top of page
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger

Search Results

134 results found with an empty search

  • TWA Hotel หนึ่งในโรงแรมดีไซน์ที่คาแรคเตอร์ชัดที่สุดในโลก

    ©︎Stonehill Taylor TWA Hotel หนึ่งในโรงแรมดีไซน์ที่คาแรคเตอร์ชัดที่สุดในโลก ธีมการบินวินเทจโดดเด้งกระแทกตามาแต่ไกล เพราะดัดแปลงจากอาคารที่เคยเป็นศูนย์การบินของ Trans World Airlines สายการบินที่เคยรุ่งโรจน์สุดๆแต่ปัจจุบันเลิกกิจการไปแล้วที่สนามบิน JFK ในนิวยอร์ค ยังไม่พออาคารแห่งนี้ยังเป็นผลงานของสถาปนิกในตำนานอย่าง Eero Saarinen ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 1962 ที่นี่จึงอบอวลไปด้วยกลิ่นไอความชิคคูลแห่งยุค 60s โดยเนื้อแท้แบบไม่ต้องพยายามใดๆ เริ่มต้นเพียงคืนละ 3,4XX บาทเท่านั้น!! . Location: https://g.page/twahotel?share ©︎Stonehill Taylor ©︎Stonehill Taylor ©︎Eric Laignel ‘CONNIE COCKTAIL LOUNGE’ AT THE TWA HOTEL Interior design by Stonehill Taylor Stonehill Taylor บริษัทด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบตกแต่งภายในชั้นนำของนิวยอร์กได้เปลี่ยนเครื่องบิน Lockheed Constellation L-1649A Starliner L-1649A Starliner ขนาด 116 ฟุตในช่วงกลางศตวรรษที่ไม่เหมือนใคร (หนึ่งในสี่ที่ยังมีเหลืออยู่บนโลก) ให้กลายเป็นบาร์ค็อกเทลสุดฮิปที่ชวนให้นึกถึง TWA Hotel ซึ่งเป็นการบูรณะศูนย์การบิน TWA ที่มีชื่อเสียงของ Eero Saarinen ซึ่งสร้างเสร็จในปี 2505 ที่สนามบิน JFK ในนิวยอร์ก เครื่องบินลำนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2501 ปัจจุบันตั้งอยู่กลางแจ้งระหว่างล็อบบี้และอาคารผู้โดยสาร 5 ที่ทันสมัยของสนามบิน Stonehill Taylor ซึ่งเป็นหัวเรือหลักในการออกแบบตกแต่งภายในกับประสบการณ์ของแขกร่วมสมัยพร้อมรายละเอียดการออกแบบที่ทำให้นึกถึงเสน่ห์ของการเดินทางทางอากาศในปี 1960 และความมหัศจรรย์ของอุตสาหกรรมการบิน การออกแบบของ Connie สะท้อนให้เห็นถึงการตกแต่งภายในที่เสร็จสมบูรณ์สำหรับล็อบบี้และห้องพักของโรงแรมทำให้สัมผัสสุดท้ายที่สมบูรณ์แบบสำหรับจุดหมายปลายทางระดับโลก เมื่อขึ้นบันได ผู้เข้าพักจะเข้าสู่เครื่องบินผ่านช่องทางเดินหน้าซึ่งมาถึงด้านหลังห้องนักบินของนักบิน เมื่อเข้าไปข้างในห้องโดยสารหลักซึ่งสะท้อนการออกแบบ “ท่อ” ที่เป็นที่รู้จักของ TWA Flight Center พร้อมเพดานเรืองแสงที่นุ่มนวลและพรม Eero Saarinen “Chili Pepper Red” ที่อยู่บนพื้น ©︎Stonehill Taylor การทำงานภายใต้พื้นที่แคบสุดจำกัด ที่มีเพดานต่ำ คือความท้าทายหลักให้ทีมค้นหาวิธีเปิดพื้นที่ให้มองเห็นได้: เพื่อให้ได้ภาพลวงตานี้การวิ่งเกือบเต็มเส้นรอบวงของห้องโดยสารที่ท้องของมันคือการ “เปิดช่องด้านหลัง” กว้างหนึ่งฟุต ที่เปิดเผยโครงสร้างดิบของเครื่องบิน แถบด้านหลังที่หุ้มแยกห้องนั่งเล่นออกจากฉากหลังที่ทำด้วยเหล็กขัดเงาซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากทั้งลำตัวเครื่องบินและลิฟต์ Saarinen’s Gateway Arch ในเมืองเซนต์หลุยส์ บางครั้งรูปแบบที่บ่งบอกถึงยุคสมัยมากที่สุดก็คือที่นั่งบนเครื่องบินแบบดั้งเดิมที่ได้รับการตกแต่งใหม่ทั้งหมด 16 ที่นั่งในพาเลทลายสก๊อตสีชมพูส้มแดงและเบจ ที่นั่งสะเปะสะปะเพิ่มเติมพยักหน้าให้กับรูปแบบดั้งเดิมของ TWA Commodore Club ซึ่งมีที่นั่งจัดเลี้ยงสีแดงพริกพริกไทยพร้อมที่วางเครื่องดื่มแบบพับเก็บได้โต๊ะและเก้าอี้นั่งของ Saarinen ผู้เข้าพักสามารถถ่ายภาพช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบโดยมองออกไปทางด้านหน้าของห้องโดยสารผ่านหน้าต่าง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยใช้เพื่อนำทางเครื่องบินด้วยแสงดาวในเที่ยวบินข้ามคืน ทีมออกแบบได้รับแรงบันดาลใจคือการติดตั้งภาพจิตรกรรมฝาผนังขนาด 8 คูณ 4 ฟุตสองชิ้นโดย ศิลปิน Mario Zamparelli ต้นฉบับซึ่งแสดงโมเดลในจุดหมายปลายทางจาก กรุงเทพฯ ถึง บอสตัน เรียงราย Starlight Lounge บนเครื่องบินซึ่งเป็นจุดเด่นก่อนอาหารค่ำสำหรับเครื่องดื่มค็อกเทลในยุค 60 ©︎Stonehill Taylor Credit photos ©︎TWA Hotel, Eric Laignel, David Mitchell, Stonehill Taylor . #LetsHoparound #LetsHoparoundUSA #InspiringStuff #TWAHotel

  • เชียงแสน...เมืองแสนสุข Chiang Sean เที่ยวเชียงแสนกับ Hoparound.co

    เชียงแสน...เมืองแสนสุข คุณเคยตกหลุมรักสถานที่บางแห่งโดยไม่คาดคิดมาก่อนมั้ย เชียงแสนก็เป็นสถานที่แบบนั้นแหละ เป็นเวลากว่าพันปีที่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงสุดงดงามแห่งนี้ได้เป็นแหล่งอารยธรรมอันอุดมสมบูรณ์ และเป็นศูนย์กลางความเจริญที่เปลี่ยนผ่านมาหลายยุคสมัยตั้งแต่ก่อนจะมีประเทศไทยเสียอีก หากไม่มีการเผาทำลายเมืองเชียงแสนในสมัยรัชกาลที่ 1 เพื่อป้องกันไม่ให้พม่าใช้เป็นฐานทัพ ความรุ่งโรจน์ที่เก่าแก่และแท้จริงของเชียงแสนก็คงจะโดดเด่นไม่แพ้เมืองเด่นใดๆในโลกเลย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม วันนี้เชียงแสนก็ได้กลายมาเป็นเมืองเล็กๆทว่าสง่างาม สงบเงียบ และเรียบง่ายด้วยวิถีชีวิตของผู้คนที่เจือไปด้วย ”ความขลัง” ในบรรยากาศ สิ่งปลูกสร้างโบราณเกือบร้อยแห่ง มีอายุตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันปีนั้นยังกระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ยิ่งเราได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง เรายิ่งหลงรักเชียงแสนประหนึ่ง love at first sight มาเถอะเพื่อนๆ มา #Hop ไปต้องมนต์เสน่ห์ของเชียงแสนพร้อมๆกันกับเรา ทริปนี้เรานอนที่ Athita The Hidden Resort Chiang Saen บูทีคโฮเท็ลที่เพิ่งเปิดใหม่ได้ไม่นาน สรุปให้ฟังก่อนเลยที่นี่เป็นหนึ่งในโรงแรมที่เราประทับใจที่สุดตั้งแต่เคยไปนอนมา ไม่ว่าจะด้วยความเป็นส่วนตัว (โรงแรมมีห้องพักทั้งสิ้นเพียง 9 ห้อง) การดีไซน์ตัวโรงแรมที่สื่อถึงคาแร็คเตอร์ของเชียงแสนและเชื่อมโยงเข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ประวัติความเป็นมาของทำเลที่ตั้งที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ “วัดอาทิต้นแก้ว” วัดใหญ่เก่าแก่อายุกว่า 500 ปี (ฟังดูน่ากลัวแต่ของจริงไม่เลย ดูสง่างามมากกว่า) และเป็นที่มาของชื่อ “อาทิตา” ด้วย รวมไปถึงอาหารอร่อยๆและการบริการของพนักงานที่ใส่ใจพอเหมาะพอเจาะกำลังดี ที่สำคัญทางโรงแรมยังมีกิจกรรมท้องถิ่นให้เราเลือกเข้าร่วมกันอีกด้วย Location: https://g.page/AthitaHotel?share ร่วมกิจกรรมชุมชนที่บ้านฮอมผญ๋า หลังจากที่เช็คอินเข้าห้องพัก ล้างหน้าล้างตาและสำรวจโรงแรมเรียบร้อยแล้ว เราก็เลือกจักรยานไปปั่นชมเมืองกันคนละคัน พร้อมกับจะได้ขี่ไปทำกิจกรรมที่ทางโรงแรมช่วยจองเอาไว้ให้เลยทีเดียว กิจกรรมที่เราเลือกทำก็คือพิมพ์ผ้าด้วยใบไม้ และนวดแบบ “ย่ำขาง” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาล้านนาที่ใช้เท้าชุบน้ำสมุนไพรหรือน้ำมันแล้วนำมาถูกับแผ่นเหล็กเผาไฟ จากนั้นก็นำมาเหยียบรีดเส้นคล้ายกับการใช้ลูกประคบ ปั่นชมเมืองได้ไม่นาน ก็เมื่อมาถึง “บ้านฮอมผญ๋า” สถานที่ที่เราจะมาทำกิจกรรมกัน เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพี่วัฒน์และพี่หวาน คู่สามีภรรยาเจ้าบ้านที่น่ารัก เราแนะนำตัวกันและพี่ๆทั้งสองก็ผลัดกันเล่าเรื่องความเป็นมาของเชียงแสนให้เราฟัง ซึ่งน่าสนใจเกินคาดมาก เชียงแสนเป็นเมืองที่มีความเป็นมายาวนาน บ้างก็ว่าถึง 3,000 ปี ก่อนพุทธกาลเสียอีก พี่วัฒน์เล่าให้ฟังว่ากษัตริย์บางองค์ในอดีตนั้นเคยพบพระพุทธเจ้าด้วย อาณาจักรที่เคยเจริญรุ่งเรืองบริเวณเชียงแสนในปัจจุบันก็เช่น นครสุวรรณโคมคำ อาณาจักรหิรัญนครเงินยาง โยนก-เชียงแสน ล้านนา เป็นต้น จนหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ก็บอกได้ไม่ชัดเจน เหลือแต่เพียงตำนานเรื่องเล่า และบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ต้องค้นคว้ากันต่อไป ทำความรู้จักกับความเป็นมาของเชียงแสนไปพอหอมปากหอมคอแล้ว พี่วัฒน์กับพี่หวานก็จัดแจงเตรียมอุปกรณ์เพื่อให้เราพิมพ์ผ้าด้วยใบไม้ท้องถิ่นซึ่งมีใบสักเป็นหลัก หลังจากที่เราเรียงใบไม้บนผ้าจนถูกใจแล้ว พี่วัฒน์ก็เอาแผ่นพลาสติกมาคลุมอีกชั้น และแจกค้อนไม้ขนาดถนัดมือมาให้เราจรรจงทุบเพื่อให้ลายของใบไม้ติดไปบนผ้า ถ้าทุบเบาไปสีก็จะไม่ติด ทุบแรงไปใบไม้ก็จะช้ำและทำให้ลายเลือน ทุบกันจนเมื่อยแล้ว พี่หวานก็เตรียมเอาผ้าไปนึ่งและผ่านกระบวนการอื่นๆต่อไป นวดย่ำขาง แบบพื้นบ้านล้านนา ณ โฮงฮอมผญ๋า ระหว่างนี้ เราก็ทยอยเปลี่ยนชุดเพื่อเริ่ม session การนวดแบบย่ำขางโดยพี่วัฒน์จะเป็น therapist นวดให้เรา แรกๆเห็นเตาแล้วเราก็แอบเสียวแทน โดยเฉพาะบางจังหวะที่ไฟลุกขึ้นฟู่อย่างกับมีใครผัดผักบุ้งไฟแดงทีเดียว แต่พอเวลาผ่านไปแค่แป๊บเดียวเราก็เริ่มผ่อนคลายพร้อมที่จะได้รับการบำบัดต่อไป ขณะนวดเราก็พูดคุยกันต่อถึงเกร็ดความรู้ และเรื่องราวชีวิตของแต่ละคน จนได้รู้ว่าพี่วัฒน์นั้นถนัดดูดวงและดูชื่อตามหลักทักษาด้วย เราก็เลยจัด session ดูดวงกันต่อเลย 555 กว่าจะกลับถึงห้องพักก็มืดพอดี เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการทำบุญตักบาตรหน้าวัดอาทิต้นแก้ว วันรุ่งขึ้นเราก็ให้ทางโรงแรมช่วยจัดเซ็ตตักบาตรไว้ ตื่นกันมาเตรียมตัวกันตั้งแต่ 6 โมงเช้า ทางโรงแรมก็จัดให้พนักงานพาเราเดินผ่านวัดอาทิต้นแก้วไปยังถนนอีกฝั่งเพื่อรอพระ เมื่อตักบาตรเสร็จแล้ว เราก็ขอให้ทางโรงแรมเตรียมเบรคฟัสต์ให้เลย เพราะเราอยากจะออกไปปั่นจักรยานเก็บภาพรอบเมืองอีกครั้ง ขอบอกว่าอาหารอร่อยมาก โดยเฉพาะข้าวต้มกระดูกหมูที่ให้เครื่องมาเยอะมาก ได้ใจไปเต็มๆ ปั่นจักรยานทัวร์รอบเมืองเชียงแสน กำลังจะกินอาหารเช้าเสร็จ บังเอิญพี่วัฒน์กับพี่หวานก็เอาผ้าที่เราพิมพ์ไว้มาส่งให้ที่โรงแรม พอรู้ว่าเราจะออกไปปั่นจักรยานกันก็เลยอาสาสมัครเป็นไกด์ให้ด้วย ทริปรอบเมืองของเราในเช้าวันนี้จึงน่าสนใจขึ้นกว่าเดิมไปอีก มากไปกว่านั้นยังมีการซื้อของกินท้องถิ่นจากตลาดมาเลี้ยงเราด้วย ต้องขอบคุณมา ณ ที่นี้อีกครั้งด้วยนะครับ ใจดีกันมากๆเลย บรรยากาศริมฝั่งแม่น้ำโขง ยิ่งได้ชมเมือง ก็ยิ่งตกหลุมรักเชียงแสน ทั้งบ้านเมืองที่มีซากอารยธรรมเก่าๆ แซมอยู่ทั่วเมือง และวิวธรรมชาติที่สวยงามมาก จุดนี้เป็นพื้นที่ราบที่อุดมสมบูรณ์ เพราะมีแม่น้ำสายใหญ่อย่างแม่น้ำโขงไหลผ่าน และมีภูเขาโอบล้อมรอบเป็นฉากหลังทั้งทางฝั่งไทยและลาว เรียกได้ว่าเป็นทำเลที่เหมาะสมกับการอาศัยและทำกินสุดๆ เราเข้าใจได้ไม่ยากเลยว่าทำไมคนในยุคโบราณจึงมักจะเลือกที่นี่เป็นทำเลในการตั้งรกราก ประตูเมืองเชียงแสน Location: https://goo.gl/maps/xYApkjMx6NpdG5jM9 เดินเล่นตลาดเช้าของเชียงแสน ตลาดชุมชนของชาวเชียงแสนที่มีของกินท้องถิ่นมากมาย เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ที่ย่างอยู่บนเตาเป็น "ข้าวปุกงา" คือข้าวเหนียวตำคลุกกับงาขี้ม่อนห่อด้วยใบตองแล้วนำไปปิ้ง มีให้กินเฉพาะช่วงต้นฤดูหนาวเท่านั้น Location: https://goo.gl/maps/9ogijs3NEKWgQAPz6 วัดพระธาตุเจดีย์หลวง Location: https://goo.gl/maps/JPHjzB4GpYTnkFNU6 วัดป่าสัก เจย์ดีโบราณที่คงสภาพสมบูรณ์ที่สุด​ โดดเด่นด้วยการรวมศิลปะหลายแบบเข้าด้วยกัน ทั้ง จีน ขอม พม่า สุโขทัย สะท้อนถึงความเป็นศูนย์กลางความเจริญที่ส่งผ่านมาหลายยุค หลายสมัย หลายเชื้อชาติของเชียงแสน Location: https://goo.gl/maps/H4ipMZ5zppbu6bFY6 วัดร้อยข้อ Location: https://goo.gl/maps/bUWfHAzSr3Zi34RR6 แวะชิลในสระว่ายน้ำที่โรงแรมอทิตาก่อนจะเช็คเอ้าท์ เรากลับมาพักผ่อนที่โรงแรมก่อนจะเช็คเอ้าท์ เราลงว่ายน้ำในสระระบบน้ำเกลือสีฟ้าอ่อนตัดกับสีน้ำตาลของอิฐปั้นมือสวยงามมาก เราใช้พลังงานไปกับกิจกรรมช่วงเช้าจนเกือบหมด รู้ตัวอีกทีก็หิวอีกแล้ว ก่อนเช็คเอ้าท์เราจึงตัดสินใจกินมื้อกลางวันที่โรงแรมอีกรอบ เพราะติดใจในรสมือมาจากมื้อเช้า แล้วก็ไม่ผิดหวังเลย เราชอบข้าวจิ๊นเมิน (ข้าวเนื้อตุ๋นสไตล์เหนือ) มากเป็นพิเศษ เพราะเนื้อนุ่มละลาย แถมหอมกลิ่นเครื่องเทศกำลังดีเลย มาเชียงแสนคราวนี้อิ่มทั้งบุญ อิ่มทั้งท้อง สุขทั้งกาย สุขทั้งใจ จนเริ่มเสพติด vibe แบบนี้และอยากจะมาเที่ยวบ่อยๆ ที่สำคัญคือเริ่มลังเลไม่อยากจะบอกให้ใครรู้เยอะ เพราะกลัวว่านักท่องเที่ยวจะมาทำให้เสน่ห์ของที่นี่เปลี่ยนไป แต่ก็อย่างว่าแหละ แฟนเพจของ hoparound.co น่ารักกันอยู่แล้ว เราก็ต้องแบ่งปันกันสิเนอะ เอาเป็นว่าถ้าใครได้ไปเชียงแสนแล้วติดใจเหมือนเรา ก็ช่วยๆกันทะนุถนอมกันหน่อยน้าาาา FB/IG/TikTok: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co

  • สัมผัสสเปซแห่งความว่างเปล่าที่ KAIT Plaza ผลงานชิ้นเอกของ Junya Ishigami พร้อมวิธีการเดินทาง Kanagawa Institute of Technology

    KAIT Plaza สถาปัตยกรรมที่ทำให้ “เวลา” กลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ มีบางสถานที่ที่เราไม่ได้อยากไปเพื่อทำอะไรเป็นพิเศษแต่อยากไปเพื่อยืนอยู่ตรงนั้นเฉย ๆ สักพัก KAIT Plaza คือหนึ่งในสถานที่แบบนั้น จากโตเกียว เรานั่งรถไฟออกมาทางคานากาว่า เพื่อมาดูพื้นที่กึ่งกลางแจ้งในรั้ว Kanagawa Institute of Technology ที่ออกแบบโดย Junya Ishigami + Associates สตูดิโอของ Junya Ishigami สถาปนิกชาวญี่ปุ่นผู้ขึ้นชื่อเรื่องการทำให้สถาปัตยกรรมดูเหมือนเบาจนแทบไม่แตะพื้น ทั้งที่เบื้องหลังเต็มไปด้วยความซับซ้อนทางวิศวกรรม KAIT Plaza ไม่ได้วางตัวเหมือนอาคารที่ต้องการให้เรามองเห็นตั้งแต่ไกลมันต่ำ เรียบ และเกือบจะถ่อมตัวเกินกว่าจะเรียกว่า landmark แต่ทันทีที่เดินเข้าไปใต้หลังคาของมัน เราจะเริ่มรู้สึกได้ว่า พื้นที่นี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เรา “ใช้งาน” แบบตรงไปตรงมาเท่านั้น หากถูกออกแบบมาเพื่อให้เราใช้เวลาอยู่กับแสง ลม เงา ฝน และระยะห่างระหว่างร่างกายของเรากับสถาปัตยกรรม พื้นที่ที่ไม่ได้เริ่มจากฟังก์ชัน แต่เริ่มจากการใช้เวลา KAIT Plaza มีพื้นที่ประมาณ 4,100 ตารางเมตร เป็นลานกึ่งกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่พื้นค่อย ๆ ลาดเอียงคล้ายเนิน และมีหลังคาแผ่นเหล็กขนาดใหญ่ลอยต่ำอยู่เหนือศีรษะ โดยไม่มีเสาค้ำยันภายในมาบดบังสายตาเลย สิ่งที่น่าสนใจคือ Ishigami ไม่ได้ออกแบบพื้นที่นี้ให้มีฟังก์ชันตายตัว ในมหาวิทยาลัยมีห้องเรียน อาคารเรียน และพื้นที่อเนกประสงค์อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ขาดไปคือพื้นที่สำหรับพัก หรือ นั่งเฉย ๆ คุยกัน นอนเล่น อ่านหนังสือ หรือปล่อยให้ความคิดของตัวเองลอยไปกับเวลา นี่จึงเป็น plaza ที่ไม่ได้บังคับว่าเราต้องทำอะไร แต่ออกแบบเงื่อนไขบางอย่างให้เราอยากอยู่กับมันนานขึ้น พื้นลาดเอียงทำให้การเดินไม่ใช่แค่การเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งหลังคาต่ำทำให้เรารับรู้ถึงสัดส่วนของร่างกายตัวเองและช่องเปิดบนเพดานทำให้ท้องฟ้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม ความรู้สึกแรกเมื่อเดินเข้าไป ความรู้สึกแรกของเราตอนเดินเข้าไปใน KAIT Plaza คือความไม่แน่ใจว่า ควรจะมองมันในฐานะ “อาคาร” หรือ “ภูมิทัศน์” มันมีหลังคา แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องมันมีพื้น แต่พื้นไม่ได้ทำตัวเป็นพื้นเรียบ ๆ แบบที่เราคุ้นเคยมันมีขอบเขต แต่ขอบเขตนั้นไม่ได้ตัดเราออกจากท้องฟ้า ลม หรือฝน เราเดินช้าลงโดยไม่รู้ตัว บางช่วงเพดานต่ำลงจนต้องรับรู้ถึงน้ำหนักของมันบางช่วงพื้นที่เปิดขึ้นและสายตาถูกดึงไปยังช่องแสงด้านบนลมพัดเข้ามาเบา ๆ จากด้านข้าง ขณะที่เสียงฝีเท้ากระทบพื้นลาดเอียงสะท้อนกลับมาแบบเบาและกลวง สิ่งที่เราชอบมากคือ KAIT Plaza ไม่ได้พยายามทำให้เราตื่นเต้นตลอดเวลามันไม่ได้จัดฉากว่า “มุมนี้ต้องถ่ายรูป” หรือ “ตรงนี้คือไฮไลต์” แต่ปล่อยให้เราเจอจังหวะของตัวเอง เราอาจเลือกยืนมองหลังคา เดินตามแนวลาดของพื้นหยุดดูเงาที่เปลี่ยนไปหรือนั่งลงเฉย ๆ แล้วปล่อยให้พื้นที่ทำงานกับความรู้สึกอย่างช้า ๆ เอาจริงๆ แค่ได้รู้สึกว่ามาถึงที่นี่ก็มีความสุขมาก ๆ แล้วละครับ หลังคา 12 มิลลิเมตร และช่องแสง 59 ช่อง รายละเอียดทางโครงสร้างของ KAIT Plaza คือสิ่งที่ทำให้สถานที่นี้ยิ่งน่าทึ่ง หลังคาทำจากแผ่นเหล็กหนาเพียง 12 มิลลิเมตร เชื่อมต่อกันเป็นผืนใหญ่ และมีน้ำหนักรวมประมาณ 580 ตัน โดยโครงสร้างทั้งหมดรับน้ำหนักผ่านผนังเหล็กด้านนอก ฐานราก เสาเข็ม 83 ต้น และ ground anchors 54 จุด แทนการใช้เสาภายในพื้นที่ เพดานภายในมีความสูงประมาณ 2.2–2.8 เมตร ซึ่งเป็นสเกลที่ต่ำกว่าความคาดหวังของเราเมื่อเทียบกับพื้นที่ขนาดใหญ่ขนาดนี้ ผลลัพธ์คือความรู้สึกที่แปลกมาก — เปิดกว้าง แต่ไม่เวิ้งว้าง ใกล้ชิด แต่ไม่อึดอัด บนหลังคามีช่องเปิดสี่เหลี่ยม 59 ช่อง ขนาดแตกต่างกัน และไม่มีการปิดกระจก ทำให้แสง ลม และฝนเข้ามาในพื้นที่ได้โดยตรง ตรงนี้เองที่ทำให้ KAIT Plaza ไม่ได้เป็นแค่สถาปัตยกรรมที่สวย แต่มันมีชีวิตตามสภาพอากาศของวันนั้นจริง ๆ วันที่แดดดี เงาของช่องแสงจะค่อย ๆ ขยับไปบนพื้นตามเวลา วันที่ครึ้ม สีของพื้นที่จะนิ่งลงและเงียบขึ้น ส่วนวันที่ฝนตก เม็ดฝนจะไหลผ่านช่องเปิดสี่เหลี่ยมลงมาสู่พื้นด้านล่าง ก่อนค่อย ๆ ซึมลงไปในพื้นผิวที่ถูกออกแบบให้ดูดซับและระบายน้ำได้อย่างแนบเนียน ผ่านวัสดุพื้นแบบ water-permeable asphalt ที่ช่วยให้พื้นที่ยังคงใช้งานได้แม้ในวันที่ฝนมาเยือน สถาปัตยกรรมที่ทำให้ความเงียบมีน้ำหนัก KAIT Plaza ทำให้เราเข้าใจว่า “ความน้อย” ในงานของ Ishigami ไม่ได้หมายถึงการตัดทุกอย่างออกจนเหลือแต่ความว่าง แต่มันคือการเหลือพื้นที่มากพอให้สิ่งอื่นเข้ามาเกิดขึ้น แสง ลม ฝน เสียง ร่างกาย เวลา และ การรับรู้ของคนที่อยู่ในนั้น ทั้งหมดกลายเป็นวัสดุของสถาปัตยกรรมด้วยกัน สิ่งที่ดูเรียบที่สุดจึงอาจซับซ้อนที่สุดและสิ่งที่ดูเบาที่สุดก็อาจแบกรับน้ำหนักของความคิดไว้มากที่สุด เราอาจไม่ได้ใช้เวลาที่ KAIT Plaza นานนักแต่เป็นสถานที่ที่อยู่ในความทรงจำต่อได้อีกไกล เพราะมันไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูปกับเรา มันแค่เปิดพื้นที่แล้วให้เราค่อย ๆ เข้าใจมันในจังหวะของตัวเอง KAIT Plaza, Kanagawa (แนะนำให้เซฟลงในลิสต์ "Architecture Must-Visit" ของคุณได้เลยครับ) เวลาเปิดปิด เนื่องจากเป็นพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัย การเข้าชมสำหรับบุคคลภายนอกและนักท่องเที่ยวจำเป็นต้อง จองล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเท่านั้น (ไม่มีการเปิดให้ Walk-in เข้าชมครับ) รอบการเข้าชมมักจะเปิดเป็นรอบเวลา และไม่ได้เปิดทุกวัน แนะนำให้เช็คตารางและลงทะเบียนล่วงหน้าผ่าน KAIT Official Website เพื่อไม่ให้เสียเที่ยวครับ #Hoparound Tips The Best Time: แนะนำให้เลือกรอบเข้าชมในช่วงบ่ายแก่ๆ ครับ เพราะแสงอาทิตย์ที่ส่องเฉียงลงมาผ่านช่องเพดานจะสร้างเส้นสายของเงาที่สวยงามมาก และถ้าบังเอิญไปในวันที่ฝนตกปรอยๆ คุณจะได้เห็นมวลน้ำที่ตกลงมาผ่านช่องเปิด สร้างบรรยากาศที่กวีสุดๆ ไปอีกแบบ ช่วงที่เราไปคือปลายเดือนพฤศจิกายน Getting There: จากโตเกียว ให้นั่งรถไฟสาย Odakyu Line มาลงที่สถานี Hon-Atsugi แล้วต่อรถบัสประจำทางของเมือง (สายที่มุ่งหน้าไป Seinen-no-Ie หรือป้ายที่ผ่าน KAIT) ใช้เวลาเดินทางรวมๆ จากโตเกียวประมาณ 1.5 - 2 ชั่วโมงครับ เผื่อเวลาเดินทางไว้ให้ดีน้าา Hoparound’s 5 Golden Rules for KAIT Plaza Plan & Book in Advance: กฎเหล็กข้อแรกและสำคัญที่สุด คือต้องจองคิวล่วงหน้าเสมอครับ มหาวิทยาลัยค่อนข้างเข้มงวดเรื่องจำนวนผู้เข้าชมเพื่อรักษาความสงบของพื้นที่มหาวิทยาลัย Embrace the Ground: อย่าแค่ยืนมอง ลองนั่งลงบนพื้นลาดเอียง (ที่เขาตั้งใจออกแบบมาให้นั่ง) สัมผัสความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งกับสเปซ แล้วคุณจะเข้าใจเจตนารมณ์ของสถาปนิกมากขึ้น Dress for the Space: พื้นที่นี้เน้นสัจจะวัสดุอย่างพื้นผิวสีเอิร์ธโทนและเหล็กสีขาว-เทา การเลือกชุดในสไตล์ Minimalist หรือเสื้อผ้าที่มีโครงสร้างและคัตติ้งเนี้ยบๆ โทนสี Monochromatic จะทำให้ตัวคุณกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของงานอาร์ตชิ้นนี้เมื่อถ่ายภาพแบบเราครับ Mind the Acoustics: รูปทรงของหลังคาและพื้นที่กว้างทำให้เกิดเสียงก้องได้ง่าย ควรเดินและพูดคุยด้วยความระมัดระวัง เพื่อรักษามู้ดความนิ่งสงบให้ทั้งตัวคุณเองและผู้ร่วมเข้าชมท่านอื่น Look Up and Look Within: หลังจากได้ภาพที่พอใจแล้ว ลองวางกล้องหรือสมาร์ทโฟนลงสักพัก เงยหน้ามองสเปซสี่เหลี่ยมที่ตัดกับท้องฟ้า สูดอากาศลึกๆ แล้วเก็บสุนทรียภาพตรงหน้าด้วยตาเปล่าดูครับ โมเมนต์แบบนี้แหละครับที่การเดินทางมอบให้เราได้อย่างแท้จริง #LetsHoparound #Kanagawa รีวิว KAIT Plaza วิธีไป Kanagawa Institute of Technology review Junya Ishigami

  • Los Angeles (L.A) 6 ย่านเด็ดในลอสแอนเจลิส

    Los Angeles ลอสแอนเจลิส กรุงเทพฯ แห่งอเมริกา Los Angeles เมืองแห่งเทวดาตามคำแปลของชื่อก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน วันนี้เราไม่ได้มารีวิวการฉีดวัคซีนนะ แต่อยากมาแนะนำจุดเช็คอิน ย่านที่น่าเดินเที่ยวใน LA กันสั้นๆ เผื่อใครมีแพลนไปเที่ยวอเมริกา ก็อย่าลืมแวะแอลเอหล่ะ ต้องบอกว่าที่จริงแล้ว LA เป็นเมืองใหญ่มากๆ (ตอน Landing มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดของแสงไฟด้านล่างเลย) และมีที่ให้สำรวจกันแบบไม่รู้จบ ควรต้องมีรถยนต์จึงจะสะดวกเพราะระบบขนส่งสาธารณะนั้นไม่ครอบคลุมทั่วถึง วันนี้เราจึงเลือกเพียง 6 ย่านที่เราชอบ เผื่อใครกำลังวางแผนทริปอยู่จะได้โน้ตเพิ่มเติมเอาไว้ ส่วนคนที่ยังไม่มีทริป เราก็ไปทิพย์ด้วยกันก่อนก็แล้วกันน้าาา 1. Downtown LA บอกก่อนเลยว่าบรรยากาศย่านกลางเมืองของ LA นั้น อาจไม่ได้เอื้อให้เรารู้สึกปลอดภัยมากนัก เราแอบเสียดายอาคารเก่าดีไซน์สวยเป็นเอกลักษณ์ที่เรียงรายกันอยู่เต็มไปหมด แต่กลับไม่ค่อยได้รับการดูแลเท่าที่ควร และในบางโซนอาจจะมีคนไร้บ้านเยอะหน่อย อย่างไรก็ตาม Downtown ก็มีสถานที่น่าสนใจซ่อนอยู่มากมายแทบทุกหัวถนน ไปดูกันเลย! เริ่มต้นกันที่ The Broad พิพิธภัณฑ์ Modern Art ที่แค่ Facade ก็ปังแล้ว ตั้งอยู่บนถนน South Grand Avenue ที่นี่มีทั้งงานวาดเขียน งานประติมากรรม และงาน Installation จากศิลปินสุดล้ำระดับโลกจากหลายยุคสมัย แนะนำให้ซื้อตั๋วล่วงหน้าจากเวปของ The Broad ได้โดยตรงเลยครับ ที่อยู่ติดกันก็คือ Walt Disney Concert Hall อาคารฟอร์มแปลกตาล้ำสมัย ดูก็พอจะรู้ว่าเป็นผลงานการออกแบบของคุณ Frank Gehry แค่เห็นด้านนอกก็ปลุกเร้าจินตนาการได้ไม่รู้จบแล้ว เราเดินกันต่อฝั่งตรงข้ามเป็น MOCA Museum of Contemporary Art, Los Angeles ที่นี่เป็นอีกหนึ่งอาร์ตมิวเซียมสามารถจองตั๋วเข้าชมและเช็คตารางงานที่จะโชว์ได้ที่ https://www.moca.org/ และอย่าลืมแวะช้อปปิ้งกันที่ MOCA Store ด้านหน้าด้วยนะ บอกเลยว่าใครรักข้าวของเครื่องใช้ที่มีดีไซน์มีฟังก์ชั่นดีๆ แนะนำให้แวะเลยครับ!! ระหว่างทางเดินก็มีตึกระฟ้ากระจุกตัวกันพอประมาณ และฝนตก หมอกก็ลงอีก ดูเท่ไปอีกแบบ จากนั้นเราก็เดินไปขึ้นรถรางโบราณ Angels Flight Railway ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1901 จึงมีรูปลักษณ์ที่ขลังไม่เหมือนใคร และค่าบริการก็ถูกมาก (เที่ยวละ USD 1 เท่านั้นเอง) ลงจากรถรางแล้ว ก็แวะหาของอร่อยๆรองท้องที่ตลาด Grand Central Market ซักหน่อย เราชอบบรรยากาศของตลาดแห่งนี้มาก โดยเฉพาะป้ายนีออนหลากสีที่แข่งกันเด่น แต่กลับไม่รกตา ที่นี่มีอาหารให้เลือกเยอะมากหลายสัญชาติเลย รวมถึงอาหารไทยด้วย กินเสร็จแล้วก็ไปจิบกาแฟกันต่อที่ร้าน Blue Bottle เจ้าดังจาก San Francisco ไม่ว่าจะสาขาไหนก็คนเข้าคิวตลอด เพราะกาแฟเค้าดีจริง! ความพิเศษของสาขานี้อยู่ที่ทำเลที่ตั้งอยู่ในอาคาร Bradbury Building อายุเกือบ 130 ปี ซึ่งเคยเป็นฉากในหนังฮอลลีวู้ดชื่อดังมากมาย อาคารสไตล์ Victorian ที่สวยงามแห่งนี้เป็น Landmark ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของ LA และเป็นหนึ่งในอาคารพาณิชย์ที่เก่าแก่ที่สุดในย่าน Downtown ด้วย เดินต่อมาไม่น่าจะเกิน 5 นาทีเราก็จะพบกับร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในรัฐ California ที่ชื่อว่า The Last Bookstore คุณ Josh Spencer เจ้าของร้านได้เลือกชื่อนี้เพื่อประชดประชันกระแสสังคมที่ว่าร้านหนังสือกำลังจะตาย ที่นี่มีหนังสือทั้งเก่าใหม่รวมกันอยู่กว่า 500,000 เล่ม รวมถึงแผ่นเสียง ของสะสม ของที่ระลึกมากมาย และมีกิจกรรมสำหรับนักเขียนนักอ่านตลอดปี นอกจากร้านจะใหญ่และหนังสือเยอะแล้ว การตกแต่งภายในร้านยังน่าตื่นตาตื่นใจมากๆด้วย เราชอบชั้นลอยเป็นพิเศษเพราะเป็นจุดที่มีผู้คนมายืนล้อมตลอดแนวระเบียงเพื่อสเก็ตช์บรรยากาศร้านที่อยู่เบื้องล่าง กลายเป็นภาพที่แปลกตาแต่ก็ Inspiring มากๆ ได้เวลา Shopping แล้วล่ะ บนถนน South Broadway นั้นเรียงรายไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Art Deco มีร้านค้าเก๋ๆอยู่มากมาย COS ร้าน COS สาขานี้ตั้งอยู่ในอาคาร Oympic Theatre ที่สวยกริบ โดยทาง COS STORE ได้ทำการรีโนเวทจากโรงละครโอลิมปิคเก่า ที่ตั้งอยู่บนถนนในดาวน์ทาวน์แอลเอพื้นที่ใหญ่กว่า 600 ตรม. เราเดินผ่าน Urban Outfitters และแวะดูร้าน MYKITA แบรนด์แว่นตาสุดเท่ของเมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน จากนั้นก็เดินต่อจนถึงแยกที่ตัดกับถนน W 9th Street ก็พบกับ Shop ของ Acne Studios ที่ใหญ่และเก๋มาก (พื้นที่เกือบ 500 ตร.ม.แน่ะ) สาขานี้มีคาเฟ่ ILCAFFE ร้านโปรดของ Jonny Johansson จาก Stockholm ด้วย หัวมุมถนนฝั่งตรงข้ามก็เป็นร้าน Aesop ที่ตกแต่งด้วยวัสดุรีไซเคิลแสนดิบเท่ ถัดไปอีกก็คือร้าน A.P.C. แบรนด์แฟชั่นมินิมอลชื่อดังจากปารีส ร้านค่อนข้างใหญ่ และดูเหมือนว่าจะมีแค่เราเท่านั้น ได้ช็อปปิ้งแบบไพรเวทมาก ฮ่าๆ ละแวกนี้มีอะไรดีๆซ่อนอยู่เยอะเลย ลองไปสำรวจกันดูน้าา 2. Melrose Avenue ใครยังไม่จุใจกับการช้อปก็มาต่อกันแบบยาวววววววๆ (เกินกิโล) ที่ Melrose Avenue ได้เลย ถนนเส้นนี้ถูกขนาบ 2 ฝั่งด้วยอาคารเตี้ยๆตลอดสาย เป็นที่ตั้งของร้านค้าหลายแบรนด์ทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้จักจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ก็น่าเข้าแทบทุกร้านเลยแหละ คาแรคเตอร์ของร้านส่วนใหญ่จะเป็นแนว High Street ที่คัดสรรของดีไซน์น่าสนใจมาอย่างดี สายช้อปควรเผื่อเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงนะครับ เริ่มกันที่ Ron Herman กับ Fred Segal ร้าน Select Shop สไตล์แคลิฟอร์เนียที่เราปลื้มมาตั้งแต่ตอนไปเที่ยวญี่ปุ่น คราวนี้ได้มาบุกถึงถิ่นกำเนิด (แต่แอบรู้สึกว่าที่ญี่ปุ่นเลือกของมาได้ถูกจริตเรามากกว่า) ด้านล่างก็มีคาเฟ่ให้นั่งชิลกันด้วยนะ ต่อด้วยตึกทรงลูกบาศก์สีชมพูที่หลายคนอาจเคยเห็นใน IG กันอยู่บ่อยๆ ตึกนี้เป็นที่ตั้งของร้าน Paul Smith สาขาใหญ่ แทบจะเป็นแลนด์มาร์คของย่านนี้เลยก็ได้ ร้านอื่นๆที่คุณจะได้เจอในย่านนี้ก็มีทั้งเสื้อผ้า ของแต่งบ้าน โดยมีทั้งแบรนด์โลคอลและแบรนด์ระดับโลก เช่น Balmain, Marc Jacob, Chloe, Marni, Bottega Venetta, Frame, Isabel Marant, A.P.C., Outdoor Voices, Editions de Parfums Frédéric Malle โชคดีที่ตอนที่เราไป (ก่อนโควิด) นั้นมีตลาด Melrose Place Farmers Market พอดี บรรยากาศจึงยิ่งมีชีวิตชีวาอย่างมาก ตลอดแนวทางเดินก็เรียงรายไปด้วยอาหารคราฟท์ และสินค้าประดิษฐ์มือมากมาย 3. จุดชมวิว Hollywood Sign Lake Hollywood Park เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่ไม่ควรพลาด เพราะจะมีสนามหญ้าสีเขียวให้นั่งเล่น ยืนถ่ายรูปเก๋ๆกับป้ายฮอลลีวูดได้ด้วย Location: https://goo.gl/maps/v9LzGXDPYoyXbcvr6 4. Mid-Wilshire ย่านบ้านสวย ชีวิตดี มิวเซี่ยมปัง Tourists น้อย อาจจะไม่มีความตื่นตาตื่นใจเท่ากับย่านอื่นๆ แต่ละแวกนี้น่าอยู่ชะมัด ขอย้ำอีกครั้งว่าบ้านแถบนี้สวยมากๆ ร้าน Met her at a bar เป็นร้าน Brunch สัญชาติไทยผสมฝรั่งที่รสชาติเข้มข้นลงตัว หนึ่งในร้านที่ถูกปากเรามากที่สุดในทริปนี้ เราชอบเมนูไก่ทอดกินคู่กับวาฟเฟิ่ล อร่อยสุดๆ ความเป็นมาของร้านก็น่าสนใจเพราะเจ้าของร้านเป็นคู่หญิงชายที่ไปพบรักกันในบาร์แห่งหนึ่งจนมาลงเอยกันด้วยการทำธุรกิจร้านอาหารด้วยกัน หากคุณคุ้นตากับรูปเสาไฟนับร้อยต้นแบบในภาพ สิ่งนี้คืองาน Art Installation ถาวร ที่ชื่อว่า Urban Light ตั้งอยู่ด้านนอกของ Los Angeles County Museum of Art (LACMA) ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในแถบตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีผลงานจัดแสดงอยู่ภายในทั้งแบบถาวรและหมุนเวียนรวมกันกว่า 140,000 ชิ้น 5. Beverly Hills ย่านช็อปปิ้งแบรนด์เนม ชื่อนี้คือตำนานที่อยู่คู่ LA มาทุกยุคสมัย เพราะเป็นถิ่นที่อยู่ของดารา นักร้อง เซเลบริตี้ และมหาเศรษฐีแห่งโลกฮอลลีวู้ด ที่นี่จึงเป็นแหล่งรวมความเริ่ดหรูที่ทั้งเข้มข้นและหลากหลาย ตั้งแต่บรรยากาศภายนอกไปจนถึงการตกแต่งภายใน ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนคลับสินค้า Luxury แบรนด์ใด Beverly Hills น่าจะตอบได้เกือบทุกโจทย์ความต้องการ และต่อให้คุณจะไม่ใช่สายช้อป บรรยากาศที่หรูสุดๆของที่นี่ก็ควรค่าแก่การได้มาเสพสักครั้งหากคุณได้แวะมาเที่ยว LA 6. Santa Monica เราพูดถึงแต่ในเมืองจนเกือบลืมไปว่า LA นั้นอยู่ติดทะเลและมีหาดสวยๆหลายหาดเลย หนึ่งในหาดที่มีชีวิตชีวาที่สุดก็คือ Santa Monica เรามาทันเห็นวิวพระอาทิตย์ตกพอดี ต้องบอกว่าประทับใจมากเลยครับ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเป็นภาพที่เราคุ้นตามาจากหนังและ TV Series ด้วย แต่พอมาสัมผัสของจริงก็ยิ่งซาบซึ้งคนละ Level กันเลย ที่นี่มีสตรีทฟู้ดให้เลือกกินมากมาย (แต่อาจจะเป็นแนวเน้นขายนักท่องเที่ยวซักหน่อย) ชายหาดเต็มไปด้วยผู้คนที่มานั่งชิลล์ เล่นสเก็ต และเตร็ดเตร่ปล่อยอารมณ์ อีกไฮไลท์ของ Santa Monica ก็คือที่นี่เป็นจุดสิ้นสุดของถนน Route 66 ถนนสายหลักของอเมริกาที่เริ่มต้นจาก Chicago ตัดผ่านรัฐต่างๆเป็นระยะทางเกือบ 4,000 กม. แล้วจบลงที่ Pacific Park สวนสนุกริมทะเล ณ หาด Santa Monica แห่งนี้ บรรยากาศครึกครื้นเป็นกันเอง เหมือนงานวัดแบบฝรั่งๆ และเราก็ไม่พลาดที่จะลองขึ้นเครื่องเล่นด้วย Los Angeles นั้นเป็นเมืองที่มีไดนามิคส์สูงมาก เป็นแหล่งรวมของความหลากหลายทั้งในแง่เชื้อชาติและชนชั้น ในด้านความหรูหรานั้นยอมรับว่าสุดมาก ส่วนในด้านของความยากจนก็มีให้เห็นบ่อยจนชินตาเช่นกัน โดยเฉพาะย่าน Downtown ที่บางช่วงตึกเราแอบรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยเอาเสียดื้อๆ แม้ที่นี่อาจจะไม่ใช่เมืองที่เราจะวางแผนกลับมาเที่ยวบ่อยๆ แต่เราก็ตื่นเต้นและดีใจมากที่ได้มาเยี่ยมเยือนและเห็นความยิ่งใหญ่ของเมืองอันดับ 2 ของอเมริกาแห่งนี้ด้วยตาตัวเอง #LetsHoparound

  • รีวิวประสบการณ์ Yosemite National Park: ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่ต้องไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิต

    Yosemite National Park อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี ถ้าพูดถึงอุทยานแห่งชาติระดับโลกในสหรัฐอเมริกา ชื่อของ Yosemite National Park (อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี) มักจะติดอันดับต้น ๆ เสมอ ไม่ใช่แค่เพราะความสวยงามระดับไอคอนของมัน แต่ยังเป็นสถานที่ที่เมื่อได้ไปสัมผัสจริงแล้ว จะทำให้เข้าใจเลยว่าทำไมธรรมชาติถึงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเลียนแบบได้ รีวิวนี้จะไม่ใช่แค่คำอธิบายสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นการถ่ายทอด “ประสบการณ์จริง” แบบสายรีวิวท่องเที่ยว ที่พาผู้อ่านไปสัมผัส Yosemite ตั้งแต่ความรู้สึกแรกที่เข้าไปในอุทยาน ไปจนถึงโมเมนต์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าภูเขา น้ำตก และผืนป่าที่ทำให้ทุกอย่างรอบตัวดูเล็กลงทันที Yosemite National Park คืออะไร และทำไมถึงโด่งดังระดับโลก Yosemite National Park ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขา Sierra Nevada ที่ขึ้นชื่อเรื่องภูมิประเทศที่หลากหลาย ทั้งหุบเขาลึก หน้าผาสูงตระหง่าน และผืนป่าขนาดใหญ่ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ไว้อย่างน่าทึ่ง ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกในปี ค.ศ. 1984 ด้วยเหตุผลด้านความหลากหลายทางธรรมชาติ ระบบนิเวศ และความงดงามที่ไม่เหมือนใคร ตัวอุทยานมีพื้นที่กว้างใหญ่มากจนการมาเที่ยววันเดียวแทบไม่พอสำหรับการเก็บครบทุกไฮไลต์ สิ่งที่ทำให้ Yosemite แตกต่างจากอุทยานอื่น ๆ คือ “ความอลังการที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า” ไม่จำเป็นต้องใช้จินตนาการเลย เพราะแค่ยืนอยู่ตรงหน้า คุณจะรู้สึกได้ทันทีว่าธรรมชาติมีพลังมากแค่ไหน First Impression: เมื่อ Yosemite ไม่ใช่แค่ภาพบนหน้าจอ หลายคนอาจคุ้นเคย Yosemite โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะถ้าเคยใช้ MacBook หรือ iMac เพราะภาพพื้นหลังชื่อ El Capitan คือหนึ่งในแลนด์มาร์กของที่นี่ แต่ต้องบอกตรง ๆ ว่า ของจริงกับภาพในหน้าจอคือคนละโลก เมื่อมาถึง Yosemite สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือ “ความรู้สึกถูกกลืนเข้าไปในธรรมชาติ” หน้าผาหินแกรนิตขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า สูงจนแทบมองไม่เห็นยอด ขณะที่สายน้ำตกไหลลงมาจากหน้าผาเหมือนเส้นไหมที่ปลิวไปตามลม มันไม่ใช่แค่ “สวย” แต่มันคือความสวยที่ทำให้เราหยุดนิ่ง Tunnel View: จุดชมวิวที่ทำให้คุณเข้าใจ Yosemite ใน 10 วินาที หากต้องเลือกจุดเดียวที่ “ต้องไปให้ได้” ใน Yosemite คำตอบแทบจะไม่มีข้อโต้แย้งเลยว่าเป็น Tunnel View ทันทีที่คุณขับรถผ่านอุโมงค์ออกมา ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือวิวพาโนรามาของ Yosemite Valley แบบเต็มสายตา ภูเขาสองฝั่งโอบล้อมหุบเขาไว้ราวกับกรอบรูปธรรมชาติ ด้านซ้ายคือ El Capitan หน้าผาหินแกรนิตที่นักปีนเขาทั่วโลกใฝ่ฝันจะพิชิตด้านขวาคือ Bridalveil Fall น้ำตกที่ไหลลงมาราวกับผ้าคลุมเจ้าสาวและไกลออกไปคือ Half Dome ภูเขาทรงโดมครึ่งซีกที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของ Yosemite สิ่งที่ทำให้ Tunnel View พิเศษไม่ใช่แค่ภาพที่สวย แต่คือ “ความรู้สึก” ที่ได้เห็นทุกอย่างรวมกันในเฟรมเดียว มันเหมือนกับการดูสารคดีระดับโลกแบบสด ๆ โดยไม่ต้องผ่านหน้าจอ Bridalveil Fall: น้ำตกที่สวยเหมือนภาพวาด หนึ่งในภาพจำของ Yosemite คือ Bridalveil Fall น้ำตกที่มีลักษณะเหมือนผ้าคลุมเจ้าสาว ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ น้ำตกแห่งนี้ไม่ได้ตกลงมาเป็นสายตรง ๆ แต่ฟุ้งกระจายไปตามแรงลม ทำให้ดูพลิ้วไหวเหมือนมีชีวิต โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิและต้นฤดูร้อน น้ำจะเยอะเป็นพิเศษและให้ภาพที่สวยมาก การยืนอยู่ใกล้ ๆ แล้วรู้สึกถึงละอองน้ำที่กระทบหน้า พร้อมเสียงน้ำตกที่ก้องไปทั่วหุบเขา เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ไม่สามารถถ่ายทอดผ่านรูปภาพได้ Half Dome: ไอคอนระดับโลกของ Yosemite อีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่ต้องพูดถึงคือ Half Dome ภูเขาหินแกรนิตที่มีรูปทรงเหมือนโดมที่ถูกผ่าครึ่ง นี่ไม่ใช่แค่ภูเขาธรรมดา แต่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของ Yosemite และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับโลโก้ของแบรนด์ The North Face อีกด้วย สำหรับนักเดินป่าและนักผจญภัย Half Dome ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ท้าทาย เพราะเส้นทางขึ้นต้องใช้ทั้งแรงกายและความกล้า แต่สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป เพียงแค่ได้เห็นมันจากระยะไกลก็เพียงพอแล้วที่จะรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ El Capitan: ความท้าทายของมนุษย์ El Capitan คือหน้าผาหินแกรนิตขนาดมหึมาที่ตั้งโดดเด่นอยู่ใน Yosemite Valley ด้วยความสูงกว่า 900 เมตรจากพื้นหุบเขา มันเป็นหนึ่งในจุดปีนผาที่ยากที่สุดในโลก น่าสนใจตรงที่ เวลาเรามองจากด้านล่าง เราจะเห็นนักปีนผาตัวเล็กจิ๋วเหมือนมดบนผนังหิน ซึ่งยิ่งทำให้เห็นขนาดที่แท้จริงของภูเขานี้ แม้คุณจะไม่ได้ปีนมัน แต่แค่ยืนมองก็รู้สึกได้ถึงพลังและความท้าทายที่มันส่งออกมา ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ: มากกว่าความสวยงาม สิ่งที่ทำให้ Yosemite แตกต่างจากสถานที่ท่องเที่ยวอื่น คือ “ชีวิต” ที่อยู่ร่วมกับภูมิประเทศอย่างสมดุล ที่นี่คุณอาจเจอ: หมีดำเดินเล่นตามธรรมชาติ กวางที่ออกมาหากินในทุ่งหญ้า สัตว์ป่าหลากชนิดที่ใช้ชีวิตโดยไม่ถูกรบกวน และหนึ่งในไฮไลต์คือ ต้นซีคัวยา (Sequoia) ต้นไม้ยักษ์ที่มีอายุหลายพันปี ขนาดของมันใหญ่จนคุณต้องเงยหน้ามองแบบสุดคอ มันเป็นการเตือนว่า โลกนี้มีบางสิ่งที่อยู่มาก่อนเรา และจะอยู่ต่อไปหลังจากเรา ฤดูกาลที่ดีที่สุดในการไป Yosemite Yosemite สามารถเที่ยวได้ตลอดปี แต่แต่ละฤดูกาลจะให้ประสบการณ์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน ฤดูใบไม้ผลิ (Spring) ช่วงที่น้ำตกสวยที่สุด เพราะหิมะละลายBridalveil Fall และน้ำตกอื่น ๆ จะมีน้ำเยอะและอลังการมาก ฤดูร้อน (Summer) อากาศดี เหมาะกับการเดินป่าทุ่งหญ้าจะเขียวขจี และมีดอกไม้ป่าหลากสี ฤดูใบไม้ร่วง (Fall) นักท่องเที่ยวน้อยลงวิวเปลี่ยนเป็นโทนสีทอง เหมาะกับการถ่ายภาพ ฤดูหนาว (Winter) Yosemite กลายเป็นโลกสีขาวเหมาะสำหรับคนที่อยากเห็นหิมะและความสงบ ประสบการณ์ที่ให้มากกว่าการท่องเที่ยว Yosemite ไม่ใช่แค่สถานที่ถ่ายรูปหรือเช็คอิน แต่คือสถานที่ที่ทำให้คุณหยุดคิดและกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ไม่มีตึกสูงไม่มีเสียงเมืองมีแค่เสียงลม เสียงน้ำ และเสียงธรรมชาติ มันเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ที่คุณจะรู้สึกว่า เวลาเดินช้าลง ทำไม Yosemite ถึงควรอยู่ใน Bucket List เพราะที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่สวยแต่เป็นสถานที่ที่ ทำให้คุณรู้สึกเล็กลงในทางที่ดี ทำให้คุณเห็นพลังของธรรมชาติ ทำให้คุณจำได้ว่าความงามที่แท้จริงไม่ต้องปรุงแต่ง และเหนือสิ่งอื่นใด Yosemite คือสถานที่ที่ “ต้องไปเห็นด้วยตา” เท่านั้นถึงจะเข้าใจ สรุป Yosemite คือประสบการณ์ที่รูปถ่ายแทนไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะเคยเห็นภาพ Yosemite มามากแค่ไหนไม่ว่าจะเป็น Wallpaper, Instagram หรือสารคดี แต่เมื่อคุณไปยืนอยู่ตรงนั้นจริง ๆ คุณจะรู้ว่า… มันไม่เหมือนเลย มันใหญ่กว่ามันสวยกว่าและมันรู้สึกได้Yosemite National Park ไม่ใช่แค่หนึ่งในอุทยานที่สวยที่สุดในอเมริกาแต่มันคือหนึ่งในสถานที่ที่สามารถเปลี่ยนมุมมองต่อธรรมชาติของคุณได้ตลอดไป #LetsHoparound #USA #Yosemite

  • Salvation Mountain โอเอซิสแห่งศิลปะและศรัทธากลางทะเลทรายแคลิฟอร์เนีย

    รีวิว Salvation Mountain โอเอซิสแห่งศิลปะและศรัทธากลางทะเลทรายแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ทริปนี้เราเริ่มต้นออกสตาร์ทกันที่ Palm Springs ครับ เมืองพักตากอากาศที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ Mid-Century Modern แบบที่พวกเราหลงใหล จากจุดนั้น เราแพ็กกระเป๋าขึ้นรถเช่า มุ่งหน้าลงใต้ไปตามเส้นทาง CA-111 โดยใช้เวลาขับรถสบายๆ ประมาณชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง ความน่าสนใจของโรดทริปนี้คือมวลบรรยากาศสองข้างทางที่ค่อยๆ เปลี่ยนผ่าน จากความเนี้ยบของรีสอร์ตหรูและทิวทัศน์ของทิวต้นปาล์มที่จัดวางมาอย่างตั้งใจ สู่ความดิบแล้งของทะเลทรายโคโลราโด (Colorado Desert) เราขับเลียบขนานไปกับผืนน้ำที่กว้างใหญ่แต่กลับเงียบสงัดจนเกือบจะดูเวิ้งว้างอย่างทะเลสาบ Salton Sea เป็นความรู้สึกเหมือนเรากำลังขับรถหลุดออกนอกขอบเขตของความเจริญ เพื่อไปค้นพบโลกอีกใบที่ซ่อนตัวอยู่ เป็นสุนทรียภาพแห่งการเดินทางที่ช่วยปูอารมณ์ให้เราพร้อมรับมือกับความเซอร์เรียลของจุดหมายปลายทางในวันนี้ ซึ่งก็คือ "Salvation Mountain" ประติมากรรมภูเขาขนาดย่อมที่สร้างขึ้นจากสองมือมนุษย์ ผู้ซึ่งผสาน Outsider Art ปรัชญาความเชื่อ และความอุตสาหะที่ใช้เวลาประกอบร่างนานกว่า 3 ทศวรรษเข้าด้วยกัน จุดกำเนิดจากความตั้งใจอันบริสุทธิ์ Salvation Mountain ไม่ใช่โปรเจกต์ที่ถูกออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง หรือได้รับการระดมทุนมหาศาล ทว่าเกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของชายเพียงคนเดียวที่ชื่อว่า เลียวนาร์ด ไนต์ (Leonard Knight) ย้อนกลับไปในปี 1984 เลียวนาร์ดมีความตั้งใจเพียงแค่จะปล่อยบอลลูนลมร้อนที่สกรีนข้อความว่า "God is Love" เพื่อสื่อสารปรัชญาความรักที่เขามีต่อโลก แต่เมื่อบอลลูนไม่สามารถลอยขึ้นได้ เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนวิธีการ โดยหันมาสร้างอนุสรณ์สถานบนพื้นดินแทน ภูเขาลูกแรกที่เขาใช้เวลาสร้างถึง 4 ปี พังทลายลงมาเพราะโครงสร้างที่ไม่แข็งแรง แต่แทนที่จะยอมแพ้ เลียวนาร์ดกลับเริ่มสร้างมันขึ้นมาใหม่โดยศึกษาและทดลองใช้วัสดุที่ยั่งยืนขึ้น จนกลายมาเป็น Salvation Mountain ที่เราเห็นและสัมผัสได้ในปัจจุบัน สถาปัตยกรรมดินเหนียวและสีสันนับแสนแกลลอน ในมุมมองของงานสเปซและดีไซน์ที่เรามักจะให้ความสำคัญ Salvation Mountain คือความขบถที่งดงามมากครับ โครงสร้างทั้งหมดถูกปั้นขึ้นแบบออร์แกนิก ไร้ซึ่งพิมพ์เขียวใดๆ วัสดุที่ใช้คือของใกล้ตัวและเรียบง่ายที่สุดอย่างฟางแห้ง (Bales of straw) และดินเหนียวอะโดบี (Adobe clay) นำมาผสมกับน้ำเพื่อปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ จากนั้นจึงเคลือบด้วยสีน้ำมันและสีอะคริลิกที่ได้รับบริจาคจากผู้คนทั่วโลก ซึ่งประเมินกันว่าตลอดระยะเวลา 30 ปี เลียวนาร์ดใช้สีไปมากกว่า 100,000 แกลลอน ผลลัพธ์ที่ได้คือพื้นผิวที่มีเท็กซ์เจอร์แปลกตาและเส้นสายที่ลื่นไหลเหมือนงานประติมากรรมคราฟต์มือขนาดมหึมา บริเวณด้านบนสุดของภูเขาโดดเด่นด้วยกางเขนและข้อความ "God is Love" ขนาดใหญ่ ขณะที่พื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยภาพวาดเชิงสัญลักษณ์ ทั้งดอกไม้ ต้นไม้ น้ำตก และลวดลายเรขาคณิตที่ใช้แม่สีจัดจ้าน ตัดกับฉากหลังที่เป็นท้องฟ้าสีครามและผืนทรายสีหม่นได้อย่างทรงพลังและมีชีวิตชีวา นอกจากตัวภูเขาหลักแล้ว เลียวนาร์ดยังได้ขยายพื้นที่สร้างส่วนที่เรียกว่า The Hogan คล้ายกับโดมที่พักอาศัยของชนเผ่าพื้นเมือง และ The Museum ซึ่งมีลักษณะเป็นเขาวงกตขนาดย่อมที่ค้ำยันด้วยโครงสร้างต้นไม้ เศษไม้ประดับ และหน้าต่างรถยนต์เก่า การเดินลัดเลาะเข้าไปในพื้นที่ส่วนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังหลุดเข้าไปในมิติที่เส้นแบ่งระหว่างงานศิลปะพื้นบ้าน (Folk Art) และสถาปัตยกรรมถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น มรดกทางวัฒนธรรมที่ยังมีลมหายใจ แม้ว่าคุณเลียวนาร์ด ไนต์ จะจากโลกนี้ไปแล้วในปี 2014 แต่ผลงานของเขายังคงได้รับการสานต่อและดูแลโดยกลุ่มอาสาสมัคร Salvation Mountain Inc. ความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ไม่เพียงแต่ดึงดูดนักเดินทางและผู้รักศิลปะจากทั่วโลก แต่ยังได้รับการยกย่องจาก The Folk Art Society of America ให้เป็นแหล่งศิลปะพื้นบ้านที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ระดับชาติ เป็นข้อพิสูจน์ให้เราเห็นชัดเจนว่า ศิลปะที่แท้จริงนั้นไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความสมบูรณ์แบบทางวิศวกรรมเสมอไป แต่เกิดจากความหลงใหลและความละเอียดอ่อนในจิตวิญญาณของผู้สร้างครับ วิธีการเดินทาง (How to Get There) Salvation Mountain ตั้งอยู่ใกล้กับเมือง Niland ใน Imperial County รัฐแคลิฟอร์เนีย บริเวณนี้อยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบ Salton Sea และชุมชนศิลปินนอกกระแสอย่าง Slab City การเดินทางที่สะดวกที่สุดและเข้ากับมู้ดของการเดินทางคือการเช่ารถขับครับ เนื่องจากไม่มีระบบขนส่งสาธารณะเข้าถึงโดยตรง เดินทางจาก Palm Springs: ถือเป็นเส้นทางที่ขับสบายและได้ซึมซับบรรยากาศแบบโรดทริปเต็มที่ ใช้เวลาประมาณ 1.5 - 2 ชั่วโมง ขับลงใต้ผ่านเส้นทาง CA-111 S เลียบฝั่งตะวันออกของทะเลสาบ Salton Sea มุ่งหน้าสู่เมือง Niland เดินทางจาก Los Angeles (LA): ใช้เวลาขับรถประมาณ 3 - 3.5 ชั่วโมง โดยขับไปตามทางหลวงหมายเลข I-10 East มุ่งหน้าไปยังเมือง Indio จากนั้นเปลี่ยนไปใช้เส้นทาง CA-86 South เลียบไปตามทะเลสาบ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่เส้นทาง CA-111 South เมื่อถึงเมือง Niland: ให้เลี้ยวไปทางทิศตะวันออกเข้าสู่ถนน Main Street (ซึ่งจะเปลี่ยนชื่อเป็น Beal Road) ขับตรงเข้าไปเรื่อยๆ สู่เวิ้งทะเลทรายประมาณ 3 ไมล์ คุณก็จะเห็นสีสันอันโดดเด่นของ Salvation Mountain ตั้งตระหง่านอยู่ทางด้านขวามือ ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการเตรียมตัว: พื้นที่นี้เป็นเขตทะเลทราย อากาศจะร้อนจัดในช่วงกลางวันและค่อนข้างไร้ร่มเงา แนะนำให้เตรียมน้ำดื่ม ครีมกันแดด และหมวกใบเก่งไปให้พร้อมครับ บริเวณ Salvation Mountain ไม่มีค่าเข้าชม แต่เปิดรับเงินบริจาคหรือสีทาบ้าน (100% Latex paint) เพื่อนำไปใช้ในการบำรุงรักษาพื้นที่ เนื่องจากโครงสร้างทำจากดินเหนียวและมีความเปราะบางสูง ทางสถานที่จึงขอความร่วมมือให้เดินชมเฉพาะในบริเวณที่ทางอาสาสมัครทาสีเหลือง (Yellow Path) กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อช่วยกันรักษางานศิลปะทำมือชิ้นนี้ให้อยู่ไปได้อีกนานๆ ครับ

  • Teshima เที่ยวเกาะเทชิมะ เกาะสวรรค์ของเหล่าคนรักศิลปะ

    เพียง 20 นาทีบนเรือโดยสารจาก Naoshima เกาะศิลปะยอดนิยมที่เรานำเสนอไปในโพสต์ที่แล้ว เราก็จะได้พบกับเกาะศิลปะอีกเกาะที่ดีงามไม่แพ้กัน (แต่นักท่องเที่ยวน้อยกว่ามาก) ในนามว่า Teshima และที่นี่เองที่จะเป็นปลายทาง #hopstination ของเราในวันนี้ Teshima แปลว่าเกาะที่อุดมสมบูรณ์ เพราะมีแหล่งน้ำพุธรรมชาติที่บริสุทธิ์แหล่งใหญ่ผุดขึ้นที่ใจกลางเกาะ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทำให้คาดเดาได้ว่า เกาะนี้มีมนุษย์อาศัยมายาวนานกว่า 25,000 ปีแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันประชากรของเกาะก็ยังคงมีตัวเลขอยู่ประมาณ 1,000 คนเท่านั้น เกาะแห่งนี้อุดมสมบูรณ์มากเสียจนเคยเป็นหนึ่งในไม่กี่เกาะที่สามารถผลิตข้าว และสินค้าทางการเกษตรอื่นๆได้มากเกินการบริโภคของคนบนเกาะ จนต้องส่งออกไปขายที่อื่น โชคไม่ดีที่ Teshima ต้องเผชิญกับเหตุการณ์สิ่งแวดล้อมอื้อฉาวครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของญี่ปุ่น เมื่อตรวจพบว่ามีการใช้พื้นที่บนเกาะเป็นที่ทิ้งขยะพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมโดยผิดกฎหมายจำนวนมหาศาลกว่า 600,000 ตันมาตั้งแต่ปี 1975 กว่าขยะพิษต่างๆจะเริ่มทยอยได้รับการจัดการก็ปาเข้าไปปี 2000 แม้จะพยายามเคลียร์ขยะกันอย่างต่อเนื่อง แต่จนถึงทุกวันนี้ 18 ปีให้หลัง ขยะก็ยังไม่หมดซะทีเดียว และยังคงต้องจัดการรีไซเคิลกันต่อไป ความสดใสเข้ามาเยือน Teshima อีกครั้งในเดือนตุลาคมปี 2010 เมื่อ Teshima Art Museum (ที่เรารู้สึกว่า “โคตรรรรรเจ๋ง”) ได้เปิดตัวขึ้น และสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิด art sites อื่นๆเรื่อยมา ค่อยๆสะสมเป็นแรงดึงดูดให้นักเสพศิลปะทั้งจากญี่ปุ่นและทั่วโลกมาเยือน วิธีการเดินทางมายังเกาะเทชิมะ การเดินทางมายังตัวเกาะเทชิมะนั้น มีหลายวิธีมาก แต่ที่เราจะแนะนำคือขึ้น "รถไฟ" แล้วต่อ "เรือ" ถ้าใครที่มาจากโอซาก้า เราขอแนะนำให้เพื่อนๆเริ่มต้นจาก 1.สถานีรถไฟ Shin-Ōsaka Station โดยขึ้นรถไฟขบวน Tokaido-Sanyo Shinkansen ที่มุ่งหน้าไปทาง のぞみHakata 2.จากนั้นมาลงที่สถานีรถไฟ Okayama Station แล้วเปลี่ยนรถไฟไปเป็น JR สาย Seto-Ohashi Line มุ่งหน้าไปทาง 快速Takamatsu 3.จากนั้นให้เปลี่ยนรถไฟที่สถานี Chayamachi Station โดยขึ้นรถไฟ JR สาย Uno Line ซึ่งจะมุ่งหน้าไปทาง 各停Uno 4.แล้วให้ลงสถานีสุดท้ายปลายทางคือ Uno Station แล้วเดินไปขึ้นเรือที่ท่า Uno Port เพื่อไปลงที่เกาะเทชิมะ หรือใครจะลองค้นหาในกูเกิ้ลแมปก็ได้นะ สะดวกสุดๆ ที่เที่ยวนรอบๆเกาะเทชิมะ เราเลือกมาลงที่ท่าเรือ KARATO PORT ฝั่งขวาของเกาะก่อน เพราะมันอยู่ใกล้กับ Teshima Art Museum ซึ่งเป็นตัวไฮไลท์ของเกาะนี้กันก่อนเพราะเช้าๆ คนยังไม่เยอะมาก Teshima Art Museum มิวเซี่ยมแห่งนี้บริหารงานโดย Benesse Foundation ทีมเดียวกันกับที่ดูแลโปรเจ็คบนเกาะ Naoshima แต่ Teshima Art Museum นี้มีบุคลิกที่ต่างไป อาจจะเพราะความอ่อนช้อยของเส้นโค้งตามแนวอาคารที่เกลี้ยงเกลาล้ำยุค บวกกับความเปิดโล่งของ landscape ที่เป็นเนินเขาอันสวยงามก็เป็นได้ เนินเขาแห่งนี้ปกคลุมไปด้วยหญ้าและนาข้าวเขียวขจี (เฉพาะในฤดูร้อน) ที่ลาดลงไปทางทะเล ตลอดทางที่เราปั่นจักรยานไฟฟ้าขึ้นมาที่นี่ เรารู้สึกรื่นรมย์ไปกับทิวทัศน์ที่งดงาม นาข้าวบนเนินแห่งนี้นั้นครั้งหนึ่งเคยถูกทอดทิ้งให้รกร้างไปในยุคที่เกาะเต็มไปด้วยขยะพิษ บัดนี้ก็กลับมาได้รับการดูแลชุบชีวิตอีกครั้ง ตัวอาคารทรงหยดน้ำได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานศิลปะที่จัดแสดงถาวรอยู่ด้านใน โถงภายในนั้นไม่มีเสาคำ้เลยแม้แต่ต้นเดียว โครงสร้างหลังคามีลักษณะคล้ายเปลือกหุ้มทำจากคอนกรีตที่หนาเพียง 25 ซม.โค้งทอดแบบไร้รอยต่อคลุมพื้นฝั่งหนึ่งถึงอีกฝั่งโดยมีความยาวกว่า 60 เมตร ตาม concept ที่ไม่ต้องการให้มีเส้นตรงในงานออกแบบทั้งหมดแม้แต่เส้นเดียว อีกหนึ่งแนวคิดที่ทำให้อาคารมิวเซี่ยมแห่งนี้แตกต่าง คือความตั้งใจที่จะออกแบบ space ให้มีลักษณะที่ทั้งปิดและเปิดในเวลาเดียวกัน คือแม้จะมีหลังคาเปลือกคลุมพื้นที่ให้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด แต่ก็มีการเจาะช่องวงรี 2 ช่องขนาดใหญ่พอสมควรเพื่อเปิดรับอากาศและแสงธรรมชาติด้วย Teshima Art Museum Teshima Art Museum เดินไปซื้อตั๋วเข้าชมกันก่อนเลย คนละ 1,540 YEN Teshima Art Museum Teshima Art Museum Teshima Art Museum Teshima Art Museum ระหว่างทางที่เดินเข้าไปยังตัวอาคารหลักนั้น เราก็ได้เพลิดเพลินกับต้นไม้ใบหญ้า และวิวทะเลจากมุมสูง แต่ไม่ว่าภายนอกอาคารนี้จะดีงามเพียงใด ก็ดูเหมือนว่าจะเทียบไม่ได้เลยกับประสบการณ์เมื่อเราได้ก้าวเท้าเข้าไปภายในเพื่อชื่นชมชิ้นงานศิลปะที่แสนจะเรียบง่าย ทว่าล้ำลึกและทรงพลังของ Rei Naito ศิลปินหญิงวัย 57 ปี The Matrix คือชื่อของ Artwork ชิ้นที่อยู่ภายในมิวเซี่ยมนี้ Rei ตั้งใจจะสื่อถึงการกำเนิดขึ้นของชีวิตและให้ผู้เข้าชมได้เป็นผู้เฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงของชีวิตมนุษย์ โดยถ่ายทอดเชิงสัญลักษณ์ผ่านการผุดขึ้นของน้ำหยดเล็กๆจากรูขนาดจิ๋วบนพื้น จิ๋วจนแทบสังเกตไม่เห็นด้วยตาเปล่า Teshima Art Museum ด้านในของตัวมิวเซียม ห้ามถ่ายรูปด้วยนะ Teshima Art Museum เจ้าหยดน้ำเหล่านี้เมื่อผุดขึ้นแล้วก็ค่อยๆไหลเป็นทางโดยไม่มีรูปแบบที่แน่นอน บ้างก็ไปรวมตัวกันเป็นกลุ่มแอ่งน้ำน้อยๆ บ้างก็เป็นแอ่งใหญ่ อยู่บนพื้นปูนเดียวกับที่เราเดิน(หรือนั่ง)ชมอยู่นั่นเอง เปรียบให้เห็นถึงการแปรเปลี่ยนสภาพอยู่เสมอของสรรพสิ่ง... ชีวิตของเราก็เช่นกัน เราเองก็ไม่เคยคิดว่าเพียงการนั่งดูหยดน้ำไหลจะเป็นประสบการณ์ที่งดงามได้ถึงเพียงนี้ อาจจะเพราะอากาศ ต้นไม้ และเสียงแมลงที่ขับกล่อมให้จิตใจเรารู้สึกเบาสบาย หรือเพราะสถาปัตยกรรมระดับ Master Piece ที่ตรึงอารมณ์ของเราให้อยู่ในความสงบสำรวม เอาจริงๆก็คงเป็นเพราะทุกสิ่งทุกอย่างรวมกันนั่นแหละที่เอื้อให้เราสามารถซึมซับความละเมียดแห่งการได้อยู่ที่นั่น ณ เวลานั้นอยู่กับทุกๆปัจจุบันขณะที่ค่อยๆเคลื่อนผ่านไปอย่างเรียบง่าย Teshima Art Museum Teshima Art Museum เมื่อดื่มด่ำกับงานศิลป์จนเต็มอิ่มแล้ว เราก็มาแวะที่ shop/cafe ของมิวเซี่ยม ที่นี่เต็มไปด้วยของดีไซน์เท่ๆ เก๋ๆ เต็มไปหมด สำหรับตัวคาเฟ่นั้นแม้จะเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มเพียงไม่กี่อย่าง แต่เราก็รู้สึกได้ถึงความตั้งใจทำของพนักงานทุกคน (แต่อาหารช้าไปนิดนะ อิอิ) Teshima Art Museum Teshima Art Museum Teshima Art Museum No One Wins - Multibasket นอกจาก Teshima Art Museum แล้ว รอบๆเกาะนั้นยังมี art sites อีกหลายแห่ง ก่อนหน้าที่เราจะมาถึงมิวเซี่ยมนี้ เราก็แอบแวะสนามบาสที่มีแป้น 6 ห่วง หรือชื่ออย่างเป็นทางการก็คือ “No One Wins - Multibasket” โดย Jasmina Llobet & Luis Fernandez Pons ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เรามองศิลปะในมุมใหม่เป็นมุมที่เข้าถึงง่ายไม่ถือตัว (เราสามารถเอาลูกบาสมาโยนเล่นลงห่วงกันได้จริงๆ) และกระตุ้นให้เราคิดถึงข้อความที่แฝงอยู่ซึ่งก็คือ “No One Wins” หรือ “ไม่มีใครชนะ” Les Archives du Cœur Les Archives du Cœur โดย Christian Boltanski เป็นอีกหนึ่งงาน art (หรือเปล่า?) ที่น่าสนใจทีเดียว เพราะที่นี่เก็บบันทึกเสียงเต้นของหัวใจจากคนทั่วโลก (และเราเองก็สามารถบันทึกเสียงหัวใจของเราที่นี่ได้เช่นกัน) และแน่นอนวิธีการเสพงานชิ้นนี้ก็ใช่ว่าจะให้เราไปนั่งใส่หูฟังฟังเสียงหัวใจชาวบ้านกันเฉยๆเท่านั้น แต่เขาได้สร้างห้องมืดทรงยาวลึกเข้าไปเอาไว้ พร้อมกับหลอดไฟ 1 ดวงห้อยไว้อยู่กลางห้อง ที่จะติดๆดับๆตามจังหวะการเต้นของหัวใจตุ้บๆด้วย พูดตามตรงก็แอบหลอนอยู่เหมือนกันนะ Les Archives du Cœur Les Archives du Cœur Teshima Yakoo House อีกงานที่เราชอบก็คือ Teshima Yakoo House (โดย Tadanori Yakoo) ที่เล่นกับมิติความลึก และกระจกสีแดงที่ลวงตาให้เราเห็นสวนญี่ปุ่นด้านนอกเป็นสีสดผิดจากสวนธรรมชาติที่เราคุ้นเคย ที่จริงแล้วงานของ Yakoo นั้นต้องการจะสื่อถึงชีวิตและความตาย โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับความตาย จึงมีการหยิบเอาความเหนือจริง มิติความลึก และภาพลวงตาต่างๆมาใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดแนวคิดของเขา Teshima Yakoo House Teshima Yakoo House น่าเสียดายที่ art sites หลายแห่งบนเกาะ Teshima นั้นปิดในวันที่เราไป โดยเฉพาะ IL VENTO (แปลว่า “สายลม” ในภาษาอิตาเลียน) โดย Tobias Rehberger ศิลปินชาวเยอรมัน ที่นี่เป็นทั้งคาเฟ่ ร้านอาหาร และสถานที่แสดงงานศิลปะในที่เดียวกัน โดดเด่นด้วยลวดลายกราฟฟิคเฟี้ยวฟ้าวลายตา ทั้งบนผนัง พื้น เพดาน รวมถึงบนเฟอร์นิเจอร์ด้วย แต่วันนี้เราก็คงได้แค่ถ่ายรูปเล่นด้านหน้า ฮือๆ.. IL VENTO อันนี้ก็ปิดเช่นกัน Needle Factory (โดย Shinro Ohtake) โรงงานเข็มเก่าที่ถูกทิ้งร้างไปตั้งแต่ช่วงปี 80s ตัวอาคารถูกนำมาดัดแปลง และนำเอาเรือที่ไม่เคยถูกใช้งานเลยมาคว่ำโชว์ เป็นการเล่นกับความทรงจำที่น่าเศร้าของทั้ง 2 สิ่ง นั่นก็คือการหมดประโยชน์ของโรงงาน กับการที่ไม่เคยถูกใช้ให้เป็นประโยชน์เลยของเรือ ...จะหดหู่ไปไหนเนี่ย เราก็ปั่นมาเรื่อยๆ จนถึงอีกฝั่งนึงของเกาะ คือ Ieura Port เพื่อรอขึ้นเรือกลับที่พัก ระแวกนี้แมวเยอะมากกกกกก เป็นสิบยี่สิบตัวเลย อย่างที่เกริ่นไปตั้งแต่แรกแล้วว่า Teshima นั้น แม้จะยังไม่ได้รับความนิยมเหมือนกับ Naoshima แต่ความดีงามในบุคลิกที่แตกต่างออกไปนั้นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย นอกจากงานศิลปะแล้วสิ่งที่เราเอ็นจอยมากๆก็คือการได้ปั่นจักรยานไปในธรรมชาติและทิวทัศน์ที่สวยงามเงียบสงบ ตลอดเวลาที่เราอยู่บนเกาะ Teshima นี้ นอกจากที่ Teshima Art Museum ที่เป็นจุดท่องเที่ยวหลักของเกาะแล้ว เราก็แทบไม่ได้พบเจอผู้คนเลย ยิ่งเมื่อได้รู้ความเป็นมาและปัญหาที่เกาะแห่งนี้ต้องเผชิญแล้ว เราก็ยิ่งอยากจะเอาใจช่วยให้ Teshima กลับมารุ่งโรจน์อย่างที่มันควรจะเป็น เราไม่ได้หมายถึงการมีเศรษฐกิจที่อู้ฟู่ หรือการท่องเที่ยวที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน แบบนั้นก็คงไม่เหมาะกับจริตของเกาะเท่าไรนัก แต่เราหมายถึงการที่ Teshima จะได้รับการมองเห็นถึงคุณค่าความดีงาม และมีคนกลับมาดูแลเกาะแห่งนี้มากขึ้น และมากพอที่จะให้เกาะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ไม่หดหู่เหมือนกับงานที่จัดแสดงอยู่ที่ Needle Factory เราเชื่อว่าศิลปะ ธรรมชาติ และความตั้งใจสร้างสรรค์ของมนุษย์นั้นมีพลังเพียงพอที่จะจุดประกายพลิกฟื้นชีวิตให้กับเกาะแห่งนี้และจะสำเร็จได้ในสักวันที่ไม่นานเกินรอ แล้วเราจะไปเยี่ยมเธอใหม่ #Teshima นะ :-) ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพบางส่วนจาก http://setouchi-artfest.jp/en , http://benesse-artsite.jp/en/art #LetsHoparound #LetsHOParoundJapan #Teshima #Teshimaartmuseum

  • The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip

    The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก พระเจ้าคงจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษตอนที่สร้างดินแดนส่วนนี้ของโลกขึ้นมา เพราะชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาที่ตระหง่านรับคลื่นลมจากมหาสมุทรแปซิฟิคอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้ช่างเปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์เหลือล้นจนน่าอิจฉาจริงๆทั้งหาดทราย ภูผา ป่าสน ทะเลสาบและอากาศที่เย็นสบายกำลังดี ที่นี่มี พลังงานบางอย่างที่ดึงดูดเราอย่างมาก แค่เพียงหลับตาภาพ Roadtrip บนถนนที่เลาะเลี้ยวไปตามเนินผาริมทะเล คลอเคล้าเสียงเพลง West Coast hip hop ก็แว่บเข้ามาทำให้อารมณ์ดีได้แล้ว . ทริปนี้เราจะพาคุณ #hop ไปทำความรู้จักกับ West Coast ของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เหนือจรดใต้ จาก Seattle ไปจน San Diego เลยทีเดียว วันนี้ขอวางภาพกว้างๆให้เพื่อนๆรับมวลพลังรวมๆของที่นี่กันเอาไว้ก่อนแล้วในโพสต์ต่อๆไปเราจะทยอยเจาะจุดสำคัญๆกันเนอะ . พร้อมกันแล้วยังงงงงง พร้อมแล้วไป #Hop กันเลย! #letshoparoundtheamericanwestcoast (แฮชแท็คยาวไปไหนเนี่ย...^^) งั้นใช้ #LetsHoparoundUSA แทนแล้วกันนนนเนอะ The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Tri ทริปนี้เราไปกันคนละรอบ รอบแรก บินไปลง Seattle แล้วขับรถเที่ยวเรื่อยๆจนมาถึง San Francisco รอบที่สอง บินไปลง San Francisco เที่ยวไปเรื่อยๆลงมาถึง San Deigo และวกเข้า Los Angeles เราใช้เวลาเที่ยวรอบละประมาณ 15 วัน ค่าใช้จ่ายคร่าวๆประมาณ 3,000-4,000 USD ต่อคน ถ้าไปกะเพื่อนหลายๆคนก็ยิ่งช่วยแชร์ค่าเช่ารถที่พักและอาหารการกินต่างๆ ก็จะยิ่งถูกลง ถ้านับรวมกันขับรถจากเหนือสุด Seattle ถึง ใต้สุด San Diego ก็ประมาณ 1,256 ไมล์ The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip Seattle, Washington เมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐ Washington ที่มีชื่อเล่นว่า Evergreen State หรือรัฐที่เขียวตลอดกาล เพราะที่นี่อุดมไปด้วยป่าไม้และการเกษตร เรียกว่ามาที่เดียวได้ครบรสทั้งเมือง ภูเขา และทะเล ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/seattle นอกจาก Landmark อย่างหอคอย Space Needle ที่สูงเด่นอยู่กลางเมืองแล้ว Seattle ยังมีตลาดสดเก่าแก่อย่าง Pike Place Market ที่กลายมาเป็นอีก icon ชื่อดังของเมือง และที่อยู่ติดกับตลาดนี้เองก็เป็นที่ตั้งของ Starbucks สาขาแรก (เท่าที่ยังเหลืออยู่) Pike Place Market Location: https://goo.gl/maps/BpBd6mqhqjuWQJPS9 ใช่แล้ว... ที่นี่เป็นทั้งบ้านเกิดและสำนักงานใหญ่ของ Starbucks แต่ไม่เพียงเท่านั้น ทั้ง Microsoft และ Amazon ต่างก็เลือก Seattle เป็นศูนย์บัญชาการใหญ่เช่นกัน โดยเฉพาะ Amazon ที่รุกหนัก กว้านซื้อที่ดินกลางเมือง สร้างเป็น Campus ของตัวเองที่ประกอบไปด้วยอาคารกว่า 45 หลัง ที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็น The Amazon Spheres สวนพฤกษชาติในอาคารทรงกลมที่ใช้เป็นพื้นที่ให้พนักงานมาเดินหาแรงบันดาลใจในการคิดงาน (คนนอกก็เข้าได้นะ แต่ต้องจองคิวล่วงหน้า) Portland, Oregon ที่นี่คือเมืองต้นตำรับฮิปสเตอร์ เมืองแห่งดอกกุหลาบ เมืองปลอดภาษี ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ Nike และนิตยสาร Kinfolk เมืองแห่งกิจกรรมเดินเขา-เข้าป่า-แคมปิ้ง และร้านน้องข้าวมันไก่ Portland เป็นเมืองใหญ่ขนาดเล็กที่มีเสน่ห์ล้นเหลือ อาหารดี กาแฟดี ขนมดี ผู้คนเป็นมิตร ออกนอกเมืองไปนิดก็เจอทั้งภูเขาหิมะ แม่น้ำ น้ำตก และชายหาดที่สวยมหัศจรรย์ ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/portland ที่นี่ยังมีร้าน Powell’s Books ร้านหนังสืออิสระที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/fZbaBSnwShLULUwMA โดยไม่ทันรู้ตัว คุณอาจจะแปลกใจที่ Portland กลายมาเป็นเมืองโปรดของคุณท่ามกลางความสงบเรียบง่ายเหมือนกับเราก็ได้ Stumptown Coffee Roasters ร้านกาแฟชื่อดังของที่นี่ Location: https://goo.gl/maps/SD81oybuS18mC6iEA Portland Women's Forum | State Scenic Viewpoint Location: https://goo.gl/maps/tg5BjEhEWdXVgmk59 Lake Tahoe Lake Tahoe เป็น Alpine Lake ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ — Alpine Lake หมายถึงทะเลสาบที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 5,000 ฟุต (ประมาณ 1.5km) ขึ้นไป — อยู่บนเทือกเขา Sierra Nevada ที่กั้นระหว่างรัฐ California กับ Nevada ถ้าขับรถจาก San Francisco ก็จะใช้เวลาประมาณ 3.5 ชั่วโมงขึ้นมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากสูงมากๆแล้วยังสวยมากๆด้วย ทะเลสาบแห่งนี้นั้นขึ้นชื่อเรื่องน้ำสีฟ้าที่ใสปิ๊งและความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ ในแต่ละฤดูกาลก็จะมีเสน่ห์ต่างกันไป ที่นี่จึงดึงดูดนักกิจกรรมเอ้าท์ดอร์ผู้หลงไหลความงามของป่าเขาลำเนาไพร แต่เชื่อเราเถอะ แค่ได้มาสูดอากาศและถ่ายรูปไปอวดเพื่อนๆก็คุ้มมากแล้ว ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/lake-tahoe Location: https://goo.gl/maps/9yffZ2oojPrheNZW9 The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip Yosemite National Park ขับรถต่อลงทางใต้บนเทือกเขาเดียวกัน และเส้นทางที่หวาดเสียวเคี้ยวคดมากกกกเกือบ 3 ชั่วโมง เราก็จะพบกับภาพผาหินแกรนิต El Capitan ที่คุ้นตากันดีสำหรับคนที่ใช้ iMac แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับของจริงที่อลังการและโคตรตราตรึงใจ จากจุดชมวิว Tunnel View ตรงนี้ เรายังสามารถเห็นน้ำตก Bridalveil Falls ที่ตกฟุ้งเป็นสายจากที่สูง สวยราวกับผ้าคลุมผมเจ้าสาว ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติและเป็นมรดกโลกที่อุดมสมบูรณ์อย่างมาก เรายังเจอน้องหมีเดินเล่นเลย ต้นซีคัวยาเก่าแก่ขนาดมหึมา รวมไปถึงทุ่งหญ้าเขียวขจีที่แซมด้วยดอกหญ้าหลากสีและมีสัตว์ป่ามาวิ่งเล่นก็เป็นอีกไฮไลท์ของที่นี่ Location: https://goo.gl/maps/4S3yrz2b8A591k6K6 ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/yosemite-national-park San Francisco สะพาน Golden Gate สีแดงที่ทอดยาวเป็นกิโลคงเป็นภาพจำอันดับหนึ่งของเมืองศูนย์กลางการค้าแห่ง California ตอนเหนือแห่งนี้ เราตกหลุมรักบ้านเรือนสไตล์ Victorian สีสันน่ารักบนเนินสูงบ้างเตี้ยบ้าง และรถรางโบราณที่วิ่งรับส่งผู้คน China Town ของที่นี่น่าจะใหญ่ที่สุดในอเมริกา และเป็นชุมชนคนจีนนอกเอเชียที่ใหญ่ที่สุด แต่ในช่วงทศวรรษหลังมานี้ชุมชนชาว Tech ก็ขยายตัวใหญ่โตไม่แพ้กันที่ Silicon Valley ทางตอนใต้ของเมือง หอคอย Coit Tower สีขาวบนยอดเนินสูงก็อาจจะทำให้หลายคนนึกขึ้นได้ว่าที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดของร้านไอติมยี่ห้อดังที่มีสาขามากเมืองไทย ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/san-francisco Monterey/Carmel Highlands ลงใต้มาจาก San Francisco เพียง 2 ชั่วโมงนิดๆ พร้อมวิวสวยๆและเมืองเล็กๆให้แวะกินกาแฟระหว่างทาง เราก็จะพบกับความยิ่งใหญ่อันงดงามของคลื่นที่ถาโถมเข้ากระแทกโขดผาหินบน Cabrillo Highway (SR 1) ยิ่งเมื่อถึงจุดที่มีสะพานดีไซน์เท่ๆเชื่อมเส้นทางเข้าด้วยกันความมหัศจรรย์ก็ยิ่งทวีคูณ เราเห็นศิลปินมาตั้งกระดานวาดรูประหว่างเดิน hiking ลงสีกันสวยหยด ส่วนเราเองก็ถ่ายรูปกันไม่หยุดเลย อันที่จริงเราสามารถขับรถต่อบน Highway นี้ได้ยาวผ่าน Big Sur และชมวิวสวยๆตลอดทางไปจนถึง Los Angeles เลยทีเดียว Highway 1 / Bixby Creek Bridge Location: https://goo.gl/maps/SE8ewT7LEvkVhUkC9 The California Sea Otter State Game Refuge Location: https://goo.gl/maps/mZHKHGup7unMuHht6 Monterey Plaza Hotel & Spa Location: https://goo.gl/maps/qVuhGrxtoemaTsEn6 Tidal Coffee Location: https://goo.gl/maps/GPNHDcai85pmBUGR8 Los Angeles พี่ใหญ่สุดในบรรดาเมืองต่างๆบน West Coast แหล่งกำเนิดอุตสาหกรรมบันเทิง Hollywood และ Pop Culture ต่างๆมากมาย ทำให้ LA อู้ฟู่กลายเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของอเมริกาที่มีครบครันในทุกสิ่งอย่าง ฉะนั้นทั้งไลฟ์สไตล์ แฟชั่น อาหาร ช็อปปิ้ง และความ Glam ต่างๆ ที่นี่มีให้คุณอย่างเหลือเฟือดกอุดมแน่นอน แม้กระทั่งชุมชนคนไทยที่นี่นั้นก็มีขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกา และกินพื้นที่ถึง 6 บล็อคถนนด้วยกัน ผังเมืองของ LA นั้นแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ถนนที่ขนาบด้วยต้นปาล์มสองข้างทาง และบ้านหรูของเหล่าคนดังใน Beverly Hills เป็นเพียงฉากหน้าที่เราเห็นได้จากในสื่อทั่วไป LA มีซอกมุมที่น่าค้นหาอีกเยอะมาก รวมถึงย่านชิลล์ๆติดทะเลอย่าง Santa Monica ที่เราประทับใจในบรรยากาศสวนสนุกด้วยทุกอย่างเข้ากันอย่างกับในหนังเลย ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/los-angeles Location: https://goo.gl/maps/Tpg2vs5zUFMUB8Gt7 Downtown Los Angeles Location: https://goo.gl/maps/opNpGxcU7mLTWKDS9 The Last Bookstore Location: https://goo.gl/maps/9a2tabPuUwvHQfSs9 The Broad Location: https://goo.gl/maps/b4UC5wrZoRq5vKEfA Santa Monica Beach Location: https://goo.gl/maps/cWhoHzSMpUX7kLr49 Palm Springs เมืองตากอากาศและบ้านพักคนชรา (และมีเอ้าท์เล็ตแบรนด์เนม!) เราใช้ที่นี่เป็นจุดพักเพื่อออกไปสำรวจบริเวณรอบๆอย่าง อุทยานต้นไม้ประหลาด Joshua Tree ที่มาพร้อมกับฉากโขดหินเท่ๆแปลกตาอย่างกับมีใครมาจัดวางไว้อย่างนั้นแหละ Location: https://goo.gl/maps/GZ7xgNBYLiwfBYAR7 Joshua Tree National Park Location: https://goo.gl/maps/vLeCLZC4JnTuLCrJ9 Salvation Mountain อีกที่หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจาก Palm Springs นั้นก็คือ “Salvation Mountain” งานอาร์ทบนเนินดินที่โดดเด่นไปด้วยสีสันและแนวคิดที่รับอิทธิพลมากจากยุค hippie เป็นผลงานของ Leonard Knight (ผู้พักอาศัยอยู่แถวนั้น) ที่สร้างจากวัสดุธรรมชาติและสีไร้สารตะกั่วนับพันแกลลอนเลยทีเดียว ผลงานชิ้นนี้ตั้งอยู่ใน Slab City ซึ่งเคลมตัวเองว่าเป็น “พื้นที่แห่งอิสรภาพผืนสุดท้ายในอเมริกา” และเป็นแหล่งที่พักอาศัยของบรรดาอดีตฮิปปี้ คนต่อต้านสังคม รวมไปถึงคนที่หนีหนี้โดยต่างมาจับจองที่ดินอยู่กันโดยไม่มีกฎหมายรองรับ Location: https://goo.gl/maps/yVHXEJ5Qjx8XMwGL7 ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/salvation-mountain-review San Diego เมืองใหญ่อันดับ 2 ของรัฐ California ที่ติดกับชายแดน Mexico และมีบรรยากาศสบายๆ เราเอ็นจอยการขี่สกู๊ตเตอร์ชมเมืองที่ดูน่ารักกว่าที่คิด ที่นี่เป็นที่ตั้งของฐานทัพเรืออเมริกันขนาดใหญ่ มีชายหาดที่เหมาะแก่การเล่นเซิร์ฟ และเราชอบ Little Italy ที่นอกจากอาหารอิตาเลียนแล้ว เรายังสามารถเดินเล่นได้เพลินๆเพราะมีทั้งร้านเสื้อผ้าแนวๆ แผ่นเสียงอินดี้ งานฝีมือ และตลาดนัด Mercato Farmers’ Market ที่มีของน่ากินและงานฝีมือมาขาย Location: https://goo.gl/maps/fPuHvoVvxXaUeaLq7 Little Italy Location: https://goo.gl/maps/UGPswr5gg2RUiWhC7 ยินดีด้วยครับ! คุณเพิ่งจบการ #hop ไปกับอภิมหาทริปที่ปกติคงต้องใช้เวลาเป็นเดือนถึงจะเที่ยวเต็มอิ่ม แต่วันนี้เราพาคุณไปครบได้ภายใน 1 โพสต์เท่านั้น โลกนี้ช่างกว้างใหญ่และสวยงามจริงๆ ติดตามร่วม #hop ไปกับเราในโพสต์ย่อยเจาะแต่ละสถานที่ท่องเที่ยวกันต่อๆไปเร็วๆนี้นะคร้าบบบบ . #LetsHoparoundUSA #LetsHoparound #Travel #USA #WestCoast #RoadTrip #America #โรดทริปอเมริกา #ขับรถเที่ยวอเมริกา #เที่ยวอเมริกา #รีวิวอเมริกา #ไปอเมริกาใช้งบเท่าไหร่ . FB/IG/YouTube/TikTok: @hoparound.co Website: www.hoparound.co The American West Coast ขับรถเที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก USA Road Trip

  • Tokyo Aesthetic Guide: 20 Must-Visit Spots in Tokyo for Design Lovers

    There are countless ways to experience Tokyo. Ours begins with architecture, design, craftsmanship, and the small details that often go unnoticed. This curated selection of 20 places brings together some of our favourite addresses across the city. Think inspiring architecture, independent galleries, neighbourhood cafés, thoughtful retail spaces, and cultural gems that reveal a quieter side of the capital. Whether it's your first visit or your tenth, these are the places that continue to shape the way we see Tokyo. Consider this your guide to experiencing the city beyond the obvious. Architecture & Curated Stays 1. Hotel Toranomon Hills As soon as we roll our bags into this space, we feel a wave of relaxation wash over us. This retreat beautifully blends Japandi simplicity with modern functionality. The exterior is a masterpiece by OMA, while the interior, crafted by Space Copenhagen, uses natural materials and warm tones that make us feel right at home. Plus, it’s incredibly convenient, directly connected to the Hibiya Line subway station! What makes this place special: The most memorable moment is sinking into the soft bed and gazing out at the stunning Tokyo Tower, illuminated at night, unobstructed by any buildings. If we want a cozy workspace or a chill drink, The Lounge is designed for all guests, offering an uninterrupted view of Tokyo Tower. Map: Open Hotel Toranomon Hills on Google Maps Hours: Open 24 hours Our Stay at Hotel Toranomon Hills: The Full Review 2. Caption by Hyatt Kabutocho We fell in love with the vibe of this hotel from the moment we stepped inside. Located in Kabutocho, once Japan's Wall Street, it has been revitalized into a hip area. The hotel’s atmosphere is modern, local, and incredibly friendly. Getting here is easy; just hop off at Kayabacho station and take a short stroll. What makes this place special: The concept here is about creating a community space for people to gather. The common areas on both floors are airy and inviting, perfect for lounging. The best part? We can wake up and walk to trendy cafes or restaurants hidden in renovated old buildings, truly living like a local in this chic neighborhood. Map: Open Caption by Hyatt Kabutocho on Google Maps Hours: Open 24 hours Our Stay at Caption by Hyatt Kabutocho: The Full Review 3. KAIT Plaza (Kanagawa Institute of Technology) This is one of the spots we eagerly anticipated! We took the train outside the city to Hon-Atsugi station and then a bus just for this. Designed by Junya Ishigami, this architectural marvel challenges our perceptions. It features a massive open space with "no columns whatsoever." The giant steel roof has various rectangular openings, allowing sunlight, wind, and rain to flow freely onto the sloped area below. (Make sure to book in advance on their website!) What makes this place special: The moment we step inside, we feel a thrilling sense of openness, as if embraced by space and sky simultaneously. The guide explains the concept in English very well, helping us appreciate the complexity and depth of this design. Map: Open KAIT Plaza on Google Maps Hours: Open by reservation only Step Inside KAIT Plaza: Read the Full Review 4. Shinjuku Rurikoin Byakurengedo (新宿瑠璃光院 白蓮華堂) Amidst the chaos of Shinjuku, filled with neon lights and bustling crowds, we escape south for just a few minutes to find a uniquely shaped white concrete building that looks like a spaceship or a futuristic art gallery. Believe it or not, this is a temple! Standing here, we feel a profound sense of peace, completely detached from the outside world. What makes this place special: It’s a stunning interpretation of Buddhism through contemporary architecture. Inside, it serves as a columbarium, merging cutting-edge technology with traditional beliefs. The space feels calm and serene, inviting us to reflect and reconnect with ourselves—a beautiful contradiction to the surrounding Shinjuku chaos. Map: Open Shinjuku Rurikoin on Google Maps Hours: 10:00 AM - 5:00 PM Art & Inspiring Spaces 5. Piramide & Complex 665 (Roppongi) If you love art, this is a hidden paradise in Roppongi! Both Piramide and Complex 665 house leading contemporary art galleries (the two buildings are close enough to walk between). The architecture is simple yet stunning. Just take the train to Roppongi station and stroll down the street to immerse yourself in world-class art. What makes this place special: The highlight is that we can freely explore renowned galleries showcasing masterpieces without any entrance fee! The interiors are designed to be spacious, beautifully lit, and incredibly quiet, allowing us to focus and contemplate each piece of art throughout the afternoon. Map: Open Piramide Building on Google Maps Hours: 11:00 AM - 6:00 PM (Most galleries are closed on Sundays and Mondays) 6. SKAC (SKWAT KAMEARI ART CENTRE) We traveled a bit further to Kameari to find the rawest and most challenging space on this trip. This project transforms an old building into an Art Centre. The atmosphere here is far from polished or luxurious; it’s filled with traces of demolition and experimental design. What makes this place special: It’s a rebellious space! The exhibitions here often break conventional rules. Art pieces are not always hung on pristine white walls but are integrated into the raw structure of the building. Walking through this space sparks excitement and ignites our creative thoughts. Map: Open SKAC on Google Maps Hours: Open 11:00 AM - 7:00 PM, Wednesday - Sunday. Closed on Monday and Tuesday. Check the exhibition schedule on their website. 7. LURF GALLERY While wandering in Daikanyama, we stopped by this art gallery-cum-cafe. The space of LURF GALLERY is quite spacious, decorated with stylish furniture that invites us to sit down and relax. The overall atmosphere is friendly and laid-back, unlike larger galleries. What makes this place special: When we visited, they were hosting an exhibition called "FEEL" by artist ISSHIN TANISAKI. We enjoyed beautiful art without any entrance fee, then settled down with a drink, soaking in the wonderfully relaxed vibe. It was a perfect break during our day! Map: Open LURF GALLERY on Google Maps Hours: 11:00 AM - 7:00 PM 8. LEMAIRE (Ebisu) I must confess, this is one of the main destinations that drew me to Tokyo this time. LEMAIRE's boutique quietly and humbly resides in Ebisu. Finding the store feels like visiting a friend's house with impeccable taste rather than just shopping. What makes this place special: The wow factor here is that the brand has renovated an old Japanese house from the 60s, preserving its wooden structure and spirit. It beautifully reflects the timeless essence of the brand. The staff is incredibly friendly and well-dressed, embodying the character of LEMAIRE. This shopping experience is truly unforgettable. Map: Open LEMAIRE Ebisu on Google Maps Hours: 11:00 AM - 7:00 PM 9. Jil Sander (Ginza) Now, let’s switch to a luxurious minimalist mood at the flagship store of Jil Sander in Ginza. As soon as we push open the large glass door, we are greeted by the immaculate space that is both spacious and visually soothing. What makes this place special: The standout feature of this store is its interior design, which plays with geometric shapes, light, shadow, and natural materials. Every hanger and shelf is meticulously calculated. It’s a powerful minimalism that captivates us as we admire the impeccably crafted clothing while also enjoying the stunning space design. Map: Open Jil Sander Ginza on Google Maps Hours: 11:00 AM - 8:00 PM 10. TOMWOOD Aoyama Flagship store We head to Aoyama to check out the latest items from our beloved Danish silver jewelry brand, TOMWOOD. The store is elegantly decorated, dominated by gray and steel tones, reflecting the brand's strength and classic appeal. What makes this place special: What impressed us the most wasn’t just the incredible design but the "service." We were fortunate to meet a half-Thai, half-Japanese staff member who took excellent care of us. They were friendly and shared insights about the different collections, making our jewelry shopping experience warm and delightful. Map: Open TOMWOOD Aoyama on Google Maps Hours: 12:00 PM - 8:00 PM 11. VISVIM GENERAL STORE (Nakameguro) After strolling along the cool breezes by the canal in Nakameguro, we popped into the Visvim store. This isn’t just a clothing shop; it feels like a gallery showcasing the brand's lifestyle. There’s a sales area and a cozy little cafe (Little Cloud Coffee) where we can sit and relax. What makes this place special: We love the feeling of touching the fabrics, noticing the embroidery, and the details that blend American vintage with traditional Japanese craftsmanship. The aroma of freshly brewed coffee wafting through the store enhances the charm of browsing here, making it a uniquely delightful experience. Map: Open VISVIM GENERAL STORE on Google Maps Hours: 11:00 AM - 8:00 PM 12. Words Sounds Colors and Shapes Still wandering in Nakameguro, we serendipitously (but intentionally) stumbled upon this new concept store. Just the name alone is captivating! The interior is artfully arranged, showcasing lifestyle items, ceramics, and various accessories. What makes this place special: Initially, we intended to just browse the beautiful space, but the selection was so sharp that we ended up buying a lovely scarf and a beautifully designed cup. The arrangement of light, color, and shapes made everything look irresistible! Map: Open Words Sounds Colors and Shapes on Google Maps Hours: 12:00 PM - 7:00 PM 13. ATELIERMO For those who adore home decor, this is a treasure trove! ATELIERMO is a home goods store that presents items through the lens of simplicity and nature. The atmosphere inside is tranquil, as if time has slowed down. What makes this place special: Every piece, from pottery to glassware, has an organic shape that reflects the beauty of imperfection or Wabi-Sabi. Picking up and appreciating the craftsmanship here truly heals and restores our balance. They also have a section for clothing and accessories, featuring our favorite minimalist brand, The Row. Map: Open ATELIERMO on Google Maps Hours: Monday - Saturday 11:00 AM - 7:00 PM. Check their IG for holiday hours. 14. Playmountain Moving to Sendagaya, we stopped by this beloved home decor shop for design enthusiasts. Playmountain may not be large, but it’s packed with taste. What makes this place special: We admire the buyer's selections here! They curate furniture, ceramics, and trinkets from both local artists and international designers, all harmoniously displayed. Every visit inspires us to bring new ideas back home. Map: Open Playmountain on Google Maps Hours: 12:00 PM - 7:00 PM Slow Gastronomy 15. LAMBERT Tokyo We escape the chaos to relax with a drink at this matcha haven in Hyakuninchō (百人町). The special thing about this place is that they limit the number of guests by requiring reservations, ensuring a peaceful atmosphere inside (but you can still buy takeout if you pass by). What makes this place special: As soon as we step in, we feel the zen-like calmness. What truly makes us smile is the friendly and polite staff who engage us in conversation while brewing our matcha cup by cup. The rich, well-balanced matcha, combined with their excellent service, makes our experience at LAMBERT unforgettable. Map: Open LAMBERT Tokyo on Google Maps Hours: 11:00 AM - 6:00 PM (Closed Tuesday and Wednesday) 16. Connel Coffee This isn’t just a coffee stop; it’s an interior design experience! Connel Coffee is located on the second floor of the Sogetsu Kaikan building, designed by the renowned Japanese studio Nendo. What makes this place special: The clever design plays with simple lines, using mirrors to create illusions. Importantly, it integrates nature from the garden and trees outside through large windows. We sip our coffee while watching the reflections of swaying trees, experiencing beauty in tranquil silence. Map: Open Connel Coffee on Google Maps Hours: 10:00 AM - 6:00 PM (Closed Saturday and Sunday) 17. BANK & Bakery_Bank We return to Kabutocho to check in at BANK, a chic hangout complex that has transformed an old bank building. Inside, it’s divided into a cafe, restaurant, and flower shop. What makes this place special: The mood here is a blend of coolness and classic charm. The enticing aroma of freshly baked goods draws us into Bakery_Bank. We order a pastry and savor it while soaking in the details of the preserved old structure. The chewy bread is delicious, perfectly paired with the vibe of this revitalized bank. Map: Open BANK Kabutocho on Google Maps Hours: 11:00 AM - 6:00 PM (Closed Tuesday and Wednesday) 18. Nihonbashi Kaisen Don Tsujihan (Ark Hills branch) After a day of hopping around, we recharge at this famous kaisendon (sashimi rice bowl) restaurant, known for long queues. Our trick? We visit the Ark Hills branch, where the wait isn’t too long, and we’re seated quickly. What makes this place special: The moment we take the first bite, it’s pure bliss! The ingredients are fresh and sweet, and the chef skillfully brings out the umami flavors of the seafood. The real wow moment comes when we have about a third of our rice left, and the chef pours hot fish bone soup over it for an ochazuke (rice in soup) experience. The warm, fragrant broth cleanses our palate and warms our stomach, perfectly concluding our day. Map: Open Tsujihan Ark Hills on Google Maps Hours: 11:00 AM - 10:00 PM Nature & Final Touch 19. Meiji Jingu Gaien Gingko Avenue On a pleasant day, we head to Gaienmae station to stroll along the most famous ginkgo tree avenue in Tokyo. The sight of neatly trimmed trees lining the path is a powerful natural beauty. What makes this place special: Especially during autumn, when the ginkgo leaves turn a brilliant golden yellow, it creates a breathtaking masterpiece of scenery. No matter how crowded it gets, we always feel healed and impressed by this picturesque setting, reminiscent of a movie scene. Map: Open Meiji Jingu Gaien on Google Maps Hours: Open 24 hours 20. Dashi Chazuke En (Narita Airport branch) Before saying goodbye to Tokyo and boarding our flight, we stop for a final meal at this ochazuke (rice in soup) restaurant located in Narita Airport. This simple dish is a beloved comfort food for the Japanese. What makes this place special: Despite being in an airport, the dashi broth is fragrant and deeply flavorful. The warm, light rice porridge is a perfect way to conclude our trip, leaving us with fond memories of Tokyo and a feeling that we must return to hop around this city again! Map: Open Dashi Chazuke En Narita on Google Maps Hours: 7:30 AM - 9:00 PM Hoparound Tips Walk & Wander: Tokyo is truly designed for walking. In Nakameguro, we can easily stroll to Daikanyama, where there are plenty of cool multi-brand shops like SO and JieDa. Allowing ourselves to wander aimlessly is the best way to absorb the charm of this city. Reservation Check: Popular spots like KAIT Plaza and LAMBERT Tokyo require strict advance reservations. Don’t forget to check queues and register ahead of time for a smooth trip! Hoparound’s 5 Golden Rules for Tokyo Respect the Silence and Space: Many galleries and cafes offer beautiful spaces for free, but we must reciprocate by maintaining decorum. Avoid using flash, making loud noises, or touching the artwork to preserve the good vibes for everyone. Allow Time for Passion: This trip is all about Slow Luxury, so don’t cram your schedule too tightly. Give yourself time to chat with shop staff or linger in architectural spaces. Earth Tone is a Safe Zone: For great photos, wear outfits in white, beige, gray, or black to blend seamlessly with Tokyo’s minimalist spaces. Shoes are a Game-Changer: Walking over 20,000 steps in Tokyo is common. Choose supportive sneakers that match your outfit for this trip, so you can still smile during dinner! Enjoy the Details: Tokyo is full of hidden details, from patterns on clothing hangers to architectural lines. Look deeper and spend more time with them, and this visit will inspire you like never before! Stay Inspired, fellow explorers! #Hopster #LetsHoparound www.hoparound.co @Kajornfurst @Cakepoon

  • AMANDAYAN ขุมทรัพย์แห่งยูนนาน อลังการเขาหิมะมังกรหยก มรดกโลกลี่เจียง อมันดายัน

    Amandayan ขุมทรัพย์แห่งยูนนาน อลังการเขาหิมะมังกรหยก มรดกโลกลี่เจียง อมันดายัน ไม่น่าเชื่อจริงๆว่าเมืองโบราณลี่เจียงและวิวภูเขาหิมะที่ตระการตาเบอร์นี้จะอยู่ห่างจากกรุงเทพฯเพียง 2 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น เรารู้สึกตื่นเต้นและดีใจมากๆทันทีที่ได้รับคำเชิญจากรีสอร์ทที่ Exclusive ที่สุดในลี่เจียงอย่าง Amandayan ให้ไปสัมผัสกับความงดงามของทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรมชาวเขาเผ่านาชี (Naxi บางทีก็สะกด Nakhi) และเมืองโบราณ “ดายัน” ที่มีอายุกว่า 800 ปีแถมสวยเว่อร์วังอย่างกับฉากในภาพยนตร์ และสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างยิ่งพิเศษขึ้นไปอีกหลายขั้นก็คือการดูแลอย่างดีเยี่ยมโดยทีมของ Aman ซึ่งไม่เคยทำให้เราผิดหวังเลยสักครั้ง ถ้าเพื่อนๆอ่านโพสต์นี้แล้ว อยากจะตามรอย เรามีโปรดีๆมาบอกกันเอาไว้ก่อนด้วยนะครับราคาพิเศษสำหรับแฟนๆ ชาว Hoparound.co เมื่อจองผ่านเรา เริ่มต้นคืนละ CNY 7,015 Net per night จองได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้ Book Now Hoparound.co x Amandayan 2026-2027 Exclusive Offer ชมรีวิวโรงแรมอมันดายันผ่าน YouTube ได้ที่นี่ Book Now Hoparound.co x Amandayan 2026-2027 Exclusive Offer Overview เพื่อนๆชาว #hopsters คงรู้ดีกันอยู่แล้วถึงความ Exclusive และเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Aman ซึ่งถือว่าเป็นจุดสูงสุดของวงการรีสอร์ทและโรงแรมหรูทั่วโลก สำหรับที่ Amandayan นี้ตัวรีสอร์ทตั้งอยู่บนยอดเนินเขาสิงโต (Lion Hill) ที่คั่นระหว่างเมืองเก่าและเมืองใหม่ ทำให้จากรีสอร์ทเราก็สามารถมองเห็นวิวเมืองเก่าได้แบบพาโนราม่าเลย และหากจะลงมาเดินเล่นไม่ว่าจะในเขตเมืองเก่าหรือเมืองใหม่ก็ใช้เวลาเดินลงมาไม่ถึง 10 นาที จึงสะดวกมากๆและในขณะเดียวกันเมื่ออยู่ภายในรีสอร์ทก็มีความเป็นส่วนตัวขั้นสุดสมกับความหมายของ “Aman” ที่แปลว่าความสงบ ส่วนคำว่า “Dayan” นั้นเป็นชื่อของเมืองเก่าที่อยู่เบื้องล่างรีสอร์ทนั่นเอง ที่จริงลี่เจียงมีเมืองโบราณอยู่ถึง 3 เมืองซึ่งเกิดจากการค่อยๆย้ายถิ่นฐานเพื่อหาแหล่งเพราะปลูกลงมาทางใต้ของชาว Naxi ซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ในแถบนี้มาแต่โบราณ จากเมือง Baisha (ไป๋ชา) ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดถึง 1,200 ปีทางตอนเหนือ และยังคงมีผู้คนอาศัยอยู่จนถึงปัจจุบัน ลงใต้มาสู่เมือง Shuhe (ชู่เหอ) อายุ 1,000 ปี ก่อนจะลงใต้มาอีกสู่แหล่งที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดจนก่อตั้งเป็นเมือง Dayan (ดายัน) เมื่อ 800 ปีก่อน เมืองเก่าดายันจึงเป็นกลายเป็นเมืองเก่าขนาดใหญ่ (3.8 ตารางกิโลเมตร) และยังมีสภาพดีที่สุด และก็เป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดในเมืองลี่เจียงด้วยเช่นกัน เมืองลี่เจียงตั้งอยู่บนความสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,400 เมตร (ใกล้เคียงกับยอดดอยอินทนนท์) และล้อมรอบไปด้วยภูเขาสูงเสียดฟ้าอีกมากมาย แต่ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของลี่เจียงก็คือเขาหิมะมังกรหยก ซึ่งสูงถึง 5,596 เมตรจากระดับน้ำทะเล (สูงกว่า Mont Blanc ในยุโรปซะอีก) นอกจากนี้ลี่เจียงเป็นเมืองปลอดอุตสาหกรรมหนัก จึงไร้มลพิษในอากาศและมีความเย็นตลอดทั้งปี แม้ในหน้าร้อนที่สุดในเดือนกรกฎาคม อุณหภูมิก็ยังอยู่ที่ประมาณ 25-28 องศาเท่านั้น และด้วยเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง แถมไม่ต้องทำวีซ่าให้ยุ่งยาก จึงทำให้เราสามารถหลบร้อนมาที่ลี่เจียงได้อย่างสะดวกสบาย เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของมณฑลยูนนานก็คือประชากรส่วนใหญ่ยังคงเป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่มีอยู่รวมกันมากถึง 25 ชนเผ่า ซึ่งต่างจากมณฑลอื่นๆของจีนที่ประชากรส่วนใหญ่มักเป็นชาวฮั่น และสำหรับลี่เจียงนั้นก็เป็นดินแดนของชนเผ่า Naxi เป็นหลัก จะมีชนเผ่าอื่นๆแซมบ้างก็เพียงเล็กน้อย ชาว Naxi ถือเป็นชนเผ่าที่มีหัวก้าวหน้า เฉลียวฉลาดรู้จักวางแผน และมีค่านิยมส่งเสริมเรื่องการศึกษามาแต่โบราณ เคยรุ่งเรืองถึงขนาดก่อตั้งเป็นราชวงศ์มู่ (Mu) ขึ้นมาปกครอง มีทั้งภาษาพูดและเขียนเป็นของตัวเอง ทำให้ลี่เจียงเป็นหนึ่งในเมืองการค้าที่สำคัญบนเส้นทาง Tea Horse Road ที่ก่อตั้งขึ้นกว่า 1,000 ปีก่อน เพื่อนำใบชาจากผู่เอ๋อร์แบกขึ้นหลังม้าไปกระจายสู่ภูมิภาคอื่นๆของจีน ทิเบต และบางส่วนของอินเดีย วัฒนธรรมของลี่เจียงจึงมีความรุ่มรวยไม่เหมือนใคร ในปัจจุบันว่ากันว่า 80% ของจำนวนประชากรกว่า 1.25 ล้านคนของลี่เจียงนั้นยังคงกระจายอาศัยกันอยู่บนภูเขามากกว่าอยู่ในเมือง วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านจึงยังคงดำเนินไปอย่างไม่ถูกรบกวนจากเทคโนโลยีภายนอกมากนัก ลี่เจียงแห่งแคว้นยูนนานเป็นเมืองจีนโบราณอายุนับพันปีที่งดงามเปี่ยมเสน่ห์พร้อมสะกดทุกผู้มาเยือน ยิ่งได้ฉากหลังเป็นเขามังกรหยกสูงเสียดฟ้ากว่า 5,500 เมตร มีหิมะปกคลุมยอดตลอดทั้งปี ก็ยิ่งทำให้ทั้งเมืองดูขลังและอลังการสมกับที่ UNESCO รับรองให้เป็นมรดกโลกเลยล่ะครับ สำหรับการเดินทางก็สะดวกเพราะไม่ต้องขอวีซ่า และบินตรงเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง เป็นการหลบร้อนไปพึ่งเย็นที่ทั้งง่ายและชวนหลงไหลจนไม่น่าเชื่อว่าลี่เจียงจะอยู่ใกล้บ้านเรามากขนาดนี้ และคงไม่น่าแปลกใจเลยหากที่นี่จะกลายเป็นอีกหนึ่งจุดหมายยอดฮิตสำหรับคนไทยในอนาคตอันใกล้นี้ครับ The Arrival Ruili Airlines เป็นสายการบินเดียวที่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯไปลี่เจียงสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพียง 2 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงลี่เจียงเลย อีกทางเลือกหนึ่งก็คือเดินทางด้วยสายการบินหลักอื่นๆไปลงที่คุนหมิง แล้วนั่งรถไฟต่อมาที่ลี่เจียงก็ได้เช่นกัน หากเพื่อนๆเลือกจองที่ Amandayan ด้วยโค้ด “Hop Around” ก็สามารถเลือกให้ทางรีสอร์ทมารับที่สนามบินได้เลยก็จะสะดวกมากๆ ในแพ็คเก็จแขกสามารถเลือกรับบริการจาก Amandayan ระหว่างให้มารับหรือมาส่งที่สนามบินได้ขาใดขาหนึ่ง แต่เราแนะนำให้เลือกให้มารับมากกว่าเพราะการเรียกรถแท็กซี่จาก International Terminal ที่ลี่เจียงอาจจะไม่ค่อยสะดวกมากนัก (ถ้าเดินไปที่ Domestic Terminal จะมีแท็กซี่มากกว่า) และแนะนำดาวน์โหลดแอ๊ป WeChat และ AliPay พร้อมผูกบัตรเครดิตเอาไว้ให้เรียบร้อยตั้งแต่อยู่ไทย จะได้พร้อมใช้งานเลย ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องอินเตอร์เน็ตเมื่อไปถึง Book Now Hoparound.co x Amandayan 2026-2027 Exclusive Offer จากสนามบินเราใช้เวลาบนรถ Mercedez-Benz ที่ทาง Amandayan ส่งมารับประมาณ 45 นาทีก็มาถึงรีสอร์ทบนเนินเขา Lion Hill กลางเมืองลี่เจียง เมื่อถึงจุด Drop Off พนักงานของ Amandayan ก็มายืนรอต้อนรับกันพร้อมหน้า นับเป็นความประทับใจแรกตามตำรับ Aman ที่เราคุ้นเคย หลังจากรับผ้าเย็นแล้ว เราก็ถูกเชิญให้ไปนั่งพักจิบ Welcome Drink (ชาเขียวยูนนานผสมน้ำผลไม้) เพื่อรอเช็คอินที่ Lobby Amandayan เปิดตัวในปี 2015 และออกแบบโดยสถาปนิกระดับตำนานอย่าง Ed Tuttle โดยได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปะของชาว Naxi อาคารทั้งหมดนั้นสร้างขึ้นมาใหม่ให้มีกลิ่นอายโบราณเป็นหนึ่งเดียวกับเมืองเก่า มีเพียงอาคารเดียวในเขตรีสอร์ทเท่านั้นที่เป็นศาลเจ้าโบราณสถานอายุกว่า 300 ปีซึ่งเปิดให้คนนอกสามารถเข้าชมได้ และเราจะพาเพื่อนๆไปชมกันหลังจากเช็คอินแล้วนะครับ เราสัมผัสได้ถึงความนิ่งสงบตั้งแต่วินาทีแรกที่เดินเข้ามาสู่ Lobby วัสดุในการตกแต่งภายในส่วนใหญ่ทำมาจากไม้ ซึ่งให้ความรู้สึกที่หรูหราและอบอุ่นไปพร้อมๆกัน สิ่งที่โดดเด่นที่สุดก็เห็นจะเป็นโคมไฟทรงกระบอกยาว 9 โคมที่แขวนสูงทะลุขึ้นไปถึงโถงชั้น 2 ของอาคาร รสนิยมอันละเมียดละไมของคุณ Ed Tuttle ที่ทำให้สเปซมีความโดดเด่นอย่างกลมกล่อมนั้นฝังตัวอยู่ในทุกอณูของ Lobby ที่นี่เลยครับ Our Room: Courtyard Suite เช็คอินเรียบร้อยแล้ว เราพาไปชมห้องพักของเรากันดีกว่าครับ ก่อนอื่นต้องขอเล่าให้เห็นภาพใหญ่กันก่อนว่าบนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ของ Amandayan นี้ มีห้องพักเพียงแค่ 34 ห้อง บวกกับอีก 1 วิลล่าที่เปิดให้จองได้ ดังนั้นเรื่องความเป็นส่วนตัวจึงไม่ต้องห่วงเลย ส่วนของห้องพักก็แบ่งเป็น 2 แบบเท่านั้น คือ Courtyard Suite ที่อยู่ชั้นล่างและ Deluxe Suite ที่อยู่ชั้นสอง ห้องชั้นล่างนั้นได้เปรียบเรื่องความสะดวกเวลาจะเข้าออกห้องพัก ส่วนชั้นสองจะได้เปรียบเรื่องระเบียงที่สามารถเห็นวิวจากมุมที่สูงกว่า แต่หากคืนใดมีงานเลี้ยงเสียงดังในเขตเมืองเก่าที่อยู่ไม่ไกลออกไป ห้องชั้นบนก็อาจจะมีเสียงเล็ดลอดเข้ามาง่ายกว่าชั้นล่างเช่นกัน การตกแต่งภายในห้องพักทั้ง 2 ประเภทนี้มีรูปแบบและหน้าตาห้องเหมือนกันหมดทุกประการ อาจจะมี Layout ที่สลับฝั่งซ้าย-ขวากันบ้างในบางห้อง แต่ในภาพรวมแล้วการพาไปดูห้องของเราซึ่งเป็นแบบ Courtyard Suite เพียงห้องเดียวก็เท่ากับว่าเพื่อนๆจะได้เห็นหน้าตาห้องของทั้งรีสอร์ทเลยครับ ห้องของเราหมายเลข 121 มีขนาด 72 ตารางเมตร กว้างขวางสะดวกสบายมาก การจัดแบ่งพื้นใช้สอยก็ทำได้ดีเลิศเลยครับ เมื่อเปิดประตูห้องเข้ามา เราก็จะเจอกับพื้นที่นั่งเล่นที่มีโซฟาขนาดใหญ่สำหรับเอกเขนกก่อนเลย ด้านหลังโซฟาเป็นผนังบุผ้าทอลวดลายศิลปะท้องถิ่นที่นอกจากจะประดับไว้เพื่อความงามแล้ว ยังเป็นบานเลื่อนในตัวที่เอาไว้เปิด-ปิดซ่อนทีวีที่อยู่เบื้องหลังได้ด้วย บนโต๊ะกลางก็มีผลไม้ ของว่าง และข้อมูลต่างๆของรีสอร์ทที่ทางแม่บ้านจัดเตรียมไว้ให้เรา เมื่อหันไปทางซ้ายก็จะเจอกับเตียง King Size ที่ดูโอ่อ่านุ่มสบาย แต่สิ่งที่ทำให้ห้องดูสวยงามและโดดเด่นอย่างมากก็คือฉากไม้ที่เจาะฉลุลวดลายดอกไม้แบบจีน ช่างไม้ฝีมือเนี้ยบมากครับ ยิ่งเมื่อแสงแดดส่องทะลุเข้ามา แสงเงาที่เกิดขึ้นก็ยิ่งทำให้ห้องดูงดงามราวกับมีเวทมนตร์เลยทีเดียว ด้านหลังฉากไม้ฉลุนี้เป็นโซนของโต๊ะทำงาน และมินิบาร์ซึ่งเครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล เราสามารถรับประทานได้ทั้งหมดเพราะรวมอยู่ในค่าห้องเรียบร้อยแล้ว ตรงจุดนี้นอกจากอุปกรณ์ชง Cocktail ที่เราจะเจอได้ตามโรงแรมหรูทั่วไปแล้ว ที่นี่ยังจัดเตรียมเซ็ตชงชาเอาไว้ให้แขกเป็นพิเศษด้วย ซึ่งช่วยยกระดับบรรยากาศของห้องพักให้มีความพิถีพิถันแบบจีนมากขึ้นไปอีก ถัดจาก Minibar เข้าไปหลังผนังโซนนั่งเล่น ก็จะเป็นห้องน้ำและห้องแต่งตัวแบบ Walk-in Closet มีอ่างล้างหน้าแยก 2 เซ็ตสำหรับแขก 2 ท่าน ตรงกลางเป็นอ่างอาบน้ำ และมีห้อง Shower กับห้องส้วมแยกออกไปต่างหากอย่างเป็นสัดส่วนดีมากครับ สิ่งหนึ่งที่เราขอให้ทางรีสอร์ทจัดหาให้เพิ่มเติมก็คือเครื่องทำความชื้นในอากาศครับ เพราะลี่เจียงอากาศค่อนข้างแห้งจึงทำให้รู้สึกแห้งในจมูกและคอเวลาตื่นนอน นี่แหละครับข้อดีของการมาพักที่ Aman เขาใส่ใจรายละเอียดทุกอย่างจริงๆ Book Now Hoparound.co x Amandayan 2026-2027 Exclusive Offer Private Villa ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เราพาเพื่อนๆไปดู Private Villa หนึ่งเดียวของ Amandayan ที่เปิดให้จองกันได้ต่อเลยดีกว่าครับ วิลล่าหมายเลข 888 นี้ (เลขมงคลสุดๆ) เป็นวิลล่า 2 ห้องนอนสำหรับแขกที่ต้องการอยู่เป็นกรุ๊ป 4-5 ท่านแบบเป็นส่วนตัว สำหรับกรุ๊ปที่ใหญ่กว่านี้สามารถปรึกษาทาง Reservation ได้นะครับ เพราะจริงๆแล้วทางรีสอร์ทก็สามารถเปิด Private Villa หลังอื่นเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษได้อีก ห้องพักแบบวิลล่านั้นจะมาพร้อมกับ Butler ส่วนตัวที่คอยให้บริการเราตลอด 24 ชม. มีการจัดสรรพื้นที่เป็นห้องนอนให้ Butler นอนพักภายในตัววิลล่าด้วยเลย ซึ่งทาง Aman แบ่งโซนตรงนี้ได้ดีมากครับ ยังคงความเป็นส่วนตัวของแขกอย่างเต็มที่ เนื่องจากถ้าไม่สังเกตเราก็แทบมองไม่เห็นห้องพักของ Butler เลย วิลล่า 888 มีการจัดวางอาคาร 2 ชั้นเป็นรูปตัว L บนพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยมีพื้นที่ว่างเป็นลาน Courtyard ส่วนตัวที่เงียบสงบ เมื่อเปิดประตูเข้ามา ด้านขวามือภายในตัวอาคารก็จะเป็นห้องรับประทานอาหารกับโต๊ะกลมหมุนได้แบบจีน เดินลึกเข้าไปอีกนิดก็จะพบกับห้องครัวส่วนตัวที่มีอุปกรณ์พร้อมสรรพ อีกฝั่งของอาคารตัว L ก็จะเป็นห้องนั่งเล่น ที่มาพร้อมกับโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวเบ้อเริ่มตรงกลางห้อง พร้อมโซฟาที่นั่งได้รอบโต๊ะเลย ถัดออกไปติดผนังก็เป็นทีวี นอกจากนี้ก็ยังมีโต๊ะทำงานเซ็ตใหญ่อีก 2 เซ็ตตั้งอยู่ตรงข้ามกัน ที่ชั้นล่างนี้จะมีห้องน้ำอยู่ตรงจุดก่อนถึงบันไดขึ้นชั้น 2 และทางเข้าห้องพักของ Butler ก็อยู่ใต้บันไดนี่เอง ชั้น 2 ของวิลล่าก็จะเป็นห้องนอนพร้อมห้องน้ำในตัว ซึ่ง Layout ทุกอย่างก็เหมือนกับห้องพักของเราเลยครับ เพียงแต่ห้องนอนของวิลล่าที่อยู่คนละปีกก็จะมีการสลับฝั่งของการจัดสรรพื้นที่ให้อยู่ทิศตรงข้ามกัน Man Yi Xuan - The Main Chinese Restaurant สำหรับเรื่องอาหารที่ Amandayan จะมีทั้งสิ้น 3 Outlets แต่ห้องอาหารหลักนั้นมีชื่อว่า Man Yi Xuan ซึ่งเสิร์ฟอาหารจีนในมื้อกลางวันและเย็นโดยมีทั้งเมนูจีนทั่วไป และอาหารยูนนานท้องถิ่นที่ทั้งอร่อยและหาทานได้ยากครับ ในวันที่ฟ้าใสเพื่อนๆก็จะสามารถมองเห็นวิวภูเขาหิมะมังกรหยกแบบเต็มตาได้จากห้องอาหาร Man Yi Xuan นี้ได้เลย เรียกได้ว่าอร่อยลิ้นและอิ่มเอมสายตาไปพร้อมๆกัน วิวตรงนี้คือ Iconic View พันล้านที่เป็นจุดขายในภาพโฆษณาของ Amandayan เลยก็ว่าได้ครับ เมนูที่เราอยากจะแนะนำหากเพื่อนๆได้มารับประทานอาหารที่นี่ก็คือ Hot Pot แต่ต้องสั่งจองกันล่วงหน้านิดนึงนะครับ เนื่องจากทางห้องอาหารต้องเตรียมการอย่างน้อย 4 ชั่วโมงเลย Hot Pot ของที่นี่เสิร์ฟในหม้อดินดำที่นำเข้ามาจาก Shangri-la ดูสวยขลังมากครับ ตัวน้ำซุปนั้นกลมกล่อม ส่วนเนื้อสัตว์ก็มีให้เลือกทั้งเนื้อไก่ฟาร์ม ซี่โครงหมูบ่ม 6 เดือน และเนื้อจามรี มื้อนี้เราเลือกลองซี่โครงหมูและเนื้อจามรีจานเล็กๆมาลองครับ เชฟจะนำเนื้อซี่โครงหมูดิบๆมานวดคลึงเคล้าด้วยเครื่องปรุงและเครื่องเทศท้องถิ่น ก่อนจะบ่มเก็บเอาไว้นานถึง 6 เดือนจนเข้าเนื้อ ตอนแรกเราคาดหวังว่าเนื้อหมูคงจะนุ่มเปื่อยแบบละลายไปเลย แต่จริงๆแล้วเท็กซ์เจอร์นั้นนุ่มกำลังดียังมีความสู้ฟันพอให้เราได้เคี้ยวอยู่ครับ แต่มีรสชาติเข้มข้นแทรกซึมอยู่ในเนื้อหมูเลย ส่วนเนื้อจามรีนั้นรสชาติเหมือนเนื้อวัวชั้นดีเลยครับ ไม่เหนียวหรือมีกลิ่นสาบอย่างที่คิด อีกอย่างที่เป็นจุดเด่นของ Hot Pot ก็คือเห็ดและผักซึ่งสดอร่อยมาก โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคมที่เป็นฤดูเก็บเห็ด เพื่อนๆก็จะได้ลิ้มลองเห็ดหลายชนิดเลยครับ ที่มีชื่อที่สุดน่าจะเป็นเห็ดสน หรือ Matsutake ที่ปกติราคาค่อนข้างสูง ถ้ามีโอกาสอย่าลืมสั่งมาลองดูกันนะครับ The Lounge มื้อเช้าของทุกวันนั้นรวมอยู่ในแพ็คเก็จข้อเสนอพิเศษเมื่อจองด้วยโค้ด Hop Around ด้วยนะครับ ซึ่งมื้อเช้าที่ Amandayan จะเสิร์ฟกันที่ The Lounge ซึ่งอยู่ในพื้นที่อีกฝั่งของ Lobby เมนูอาหารเช้าของที่นี่ก็จะมีทั้งแบบตะวันตก แบบจีนทั่วไป และแบบยูนนาน และมีเมนูทิเบตแซมๆมาด้วย เช่น ชาผสมเนยจามรี เพราะจริงๆแล้วถัดจากลี่เจียงไปนิดเดียวก็ทิเบตแล้ว ในแต่ละวันที่เข้าพักเราก็พยายามสั่งเมนูที่แตกต่างกันไปเพื่อให้เพื่อนๆได้เห็นหน้าตาอาหารเช้าหลากหลายแบบที่สุด ส่วนตัวแล้วเราถูกใจกับรสชาติที่เข้มข้นของเมนูเส้นเป็นพิเศษทั้งแบบแห้งและแบบน้ำ อยากให้เพื่อนๆได้ลองดูครับ ส่วนอาหารเช้าแบบท้องถิ่นนั้นมีธัญพืชเป็นวัตถุดิบค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ถั่วเลนทิล (อันนี้มีเอามาทำเป็นเจลลี่ด้วย แปลกดีครับ) รวมไปถึงมันสีต่างๆ ซึ่งเรารู้สึกว่าดีต่อสุขภาพมากเลย อีกอันที่แปลกดีก็คือก๋วยเตี๋ยวหลอดไส้กลีบกุหลาบ อ่อ! ลืมบอกไปว่าที่ลี่เจียงนี่เป็นดินแดนแห่งดอกไม้นานาพันธุ์เลยครับ ดอกไม้หลากสีบานสะพรั่งสวยมากจริงๆ และคนก็นิยมนำดอกไม้หลายชนิดมาประกอบอาหารเช่นกัน อย่างของฝากชื่อดังที่มีขายทั่วเมืองเก่าก็คือขนมเปี๊ยะไส้กลีบกุหลาบนี่แหละครับ The Boutique ในบริเวณเดียวกันกับ The Lounge จะมีห้องเล็กๆที่หลบอยู่ใกล้โต๊ะรีเซ็พชั่น ซึ่งภายในจะเป็น Boutique ร้านขายของที่ระลึกทั้งที่ทาง Amandayan คัดสรรมาจากช่างฝีมือท้องถิ่น และสินค้าในแบรนด์ Aman เองซึ่งมีตั้งแต่เครื่องหอมไปจนถึงเสื้อผ้าเลยครับ เป็นมุมเล็กๆที่น่าสนใจยังไงก็ลองมาแวะชมกันนะครับ The Library and The Meeting Room พาขึ้นมาชมชั้นสองของอาคาร Lobby กันบ้างครับ ห้องสมุดของทุก Aman นั้นเป็นมุมที่เราชอบเป็นพิเศษ เป็นมุมเงียบๆที่ตกแต่งสวยอบอุ่น ให้อารมณ์บ้านผู้ดีเก่าที่มีความ Sophisticated แบบไม่ต้องพยายาม และที่ Amandayan ก็เช่นกันครับ ไม่ทำให้ผิดหวังเลย ที่พิเศษกว่า Aman อื่นที่เราเคยไปก็คือที่นี่มีห้องประชุมขนาดค่อนข้างใหญ่ที่เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ทุกอย่างเอาไว้ให้บริการด้วย จากสายตาคิดว่าสามารถรองรับคนได้ประมาณ 30 คนสบายๆ ไม่สงสัยเลยว่าทำไม Amandayan ถึงมีบริษัทเก๋ๆพาพนักงานมาพักแบบ Buy Out กันอยู่เรื่อยๆ The Theatre อาคาร Lobby ยังมีชั้นใต้ดินให้เราลงไปสำรวจกันอีกนะครับ ข้างล่างนี้มีห้องที่พิเศษมากก็คือ Private Theatre หรือโรงหนังส่วนตัวที่เพื่อนๆสามารถชวนกันมาเลือกดูหนังได้อย่างจุใจ ห้องนี้จะเป็นที่นิยมมากในช่วงเทศกาลแข่งขันกีฬาต่างๆไม่ว่าจะเป็น โอลิมปิค บอลโลก เทนนิสโอเพ่น ฯลฯ ในบางวันก็จะมีโปรแกรมหนังที่ทางทีม Amandayan เลือกเอามาฉายด้วย และห้องนี้ก็ไม่ได้มาเล่นๆนะครับ ตั้งแต่การออกแบบ วัสดุที่ใช้ตกแต่ง ระบบภาพและเสียง รวมไปถึงคุณภาพของที่นั่งทุกอย่างคือดีเยี่ยมทั้งหมด ตอนที่เปิดเข้ามาเห็นครั้งแรก เราเซอร์ไพร้ซ์กับความจริงจังนี้มากครับ The Spa นอกจากห้องพักที่สวยงามแล้ว อีกสิ่งที่มีชื่อเสียงอย่างมากที่ Aman ก็คือสปาครับ จากประสบการณ์การใช้สปาในแต่ละ Aman ที่เราเคยได้ไปสัมผัสมานั้นดูเหมือนว่าจะมีเวทมนตร์บางอย่างที่มากไปกว่าแค่เพียงความผ่อนคลายสบายตัว แต่จิตใจเราก็รู้สึกสงบนิ่งปลอดภัยราวกับเราได้เข้าไปอยู่ใน Sanctuary บางอย่าง และที่ Amandayan นี้ก็เช่นกัน คุณ Therapist นวดโดยใช้เทคนิคจีนเข้ามาผสม แต่คำว่า “นวด” ก็อาจจะดูน้อยและเบาไปนิดในความรู้สึกของเรา คำว่า “บำบัด” น่าจะเหมาะสมกว่า เพราะเรารู้สึกได้ถึงความใส่ใจในทุกๆการกด การรีด และการลงน้ำหนักมืออันไหลลื่นซึ่งช่วยให้ความตึงเครียดที่สะสมอยู่ในทั้งร่างกายและจิตใจของเราค่อยๆคลายลงจนเราเผลอหลับไปเลยครับ The Gym ชั้นล่างของอาคารสปาเป็นที่ตั้งของห้องฟิตเนสและห้องโยคะที่ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป แต่อุปกรณ์นั้นมีครบครันและทุกชิ้นก็มาตรฐานสูงจากแบรนด์ TechnoGym สายออกกำลังไม่ต้องห่วงเลยครับ ได้ใช้อุปกรณ์ชั้นเยี่ยมอย่างเป็นส่วนตัวแน่นอนครับ The Pool นี่คือหนึ่งในสระน้ำ Outdoor เพียงไม่กี่สระในเขตเมืองเก่าของลี่เจียง (เราคิดว่าน่าจะเป็นสระกลางแจ้งสระเดียวเลยด้วยซ้ำ) ยิ่งไปกว่านั้นสระของ Amandayan ยังมีระบบรักษาอุณหภูมิให้อยู่ที่ประมาณ 28 องศาเซลเซียส ดังนั้นแม้ในวันที่อากาศหนาว แขกของรีสอร์ทก็ยังสามารถลงเล่นน้ำได้อย่างสบายตัว จะมีสักกี่ครั้งที่เราจะได้ว่ายน้ำในเซ็ตติ้งจีนโบราณแบบนี้ The View Pavilion และนี่ก็น่าจะเป็นศาลาชมวิวจากบนเนินเขาหนึ่งเดียวของเมืองเก่าลี่เจียงเช่นกัน เพื่อนๆจะได้ชมวิวเมืองเก่าในมุมที่สวยที่สุดของลี่เจียงแบบพาโนรามาโดยไม่ต้องไปแย่งชิงกับฝูงชนใดๆ นับเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ Exclusive สำหรับแขกของ Amandayan เท่านั้นครับ เพราะคนนอกไม่สามารถเข้ามาตรงจุดนี้ได้ The Tea House ยูนนานนั้นเป็นอีกแหล่งปลูกชาที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน โดยเฉพาะที่เมืองผู่เอ๋อร์ทางใต้ของลี่เจียง ด้วยความที่ลี่เจียงเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าในภูมิภาคมาแต่อดีต โดยเป็นจุดผ่านที่สำคัญของ Tea Horse Road จึงทำให้ลี่เจียงเป็นแหล่งซื้อขายใบชาชั้นดีไปโดยปริยาย การจิบน้ำชาจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวที่ลี่เจียง และในเมืองเก่าก็มีร้านขายชาเก่าแก่มากมายที่เพื่อนๆสามารถไปลองชิมชาได้ แต่ที่ The Tea House ของ Amandayan ไม่ได้มีดีแค่ชาเท่านั้น แต่ที่นี่ยังมีเครื่องดื่มอื่นๆให้เลือกหลากหลาย และมีบริการทั้งติ่มซำและเซ็ต Afternoon Tea แบบจีนประยุกต์ที่พรีเซ้นต์ได้สวยงามขึ้นกล้องมากๆ และที่ว้าวที่สุดก็คือวิวเมืองเก่าจากมุมสุด Exclusive ที่ยิ่งช่วยเสริมให้รสชาติของชานั้นยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นไปอีก Book Now Hoparound.co x Amandayan 2026-2027 Exclusive Offer Wenchang Palace ศาลเจ้าเหวินชางเป็นอีกหนึ่งไอเท่มลับของ Amandayan เลยครับ เมื่อ 300 กว่าปีก่อนสถานที่แห่งนี้เคยถูกใช้เป็นจุดสอบคัดเลือกเข้าเป็นขุนนางข้าราชการของจีน ปัจจุบันผู้คนจึงนิยมมาขอพรเรื่องการเรียนและการงานที่ศาลเจ้าแห่งนี้ ต้นไม้บางต้นที่อยู่ในบริเวณศาลเจ้าก็เป็นต้นไม้เก่าแก่ที่อยู่มาตั้งแต่ก่อนสร้างศาลเจ้าด้วยซ้ำ และเนื่องจากศาลเจ้านี้อยู่ติดกันกับพื้นที่ของรีสอร์ท ทางการจีนจึงมอบหมายให้ Amandayan เป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยทั้งหมด ดังนั้นบริเวณนี้จึงเปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาเที่ยวชมได้ตั้งแต่ 10:00-17:00 น. ในบางวันนอกจากจะมีคนมาขอพรและชมวิวแล้ว เราอาจจะได้เห็นศิลปินมานั่งสเก็ตช์ภาพสวยๆด้วย ได้อารมณ์ชะมัด The Old Town Dayan นั้นเป็นเมืองที่เก่าที่อยู่ในยุครุ่งเรืองที่สุดในบรรดา 3 เมืองโบราณของลี่เจียง ตัวเมืองจึงมีขนาดใหญ่ที่สุดและอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดด้วยเช่นกัน กลายเป็นภาพจำของผู้คนทั่วไปเมื่อพูดถึงเมืองเก่าลี่เจียงโดยเฉพาะในหมู่นักท่องเที่ยว ดังนั้นชื่อเมือง Dayan จึงถูกแทนที่ด้วย Lijiang Old Town ไปโดยปริยาย เขตเมืองเก่าของลี่เจียงนั้นสวยงามดั่งภาพในนิยายจีนโบราณ และมีพื้นที่ถึง 3.8 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็นโซนต่างๆได้ตามทิศเหนือ-ใต้-ออก-ตก ข้อดีของ Amandayan ก็คือมีทางเดินลงมาที่เมืองเก่าได้หลายทางซึ่งแต่ละทางก็จะพาไปโซนที่ต่างกันของเมือง โดยโซนทางเข้าฝั่งทิศเหนือ (North Gate) นั้นนับว่าเป็นทางเข้าหลัก นักท่องเที่ยวก็จะค่อนข้างเยอะกว่าทางเข้าอื่น ตรงกันข้ามกับฝั่ง South Gate ที่นักท่องเที่ยวจะบางตากว่า ใจกลางของเมืองเก่าก็คือ Square Market (จตุรัสกลางเมือง) ซึ่งก็เป็นอีกจุดที่นักท่องเที่ยวหนาแน่นเช่นกัน ทางเดินในเมืองเก่านั้นเต็มไปด้วยตรอกซอกซอยมากมาย วิธีการเดินเที่ยวที่ดีที่สุดคือเดินไปเรื่อยๆ ปล่อยให้ตัวเองได้หลงทางสำรวจเมืองแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก อาจจะยึดเอา Square Market ที่อยู่กลางเมืองและสายน้ำที่ไหลจากเหนือลงใต้ทะลุเมืองเก่าเป็นหลักในการเดาทิศแบบคร่าวๆ ในแต่ละซอกซอยก็เรียงรายไปด้วยร้านค้าตลอดสองข้างทางทั่วทั้งเมือง แต่ก็มักจะขายสินค้าคล้ายๆกัน สินค้าที่มีชื่อจากลี่เจียงและควรค่าจะซื้อกลับไปเป็นของฝากก็อย่างเช่น ชาผู่เอ๋อร์เกรดต่างๆ เห็ดตากแห้ง ขนมเปี๊ยะไส้กลีบกุหลาบ และเครื่องเงิน (อันนี้ต้องเลือกร้านดีๆนะครับ หรือปรึกษา Conceirge ที่ Aman ก่อนก็ได้ เพราะได้ข่าวมาว่าบางร้านก็ไม่ใช้เงินแท้) ในแต่ละช่วงเวลาของวัน เมืองเก่าจะมี Vibes ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ช่วงเช้าเป็นช่วงที่เราชอบมากที่สุด เพราะยังเงียบสงบ ร้านรวงยังเปิดกันไม่ครบ นักท่องเที่ยวยังน้อย เหมาะมากกับการเดินเล่นชมเมืองเพลินๆและเก็บภาพสวยๆ ลี่เจียงในช่วงเช้ามีเสน่ห์มาก เราแนะนำให้เพื่อนๆลองมาเดินเล่นกันดูนะครับ ช่วงกลางวันตัวเมืองเริ่มพลุกพล่านไปด้วยผู้คนทำให้เมืองดูมีชีวิตชีวาไปอีกแบบ เราเห็นนักท่องเที่ยวหลายคนตั้งใจมาแต่งชุดพื้นเมืองถ่ายรูปกันแบบจริงจังเลย ส่วนในช่วงกลางคืน (โดยเฉพาะบริเวณ Square Market) เมืองเก่าก็จะกลายร่างเป็นผีเสื้อราตรีงานแสงสีเสียงฉ่ำมาก ผับบาร์พร้อมใจกันอวดแสงไฟหลากสี และมีดนตรีทั้งเล่นสด และเปิดแผ่นเรียกลูกค้ากันสนุกสนานเลย Zhongyi Market ถ้าเพื่อนๆอยากจะหลบหลีกนักท่องเที่ยวไปหามุมที่ “Authentic” ในเมืองเก่าลี่เจียง เราขอแนะนำให้ลองมาเดินตลาดจงยี่ตอนเช้า ที่นี่เป็นตลาดสดที่เราแทบไม่เจอนักท่องเที่ยวเลย แต่จะเป็นคนท้องที่ที่เข้ามาจับจ่ายผลิตผลทางการเกษตรต่างๆ เราจะได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ทางอาหารและวัฒนธรรมของผู้คนที่อาศัยอยู่บนภูเขารอบๆลี่เจียง ลำพังแค่หัวมันก็มีตั้งหลายชนิดและหลายสีให้เลือกแล้ว Fun Fact ที่เราก็เพิ่งรู้ก็คือถ้าเนื้อของหัวมันเป็นสีอะไร ดอกของต้นมันก็จะเป็นสีนั้นไปด้วย ส่วนใครที่อยากลิ้มลองอาหารท้องถิ่น ใกล้ๆกับตลาดก็มีฟู้ดคอร์ทแบบชาวบ้านไว้บริการด้วยนะครับ Mu’s Mansion ตระกูล Mu (มู่) เป็นตระกูลชาว Naxi ที่ปกครองดินแดนละแวกนี้มากว่า 1,200 ปี ตระกูล Mu มีความเชี่ยวชาญอย่างยิ่งในการวางผังเมือง และเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาอารยธรรมของชาว Naxi ให้ก้าวหน้าแซงชนเผ่าอื่นๆในละแวกนี้จนถึงขั้นมีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง นอกจากนี้ยังมีค่านิยมที่ปลูกฝังให้ลูกหลานรักการอ่านเขียน จึงยิ่งทำให้ชาว Naxi นั้นมีความเจริญรุ่งเรืองมากกว่าใคร ด้วยการให้ความสำคัญกับการศึกษามายาวนาน เราจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมภายในคฤหาสน์ของตระกูล Mu นี้จึงมีหอสมุดที่เป็นอาคารสูง 3 ชั้นเพียงหลังเดียวในเมืองเก่าลี่เจียง อาคารอื่นๆทั้งหมดในตัวเมืองจะเตี้ยกว่านี้ทั้งสิ้น ในวันที่รุ่งโรจน์ที่สุดของตระกูล Mu อาณาบริเวณของคฤหาสน์แห่งนี้เคยกว้างขวางถึงประมาณ 40 ไร่ และมีความยิ่งใหญ่งดงามจนมีคนเอาไปเปรียบว่าเป็นขนาดย่อส่วนลงมาของพระราชวังต้องห้ามในปักกิ่ง ตระกูล Mu นั้นอาศัยอยู่ในคฤหาสน์แห่งนี้ต่อเนื่องกันมาถึง 22 รุ่น แต่หลังจากผ่านศึกสงครามมานับครั้งไม่ถ้วนโดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ชิง ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีนก่อนจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง Mu’s Mansion บางส่วนจึงถูกทำลายลงไปจนปัจจุบันเหลือพื้นที่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น และอาคารส่วนใหญ่ที่เห็นในปัจจุบันก็เป็นการสร้างขึ้นใหม่ตามดีไซน์เก่าในช่วงทศวรรษ 90 แต่ความสวยงามก็ยังคงทำให้เราตื่นตะลึงได้ไม่ยากนัก Naxi Ancient Music Recital สำหรับใครที่อยากดื่มด่ำกับความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมของชาว Naxi ไปอีกระดับ เราขอแนะนำให้มาชมการแสดงดนตรีโบราณแบบสดๆ สามารถให้ทาง Amandayan จองให้ได้เลยครับ แนวดนตรีจะมีความคล้ายงิ้วที่ประณีตขึ้นมาอีกระดับ เป็นเรื่องน่าทึ่งนะครับที่คนโบราณสามารถประดิษฐ์เครื่องดนตรีขึ้นมาได้หลากหลายแบบ และทำให้ทุกชิ้นสอดประสานกันขึ้นเป็นเพลงที่ไพเราะและมีเอกลักษณ์ได้แบบนี้ Black Dragon Pool อีกหนึ่งพิกัดสุด Iconic ของลี่เจียงก็คือสระมังกรดำที่ตั้งอยู่ที่เชิงเนินเขาช้าง (Elephant Hill) ซึ่งสระแห่งนี้เป็นทั้งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน สวนสาธารณะที่ร่มรื่นเดินเพลิน สถานอนุรักษณ์น้ำของรัฐ ที่ตั้งพิพิธภัณฑ์และสถาบันวิจัยวัฒนธรรมตงปา (Dongba) ของชาว Naxi และเป็นแหล่งรวมงานสถาปัตยกรรมจากหลายยุคสมัยทั้งแบบ Naxi และแบบชาวฮั่น อาคารบางหลังเช่นหอ Wufeng หลังคาซ้อน 3 ชั้นที่ปัจจุบันตั้งอยู่คู่กับสะพานหินอ่อนสีขาวกลางสระ ก็เป็นศิลปะตั้งแต่ราชวงศ์หมิง อายุกว่า 400 ปี ซึ่งถูกย้ายมาจากวัด Fuguo ที่อยู่นอกเมือง Dayan ออกไป ใดๆก็ตาม สิ่งที่ทำให้ Black Dragon Pool มีชื่อเสียงที่สุดก็คือวิวที่สวยหยาดเยิ้มชวนฝัน เป็นความลงตัวของการจัดวางสิ่งก่อสร้างโดยฝีมือมนุษย์กับวิวภูเขาหิมะมังกรหยกที่ตั้งเป็นฉากปังๆอยู่ด้านหลัง สระน้ำที่สะท้อนเงาวิวทั้งหมดในวันฟ้าใสก็ยิ่งเพิ่ม Wow Factor ให้กับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า หากเพื่อนๆมีเวลานอกจากจุดชมวิวชื่อดังแล้ว Black Dragon Pool ก็ยังมีอะไรอีกเยอะแยะให้เดินดูได้เพลินๆหลายชั่วโมงเลยครับ Excursions มณฑลยูนนานของจีนนั้นเป็นมณฑลที่มีเมืองที่ตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่หลักสิบเมตรไปจนถึงหลายพันเมตร ถ้าจะเอาตัวเลขเป๊ะๆก็คือ 76.4 - 6,740 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ดังนั้นจึงเป็นมณฑลที่มีความหลากหลายมาก ข้อดีของการมาเที่ยวลี่เจียงก็คือเราสามารถเทค Day Trip ออกนอกเมืองไปที่อื่นได้อีกหลายจุด โดยเราสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกรวดเร็วและราคาไม่แพง (โดยเฉพาะการเดินทางด้วยรถไฟ) เช่น ต้าลี่ และคุนหมิง ซึ่งในทริปนี้เรายังไม่มีโอกาสได้ไปเก็บภาพมาฝากกัน แต่ไม่ต้องห่วงครับ เราไปเยี่ยมชมที่อื่นๆมาอีกหลายที่เลยครับ ลองดูเพื่อเป็นไอเดียตามรอยได้ด้านล่างนี้ครับ Jade Dragon Snow Mountain ที่แรกที่พลาดไม่ได้ก็คือภูเขาหิมะมังกรหยกที่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 5,596 เมตร ซึ่งสูงกว่า Mont Blanc (4,809 เมตร) ภูเขาที่สูงที่สุดในยุโรปตะวันตกเสียอีก นอกจากจะสวยมากๆแล้ว ภูเขาแห่งนี้ยังเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาว Naxi ให้ความเคารพมาแต่โบราณ ด้วยเหตุนี้จึงว่ากันว่ายังไม่เคยมีใครได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปเหยียบบนจุดสูงสุดยอดเขาจริงๆเสียที แต่เราสามารถนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปที่ความสูง 4,506 เมตร เพื่อชมยอดเขาในระยะใกล้ๆได้ จากจุดนี้ก็จะมีทางให้เดินเท้าขึ้นต่อไปได้อีกแต่ก็ไม่ถึงจุดยอดสุดนะครับ สำหรับการเดินทางจากลี่เจียง เราต้องนั่งรถออกนอกเมืองไปประมาณ 1 ชม. เราสามารถเช่ารถพร้อมคนขับ แล้วให้คนขับช่วยจัดการเรื่องตั๋วกระเช้าลอยฟ้าและตั๋วจุดท่องเที่ยวอื่นๆได้เลย (หาดูได้ตามกลุ่มเที่ยวเมืองจีนต่างๆในเฟสบุ้คนะครับ) หรือจะให้ทาง Amandayan จัดทริปให้ก็จะสะดวกมากกว่า อีกอย่างก็คืออย่าลืมพกกระป๋องออกซิเจนขึ้นมาด้วยนะครับ เพราะอาการข้างบนค่อนข้างบาง ส่วนใครที่เป็นโรคแพ้ความสูงก็ต้องเตรียมตัวล่วงหน้ามาให้ดีด้วยนะครับ Lijiang Impression Show ใกล้ๆกับสถานีกระเช้าลอยฟ้าขาขึ้นด้านล่างเขามังกรหยก ก็จะเป็นโรงละครสำหรับการแสดงอันเลื่องชื่อของเมืองลี่เจียงที่กำกับโดยจาก อี้ โหมว ผู้กำกับชาวจีนผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 3 ครั้ง และยังเป็นผู้ออกแบบการแสดงในพิธีโอลิมปิกที่ปักกิ่งเมื่อปี 2008 ด้วย สารภาพตามตรงว่าครั้งแรกที่ได้ยินว่ามีการแสดงที่นี่ เราไม่ได้รู้สึกอยากดูเลยเพราะคิดว่าจะต้องเป็นกับดักนักท่องเที่ยวที่การแสดงจะออกแนวแห้งๆปลอมๆแน่ๆ แต่เมื่อได้เข้ามาดูจริงๆกลับรู้สึกประทับใจกับการนำเสนอที่มีรสนิยมสมชื่อ Lijiang Impression Show ความตระการตาเริ่มต้นตั้งแต่ภูเขามังกรหยกที่ตั้งเป็น Background อยู่ด้านหลัง ตัดกับเวทีสีแดงสุด Iconic เอาเข้าจริงๆเราแทบไม่ได้ติดตามเส้นเรื่องของตัวโชว์เท่าไหร่นัก แต่เราก็อินไปกับงาน Visual และ Movement ของนักแสดงในทุกๆฉาก แม้ในวันที่เราเข้าชมฝนจะตกหนักเกือบตลอดการแสดง แต่นั่นก็ยิ่งกลับทำให้ได้ความ Dramatic ไปอีกแบบ ที่สำคัญนักแสดงกว่า 500 ชีวิตนั้นเป็นชาว Naxi พื้นเมืองทั้งหมดก็แสดงแบบมืออาชีพมาก ไม่ว่าอากาศจะเป็นอย่างไร The Show Must Go On ฉะนั้นก็เท่ากับว่าเราก็จะได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านมีรายได้ไปด้วย ใครที่ลังเลอยู่ว่าจะดูโชว์ดีมั้ย เราก็แอบเชียร์ให้ดูนะครับ อย่างน้อยก็จะได้รูปปังๆมาอวดเพื่อนแน่นอน Blue Moon Valley ไม่ไกลจากจุดขึ้นเคเบิ้ลคาร์ของภูเขามังกรหยกมาทางทิศตะวันออก ก็คือ “ไป๋ซุยเหอ” หรือ Blue Moon Valley ซึ่งเป็นอุทยานน้ำสีฟ้าที่สวยงามมาก จนมองลงมาจากที่สูงแล้วเห็นเหมือนมีพระจันทร์สีน้ำเงินฝังอยู่ในหุบเขา เนื่องจากบนเขาหิมะมังกรหยกนั้นมีแร่ธาตุ Copper Sulfate ค่อนข้างเข้มข้น เมื่อหิมะละลายไหลลงมาจึงพาเอาไอออนทองแดง (Copper Ion) มาอยู่ในน้ำด้วย ซึ่งน้ำสวยๆแบบนี้ไม่เหมาะกับการบริโภคนะครับ แต่จะมีความเชื่อให้ล้างมือ 3 ครั้งในน้ำเพื่อความโชคดี 3 เรื่อง โดยครั้งแรกจะหมายถึงอาชีพการงาน ครั้งที่สองหมายถึงทรัพย์สินเงินทอง และครั้งที่สามหมายถึงความรักที่มั่นคง แม้ชื่อจะแปลว่าหุบเขา แต่หุบเขา Blue Moon Valley นี้ก็ยังตั้งอยู่ที่ระดับความสูงกว่า 4,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ลำธารที่ไหลมาจะถูกแนวหินกั้นแบ่งเอาไว้กลายเป็นแอ่งน้ำคล้ายทะเลสาบย่อยๆถึง 5 แห่ง หลังจากซื้อตั๋วแล้วก็จะมีบริการรถ Buggy สีเขียววิ่งรับส่งระหว่าง 3 จุดสต็อปอยู่ตลอดเวลาและเราก็สามารถขึ้นลงได้ตามความสะดวก ตัวธรรมชาตินั้นมหัศจรรย์และสิ่งปลูกสร้างอำนวยความสะดวกก็ยอดเยี่ยมมาก แต่อาจจะต้องเล็งจังหวะในการถ่ายรูปดีๆ เพราะความสวยของหุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงินนี้ก็มีพลังดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมากให้เดินทางมาชมด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะคู่ว่าที่บ่าวสาวที่นิยมมาถ่ายรูป Pre-Wedding กันหลายคู่เลย Wenhai Yi Village ความเอ็กซ์คลูซีฟของ Aman ก็คือเราสามารถขอให้ไกด์จัดทริปพาออกนอกเส้นทางที่เป็นที่นิยมนักท่องเที่ยวทั่วไปเพื่อไปสัมผัสกับวิถีชีวิตแบบ Authentic ของผู้คนท้องถิ่นได้ด้วย อย่างที่เล่ามาตั้งแต่แรกว่า Naxi คือชนเผ่าหลักที่อาศัยอยู่ในลี่เจียง แต่ในความเป็นจริงแล้วยูนนานประกอบไปด้วยชนเผ่าต่างๆกว่า 25 เผ่า วันนี้ทาง Amandayan จึงพาเราไปเยี่ยมชมหมู่บ้านชาว Yi (ยี่) ที่อยู่ใกล้ๆกับทะเลสาบเหวินไห่ และแวะชมธรรมชาติที่สวยงามระหว่างทางไปด้วย ทะเลสาบเหวินไห่เป็น Alpine Lake ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 3,100 เมตร และจะมีน้ำเป็นบางฤดูกาล ทำให้พื้นที่รอบๆนั้นเป็น Wet Land ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยหญ้าเขียวขจี และชาวบ้านจึงใช้เป็นสถานที่เลี้ยงม้าหลายสิบตัว จึงเกิดเป็นภาพที่สวยงามแปลกตา เป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยว Unseen ของลี่เจียงครับ หลังจากแวะถ่ายรูปกับน้องม้าจนพอใจแล้ว ไกด์ (คุณโทมัส) ก็พาเราเดินทางขึ้นเขาต่อไปยังหมู่บ้านของชาว Yi แบบไม่ได้มีจุดหมายว่าจะไปบ้านไหนเป็นพิเศษ คุณโทมัสบอกว่าถ้าเจอใครอยู่บ้านก็จะไปเคาะประตูขอเข้าไปชมบ้านและพูดคุยแบบดิบๆเลยเพื่อความ Real และเราก็โชคดีครับ มีคุณตาคุณยายคู่หนึ่งอยู่ที่บ้านพอดี เราจึงได้เข้าไปเยี่ยมชมภายในบริเวณบ้านของพวกเขา และได้นั่งคุยโดยมีไกด์ช่วยแปลภาษาให้ด้วย เป็นประสบการณ์ที่พิเศษมากเลยครับ คุณโทมัสเล่าให้ฟังว่าชาวเผ่า Yi นั้นรักสนุก และใช้ชีวิตแบบมีความสุขวันต่อวัน โดยเฉพาะผู้ชายที่จะดื่มสุราหนักและมักจะมีชีวิตสั้นกว่าผู้หญิง ต่างจากชาว Naxi ที่ชอบคิดการณ์ไกลและวางแผนล่วงหน้าโดยคุณโทมัสเปรียบเทียบว่า ถ้ามีการฆ่าหมูมาทำอาหาร ชาว Yi ก็จะชวนคนมาสังสรรค์กันทั้งหมู่บ้านและกินหมูให้หมดภายในคราวเดียว ส่วนชาว Naxi จะมีการแบ่งและถนอมอาหารเก็บไว้กินในอนาคต Tiger Leaping Gorge ช่องเขาเสือกระโจนอันเลื่องชื่อนั้นอยู่ห่างจากลี่เจียงไปทางเหนือประมาณ 60 กิโลเมตร ถ้าใครเดินทางไป Shangri-la ด้วยรถยนต์ก็แวะเที่ยวเป็นทางผ่านได้นะครับ ช่องเขาเสือกระโจนเป็นช่องแคบระหว่างภูเขาสูงเสียดฟ้า 2 ลูกเป็นระยะทาง 23 กิโลเมตรคือเขาหิมะมังกรหยก (สูง 5,596 เมตร) กับเขาหิมะฮาปา (สูง 5,390 เมตร) โดยเบื้องล่างมีแม่น้ำแยงซีตอนบน (Upper Yangtze) ไหลผ่าน แต่จุดที่เป็นที่มาชองชื่อช่องเขาเสือกระโจนจริงๆนั้นจะเป็นจุดที่แคบที่สุด (25 เมตร) โดยชื่อนี้ได้มาจากตำนานที่ว่าเคยมีเสือตัวหนึ่งกระโจนข้ามแม่น้ำณ จุดนี้เพื่อหลบหนีนายพราน และความแคบนี้ก็ยิ่งทำให้แม่น้ำเชี่ยวกรากดุดันสุดๆเช่นกัน สำหรับจุดที่ลึกที่สุดของช่องเขานี้โดยวัดจากยอดเขาลงไปที่แม่น้ำด้านล่างก็คือ 3,790 เมตร ซึ่งลึกกว่าแกรนด์แคนยอนเกือบ 2 เท่า สรุปง่ายๆว่าทั้งแคบมาก แรงมาก และลึกมากกกกกกก การเข้าชมช่องเขาเสือกระโจนนั้นต้องซื้อตั๋วคนละ 45 หยวน และถ้าไม่อยากออกแรงเดินลงและเดินกลับขึ้นมาด้วยตัวเองซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็สามารถจ่ายเพิ่มเพื่อใช้บันไดเลื่อนอีกคนละ 70 หยวนรวมสำหรับทั้งขาลงและขากลับขึ้นมา นอกจากจุดที่แคบที่สุดแล้ว ตลอดระยะทาง 23 กิโลเมตรของช่องเขาเสือกระโจนนี้เต็มไปด้วยวิวที่สวยอลังการตลอดเส้นทาง เราขับรถทะลุออกมาอีกฝั่งและแวะจิบกาแฟชมยอดเขาหิมะ Haba ที่สูงไล่เลี่ยกันกับเขามังกรหยกเลย ปล.ถ้ามีเวลา มีคนแนะนำให้ลองค้างคืนแบบ Glamping แถวๆจุดที่เราแวะจิบกาแฟนี้ จะเห็นดาวเต็มฟ้า และทางช้างเผือกได้ชัดๆเลยครับ Bai Shui Tai ไป๋สุยไถ หรือระเบียงธารน้ำขาว อีกหนึ่งความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่อยู่ห่างจาก Shangri-la ประมาณ 106 กิโลเมตร ถ้าไม่ได้เดินทางด้วยรถยนต์จากลี่เจียงมา Shangri-la อาจจะต้องข้ามที่นี่ไป ว่ากันว่าไป๋สุ่ยไถนั้นเป็นจุดที่ผู้ก่อตั้งลัทธิ Dongba (ตงปา) ของชาว Naxi ที่นับถือธรรมชาติเป็นพระเจ้าใช้ประกาศคำสอนหลังเดินทางกลับมาจากทิเบต แอ่งน้ำทรงโค้งสีขาวที่เรียงตัวลดหลั่นกันเป็นขั้นบันไดลงมาตามไหล่เขาเกิดจากหินปูน (Calcium Carbonate) ในน้ำที่ค่อยๆก่อตัวผ่านกาลเวลาปีแล้วปีเล่าทำให้เกิดภาพที่มหัศจรรย์ไม่เหมือนใคร สีของน้ำเองก็มีหลายเฉดทั้งใส ฟ้า เขียว และเหลืองสวยงามมาก ขาขึ้นเราตัดสินใจเช่าม้าแคระขี่ขึ้นมา และค่อยๆเดินลงเองไปตามเส้นทางที่เดินค่อนข้างสะดวกสบายครับ Shangri-La แชงกรีล่า หรือ เซียงเกอหลีลา เป็นชื่อเมืองในเขตการปกครองตนเองของชนชาติทิเบตตี๋ชิ่งที่รัฐบาลจีนได้ตัดสินใจเปลี่ยนจากชื่อเดิมคือจงเตี้ยน เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อเมืองลึกลับที่ถูกสมมติขึ้นมาในนิยายเรื่อง The Lost Horizon ที่เขียนโดย James Hilton ในปี 1933 หลังจากที่เขาได้เดินทางมายังเทือกเขาหิมาลัยไม่กี่ปีก่อนหน้านั้นโดยในนิยายเขาพรรณนาถึง Shangri-la ไว้ว่าเป็นเมืองอันใกล้โพ้นซึ่งงดงามดั่งสวรรค์ มีผู้คนที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและมีอายุยืนยาวนับร้อยปี แม้จะยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าบริเวณใดในเทือกเขาหิมาลัยที่ตรงกับคำบรรยายในนิยายที่สุด บ้างก็ว่าน่าจะเป็นที่ Hunza Valley ในปากีสถานมากกว่า แต่เมืองจงเตี้ยนนั้นเคลมไวก่อนใคร และได้ใช้ชื่อแชงกรีล่าอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2001 ที่นี่จึงกลายเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งเมื่อมาเที่ยวลี่เจียงเพราะสามารถนั่งรถไฟมาถึงได้ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 30 นาที อย่างไรก็ตาม แชงกรีล่าหรือเมืองจงเตี้ยนเดิมนั้นก็สวยงามและมีเอกลักษณ์ในแบบทิเบต ตัวเมืองเก่านั้นดูขลังและสงบ มีแลนด์มาร์คเป็นกงล้อธรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกสีทองอร่ามของวัดต้าฝอ (วัดพระใหญ่) ที่อายุเก่าแก่กว่า 1,600 ปีตั้งเด่นอยู่บนเนินเขาใจกลางเมือง กงล้อธรรมนั้นมีลักษณะเหมือนหอคอยสูง 23 เมตรที่สามารถหมุนได้เมื่อหลายๆคนช่วยกันผลัก ว่ากันว่าเมื่อสวดมนต์ขอพรขณะหมุนกงล้อก็จะทำให้บทสวดนั้นก้องกังวานไปถึงสวรรค์ นอกจากนี้ยังมีอีกวัดที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันก็คือวัดซงจ้านหลิน (Songzanlin) ซึ่งอยู่ห่างออกจากเมืองเก่าไปประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นวัดทิเบตนิกายลามะหมวกเหลืองที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลยูนนาน และถอดแบบมาจากพระราชวังโปตาลาในกรุงลาซา จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น Little Potala Palace วัดซงจ้านหลินสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1679 โดยดาไลลามะองค์ที่ 5 ด้วยศิลปะทิเบตผสมจีนฮั่น ในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดว่ากันว่ามีกุฏิในวัดที่สามารถรองรับพระสงฆ์ได้ถึง 2,000 รูป แต่ระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน วัดก็ได้รับความเสียหายไปเยอะมากจึงต้องบูรณะขึ้นมาใหม่อีกครั้งในปี 1983 ปัจจุบันแม้พระสงฆ์จะมีจำนวนน้อยลงกว่าในยุคก่อน แต่ภายในวัดนั้นก็ยังเต็มไปด้วยสมบัติเก่าและวัตถุมีค่าให้ไปศึกษามากมาย แต่หากมีเวลาน้อย(เหมือนเรา) แค่เดินชมบรรยากาศก็คุ้มค่ามากๆแล้วครับ ถ้าใครชอบแต่งชุดท้องถิ่นถ่ายรูป ก็สามารถจัดเต็มที่นี่ได้เช่นกันครับ Wrapping Up Our Stay การมาพักที่ Amandayan นั้นดูเหมือนจะสามารถต่อยอดเป็นทริปย่อยๆออกไปได้ไม่รู้จบ เวลาถูกถามว่าควรที่นี่พักกี่คืนดี เราจึงตอบได้ค่อนข้างยากเพราะขึ้นอยู่กับว่าเพื่อนๆอยากจะไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง แต่หากเน้นเที่ยวเมืองเก่าลี่เจียงเป็นหลักและอาจจะออก Day Trip โดยรวบเที่ยวภูเขาหิมะมังกรหยก ดูโชว์ Lijiang Impression และ Blue Moon Valley ให้ครบทั้ง 3 ที่ภายในวันเดียวกันก็สามารถทำได้ เพราะทั้ง 3 จุดนั้นอยู่ใกล้กัน จากประสบการณ์เราคิดว่า 3-4 คืนน่าจะกำลังดีครับ แต่หากจะไปเที่ยวจุดอื่นๆที่ไกลออกไปด้วยก็ต้องเผื่อเวลาเพิ่ม หรือแทรกด้วยการไปนอนค้างที่เมืองอื่น อย่าลืมว่าตัว Amandayan เองก็เป็นจุดหมายปลายทางในตัวเองอยู่แล้วด้วยเช่นกัน ในเมื่อเพื่อนๆมีโอกาสได้มาพักที่นี่ทั้งที เราก็อยากให้เพื่อนๆได้มีเวลาดื่มด่ำประสบการณ์วิถี Aman ที่รีสอร์ทอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเร่งรีบ ธรรมชาติที่อลังการและความ Exotic ของลี่เจียงนี้อยู่ใกล้บ้านเรามากกว่าที่คิด ยังไงมาตามรอยกันนะครับ Amandayan รอให้คุณมาสัมผัสอยู่ครับ Exclusive Offer with Hoparound.co สำหรับแฟนๆ #Hopters สามารถเลือกจองโปรโมชั่นพิเศษได้ตามข้อมูลด้านล่างเลยนะครับ 1. Lijiang Escape with Hoparound.co ราคาเริ่มต้น เมื่อจองขั้นต่ำ 2 คืน (ขึ้นอยู่กับห้องว่างและราคาในแต่ละช่วง) Courtyard Suite เริ่มต้น CNY 7,015 Net / 1 คืน Deluxe Suite เริ่มต้น CNY 7,590 Net / 1 คืน Amandayan 2-bedroom Villa เริ่มต้น CNY 27,600 Net / 1 คืน สิ่งที่รวมในแพ็กเกจ อาหารเช้า 2 ท่านสำหรับห้อง Suite และ 4 ท่านสำหรับวิลล่า 2 ห้องนอน (2-bedroom Villa) รถรับ-ส่ง ไป-กลับ สนามบินลี่เจียงซานอี้ (Lijiang Sanyi Airport) หรือสถานีรถไฟ ผลไม้ต้อนรับ (Welcome Fruit) เครื่องดื่ม Soft Drinks ในมินิบาร์ ภายในห้องพัก กิจกรรมทางวัฒนธรรมประจำวัน ตามตารางของทางโรงแรม (Daily scheduled cultural activities) ใช้บริการยิมฟรี Hoparound.co Touch: การ์ดต้อนรับลายมือชื่อส่วนตัว (Personalized Welcome Card) ส่งตรงถึงห้องพัก 2. Discover Lijiang (เจาะลึกวัฒนธรรมเมืองโบราณ 2–3 คืน) แพ็กเกจการเดินทางระยะสั้น ซึมซับวิถีชีวิตและสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของลี่เจียง ราคาเริ่มต้น: CNY 14,030 Net / 2 คืน หรือ CNY 21,045 Net / 3 คืน (สำหรับห้อง Courtyard Suite ช่วง Shoulder Season) สิ่งที่รวมในแพ็กเกจ Hoparound.co Touch: การ์ดต้อนรับลายมือชื่อส่วนตัว (Personalized Welcome Card) ส่งตรงถึงห้องพัก อาหารเช้าประจำวัน สำหรับ 2 ท่าน รถรับ-ส่ง ไป-กลับ สนามบินลี่เจียงซานอี้ (Lijiang Sanyi Airport) หรือสถานีรถไฟ กรณีเข้าพัก 2 คืน: ชุด Afternoon Tea ที่ Tea House + ตั๋วเข้าชมคฤหาสน์ตระกูลมู่ (Mu Mansion) และหอวั่งกู่ (Wangulou) กรณีเข้าพัก 3 คืน: อัปเกรดเป็น Private Guided Tour เที่ยวเมืองโบราณ Dayan Old Town พร้อมไกด์ส่วนตัว + มื้อค่ำสุกี้หม้อดินดำ (Black Clay Hot Pot Set) เครื่องดื่มมินิบาร์ Soft Drinks, ผลไม้ต้อนรับ และกิจกรรมทางวัฒนธรรมประจำวัน 3. Wellness Escape (การฟื้นฟูกายใจแบบองค์รวม 4–5 คืน) โปรแกรมรีทรีทเน้นความสงบ การผ่อนคลาย และศาสตร์การดูแลตัวเองท่ามกลางทิวทัศน์เขาหิมะมังกรหยก ราคาเริ่มต้น: CNY 28,060 Net / 4 คืน หรือ CNY 35,075 Net / 5 คืน (สำหรับห้อง Courtyard Suite ช่วง Shoulder Season) สิ่งที่รวมในแพ็กเกจ Hoparound.co Touch: การ์ดต้อนรับลายมือชื่อส่วนตัว (Personalized Welcome Card) ส่งตรงถึงห้องพัก อาหารเช้าประจำวัน สำหรับ 2 ท่าน (วิลล่า 2 ห้องนอน รับสำหรับ 4 ท่าน) รถรับ-ส่ง ไป-กลับ สนามบินลี่เจียงซานอี้ (Lijiang Sanyi Airport) หรือสถานีรถไฟ สปาและ Wellness สำหรับ 2 ท่าน: นวดสปาไม้อบอุ่น (Warm Bamboo Spa) 60 นาที คลาส Wellness 60 นาที (โยคะ / สมาธิ / ขันครู Singing Bowl) แช่น้ำชาพูเออร์ (Pu'er Tea Bath) 30 นาที มื้ออาหารพิเศษ: Light Dinner ที่ Tea House Bistro (สำหรับพัก 4 คืน) หรือ อัปเกรดเป็น Black Clay Hot Pot Set (สำหรับพัก 5 คืน) เอกสิทธิ์เมื่อพัก 5 คืน: ทริปเที่ยวทะเลสาบลาซื่อ (Lashi Lake Excursion) พร้อมไกด์ส่วนตัว ชมภาพยนตร์ใน Private Cinema, เครื่องดื่มมินิบาร์ Soft Drinks และกิจกรรมทางวัฒนธรรม 4. Gateway to Shangri-La (ท่องแดนศิวิไลซ์แชงกรี-ลา 4 คืน) เส้นทางท่องเที่ยวสายธรรมชาติและอารยธรรม ออกเดินทางจาก Amandayan มุ่งสู่หัวใจของแชงกรี-ลา ราคาเริ่มต้น: CNY 30,360 Net / 4 คืน (สำหรับห้อง Courtyard Suite ช่วง Shoulder Season) สิ่งที่รวมในแพ็กเกจ Hoparound.co Touch: การ์ดต้อนรับลายมือชื่อส่วนตัว (Personalized Welcome Card) ส่งตรงถึงห้องพัก อาหารเช้าประจำวัน สำหรับ 2 ท่าน รถรับ-ส่ง ไป-กลับ สนามบินลี่เจียงซานอี้ (Lijiang Sanyi Airport) หรือสถานีรถไฟ Day Tour แชงกรี-ลา 1 วันเต็ม (Private Guided Tour): รวมนำเที่ยวหุบเขาเสือกระโจน (Tiger Leaping Gorge), เมืองโบราณตู่เคอจง (Dukezong) และวัดซงจ้านหลิน (Songzanlin) มื้อค่ำสุกี้หม้อดินดำ (Black Clay Hot Pot Set) 1 มื้อ นวดสปาไม้อบอุ่น (Warm Bamboo Massage) 60 นาที สำหรับ 2 ท่าน เครื่องดื่มมินิบาร์ Soft Drinks, ผลไม้ต้อนรับ และกิจกรรมทางวัฒนธรรมประจำวัน ถ้าเพื่อนๆอ่านโพสต์นี้แล้ว อยากจะตามรอย สามารถจองแพคเกจพิเศษได้ที่นี่เลยครับ Book Now Hoparound.co x Amandayan 2026-2027 Exclusive Offer #LetsHoparound #Amandayan

  • ล่องลอยสู่ฝันกลางทะเลเซโตะ guntû โรงแรมลอยน้ำสไตล์เรียวกังสุดหรูในญี่ปุ่น Drifting Into a Dream on the Seto Inland Sea Aboard the Floating Ryokan guntû

    guntû โรงแรมลอยน้ำที่จะพาคุณไปสัมผัสจิตวิญญาณแห่งทะเลเซโตะ มีบางการเดินทางที่ไม่ได้พาเราไปถึงจุดหมายใดจุดหมายหนึ่งอย่างชัดเจนแต่ค่อย ๆ พาเราออกห่างจากจังหวะเดิมของชีวิต บนผืนน้ำอันสงบของ Seto Inland Sea หรือทะเลเซโตะของญี่ปุ่น มีเรียวกังลำเล็กที่ลอยตัวอยู่ระหว่างหมู่เกาะ แสงแดด และเส้นขอบฟ้าที่เปลี่ยนสีไปตามเวลา ชื่อของมันคือ guntû (กันทู) — a small ryokan floating on the Seto Inland Sea เรียวกังลอยน้ำที่ถูกออกแบบให้กลมกลืนกับภูมิทัศน์ของ Setouchi อย่างงดงาม guntû ไม่ใช่เรือสำราญในความหมายที่เราคุ้นเคยและไม่ใช่โรงแรมที่ตั้งอยู่กับที่ แต่มันคือที่พักแบบญี่ปุ่นร่วมสมัยที่ค่อย ๆ ล่องไปบนทะเลเซโตะอุจิ พาเราใช้ชีวิตอยู่กับน้ำ ลม แสง และความนิ่งสงบในแบบที่หาได้ยากจากการเดินทางทั่วไป A Little Ryokan Floating on the Sea ชื่อ guntû มาจากชื่อเรียกท้องถิ่นของปูสีน้ำเงินขนาดเล็กในภูมิภาค Setouchi สะท้อนความตั้งใจของที่พักแห่งนี้ที่ไม่ได้อยากโดดเด่นเหนือธรรมชาติ แต่ค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของทะเลเซโตะ เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่เป็นเสน่ห์ของผืนน้ำแห่งนี้ ตัวเรือสีเงินสะท้อนแสงและสีของทะเล ภายในประกอบด้วยห้องพักไม้เพียง 17 cabins และพื้นที่ส่วนกลางที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนบ้านพักตากอากาศของเพื่อนสนิท ทุกพื้นที่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่น Yasushi Horibe ผู้ถ่ายทอดภาษาของบ้านญี่ปุ่น เรียวกัง และธรรมชาติให้อยู่ร่วมกันอย่างนุ่มนวล สิ่งที่ทำให้ guntû น่าสนใจ ไม่ใช่ความหรูที่พยายามประกาศตัว แต่คือความเงียบ ความพอดี และรายละเอียดที่ถูกคิดมาอย่างละเมียด ห้องพักที่ทำให้ทะเลเข้ามาใกล้ขึ้น guntû มีห้องพักทั้งหมด 17 ห้อง แบ่งออกเป็น 5 suite styles โดยทุกห้องตกแต่งด้วยไม้ และมีระเบียงที่วางตัวใกล้ผิวน้ำ เพื่อให้แขกได้สัมผัสทะเลเซโตะอย่างใกล้ชิดที่สุด ห้องพักแต่ละแบบไม่ได้แข่งขันกันด้วยความใหญ่โตแต่ด้วยมุมมอง ความเป็นส่วนตัว และจังหวะของการอยู่กับทะเล The guntû Suite — ห้องพิเศษเพียงหนึ่งเดียวบริเวณหัวเรือ ขนาด 90 ตร.ม. พร้อมหน้าต่างที่เปิดรับวิวด้านหน้า ระเบียง daybed และ open-air cypress bath Grand Suite — ห้องขนาด 80 ตร.ม. พร้อมระเบียงที่กว้างที่สุดในบรรดาห้องพักทั้งหมด และอ่างกลางแจ้งสำหรับชมวิว Setouchi อย่างเป็นส่วนตัว Terrace Suite Prestige — ห้องขนาด 90 ตร.ม. เป็น suite type เดียวที่รองรับได้ 3 ท่าน พร้อม dry sauna, inside bath และ open-air cypress bath Terrace Suite with Open-Air Bath — ห้องขนาด 50 ตร.ม. ที่เตียงวางใกล้หน้าต่างที่สุด ให้ความรู้สึกเหมือนตื่นขึ้นมาพร้อมเส้นขอบฟ้า Terrace Suite — ห้องขนาด 50 ตร.ม. พร้อมพื้นที่นั่งเล่นริมทะเล และห้องน้ำกระจกที่ทำให้การแช่น้ำกลายเป็นส่วนหนึ่งของทิวทัศน์ Dining: อยากกินอะไร กินเท่าที่ใจต้องการ ปรัชญาการกินของ guntû เรียบง่ายและงดงามมาก: “Enjoy what you want, as much as you want.” บนเรือลำนี้ อาหารไม่ใช่เพียงมื้อหรู แต่เป็นส่วนหนึ่งของการล่องทะเล แขกสามารถเพลิดเพลินกับอาหารญี่ปุ่น วัตถุดิบท้องถิ่น ซูชิ ขนมญี่ปุ่น เครื่องดื่ม และเมนูแบบ yoshoku ได้ในจังหวะที่สบายที่สุดของตัวเอง ไฮไลต์สำคัญคือ Sushi Bar ขนาดเพียง 6 ที่นั่ง บน Deck 3 ที่มองออกไปเห็นทิวทัศน์ของทะเลซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซูชิของที่นี่ดูแลโดย Nobuo Sakamoto แห่งร้าน Nobu ที่ Awajishima โดยเน้นรสชาติของปลาท้องถิ่นตามฤดูกาล นอกจากนี้ยังมี Washoku, Yoshoku, Café & Bar, Lounge และ Engawa — เฉลียงญี่ปุ่นบนเรือที่ชวนให้นั่งมองทะเลเหมือนกำลังมองสวนเซนในเวอร์ชันที่มีน้ำและเกาะจริง ๆ อยู่ตรงหน้า Slow Voyage Through Setouchi guntû ออกเดินทางและกลับสู่ Bella Vista Marina ใน Onomichi, Hiroshima โดยเส้นทางหลักแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ Westward, Central และ Eastward routes แต่ละเส้นทางมีจุดทอดสมอและกิจกรรมบนฝั่งที่แตกต่างกันไป เรือล่องไปทางตะวันตกได้ไกลถึงบริเวณ Kaminoseki จังหวัด Yamaguchi และทางตะวันออกถึงบริเวณ Shodoshima จังหวัด Kagawa โดยแนวคิดของการเดินทางคือการค่อย ๆ สัมผัสภูมิทัศน์ วัฒนธรรม และฤดูกาลของ Setouchi ในจังหวะที่ไม่รีบเร่ง บางเส้นทางผ่านหมู่เกาะและสะพานของ Shimanami Kaidoบางเส้นทางพาไปเข้าใกล้เกาะเล็ก ๆ ชุมชนริมทะเล และทิวทัศน์ที่เปลี่ยนไปตามกระแสน้ำทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ จนเราเริ่มเข้าใจว่าความหรูที่แท้จริง อาจไม่ใช่การมีทุกอย่างพร้อมกัน แต่คือการมีเวลาอยู่กับสิ่งตรงหน้าอย่างเต็มที่ The Art of Drifting สิ่งที่ทำให้ guntû น่าจดจำ ไม่ใช่เพราะมันเป็นโรงแรมลอยน้ำที่หรูหราแต่เพราะมันทำให้การเดินทางกลับมามีความหมายของ “การพัก” จริง ๆ เราอาจใช้เวลาช่วงเช้าบน Open Deckนั่งจิบชาเงียบ ๆ ที่ Loungeแช่น้ำในอ่าง hinokiหรือปล่อยให้ช่วงบ่ายหมดไปกับการมองเกาะเล็ก ๆ ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านหน้าต่างห้องพัก ไม่มีอะไรต้องรีบไม่มีเช็กลิสต์ที่ต้องทำให้ครบมีเพียงทะเล แสง ลม และจังหวะของตัวเราเอง guntû จึงไม่ใช่แค่ floating hotel on the Seto Inland Seaและไม่ใช่เพียง luxury floating ryokan in Japan แต่มันคือประสบการณ์ที่ทำให้คำว่า slow luxury มีรูปทรง เสียง และกลิ่นของทะเลเซโตะอย่างแท้จริง #HoparoundNotes เหมาะสำหรับคนที่ชอบ slow travel, Japanese design, ryokan culture, architecture, wellness, fine dining และการเดินทางที่เน้นประสบการณ์มากกว่าการเช็กอิน สิ่งที่ทำให้ guntû พิเศษ เรียวกังลอยน้ำบน Seto Inland Sea ออกแบบโดย Yasushi Horibe ห้องพักไม้เพียง 17 cabins ทุกห้องมีระเบียงใกล้ผิวน้ำ ซูชิบาร์ 6 ที่นั่งพร้อมวิวทะเล แนวคิดอาหารแบบ “Enjoy what you want, as much as you want” เส้นทางล่องเรือจาก Onomichi ผ่านภูมิทัศน์ของ Setouchi บรรยากาศสงบ เป็นส่วนตัว และละเอียดอ่อนแบบญี่ปุ่นร่วมสมัย How to book จองยังไง? สามารถดูรอบการเดินทาง ราคา และจอง guntû ผ่านเว็บไซต์ทางการได้ที่:https://guntu.jp/en/reservation/ หมายเหตุ: ราคาจะแตกต่างกันตามเส้นทาง ฤดูกาล และประเภทห้องพัก โดยหน้า Reservation ของ guntû มีการแสดงราคาแยกตามรอบการเดินทางและจำนวนผู้เข้าพัก เช่น ราคาต่อคนสำหรับการเข้าพักแบบ 2 ท่านต่อห้องในบางเส้นทาง Useful Information Before Booking ผู้โดยสารต้องมีอายุอย่างน้อย 15 ปี ณ วันออกเดินทาง และผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปีต้องเดินทางพร้อมผู้ปกครอง ราคาห้องพักรวมอาหาร เครื่องดื่มบนเรือ กิจกรรม และบริการรถรับส่งจาก/ไปยัง Hiroshima Airport หรือ Fukuyama Station ยกเว้นไวน์หายากหรือเมนูราคาสูงบางรายการ เส้นทางและเวลาเดินทางอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพอากาศ สภาพทะเล และการบริหารจัดการท่าเรือ #Hoparound #LetsHoparound #guntu #guntû #SetoInlandSea #Setouchi #FloatingRyokan #LuxuryTravel #JapanTravel #DesignHotel #JapaneseRyokan #SlowTravel #เที่ยวญี่ปุ่น #ทะเลเซโตะ #เรียวกังลอยน้ำ

  • The GUESTS: เมื่อแก๊ง ‘PAPER PEOPLE’ สุดน่ารักของ Jean Jullien ย้ายมาเช็คอินที่ Janu Tokyo

    ถ้าพูดถึงย่าน Azabudai Hills ในโตเกียว ตอนนี้น่าจะเป็นหนึ่งในพิกัดโปรดของใครหลายคนรวมถึงพวกเราด้วยครับ และยิ่งถ้าเป็นเรื่องของดีไซน์ร่วมสมัยที่ยังคงความลักชูรีและมีชีวิตชีวา ชื่อของโรงแรม Janu Tokyo แบรนด์น้องสาวของ Aman จะต้องขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ อย่างแน่นอน ล่าสุดทางโรงแรมเพิ่งเปิดตัวโปรเจกต์พิเศษต้อนรับซัมเมอร์ที่เราเห็นแล้วรู้สึกว่าน่ารักและน่าไปเยือนมากๆ กับนิทรรศการศิลปะที่มีชื่อว่า “The GUESTS” โดยครั้งนี้เป็นการจับมือร่วมกับ Jean Jullien ศิลปินชาวฝรั่งเศสชื่อดังระดับโลก ที่พากองทัพคาแรกเตอร์หุ่นกระดาษขนาดเท่าคนจริง หรือที่เรียกว่า PAPER PEOPLE จำนวน 10 ตัว มาลองเปลี่ยนบรรยากาศ ย้ายเข้าพักเป็นแขกวีไอพีของโรงแรมตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ไปจนถึง 30 กันยายน 2026 นี้ครับชวนเช็คอิน Janu Tokyo Jean Jullien กับนิทรรศการศิลปะ "The GUESTS" และแพ็คเกจห้องพักสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ท่ามกลางงานดีไซน์ลักชูรีใจกลาง Azabudai Hills โตเกียว ซัมเมอร์นี้ ทำความรู้จัก Jean Jullien ศิลปินผู้เติมเต็มความอบอุ่นและอารมณ์ขัน ก่อนจะไปตามหาแก๊งหุ่นกระดาษตามมุมต่างๆ เราอยากพาทุกคนมารู้จักกับตัวศิลปินผู้อยู่เบื้องหลังลายเส้นสุดเก๋นี้กันสักเล็กน้อยครับ Jean Jullien เป็นศิลปินชาวฝรั่งเศสที่เกิดในปี 1983 และปัจจุบันปักหลักสร้างสรรค์ผลงานอยู่ที่กรุงปารีส โปรไฟล์ของเขาถือว่าไม่ธรรมดาเลย เพราะเขาสำเร็จการศึกษาจากสถาบันดีไซน์ระดับโลกอย่าง Central Saint Martins และ Royal College of Art ด้วยความสามารถที่หลากหลาย งานของเขาจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ครอบคลุมตั้งแต่ภาพวาดภาพประกอบ (Illustration) งานจิตรกรรม (Painting) ประติมากรรม (Sculpture) งานนิทรรศการจัดวาง (Installation) ภาพถ่าย (Photography) หนังสือ ไปจนถึงงานออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผลงานของเขาได้รับความชื่นชมและนำไปจัดแสดงในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ความสามารถในการผสมผสานอารมณ์ขันเข้ากับความอบอุ่นได้อย่างมีเอกลักษณ์ จนชนะใจผู้คนจากทุกวัฒนธรรมได้อย่างง่ายดายครับ การเดินทางกลับบ้านเกิดของหุ่นกระดาษสุดคิ้วท์ ส่วนตัวพวกเราชอบสตอรี่ของนิทรรศการนี้มาก เพราะจริงๆ แล้ว ซีรีส์ PAPER PEOPLE ของ Jean Jullien เริ่มต้นขึ้นครั้งแรกที่โตเกียวเมื่อปี 2021 ในงานนิทรรศการที่ Shibuya PARCO หลังจากนั้นแก๊งหุ่นกระดาษนี้ก็ได้เดินทางไปอวดความน่ารักและสร้างรอยยิ้มมาแล้วทั่วโลก ทั้งเมืองน็องต์ ปารีส โซล และอีกหลายแห่ง การกลับมาโตเกียวในรอบนี้และเลือกปักหมุดที่ย่านใหม่อย่าง Azabudai Hills และ Janu Tokyo จึงเหมือนกับการพาน้องๆ กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดในเวอร์ชันที่โตขึ้นและน่ารักกว่าเดิม ซึ่งเข้ากับปรัชญาของแบรนด์ Janu ที่มุ่งเน้นเรื่องการสร้างความเชื่อมโยง (Connection) และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมผ่านประสบการณ์ร่วมกันได้อย่างลงตัวที่สุด ความ Fragile ที่คอนทราสต์กับงานสถาปัตยกรรมระดับลักชูรี จุดที่ชวนให้อมยิ้มคือ ศิลปินตั้งใจออกแบบให้หุ่นทั้ง 10 ตัวนี้ทำตัวเหมือนเป็นผู้เข้าพักจริงๆ โดย Jean Jullien ได้พูดถึงผลงานชุดนี้ไว้อย่างน่าเอ็นดูว่า “แขกที่ไม่คาดคิดทั้ง 10 ตัวได้ย้ายเข้ามาอยู่ในโรงแรม Janu แล้วครับ ตัวพวกเขาจะแบนๆ แต่มีสีสันสดใส และอาจจะดูหลงทางอยู่นิดหน่อย ถ้าคุณบังเอิญเจอพวกเขาเข้าล่ะก็ อย่าทำเป็นคนแปลกหน้าต่อกันเลยนะครับ” ในแง่ของงานดีไซน์ หุ่นเวอร์ชันนี้ได้รับการครีเอตขึ้นโดย AD Japan โดยเลือกใช้พลาสติกทนความร้อนอย่าง Pyrex มาเป็นวัสดุหลัก เพราะมีความยืดหยุ่นสูงและสามารถคงความละเมียดละไม บอบบาง ดูเบาสบายเหมือนกระดาษจริงเอาไว้ได้ พอหุ่นที่มีความเปราะบางและแบนราบเหล่านี้ (ซึ่งศิลปินเปรียบเปรยว่าเหมือนกับผู้คนที่ผ่านไปมาในโรงแรม) ไปยืนอยู่ท่ามกลางโครงสร้างสถาปัตยกรรมร่วมสมัยอันหนักแน่นและหรูหราของ Janu มันเลยเกิดเป็นความขัดแย้งที่ดูน่ารักและมีสเน่ห์ขึ้นมาทันทีครับ โดยเราสามารถไปตามหาตัวน้องๆ ได้ตามจุดต่างๆ ทั่วโรงแรม ดังนี้ครับ 9 ตัวในพื้นที่ส่วนกลางและห้องอาหาร: เราจะเจอน้องๆ แอบทำกิจกรรมเนียนๆ ไปกับเรา เช่น นั่งทอดอารมณ์มองวิวโตเกียวทาวเวอร์อยู่ที่ห้องอาหาร Janu Grill หรือนอนพักผ่อนชิลๆ อยู่ริมสระว่ายน้ำภายใน Janu Wellness Centre 1 ตัวพิเศษสำหรับผู้เข้าพัก: ตัวสุดท้ายนี้จะถูกซ่อนไว้ในโซนเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแขกที่เข้าพักค้างคืนที่โรงแรมเท่านั้นครับ แพ็คเกจ "Hide and Seek" สิทธิพิเศษสำหรับคนรักงานอาร์ต นอกจากตัวนิทรรศการแล้ว ทางโรงแรมยังได้ดีไซน์แพ็คเกจห้องพักสำหรับการเข้าพัก 2 คืนติดต่อกันในชื่อ Hide and Seek เพื่อให้เราได้ดื่มด่ำกับโลกของ Jean Jullien แบบเต็มอิ่ม ซึ่งสิทธิพิเศษที่รวมมาในแพ็คเกจถือว่าจัดเต็มและน่าสะสมมาก Surprise Gift: รับของขวัญสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ตัวศิลปินออกแบบมาเพื่อมอบให้เฉพาะผู้ที่จองแพ็คเกจนี้เท่านั้น Original Collaboration Cookies: ลิ้มลองคุกกี้ดีไซน์พิเศษลิมิเต็ดเอดิชัน ครีเอตโดยห้องขนมสุดหรู Janu Patisserie Seasonal Dinner: อิ่มอร่อยกับเซ็ตดินเนอร์มัลติคอร์สตามฤดูกาลที่ห้องอาหาร Janu Grill ซึ่งเชฟจะรังสรรค์เมนูโดยได้แรงบันดาลใจมาจากนิทรรศการในครั้งนี้ด้วยครับ เป็นการผสมผสานทั้งศิลปะ ไลฟ์สไตล์การพักผ่อน และเรื่องราวของอาหาร (Gastronomy) ออกมาได้อย่างละเมียดละไมและชวนให้ค้นหาจริงๆ ใครที่มีแพลนจะไปเสพความสโลว์ไลฟ์ที่โตเกียวในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนนี้ แนะนำว่าไม่ควรพลาดการไปทักทายแก๊ง PAPER PEOPLE ที่ Janu Tokyo เลยครับ รายละเอียดนิทรรศการเพิ่มเติม สถานที่: Janu Tokyo (ย่าน Azabudai Hills โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น) ระยะเวลา: 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2026 สอบถามข้อมูลและสำรองห้องพักแพ็คเกจ Hide and Seek: สามารถอีเมลตรงได้ที่ reservations@janu.com

STAY IN TOUCH

  • Black Facebook Icon
  • Black Instagram Icon
  • TikTok
  • Black YouTube Icon

INSTAGRAM

YOUTUBE

Hoparound.co คือเว็บไซต์ท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์สำหรับ Modern Aesthete ที่คัดสรรทุกประสบการณ์การเดินทางอย่างพิถีพิถัน เราเชื่อมโยงแรงบันดาลใจจากงานดีไซน์ สถาปัตยกรรม และศิลปะ เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เหนือระดับ โดยมีทั้งการรีวิวโรงแรมหรู บูธีคโอเทลชั้นนำจากทั่วโลกที่ผ่านการเลือกสรรมาแล้วว่าโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมมอบสิทธิพิเศษและ exclusive offer ที่คัดมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ เพื่อให้คุณได้สัมผัสการพักผ่อนที่มีสไตล์และเปี่ยมด้วยคุณภาพ ผ่านเนื้อหาที่รุ่มรวยด้วยข้อมูลเชิงลึกและภาพถ่ายที่ถ่ายทอดความงดงามได้อย่างไร้ที่ติในทุกมิติ

Hoparound.co – A travel and lifestyle platform curated for design lovers and creative explorers. We handpick design hotels, cafés, galleries, and offer a booking system with exclusive travel deals you won’t find elsewhere. Beyond travel, we dive into lifestyle, art, and design content to inspire your journey. Discover unique places across Thailand and around the world — from museums, galleries, cafés, restaurants, and design hotels, to remarkable architecture, creative brands, and stylish products. All presented through engaging storytelling, beautiful visuals, and high-quality content that’s informative, enjoyable, and full of inspiration.

ที่เที่ยวใหม่ 2025 |  พิพิธภัณฑ์ & แกลเลอรี่ | โรงแรมดีไซน์ |  คาเฟ่สายอาร์ต |  เที่ยวไทย-ต่างประเทศ จองที่พัก |  รีวิวโดยบล็อกเกอร์ |  ไอเดียทริปไม่ซ้ำใคร |  ค้นหาสถานที่สร้างแรงบันดาลใจ | Travel wesite | Thai Travel Blogers | Travel Influencers | a travel website travel influencers thailand รีวิวท่องเที่ยว รีวิวโรงแรม รีวิวร้านอาหาร

 

Contact and Collaboration with Hoparound.co
E-mail: info.hoparound@gmail.com | Facebook: @hoparound.co | Instagram: @hoparound.co | Youtube: hoparound.co | Tiktok: @hoparound.co

Follow us on Instagram

เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury ถเที่ยว แพลนขับรถเที่ยว อเมริกา West Coast Travel Guide
bottom of page