top of page
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger

Search Results

129 results found with an empty search

  • Majimaya ร้านขายอุปกรณ์ทำเบเกอรี่ใจกลางกรุงโตเกียว

    นี่อาจจะเป็นร้านขายอุปกรณ์เบเกอรี่ที่เท่ที่สุดในโลกก็ได้นะ แต่ใครจะรู้ว่าร้าน Majiyama บนถนน Kappabashi ในกรุงโตเกียวแห่งนี้มีอายุกว่า 75 ปีแล้ว! ร้านอยู่มาได้ยาวนานขนาดนี้คงต้องปรับเปลี่ยนพัฒนาให้ทันยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Molds of happiness” หรือ “แม่พิมพ์แห่งความสุข” เหล่าบรรดานักอบเบเกอรี่ต้องตกหลุมรักร้านนี้อย่างแน่นอนนนนน! ร้านมาจิมายะอายุเกือบ 75 ปีสำหรับอุปกรณ์ทำขนมและเบเกอรี่ในโตเกียว ตั้งอยู่บนอาร์เคดความยาว 800 เมตรที่รู้จักกันในชื่อ Kappabashi Tool Street ล้อมรอบไปด้วยร้านค้าเฉพาะประมาณ 170 ร้านที่จำหน่ายอุปกรณ์ในครัวและอื่นๆอีกหลายอย่าง Majimaya ขายเครื่องมือทั่วโลกแม้ว่าจะมีข้อเสนอพิเศษอย่างหนึ่งนั่นคือแม่พิมพ์ไม้ที่สร้างโดยช่างฝีมือผู้ล่วงลับ Hitoshi Ohgawara ที่ร้านเป็นวัตถุดิบมากว่า 60 ปี เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นและผู้ผลิตของพวกเขาสำนักงานออกแบบสถาปัตยกรรม Kamitopen ได้ดำเนินการออกแบบร้านค้าใหม่ที่มีแม่พิมพ์ประเภทต่างๆกว่า 3,000 แบบ Kappabashi Tool Street มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2455 เมื่อกลุ่มพ่อค้าเครื่องมือและนักโบราณวัตถุตัดสินใจตั้งร้านค้าในพื้นที่นี้ Majimaya ตั้งอยู่ในร้านหัวมุมห่างจาก Asakusa Higashi Hongan-ji Temple ซึ่งเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นโดยใช้เวลาเดินเพียงไม่นาน Facade ด้านหน้าอาคารหล่อขึ้นจากเหล็กผุกร่อนสีแดงแกมส้มซึ่งเลือกโดยนักออกแบบเพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนานและทนทาน Kamitopen ได้รับมอบหมายให้เปลี่ยนพื้นที่ 52 ตร.ม. ให้เป็นหนึ่งเดียวซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถมองเห็นแม่พิมพ์ทั้งหมดได้อย่างชัดเจนและเพิ่มความคล่องตัวให้กับพนักงาน เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์การช็อปปิ้งให้เป็นแบบสบายตัวมากขึ้นสำหรับลูกค้า นักออกแบบจึงเลือกใช้พื้นที่ต่างระดับที่เชื่อมต่อกัน การแสดงแม่พิมพ์ถูกนำไปใช้กับบันไดหนีไฟและรั้วป้องกันตรงกลางอาคารเพื่อตอบสนองต่อพื้นที่ที่จำกัด แม่พิมพ์ขนมแต่ละชิ้นที่จัดแสดงจะเชื่อมโยงกับกล่องดีบุกที่มีหมายเลขกำกับหนึ่งในจำนวน 3,000 กล่องซึ่งลูกค้าสามารถเลือกและนำไปให้พนักงานจากนั้นผลิตภัณฑ์จะถูกนำออกจากสต๊อกอย่างง่ายดาย Location: Credits: Project location: 2-5-4, asakusa.taito-ku.Tokyo, Japan Site Area: 69.38㎡ Built Area: 52.49㎡ Total Floor area: 198.71㎡ Floors: BF1+4F Project architect: KAMITOPEN Architecture-Design Office Co., Ltd. Construction: EIKEN Photo credits: Keisuke miyamoto - FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website:www.hoparound.co - #LetsHoparound #Tokyo #LetsHoparoundTokyo #KAMITOPEN #Bakery #Kappabashi #โตเกียว #ร้านขายอุปกรณ์ทำเบเกอรี่

  • Floragatan 13 ฐานทัพแห่งพลังสร้างสรรค์ใหม่ของ Acne Studios

    Floragatan 13 ฐานทัพแห่งพลังสร้างสรรค์ใหม่ของ Acne Studios (แอคเน่สตูดิโอ) เสื้อผ้าอาร์ทๆสีสดใส กางเกงยีนส์ทรงเก๋ ถุงสีชมพูพาสเทล และน้องสี่เหลี่ยมหน้านิ่งที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความฮิปขั้นสุดในหมู่ชาวครีเอทีฟนั้น ล้วนต้องมีสถานที่บ่มเพาะให้เกิดขึ้น ก่อนช่วงโควิดแพร่ระบาดเมื่อปลายปีที่แล้ว Acne Studios ได้ฤกษ์ย้ายฐานทัพเข้าไปในบ้านหลังใหม่บนถนน Floragatan กรุง Stockholm วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไป #hop ดูพลังสร้างสรรค์ที่ไหลเวียนอยู่ในโปรเจ็คท์ Floragatan 13 สำนักงานใหญ่หลังใหม่ของพวกเขา พร้อมกับเล่าเรื่องราวและเกร็ดข้อมูลที่โคตรน่าสนใจของสตูดิโอสิวเขรอะแห่งนี้ให้ฟังกัน จากแบรนด์ที่เริ่มต้นมาจากการเป็นเอเจนซี่โฆษณาและดีไซน์ จู่ๆก็หันทำกางเกงยีนส์พรีเมี่ยมทรงสวย 100 ตัวออกมาแจกเหล่าบรรดา creative ในกรุงสต็อคโฮม แล้วหลังจากนั้นไม่นาน Acne Studios ก็กลายมาเป็นแบรนด์แฟชั่น cult ท่ีมีสาวกอยู่ทั่วโลก (เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน) การที่แบรนด์เลือกเปิดตัวด้วยไอเท่มคลาสสิคอย่างเดนิม โดยเจาะเข้าไปในกลุ่มนักสร้างสรรค์ชั้นนำของเมือง เพื่อปูทางเข้าสู่ตลาดพรีเมี่ยมเดนิมที่ ณ เวลานั้นถือเป็นเขตแดนที่ยังไม่ค่อยมีแบรนด์ไหนเข้ามาสำรวจและยึดครอง ถือเป็นก้าวแรกที่กล้าหาญและชาญฉลาด และทุกวันนี้ Acne Studios ก็ได้ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดพรีเมี่ยมเดนิมไปเรียบร้อยแล้ว ACNE นั้นย่อมาจาก “Ambition to Create Novel Expression” ดูเหมือนว่าตั้งแต่แรกเริ่ม เรื่องราวของ Acne Studios นั้นเต็มไปด้วยความขบถที่ฉีกวิถีเดิมๆของวงการแฟชั่นครั้งแล้วครั้งเล่า จนฝังเข้าไปเป็น DNA ของแบรนด์ สมกับที่คำว่า ACNE นั้นย่อมาจาก “Ambition to Create Novel Expression” ซึ่งแปลว่า ความทะเยอทะยานที่จะสรรค์สร้างการแสดงออกใหม่ๆไม่ซ้ำใคร ว่ากันว่าช่วงแรกๆนั้นแบรนด์ก็ต้องผจญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องของการเลือกชื่อ (คนปกติที่ไหนจะเลือกชื่อ “สตูติโอสิวเขรอะ” มาเป็นชื่อเสื้อผ้าไฮเอนด์) ซ้ำยังเลือกใช้สีชมพูที่ก่อนหน้านี้คนมักจะมองว่าเป็นสีน่าเกลียดและดูไม่แพงในวงการแฟชั่น ไปจนถึงการเลือกทำเลที่มักจะหลบมุมหรือไม่ก็ซ่อนอยู่ในซอยย่อยๆที่แยกออกจากถนนหลักอีกที แต่ที่แน่ๆก็คืองานดีไซน์หน้าร้านทุกสาขาของ Acne นั้นสวยเฉียบและมีคาแร็คเตอร์ดึงดูดสายตา ยากที่จะมองผ่านไปเฉยๆโดยไม่หันมามอง และเวลาก็ได้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าความซื่อสัตย์ต่อตัวตนของแบรนด์นั้นทำให้ Acne Studios ได้ก้าวเข้ามาอยู่ในใจกลุ่มแฟนๆทั่วทุกมุมโลกอย่างเหนียวแน่น วันนี้ Acne กลายเป็นจุดกลมกล่อมของคำว่า แฟชั่น ศิลปะ และคัลเจอร์แห่งการแสดงออกของตัวตนที่สรรค์สร้างและแตกต่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่น้อยแบรนด์จะทำได้สำเร็จ แม้แต่สีชมพู Acne ที่เคยเป็นที่รังเกียจก็กลายเป็น signature ของแบรนด์ที่ลูกค้าต้องการ และภูมิใจเมื่อได้ถือถุงสีชมพูเดินอวดผู้คนเล่นขณะช็อปปิ้ง นอกจากสีชมพูที่เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของสตูดิโอสิวเขรอะแล้ว รูปใบหน้า straight face สี่เหลี่ยม ก็เป็นอีกไอค่อนสำคัญของ Acne Studios ความเป็นมาของน้องหน้านิ่งนี้เรียบง่ายกว่าที่คิด อยากรู้แล้วใช่ม้าาา อ่ะ! เล่าเลยละกัน ในคอลเล็กชั่น FW2017 ทางแบรนด์ได้ทำแคมเปญเกี่ยว modern family ขึ้นมา Jonny Johansson ผู้ก่อตั้งและ Creative Director ของแบรนด์จึงได้นึกถึงภาพคนสวีดิชทั่วๆไปที่มักจะทำหน้าเฉยๆกลางๆ ไม่ได้ยิ้มแป้นแร้นและไม่ได้โศกเศร้าตรอมใจ หรือในภาษาสวีดิชเรียกว่า “Lagom” ซึ่งแปลว่าไม่มากไปและไม่น้อยไป กำลังดี เขาจึงสเก็ตช์รูปง่ายๆออกมาเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่มีจุด 2 จุดเป็นตาและเส้นตรงเป็นปาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือน้องหน้านิ่งได้กลายเป็นที่หลงไหลของสาวกแบรนด์ จนน้องถูกเชิญให้เข้ามาเป็นสมาชิกถาวรของครอบครัว Acne Studios และปรากฎตัวอยู่แทบจะทุกคอลเล็กชั่นหลังจากนั้นมา ยิ่งได้รู้จัก Acne ก็ยิ่งทำให้เราอยากรู้ว่าบรรยากาศเบื้องหลังการสร้างสรรค์สิ่งที่ไม่เหมือนใครของ Acne Studios นั้นจะเป็นยังไง อะไรเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ใน space ที่ทำงานนั้นคิดและทำอะไรที่ใหม่และเท่แหวกแนวชาวบ้านได้อยู่ตลอดเวลา แม้แบรนด์ในวันนี้จะมีอายุ 24 ปีแล้วก็ตาม เมื่อปลายปีที่แล้วในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2019 ก็ถึงเวลาที่โปรเจ็คต์ Floragatan 13 หรือ Head Quarter แห่งใหม่ในกรุงสต็อคโฮมของ Acne Studios ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ และแน่นอนว่าสถานที่แห่งนี้ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวและแนวคิดใหม่ๆตามครรลองของ Acne Studios แบบไม่ต้องเดาเลย อาคาร 10 ชั้น ซึ่งแต่เดิมเป็นสถานทูตเก่าของประเทศเชคโกสโลวาเกียสไตล์ Brutalist ในยุค 70s ที่ตั้งอยู่บนถนน Floragatan แห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยความลับของสงครามเย็น และความภาคภูมิใจในสถาปัตยกรรมโมเดิร์นนิสซึ่มแบบยุโรปตะวันออก ทำให้โดยพื้นฐานแล้ว ตึกหลังนี้มีคาแร็คเตอร์ต่างจากตึกส่วนใหญ่ในสต็อคโฮม (ช่างถูกจริตความคิดต่างของแบรนด์จริงๆ) ซ้ำยังมีการเลือกใช้วัสดุที่น่าสนใจ ซึ่งช่วยจะย้ำเตือนทำให้ทีมสร้างสรรค์ของแบรนด์หมั่นสำรวจสิ่งใหม่ๆตลอดเวลา เมื่อได้ตึกหลังนี้มาครอบครองแล้ว ทีมดีไซน์ของ Acne Studiosโดยการนำของ Jonny Johansson ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ร่วมกับทีมสถาปนิกจาก Johannes Norlander Arkitektur และศิลปินอีกหลายคน ก็ทำการเนรมิตพื้นที่ภายในให้พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์นั้นไหลล้นเอ่อออกมาตั้งแต่ชั้นบนสุดถึงล่างสุด โดยมีการแบ่งพื้นที่ให้กับงานดีไซน์และโปรดักชั่นถึง 4 ชั้นเต็มๆ Johansson เลือกชั้นที่ 6 เป็นห้องทำงานของตัวเอง (ชั้นนี้เคยถูกใช้เป็นที่พำนักส่วนตัวของท่านทูตสมัยก่อนด้วย) และห้องอาหารสุดชิคของทีมงานก็ถูกดัดแปลงมาจากห้องฉายหนังเก่าในชั้นใต้ดินของสถานทูตในวันวาน เราสะดุดตากับเก้าอี้หินที่ผุดขึ้นมาเซอร์ไพร้ซ์ในล็อบบี้มากๆ ในห้องสมุดเราก็แอบปลื้มโต๊ะเมทัลลิคฟรีฟอร์ม และถูกใจกับโต๊ะกลมน่ารักๆในห้อง Board Room เฟอร์นิเจอร์สุดอาร์ทและเครื่องตกแต่งที่สั่งทำพิเศษเหล่านี้เป็นผลงานของ Max Lamb ในแต่ละห้องยังมีงาน collage แนว abstract โดย Daniel Silver ที่ใช้ผ้าที่เหลืออยู่จาก collection เก่าๆมาร่วมด้วย และสเปซแห่งนี้คงจะดูไม่เจ๋งขนาดนี้ ถ้า Benoit Lalloz ไม่มาออกแบบและจัดแสงเท่ๆให้ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทางทีมดีไซน์บอกว่าต้องการออกแบบบรรยากาศให้เหมือน Fashion School ในแบบ Acne Studios ที่เน้นส่งเสริมให้ผู้คนภายในอาคารมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน และกระตุ้นให้กล้าทดลองและสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆออกมาอยู่เสมอ นี่แหละที่เป็นคำตอบว่าทำไมแบรนด์อายุกว่า 20 ปีที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1996 ยังดูสดใหม่และยังคงรักษาสถานะผู้แหวกขนบในวงการแฟชั่นได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ถ้ายังไม่เชื่อเรา ลองอ่านคำพูดจากปากของ Jonny Johansson ผู้ก่อตั้งแบรนด์และ Creative Director ของ Acne Studios เองเลยก็ได้ “Acne Studios is always evolving, and I want this space to evolve with us. We will continue to add details in the month and years ahead. I believe design is alive, whether it’s fashion or interiors.” เมื่อต้นปีนี้ Acne Studios ก็มีการปรับโลโก้ใหม่อีกครั้ง แม้ส่วนตัวเราจะแอบชอบอันเก่ามากกว่า แต่ความไม่หยุดนิ่งและความกล้าที่จะรื้อวิถีเก่าๆของวงการ รวมถึงวิถีเก่าๆของตัวแบรนด์เองเช่นกัน สิ่งนี้ไม่ใช่หรือที่ทำให้เราตกหลุมรัก Acne Studios ตั้งแต่แรก ในยุคแห่ง disruption และความแปรปรวนของโลกในทุกมิติขณะนี้ เราเองก็เฝ้าติดตามสตูดิโอสิวเขรอะแห่งนี้อยู่เสมอ จะ disrupt ตัวเองอย่างไรต่อไป และจะสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆออกมาให้แฟนๆชื่นชมอีกบ้าง Top 10 สาขา Acne Studios ที่เราชอบที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก 1) สาขา Geary Street, San Francisco อเมริกา แต่เดิมเคยเป็นโรงน้ำแข็งมาก่อน และสีที่เลือกใช้ก็ได้รับแรงบันดาลใจมากจากสะพาน Golden Gate ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองซานฟรานนั่นเอง!! Location: https://goo.gl/maps/RFuissFqFY7QyiVA6 2) สาขา Piazza del Carmine, Milan อิตาลี Location: https://goo.gl/maps/1RnrqoTKLGsD1SB47 3) สาขา Shibuya project store, Tokyo ญี่ปุ่น สาขาที่สองในโตเกียวโดยสาขานี้เปิดตัวด้วยแบรนด์ Blå Konst denim ซึ่งเป็นแบรนด์ยีนส์โดยเฉพาะของ Acne Studios Location: https://goo.gl/maps/46kiepXi9xS7rNvt7 4) สาขา Taikoo Li, Chengdu จีน 5) สาขา Pilestræde, Copenhagen เดนมาร์ก เป็นสาขาที่สองของโลกของ Acne Studios Location: https://goo.gl/maps/rtExfQvk8e2Duzc66 6) สาขา Horatio Street, New York อเมริกา Location: https://goo.gl/maps/tYxgwjmoFb8NRpmd8 7) สาขา Rue Froissart, Paris ฝรั่งเศส Location: https://goo.gl/maps/oRBpnNCX4Z49HL2GA 8) สาขา Cheongdam, Seoul เกาหลีใต้ Location: https://goo.gl/maps/1KrSseZtsYL4XyE97 9) สาขา Øvre Slottsgate, Oslo นอร์เวย์ Location: https://goo.gl/maps/9Pe8Fn8z5NFtD5SY6 10) สาขา West Hollywood, Los Angeles อเมริกา Location: https://goo.gl/maps/2FWwS1hE6L6LE3bz6 cr. acnestudios.com . FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound Website:www.hoparound.co . #LetsHoparound #AcneStudios #InspiringStuff #ArtandDesign #ประวัติแบรนด์Acne #ความเป็นมาของAcneStudios

  • TOKYO: MIDTOWN ใจกลางโตเกียว

    เมืองเล็กในเมืองใหญ่ เมืองใหม่ในเมืองเก่า . โปรเจ็คพัฒนาเมืองที่ชื่อว่า Tokyo Midtown นั้นเริ่มต้นขึ้นในปี 2000 เรียกได้ว่าเริ่มมาพร้อมๆกันกับสหัสวรรษใหม่เลยทีเดียว บนที่ดินผืนใหญ่ขนาด 10 Hectares (ประมาณ 60 ไร่) ที่ยังเหลืออยู่กลางอภิมหานครโตเกียวโจทย์ของโครงการ Tokyo Midtown คือการสร้างพื้นที่แห่งสุนทรียภาพของชีวิตคนเมืองยุคใหม่ เป็นเหมือนของขวัญให้กับชาวญี่ปุ่น และชาวโลกผู้มาเยือน ซึ่งกว่าจะสำเร็จเสร็จสิ้นก็ต้องอาศัยการประสานกำลังความสามารถจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกเลยทีเดียว เมืองเล็กกลางเมืองใหญ่แห่งนี้ ประกอบไปด้วยอาคารที่ทันสมัยขนาดใหญ่ 6 หลัง ภายในมีทั้งร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม สำนักงาน รวมไปถึงมิวเซี่ยม ซึ่งต่างก็ถูกโอบอุ้มไปด้วยพื้นที่สีเขียวที่หลอมหลวมทั้งธรรมชาติและศิลปะเข้าด้วยกัน 21_21 Design Sight หนึ่งในพื้นที่สีเขียวอันงดงามของโครงการ ก็คือสวน Midtown Garden และที่นี่เองก็เป็นที่ตั้งของ “21_21 Design Sight” มิวเซี่ยมโมเดิร์นที่เราจะพาคุณ #hop ไปชมกัน อาคารที่เรียบเท่แห่งนี้ออกแบบโดย Tadao Ando สถาปนิคอัจริยะชาวญี่ปุ่นที่โด่งดังไปทั่วโลก (ถ้าจะพูดถึง Tadao Ando จริงๆคงต้องแยกไปอีกโพสต์นึงเลย เพราะเฮียแกไม่ธรรมดาจริงๆ) Location: https://goo.gl/maps/BbXVYnvmQ4qv9kxW8 Pizza Slice & Soda Fountain เดินออกมาฝั่งตรงข้าม เราก็ไปแวะทานอาหารกลางวันกันที่ร้าน Pizza Slice & Soda Fountain Location: https://goo.gl/maps/Et9RSY4AQoS861rC8 Bluebottle Coffee ก่อนจะตบท้ายด้วยกาแฟร้านดังจาก San Francisco ที่ Blue Bottle Coffee สาขา Roppongi Hill (อยู่ตรงข้ามกันกับ Tokyo Midtown นี่เอง) Location: https://goo.gl/maps/5esriShDyMcKfR5c8 Paul Smith Roppongi Location: https://goo.gl/maps/yBPJj6NgiK2GY7aB6 Mercedes me Tokyo / DOWNSTAIRS COFFEE|六本木 Location: https://goo.gl/maps/fFf8i4WXzshUjgVEA Facebook: @hoparound.co Instagram: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co #Tokyo #LetsHoparoundTokyo #Letshoparound #เที่ยวโตเกียว #คาเฟ่ในโตเกียว #คาเฟ่ #โตเกียวมิดทาวน์ #โตเกียว #ไปไหนดีในโตเกียว #มิวเซียมในโตเกียว #แกลเลอรี่ในโตเกียว

  • รีวิว K5 Hotel ดีไซน์โฮเทลเปิดใหม่ในโตเกียว

    ©︎K5 K5 HOTEL ความกลมกล่อมของงานอินทีเรียญี่ปุ่นผสมสแกนดิเนเวียน เราเคยพยายามจินตนาการว่าถ้าเราจะแต่งบ้านให้มีส่วนผสมของทั้งแนวญี่ปุ่นและสแกนดิเนเวียนที่เราชื่นชอบ มันจะออกมาเป็นยังไงนะ นึกตั้งนานก็นึกไม่ออก จนกระทั่งได้มาเจอกับโรงแรม K5 ดีไซน์โฮเทลธีม “nature in the city” ในย่าน East Tokyo ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เราก็เลยอยากจะชวนเพื่อนๆชาว #hopsters ไป #hop ชมงานตกแต่งภายในที่สวยไม่เหมือนใครด้วยกันนน โรงแรมแสนเก๋แห่งนี้ดัดแปลงมาจากตึกธนาคารเก่าในยุค 1920s จึงเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์ความวินเทจอย่างแท้จริง งานแปลงโฉมทั้งหมดตกอยู่ในความรับผิดชอบของ Claesson Koivisto Rune (CKR) บริษัทดีไซน์สัญชาติสวีเดนฝีมือเฉียบที่พกพาความสแกนฯมาเต็มพอร์ท แต่มาโตเกียวคราวนี้ทางทีมงานก็ทำการบ้านมาอย่างดี พวกเขาตั้งใจที่จะเก็บโครงสร้างอาคารเดิมเอาไว้ให้มากที่สุด และต่อ ยอดการใช้วัสดุเดียวกันกับของเก่าที่ทรงคุณค่าอยู่แล้ว ก่อนจะนำเอางานดีไซน์ใหม่ๆถักทอเข้าไปผ่านแนวคิดทั้งแบบญี่ปุ่นและสแกนดิเนเวียน ผลลัพธ์คือเสน่ห์ทางสถาปัตยกรรมที่งดงามลงตัว ล็อบบี้ของโรงแรม ©︎K5 การเล่นกับแสงธรรมชาติและแสงไฟจราจรด้านหลังโรงแรมผ่านกระจกสี ©︎K5 “Aimai” คือแนวคิดญี่ปุ่นที่ทาง CKR หยิบมาใช้ หากแปลตรงๆก็แปลว่า “ความคลุมเครือ” แต่ในที่นี้ aimai ถูกนำมาใช้ในการอธิบายความต่อเนื่องของสเปซที่ไหลไปหากันโดยไม่มีเส้นแบ่งระหว่างห้องที่ชัดเจน และการใช้สอยพื้นที่ที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นฟังก์ชั่นที่ต่างกันไปในแต่ละช่วงของวันได้ รวมไปถึงการเล่นกับแสงธรรมชาติและแสงไฟจราจรด้านหลังโรงแรมผ่านกระจกสีที่ช่วยร่ายมนต์ให้พื้นที่เดียวกันสามารถเปลี่ยนอารมณ์ไปเรื่อยๆได้อย่างชาญฉลาด ความเป็นญี่ปุ่นที่ชัดเจนอีกอย่างหนึ่งก็คือการใช้ผ้าย้อมสี Indigo ผืนมหึมามาแขวนลงมาจากเพดานสูงจนถึงพื้นเพื่อแบ่งสเปซหลวมๆให้มองเห็นทะลุลางๆได้ตามคอนเส็ปต์ "Aimai" ทั้งยังเป็นการสร้างความอบอุ่นพริ้วไหวและเป็นเอกลักษณ์ที่เด่นชัดให้กับโรงแรมแห่งนี้ด้วย เสน่ห์แบบสแกนดิเนเวียนที่อยู่ในสายเลือดของทีมดีไซน์ ก็ถูกโปรยลงไปในโปรเจ็คต์อย่างถูกที่ถูกทาง ผ่านการจัดวางใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ดีไซน์โดย CKR, Maruni และ Emeco ทั้งแบบลอยตัวและบิลท์อิน ไปจนถึงกระถางต้นไม้ ภาพแขวนผนัง และโคมไฟกระดาษ washi ทรงเกลี้ยงเกลาที่ดีไซน์พิเศษโดย CKR เองก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการผสานเสน่ห์แบบสแกนดิเนเวียนให้เข้ากับการใช้วัสดุพื้นถิ่นแบบญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีดีไซน์ไอเท่มที่น่าสนใจอีกกว่า 20 ชิ้นตั้งแต่เก้าอี้ไปจนถึงแท่งดินสอที่ทาง CKR ออกแบบเป็นพิเศษเพื่อเสริมคาแร็คเตอร์ให้กับโรงแรม K5 แห่งนี้ ห้องพักในโรงแรมมีให้เลือกทั้งหมด 7 รูปแบบ ©︎K5 ROOM TYPE: Junior Suite Loft Floor ขนาด 43 sqm ROOM TYPE: Junior Suite ขนาด 43 sqm ©︎K5 ROOM TYPE: K5 Room Loft Floor ขนาด 38 sqm ©︎K5 ROOM TYPE: K5 Room ขนาด 38sqm ROOM TYPE: K5 Loft ขนาด 80 sqm ROOM TYPE: Studio Loft Floor ขนาด 21 sqm ©︎K5 ROOM TYPE: Studio ขนาด 21 sqm สายกินดื่มห้ามพลาดกับ ร้านกาแฟ บาร์ และร้านอาหาร นอกจากห้องพักที่สวยหยดทั้ง 20 ห้องที่กว้างขวางกว่าห้องพักโดยเฉลี่ยในกรุงโตเกียวแล้ว โรงแรมแห่งนี้ยังจัดเต็มในเรื่องของการกินดื่มด้วย สายละเลียดเบียร์ต้องไม่พลาดชั้นใต้ดินของที่นี่เพราะเป็นที่ตั้งของ Tap Room โดย Brooklyn Brewery แห่งแรกและแห่งเดียวที่อยู่นอก New York นอกจากนี้ยังมี Ao Bar ที่เสิร์ฟ cocktails สูตรเฉพาะในธีมบาร์ Kabutocho ผสมกับห้องสมุดสีแดง (เท่สุดๆไปเลย!) ต่อด้วยร้าน Caveman โดยเชฟ Atsuki Kuroda ที่เสิร์ฟ progressive Japanese cuisine ล้ำๆ ไปจนถึง Switch Coffee ร้านกาแฟ specialty ท่ามกลางแมกไม้เขียวเข้ม ซึ่งอยู่ติดกันกับร้านดอกไม้ของทางโรงแรมเอง ร้านอาหาร CAVEMAN ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ร้านอาหารชื่อดังจากย่าน Meguro โตเกียว เป็นอาหารฟิวชั่น ที่ผสมผสานระหว่างญี่ปุ่น ฝรั่งเศสและเดนมาร์กได้อย่างลงตัว ทางร้านจะเสิร์ฟอาหารคู่กับไวน์ธรรมชาติและเบียร์ ร้านกาแฟ Coffee Stand: SWITCH COFFEE ร้านกาแฟชื่อดังที่มีสาขาทั่วโตเกียวตั้งแต่ Meguro, Yoyogi, Hachiman และที่นี่ Kabutocho เป็นสาขาที่สามของ SWITCH COFFEE ที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางจากเอสเพรสโซ่ ลาเต้ไปจนถึงอเมริกาโน่ บาร์ Ao Ao เป็นร้านที่รวมห้องสมุดและบาร์ไว้ในที่เดียวกัน ให้บริการค็อกเทลที่มีส่วนผสมหลักเป็นชาในเอเชียและสมุนไพรจีน K5 เป็นหนึ่งในสมาชิกของ Design Hotels ซึ่งเป็นชุมชนโรงแรมอิสระ ที่มีดีไซน์เฉียบและคาแร็คเตอร์ชัด เพียง 15 นาทีด้วยการเดินจาก Tokyo Station ทำให้โรงแรมแห่งนี้นอกจากจะสวยสะดุดตาแล้ว ยังสะดวกมากๆ ล่าสุดเราเช็คออนไลน์ ปรากฏว่าราคาเริ่มต้นต่อคืนไม่ถึง 5,000 บาท เรานี่แทบอยากจะวาร์ปฟรอมโฮมไปโตเกียวเลยแหละ ฮือๆ เอาไว้ถ้ามีโอกาสได้ไปโตเกียวเราจะไปนอนที่นี่อย่างแน่นอน!! แล้วเพื่อนๆล่ะครับ เห็นรูปแล้วรู้สึกยังไงกันบ้างน้าาา K5 Hotel ราคาเริ่มต้น 4,XXX บาท / คืน เวลา Check In 15:00 PM และ Check Out 12:00 PM สามารถจองที่พักผ่าน https://k5-tokyo.com/ K5 3-5 Nihonbashi Kabutocho, Chuo-ku, Tokyo โทร: 03-5962-3485 อื่นๆ: cafe, restaurant, beer hall, etc. All photos ©︎K5 . FB/IG: @hoparound.co Youtube : hoparound.co Website: www.hoparound.co . #LetsHoparoundTokyo #LetsHoparound #Travel #CentralJapan #Japan #Tokyo #Hotel #DesignHotel #LifestyleHotel #K5 #โตเกียว #เที่ยวโตเกียว #ญี่ปุ่น #เที่ยวญี่ปุ่น #เที่ยวโตเกียว #โตเกียวนอนไหนดี #นอนไหนดีในโตเกียว #เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง #เที่ยวโตเกียวด้วยตัวเอง #เมืองโตเกียว #รีวิวโรงแรมโตเกียว #รีวิวโรงแรม #รีวิวK5 #K5Hotel #โรงแรมสวยในโตเกียว #รีวิวโรงแรมสวย #โรงแรมดีๆในโตเกียว

  • "The Modern Uniform" by Thom Browne

    แถบแดง ขาว น้ำเงินบนเสื้อเชิ้ตสีขาวราคาหลักหมื่นที่เคยฮิตในหมู่คนมีเงินในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นแค่เพียงการแสดงความสามารถแบบผิวๆของดีไซเนอร์ชาวอเมริกันสุดครีเอทีฟคนนี้ วันนี้เราจะพาทุกคน #hop ไปรู้จักเขาในมุมที่ลึกขึ้น ณ ตึก 10 Corso Como สาขากรุงโซล เกาหลีใต้ เชิญส่องและเสพแรงบันดาลใจในงาน exhibition “Thom Browne: The Modern Uniform” by Thom Browne ที่เพิ่งจบลงไปเมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมากันได้เลย งานนี้เป็นเหมือนกันการจำลองโลกแห่งดีไซน์ของ Thom Browne โดยนำผลงานของเขามาจัดแสดงในห้อง 3 ห้องที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานอินทีเรียร์ช่วงปี 1950s ว่ากันว่าเป็นแนวมีอิทธิพลกับงานของเขามากจนกลายเป็นสไตล์ซิกเนเจอร์ของเขาเลยทีเดียว ห้องแรกคือห้องกระจกพิศวงซึ่งเต็มไปด้วยรองเท้าหนังสีเงินเงาวับ พร้อมกับสิ่งของต่างๆในยุค 1950s ไม่ว่าจะเป็นพิมพ์ดีด โคมไฟ และอื่นๆที่นำมาย้อมเป็นสีเงินเงาวับเช่นเดียวกัน ทำให้ห้องทั้งห้องเต็มไปด้วยเงาสะท้อนไม่รู้จบของวัตถุสีเงินที่นำมาจัดวางด้วยระยะห่างเท่าๆกันให้เกิดความเป็น Uniform ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ห้องนี้แต่เดิมนั้น Browne ออกแบบให้เป็นงาน installation ให้กับ Le Bon Marche Rive Gauche ที่กรุงปารีสในปี 2015 และครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่นำมาจัดแสดงในเอเชียโดยนำมาตีความใหม่อีกครั้ง ห้องที่ 2 เป็นการเลือกเอาผลงานการออกแบบของ Browne ชิ้นที่โดดเด่นในโลกแฟชั่นทั้งของผู้ชายและผู้หญิงมารวมกันไว้ในตู้กระจกทรงยาวเท่ๆ โดยมีหุ่นมาตั้งราวกับมีนายแบบ นางแบบมายืนนิ่งๆโพสให้ดูบนรันเวย์ และแน่นอนการจัดวางก็เน้นให้มีระยะห่างเท่าๆกันเพื่อแสดงออกซึ่งคอนเส็ปต์ “Modern Uniform” ของงานนี้ แอบกระซิบนิดนึงว่า มู่ลี่สีขาวตรงด้านหน้าก็เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจที่ Browne ชอบหยิบมาใช้จนกลายเป็นซิกเนเจอร์อีกอันของตัวเอง ส่วนห้องที่ 3 นั้น เป็นห้องที่รวบรวมวิดิโอฟุตเทจ Runway Shows ต่างๆที่สร้างชื่อให้กับเขาตั้งแต่ยุคเริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน มาจัดแสดงให้เราได้เห็นภาพรวมของแนวคิดเบื้องหลังการถ่ายทอดผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ และมี “ความทอมบราวน์”มากๆ สิ่งที่เราปลื้มอีกอย่างหนึ่งก็คือของที่ระลึกแจกฟรีของงาน ซึ่งเป็นโปสต์การ์ด 5 แบบที่เขาดีไซน์ขึ้นมาเป็นพิเศษ โดยใช้แรงบันดาลใจจากภาพสเก็ตช์ต่างๆของผลงานของเขา ขอบคุณ 10 Corso Como และ Thom Browne ที่จัดงานพิเศษนี้ขึ้นมา ดีและฟรีอย่างนี้แหละที่เราโปรดปราน เรารู้ว่าคุณก็เหมือนกัน (ใช่มั้ยล่าาาา :-)) #LetsHOParoundSeoul #exhibition #ThomBrowne #TheModernUniform #LetsHOParoundSeoul

  • The TRUNK Market

    รอบล่าสุดที่เราไปเที่ยวฮิโรชิมะ เราบังเอิญเดินเจอกับตลาดนัด The TRUNK Market ครั้งที่ 13 พอดี เป็น flea market ที่รวมเอางานโอทอปงานคราฟของหลากหลายเมืองทั่วญี่ปุ่น ร้านอาหาร กาแฟต่างๆ รวมไปถึงแบรนด์ดีๆ เช่น The North Face Standard, Sandqvist, 1LDK, Snow Peak, MHL, A.P.C. และยังมีบูทของ POPEYE magazine มาจอยด้วยนะ งานนี้จะจัดปีละสองครั้งทุกเดือน 5 กับเดือน 11 ซึ่งแต่ละครั้งเขาก็จะหมุนเวียนสับเปลี่ยนแบรนด์ไปเรื่อยๆ เรารักความไม่เคอะเขินของงานดีไซน์ที่เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนที่นี่ได้อย่างแนบเนียน แบรนด์ดังๆจากต่างประเทศก็มีนะ อย่างเช่นนี่แบรนด์ Sandqvist จาก Scandinavian กระเป๋าที่หลายคนอาจจะเคยคุ้นตามาก่อน ร้านขายของสดก็มีมา เฟอร์นิเจอร์มือหนึ่งมือสองก็มีนะ บรรยากาศงานอบอุ่นดี มีเพลงเล่นสดตลอดทำให้รู้สึกไม่อึดอัด เดินเพลินดี งานนี้จัดอยู่ตรงสวน FUKUROMACHI PARK ใจกลางเมืองฮิโรชิมะเลย ใครมีแพลนจะมาเที่ยวเล่นเมืองนี้ ลองเช็คได้ที่เว็ปไซต์ trunkmarket.net ได้เลย FB/IG @hoparound.co Website www.hoparound.co . #LetsHoparoundJapan #LetsHoparound #Travel #WestJapan #Japan #TheTRUNKMarket #Hiroshima

  • รีวิวประสบการณ์ Yosemite National Park: ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่ต้องไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิต

    Yosemite National Park อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี ถ้าพูดถึงอุทยานแห่งชาติระดับโลกในสหรัฐอเมริกา ชื่อของ Yosemite National Park (อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี) มักจะติดอันดับต้น ๆ เสมอ ไม่ใช่แค่เพราะความสวยงามระดับไอคอนของมัน แต่ยังเป็นสถานที่ที่เมื่อได้ไปสัมผัสจริงแล้ว จะทำให้เข้าใจเลยว่าทำไมธรรมชาติถึงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเลียนแบบได้ รีวิวนี้จะไม่ใช่แค่คำอธิบายสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นการถ่ายทอด “ประสบการณ์จริง” แบบสายรีวิวท่องเที่ยว ที่พาผู้อ่านไปสัมผัส Yosemite ตั้งแต่ความรู้สึกแรกที่เข้าไปในอุทยาน ไปจนถึงโมเมนต์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าภูเขา น้ำตก และผืนป่าที่ทำให้ทุกอย่างรอบตัวดูเล็กลงทันที Yosemite National Park คืออะไร และทำไมถึงโด่งดังระดับโลก Yosemite National Park ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขา Sierra Nevada ที่ขึ้นชื่อเรื่องภูมิประเทศที่หลากหลาย ทั้งหุบเขาลึก หน้าผาสูงตระหง่าน และผืนป่าขนาดใหญ่ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ไว้อย่างน่าทึ่ง ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกในปี ค.ศ. 1984 ด้วยเหตุผลด้านความหลากหลายทางธรรมชาติ ระบบนิเวศ และความงดงามที่ไม่เหมือนใคร ตัวอุทยานมีพื้นที่กว้างใหญ่มากจนการมาเที่ยววันเดียวแทบไม่พอสำหรับการเก็บครบทุกไฮไลต์ สิ่งที่ทำให้ Yosemite แตกต่างจากอุทยานอื่น ๆ คือ “ความอลังการที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า” ไม่จำเป็นต้องใช้จินตนาการเลย เพราะแค่ยืนอยู่ตรงหน้า คุณจะรู้สึกได้ทันทีว่าธรรมชาติมีพลังมากแค่ไหน First Impression: เมื่อ Yosemite ไม่ใช่แค่ภาพบนหน้าจอ หลายคนอาจคุ้นเคย Yosemite โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะถ้าเคยใช้ MacBook หรือ iMac เพราะภาพพื้นหลังชื่อ El Capitan คือหนึ่งในแลนด์มาร์กของที่นี่ แต่ต้องบอกตรง ๆ ว่า ของจริงกับภาพในหน้าจอคือคนละโลก เมื่อมาถึง Yosemite สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือ “ความรู้สึกถูกกลืนเข้าไปในธรรมชาติ” หน้าผาหินแกรนิตขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า สูงจนแทบมองไม่เห็นยอด ขณะที่สายน้ำตกไหลลงมาจากหน้าผาเหมือนเส้นไหมที่ปลิวไปตามลม มันไม่ใช่แค่ “สวย” แต่มันคือความสวยที่ทำให้เราหยุดนิ่ง Tunnel View: จุดชมวิวที่ทำให้คุณเข้าใจ Yosemite ใน 10 วินาที หากต้องเลือกจุดเดียวที่ “ต้องไปให้ได้” ใน Yosemite คำตอบแทบจะไม่มีข้อโต้แย้งเลยว่าเป็น Tunnel View ทันทีที่คุณขับรถผ่านอุโมงค์ออกมา ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือวิวพาโนรามาของ Yosemite Valley แบบเต็มสายตา ภูเขาสองฝั่งโอบล้อมหุบเขาไว้ราวกับกรอบรูปธรรมชาติ ด้านซ้ายคือ El Capitan หน้าผาหินแกรนิตที่นักปีนเขาทั่วโลกใฝ่ฝันจะพิชิตด้านขวาคือ Bridalveil Fall น้ำตกที่ไหลลงมาราวกับผ้าคลุมเจ้าสาวและไกลออกไปคือ Half Dome ภูเขาทรงโดมครึ่งซีกที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของ Yosemite สิ่งที่ทำให้ Tunnel View พิเศษไม่ใช่แค่ภาพที่สวย แต่คือ “ความรู้สึก” ที่ได้เห็นทุกอย่างรวมกันในเฟรมเดียว มันเหมือนกับการดูสารคดีระดับโลกแบบสด ๆ โดยไม่ต้องผ่านหน้าจอ Bridalveil Fall: น้ำตกที่สวยเหมือนภาพวาด หนึ่งในภาพจำของ Yosemite คือ Bridalveil Fall น้ำตกที่มีลักษณะเหมือนผ้าคลุมเจ้าสาว ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ น้ำตกแห่งนี้ไม่ได้ตกลงมาเป็นสายตรง ๆ แต่ฟุ้งกระจายไปตามแรงลม ทำให้ดูพลิ้วไหวเหมือนมีชีวิต โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิและต้นฤดูร้อน น้ำจะเยอะเป็นพิเศษและให้ภาพที่สวยมาก การยืนอยู่ใกล้ ๆ แล้วรู้สึกถึงละอองน้ำที่กระทบหน้า พร้อมเสียงน้ำตกที่ก้องไปทั่วหุบเขา เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ไม่สามารถถ่ายทอดผ่านรูปภาพได้ Half Dome: ไอคอนระดับโลกของ Yosemite อีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่ต้องพูดถึงคือ Half Dome ภูเขาหินแกรนิตที่มีรูปทรงเหมือนโดมที่ถูกผ่าครึ่ง นี่ไม่ใช่แค่ภูเขาธรรมดา แต่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของ Yosemite และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับโลโก้ของแบรนด์ The North Face อีกด้วย สำหรับนักเดินป่าและนักผจญภัย Half Dome ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ท้าทาย เพราะเส้นทางขึ้นต้องใช้ทั้งแรงกายและความกล้า แต่สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป เพียงแค่ได้เห็นมันจากระยะไกลก็เพียงพอแล้วที่จะรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ El Capitan: ความท้าทายของมนุษย์ El Capitan คือหน้าผาหินแกรนิตขนาดมหึมาที่ตั้งโดดเด่นอยู่ใน Yosemite Valley ด้วยความสูงกว่า 900 เมตรจากพื้นหุบเขา มันเป็นหนึ่งในจุดปีนผาที่ยากที่สุดในโลก น่าสนใจตรงที่ เวลาเรามองจากด้านล่าง เราจะเห็นนักปีนผาตัวเล็กจิ๋วเหมือนมดบนผนังหิน ซึ่งยิ่งทำให้เห็นขนาดที่แท้จริงของภูเขานี้ แม้คุณจะไม่ได้ปีนมัน แต่แค่ยืนมองก็รู้สึกได้ถึงพลังและความท้าทายที่มันส่งออกมา ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ: มากกว่าความสวยงาม สิ่งที่ทำให้ Yosemite แตกต่างจากสถานที่ท่องเที่ยวอื่น คือ “ชีวิต” ที่อยู่ร่วมกับภูมิประเทศอย่างสมดุล ที่นี่คุณอาจเจอ: หมีดำเดินเล่นตามธรรมชาติ กวางที่ออกมาหากินในทุ่งหญ้า สัตว์ป่าหลากชนิดที่ใช้ชีวิตโดยไม่ถูกรบกวน และหนึ่งในไฮไลต์คือ ต้นซีคัวยา (Sequoia) ต้นไม้ยักษ์ที่มีอายุหลายพันปี ขนาดของมันใหญ่จนคุณต้องเงยหน้ามองแบบสุดคอ มันเป็นการเตือนว่า โลกนี้มีบางสิ่งที่อยู่มาก่อนเรา และจะอยู่ต่อไปหลังจากเรา ฤดูกาลที่ดีที่สุดในการไป Yosemite Yosemite สามารถเที่ยวได้ตลอดปี แต่แต่ละฤดูกาลจะให้ประสบการณ์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน ฤดูใบไม้ผลิ (Spring) ช่วงที่น้ำตกสวยที่สุด เพราะหิมะละลายBridalveil Fall และน้ำตกอื่น ๆ จะมีน้ำเยอะและอลังการมาก ฤดูร้อน (Summer) อากาศดี เหมาะกับการเดินป่าทุ่งหญ้าจะเขียวขจี และมีดอกไม้ป่าหลากสี ฤดูใบไม้ร่วง (Fall) นักท่องเที่ยวน้อยลงวิวเปลี่ยนเป็นโทนสีทอง เหมาะกับการถ่ายภาพ ฤดูหนาว (Winter) Yosemite กลายเป็นโลกสีขาวเหมาะสำหรับคนที่อยากเห็นหิมะและความสงบ ประสบการณ์ที่ให้มากกว่าการท่องเที่ยว Yosemite ไม่ใช่แค่สถานที่ถ่ายรูปหรือเช็คอิน แต่คือสถานที่ที่ทำให้คุณหยุดคิดและกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ไม่มีตึกสูงไม่มีเสียงเมืองมีแค่เสียงลม เสียงน้ำ และเสียงธรรมชาติ มันเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ที่คุณจะรู้สึกว่า เวลาเดินช้าลง ทำไม Yosemite ถึงควรอยู่ใน Bucket List เพราะที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่สวยแต่เป็นสถานที่ที่ ทำให้คุณรู้สึกเล็กลงในทางที่ดี ทำให้คุณเห็นพลังของธรรมชาติ ทำให้คุณจำได้ว่าความงามที่แท้จริงไม่ต้องปรุงแต่ง และเหนือสิ่งอื่นใด Yosemite คือสถานที่ที่ “ต้องไปเห็นด้วยตา” เท่านั้นถึงจะเข้าใจ สรุป Yosemite คือประสบการณ์ที่รูปถ่ายแทนไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะเคยเห็นภาพ Yosemite มามากแค่ไหนไม่ว่าจะเป็น Wallpaper, Instagram หรือสารคดี แต่เมื่อคุณไปยืนอยู่ตรงนั้นจริง ๆ คุณจะรู้ว่า… มันไม่เหมือนเลย มันใหญ่กว่ามันสวยกว่าและมันรู้สึกได้Yosemite National Park ไม่ใช่แค่หนึ่งในอุทยานที่สวยที่สุดในอเมริกาแต่มันคือหนึ่งในสถานที่ที่สามารถเปลี่ยนมุมมองต่อธรรมชาติของคุณได้ตลอดไป #LetsHoparound #USA #Yosemite

  • PORTLAND เที่ยวพอร์ตแลนด์ ต้นตำรับความเป็น Hipster

    Portland...มากกว่า ‘น่าเที่ยว’ คือ ‘น่าอยู่’ หากเพื่อนๆกำลังมองหาเมืองที่มีครบทุกอย่างแต่ไม่วุ่นวายอย่างเมืองใหญ่ทั่วๆไป เมืองที่ขับเคลื่อนโดยคนที่มีความคราฟท์และครีเอทีฟในสายเลือด เมืองที่ห้อมล้อมไปด้วยขุนเขา แม่น้ำ และท้องทะเลอันงดงามเหลือเชื่อ เมืองที่อุดมไปด้วยของอร่อยทั้งคาวหวาน แถมของออร์แกนิคก็หาง่ายอีกต่างหาก เมืองที่เป็นระเบียบ สวยสะอาด ปราศจากภาษี... คุณได้พบเมืองนั้นแล้วล่ะ ที่นี่... Portland ไป #hop ชมกันเลย! PORTLAND เที่ยวพอร์ตแลนด์ รีวิวพอร์ตแลนด์ Oregon review Portland review รวมที่เที่ยว เที่ยวไหนดี แพลนเที่ยวพอร์ทแลนด์ เมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐ Oregon แห่งนี้เป็นเมืองต้นตำรับความเป็น Hipster ตัวจริงเสียงจริงแบบไม่เสแสร้งใดๆ หากคุณเดินเล่นในเมือง คุณอาจจะได้เห็นสโลแกน “Keep Portland Weird” อยู่เป็นระยะๆ ถ้าเปรียบเป็นเครื่องประดับ Portland คงไม่ใช่เครื่องเพชรวิบวับจับตาคน แต่น่าจะทำจากหินธรรมชาติหายากและมีดีไซน์สวยเก๋แปลกตาแบบไม่รู้ว่าจะหาซื้อได้จากไหน และจะเตะตาเฉพาะคนที่ “เก็ต” มันเท่านั้น คนส่วนใหญ่จึงอาจมองผ่านเลยไป ก่อนหน้าที่เราจะได้เดินทางมา เราแอบรู้มาว่า Kinfolk นิตยสารไลฟสไตล์สุดอาร์ทก็มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นี่ (Nike ก็ด้วย) ทำให้เราเริ่มระแคะระคายถึงความ “ฮิป” ของ Portland มาอยู่เนืองๆ จะว่าไปความฮิปของเมืองนี้นั้นน่าจะเริ่มตั้งแต่การตั้งชื่อแล้ว มีตำนานเล่าขานกันว่าชื่อ Portland นั้นตั้งขึ้นด้วยการโยนเหรียญพนันกันระหว่างผู้บุกเบิก 2 คน คนหนึ่งมาจากเมือง Boston รัฐ Massachusetts และอีกคนมาจากเมือง Portland รัฐ Maine โดยถ้าใครทายหัวทายก้อยถูกก็จะได้ตั้งชื่อเมืองนี้ตามบ้านเกิดของเขา ใครชนะคงไม่ต้องบอก ไม่งั้นโพสต์นี้คงต้องพูดถึงเมือง Boston, Oregon ไปแล้วล่ะเนอะ เมื่อวันเวลาผ่านไป Portland ก็ยังคงให้เกียรติกับผู้ก่อตั้งเมืองด้วยการตั้งชื่อถนนหลักตามนามสกุลของพวกเขา เช่น Lovejoy, Overton และ Petty Grove เป็นต้น ส่วนถนนเส้นหลักที่แบ่งเมืองออกเป็นฝั่งเหนือและใต้ก็คือถนน Burnside และมีแม่น้ำ Willamette River ที่ไหลตัดกลางเมืองให้เป็นฝั่งตะวันตกและตะวันออก ทำให้ Portland มีผังเมืองที่เป็นระเบียบเดินทางง่ายไม่ว่าจะด้วยการขับรถ เดินเท้า หรือระบบขนส่งสาธารณะซึ่งมีทั้ง Bus, Street Car และ Max Light Rail ที่ครอบคลุมสะดวกสบาย แถมสนามบินก็อยู่ใกล้เมืองโคตรๆ Downtown ของ Portland นั้นอยู่ในฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ และมีขนาดกระทัดรัด ถ้าตั้งใจเดินจริงๆจากเหนือสุดไปใต้สุดของตัวเมืองน่าจะใช่เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงกว่าๆเท่านั้น ทว่าในความกระทัดรัดนี้เราสามารถใช้เวลาซ่อกแซ่กแวะเที่ยวชมได้หลายๆวันก็ยังไม่ครบ Powell’s City of Books ร้านหนังสืออิสระที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่บนพื้นที่ใช้สอยกว่า 6,300 ตร.ม แค่ที่ Powell’s City of Books ร้านหนังสืออิสระที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่กินบริเวณ 1 ช่วงตึกเต็มๆ เราก็ใช้เวลาอยู่ได้ทั้งวันแล้ว พื้นที่กว่า 6,300 ตร.ม. นั้นถูกแบ่งออกเป็น 9 ห้อง 9 สีตามหมวดหมู่ของหนังสือ เราไม่รู้ว่าที่นี่มีหนังสือกี่หมื่นกี่แสนเล่ม แต่ไม่ว่าเพื่อนๆจะมองหาหนังสืออะไรอยู่ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะสามารถหาเจอได้ที่นี่ เราเองก็ย้อนกลับมาที่นี่หลายต่อหลายครั้ง และใช้เวลาอยู่นานๆทุกครั้ง เพราะเค้าปิดตั้ง 4 ทุ่มแน่ะ ดึกกว่าห้างกลางเมืองเสียอีก Location: https://g.page/powells-city-of-books?share ว่าด้วยการ shopping เมืองนี้เค้าเป็นเมืองปลอดภาษี ดังนั้นสินค้าแบรนด์ที่นี่ก็จะถูกกว่าที่อื่น (เราแวะเข้า Apple Store รัวๆ) หลายคนที่มีแพลนเดินทางมา Portland ก็จะใช้วิธีเลี่ยงภาษี ด้วยการซื้อของแพงๆที่ไม่มีขายที่นี่จากเมืองใหญ่อื่นๆใกล้เคียงก่อน เช่น Seattle หรือ San Francisco แล้วให้ทางร้านส่งมาที่นี่แทนก็จะประหยัดภาษีไปได้ อีกเรื่องที่สร้างชื่อให้กับ Portland ก็คือลาน food carts หรือรถเข็นขายอาหารที่มีอยู่หลายจุดในเมือง ซึ่งเป็นตัวส่งสัญญาณว่าที่นี่ให้ความสำคัญในเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ นอกจากนี้ Portland ยังโด่งดังเรื่องเสื้อผ้าและอุปกรณ์บุกป่าฝ่าดง ไล่ตั้งแต่ REI สหกรณ์อุปกรณ์เอาท์ดอร์ขนาดใหญ่หลายชั้น (ใหญ่อย่างกะ IKEA) Patagonia สาขาใหญ่ก็มีที่ดาวน์ทาวน์เลย Pendleton ร้านผ้าลวดลายอเมริกันพื้นเมืองไม่เหมือนใครก็มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นี่ หรือร้านขายของคัดสรรกระจุกกระจิกอย่าง Boy Fort หรือ Canoe ต่างก็ควรค่าแก่การไปแวะดู เราเองก็ได้เสียเงินสร้างรายได้ให้เขาพอควรเลย 5555 Behind The Museum Cafe Location: https://goo.gl/maps/32z4Wr5DxXqnUuTE6 Coquine เราประทับใจร้าน Coquine ที่อยู่นอกเมืองไปหน่อยแต่อร่อยจนยังคิดถึงอยู่ ถ้าในเมืองหน่อยก็ลองแวะไป Besaws บนถนน NW21st Ave ก็ไม่ติดอะไรเลย นอกจากติดใจ Location: https://goo.gl/maps/kXNny5v3Hii3odAcA Stumptown Coffee Roasters เช้าๆเราสามารถแวะโรงคั่วและร้านกาแฟดีๆที่มีอยู่มากมาย หนึ่งในนั้นคือ Stumptown Coffee Roasters ที่โด่งดังไปไกลถึง New York ส่วนร้านอาหารเช้าคุณภาพแน่นก็เยอะเช่นกัน Blue Star Donuts ต่อด้วยของหวานอย่างโดนัทระดับพรีเมี่ยมหลายรสชาติจากร้าน Blue Star Donuts ไปเร็วหน่อยก็ดีเพราะของนางหมดเร็วมาก Location: https://goo.gl/maps/ZRZH6acB9ipP7Kos5 Salt & Straw หรือจะไปหม่ำไอศกรีมอร่อยเลอค่าที่ร้าน Salt & Straw ก็เป็นสิ่งที่ควรทำเพราะเค้าดังจนต้องขยายสาขาข้ามไปอยู่ในหลายๆรัฐแล้วนะ Location: https://goo.gl/maps/CE1LVCFMnzfBnCTR8 มื้อกลางวันกับคนที่คิดถึงอาหารไทย ถ้าคิดถึงอาหารไทยก็ลองแวะร้านน้องข้าวมันไก่ที่โด่งดังจาก Ted Talk หรือจะไปร้านอาหารเวียดนามคิวยาวที่เราชอบมากชื่อ Luc Lac ก็ได้ แต่ถ้าอยากได้แซนด์วิชง่ายๆเร็วๆก็เชิญได้ที่ Addy’s Sandwich Bar Location: https://goo.gl/maps/em2dSes1332G7nBy5 ตกเย็นแวะละเลียดไวน์และปิดท้ายค่ำคืนที่ Multnomah Whisky Library ตกเย็นแวะละเลียดไวน์ที่ Thelonious Wines ก่อนจะไปต่อดินเนอร์ที่ Le Pigeon (อาจต้องจองล่วงหน้ากันซักหน่อย) และปิดท้ายค่ำคืนที่ Multnomah Whisky Library ทีผนังทั้งแถบเรียงรายไปด้วยวิสกี้จากทั่วทุกมุมโลก Location: https://g.page/multnomahwhiskeylibrary?share นอกจากร้านอาหารแล้ว Portland ยังมีของดีเป็นอาหารแห้งให้ซื้อเป็นของฝากกลับบ้านได้อีก ไม่ว่าจะเป็นเกลือพรีเมี่ยมยี่ห้อ Jacobsen ชาหลากรสจาก Steven Smith Teamaker ไส้กรอกตากแห้งจาก Olympia Provisions รวมไปถึงขนมเนยถั่วยี่ห้อ TOMBUMBLE สำหรับสายธรรมชาติ ยิ่งห้ามพลาด นอกจากสวนดอกกุหลาบนานาพันธุ์ และสวนญี่ปุ่นใกล้ๆเมืองที่คนนิยมไปแล้ว ตอนเหนือของ Portland ยังอยู่ติดแม่น้ำขนาดใหญ่อีก 1 สายนั่นก็คือ Columbia River และเมื่อขับรถเลียบแม่น้ำสายนี้ออกไปนอกเมืองไม่ถึงชั่วโมง คุณก็จะได้พบกับธรรมชาติวิวอลังฯในบริเวณที่เรียกว่า Columbia River Gorge (ช่องเขาแห่งแม่น้ำโคลัมเบีย) และน้ำตก Multnomah Falls อันเลื่องชื่อ แถมระหว่างทางยังมี outlet ให้ได้ช็อปกันต่อด้วย Multnomah Falls Location: https://goo.gl/maps/umNrpeoVqSNiDDba8 Vista House Location: https://goo.gl/maps/PA4fPpSscLaxzxhz8 พลังทะเลแบบเต็มๆ ที่หาด Cannon Beach ซึ่งโดดเด่นด้วยกองโขดหินขนาดมหึมา แต่ถ้าร่างกายเพื่อนๆต้องการทะเลให้ขับรถออกมาทางทิศตะวันตกมาประมาณชั่วโมงครึ่ง เพื่อนๆก็จะได้รับพลังทะเลแบบเต็มๆ ที่หาด Cannon Beach ซึ่งโดดเด่นด้วยกองโขดหินขนาดมหึมาเหมือนกับใครยกเอาภูเขาลูกเล็กๆมาตั้งไว้บนหาด บรรยากาศที่นี่สวยหยด สวยไม่เหมือนใคร สวยจนหัวใจพองโต สวยจนอยากได้ประตูโดเรม่อนมาครอบครองเพื่อที่จะได้กลับไปเติมพลังบ่อยๆ เราพูดได้เต็มปากเลยว่าเราหลงเสน่ห์ Portland เข้าอย่างจัง ถึงขนาดแอบอยากจะย้ายมาอยู่ที่นี่เลยทีเดียว เรารักในพลังงานบางอย่างที่สถานที่และผู้คนที่นี่มอบให้ เรารู้สึกได้ในใจเลยว่าเราจะได้กลับมาเยือนอีกหลายๆครั้ง และกว่าจะถึงวันนั้น หากเพื่อนๆมีโอกาสก็ลองเดินทางไปเสพพลังของ Portland ดูว่าเพื่อนๆจะรู้สึกเหมือนกันกับเราหรือเปล่า :-) FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co #LetsHoparoundPortland #LetsHoparoundUSA #LetsHoparound #Travel #Portland #เที่ยวพอร์ตแลนด์ #รีวิวพอร์ตแลนด์ #รีวิวอเมริกา #เที่ยวอเมริกา #พอร์ตแลนด์ไปไหนดี #เมืองพอร์ตแลนด์ #ฮิปสเตอร์ #คาเฟ่ในพอร์ตแลนด์ #โรดทริปอเมริกา PORTLAND เที่ยวพอร์ตแลนด์ รีวิวพอร์ตแลนด์ Oregon review Portland review รวมที่เที่ยว เที่ยวไหนดี แพลนเที่ยวพอร์ทแลนด์

  • Hermès Heritage

    #LetsHoparoundBangkok หากเพื่อนๆสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับแบรนด์หรูอันดับต้นๆของโลกที่มีอายุเกือบ 200 ปีอย่าง Hermès ในวันนี้จนถึง 13 ตุลาคม 2562 ที่ Parc Paragon ทางแบรนด์ได้ยกเอา Exhibition พิเศษในชื่อ “Hermès Heritage - Rouges Hermès” มาให้แฟนๆชมกัน . ในงานแสดงนี้ Hermès จะพาคุณย้อนกลับไปในยุค 1920’s ซึ่งเป็นช่วงที่ Hermès ได้ฉีกขนบเครื่องหนังเดิมๆที่มักคงไว้ซึ่งสีน้ำตาลธรรมชาติ ด้วยการย้อมสี “deep red” จนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการเครื่องหนัง . เราจะได้สัมผัสถึงแนวคิดก้าวหน้าของแบรนด์ที่มีมาแต่ไหนแต่ไร และจะได้เข้าใจมากขึ้นถึงเหตุผลที่ Hermès ยังคงยืนหนึ่งเป็นอมตะในวงการเครื่องหนัง Luxury แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปเท่าไรก็ตาม . #HermèsHeritage #RougesHermès #LetsHoparound

STAY IN TOUCH

  • Black Facebook Icon
  • Black Instagram Icon
  • TikTok
  • Black YouTube Icon

INSTAGRAM

YOUTUBE

Hoparound.co คือเว็บไซต์ท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์สำหรับ Modern Aesthete ที่คัดสรรทุกประสบการณ์การเดินทางอย่างพิถีพิถัน เราเชื่อมโยงแรงบันดาลใจจากงานดีไซน์ สถาปัตยกรรม และศิลปะ เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เหนือระดับ โดยมีทั้งการรีวิวโรงแรมหรู บูธีคโอเทลชั้นนำจากทั่วโลกที่ผ่านการเลือกสรรมาแล้วว่าโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมมอบสิทธิพิเศษและ exclusive offer ที่คัดมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ เพื่อให้คุณได้สัมผัสการพักผ่อนที่มีสไตล์และเปี่ยมด้วยคุณภาพ ผ่านเนื้อหาที่รุ่มรวยด้วยข้อมูลเชิงลึกและภาพถ่ายที่ถ่ายทอดความงดงามได้อย่างไร้ที่ติในทุกมิติ

Hoparound.co – A travel and lifestyle platform curated for design lovers and creative explorers. We handpick design hotels, cafés, galleries, and offer a booking system with exclusive travel deals you won’t find elsewhere. Beyond travel, we dive into lifestyle, art, and design content to inspire your journey. Discover unique places across Thailand and around the world — from museums, galleries, cafés, restaurants, and design hotels, to remarkable architecture, creative brands, and stylish products. All presented through engaging storytelling, beautiful visuals, and high-quality content that’s informative, enjoyable, and full of inspiration.

ที่เที่ยวใหม่ 2025 |  พิพิธภัณฑ์ & แกลเลอรี่ | โรงแรมดีไซน์ |  คาเฟ่สายอาร์ต |  เที่ยวไทย-ต่างประเทศ จองที่พัก |  รีวิวโดยบล็อกเกอร์ |  ไอเดียทริปไม่ซ้ำใคร |  ค้นหาสถานที่สร้างแรงบันดาลใจ | Travel wesite | Thai Travel Blogers | Travel Influencers | a travel website travel influencers thailand รีวิวท่องเที่ยว รีวิวโรงแรม รีวิวร้านอาหาร

 

Contact and Collaboration with Hoparound.co
E-mail: info.hoparound@gmail.com | Facebook: @hoparound.co | Instagram: @hoparound.co | Youtube: hoparound.co | Tiktok: @hoparound.co

Follow us on Instagram

เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury ถเที่ยว แพลนขับรถเที่ยว อเมริกา West Coast Travel Guide
bottom of page