top of page
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger

Search Results

129 results found with an empty search

  • Penang เที่ยวปีนัง เดินเล่นเมือง George Town เสน่ห์แห่งกาลเวลา สถาปัตยกรรม และจังหวะชีวิตที่เนิบช้า

    George Town, Penang เสน่ห์แห่งกาลเวลา สถาปัตยกรรม และจังหวะชีวิตที่เนิบช้า ทริปนี้เป็นการเดินทางขับรถข้ามพรมแดนครั้งแรกของ Hoparound.co ที่จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย เมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และสเปซที่จัดการได้อย่างน่าสนใจ ก่อนที่เราจะไปเดินสำรวจเมือง เฟิร์สอยากเล่าถึงบริบทของจอร์จทาวน์ให้ฟังกันสักนิดครับ เพื่อให้การเดินชมสถาปัตยกรรมในทริปนี้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ย้อนกลับไปในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 หรือราวปี 1786 กัปตันฟรานซิส ไลต์ จากบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและพัฒนาเกาะแห่งนี้ให้เป็นท่าเรือการค้าเสรี การเปิดกว้างนี้เองที่ดึงดูดผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งชาวจีน มาเลย์ อินเดีย และชาวยุโรป ให้หลั่งไหลเข้ามาตั้งรกราก เกิดเป็นการหลอมรวมทางวัฒนธรรมที่สะท้อนผ่านโครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบ Straits Eclectic และอาคารพาณิชย์สไตล์ชิโนโปรตุกีสที่ผสมผสานลวดลายปูนปั้นตะวันตกเข้ากับการจัดวางสเปซและช่องลมแบบตะวันออก ความสมบูรณ์ของการอนุรักษ์โครงสร้างทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ ทำให้จอร์จทาวน์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกในปี 2008 ครับ สำหรับการเดินทาง เราเริ่มต้นด้วยการขับรถจากจังหวัดยะลา ผ่านด่านชายแดนเบตง แล้วตรงเข้าสู่เกาะปีนัง ใช้เวลาขับรถเพียงสี่ชั่วโมงนิดๆ เป็นการเปลี่ยนผ่านบรรยากาศที่ราบรื่นและสะดวกสบายมากครับ เพื่อให้เห็นภาพรวมของทริปนี้ เฟิร์สขอแยกพิกัดแต่ละสถานที่ที่เราแวะไปสัมผัส ทั้งในมุมของสถาปัตยกรรม สเปซคาเฟ่ และอาหารท้องถิ่น ไว้ดังนี้ครับ 1926 Heritage Hotel Penang by the Unlimited Collection เราเริ่มต้นการพักผ่อนด้วยการเช็คอินที่โรงแรมเปิดใหม่ล่าสุด ตัวอาคารได้รับการรีโนเวทอย่างตั้งใจโดยยังคงรักษากลิ่นอายของสถาปัตยกรรมโคโลเนียลแบบดั้งเดิมเอาไว้ เป็นการนำเสนอการพักผ่อนแบบ Slow Luxury ที่ให้ความรู้สึกสงบ การตกแต่งภายในเน้นความเรียบง่ายแต่ซ่อนดีเทลของประวัติศาสตร์ไว้ในทุกมุมครับ ชมรีวิวโรงแรม 1926 Heritage Hotel Penang by the Unlimited Collection เวลาเปิด-ปิด: เปิดบริการทุกวัน 24 ชั่วโมง (สำหรับการเข้าพัก) แผนที่: https://maps.google.com/?q=1926+Heritage+Hotel+Penang Boon Wah Chow Chong Sdn Bhd หนึ่งในตึกไอคอนิคที่โดดเด่นมากในเรื่องของโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม เฟิร์สใช้เวลาบริเวณนี้เพื่อเก็บภาพฟุตเทจของตัวอาคารที่มีรายละเอียดของงานปูนปั้นและซุ้มหน้าต่างที่สมบูรณ์ เป็นจุดที่สะท้อนความรุ่งเรืองของเมืองท่าในอดีตได้เป็นอย่างดี เวลาเปิด-ปิด: ถ่ายภาพสถาปัตยกรรมภายนอกได้ตลอดวัน (ตัวอาคารพาณิชย์มักเปิด 09:00 - 17:00 น.) แผนที่: https://maps.google.com/?q=Boon+Wah+Chow+Chong+Sdn+Bhd+Penang Lim Teck Lee Co., Ltd เราเดินเล่นลัดเลาะไปตามถนนเพื่อชมป้ายร้านค้าและตึกสวยๆ ที่มีอยู่ทั่วทั้งเมือง อาคารของ Lim Teck Lee เป็นอีกหนึ่งจุดที่สะท้อนคาแรคเตอร์ของจอร์จทาวน์ สเปซด้านหน้าและโครงสร้างอาคารยังคงเก็บรักษาฟอนต์ตัวอักษรและสีสันดั้งเดิมเอาไว้ เวลาเปิด-ปิด: ถ่ายภาพภายนอกได้ตลอดวัน (ตัวร้านมักเปิด จันทร์-เสาร์ 09:00 - 17:00 น.) แผนที่: https://maps.google.com/?q=Lim+Teck+Lee+Co+Ltd+Penang Leong San Tong Khoo Kongsi การมาเยือนปีนังจะไม่สมบูรณ์หากไม่ได้แวะชมสถาปัตยกรรมของศาลเจ้าและบ้านประจำตระกูล ที่นี่เป็นเสมือนมิวเซียมที่จัดแสดงความวิจิตรของงานคราฟต์ ทั้งงานแกะสลักไม้และหลังคาที่ประดับประดาอย่างประณีต เป็นสถาปัตยกรรมจีนตอนใต้ที่หาชมได้ยากและทรงคุณค่ามากครับ เวลาเปิด-ปิด: เปิดบริการทุกวัน 09:00 - 17:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Leong+San+Tong+Khoo+Kongsi+Penang นั่งรถสามล้อโบราณชมเมือง เพื่อทำความเข้าใจเมืองนี้ในมุมมองของคนท้องถิ่น เฟิร์สเลือกใช้บริการรถสามล้อโบราณ คุณลุงคนปั่นทำหน้าที่เป็นนักเล่าเรื่อง คอยแนะนำเกร็ดประวัติศาสตร์ของตึกและถนนแต่ละสายตลอดการเดินทาง เป็นประสบการณ์ที่ทำให้การชมสถาปัตยกรรมมีชีวิตชีวามากขึ้นครับ เวลาเปิด-ปิด: ให้บริการทุกวัน ประมาณ 09:00 - 18:00 น. (แนะนำให้ไปช่วงเช้าหรือเย็นเพื่อเลี่ยงแดดจัด) แผนที่: https://maps.google.com/?q=George+Town+Penang Chew Jetty เราแวะไปชมวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวประมงที่ชุมชนริมน้ำ โครงสร้างบ้านไม้ที่ปลูกสร้างยื่นลงไปในทะเลด้วยเสาไม้ เป็นภาพสะท้อนของการตั้งถิ่นฐานในยุคแรกเริ่มที่ปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติและบริบทของพื้นที่ครับ เวลาเปิด-ปิด: เปิดบริการทุกวัน 09:00 - 21:00 น. (เนื่องจากเป็นพื้นที่อยู่อาศัย แนะนำให้เดินชมด้วยความสงบครับ) แผนที่: https://maps.google.com/?q=Chew+Jetty+Penang Standard Chartered Building ก่อนเดินทางกลับ เราแวะเก็บภาพสถาปัตยกรรมที่อาคารนี้ โครงสร้างสไตล์ปัลลาเดียนที่โอ่อ่าและสมมาตร สะท้อนอิทธิพลของสถาปัตยกรรมยุโรปคลาสสิกบนเกาะแห่งนี้ เป็นจุดที่แสงสวยและเหมาะกับการถ่ายภาพสถาปัตยกรรมมากครับ เวลาเปิด-ปิด: ชมสถาปัตยกรรมภายนอกได้ตลอดวัน แผนที่: https://maps.google.com/?q=Standard+Chartered+Building+Penang Tai Tong Restaurant สำหรับมื้อเช้า เราเลือกซึมซับวิถีชีวิตแบบโลคอลด้วยการทานติ่มซำที่ร้านเก่าแก่ บรรยากาศภายในร้านเต็มไปด้วยความคึกคัก รถเข็นติ่มซำที่เข็นไปมาตามโต๊ะให้ความรู้สึกถึงวัฒนธรรมการกินที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เวลาเปิด-ปิด: เปิดบริการทุกวัน แบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา 06:30 - 14:00 น. (สำหรับติ่มซำ) และ 18:00 - 21:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Tai+Tong+Restaurant+Penang Tok Tok Mee Bamboo Noodle มื้อเที่ยงเราแวะไปทานบะหมี่ที่ยังคงใช้วิธีการทำเส้นแบบดั้งเดิมด้วยการใช้ไม้ไผ่นวดแป้ง เป็นงานคราฟต์ในรูปแบบของอาหารที่ให้เท็กซ์เจอร์ของเส้นที่เหนียวนุ่มและเป็นเอกลักษณ์ครับ เวลาเปิด-ปิด: 11:00 - 20:30 น. (ปิดวันพฤหัสบดี) แผนที่: https://maps.google.com/?q=Tok+Tok+Mee+Bamboo+Noodle+Penang Chulia Street Lok Lok สัมผัสประสบการณ์สตรีทฟู้ดแบบดั้งเดิมด้วยการยืนทานชาบูเสียบไม้ เป็นวัฒนธรรมการกินที่เรียบง่าย สนุก และเข้าถึงวิถีชีวิตของคนปีนังในยามค่ำคืนได้อย่างแท้จริง เวลาเปิด-ปิด: เริ่มตั้งร้านประมาณ 18:00 - 23:30 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Chulia+Street+Lok+Lok+Penang 5 Elements (ULAM by 5 Elements) มื้อเย็นเราเลือกทานที่นี่ครับ สเปซของร้านถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน นำเสนอเมนูที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพในท้องถิ่นมารังสรรค์ใหม่ เป็นมื้ออาหารที่ให้ทั้งรสชาติที่ดีเยี่ยมและประสบการณ์ที่น่าประทับใจ เวลาเปิด-ปิด: 18:00 - 22:30 น. (มักหยุดวันอังคารและวันพุธ) แผนที่: https://maps.google.com/?q=ULAM+by+5+Elements+Penang P.66 สเปซที่ผสมผสานระหว่างคาเฟ่และพื้นที่จัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ การออกแบบภายในเน้นความโปร่งและจัดวางสเปซได้อย่างลงตัว เฟิร์สแวะจิบกาแฟและใช้เวลาดูสินค้าที่คัดสรรมาอย่างดีที่นี่ครับ เวลาเปิด-ปิด: เปิดบริการทุกวัน 09:00 - 18:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=P.66+Penang Alight Coffee (George Town) อีกหนึ่งร้านกาแฟที่จัดการสเปซได้ดี เหมาะกับการมานั่งพักระหว่างวัน ตัวร้านเน้นเสิร์ฟกาแฟคุณภาพ เป็นอีกหนึ่งพิกัดที่คนชอบกาแฟไม่ควรพลาดเมื่อมาเดินเล่นในจอร์จทาวน์ครับ เวลาเปิด-ปิด: เปิดบริการทุกวัน 10:00 - 18:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Alight+Coffee+George+Town+Penang Norm Micro Roastery คาเฟ่ที่ออกแบบสเปซได้คลีนและมินิมอลมาก เฟิร์สแวะไปทานมัตฉะที่นี่ บรรยากาศภายในโปร่งโล่ง รับแสงธรรมชาติที่ลอดเข้ามาอย่างพอดี ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและเชื่อมโยงกับปรัชญางานดีไซน์ที่เราชื่นชอบครับ เวลาเปิด-ปิด: เปิดบริการทุกวัน 09:00 - 22:00 น. (วันศุกร์และเสาร์อาจเปิดถึง 23:00 น.) แผนที่: https://maps.google.com/?q=Norm+Micro+Roastery+Penang 604 Gift Shop ร้านที่รวบรวมแบรนด์โลคอลและเสื้อผ้ามือสองที่มีคาแรคเตอร์ชัดเจน เป็นสเปซที่เต็มไปด้วยงานออกแบบและไอเทมที่มีเอกลักษณ์ เหมาะสำหรับคนที่ชอบหางานคราฟต์และของสะสมครับ เ วลาเปิด-ปิด: เปิดบริการทุกวัน 11:00 - 18:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=604+Gift+Shop+Penang The Overthink Co. Flagship Store Penang เราปิดท้ายการช้อปปิ้งด้วยการแวะซื้อครีมอาบน้ำที่ร้านนี้ ตัวแบรนด์นำเสนอผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ที่ใส่ใจในรายละเอียด ทั้งแพ็กเกจจิ้งและกลิ่นที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายครับ เวลาเปิด-ปิด: เปิดบริการ 10:00 - 18:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=The+Overthink+Co+Flagship+Store+Penang #HoparoundTip for a Perfect Penang Journey การเดินชมสถาปัตยกรรมในจอร์จทาวน์ให้ได้มู้ดและแสงที่สวยที่สุด เฟิร์สแนะนำให้ตื่นเช้าสักนิดครับ แสงช่วงเช้าประมาณ 7-9 โมง นอกจากอากาศจะไม่ร้อนจนเกินไปสำหรับการเดินเท้าแล้ว แสงแดดเฉียงๆ ที่พาดผ่านซุ้มโค้งและช่องลมของตึกชิโนโปรตุกีส ยังสร้างมิติของแสงและเงาที่ทำให้ภาพถ่ายสถาปัตยกรรมออกมามีเสน่ห์มากครับ และมีอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่เฟิร์สอยากฝากไว้เวลาเดินชมเมืองครับ คือต้องระมัดระวังเรื่องทางเท้าและท่อระบายน้ำริมถนนกันสักนิด เพราะด้วยความที่จอร์จทาวน์ยังคงรักษาระบบผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานแบบโบราณไว้ ท่อระบายน้ำหลายจุดจึงยังคงเป็นแบบเปิดโล่ง ดังนั้น เลือกรองเท้าคู่เก่งที่ใส่สบายที่สุด มัวแต่เงยหน้ามองความสวยงามของสถาปัตยกรรมเพลินๆ ก็อย่าลืมก้มมองพื้นเพื่อความปลอดภัยกันด้วยนะครับ Hoparound’s 5 Golden Rules for Penang Embrace the Slow Pace: จอร์จทาวน์ไม่ใช่เมืองที่ต้องเร่งรีบเก็บเช็คลิสต์ ปล่อยให้ตัวเองได้เดินทอดน่องช้าๆ อนุญาตให้ตัวเองหลงทางบ้าง เพื่อซึมซับรายละเอียดของสเปซและวิถีชีวิตรอบตัวอย่างแท้จริง Look Beyond the Street Art: แม้สตรีทอาร์ตจะโด่งดัง แต่งานสถาปัตยกรรมเก่าแก่ ซุ้มประตู ลวดลายกระเบื้องโบราณ และฟอนต์ป้ายร้านค้าดั้งเดิม คือผลงานศิลปะสุดคราฟต์ที่แท้จริงของเมืองนี้ที่เฟิร์สไม่อยากให้คุณละสายตาครับ Balance the Palate: สนุกกับการสร้างสมดุลแห่งรสชาติ ลองสลับบรรยากาศระหว่างการยืนกินสตรีทฟู้ดแบบโลคอลอย่าง Lok Lok ในตอนค่ำ กับการนั่งจิบมัตฉะหรือกาแฟคุณภาพในคาเฟ่สเปซมินิมอลช่วงกลางวัน Dress for the Tropics: อากาศร้อนชื้นของปีนังเหมาะกับเสื้อผ้าวัสดุธรรมชาติอย่างลินินหรือคอตตอนที่ระบายอากาศได้ดี การเลือกใส่เสื้อผ้าโทนสีเบจ เอิร์ธโทน หรือสีสว่าง จะช่วยให้คุณเบลนด์อินเข้ากับพื้นผิวของอาคารเก่า และได้ภาพถ่ายที่คุมโทนสวยงามครับ Listen to the Local Voices: สเปซสวยๆ จะมีความหมายมากขึ้นเมื่อมีเรื่องราวประกอบ ลองหาโอกาสพูดคุยกับคนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นคุณลุงคนปั่นสามล้อหรือบาริสต้าในคาเฟ่ เกร็ดประวัติศาสตร์เล็กๆ น้อยๆ จากพวกเขาคือบริบทที่ทำให้ทริปปีนังของคุณสมบูรณ์แบบครับ หวังว่าพิกัดเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนอยากออกเดินทางไปสัมผัสจังหวะชีวิตที่เนิบช้าและงานสถาปัตยกรรมที่งดงามของจอร์จทาวน์กันนะครับ สามารถเข้าไปดูรูปฟุตเทจแบบเต็มๆ ได้ที่เว็บไซต์ Hoparound.co แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับ

  • Malta เที่ยวมอลต้า ลัดเลาะเมืองมรดกโลก ที่คนรักสถาปัตยกรรมและศิลปะต้องมาเยือน

    Malta เที่ยวมอลต้า ประเทศลับมรดกโลก แพลนเที่ยวมอลต้า 3 วัน 2 คืน ฉบับคนรักงานดีไซน์และสถาปัตยกรรม เมืองที่มีอายุเกือบ 5,000 ปี ถ้าให้จำกัดความประเทศเกาะเล็กๆ กลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอย่าง มอลต้า (Malta) ด้วยคำเพียงคำเดียว สำหรับเรามันคือคำว่า "พาลีมเซสต์" (Palimpsestic Architecture) หรือการที่ศิลปะและสถาปัตยกรรมในแต่ละยุคสมัยถูกสร้างซ้อนทับกันชั้นแล้วชั้นเล่า จากอดีตที่เคยถูกครอบครองโดยชาวฟินีเซียน โรมัน ฝรั่งเศส ไปจนถึงอังกฤษ ร่องรอยเหล่านั้นไม่ได้เลือนหายไปไหน แต่มันถูกสลักทับและผสมผสานกันจนกลายเป็นงานศิลปะชิ้นเอกระดับมหึมาที่ยังมีลมหายใจ เที่ยวมอลต้าด้วยตัวเอง Malta Itinerary งบ ที่เที่ยวมอลต้า รีวิว ด้วยความที่มอลต้ามีพื้นที่จำกัด แต่กลับอัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์ ในปี 1980 องค์การ UNESCO จึงประกาศให้เมืองหลวงจิ๋วแห่งนี้เป็นพื้นที่มรดกโลก โดยยกย่องว่าเป็น "หนึ่งในพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่หนาแน่นที่สุดในโลก" เพราะมีอนุสาวรีย์ทรงคุณค่ากว่า 320 แห่งกระจายตัวอยู่บนพื้นที่เพียง 136 เอเคอร์เท่านั้น การเดินทางครั้งนี้ เราจึงอยากพาชาว Hopsters ทุกคนไปสัมผัสเสน่ห์ของมอลต้า ในแบบที่ลึกซึ้งกว่าที่เคยครับ ใครอยากชม Travel Vlog ไปดูกันได้ที่วิดิโอด้านล่างนี้เลยครับ Malta Travel Vlog! The Journey Begins: บินลัดฟ้าสู่มอลต้าด้วยความคุ้มค่าระดับ Business Class ทริปนี้เราเริ่มต้นออกเดินทางจากเมืองมิลาน (Milan) ประเทศอิตาลี โดยเลือกใช้บริการสายการบินแห่งชาติรูปโฉมใหม่อย่าง KM Malta Airline สิ่งที่ทำให้เราประทับใจตั้งแต่ยังไม่ทันเครื่องขึ้นคือ "ราคา" ที่จับต้องได้แบบไม่น่าเชื่อ เราได้ตั๋ว Business Class ขาเดียวมาในราคาเพียงประมาณ 5,000 บาทไทยเท่านั้น! คุณภาพที่ได้กลับสวนทางกับราคาอย่างสิ้นเชิง เพราะนี่คือเครื่องบินลำใหม่เอี่ยม เบาะกว้างขวางนั่งสบาย การบริการจากลูกเรือมีความเป็นมืออาชีพและใส่ใจในรายละเอียด อาหารบนเครื่องก็เสิร์ฟมาอย่างพิถีพิถันและรสชาติดีเยี่ยม ถือเป็นการเปิดประตูสู่มอลต้าที่สร้างความประทับใจแรกได้อย่างสมบูรณ์แบบ Smart Luxury Stay: พักผ่อนแบบไม่ต้องจ่ายสักบาทที่ Courtyard by Marriott Sliema เมื่อมาถึงมอลต้า เราเลือกปักหลักกันที่เมือง Sliema ซึ่งเป็นย่านที่คึกคักและเดินทางสะดวกมาก โดยเราเข้าพักที่ Courtyard by Marriott Sliema เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ความพิเศษคือทริปนี้เราใช้สิทธิ์แลกแต้ม Marriott Bonvoy มานอนฟรีทั้งหมด ทางโรงแรมอัพเกรดห้องพักให้เราเป็นห้องประเภท 1 King Standard Accessible ซึ่งโดยปกติห้องลักษณะนี้จะออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ใช้วีลแชร์ ทำให้แปลนห้องกว้างขวางกว่าห้อง 1 King แบบปกติทั่วไปมาก พื้นที่ใช้สอยโล่งสบาย ห้องน้ำกว้างสุดๆ ตัวโรงแรมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ครบถ้วน พนักงานบริการด้วยความยิ้มแย้มและกระตือรือร้น มีสระว่ายน้ำให้เลือกพักผ่อนทั้งแบบ Indoor และ Outdoor แถมโลเคชั่นยังอยู่ใกล้ทะเล เดินไปจุดขึ้นเรือเฟอร์รี่เพื่อข้ามไปฝั่งเมืองเก่า Valletta ได้สบายๆ แผนที่: https://maps.app.goo.gl/KuDfB96JqZugWqmd8 The Culinary Chapter: รสชาติแห่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและความบังเอิญที่แสนอบอุ่น เรื่องอาหารการกินที่มอลต้าคืออีกหนึ่งไฮไลท์ที่เติมเต็มทริปนี้ให้สมบูรณ์ เราได้ตระเวนชิมหลากหลายรสชาติ ทั้งแบบท้องถิ่นและรสชาติที่คุ้นเคย Le Majoliche: ร้านอาหารอิตาเลียน-ซีฟู้ดที่ Sliema ที่ทำให้เราใจฟูมาก อาหารทะเลที่นี่สดแบบตะโกน กิมมิคคือเราสามารถเดินไปหน้าตู้โชว์วัตถุดิบเพื่อชี้เลือกปลาหรือกุ้งสดๆ ที่เพิ่งจับมาได้เลย แล้วให้เชฟปรุงในสไตล์ที่เราชอบ รสชาติของวัตถุดิบดีเยี่ยมแทบไม่ต้องปรุงแต่งเยอะ เวลาเปิด-ปิด: 12:00 PM – 3:00 PM / 7:00 PM – 11:00 PM (ทุกวัน) แผนที่: https://maps.google.com/?q=Le+Majoliche+Malta One Thai Kitchen พอเดินทางมาหลายวัน กระเพาะมันก็เริ่มเรียกร้องหารสชาติจัดจ้านแบบไทยแท้ เราแวะมาที่ One Thai Kitchen ร้านอาหารไทยใน Sliema ที่เสิร์ฟรสชาติถึงเครื่องแบบไม่มีกั๊ก ตั้งแต่ผัดไทย ต้มยำ ไปจนถึงเมนูผัดเผ็ดต่างๆ รสชาติให้ความรู้สึกเหมือนนั่งทานอยู่กรุงเทพฯ จริง ๆ ที่สำคัญคือบรรยากาศเป็นกันเอง และทีมงานก็ต้อนรับอบอุ่นแบบสไตล์คนไทย ทำให้มื้อนี้กลายเป็น comfort food ที่ช่วยรีชาร์จพลังได้ดีมากระหว่างทริป เวลาเปิด-ปิด: 11:30 AM – 9:30 PM (Closed on Sunday) แผนที่: https://maps.google.com/?q=One+Thai+Kitchen+Sliema THAISTY (Thai Food Truck) อีกหนึ่งความน่ารักที่เราเจอแบบไม่ตั้งใจคือ THAISTY ฟู้ดทรัคอาหารไทยเล็ก ๆ ริมทะเลในย่าน Sliema ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ พนักงานคนไทยสองคนต้อนรับอย่างเป็นกันเอง และชวนคุยแบบอบอุ่นเหมือนได้เจอเพื่อนคนไทยในต่างแดน เมนูที่นี่เน้น street food กินง่าย แต่รสชาติจัดจ้านครบเครื่องแบบไทยแท้ เป็นอีกจุดที่ทำให้รู้สึกว่า “อาหารไทยไปอยู่ที่ไหนก็ยังฮีลใจได้เสมอ” เวลาเปิด-ปิด: 11:30 AM – 3:30 PM / 4:30 PM – 8:30–9:00 PM (Closed on Sunday & Monday) แผนที่: https://maps.google.com/?q=THAISTY+Sliema Felice Brasserie สำหรับมื้อเช้า เราฝากท้องไว้ที่นี่ บรรยากาศของร้านโปร่งสบาย อาหารเช้าเสิร์ฟมาในพอร์ชั่นที่กำลังดี วัตถุดิบสดใหม่ เป็นจุดเริ่มต้นของวันที่ทำให้เราพร้อมออกไปลุย เวลาเปิด-ปิด: 09:00 AM – 01:00 AM (ทุกวัน) แผนที่: https://maps.google.com/?q=Felice+Brasserie+Sliema The Coincidence at LOAF Cafe และนี่คือเรื่องราวบังเอิญที่เซอร์ไพรส์ที่สุดในทริป! ระหว่างเดินเล่น เราบังเอิญไปสะดุดตากับคาเฟ่ชื่อ LOAF ซึ่งชื่อและทิศทางการสร้างแบรนดิ้งดันไปคล้ายคลึงกับคาเฟ่ LOAF Pattaya ที่เราเป็นเจ้าของอยู่พอดิบพอดี เราจึงอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปทักทาย เจ้าของร้านชาวมอลตีสน่ารักมาก เขาเล่าด้วยความตื่นเต้นว่าเพิ่งบินไปเที่ยวเมืองไทยมาเมื่อไม่นานนี้เอง และเขาหลงรักประเทศไทยแบบสุดหัวใจ ถึงขั้นที่ว่าเขานำเข้าช็อกโกแลตแบรนด์ไทยแท้ๆ มาวางขายในร้านที่มอลต้าแห่งนี้ด้วย เป็นโมเมนต์การพูดคุยที่ทำให้เรารู้สึกว่า ศิลปะและรสชาติสามารถเชื่อมโยงผู้คนจากคนละซีกโลกเข้าด้วยกันได้จริงๆ เวลาเปิด-ปิด: Monday – Friday: 7:00 AM – 3:00 PM, Saturday: 7:00 AM – 6:00 PM, Sunday: 8:00 AM – 3:00 PM แผนที่: https://maps.google.com/?q=LOAF+Cafe+Il-Gzira+Malta Valletta: ข้ามฟากสู่นครป้อมปราการแห่งอัศวิน เราเริ่มต้นการผจญภัยในเมืองหลวงด้วยการนั่งเรือเฟอร์รี่จากฝั่ง Sliema ลมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนปะทะหน้าพร้อมกับภาพของ Valletta ที่ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นตรงหน้า เมืองนี้ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าอัศวินเทมพลาร์ (Knights Templar) ในปี 1530 หลังยุคสงครามครูเสด ความรู้สึกแรกตอนก้าวเท้าขึ้นฝั่งคือเหมือนเรากำลังเดินทะลุมิติเข้าไปในฉากภาพยนตร์พีเรียดฟอร์มยักษ์ ทุกอย่างดูยิ่งใหญ่ ขลัง และเต็มไปด้วยเรื่องราว 1. Tritons’ Fountain: การต้อนรับอันโอ่อ่า ภาพแรกที่รอต้อนรับเราอยู่หน้าประตูเมืองคือลานน้ำพุประติมากรรมยุค 1950s ที่โดดเด่นด้วยรูปปั้นเทพไทรทัน 3 องค์กำลังแบกอ่างน้ำขนาดใหญ่ ละอองน้ำที่กระเซ็นมาโดนตัวบวกกับแสงแดดที่สะท้อนลงมา ทำให้สเปซตรงนี้ดูมีชีวิตชีวามาก ผู้คนทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างมานั่งพักผ่อน ถ่ายรูป เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่รออยู่หลังกำแพงเมือง เวลาเปิด‑ปิด: เปิด 24 ชั่วโมง แผนที่: https://maps.google.com/?q=Tritons+Fountain+Valletta 2. Valletta City Gate: สถาปัตยกรรมที่โอบรับความร่วมสมัย ในฐานะคนที่หลงใหลในงานออกแบบดีไซน์ พอเดินผ่านประตูเมืองนี้ เราแทบจะต้องหยุดยืนมอง นี่คือผลงานระดับมาสเตอร์พีซของ Renzo Piano สถาปนิกชาวอิตาเลียนผู้รังสรรค์โปรเจกต์นี้ในปี 2014 เขาไม่ได้สร้างอะไรที่ดูแปลกแยก แต่เลือกที่จะ "รื้อถอน" ส่วนเกินที่ถูกต่อเติมแบบสะเปะสะปะในยุคหลังๆ ทิ้งไป เพื่อเผยให้เห็นความสง่างามของกำแพงหินยุคกลางดั้งเดิม การเดินผ่านช่องว่างของกำแพงหินขนาดยักษ์ที่ถูกตัดทอนด้วยเส้นสายเหล็กและกระจกสุดโมเดิร์น เป็นความคอนทราสต์ที่ชาญฉลาดและทรงพลังมาก เวลาเปิด‑ปิด: เปิด 24 ชั่วโมง แผนที่: https://maps.google.com/?q=Valletta+City+Gate 3. Spazju Kreattiv: ศิลปะในป้อมปราการเก่า เดินถัดมาไม่ไกล เราแวะเข้าไปหลบแดดและเสพงานศิลป์ที่นี่ ศูนย์สร้างสรรค์งานศิลปะที่ซ่อนตัวอยู่ในป้อม St. James Cavalier การได้เห็นนิทรรศการศิลปะหมุนเวียน การแสดง และหนังอินดี้ ถูกจัดแสดงอยู่ในห้องหินโค้งๆ ที่อดีตเคยเป็นคลังแสงทหาร มันให้มู้ดที่แปลกใหม่และกระตุ้นแรงบันดาลใจได้ดีทีเดียวครับ เวลาเปิด‑ปิด: อังคาร - ศุกร์ 09:00 - 21:00 น. / เสาร์ - อาทิตย์ 10:00 - 21:00 น. (ปิดวันจันทร์) แผนที่: https://maps.google.com/?q=Spazju+Kreattiv 4. MICAS (Malta International Contemporary Art Space) อีกหนึ่งจุดที่คนรักศิลปะแบบ Modern Aesthetes พลาดไม่ได้ MICAS เป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยที่มีเป้าหมายยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมของมอลต้า ความเจ๋งคือพื้นที่ตรงนี้ดัดแปลงมาจากโรงพยาบาลสงฆ์สมัยศตวรรษที่ 18 พอเราเดินเข้าไปข้างใน ทางสถาปนิกได้ออกแบบเส้นทางเดินให้เหมือนแกลเลอรีสไตล์เขาวงกต มีสะพานลอยกระจกพาดผ่านอุโมงค์ที่บูรณะใหม่ เราไปสะดุดตากับประติมากรรมแสงจลน์ในห้องมืด เป็นประสบการณ์เสพงานศิลป์ที่ดึงอารมณ์ร่วมได้ดีมาก เวลาเปิด‑ปิด: อังคาร - อาทิตย์ 10:00 - 18:00 น. (ปิดวันจันทร์) แผนที่: https://maps.google.com/?q=MICAS+Malta 5. Grand Master's Palace: ศูนย์กลางอำนาจแห่งอัศวิน เราปล่อยให้ตัวเองหลงทางไปตามถนนหินที่ปูเรียงกันอย่างประณีต จนมาทะลุที่ Grand Master's Palace พระราชวังอันหรูหราที่อดีตเคยเป็นศูนย์กลางอำนาจบัญชาการของเหล่าอัศวิน สถาปัตยกรรมด้านนอกดูโอ่อ่าคลาสสิก ดึงดูดให้เราต้องหยุดยืนมองและซึมซับความยิ่งใหญ่ของสถานที่แห่งนี้ ใครที่ชอบเรื่องราวประวัติศาสตร์ แนะนำให้เผื่อเวลาเข้าไปชมความวิจิตรด้านในด้วยครับ เวลาเปิด-ปิด: จันทร์ - อาทิตย์ 09:00 - 17:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Grand+Masters+Palace+Valletta 6. Merchants Street & St. George’s Square: ชีพจรและสีสันของเมือง จากพระราชวัง เราเดินทอดน่องมาสัมผัสไวบ์ของผู้คนกันต่อ แถวนี้คือชีพจรของเมืองที่คึกคักและมีชีวิตชีวามาก มีนักดนตรีเปิดหมวกคอยบรรเลงเพลงสร้างบรรยากาศ มีผู้คนนั่งจิบไวน์พูดคุยกันตามเทอเรซ เราสนุกกับการเดินสแนปภาพสตรีทไลฟ์เพลินๆ โดยมีฉากหลังเป็นตึกระเบียงไม้สีสันสดใสสไตล์มอลตา หรือ Traditional Maltese Balconies ที่เรียงรายอยู่ตลอดสองฝั่งถนน เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่สาธารณะ เปิด 24 ชั่วโมง แผนที่: https://maps.google.com/?q=Merchants+Street+Valletta 7. National Library of Malta & Queen Victoria Statue: สถาปัตยกรรมแห่งการผสมผสาน เดินทะลุมาถึงบริเวณลานกว้างของ Republic Square เราจะพบกับอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญคือ National Library of Malta หรือหอสมุดแห่งชาติ ตัวอาคารโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกที่โอ่อ่าและสง่างามมาก บริเวณลานด้านหน้ามี Queen Victoria Statue หรืออนุสาวรีย์พระนางเจ้าวิกตอเรียตั้งตระหง่านอยู่ เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนถึงยุคที่มอลต้ายังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ การได้มายืนอยู่ตรงนี้ทำให้เราสัมผัสได้ถึงประวัติศาสตร์ที่ถูกถ่ายทอดผ่านร่องรอยสถาปัตยกรรมได้อย่างชัดเจน เป็นอีกมุมที่เดินทอดน่องได้เพลินและถ่ายรูปสวยคลาสสิกมากครับ เวลาเปิด-ปิด: บริเวณลานด้านหน้าเปิด 24 ชั่วโมง ส่วนหอสมุดเปิด จันทร์ - ศุกร์ 08:00 - 17:00 น. เสาร์ 08:00 - 13:00 น. และปิดวันอาทิตย์ (ด้านในห้ามถ่ายรูป) แผนที่: https://maps.google.com/?q=National+Library+of+Malta+Valletta 8. Bazilika Santwarju tal-Madonna tal-Karmnu: โดมสัญลักษณ์แห่งวัลเลตตา ไม่ว่าจะเดินอยู่มุมไหนของเมือง เรามักจะเห็นโดมขนาดใหญ่ของโบสถ์คาร์เมไลต์แห่งนี้โผล่พ้นหลังคาตึกมาทักทายเสมอ เราแวะเข้าไปชมด้านใน ความเงียบสงบและความงามของงานจิตรกรรมบนเพดานโดมมันสะกดให้เราต้องนั่งนิ่งๆ อยู่พักใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมที่ทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์รวมใจและสัญลักษณ์ของเมือง เวลาเปิด‑ปิด: จันทร์ - อาทิตย์ 06:30 - 12:00 น. และ 16:00 - 19:30 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Carmelite+Basilica+Valletta 9. Pjazza Indipendenza & Maltapost Postbox จุดถ่ายรูปสุดคลาสสิก เดินถัดมาอีกนิด เราอยากปักหมุดจุดถ่ายรูปที่ไม่ควรพลาด นั่นคือ Pjazza Indipendenza (Independence Square) จัตุรัสเล็กๆ ที่ซ่อนความน่ารักคลาสสิกเอาไว้ ไฮไลท์ที่เราชอบและต้องยกกล้องขึ้นมาสแนปภาพเก็บไว้คือ ตู้ไปรษณีย์สีแดงสดของ Maltapost ที่ตั้งเด่นตระหง่านอยู่ตัดกับแบคกราวสีทะเลที่สวยแบบมากมากกก มีกลิ่นอายความเป็นสไตล์ผู้ดีอังกฤษที่หลงเหลืออยู่จากยุคอาณานิคม พอมาตัดกับสีน้ำผึ้งของกำแพงหินปูนสไตล์มอลตาแล้ว มันสร้างความคอนทราสต์ที่ดูมีเสน่ห์และเตะตาแบบสุดๆ เป็นแบ็คกราวด์ที่เหมาะจะไปยืนโพสท่าถ่ายรูปฟีลสตรีท หรือเก็บบรรยากาศวินเทจชิคๆ ลงอินสตาแกรมได้ดีมากๆ ครับ เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่สาธารณะ เปิด 24 ชั่วโมง แผนที่: https://share.google/OAoTr9YWN44UWIGTT Coffee & Shopping in the Old Town: มุมพักผ่อนและขุมทรัพย์สายแฟชั่น เดินจนเริ่มเมื่อยขา ก็ถึงเวลาหาร้านกาแฟดีๆ และมุมช้อปปิ้งลับๆ 7. Coffee Circus TUK TUK เราโดนตกด้วยชื่อร้านและกลิ่นกาแฟที่หอมเตะจมูกออกมาถึงถนน ร้านนี้เล็กๆ แต่อบอุ่น บาริสต้าเฟรนด์ลี่มาก เราสั่งอเมริกาโน่เย็นๆ มาดับกระหาย กาแฟคั่วมาดีมาก รสชาติคลีน เป็นจุดแวะพักชาร์จพลังที่ดีก่อนลุยต่อ เวลาเปิด‑ปิด: จันทร์ - อาทิตย์ 08:00 - 18:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Coffee+Circus+TUK+TUK+Malta 8. Lot 61 Coffee Roasters อีกหนึ่งพิกัด Specialty Coffee ที่คนรักกาแฟต้องปักหมุด กาแฟของที่นี่คั่วเองและมีความพิถีพิถันในทุกแก้ว เราชอบไวบ์การนั่งจิบกาแฟหน้าร้าน ดูผู้คนเดินผ่านไปมาบนถนนหินเก่าๆ มันให้ความรู้สึกรื่นรมย์แบบบอกไม่ถูก เวลาเปิด‑ปิด: จันทร์ - เสาร์ 08:00 - 16:00 น. / อาทิตย์ 09:00 - 14:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Lot+61+Coffee+Roasters+Malta 9. Caffe Cordina: ดื่มด่ำรสชาติและสถาปัตยกรรมในคาเฟ่ประวัติศาสตร์ เดินชมเมืองจนเริ่มอยากพักจิบกาแฟและทานขนม เราแวะกันที่ Caffe Cordina คาเฟ่ประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของมอลต้า ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1837 ร้านนี้ตั้งอยู่ติดกับบริเวณ Republic Square เลยครับ ความโดดเด่นที่ทำให้เราประทับใจคือสเปซด้านในที่หรูหราอลังการมาก เพดานโค้งประดับด้วยแชนเดอเลียร์และภาพจิตรกรรมที่งดงามราวกับนั่งอยู่ในพระราชวัง ส่วนใครที่อยากนั่งดูวิถีชีวิตผู้คนเพลินๆ ก็สามารถเลือกโซน Outdoor บนจัตุรัสได้ เราสั่งกาแฟมาจิบคู่กับขนมพื้นเมือง ถือเป็นการแวะพักชาร์จพลังที่ช่วยเติมเต็มไวบ์ความคลาสสิกของวัลเลตตาได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ เวลาเปิด-ปิด: จันทร์ - เสาร์ 08:00 - 23:00 น. และ อาทิตย์ 08:00 - 20:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=Caffe+Cordina+Valletta 10. Super F#: Concept Store ขุมทรัพย์สายสตรีทและไลฟ์สไตล์ เปลี่ยนฟีลจากความคลาสสิกของเมืองเก่า มาอัปเดตเทรนด์แฟชั่นกันบ้าง เราแวะไปที่ย่าน St. Julian's เพื่อไปสำรวจ Mercury Shopping District และสะดุดเข้ากับ Super F# หรือ SuperF Store ร้านนี้เป็น Concept Store แนว Selection Shop ที่คัดสรรไอเท็มสายสตรีทแวร์และมัลติแบรนด์มาจัดวางรวมกันได้อย่างมีเทสต์มาก ภายในร้านมีตั้งแต่เสื้อผ้า รองเท้าสนีกเกอร์ น้ำหอม ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ดีไซน์เท่ๆ ไฮไลท์ที่ทำให้เราชอบคือการคัดไอเท็มที่กำลังอินเทรนด์และคอลเลกชันพิเศษมาวางจำหน่าย อย่างเช่นรองเท้า adidas Adizero รุ่นฮิต ใครที่เป็นสายแฟชั่นหรือชอบงานดีไซน์ร่วมสมัย แนะนำให้ลองแวะมาเดินเลือกของที่นี่ดูครับ เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่ช่วยเติมเต็มทริปมอลต้าให้มีสีสันและสนุกขึ้นไปอีกแบบ เวลาเปิด-ปิด: จันทร์ - อาทิตย์ 10:00 - 22:00 น. แผนที่: https://maps.google.com/?q=SuperF+Mercury+Malta 11. Fraction Malta: ขุมทรัพย์ Luxury within reach ความบังเอิญพาเราไปพบกับไฮไลท์ของสายแฟชั่น! ระหว่างเดินลัดเลาะตามซอกซอย เราไปสะดุดเข้ากับร้าน Outlet ที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ชื่อ Fraction Malta คอนเซปต์ของเขาคือ Luxury within reach พอเดินเข้าไปข้างในตาโตเลยครับ เพราะที่นี่รวบรวมไอเท็มจากซีซั่นก่อนๆ ของแบรนด์ไฮเอนด์ระดับโลกมาลดราคาสูงสุดถึง 60%! มีตั้งแต่ A.P.C., JW Anderson, Zegna, D&G ไปจนถึง Emilio Pucci ใครที่ชอบความตื่นเต้นของการตามล่าหาของแรร์ไอเท็มในราคาที่คุ้มค่า บอกเลยว่าต้องเผื่อเวลาไว้ที่นี่เลยครับ! เวลาเปิด‑ปิด: จันทร์ - เสาร์ 10:00 - 19:00 น. (ปิดวันอาทิตย์) แผนที่: https://maps.google.com/?q=Fraction+Malta Midnight in Mdina: มนตร์ขลังแห่งนครไร้เสียง ทริปนี้คงไม่สมบูรณ์หากขาดการผจญภัยยามค่ำคืน คนขับ Uber ท้องถิ่นคนหนึ่งกระซิบฟันธงกับเราว่า "ถ้าจะไป Mdina ต้องไปตอนกลางคืนเท่านั้น!" เราจึงตัดสินใจมุ่งหน้าสู่อดีตเมืองหลวงที่มีอายุกว่า 4,000 ปีแห่งนี้ในช่วงเวลา 23:00 - 00:00 น. Mdina (เอ็มดินา) ได้รับฉายาว่า "The Silent City" หรือนครไร้เสียง เมื่อแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าและผู้คนบางตา ความเงียบสงบจะเข้าปกคลุมเมืองทั้งเมือง ถนนแคบๆ ที่คดเคี้ยวราวกับเขาวงกต และกำแพงหินสีน้ำผึ้งถูกย้อมด้วยแสงไฟถนนสีวอร์มไวท์สลัวๆ บรรยากาศมันทั้งงดงาม ลึกลับ และขลังจนแทบหยุดหายใจ ที่นี่มีตำนานพื้นเมืองที่เล่าขานถึง "Lady in White" หรือวิญญาณหญิงสาวชุดขาวที่มักปรากฏตัวตามระเบียงและตรอกซอกซอยในยามวิกาล แม้เรื่องเล่าจะฟังดูชวนขนลุก แต่พอเราได้ไปเดินสัมผัสบรรยากาศจริงๆ กลับไม่รู้สึกน่ากลัวเลยแม้แต่น้อย มันกลับกลายเป็นความสงบที่ทรงพลัง เป็นประสบการณ์การเดินสำรวจเมืองยามดึกที่สวยงามและโรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่เราเคยสัมผัสมา #HoparoundTip for a Perfect Malta Journey สำหรับชาว Hopsters ที่ชอบเก็บภาพสถาปัตยกรรม ขอแนะนำให้จัดสรรเวลามาเดินทอดน่องที่ Valletta ในช่วง Golden Hour ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เมื่อเรายกกล้องคู่ใจอย่าง Sony A7C และ FUJIXT50 ขึ้นมาสแนปภาพ แสงแดดอุ่นๆ ที่ทอดตัวกระทบลงบนกำแพงหินปูนสีน้ำผึ้ง (Globigerina Limestone) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของมอลต้า ตัดกับเส้นสายความโมเดิร์นของเหล็กและกระจกบริเวณ City Gate จะช่วยสร้างมิติและแสงเงาที่สวยจบแบบแทบไม่ต้องพึ่งฟิลเตอร์ มันเป็นช่วงเวลามหัศจรรย์ที่สถาปัตยกรรมพาลีมเซสต์ของเมืองจะเปล่งประกาย ถ่ายทอดเรื่องราวการบรรจบกันของอดีตกับอนาคตออกมาได้อย่างงดงาม Hoparound’s Essential Guide: ข้อมูลน่ารู้ก่อนแพ็คกระเป๋าสู่มอลต้า การเดินทางจากไทย: ปัจจุบันยังไม่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปมอลต้า วิธีที่เวิร์กที่สุดคือ บินไปลงเมืองใหญ่ในยุโรปที่เป็นฮับการบิน เช่น มิลาน โรม หรืออิสตันบูล แล้วค่อยต่อเครื่องบินรูทสั้นๆ เข้าเกาะมอลต้า อย่างไฟลต์ที่เราบินจากมิลานก็ใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง ควรไปเที่ยวช่วงไหนดี: ช่วงเวลาที่มอลต้าเปล่งประกายที่สุดคือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน - มิถุนายน) และ ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน - ตุลาคม) อากาศจะเย็นสบาย แสงแดดทอดเงากำลังดี และคนไม่พลุกพล่านเท่าช่วงไฮซีซั่นในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่อากาศจะร้อนจัด ภาษาและระยะเวลาที่แนะนำ: ไม่ต้องกังวลเรื่องการสื่อสาร เพราะมอลต้าใช้ "ภาษาอังกฤษ" เป็นภาษาราชการคู่กับภาษามอลตา เดินทางง่าย สั่งอาหารสะดวก ส่วนระยะเวลาแนะนำให้เผื่อไว้สัก 5 - 7 วัน จะกำลังดีสำหรับการเสพศิลปะและพักผ่อน ควรเผื่อเวลาไปเกาะ Gozo (โกโซ) ไหม?: "ต้องไปครับ!" เกาะ Gozo นั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามไปเพียง 45 นาที บรรยากาศจะแตกต่างจากฝั่งมอลต้าหลักชัดเจน มีความเงียบสงบ เป็นธรรมชาติ มีวิหารหินยุคหินใหม่ Ggantija และมีเมืองหลวงที่มีป้อมปราการ Cittadella สวยงามอลังการมาก แต่เสียดายที่รอบนี้เรามีเวลาไม่พอ แต่สัญญาว่าจะกลับไปอีกแน่นอน งบประมาณต่อวัน (Daily Budget): ค่าครองชีพที่นี่น่ารักกว่าเมืองใหญ่อื่นๆ ในยุโรป (ใช้สกุลเงินยูโร €) สำหรับการเที่ยวที่เน้นกินของอร่อย เลือกร้านอาหารดีๆ และเดินทางด้วยรถรับส่งผ่านแอปพลิเคชัน งบประมาณค่ากินอยู่และเดินทางจะตกราวๆ 3,000 - 5,000 บาท / คน / วัน (ไม่รวมค่าที่พัก ตั๋วเครื่องบิน และช้อปปิ้ง) Hoparound’s 5 Golden Rules for Malta ก่อนจะแพ็คกระเป๋า นี่คือ 5 ทิปส์ฉบับ Hoparound.co ที่เราอยากกระซิบฝากไว้ เพื่อให้ทริปของคุณสมบูรณ์แบบที่สุด 1. Footwear is Key: เลือกรองเท้าคู่เก่งที่ทั้งชิคและซัพพอร์ต เมืองเก่าอย่าง Valletta และ Mdina อัดแน่นไปด้วยถนนหินปู (Cobblestone) ตรอกซอกซอยที่ลาดชัน และบันไดมากมาย รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าแซนเดิลดีไซน์สวยที่เดินสบายคือ "เพื่อนแท้" ที่จะช่วยให้คุณเดิน Hop ได้ทั้งวันแบบไม่เมื่อย รอบนี้เราเลือกใส่ Suicoke แบรนด์ญี่ปุ่นมาครับ 2. The Best View is from the Water: ข้ามเมืองด้วยเฟอร์รี่ หากคุณพักอยู่ฝั่ง Sliema การเดินทางไป Valletta ที่ดีที่สุดคือการใช้บริการเรือเฟอร์รี่ข้ามฟาก นอกจากจะประหยัดเวลาแล้ว คุณยังจะได้ชมวิวพาโนรามาของกำแพงเมืองป้อมปราการที่สะท้อนแสงแดดจากบนผิวน้ำ ซึ่งเป็นวิวที่อลังการมาก 3. Embrace the Night Vibe: มนตร์เสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ในยามค่ำคืน อย่าเพิ่งรีบกลับโรงแรมเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน เพราะมอลต้าในตอนกลางคืนคืออีกโลกหนึ่งเลย โดยเฉพาะการไปเดินเล่นที่ Mdina ตอนดึกๆ เป็นประสบการณ์ความขลังที่โรแมนติกแบบหาจากที่ไหนไม่ได้ 4. Ride-Hailing Apps are Your Best Friends: เดินทางด้วยแอปสะดวกสุด แนะนำให้โหลดแอปพลิเคชันอย่าง Uber หรือ Bolt ติดเครื่องไว้เลย ใช้งานง่าย รถเยอะ และราคาเป็นมิตรมาก โดยเฉพาะเวลาที่คุณอยากไปดินเนอร์ไกลๆ หรือไปทำคอนเทนต์ดึกๆแบบเรา 5. Smart Luxury Always Wins: เที่ยวอย่างฉลาดในสไตล์ Modern Aesthete ความหรูหราไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงเสมอไป ลองนำแต้มสะสมจาก Loyalty Program อย่าง Marriott Bonvoy มาแลกที่พัก หรือการเผื่อเวลาแวะไปตามล่าหาแรร์ไอเท็มที่ร้าน Outlet ลับๆ อย่าง Fraction Malta นี่แหละคือวิถีการสร้างประสบการณ์ Luxury within reach มอลต้าเป็นจุดหมายปลายทางที่พิสูจน์ให้เราเห็นว่า การอนุรักษ์อดีตไม่ได้หมายถึงการแช่แข็งทุกอย่างไว้กับที่ แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะจัดวาง "ปัจจุบัน" ลงไปในอดีตอันรุ่มรวยได้อย่างมีศิลปะ เพื่อส่งต่อเสน่ห์เหล่านี้ไปสู่อนาคต แล้วเจอกันใหม่ในทริปหน้านะครับ ชาว Hopsters! ติดตาม IG/TikTok ของพวกเราสองคนได้ที่ @Cake_Poon, @Kajornfurst #LetsHoparound #Malta #Valletta #Mdina #TravelGuide #ModernAesthete #ArchitectureTravel เที่ยวมอลต้าด้วยตัวเอง Malta Itinerary งบ ที่เที่ยวมอลต้า รีวิว

  • AMANDAYAN ขุมทรัพย์แห่งยูนนาน อลังการเขาหิมะมังกรหยก มรดกโลกลี่เจียง อมันดายัน

    Amandayan ขุมทรัพย์แห่งยูนนาน อลังการเขาหิมะมังกรหยก มรดกโลกลี่เจียง อมันดายัน ไม่น่าเชื่อจริงๆว่าเมืองโบราณลี่เจียงและวิวภูเขาหิมะที่ตระการตาเบอร์นี้จะอยู่ห่างจากกรุงเทพฯเพียง 2 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น เรารู้สึกตื่นเต้นและดีใจมากๆทันทีที่ได้รับคำเชิญจากรีสอร์ทที่ Exclusive ที่สุดในลี่เจียงอย่าง Amandayan ให้ไปสัมผัสกับความงดงามของทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรมชาวเขาเผ่านาชี (Naxi บางทีก็สะกด Nakhi) และเมืองโบราณ “ดายัน” ที่มีอายุกว่า 800 ปีแถมสวยเว่อร์วังอย่างกับฉากในภาพยนตร์ และสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างยิ่งพิเศษขึ้นไปอีกหลายขั้นก็คือการดูแลอย่างดีเยี่ยมโดยทีมของ Aman ซึ่งไม่เคยทำให้เราผิดหวังเลยสักครั้ง ถ้าเพื่อนๆอ่านโพสต์นี้แล้ว อยากจะตามรอย เรามีโปรดีๆมาบอกกันเอาไว้ก่อนด้วยนะครับราคาพิเศษสำหรับแฟนๆ ชาว Hoparound.co เมื่อจองผ่านเรา Please stay tuned for the Hoparound.co x Amandayan 2026 Exclusive Offer. ชมรีวิวโรงแรมอมันดายันผ่าน YouTube ได้ที่นี่ Please stay tuned for the Hoparound.co x Amandayan 2026 Exclusive Offer. Overview เพื่อนๆชาว #hopsters คงรู้ดีกันอยู่แล้วถึงความ Exclusive และเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Aman ซึ่งถือว่าเป็นจุดสูงสุดของวงการรีสอร์ทและโรงแรมหรูทั่วโลก สำหรับที่ Amandayan นี้ตัวรีสอร์ทตั้งอยู่บนยอดเนินเขาสิงโต (Lion Hill) ที่คั่นระหว่างเมืองเก่าและเมืองใหม่ ทำให้จากรีสอร์ทเราก็สามารถมองเห็นวิวเมืองเก่าได้แบบพาโนราม่าเลย และหากจะลงมาเดินเล่นไม่ว่าจะในเขตเมืองเก่าหรือเมืองใหม่ก็ใช้เวลาเดินลงมาไม่ถึง 10 นาที จึงสะดวกมากๆและในขณะเดียวกันเมื่ออยู่ภายในรีสอร์ทก็มีความเป็นส่วนตัวขั้นสุดสมกับความหมายของ “Aman” ที่แปลว่าความสงบ ส่วนคำว่า “Dayan” นั้นเป็นชื่อของเมืองเก่าที่อยู่เบื้องล่างรีสอร์ทนั่นเอง ที่จริงลี่เจียงมีเมืองโบราณอยู่ถึง 3 เมืองซึ่งเกิดจากการค่อยๆย้ายถิ่นฐานเพื่อหาแหล่งเพราะปลูกลงมาทางใต้ของชาว Naxi ซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ในแถบนี้มาแต่โบราณ จากเมือง Baisha (ไป๋ชา) ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดถึง 1,200 ปีทางตอนเหนือ และยังคงมีผู้คนอาศัยอยู่จนถึงปัจจุบัน ลงใต้มาสู่เมือง Shuhe (ชู่เหอ) อายุ 1,000 ปี ก่อนจะลงใต้มาอีกสู่แหล่งที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดจนก่อตั้งเป็นเมือง Dayan (ดายัน) เมื่อ 800 ปีก่อน เมืองเก่าดายันจึงเป็นกลายเป็นเมืองเก่าขนาดใหญ่ (3.8 ตารางกิโลเมตร) และยังมีสภาพดีที่สุด และก็เป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดในเมืองลี่เจียงด้วยเช่นกัน เมืองลี่เจียงตั้งอยู่บนความสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,400 เมตร (ใกล้เคียงกับยอดดอยอินทนนท์) และล้อมรอบไปด้วยภูเขาสูงเสียดฟ้าอีกมากมาย แต่ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของลี่เจียงก็คือเขาหิมะมังกรหยก ซึ่งสูงถึง 5,596 เมตรจากระดับน้ำทะเล (สูงกว่า Mont Blanc ในยุโรปซะอีก) นอกจากนี้ลี่เจียงเป็นเมืองปลอดอุตสาหกรรมหนัก จึงไร้มลพิษในอากาศและมีความเย็นตลอดทั้งปี แม้ในหน้าร้อนที่สุดในเดือนกรกฎาคม อุณหภูมิก็ยังอยู่ที่ประมาณ 25-28 องศาเท่านั้น และด้วยเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง แถมไม่ต้องทำวีซ่าให้ยุ่งยาก จึงทำให้เราสามารถหลบร้อนมาที่ลี่เจียงได้อย่างสะดวกสบาย เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของมณฑลยูนนานก็คือประชากรส่วนใหญ่ยังคงเป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่มีอยู่รวมกันมากถึง 25 ชนเผ่า ซึ่งต่างจากมณฑลอื่นๆของจีนที่ประชากรส่วนใหญ่มักเป็นชาวฮั่น และสำหรับลี่เจียงนั้นก็เป็นดินแดนของชนเผ่า Naxi เป็นหลัก จะมีชนเผ่าอื่นๆแซมบ้างก็เพียงเล็กน้อย ชาว Naxi ถือเป็นชนเผ่าที่มีหัวก้าวหน้า เฉลียวฉลาดรู้จักวางแผน และมีค่านิยมส่งเสริมเรื่องการศึกษามาแต่โบราณ เคยรุ่งเรืองถึงขนาดก่อตั้งเป็นราชวงศ์มู่ (Mu) ขึ้นมาปกครอง มีทั้งภาษาพูดและเขียนเป็นของตัวเอง ทำให้ลี่เจียงเป็นหนึ่งในเมืองการค้าที่สำคัญบนเส้นทาง Tea Horse Road ที่ก่อตั้งขึ้นกว่า 1,000 ปีก่อน เพื่อนำใบชาจากผู่เอ๋อร์แบกขึ้นหลังม้าไปกระจายสู่ภูมิภาคอื่นๆของจีน ทิเบต และบางส่วนของอินเดีย วัฒนธรรมของลี่เจียงจึงมีความรุ่มรวยไม่เหมือนใคร ในปัจจุบันว่ากันว่า 80% ของจำนวนประชากรกว่า 1.25 ล้านคนของลี่เจียงนั้นยังคงกระจายอาศัยกันอยู่บนภูเขามากกว่าอยู่ในเมือง วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านจึงยังคงดำเนินไปอย่างไม่ถูกรบกวนจากเทคโนโลยีภายนอกมากนัก ลี่เจียงแห่งแคว้นยูนนานเป็นเมืองจีนโบราณอายุนับพันปีที่งดงามเปี่ยมเสน่ห์พร้อมสะกดทุกผู้มาเยือน ยิ่งได้ฉากหลังเป็นเขามังกรหยกสูงเสียดฟ้ากว่า 5,500 เมตร มีหิมะปกคลุมยอดตลอดทั้งปี ก็ยิ่งทำให้ทั้งเมืองดูขลังและอลังการสมกับที่ UNESCO รับรองให้เป็นมรดกโลกเลยล่ะครับ สำหรับการเดินทางก็สะดวกเพราะไม่ต้องขอวีซ่า และบินตรงเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง เป็นการหลบร้อนไปพึ่งเย็นที่ทั้งง่ายและชวนหลงไหลจนไม่น่าเชื่อว่าลี่เจียงจะอยู่ใกล้บ้านเรามากขนาดนี้ และคงไม่น่าแปลกใจเลยหากที่นี่จะกลายเป็นอีกหนึ่งจุดหมายยอดฮิตสำหรับคนไทยในอนาคตอันใกล้นี้ครับ The Arrival Ruili Airlines เป็นสายการบินเดียวที่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯไปลี่เจียงสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพียง 2 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงลี่เจียงเลย อีกทางเลือกหนึ่งก็คือเดินทางด้วยสายการบินหลักอื่นๆไปลงที่คุนหมิง แล้วนั่งรถไฟต่อมาที่ลี่เจียงก็ได้เช่นกัน หากเพื่อนๆเลือกจองที่ Amandayan ด้วยโค้ด “Hop Around” ก็สามารถเลือกให้ทางรีสอร์ทมารับที่สนามบินได้เลยก็จะสะดวกมากๆ ในแพ็คเก็จแขกสามารถเลือกรับบริการจาก Amandayan ระหว่างให้มารับหรือมาส่งที่สนามบินได้ขาใดขาหนึ่ง แต่เราแนะนำให้เลือกให้มารับมากกว่าเพราะการเรียกรถแท็กซี่จาก International Terminal ที่ลี่เจียงอาจจะไม่ค่อยสะดวกมากนัก (ถ้าเดินไปที่ Domestic Terminal จะมีแท็กซี่มากกว่า) และแนะนำดาวน์โหลดแอ๊ป WeChat และ AliPay พร้อมผูกบัตรเครดิตเอาไว้ให้เรียบร้อยตั้งแต่อยู่ไทย จะได้พร้อมใช้งานเลย ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องอินเตอร์เน็ตเมื่อไปถึง Please stay tuned for the Hoparound.co x Amandayan 2026 Exclusive Offer. จากสนามบินเราใช้เวลาบนรถ Mercedez-Benz ที่ทาง Amandayan ส่งมารับประมาณ 45 นาทีก็มาถึงรีสอร์ทบนเนินเขา Lion Hill กลางเมืองลี่เจียง เมื่อถึงจุด Drop Off พนักงานของ Amandayan ก็มายืนรอต้อนรับกันพร้อมหน้า นับเป็นความประทับใจแรกตามตำรับ Aman ที่เราคุ้นเคย หลังจากรับผ้าเย็นแล้ว เราก็ถูกเชิญให้ไปนั่งพักจิบ Welcome Drink (ชาเขียวยูนนานผสมน้ำผลไม้) เพื่อรอเช็คอินที่ Lobby Amandayan เปิดตัวในปี 2015 และออกแบบโดยสถาปนิกระดับตำนานอย่าง Ed Tuttle โดยได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปะของชาว Naxi อาคารทั้งหมดนั้นสร้างขึ้นมาใหม่ให้มีกลิ่นอายโบราณเป็นหนึ่งเดียวกับเมืองเก่า มีเพียงอาคารเดียวในเขตรีสอร์ทเท่านั้นที่เป็นศาลเจ้าโบราณสถานอายุกว่า 300 ปีซึ่งเปิดให้คนนอกสามารถเข้าชมได้ และเราจะพาเพื่อนๆไปชมกันหลังจากเช็คอินแล้วนะครับ เราสัมผัสได้ถึงความนิ่งสงบตั้งแต่วินาทีแรกที่เดินเข้ามาสู่ Lobby วัสดุในการตกแต่งภายในส่วนใหญ่ทำมาจากไม้ ซึ่งให้ความรู้สึกที่หรูหราและอบอุ่นไปพร้อมๆกัน สิ่งที่โดดเด่นที่สุดก็เห็นจะเป็นโคมไฟทรงกระบอกยาว 9 โคมที่แขวนสูงทะลุขึ้นไปถึงโถงชั้น 2 ของอาคาร รสนิยมอันละเมียดละไมของคุณ Ed Tuttle ที่ทำให้สเปซมีความโดดเด่นอย่างกลมกล่อมนั้นฝังตัวอยู่ในทุกอณูของ Lobby ที่นี่เลยครับ Our Room: Courtyard Suite เช็คอินเรียบร้อยแล้ว เราพาไปชมห้องพักของเรากันดีกว่าครับ ก่อนอื่นต้องขอเล่าให้เห็นภาพใหญ่กันก่อนว่าบนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ของ Amandayan นี้ มีห้องพักเพียงแค่ 34 ห้อง บวกกับอีก 1 วิลล่าที่เปิดให้จองได้ ดังนั้นเรื่องความเป็นส่วนตัวจึงไม่ต้องห่วงเลย ส่วนของห้องพักก็แบ่งเป็น 2 แบบเท่านั้น คือ Courtyard Suite ที่อยู่ชั้นล่างและ Deluxe Suite ที่อยู่ชั้นสอง ห้องชั้นล่างนั้นได้เปรียบเรื่องความสะดวกเวลาจะเข้าออกห้องพัก ส่วนชั้นสองจะได้เปรียบเรื่องระเบียงที่สามารถเห็นวิวจากมุมที่สูงกว่า แต่หากคืนใดมีงานเลี้ยงเสียงดังในเขตเมืองเก่าที่อยู่ไม่ไกลออกไป ห้องชั้นบนก็อาจจะมีเสียงเล็ดลอดเข้ามาง่ายกว่าชั้นล่างเช่นกัน การตกแต่งภายในห้องพักทั้ง 2 ประเภทนี้มีรูปแบบและหน้าตาห้องเหมือนกันหมดทุกประการ อาจจะมี Layout ที่สลับฝั่งซ้าย-ขวากันบ้างในบางห้อง แต่ในภาพรวมแล้วการพาไปดูห้องของเราซึ่งเป็นแบบ Courtyard Suite เพียงห้องเดียวก็เท่ากับว่าเพื่อนๆจะได้เห็นหน้าตาห้องของทั้งรีสอร์ทเลยครับ ห้องของเราหมายเลข 121 มีขนาด 72 ตารางเมตร กว้างขวางสะดวกสบายมาก การจัดแบ่งพื้นใช้สอยก็ทำได้ดีเลิศเลยครับ เมื่อเปิดประตูห้องเข้ามา เราก็จะเจอกับพื้นที่นั่งเล่นที่มีโซฟาขนาดใหญ่สำหรับเอกเขนกก่อนเลย ด้านหลังโซฟาเป็นผนังบุผ้าทอลวดลายศิลปะท้องถิ่นที่นอกจากจะประดับไว้เพื่อความงามแล้ว ยังเป็นบานเลื่อนในตัวที่เอาไว้เปิด-ปิดซ่อนทีวีที่อยู่เบื้องหลังได้ด้วย บนโต๊ะกลางก็มีผลไม้ ของว่าง และข้อมูลต่างๆของรีสอร์ทที่ทางแม่บ้านจัดเตรียมไว้ให้เรา เมื่อหันไปทางซ้ายก็จะเจอกับเตียง King Size ที่ดูโอ่อ่านุ่มสบาย แต่สิ่งที่ทำให้ห้องดูสวยงามและโดดเด่นอย่างมากก็คือฉากไม้ที่เจาะฉลุลวดลายดอกไม้แบบจีน ช่างไม้ฝีมือเนี้ยบมากครับ ยิ่งเมื่อแสงแดดส่องทะลุเข้ามา แสงเงาที่เกิดขึ้นก็ยิ่งทำให้ห้องดูงดงามราวกับมีเวทมนตร์เลยทีเดียว ด้านหลังฉากไม้ฉลุนี้เป็นโซนของโต๊ะทำงาน และมินิบาร์ซึ่งเครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล เราสามารถรับประทานได้ทั้งหมดเพราะรวมอยู่ในค่าห้องเรียบร้อยแล้ว ตรงจุดนี้นอกจากอุปกรณ์ชง Cocktail ที่เราจะเจอได้ตามโรงแรมหรูทั่วไปแล้ว ที่นี่ยังจัดเตรียมเซ็ตชงชาเอาไว้ให้แขกเป็นพิเศษด้วย ซึ่งช่วยยกระดับบรรยากาศของห้องพักให้มีความพิถีพิถันแบบจีนมากขึ้นไปอีก ถัดจาก Minibar เข้าไปหลังผนังโซนนั่งเล่น ก็จะเป็นห้องน้ำและห้องแต่งตัวแบบ Walk-in Closet มีอ่างล้างหน้าแยก 2 เซ็ตสำหรับแขก 2 ท่าน ตรงกลางเป็นอ่างอาบน้ำ และมีห้อง Shower กับห้องส้วมแยกออกไปต่างหากอย่างเป็นสัดส่วนดีมากครับ สิ่งหนึ่งที่เราขอให้ทางรีสอร์ทจัดหาให้เพิ่มเติมก็คือเครื่องทำความชื้นในอากาศครับ เพราะลี่เจียงอากาศค่อนข้างแห้งจึงทำให้รู้สึกแห้งในจมูกและคอเวลาตื่นนอน นี่แหละครับข้อดีของการมาพักที่ Aman เขาใส่ใจรายละเอียดทุกอย่างจริงๆ Please stay tuned for the Hoparound.co x Amandayan 2026 Exclusive Offer. Private Villa ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เราพาเพื่อนๆไปดู Private Villa หนึ่งเดียวของ Amandayan ที่เปิดให้จองกันได้ต่อเลยดีกว่าครับ วิลล่าหมายเลข 888 นี้ (เลขมงคลสุดๆ) เป็นวิลล่า 2 ห้องนอนสำหรับแขกที่ต้องการอยู่เป็นกรุ๊ป 4-5 ท่านแบบเป็นส่วนตัว สำหรับกรุ๊ปที่ใหญ่กว่านี้สามารถปรึกษาทาง Reservation ได้นะครับ เพราะจริงๆแล้วทางรีสอร์ทก็สามารถเปิด Private Villa หลังอื่นเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษได้อีก ห้องพักแบบวิลล่านั้นจะมาพร้อมกับ Butler ส่วนตัวที่คอยให้บริการเราตลอด 24 ชม. มีการจัดสรรพื้นที่เป็นห้องนอนให้ Butler นอนพักภายในตัววิลล่าด้วยเลย ซึ่งทาง Aman แบ่งโซนตรงนี้ได้ดีมากครับ ยังคงความเป็นส่วนตัวของแขกอย่างเต็มที่ เนื่องจากถ้าไม่สังเกตเราก็แทบมองไม่เห็นห้องพักของ Butler เลย วิลล่า 888 มีการจัดวางอาคาร 2 ชั้นเป็นรูปตัว L บนพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยมีพื้นที่ว่างเป็นลาน Courtyard ส่วนตัวที่เงียบสงบ เมื่อเปิดประตูเข้ามา ด้านขวามือภายในตัวอาคารก็จะเป็นห้องรับประทานอาหารกับโต๊ะกลมหมุนได้แบบจีน เดินลึกเข้าไปอีกนิดก็จะพบกับห้องครัวส่วนตัวที่มีอุปกรณ์พร้อมสรรพ อีกฝั่งของอาคารตัว L ก็จะเป็นห้องนั่งเล่น ที่มาพร้อมกับโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวเบ้อเริ่มตรงกลางห้อง พร้อมโซฟาที่นั่งได้รอบโต๊ะเลย ถัดออกไปติดผนังก็เป็นทีวี นอกจากนี้ก็ยังมีโต๊ะทำงานเซ็ตใหญ่อีก 2 เซ็ตตั้งอยู่ตรงข้ามกัน ที่ชั้นล่างนี้จะมีห้องน้ำอยู่ตรงจุดก่อนถึงบันไดขึ้นชั้น 2 และทางเข้าห้องพักของ Butler ก็อยู่ใต้บันไดนี่เอง ชั้น 2 ของวิลล่าก็จะเป็นห้องนอนพร้อมห้องน้ำในตัว ซึ่ง Layout ทุกอย่างก็เหมือนกับห้องพักของเราเลยครับ เพียงแต่ห้องนอนของวิลล่าที่อยู่คนละปีกก็จะมีการสลับฝั่งของการจัดสรรพื้นที่ให้อยู่ทิศตรงข้ามกัน Man Yi Xuan - The Main Chinese Restaurant สำหรับเรื่องอาหารที่ Amandayan จะมีทั้งสิ้น 3 Outlets แต่ห้องอาหารหลักนั้นมีชื่อว่า Man Yi Xuan ซึ่งเสิร์ฟอาหารจีนในมื้อกลางวันและเย็นโดยมีทั้งเมนูจีนทั่วไป และอาหารยูนนานท้องถิ่นที่ทั้งอร่อยและหาทานได้ยากครับ ในวันที่ฟ้าใสเพื่อนๆก็จะสามารถมองเห็นวิวภูเขาหิมะมังกรหยกแบบเต็มตาได้จากห้องอาหาร Man Yi Xuan นี้ได้เลย เรียกได้ว่าอร่อยลิ้นและอิ่มเอมสายตาไปพร้อมๆกัน วิวตรงนี้คือ Iconic View พันล้านที่เป็นจุดขายในภาพโฆษณาของ Amandayan เลยก็ว่าได้ครับ เมนูที่เราอยากจะแนะนำหากเพื่อนๆได้มารับประทานอาหารที่นี่ก็คือ Hot Pot แต่ต้องสั่งจองกันล่วงหน้านิดนึงนะครับ เนื่องจากทางห้องอาหารต้องเตรียมการอย่างน้อย 4 ชั่วโมงเลย Hot Pot ของที่นี่เสิร์ฟในหม้อดินดำที่นำเข้ามาจาก Shangri-la ดูสวยขลังมากครับ ตัวน้ำซุปนั้นกลมกล่อม ส่วนเนื้อสัตว์ก็มีให้เลือกทั้งเนื้อไก่ฟาร์ม ซี่โครงหมูบ่ม 6 เดือน และเนื้อจามรี มื้อนี้เราเลือกลองซี่โครงหมูและเนื้อจามรีจานเล็กๆมาลองครับ เชฟจะนำเนื้อซี่โครงหมูดิบๆมานวดคลึงเคล้าด้วยเครื่องปรุงและเครื่องเทศท้องถิ่น ก่อนจะบ่มเก็บเอาไว้นานถึง 6 เดือนจนเข้าเนื้อ ตอนแรกเราคาดหวังว่าเนื้อหมูคงจะนุ่มเปื่อยแบบละลายไปเลย แต่จริงๆแล้วเท็กซ์เจอร์นั้นนุ่มกำลังดียังมีความสู้ฟันพอให้เราได้เคี้ยวอยู่ครับ แต่มีรสชาติเข้มข้นแทรกซึมอยู่ในเนื้อหมูเลย ส่วนเนื้อจามรีนั้นรสชาติเหมือนเนื้อวัวชั้นดีเลยครับ ไม่เหนียวหรือมีกลิ่นสาบอย่างที่คิด อีกอย่างที่เป็นจุดเด่นของ Hot Pot ก็คือเห็ดและผักซึ่งสดอร่อยมาก โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคมที่เป็นฤดูเก็บเห็ด เพื่อนๆก็จะได้ลิ้มลองเห็ดหลายชนิดเลยครับ ที่มีชื่อที่สุดน่าจะเป็นเห็ดสน หรือ Matsutake ที่ปกติราคาค่อนข้างสูง ถ้ามีโอกาสอย่าลืมสั่งมาลองดูกันนะครับ The Lounge มื้อเช้าของทุกวันนั้นรวมอยู่ในแพ็คเก็จข้อเสนอพิเศษเมื่อจองด้วยโค้ด Hop Around ด้วยนะครับ ซึ่งมื้อเช้าที่ Amandayan จะเสิร์ฟกันที่ The Lounge ซึ่งอยู่ในพื้นที่อีกฝั่งของ Lobby เมนูอาหารเช้าของที่นี่ก็จะมีทั้งแบบตะวันตก แบบจีนทั่วไป และแบบยูนนาน และมีเมนูทิเบตแซมๆมาด้วย เช่น ชาผสมเนยจามรี เพราะจริงๆแล้วถัดจากลี่เจียงไปนิดเดียวก็ทิเบตแล้ว ในแต่ละวันที่เข้าพักเราก็พยายามสั่งเมนูที่แตกต่างกันไปเพื่อให้เพื่อนๆได้เห็นหน้าตาอาหารเช้าหลากหลายแบบที่สุด ส่วนตัวแล้วเราถูกใจกับรสชาติที่เข้มข้นของเมนูเส้นเป็นพิเศษทั้งแบบแห้งและแบบน้ำ อยากให้เพื่อนๆได้ลองดูครับ ส่วนอาหารเช้าแบบท้องถิ่นนั้นมีธัญพืชเป็นวัตถุดิบค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ถั่วเลนทิล (อันนี้มีเอามาทำเป็นเจลลี่ด้วย แปลกดีครับ) รวมไปถึงมันสีต่างๆ ซึ่งเรารู้สึกว่าดีต่อสุขภาพมากเลย อีกอันที่แปลกดีก็คือก๋วยเตี๋ยวหลอดไส้กลีบกุหลาบ อ่อ! ลืมบอกไปว่าที่ลี่เจียงนี่เป็นดินแดนแห่งดอกไม้นานาพันธุ์เลยครับ ดอกไม้หลากสีบานสะพรั่งสวยมากจริงๆ และคนก็นิยมนำดอกไม้หลายชนิดมาประกอบอาหารเช่นกัน อย่างของฝากชื่อดังที่มีขายทั่วเมืองเก่าก็คือขนมเปี๊ยะไส้กลีบกุหลาบนี่แหละครับ The Boutique ในบริเวณเดียวกันกับ The Lounge จะมีห้องเล็กๆที่หลบอยู่ใกล้โต๊ะรีเซ็พชั่น ซึ่งภายในจะเป็น Boutique ร้านขายของที่ระลึกทั้งที่ทาง Amandayan คัดสรรมาจากช่างฝีมือท้องถิ่น และสินค้าในแบรนด์ Aman เองซึ่งมีตั้งแต่เครื่องหอมไปจนถึงเสื้อผ้าเลยครับ เป็นมุมเล็กๆที่น่าสนใจยังไงก็ลองมาแวะชมกันนะครับ The Library and The Meeting Room พาขึ้นมาชมชั้นสองของอาคาร Lobby กันบ้างครับ ห้องสมุดของทุก Aman นั้นเป็นมุมที่เราชอบเป็นพิเศษ เป็นมุมเงียบๆที่ตกแต่งสวยอบอุ่น ให้อารมณ์บ้านผู้ดีเก่าที่มีความ Sophisticated แบบไม่ต้องพยายาม และที่ Amandayan ก็เช่นกันครับ ไม่ทำให้ผิดหวังเลย ที่พิเศษกว่า Aman อื่นที่เราเคยไปก็คือที่นี่มีห้องประชุมขนาดค่อนข้างใหญ่ที่เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ทุกอย่างเอาไว้ให้บริการด้วย จากสายตาคิดว่าสามารถรองรับคนได้ประมาณ 30 คนสบายๆ ไม่สงสัยเลยว่าทำไม Amandayan ถึงมีบริษัทเก๋ๆพาพนักงานมาพักแบบ Buy Out กันอยู่เรื่อยๆ The Theatre อาคาร Lobby ยังมีชั้นใต้ดินให้เราลงไปสำรวจกันอีกนะครับ ข้างล่างนี้มีห้องที่พิเศษมากก็คือ Private Theatre หรือโรงหนังส่วนตัวที่เพื่อนๆสามารถชวนกันมาเลือกดูหนังได้อย่างจุใจ ห้องนี้จะเป็นที่นิยมมากในช่วงเทศกาลแข่งขันกีฬาต่างๆไม่ว่าจะเป็น โอลิมปิค บอลโลก เทนนิสโอเพ่น ฯลฯ ในบางวันก็จะมีโปรแกรมหนังที่ทางทีม Amandayan เลือกเอามาฉายด้วย และห้องนี้ก็ไม่ได้มาเล่นๆนะครับ ตั้งแต่การออกแบบ วัสดุที่ใช้ตกแต่ง ระบบภาพและเสียง รวมไปถึงคุณภาพของที่นั่งทุกอย่างคือดีเยี่ยมทั้งหมด ตอนที่เปิดเข้ามาเห็นครั้งแรก เราเซอร์ไพร้ซ์กับความจริงจังนี้มากครับ The Spa นอกจากห้องพักที่สวยงามแล้ว อีกสิ่งที่มีชื่อเสียงอย่างมากที่ Aman ก็คือสปาครับ จากประสบการณ์การใช้สปาในแต่ละ Aman ที่เราเคยได้ไปสัมผัสมานั้นดูเหมือนว่าจะมีเวทมนตร์บางอย่างที่มากไปกว่าแค่เพียงความผ่อนคลายสบายตัว แต่จิตใจเราก็รู้สึกสงบนิ่งปลอดภัยราวกับเราได้เข้าไปอยู่ใน Sanctuary บางอย่าง และที่ Amandayan นี้ก็เช่นกัน คุณ Therapist นวดโดยใช้เทคนิคจีนเข้ามาผสม แต่คำว่า “นวด” ก็อาจจะดูน้อยและเบาไปนิดในความรู้สึกของเรา คำว่า “บำบัด” น่าจะเหมาะสมกว่า เพราะเรารู้สึกได้ถึงความใส่ใจในทุกๆการกด การรีด และการลงน้ำหนักมืออันไหลลื่นซึ่งช่วยให้ความตึงเครียดที่สะสมอยู่ในทั้งร่างกายและจิตใจของเราค่อยๆคลายลงจนเราเผลอหลับไปเลยครับ The Gym ชั้นล่างของอาคารสปาเป็นที่ตั้งของห้องฟิตเนสและห้องโยคะที่ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป แต่อุปกรณ์นั้นมีครบครันและทุกชิ้นก็มาตรฐานสูงจากแบรนด์ TechnoGym สายออกกำลังไม่ต้องห่วงเลยครับ ได้ใช้อุปกรณ์ชั้นเยี่ยมอย่างเป็นส่วนตัวแน่นอนครับ The Pool นี่คือหนึ่งในสระน้ำ Outdoor เพียงไม่กี่สระในเขตเมืองเก่าของลี่เจียง (เราคิดว่าน่าจะเป็นสระกลางแจ้งสระเดียวเลยด้วยซ้ำ) ยิ่งไปกว่านั้นสระของ Amandayan ยังมีระบบรักษาอุณหภูมิให้อยู่ที่ประมาณ 28 องศาเซลเซียส ดังนั้นแม้ในวันที่อากาศหนาว แขกของรีสอร์ทก็ยังสามารถลงเล่นน้ำได้อย่างสบายตัว จะมีสักกี่ครั้งที่เราจะได้ว่ายน้ำในเซ็ตติ้งจีนโบราณแบบนี้ The View Pavilion และนี่ก็น่าจะเป็นศาลาชมวิวจากบนเนินเขาหนึ่งเดียวของเมืองเก่าลี่เจียงเช่นกัน เพื่อนๆจะได้ชมวิวเมืองเก่าในมุมที่สวยที่สุดของลี่เจียงแบบพาโนรามาโดยไม่ต้องไปแย่งชิงกับฝูงชนใดๆ นับเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ Exclusive สำหรับแขกของ Amandayan เท่านั้นครับ เพราะคนนอกไม่สามารถเข้ามาตรงจุดนี้ได้ The Tea House ยูนนานนั้นเป็นอีกแหล่งปลูกชาที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน โดยเฉพาะที่เมืองผู่เอ๋อร์ทางใต้ของลี่เจียง ด้วยความที่ลี่เจียงเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าในภูมิภาคมาแต่อดีต โดยเป็นจุดผ่านที่สำคัญของ Tea Horse Road จึงทำให้ลี่เจียงเป็นแหล่งซื้อขายใบชาชั้นดีไปโดยปริยาย การจิบน้ำชาจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวที่ลี่เจียง และในเมืองเก่าก็มีร้านขายชาเก่าแก่มากมายที่เพื่อนๆสามารถไปลองชิมชาได้ แต่ที่ The Tea House ของ Amandayan ไม่ได้มีดีแค่ชาเท่านั้น แต่ที่นี่ยังมีเครื่องดื่มอื่นๆให้เลือกหลากหลาย และมีบริการทั้งติ่มซำและเซ็ต Afternoon Tea แบบจีนประยุกต์ที่พรีเซ้นต์ได้สวยงามขึ้นกล้องมากๆ และที่ว้าวที่สุดก็คือวิวเมืองเก่าจากมุมสุด Exclusive ที่ยิ่งช่วยเสริมให้รสชาติของชานั้นยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นไปอีก Please stay tuned for the Hoparound.co x Amandayan 2026 Exclusive Offer. Wenchang Palace ศาลเจ้าเหวินชางเป็นอีกหนึ่งไอเท่มลับของ Amandayan เลยครับ เมื่อ 300 กว่าปีก่อนสถานที่แห่งนี้เคยถูกใช้เป็นจุดสอบคัดเลือกเข้าเป็นขุนนางข้าราชการของจีน ปัจจุบันผู้คนจึงนิยมมาขอพรเรื่องการเรียนและการงานที่ศาลเจ้าแห่งนี้ ต้นไม้บางต้นที่อยู่ในบริเวณศาลเจ้าก็เป็นต้นไม้เก่าแก่ที่อยู่มาตั้งแต่ก่อนสร้างศาลเจ้าด้วยซ้ำ และเนื่องจากศาลเจ้านี้อยู่ติดกันกับพื้นที่ของรีสอร์ท ทางการจีนจึงมอบหมายให้ Amandayan เป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยทั้งหมด ดังนั้นบริเวณนี้จึงเปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาเที่ยวชมได้ตั้งแต่ 10:00-17:00 น. ในบางวันนอกจากจะมีคนมาขอพรและชมวิวแล้ว เราอาจจะได้เห็นศิลปินมานั่งสเก็ตช์ภาพสวยๆด้วย ได้อารมณ์ชะมัด The Old Town Dayan นั้นเป็นเมืองที่เก่าที่อยู่ในยุครุ่งเรืองที่สุดในบรรดา 3 เมืองโบราณของลี่เจียง ตัวเมืองจึงมีขนาดใหญ่ที่สุดและอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดด้วยเช่นกัน กลายเป็นภาพจำของผู้คนทั่วไปเมื่อพูดถึงเมืองเก่าลี่เจียงโดยเฉพาะในหมู่นักท่องเที่ยว ดังนั้นชื่อเมือง Dayan จึงถูกแทนที่ด้วย Lijiang Old Town ไปโดยปริยาย เขตเมืองเก่าของลี่เจียงนั้นสวยงามดั่งภาพในนิยายจีนโบราณ และมีพื้นที่ถึง 3.8 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็นโซนต่างๆได้ตามทิศเหนือ-ใต้-ออก-ตก ข้อดีของ Amandayan ก็คือมีทางเดินลงมาที่เมืองเก่าได้หลายทางซึ่งแต่ละทางก็จะพาไปโซนที่ต่างกันของเมือง โดยโซนทางเข้าฝั่งทิศเหนือ (North Gate) นั้นนับว่าเป็นทางเข้าหลัก นักท่องเที่ยวก็จะค่อนข้างเยอะกว่าทางเข้าอื่น ตรงกันข้ามกับฝั่ง South Gate ที่นักท่องเที่ยวจะบางตากว่า ใจกลางของเมืองเก่าก็คือ Square Market (จตุรัสกลางเมือง) ซึ่งก็เป็นอีกจุดที่นักท่องเที่ยวหนาแน่นเช่นกัน ทางเดินในเมืองเก่านั้นเต็มไปด้วยตรอกซอกซอยมากมาย วิธีการเดินเที่ยวที่ดีที่สุดคือเดินไปเรื่อยๆ ปล่อยให้ตัวเองได้หลงทางสำรวจเมืองแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก อาจจะยึดเอา Square Market ที่อยู่กลางเมืองและสายน้ำที่ไหลจากเหนือลงใต้ทะลุเมืองเก่าเป็นหลักในการเดาทิศแบบคร่าวๆ ในแต่ละซอกซอยก็เรียงรายไปด้วยร้านค้าตลอดสองข้างทางทั่วทั้งเมือง แต่ก็มักจะขายสินค้าคล้ายๆกัน สินค้าที่มีชื่อจากลี่เจียงและควรค่าจะซื้อกลับไปเป็นของฝากก็อย่างเช่น ชาผู่เอ๋อร์เกรดต่างๆ เห็ดตากแห้ง ขนมเปี๊ยะไส้กลีบกุหลาบ และเครื่องเงิน (อันนี้ต้องเลือกร้านดีๆนะครับ หรือปรึกษา Conceirge ที่ Aman ก่อนก็ได้ เพราะได้ข่าวมาว่าบางร้านก็ไม่ใช้เงินแท้) ในแต่ละช่วงเวลาของวัน เมืองเก่าจะมี Vibes ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ช่วงเช้าเป็นช่วงที่เราชอบมากที่สุด เพราะยังเงียบสงบ ร้านรวงยังเปิดกันไม่ครบ นักท่องเที่ยวยังน้อย เหมาะมากกับการเดินเล่นชมเมืองเพลินๆและเก็บภาพสวยๆ ลี่เจียงในช่วงเช้ามีเสน่ห์มาก เราแนะนำให้เพื่อนๆลองมาเดินเล่นกันดูนะครับ ช่วงกลางวันตัวเมืองเริ่มพลุกพล่านไปด้วยผู้คนทำให้เมืองดูมีชีวิตชีวาไปอีกแบบ เราเห็นนักท่องเที่ยวหลายคนตั้งใจมาแต่งชุดพื้นเมืองถ่ายรูปกันแบบจริงจังเลย ส่วนในช่วงกลางคืน (โดยเฉพาะบริเวณ Square Market) เมืองเก่าก็จะกลายร่างเป็นผีเสื้อราตรีงานแสงสีเสียงฉ่ำมาก ผับบาร์พร้อมใจกันอวดแสงไฟหลากสี และมีดนตรีทั้งเล่นสด และเปิดแผ่นเรียกลูกค้ากันสนุกสนานเลย Zhongyi Market ถ้าเพื่อนๆอยากจะหลบหลีกนักท่องเที่ยวไปหามุมที่ “Authentic” ในเมืองเก่าลี่เจียง เราขอแนะนำให้ลองมาเดินตลาดจงยี่ตอนเช้า ที่นี่เป็นตลาดสดที่เราแทบไม่เจอนักท่องเที่ยวเลย แต่จะเป็นคนท้องที่ที่เข้ามาจับจ่ายผลิตผลทางการเกษตรต่างๆ เราจะได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ทางอาหารและวัฒนธรรมของผู้คนที่อาศัยอยู่บนภูเขารอบๆลี่เจียง ลำพังแค่หัวมันก็มีตั้งหลายชนิดและหลายสีให้เลือกแล้ว Fun Fact ที่เราก็เพิ่งรู้ก็คือถ้าเนื้อของหัวมันเป็นสีอะไร ดอกของต้นมันก็จะเป็นสีนั้นไปด้วย ส่วนใครที่อยากลิ้มลองอาหารท้องถิ่น ใกล้ๆกับตลาดก็มีฟู้ดคอร์ทแบบชาวบ้านไว้บริการด้วยนะครับ Mu’s Mansion ตระกูล Mu (มู่) เป็นตระกูลชาว Naxi ที่ปกครองดินแดนละแวกนี้มากว่า 1,200 ปี ตระกูล Mu มีความเชี่ยวชาญอย่างยิ่งในการวางผังเมือง และเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาอารยธรรมของชาว Naxi ให้ก้าวหน้าแซงชนเผ่าอื่นๆในละแวกนี้จนถึงขั้นมีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง นอกจากนี้ยังมีค่านิยมที่ปลูกฝังให้ลูกหลานรักการอ่านเขียน จึงยิ่งทำให้ชาว Naxi นั้นมีความเจริญรุ่งเรืองมากกว่าใคร ด้วยการให้ความสำคัญกับการศึกษามายาวนาน เราจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมภายในคฤหาสน์ของตระกูล Mu นี้จึงมีหอสมุดที่เป็นอาคารสูง 3 ชั้นเพียงหลังเดียวในเมืองเก่าลี่เจียง อาคารอื่นๆทั้งหมดในตัวเมืองจะเตี้ยกว่านี้ทั้งสิ้น ในวันที่รุ่งโรจน์ที่สุดของตระกูล Mu อาณาบริเวณของคฤหาสน์แห่งนี้เคยกว้างขวางถึงประมาณ 40 ไร่ และมีความยิ่งใหญ่งดงามจนมีคนเอาไปเปรียบว่าเป็นขนาดย่อส่วนลงมาของพระราชวังต้องห้ามในปักกิ่ง ตระกูล Mu นั้นอาศัยอยู่ในคฤหาสน์แห่งนี้ต่อเนื่องกันมาถึง 22 รุ่น แต่หลังจากผ่านศึกสงครามมานับครั้งไม่ถ้วนโดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ชิง ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีนก่อนจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง Mu’s Mansion บางส่วนจึงถูกทำลายลงไปจนปัจจุบันเหลือพื้นที่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น และอาคารส่วนใหญ่ที่เห็นในปัจจุบันก็เป็นการสร้างขึ้นใหม่ตามดีไซน์เก่าในช่วงทศวรรษ 90 แต่ความสวยงามก็ยังคงทำให้เราตื่นตะลึงได้ไม่ยากนัก Naxi Ancient Music Recital สำหรับใครที่อยากดื่มด่ำกับความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมของชาว Naxi ไปอีกระดับ เราขอแนะนำให้มาชมการแสดงดนตรีโบราณแบบสดๆ สามารถให้ทาง Amandayan จองให้ได้เลยครับ แนวดนตรีจะมีความคล้ายงิ้วที่ประณีตขึ้นมาอีกระดับ เป็นเรื่องน่าทึ่งนะครับที่คนโบราณสามารถประดิษฐ์เครื่องดนตรีขึ้นมาได้หลากหลายแบบ และทำให้ทุกชิ้นสอดประสานกันขึ้นเป็นเพลงที่ไพเราะและมีเอกลักษณ์ได้แบบนี้ Black Dragon Pool อีกหนึ่งพิกัดสุด Iconic ของลี่เจียงก็คือสระมังกรดำที่ตั้งอยู่ที่เชิงเนินเขาช้าง (Elephant Hill) ซึ่งสระแห่งนี้เป็นทั้งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน สวนสาธารณะที่ร่มรื่นเดินเพลิน สถานอนุรักษณ์น้ำของรัฐ ที่ตั้งพิพิธภัณฑ์และสถาบันวิจัยวัฒนธรรมตงปา (Dongba) ของชาว Naxi และเป็นแหล่งรวมงานสถาปัตยกรรมจากหลายยุคสมัยทั้งแบบ Naxi และแบบชาวฮั่น อาคารบางหลังเช่นหอ Wufeng หลังคาซ้อน 3 ชั้นที่ปัจจุบันตั้งอยู่คู่กับสะพานหินอ่อนสีขาวกลางสระ ก็เป็นศิลปะตั้งแต่ราชวงศ์หมิง อายุกว่า 400 ปี ซึ่งถูกย้ายมาจากวัด Fuguo ที่อยู่นอกเมือง Dayan ออกไป ใดๆก็ตาม สิ่งที่ทำให้ Black Dragon Pool มีชื่อเสียงที่สุดก็คือวิวที่สวยหยาดเยิ้มชวนฝัน เป็นความลงตัวของการจัดวางสิ่งก่อสร้างโดยฝีมือมนุษย์กับวิวภูเขาหิมะมังกรหยกที่ตั้งเป็นฉากปังๆอยู่ด้านหลัง สระน้ำที่สะท้อนเงาวิวทั้งหมดในวันฟ้าใสก็ยิ่งเพิ่ม Wow Factor ให้กับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า หากเพื่อนๆมีเวลานอกจากจุดชมวิวชื่อดังแล้ว Black Dragon Pool ก็ยังมีอะไรอีกเยอะแยะให้เดินดูได้เพลินๆหลายชั่วโมงเลยครับ Excursions มณฑลยูนนานของจีนนั้นเป็นมณฑลที่มีเมืองที่ตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่หลักสิบเมตรไปจนถึงหลายพันเมตร ถ้าจะเอาตัวเลขเป๊ะๆก็คือ 76.4 - 6,740 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ดังนั้นจึงเป็นมณฑลที่มีความหลากหลายมาก ข้อดีของการมาเที่ยวลี่เจียงก็คือเราสามารถเทค Day Trip ออกนอกเมืองไปที่อื่นได้อีกหลายจุด โดยเราสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกรวดเร็วและราคาไม่แพง (โดยเฉพาะการเดินทางด้วยรถไฟ) เช่น ต้าลี่ และคุนหมิง ซึ่งในทริปนี้เรายังไม่มีโอกาสได้ไปเก็บภาพมาฝากกัน แต่ไม่ต้องห่วงครับ เราไปเยี่ยมชมที่อื่นๆมาอีกหลายที่เลยครับ ลองดูเพื่อเป็นไอเดียตามรอยได้ด้านล่างนี้ครับ Jade Dragon Snow Mountain ที่แรกที่พลาดไม่ได้ก็คือภูเขาหิมะมังกรหยกที่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 5,596 เมตร ซึ่งสูงกว่า Mont Blanc (4,809 เมตร) ภูเขาที่สูงที่สุดในยุโรปตะวันตกเสียอีก นอกจากจะสวยมากๆแล้ว ภูเขาแห่งนี้ยังเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาว Naxi ให้ความเคารพมาแต่โบราณ ด้วยเหตุนี้จึงว่ากันว่ายังไม่เคยมีใครได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปเหยียบบนจุดสูงสุดยอดเขาจริงๆเสียที แต่เราสามารถนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปที่ความสูง 4,506 เมตร เพื่อชมยอดเขาในระยะใกล้ๆได้ จากจุดนี้ก็จะมีทางให้เดินเท้าขึ้นต่อไปได้อีกแต่ก็ไม่ถึงจุดยอดสุดนะครับ สำหรับการเดินทางจากลี่เจียง เราต้องนั่งรถออกนอกเมืองไปประมาณ 1 ชม. เราสามารถเช่ารถพร้อมคนขับ แล้วให้คนขับช่วยจัดการเรื่องตั๋วกระเช้าลอยฟ้าและตั๋วจุดท่องเที่ยวอื่นๆได้เลย (หาดูได้ตามกลุ่มเที่ยวเมืองจีนต่างๆในเฟสบุ้คนะครับ) หรือจะให้ทาง Amandayan จัดทริปให้ก็จะสะดวกมากกว่า อีกอย่างก็คืออย่าลืมพกกระป๋องออกซิเจนขึ้นมาด้วยนะครับ เพราะอาการข้างบนค่อนข้างบาง ส่วนใครที่เป็นโรคแพ้ความสูงก็ต้องเตรียมตัวล่วงหน้ามาให้ดีด้วยนะครับ Lijiang Impression Show ใกล้ๆกับสถานีกระเช้าลอยฟ้าขาขึ้นด้านล่างเขามังกรหยก ก็จะเป็นโรงละครสำหรับการแสดงอันเลื่องชื่อของเมืองลี่เจียงที่กำกับโดยจาก อี้ โหมว ผู้กำกับชาวจีนผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 3 ครั้ง และยังเป็นผู้ออกแบบการแสดงในพิธีโอลิมปิกที่ปักกิ่งเมื่อปี 2008 ด้วย สารภาพตามตรงว่าครั้งแรกที่ได้ยินว่ามีการแสดงที่นี่ เราไม่ได้รู้สึกอยากดูเลยเพราะคิดว่าจะต้องเป็นกับดักนักท่องเที่ยวที่การแสดงจะออกแนวแห้งๆปลอมๆแน่ๆ แต่เมื่อได้เข้ามาดูจริงๆกลับรู้สึกประทับใจกับการนำเสนอที่มีรสนิยมสมชื่อ Lijiang Impression Show ความตระการตาเริ่มต้นตั้งแต่ภูเขามังกรหยกที่ตั้งเป็น Background อยู่ด้านหลัง ตัดกับเวทีสีแดงสุด Iconic เอาเข้าจริงๆเราแทบไม่ได้ติดตามเส้นเรื่องของตัวโชว์เท่าไหร่นัก แต่เราก็อินไปกับงาน Visual และ Movement ของนักแสดงในทุกๆฉาก แม้ในวันที่เราเข้าชมฝนจะตกหนักเกือบตลอดการแสดง แต่นั่นก็ยิ่งกลับทำให้ได้ความ Dramatic ไปอีกแบบ ที่สำคัญนักแสดงกว่า 500 ชีวิตนั้นเป็นชาว Naxi พื้นเมืองทั้งหมดก็แสดงแบบมืออาชีพมาก ไม่ว่าอากาศจะเป็นอย่างไร The Show Must Go On ฉะนั้นก็เท่ากับว่าเราก็จะได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านมีรายได้ไปด้วย ใครที่ลังเลอยู่ว่าจะดูโชว์ดีมั้ย เราก็แอบเชียร์ให้ดูนะครับ อย่างน้อยก็จะได้รูปปังๆมาอวดเพื่อนแน่นอน Blue Moon Valley ไม่ไกลจากจุดขึ้นเคเบิ้ลคาร์ของภูเขามังกรหยกมาทางทิศตะวันออก ก็คือ “ไป๋ซุยเหอ” หรือ Blue Moon Valley ซึ่งเป็นอุทยานน้ำสีฟ้าที่สวยงามมาก จนมองลงมาจากที่สูงแล้วเห็นเหมือนมีพระจันทร์สีน้ำเงินฝังอยู่ในหุบเขา เนื่องจากบนเขาหิมะมังกรหยกนั้นมีแร่ธาตุ Copper Sulfate ค่อนข้างเข้มข้น เมื่อหิมะละลายไหลลงมาจึงพาเอาไอออนทองแดง (Copper Ion) มาอยู่ในน้ำด้วย ซึ่งน้ำสวยๆแบบนี้ไม่เหมาะกับการบริโภคนะครับ แต่จะมีความเชื่อให้ล้างมือ 3 ครั้งในน้ำเพื่อความโชคดี 3 เรื่อง โดยครั้งแรกจะหมายถึงอาชีพการงาน ครั้งที่สองหมายถึงทรัพย์สินเงินทอง และครั้งที่สามหมายถึงความรักที่มั่นคง แม้ชื่อจะแปลว่าหุบเขา แต่หุบเขา Blue Moon Valley นี้ก็ยังตั้งอยู่ที่ระดับความสูงกว่า 4,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ลำธารที่ไหลมาจะถูกแนวหินกั้นแบ่งเอาไว้กลายเป็นแอ่งน้ำคล้ายทะเลสาบย่อยๆถึง 5 แห่ง หลังจากซื้อตั๋วแล้วก็จะมีบริการรถ Buggy สีเขียววิ่งรับส่งระหว่าง 3 จุดสต็อปอยู่ตลอดเวลาและเราก็สามารถขึ้นลงได้ตามความสะดวก ตัวธรรมชาตินั้นมหัศจรรย์และสิ่งปลูกสร้างอำนวยความสะดวกก็ยอดเยี่ยมมาก แต่อาจจะต้องเล็งจังหวะในการถ่ายรูปดีๆ เพราะความสวยของหุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงินนี้ก็มีพลังดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมากให้เดินทางมาชมด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะคู่ว่าที่บ่าวสาวที่นิยมมาถ่ายรูป Pre-Wedding กันหลายคู่เลย Wenhai Yi Village ความเอ็กซ์คลูซีฟของ Aman ก็คือเราสามารถขอให้ไกด์จัดทริปพาออกนอกเส้นทางที่เป็นที่นิยมนักท่องเที่ยวทั่วไปเพื่อไปสัมผัสกับวิถีชีวิตแบบ Authentic ของผู้คนท้องถิ่นได้ด้วย อย่างที่เล่ามาตั้งแต่แรกว่า Naxi คือชนเผ่าหลักที่อาศัยอยู่ในลี่เจียง แต่ในความเป็นจริงแล้วยูนนานประกอบไปด้วยชนเผ่าต่างๆกว่า 25 เผ่า วันนี้ทาง Amandayan จึงพาเราไปเยี่ยมชมหมู่บ้านชาว Yi (ยี่) ที่อยู่ใกล้ๆกับทะเลสาบเหวินไห่ และแวะชมธรรมชาติที่สวยงามระหว่างทางไปด้วย ทะเลสาบเหวินไห่เป็น Alpine Lake ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 3,100 เมตร และจะมีน้ำเป็นบางฤดูกาล ทำให้พื้นที่รอบๆนั้นเป็น Wet Land ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยหญ้าเขียวขจี และชาวบ้านจึงใช้เป็นสถานที่เลี้ยงม้าหลายสิบตัว จึงเกิดเป็นภาพที่สวยงามแปลกตา เป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยว Unseen ของลี่เจียงครับ หลังจากแวะถ่ายรูปกับน้องม้าจนพอใจแล้ว ไกด์ (คุณโทมัส) ก็พาเราเดินทางขึ้นเขาต่อไปยังหมู่บ้านของชาว Yi แบบไม่ได้มีจุดหมายว่าจะไปบ้านไหนเป็นพิเศษ คุณโทมัสบอกว่าถ้าเจอใครอยู่บ้านก็จะไปเคาะประตูขอเข้าไปชมบ้านและพูดคุยแบบดิบๆเลยเพื่อความ Real และเราก็โชคดีครับ มีคุณตาคุณยายคู่หนึ่งอยู่ที่บ้านพอดี เราจึงได้เข้าไปเยี่ยมชมภายในบริเวณบ้านของพวกเขา และได้นั่งคุยโดยมีไกด์ช่วยแปลภาษาให้ด้วย เป็นประสบการณ์ที่พิเศษมากเลยครับ คุณโทมัสเล่าให้ฟังว่าชาวเผ่า Yi นั้นรักสนุก และใช้ชีวิตแบบมีความสุขวันต่อวัน โดยเฉพาะผู้ชายที่จะดื่มสุราหนักและมักจะมีชีวิตสั้นกว่าผู้หญิง ต่างจากชาว Naxi ที่ชอบคิดการณ์ไกลและวางแผนล่วงหน้าโดยคุณโทมัสเปรียบเทียบว่า ถ้ามีการฆ่าหมูมาทำอาหาร ชาว Yi ก็จะชวนคนมาสังสรรค์กันทั้งหมู่บ้านและกินหมูให้หมดภายในคราวเดียว ส่วนชาว Naxi จะมีการแบ่งและถนอมอาหารเก็บไว้กินในอนาคต Tiger Leaping Gorge ช่องเขาเสือกระโจนอันเลื่องชื่อนั้นอยู่ห่างจากลี่เจียงไปทางเหนือประมาณ 60 กิโลเมตร ถ้าใครเดินทางไป Shangri-la ด้วยรถยนต์ก็แวะเที่ยวเป็นทางผ่านได้นะครับ ช่องเขาเสือกระโจนเป็นช่องแคบระหว่างภูเขาสูงเสียดฟ้า 2 ลูกเป็นระยะทาง 23 กิโลเมตรคือเขาหิมะมังกรหยก (สูง 5,596 เมตร) กับเขาหิมะฮาปา (สูง 5,390 เมตร) โดยเบื้องล่างมีแม่น้ำแยงซีตอนบน (Upper Yangtze) ไหลผ่าน แต่จุดที่เป็นที่มาชองชื่อช่องเขาเสือกระโจนจริงๆนั้นจะเป็นจุดที่แคบที่สุด (25 เมตร) โดยชื่อนี้ได้มาจากตำนานที่ว่าเคยมีเสือตัวหนึ่งกระโจนข้ามแม่น้ำณ จุดนี้เพื่อหลบหนีนายพราน และความแคบนี้ก็ยิ่งทำให้แม่น้ำเชี่ยวกรากดุดันสุดๆเช่นกัน สำหรับจุดที่ลึกที่สุดของช่องเขานี้โดยวัดจากยอดเขาลงไปที่แม่น้ำด้านล่างก็คือ 3,790 เมตร ซึ่งลึกกว่าแกรนด์แคนยอนเกือบ 2 เท่า สรุปง่ายๆว่าทั้งแคบมาก แรงมาก และลึกมากกกกกกก การเข้าชมช่องเขาเสือกระโจนนั้นต้องซื้อตั๋วคนละ 45 หยวน และถ้าไม่อยากออกแรงเดินลงและเดินกลับขึ้นมาด้วยตัวเองซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็สามารถจ่ายเพิ่มเพื่อใช้บันไดเลื่อนอีกคนละ 70 หยวนรวมสำหรับทั้งขาลงและขากลับขึ้นมา นอกจากจุดที่แคบที่สุดแล้ว ตลอดระยะทาง 23 กิโลเมตรของช่องเขาเสือกระโจนนี้เต็มไปด้วยวิวที่สวยอลังการตลอดเส้นทาง เราขับรถทะลุออกมาอีกฝั่งและแวะจิบกาแฟชมยอดเขาหิมะ Haba ที่สูงไล่เลี่ยกันกับเขามังกรหยกเลย ปล.ถ้ามีเวลา มีคนแนะนำให้ลองค้างคืนแบบ Glamping แถวๆจุดที่เราแวะจิบกาแฟนี้ จะเห็นดาวเต็มฟ้า และทางช้างเผือกได้ชัดๆเลยครับ Bai Shui Tai ไป๋สุยไถ หรือระเบียงธารน้ำขาว อีกหนึ่งความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่อยู่ห่างจาก Shangri-la ประมาณ 106 กิโลเมตร ถ้าไม่ได้เดินทางด้วยรถยนต์จากลี่เจียงมา Shangri-la อาจจะต้องข้ามที่นี่ไป ว่ากันว่าไป๋สุ่ยไถนั้นเป็นจุดที่ผู้ก่อตั้งลัทธิ Dongba (ตงปา) ของชาว Naxi ที่นับถือธรรมชาติเป็นพระเจ้าใช้ประกาศคำสอนหลังเดินทางกลับมาจากทิเบต แอ่งน้ำทรงโค้งสีขาวที่เรียงตัวลดหลั่นกันเป็นขั้นบันไดลงมาตามไหล่เขาเกิดจากหินปูน (Calcium Carbonate) ในน้ำที่ค่อยๆก่อตัวผ่านกาลเวลาปีแล้วปีเล่าทำให้เกิดภาพที่มหัศจรรย์ไม่เหมือนใคร สีของน้ำเองก็มีหลายเฉดทั้งใส ฟ้า เขียว และเหลืองสวยงามมาก ขาขึ้นเราตัดสินใจเช่าม้าแคระขี่ขึ้นมา และค่อยๆเดินลงเองไปตามเส้นทางที่เดินค่อนข้างสะดวกสบายครับ Shangri-La แชงกรีล่า หรือ เซียงเกอหลีลา เป็นชื่อเมืองในเขตการปกครองตนเองของชนชาติทิเบตตี๋ชิ่งที่รัฐบาลจีนได้ตัดสินใจเปลี่ยนจากชื่อเดิมคือจงเตี้ยน เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อเมืองลึกลับที่ถูกสมมติขึ้นมาในนิยายเรื่อง The Lost Horizon ที่เขียนโดย James Hilton ในปี 1933 หลังจากที่เขาได้เดินทางมายังเทือกเขาหิมาลัยไม่กี่ปีก่อนหน้านั้นโดยในนิยายเขาพรรณนาถึง Shangri-la ไว้ว่าเป็นเมืองอันใกล้โพ้นซึ่งงดงามดั่งสวรรค์ มีผู้คนที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและมีอายุยืนยาวนับร้อยปี แม้จะยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าบริเวณใดในเทือกเขาหิมาลัยที่ตรงกับคำบรรยายในนิยายที่สุด บ้างก็ว่าน่าจะเป็นที่ Hunza Valley ในปากีสถานมากกว่า แต่เมืองจงเตี้ยนนั้นเคลมไวก่อนใคร และได้ใช้ชื่อแชงกรีล่าอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2001 ที่นี่จึงกลายเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งเมื่อมาเที่ยวลี่เจียงเพราะสามารถนั่งรถไฟมาถึงได้ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 30 นาที อย่างไรก็ตาม แชงกรีล่าหรือเมืองจงเตี้ยนเดิมนั้นก็สวยงามและมีเอกลักษณ์ในแบบทิเบต ตัวเมืองเก่านั้นดูขลังและสงบ มีแลนด์มาร์คเป็นกงล้อธรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกสีทองอร่ามของวัดต้าฝอ (วัดพระใหญ่) ที่อายุเก่าแก่กว่า 1,600 ปีตั้งเด่นอยู่บนเนินเขาใจกลางเมือง กงล้อธรรมนั้นมีลักษณะเหมือนหอคอยสูง 23 เมตรที่สามารถหมุนได้เมื่อหลายๆคนช่วยกันผลัก ว่ากันว่าเมื่อสวดมนต์ขอพรขณะหมุนกงล้อก็จะทำให้บทสวดนั้นก้องกังวานไปถึงสวรรค์ นอกจากนี้ยังมีอีกวัดที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันก็คือวัดซงจ้านหลิน (Songzanlin) ซึ่งอยู่ห่างออกจากเมืองเก่าไปประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นวัดทิเบตนิกายลามะหมวกเหลืองที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลยูนนาน และถอดแบบมาจากพระราชวังโปตาลาในกรุงลาซา จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น Little Potala Palace วัดซงจ้านหลินสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1679 โดยดาไลลามะองค์ที่ 5 ด้วยศิลปะทิเบตผสมจีนฮั่น ในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดว่ากันว่ามีกุฏิในวัดที่สามารถรองรับพระสงฆ์ได้ถึง 2,000 รูป แต่ระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน วัดก็ได้รับความเสียหายไปเยอะมากจึงต้องบูรณะขึ้นมาใหม่อีกครั้งในปี 1983 ปัจจุบันแม้พระสงฆ์จะมีจำนวนน้อยลงกว่าในยุคก่อน แต่ภายในวัดนั้นก็ยังเต็มไปด้วยสมบัติเก่าและวัตถุมีค่าให้ไปศึกษามากมาย แต่หากมีเวลาน้อย(เหมือนเรา) แค่เดินชมบรรยากาศก็คุ้มค่ามากๆแล้วครับ ถ้าใครชอบแต่งชุดท้องถิ่นถ่ายรูป ก็สามารถจัดเต็มที่นี่ได้เช่นกันครับ Wrapping Up Our Stay การมาพักที่ Amandayan นั้นดูเหมือนจะสามารถต่อยอดเป็นทริปย่อยๆออกไปได้ไม่รู้จบ เวลาถูกถามว่าควรที่นี่พักกี่คืนดี เราจึงตอบได้ค่อนข้างยากเพราะขึ้นอยู่กับว่าเพื่อนๆอยากจะไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง แต่หากเน้นเที่ยวเมืองเก่าลี่เจียงเป็นหลักและอาจจะออก Day Trip โดยรวบเที่ยวภูเขาหิมะมังกรหยก ดูโชว์ Lijiang Impression และ Blue Moon Valley ให้ครบทั้ง 3 ที่ภายในวันเดียวกันก็สามารถทำได้ เพราะทั้ง 3 จุดนั้นอยู่ใกล้กัน จากประสบการณ์เราคิดว่า 3-4 คืนน่าจะกำลังดีครับ แต่หากจะไปเที่ยวจุดอื่นๆที่ไกลออกไปด้วยก็ต้องเผื่อเวลาเพิ่ม หรือแทรกด้วยการไปนอนค้างที่เมืองอื่น อย่าลืมว่าตัว Amandayan เองก็เป็นจุดหมายปลายทางในตัวเองอยู่แล้วด้วยเช่นกัน ในเมื่อเพื่อนๆมีโอกาสได้มาพักที่นี่ทั้งที เราก็อยากให้เพื่อนๆได้มีเวลาดื่มด่ำประสบการณ์วิถี Aman ที่รีสอร์ทอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเร่งรีบ ธรรมชาติที่อลังการและความ Exotic ของลี่เจียงนี้อยู่ใกล้บ้านเรามากกว่าที่คิด ยังไงมาตามรอยกันนะครับ Amandayan รอให้คุณมาสัมผัสอยู่ครับ ข้อเสนอพิเศษ Lijiang Escape จาก Amandayan ร่วมกับ Hoparound.co 1. ห้องพักเรทพิเศษ เริ่มต้น XXXX++ หยวน (ลดลงจากเรทปกติของแต่ละ Room Type 20%) 2. อาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน 3. บริการรถรับหรือส่งจาก สนามบิน Lijiang Sanyi Airport หรือสถานีรถไฟ (เลือกได้ขาใดขาหนึ่ง) 4. บริการผลไม้สดประจำวัน และ Turn Down Amenities 5. กิจกรรมเชิงวัฒนธรรมประจำวัน 6. ซอฟท์ดริ้งค์ในมินิบาร์ ห้องพักเรทพิเศษ (ขึ้นอยู่กับห้องว่างและราคาในแต่ละช่วง) Courtyard Suite เริ่มต้น CNY XXXX++ Deluxe Suite เริ่มต้น CNY XXXX++ Amandayan Villa เริ่มต้น CNY XXXX++ ถ้าเพื่อนๆอ่านโพสต์นี้แล้ว อยากจะตามรอย เรามีโปรดีๆมาบอกกันเอาไว้ก่อนด้วยนะครับราคาพิเศษสำหรับแฟนๆ ชาว Hoparound.co เมื่อจองผ่านเรา Please stay tuned for the Hoparound.co x Amandayan 2026 Exclusive Offer. #LetsHoparound #Amandayan

  • รีวิว THE SHARE HOTELS KIRO Hiroshima โรงแรมเดอะแชร์ คิโระ ฮิโรชิมะ ดีไซน์โฮเทลใจกลางเมือง ใกล้ที่เที่ยว ฟีลดี ครบทั้งพักผ่อนและไลฟ์สไตล์

    รีวิว THE SHARE HOTELS KIRO Hiroshima โรงแรมเดอะแชร์ คิโระ ฮิโรชิมะ ดีไซน์โฮเทลใจกลางเมือง ใกล้ที่เที่ยว ฟีลดี ครบทั้งพักผ่อนและไลฟ์สไตล์ เมื่อการเดินทางในยุคปัจจุบันไม่ได้หมายถึงเพียงการไป “เช็คอิน” ในสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอีกต่อไป แต่ขยับไปสู่การเสพประสบการณ์ การซึมซับบรรยากาศ และการใช้ชีวิตในพื้นที่นั้นจริงๆ การเลือกโรงแรมจึงกลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของทริป และสำหรับเมืองอย่าง “ฮิโรชิมะ” ซึ่งมีทั้งมิติของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความร่วมสมัย โรงแรมที่สะท้อนตัวตนของเมืองได้อย่างน่าสนใจ ชื่อของ THE SHARE HOTELS KIRO Hiroshima จึงกลายเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน THE SHARE HOTELS KIRO Hiroshima ไม่ใช่โรงแรมที่เน้นความหรูหราในแบบดั้งเดิม แต่เลือกเล่าเรื่องผ่าน “พื้นที่” และ “ประสบการณ์” ด้วยแนวคิดของการแบ่งปัน ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันพื้นที่ส่วนกลาง มุมมองการใช้ชีวิต หรือแม้กระทั่งแรงบันดาลใจในการเดินทาง โรงแรมแห่งนี้จึงไม่ใช่แค่ที่พัก แต่เป็นเหมือน Basecamp ของคนที่อยากใช้เวลาในฮิโรชิมะอย่างมีคุณภาพ จองห้องพักได้ที่นี่ ทำเลที่ตั้งใน Fukuro-machi ศูนย์กลางของการใช้ชีวิตในฮิโรชิมะ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเข้าพักที่ KIRO Hiroshima มีความน่าสนใจตั้งแต่แรกเริ่ม คือทำเลที่ตั้งในย่าน Fukuro-machi ซึ่งถือเป็นหัวใจของชีวิตเมือง ชื่อของย่านนี้อาจไม่ได้เป็นที่คุ้นหูนักท่องเที่ยวมากเท่ากับแลนด์มาร์กอย่าง Peace Memorial Park หรือ Atomic Bomb Dome แต่ในความเป็นจริงแล้ว Fukuro-machi คือพื้นที่ที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน จากโรงแรมสามารถเดินไปยังถนน Hondori ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งหลักของเมืองได้ภายในไม่กี่นาที บริเวณรอบๆ เต็มไปด้วยร้านกาแฟ ร้านอาหาร และร้านท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังสามารถเดินไปยังสวนสันติภาพฮิโรชิมะได้อย่างสะดวก ทำให้การวางแผนเที่ยวในแต่ละวันไม่จำเป็นต้องใช้การเดินทางที่ซับซ้อน สิ่งที่โดดเด่นกว่านั้นคือการได้อยู่ในย่านที่มีชีวิตจริง ไม่ใช่ย่านท่องเที่ยวที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อผู้มาเยือนเพียงอย่างเดียว คุณจะเห็นคนท้องถิ่นใช้ชีวิต กินข้าว ทำงาน และใช้พื้นที่เดียวกันกับคุณ ซึ่งทำให้การเข้าพักมีมิติที่ลึกขึ้นกว่าการเป็นเพียงนักท่องเที่ยวที่ผ่านไป แนวคิดของ The Share Hotels และความหมายของคำว่า “KIRO” The Share Hotels เป็นแบรนด์โรงแรมที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่น โดยมีแนวคิดร่วมกันคือการ “สร้างพื้นที่ที่เชื่อมโยงคน” มากกว่าเพียงการให้บริการห้องพัก และในแต่ละเมือง โรงแรมภายใต้แบรนด์นี้จะถูกออกแบบให้สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่นั้นๆ อย่างชัดเจน สำหรับ KIRO Hiroshima คำว่า “KIRO” มีความหมายเชิงนามธรรมเกี่ยวกับการบันทึก ความทรงจำ และการเคลื่อนไหวของผู้คน ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของดีไซน์ การจัดวางพื้นที่ และกิจกรรมต่างๆ ภายในโรงแรม ทันทีที่ก้าวเข้าไปในล็อบบี้ สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือบรรยากาศที่ไม่เหมือนโรงแรมทั่วไป ไม่มีความเป็นทางการที่ทำให้ผู้เข้าพักรู้สึกต้องระวังตัว ในทางกลับกัน พื้นที่กลับให้ความรู้สึกเป็นมิตร เปิดกว้าง และเชื้อเชิญให้ใช้เวลาอยู่ตรงนั้น Lobby และ Showcase พื้นที่ที่ทำหน้าที่มากกว่าการต้อนรับ ล็อบบี้ของ KIRO ไม่ได้มีหน้าที่เป็นเพียงจุดเช็คอิน แต่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่ผู้เข้าพักสามารถใช้เวลาได้จริง ภายในมีการจัดวางเฟอร์นิเจอร์แบบหลวมๆ ไม่เป็นทางการ มีทั้งโซฟา โต๊ะไม้ และมุมอ่านหนังสือที่ให้ความรู้สึกคล้ายห้องนั่งเล่นของบ้าน ส่วนหนึ่งของพื้นที่ถูกจัดให้เป็น Showcase สำหรับจัดแสดงสินค้าและงานออกแบบจากทั่วประเทศญี่ปุ่น สิ่งของที่ถูกเลือกมาวางขายไม่ใช่ของที่ระลึกแบบทั่วไป แต่เป็นสินค้าที่มีเรื่องราว มีที่มา และสะท้อนตัวตนของผู้ผลิต การเลือกซื้อของจากมุมนี้จึงให้ความรู้สึกเหมือนได้ค้นพบอะไรบางอย่าง มากกว่าการซื้อของฝากตามร้านค้าทั่วไป อีกองค์ประกอบที่ทำให้พื้นที่นี้น่าสนใจคือมุมหนังสือ ซึ่งคัดเลือกเล่มที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคเซโตะอุจิ ทั้งในแง่ของธรรมชาติ วิถีชีวิต และวัฒนธรรม หนังสือเหล่านี้ไม่ได้ถูกวางไว้เพื่อการตกแต่ง แต่สามารถหยิบอ่านได้จริง และเป็นอีกหนึ่งวิธีที่โรงแรมใช้สื่อสารกับผู้เข้าพักโดยไม่ต้องใช้คำพูด Cicane – Liquid Stand ประสบการณ์คาเฟ่ที่ไม่หยุดนิ่ง บริเวณหนึ่งของชั้นล่างคือพื้นที่ของ Cicane – Liquid Stand ซึ่งเป็นคาเฟ่ในรูปแบบ Pop-up ที่เปลี่ยนผู้ให้บริการและคอนเซ็ปต์ไปเรื่อยๆ การตัดสินใจใช้โมเดลนี้ทำให้คาเฟ่ไม่อยู่ในสภาพเดิมซ้ำๆ และทำให้การกลับมาพักในครั้งถัดไปยังคงมีความแปลกใหม่ ในแต่ละช่วงเวลา คาเฟ่อาจนำเสนอเมนูที่แตกต่างกันออกไป บางช่วงเน้นกาแฟสเปเชียลตี้ บางช่วงเน้นเครื่องดื่มสร้างสรรค์ หรือแม้กระทั่ง collaboration กับแบรนด์ท้องถิ่น การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่สร้างความน่าสนใจให้กับผู้เข้าพัก แต่ยังเปิดโอกาสให้ชุมชนและธุรกิจท้องถิ่นได้มีพื้นที่ในการแสดงตัวตน การมีคาเฟ่ในรูปแบบนี้อยู่ภายในโรงแรม ทำให้ KIRO ไม่ใช่แค่สถานที่พักผ่อน แต่กลายเป็น destination เล็กๆ ในตัวเอง ที่แม้แต่คนท้องถิ่นก็ยังเข้ามาใช้งาน ห้องพัก LOFT 4 การออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ห้องพักเป็นอีกส่วนที่สะท้อนแนวคิดของโรงแรมได้อย่างชัดเจน ห้องประเภท LOFT 4 ที่เข้าพักในครั้งนี้มีขนาด 25 ตารางเมตร ซึ่งหากมองในเชิงตัวเลขอาจไม่ได้ใหญ่โตมากนัก แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกแตกต่างคือการจัดสรรพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ตกคืนละประมาณ 5,256.04 บาท โครงสร้างแบบลอฟท์ช่วยแยกพื้นที่การใช้งานออกจากกันอย่างชัดเจน ด้านล่างเป็นพื้นที่นั่งเล่นและเตียงหลัก ในขณะที่ชั้นบนเป็นพื้นที่สำหรับฟูกแบบญี่ปุ่น การจัดวางลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าพัก แต่ยังสร้างความรู้สึกของ “หลายพื้นที่ในห้องเดียว” ทำให้อยู่ได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด วัสดุที่ใช้ในห้องเป็นไม้ สีขาว และโทนสีธรรมชาติ แสงไฟถูกออกแบบให้นุ่มและสบายตา ไม่มีองค์ประกอบใดที่ดูเกินความจำเป็น ทุกอย่างถูกลดทอนจนเหลือเฉพาะสิ่งที่จำเป็นจริงๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงความสบายในระดับที่เหมาะสม สิ่งอำนวยความสะดวกที่มีในห้องถือว่าครบถ้วนตามมาตรฐานของโรงแรมญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นชุดนอน อ่างอาบน้ำ เครื่องใช้ส่วนตัว ไปจนถึงระบบควบคุมอุณหภูมิ สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่เมื่อรวมกันแล้วกลับสร้างความรู้สึก “สบายแบบไม่ต้องคิดอะไรเพิ่ม” พื้นที่ส่วนกลาง Shared Kitchen และการใช้ชีวิตแบบระยะยาว อีกหนึ่งจุดแข็งของ KIRO คือการมีพื้นที่ส่วนกลางที่สามารถใช้งานได้จริง โดยเฉพาะโซน Shared Kitchen ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักสามารถนำอาหารมาอุ่น หรือเตรียมอาหารได้ด้วยตัวเอง ในบริเวณเดียวกันยังมีตู้เย็น เครื่องไมโครเวฟ และพื้นที่เก็บของที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย นอกจากนี้ยังมีบริการเครื่องซักผ้าและอุปกรณ์ซักรีด ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากสำหรับนักเดินทางที่พักหลายวัน หรือผู้ที่เดินทางแบบ Long Stay สิ่งเหล่านี้ทำให้โรงแรมมีความยืดหยุ่น และตอบโจทย์รูปแบบการเดินทางที่หลากหลายมากขึ้น The POOLSide จากห้องอาหารเช้าสู่บาร์ยามค่ำคืน พื้นที่ชั้น 3 ของโรงแรมถูกออกแบบให้ใช้งานได้หลากหลายตามช่วงเวลา ในตอนเช้า พื้นที่นี้ทำหน้าที่เป็นห้องอาหารสำหรับบริการอาหารเช้า บรรยากาศเงียบสงบ มีแสงธรรมชาติเข้ามาอย่างพอดี เหมาะกับการเริ่มต้นวันใหม่อย่างไม่เร่งรีบ เมื่อเข้าสู่ช่วงค่ำ พื้นที่เดียวกันนี้จะเปลี่ยนบรรยากาศเป็นบาร์ที่มีความเป็นกันเอง เสิร์ฟเครื่องดื่มที่ถูกออกแบบอย่างสร้างสรรค์ โดยใช้ผลไม้และวัตถุดิบตามฤดูกาล การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่นี้ทำให้โรงแรมมีชีวิต และทำให้ผู้เข้าพักมีเหตุผลที่จะใช้เวลาในโรงแรมมากขึ้น BREAKFAST อาหารเช้า ความเรียบง่ายที่ตั้งใจ อาหารเช้าของ KIRO ไม่ได้เน้นความหลากหลายในแบบบุฟเฟต์โรงแรมขนาดใหญ่ แต่เลือกใช้แนวทางที่เรียบง่ายและมีคุณภาพ เมนูหลักอย่างเครปสามารถเลือกได้ทั้งแบบคาวและหวาน เสิร์ฟพร้อมซุป กราโนล่า และสลัด สิ่งที่ทำให้อาหารเช้ามีความน่าสนใจคือการจัดองค์ประกอบที่ให้ความรู้สึกคล้ายคาเฟ่ มากกว่าห้องอาหารโรงแรม ผู้เข้าพักสามารถใช้เวลาได้อย่างสบาย ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ และสามารถนั่งอ่านหนังสือหรือวางแผนการเดินทางของวันนั้นไปพร้อมกัน การบริการและบรรยากาศโดยรวม แม้ว่า KIRO จะไม่ได้เน้นการบริการในรูปแบบหรูหรา แต่ทีมงานของโรงแรมสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี และมีความเป็นมิตรในระดับที่ทำให้ผู้เข้าพักรู้สึกสบายใจ การให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางหรือสถานที่ท่องเที่ยวก็ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เป็นทางการจนเกินไป บรรยากาศโดยรวมของโรงแรมจึงอยู่กึ่งกลางระหว่าง boutique hotel และ hostel แต่ยกระดับประสบการณ์ขึ้นไปอีกขั้น ทำให้เหมาะกับนักเดินทางยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความเป็นส่วนตัวและการเชื่อมต่อกับผู้คน สรุปประสบการณ์การเข้าพัก THE SHARE HOTELS KIRO Hiroshima เป็นโรงแรมที่เหมาะกับคนที่มองหามากกว่าที่พัก แต่ต้องการ “พื้นที่ที่มีชีวิต” ในการใช้เวลา โรงแรมแห่งนี้ไม่ได้พยายามเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน แต่เลือกชัดเจนว่าจะเป็นพื้นที่สำหรับคนที่ชื่นชอบดีไซน์ ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้ชีวิตอย่างตั้งใจ หากคุณกำลังวางแผนเที่ยวฮิโรชิมะ และกำลังมองหาโรงแรมที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ไม่ใช่แค่ที่ให้นอนพัก KIRO Hiroshima คือหนึ่งในตัวเลือกที่ควรถูกพิจารณาอย่างจริงจัง และอาจเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทำให้การเดินทางครั้งนั้น “น่าจดจำ” มากขึ้นโดยไม่ต้องพยายาม KIRO / THE SHARE HOTELS Hiroshima ราคาเริ่มต้น 2,8XX / คืน จองห้องพักได้ที่นี่ ใครที่ชอบโรงแรมดีไซน์เท่ๆ เราแนะนำที่นี่เลย พนักงานทุกคนสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีมาก แถมห้องพักก็ยังสบาย และพื้นที่ส่วนกลางก็ดีอีกด้วย จริงๆเครือนี้(The share hotels) ก็ยังมีโรงแรมอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่นเลยนะ ลองเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thesharehotels.com . FB/IG @hoparound.co Website www.hoparound.co . #LetsHoparoundHiroshima #LetsHoparound #Travel #WestJapan #Japan #Hiroshima #Hotel #NewHotel #LifestyleHotel #TheShareHotelsKiro #ฮิโรชิมะ #เที่ยวฮิโรชิมะ #ญี่ปุ่น #เที่ยวญี่ปุ่น #เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง #JRWestpass #ฮิโรชิม่า #เมืองฮิโรชิม่า #รีวิวโรงแรมฮิโรชิม่า #รีวิวโรงแรม #รีวิวKiroTheShareHotels #TheShareHotel

  • AMANOI อมันนอย มุมลับแห่งเวียดนาม ณ มหาสมุทรสีครามกึ่งทะเลทราย

    Vietnam Escape Exclusive Deal with AMANOI ดีลลับสุดพิเศษกับอมันนอย เวียดนาม จองและเข้าพักได้ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2026 เท่านั้น เป็นความพิเศษที่หาได้ยากมากนะครับ ที่จะมีรีสอร์ทหรูระดับ Ultra Luxury เปิดให้บริการอยู่ในอุทยานแห่งชาติไม่ว่าจะที่ประเทศไหนก็ตาม และยิ่งถ้าเป็นอุทยานแห่งชาตินุ้ยชั้วของเวียดนามที่ได้คุ้มครองจาก UNESCO ให้เป็นเขตสงวนชีวมณฑล (Biosphere Reserve) เพราะมีธรรมชาติกึ่งทะเลทรายที่ไม่เหมือนใครด้วยแล้ว ก็น่าจะมีโอกาสเป็นไปได้ยากมากขึ้นไปอีก แต่ก็คงไม่มีทำเลใดที่ยากเกินไปสำหรับ Aman เพราะเป็นเวลานับ 10 ปีแล้วที่ Amanoi รีสอร์ทแสนสงบแห่งนี้ได้ยืนสง่าอย่างกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นเอกลักษณ์ ที่น่าแปลกใจก็คือจนถึงวันนี้ที่นี่ก็ยังคงเป็นเหมือนมุมลับของเวียดนามที่ถูกทนุถนอมเอาไว้อย่างดีจนน้อยคนจะเคยได้มาสัมผัส — วันนี้นอกจากเราจะพาเพื่อนๆไปทำความรู้จักกับรีสอร์ทที่อยู่บนจุดสูงสุดของความลักชูรี่ในเวียดนามแห่งนี้แล้ว เรายังมี Exclusive Deal ที่ Amanoi ทำร่วมกับ hoparound.co โดยเฉพาะมานำเสนอให้เพื่อนๆได้ตามไปดื่มด่ำกับประสบการณ์ Vietnam Escape แบบเดียวกับเราด้วย เพียงแจ้งโค้ด Hop Around เมื่อจองตรงกับรีสอร์ทไม่ว่าจะทางอีเมลหรือโทรศัพท์ เพื่อนๆก็จะได้รับห้องพักเรทพิเศษและสิทธิประโยชน์อื่นๆอีกเกือบ 10 รายการเลยครับ — ครั้งแรกกับห้องพักเรทพิเศษสำหรับคนไทยและ Expat ที่อาศัยในประเทศไทยเริ่มต้นคืนละ USD 1,352 Net และรับเครดิตต่อวันสูงสุดถึง USD 1,770 Net ราคาพิเศษข้างต้นต้องจองขั้นต่ำ 2 คืนขึ้นไป* รีวิว Amanoi อมันนอย ราคาคนไทย Amanoi Room Promotion Exclusive offer Amanoi Amanoi Vietnam Escape เอ็กซ์คลูซีฟดีลเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น! Overview “ความสงบ” เป็นทั้งความหมายของคำและ DNA ของแบรนด์ Aman ส่วนคำว่า Noi ในภาษาเวียดนามนั้นแปลว่าสถานที่ เมื่อนำมารวมกัน Amanoi จึงหมายถึงสถานที่แห่งความสงบนั่นเอง เพียงแต่ความสงบของสถานที่แห่งนี้นั้นถูกโอบล้อมไปด้วยความงามดั่งรูปวาดของธรรมชาติและแซมด้วยสถาปัตยกรรมที่เผยเสน่ห์เวียดนามออกมาได้อย่างเปี่ยมรสนิยม ก่อนที่ห่อหุ้มทุกอย่างเอาไว้ด้วยความหรูหราทว่าเรียบง่าย แต่สิ่งที่ทำให้ Amanoi เป็นรีสอร์ทระดับ Ultra Exclusive ก็คือความใส่ใจในทุกๆรายละเอียดของพนักงานทุกตำแหน่งเกือบ 350 ชีวิตที่เฝ้าดูแลและให้ความเป็นส่วนตัวกับแขกในเรือนพักที่มีเพียงแค่ 44 ยูนิตเท่านั้น แม้พื้นที่บนเนินเขาริมทะเลของรีสอร์ทแห่งนี้จะกว้างใหญ่เกือบ 300 ไร่ และกำลังขยายออกไปอีก The Arrival เพียง 2 ชั่วโมงจากสนามบินดอนเมือง เครื่องบินก็ร่อนลงจอดที่ Cam Ranh Airport ซึ่งดูใหม่และทันสมัยกว่าที่คาดไว้ พอผ่านตม.ปุ๊บ พนักงานต้อนรับจาก Amanoi ก็ยืนรอพาเราไปที่สายพานกระเป๋าทันที จากนั้นก็จัดการนำสัมภาระทั้งหมดของเราขึ้นรถ Mercedez Benz ของรีสอร์ทที่จอดรออยู่ด้านนอกอาคาร คนขับจะพาเราเดินทางผ่านตัวเมือง Cam Ranh หมู่บ้านต่างๆ และธรรมชาติข้างทางที่สวยงามสู่อุทยานแห่งชาตินุ้ยชั้วที่ตั้งของรีสอร์ท โดยจะใช้เวลาประมาณ 70 นาที หากเพื่อนๆใช้สิทธิ์จองด้วยโค้ด “Hop Around” ก็จะได้รถรับส่งสนามบินแบบไพรเวทฟรีด้วยเช่นกันครับ เมื่อมาถึงรีสอร์ทเราก็พบว่ามีทีมงาน Amanoi (Aman มีศัพท์เฉพาะสำหรับเรียกพนักงานทุกคนว่า Amansanti) มายืนเรียงแถวต้อนรับเราอยู่ รวมถึงคุณจอย GM สาวไทยคนเก่งก็ให้เกียรติมาต้อนรับเราเช่นกัน เสียดายที่เราถ่ายรูปเอาไว้ไม่ทัน เพราะนี่คือโมเม้นต์ความประทับใจแรกที่เรามีต่อ Amanoi เลยล่ะครับ นอกจากการต้อนรับของ Amansanti แล้ว สิ่งที่ทำให้เราประทับใจมากๆก็คือความโอ่อ่าที่เรียบง่ายสไตล์เวียดนามของอาคาร Main Pavillion ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Lobby ห้องอาหารหลัก บาร์ และห้องสมุดของรีสอร์ท ขอปรบมือรัวๆให้กับคุณ Jean-Michel Gathy สถาปนิกระดับโลกผู้ดูแลงานออกแบบทั้งหมดของ Amanoi เพราะทุกอย่างนั้นดูสง่างาม ลงตัว และมีความ Iconic แบบไม่รู้สึกว่าต้องพยายามอะไรมากมายเลย Our Room & Our Butler อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่าที่นี่มีเรือนพักทั้งหมดเพียง 44 ยูนิตในพื้นที่หลายร้อยไร่ (และกำลังจะสร้างเพิ่มพร้อมขยายพื้นที่ไปอีก) จริงๆแล้วเราก็ไม่แน่ใจว่าจะใช้คำอะไรในการเรียกห้องพักของ Amanoi เพราะคำว่า “ห้องพัก” นั้นดูเล็กจุ๋มจิ๋มไปถนัดตาเมื่อเทียบกับของจริงที่มาเป็นหลัง และบางยูนิตก็ประกอบไปด้วยเรือนพักหลายหลัง ก็เลยขอเรียกรวมๆว่าเป็น 1 ยูนิตก็แล้วกันนะครับ แต่ละยูนิตนั้นมีขนาดและการจัดวางที่แตกต่างกันไป สิ่งที่ต้องรู้ก็คือทาง Amanoi จะใช้คำว่า Bedroom เพื่อเรียก “เรือนนอน” 1 หลัง ไม่ใช่ “ห้องนอน“ แบบที่เราแปลตรงตัว ถ้ายูนิตไหนมี 3 Bedroom ก็แสดงว่ายูนิตนั้นก็ประกอบไปด้วย “เรือนนอน” ที่แยกกันออกไปถึง 3 อาคารย่อย ไม่ใช่อาคารเดียวแล้วมีห้องนอน 3 ห้องอย่างที่เราเคยเข้าใจผิดตอนที่ยังไม่ได้เห็นสถานที่จริง เอาเป็นว่าเรือนพักทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็น 2 โซน คือ โซนรีสอร์ท ประกอบไปด้วย Pavillion ที่ไม่มีสระว่ายน้ำ 9 หลัง และ Pool Villa 24 หลัง และโซนเรสซิเดนซ์ ทั้งหมด 11 หลัง มีขนาดตั้งแต่ 1 Bedroom ไปจนถึง 5 Bedroom ซึ่งรองรับผู้ใหญ่ได้สูงสุดถึง 15 คน Residence แต่ละหลังนั้นมีเจ้าของที่ถือกรรมสิทธิ์ขาด แต่เจ้าของให้ Amanoi ช่วยบริหารจัดการในการปล่อยเช่า เรือนพักในโซนนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าโซนรีสอร์ท มี Pantry และห้องรับประทานอาหารจริงจัง ที่สำคัญคือมีการบริการ Butler ประจำ Residence ของเรา ซึ่งเราสามารถส่ง Whatsapp ให้ช่วยเหลืออำนวยความสะดวกได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่อธิบายมาทั้งหมดก็เพื่อจะให้เพื่อนๆพอนึกภาพตามออกเมื่อเราพาไปชมเรือนพักของเรา ซึ่งก็คือ One-Bedroom Residence (หมายเลข R1) ขนาด 340 ตร.ม. เป็นเรือนพักในโซน Residence ขนาดเริ่มต้นที่ก็ใหญ่เกินพอสำหรับเรา 2 คนไปหลายขุม แม้ชื่อจะบอกว่ามี 1 ห้องนอน แต่จริงๆแล้วสามารถรองรับผู้ใหญ่ได้สูงสุดถึง 5 คน เพราะของจริงนั้นมี 2 ห้องนอนที่แยกกันอยู่คนละชั้น ห้องนอนหลักจะอยู่ชั้นบนมาพร้อมกับ Living Area สระ Infinity Pool และวิวพาโนราม่าที่สวยพิฆาตดั่งภาพวาด ส่วนห้องนอนชั้นล่าง ทาง Amanoi เรียกว่า Junior Room และไม่นำมานับเป็นห้องนอนที่ 2 ทั้งที่ภายในห้อง Junior Room ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันแทบไม่ต่างจากห้องนอนหลัก แม้กระทั่งอ่างอาบน้ำก็ยังเป็นไซส์เดียวกันกับห้องนอนชั้นบนด้วย นอกจากห้องนอน สระว่ายน้ำ และวิวสุดอลังการแล้ว ใน Residence ของเรายังมีห้อง Pantry ที่สามารถใช้ทำครัวได้จริงจัง แบบเอาไว้ถ่ายรายการทำอาหารดีๆได้เลย พร้อมกับมุมรับประทานอาหารชมวิวสบายๆ และมีโบนัสเป็นทางเดินเฉพาะของเราที่คดเคี้ยวไปตามไหล่เนินเขาเพื่อลงไปเดินเล่นที่ลานหินส่วนตัวใกล้ทะเลได้ด้วย แน่นอนว่าเรือนพัก R1 ของเรานั้นมาพร้อมกับ Butler ส่วนตัวด้วย เธอเป็นสาววัยกลางคนชาวเวียดนามนามว่า Le (เล๋) ที่คล่องแคล่ว ช่างสังเกต และรู้จังหวะในการเข้าหาเราอย่างมืออาชีพ ที่สำคัญคือจิตใจดีมากเลยครับ ตอนเราเช็คเอ้าท์เค้าแอบไปซื้อของในตลาดมาเป็นของฝากให้เราด้วย Other Villas and Residences เราบอกคุณเล๋ Butler ของเราว่า เราอยากจะเข้าไปเก็บภาพเรือนพักยูนิตอื่นๆมาฝากคนติดตามของเรา คุณเล๋ก็เช็คให้ทันทีว่าหลังไหนที่ไม่มีแขก และจะเข้าไปถ่ายเวลาไหนถึงจะได้แสงสวยๆในแต่ละหลัง เราได้เข้าไปชมทั้งหมด 4-5 ยูนิต โดยยูนิตที่ใหญ่ที่สุดนั้นสามารถรับรองผู้ใหญ่ได้ถึง 15 คนเลย เพราะมีเรือนนอนที่แยกกันไปถึง 5 หลัง และได้วิวอ่าวทั้งอ่าวเป็นของตัวเอง ถ้าเพื่อนๆถามเราว่าหลังไหนสวยที่สุด คำตอบแบบสัตย์จริงก็คือทุกหลังสวยและมีจุดเด่นที่ไม่แพ้กันเลยครับ อยากให้ดูที่งบประมาณและจำนวนคนที่จะเข้าพักด้วยกันจะดีกว่า แต่ถ้าจะมาพัก 2 คนและอยากได้มุมที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นสวยๆต้องบอกว่า Villa หมายเลข V1 นั้นแสงทองตอนเช้านั้นอาบจิตชะโลมใจมากครับ แต่ต้องตื่นมาดูกันเช้าหน่อยนะครับ คุณเล๋แอบกระซิบเราว่าค่ำนี้มีแขกที่พักในอีกยูนิตหนึ่งรีเควสต์ให้จัด Private Dinner ที่ Residence หมายเลข R3 ซึ่งเป็นยูนิตที่วิวดีมากและว่างให้จัดงานได้พอดี ถ้าเราต้องการก็คุณเล๋ก็จะพาเข้าไปเก็บภาพก่อนระหว่างทีมงานจัดเตรียมสถานที่ได้ และนี่คือบรรยากาศดินเนอร์ที่ปังสุดๆ นี่คือเสน่ห์อีกอย่างของ Aman ครับ คือเค้าให้ความสำคัญกับแขกมากๆ ไม่ว่าแขกต้องการอะไร ถ้าจัดให้ได้ก็จะไม่ปฏิเสธครับ พักอยู่อีกห้อง แต่อยากมาจัด Private Dinner อีกห้อง ก็สามารถแจ้งได้เช่นกัน รูปนี้เป็นส่วนหนึ่งของยูนิตที่ใหญ่ที่สุดนะครับ เป็น 1 ในอาคาร 6 หลัง (เรือนนอน 5 + เรือนรับแขก 1) ที่ประกอบกันเป็นยูนิตเดียวของ Residence หมายเลข R18 ของจริงคือเหมือนได้รีสอร์ทเล็กๆในบ้านเราทั้งรีสอร์ทเป็นของตัวเองไปเลย คุณเล๋เล่าให้ฟังว่าแขกที่จองยูนิตนี้มักจะเข้าพักแค่ไม่กี่คน แต่ก็จะเหมาทั้งหมดเพื่อความเป็นส่วนตัวสุดๆ Main Restaurant (Breakfast, Lunch, Afternoon Tea, Dinner) ณ Main Pavillion ถ้าเราเดินขึ้นบันไดต่อเนื่องมาจาก Lobby เราก็จะพบกับ Main Restaurant ที่มีวิวสวยๆรอบด้านเลยโดยเฉพาะที่ระเบียง และไม่ว่าจะมื้อไหนที่ Main Restaurant ของ Amanoi ก็เปิดต้อนรับเราเสมอครับ ถือเป็นจุด All-Day Dining ของรีสอร์ท ในแต่ละมื้อเมนูที่นี่ก็มีให้เลือกหลากหลายและยังมีการสลับสับเปลี่ยนเพื่อความแปลกใหม่ไม่จำเจกันอยู่เรื่อยๆ ตลอด 3 คืน 4 วันที่เราเข้าพัก เราก็แวะมาที่นี่บ่อยจนเหมือนเป็นครัวที่บ้านเราเองเลย พอนึกได้ว่าเรากำลังอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติที่ไกลจากความเจริญอื่นๆพอสมควร เราก็ยิ่งรู้สึกประทับใจกับคุณภาพของอาหารของ Amanoi มากขึ้นไปอีก อยากจะแนะนำให้เพื่อนๆสั่งเมนูอาหารเวียดนามมาลองกินกันดูครับ อร่อยได้ทุกมื้อจริงๆ มีทั้งเมนูเวียดนามที่เราพอจะคุ้นเคยกันอยู่บ้าง และเมนู Local ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน อย่างน้อยถ้าเป็นมื้อเช้าที่รวมอยู่ใน Exclusive Deal ของเราอยู่แล้ว ก็อย่าลืมสั่งเนื้อตุ๋นและเฝอปลามาลองกันดูนะ ส่วนตัวแล้วเราชอบกันมากเลยล่ะ และหากใครคิดถึงรสชาติจัดจ้านของอาหารไทยก็สามารถรีเควสต์กันได้ครับ อย่าลืมว่า GM ที่นี่เป็นคนไทยนะครับ สบายใจไปอีกหนึ่งเรื่อง :-) อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องพูดถึงก็คือ Afternoon Tea ที่รวมมาอยู่ใน Exclusive Deal ของเราเช่นกัน ทุกๆบ่ายทาง Amanoi ก็จะจัดของว่างสไตล์เวียดนามและผลไม้สดมาให้เราเลือกรับประทานได้ตามชอบ แต่ดาวเด่นก็คือขนมครกเวียดนาม (Bánh Căn) ที่มีพนักงานมาทำสดๆให้ หรือถ้าเราอยากจะลองทำดูเองก็ได้เช่นกัน แต่บอกเลยว่าทำไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะเราลองมาแล้วครับ ฮ่าๆๆๆ อีกสิ่งที่เราเอ็นจอยเป็นพิเศษคือชาสมุนไพรเย็นๆชื่นใจและกาแฟเวียดนามที่เข้มข้นมากๆทั้งแบบกาแฟดำและแบบใส่นม The Bar ยามค่ำคืนที่ Amanoi ไม่ได้เงียบเหงา แม้จะอยู่ท่ามกลางความสงัดของธรรมชาติ ที่บาร์ของโรงแรมนั้นมีเครื่องดื่มอร่อยๆให้นั่งจิบชิลล์ๆ ยิ่งช่วงสุดสัปดาห์ที่นี่ก็จะคึกครื้นไปด้วยดนตรีสดอันไพเราะ ตอนที่เราเข้าพักนั้นมีคู่หูนักร้อง-นักเปียโนมาประจำอยู่ที่รีสอร์ทในช่วงนี้พอดี ก็เลยได้ฟังเพลงเพราะๆเคล้าค็อกเทล เพลินมากครับ The Boutique อยู่ในอุทยานแห่งชาติก็ช้อปได้นะครับ นอกจากงานฝีมือท้องถิ่นที่ทีม Amanoi ไปคัดสรรและจัดหามาให้แขกเลือกซื้อแล้ว ใครเป็นสาย Quiet Luxury หรือเบื่อแบรนด์ดังในห้างหรูแล้วน่าจะถูกใจกับสินค้าไฮเอ็นด์เฉพาะกลุ่มในแบรนด์ Aman ที่มีวางขายแค่เฉพาะในรีสอร์ท Aman เท่านั้น ถ้าซื้อไปใส่ก็คงจะต้องเป็น Aman Junkie ด้วยกันเท่านั้นถึงจะรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า Accessories ต่างๆ ไปจนถึงเครื่องหอมและเครื่องประทินผิว The Beach Club อีกจุด Hang Out ที่ป๊อปปูล่าร์สำหรับแขกของ Amanoi ก็คือ The Beach Club เพราะตั้งอยู่บนหาดส่วนตัวที่น้ำใสทรายขาว และยังมีธรรมชาติที่สมบูรณ์มากสมกับที่เป็นอุทยานแห่งชาติ พนักงานเล่าให้ฟังว่าเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนยังมีเต่ามาวางไข่อยู่เลย ถ้าเพื่อนๆ อยากเปลี่ยนบรรยากาศการกินอาหารจากที่ Main Restaurant ก็สามารถย้ายมาลองมื้อกลางวันกันที่ Beach Club ได้ เมนูที่นี่จะออกแนว Casual อินเตอร์ที่แตกต่างไปเล็กน้อย เมนูเวียดนามก็ยังมีครับ แต่จะพรีเซ้นต์ให้ดูทันสมัยเข้าถึงง่ายมากขึ้น และเราก็ยังยืนยันอยากให้สั่งเมนูเวียดนาม มากกว่าเมนูอินเตอร์นะครับ สำหรับเพื่อนๆที่จองด้วยโค้ด “Hop Around” ก็จะได้แถม Resort Credit มากน้อยไปตาม Type ห้องที่เลือกจอง ตัวเครดิตก็สามารถนำมาจ่ายค่าอาหารต่างๆแทนเงินสดได้นะครับ หรือจะเก็บเอาไว้ใช้กับกิจกรรมอื่นๆ หรือสปาก็ได้เช่นกัน ที่นี่มีกิจกรรมให้เลือกทำได้หลายอย่าง ไม่มีเบื่อเลย หรือจะออกไปเที่ยวไปหาของกินในเมืองชาวประมงใกล้ๆก็ได้เช่นกันครับ นอกจากอาหารละเครื่องดื่มแล้ว ที่ Beach Club ยังมีสระว่ายน้ำ และเตียงให้นอนแอบแดดหลายมุมเลย สำหรับสายกิจกรรม The Beach Club นี้ เพื่อนๆที่จองด้วยโค้ด Hop Around สามารถยืมอุปกรณ์กิจกรรมทางน้ำต่างๆได้ฟรีเลยครับ หรือหากมาพร้อมกับเด็กๆทางรีสอร์ทก็มีการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กๆที่ใช้บริการได้ฟรีเช่นกัน อุปกรณ์ทางน้ำที่เราไม่เคยเห็นที่รีสอร์ทไหนมาก่อนก็คือเรือใบ Hobie Cat ที่ทีมของ Amanoi จะพาเราลงเรือโต้ลมชมทะเลในอ่าวเหวนเฮจนจุใจ อีกกิจกรรมในบริเวณ Beach Club นี้ที่เราก็ไม่เคยเห็นรีสอร์ทอื่นใดมีให้บริการก็คือ Archery หรือยิงธนูครับ เราก็เลยถือโอกาสนี้ลองดูซักครั้ง เบสิคไม่มีไม่เป็นไร เพราะมีพนักงานคอยประกบอยู่ตลอด ที่สำคัญคือพี่เค้ารู้มุมถ่ายรูปและวิดิโอสวยๆให้ด้วยแหละ ในช่วงดินเนอร์ของวันหยุดสุดสัปดาห์ ตรงหาดหน้า The Beach Club ก็จะมี BBQ On The Beach ให้แขกเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งทานอาหารทะเลปิ้งย่างกันตรงนี้ได้ด้วยนะครับ บอกเลยว่าซุปหอยตลับอร่อยมาก อารมณ์คล้ายๆกินโป๊ะแตกบ้านเราเลย Rock Studio ในอาณาบริเวณที่ไพศาลของ Amanoi มีมุมเล็กๆอยู่มุมหนึ่งที่เราตกหลุมรัก และขอยกให้เป็นมุมโปรดท็อปๆในใจของเราเลยครับ ที่นี่คือ Rock Studio สถานที่จัด Private Event ขนาดย่อมที่มาพร้อมกับวิวมหึมาของโขดหินธรรมชาติสีครีมแกมเหลืองมัสตาร์ดซึ่งตัดกับท้องทะเลสีครามที่อยู่ไกลออกไปได้สวยแปลกตาพอดีราวกับมีคนตั้งใจมาจัดวางเอาไว้ ต้องบอกว่ามุมนี้เหมาะกับการจัดงานเลี้ยงส่วนตัวมากๆครับ ไม่ว่าจะเป็นงานวันเกิดแบบปังๆ ดินเนอร์ส่วนตัวสุดโรแมนติก ไปจนถึง Cooking Class สนุกๆระหว่างเพื่อนๆหรือสมาชิกครอบครัวน่าจะก็สร้างความประทับใจให้ทุกคนได้ไม่ยากเลย Cliff Pool ที่อยู่ไม่ไกลจาก Rock Studio ก็คือสระว่ายน้ำ Cliff Pool ที่ดูเผินๆแทบจะเป็นเนื้อเดียวกันกับทะเลเบื้องล่างเลยครับ นับเป็นอีกมุมซิกเนเจอร์ของ Amanoi ที่ไม่ว่าจะถ่ายรูปยังไงก็สวย โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ฟ้าเปิด สีฟ้าครามทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างต่างก็มาบรรจบเป็นเนื้อเดียวกัน Spa รีสอร์ทของ Aman นั้นมีชื่อเสียงเรื่องสุขภาพและความงามมากมาแต่ไหนแต่ไร สปาของ Amanoi นั้นก็ไม่ทำให้ผิดหวัง มีเมนูที่เน้นทั้งการ Grounding, Purifying และ Nourishing เราแยกกันทดลอง Signature Vietnamese Massage ที่มีการครอบแก้วตามแนวเส้น Meridian ร่วมด้วยแต่ไม่ทำให้เกิดรอยเป็นจ้ำๆเหมือนการครอบแก้วแบบจีนทั่วไป และ Signature Amanoi Massage ซึ่งเป็นการรวมเอาเทคนิคนวด Swedish, กดจุดสะท้อน และ Energy Work ไว้ด้วยกัน สารภาพตามตรงว่าเราจำอะไรมากไม่ได้ เพราะพี่ๆเธราปิสเริ่มนวดไปแค่แป๊บเดียว เราก็ผล็อยหลับไปแล้วครับ Fitness เราชอบฟิตเนสของที่นี่มากเลยครับ เพราะเงียบสงบ อุปกรณ์ครบและคุณภาพดี๊ดี และตกแต่งสวยงามจนอยากออกกำลังกายนานๆ ถ้าเพื่อนๆมีโอกาสได้มาพักที่นี่ ยังไงก็อย่าลืมแวะมาใช้บริการกันนะครับเพราะถ้าจองด้วยโค้ด Hop Around ก็ได้รับสิทธิ์มาใช้บริการฟิตเนสฟรี รวมถึงคอร์ทเทนนิสของรีสอร์ทด้วย Morning Workout Classes กิจกรรมนี้ก็ฟรีสำหรับเพื่อนๆที่ใช้โค้ดของเราในการจองเช่นกันครับ ทุกๆเช้าทางศูนย์สุขภาพของรีสอร์ทจะมีโปรแกรมการออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆสลับกันไปเพื่อให้แขกของรีสอร์ทสามารถเลือกเข้าร่วมได้ วันนี้เป็น Session การยืดกล้ามเนื้อ มีเทรนเนอร์หนุ่มหล่อเข้มจากแอฟริกาใต้นามว่าคุณ Brahim มานำคลาสยืดกล้ามเนื้อที่ได้รับแรงบันดาลใจจากท่าโยคะ บรรยากาศการออกกำลังก็จะชิลๆ เงียบๆ เป็นส่วนตัวมาก และก็ตัวเราก็ตึงมากเช่นกัน ฮ่าๆๆ Sacred Cham Dinner ย้อนกลับไปเกือบ 2,000 ปีที่แล้ว บริเวณที่ Amanoi ตั้งอยู่นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรจามปาที่รุ่งเรืองมานับพันปี ปัจจุบันชาวจามที่สืบเชื้อสายและวัฒนธรรมมาแต่โบราณก็ยังคงเป็นหนึ่งใน 54 กลุ่มชาติพันธุ์ของเวียดนามที่มีวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ ที่ Amanoi จึงมีโปรแกรมให้แขกได้เลือกลองสัมผัสประสบการณ์วัฒนธรรมจามทั้งผ่านอาหาร พิธีกรรม และการออกทัศนศึกษา อาหารค่ำมื้อนี้ทาง Amanoi ได้จัดเป็น Private Dinner ให้เราได้ลิ้มลองอาหารจามกันที่ Rock Studio โดยให้เชฟมาปรุงอาหารกันสดๆตรงหน้าเลย โดยเชฟมีการประยุกต์เมนู เลือกใช้วัตถุดิบและเทคนิคการทำอาหารสมัยใหม่ในการปรุงทำให้รสชาติของอาหารจามมื้อนี้อร่อยถูกปากแขกได้ง่าย ถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่เราดีใจที่ได้มาสัมผัส เราคิดว่าบรรยากาศดินเนอร์มื้อนี้นั้นโรแมนติกและเหมาะมากๆสำหรับคู่รักที่ต้องการให้ทางรีสอร์ทจัดมื้อพิเศษให้ โดยแขกสามารถรีเควสต์ประเภทอาหารที่ชอบได้หมดเลยครับ Cham Blessing Ritual อีกหนึ่งประสบการณ์วิถีจามที่เราได้มีโอกาสเข้าร่วมก็คือพิธีเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาให้พรและเสริมสิริมงคลให้กับเรา ถ้าเปรียบเทียบกับของบ้านเราก็อาจจะคล้ายๆการทำบายศรีสู่ขวัญ ปกติพิธีนี้จะจัดที่ใต้ต้นไม้ แต่เนื่องจากวันนี้ยังมีฝนตกปรอยๆอยู่ ทางรีสอร์ทจึงย้ายมาจัดที่ศาลากลางน้ำบริเวณสปาให้แทน เรารู้สึกอิ่มเอมใจที่ได้รับพลังดีๆ นับเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับเรามากครับ Goga Peak ในปี 2014 เมื่อ Amanoi เพิ่งเปิดให้บริการได้ยังไม่ครบปี เนื่องจากพื้นที่ของรีสอร์ทกว้างขวางมากจึงมีอีกหลายบริเวณที่ยังไม่ได้ถูกสำรวจ แขกผู้หญิงสาวสวยคนหนึ่ง (เราได้ข่าวมาว่าเป็นนางแบบด้วย) ได้อาสาไปกับทีมสำรวจเพื่อขึ้นไปยังยอดของหนึ่งในเนินเขาที่สูงที่สุดในละแวกนี้ เธอมีนามสกุลว่า Goga ทางทีม Amanoi จึงตั้งชื่อยอดของเนินเขาลูกนี้ว่า Goga Peak เพื่อเป็นเกียรติแก่เธอ และทุกวันนี้ Goga Peak ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่สวยที่สุดของ Amanoi ที่แขกทุกคนไม่ควรพลาด โดยเฉพาะตอนพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าตรู่ วันนี้เราก็เลยไม่ยอมพลาด จะพาเพื่อนๆไปชมตะวันลอยขึ้นเหนือเส้นขอบฟ้าที่ Goga Peak กันครับ เราได้คุณ Brahim เทรนเนอร์คนเก่งอาสาพาเราเดินขึ้นไปชมวิวกันด้วย ใช้เวลาเดินไม่น่าจะเกิน 20 นาทีก็ถึงยอด และทางก็ไม่ได้วิบากอะไรมากมายครับ แค่ต้องกะเวลาเริ่มเดินก่อนพระอาทิตย์ขึ้นให้ดีเท่านั้นเอง The Secret Beach เราไม่รู้หรอกครับว่าหาดนี้มีชื่อจริงๆว่าอะไร แต่เราเห็นความขาวโพลนของหาดและโขดหินงามๆได้จากระเบียงห้องของเรา เลยขอคุณเล๋ให้ช่วยพามาที และพอมาถึงก็รู้สึกว่าคิดถูกที่ได้มา แม้สีขาวที่เห็นจะไม่ใช่หาดทรายเนื้อละเอียด แต่เป็นเปลือกหอยและปะการังที่หักอยู่เกลื่อนกลาด ซึ่งยิ่งทำให้ดูแปลกตา มีความ Dreamy อย่าน่าประหลาด ถ้าเพื่อนๆมีโอกาสได้มาที่ Amanoi แล้วไม่รู้จะมาที่หาดนี้ยังไงก็ลองโชว์รูปของเราให้พนักงานดูนะครับ The Library อีกมุมโปรดในทุกๆ Aman ของเราก็คือห้องสมุดครับ สำหรับเราแล้วห้องสมุดของ Amanoi นั้นเป็นมุมที่ดูอบอุ่นน่านั่งที่สุด แถมยังดูดีมีรสนิยมมากทีเดียว พอได้เข้ามาใช้บริการแล้วรู้สึกว่าเหมือนได้อยู่ในห้องทำงานในฝัน เราอยากมีห้องทำงานแบบนี้ที่บ้านบ้างจัง Wrapping Up Our Stay สิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยบอกใครก็คือ เราเคยเห็นคลิปวิดิโอของ Amanoi ตั้งแต่เราเริ่มทำเวป hoparound.co ใหม่ๆ และรู้สึกตกหลุมรักกับสถานที่แห่งนี้มากจนตั้งใจไว้ว่าสักวันเราจะต้องมาพักที่นี่ให้ได้ แทบไม่น่าเชื่อว่าวันนั้นได้มาถึงแล้ว และ Amanoi ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยครับ ความตระการตาของทั้งธรรมชาติและงานออกแบบสถาปัตยกรรมอย่างมีรสนิยมนั้นดูกลมกลืนกันราวกับภาพฝัน แต่สิ่งที่ทำให้ประทับใจที่สุดก็ยังคงเป็นความใส่ใจในทุกๆรายละเอียด ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นแขกคนสำคัญและได้รับการต้อนรับเอาใจใส่อย่างดีที่สุด หากเพื่อนๆอยากลองสัมผัสมุมลับของเวียดนามที่ดีงามในทุกมิติ Amanoi น่าจะเป็นตัวเลือกที่จะไม่ทำให้ผิดหวังครับ และอย่าลืมใช้โค้ด Hop Around ของเราในการจองด้วยนะครับ Amanoi Vietnam Escape เอ็กซ์คลูซีฟดีลเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น! ห้องพักราคาเริ่มต้นคืนละ USD 1,352 Net และรับเครดิตเพื่อใช้ในรีสอร์ทต่อคืนมูลค่าสูงสุดถึง USD 1,770 Net ราคาพิเศษข้างต้นต้องจองขั้นต่ำ 2 คืนขึ้นไป* สิทธิพิเศษ: 1. อาหารเช้าทุกวัน 2. บริการรถรับ-ส่งสนามบินแบบส่วนตัว 3. เครดิตสำหรับใช้จ่ายในรีสอร์ต ตั้งแต่ 280 USD ถึง 1,770 USD สุทธิ ต่อคืน 4. เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ในมินิบาร์ พร้อมบริการเติมให้ฟรีวันละ 1 ครั้ง 5. ชุดน้ำชายามบ่ายทุกวัน 6. คลาสเพื่อสุขภาพในช่วงเช้าทุกวัน (เช่น โยคะ, พิลาทิส, ฟิตเนส และอื่นๆ) 7. กิจกรรมทางน้ำแบบไม่ใช้เครื่องยนต์ฟรี (เช่น ดำน้ำตื้น, ล่องเรือใบ Hobie Cat, พายบอร์ดแบบยืน (SUP), วินด์เซิร์ฟ และพายเรือคายัค) 8. กิจกรรมสำหรับเด็กฟรี (ยกเว้นคลาสสอนทำอาหาร) 9. ใช้บริการยิมและสนามเทนนิสฟรี Amanoi 3rd Night Free! รับฟรีคืนที่ 3 เมื่อเข้าพัก 3 คืน เอ็กซ์คลูซีฟดีลเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น! ห้องพักราคาเริ่มต้นคืนละ USD 2,544 Net ราคาพิเศษข้างต้นต้องจองขั้นต่ำ 3 คืน* สิทธิพิเศษ: 1. ฟรีคืนที่ 3 2. นวดฟรี 60 นาที 1 ครั้ง: สำหรับผู้ใหญ่ 2 ท่านต่อห้องนอน ต่อการเข้าพัก โดยสามารถเลือกได้ระหว่าง: Amanoi massage, นวดศีรษะแบบอินเดีย, นวดเท้า หรือนวดหลัง-คอ-ศีรษะ 3. อาหารเช้าทุกวัน ให้บริการที่ห้องอาหารหลัก (Main Restaurant) 4. บริการรถรับ-ส่งสนามบินแบบส่วนตัว: ไป/กลับ จากสนามบินกามรัญ (Cam Ranh) 1 รอบ 5. มินิบาร์ (เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์): พร้อมบริการเติมให้ฟรีวันละ 1 ครั้ง 6. ชุดน้ำชายามบ่ายทุกวัน: เวลา 15:30 น. ถึง 16:30 น. 7. คลาสเพื่อสุขภาพช่วงเช้าทุกวัน: เช่น โยคะ, พิลาทิส, ฟิตเนส และอื่น ๆ 8. กิจกรรมทางน้ำแบบไม่ใช้เครื่องยนต์ฟรี: เช่น ดำน้ำตื้น (Snorkeling), ล่องเรือใบ Hobie Cat, พายบอร์ดแบบยืน (SUP), วินด์เซิร์ฟ และพายเรือคายัค 9. กิจกรรมสำหรับเด็กฟรี: (ยกเว้นคลาสทำอาหาร) 10. สิทธิ์เข้าใช้ห้องออกกำลังกายและสนามเทนนิสฟรี #Amanoi #PlaceofPeace #ExclusiveDeal #LetsHoparound #HopStay #AmanResort #Vietnam #Resort #LuxuryResort #BestPlacetoStay #AmanFoodie #AmanJunkies #TheSpiritofAman #NúiChúaNationalPark #UNESCO #BiosphereReserve #VinhHyBay #อมันนอย #เวียดนาม #รีสอร์ท #รีสอร์ทในเวียดนาม #รีสอร์ทน่าพักในเวียดนาม #ญาจาง

  • Seattle เที่ยวเมืองซีแอตเทิล

    #Seattle แม้จะเป็นบ้านเกิดของ Starbucks แต่กลิ่นหอมของกาแฟคั่วใหม่ๆ ที่กรุ่นเมืองท่าริมทะเลแห่งนี้นั้นมีแหล่งกำเนิดมาจากโรงคั่วอื่นๆอีกหลายแหล่งและคาเฟ่ต่างๆอีกมากมายที่ผุดขึ้นอยู่ทั่วเมือง (เราชอบรสชาติของแบรนด์ Vitrola เป็นพิเศษ) จนทำให้ Seattle กลายเป็นเมืองที่ดังเฟื่องเรื่องกาแฟมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเมื่อต้นปีมีการสำรวจพบว่า Seattle มีร้านกาแฟชุกชุมเป็นอันดับต้นๆของประเทศเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร (1 ร้านกาแฟต่อประชากร 2,308 คน) Seattle เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ดึงดูดผู้คนและความเจริญมาแต่ไหนแต่ไร ดูได้จากตลาด Pike Place Market ซึ่งเป็น icon สำคัญของเมือง ปัจจุบันมีอายุ 112 ปีแล้ว นับเป็นหนึ่งในตลาดที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา ตลาดอาหารแห่งนี้มีคาแรคเตอร์โดดเด่นตั้งแต่ป้ายตลาด ไปจนถึงเทคนิคการขายที่อยู่ด้านใน โดยเฉพาะคนขายปลาที่จะตะโกน เล่นมุก และโยนปลาข้ามหัวกันไปมาอย่างสนุกสนาน จนคนต้องหยุดมุงดู และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดหนังสือเกี่ยวการบริหารจัดการชื่อดังที่ชื่อว่า “Fish” หลายปีก่อนที่เราได้มา Seattle ครั้งที่แล้ว เมืองนี้เป็นเมืองแรกที่สอนให้เราได้รู้จักกับคอนเส็ปต์ FLOSS ซึ่งย่อมาจาก Fresh, Local, Organic, Seasonal และ Sustainable และอาหารในตลาดแห่งนี้ก็สะท้อนถึงคอนเส็ปต์นั้นได้ชัดเจน (แม้ราคาอาจจะสูงขึ้นตามความนิยมของนักท่องเที่ยวอยู่บ้าง) ที่นี่มีตั้งแต่ผลไม้สด ชีสท้องถิ่น แอปเปิ้ลไซเดอร์ออร์แกนิค เบเกอรี่ ฯลฯ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์แนวโฮมเมดอื่นๆ โดยเฉพาะพวกยาสมุนไพรที่มักจะมีส่วนผสมของกัญชาอยู่ด้วย เพราะที่นี่กัญชาถูกกฎหมายนะจ๊ะ ถ้าเราเดินเล่นในเมืองจะรู้ว่ากลิ่นที่กรุ่นเมือง Seattle ทุกวันนี้อาจไม่ใช่กาแฟแล้วล่ะ 555 Starbucks สาขาแรกของโลก จุดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สุดในตลาดแห่งนี้ก็คงจะเป็น Starbucks สาขาแรกเท่าที่ยังเหลืออยู่ (สาขาแรกจริงๆปิดตัวลงก่อนจะถูกย้ายมาที่นี่) เค้ายังเก็บสภาพดั้งเดิมด้านนอก รวมถึงโลโก้นางเงือกสีน้ำตาล 2 หางแบบออริจินัลเอาไว้ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปด้วย และก็ได้ผลมากจริงๆ Starbucks Reserve Roastery ในปี 2014 Starbucks ก็ได้เปิดร้านขนาดใหญ่พิเศษในคอนเส็ปต์ Starbucks Reserve Roastery ที่ Seattle เป็นร้านแรก (ปัจจุบันมี 6 สาขาในโลก สาขาล่าสุดคือที่ Chicago ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย) ร้านแบบพิเศษนี้ นอกจากจะมีโซนกาแฟหลากหลายแบบแล้ว ยังมีโซนชาจาก Teavana เครื่องดื่มแอลกอฮอลคัดพิเศษ เบเกอรี่อย่างดีจาก Princi และโรงคั่วระบบสายพานให้ลูกค้าดูเพลินๆ อ้อ! ขาช้อปก็คงไม่อยากพลาดมุมของที่ระลึกพรีเมี่ยมแบบละลานตาเนอะ เสร็จจาก SRR แล้วแถวๆ Capitol Hill ก็มีร้านค้าเก๋ๆให้เดินดูเพลินๆได้อีกเรื่อยๆเลย Location: https://goo.gl/maps/ZAHazq6LCo5eJEQ16 Space Needle อีกหนึ่ง icon ของเมืองก็คือ หอคอย Space Needle (สร้างเพื่องาน World’s Fair ในปี 1962 แต่ยังดูทันสมัยอยู่เลยอ่ะ) หอคอยแห่งนี้รายล้อมไปด้วยสวนสาธารณะและมิวเซี่ยมที่น่าสนใจหลายแห่ง โดยมีทางเดินเชื่อมถึงกันจึงเป็นจุดกลางเมืองที่มีคนออกมาเดินเล่นกันพลุกพล่านในวันอากาศดี ในแง่ประวัติศาสตร์หอคอยแห่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งหมุดไมล์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ Seattle Location: https://goo.gl/maps/Qe4qShrpYtH2ENCV7 Amazon ในปัจจุบัน Seattle ก็ยังคงเป็นเมืองที่เติบโตเร็วที่สุดเมืองหนึ่งในอเมริกา ใครจะไปคาดคิดว่าเมืองที่มีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่อย่างนี้ จะเป็นบ้านของบริษัทยักษ์ใหญ่มากมายทั้ง Amazon, Microsoft, Nordstrom, Expedia, Costco และ แน่นอน Starbucks ในบรรดาบริษัททั้งหมดที่อยู่ที่นี่ มีบริษัทหนึ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับตัวเมือง Seattle อย่างมาก ซึ่งก็คือบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในปัจจุบันอย่าง Amazon เพราะ Amazon ได้สร้าง “เมืองในเมือง” ให้เป็นแคมปัสสำนักงานใหญ่ของบริษัท โดยประกอบไปด้วยอาคารกว่า 40 หลังที่กระจายอยู่ทั่ว และมีบริการรถบัสรับส่งพนักงานกว่า 45 เส้นทางทั่วเมือง ในปีที่แล้ว (2018) Amazon ได้เปิดตัว Amazon Spheres โดมแก้ว 3 หลังติดกัน ที่มีวัตถุประสงค์หลักคือเอาไว้ให้พนักงานมาเดินหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ภายในโดมที่มีความสูง 3-4 ชั้นนั้น ในนี้มีทั้งสเปซเอาไว้ให้นัดประชุมหรือพักผ่อนหย่อนใจ รวมไปถึงร้านค้าต่างๆท่ามกลางต้นไม้ที่เขียวชอุ่มกว่า 40,000 ต้น คนทั่วไปก็เข้าไปได้นะ แต่ต้องจองคิวล่วงหน้าซักหน่อย ถัดจาก Spheres มานิดนึง ก็จะมีร้าน Amazon Go ร้านสะดวกซื้อที่ไร้แคชเชียร์ เราก็สามารถเข้าไปลองซื้อได้จริงๆแค่เพียงโหลด App แล้วก็สแกนเข้าได้เลย แม้ Seattle จะมีจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย แต่จริงๆแล้วสิ่งที่ทำให้เราประทับใจกลับไม่ใช่ความโดดเด่นของ Tourists’ Attractions ต่างๆ หรือความยิ่งใหญ่ของบริษัทระดับโลกที่มากระจุกตัวกันอยู่ที่นี่ แต่กลับเป็นคุณภาพความเป็นอยู่ประจำวันของชาวเมืองตาม Suburb ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Fremont, Ballard, Wallingford (พอดีเราพักอยู่ริมทะเลสาบ Greenlake ก็เลยได้เดินละแวกนี้มากหน่อย) การได้เดินเล่นไปเรื่อยๆแบบไม่มีแพลนก็ทำให้เราได้เห็นว่าคนที่นี่มีคุณภาพชีวิตที่ดีมาก เพราะรายล้อมไปด้วยต้นไม้และทะเลสาบ ทำให้อากาศสดชื่นอยู่ตลอดเวลา ส่วนร้านค้าที่แซมอยู่ในแต่ละย่านก็ดูเป็นกันเอง และมักมีกลิ่นอายความเท่แบบดิบๆแฝงอยู่ด้วย Red Mill Burgers ร้านที่ประทับใจเรามากๆตั้งแต่คราวที่แล้วที่ได้มา Seattle ก็คือร้าน Red Mill Burgers ซึ่งเป็นร้านขายเบเกอร์แบบดั้งเดิม ที่รสชาติทั้งอิ่มท้องและอิ่มทั้งใจเราอย่างยิ่ง ไม่แปลกใจเลยที่ทั้ง Oprah Winfrey และนิตยสาร GQ ต่างก็การันตีว่าเป็นหนึ่งใน 20 ร้านแฮมเบอร์เกอร์ที่คุณต้องลองกินก่อนตาย อ่อ มิลค์เชคของเค้าก็เข้มข้นถึงใจไม่แพ้กัน Taylor Shellfish Farm พูดถึงอาหารแล้ว Seattle เป็นเมืองที่ไม่ขาดแคลนของอร่อยเลย ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลมากโดยเฉพาะหอยนางรม บังเอิญโชคดีที่เรามีเพื่อนอยู่ที่นี่ นางจึงอาสาขับรถพาไปถึง Taylor Shellfish Farm ที่ต้องออกนอกเมืองไปทางเหนือประมาณชั่วโมงครึ่ง เราก็เลยได้กินหอยนางรมสดๆในราคาที่ถูกมาก แถมบรรยากาศก็ดีสุดๆ แต่ถ้าเพื่อนๆไม่มีรถ ก็ search หาสาขาในเมืองได้ มีหลายสาขาเลยแหละ Location: https://goo.gl/maps/RzEDcYkxHYb79AdN9 Fat Hen เรามาเริ่มวันใหม่อีกวันด้วยอาหารเช้าสไตล์ New American ที่ร้าน Fat Hen กันดีกว่า เราชอบคุณภาพอาหารและบรรยากาศง่ายๆของที่นี่มากเลย หรือถ้าเพื่อนๆอยากลองเปลี่ยนเป็นเบรคฟัสต์สไตล์ Louisiana ก็ต้องไปที่ Toulous Petit ซึ่งอาหารก็ดีมากไม่แพ้กัน Location: https://goo.gl/maps/ykTZF4Ku9hLYp69o7 จากดาวน์ทาวน์ขึ้นไปทางเหนือประมาณ 10 นาที ติดกับ University of Washington ก็จะมีย่านการค้าที่ดูดีน่าเดินในนามว่า University Village หรือเรียกสั้นๆว่า U-Village ที่เปิดมาตั้งแต่ยุค 50’s แต่ก็พัฒนาปรับปรุงมาตลอดจนปัจจุบันดูทันสมัยมากๆ ภายในก็มีหลายร้านดีๆให้เลือกเลย (Starbucks สาขาที่เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ก็ยังเปิดอยู่ที่นี่) เราได้ลองร้านอาหารเวียดนามสมัยใหม่ ชื่อ Babar ก็อร่อยถูกใจ แถมยังได้ตบท้ายด้วยไอศกรีมหอมหวานจาก Molly Moon’s ที่อยู่ในเวิ้งเดียวกันด้วย ที่นี่ยังมีร้านค้าอื่นๆอีกกว่า 120 ร้านค้าให้เดินดู ตั้งแต่เสื้อผ้า หนังสือ เฟอร์นิเจอร์ไปจนถึง Apple Store ด้วยนะ Seattle ยังมีอะไรที่น่าสนใจอีกมาก ทริปนี้คือทริปที่ 2 ที่เราได้มีโอกาสมาเยือนที่นี่ เราจึงไม่ได้เจาะจุดท่องเที่ยวชื่อดังต่างๆเหมือนครั้งแรก คราวนี้เราอยากจะเดินทอดน่องสำรวจอะไรเรื่อยเปื่อยมากกว่า ทำให้เราได้เห็นมุมอื่นๆที่ต่างออกไปของ Seattle และอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไม Seattle จึงไม่ค่อยปรากฏอยู่ในลิสต์การท่องเที่ยวของคนไทยทั้งที่มีอะไรดีๆซ่อนอยู่เยอะแยะไปหมด หากเพื่อนๆมีโอกาสก็อย่าลืมแวะมาสำรวจเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโซน Northwest ของอเมริกาแห่งนี้ก็แล้วกันนะครับ FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #LetsHoparoundUSA #LetsHoparound #Travel #USA #WestCoast #RoadTrip #America #โรดทริปอเมริกา#ขับรถเที่ยวอเมริกา#เที่ยวอเมริกา#รีวิวอเมริกา#ไปอเมริกาใช้งบเท่าไหร่ #เที่ยวซีแอตเทิล #รีวิวซีแอตเทิล #ซีแอตเทิลไปไหนดี #เมืองซีแอตเทิล #ฮิปสเตอร์ #คาเฟ่ในซีแอตเทิล #เมืองน่าไปในอเมริกา

  • Centara Reserve Samui กลับมาสัมผัส ‘Reserve Signatures’ และความสง่าเหนือระดับใน The Reserve Suite หนึ่งเดียวบนเกาะสมุย

    Centara Reserve Samui ความหรูที่ให้เราเขียนเรื่องราวการพักผ่อนได้ด้วยตัวเอง การได้กลับมาเยือน Centara Reserve Samui เป็นครั้งที่สองเปรียบเสมือนการกลับไปหาเพื่อนเก่าที่รู้ใจครับ แต่การกลับมาคราวนี้พิเศษกว่าเดิม เพราะเราจะได้สัมผัสกับที่สุดของความเอ็กซ์คลูซีฟในห้องพักที่เป็น ‘The One and Only’ ของรีสอร์ทแห่งนี้ ท่ามกลางคอนเซปต์ Timeless Island Living ที่ยังคงความละเมียดละไมและใส่ใจในทุกรายละเอียดเช่นเคย รีวิวโรงแรม Centara Reserve Samui ที่พักสมุย The Reserve Suite รีวิว The Arrival & Reserve Culture: สัมผัสแรกที่รังสรรค์มาเพื่อเราโดยเฉพาะ เราเดินทางมาสมุยกับ Bangkok Airways ครับ พอถึงสนามบินสมุยก็ยังคงสัมผัสได้ถึงเสน่ห์และความน่ารักที่เป็นเอกลักษณ์เหมือนเดิม ทันทีที่เดินออกมาตรงทางออก ก็เจอเจ้าหน้าที่ชูป้ายรอต้อนรับเราอยู่แล้วครับ ทางโรงแรมจัดรถมารับเราอย่างดี ภายในรถมีทั้งขนม น้ำดื่ม และผ้าเย็นเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ เป็น 15 นาทีระหว่างเดินทางไปโรงแรมที่สะดวกสบายและน่าประทับใจมากครับ พอมาถึง Centara Reserve Samui สิ่งแรกที่ทำให้เรารู้สึกพิเศษคือ Welcome Ritual ที่ช่างคิดช่างทำและลึกซึ้งมากครับ เราสามารถเลือกดอกดาวเรืองคนละดอก พร้อมแนะนำให้เราอธิษฐานถึงสิ่งที่เราปรารถนาแล้วค่อยๆ ลอยดอกดาวเรืองลงไปในสระน้ำหน้าล็อบบี้ เรารู้สึกว่านี่คือการออกแบบประสบการณ์ที่ชาญฉลาด เพราะมันสอดคล้องกับแนวคิดของแบรนด์ Reserve ที่ต้องการมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคล (Unique Personal Experience) ที่ไม่ซ้ำใคร เพราะคำอธิษฐานของแขกแต่ละคนย่อมมีเรื่องราวที่ต่างกัน การเริ่มต้นทริปด้วยการสร้างพื้นที่ให้เราได้โฟกัสกับความต้องการของตัวเองแบบนี้ จึงเป็นการสร้างความประทับใจแรกที่ส่วนตัวและทรงพลังอย่างแท้จริง โดยมี Reserve Narrators คอยดูแลและพรีวิวภาพรวมของ "วิถี" การใช้ชีวิตที่นี่ให้รุ่มรวยที่สุดตั้งแต่วินาทีแรกครับ The Reserve Suite หนึ่งเดียวเหนือระดับ ความเอ็กซ์คลูซีฟที่หาจากห้องอื่นไม่ได้ ไฮไลต์ที่สุดของทริปนี้คือการเข้าพักใน The Reserve Suite ครับ ต้องบอกว่านี่คือห้องพักระดับ Top-tier ที่มีเพียง "ห้องเดียว" เท่านั้นในโรงแรม ตั้งตระหง่านอยู่บนชั้นสูงสุดของอาคารเพื่อให้ได้มุมมองที่งดงามที่สุด ด้วยพื้นที่กว้างขวางถึง 127 ตารางเมตร ห้องนี้ถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิด “Home away from home” อย่างแท้จริงครับ พื้นที่ภายในโอ่โถงประกอบด้วย The Space: โซนห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ที่มาพร้อมโต๊ะรับประทานอาหาร เหมาะมากสำหรับการใช้เวลาร่วมกันแบบส่วนตัว The Bedroom: เตียงนอนขนาด Super King-size ที่นุ่มสบายราวกับโอบกอดเราไว้ พร้อมความยืดหยุ่นในการรองรับครอบครัวใหญ่ เพราะสามารถเชื่อมต่อ (Connect) กับห้อง Deluxe Ocean ได้อีกถึง 2 ห้อง The View: ระเบียงส่วนตัวเปิดรับวิวท้องฟ้าและท้องทะเลสีครามของสมุยแบบ Panorama จากมุมที่สูงที่สุดของรีสอร์ท ความพิเศษที่เหนือกว่าคือบริการ Reserve Host หรือผู้ดูแลส่วนตัวที่จะคอยจัดการทุกความต้องการของเราตลอดการเข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียมทรีตเมนต์หรือสำรองที่นั่งห้องอาหาร ทำให้ทุกโมเมนต์ของเราไหลลื่นและพิเศษสุดๆ ครับ แต่นอกจากความโปร่งสบายด้านในแล้ว สิ่งที่ทำให้เราประทับใจที่สุดคือ ระเบียงส่วนตัวที่กว้างขวางมากครับ กว้างจนเราอยากจะนอนเอนกายอาบแดดรับลมทะเลที่นี่ในทุกๆ วัน โดยไม่ต้องออกไปไหนเลย เป็นพื้นที่ที่มอบความเป็นส่วนตัวขั้นสุด พร้อมวิวท้องฟ้าและท้องทะเลสีครามของเกาะสมุยแบบ Panorama จากมุมที่สูงที่สุดของรีสอร์ท ซึ่งหาไม่ได้จากห้องไหนจริงๆ Surprise of the Day เติมสีสันให้การพักผ่อนด้วยปุ่มสุ่มความสุข อีกหนึ่งรายละเอียดสไตล์ Reserve ที่เราประทับใจมากคือปุ่ม Surprise of the Day ครับ ในทุกๆ วันเราสามารถกดปุ่มนี้เพื่อลุ้นรับประสบการณ์พิเศษที่ทางโรงแรมคัดสรรมาให้ ไม่ว่าจะเป็นขนมหวานเมนูพิเศษ หรือเซอร์ไพรส์เล็กๆ น้อยๆ ที่เปลี่ยนไปไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน มันทำให้การตื่นมาในแต่ละเช้าของเรามีความตื่นเต้นเพิ่มขึ้นอีกนิด เพราะเราจะคอยลุ้นว่าวันนี้โรงแรมจะเตรียมความประทับใจอะไรไว้ให้เรา ซึ่งเป็นกิมมิกที่ช่วยสร้างรอยยิ้มและความทรงจำที่ดีได้ดีมากครับ ดื่มด่ำสุนทรียภาพแห่งการบำบัด ณ Reserve Spa Cenvaree ช่วงบ่ายเราแวะไปฟื้นฟูร่างกายที่ Reserve Spa Cenvaree กับทรีตเมนต์ Healing Touch นาน 75 นาที เทอราพิสที่นี่เชี่ยวชาญมากครับ โดยมีการนำสมุนไพรสดจากสวนออร์แกนิกของรีสอร์ทมาใช้ประกอบการนวด หลังจากเสร็จทรีตเมนต์ เรายังได้ผ่อนคลายต่อในโซน Relaxation Conservatory และ Jacuzzi ที่ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น เป็นการเริ่มต้นทริปด้วย Well-being ที่ยอดเยี่ยม รสชาติไทยวิจิตรที่ Sa-Nga มื้อค่ำเราฝากท้องไว้ที่ Sa-Nga (สง่า) ห้องอาหารที่นิยามอาหารไทยใหม่ผ่าน Elegant Sharing Set Menu พร้อม Wine pairing เช็ฟหยิบยกวัตถุดิบดั้งเดิมมาปรุงด้วยเทคนิคสมัยใหม่ (Innovative Culinary Artistry) นำเสนอออกมาได้สวยงามและมีรสชาติที่ลุ่มลึก สมชื่อร้านที่สะท้อนถึงรสนิยมและความโก้หรูครับ Breakfast at The Terrace มื้อเช้าที่ Centara Reserve Samui คือช่วงเวลาที่เราตั้งใจใช้ชีวิตให้ช้าลงที่สุดครับ เรามาเริ่มต้นวันกันที่ The Terrace ห้องอาหารแบบเปิดโล่งที่รับลมทะเลได้อย่างเต็มปอด ความพิเศษของอาหารเช้าที่นี่คือการผสมผสานระหว่างไลน์บุฟเฟต์คุณภาพสูงและความประณีตของเมนู A la carte ที่ปรุงสดใหม่จานต่อจาน ส่วนใครที่ชอบความหนักท้องขึ้นมาอีกนิด เมนู A la carte ของที่นี่ก็ทำออกมาได้น่าประทับใจมากครับ เชฟใส่ใจในทุกรายละเอียดตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงการจัดวางจาน ทำให้มื้อเช้าริมทะเลของเราไม่ใช่แค่การทานให้อิ่ม แต่คือการเริ่มต้นวันที่ละเมียดละไมที่สุดครับ Afternoon Gourmet Delights ตกบ่ายเราก็มาทาน Afternoon Tea ชิลๆ ที่ The Terrace ซึ่งเชฟรังสรรค์ขนมแต่ละชิ้นขึ้นจากแรงบันดาลใจแห่งท้องทะเล มีทั้งช็อกโกแลตรูปหอยหลากหลายรูปแบบ กินไปชิลไปเคล้ากับม็อกเทลและวิวทะเล เป็นช่วงเวลาที่พิเศษมากครับ Bread Society สุนทรียภาพของกลิ่นขนมปังอบใหม่ในยามเช้า สำหรับเราที่ให้ความสำคัญกับมื้อเช้าพอๆ กับการพักผ่อน Bread Society คือจุดที่เราประทับใจมากครับ ที่นี่ไม่ใช่แค่ไลน์ขนมปังทั่วไป แต่คือศิลปะของการทำเบเกอรี่แบบ Artisanal ที่เน้นความสดใหม่และใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง กลิ่นหอมของขนมปังที่เพิ่งออกจากเตาช่วยปลุกประสาทสัมผัสในยามเช้าได้ดีมาก เป็นรายละเอียดที่เติมเต็มให้มื้อเช้าที่นี่มีชีวิตชีวาและอบอุ่นเหมือนทานอยู่ที่บ้านจริงๆ The Gin Run สวรรค์ของคนรักจินและการเดินทางของรสชาติที่หลากหลาย เมื่อตะวันตกดิน เราแนะนำให้แวะมาที่ Gin Run ครับ บาร์ที่รวบรวมจินจากทั่วทุกมุมโลกมาไว้ที่นี่ รวมถึงการทำจินอินฟิวส์ (Infused Gin) สูตรเฉพาะของรีสอร์ทที่มีให้เลือกเยอะจนน่าประทับใจ บรรยากาศของบาร์ที่มีความ Sophisticated และการได้พูดคุยกับมิกโซโลจิสต์ผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ช่วงเวลาค่ำคืนของเราที่สมุยเต็มไปด้วยสีสันและสุนทรียภาพทางการดื่มครับ ความสนุกบนผิวน้ำด้วย Efoil Board พอตกเย็น เราขยับมาเติมอะดรีนาลีนด้วยการเล่น Efoil board เป็นครั้งที่สองในชีวิตเลยครับ (ฟังดูเว่อไหม 55) ต้องบอกว่าสนุกมาก! แม้จะเป็นกิจกรรมที่ดูท้าทายแต่ที่นี่มีคนสอน (Instructor) ที่เก่งมาก คอยแนะนำเทคนิคจนเราสามารถร่อนไปบนผิวน้ำได้ยาวๆ เป็นช่วงเวลาที่ปลดปล่อยพลังงานได้ดีสุดๆ Act 5 – The Grill ปิดท้ายวันด้วยมื้อค่ำที่ Act 5 – The Grill ที่นี่คือสเต็กเฮาส์สไตล์คลาสสิกที่เพิ่มความ Sophisticated เข้าไป ทุกจานผ่านกระบวนการย่างในเตา KOPA ที่ใช้ความร้อนสูงเป็นพิเศษ ทำให้เนื้อ Wagyu และอาหารทะเลยังคงความฉ่ำและมีกลิ่นหอมรมควันที่เป็นเอกลักษณ์ Vitamin SEA Brunch มื้อสายที่เต็มไปด้วยสีสันก่อนอำลาเกาะสมุย ก่อนเช็คเอ้าท์ในวันอาทิตย์ เราไปจบที่ Salt Society Beach Bar & Kitchen กับ Vitamin SEA Brunch (Vitamin B Package) บรรยากาศที่นี่คือ Tropical Al Fresco ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของหาดเฉวงครับ เราเพลิดเพลินไปกับอาหารทะเลสดๆ ไวน์รสเลิศ และค็อกเทลที่ Infuse ด้วยสมุนไพร ท่ามกลาง Curated Playlist ที่ช่วยเซตจังหวะความผ่อนคลายให้ถึงขีดสุด เป็นมื้อที่เติมเต็ม "Vitamin Sea" ให้เราก่อนจะเดินทางกลับในช่วงบ่ายสี่โมง Wrapping Up Our Stay สรุปความประทับใจ ประสบการณ์ที่ ‘Reserve’ ไว้เพื่อคุณเท่านั้น การกลับมาเยือน Centara Reserve Samui ในครั้งนี้ตอกย้ำให้เราเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นครับว่า นิยามของความหรูหราที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงามของสถาปัตยกรรมที่ตาเห็นเท่านั้น แต่คือความสามารถในการมอบประสบการณ์ที่ Personalised ได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกมิติ โดยเฉพาะการได้ใช้เวลาพักผ่อนใน The Reserve Suite ที่เป็นที่สุดของความเอ็กซ์คลูซีฟ พื้นที่แห่งนี้ช่วยให้เราได้พบกับความสงบ และเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ในทุกวินาทีตลอดการเข้าพัก สิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย และเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การพักผ่อนครั้งนี้สมบูรณ์แบบที่สุด คือทีมพนักงานทุกคนที่เราอยากจะขอบคุณจากใจจริงๆ ครับ ทุกคนดูแลเราดีมากๆ และปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณของการบริการที่แท้จริง ตั้งแต่ความใส่ใจอย่างใกล้ชิดของ Reserve Host ไปจนถึงความน่ารักของทีมพนักงานในทุกห้องอาหารและสปาที่จำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของเราได้เสมอ Human Touch เหล่านี้นี่เองครับที่เปลี่ยนจากการมาพักโรงแรมทั่วไป ให้กลายเป็นการมาพักผ่อนในบ้านที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความทรงจำที่มีค่า ขอบคุณทีมงานทุกคนที่ทำให้เราได้รับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมเกินความคาดหมายในทุกด้านจริงๆ ครับ ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่พัก แต่มันคือพื้นที่แห่งการคืนความสมดุลและการค้นพบความรื่นรมย์ในแบบฉบับของตัวเองผ่านงานดีไซน์ที่นิ่งสงบ การบริการที่เปี่ยมด้วยความใส่ใจ และรสชาติอาหารที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างผู้รู้จริง หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รักในงานสุนทรียศาสตร์และต้องการการพักผ่อนในระดับมาสเตอร์พีซที่เป็นส่วนตัวและพิเศษไม่ซ้ำใคร เราเชื่อว่าที่นี่คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับการเดินทางมาเยือนสมุยครับ แล้วเราจะกลับมาอีกนะ :) Centara Reserve Samui 38/2 Moo 3, Borpud, Chaweng Beach, Koh Samui, Surat Thani 84320 Thailand Tel: +66 (0) 77 230 500 E-mail: crs@chr.co.th Website: www.centarahotelsresorts.com/centarareserve/crs รีวิวโรงแรม Centara Reserve Samui ที่พักสมุย The Reserve Suite รีวิว #LetsHoparound #Samui #CentaraReserveSamui #ReserveCulture #TheReserveSuite #KohSamui #LuxuryResort #รีวิวโรงแรม #รีวิวที่พัก #สมุย #เกาะสมุย #ModernAesthete #SlowLuxury #Centara

  • 1926 Heritage Hotel Penang by The Unlimited Collection สัมผัสความคลาสสิกยุคโคโลเนียลและมวลอารมณ์อบอุ่นแห่งปีนัง

    รีวิว 1926 Heritage Hotel Penang by The Unlimited Collection สัมผัสความคลาสสิกยุคโคโลเนียลและมวลอารมณ์อบอุ่นแห่งปีนัง ปีนังยังคงเป็นจุดหมายปลายทางในใจของเหล่านักเดินทางที่หลงใหลในสถาปัตยกรรมและมนต์เสน่ห์ทางวัฒนธรรมเสมอมา ทริปนี้เราอยากชวนทุกคนมาสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนที่มีเรื่องราว ณ 1926 Heritage Hotel Penang ภายใต้เครือ The Unlimited Collection by Ascott ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของเรากับการเข้าพักในคอลเลกชันโรงแรมบูทีคอิสระที่ออกแบบมาเพื่อนักเดินทางผู้แสวงหาประสบการณ์อันแตกต่างอย่างแท้จริง ด้วยปรัชญา "Genuinely U, Limitlessly Authentic" ทางโรงแรมมุ่งเน้นการคืนชีวิตให้อาคารประวัติศาสตร์และแลนด์มาร์คท้องถิ่น โดยนำงานดีไซน์ที่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมมาผสมผสานอย่างลงตัว เพื่อมอบประสบการณ์การเข้าพักที่เปี่ยมด้วยเรื่องราวและสะท้อนเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของจุดหมายปลายทางได้อย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งที่ทำให้โรงแรมแห่งนี้โดดเด่นไม่เหมือนใคร คือการนำเสนออัตลักษณ์ผ่านงานกราฟิกและโลโก้ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสัญลักษณ์ประจำรัฐปีนัง (Pulau Pinang) ได้แก่ เสือดำ (Black Panther) สัตว์มงคลที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและสง่างาม และ ต้นหมาก (Areca Palm) ต้นไม้ประจำรัฐซึ่งเป็นที่มาของชื่อเกาะ "ปีนัง" (Pinang) ในภาษามลายู การนำสัญลักษณ์เหล่านี้มาถ่ายทอดในงานดีไซน์ ไม่เพียงแต่เป็นการให้เกียรติประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงตัวตนที่ผูกพันกับรากเหง้าของเกาะแห่งนี้ไว้อย่างเหนียวแน่นครับ ย้อนกลับไปในอดีต อาคารหลังงามแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1926 ตามชื่อของโรงแรมเลยครับ เดิมทีที่นี่เคยเป็นอาคารที่พักของข้าราชการอาณานิคมอังกฤษและผู้บริหารท้องถิ่นในยุคก่อน โครงสร้างภายนอกจึงสะท้อนสถาปัตยกรรมแบบแองโกล-มาเลย์โคโลเนียลได้อย่างเด่นชัด มีความโอ่อ่า นิ่งขรึม ทว่าเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ โดยหลังจากผ่านการแปลงโฉมและรีโนเวทครั้งใหญ่ ที่นี่เปิดให้บริการห้องพักและห้องสวีทรวมทั้งหมด 78 ห้อง ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 ประเภทหลักๆ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ห้องเริ่มต้นขนาดกะทัดรัดไปจนถึงห้องสวีทขนาดใหญ่ดังนี้ Heritage Room, Colonial King, Colonial Twin, Heritage Garden Patio, Residency Suite และ Straits Suite สำหรับเรทราคาห้องพักจะเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณสองถึงสามพันกว่าบาทต่อคืนสำหรับห้องเริ่มต้น และขยับไปจนถึงหลักหมื่นสำหรับห้องสวีทขนาดใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับงานดีไซน์เฉพาะตัวและมาตรฐานบริการของเครือนี้ครับ The Journey: ทริปครอบครัวขับรถเพลินๆ จากเมืองยะลา สู่ปีนัง การเดินทางในรอบนี้แตกต่างไปจากเดิมนิดหน่อยครับ เพราะเราเลือกจัดทริปครอบครัวแบบ Roadtrip ขับรถสบายๆ เริ่มต้นจากจังหวัดยะลา วิ่งผ่านอำเภอเบตงเพื่อข้ามแดนไปยังประเทศมาเลเซีย บรรบากาศสองข้างทางดีมากๆ ครับ วิวทิวทัศน์รายล้อมไปด้วยภูเขาสลับซับซ้อนที่สวยงาม ถนนหนทางขับสบายและราบรื่นกว่าที่คิด ระหว่างทางเรายังได้แวะถ่ายรูปบริเวณเขื่อนริมทางซึ่งมีบรรยากาศที่สดชื่นและสงบมาก ถือเป็นการพักสายตาที่ดีทีเดียวครับ จากชายแดนใช้เวลาเดินทางรวมๆ แค่ 2 ชั่วโมงนิดๆ ก็มาถึงตัวโรงแรมที่ปีนังแล้วครับ วิวสวยตลอดทางจนรู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวมาก The Arrival: การต้อนรับอันอบอุ่นตั้งแต่ก้าวแรก ทันทีที่รถเลี้ยวเข้ามาในพื้นที่โรงแรม เราจะรู้สึกได้ถึงความเงียบสงบที่ตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอก ขั้นตอนการเช็คอินทำได้อย่างรวดเร็วและราบรื่นมากครับ พนักงานต้อนรับทุกคนให้การดูแลเป็นอย่างดี ยิ้มแย้มแจ่มใส และมีความเป็นมืออาชีพสูงมาก ช่วยแนะนำรายละเอียดต่างๆ ของโรงแรมด้วยความเต็มใจ ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและเป็นกันเองตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงเลยครับ Our Room: Heritage Garden Patio พื้นที่ส่วนตัวริมสระว่ายน้ำ สำหรับห้องพักทั้ง 6 แบบของที่นี่ จะประกอบไปด้วยห้อง Heritage Room, Colonial King, Colonial Twin, Heritage Garden Patio, Residency Suite และ Straits Suite ครับ รอบนี้เราเลือกเข้าพักห้องประเภท Heritage Garden Patio ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้นล่างสุดของอาคาร มอบความนิ่งสงบและเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง พื้นที่ภายในห้องกว้างขวางถึง 52 ตารางเมตร หรือประมาณ 560 ตารางฟุต ซึ่งถือว่าใหญ่และจัดสรรพื้นที่ได้ดีมากๆ รองรับผู้เข้าพักได้สูงสุด 2 ท่าน ภายในห้องจัดวางเตียงนอนขนาด King-Size เบาะหนานุ่มและเครื่องนอนคุณภาพดีที่ช่วยให้เรานอนหลับสบายตลอดคืน ไฮไลต์สำคัญของห้องนี้คือพื้นที่ภายนอกส่วนตัว โดยตัวห้องจะมีระเบียงส่วนตัวและสวนหย่อมขนาดเล็กที่เชื่อมต่อโดยตรงเข้าสู่สระว่ายน้ำของโรงแรม การได้ตื่นมาจิบกาแฟยามเช้าตรงระเบียงส่วนตัวท่ามกลางความร่มรื่นของต้นไม้ แล้วสามารถเดินลงสระว่ายน้ำได้ทันที เป็นมวลอารมณ์ของการพักผ่อนที่ทั้งสะดวกและผ่อนคลายมากครับ การตกแต่งภายในยังคงกลิ่นอายความเฮริเทจเอาไว้ได้อย่างแยบคาย แต่ในขณะเดียวกันก็ใส่สิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยไว้อย่างครบครัน Hotel Facilities: สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แม้จะเป็นโรงแรมแนวประวัติศาสตร์ แต่ในเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนรักไลฟ์สไตล์สุขภาพก็จัดเตรียมไว้ให้อย่างดีครับ สระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดกำลังดี ตั้งอยู่ใจกลางอาคาร โอบล้อมด้วยสีเขียวของต้นไม้และสถาปัตยกรรมคลาสสิก เป็นพื้นที่ที่ถ่ายรูปสวยและเหมาะกับการมานั่งเล่นรับลมเย็นๆ ห้องออกกำลังกายที่มีอุปกรณ์คาร์ดิโอและสเตร็งท์เทรนนิ่งพื้นฐานให้เราได้ยืดเส้นยืดสายและขยับร่างกายระหว่างทริปพักผ่อนได้อย่างสะดวกสบายครับ Breakfast & Dining: รสชาติเรียบง่ายในบรรยากาศย้อนยุค ในส่วนของมื้อเช้า โรงแรมจัดเตรียมอาหารที่ผสมผสานระหว่างรสชาติท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของปีนังและเมนูนานาชาติยอดนิยม รสชาติทำออกมาได้ดี วัตถุดิบสดใหม่ เป็นมื้อเช้าที่เรียบง่ายแต่เติมพลังก่อนออกไปเที่ยวได้เป็นอย่างดีครับ นอกจากนี้ภายในโรงแรมยังมีส่วนของห้องอาหารและบาร์ที่ตกแต่งอย่างมีรสนิยม คุมโทนความคลาสสิก เหมาะสำหรับการมานั่งทอดอารมณ์ จิบเครื่องดื่มแก้วโปรด เคล้าไปกับบรรยากาศย้อนยุคในช่วงเย็นครับ Neighborhood Guide: ขยับไปเที่ยว George Town ได้ง่ายๆ ทำเลที่ตั้งของ 1926 Heritage Hotel Penang ถือว่าสะดวกสบายต่อการท่องเที่ยวมากๆ ครับ ย่านรอบๆ โรงแรมมีความเงียบสงบ ไม่พลุกพล่านจนเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็อยู่ใกล้กับศูนย์กลางเมืองมรดกโลกอย่าง George Town มากๆ การเดินทางไปเที่ยวชมสตรีทอาร์ท แวะคาเฟ่ฮิปๆ หรือลิ้มลองอาหารสตรีทฟู้ดชื่อดัง เราสามารถเลือกขับรถไปเองก็ได้ หรือจะเรียกบริการรถสาธารณะผ่านแอปพลิเคชัน Grab ก็สะดวกและรวดเร็วมากครับ ใช้เวลาเดินทางอึดใจเดียวก็ถึงจุดหมายหลักๆ แล้วครับ Wrapping Up Our Stay: บทสรุปแห่งความประทับใจ การมาใช้เวลาพักผ่อนที่ 1926 Heritage Hotel Penang by The Unlimited Collection ในทริปครอบครัวครั้งนี้ สร้างความประทับใจให้เราได้มากกว่าที่คิดครับ สิ่งที่เราชอบมากคือความสมดุลระหว่างความโคซี่อบอุ่น มนต์เสน่ห์ของงานเฮริเทจยุคเก่า และความโมเดิร์นของสิ่งอำนวยความสะดวกที่ผสานเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว ตัวโรงแรมมีความสะดวกสบายในการเดินทาง เตียงนอนหลับสบาย และที่สำคัญคือการรักษาความสะอาดที่ทำออกมาได้ดีมาก สะอาดสะอ้านในทุกจุดจริงๆ ครับ หากคุณกำลังมองหาที่พักยุคโคโลเนียลที่มีเรื่องราว บริการอบอุ่น และให้ความรู้สึกผ่อนคลายเมื่อมาเยือนปีนัง เราเชื่อว่าที่นี่คือตัวเลือกที่ถูกต้องและคุ้มค่ามากครับ 1926 Heritage Hotel Penang by The Unlimited Collection Address: 227 Jalan Burma, 10050 George Town, Penang, Malaysia Tel: +604 684 1926 E-mail: enquiry.penang@the-ascott.com Website: www.discoverasr.com รีวิว 1926 Heritage Hotel Penang ที่พักสไตล์โคโลเนียลย้อนยุค โรงแรมใจกลางปีนัง #LetsHoparound #1926HeritageHotelPenang #TheUnlimitedCollection #Ascott #Penang #HeritageHotel #GeorgeTown #RoadtripPenang #รีวิวโรงแรม #รีวิวที่พัก #ปีนัง #มาเลเซีย #ModernAesthete #ColonialCharm

  • The Ritz-Carlton, Koh Samui เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เกาะสมุยนิยามความลักชูรีจากแบรนด์ระดับตำนานในอ่าวส่วนตัวบนเกาะสมุย

    รีวิวประสบการณ์พักผ่อนใน Ultimate Pool Villa ที่ The Ritz-Carlton, Koh Samui หากจะพูดถึงแบรนด์โรงแรมที่เป็นไอคอนิกและเป็นบรรทัดฐานของคำว่า Ultra-luxury hospitality ทั่วโลก ชื่อของ The Ritz-Carlton ย่อมเป็นคำตอบแรกในใจของนักเดินทางเสมอครับ ประวัติศาสตร์ของแบรนด์นี้ย้อนกลับไปได้ไกลถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยมีจุดเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ของ César Ritz ชายชาวสวิสผู้ได้รับฉายาว่าเป็น "ราชาแห่งคนทำโรงแรม และคนทำโรงแรมของพระราชา" เค้าคือผู้ปฏิวัติวงการด้วยการนำความประณีตขั้นสุดและการบริการแบบรู้ใจมาใส่ไว้ในโรงแรม Ritz ที่ปารีสและลอนดอน ก่อนที่แบรนด์จะถูกส่งต่อและก่อตั้งเป็น The Ritz-Carlton Hotel Company ในปี 1983 โลโก้รูปสิงโตทรงพลังภายใต้ตราราชวงศ์อังกฤษ และปรัชญาการดูแลแขกที่มองพนักงานทุกคนเป็น Ladies and Gentlemen จึงกลายเป็นตำนานที่ส่งต่อความเอ็กซ์คลูซีฟมาจนถึงเครือ Marriott International ในปัจจุบันครับ The Ritz-Carlton, Koh Samui เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เกาะสมุยนิยามความลักชูรีจากแบรนด์ระดับตำนานในอ่าวส่วนตัวบนเกาะสมุย สำหรับ The Ritz-Carlton, Koh Samui รีสอร์ทหรูที่เปิดตัวในปี 2017 บนพื้นที่กว่า 146 ไร่ โอบล้อมด้วยอ่าวส่วนตัวที่เงียบสงบทางทิศเหนือของเกาะสมุย ที่นี่อยู่ภายใต้การเป็นเจ้าของของ YTL Hotels กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมยักษ์ใหญ่จากประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีความพันธมิตรที่แน่นแฟ้นยาวนานกับ Marriott ในการร่วมสร้างโปรเจกต์ระดับมาสเตอร์พีซทั่วโลก ที่นี่ให้บริการห้องพักและวิลล่ารวมทั้งหมด 175 ห้อง ครับ โดยแบ่งเป็นห้องพักแบบสวีทบนอาคาร (Suites) 73 ห้อง และพูลวิลล่าส่วนตัว (Pool Villas) อีก 102 หลัง ตัวรีสอร์ทได้รับการออกแบบมาอย่างสวยงามเพื่อเชิดชูวิถีชีวิตท้องถิ่นครับ เค้าหยิบเอาเรื่องราวของหมู่บ้านชาวประมงโบราณและสวนมะพร้าวซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสมุย มาตีความใหม่ผ่านสถาปัตยกรรมคอนเทมโพรารีที่โปร่งสบายและดูโก้หรู มวลอารมณ์ของที่นี่จึงเต็มไปด้วยความนิ่ง สงบ แต่ในขณะเดียวกันก็มีพลังของธรรมชาติที่น่าค้นหาซ่อนอยู่ทุกมุมเลยครับ The Arrival: สัมผัสแรกตั้งแต่ก้าวออกจากสนามบิน การเดินทางไปพักผ่อนที่สมุยครั้งนี้ราบรื่นมากครับ ทันทีที่เดินออกจากประตูสนามบินสมุย เราก็พบกับเจ้าหน้าที่ของโรงแรมที่มารอชูป้ายต้อนรับด้วยรอยยิ้ม ทางโรงแรมจัดรถมารับเราเพื่อเดินทางไปยังรีสอร์ท ภายในรถมีการจัดเตรียมน้ำดื่ม ผ้าเย็น และขนมขบเคี้ยวไว้ให้พร้อมสรรพ การบริการที่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่เริ่มต้นการเดินทางแบบนี้ ถือเป็นเครื่องหมายการค้าที่ตอกย้ำความเป็นเลิศของแบรนด์ได้ดีมากครับ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15-20 นาทีก็มาถึงล็อบบี้ของโรงแรมซึ่งเปิดรับลมทะเลและทัศนียภาพของอ่าวไทยได้อย่างเต็มสายตาครับรีวิว Ultimate Pool Villa The Ritz-Carlton Koh Samui เดอะริทซ์ คาร์ลตัน เกาะสมุย Our Villa: Ultimate Pool Villa หลังสุดท้ายกับความเป็นส่วนตัวขั้นสุด รอบนี้เราเข้าพักที่ห้อง Ultimate Pool Villa ครับ ความพิเศษคือพูลวิลล่าของเราตั้งอยู่เป็นหลังสุดท้ายของโซน ซึ่งถือเป็นทำเลที่มอบความเป็นส่วนตัวแบบขั้นสุด ตัววิลล่ามีขนาดใหญ่และโอ่โถงมาก โดยเค้าออกแบบและจัดวางพื้นที่ใช้สอยภายในและภายนอกแยกสัดส่วนออกจากกันอย่างชัดเจนและประณีตมากครับ รีวิว Ultimate Pool Villa The Ritz-Carlton Koh Samui The Space: ทันทีที่เปิดประตูเข้ามา เราจะเจอกับส่วนห้องนั่งเล่น (Living Area) ที่โปร่งสบายมากๆ ครับ ฝ้าเพดานสูงและกระจกบานใหญ่ทำให้แสงธรรมชาติสว่างทั่วทั้งห้อง การจัดวางโซฟาและมุมพักผ่อนทำออกมาได้ลงตัว เหมาะสำหรับการมานั่งอ่านหนังสือ จิบกาแฟ หรือเอนกายพักผ่อนระหว่างวันโดยไม่รู้สึกอึดอัดเลยครับ The Bedroom: ขยับมาที่ส่วนห้องนอน ไฮไลต์คือเตียงนอนขนาดใหญ่หนานุ่มตามมาตรฐานระดับตำนานของแบรนด์ ที่ต้องยอมรับเลยครับว่าช่วยให้เรานอนหลับได้อย่างสบายและเต็มอิ่มตลอดทั้งคืน รอบๆ เตียงเปิดโล่งด้วยกระจกใสที่สามารถมองออกไปเห็นพื้นที่ภายนอกได้ เป็นห้องนอนที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและนิ่งสงบอย่างแท้จริง The Bathroom & Walk-in Closet: พื้นที่ห้องน้ำของที่นี่จัดว่ากว้างขวางและเชื่อมต่อกับโซน Walk-in Closet ได้อย่างเป็นระเบียบครับ ตู้เสื้อผ้าและพื้นที่เก็บสัมภาระมีขนาดใหญ่พอให้เราจัดวางของได้อย่างจุใจ ส่วนในห้องน้ำมีการจัดวางอ่างอาบน้ำแบบลอยตัว (Freestanding Bathtub) ดีไซน์โก้หรูไว้ตรงกลาง และแยกโซนฝักบัวกับห้องสุขาไว้อย่างดี ที่ประทับใจมากคืออเมนิตี้ที่เลือกใช้แบรนด์พรีเมียมอย่าง Diptyque แบรนด์น้ำหอมชื่อดังจากฝรั่งเศส ซึ่งให้กลิ่นหอมหรูหรา ละมุนละไม ช่วยเพิ่มความรู้สึกผ่อนคลายในระหว่างการอาบน้ำได้ดีมากครับ The View & Outdoor Oasis: และสิ่งที่เป็นที่สุดของวิลล่าหลังนี้คือทัศนียภาพรอบตัวและพื้นที่พักผ่อนกลางแจ้งครับ ด้วยตำแหน่งที่ตั้งอยู่หลังสุดท้าย ทำให้เราได้มุมมองวิวทะเลสีครามของอ่าวไทยที่กว้างขวางและไม่มีอะไรมาบดบัง สายตาจะปะทะกับเส้นขอบฟ้าแบบเต็มๆ โดยตัววิลล่ามาพร้อมกับระเบียงส่วนตัวขนาดใหญ่ (Private Terrace) ที่เปิดรับลมทะเลได้อย่างเต็มที่ ตรงนี้มีสระว่ายน้ำส่วนตัว (Private Pool) ดีไซน์ทอดยาวขนานไปกับวิวทะเลกว้างขวาง เหมาะสำหรับการลงไปแช่น้ำผ่อนคลายพร้อมชมวิวแบบทริปเปิลเอ็กซ์คลูซีฟ ข้างๆ สระยังจัดวางเดย์เบดและเตียงนอนอาบแดดตัวใหญ่หนานุ่มไว้ให้เราได้เอนกายรับแสงแดดยามเช้า หรือนั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ช่วงบ่าย เป็นมุมไฮไลต์ที่เราชอบมาใช้เวลาปล่อยใจไปกับธรรมชาติและสโลว์ไลฟ์ได้ตลอดทั้งวันโดยไม่รู้สึกเบื่อเลยครับ Spa Village Koh Samui: ประสบการณ์เวลเนสที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมไทย เรามีโอกาสได้ไปเปิดประสบการณ์ทำ Spa Treatment เป็นเวลา 90 นาทีที่ Spa Village Koh Samui ซึ่งเป็นสปาที่นำเอาวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสานได้อย่างน่าสนใจมากครับ ทรีตเมนต์ของเราเริ่มต้นด้วยขั้นตอนที่เรียกว่า Songkran Shower หรือการสาดน้ำล้างตัวเพื่อความเป็นสิริมงคลและการชำระล้างความเหนื่อยล้า ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากประเพณีสงกรานต์ของไทย ถือเป็น Welcome Ritual ของสปาที่ช่างคิดและสร้างความสดชื่นได้ดีมากครับ หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนการขัดผิวและสครับเพื่อผลัดเซลล์ผิวด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการนวดหลักที่เป็นแบบนวดไทยฟิวชั่น (Thai Fusion Massage) ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเทคนิคการกดจุดและยืดเส้นของการนวดไทยโบราณ เข้ากับการนวดน้ำมันที่เน้นความนุ่มนวลและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ พี่เทอราพิสมีความเชี่ยวชาญสูงมากครับ น้ำหนักมือสม่ำเสมอและจำจุดที่ราต้องการเน้นได้ดี เป็น 90 นาทีที่ช่วยคืนความสมดุลให้ร่างกายและจิตใจได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ Breakfast at Shook!: การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยรสชาติที่หลากหลาย มื้อเช้าของที่นี่เสิร์ฟที่ห้องอาหาร Shook! ครับ บรรยากาศเป็นแบบเอเชียร่วมสมัยที่ดูมีพลังและมีชีวิตชีวา อาหารเช้าที่นี่มีโครงสร้างที่ตอบโจทย์นักเดินทางทุกกลุ่ม โดยผสมผสานระหว่างไลน์บุฟเฟต์นานาชาติที่มีความหลากหลายสูงมาก ตั้งแต่สลัดผักสด ชีสเกรดพรีเมียม เมนูอาหารตะวันตก ไปจนถึงอาหารเอเชียและอาหารใต้รสชาติจัดจ้าน นอกจากนี้ยังมีเมนูแบบ A la carte ที่ปรุงสดใหม่ร้อนๆ จานต่อจานให้เราเลือกสั่งได้ตามใจชอบ เราชอบการได้นั่งจิบกาแฟรสชาติดีเคล้าไปกับมื้อเช้าที่มีคุณภาพ เป็นการเริ่มต้นวันที่ทำให้เราไม่อยากรีบเร่งไปไหนครับ Dinner at The Ranch: ความลงตัวของสเต็กเฮาส์ระดับพรีเมียม สำหรับมื้อค่ำ เราเลือกฝากท้องไว้ที่ห้องอาหาร The Ranch ซึ่งเป็นสเต็กเฮาส์สไตล์คลาสสิกของรีสอร์ท มวลอารมณ์ของห้องอาหารนี้จะมีความโก้ นิ่ง และ Sophisticated เหมาะสำหรับมื้อพิเศษ เมนูเด่นของที่นี่คือเนื้อวัวเกรดพรีเมียมที่คัดสรรมาจากแหล่งผลิตชั้นนำทั่วมุมโลก นำมาปรุงด้วยเทคนิคที่แม่นยำจนได้เนื้อที่สุกกำลังดี มีความฉ่ำและรสชาติเข้มข้น ยิ่งทานคู่กับเครื่องเคียงที่ทำออกมาได้ประณีตและไวน์ที่คัดสรรมาอย่างดี ยิ่งช่วยยกระดับมื้อค่ำนี้ให้เต็มไปด้วยความรื่นรมย์ครับ Dining Destinations & Afternoon Tea: สำรวจห้องอาหารและช่วงเวลายามบ่าย นอกจากห้องอาหารหลักที่เราได้ไปลองทานมาแล้ว ภายในรีสอร์ทยังมีจุดหมายปลายทางด้านอาหารอีกหลายแห่งที่น่าสนใจครับ Pak Tai: ห้องอาหารไทยภาคใต้ที่เน้นการนำเสนอวัตถุดิบจากท้องถิ่นและรสชาติแบบดั้งเดิมที่จัดจ้านถึงใจ ในบรรยากาศที่นั่งแบบซุ้มส่วนตัวที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ Sea Salt: ห้องอาหารริมสระว่ายน้ำหลักที่เสิร์ฟอาหารสไตล์คอมฟอร์ตฟู้ด ค็อกเทลรสชาติสดชื่น และอาหารนานาชาติในบรรยากาศสบายๆ รับลมทะเล Tides: บาร์ริมสระที่เหมาะสำหรับการมานั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ระหว่างวัน One Rai: เลานจ์และบาร์รูปทรงกลมที่ตั้งอยู่บนมุมสูง เหมาะสำหรับการมานั่งชมพระอาทิตย์ตกดินพร้อมเครื่องดื่มแก้วโปรด Afternoon Tea: สำหรับช่วงเวลายามบ่าย เราแวะมาทาน Afternoon Tea เซ็ตของว่างและขนมหวานยามบ่ายที่เชฟรังสรรค์ขึ้นมาอย่างละเมียดละไม ทานคู่กับชารสเลิศในบรรยากาศที่มองเห็นวิวอ่าวส่วนตัว เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมผ่อนคลายที่ไม่ควรพลาดครับ Water Activities: พลังงานบวกและกิจกรรมสนุกบนผิวน้ำ วันต่อมาเราขยับมาเติมพลังงานบวกด้วยกิจกรรมทางน้ำบริเวณชายหาดส่วนตัวของรีสอร์ทครับ ที่นี่มีอุปกรณ์สำหรับทำกิจกรรมทางน้ำแบบ Non-motorised ให้บริการครบครัน รอบนี้เราเลือกไปพาย Paddle board เล่นรอบๆ อ่าวครับ น้ำทะเลที่นี่ค่อนข้างนิ่งและคลื่นลมไม่แรง ทำให้เราสามารถทรงตัวและพายชมทัศนียภาพของรีสอร์ทจากมุมมองในทะเลได้อย่างสนุกสนานและปลอดภัย ถือเป็นการออกกำลังกายเบาๆ ท่ามกลางธรรมชาติที่สดชื่นมากครับ Swim Reef: ประสบการณ์ Snorkeling ในแนวปะการังจำลองที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและไม่มีที่ไหนเหมือนคือ Swim Reef ครับ ที่นี่คือแนวปะการังจำลองขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ภายในใจกลางรีสอร์ท ซึ่งได้รับการดูแลโดยนักชีววิทยาทางทะเลอย่างใกล้ชิด ภายใน Swim Reef แห่งนี้มีปลาทะเลเขตร้อนมากกว่า 50 สายพันธุ์แหวกว่ายอยู่ เราได้มีโอกาสไปทำกิจกรรม Snorkeling หรือดำน้ำตื้นดูปะการังและปลาสวยงามในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและน้ำใสสะอาดมากครับ เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจและให้ความรู้สึกเหมือนเราได้ไปดำน้ำในทะเลลึกจริงๆ ถือเป็นกิจกรรมที่ให้ทั้งความสนุกและความรู้เรื่องระบบนิเวศทางทะเลที่ดีมากครับ Active Lifestyle: คอมมูนิตี้สปอร์ตวิวทะเลระดับสเตตเมนต์ สำหรับสายแอคทีฟ โซนกิจกรรมกีฬาของที่นี่คือไฮไลต์ที่ออกแบบมาได้โก้และน่าประทับใจมากครับ โรงแรมมี Fitness Centre ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง อัดแน่นด้วยอุปกรณ์คาร์ดิโอและสเตร็งท์เทรนนิ่งเกรดพรีเมียม แต่จุดสะดุดสายตาที่สุดคือ Muay Thai Ring สังเวียนมวยไทยจำลองแบบเปิดโล่งที่มีอุปกรณ์ครบครันและมีครูฝึกคอยไกด์เทคนิคแบบตัวต่อตัว การได้ขยับร่างกายผ่านศิลปะการต่อสู้ในมวลอารมณ์ที่รับลมทะเลไปด้วยเป็นพลังงานที่ดีมากครับ นอกจากนี้ รีสอร์ทยังจัดเต็มด้วย สนามเทนนิสและสนามบาสเกสบอลวิวทะเล ที่สวยงามจนสามารถเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในจุดเล่นกีฬาที่ทัศนียภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งเลยครับ การได้มาลงสนามไดรฟ์ลูกบาสหรือหวดเทนนิสโดยมีฉากหลังเป็นวิวเส้นขอบฟ้าและทะเลสีครามสุดสายตา มันเปลี่ยนการออกกำลังกายทั่วไปให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์ที่รื่นรมย์มากครับ ที่สำคัญตามสเตชั่นกีฬาเหล่านี้ ทางรีสอร์ทยังมีบริการน้ำดื่มเย็นฉ่ำและครีมกันแดด SPF 50 แสตนด์บายไว้ให้แขกได้หยิบใช้ตลอดเวลา สะท้อนถึงความใส่ใจในแบบ Ritz-Carlton อย่างแท้จริงครับ Wrapping Up Our Stay: บทสรุปของความทรงจำและงานบริการระดับตำนาน การได้มาใช้เวลาพักผ่อนที่ The Ritz-Carlton, Koh Samui ในทริปนี้ เป็นการตอกย้ำให้เราเห็นถึงมาตรฐานอันยอดเยี่ยมของคำว่า ลักชูรี ที่แท้จริงครับ ทุกรายละเอียดตั้งแต่งานดีไซน์ที่นิ่งสงบ ห้องพักที่สมบูรณ์แบบ ไปจนถึงกิจกรรมที่หลากหลาย ล้วนได้รับการคิดและวางแผนมาเป็นอย่างดีเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับแขกผู้เข้าพัก แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ทริปนี้เต็มไปด้วยความทรงจำที่มีค่าคือทีมงานทุกคนครับ เราอยากขอบคุณพนักงานในทุกภาคส่วนจริงๆ ที่ดูแลเราดีมาก ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความใส่ใจ สุภาพ และมีความเป็นมืออาชีพสูงมาก ความเป็น Human Touch เหล่านี้นี่เองครับที่ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นใจและผ่อนคลายได้อย่างเต็มที่ตลอดการเข้าพัก หากคุณกำลังมองหาพื้นที่พักผ่อนที่ผสมผสานระหว่างรสนิยมที่งดงาม วิถีชีวิตท้องถิ่น และการบริการระดับตำนาน เราเชื่อว่าที่นี่คือคำตอบที่ถูกต้องและคุ้มค่าที่สุดสำหรับการมาเยือนเกาะสมุยครับ The Ritz-Carlton, Koh Samui Address: 9/123 Moo 5, Tambon Bophut, Koh Samui, Surat Thani 84320 Thailand Tel: +66 (0) 77 915 777 E-mail: rc.usmrz.reservations@ritzcarlton.com Website: www.ritzcarlton.com/kohsamui รีวิว Ultimate Pool Villa The Ritz-Carlton Koh Samui #LetsHoparound #TheRitzCarltonKohSamui #RCMemories

  • Athita บูธีคโฮเทลสุดสงบริมแม่น้ำโขง เมืองเชียงแสน รีวิวอทิตาเชียงแสน Athita The Hidden Court Chiang Saen Boutique Hotel

    ไป #Hop สัมผัสกลิ่นอายล้านนากับความสงบสมดุลกันที่ ATHITA The Hidden Court Chiang Saen Boutique Hotel โรงแรมเล็กๆแต่ละเมียดละไมที่เปิดตัว ณ ริมแม่น้ำโขงกลางเมืองเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ATHITA โดดเด่นด้วยการออกแบบและตกแต่งสไตล์ไทยล้านนา การผสมผสานระหว่าง ”อดีต” และ ”ปัจจุบัน” ได้อย่างลงตัว สร้างด้วยไม้สักและอิฐทำมือเกือบทั้งหลัง ที่นี่มีห้องพักเพียงแค่ 9 ห้องเท่านั้น(เอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ) แบ่งเป็น 3 room types ได้แก่ Superior Pagoda View, Deluxe Private Garden และ Lotus Garden Suite ตัวโรงแรมตั้งอยู่ในซอยเล็กๆที่แยกออกมาจากถนนริมแม่น้ำโขง เพียงเดินจากโรงแรมออกมาประมาณ 100 เมตร ก็จะพบกับทิวทัศน์ของแม่น้ำโขงที่ห้อมล้อมไปด้วยแนวเขาไกลสุดลูกหูลูกตา บรรยากาศในยามเช้าที่สงบเยือกเย็นนั้นเป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้ ช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกก็งดงามด้วยสีทองอร่ามในอีกอารมณ์ และพอตกค่ำ ณ ริมน้ำโขงแห่งนี้จะมีร้านอาหารมากมาย มีทั้งปลาน้ำจืดหลากชนิด ไปถึงอาหารพื้นเมืองของชาวเชียงแสน Athita บูธีคโฮเทลสุดสงบริมแม่น้ำโขง เมืองเชียงแสน รีวิวอทิตาเชียงแสน Athita The Hidden Court Chiang Saen Boutique Hotel บรรยากาศล็อบบี้ เมื่อเราเดินเข้ามาเช็คอินทางพี่ๆ ก็จะมาเสริฟน้ำดิ่มสมุนไพรเป็นเวลคัมดริ้ง เชียงแสนเป็นเมืองสงบที่มีประวัติอันรุ่งโรจน์นับพันปี มีความเป็นมาก่อนยุคสุโขทัย และก่อนที่จะมีการตั้งประเทศไทยเสียอีก วันนี้เชียงแสนเป็นเมืองเล็กๆที่สง่างามด้วยวิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ที่แทรกตัวอยู่ทั่วเมืองและกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนก็คือโบราณสถานอายุนับร้อยนับพันปีเกือบร้อยแห่ง ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้เชียงแสนเป็นเมืองที่เหมาะแก่การปั่นจักรยานเที่ยว เลาะริมแม่น้ำ ชมเมือง เรียนรู้วัฒนธรรมและผู้คน รวมไปถึงแวะสัมผัสความขลังของประวัติศาสตร์อันยาวนานไปพร้อมๆกัน การที่ ATHITA ตั้งอยู่กลางเมืองก็ทำให้การสำรวจเชียงแสนนั้นเป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากการดีไซน์โรงแรมที่งดงามลงตัวแล้ว เรายังประทับใจกับความครบครันของสิ่งอำนวยความสะดวก การบริการที่ใส่ใจเป็นกันเอง ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายไม่อึดอัด และที่สำคัญคืออาหารอร่อยมาก (เราแนะนำข้าวต้มหมูตอนเช้า และข้าวจิ๊นเมินตอนกลางวัน) อ่อ! อย่าลืมถาม reception ถึงกิจกรรมในชุมชนที่เขาแนะนำด้วยนะครับ โถงนั่งเล่นวิวสวน เมื่อเราได้คีย์การ์ดแล้วก็จะเข้าสู่โซนห้องพักซึ่งมีทั้งหมดสองชั้น โดยชั้นแรกเป็นโถงนั่งเล่น open air และด้านหลังจะเป็นส่วนของห้องพัก ชั้น 1 และขึ้นบันไดไปก็เป็นห้องพักชั้น 2 ห้องพักแบบ Superior Pagoda View เป็นห้องเริ่มต้น ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ขนาดกว้าง 28 ตร.ม. เป็นวิวสวนหย่อม มีห้องน้ำส่วนตัว สไตล์การตกแต่งจะเป็นแบบไทยๆ จุดเด่นคือ หน้าต่างจะเป็นบานเกร็ดไม้ขนาดใหญ่แบบโบราณซึ่งปัจจุบันนี้จะหาดูได้ยากแล้ว เมื่อเรามองออกจากหน้าต่างจะพบกับวัดอาทิต้นแก้ว อายุมากกว่า 500 ปีแล้วนานมากๆ ซึ่งทางเจ้าของบอกกับเราว่ากำลังจะขอทางกรมศิลป์ช่วยบูรณะขึ้นมาใหม่ด้วยนะ ห้องแบบ Deluxe Private Garden ห้องนี้เป็นห้องขนาดกว้าง 31 ตร.ม ตั้งอยู่ชั้น 1 ของโรงแรม มีแค่ 2 ห้องเท่านั้น จุดเด่นของห้องนี้คือมีอ่างอาบน้ำสีขาวสะอาดตาและมีมุมสวนเล็กๆ ด้านนอกสุดชิลอีกด้วย ห้องแบบใหญ่ที่สุด Lotus Garden Suite เพิ่มความเป็นส่วนตัวด้วยห้องพักไฮไลท์ของโรงแรมอทิตา ขนาดกว้างถึง 37 ตร.ม จุดเด่นที่สุดของห้องนี้ก็คือ ระเบียงที่มีสระบัว พร้อมโต๊ะเก้าอี้ไว้นั่งเล่น นั่งทำงานก็ได้ด้วยนะ กิจกรรมทำบุญตักบาตรและไหว้พระที่วัดอาทิต้นแก้ว อาหารเช้ามื้อสำคัญที่ขาดไม่ได้ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับใครที่จะเลือกพักโรงแรมไหนก็คือ อาหารมื้อเช้าใช่มั้ยครับ วันนี้เราเริ่มต้นวันใหม่กับอาหารเช้าที่ทางโรงแรมจะให้เราเลือกตั้งแต่เช็คอินว่าอยากทานเป็น Set A อาหารเช้าแบบอเมริกัน พร้อมเซ็ทขนมปัง โยเกิร์ต หรือ Set B ชุดข้าวต้มหมูเห็ดหอม ไข่ลวกพร้อมเครื่องโรยและมีเครื่องดิ่มให้สั่งกันด้วย ทั้งกาแฟ ชา น้ำผลไม้ สระว่ายน้ำซึ่งเป็นจุดเด่นที่เราชอบที่สุดของโรงแรม สระว่ายน้ำที่นี่เป็นระบบน้ำเกลือ(เราชอบมากกกกก) สีฟ้าสดใส ตกแต่งเรียบง่าย ขอบสระ ขอบบันไดโค้งมน ทำให้ไม่ชนเจ็บง่ายๆ มีมุมล้างตัว มุมนอนอาบแดดซึ่งเป็นส่วนตัวมาก 10 10 10 ไปเลยยยยย จนอยากจะว่ายมันทั้งวันเลยอะ ชิมอาหารเที่ยงก่อนจะเช็คเอาท์ ก่อนจะเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมเราเลือกทานอาหารมื้อเที่ยงที่โรงแรมซึ่งขอบอกเลยว่าเป็นอาหารไทยผสมผสานที่ อร่อยมากกกกก ลงตัวสุดๆ แถมยังดูพิถีพิถันในการทำมาก ทั้งวัตถุดิบที่สดใหม่ รสชาติอาหารที่ลงตัว การเลือกใช้จาน การจัดจานพรีเซนต์อาหารให้ดูน่าทานสุดๆ อาหารคาวเราเลือก ข้าวเนื้อตุ๋น ผัดไทย และ ยำหมูยอ ส่วนเครื่องดื่มที่เราเลือกชิมกันก็คือ มะนาวโซดา กับ น้ำมะพร้าวปั่นหอมอร่อยมากๆๆๆ สรุปความประทับใจกับอทิตา บูธีคโฮเทล ที่นี่เป็นหนึ่งในบูธีคโฮเทลที่เราประทับใจที่สุดตั้งแต่เคยไปนอนมา(ฟังดูเว่อมั้ย) ไม่ว่าจะด้วยความเป็นส่วนตัว การดีไซน์ตัวโรงแรมที่สื่อถึงคาแร็คเตอร์ของเชียงแสนและเชื่อมโยงเข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ประวัติความเป็นมาของทำเลที่ตั้งที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ “วัดอาทิต้นแก้ว” วัดใหญ่เก่าแก่อายุกว่า 500 ปี (ฟังดูน่ากลัวแต่ของจริงไม่เลย ดูสง่างามมากกว่า) และเป็นที่มาของชื่อ “อาทิตา” ด้วย รวมไปถึงอาหารอร่อยๆและการบริการของพนักงานที่ใส่ใจพอเหมาะพอเจาะกำลังดี ที่สำคัญทางโรงแรมยังมีกิจกรรมท้องถิ่นให้เราเลือกเข้าร่วมกันอีกด้วย บอกเลยว่าถ้ามีโอกาศเราจะกลับไปอีกแน่นอน ขอบคุณพนักงานทุกคนที่ต้อนรับและให้คำแนะนำพวกเราเป็นอย่างดีตลอดทั้งสองวันเลยนะคร้าบบบ Athita The Hidden Court #LetsHoparound รีวิว ห้องพัก Athita Chiang Saen ใกล้แม่น้ำโขง ที่พักเชียงแสนดีไซน์เรียบหรู Athita The Hidden Court Chiang Saen boutique hotel courtyard สไตล์ล้านนาโมเดิร์น บรรยากาศเงียบสงบในเชียงแสน เชียงราย ที่พักริมแม่น้ำในเชียงราย บรรยากาศสงบผ่อนคลาย ที่พักเชียงแสนติดแม่น้ำโขง จังหวัดเชียงราย โรงแรมบูทีคดีไซน์สวย โรงแรมเชียงแสนบรรยากาศดี

  • AUDO Boutique Hotel Copenhagen นิยามของ Soft Minimalism ในย่าน Nordhavn ที่คนรักงานดีไซน์ห้ามพลาด

    AUDO BOUTIQUE HOTEL Copenhagen เมื่อโรงแรมกลายเป็น Showroom จนเราอยากยกเฟอร์นิเจอร์กลับบ้านทุกชิ้น! ป้ายยาที่พักสุดคูลในโคเปนเฮเกน ที่คนรักงานดีไซน์ต้องจองให้ทันก่อนห้องจะเต็ม ถ้าจะให้พูดถึงโรงแรมที่เท่ที่สุดในย่าน Nordhavn ของกรุงโคเปนเฮเกน เราขอยกตำแหน่งนี้ให้ Audo Boutique Hotel เลยครับ ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่พักธรรมดาๆ แต่เค้ามาในคอนเซปต์ Living Showroom ของแบรนด์ดีไซน์ชื่อดังอย่าง Audo Copenhagen (ที่เกิดจากการรวมตัวกันของ Menu และ by Lassen) ความเก๋คือเค้าเอาอาคารเก่าแก่สไตล์ Neo-baroque มาเนรมิตใหม่ให้กลายเป็นพื้นที่แบบ Hybrid ที่รวมทั้งโรงแรม คาเฟ่ ร้านอาหาร และโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ไว้ด้วยกันครับรีวิว Audo Copenhagen review โรงแรมน่าพักในโคเปนเฮเกน The Arrival: สัมผัสแรกที่ทำให้เราละสายตาไม่ได้ ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาย่าน Nordhavn เราจะเห็นตึกที่ดูขรึมและทรงพลังจากภายนอกครับ แต่พอเปิดประตูเข้ามาข้างในเท่านั้นแหละ บรรยากาศกลับเปลี่ยนเป็นความอบอุ่น นิ่งสงบ และดูน้อยแต่มากแบบ Soft Minimalism ทันที พนักงานที่นี่ต้อนรับเราแบบเป็นกันเองมากครับ ไม่มีความเกร็งเลย เหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อนที่รสนิยมดีจัดๆ Our Room: Room 4 - Comfort Room ห้องพักที่นี่มีความเป็นส่วนตัวสูงมากครับ เพราะ มีเพียง 10 ห้องเท่านั้น โดยแต่ละห้องจะมีการตกแต่งที่แตกต่างกันไป แต่ยังคุมโทนความเท่ไว้อย่างสม่ำเสมอ รอบนี้เราเช็คอินที่ Room 4 เป็นห้องประเภท Comfort Room ขนาด 25 ตร.ม. ที่จัดสรรพื้นที่ได้ฉลาดสุดๆ ครับ Atmosphere and Design: ห้องมาในโทน Moody interiors ขรึมๆ นิ่งๆ เท่มากครับ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในห้องเป็นคอลเลกชันของ Audo Copenhagen ทั้งหมด ความพีคคือ อะไรที่อยู่ในห้องพักเค้าขายหมดทุกอย่างครับ ถ้าลองนั่งเก้าอี้ตัวไหนแล้วชอบ หรือถูกใจโคมไฟดวงไหน สามารถสั่งซื้อได้เลย และที่พิเศษมากๆ คือ ถ้าเราเข้าพัก เค้ามีส่วนลดสินค้าให้ 20% ด้วยนะครับ งานนี้มีกระเป๋าตังค์สั่นแน่นอนครับ The Details: ห้องนี้อยู่ใกล้ลิฟต์ เดินทางสะดวก วิวหน้าต่างมองออกไปเห็น Courtyard เงียบๆ สบายตา มีมุม Lounge area เล็กๆ ให้เราได้นั่งทอดอารมณ์เสพงานดีไซน์แบบเต็มอิ่ม Sleeping: เตียงนอนที่นี่ใช้แบรนด์ DUX จากสวีเดนที่ขึ้นชื่อเรื่องความนุ่มสบายแบบไฮเอนด์ แถมชุดเครื่องนอนยังเป็นออร์แกนิกจาก Aiayu สัมผัสคือละมุนผิวมาก จนเราแทบไม่อยากลุกจากเตียงเลยครับ Bathroom: ห้องน้ำกว้างเกินคาดครับ มีทั้งอ่างอาบน้ำให้แช่ตัวฟินๆ และโซน Shower แยกต่างหาก อุปกรณ์อาบน้ำใช้ของ RAAW Alchemy กลิ่นหอมแบบสปาธรรมชาติสุดๆ Amenities: สิ่งอำนวยความสะดวกจัดเต็มครับ ทั้ง Free minibar ที่เติมให้ตลอด, เครื่องชงกาแฟ, กาต้มน้ำ, ไปจนถึง Steamer สำหรับรีดผ้า ส่วนเสื้อคลุมอาบน้ำและผ้าเช็ดตัวก็นุ่มฟูจากแบรนด์ Aiayu ทั้งหมดครับ More than a Hotel: พื้นที่ของคนรักบ้าน ชั้นล่างของโรงแรมคือสวรรค์ของคนรักการแต่งบ้านเลยครับ เพราะเค้าเป็นร้านเฟอร์นิเจอร์และ Concept Store ขนาดใหญ่ที่วางของสวยๆ ไว้เต็มไปหมด ใครหาแรงบันดาลใจแต่งบ้านสไตล์ Japandi หรือ Minimalist มาที่นี่ที่เดียวจบครับ ส่วนใครหิวข้างล่างก็มีร้านอาหารสไตล์นอร์ดิกบรรยากาศดีๆ ให้มานั่งจิบกาแฟ หรือทานมื้อค่ำเคล้างานศิลปะได้ตลอดวัน Wrapping Up Our Stay: สรุปความประทับใจ การได้มานอนที่ Audo Boutique Hotel ครั้งนี้เหมือนเราได้หลุดเข้ามาอยู่ในนิตยสารดีไซน์ระดับโลกเลยครับ ทุกอย่างมันดูนิ่ง สงบ และประณีตไปหมด การได้ใช้ชีวิตท่ามกลางเฟอร์นิเจอร์ระดับมาสเตอร์พีซคือประสบการณ์ที่คุ้มค่าจริงๆ ครับ คำแนะนำสำหรับการจอง: เสียอย่างเดียวคือ ห้องพักมีน้อยมากและไม่ค่อยว่างเลยครับ ด้วยความที่มีแค่ 10 ห้อง ทำให้ที่นี่กลายเป็นแรร์ไอเทมของโคเปนเฮเกนไปเลย วิธีการจอง: เราแนะนำให้จองผ่าน เว็บไซต์ของโรงแรมโดยตรง (audo.com) หรือผ่านทาง Design Hotels และเอเจนซี่ชั้นนำทั่วไปครับ ข้อควรระวัง: ใครมีแพลนจะมา ต้องรีบจองเนิ่นๆ เลยครับ เพราะห้องว่างคือหายากจริงๆ แต่ถ้าจองได้ รับรองว่าเป็นประสบการณ์ที่คนรักงานดีไซน์จะประทับใจไม่รู้ลืมแน่นอนครับ Audo Boutique Hotel (Audo House) Address: Århusgade 130, 2150 Nordhavn, Copenhagen, Denmark Tel: +45 31 26 30 80 E-mail: residence@audocph.com (สำหรับการจองห้องพัก) หรือ info@audocph.com Website: www.audocph.com Instagram: @audocph / @audohouse #LetsHoparound #Copenhagen #AudoBoutiqueHotel #AudoHouse #AudoCopenhagen #Denmark #Nordhavn #DesignHotel #รีวิวโรงแรม #รีวิวที่พัก #โคเปนเฮเกน #เดนมาร์ก #ModernAesthete #SoftMinimalism #JapandiStyle

  • F.V (Fruit & Vegetable) รีวิวร้านคาเฟ่ F.V Songwat เอฟวี ทรงวาด รวมคาเฟ่ย่านทรงวาด

    รีวิวร้านคาเฟ่ F.V Songwat เอฟวี ทรงวาด รวมคาเฟ่ย่านทรงวาด บนถนนเก่าแก่คู่ขนานกับถนนเยาวราชเส้นนี้ มีร้านอาหารสุดแนวคอนเส็ปต์แน่นตั้งอยู่บนเลขที่ 827 ชื่อว่า เอฟวี — F.V (ย่อมาจาก Fruit & Vegetable) อย่าให้การตกแต่งร้านที่สวยแหวกแนวนี้หลอกเพื่อนๆชาว #hopsters ว่าที่นี่เป็นแค่ร้านอาหารสุขภาพเก๋ๆตามสมัยนิยมที่พบได้ทั่วไป เพราะเบื้องหลังของความสวยอาร์ทเบื้องหน้า คือความจริงจังที่เจาะลึกลงไปถึงรากเหง้าของวิถีท้องถิ่นไทยที่กำลังจะสูญหายไป กว่าจะได้มาซึ่งแต่ละเมนูไม่ว่าจะเป็น ชาไมยราบ เมี่ยงคำ ยำมะม่วงแบบโบราณทานคู่กับใบชะพลู ข้าวเกรียบถั่วดำคู่กับน้ำพริกผัด รวมไปถึงเครื่องดื่ม ขนม และของทานเล่นอีกหลายรายการ ทางร้านได้ส่งทีมไปลงพื้นที่ศึกษา เก็บตัวอย่าง และทดลองในห้องแล็ปกับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ โดยคัดเอาแต่ผลผลิตทางการเกษตรที่ดีงามแต่ที่ไม่เป็นที่นิยมมานำเสนอใหม่ ผ่านมุมมองของนักคิดที่มีใจรักในผืนแผ่นดินไทย หลังจากที่เขาได้ทำงานในอเมริกาและมีธุรกิจสตูดิโอผลิตผลงานเชิงสร้างสรรค์ในอังกฤษมากว่า 30 ปี F.V จึงไม่ใช่ร้านอาหารเก๋ๆธรรมดา แต่ที่นี่เป็นแหล่งรวมความภักดีในวิถีพื้นบ้านและเรื่องราวอันน่ามหัศจรรย์มากมายที่อยู่ในของตกแต่งทุกชิ้น อาหารทุกคำ แม้แต่เรือนไม้สไตล์อีสานอายุกว่า 60 ปีที่อยู่กลางร้าน ไปจนถึงป้ายชื่อร้านที่แกะจากไม้สักโดยช่างฝีมือเก่าแก่ในชุมชนที่ใช้เวลาทำกว่า 3 เดือน . หากเพื่อนๆกำลังรู้สึกว่าของไทย “เจ๋ง” สู้ของนอกไม่ได้ ให้มาซึมซับพลังงานที่นี่ และบางทีเพื่อนๆอาจจะพบว่าการที่ต้นไม้ของเราจะเติบโตได้อย่างสง่างาม เราต้องมีรากที่แข็งแรงเสียก่อน และ F.V ก็คือหนึ่งในผู้บำรุงรากที่เพื่อให้ประเทศไทยเติบใหญ่ไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน . เปิด จันทร์-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 19.00 น. ที่อยู่ https://goo.gl/maps/NCEzpfWmxKo6NeDH9 . #LetsHoparound #LetsHoaproundBangkok #FVBKK #CafehoppingBkk #BkkCafeHopping #BkkCafe #คาเฟ่สุขภาพ #คาเฟ่ผลไม้ #อาหารเพื่อสุขภาพ

STAY IN TOUCH

  • Black Facebook Icon
  • Black Instagram Icon
  • TikTok
  • Black YouTube Icon

INSTAGRAM

YOUTUBE

Hoparound.co คือเว็บไซต์ท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์สำหรับ Modern Aesthete ที่คัดสรรทุกประสบการณ์การเดินทางอย่างพิถีพิถัน เราเชื่อมโยงแรงบันดาลใจจากงานดีไซน์ สถาปัตยกรรม และศิลปะ เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เหนือระดับ โดยมีทั้งการรีวิวโรงแรมหรู บูธีคโอเทลชั้นนำจากทั่วโลกที่ผ่านการเลือกสรรมาแล้วว่าโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมมอบสิทธิพิเศษและ exclusive offer ที่คัดมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ เพื่อให้คุณได้สัมผัสการพักผ่อนที่มีสไตล์และเปี่ยมด้วยคุณภาพ ผ่านเนื้อหาที่รุ่มรวยด้วยข้อมูลเชิงลึกและภาพถ่ายที่ถ่ายทอดความงดงามได้อย่างไร้ที่ติในทุกมิติ

Hoparound.co – A travel and lifestyle platform curated for design lovers and creative explorers. We handpick design hotels, cafés, galleries, and offer a booking system with exclusive travel deals you won’t find elsewhere. Beyond travel, we dive into lifestyle, art, and design content to inspire your journey. Discover unique places across Thailand and around the world — from museums, galleries, cafés, restaurants, and design hotels, to remarkable architecture, creative brands, and stylish products. All presented through engaging storytelling, beautiful visuals, and high-quality content that’s informative, enjoyable, and full of inspiration.

ที่เที่ยวใหม่ 2025 |  พิพิธภัณฑ์ & แกลเลอรี่ | โรงแรมดีไซน์ |  คาเฟ่สายอาร์ต |  เที่ยวไทย-ต่างประเทศ จองที่พัก |  รีวิวโดยบล็อกเกอร์ |  ไอเดียทริปไม่ซ้ำใคร |  ค้นหาสถานที่สร้างแรงบันดาลใจ | Travel wesite | Thai Travel Blogers | Travel Influencers | a travel website travel influencers thailand รีวิวท่องเที่ยว รีวิวโรงแรม รีวิวร้านอาหาร

 

Contact and Collaboration with Hoparound.co
E-mail: info.hoparound@gmail.com | Facebook: @hoparound.co | Instagram: @hoparound.co | Youtube: hoparound.co | Tiktok: @hoparound.co

Follow us on Instagram

เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury ถเที่ยว แพลนขับรถเที่ยว อเมริกา West Coast Travel Guide
bottom of page