Search Results
128 results found with an empty search
- Majimaya ร้านขายอุปกรณ์ทำเบเกอรี่ใจกลางกรุงโตเกียว
นี่อาจจะเป็นร้านขายอุปกรณ์เบเกอรี่ที่เท่ที่สุดในโลกก็ได้นะ แต่ใครจะรู้ว่าร้าน Majiyama บนถนน Kappabashi ในกรุงโตเกียวแห่งนี้มีอายุกว่า 75 ปีแล้ว! ร้านอยู่มาได้ยาวนานขนาดนี้คงต้องปรับเปลี่ยนพัฒนาให้ทันยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Molds of happiness” หรือ “แม่พิมพ์แห่งความสุข” เหล่าบรรดานักอบเบเกอรี่ต้องตกหลุมรักร้านนี้อย่างแน่นอนนนนน! ร้านมาจิมายะอายุเกือบ 75 ปีสำหรับอุปกรณ์ทำขนมและเบเกอรี่ในโตเกียว ตั้งอยู่บนอาร์เคดความยาว 800 เมตรที่รู้จักกันในชื่อ Kappabashi Tool Street ล้อมรอบไปด้วยร้านค้าเฉพาะประมาณ 170 ร้านที่จำหน่ายอุปกรณ์ในครัวและอื่นๆอีกหลายอย่าง Majimaya ขายเครื่องมือทั่วโลกแม้ว่าจะมีข้อเสนอพิเศษอย่างหนึ่งนั่นคือแม่พิมพ์ไม้ที่สร้างโดยช่างฝีมือผู้ล่วงลับ Hitoshi Ohgawara ที่ร้านเป็นวัตถุดิบมากว่า 60 ปี เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นและผู้ผลิตของพวกเขาสำนักงานออกแบบสถาปัตยกรรม Kamitopen ได้ดำเนินการออกแบบร้านค้าใหม่ที่มีแม่พิมพ์ประเภทต่างๆกว่า 3,000 แบบ Kappabashi Tool Street มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2455 เมื่อกลุ่มพ่อค้าเครื่องมือและนักโบราณวัตถุตัดสินใจตั้งร้านค้าในพื้นที่นี้ Majimaya ตั้งอยู่ในร้านหัวมุมห่างจาก Asakusa Higashi Hongan-ji Temple ซึ่งเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นโดยใช้เวลาเดินเพียงไม่นาน Facade ด้านหน้าอาคารหล่อขึ้นจากเหล็กผุกร่อนสีแดงแกมส้มซึ่งเลือกโดยนักออกแบบเพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนานและทนทาน Kamitopen ได้รับมอบหมายให้เปลี่ยนพื้นที่ 52 ตร.ม. ให้เป็นหนึ่งเดียวซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถมองเห็นแม่พิมพ์ทั้งหมดได้อย่างชัดเจนและเพิ่มความคล่องตัวให้กับพนักงาน เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์การช็อปปิ้งให้เป็นแบบสบายตัวมากขึ้นสำหรับลูกค้า นักออกแบบจึงเลือกใช้พื้นที่ต่างระดับที่เชื่อมต่อกัน การแสดงแม่พิมพ์ถูกนำไปใช้กับบันไดหนีไฟและรั้วป้องกันตรงกลางอาคารเพื่อตอบสนองต่อพื้นที่ที่จำกัด แม่พิมพ์ขนมแต่ละชิ้นที่จัดแสดงจะเชื่อมโยงกับกล่องดีบุกที่มีหมายเลขกำกับหนึ่งในจำนวน 3,000 กล่องซึ่งลูกค้าสามารถเลือกและนำไปให้พนักงานจากนั้นผลิตภัณฑ์จะถูกนำออกจากสต๊อกอย่างง่ายดาย Location: Credits: Project location: 2-5-4, asakusa.taito-ku.Tokyo, Japan Site Area: 69.38㎡ Built Area: 52.49㎡ Total Floor area: 198.71㎡ Floors: BF1+4F Project architect: KAMITOPEN Architecture-Design Office Co., Ltd. Construction: EIKEN Photo credits: Keisuke miyamoto - FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website:www.hoparound.co - #LetsHoparound #Tokyo #LetsHoparoundTokyo #KAMITOPEN #Bakery #Kappabashi #โตเกียว #ร้านขายอุปกรณ์ทำเบเกอรี่
- ISLAND THERAPY: KOH MAK เกาะหมาก เนิบช้า-สะอ้าน-งดงาม
ISLAND THERAPY: KOH MAK เกาะหมาก เนิบช้า-สะอ้าน-งดงาม ในบางจังหวะของชีวิตสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดอาจไม่ใช่สิ่งของล้ำค่า แต่กลับเป็นช่วงเวลาสงบเรียบง่ายเพื่อให้เราได้ทบทวนชีวิตและจัดระเบียบความคิดเราเองอีกครั้ง การ #hop ครั้งนี้ เราอยากชวนคุณลดความเร็วชีวิตลง แล้วเดินทางออกจากความวุ่นไปสู่ความว่างพร้อมๆกับเราที่ “เกาะหมาก” เกาะหมากตั้งอยู่เงียบๆตรงกลางระหว่างเกาะช้างและเกาะกูดในทะเลตราด ถ้าวัดกันที่ขนาดและความนิยม เกาะหมากก็ถือเป็นเกาะน้องเล็กสุดใน 3 เกาะนี้ ทำให้ที่นี่เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่จะปกป้องคุณจากความวุ่นวายทั้งปวง และโอบกอดคุณเอาไว้ท่ามกลางน้ำทะเลใสแจ๋ว ทิวมะพร้าวที่ไหวเอนตามสายลม และอากาศบริสุทธ์ที่สูดเข้าปอดได้อย่างสนิทใจ ไปเที่ยวครั้งนี้ เราได้เก็บบรรยากาศสุดชิลรอบๆเกาะมาให้เพื่อนๆรับชมกันในรูปแบบวิดิโอด้วยนะ Cinematography by IG: @Thongake21, @LightHousePattaya ระยะเวลาเกือบ 5 ชั่วโมงด้วยการขับรถจากกรุงเทพฯ อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เกาะหมากยังคงรักษาเสน่ห์ของตัวเองไว้ได้อย่างไร้ที่ติ เราจอดรถทิ้งไว้ที่ลานจอดรถใกล้ท่าเรือกรมหลวงชุมพรฯบนแผ่นดินจ.ตราด แล้วนั่งเรือเร็วตรงถึงเกาะหมากได้เลยโดยใช้เวลาอีกประมาณ 45-50 นาที ทันทีที่ถึงที่พัก เราแทบรอไม่ไหวที่จะอาบน้ำชะล้างเอาความเหนื่อยและเหนอะให้มลายหายไป เราอยากขอบคุณ Aesop ดังๆที่ส่งเซ็ต “Rome” มาให้ลองใช้ทันเวลาพอดีกับที่เราเดินทางมาในทริปนี้ เพราะเซ็ต Rome นี้ดีไซน์มาสำหรับปลายทางที่มีอากาศอบอุ่นเหมาะกับชีวิตบนเกาะของเราเลยแหละ . อืมมม... ทันทีที่ชโลม Geranium Leaf Body Cleanser ใต้ฝักบัวน้ำแรงๆ กลิ่นหอมของนางก็ดึงอารมณ์ให้สดชื่นขึ้นจนอยากจะฟอกทิ้งไว้นานๆเลยแหละ โปรดักท์ 9 ชิ้นที่อยู่ในกล่องดีไซน์เนี้ยบนี้มีครบทั้งแชมพู ครีมนวด สบู่เหลว ครีมทาตัว เคลนเซอร์ล้างหน้า โทนเนอร์ ครีมบำรุงหน้า บำรุงปาก และที่เราชอบมากที่สุดก็คือมาสก์ที่สกัดจากดอกคาโมมายล์สีฟ้า เพราะนางช่วยกู้หน้ากร้านแดดของเราให้กลับมาชุ่มชื้นเป็นผู้เป็นคนอีกครั้ง ดูแลผิวกันมามากพอละเนอะ เราออกไปสำรวจเกาะกันดีกว่า เกาะหมากเป็นเกาะเล็กๆที่ขับรถวนครึ่งชั่วโมงกว่าๆก็รอบเกาะแล้ว นอกจากรีสอร์ทที่กระจายกันอยู่รอบๆเกาะ ร้านอาหารที่เรียบง่ายก็พอมีให้เลือกสรรกันอยู่บ้าง ว่ากันว่าร้าน “เกาะหมากซีฟู้ด” นั้นเป็นที่หนึ่งในใจนักท่องเที่ยวตลอดกาล ดังนั้นหากไม่รู้จะกินอะไร ก็แวะเกาะหมากซีฟู้ดได้เลย ที่พักของเราตั้งอยู่ที่อ่าวสวนใหญ่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ ซึ่งเป็นอ่าวหลักที่ขึ้นชื่อว่ามีหาดทรายที่สวยและปลอดภัยน่าลงเล่นอยู่แล้ว เราจึงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่นี่ นั่งๆนอนๆ อ่านหนังสือ เรียบเรียงไอเดียต่างๆลงสมุด และปล่อยความกระวนกระวายใจไปกับเสียงเห่กล่อมของคลื่นที่เราใช้เป็น organic ambient music แค่เพียงเท่านี้ก็เหมือนเราได้รับการบำบัดสลายความตึงเครียดที่วิเศษสุด และมันก็คุ้มมากๆแล้วสำหรับเรา การมีเวลาได้นั่งพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกันบ้างคือความดีงามอย่างหนึ่งของชีวิต หาดทรายที่ค่อยๆลาดลงไปในทะเลของอ่าวสวนใหญ่นี้ เหมาะแก่การพาย Paddle Board บนน้ำทะเลใสปิ๊งเห็นถึงก้นทะเลอย่างยิ่ง เพราะแม้จะพายออกจากฝั่งไปไกล น้ำก็ยังไม่ลึกจนน่ากลัว เราสามารถปักไม้พายลงไปถึงพื้นทรายได้เกือบตลอดเวลา และถ้าหากคุณมีโดรน (เหมือนเรา) คุณก็จะได้ภาพที่สวยสะพรึงมาอวดเพื่อนๆและ followers ของคุณจนต้องร้องว้าวไปตามๆกัน เสน่ห์อย่างหนึ่งของเกาะหมากก็คือสะพานไม้ที่ทอดลงไปในทะเลแบบนี้ ซึ่งมีอยู่หลายแห่งบนเกาะ จากอ่าวสวนใหญ่ เราสามารถมองเห็นเกาะขามได้อย่างชัดเจน ไม่เพียงเท่านั้นเรายังสามารถเช่าเรือคายัคเพียงไม่กี่บาท (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะไม่เกิน 100 บาท) แล้วออกกำลังกายพายไปถึงได้ด้วยตัวเองอีกด้วย และนั่นก็เป็นสิ่งที่เราเลือกทำ ยอมรับว่าสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยก็ต้องใช้เวลาและแรงกายสักพักใหญ่กว่าจะจับทางจับจังหวะถูก แนะนำว่าควรมีผู้ชายไปด้วยและควรเตรียมเสื้อแขนยาวกับหมวกกันแดดไปให้พร้อมเพราะดวงตะวันทรงพลังมากและไม่ได้แยแสกับผิวของเราเลย เกาะขามได้ชื่อว่ามีหาดที่ทรายขาวละเอียดเป็นแป้ง สวยไม่แพ้ทะเลใต้เลย เมื่อพายมาถึงเราต้องเสียค่าขึ้นเกาะแบบเหมาลำๆละ 200 บาท แต่ก็สามารถเอาไปแลกเครื่องดื่ม และใช้บริการห้องน้ำบนเกาะได้ พอมาถึงแล้วใครใคร่หามุมถ่ายรูปหรือเล่นน้ำดำทะเลก็แยกย้ายกันประกอบกิจกรรมได้ตามใจชอบ ที่นี่หอยเม่นและโขดหินแหลมคมเยอะเหมือนกัน ก็ระวังกันหน่อยนะครับ ทรายขาวละเอียดจริงๆ ร้อนๆก็แวะหลบนั่งใต้เงามะพร้าวได้เลย นอกจากเนินทรายสีขาวจั๊วะที่ตัดกับน้ำสีฟ้าใสปิ๊งแล้ว บนตัวเกาะขามก็มีโครงการวิลล่าพักอาศัยที่เหมือนจะสร้างไม่เสร็จ แต่ดีไซน์ดูดีจนน่าแปลกใจที่มาโผล่ไกลขนาดนี้ เราใช้เวลาอยู่บนเกาะขามไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็พายเรือคายัคกลับเกาะหมาก เมื่อ #hop มายังอีกฝั่งทางทิศตะวันออกของเกาะหมาก ก็จะพบวิวที่ค่อนข้างต่างไป เราแวะเข้ามาชมวิวใน Cinnamon Art Resort & Spa ซึ่งมีสะพานทอดสู่ทะเลที่มีความยาวที่สุดบนเกาะหมาก สะพานนี้มีชื่อว่าสะพานสู่ฝัน แม้หาดในฝั่งนี้ของเกาะจะไม่ได้ขาวนวลเหมือนอีกฝั่ง แต่บรรดาต้นไม้หงิกๆงอๆที่ขึ้นกระจายกันห่างๆอยู่ในน้ำทะเล ก็เป็นเสน่ห์แปลกตาไม่เหมือนใคร แถมจากสะพานนี้เรายังมองเห็นเกาะน้อยใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากเกาะหมากอีกด้วย ...สวยจัง ต้นไม้โตในน้ำทะเล ภาพที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยๆ ถัดลงมาอีกนิดก็จะเป็นจุดตะวันออกสุดของเกาะหมากชื่อว่า “แหลมสน” เราแวะมาที่นี่ขึ้นเรือเพื่อไปเที่ยวอีกเกาะที่อยู่ใกล้ๆกันที่ชื่อว่า “เกาะกระดาด” (สะกดตามพระราชหัตถเลขของล้นเกล้า ร.5 แต่บางที่ก็สะกดว่า “เกาะกระดาษ” เกาะกระดาดแห่งนี้มีความพิเศษ 2-3 อย่าง อย่างแรกเลยคือเป็นเกาะที่เต็มไปด้วยฝูงกวางเกือบพันตัว! ใช่แล้ว... มีฝูงกวางอยู่บนเกาะกลางทะเล ว่ากันว่าประมาณช่วงพ.ศ. 2512 มีการเปิดรีสอร์ทยุคบุกเบิกของทะเลตราดบนเกาะนี้และมีการนำกวางเข้ามา 2-3 คู่ ต่อมากวางได้ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติจนเต็มทั่วเกาะอย่างในปัจจุบัน นอกจากกวางแล้วก็มีน้องกุ๊กไก่เป็นพลเมืองบนเกาะนี้เหมือนกัน ความพิเศษอย่างที่ 2 ก็คือเกาะแห่งนี้เป็นพื้นที่แบนราบเท่ากันทั้งหมดและมีแหล่งน้ำจืดอยู่กลางเกาะ แปลกดีเนอะ ไม่มีเนิน ไม่มีภูเขาเลย เมื่อมีภาพกวางวิ่งกันเป็นฝูงๆตามธรรมชาติแล้ว ที่นี่ก็มีสภาพเป็นดังทุ่งสวันน่าแต่เรียงรายไปด้วยต้นมะพร้าวที่สวยมีเอกลักษณ์มาก โดยเฉพาะช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เราจะได้เห็นเงา silhouette ของทิวมะพร้าวตัดกับแบ็คกราวน์สีทองเหลือบม่วงอมชมพูของท้องฟ้า มันเป็นภาพที่เรายังคิดถึงจนวันนี้ น้องมะขาม หมาเจ้าบ้านที่คอยวิ่งนำรถที่พาเราสำรวจเกาะกระดาด วันรุ่งขึ้นบนเกาะหมาก พามา #hop กินอาหารเช้ากันซักหน่อยดีกว่า... ร้านนี้ชื่อร้าน Wild Heart เป็นร้านของชายหนุ่มที่เบื่อชีวิตในกรุงเทพฯ จึงตัดสินใจย้ายมาเปิดร้านน่ารักๆอยู่บนเกาะ แต่งร้านดูสบายๆ เข้ากับบรรยากาศเกาะ ไข่กระทะและเบอร์เกอร์ก็มีนะ ทั้งหมดทั้งมวลเกาะหมากทำให้เราประทับใจมากจริงๆ ในความอ้อยอิ่งของวิถีชีวิตคนที่นี่ เราสามารถสัมผัสได้ถึงจังหวะชีวิตที่ผ่อนคลายและพอเพียง เราไม่อาจรู้ได้ว่าจริงๆแล้วคนที่นี่รู้สึกเหมือนกับเราไหม แต่ในฐานะคนเมืองที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลภาวะจากทุกทิศทาง การได้ใช้เวลาที่นี่ เป็นเหมือนกับการได้ล้างถ้วยชามที่เลอะเป็นคราบให้สะอาดใสอีกครั้ง บางทีการได้หยุดวุ่นบ้างก็เป็นรางวัลที่มีค่ากว่าสิ่งหรูหราใดๆ ขอขอบคุณ Aesop Thailand อีกครั้งสำหรับสกินแคร์ดีๆแบบนี้ ช่วยให้วันพักผ่อนของเราสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นเลย แล้วไป #Hop กันใหม่ครับ ... FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #AesopSkincare #AesopThailand #KohMak #LetsHoparoundThailand #LetsHoparound #เที่ยวไทย #เที่ยวเกาะหมา #ไทยเที่ยวไทย #เที่ยวไทยเท่ #เที่ยวเกาะ #เกาะสวย #เกาะหมาก #ตราด #รีวิวเกาะหมา #เที่ยวทะเล #เอสอป #สกินแคร์ #เที่ยวตราด #LetshoparoundTrat #วิธีไปเกาะหมาก
- Floragatan 13 ฐานทัพแห่งพลังสร้างสรรค์ใหม่ของ Acne Studios
Floragatan 13 ฐานทัพแห่งพลังสร้างสรรค์ใหม่ของ Acne Studios (แอคเน่สตูดิโอ) เสื้อผ้าอาร์ทๆสีสดใส กางเกงยีนส์ทรงเก๋ ถุงสีชมพูพาสเทล และน้องสี่เหลี่ยมหน้านิ่งที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความฮิปขั้นสุดในหมู่ชาวครีเอทีฟนั้น ล้วนต้องมีสถานที่บ่มเพาะให้เกิดขึ้น ก่อนช่วงโควิดแพร่ระบาดเมื่อปลายปีที่แล้ว Acne Studios ได้ฤกษ์ย้ายฐานทัพเข้าไปในบ้านหลังใหม่บนถนน Floragatan กรุง Stockholm วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไป #hop ดูพลังสร้างสรรค์ที่ไหลเวียนอยู่ในโปรเจ็คท์ Floragatan 13 สำนักงานใหญ่หลังใหม่ของพวกเขา พร้อมกับเล่าเรื่องราวและเกร็ดข้อมูลที่โคตรน่าสนใจของสตูดิโอสิวเขรอะแห่งนี้ให้ฟังกัน จากแบรนด์ที่เริ่มต้นมาจากการเป็นเอเจนซี่โฆษณาและดีไซน์ จู่ๆก็หันทำกางเกงยีนส์พรีเมี่ยมทรงสวย 100 ตัวออกมาแจกเหล่าบรรดา creative ในกรุงสต็อคโฮม แล้วหลังจากนั้นไม่นาน Acne Studios ก็กลายมาเป็นแบรนด์แฟชั่น cult ท่ีมีสาวกอยู่ทั่วโลก (เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน) การที่แบรนด์เลือกเปิดตัวด้วยไอเท่มคลาสสิคอย่างเดนิม โดยเจาะเข้าไปในกลุ่มนักสร้างสรรค์ชั้นนำของเมือง เพื่อปูทางเข้าสู่ตลาดพรีเมี่ยมเดนิมที่ ณ เวลานั้นถือเป็นเขตแดนที่ยังไม่ค่อยมีแบรนด์ไหนเข้ามาสำรวจและยึดครอง ถือเป็นก้าวแรกที่กล้าหาญและชาญฉลาด และทุกวันนี้ Acne Studios ก็ได้ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดพรีเมี่ยมเดนิมไปเรียบร้อยแล้ว ACNE นั้นย่อมาจาก “Ambition to Create Novel Expression” ดูเหมือนว่าตั้งแต่แรกเริ่ม เรื่องราวของ Acne Studios นั้นเต็มไปด้วยความขบถที่ฉีกวิถีเดิมๆของวงการแฟชั่นครั้งแล้วครั้งเล่า จนฝังเข้าไปเป็น DNA ของแบรนด์ สมกับที่คำว่า ACNE นั้นย่อมาจาก “Ambition to Create Novel Expression” ซึ่งแปลว่า ความทะเยอทะยานที่จะสรรค์สร้างการแสดงออกใหม่ๆไม่ซ้ำใคร ว่ากันว่าช่วงแรกๆนั้นแบรนด์ก็ต้องผจญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องของการเลือกชื่อ (คนปกติที่ไหนจะเลือกชื่อ “สตูติโอสิวเขรอะ” มาเป็นชื่อเสื้อผ้าไฮเอนด์) ซ้ำยังเลือกใช้สีชมพูที่ก่อนหน้านี้คนมักจะมองว่าเป็นสีน่าเกลียดและดูไม่แพงในวงการแฟชั่น ไปจนถึงการเลือกทำเลที่มักจะหลบมุมหรือไม่ก็ซ่อนอยู่ในซอยย่อยๆที่แยกออกจากถนนหลักอีกที แต่ที่แน่ๆก็คืองานดีไซน์หน้าร้านทุกสาขาของ Acne นั้นสวยเฉียบและมีคาแร็คเตอร์ดึงดูดสายตา ยากที่จะมองผ่านไปเฉยๆโดยไม่หันมามอง และเวลาก็ได้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าความซื่อสัตย์ต่อตัวตนของแบรนด์นั้นทำให้ Acne Studios ได้ก้าวเข้ามาอยู่ในใจกลุ่มแฟนๆทั่วทุกมุมโลกอย่างเหนียวแน่น วันนี้ Acne กลายเป็นจุดกลมกล่อมของคำว่า แฟชั่น ศิลปะ และคัลเจอร์แห่งการแสดงออกของตัวตนที่สรรค์สร้างและแตกต่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่น้อยแบรนด์จะทำได้สำเร็จ แม้แต่สีชมพู Acne ที่เคยเป็นที่รังเกียจก็กลายเป็น signature ของแบรนด์ที่ลูกค้าต้องการ และภูมิใจเมื่อได้ถือถุงสีชมพูเดินอวดผู้คนเล่นขณะช็อปปิ้ง นอกจากสีชมพูที่เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของสตูดิโอสิวเขรอะแล้ว รูปใบหน้า straight face สี่เหลี่ยม ก็เป็นอีกไอค่อนสำคัญของ Acne Studios ความเป็นมาของน้องหน้านิ่งนี้เรียบง่ายกว่าที่คิด อยากรู้แล้วใช่ม้าาา อ่ะ! เล่าเลยละกัน ในคอลเล็กชั่น FW2017 ทางแบรนด์ได้ทำแคมเปญเกี่ยว modern family ขึ้นมา Jonny Johansson ผู้ก่อตั้งและ Creative Director ของแบรนด์จึงได้นึกถึงภาพคนสวีดิชทั่วๆไปที่มักจะทำหน้าเฉยๆกลางๆ ไม่ได้ยิ้มแป้นแร้นและไม่ได้โศกเศร้าตรอมใจ หรือในภาษาสวีดิชเรียกว่า “Lagom” ซึ่งแปลว่าไม่มากไปและไม่น้อยไป กำลังดี เขาจึงสเก็ตช์รูปง่ายๆออกมาเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่มีจุด 2 จุดเป็นตาและเส้นตรงเป็นปาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือน้องหน้านิ่งได้กลายเป็นที่หลงไหลของสาวกแบรนด์ จนน้องถูกเชิญให้เข้ามาเป็นสมาชิกถาวรของครอบครัว Acne Studios และปรากฎตัวอยู่แทบจะทุกคอลเล็กชั่นหลังจากนั้นมา ยิ่งได้รู้จัก Acne ก็ยิ่งทำให้เราอยากรู้ว่าบรรยากาศเบื้องหลังการสร้างสรรค์สิ่งที่ไม่เหมือนใครของ Acne Studios นั้นจะเป็นยังไง อะไรเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ใน space ที่ทำงานนั้นคิดและทำอะไรที่ใหม่และเท่แหวกแนวชาวบ้านได้อยู่ตลอดเวลา แม้แบรนด์ในวันนี้จะมีอายุ 24 ปีแล้วก็ตาม เมื่อปลายปีที่แล้วในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2019 ก็ถึงเวลาที่โปรเจ็คต์ Floragatan 13 หรือ Head Quarter แห่งใหม่ในกรุงสต็อคโฮมของ Acne Studios ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ และแน่นอนว่าสถานที่แห่งนี้ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวและแนวคิดใหม่ๆตามครรลองของ Acne Studios แบบไม่ต้องเดาเลย อาคาร 10 ชั้น ซึ่งแต่เดิมเป็นสถานทูตเก่าของประเทศเชคโกสโลวาเกียสไตล์ Brutalist ในยุค 70s ที่ตั้งอยู่บนถนน Floragatan แห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยความลับของสงครามเย็น และความภาคภูมิใจในสถาปัตยกรรมโมเดิร์นนิสซึ่มแบบยุโรปตะวันออก ทำให้โดยพื้นฐานแล้ว ตึกหลังนี้มีคาแร็คเตอร์ต่างจากตึกส่วนใหญ่ในสต็อคโฮม (ช่างถูกจริตความคิดต่างของแบรนด์จริงๆ) ซ้ำยังมีการเลือกใช้วัสดุที่น่าสนใจ ซึ่งช่วยจะย้ำเตือนทำให้ทีมสร้างสรรค์ของแบรนด์หมั่นสำรวจสิ่งใหม่ๆตลอดเวลา เมื่อได้ตึกหลังนี้มาครอบครองแล้ว ทีมดีไซน์ของ Acne Studiosโดยการนำของ Jonny Johansson ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ร่วมกับทีมสถาปนิกจาก Johannes Norlander Arkitektur และศิลปินอีกหลายคน ก็ทำการเนรมิตพื้นที่ภายในให้พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์นั้นไหลล้นเอ่อออกมาตั้งแต่ชั้นบนสุดถึงล่างสุด โดยมีการแบ่งพื้นที่ให้กับงานดีไซน์และโปรดักชั่นถึง 4 ชั้นเต็มๆ Johansson เลือกชั้นที่ 6 เป็นห้องทำงานของตัวเอง (ชั้นนี้เคยถูกใช้เป็นที่พำนักส่วนตัวของท่านทูตสมัยก่อนด้วย) และห้องอาหารสุดชิคของทีมงานก็ถูกดัดแปลงมาจากห้องฉายหนังเก่าในชั้นใต้ดินของสถานทูตในวันวาน เราสะดุดตากับเก้าอี้หินที่ผุดขึ้นมาเซอร์ไพร้ซ์ในล็อบบี้มากๆ ในห้องสมุดเราก็แอบปลื้มโต๊ะเมทัลลิคฟรีฟอร์ม และถูกใจกับโต๊ะกลมน่ารักๆในห้อง Board Room เฟอร์นิเจอร์สุดอาร์ทและเครื่องตกแต่งที่สั่งทำพิเศษเหล่านี้เป็นผลงานของ Max Lamb ในแต่ละห้องยังมีงาน collage แนว abstract โดย Daniel Silver ที่ใช้ผ้าที่เหลืออยู่จาก collection เก่าๆมาร่วมด้วย และสเปซแห่งนี้คงจะดูไม่เจ๋งขนาดนี้ ถ้า Benoit Lalloz ไม่มาออกแบบและจัดแสงเท่ๆให้ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทางทีมดีไซน์บอกว่าต้องการออกแบบบรรยากาศให้เหมือน Fashion School ในแบบ Acne Studios ที่เน้นส่งเสริมให้ผู้คนภายในอาคารมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน และกระตุ้นให้กล้าทดลองและสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆออกมาอยู่เสมอ นี่แหละที่เป็นคำตอบว่าทำไมแบรนด์อายุกว่า 20 ปีที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1996 ยังดูสดใหม่และยังคงรักษาสถานะผู้แหวกขนบในวงการแฟชั่นได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ถ้ายังไม่เชื่อเรา ลองอ่านคำพูดจากปากของ Jonny Johansson ผู้ก่อตั้งแบรนด์และ Creative Director ของ Acne Studios เองเลยก็ได้ “Acne Studios is always evolving, and I want this space to evolve with us. We will continue to add details in the month and years ahead. I believe design is alive, whether it’s fashion or interiors.” เมื่อต้นปีนี้ Acne Studios ก็มีการปรับโลโก้ใหม่อีกครั้ง แม้ส่วนตัวเราจะแอบชอบอันเก่ามากกว่า แต่ความไม่หยุดนิ่งและความกล้าที่จะรื้อวิถีเก่าๆของวงการ รวมถึงวิถีเก่าๆของตัวแบรนด์เองเช่นกัน สิ่งนี้ไม่ใช่หรือที่ทำให้เราตกหลุมรัก Acne Studios ตั้งแต่แรก ในยุคแห่ง disruption และความแปรปรวนของโลกในทุกมิติขณะนี้ เราเองก็เฝ้าติดตามสตูดิโอสิวเขรอะแห่งนี้อยู่เสมอ จะ disrupt ตัวเองอย่างไรต่อไป และจะสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆออกมาให้แฟนๆชื่นชมอีกบ้าง Top 10 สาขา Acne Studios ที่เราชอบที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก 1) สาขา Geary Street, San Francisco อเมริกา แต่เดิมเคยเป็นโรงน้ำแข็งมาก่อน และสีที่เลือกใช้ก็ได้รับแรงบันดาลใจมากจากสะพาน Golden Gate ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองซานฟรานนั่นเอง!! Location: https://goo.gl/maps/RFuissFqFY7QyiVA6 2) สาขา Piazza del Carmine, Milan อิตาลี Location: https://goo.gl/maps/1RnrqoTKLGsD1SB47 3) สาขา Shibuya project store, Tokyo ญี่ปุ่น สาขาที่สองในโตเกียวโดยสาขานี้เปิดตัวด้วยแบรนด์ Blå Konst denim ซึ่งเป็นแบรนด์ยีนส์โดยเฉพาะของ Acne Studios Location: https://goo.gl/maps/46kiepXi9xS7rNvt7 4) สาขา Taikoo Li, Chengdu จีน 5) สาขา Pilestræde, Copenhagen เดนมาร์ก เป็นสาขาที่สองของโลกของ Acne Studios Location: https://goo.gl/maps/rtExfQvk8e2Duzc66 6) สาขา Horatio Street, New York อเมริกา Location: https://goo.gl/maps/tYxgwjmoFb8NRpmd8 7) สาขา Rue Froissart, Paris ฝรั่งเศส Location: https://goo.gl/maps/oRBpnNCX4Z49HL2GA 8) สาขา Cheongdam, Seoul เกาหลีใต้ Location: https://goo.gl/maps/1KrSseZtsYL4XyE97 9) สาขา Øvre Slottsgate, Oslo นอร์เวย์ Location: https://goo.gl/maps/9Pe8Fn8z5NFtD5SY6 10) สาขา West Hollywood, Los Angeles อเมริกา Location: https://goo.gl/maps/2FWwS1hE6L6LE3bz6 cr. acnestudios.com . FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound Website:www.hoparound.co . #LetsHoparound #AcneStudios #InspiringStuff #ArtandDesign #ประวัติแบรนด์Acne #ความเป็นมาของAcneStudios
- TOKYO: MIDTOWN ใจกลางโตเกียว
เมืองเล็กในเมืองใหญ่ เมืองใหม่ในเมืองเก่า . โปรเจ็คพัฒนาเมืองที่ชื่อว่า Tokyo Midtown นั้นเริ่มต้นขึ้นในปี 2000 เรียกได้ว่าเริ่มมาพร้อมๆกันกับสหัสวรรษใหม่เลยทีเดียว บนที่ดินผืนใหญ่ขนาด 10 Hectares (ประมาณ 60 ไร่) ที่ยังเหลืออยู่กลางอภิมหานครโตเกียวโจทย์ของโครงการ Tokyo Midtown คือการสร้างพื้นที่แห่งสุนทรียภาพของชีวิตคนเมืองยุคใหม่ เป็นเหมือนของขวัญให้กับชาวญี่ปุ่น และชาวโลกผู้มาเยือน ซึ่งกว่าจะสำเร็จเสร็จสิ้นก็ต้องอาศัยการประสานกำลังความสามารถจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกเลยทีเดียว เมืองเล็กกลางเมืองใหญ่แห่งนี้ ประกอบไปด้วยอาคารที่ทันสมัยขนาดใหญ่ 6 หลัง ภายในมีทั้งร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม สำนักงาน รวมไปถึงมิวเซี่ยม ซึ่งต่างก็ถูกโอบอุ้มไปด้วยพื้นที่สีเขียวที่หลอมหลวมทั้งธรรมชาติและศิลปะเข้าด้วยกัน 21_21 Design Sight หนึ่งในพื้นที่สีเขียวอันงดงามของโครงการ ก็คือสวน Midtown Garden และที่นี่เองก็เป็นที่ตั้งของ “21_21 Design Sight” มิวเซี่ยมโมเดิร์นที่เราจะพาคุณ #hop ไปชมกัน อาคารที่เรียบเท่แห่งนี้ออกแบบโดย Tadao Ando สถาปนิคอัจริยะชาวญี่ปุ่นที่โด่งดังไปทั่วโลก (ถ้าจะพูดถึง Tadao Ando จริงๆคงต้องแยกไปอีกโพสต์นึงเลย เพราะเฮียแกไม่ธรรมดาจริงๆ) Location: https://goo.gl/maps/BbXVYnvmQ4qv9kxW8 Pizza Slice & Soda Fountain เดินออกมาฝั่งตรงข้าม เราก็ไปแวะทานอาหารกลางวันกันที่ร้าน Pizza Slice & Soda Fountain Location: https://goo.gl/maps/Et9RSY4AQoS861rC8 Bluebottle Coffee ก่อนจะตบท้ายด้วยกาแฟร้านดังจาก San Francisco ที่ Blue Bottle Coffee สาขา Roppongi Hill (อยู่ตรงข้ามกันกับ Tokyo Midtown นี่เอง) Location: https://goo.gl/maps/5esriShDyMcKfR5c8 Paul Smith Roppongi Location: https://goo.gl/maps/yBPJj6NgiK2GY7aB6 Mercedes me Tokyo / DOWNSTAIRS COFFEE|六本木 Location: https://goo.gl/maps/fFf8i4WXzshUjgVEA Facebook: @hoparound.co Instagram: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co #Tokyo #LetsHoparoundTokyo #Letshoparound #เที่ยวโตเกียว #คาเฟ่ในโตเกียว #คาเฟ่ #โตเกียวมิดทาวน์ #โตเกียว #ไปไหนดีในโตเกียว #มิวเซียมในโตเกียว #แกลเลอรี่ในโตเกียว
- "The Modern Uniform" by Thom Browne
แถบแดง ขาว น้ำเงินบนเสื้อเชิ้ตสีขาวราคาหลักหมื่นที่เคยฮิตในหมู่คนมีเงินในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นแค่เพียงการแสดงความสามารถแบบผิวๆของดีไซเนอร์ชาวอเมริกันสุดครีเอทีฟคนนี้ วันนี้เราจะพาทุกคน #hop ไปรู้จักเขาในมุมที่ลึกขึ้น ณ ตึก 10 Corso Como สาขากรุงโซล เกาหลีใต้ เชิญส่องและเสพแรงบันดาลใจในงาน exhibition “Thom Browne: The Modern Uniform” by Thom Browne ที่เพิ่งจบลงไปเมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมากันได้เลย งานนี้เป็นเหมือนกันการจำลองโลกแห่งดีไซน์ของ Thom Browne โดยนำผลงานของเขามาจัดแสดงในห้อง 3 ห้องที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานอินทีเรียร์ช่วงปี 1950s ว่ากันว่าเป็นแนวมีอิทธิพลกับงานของเขามากจนกลายเป็นสไตล์ซิกเนเจอร์ของเขาเลยทีเดียว ห้องแรกคือห้องกระจกพิศวงซึ่งเต็มไปด้วยรองเท้าหนังสีเงินเงาวับ พร้อมกับสิ่งของต่างๆในยุค 1950s ไม่ว่าจะเป็นพิมพ์ดีด โคมไฟ และอื่นๆที่นำมาย้อมเป็นสีเงินเงาวับเช่นเดียวกัน ทำให้ห้องทั้งห้องเต็มไปด้วยเงาสะท้อนไม่รู้จบของวัตถุสีเงินที่นำมาจัดวางด้วยระยะห่างเท่าๆกันให้เกิดความเป็น Uniform ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ห้องนี้แต่เดิมนั้น Browne ออกแบบให้เป็นงาน installation ให้กับ Le Bon Marche Rive Gauche ที่กรุงปารีสในปี 2015 และครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่นำมาจัดแสดงในเอเชียโดยนำมาตีความใหม่อีกครั้ง ห้องที่ 2 เป็นการเลือกเอาผลงานการออกแบบของ Browne ชิ้นที่โดดเด่นในโลกแฟชั่นทั้งของผู้ชายและผู้หญิงมารวมกันไว้ในตู้กระจกทรงยาวเท่ๆ โดยมีหุ่นมาตั้งราวกับมีนายแบบ นางแบบมายืนนิ่งๆโพสให้ดูบนรันเวย์ และแน่นอนการจัดวางก็เน้นให้มีระยะห่างเท่าๆกันเพื่อแสดงออกซึ่งคอนเส็ปต์ “Modern Uniform” ของงานนี้ แอบกระซิบนิดนึงว่า มู่ลี่สีขาวตรงด้านหน้าก็เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจที่ Browne ชอบหยิบมาใช้จนกลายเป็นซิกเนเจอร์อีกอันของตัวเอง ส่วนห้องที่ 3 นั้น เป็นห้องที่รวบรวมวิดิโอฟุตเทจ Runway Shows ต่างๆที่สร้างชื่อให้กับเขาตั้งแต่ยุคเริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน มาจัดแสดงให้เราได้เห็นภาพรวมของแนวคิดเบื้องหลังการถ่ายทอดผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ และมี “ความทอมบราวน์”มากๆ สิ่งที่เราปลื้มอีกอย่างหนึ่งก็คือของที่ระลึกแจกฟรีของงาน ซึ่งเป็นโปสต์การ์ด 5 แบบที่เขาดีไซน์ขึ้นมาเป็นพิเศษ โดยใช้แรงบันดาลใจจากภาพสเก็ตช์ต่างๆของผลงานของเขา ขอบคุณ 10 Corso Como และ Thom Browne ที่จัดงานพิเศษนี้ขึ้นมา ดีและฟรีอย่างนี้แหละที่เราโปรดปราน เรารู้ว่าคุณก็เหมือนกัน (ใช่มั้ยล่าาาา :-)) #LetsHOParoundSeoul #exhibition #ThomBrowne #TheModernUniform #LetsHOParoundSeoul
- The TRUNK Market
รอบล่าสุดที่เราไปเที่ยวฮิโรชิมะ เราบังเอิญเดินเจอกับตลาดนัด The TRUNK Market ครั้งที่ 13 พอดี เป็น flea market ที่รวมเอางานโอทอปงานคราฟของหลากหลายเมืองทั่วญี่ปุ่น ร้านอาหาร กาแฟต่างๆ รวมไปถึงแบรนด์ดีๆ เช่น The North Face Standard, Sandqvist, 1LDK, Snow Peak, MHL, A.P.C. และยังมีบูทของ POPEYE magazine มาจอยด้วยนะ งานนี้จะจัดปีละสองครั้งทุกเดือน 5 กับเดือน 11 ซึ่งแต่ละครั้งเขาก็จะหมุนเวียนสับเปลี่ยนแบรนด์ไปเรื่อยๆ เรารักความไม่เคอะเขินของงานดีไซน์ที่เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนที่นี่ได้อย่างแนบเนียน แบรนด์ดังๆจากต่างประเทศก็มีนะ อย่างเช่นนี่แบรนด์ Sandqvist จาก Scandinavian กระเป๋าที่หลายคนอาจจะเคยคุ้นตามาก่อน ร้านขายของสดก็มีมา เฟอร์นิเจอร์มือหนึ่งมือสองก็มีนะ บรรยากาศงานอบอุ่นดี มีเพลงเล่นสดตลอดทำให้รู้สึกไม่อึดอัด เดินเพลินดี งานนี้จัดอยู่ตรงสวน FUKUROMACHI PARK ใจกลางเมืองฮิโรชิมะเลย ใครมีแพลนจะมาเที่ยวเล่นเมืองนี้ ลองเช็คได้ที่เว็ปไซต์ trunkmarket.net ได้เลย FB/IG @hoparound.co Website www.hoparound.co . #LetsHoparoundJapan #LetsHoparound #Travel #WestJapan #Japan #TheTRUNKMarket #Hiroshima
- JR WEST PASS
เที่ยวญีปุ่นครบรสด้วยตั๋ว Kansai – Hiroshima Area Pass. เมืองใหญ่ๆในภาคตะวันออกของญี่ปุ่น มักเป็นสถานที่ยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว แต่น้อยคนที่จะรู้ว่าภาคตะวันตกของญี่ปุ่นนั้นก็มีเสน่ห์น่าหลงไหลจนเราอยากกลับไปซ้ำๆ แถมไปง่ายด้วยรถไฟ JR ผ่านพาส Kansai-Hiroshima Area Pass แบบ 5 วันติดต่อกัน ราคา 13,700 เยน (ประมาณ 3,8xx บาท) . วันนี้ Hoparound ขออาสาพาเพื่อนๆไปเที่ยว และรีวิวการใช้เจ้าพาสตัวนี้กัน เพื่อเพื่อนๆจะได้เห็นอีกมุมของญี่ปุ่นที่ดีงามไม่เหมือนใคร คนที่มีพาสนี้สามารถใช้นั่งรถไฟ JR รวมไปถึง Shinkansen ได้ด้วย(Shin-Osaka⇔Hiroshima) พาสนี้ใช้ได้ตั้งแต่ Hiroshima - Okayama - Takamatsu - Himeji - Kinosakionsen - Kyoto - Amanohashidate - Tottori - Kishi - Shirahama - Kii-Katsuura - Nara เรียกได้ว่าคุ้มสุดๆ แต่ถ้าใครไปหมดนี่ก็คงจะได้แค่เช็คอิน ยังไม่ทันไม่ค่อยได้เต็มอิ่มกับแต่ละสถานที่เท่าไหร่ ฉะนั้นทริปนี้เราจึงเลือกแวะตามจุดพิกัดและเมืองเด็ดๆ เท่านั้น และเนื่องจากพาสใช้ได้แค่ 5 วันเท่านั้น เราจึงเลือกใช้โดยสารรถไฟไปเมืองที่มีระยะไกลๆ (กลัวไม่คุ้ม แหะๆ) เพื่อนๆสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดตั๋วได้ที่ https://www.westjr.co.jp/global/en/ticket/pass/kansai_hiroshima/ แพลนเที่ยว 10 วันของเราเริ่มต้นด้วย DAY 1: ไปเดินเล่นพักผ่อนนอนโรงแรมเก๋ๆกันที่ Hiroshima DAY 2: ไปปั่นจักรยานข้ามเกาะสุดชิลที่ Onomichi DAY 3-4: นั่งชินคันเซนไปเที่ยวเมืองหลวงเก่าอย่าง Kyoto DAY 5: นั่งรถไฟขึ้นไปเที่ยวเมืองเล็กๆตอนเหนือสุดอย่าง Amanohashidate DAY 6: ตื่นเช้าไปนั่งเรือชมวิถีชีวิตของผู้คนท้องถิ่น ที่หมู่บ้านชาวประมงที่เก่าแก่ที่สุด INE DAY 7: เช้าวันต่อมาก็นั่งรถเข้าไฟยาวเข้าเมืองหลักอย่าง Osaka DAY 8-9: ไปเที่ยวกินเนื้อดีๆในเมือง Kobe พร้อมแวะช็อปปิ้งที่เอ้าท์เล็ทสุดครบที่ Sanda DAY 10: ปิดท้ายด้วยเมืองแห่งมรดกโลก Nara (เราใช้พาสเฉพาะการเดินทางข้ามจังหวัด แพลนวันที่ 3-7 ) รอบนี้เราเลือกบินลง Hiroshima โดยสารการบิน Silk Air ในเครือ Singapore Airlines ซึ่งบริการดีไม่แพ้สายการบินแม่เลย และบินกลับจาก Osaka โดย Singapore Airlines เราจองก่อนเดินทาง 4 เดือน เลยได้ตั๋วราคาดีมาก เพียง 12,XXX บาท รวมทุกอย่าง ทั้งน้ำหนักกระเป๋า 30 กิโลกรัม และอาหาร 4 มื้อรัวๆ หลังจากแลนดิ้งที่สนามบินฮิโรชิมะตอนประมาณ 9:00 เราก็นั่งรถบัสเข้าเมือง แล้วก็เช็คอินเข้าโรงแรมเลย วันแรกก็ชิลๆไปก่อน เดินเล่นในเมือง จิบกาแฟดีๆ กินของอร่อยๆ โดยเราจะพักที่เมืองนี้ 2 คืน โชคดีที่ไปตรงกับงานตลาดนัด The TRUNK Market ครั้งที่ 13 พอดี งานนี้รวบรวมเอางานคราฟท์คุณภาพจากหลากหลายเมืองทั่วญี่ปุ่นมานำเสนอ ตั้งแต่อาหารการกิน ไปจนถึงงานดีไซน์ข้าวของต่างๆที่น่าสนใจ รวมทั้งสินค้าพิเศษจากแบรนด์ดีๆ เช่น The North Face Standard, Sandqvist, 1LDK, Snow Peak, MHL, A.P.C. และยังมีบูธของ POPEYE magazine มาจอยน์ด้วยนะ เราสะดุดตากับความน่ารักของเสื้อยืด POPEYE ก็เลยจัดมาหนึ่ง งานนี้จะจัดปีละ 2 ครั้ง (น่าจะทุกเดือน 5 กับ เดือน 11) ซึ่งแต่ละปีก็จะหมุนเวียนสับเปลี่ยนแบรนด์ไปเรื่อยๆ และงานครั้งนี้จัดอยู่ตรงสวน FUKUROMACHI PARK ใจกลางเมืองฮิโรชิมะเลย ใครมีแพลนจะมาลองเช็คได้ที่เว็ปไซต์ trunkmarket.net ได้เลย ตื่นเช้ามาอีกวัน ก็เตรียมตัวเดินทางไป Onomichi เมืองท่าเล็กๆ สวรรค์นักปั่นริมฝั่งอ่าว Setouchi เรามีแพลนที่จะปั่นจักรยานเล่นกันที่นี่ ทั้งปั่นชมในตัวเมืองและปั่นตามเส้นทาง Shimanami Kaido ที่เชื่อมเกาะต่างๆในอ่าวเอาไว้โดยมีระยะทางกว่า 70 กม. (แต่รอบนี้เราขอแค่ 10 กม. พอก่อน 555) ว่ากันว่าเส้นทางนี้ เป็นเส้นทางสำหรับปั่นจักรยานสวยที่สุดในโลกแห่งหนึ่งเลย Shimanami Kaido เป็นเส้นทางปั่นระยะทาง 70 กิโลเมตรที่เชื่อม 8 เกาะน้อยใหญ่ระหว่างเกาะหลัก (Honshu) ไปยังเกาะ Shikoku ผ่าน 6 สะพานที่จะนำเหล่านักปั่นเข้าสู่แต่ละเกาะ ซึ่งเส้นทางนี้ นักปั่นจะได้พบกับเส้นทางราบ เลียบชายฝั่งที่มีทิวทัศน์งดงาม ที่นี่มีลมทะเลที่จะเพิ่มความท้าทาย (แต่ไม่อันตราย) รวมไปถึงทางขึ้นเขาอันลาดชัน ที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของหมู่เกาะน้อยใหญ่และท้องทะเลที่สวยงามในมุมที่หลากหลายในการเลี้ยวแต่ละครั้ง วันต่อมาเราใช้พาสไปยังเมืองหลวงเก่า KYOTO โดยการนั่งรถไฟชินคันเซ็นแบบไม่จองที่นั่ง ไปที่เมือง Shin-Osaka และจากนั้นเปลี่ยนเป็นรถไฟธรรมดาไปยังสถานี Kyoto Station เกียวโตเป็นหนึ่งในเมืองโปรดที่สุดของเราที่ได้มาหลายครั้งแล้ว แต่ก็มีอะไรให้เที่ยวให้ดูเยอะมาก ไปไม่ครบซักที เราเคยเขียนเกี่ยวกับเกียวโตลงในโพสต์แยกก่อนหน้านี้แล้ว ถ้าเพื่อนๆสนใจก็ตามลิงค์นี้ไปอ่านกันได้ KYOTO 2017 เดินเที่ยวเมือง เข้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกียวโต นั่งรถไฟชมวัดอันเก่าแก่ ดื่มกาแฟดีๆ กันสองวัน จากนั้นวันที่ 5 เราก็นั่งรถไฟไปยังเมือง Amanohashidate เปลี่ยนที่พัก เปลี่ยนมู้ด ไปนอนโรงแรมเก่าแก่สไตล์เกียวโตกัน คืนนี้เรานอนกันที่โรงแรม Amanohashidate hotel สองคืน ที่นี่เป็นเมืองเงียบๆ แต่สะอาด สะดวก สบายสุดๆ เหมาะแก่การพักผ่อนมาก แถมในโรงแรมยังมีบ่อออนเซ็นช่วยสลายความเหนื่อยล้าอีก ตื่นเช้ามาวันที่ 6 วันนี้เรามีแพลนที่จะไปเที่ยวหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ทางตอนเหนือสุดของเกียวโต INE FUNAYA บอกเลยว่าที่นี่พิมพ์เล่าเป็นตัวอักษร หรือเอารูปมาอวดยังไงก็ไม่ฟินเท่าไปสัมผัสประสบการณ์จริงๆด้วยตัวเอง เพราะมันเงียบสงบ และสวยงามมากจริงๆ เช้าวันที่ 7 วันนี้เราจะเข้าโอซาก้ากันแล้ววววว โดยนั่งรถไฟ JR ไปยังเมือง Osaka เมืองใหญ่อันดับสองรองจากโตเกียว โดยเราจะนอนที่นี่ในคืนที่เหลือ ไว้จะมาลงลึกให้ฟังกันอีกทีว่าโอซาก้ามีอะไรน่าโดนกันบ้าง บอกได้เลยว่าเล่ายังไงก็ไม่มีทางครบหรอก เช้าวันถัดมาเราจะไปช้อปปิ้งที่ Kobe Sanda Premium Outlet ที่นี่มีแบรนด์เนมครบ และใหญ่มากๆ ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวกว่า 90% เป็นชาวญี่ปุ่น เราใช้เวลาครึ่งวันอยู่ที่นี่ พูดถึงเรื่อง Shopping แล้ว Kobe นั้นไม่เป็นเป็นสองรองใคร เพราะเป็นเมืองท่าที่คนมีเงินอยู่กันเยอะ แบรนด์ต่างๆจึงค่อนข้างมีหน้าร้านอยู่กันครบครันจนน่าประหลาดใจ จากนั้นเราก็นั่งรถบัสลงไปยังเมืองท่า KOBE พร้อมกินเนื้ออร่อยละลายในปากที่ร้าน Steak land Kobe ที่เชฟจะมาปรุงกันสดๆ หน้าเราเลย ใครมาไวก่อนมื้ออาหารก็ไม่มีคิวนะ แล้วก็เดินชิลในเมือง ดื่มกาแฟ วันสุดท้าย เราก็ไปปิดทริปกันที่เมืองเก่ามรดกโลก ก็คือ Nara นั่นเอง เพียง 1 ชั่วโมงบนรถไฟจากโอซาก้าก็มาถึงอย่างสบายๆ ครั้งนี้เราได้ไปเที่ยว สวนสาธารณะ Nara ที่มีน้องกวางเต็มไปหมด ต่อด้วยวัด Todaiji วัด Kofukuji แล้วพักกินโอโคโนมิยากิ และเดินเล่นกันในเมืองนาระ ก่อนจะนั่งรถไฟกลับไปโอซาก้าในช่วงเย็นๆถือเป็นการจบการใช้ Pass นี้อย่างคุ้มค่า 5 วันกับ 8 เมืองที่มีอรรถรสหลากหลายนี้ ทำให้เรารู้สึกว่าเงิน 3,8xx บาทที่ลงทุนไปกับตั๋ว Kansai-Hiroshima Area Pass นั้นคุ้มเกินคุ้ม ขอบคุณชาว #hopsters ที่ติดตามกันมาตลอด เจอของดีก็ต้องบอกต่อเนอะ วันนี้เอาภาพใหญ่ๆไปก่อน แล้วเราจะมาเจาะลึกแต่ละเมืองกันอีกทีนะ FB/IG @hoparound.co Website www.hoparound.co . #LetsHoparoundJapan #LetsHoparound #Travel #WestJapan #Japan #Kansai #Hiroshima #JRwestPass
- Hermès Heritage
#LetsHoparoundBangkok หากเพื่อนๆสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับแบรนด์หรูอันดับต้นๆของโลกที่มีอายุเกือบ 200 ปีอย่าง Hermès ในวันนี้จนถึง 13 ตุลาคม 2562 ที่ Parc Paragon ทางแบรนด์ได้ยกเอา Exhibition พิเศษในชื่อ “Hermès Heritage - Rouges Hermès” มาให้แฟนๆชมกัน . ในงานแสดงนี้ Hermès จะพาคุณย้อนกลับไปในยุค 1920’s ซึ่งเป็นช่วงที่ Hermès ได้ฉีกขนบเครื่องหนังเดิมๆที่มักคงไว้ซึ่งสีน้ำตาลธรรมชาติ ด้วยการย้อมสี “deep red” จนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการเครื่องหนัง . เราจะได้สัมผัสถึงแนวคิดก้าวหน้าของแบรนด์ที่มีมาแต่ไหนแต่ไร และจะได้เข้าใจมากขึ้นถึงเหตุผลที่ Hermès ยังคงยืนหนึ่งเป็นอมตะในวงการเครื่องหนัง Luxury แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปเท่าไรก็ตาม . #HermèsHeritage #RougesHermès #LetsHoparound








