเนื้อขาวคำเล็กๆซึ่งอร่อยมากเช่นกัน Tartare Granchio Avocado E Lattuga (สลัดปูอาโวคาโด้) Vitello Tonnato (เนื้อลูกวัวซูวีดสไลซ์บางๆราดด้วยซอสทูน่า) เราเริ่มสั่ง Antipasto มาคนละจาน เราเลือกเป็น Granchio Avocado E Lattuga (สลัดปูอาโวคาโด้) กับ Vitello Tonnato (เนื้อลูกวัวซูวีดสไลซ์บางๆราดด้วยซอสทูน่า) ซึ่งเราไม่เคยลองมาก่อนและเป็นจานแนะนำด้วย พนักงานบอกว่าถ้าใช้ Foccacia ปาดซอสทูน่าจะอร่อยมากๆ แต่เรากินขนมปังไปจนเกือบหมดก่อนหน้านี้แล้ว พนักงานจึงเอามาเติมให้ ซึ่งเราทั้งดีใจและรู้สึกผิดต่อพุงไปพร้อมๆกัน Linguine Astice Merluzza Ceci & Salsa Verde จานหลักของเราเป็น Linguine Astice (เส้นลิงกวินี่ที่ทำจาก Durum Wheat สายพันธุ์เดี่ยวจากเมือง Puglia ผัดกับบลูล็อบสเตอร์จาก Brittany ฝรั่งเศสในซอสมะเขือเทศรสเผ็ดเล็กน้อย) และ Merluzza Ceci & Salsa Verde (ปลาคอดจาก Brittany นึ่งเสิร์ฟกับซอสเขียวที่ทำจากถั่วลูกไก่ พาร์สลีย์ แองโชวี่ส์และกระเทียม) รสชาติอร่อยง่ายๆไม่ซับซ้อน แต่อบอุ่นหัวใจครับ Tiramisu Lemon Tart Peppermint Tea คอร์สสุดท้ายคือเมนู Dolci ของหวานคลาสสิค เราเลือก 2 รสชาติที่คอนทราสต์กันครับ จานแรกคือ Tiramisu ของโปรดที่เราสั่งเวลาไปร้านอิตาเลียนทุกที่ ของที่ Arva นั้นหนักแน่นในรสชาติทว่าเบานุ่มในเนื้อสัมผัส จึงเพอร์เฟ็คท์มากๆเลย ส่วนอีกจานก็คือ Lemon Tart เสิร์ฟพร้อม Sorbet รสเปรี้ยวหวานสดชื่นตัดเลี่ยนได้ชะงัดมากๆ และก็เช่นเคยครับ เราตบท้ายมื้อจริงๆกันด้วยชาร้อนๆ คุณเฟิร์สเลือกชาตะไคร้ ส่วนเราเลือก Peppermint Tea เช่นเคย ซึ่ง Amanpuri เสิร์ฟชามาพร้อมกับน้ำผึ้งป่าด้วย มื้อนี้อิ่มเอมเปรมปรีดิ์ทั้งพุงและหัวใจเลยครับผม Library ตอนแรกกะว่าจะเดินกลับห้องกันเลย แต่อีกใจก็อยากจะเดินย่อยซักหน่อย มีอีกจุดหนึ่งที่เรายังไม่ได้พาเพื่อนๆไปดูเลย นั่นก็คือห้องสมุด ที่แขกสามารถเข้ามาใช้พื้นที่อ่านหนังสือ นั่งพักผ่อน หรือจะนัดประชุมงานทั้งแบบ Online หรือ Offline ก็ได้ พื้นที่ภายในค่อนข้างกว้างขวางมากครับ แต่คนเข้ามาใช้ไม่เยอะ จึงมีมุมส่วนตัวให้จับจองได้สบายๆ ส่วนหนังสือที่มีอยู่ก็น่าสนใจเยอะแยะเลย ส่วนมากจะเน้นประเภทงานออกแบบ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม Turn Down #2 เรือนพักหมายเลข 906 ที่รัก เรากลับมาแล้วววว โปรแกรมสำหรับวันนี้จบลงด้วยดี ถือว่าเป็นอีกวันที่ Productive สุดๆ ไม่น่าเชื่อว่าพรุ่งนี้ก็ถึงเวลาต้องเช็คเอาท์แล้ว ค่ำคืนนี้ห้องของเราได้รับการ Turn Down พร้อมนอนเช่นเคย แต่เซอร์ไพร้ส์วันนี้จัดเต็มกว่าเดิมไปอีก ทีม Housekeeping ได้ยกกระถางกล้วยไม้กลางห้องน้ำของเราออกไป แล้วแทนที่ด้วยกระถางใหม่ที่จัดแสดงด้วยกิ่งไม้ห้อยด้วยช็อคโกแลตโลโก้ Aman และแอลมอนด์ อีกหนึ่งความประทับใจที่เราลืมบอกไป ก็คือการที่พนักงานช่วยจัดเรียงของที่เราอาจจะวางระเกะระกะ ให้เป็นระเบียบสวยงาม แม้กระทั่งสายชาร์จโทรศัพท์ก็มีการจัดระเบียบและมัดด้วยถามมัดแบรนด์ Amanpuri ด้วย ยิ่งไปกว่านั้นหากเพื่อนๆขับรถมา ทางรีสอร์ทจะล้างรถให้เมื่อเช็คเอ้าท์ด้วยนะครับ เมื่อสิ่งเล็กๆน้อยๆต่างๆเหล่านี้มาประกอบรวมกัน ความแตกต่างในวิถีแบบ Aman จึงปรากฏเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ยังไงวันนี้เราขอตัวไปนอนก่อนนะครับ พรุ่งนี้เรายังเหลือกิจกรรมอีกอย่างหนึ่ง ยังไม่บอกว่าคืออะไร ไว้ไปดูกันพรุ่งนี้เช้าครับ Tennis At Ten เราติดใจยิมของ Aman มากเลยคับ ตอนแรกก็อยากจะกลับไปใช้บริการอีกครั้ง แต่นึกขึ้นได้ว่ามีอีกหนึ่งกิจกรรมออกกำลังกายที่เรายังไม่ได้สัมผัสเลย นั่นก็คือการเล่นเทนนิสนั่นเองซึ่งเป็นกีฬาที่เราเคยเล่นมาบ้างในวัยเด็กและครั้งล่าสุดที่เราได้ตีเทนนิสมาก็หลายปีมาแล้ว โดยสรุปก็คือตอนนี้เราก็เป็นมือใหม่ดีๆนี่เอง แต่ไม่ต้องห่วงเลยครับเพราะที่ Amanpuri มีหนุ่มมือโปรเทนนิสชาวฝรั่งเศสสุดหล่อ คุณ Philippe หรือเรียกสั้นๆว่าคุณ Phil มาช่วยฝึกสอนให้ เพียงแค่เราจองเวลาล่วงหน้ากันก่อนนะครับ คุณ Phil ใจเย็นกับเรามากครับ ตีโดนลูกบ้าง ไม่โดนบ้าง ติดเน็ตบ่อย ออกสนามเป็นว่าเล่น แต่คุณ Phil ก็ยังคงยิ้มสนุกไปกับเราด้วย แถมยังสอนเทคนิคต่างๆเพิ่มให้เราตลอด แต่ไม่ว่าเราจะตีเทนนิสแย่ขนาดไหน แต่สุดท้ายแล้วเหงื่อที่เปียกชุ่มก็เป็นหลักฐานยืนยันได้ถึงการได้ออกกำลังกายอย่างเต็มที่มากๆครับ Late Check-Out เราเหลือเวลาอยู่ที่ Amanpuri อีกไม่นานแล้ว แต่เราทำเรื่องขอ Late Checkout ไว้ ซึ่งก็โชคก็เข้าข้างครับ เพราะยังมีห้องว่างอยู่ ทางรีสอร์ทจึงอนุญาตให้เราพักผ่อนต่อได้ถึง 14:00 น. เราจึงมีเวลาที่จะเตรียมตัว อาบน้ำ เก็บของแบบได้แบบสบายๆ นอกจากนี้แล้วเรายังมีเวลาที่จะได้นั่งทบทวน และสรุปความประทับใจทั้งหมดที่เรามีต่อ Amanpuri กันที่ศาลาหน้าเรือนของเรากันอีกด้วย Wrapping Up Our Stay ระหว่างมื้ออาหารกลางวันที่ Beach Terrace เมื่อวาน คุณ Mirko Radulovic ผู้จัดการ F&B ของ Amanpuri เดินเข้ามาทักทาย เราจึงพูดคุยกันถึงแบรนด์ Aman ซึ่งกำลังเติบโตในระดับโลกอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่ม City Hotels ที่กำลังเกิดขึ้นทั้งที่ Tokyo, New York รวมถึงกรุงเทพฯของเรา คุณ Mirko บอกว่าเขาหวังว่าทางแบรนด์จะประสบความสำเร็จในการนำ “Spirit Of Aman” ไปยังทุกๆโลเคชั่น เราจึงถามกลับไปว่า แล้วอะไรล่ะคือ Spirit Of Aman คุณ Mirko ตอบกลับมาด้วยความมั่นใจในทันทีว่า “Peace” ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความสงบ” ในใจนั้นเป็นหนึ่งในสิ่งสูงสุดที่มนุษย์ทุกคนต้องการ และ Aman ก็พยายามจะตอบโจทย์สุงสุดนี้ แต่การจะประกอบกิจการระดับ Ultra-Luxury เพื่อทำให้คุณค่านามธรรมอย่าง “ความสงบ” เป็นสิ่งที่ลูกค้าจับต้องสัมผัสได้นั้นดูไม่ง่ายเลย เพราะด่านที่อยู่ก่อนความสงบนั้น ก็คือ “ความวางใจ” โดยสมบูรณ์จากลูกค้า นอกจากสภาพแวดล้อมที่สวยงามดีต่อใจอย่างยิ่งแล้ว Aman ยังได้ใช้เวลาไปกับการสร้าง “ความวางใจ” ผ่านการบริการจากมนุษย์สู่มนุษย์ปีแล้วปีเล่า ขัดเกลาทุกรายละเอียดจนเกิดเป็นวิถีชีวิตบางอย่างที่ค่อยๆดึงดูดผู้คนให้กลายมาเป็นสาวกซึ่งค่อยๆเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นคำเฉพาะที่ใช้เรียกผู้คนที่หลงไหลความเป็น Aman เหล่านี้ว่า Aman Junkie เราไม่รู้หรอกว่า Aman มีวิธีการอะไรอย่างไรบ้าง แต่สุดท้ายแล้ว “ความสงบ” ก็คือสิ่งที่เรารู้สึกได้ในขณะที่นั่งอยู่ ณ ศาลาพักผ่อนหน้าเรือนพักของเรานี้ เราเองก็เริ่มสงสัยว่าหรือว่าก็กำลังจะกลายเป็น Aman Junkie ไปกับเค้าด้วยหรือเปล่า หากจิตวิญญาณของ Aman คือ “ความสงบ” อันมีพื้นฐานมาจาก “ความวางใจ” ของลูกค้าที่ได้จมจ่อมลงไปในประสบการณ์ที่มีมาตรฐานสูงเกินคาด บางทีสิ่งนี้อาจจะเป็นสิ่งเดียวกันกับจิตวิญญาณแห่งความลักชูรี่ทั้งหมดก็เป็นได้ #LetsHoparound #AMANPURI โปรโมชั่นพิเศษ AMANPURI CLOSER TO HOME #สุดยอดดีลพิเศษ กับรีสอร์ทหรู 𝗔𝗠𝗔𝗡𝗣𝗨𝗥𝗜 ภูเก็ต จุดเริ่มต้นของ 𝗔𝗠𝗔𝗡 แบรนด์ระดับ 𝗨𝗹𝘁𝗿𝗮-𝗹𝘂𝘅𝘂𝗿𝘆 เริ่มต้นเพียงคืนละ 𝟭𝟳,𝟬𝟬𝟬++ **พิเศษสุดๆ** สำหรับชาว Hoparound.co โปรดแจ้ง Code: HOP AROUND เพื่อรับราคาและสิทธิ์พิเศษ อัตราค่าห้องพักพิเศษเฉพาะ Hoparound.co : ⛱ เริ่มต้นที่ 𝟭𝟳,𝟬𝟬𝟬++ สิทธิพิเศษเฉพาะ Hoparound.co : 𝟭. อาหารเช้า ณ พาวิลเลียน หรือ ห้องอาหารบัวบก สำหรับ 𝟮 ท่าน 𝟮. บริการรถรับส่งสนามบินไป – กลับจากอมันปุรี เมื่อสำรองห้องพาร์เชียลโอเชียล พาวิลเลียน เป็นต้นไป 𝟯. ชุดน้ำชา เครื่องดื่มพิเศษประจำวันและขนมครกยามบ่าย 𝟰. มินิบาร์ (เติมให้วันละ 𝟭 ครั้ง) 𝟱. บริการอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมทางน้ำ (สำหรับเครื่องเล่นชนิดที่ไม่มีเครื่องยนต์) 𝟲. โปรดสำรองห้องพักอย่างต่ำ 𝟮 คืนเพื่อรับข้อเสนอดังกล่าว 𝟳. ระยะเวลาในการจองและเข้าพัก: วันนี้ - 𝟯𝟭 มีนาคม 𝟮𝟱𝟲𝟲 𝟴. อัตราค่าห้องพักอาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตขึ้นอยู่กับนโยบายของอมัน เรทสุดคุ้มและให้เยอะแบบนี้ บอกได้คำเดียวว่า “ดีที่สุด” ในรอบ 𝟯𝟰 ปี ตั้งแต่ 𝗔𝗠𝗔𝗡 เริ่มก่อตั้งมาเลย ใครที่หมายปองความสงบหรูหราหาที่เปรียบไม่ได้ในแบบ 𝗔𝗠𝗔𝗡 นี่คือโอกาสทองที่เกิดขึ้นยากกว่าสุริยุปราคาเต็มดวงซะอีก จองเลยไม่ต้องรอ!!! สำรองห้องพัก: โทร 𝟬𝟳𝟲-𝟯𝟮𝟰𝟯𝟯𝟯 อีเมล 𝗮𝗺𝗮𝗻𝗽𝘂𝗿𝗶𝗿𝗲𝘀@𝗮𝗺𝗮𝗻.𝗰𝗼𝗺 𝗟𝗶𝗻𝗲: 𝗵𝘁𝘁𝗽𝘀://𝗹𝗶𝗻.𝗲𝗲/𝗽𝗙𝟲𝟭𝗛𝟱𝗨 Exclusive Rate for Hoparound.co Fans!! ราคาพิเศษเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น!!
- Park Hyatt Milano แก่นแท้ของสุนทรียภาพและความสง่างามที่สะท้อนตัวตนของมิลาน ณ โรงแรมพาร์ค ไฮแอท มิลาน
รีวิว Park Hyatt Milan ความหรูหราสง่างามใจกลางมหานครแห่งแฟชั่น สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับกับ Hoparound.co สำหรับการเดินทางสู่มิลาน มหานครแห่งแฟชั่นและดีไซน์ในครั้งนี้ Hoparound.co ขอพาทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษที่ Park Hyatt Milan (พาร์ค ไฮแอท มิลาน) โรงแรมระดับ 5 ดาว ที่ผสมผสานความหรูหราแบบคลาสสิกเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว รับรองว่านี่คือที่สุดของการพักผ่อนใจกลางเมืองที่เปี่ยมด้วยสไตล์และมนต์เสน่ห์ Overview: ทำเลทองใจกลางมิลานที่ไม่เป็นรองใคร Park Hyatt Milan ตั้งอยู่ในทำเลที่เรียกได้ว่าจุดใจกลางของมิลานเลยทีเดียว คุณจะพบว่าโรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ในอาคารประวัติศาสตร์อันงดงามบน Via Tommaso Grossi ซึ่งอยู่ห่างจาก Galleria Vittorio Emanuele II อันโด่งดังเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น แถมยังอยู่ในระยะที่เดินไปมหาวิหารดูโอโม่ (Duomo di Milano) โรงละครโอเปร่า Teatro alla Scala แหล่งช้อปปิ้งหรูอย่าง Quadrilatero della Moda หรือแม้แต่ตลาดหลักทรัพย์ Borsa Italiana ได้อย่างสบายๆ การเดินทางมายังโรงแรมก็แสนสะดวกสบาย เพราะอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน Duomo และ Cordusio ทำให้คุณสามารถสำรวจเมืองได้อย่างไร้กังวล ด้วยทำเลที่ตั้งที่เหนือกว่านี้ Park Hyatt Milan จึงเป็นดั่งโอเอซิสแห่งความสงบที่หรูหราใจกลางความคึกคักของเมืองแฟชั่นอย่างแท้จริง โรงแรมแห่งนี้ผสมผสานความสง่างามแบบอิตาเลียนดั้งเดิมเข้ากับการออกแบบที่ทันสมัยได้อย่างลงตัว สะท้อนถึงรสนิยมและความประณีตในทุกรายละเอียด เป็นโรงแรมที่เหมาะสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสจิตวิญญาณของมิลาน รวมไปถึงร้านค้าแบบโลคอล และนักธุรกิจที่มองหาความสะดวกสบายและบริการระดับเวิลด์คลาส The Arrival and Check-in: ก้าวแรกสู่ประสบการณ์อันน่าประทับใจ ทันทีที่เราเดินทางมาถึง Park Hyatt Milan ก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศแห่งความพิเศษ โรงแรมตั้งอยู่ในอาคารเก่าแก่ที่ดูโอ่อ่าแต่ให้ความรู้สึกอบอุ่น พนักงานต้อนรับที่ประตูยิ้มแย้มและให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดีในการนำกระเป๋าเดินทางของเราเข้าไปยังล็อบบี้ บริเวณล็อบบี้ของโรงแรมนั้นได้รับการตกแต่งอย่างประณีตด้วยสไตล์ที่หรูหราเหนือกาลเวลา ผสมผสานวัสดุธรรมชาติอย่างหินอ่อน ไม้เนื้อแข็ง และงานศิลปะร่วมสมัยได้อย่างลงตัว บรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัว ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและพร้อมสำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง ขั้นตอนการเช็คอินเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว พนักงานต้อนรับมีความเป็นมืออาชีพสูง ยิ้มแย้มแจ่มใส และให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรงแรมได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เวลาอาหารเช้า หรือแม้แต่คำแนะนำเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในบริเวณใกล้เคียง ทุกคำถามของเราได้รับคำตอบที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้สร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงเลยทีเดียว Our Room is Premiere King: ความลงตัวของความหรูหรา ฟังก์ชันการใช้งาน และระเบียงส่วนตัว ห้องพักของเราในครั้งนี้คือห้อง Premiere King ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องพักที่น่าประทับใจที่สุดของ Park Hyatt Milan ทันทีที่เปิดประตูเข้ามา เราก็สัมผัสได้ถึงความกว้างขวางและบรรยากาศที่หรูหราอบอุ่น การตกแต่งภายในเน้นโทนสีสบายตา ผสมผสานเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อดี ผ้าเนื้อนุ่ม และงานศิลปะที่คัดสรรมาอย่างดี สร้างความรู้สึกสงบและผ่อนคลายอย่างแท้จริง ห้อง Premiere King ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุด ด้วยพื้นที่ที่ถูกจัดสรรอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นโซนนั่งเล่นที่กว้างขวางพร้อมโซฟาและโต๊ะทำงานที่เหมาะกับการทำงานหรืออ่านหนังสือ เตียงนอนขนาดคิงไซส์ นั้นใหญ่และนุ่มสบายอย่างเหลือเชื่อ พร้อมผ้าปูที่นอนเนื้อละเอียดและหมอนหลากหลายแบบที่เลือกปรับได้ตามความชอบ ทำให้ค่ำคืนของเราที่นี่เต็มไปด้วยการพักผ่อนอย่างแท้จริง สิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องก็ครบครันและทันสมัยสุดๆ ทั้ง สมาร์ททีวีจอแบนขนาดใหญ่ ที่เชื่อมต่อกับบริการสตรีมมิ่งต่างๆ และระบบเสียงคุณภาพดี โซน มินิบาร์ ที่มีเครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซชั้นดี กาต้มน้ำสำหรับชงชา และเครื่องดื่มพร้อมขนมขบเคี้ยวหลากหลาย ส่วน ตู้เสื้อผ้าแบบ Walk-in Closet ก็กว้างขวางมากพอที่จะเก็บสัมภาระของเราได้อย่างเป็นระเบียบ แต่ไฮไลต์ที่แท้จริงและเป็นความพิเศษของห้อง Premiere King คือการเป็น ห้องเดียวที่มีระเบียงส่วนตัว ระเบียงแห่งนี้เป็นพื้นที่เล็กๆ ที่เงียบสงบ ให้เราได้ออกไปยืนรับลม ชมวิวเมืองมิลานในมุมสบายๆ หรือจิบกาแฟยามเช้าพร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์ก่อนออกไปสำรวจเมือง ถือเป็นมุมโปรดที่ช่วยเพิ่มมิติให้กับการพักผ่อนของเราได้อย่างยอดเยี่ยม และพลาดไม่ได้คือ ห้องน้ำ ซึ่งเป็นดั่งสปาขนาดย่อมในห้องพักของเราเอง ห้องน้ำขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนดูหรูหรา มีทั้ง ฝักบัวเรนชาวเวอร์ (Rain Shower) ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นราวกับยืนอยู่ท่ามกลางสายฝน และ อ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ ที่เชิญชวนให้แช่ตัวผ่อนคลาย พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์อาบน้ำระดับพรีเมียมจากแบรนด์ชั้นนำ ทุกรายละเอียดล้วนสะท้อนถึงมาตรฐานความหรูหราของ Park Hyatt ที่ไม่ทำให้ผิดหวังเลยจริงๆ Hotel Facilities: สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการพักผ่อนและธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ Park Hyatt Milan ไม่ได้เป็นเพียงโรงแรมที่มอบห้องพักอันหรูหราเท่านั้น แต่ยังครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียมที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการของผู้เข้าพัก: Spa & Fitness Center (The SPA): นี่คือโอเอซิสแห่งการผ่อนคลายใจกลางเมือง สปาของโรงแรมมีบรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัว พร้อมให้บริการทรีตเมนต์หลากหลายรูปแบบที่ผสานเทคนิคการบำบัดแบบดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ นอกจากนี้ยังมี อ่างน้ำวน (Whirlpool) ขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยโมเสกสีทองอร่าม ที่เชิญชวนให้คุณมาผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังจากวันอันเหน็ดเหนื่อย ส่วน ฟิตเนสเซ็นเตอร์ ก็ครบครันด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ทันสมัยและครบวงจร เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษากิจวัตรการออกกำลังกายระหว่างการเดินทาง ห้องจัดเลี้ยงและห้องประชุม (Event Spaces): โรงแรมมีห้องจัดเลี้ยงและห้องประชุมที่หลากหลายรูปแบบและขนาด พร้อมอุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ที่ล้ำสมัย และทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้ความช่วยเหลือในการจัดงานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นงานประชุมทางธุรกิจขนาดเล็ก หรืองานเลี้ยงฉลองที่ต้องการความหรูหราและเป็นส่วนตัว Concierge Service: ทีม Concierge ของ Park Hyatt Milan มีความรู้และเชี่ยวชาญเกี่ยวกับมิลานเป็นอย่างดี พร้อมให้คำแนะนำและช่วยเหลือในการจองร้านอาหาร การจัดทัวร์ชมเมือง การซื้อตั๋วเข้าชมสถานที่สำคัญต่างๆ หรือแม้แต่การจัดหารถส่วนตัว บริการนี้ช่วยให้การเดินทางของคุณสะดวกสบายและราบรื่นยิ่งขึ้น Dining in Hotel รสชาติแห่งมิลานที่ไม่ควรพลาด Park Hyatt Milan มอบประสบการณ์ด้านอาหารที่หลากหลายและน่าประทับใจ ไม่แพ้ร้านอาหารชั้นนำภายนอกโรงแรม: Pellico 3 (เปนนิโก้ เทร): ร้านอาหารหลักของโรงแรมที่นำเสนออาหารอิตาเลียนสมัยใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัตถุดิบตามฤดูกาลจากทั่วอิตาลี เมนูสร้างสรรค์โดยเชฟมากฝีมือ บรรยากาศภายในร้านหรูหราแต่ให้ความรู้สึกอบอุ่น เหมาะสำหรับมื้อค่ำสุดพิเศษ Mio Lab (มิโอ แล็บ): บาร์สุดชิคที่โดดเด่นด้วยบรรยากาศที่ทันสมัยและมีชีวิตชีวา เป็นจุดนัดพบยอดนิยมสำหรับแขกของโรงแรมและคนในท้องถิ่น Mio Lab มีชื่อเสียงในด้านค็อกเทลอันเป็นเอกลักษณ์ที่สร้างสรรค์โดย Mixologist มืออาชีพ รวมถึงไวน์และเครื่องดื่มหลากหลายชนิด พร้อมเมนูอาหารว่างและทาปาสเบาๆ ที่เข้ากันได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นมื้ออาหารค่ำสุดโรแมนติก หรือการสังสรรค์ในบรรยากาศสบายๆ Park Hyatt Milan ก็มีตัวเลือกที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านอาหารของคุณ Breakfast เริ่มต้นวันใหม่ด้วยมื้อเช้าสุดพิเศษ อาหารเช้าที่ Park Hyatt Milan ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ห้ามพลาด เพื่อให้คุณได้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยพลังงานและความสดชื่น อาหารเช้าจะให้บริการในบรรยากาศที่หรูหราและเงียบสงบ พร้อมการบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ไลน์อาหารเช้ามีความหลากหลายและครบครันอย่างน่าทึ่ง มีทั้งมุมอาหารยุโรปคลาสสิก ไม่ว่าจะเป็นขนมอบนานาชนิดที่อบสดใหม่ทุกวัน กลิ่นหอมกรุ่นของครัวซองต์และเพสตรี้ต่างๆ ชีสนำเข้า แฮมและโคลด์คัทคุณภาพเยี่ยม ผลไม้สดตามฤดูกาล โยเกิร์ต ซีเรียล และน้ำผลไม้คั้นสด นอกจากนี้ยังมีมุมอาหารปรุงร้อน เช่น ไส้กรอก เบคอน เห็ดผัด และที่สำคัญคือสามารถสั่งเมนูไข่ได้หลากหลายรูปแบบตามความชอบ ไม่ว่าจะเป็นไข่คน ไข่ดาว ออมเล็ต หรือแม้แต่ Eggs Benedict ที่ปรุงสดใหม่จานต่อจาน การได้จิบกาแฟอิตาเลียนหอมกรุ่นคู่กับขนมอบแสนอร่อย ท่ามกลางบรรยากาศที่หรูหราของโรงแรม ถือเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ในมิลานที่สมบูรณ์แบบที่สุด Wrapping Up Our Stay ความทรงจำอันล้ำค่าที่ Park Hyatt Milan ตลอดระยะเวลาที่เราได้เข้าพักที่ Park Hyatt Milan เราได้สัมผัสถึงคำว่า "ความหรูหราอย่างแท้จริง" ในทุกมิติ ตั้งแต่การออกแบบอันสง่างามเหนือกาลเวลา ทำเลที่ตั้งที่ยอดเยี่ยมใจกลางเมือง บริการอันไร้ที่ติของพนักงานที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ไปจนถึงห้องพักที่สะดวกสบายและครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก การได้ตื่นขึ้นมาในห้อง Premiere King ที่กว้างขวาง สัมผัสผ้าปูที่นอนเนื้อดี และเริ่มต้นวันด้วยกาแฟเอสเพรสโซหอมกรุ่นจากเครื่องชงในห้อง พร้อมออกไปยืนรับลมยามเช้าที่ระเบียงส่วนตัว ถือเป็นความสุขเล็กๆ ที่สร้างความประทับใจไม่รู้ลืม การผ่อนคลายในอ่างน้ำวนของสปาหลังจากเดินเที่ยวมาทั้งวัน หรือการลิ้มรสอาหารอิตาเลียนชั้นเลิศที่ Pellico 3 ล้วนเป็นประสบการณ์ที่เติมเต็มการเดินทางของเราให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น Park Hyatt Milan ไม่ใช่แค่โรงแรม แต่คือการลงทุนในประสบการณ์อันล้ำค่า ที่จะทำให้การมาเยือนมิลานของคุณเป็นความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือนได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักท่องเที่ยวที่หลงใหลในศิลปะ แฟชั่น หรือวัฒนธรรม หรือนักธุรกิจที่มองหาความสะดวกสบายและประสิทธิภาพ โรงแรมแห่งนี้พร้อมที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้คุณ สำหรับ Hoparound.co แล้ว Park Hyatt Milan คือตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่เราอยากแนะนำให้นักเดินทางทุกคนได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง รับรองว่าคุณจะไม่ผิดหวัง Park Hyatt Milano Via Tommaso Grossi 1,20121 Milan, Italy Tel: +39 02 8821 1234 Reservations: +39 02 8821 1234 Website: www.hyatt.com/park-hyatt/en-US/milph-park-hyatt-milan #LetsHoparound #ParkHyattMilano #ParkHyatt #Milano #Italy #LuxuryDesignHotel #ItalianElegance #TimelessLuxury #DuomoView #LuxuryTravel #ArchitectureLovers #DesignHotel #รีวิวโรงแรม #ที่พักมิลาน #โรงแรมอิตาลี #มิลาน #อิตาลี
- TOKYO Highlights อัพเดท 30 จุดสุดฮิปจากทริปโตเกียวล่าสุด
TOKYO Highlights อัพเดท 30 จุดสุดฮิปจากทริปโตเกียวล่าสุด ใช่, Tokyo คงไม่ใช่เมืองแปลกใหม่ของใครหลายๆคนอีกต่อไป แต่ยอมรับเถอะว่า เมืองหลวงของญี่ปุ่นแห่งนี้เป็นเมืองที่ “มีของ” มากที่สุดเมืองหนึ่งของโลก Tokyo ไม่เคยขาดแคลนความน่าตื่นตาตื่นใจ เพราะในแต่ละฤดูกาล แต่ละย่าน แต่ละครั้งที่เราได้ไปเยี่ยมเยือน Tokyo ก็มีอะไรใหม่ๆให้เรากระชุ่มกระชวยหัวใจได้อยู่เสมอ โดยเฉพาะครั้งนี้หลังจากที่เราไม่ได้ไปญี่ปุ่นเลยกว่า 3 ปี มาดูกันซิว่า มีที่ไหนให้น่าไป #Hop บ้าง ตามไปดูกันเลยยยย ดีลพิเศษเฉพาะชาว #Hopster เท่านั้น Exclusive offers with Hoparound.co โรงแรม DDD HOTEL ราคาพิเศษ โรงแรม The Tokyo EDITION Toranomon ราคาพิเศษ โรงแรม Toggle hotel suidobashi ราคาพิเศษ โรงแรม ONSEN RYOKAN YUEN SHINJUKU ราคาพิเศษ โรงแรม sequence MIYASHITA PARK ราคาพิเศษ โรงแรม Andaz Tokyo Toranomon Hills ราคาพิเศษ โรงแรม MUJI HOTEL GINZA ราคาพิเศษ บัตรเข้าชม Warner Bros. Studio Tour Tokyo – The Making of Harry Potter Ticket พิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัล TeamLab Planets TOKYO | โตเกียว ญี่ปุ่น บัตรขึ้นจุดชมวิว "ชิบูย่า สกาย" (Shibuya Sky) | ซื้อแล้วรับบัตรได้ทันที (บัตรอิเล็กทรอนิกส์) เที่ยวสวนสนุกญี่ปุ่น | บัตรเข้าโตเกียวดิสนีย์รีสอร์ต (Tokyo Disney Resort) 1 วัน The Tokyo EDITION, Toranomon EAST MEETS WEST กลับมาโตเกียวในรอบ 3 ปี!! เลยอยากมาลองพักที่ The Tokyo EDITION, Toranomon เพราะชอบสไตล์มินิมอลของแบรนด์มากๆ แบรนด์ The EDITION ก่อตั้งขึ้นโดยคุณ Lan Schrager ผู้สร้างแบรนด์โรงแรมระดับตำนาน ร่วมกับ Marriott International เครือโรงแรมระดับโลก เป็นแบรนด์ Top สุดของเครือแมริออท The Tokyo EDITION, Toranomon เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปี 2020 ที่ผ่านมานี่เอง (ช่วงโควิดพอดี) เราชอบการตกแต่งอย่างอบอุ่นด้วยพื้นไม้ ผนังไม้ และเพิ่มเติมด้วยต้นไม้สีเขียว ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและเตรียมพร้อมสำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง โรงแรมตั้งอยู่ที่ชั้น 31–36 ของตึกระฟ้าใจกลางโตเกียวอย่าง “Tokyo World Gate” อยู่ในย่านธุรกิจ Kamiyachō ในทำเลที่สะดวกสบายติดกับจุดเชื่อมต่อรถไฟใต้ดินหลายสาย ทำให้สามารถเดินทางไปยังสถานที่ยอดนิยมอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง เช่น รปปงหงิ หรือ กินซ่า หรือไกลออกไปได้อย่างง่ายดายมากกกก ล็อบบี้ที่นี่จะอยู่ที่ชั้น 31 เราจะต้องกดลิฟต์ขึ้นมาจากชั้น 1 เมื่อลิฟต์เปิดมาเราจะเจอกับเก้าอี้ที่ตั้งเป็นงานอาร์ตและรูปถ่ายขนาดเล็ก ติดเรียงรายไปตลอดทางเดินที่ทอดยาวไปยังล็อบบี้และจุดสำหรับเช็คอิน ซึ่งล็อบบี้ที่นี่สวยมาก รู้สึกร่มรื่นเพราะเค้าตกแต่งด้วยต้นไม้กว่า 500 ต้นเลย แบ่งเป็นมุมต่างๆ ผ่อนคลายและดูไม่อึดอัด เราพักห้อง DELUXE เตียงคิงไซส์พร้อมวิวเมือง ขนาด 42 sqm ห้องพักที่นี่ออกแบบโดยสถาปนิกที่เราชอบมากที่สุดคนนึงในญี่ปุ่นเลย คือ คุณ Kengo Kuma ห้องมีความเรียบง่ายมาก มีเส้นสายที่สะอาดตาและขอบที่คมชัดตลอดแนวใช้สีออร์แกนิก เช่น พื้นไม้โอ๊คสีขาวพร้อมเฟอร์นิเจอร์สีเบจและสีขาว สิ่งที่ชอบสุดในห้องก็หนีไม่พ้น Amenities กลิ่นหอมละมุนสั่งทำพิเศษจากแบรนด์ Le Labo ใครอยากนำกลับบ้านก็ขวดละแค่ 8,000 JPY เท่านั้นนนนน สำรองห้องพัก: โรงแรม The Tokyo EDITION Toranomon ราคาพิเศษ เวลาเปิดปิด: 24 ชั่วโมง การเดินทาง: ลงสถานี Kamiyacho เดินต่ออีก 2 นาที Location: https://maps.app.goo.gl/na1NKZyXm8uTZACPA DDD Hotel คนรักงานดีไซน์ต้องตกหลุมรักโรงแรมนี้ Design, Development and Destination คือคอนเซ็ปต์ของโรงแรมแห่งนี้ นี่คือ Hidden Gem ที่เรามาพบเข้าโดยบังเอิญขณะเสิร์ชหาโรงแรมในเว็ป Expedia นอกจากจะสวย เท่ สะดวก ดีไซน์ดีแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดก็คือคุณภาพเกินราคา! การตกแต่งเน้นสีเขียวเป็นหลัก Amenities หอมมาก ชั้นสองมีคาเฟ่ กาแฟ เบเกอรี่ เปิดให้คนภายนอกเข้าได้ด้วย สามารถมานั่งชิล นั่งทำงานได้ ตอนค่ำจะเปลี่ยนเป็นบาร์ มีดีเจเปิดเพลง ชั้น 1 เป็นห้องอาหาร "nôl" ที่จะเลือกสรรวัตถุดิบประจำซีซั่นมาปรุงอาหาร โรงแรมนี้ใกล้รถไฟ เดินทางสะดวก รอบๆ โรงแรมก็มีร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่เท่ๆ เพียบ! สำรองห้องพัก: โรงแรม DDD HOTEL ราคาพิเศษ เวลาเปิดปิด: 24 ชั่วโมง การเดินทาง: ลงสถานี Bakurochō เดินต่ออีก 1 นาที Location: https://g.page/ddd-hotel?share Bridge COFFEE & ICECREAM ตัวร้านนั้นตั้งอยู่ไม่ไกลจากสะพานเรียวโกกุ (Ryogokubashi) ครับข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามก็จะเจอกับร้าน Bridge COFFEE & ICECREAM เลย สังเกตุง่ายๆคือมีคำว่า COFFEE สีขาวๆ ติดอยู่บนกำแพงกระเบื้องสีน้ำเงินเข้ม ที่นี่มีให้บริการตั้งแต่ กาแฟ เบเกอรี่ ไอศกรีม เวลาเปิดปิด: 8:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Bakurochō เดินต่ออีก 1 นาที Location: https://goo.gl/maps/VMRTsX9ssWzmJHfd8 ชิลแบบมีสไตล์ที่ ‘SHARE GREEN MINAMI AOYAMA’ นี่คือที่ที่รวมเอา คาเฟ่ ร้านขายต้นไม้ ดอกไม้ ออฟฟิศให้เช่าและลานปิกนิกมาไว้ในที่เดียวกัน ตั้งอยู่ใจกลางโตเกียวเพียง 10 นาทีจากย่านช้อปปิ้งที่ทุกคนรู้จักกันดีอย่างโอะโมะเตะซันโด โดยมีคอนเซ็ปต์ว่า ‘PARK LIFESTYLE’ ไลฟ์สไตล์ใหม่ใจกลางเมืองใหญ่ “Little Darling Coffee Roasters” เป็นคาเฟ่ปรับปรุงมาจากโกดังเก่า ตกแต่งแนว Industrial มีที่นั่งทั้งอินดอร์เอ้าท์ดอร์ มีเมล็ดกาแฟให้เลือกจากหลากหลายประเทศ มีของว่างให้เลือกชิม รวมถึงของที่ระลึก เช่น เสื้อยืด กระเป๋า หนังสือก็มีขายด้วย “SOLSO PARK” ร้านขายต้นไม้กว่าร้อยชนิด รวมไปถึงอุปกรณ์ทำสวน ดีไซน์น่ารักๆ เต็มไปหมดทั้งร้านเลย “All Good Flower” ร้านขายดอกไม้หลากชนิด ที่ในร้านเรียงรายไปด้วยดอกไม้ตามฤดูกาล มีทั้งดอกไม้สดและดอกไม้แห้ง มีกระถาง แจกัน ของที่ระลึกน่ารักๆเพียบ! “LIFORK” ก็จะเป็นโซนออฟฟิศ ห้องสัมนาให้เช่า สรุป ที่นี่เหมาะสำหรับคนที่อยากหาสถานที่นั่งพักผ่อนหรือหลีกหนีจากความวุ่นวายจากความเป็นเมืองใหญ่ มองไปทางไหนก็มีแต่สีเขียว ที่สำคัญอยู่ใจกลางโตเกียวเลย เดินทางง่ายมากหรือจะแวะมาพักแล้วไปเดินช้อปต่อก็ไม่เลวนะ! เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 8:00-20:00 น. การเดินทาง: ลงสถานี Aoyama-itchome หรือ Nogizaka Station เดินต่ออีก 6-10 นาที Location: https://goo.gl/maps/aLf2JMoyz5SXNvR47 21_21 Design Sight Tokyo Midtown เป็นย่านเมืองใหม่ที่ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี 2007 หนึ่งในพื้นที่สีเขียวอันงดงามของโครงการ ก็คือสวน Midtown Garden และที่นี่เองก็เป็นที่ตั้งของ “21_21 Design Sight” มิวเซี่ยมโมเดิร์นที่เราจะพาคุณ #hop ไปชมกัน อาคารที่เรียบเท่แห่งนี้ออกแบบโดย Tadao Ando สถาปนิคอัจริยะชาวญี่ปุ่นที่โด่งดังไปทั่วโลกและนักออกแบบแฟชั่น Issey Miyake ผู้เพิ่งล่วงลับไปได้ไม่นาน รอบนี้ที่เราไปมีงาน Exhibition เกี่ยวกับเบื้องหลังของการหุ้มประตูชัย Arc de Triomph ซึ่งเป็นผลงาน Installation Art ขนาดมหึมาใจกลางกรุงปารีส ของคุณ Christo และ Jeanne-Claude จะจัดแสดงระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน 2022 ถึง 12 กุมภาพันธ์ 2023 ปีหน้าเลยนะครับ เวลาเปิดปิด: พุธ-จันทร์ 10:00-19:00 น. การเดินทาง: ลงสถานี Kamiyacho เดินต่ออีก 7 นาที Location: https://goo.gl/maps/UcBMvuRPQNWFfxsr5 ย่าน Kiyosumi Shirakawa ย่านนี้ทำให้เรานึกถึงย่าน Chelsea West Side ที่นิวยอร์กเลย เป็นย่านที่รวมเราแกลอรี่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ คาเฟ่ และสงบมากๆ ไม่วุ่นวายเลย กลายเป็นอีกหนึ่งย่านที่ทำให้เราอยากกลับมาอีกแน่นอน ย่านนี้มีร้านกาแฟ แกลอรี่มากมายซ่อนตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ให้เราได้สำรวจกัน Allpress Espresso Tokyo Roastery & Cafe นั่งจิบกาแฟ กินขนม ดูผู้คน ย่าน Kiyosumi Shirakawa ร้านกาแฟคุณภาพจากนิวซีแลนด์ ตั้งอยู่ในย่านชุมชนอย่าง Kiyosumi Shirakawa ร้านนี้คั่วกาแฟเองโดยมีเมล็ดกาแฟส่งมาจากทั่วทุกมุมโลก โดดเด่นด้วยหลังคาจั่วทรงสามเหลี่ยมมินิมอล เมื่อเดินเข้าไปในร้านก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟ เพดานสูงโปร่งบรรยากาศเรียบเท่ ทันสมัย แต่ก็อบอุ่นอยู่ในที มีเมนูเครื่องดื่มหลากชนิด แต่เราขอแนะนำเมนู Flat White ซึ่งเป็นที่นิยมในนิวซีแลนด์ (แย่งกันเคลมกับออสเตรเลียว่าใครคือต้นฉบับกันแน่) ในช่วงฤดูและวันที่อากาศดี แนะนำให้นั่งด้านนอกเลยครับ เราชอบ Vibe ของร้านนี้ที่จะมีผู้คนในชุมชนแวะเวียนกันมาจิบกาแฟกันอย่างไม่ขาดสายเลย เวลาเปิดปิด: จันทร์-ศุกร์ 9:00-17:00 เสาร์-อาทิตย์ 10:00-18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kiyosumi-shirakawa เดินต่ออีก 9 นาที Location: https://goo.gl/maps/eeLkPn4mK6aNbqHd Ando Gallery เยี่ยมชมแกลเลอรีส่วนตัว กับงานศิลปะร่วมสมัยที่น่าประทับใจ แวะชมงานอาร์ทสักครู่ที่แกลอรี่สุดมินิมอล ที่มองเผินๆเหมือนสำนักงานอะไรสักอย่าง Ando Gallery แต่ด้านในเต็มไปด้วยผลงานศิลปะ สถาปัตยกรรม และงานดีไซน์ที่น่าสนใจ รวมถึงงาน Installation โดยศิลปินร่วมสมัยทั้งจากญี่ปุ่นและต่างประเทศที่จะช่วยกระตุ้นแรงบันดาลใจให้สูบฉีดพุ่งพล่าน เวลาเปิดปิด: อังคาร-เสาร์ 11:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kiyosumi-shirakawa เดินต่ออีก 9 นาที Location: https://goo.gl/maps/eeLkPn4mK6aNbqHd8 YUJI RAMEN TOKYO ไปชิมราเมงกับซุปกระดูกปลากัน! ร้านนี้ตั้งอยู่ในย่าน Kiyosumi-Shirakawa ซึ่งเป็นย่านที่มีร้านใหม่ๆเกิดขึ้นเพียบ! ร้านที่ดึงดูดความสนใจของเราขณะเดินผ่านอีกฝั่งของถนนคือ Yuji Ramen Tokyo ที่เราเห็นโลโก้แล้วคุ้นมากกก อ้อ!! ร้านนี้เค้ามาจาก Brooklyn ที่ New York นี่นา ความพิเศษของที่นี่คือเป็นราเมงแบบ “Tuna Kotsu Ramen" ที่เคี่ยวน้ำซุปจากหัวและกระดูกปลาทูน่าแทนกระดูกหมูซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Yuji Ramen Tokyo เท่านั้น ราเมงชามนี้จึงเต็มไปด้วยอูมามิของปลาทูน่า กลิ่นอาจจะคาวกว่าซุปกระดูกหมูนิดหน่อย แต่กลมกล่อมอร่อยบอกไม่ถูก สำหรับเราพอกินพร้อมเส้นราเมงนุ่มกำลังดีแล้วมันเข้ากันสุดๆ เวลาเปิดปิด: ปิดวันจันทร์ 11:30–14:30, 17:30–20:30 การเดินทาง: ลงสถานี Kiyosumi-shirakawa เดินต่ออีก 3 นาที Location: https://goo.gl/maps/oXcb2QJJzydEcySc6 New Balance T-House คอนเซ็ปต์สโตร์แห่งใหม่ใจกลางโตเกียว ตั้งอยู่ในย่านนิฮงบาชิ (Nihonbashi) เป็นอีกหนึ่งโปรเจ็คที่น่าสนใจมากๆ เพราะนำไม้จากโกดังเก่าที่ไม่ใช้แล้วมาออกแบบใหม่โดยคุณ Jo Nagasaka แห่ง schemata Architects โดยได้แรงบันดาลใจมาจากโรงน้ำชาดั้งเดิมของญี่ปุ่น จนกลายเป็นร้านคอนเส็ปต์สโตร์แห่งใหม่ในนาม New Balance T-House โดยสาขานี้จะมีขายเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องหอม กระเป๋ารวมไปถึงรองเท้ารุ่นพิเศษอีกด้วย เวลาเปิดปิด: 11:00–14:00 15:00–19:00 ปิดวัน พุธ พฤหัส การเดินทาง: ลงสถานี Suitengumae เดินต่ออีก 5 นาที Location: https://goo.gl/maps/Ksx2Qd41i4Z48YGN9 TRUFFLE & BREAD ร้านเบเกอรี่ไซส์มินิที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นหอมจากเห็ดทรัฟเฟิล ใครเป็นสาวกทรัฟเฟิลและขนมอบไม่ควรพลาดที่จะแวะร้านนี้เลย!! เพราะที่นี่เค้าอบเบเกอรี่สดใหม่ทุกวันเลย และทุกเมนูของที่นี่คือมีส่วนผสมจากเห็ดทรัฟเฟิลด้วย เราได้เลือกชิมเมนูที่น่าสนใจที่สุดบนเคาท์เตอร์ของร้านคือ TRUFFLE CROQUE MONSIEUR คล้ายแซนวิชแฮมชีสเยิ้มๆ และเค้าก็จะสไลซ์เห็ดทรัฟเฟิลชิ้นบางๆ ลงบนคร็อกเมอร์ซิเออร์ พอได้ลองกัดกรึ้ปเข้าไปคำแรก คือ หอมและนัวชีส นัวเห็ดมากกกกก อร่อยสุดๆ รับรองได้เลยว่าเพื่อนๆต้องติดใจเหมือนเราแน่นอน! เวลาเปิดปิด: อังคาร-อาทิตย์ 10:00-17:00 น. (หรือปิดทันทีเมื่อขายหมด) การเดินทาง: ลงสถานี Suitengumae เดินต่ออีก 5 นาที Location: https://goo.gl/maps/tqMygCpob1y23RJW6 Reiyukai Shakaden Temple วัดพุทธนิกายใหม่รูปทรงแปลกตา อาคารทรงแปลกแห่งนี้เป็นเหมือนจุดนัดพับและศูนย์กลางสำหรับสมาชิก Reiyūkai เป็นศาสนาใหม่ทางพุทธศาสนาของญี่ปุ่นที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1919 อาคารแห่งนี้เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมและให้บริการบทเรียนภาษาญี่ปุ่นฟรีสำหรับชาวต่างชาติ ในภาษาญี่ปุ่น "Shakaden" หมายถึง "บ้านของศากยมุนี" เป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถแสวงหาการปฏิบัติต่อคำสอนของพระศากยมุนี ด้านในประกอบด้วยห้องโถงใหญ่ พลาซ่า ห้องโถงโคทานิ ห้องประชุมต่างๆ โรงอาหาร ห้องดูแลเด็ก และห้องพยาบาล อาคารแห่งนี้สร้างขึ้นเสร็จเมื่อปี 1975 เวลาเปิดปิด: ทุกวัน 6:00-17:00 น. การเดินทาง: ลงสถานี Kamiyacho เดินต่ออีก 5 นาที Location: https://goo.gl/maps/Rhv1hsQAuSnkPMm69 Parlors คาเฟ่จิ๋วแต่แจ๋ว เดินมาอีกหน่อยจากร้านเมื่อกี๊ ก็จะเจอกับ Parlors ร้านเล็กๆ บริการน่ารัก เป็นกันเอง ร้านนี้ก็มีเสิร์ฟเครื่องดื่ม เบเกอรี่ ส่วนกาแฟเราชอบเป็นพิเศษเพราะเค้าใช้เมล็ดของ Coffee Supreme แบรนด์โปรดของเราจากเมือง Wellington ประเทศนิวซีแลนด์ เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 8:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Bakurochō เดินต่ออีก 1 นาที Location: https://goo.gl/maps/eEsQu6pZk5ZXJoab9 Beaver Bread ร้านเบเกอรี่จิ๋ว แต่แจ๋ว ถึงร้านจะเล็กมาก แต่มีขายขนมเบเกอรี่เยอะมาก เยอะจนเลือกไม่ถูกไม่รู้จะซื้ออะไรมาลองดี เราเลยเลือกลองครัวซองต์ ก็อร่อยดีนะ กรอบนอกนุ่มใน หอมเนยฟุ้งเลย เวลาเปิดปิด: พุธ - อาทิตย์ 8:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Bakuroyokoyama เดินต่ออีก 2 นาที Location: https://goo.gl/maps/eEsQu6pZk5ZXJoab9 Museum of Contemporary Art Tokyo (MOT) พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยโตเกียว สายอาร์ทต้องมาแวะ! เปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 1995 เพื่อเติมเต็มรากฐานของศิลปวัฒนธรรมและส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยให้ชาวญี่ปุ่น (และนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ) มีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัยที่หลากหลายทั้งงานภาพวาด รูปแกะสลัก แฟชั่น สถาปัตยกรรม การออกแบบ ตั้งอยู่ภายในสวนคิบะ ดูด้านนอกอาจจะเล็ก แต่ด้านในคือใหญ่มาก เผื่อเวลาไว้อย่างน้อยสัก 30 นาทีในการเดินชมก็ดีนะ เพราะเค้ามีร้านของดีไซน์เก๋ๆให้เลือกซื้อกันด้วย ที่สำคัญสิ้นปีนี้กำลังจะมีงาน Exhibition ขนาดใหญ่จากแบรนด์ระดับโลกอย่าง Christian Dior: Designer of Dreams มาจัดแสดงด้วยนะครับ ตั้งแต่วันที่ 21 Dec, 2022 ถึงวันที่ 28 May, 2023 ปีหน้าเลย ค่าเข้าชม: ขึ้นอยู่กับงานที่จัดแสดง เวลาเปิดปิด: อังคาร - อาทิตย์ 10:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kiyosumi-shirakawa เดินต่ออีก 10 นาที Location: https://goo.gl/maps/pKLwvjWU1VEiz2259 Jimbōchō ย่านจิมโบโจ ย่านรวมหนังสือนิตยสาร ที่หนอนหนังสือไม่ควรพลาด! ใครเบื่อช้อปปิ้งแล้ว เราอยากแนะนำให้มาย่านนี้ครับ ย่านที่เหมาะสำหรับผู้รักการอ่าน เพราะเต็มไปด้วยหนังสือและนิตยสารหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเก่า หนังสือใหม่ จะภาษาญี่ปุ่นหรืออังกฤษก็มีครบเลย เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 11:00–22:00 การเดินทาง: ลงสถานี Jimbocho เดินต่ออีก 1 นาที Location: https://goo.gl/maps/EMxXwfzXQehZL6tZ6 Niigata Katsudon Tarekatsu Jimbocho Suzurandori นิกะตะคะสึด้ง ทะเระคะสึ ทงคัตสึ จากจังหวัดนิงาตะ ทอดใหม่ๆ อร่อยทุกคำ แฟนๆ ทงคัตสึ ต้องห้ามพลาดร้านนี้! เป็นร้านที่เราเดินผ่านแล้วแวะเลยไม่ต้องคิด ร้านเล็กๆที่นั่งไม่เยอะ แต่รสชาติเซอไพร้ซ์มาก ของทอดอร่อยทุกอย่าง โดยเฉพาะเมื่อกินกับน้ำซอสที่ราดมา และที่เราชอบสุดๆคือ ในผักสลัดมีหอมเจียวโรยมาด้วย คืออร่อยมากกกกก เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 11:00–22:00 การเดินทาง: ลงสถานี Suidobashi Station เดินต่ออีก 3 นาที Location: https://goo.gl/maps/5RBLq8GbwSWwyjVf8 ย่าน Sendagaya เป็นย่านที่รวมเอาร้านเก๋ๆ นอกกระแสมาไว้ด้วยกัน ด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบแม้จะอยู่ติดกับย่านฮาราจุกุและโอโมเตะซันโดะ ย่าน ‘Sendagaya’ แห่งนี้จึงเป็นสถานที่สำหรับคนที่ชอบค้นหาอะไรใหม่ๆ เต็มไปด้วยร้านค้าและสำนักงานสายอินดี้ ใครกำลังต้องการแรงบันดาลใจในการทำอะไรที่แตกต่างจากกระแสหลัก ขอแนะนำให้มาเดินย่านนี้ดูครับ Think Of Things คาเฟ่และร้านค้าไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมือนใครในโตเกียว ร้านนี้ตั้งอยู่ในย่าน Sendagaya เป็นร้านที่เราอยากมามากที่สุดในโตเกียวรอบนี้เลย เพราะเป็นร้านที่มีสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร เน้นขายของใช้ในออฟฟิศ เครื่องเขียน รวมไปถึงของใช้ในบ้าน เราเป็นพวกชอบร้านเครื่องเขียนมาก ยิ่งที่นี่เค้ามีคาเฟ่ พร้อมกาแฟคุณภาพดีจาก Obscura Coffee Roasters ด้วยยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ เจ้าของ Think of Things คือ Kokuyo แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชื่อดังของญี่ปุ่นนั่นเอง ใครมาแวะร้านนี้แล้วต้องได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้านไปแน่นอน เวลาเปิดปิด: ปิดวันพุธ 11:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Harajuku เดินต่ออีก 3 นาที Location: https://goo.gl/maps/WJJo3dbeiRoB9H6y8 LABOUR AND WAIT TOKYO ร้านขายเครื่องใช้ในบ้านจากลอนดอน เวลาเปิดปิด: ปิดวันอังคาร 12:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Harajuku เดินต่ออีก 6 นาที Location: https://goo.gl/maps/H6Cb1GeTEEBNbnzp8 PAPIER LABO. ร้านสำหรับคนรักกระดาษ เปเปอร์ ลาโบ. เป็นร้านวาไรตี้ที่ก่อตั้งขึ้นโดยคนรักกระดาษ จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากกระดาษและมีสินค้าหลากหลายที่ได้รับการคัดสรรมาจากทั่วทุกมุมโลก นอกจากนี้ PAPIER LABO ยังให้บริการงานพิมพ์รวมถึงการพิมพ์แบบตัวพิมพ์อีกด้วยนะ เวลาเปิดปิด: เปิดวันอังคารถึงวันเสาร์ 12:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Harajuku เดินต่ออีก 6 นาที Location: https://goo.gl/maps/LzTyBJPMqvRWxfReA Shimokitazawa เดินสำรวจหนึ่งในย่านที่ฮิปที่สุดของโตเกียว “ชิโมะคิตาซาว่า” หรือสั้นๆว่า “ชิโมคิตะ” ย่านวัฒนธรรมสุดเก๋ที่คละเคล้าเอาความเก่าและความใหม่ของญี่ปุ่นมาผสมกันได้อย่างลงตัว แม้คนอาจจะรู้จักน้อยกว่าฮาราจุกุ หรือ โอโมเตะซานโดะ แต่ในเรื่องของความฮิปนั้นไม่แพ้ใครเลย ตามตรอกแคบๆของชิโมคิตะนั้นมีงานกราฟิตี้ มีร้านค้าน่าชมแฝงตัวอยู่มากมาย ขายทั้งแผ่นเสียง เสื้อผ้าวินเทจคุณภาพดี รอบนี้เราบังเอิญไปเจอรองเท้าคู่นึง United Arrows x New Balance Model: 550 "Ecru Grey" น่าทุบมาก นอกจากนี้ยังมีคราฟท์คาเฟ่ และโรงเบียร์ที่มีการจัดแสดงศิลปะ และวงดนตรีสด ขณะที่ร้านเบเกอรี่ และบิสโตรก็จะเสิร์ฟขนมและอาหารสูตรพิเศษ เช่น แกงกะพรี่ผักรวม หากใครสนใจละครเวทีนอกกระแส ที่ Honda Theatre ก็มักจะเป็นที่เดบิ๊วท์ละควรหลายๆเรื่อง สรุปคือย่าน Shimokitazawa นี้เที่ยวเพลินเดินสนุก แถมอยู่ห่างเพียง 3 สถานีจากชิบูย่าเท่านั้น Bear Pond Espresso ต้นกำเนิดเมนู “The Dirty” แก้วแรกของโลกอยู่ที่นี่ ร้าน Bear Pond Espresso ย่าน Shimokitazawa นมนัวมากเมื่อดื่มพร้อมริสเทรตโต้ (ครึ่งช็อตเอสเพรสโซ่) ด้านบน คือเข้ากันสุดๆ แต่สูตรต้นตำรับที่นี่จะต่างจากร้านในไทยตรงที่ไม่มีความหวานเลยนะครับ และใช่! แพชชั่นของร้านนี้คือกาแฟ ไม่ใช่การบริการ…. ฮ่าๆๆ เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 11:00–20:30 การเดินทาง: ลงสถานี Shimo-Kitazawa เดินต่ออีก 4 นาที Location: https://goo.gl/maps/ggfNyJRv1Amv9EYo7 Reload คอมมูนิตี้มอลแบบโอเพ่นแอร์แห่งใหม่ ไม่ไกลจากใจกลางโตเกียว ที่นี่มีทั้งร้านอาหารหลายสัญชาติ คาเฟ่ ร้านเครื่องเขียน ร้านตัดผม ร้านหนังสือ ร้านขายของใช้ในบ้าน เดินเพลินสุด หยุดเกือบทุกร้านเลยครับ เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 10:30–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Shimo-Kitazawa เดินต่ออีก 8 นาที Location: https://goo.gl/maps/ccR48xKSsmKMaXmJ6 APFR ร้านเครื่องหอมชื่อดังจากจังหวัดชิบะ ญี่ปุ่น เน้นงานฝีมือตั้งแต่การปรุงกลิ่น ผลิตเครื่องหอม ไปจนถึงการบรรจุหีบห่อและจัดส่ง ร้านนี้มีสินค้าเกี่ยวกับเครื่องหอมที่หลากหลายมาก เช่น น้ำมันหอม เทียน สบู่ล้างมือ ไปจนถึงสเปรย์แอลกอฮอล แต่เราติดใจธูปของร้านนี้มาก เพราะเคยซื้อไปลองแล้วกลิ่นหอมติดห้องมากกกกก เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Shimo-Kitazawa เดินต่ออีก 8 นาที Location: https://goo.gl/maps/dPF18eRxoXCHQ4nu6 Shibuya Parco สำหรับเราเป็นแฟนห้างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร นอกจากสินค้าที่หลากหลายแล้ว เราชอบการออกแบบพรีเซ้นต์ให้แต่ละสาขาในญี่ปุ่นมีคาเรคเตอร์ที่แตกต่างกันไป น่ารักมากๆครับ ที่สาขาชิบูย่าล่าสุดนี้ เค้าคัดสรรรวมเอาสินค้าดีๆจากทุกแบรนด์ทั่วทุกมุมโลกมาไว้ด้วยกัน การตกแต่งแต่ละร้านนั้นเหมือนหลุดออกมาจากจินตนาการเลย ใครผ่านมาชิบูย่าอย่าลืมแวะที่นี่น้า เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 11:00–21:00 การเดินทาง: ลงสถานี Shibuya เดินต่ออีก 4 นาที Location: https://goo.gl/maps/YnN7qdXLEeeTaVvb8 Miyashita Park แลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางชิบูย่า เดินเพียงไม่กี่ก้าวจากสถานีชิบูย่า ก็จะเจอกับแลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางเมือง ที่รวมเอาลานสเก็ต สนามวอลเล่บอลทราย หน้าผาจำลอง สวนสาธารณะ ที่ช้อปปิ้ง ที่แฮงเอ้าท์ ที่กิน ที่ดื่มเข้ากันด้วยกัน เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Shibuya เดินต่ออีก 1 นาที Location: https://goo.gl/maps/yJE1JchvdqkHRbox6 KITH TREATS TOKYO ร้านขายเสื้อผ้ากับรองเท้าจากนิวยอร์กพร้อมกับ KITH Treats สำหรับคนที่อยากทางของหวานสูตรพิเศษจากทางร้าน มีทั้งไอศครีม คุกกี้ ขนม รวมไปถึงเครื่องดื่มด้วย ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะมิยาชิตะ ตอนเราไปมีพี่พนักงานเป็นลูกครึ่งไทย ญี่ปุ่น พูดได้สามภาษาเลยเก่งมาก บริการดีด้วย เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Shibuya เดินต่ออีก 1 นาที Location: https://goo.gl/maps/k5PGf8aJsFUZBrwz5 The Departure by Jean Jullein ผลงานของศิลปินทัศนศิลป์ Jean Jullien เป็นงาน Installation Art ล่าสุดในโถงกลางของห้าง Ginza Six คุณ Jullien สร้างสรรค์งานศิลปะที่เปลี่ยนแปลงท่าทาง สุดทะเล้นตลอดเวลา ทั่วโลก "The Departure" เป็นงานแสดงชิ้นแรกของเขาที่ลอยอยู่กลางอากาศที่มีขนาดใหญ่มากๆ เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 10:30–20:30 การเดินทาง: ลงสถานี Ginza เดินต่ออีก 3 นาที Location: https://goo.gl/maps/gftfsKXDHmNNfcrU8 LOUIS VUITTON GINZA NAMIKI ตึกที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผิวน้ำอ่าวโตเกียว วาร์ปมาย่าน Ginza สวรรค์ของนักช้อปปิ้งและผู้หลงไหลในงานสถาปัตยกรรมและการออกแบบกันบ้าง เพราะกว่า 80% ของตึกย่านนี้มักจะผ่านฝีมือการออกแบบของดีไซน์เนอร์ชื่อดังระดับโลกมากมายเลย และล่าสุดตึก LV ย่าน Ginza นี้ก็ได้ปรับโฉมโดยคุณ Jun Aoki สถาปนิกชาวญี่ปุ่น และ คุณ Peter Marino สถาปนิกชาวเมริกัน สวยสะดุดตาด้วยความพลิ้วไหลและสีเหลือบสะท้อนราวกับเอา Texture ของผิวน้ำในอ่าวโตเกียวมาแปะเป็นผนังอาคารเลยล่ะ ใครผ่านมากินซ่าอย่าลืมแวะได้น้าาาา เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Ginza เดินต่ออีก 3 นาที Location: https://goo.gl/maps/494cXXAa9AcAB5dn7 ดีลพิเศษเฉพาะชาว #Hopster เท่านั้น Exclusive offers with Hoparond.co โรงแรม DDD HOTEL ราคาพิเศษ โรงแรม The Tokyo EDITION Toranomon ราคาพิเศษ โรงแรม Toggle hotel suidobashi ราคาพิเศษ โรงแรม ONSEN RYOKAN YUEN SHINJUKU ราคาพิเศษ โรงแรม sequence MIYASHITA PARK ราคาพิเศษ โรงแรม Andaz Tokyo Toranomon Hills ราคาพิเศษ โรงแรม MUJI HOTEL GINZA ราคาพิเศษ บัตรเข้าชม Warner Bros. Studio Tour Tokyo – The Making of Harry Potter Ticket พิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัล TeamLab Planets TOKYO | โตเกียว ญี่ปุ่น บัตรขึ้นจุดชมวิว "ชิบูย่า สกาย" (Shibuya Sky) | ซื้อแล้วรับบัตรได้ทันที (บัตรอิเล็กทรอนิกส์) เที่ยวสวนสนุกญี่ปุ่น | บัตรเข้าโตเกียวดิสนีย์รีสอร์ต (Tokyo Disney Resort) 1 วัน
- OSAKA Highlights รวมที่สุดของจุด Stop ในโอซาก้า
OSAKA Highlights รวมที่สุดของจุด Stop ในโอซาก้า ญี่ปุ่นเปิดประเทศแล้ววันนี้! Hoparound.co ก็เลยอยากเอาไอเดียเที่ยวญี่ปุ่นแบบไม่แมส(มาก)กลับมาฝากกันอีกรอบ ญี่ปุ่นฝั่งตะวันออกไม่ว่าจะเป็นเกียวโต โอซาก้า ต่างก็ Popular อยู่แล้ว แต่ฝั่งตะวันตกนั้นเป็นเหมือนขุมทรัพย์สำหรับนักเดินทางที่ช่างแสวงหา วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไปสำรวจเมือง OSAKA กันก่อนกับ 15 พิกัดในโอซาก้าที่เรารวบรวมไว้ในโพสต์นี้จะมีจุดไหนน่า #Hop กันบ้าง ไปดูกันเลยครับ ดีลโรงแรมสุดพิเศษ OMO7 Osaka by Hoshino Resorts HOTEL HASU NEST HOTEL OSAKA UMEDA THE LIVELY Honmachi Osaka Uoshin Sushi Umeda ใครเลิฟซูชิต้องมาร้านนี้ครับ ซูชิหน้าล้น แบบล้นสุดดดด ราคาดีงามด้วย รสชาติก็สดอร่อย เรากลับมาโอซาก้าทุกครั้ง ต้องแวะร้านนี้ทุกครั้ง เพราะเปิดถึงเที่ยงคืน 📍 https://goo.gl/maps/BeX4Sv9M1ByWCE9n7 ⏱เปิดทุกวัน 11:00–0:00 Mel Coffee Roasters อีกหนึ่งร้านกาแฟที่เจ้าของเฟรนลี่ ขี้เล่นสุด! ร้านนี้เราเจอในอินสตาแกรม มีเมล็ดกาแฟมาจากหลายที่บนโลกมาก ร้านตั้งอยู่หัวมุมเล็กๆ แต่มีเครื่องคั่วเป็นของตัวเองด้วยนะ 📍https://g.page/melcoffeeroasters?share ⏱เปิดทุกวัน 10:00–18:00 Organic Building in Osaka ตึกออร์แกนิกใจกลางเมืองโอซาก้า เป็นตึกที่มีรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่เท่และน่าสนใจมาก เพราะตึกนี้สร้างขึ้นโดยแต่ละช่องจะปลูกต้นไม้ต่างชนิดกันกว่า 80 ชนิด อาคารออร์แกนิกสร้างเสร็จในปี 1993 ออกแบบโดยสถาปนิกและศิลปินชาวอิตาลี Gaetano Pesce ตั้งอยู่ในย่าน Minami Semba เรารู้สึกเหมือนย่านนี้เป็นย่านอาร์ตๆ ย่านนึงในโอซาก้าเลยแหละ! 📍https://goo.gl/maps/Lp1wkraquVusGSt96 Embankment Coffee ร้านกาแฟที่เราชอบที่สุดในโอซาก้าเลย ชอบทั้งบรรยากาศ การตกแต่ง ฟีลเหมือนอยู่บ้านดี กลับไปโอซาก้าทุกครั้งก็แวะร้านนี้ทุกครั้งเลย ติดใจสุดๆ 📍https://goo.gl/maps/uvDJytLjaZwwuciX7 ⏱เปิดทุกวัน จันทร์-ศุกร์ 12:00–18:00 เสาร์-อาทิตย์ 9:00–18:00 ISSEY MIYAKE SEMBA ใครเป็นแฟน Issey ไม่ควรพลาดสาขานี้ เพราะสาขานี้ใหญ่มาก ของครบ มีแกลอรี่ให้เดินชมด้วยครับ พนักงานบริการดีมาก ตอนเราช้อปเสร็จแล้วจะเดินออก พนักงานบอกว่ารอแปปนึง แล้ววิ่งไปหยิบน้ำมาเสิร์ฟด้วย น่ารักสุดๆ 📍https://goo.gl/maps/vKUwXZuELHP3fHLS7 ⏱เปิดทุกวัน 11:00–20:00 MOUNT - Kitahama คาเฟ่ชิลๆริมน้ำ ที่เสิร์ฟทั้งกาแฟและเบเกอรี่หลากชนิด ตั้งอยู่โซน Kitahama ริมแม่น้ำ Tosabori บรรยากาศดีมาก ชิลสบาย คนไม่เยอะ มีที่นั่งเอ้าดอร์ด้วย 📍https://goo.gl/maps/eB1gduoMtgU3bn3c6 ⏱เปิดทุกวัน 11:00–17:30 THE LIVELY OSAKA HONMACHI โรงแรมนี้เป็นใหม่ห้องพักสบายมาก ราคาเริ่มต้นคืนละ 2,xxx บาทเท่านั้น เดินทางสะดวกติดรถไฟใต้ดินทั้งสองสายเลย Sakaisuji Hommachi Station พิเศษเฉพาะชาว Hoparound.co สามารถจองดีลพิเศษได้ที่นี่ THE LIVELY Honmachi Osaka 📍https://g.page/the-lively-osaka?share PATHFINDER XNOBU อีกหนึ่งร้านกาแฟเปิดใหม่ที่ดูดีและกาแฟอร่อย มีเบเกอรี่ มีเมล็ดกาแฟให้เลือกหลากหลาย ร้านนี้เราบังเอิญเดินผ่าน เลยแวะเข้าไปนั่งพักจิบกาแฟสักหน่อย แถมคนขายก็ดีนะเนี่ยย 555 📍https://goo.gl/maps/5m6eHCtYUjTQ3erG7 ⏱เปิดทุกวัน 10:00–18:00 70B OSAKA ร้านขายเฟอร์นิเจอร์มือสอง มาเดินดูเพลินๆ ได้ หรือใครไหวที่จะแบกกลับบ้านก็แนะนำเลย! ร้านนี้มีขายพวกข้าวของเครื่องใช้ในบ้านทั้งมือหนึ่งและมือสองเลย มีไปจนถึงโคมไฟ เก้าอี้ ดอกไม้แห้ง จาน ชาม คือครบมากๆ 📍https://goo.gl/maps/iVwpuGbMe8YeptvN7 ⏱เปิดศุกร์-พุธ 12:00–19:00 ปิดวันพฤหัส North Shore Kitahama ร้านนี้เป็นร้านคาเฟ่กับไดน์นิ่งมีหลายสาขาทั่วญี่ปุ่นเลย แต่นี่เป็นสาขาแรก เราชอบร้านนี้ที่มีเมนูรักสุขภาพ มีผัก แซนวิช น้ำผลไม้คั้นสด ของคาวของหวาน ครบ! ด้านหลังร้านก็มีโซนเอ้าท์ดอร์ให้นั่งรับลมเย็นๆ ชมวิวเมืองโอซาก้ากับแม่น้ำ Tosabori ไปด้วย ชิลมาก 📍https://goo.gl/maps/ZvfhZ2JVhXWhxHmU6 ⏱เปิดทุกวัน 7:00–18:00 Saturdays NYC แบรนด์เซิร์ฟชื่อดังจากนิวยอร์ก สาขานี้นอกจากจะมีไลน์สินค้าที่ครบครันมากๆ ไม่แพ้สาขาที่นิวยอร์กเลย ยังมีคาเฟ่ให้นั่งชิล จิบเครื่องดื่ม กาแฟดีๆ อีกด้วยนะ 📍https://goo.gl/maps/HzVpUYBHxkznrJV38 ⏱เปิดทุกวัน 9:00–20:00 Orange Street สายครีเอทีฟต้องชอบย่านนี้มากแน่ๆ ย่านนี้เป็นช้อปปิ้งแบรนด์สตรีทในโอซาก้า ตั้งอยู่ระหว่างย่าน Namba กับ Shinsaibashi มีทั้งแบรนด์ญี่ปุ่น แบรนด์เมืองนอก แล้วก็มีพวกร้านคาเฟ่ด้วยนะ ใครชอบการเดินช้อปปิ้งลัดเลาะไปตามถนนแนะนำครับ 📍https://goo.gl/maps/yDhPZHhBaeg4PrSEA BIOTOP ร้าน Biotop เป็นร้านขายสินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าแต่งบ้าน แฟชั่น ต้นไม้ และคาเฟ่ มีสาขาแรกอยู่ที่โตเกียว สาขาที่สองคือที่นี่ โอซาก้า และสาขาที่สามอยู่ที่ฟุกุโอกะ 📍https://goo.gl/maps/LPowYUtV5QTY3NYC6 ⏱เปิดทุกวัน 11:00-20:00 Kuromon Market ตลาดคุโรมง โอซาก้า เป็นตลาดที่มีของเยอะ ของไม่แพง และ สดมาก หลายคนยกที่นี่ให้เป็นครัวแห่งเมืองโอซาก้าเลยนะ เดินทางสะดวกมาก ใช้ซัพเวย์ลงสถานี Nippombashi ทางออกที่ 10 เลยครับ 📍https://goo.gl/maps/9E9WEHJxs7ng6qsb8 ⏱เปิดจันทร์ - เสาร์ 9:00–17:00 ปิดวันอาทิตย์ Freitag Store Osaka แฟนๆกระเป๋า Freitag อย่าลืมแวะช้อปสาขานี้นะครับ เพราะของเยอะมากจริงๆ 📍https://goo.gl/maps/Jj2LD8rVkp8q2GiH6 ⏱เปิดทุกวัน 11:00–19:00 ดีลโรงแรมสุดพิเศษ OMO7 Osaka by Hoshino Resorts HOTEL HASU NEST HOTEL OSAKA UMEDA THE LIVELY Honmachi Osaka
- HONG KONG Highlights อัพเดท 40 จุดสุดฮิปจากทริปฮ่องกงล่าสุดปี 2026
HONG KONG Highlights อัพเดท 40 จุดสุดฮิปจากทริปฮ่องกงล่าสุด หลังจากที่เราไม่ได้ไปฮ่องกงกันนานมาก อย่างน้อยก็ต้องมี 5 ปี ทริปนี้เราจะพาเพื่อนๆลองกลับไปดูกันซิว่า ฮ่องกงมีอะไรใหม่ให้สำรวจกันบ้าง และมีที่ไหนให้น่าไป #Hop บ้าง ตามไปดูกันเลยยยย โรงแรมแนะนำในฮ่องกง พร้อมดีลพิเศษ เดอะ เมอเรย์ ฮ่องกง อะ นิกโกโล โฮเทล (The Murray, Hong Kong, a Niccolo Hotel) ตูฟ (Tuve) มอนเดรียน ฮ่องกง (Mondrian Hong Kong) เดอะ เฟลมิง (The Fleming) เพจ 148 เพจ โฮเทล (Page148, Page Hotel) ลิตเทิล ไท่ หัง (Little Tai Hang) อีตัน ฮ่องกง (Eaton HK) ย่าน Tai Hang ‘ต่าย ฮ้าง’ ย่านนี้เป็นอีกหนึ่งย่านที่เราชอบมากๆของฮ่องกงเลย “ต่าย ฮ้าง” เป็นเหมือนสวนหลังบ้านที่เงียบแต่เก๋ของย่าน Causeway Bay ซึ่งผู้คนพลุกพล่านกว่ามาก เพราะอยู่ติดกันพอดี “ต่าย ฮ้าง” เป็นชุมชนตึกแถวที่เรียงรายกันไปเป็นบล็อกๆ เต็มไปด้วยร้านรวงแนวอินดี้ต่างๆซ่อนตัวอยู่มากมาย ทั้งร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านตัดผม ร้านขนม ร้านชา ร้านซ่อมรถ ร้านบรันช์ และยังมีแกลอรี่ด้วยนะ แถมใครสายไหว้พระ ที่นี่ก็มีวัดด้วยไม่ว่าจะเป็น Tin Hau Temple และ Tai Hang Lin Fa Kung ครบสุดๆ ใครมาฮ่องกงแล้วเราแนะนำย่านนี้เลย เพราะทั้งฮ่องกงคือวุ่นวายการ การที่ได้มาแวะชิลในย่านนี้ถือเป็น A Breath Of Fresh Air ที่ดีมาก MUSE คาเฟ่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากป่าและธรรมชาติ ที่นี่ไม่ได้มีแค่คาเฟ่แต่ที่ MUSE เพื่อนๆจะได้พบกับของสะสมที่มาจากทั่วโลกให้เลือกช้อป เมนูชาของที่นี่ก็โดดเด่นดีงามเพราะมีชาหลากสายพันธุ์จากทั่วโลก ทางเจ้าของร้านบอกกับเราว่า อยากให้ร้านของเค้าสามารถช่วยฟื้นฟูจิตใจจากความวุ่นวายภายนอก และถ้าเพื่อนๆมาได้จังหวะพอดี ก็อาจจะได้เข้าร่วมเวิร์คช็อปเกี่ยวกับชา กลิ่นหอม ดอกไม้ และการประดิษฐ์ตัวอักษรกับนักออกแบบ ที่จะจัดขึ้นในพื้นที่ของทางร้านอีกด้วย เวลาเปิดปิด: 9:00–18:45 การเดินทาง: ลงสถานี Tin Hau Station ทางออก A1 Location: https://goo.gl/maps/HWSAwwyZ6T2sTcXb8 The Shophouse ห้องแสดงงานศิลปะหนึ่งเดียวในย่านต่ายฮ้างนี้ ใครสนใจไปเยี่ยมชมแนะนำให้จองกันก่อนไปได้ที่ https://www.theshophouse.hk/contact เวลาเปิดปิด: 11:00–19:00 ปิดวันจันทร์ การเดินทาง: ลงสถานี Tin Hau Station ทางออก A1 Location: https://goo.gl/maps/Mc3JyRBo1HQsSXer6 Oneday คาเฟ่คิ้วๆ มินิมอลสุดในย่าน กาแฟดี ขนมอร่อย ชอบขนมน้องหมีมาก ทีมบาริสต้าหล่อเซอร์เหมือนจะไม่เข้ากับลุคของร้าน แต่ก็เข้ากันได้ดีครับ เวลาเปิดปิด: 9:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Tin Hau Station ทางออก A1 Location: https://goo.gl/maps/5UC57NmYs7dSsreE6 Fineprint ร้านนี้ฟีลฝรั่งเลย (หรือเพราะตอนเราไปลูกค้าฝรั่งนั่งกันเยอะหว่า) เสิร์ฟอาหารเช้าตั้งแต่ 6 โมงเช้าทุกวันไม่มีวันหยุด และมีเบเกอรี่อบสด กาแฟคั่วหอมๆ ที่อร่อยมาก รวมถึงมีเมล็ดกาแฟหลายแบบขายด้วย ร้านนี้กำเนิดขึ้นโดยคู่เพื่อนซี้ชาวออซซี่ Scottie Callaghan และ James Wilson เวลาเปิดปิด: 6:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Tin Hau Station ทางออก A1 Location: https://goo.gl/maps/9WXjp12ts5MQbRWBA Cookie Vission กรอบ. นุ่ม. เหนอะหนะ คือคำนิยามที่เรามีให้กับร้านนี้ เพราะสินค้าหลักก็คือคุกกี้ชิ้นโตๆที่ใส่เครื่องอึ๋มๆหลากหลายรสชาติ (น้ำหนักชิ้นละ 150 กรัม) และตอนนี้ก็มี DONUTS ไส้ทะลักจุกๆเพิ่มมาด้วย แนะนำให้ลองชิมรสชาติคลาสสิกและรสชาติใหม่ที่น่าตื่นเต้นซึ่งจะมีอัปเดตเป็นประจำ อบสดใหม่ทุกวันตลอดทั้งวัน น้ำตาลพุ่งชนเพดานแล้ววว เวลาเปิดปิด: 8:00–21:00 การเดินทาง: ลงสถานี Tin Hau Station ทางออก A1 Location: https://goo.gl/maps/5mceNm98tvHSjGzz9 ย่าน West Kowloon ข้ามกลับมาฝั่งเกาลูนกัน ย่านนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของคาบสมุทรเกาลูนในฮ่องกง ตรงนี้เราเพิ่งเคยมากันครั้งแรกเลย เราชอบวิวฝั่งนี้มาก พื้นที่สำหรับสาธารณะใหญ่สุดๆ มีทั้งสวน มิวเซียม โรงแรม ห้างสรรพสินค้า คาเฟ่ ครบมากๆ เดินทางมาได้โดยรถไฟลงสถานี Kowloon Station และเดินตามป้ายบอกทางที่เขียนว่า West Kowloon Cultural District นะครับ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ M+ ใครๆที่ได้กลับมาฮ่องกงแล้วก็คงไม่ยอมพลาดที่นี่ เพราะเป็นมิวเซี่ยมที่สุดฮิปริมน้ำที่เปิดได้ไม่นาน (ตั้งแต่ปลายปี 2021) มีงานอาร์ตหลายแขนงให้เลือกชม สถานที่กว้างใหญ่มากๆ สำหรับเราเดินประมาณครึ่งวันน่าจะครบ ราคาค่าเข้าอยู่ที่ HKD 120 ต่อคน เวลาเปิดปิด: 10:00–18:00 วันศุกร์ 10:00–22:00 ปิดทุกวันจันทร์ การเดินทาง: ลงสถานี Kowloon Station Location: https://goo.gl/maps/UcBMvuRPQNWFfxsr5 สวน West Kowloon Cultural District เดินเล่นมิวเซียมกันเสร็จแล้วอย่าลืมมาแวะนั่งชิล ดูผู้คนฮ่องกงออกมาพักผ่อน เล่นกีฬา ซ้อมเต้น หรือ ปิกนิกกันได้ที่นี่เลย เพลินมากครับ ที่สำคัญคือวิว Skyline ฮ่องกงแบบปังสุดๆ เวลาเปิดปิด: เปิด 24 ชั่วโมง การเดินทาง: ลงสถานี Kowloon Station Location: https://goo.gl/maps/UcBMvuRPQNWFfxsr5 ย่าน Causeway Bay อีกหนึ่งแหล่งช็อปปิ้งยอดฮิตสำหรับวัยรุ่นฝั่งอีสต์บนเกาะฮ่องกง มีห้างสรรพสินค้าเยอะมากทั้ง ห้างสไตล์ญี่ปุ่น SOGO ไทม์สแควร์และไฮซานเพลส ลีกาเด้น และยังมีร้านค้าเรียงรายกระจายไปทั่วย่าน ทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ แฟชั่น ของแต่งบ้าน Basao Tea ร้านชาขึ้นชื่อของเกาะฮ่องกง สายชาต้องอินเลิฟชัวร์ๆ ร้าน BASAO เน้นชาออร์แกนิกซึ่งมีหลายชนิดให้เลือกชิม ดีงามทั้งวัตถุดิบใบชาและการรังสรรค์เมนู ตอนที่เราไปเค้าทำเมนูพิเศษกับนม OATLY ด้วยนะ เวลาเปิดปิด: จันทร์-พฤหัส 9:00–18:00 ศุกร์-อาทิตย์ 10:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Causeway Bay Location: https://goo.gl/maps/ie922gDXC2Y29Bew5 Fashion Walk Shop แหล่งช้อปปิ้งที่มีทั้งโซนอินดอร์และเอ้าท์ดอร์เรียงรายกันหลายแบรนด์จากทั่วโลกเลย เดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้กันเพลินๆได้ทั้งวัน เวลาเปิดปิด: 10:00–23:00 ขึ้นอยู่กับแต่ละร้าน การเดินทาง: ลงสถานี Causeway Bay Location: https://goo.gl/maps/HhJtUfz4GH9KhnqT7 O.N.S Kapok ร้านซีเล็คช็อปชื่อดังของฮ่องกงตั้งอยู่ละแวก Fashion Walk แยกเป็นสองร้าน ร้านผู้ชายและผู้หญิง ส่วนร้านนี้เป็นสินค้าของผู้ชายเป็นหลัก มีทั้งเสื้อผ้าแบรนด์ดีๆ รองเท้า กระเป๋า จิวเวลรี่ เครื่องประดับ น้ำหอม เทียน ของแต่งบ้านและอื่นๆ อีกมากมาย ลองมาดูกันได้ครับ พนักงานที่นี่บริการดีมากเลย ส่วนร้านของผู้หญิงก็มีของกระจุกกระจิกน่าสนใจให้เลือกดูเยอะมากเช่นกัน เวลาเปิดปิด: 12:00–21:00 การเดินทาง: ลงสถานี Causeway Bay Location: https://goo.gl/maps/1uDBA2QGSDXD1SE9A Kitchen one roast goose สำหรับเพื่อนๆที่ต้องการทานห่านย่าง หมูแดงหมูกรอบที่อร่อย และไม่ต้องรอคิวนาน (แถมบางร้านพอได้คิวก็ยังต้องรีบกินอีก) ร้านนี้อาหารเน้นพวกเนื้อย่างๆที่รสชาติดีใช้ได้เลย เมนูหมูแดงหมูกรอบอร่อยใช้ได้อาจจะไม่เท่าร้านดังๆหลายร้าน แต่เมนูห่านย่างซึ่งเป็นเมนูเด่นของร้านนั้นอร่อยไม่แพ้ที่อื่นนะและก็ไม่มีกลิ่นสาบอย่างที่คิดด้วย บางจังหวะก็แอบคิดว่าเราไปลำบากต่อคิวร้านอื่นทำไมนะ 5555 เวลาเปิดปิด: 11:00–22:00 การเดินทาง: ลงสถานี Causeway Bay Location: https://goo.gl/maps/8rChVY7odZVE2aD68 Hashtag B ร้านเบเกอรี่เล็กๆสไตล์ฮ่องกง เน้นขนมปังเนื้อนุ่มใส่ไส้ต่างๆถูกปากชาวเอเชีย ไม่มีที่ให้นั่งกินในร้านนะครับ เป็นแบบซื้อกลับ เราซื้อขนมปังเผือกที่เหลือชิ้นสุดท้ายกลับมากินแล้วอร่อยเลย แนะนำ! เวลาเปิดปิด: 11:00–22:00 การเดินทาง: ลงสถานี Causeway Bay Location: https://goo.gl/maps/8rChVY7odZVE2aD68 ย่าน Wan Chai หวานไจ๋ เป็นย่านการค้าใจกลางฮ่องกง ที่มีความวุ่นวายลำดับต้นๆ เลย แต่มีความแตกต่างจากย่านอื่นๆก็ตรงที่หวานไจ๋เป็นย่านที่เต็มไปด้วยตลาดและร้านค้านิชๆแบบท้องถิ่นฮ่องกงมากกว่า ตั้งอยู่ใกล้กับย่านเซ็นทรัล ถ้าเพื่อนๆอยากนำเทรนด์แนะนำให้ลองไปที่ร้านเสื้อผ้าเก๋ ๆ แถวถนน Starstreet และ ถนน Ship Street เลยครับ มีให้เลือกช้อปเยอะมาก มีคาเฟ่ ร้านอาหารเก๋ๆหลากหลายสัญชาติ มีค่าเฟ่ฮิปๆ เพียบ เป็นอีกหนึ่งย่านที่ไม่ควรพลาดเลยครับ SALVO STORE ร้านเสื้อผ้าสำหรับผู้ชายที่เราชอบมากที่สุดในฮ่องกง ขอใช้คำนี้เลย เพราะเค้าเลือกแบรนด์เสื้อผ้ามาจากฝั่งยุโรป สแกนดิเนเวีย ดีไซน์สวย ใส่ได้เรื่อยๆ ราคาดีงาม มีน้ำหอมแบรนด์ฮ่องกงที่เราชอบมากอีกด้วย นั่นคือแบรนด์ oddity fragrance พนักงานน่ารักอัธยาศัยดีมาก และร้านเล็กๆแต่ตกแต่งสวยมาก จริงๆ ร้านเค้าเปิดมานานแล้วแต่เพิ่งทำการรีโนเวทใหม่ สวยสดเด่นสุดในย่านแล้ว อวยแล้วอวยอีก ต้องแวะแล้วนะครับ เวลาเปิดปิด: 11:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/nAaMP3CWW8HpF2fm7 CREW ร้านกาแฟที่เราบังเอิญเดินผ่านและคิวยาวมาก ขากลับมาอีกรอบคิวหมดพอดี ก็เลยขอลองแวะชิมสักหน่อย ตัวร้านเตะตามาก เน้นซื้อกลับ ส่วนใหญ่ที่นี่จะเป็นพนักงานออฟฟิศมาซื้อกัน เวลาเปิดปิด: 8:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/2ceubdxJWar8kEkw9 Kam Fai Dim Sum Restaurant ถ้าเพื่อนๆต้องการหาร้านติ่มซำ Local อร่อยจุใจไม่ไม่ต้องแคร์ดาวมิชลิน ไม่ต้องรอคิว (ยกเว้นช่วงพีคๆของวัน) แนะนำที่นี่เลยครับ ร้านนี้เราลองสุ่มเข้ามา ปรากฏว่ารสชาติดีเครื่องแน่นสดอร่อยไม่ผิดหวัง แต่อาจจะสื่อสารกับอาเจ็กแกยากนิดนึงนะครับ 555 เวลาเปิดปิด: 5:00–15:30 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/DyVVqDSBXFn2npsc6 Matchali ร้านมัจฉะเปิดใหม่ล่าสุดในย่าน Wan Chai เราแวะเข้ามาเพราะหน้าร้านดูมินิมอลน่ารัก ชาเขียวรสชาติอร่อยมาตรฐานครับ เวลาเปิดปิด: 8:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/pe3KHTX7LWh1UBuEA Blue Bottle Coffee ใครคิดถึงกาแฟ Blue Bottle ต้องมาที่นี่เพราะเป็นร้านกาแฟแห่งที่สามและใหญ่ที่สุดในฮ่องกง มีสองชั้นวิวดีนะ เวลาเปิดปิด: 8:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/47b2dmwmjoc9ihEh6 The Monocle Shop แฟนๆแม็กกาซีนชื่อดัง Monocle จากเกาะอังกฤษ ต้องมาแวะร้านนี้ เพราะนอกจากจะมีของดีไซน์ดีๆจากทั่วทุกมุมโลกแล้ว ที่นี่ยังเป็นออฟฟิศของโมโนเคิ่ลประจำเกาะฮ่องกงด้วย มีหนังสือ ข้าวของเครื่องใช้ น้ำหอม สเตชั่นเนอรี่ให้เลือกช้อปเพียบ และที่สำคัญสินค้าบางตัวราคาถูกกว่าช้อปในสนามบินนะ เวลาเปิดปิด: 11:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/gKkYxHf8AzKUDPhL9 Tsui Yuen Dessert ร้านขนมหวานสไตล์ฮ่องกงหลังมื้ออาหารที่เราชอบมากๆ ในฮ่องกง มีความเต้าทึงพุดดิ้งถั่วต้มต่างๆเสิร์ฟทั้งแบบร้อนและแบบเย็น อร่อยมากครับ เวลาเปิดปิด: 12:00–23:30 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/hNTChF3VEFTUYjmc8 Apt. Coffee Wanchai ร้านคาเฟ่มินิมอลสุดในย่าน เวลาเปิดปิด: 8:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/HQKTWch6Yj5GwCG46 ร้านอื่นๆในย่าน BASAO - Wan ChaiArtemis & Apollokapok Sun Street ย่าน Central เซ็นทรัล เป็นย่านธุรกิจศูนย์กลางการค้าที่สำคัญที่สุดในฮ่องกง เต็มไปด้วยตึกระฟ้า ห้างหรูหรา โรงแรมห้าดาว ร้านอาหาร สินค้าแบรนด์เนม สำหรับเราขอจัดให้ย่านนี้เป็นย่านที่ครบที่สุดแล้วในฮ่องกงสามารถเดินเล่นได้ตั้งแต่เช้าตรู่ไปจนถึงเที่ยงคืนได้สบายๆ (ถ้าร่างกายยังไหวกันนะ ฮ่าๆ) For Kee Restaurant ร้านอาหารจานเดียวชื่อดังของหมู่คนไทยที่ไปเที่ยวฮ่องกง โด่งดังเรื่องข้าวหน้า Pork Chop โปะไข่ดาวโรยซีอิ๊ว จริงๆร้านนี้เปิดมานานมากแล้ว ใครมีเวลาเหลือเฟือแนะนำ แต่ถ้าใครเวลาน้อยแนะนำให้ข้ามไปเลย เพราะเป็นไปได้สูงว่าต้องรอคิวนานมากกกกกกก ส่วนรสชาติก็อร่อยดีครับ แนะนำแบบเพิ่มผักคะน้าฮ่องกงด้วย เวลาเปิดปิด: จันทร์-เสาร์ 7:00–16:30 ปิดวันอาทิตย์ การเดินทาง: ลงสถานี Central Location:https://goo.gl/maps/u8BgxdxXmKGBsy9L9 Tai Kwun Centre for Heritage and Arts จากอดีตสถานีตำรวจและเรือนจำเก่าแก่กว่า 170 ปี ถูกปรับปรุงเปลี่ยนใหม่กลายมาเป็นศูนย์วัฒนธรรมขนาดใหญ่ที่คอยต้อนรับชาวฮ่องกงและนักท่องเที่ยวให้เข้ามาใช้พิ้นที่พักผ่อนและเสพศิลป์ทุกรูปแบบอย่างไม่จำกัด ประกอบไปด้วยอาคารใหม่และอาคารเก่าปรับปรุงใหม่ มีมิวเซียมจัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยอย่าง JC Contemporary Museum ที่นั่งพักผ่อน ร้านขายของเก่า บาร์ร้านอาหาร แต่โซนคุกเก่าแอบวังเวงนิดๆครับ เวลาเปิดปิด: 8:00–23:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/1k5aV1wNRPJgzQA47 SLOWOOD เป็นร้านขายของชำสำหรับวิถีชีวิตยั่งยืนโดยนำเสนอสินค้าที่ปราศจากขยะและคัดสรรมาอย่างดี ตั้งแต่อาหาร เครื่องสำอางค์ เครื่องหอม และของใช้ในบ้าน ร้านมุ่งหวังที่จะมอบทางเลือกเพิ่มเติมให้กับชุมชนสำหรับเส้นทางการใช้ชีวิตสีเขียวของทุกคน ตั้งอยู่ในโครงการ Central Market ย่านเซ็นทรัล เวลาเปิดปิด: 11:00–21:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/eLvsuqCxJKiRwW6p7 Officine Universelle Buly Hong Kong เป็นแบรนด์ความงามเก่าแก่จากประเทศฝรั่งเศส และเป็น Flagship หนึ่งเดียวในฮ่องกง Shop นี้ขนาดไม่ใหญ่ แต่ทำให้รู้สึกแกรนด์ด้วยเพดานสูงและงาน Decor ที่ดูขลังมากครับ เวลาเปิดปิด: 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/MmoyYm2SgoqK9Eqz7 Bakehouse ร้านเบเกอรี่สุดฮิตติดกระแส เราเห็นคนถือถุงร้านนี้เดินกันให้ว่อน ยอมรับว่าแบรนด์ดิ้งเค้าน่ารักมากครับ ขนมก็น่าลองหลายอย่าง เราซื้อทาร์ตไข่มาลอง รสชาติเข้มข้นอร่อยครับ แต่เราว่าหวานไปนิดนึง เวลาเปิดปิด: 8:00–21:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/reUktgqs3kDcoLaX6 Aesop Gough Street สาขานี้เป็นร้าน Signature Store ของ Aesop ที่ออกแบบโดย March Studio หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าตอนนี้ร้าน Aesop ในไทยระงับการให้บริการไปชั่วคราว และเตรียมที่จะกลับมาใหม่ในอีกไม่นาน ฉะนั้นถ้าใครของหมดพอดีแล้วได้มาที่ฮ่องกงก็ซื้อกลับไปสต็อคกันได้ครับ เวลาเปิดปิด: 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/NKGFPkmxYa4QX8hN6 MAN-MO Temple วัดหม่านโหมว (Man Mo Temple) เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดบนเกาะฮ่องกงเพราะสร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 1847 เป็นวัดที่ผู้คนนิยมมากราบไหว้กันโดยเฉพาะเหล่านักเรียน นักศึกษา แม้ขนาดไม่ใหญ่แต่ความขลังนั้นไม่เล็กครับ เวลาเปิดปิด: 8:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/8Z553k2VkSnktS8v9 Le Labo Central แบรนด์น้ำหอมชื่อดังจากนิวยอร์ค ถ้าได้แวะมาอย่าลืมลองดมกลิ่น Bigarade18 ที่เป็นกลิ่นพิเศษเฉพาะฮ่องกงเท่านั้นด้วยนะครับ เวลาเปิดปิด: 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/b2CeK6WbardE1WFY7 Mother Pearl (Central) ร้านชานมไข่มุกแบรนด์ดิ้งน่ารัก ร้านสวย ที่นี่จะเสิร์ฟเป็นขนมหวานและชานมไข่มุกแบบ Organic และ Low Calorie ใครสายดูแลสุขภาพแวะมาชิมกันได้ครับ อร่อยไปอีกแบบ… แบบที่รู้สึกผิดน้อยลง เวลาเปิดปิด: 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/b2CeK6WbardE1WFY7 PMQ เดิมทีที่นี่สร้างขึ้นเพื่อเป็นโรงเรียนรัฐบาลในปี คศ 1889 ต่อมาก็ปรับเปลี่ยนไปเป็นที่พักข้าราชการตำรวจและสุดท้ายในปี 2014 ก็ได้รับการฟื้นฟูให้กลายมาเป็น PMQ แบบที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน PMQ เป็นศูนย์กลางแห่งความสร้างสรรค์ระดับโลก เป็นที่รวมเอางานอาร์ตทุกแขนงเข้าด้วยกัน มีร้านค้า คาเฟ่ สตูดิโอออกแบบ แกลอรี่ และอีกมากมาย ตอนที่เราไปเค้ากำลังจัดแสดงงาน Graphic Design in Japan 2022 (Hong Kong Edition) เวลาเปิดปิด: 12:00–23:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/KU9n3sNx8EHnLRna6 HJEM Hjem แปลว่า 'บ้าน' ในภาษานอร์เวย์ เป็นคาเฟ่สไตล์นอร์ดิกก่อตั้งโดย Elin Fu ที่เคยไปใช้ชีวิตที่เมือง Hamar ทางตะวันออกเฉียงใต้เล็กๆ ในนอร์เวย์ และตอนนี้ก็ได้ย้ายกลับมาเปิดคาเฟ่ในฮ่งกง กาแฟดี ขนมอร่อย แนะนำ Cinnamon And Cardamom Roll ครับ เวลาเปิดปิด: 8:00–18:00 ปิดวันจันทร์ การเดินทาง: ลงสถานี Sheung Wan Location: https://goo.gl/maps/FhBRmVMAxgbFRB5eA Rapha คลับของผู้รักการปั่นจักรยาน เป็นแบรนด์จากอังกฤษ ภายในร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับจักรยาน เสื้อผ้าต่างๆ รวมไปถึงโซนคาเฟ่ที่เป็นที่พบปะของเหล่านั่งปั่นของฮ่องกง เวลาเปิดปิด: 11:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Sheung Wan Location: https://goo.gl/maps/ADnQH5AKSruSLbz18 Adjective / Objective อีกหนึ่งร้านโปรดของเราในฮ่องกง ที่นี่เป็นสตูดิโอออกแบบ (เค้าออกแบบร้าน Omotesando Koffee สาขาฮ่องกงด้วยล่ะ) ส่วนร้านนี้เป็นอีกหนึ่งธุรกิจของเขา ที่คัดของของดีไซน์เก๋ๆมาขายจากทั่วทุกมุมโลก ที่สำคัญคือคุณเจ้าของร้านน่ารักมากๆ เวลาเปิดปิด: 9:30–18:30 การเดินทาง: ลงสถานี Sheung Wan Location: https://goo.gl/maps/izo4MoSed7NdFiBQ9 Tsim Chai Kee Noodle ร้านบะหมี่เกี๊ยวชื่อดังเจ้าของรางวัลมิชลินหลายสมัย ในชามจะมีลูกชิ้นหมูผสมปลาปั้นมือเป็นก้อนเบ้อเริ่มเทิ่มสะใจเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน โรยน้ำพริกเผานิดหน่อยอร่อยสุดๆ ราคาประมาณชามละ HKD 38-44 ตอนที่เราไปโชคดี ไม่มีคิวพอดีเลยครับ เวลาเปิดปิด: 11:00–21:30 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/GD37kkN62r5CtRUC9 % Arabica (Mid-Levels) ร้านกาแฟแบรนด์ญี่ปุ่นแต่มีสาขาแรกอยู่ที่ฮ่องกง ตอนนี้มีหลายสาขาแล้ว ส่วนสาขานี้เป็นสาขาในย่าน Central ลองแวะไปนั่งชิลกันได้ เวลาเปิดปิด: 8:30–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/XX7gL9sR3Vu99sP28 ย่าน Tsim Sha Tsui ปิดท้ายโพสต์นี้กันที่ย่านช็อปปิ้งและแหล่งท่องราตรีชื่อดังบนเกาะเกาลูน นักช้อปทั่วโลกต้องรู้จักย่านนี้ นอกจาก Habour Mall แล้ว ที่นี่ยังมีห้างอื่นๆ อีกมากมาย และห้างใหม่ล่าสุดที่กำลังมาแรงของย่านนี้ก็คือ K11 ครับ เป็นห้างริมน้ำที่รวมแบรนด์ไว้เยอะมาก ร้านอาหารก็เพียบเลย Mak's Noodle บะหมี่ร้านดังมีหลายสาขาทั่วฮ่องกงและได้ยินว่ากำลังจะมาเปิดที่ไทยเร็วๆนี้ อาม่า (เจ้าของร้านหรือเปล่าไม่รู้) แนะนำให้สั่งบะหมี่เกี๊ยวแบบแยกเส้นมาคลุกซอสต่างหากบอกว่าอร่อยกว่า เราว่าร้านนี้อร่อยง่ายๆได้มาตรฐานดีครับ ตกชามละประมาณ HKD 60-70 เวลาเปิดปิด: 10:30–23:00 การเดินทาง: ลงสถานี Tsim Sha Tsui Location: https://goo.gl/maps/GD37kkN62r5CtRUC9 Clean Coffee ร้านกาแฟคลีนเสิร์ฟกาแฟและคุ้กกี้แบบออแกนิก คอนเซ็ปต์ Tap & Go เป็นร้านกาแฟนี้ไม่มีพนักงานแม้แต่คนเดียว ทุกอย่างต้องบริการตัวเองใช้แค่บัตร Octopus บัตรเดียวเท่านั้น ร้านนี้ให้ฟีลเหมือนตู้กดกาแฟเต่าบินบ้านเรา แต่จะมีความคราฟท์กว่า มีให้เลือกกดส่วนผสมต่างๆจากหลายสเตชั่น คุณภาพและรสชาติเหมือนกาแฟในคาเฟ่สมัยใหม่ที่ชงสดเลย และที่นี่จะมีที่ให้นั่งจิบกาแฟด้วย ราคาประมาณแก้วละ HKD 25 ตั้งอยู่ในโครงการ Heath Hong Kong ชั้นใต้ดิน เวลาเปิดปิด: 9:00–17:00 การเดินทาง: ลงสถานี Tsim Sha Tsui Location: https://goo.gl/maps/K7kVtsDXHRynx1tx8 Latam Coffee ร้านกาแฟที่เสิร์ฟกาแฟจากสาธารณรัฐโดมินิกันโดยเฉพาะ มีเมล็ดกาแฟให้เลือกหลายตัว แต่ทั้งหมดก็จะนำเข้าจากประเทศเดียว คือเป็น Single Origin ตั้งแต่ตัวร้านเลย มีคุณลุงคนฮ่องกงที่มารอเข้าร้านตั้งแต่ยังไม่เปิด เขาบอกเราว่ากาแฟที่นี่อร่อยจริงๆ เวลาเปิดปิด: 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Tsim Sha Tsui Location: https://goo.gl/maps/jZmjLUPKXZ4uN1aC6 MIDO CAFÉ ขอเพิ่มโบนัสในโพสต์นี้ด้วยร้าน MIDO CAFÉ เป็นร้านอาหารคาเฟ่สไตล์ฮ่องกงสุดคลาสสิคที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1950 ปัจจุบันก็ยังคงเอกลักษณ์บรรยากาศแบบเดิมให้ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในร้านกาแฟเมื่อ 70 กว่าปีก่อนจริงๆ เราเองก็เพิ่งเคยมากันครั้งแรก และจานที่เราถูกใจที่สุดคือ French Toast ไส้ Ham & Cheese อร่อยนัว สะใจสุดๆ เวลาเปิดปิด: 11:30–20:30 ปิดวันพุธ การเดินทาง: ลงสถานี Yau Ma Tei Station Location: https://goo.gl/maps/2jXm7sbE7cafgBzN8 The Monocle Shop ใครมีเวลาเหลือที่สนามบินแนะนำให้แวะไปที่ MONOCLE SHOP เพราะที่นี่เป็นร้าน MONOCLE SHOP ในสนามบินร้านแรกในโลกอยู่บริเวณ Gate 61, Terminal 1, Hong Kong International Airport มีของขายเหมือนในเมือง แต่ราคาบางไอเท่มอาจจะสูงกว่าสาขาในเมืองนิดนึงนะ สงสัยค่าเช่าแพงแหละ เวลาเปิดปิด: 10:00 - 19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Hong Kong International Airport, Gate 61, Terminal 1 Location: https://goo.gl/maps/N2J2J5gwvDe1qnBc7 เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับทริปฮ่องกงของเราทริปนี้ เราพาไป #Hop กันจุใจไหม อย่าลืมติดตามพวกเรากันได้ที่ https://www.hoparound.co/ Youtube, Facebook, Instagram, TikTok: @Hoparound.co Instagram: @ThisthatCake, @KajornFurst โรงแรมแนะนำในฮ่องกง พร้อมดีลพิเศษ เดอะ เมอเรย์ ฮ่องกง อะ นิกโกโล โฮเทล (The Murray, Hong Kong, a Niccolo Hotel) ตูฟ (Tuve) มอนเดรียน ฮ่องกง (Mondrian Hong Kong) เดอะ เฟลมิง (The Fleming) เพจ 148 เพจ โฮเทล (Page148, Page Hotel) ลิตเทิล ไท่ หัง (Little Tai Hang) อีตัน ฮ่องกง (Eaton HK)
- Hotel Toranomon Hills นิยามความสงบแบบ Japandi โรงแรมใหม่ใจกลางโตเกียว
Hotel Toranomon Hills สัมผัส Urban Cocoon แห่งใหม่ใจกลางโตเกียว กับการพักผ่อนเหนือระดับที่ผสานดีไซน์สแกนดิเนเวียนและจิตวิญญาณญี่ปุ่น ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของกรุงโตเกียว ย่าน Toranomon ได้ถูกยกระดับจากย่านธุรกิจที่เต็มไปด้วยอาคารสำนักงาน ให้กลายเป็น "Global Business Center" ที่ครบครันด้วยไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย และหัวใจสำคัญของโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่นี้คือการมาถึงของ Hotel Toranomon Hills โรงแรมที่สร้างนิยามใหม่ของคำว่าความหรูหราที่เรียบง่าย ทริปนี้เราจะพาทุกคนไปสำรวจทุกซอกทุกมุมของโรงแรมที่ได้ชื่อว่าเป็น "Urban Cocoon" หรือดักแด้ใจกลางเมืองที่จะช่วยให้คุณหลีกหนีความวุ่นวายได้อย่างแท้จริงครับ The Legacy & Brand: จิตวิญญาณแห่ง The Unbound Collection by Hyatt หากจะทำความเข้าใจตัวตนของที่นี่ เราต้องเริ่มจากแบรนด์ The Unbound Collection by Hyatt ครับ แบรนด์นี้ไม่ใช่โรงแรมที่มีรูปแบบตายตัว แต่เป็นการคัดสรรโรงแรมที่มี "บุคลิก" เฉพาะตัวและมีเรื่องราวที่น่าสนใจ (Story-worthy) มีเรื่องราวที่โดดเด่น และมีความเชื่อมโยงกับท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง Hotel Toranomon Hills เป็นแห่งแรกของแบรนด์นี้ในกรุงโตเกียว โดยตั้งอยู่ในอาคาร Toranomon Hills Station Tower ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของ OMA (Rem Koolhaas) สถาปนิกระดับโลก ตัวโรงแรมตั้งใจให้เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ที่ต้องการสร้างพื้นที่ที่ผู้คนสามารถเชื่อมต่อกันได้ ทั้งในแง่ของธุรกิจและการพักผ่อน โดยมีการผสมผสานงานดีไซน์ระดับสากลเข้ากับบริบทของโตเกียวยุคใหม่ได้อย่างไร้ที่ติครับ Design Philosophy: เมื่อความนิ่งแบบเดนมาร์ก ผสานความประณีตแบบญี่ปุ่น หนึ่งในจุดที่ทำให้เราตกหลุมรักที่นี่ตั้งแต่แรกเห็นคืองานดีไซน์ภายในครับ โรงแรมแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดย Space Copenhagen สตูดิโอชื่อดังจากเดนมาร์ก (ผู้อยู่เบื้องหลังดีไซน์ของร้านอาหาร Noma) พวกเขาใช้แนวคิด "Slow Aesthetics" มาเป็นแกนหลัก การตกแต่งจึงออกมาในสไตล์ที่เรียกว่า Japandi หรือการผสมผสานระหว่างสแกนดิเนเวียนและญี่ปุ่น เราจะเห็นการใช้ไม้ธรรมชาติโทนสีอบอุ่น งานผ้าทอที่มี Texture ละเอียด และการจัดแสงที่นุ่มนวลซึ่งเน้นการสร้างอารมณ์มากกว่าความสว่างจ้า ทุกย่างก้าวในโรงแรมจึงให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในงานศิลปะที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังครับ The Arrival Experience ทันทีที่ก้าวเข้าไปในล็อบบี้ ความรู้สึกแรกที่ปะทะเราคือ "ความเงียบที่มีพลัง" ครับ แม้ภายนอกจะเป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่วุ่นวายที่สุดแห่งหนึ่ง แต่เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก กลิ่นอายของไม้โอ๊คและเครื่องหอมจางๆ ที่ถูกคัดสรรมาอย่างประณีตก็โชยมาทักทาย การตกแต่งที่นี่ใช้โทนสีธรรมชาติ (Earth Tone) ทั้งหมด ตั้งแต่พื้นหินอ่อน ผนังไม้ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์สั่งทำพิเศษจากเดนมาร์ก พนักงานต้อนรับที่นี่ดูแลเราด้วยความอ่อนน้อมแต่มีความเป็นสากลสูงมาก การเช็คอินไม่ได้ทำเพียงแค่รับคีย์การ์ด แต่เป็นการพูดคุยแนะนำที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่ได้มาแค่พักค้างคืน แต่เรากำลังจะเริ่มต้น "ประสบการณ์" ครั้งใหม่ในโตเกียวครับ Our Room: 1 King Bed, Premium พื้นที่ส่วนตัวที่นิยามคำว่า 'Urban Cocoon' ห้องพักที่เราเข้าพักในครั้งนี้คือประเภท 1 King Bed, Premium ซึ่งต้องบอกว่าเป็นการออกแบบที่ชาญฉลาดมากในเรื่องการใช้พื้นที่ (Spatial Design) Sense of Space: เมื่อเปิดประตูห้องเข้าไป สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาคือหน้าต่างบานใหญ่แบบ Floor-to-ceiling ที่เปิดรับวิวเมืองโตเกียวแบบพาโนรามา พื้นที่ในห้อง Premium กว้างขวางจนเรารู้สึกโปร่งสบาย ไม่เกะกะแม้จะวางกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ Sustainability & Innovation: อีกหนึ่งรายละเอียดที่เราประทับใจและถือเป็นจุดเด่นเรื่องความยั่งยืนของที่นี่ คือการติดตั้ง ระบบกรองน้ำดื่ม (In-room Water Purification System) ไว้ให้ในห้องน้ำครับ ทางโรงแรมจัดเตรียมขวดแก้วดีไซน์สวยไว้ให้เราสามารถเติมน้ำดื่มที่สะอาดและบริสุทธิ์ได้ตลอดการเข้าพัก นอกจากจะช่วยลดการใช้ขวดพลาสติกแบบ Single-use แล้ว ยังเป็นความสะดวกสบายที่ทำให้เรารู้สึกวางใจในมาตรฐานความสะอาดของญี่ปุ่นจริงๆ Tactile Design: เราประทับใจใน "ผิวสัมผัส" ของวัสดุภายในห้องมากครับ ตั้งแต่พื้นไม้โอ๊คอุ่นๆ ไปจนถึงผ้าทอเนื้อดีบนโซฟา ทุกอย่างถูกคัดสรรมาเพื่อให้ความรู้สึกที่ดีเมื่อสัมผัส เตียงนอนขนาด King Size คือความสมบูรณ์แบบของการพักผ่อน เครื่องนอนผ้าฝ้ายคุณภาพสูงช่วยให้เราหลับลึกและตื่นมาด้วยความสดชื่น Intuitive Technology: ทุกอย่างในห้องควบคุมด้วยระบบ Smart Home ที่แนบเนียนไปกับดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นม่านไฟฟ้าหรือการปรับความเข้มของแสงไฟตามช่วงเวลา ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศแบบ 'Cocoon' หรือการดักแด้ที่ตัดขาดจากโลกภายนอกได้อย่างแท้จริงครับ Dining & Lifestyle: Le Pristine Tokyo และพื้นที่แห่งการเชื่อมต่อ เราไม่สามารถรีวิวโรงแรมนี้ได้เลยถ้าไม่พูดถึงห้องอาหาร Le Pristine Tokyo ซึ่งเป็นผลงานความร่วมมือกับเชฟ Sergio Herman ผู้ครอบครองดาวมิชลินชาวดัตช์ The Culinary Art: ที่นี่นำเสนออาหารสไตล์ "New Italian" ที่มีความร่วมสมัยและโฉบเฉี่ยว การเลือกใช้วัตถุดิบสดใหม่จากญี่ปุ่นมาปรุงด้วยเทคนิคสไตล์ยุโรปทำให้รสชาติมีความลุ่มลึก บรรยากาศของห้องอาหารมีความเท่และมีพลัง (Energetic) เหมาะทั้งมื้อค่ำที่ต้องการความพิเศษหรือการเจรจาธุรกิจที่มีรสนิยม The Lounge: อีกส่วนที่เราประทับใจมากคือ The Lounge พื้นที่อเนกประสงค์สำหรับแขกผู้เข้าพัก ที่นี่ถูกออกแบบมาให้เป็นเสมือน "Third Space" มีทั้งโซนที่นั่งทำงานสงบๆ พร้อมกาแฟคุณภาพเยี่ยม และมุมสำหรับจิบเครื่องดื่มยามเย็น สิ่งที่ว้าวมากคือมีบริการห้องอาบน้ำและจุดพักผ่อนสำหรับแขกที่เดินทางมาถึงก่อนเวลาเช็คอิน หรือผู้ที่ต้องการรอไฟลท์หลังเช็คเอาท์ ซึ่งเป็นบริการที่ใส่ใจนักเดินทางอย่างแท้จริงครับ Breakfast Experience: สุนทรียภาพแห่งรสชาติยามเช้าที่ Le Pristine Tokyo การเริ่มต้นวันใหม่ที่ Hotel Toranomon Hills คือประสบการณ์ที่เราอยากให้ทุกคนได้มาสัมผัสด้วยตัวเองครับ มื้อเช้าของที่นี่เสิร์ฟที่ห้องอาหาร Le Pristine Tokyo ซึ่งในช่วงเช้าจะให้บรรยากาศที่แตกต่างจากมื้อค่ำอย่างสิ้นเชิง แสงธรรมชาติที่สาดส่องเข้ามาผ่านกระจกบานใหญ่ทำให้พื้นที่นี้ดูโปร่งและมีพลัง ที่นี่จะเสิร์ฟอาหารทั้งแบบบุฟเฟ่ต์และแบบสั่งจานต่อจานนะครับ The Selection: มื้อเช้าที่นี่ไม่ได้เน้นปริมาณจนเกินพอดี แต่เน้นไปที่ "คุณภาพ" ในทุกๆ จาน (Curation) มีให้เลือกทั้งแบบ Western และ Japanese Set ที่ปรุงอย่างประณีต Highlight: เราประทับใจกับเมนูไข่ที่ทำสดใหม่ และเบเกอรี่ที่อบมาแบบกรอบนอกนุ่มในสไตล์ยุโรป ทานคู่กับเนยพรีเมียมและแยมผลไม้ท้องถิ่นของญี่ปุ่น รสชาติมีความซับซ้อนและลงตัวแบบ Fine Dining ยามเช้า The Atmosphere: การได้นั่งจิบกาแฟสเปเชียลตี้ร้อนๆ พร้อมมองดูผู้คนและจังหวะของเมืองโตเกียว เป็นช่วงเวลาที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและพร้อมสำหรับการออกไปออกสำรวจเมืองในวันนั้นจริงๆ ครับ Wrapping Up Our Stay ทำไม Hotel Toranomon Hills ถึงเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบ? การได้ใช้เวลาพักผ่อนที่ Hotel Toranomon Hills ในห้อง 1 King Bed, Premium ครั้งนี้ ทำให้เราเข้าใจว่าความหรูหราในยุคปัจจุบันไม่ใช่เพียงการใช้วัสดุที่ราคาแพง แต่คือการมอบ "เวลา" และ "ความสงบ" ให้กับผู้เข้าพัก ด้วยทำเลที่ตั้งที่ยอดเยี่ยมเหนือสถานีรถไฟใต้ดิน Toranomon Hills (Hibiya Line) โดยตรง ทำให้การเดินทางไป Ginza, Roppongi หรือ Ebisu ทำได้อย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่นาที แต่เมื่อกลับมาถึงโรงแรม คุณจะพบกับความสงบที่เหมือนอยู่คนละโลก หากคุณคือคนที่หลงใหลในงานดีไซน์ ต้องการความสะดวกสบายที่ทันสมัย และมองหาประสบการณ์ที่แตกต่างจากโรงแรม Luxury แบบเดิมๆ ในโตเกียว เราขอแนะนำให้ที่นี่เป็นหมุดหมายถัดไปของคุณครับ รับรองว่าการเข้าพักที่นี่จะเปลี่ยนมุมมองที่คุณมีต่อย่าน Toranomon ไปตลอดกาล Hotel Toranomon Hills (The Unbound Collection by Hyatt) 2-6-4, Toranomon, Minato-ku, Tokyo, 105-0001, Japan Tel: +81 3 6834 5678 Reservations: +81 3 6705 2656 Website: www.hyatt.com/en-US/hotel/japan/hotel-toranomon-hills/tyoub #LetsHoparound #HotelToranomonHills #TheUnboundCollectionbyHyatt #Tokyo #Japan #LuxuryDesignHotel #JapandiStyle #UrbanCocoon #LetsHoparound #รีวิวโรงแรม #ที่พักโตเกียว #โรงแรมโตเกียว #โตเกียว #ญี่ปุ่น #LuxuryTravel #ArchitectureLovers #ToranomonHills #DesignHotel
- TOKYO: SHIBUYA
The Back-streets of Shibuya ห้าแยก Shibuya อาจมีภาพจำในฐานะแยกอันคราคร่ำไปด้วยผู้คนที่เดินข้ามถนนกันหนาแน่นที่สุดในโลก แต่ใครจะรู้ว่าหากเราเดินหลบความโกลาหลมาเพียงนิดเดียว อีกด้านที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงของ Shibuya ก็รอคอยให้ชาว Hopsters ค้นพบอยู่อย่างเงียบๆ Kamiyama Street ถนนแสนเก๋ ไอเท่มลับแห่ง Shibuya จากห้าแยก Shibuya ให้เดินตรงผ่านร้าน H&M ขึ้นไปประมาณ 500 เมตร ก็จะพบกับถนนที่เรียงรายไปด้วยร้านค้าและคาเฟ่เท่ๆหลากหลายสไตล์ ØL by Oslo Brewing Co. ร้านคราฟท์เบียร์ (มีกาแฟอร่อยๆเสิร์ฟด้วยนะ) ที่มีส่วนผสมของความเป็นญี่ปุ่นและ Scandinavian ทำให้บรรยากาศภายในร้านดูอบอุ่นและมีสไตล์ไปพร้อมๆกัน Location: https://g.page/oltokyo?share SPBS (Shibuya Publishing & Book Sellers) แหล่งรวมหนังสือ และสินค้าดีไซน์กุ๊กกิ๊ก ลิมิเต็ด เอดิชั่นที่ทางร้านคัดสรรมาอย่างมีรสนิยม สำหรับคนที่รักงานสิ่งพิมพ์สวยๆ ก็คงเพลิดเพลินอยู่ในร้านนี้ได้จนลืมเวลา แม้ไม่รู้ภาษา แต่เราก็รับรู้ได้ถึงความตั้งใจที่อยู่ในหนังสือแต่ละเล่มที่เราหยิบขึ้นมาดู ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับงานออกแบบล้ำๆ แมกาซีนแฟชั่นเปรี้ยวจี๊ด รวมไปถึงหนังสือเด็ก หนังสืออาหาร หนังสือรูปถ่าย รูปวาดหรือกระทั่งนิยายและการ์ตูนญี่ปุ่น Location: https://goo.gl/maps/HgnvhJ8sq8CCpQAE6 Coffee Supreme Tokyo แบรนด์ร้านกาแฟสัญชาตินิวซีแลนด์ที่เราปลื้มในรายละเอียดแบรนดิ้ง ตั้งแต่โลโก้ ของพรีเมี่ยมต่างๆ เราซื้อกระป๋องเก็บเมล็ดกาแฟที่พนักงานบอกว่าพ่นสีด้วยมือทุกชิ้น ขนาดเก้าอี้ในร้านยังเจาะเป็น silhouette ของโลโก้เลย เอ่อออ ลืมบอกไปว่ากาแฟก็อร่อยถูกใจเชียวล่ะ Location: https://goo.gl/maps/vDvTabRJMnLg4ejEA Camelback Sandwich & Espresso อยู่ติดกับร้าน Coffee Supreme เลย ร้านเล็กๆแต่ชื่อเสียงโด่งดังเรื่องแซนด์วิช โดยเฉพาะแซนด์วิชไข่ที่ฟังดูเรียบง่ายแต่อร่อยอย่าบอกใคร และกาแฟเอสเพรสโซ่รสเข้ม(มาก) Location: https://goo.gl/maps/c2NyrDkCU8A1QQGh8 ร้านค้ามือสองก็มีมาให้เห็นเป็นระยะๆ Monocle Shop Tokyo ช้อปและสำนักงานของนิตยสารชื่อดังที่มีเพียงไม่กี่สาขาในโลก ในร้านนอกจากจะมี Monocle อิชชู่ย้อนหลังต่างๆแล้ว ยังคัดของอื่นๆมาขายด้วยตั้งแต่ กระเป๋า เครื่องเขียน น้ำหอม และสินค้าเฉพาะที่ร่วมกับศิลปินหรือแบรนด์ญี่ปุ่น แอบกระซิบนิดนึงว่าราคาค่อนข้างสูง Location: https://goo.gl/maps/s9X8b6ShDYP9NkYe7 EW.Pharmacy ร้านดอกไม้แห้งเท่ๆ ที่ให้อิสระกับลูกค้าในการเลือกผสมชนิดของดอกไม้หลากสีสันได้ตามความชอบ และงบประมาณ หรือจะซื้อแบบที่ร้านจัดไว้ให้แล้วก็ได้ นอกจากจะมีแบบจัดเป็นช่อแล้ว ยังสามารถเลือกให้จัดดอกไม้ใส่ซองใส หรือแช่น้ำมันในขวดโหลขนาดต่างๆอีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/i1pxMQnVJ6kY2DAN6 & CHEESE STAND アンドチーズスタンド ร้านขายชีสที่ไม่ได้มีแค่ชีสเปล่าๆ แต่ยังมีเครื่องดื่ม ขนมทานเล่น อาหารต่างๆที่ทำมาจากชีส รวมไปถึงไวน์ ใครชอบชีสควรแวะ! Location: https://goo.gl/maps/yMQG7jgqcmisfrG77 CIA Inc. / the Brand Architect Group บริษัทแบรนด์ดิ้งชื่อดังของญี่ปุ่น ที่ได้รับรางวัลต่างๆมากมาย Location: https://goo.gl/maps/MWvnWgV8H15H6YAq7 Fuglen Tokyo ร้านกาแฟชื่อดังจาก Norway ที่มีเพียงไม่กี่สาขาในโตเกียว Location: https://g.page/Fuglen_Tokyo?share Jinnan ย่านสตรีทแบรนด์แห่งชิบูย่า เพียงเดินลัดเลาะจากถนน Kamiyama มาประมาณ 10 นาที เราก็จะได้พบกับอีกย่านที่อาจจะไม่ลับเท่าไหร่ เพราะเต็มไปด้วยร้าน Street Brands ชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะแบรนด์ญี่ปุ่นเจ้าถิ่น อย่าง Journal Standard, Beams, Urban Research, Studious หรือจะเป็นแบรนด์เท่ๆจากฝั่งตะวันตกอย่าง Pilgrim Surf+Supply, MHL, SUPREME, Acne Studios Blå Konst ไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่เตรียมเงินและเวลาไปเยอะๆก็พอเนอะ atelier Head porter Roasted Coffee Pilgrim Surf+Supply Beams Supreme Margaret Howell แบรนด์เสื้อผ้า ไลฟ์สไตล์ชื่อดังจากประเทศอังกฤษ แต่ชาวญี่ปุ่นซื้อลิขสิทธิ์มาทำมาเกตติ้งเอง จนแบรนด์มีชื่อเสียงติดตลาดวัยรุ่นในที่สุด และข้างๆกันก็มีคาเฟ่ของนางด้วยนะ ลองไปแวะชิลกันได้ สาขานี้พนักงานบริการน่ารัก เป็นกันเองสุดดดดดด Location: https://goo.gl/maps/Hg9kJ2UvY2UfYWn27 วันนี้แค่นี้ก่อนละกันเนอะ คราวหน้าเราจะพาไป #hop ย่านไหน ก็ต้องติดตามกันต่อนะจ๊ะ รับรองว่า hip ไม่แพ้กันแน่นอน เพราะถ้าไม่ hip เราก็ไม่ hop ไปให้เสียเวลาหรอก จริงมะ? 555 :-) Facebook: @hoparound.co Instagram: @hoparound.co Website: www.hoparound.co #LetsHoparound #LetsHoparoundTokyo #Shibuya #เที่ยวโตเกียว #ย่านชิบูย่า #Tokyo #รีวิวโตเกียว #โตเกียวไปไหนดี #เที่ยวชิบูย่า #รีวิวชิบูย่า #รีวิวย่านชิบูย่า
- AMANPURI อมันปุรี The Original Aman
AMANPURI อมันปุรี The Original Aman ป่ะ! ไป #hop ชมรีสอร์ทหรูระดับ Ultra-Luxury ที่ Amanpuri ภูเก็ตกัน ที่นี่คือรีสอร์ทแห่งแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นของ Aman แบรนด์ที่พัก Exclusive ที่เลอค่าที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก และรีสอร์ทหรูแห่งนี้ยังเป็น Flagship Property ของแบรนด์ที่พิเศษสุดๆอีกด้วย Aman (แปลว่าความสงบในภาษาสันสกฤติ) ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์ Hospitality สุดหรูที่มีโอกาสต้อนรับแขก A-list ทั่วโลกอยู่บ่อยๆเท่านั้น แต่ทุกๆ Property ของ Aman นั้นตั้งอยู่ในทำเล Exclusive ที่คัดสรรมาอย่างดีทั่วโลก ทั้งที่อยู่แนบชิดกับธรรมชาติที่งดงามตระการตา หรือเป็นสถานที่ทรงคุณค่าทางประวัติของแต่ละถิ่นที่ ทำให้ Aman เป็นมากกว่าที่พักสวยหรูทั่วๆไป แต่เป็นจุดหมายปลายทางที่หลายคนใฝ่ฝันว่าจะต้องไปเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิตเพื่อลิ้มรสความสมบูรณ์แบบในทุกๆองค์ประกอบของความเป็นสถานที่แห่งความสุขสงบเหนือระดับ Exclusive Rate for Hoparound.co Fans ! ! ราคาพิเศษเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น!! ตั้งแต่โลเคชั่นที่งดงามทรงคุณค่าและเป็นส่วนตัวขั้นสุด งานสถาปัตยกรรมที่ผสานเสน่ห์วัฒนธรรมของสถานที่นั้นๆ ให้เข้ากับความสะดวกสบายตามวิถีชีวิตสมัยใหม่ได้อย่างมีรสนิยม การบริการอันดีเยี่ยมไร้ที่ติ และที่เหนือชั้นในการฝึกอบรมทีมมากๆก็คือการแสดงออกถึงความจริงใจของพนักงานทุกคนที่เราสัมผัสได้จึงทำให้ไม่รู้สึกเกร็งใดๆเลย รวมไปถึงการสนับสนุนให้แขกได้ตักตวงเอาประสบการณ์ดีๆจากแต่ละโลเคชั่นให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะในรูปแบบของกิจกรรมที่ยูนีคและหลากหลาย หรือการช่วยให้แขกได้ออกไปสัมผัสกับวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนจริงๆอย่างไม่เคอะเขิน ทั้งหมดนี้รวมเป็นความ Luxury ที่แท้จริงที่ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องของ “มูลค่า” แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณค่า” และการส่งมอบพลังอันดีงามจาก Aman ไปสู่แขกเพื่อให้บรรลุถึงความสุขสงบสมกับความหมายของชื่อแบรนด์ และที่น่าดีใจก็คือแบรนด์รีสอร์ทระดับท็อปของโลกอย่าง Aman นี้มีจุดเริ่มต้นที่แหลมเล็กๆที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของต้นมะพร้าวริมทะเลฝั่งตะวันตกของเกาะภูเก็ตบ้านเรานี่เอง Amanpuri แปลว่า Place of Peace หรือสถานที่แห่งความสงบ และจากประสบการณ์ตรง 3 วัน 2 คืนของเราที่นี่ มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ แม้จะมีอายุถึง 32 ปีแล้ว แต่ทุกตารางนิ้วของที่นี่ก็ได้รับการดูแลอย่างยอดเยี่ยม และยังคงเปี่ยมด้วยเสน่ห์และรสนิยม เรือนที่พักสำหรับแขกจร (Guest Pavilion) ประมาณ 40 หลัง และวิลล่าที่มีเจ้าของซื้อขาดอีกประมาณ 47 หลัง ถูกออกแบบให้เป็นเรือนทรงอยุธยาโดยสถาปนิกชื่อดัง Ed Tuttle แม้จะมีอาคารเดี่ยวอยู่เป็นจำนวนมาก แต่การจัดวาง landscape และการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบนั้นทำให้เรารู้สึกถึงความสงบและเป็นส่วนตัวท่ามกลางแมกไม้ และต้นมะพร้าวจนน่าประทับใจ ระหว่างเดินทางบนรถลิมูซีนของ Aman ที่ไปรับเรามาจากสนามบิน เราพยายามมองหาป้าย Amanpuri ระหว่างทาง แต่ก็ไม่เห็นเลย เราจึงไม่แน่ใจว่าเราใกล้ถึง Amanpuri แล้วหรือยัง แต่จู่ๆรถลิมูซีนของเราก็จอดลงอย่างนุ่มนวล และทันทีที่เราก้าวเท้าลงจากรถ เสียงฆ้องก็ดังกังวาลขึ้นเพื่อต้อนรับการมาถึงของเรา ทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นดาราฮอลลีวู้ดทั้งหลายที่เคยเป็นแขกที่นี่ ไม่ว่าจะเป็น Leonardo DiCaprio, Tom Cruise หรือแม้กระทั่ง Beyonce ที่เข้ามาใช้บริการอยู่หลายครั้ง จากนั้นรถรับ-ส่งภายในรีสอร์ทก็มารับช่วงต่อเพื่อพาเราไปเข้าเช็คอินที่ Partial Ocean Pool Pavilions ของเราได้เลย โดยไม่ต้องเช็คอินที่ล็อบบี้เหมือนโรงแรมทั่วไป Partial Ocean Pool Pavilions แบบ 2 ห้องนอน หลังจากที่ Porter ทั้ง 3 คนช่วยยกสัมภาระของเราเข้าที่พักซึ่งมีลักษณะเป็นเรือนคู่สไตล์อยุธยาที่พร้อมสรรพไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกแล้ว พนักงานต้อนรับอีกคนก็เข้ามาช่วยเรากรอกเอกสารในการเช็คอิน พร้อมกับแนะนำรายละเอียดต่างๆของ Pavilions ของเรา เริ่มตั้งแต่บริเวณด้านนอกซึ่งมีทั้งสระว่ายน้ำพร้อมเตียงอาบแดดส่วนตัว และศาลานั่งเล่นส่วนตัวอีก 2 หลังสำหรับแขกในเรือนนอนแต่ละเรือน ด้านบนโต๊ะก็มีจดหมายจากทีมงานน่ารักๆ พร้อมช็อกโกแลตสุดอร่อย (เราประทับใจที่นี่มากจนกลับมาซ้ำรอบ 2) ที่พักเราเป็นแบบ 2 ห้องนอน ซึ่งแยกกันอยู่ในเรือน 2 เรือนติดกัน เรือนละ 1 ห้องนอน และมีสะพานเชื่อมไปมาหาสู่กันได้) ส่วนภายในเรือนนอนแต่ละหลังก็เป็นห้องนอนที่ดูกว้างขวาง มีสมาร์ททีวีขนาดใหญ่ซ่อนอยู่หลังบานเลื่อนไม้ อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ตู้เซฟ ระบบอิเล็คโทรนิคทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นหลอดไฟ แอร์ ทีวี นาฬิกาปลุกนั้นสามารถควบคุมด้วย iPad และยังใช้สั่ง Room Service และอ่านนิตยสารได้อีกด้วย หากต้องการความสดชื่นก็มีน้ำตะไคร้เป็น Welcome Drink ให้เราบริการตัวเองได้เลย ส่วนผลไม้ ขนม ชา กาแฟ (แบรนด์ illy) และเครื่องดื่มในตู้เย็นที่วางไว้ก็สามารถหยิบทานได้ตามสบายและมาเติมให้ทุกวันโดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม และที่สำคัญสำหรับชาว Hoparound.co รับฟรี! In-room Cocktail Session for Two ทันที!! (เมื่อทำการจองผ่านอีเมลหรือโทรศัพท์โดยตรงกับทางโรงแรมแล้วแจ้ง โปรโมชั่นโค้ด Hop Around) ที่ขนาดใหญ่กว่าห้องนอนก็คือห้องน้ำซึ่งมาพร้อมกับอ่างอาบน้ำแบบฝังบนพื้นไม้ยกระดับ แยกโซน Shower และโซนชักโครกต่างหากเป็นสัดส่วน มีผ้าขนหนูทั้งเช็ดหน้า เช็ดตัว รองเท้าใส่ในห้อง รองเท้าแตะใส่ไปหาด หมวกแก๊ปกันแดด กระเป๋าชายหาด ไปจนถึงเสื่อโยคะ สำหรับเครื่องประทินผิวนั้นเป็นของแบรนด์ Aman Skincare โดยเฉพาะ และมีให้ครบครันตั้งแต่ครีมอาบน้ำ เกลือขัดผิว สบู่ก้อนล้างมือ และโลชั่นบำรุงผิว โดยที่ของเหลวทุกอย่างจะถูกบรรจุไว้ในขวดเซรามิคเพราะ Aman มุ่งมั่นที่จะจำกัดการใช้พลาสติกให้น้อยที่สุด สำหรับรอบที่สอง เราเลือกนอนห้องแบบ Ocean Pool Pavilion มีสระว่ายน้ำ วิวทะเล ได้เวลามื้อเที่ยงพอดี เราสั่ง Room Service จากห้องอาหารไทย Buabok มาภูเก็ตทั้งทีเราจึงสั่งเมนูอาหารใต้มาประเดิมมื้อแรกกันก่อนด้วยหมี่สะปำ แกงเหลือง คั่วกลิ้ง และหมี่หุ้นแกงปูใบชะพลู โดยทาง Aman นำมาเสิร์ฟให้ถึงศาลาริมสระส่วนตัวของเราเลย ยิ่งกว่านั้นเชฟกรรณิการ์ประจำห้องอาหาร Buabok ก็ให้เกียรติมาอธิบายอาหารแต่ละจานด้วยตัวเองทำให้เราประทับใจมาก รสมือของเชฟนั้นเข้มข้นถึงเครื่องแบบกลมกล่อมพอดี และที่สำคัญคือวัตถุดิบนั้นสดและคุณภาพดีจริงๆ นั่งชิลรับประทานมื้อเที่ยงสไตล์ไทยๆที่ Beach Terrace สำหรับรอบที่สองที่เราได้ไปเยือนอมันปุรี เราได้ลองไปชิมอาหารที่ Beach Terrace ติดริมหาดพันทรี บอกเลยว่ารสชาติอร่อยถึงเครื่องไม่แพ้กัน แถมบรรยากาศก็ฟินอีกด้วย หาดพันทรี (Pansea Beach) หาดส่วนตัวของ Aman ที่สงบและงดงาม อิ่มอร่อยกันจนพุงกางแล้วเราจึงไปเดินเล่นริมหาดพันทรี (Pansea Beach) หาดส่วนตัวของ Aman ที่งดงามและลงตัวด้วยองค์ประกอบต่างๆ ทั้งทรายที่ขาวละเอียดเหมาะแก่การนอนอาบแดด น้ำทะเลใสไล่เฉดสีเขียวอมฟ้าแกมน้ำเงิน ต้นมะพร้าวสูงลิ่วยืนตระหง่านเรียงรายอยู่ริมหาด แม้กระทั่งโขดหินธรรมชาติก็ตั้งประดับอยู่อย่างเหมาะเจาะ ทำให้บรรยากาศดูสงบสวยงามจริงๆ นอกจากจะมีพนักงานที่คอยให้บริการอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ยังมีกิจกรรมทางน้ำแทบจะทุกรูปแบบให้เลือกเล่นได้ด้วยเช่น ตั้งแต่ของเบสิคอย่างคายัค จักรยานน้ำ ซีบ๊อบ เจ็ทสกี ฟลายบอร์ด สกูบา ไปจนถึงคลาสโยคะบนแพดเดิ้ลบอร์ด และคลาสสอนบังคับเรือใบเลยทีเดียว บันไดทางลงหาดก็เป็นอีกมุมที่มีเสน่ห์มากๆของที่นี่ Retail Pavilion ร้านรวมสินค้าที่คัดสรรโดย Aman ออกแบบโดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่นผู้เลื่องชื่อ Kengo Kuma สิ่งหนึ่งที่เราตื่นตามากก็คือ Retail Pavilion คอนเส็ปต์ใหม่ของ Aman ซึ่งมีที่ Amanpuri เป็นที่แรกในโลก ร้านรวมสินค้าดีไซน์ระดับแห่งนี้ออกแบบโดย Kengo Kuma สินค้าทุกชิ้นในร้านล้วนเป็นผลงานที่ทีมคัดสรรของ Aman ได้ออกไปหยิบเลือกเอามาจากทั่วโลก และหลายๆชิ้นก็ผลิตขึ้นให้กับ Aman เท่านั้นโดยเป็นการร่วมมือกันของ Aman กับศิลปินทั้งโลคอลและอินเตอร์ มีตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องประดับ สกินแคร์ งานฝีมือ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ของแต่งบ้าน หลังจากที่สำรวจรีสอร์ตมาทั้งวัน ก็ถึงเวลากลับห้องพัก และก็พบกับของขวัญเซอร์ไพรส์ในคืนแรกวางอยู่บนเตียงเป็นกางเกงเล เช้าวันที่สองเริ่มต้นที่ห้องอาหารไทย Buabok กับขนมจีนน้ำยาปูและเมนูเพื่อสุขภาพมากมาย สำหรับเช้าวันที่สอง หัวใจเราโหยหาอาหารสไตล์ภูเก็ตอีกครั้ง ทางรีสอร์ทจึงเสิร์ฟขนมจีนน้ำยาปูและมีไข่เจียวปูแน่นๆ เป็นเบรคฟัสต์ปักษ์ใต้เพื่อสนองนี้ดของเรา ความจริงแล้วที่ Aman ยังมีห้องอาหารญี่ปุ่น Nama (ยังไม่กลับมาเปิดให้บริการในช่วงที่เราไป) และห้องอาหารอิตาเลียนที่ชื่อว่า Arva ด้วย เราจึงเลือกรับประทานอาหารอิตาเลียนเลิศรสในมื้อเย็นของเมื่อวานไป แต่เนื่องจากบรรยากาศค่อนข้างมืดเราจึงไม่ได้ถ่ายรูปมาฝากกัน Water sports at AMANPURI เรามาลองเล่น Fliteboard eFoil เซิร์ฟบอร์ดแบบใหม่ที่สามารถเล่นได้ไม่จำเป็นต้องอาศัยคลื่น เพียงแค่เรายืนบนบอร์ดหรือนั่ง แล้วใช้การบิดไหล่เพื่อเลี้ยวเท่านั้น ใต้บอร์ดจะมีใบพัดคอยควบคุมโดยเราต้องถือรีโมทเพื่อบังคับความเร็วของใบพัด ความเร็วสูงสุดประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (เร็วมากๆ) เครื่องเล่นนี้มีเฉพาะที่ Amanpuri เท่านั้น ใครมาที่นี่เราแนะนำให้เล่น eFoil ครับ เพราะสนุกและคุ้มมาก จากนั้นเราก็แวะว่ายน้ำ อาบแดดที่ Main Swimming Pool ของรีสอร์ต จิบชาพร้อมขนมครกที่ริมสระ ตกบ่ายแก่ๆ ช่วงเวลาประมาณ 4-5 โมงเย็นบริเวณริมสระส่วนกลางก็จะมีขนมครก ขนมไทย ผลไม้ น้ำดื่มผลไม้ ชา คอยเสริฟให้พวกเรา หรือใครจะลองทำขนมครกก็ได้นะ พี่ๆ เค้าจะคอยสอน บอกเลยว่าเรากินจนอิ่มมากเพราะมันอร่อยทุกอย่างจริงๆ Amanpuri's Holistic Wellness Centre ศูนย์ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ที่มีเฉพาะที่ Flagship Property อย่าง Amanpuri เท่านั้น ในฐานะที่ Amanpuri เป็น Flagship Property ของ Aman ที่นี่จึงมีความพิเศษอีกอย่างตรงที่มีศูนย์ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness Center) ที่มีโปรแกรมดูแลสุขภาพโดยผู้เชี่ยวชาญในแทบจะทุกศาสตร์อย่างครบครัน (และจริงจังด้วย) ตั้งแต่การบำบัดเพื่อความผ่อนคลาย ดูแลน้ำหนักตัว ปรับเปลี่ยนรูปร่าง ล้างพิษ เจริญสติ เรกิ ชี่กง คลายเครียด ฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ฯลฯ โดยแต่ละโปรแกรมจะเป็นการดูแลแบบครบทุกแง่มุมตั้งแต่เรื่องโภชนาการ การออกกำลังบริหารกล้ามเนื้อ การบำบัดด้วยศาสตร์แห่งสปาและพลังธรรมชาติ โดยจะ customize มาเพื่อให้บรรลุโจทย์ของเราจริงๆ น่าเสียดายที่เวลาของเรามีน้อยเกินกว่าจะเข้าร่วมโปรแกรมใดๆ เราจึงได้แค่เพียงลิ้มลองอาหาร Raw Food ของทางรีสอร์ต อาหาร Raw มื้อนี้เราย้ายมาทานกันที่ Villa ส่วนตัวที่ชาวเยอรมันคนหนึ่งซื้อเอาไว้และให้ทางรีสอร์ทบริหารจัดการ หลังจากทานเสร็จ เจ้าหน้าที่ที่ดูแลวิลล่าแห่งนี้ก็พาเราเดินทัวร์รอบๆ ซึ่งบอกได้คำเดียวว่าดีงามมากๆ โดยเฉพาะวิวทะเลของวิลล่าหลังนี้นั้นเกินบรรยายจริงๆ สำหรับคนที่สนใจเช่าวิลล่าส่วนตัวแบบนี้สามารถติดต่อผ่านเวปไซต์ของ Aman ได้เลย โดยวิลล่าหลังใหญ่ที่สุดนั้นมีห้องนอนถึง 9 ห้อง มากันเป็นกรุ๊ปใหญ่ได้สบายๆ ปิดท้ายวันด้วยมื้อค่ำกับอาหารไทยที่ห้องอาหาร Buabok (อีกครั้ง!) คงไม่ต้องบอกก็น่าจะเดาได้ว่าเราอินกับอาหารไทยมากขนาดไหน และมานั่งชิลจิบเครื่องดื่มกันต่อที่ Beach Bar "The Lounge" ของขวัญคืนที่สองเป็นที่คั่นหนังสือไม้ฉลุลาย อาหารเช้ามื้อสุดท้ายที่ Pavilions ตื่นเช้ามาวันสุดท้าย เราเลือกที่จะทานอาหารเช้ากันที่ห้อง โดยผสมกันทั้งแบบไทยและฝรั่ง มีข้าวกล้องต้ม เซ็ทขนมปังหลากชนิด ธัญพืช ไส้กรอก แซลม่อนรมควัน น้ำผลไม้ และอีกมากมายยยยย ฟินกันก่อนกลับเลย (ปล. ข้าวกล้องต้มอร่อยมากกกก) สรุปความประทับใจกับ AMANPURI เรารู้สึกประทับใจพนักงานและการบริการตลอดทั้ง 3 วัน 2 คืน เราใช้เวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ที่ Amanpuri ทำให้เราได้เข้าใจว่าเหตุใด Aman จึงได้รับการยกย่องว่ามาหนึ่งในแบรนด์ Hospitality ที่ดีที่สุดในโลก ประสบการณ์ในครั้งนี้ทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่าแล้ว Aman อื่นๆอีกกว่า 30 แห่งรอบโลกล่ะ จะมีสเน่ห์เหมือนหรือต่างจากที่นี่ยังไงบ้าง เพียงแค่ลอง Search หาดูรูปของ Amannoi ที่เวียดนาม, Amanemu ที่ญี่ปุ่น หรือ Amangiri ที่อเมริกา ต่อมอยากเที่ยวก็เต้นแรงแทบหยุดไม่อยู่ แล้วเพื่อนๆล่ะ รู้สึกยังไงกันบ้างครับ โปรโมชั่นพิเศษ AMANPURI CLOSER TO HOME #สุดยอดดีลพิเศษ กับรีสอร์ทหรู 𝗔𝗠𝗔𝗡𝗣𝗨𝗥𝗜 ภูเก็ต จุดเริ่มต้นของ 𝗔𝗠𝗔𝗡 แบรนด์ระดับ 𝗨𝗹𝘁𝗿𝗮-𝗹𝘂𝘅𝘂𝗿𝘆 เริ่มต้นเพียงคืนละ 𝟭𝟳,𝟬𝟬𝟬++ **พิเศษสุดๆ** สำหรับชาว Hoparound.co โปรดแจ้ง Code: HOP AROUND เพื่อรับราคาและสิทธิ์พิเศษ อัตราค่าห้องพักพิเศษเฉพาะ Hoparound.co : ⛱ เริ่มต้นที่ 𝟭𝟳,𝟬𝟬𝟬++ สิทธิพิเศษเฉพาะ Hoparound.co : 𝟭. อาหารเช้า ณ พาวิลเลียน หรือ ห้องอาหารบัวบก สำหรับ 𝟮 ท่าน 𝟮. บริการรถรับส่งสนามบินไป – กลับจากอมันปุรี เมื่อสำรองห้องพาร์เชียลโอเชียล พาวิลเลียน เป็นต้นไป 𝟯. ชุดน้ำชา เครื่องดื่มพิเศษประจำวันและขนมครกยามบ่าย 𝟰. มินิบาร์ (เติมให้วันละ 𝟭 ครั้ง) 𝟱. บริการอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมทางน้ำ (สำหรับเครื่องเล่นชนิดที่ไม่มีเครื่องยนต์) 𝟲. โปรดสำรองห้องพักอย่างต่ำ 𝟮 คืนเพื่อรับข้อเสนอดังกล่าว 𝟳. ระยะเวลาในการจองและเข้าพัก: วันนี้ - 𝟯𝟭 มีนาคม 𝟮𝟱𝟲𝟲 𝟴. อัตราค่าห้องพักอาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตขึ้นอยู่กับนโยบายของอมัน เรทสุดคุ้มและให้เยอะแบบนี้ บอกได้คำเดียวว่า “ดีที่สุด” ในรอบ 𝟯𝟰 ปี ตั้งแต่ 𝗔𝗠𝗔𝗡 เริ่มก่อตั้งมาเลย ใครที่หมายปองความสงบหรูหราหาที่เปรียบไม่ได้ในแบบ 𝗔𝗠𝗔𝗡 นี่คือโอกาสทองที่เกิดขึ้นยากกว่าสุริยุปราคาเต็มดวงซะอีก จองเลยไม่ต้องรอ!!! สำรองห้องพัก: โทร 𝟬𝟳𝟲-𝟯𝟮𝟰𝟯𝟯𝟯 อีเมล 𝗮𝗺𝗮𝗻𝗽𝘂𝗿𝗶𝗿𝗲𝘀@𝗮𝗺𝗮𝗻.𝗰𝗼𝗺 𝗟𝗶𝗻𝗲: 𝗵𝘁𝘁𝗽𝘀://𝗹𝗶𝗻.𝗲𝗲/𝗽𝗙𝟲𝟭𝗛𝟱𝗨 FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co #LetsHoparound #AMANPURI #TheOriginalAman #ClosertoHome #อมันปุรี #เราเที่ยวด้วยกัน #LetsHoparoundThailand #Aman #เที่ยวไทย #ไทยเที่ยวไทย #เที่ยวไทยเท่ # เที่ยวภูเก็ต #พักผ่อนที่ภูเก็ต #เที่ยวทะเล #รีวิวรีสอร์ต #รีวิวโรงแรม #รีวิวอมันปุรี #รีสอร์ทหรูสไตล์ไทยในพื้นที่เงียบสงบ #ราคาคนไทย #เรทคนไทย












