Search Results
129 results found with an empty search
- AYATANA cafe Sense of space อายตนะ คาเฟ่
AYATANA.cafe Sense of space "อายตนะคาเฟ่" คาเฟ่ที่มาพร้อมห้องนั่งสมาธิเปิดใหม่ล่าสุดย่านอ่างศิลา ชลบุรี คาเฟ่เปิดใหม่ในชลบุรีแห่งนี้ชื่อว่า AYATANA อ่านว่า อา-ย-ต-นะ ซึ่งแปลว่าการรับรู้ผ่านช่องทางภายนอกทั้ง 6 ได้แก่ “ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ” เป็นคาเฟ่ที่มีคอนเซ็ปต์ที่ลึกซึ้งมาก มีหลายโซน ที่เราชอบที่สุดคือโซนห้องนั่งสมาธิ ที่ซ่อนอยู่บริเวณห้องด้านหลัง ใครอยากปลีกวิเวกจากความวุ่นวายในเมือง มาหลบพักผ่อนจิตใจ แถมยังมีเครื่องดื่มและขนมให้เลือกชิมอีกเพียบ เราแนะนำที่นี่เลยครับ เป็นอีกหนึ่งร้านที่ต้องมาให้ได้ในชลบุรี AYATANA CAFE Location : https://goo.gl/maps/qty1jeHPzC4pr32U9 209 ถนน พระยาสัจจา ตำบล เสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี ชลบุรี 20000 เวลาเปิด-ปิด : 09:00-18:00 ปิดวันพุธ โทร : +66809619426 ที่จอดรถ : ที่จอดรถ AYATANA cafe สามารถจอดได้ในบริเวณหน้าร้านริมถนน ข้อมูลเพิ่มเติม : https://web.facebook.com/ayatana.cafe
- OKONOMI คาเฟ่เปิดใหม่สไตล์ญี่ปุ่น ที่เสิร์ฟตั้งแต่อาหารเช้าไปจนถึงเครื่องดื่มและเบเกอรี่
OKONOMI Japanese Eatery & Cafe คาเฟ่สายมินิมอลญี่ปุ่นนั้นไม่ใช่ของใหม่ในตลาดประเทศไทย แต่ทันทีที่เราก้าวเท้าเข้าไปในอาคารสีเขียวอ่อน ที่มีป้าย “OKONOMI” อยู่ด้านหน้า เราสามารถรับรู้ได้ถึงความมินิมอลญี่ปุ่นที่ลุ่มลึกไปจนถึงระดับจิตวิญญาณเลยทีเดียว เพราะทุกรายละเอียดต่างก็เล่าเรื่องไปในทางเดียวกันแบบไม่มีแตกแถวให้สะดุด ง่ายๆคือเหมือนเราหลุดเข้าไปอยู่ประเทศญี่ปุ่นเลยแหละ แม้เจ้าของจะเป็นเชฟชื่อดังชาวญี่ปุ่น แต่สาขาแรกของ OKONOMI นั้นกลับอยู่ที่ Brooklyn, New York โดยมีคอนเส็ปต์เป็นคาเฟ่ที่ใส่ใจทั้งในเรื่องอาหาร ขนมและเครื่องดื่ม คือจะทานเล่นหรือทานจริงที่นี่ก็มีให้ครบ สมชื่อ OKONOMI ที่แปลว่า Whatever you like สำหรับบรรยากาศของร้านนั้น แน่นอนว่ายืนหนึ่งเรื่องความมินิมอล แนวเส้นตรงในงานอินทีเรียร์และเฟอร์นิเจอร์ทำให้ดูเป็นระเบียบไม่รกตา และการใช้ไม้และโทนสีสว่างก็ช่วยสร้างความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย เรารู้สึกถึงส่วนผสมที่ลงตัวพอดีระหว่างความ Comfort ความละเมียด และความเป็นญี่ปุ่น แม้ที่นี่จะมี All-Day Menu ที่อัดแน่นไปด้วยความน่ากินจนเลือกแทบไม่ถูก (แต่ไม่มี OKONOMIYAKI นะครับ 555) ไฮไลท์ของที่นี่กลับอยู่ที่เซ็ตอาหารเช้า Ichiju Sansai (ซุป 1 อย่าง, กับข้าว 3 อย่าง และบวกเครื่องเคียงอีก 2-3 อย่าง ส่วนหลังนี่เราเติมเองนะครับ 555) ที่เสิร์ฟช่วง 8:00-11:00 น. เท่านั้น เราสั่งชุด Shiokoji Ahi (550.-) คือปลาทูน่าอาฮิหมักด้วยชิโอะโคจิ (สูตรหมักคลาสสิคที่ประกอบด้วยเกลือและข้าวหมักเป็นหลัก) เสิร์ฟกับไข่หวาน (Tamagoyaki) ผักดอง (Tsukemono) ผักคลุกน้ำปรุง (Aemono) ข้าวญี่ปุ่นผสมธัญพืช ไข่ออนเซ็น และซุปมิโสะ ถ้าจะเพิ่มไข่ปลาแซลม่อน ก็เพิ่มอีก 90 บาทได้เลย แม้จะต้องรอเชฟพิถีพิถันกับอาหารของเราอยู่พักใหญ่ แต่ก็คุ้มค่ามาก นอกจากจะเป็นมื้อเช้าที่อร่อยแล้ว พอกินเสร็จก็รู้สึกสุขภาพดีได้รับสารอาหารครบหมู่ในปริมาณที่กำลังดี ส่วน Uji Matcha Latte ก็ปรุงมาแบบหวานน้อย รสละมุนกลมกล่อมสมชื่อความเป็นชาจากอูจิจริงๆ ช่วงนี้ยังเป็นช่วง Soft Opening อยู่เราแนะนำให้เพื่อนๆจองโต๊ะก่อนเข้าไปใช้บริการนะครับ โดยสรุปคือเราประทับใจกับ OKONOMI มากทีเดียว คิดว่าที่นี่จะเป็นหนึ่งในที่ที่เราจะบอกต่อ และนัดเจอเพื่อนๆได้เรื่อยๆตลอดทั้งวัน จะกลับมาลองเมนูอื่นๆอีกแน่นอนครับ ดูรูปแล้วก็อยากจะไปกันแล้วใช่มั้ยล่าาา ถ้าอย่างนั้นตามไปเลยที่ OKONOMI Location : https://goo.gl/maps/d6JsH3XprAJNB731A 33/1 ซอย สุขุมวิท 38 แขวง พระโขนง Klongtoey, กรุงเทพมหานคร 10110 เวลาเปิด-ปิด : Breakfast 08:00-11:00 | All Day Eatery & Cafe 08:00-18:00 โทร : +66613388000 ที่จอดรถ : ที่จอดรถ OKONIMI สามารถจอดได้ในซอยแต่อย่าลืมมองหาป้ายวันคู่วันคี่ด้วยนะคร้าบ ข้อมูลเพิ่มเติม : https://linktr.ee/okonomiofficial
- สูตรใหม่! Parsley Seed Anti-Oxidant Intense Serum ตำนานแห่งเซรั่มที่ยิ่งยอดเยี่ยมขึ้นอีกจาก Aesop
สูตรใหม่! Parsley Seed Anti-Oxidant Intense Serum ตำนานแห่งเซรั่มที่ยิ่งยอดเยี่ยมขึ้นอีกจาก Aesop การเพิ่มความแข็งแรงและปกป้องผิวจากมลภาวะและความเครียดสะสม คือเคล็ดลับสู่ผิวสุขภาพดีที่เราควรให้ความสำคัญก่อนการบำรุงเพื่อซ่อมแซมผิวเสียด้วยซ้ำ เพราะถ้าผิวไม่เสียตั้งแต่แรก เราก็แทบไม่มีเรื่องให้ซ่อม จริงมั้ยครับ ในบรรดาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยสร้างเกราะปราการให้กับผิวในท้องตลาด Parsley Seed Serum จาก Aesop มักปรากฏชื่อเป็นตัวท็อปๆมาอย่างยาวนาน เพราะนอกจากจะใช้แล้วเห็นผล ลูกค้าบอกต่อและกลับมาซื้อซ้ำจนขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในสินค้าขายดีตลอดกาลของแบรนด์แล้ว เซรั่มเมล็ดพาร์สลีย์นี้ยังมีเนื้อสัมผัสที่เบาบาง แห้งเร็ว เหมาะกับอากาศร้อนเหนอะหนะแบบบ้านเราเสียจริงๆ แถมกลิ่นก็หอมสดชื่นแบบธรรมชาติ เลอค่าตามวิถีของเอสอป แม้ผิวบอบบางก็ใช้ได้ สั้นๆก็คือ “เวิร์ค” ในแทบทุกมิติ มาวันนี้ Aesop ก็ได้ฤกษ์อัพเกรดสูตรของ Parsley Seed Anti-Oxidant Intense Serum ให้ยิ่งทรงพลานุภาพมากขึ้นไปอีกขั้น หลังจากเช็ดโทนเนอร์แล้ว เพียงเกลี่ยเซรั่ม 3-5 หยดให้ทั่วใบหน้าและลำคอ เจ้าโปรดักท์มหัศจรรย์นี้ก็จะเริ่มทำงานดูแลผิวของเราด้วยกลไกซับซ้อนหลายขั้นตอนทันที เริ่มต้นด้วยการสร้างแผ่นฟิล์มล่องหนเนื้อแมทท์ขึ้นมาเคลือบผิวด้วยสารสกัดจาก Red Algae และ Tara Gum เหมือนกับเรามีกำแพงบล็อคข้าศึกไว้ 1 ชั้นก่อนเลย จากนั้นมลภาวะที่หลุดลอดเข้ามาได้ ก็จะเจอกับสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมากจาก Grape Seed, Green Tea และ Parsley Seed extracts ซึ่งเป็นดังกองทัพทหารตัวจิ๋วที่พากันออกมาฟาดฟันกับศัตรูไม่ให้มาทำร้ายผิวของเราจนหยาบกร้าน นอกจากนี้ยังมี Tocopherol (Vitamin E) ที่เข้ามาช่วยบำรุงผิวให้แข็งแรงจากภายในอีกด้วย เรียกได้ว่าครบวงจรดูแลสุขภาพผิวให้แกร่งขึ้นทั้งจากภายในและภายนอกแบบไม่ต้องยุ่งยาก เหมาะกับวิถีชีวิตที่วุ่นวายของคนเมืองยุคใหม่จริงๆเลย Parsley Seed Anti-Oxidant Intense Serum สูตรใหม่นี้ราคา 2,800 บาท (60 ml.) ช้อปได้ที่เคาน์เตอร์เอสอป หรือ ช้อปออนไลน์ที่ https://www.central.co.th/en/aesop นะครับ
- F.V (Fruit & Vegetable)
#Hopvorite : เอฟวี F.V ถนนทรงวาด บนถนนเก่าแก่คู่ขนานกับถนนเยาวราชเส้นนี้ มีร้านอาหารสุดแนวคอนเส็ปต์แน่นตั้งอยู่บนเลขที่ 827 ชื่อว่า เอฟวี — F.V (ย่อมาจาก Fruit & Vegetable) อย่าให้การตกแต่งร้านที่สวยแหวกแนวนี้หลอกเพื่อนๆชาว #hopsters ว่าที่นี่เป็นแค่ร้านอาหารสุขภาพเก๋ๆตามสมัยนิยมที่พบได้ทั่วไป เพราะเบื้องหลังของความสวยอาร์ทเบื้องหน้า คือความจริงจังที่เจาะลึกลงไปถึงรากเหง้าของวิถีท้องถิ่นไทยที่กำลังจะสูญหายไป กว่าจะได้มาซึ่งแต่ละเมนูไม่ว่าจะเป็น ชาไมยราบ เมี่ยงคำ ยำมะม่วงแบบโบราณทานคู่กับใบชะพลู ข้าวเกรียบถั่วดำคู่กับน้ำพริกผัด รวมไปถึงเครื่องดื่ม ขนม และของทานเล่นอีกหลายรายการ ทางร้านได้ส่งทีมไปลงพื้นที่ศึกษา เก็บตัวอย่าง และทดลองในห้องแล็ปกับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ โดยคัดเอาแต่ผลผลิตทางการเกษตรที่ดีงามแต่ที่ไม่เป็นที่นิยมมานำเสนอใหม่ ผ่านมุมมองของนักคิดที่มีใจรักในผืนแผ่นดินไทย หลังจากที่เขาได้ทำงานในอเมริกาและมีธุรกิจสตูดิโอผลิตผลงานเชิงสร้างสรรค์ในอังกฤษมากว่า 30 ปี F.V จึงไม่ใช่ร้านอาหารเก๋ๆธรรมดา แต่ที่นี่เป็นแหล่งรวมความภักดีในวิถีพื้นบ้านและเรื่องราวอันน่ามหัศจรรย์มากมายที่อยู่ในของตกแต่งทุกชิ้น อาหารทุกคำ แม้แต่เรือนไม้สไตล์อีสานอายุกว่า 60 ปีที่อยู่กลางร้าน ไปจนถึงป้ายชื่อร้านที่แกะจากไม้สักโดยช่างฝีมือเก่าแก่ในชุมชนที่ใช้เวลาทำกว่า 3 เดือน . หากเพื่อนๆกำลังรู้สึกว่าของไทย “เจ๋ง” สู้ของนอกไม่ได้ ให้มาซึมซับพลังงานที่นี่ และบางทีเพื่อนๆอาจจะพบว่าการที่ต้นไม้ของเราจะเติบโตได้อย่างสง่างาม เราต้องมีรากที่แข็งแรงเสียก่อน และ F.V ก็คือหนึ่งในผู้บำรุงรากที่เพื่อให้ประเทศไทยเติบใหญ่ไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน . เปิด จันทร์-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 19.00 น. ที่อยู่ https://goo.gl/maps/NCEzpfWmxKo6NeDH9 . #LetsHoparound #LetsHoaproundBangkok #FVBKK #CafehoppingBkk #BkkCafeHopping #BkkCafe #คาเฟ่สุขภาพ #คาเฟ่ผลไม้ #อาหารเพื่อสุขภาพ
- Fondation Louis Vuitton พิพิธภัณฑ์ศิลปะหลุยวิตตอง
Fondation Louis Vuitton Fondation Louis Vuitton (ฟงดาซิยง ลุยส์ วิตตง) . จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อลักชัวรี่แบรนด์อันดับ 1 ร่วมมือกับ Frank Gehry สถาปนิกชั้นเซียนที่ออกแบบตึกไอคอนิคระดับโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน ใช่แล้ว... ผลลัพธ์ก็คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะทรงเรือสำเภามหึมาที่ใบเรือโดนลมเป่าให้เหมือนลอยอยู่เหนือต้นไม้ในสวนสาธารณะของเมืองที่เริ่ดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก! แม้จะใช้เวลาฟันฝ่าอุปสรรคเรื่องความเห็นชอบจากชุมชนและข้อจำกัดทางกฎหมายมาอย่างยาวนานจนช้ากว่ากำหนดการเปิดเดิมมากว่า 4 ปี ซ้ำบริษัท LVMH ผู้ลงทุนในโปรเจ็คท์นี้ยังโดนข้อครหาอย่างหนักเกี่ยวกับกลเม็ดการขอคืนภาษีจากรัฐอีก ในวันนี้ FLV ก็ได้กลายมาเป็นอาร์ทมิวเซี่ยมแห่งใหม่ที่ได้รับความนิยมไม่น้อยหน้ารุ่นพี่ โดยในปี 2017 นั้นมีผู้เข้าชมมากกว่า 1.4 ล้านคน งานดีไซน์ระดับนี้ว่ากันว่าเขาใช้ทีมงานออกแบบกันมากกว่า 400 คน โดยมี Frank Gehry เป็นหัวหอกสำคัญ ภายใต้โจทย์ “a magnificent vessel symbolizing the cultural calling of France” หรือแปลคร่าวๆได้ว่า “เรือสำเภาอันงามสง่าที่เป็นสัญลักษณ์ของเสียงเพรียกหาทางวัฒนธรรมแห่งฝรั่งเศส” แผงกระจกกว่า 3,600 ชิ้น ถูกนำมาประกอบกันเป็นแผ่นโค้งในหลายรูปทรงเพื่อสื่อถึงผ้าใบเรือที่พองและลู่ไปตามแรงลมเป่า โดย Gehry ได้แรงบันดาลใจในการใช้โครงสร้างกระจก ทั้งจากงานสถาปัตยกรรมของ Grand Palais และเรือนกระจกที่เคยมีอยู่ในสวนที่อยู่ติดกับมิวเซี่ยมแห่งนี้ แนะนำให้จองและซื้อตั๋วเข้าชมล่วงหน้าที่ https://www.fondationlouisvuitton.fr/en.html ได้ตั๋วพร้อมไกด์แมปมาแล้ว ไปลุยกันเลยยยย ด้านชิ้นงานที่จัดแสดงก็น่าสนใจมากเช่นกัน ว่ากันว่าส่วนใหญ่เป็นคอลเล็คชั่นที่รวบรวมโดยบริษัท LVMH และงานที่ตัว Bernard Arnault ประธานบริษัท LVMH สะสมไว้เอง ซึ่งเน้นไปที่งานของศิลปินยุคใหม่ เช่นงานของ Jean-Michel Basquiat, Jeff Koons, Gilbert & George รวมถึงงาน Art Installations ที่ออกแบบมาเพื่อพิพิธภัณฑ์แห่งนี้โดยเฉพาะ เช่นงานของ Olafur Eliasson, Janet Cardiff, Adrián Villar Rojas เป็นต้น ช่วงที่เราไปกำลังมีนิทรรศการของ Jean-Michel Basquiat (ฌอง-มิเชล บาสกิยาต์) บอกได้เลยงานที่ดูเหมือนภาพวาดเด็กๆของเขานั้นไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เพราะเมื่อปี 2017 งานที่เขาวาดขึ้นเมื่ออายุ 21 ปี กลายเป็นชิ้นงานศิลปะที่สร้างขึ้นโดยศิลปินชาวอเมริกันที่มีราคาประมูลสูงที่สุดในโลก คือ 110.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้า Andy Warhol ไปอีกกกก บาสกิยาต์ เป็นศิลปินชาวอเมริกันเชื้อสายเฮติ-เปอร์โตริกันที่เกิดที่ Brooklyn นิวยอร์ค เฉกเช่นเดียวกับอัจริยะหลายๆคน เขาไม่เคยเข้าโรงเรียนอาร์ทเลย แต่เขาได้แรงบันดาลใจจากการเดินดูงานพิพิธภัณฑ์ศิลป์เหมือนเราๆนี่แหละ เขาชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก เขามักถ่ายทอดความรู้สึกเมื่อได้ฟังดนตรีที่พ่อของเขาเล่น ผ่านภาพวาดบนกระดาษที่พ่อเขาเอากลับมาจากสำนักงานบัญชีพ่อเขาที่ทำงานอยู่ ตอนเป็นเด็กเขาเคยต้องเข้าโรงพยาบาลจากอุบัติเหตุรถยนต์ แม่ของเขาได้เอาหนังสือ Gray's Anatomy ไปให้เขาอ่านเล่น แต่หนังสือเล่มนี้กลับจุดประกายความหลงไหลในโครงสร้างของร่างกายมนุษย์ในตัวเขา และสิ่งนี้ยังปรากฏอยู่ในงานหลายต่อหลายชิ้นของเขาในรูปแบบของทั้งกะโหลก สมอง และลำไส้ นอกจากในโลกศิลปะแล้ว งานของเขาได้ถูกนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆมากมายตั้งแต่แก้วกาแฟ ไปจนถึงรองเท่า Reebok และไม่นานมานี้ก็ทาง COMME DES GARÇONS SHIRT ก็ได้หยิบผลงานชิ้นเด่นๆของเขาไปดีไซน์ร่วมกับคอลแล็กชั่นของกอมฯเองด้วย เดินมาเรื่อยๆก็จะพบกับโซนงานนิทรรศการเกี่ยวกับ Frank Gehry ผู้ออกแบบอาคารสุดล้ำแห่งนี้ ใครจะไปเดาออกว่า ลายเส้นยุ่งๆแบบนี้ จะแปลงร่างกลายมาเป็นอาคารทรงสำเภาเลอค่าแบบนี้ได้ เมื่อเดินขึ้นไปเรื่อยๆถึงชั้นดาดฟ้า เราจะพบกับระเบียงสีขาวที่ลดหลั่นกันอย่างสวยงามและมีชั้นเชิง บนดาดฟ้านี้มีทั้งงาน installation เท่ๆ รวมไปถึงร้านกาแฟและของทานเล่นอีกด้วย เราแวะพักเหนื่อยกันที่ร้านกาแฟ The Beans on Fire ตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้าของอาคาร FLV ที่นี่มีห้องอาหาร Le Frank บริเวณชั้น 1 ด้วยน้า ส่วนการเดินทางมาที่นี่ไม่ยากครับ ให้นั่งรถไฟใต้ดิน สาย 1 แล้วมาลงที่สถานี Les Sablons จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 10 นาทีก็จะถึง Fondation Louis Vuitton Facebook/Instagram: @hoparound.co Youtube: @hoparound.co Website www.hoparound.co #LetsHoparoundPARIS #LetsHoparound #FondationLouisVuitton #Travel #Paris #ริวิวFondationLouisVuitton #ริวิวพิพิธภัณฑ์ในปารีส #เที่ยวปารีส #ที่เที่ยวปารีส #เที่ยวปารีสด้วยตัวเอง #ปารีส #หลุยส์วิตตอง #รวมพิพิธภัณฑ์ในปารีส #พิพิธภัณฑ์ #เที่ยวปารีสด้วยตัวเอง
- High on art in Paris เสพศิลป์พิพิธภัณฑ์ในกรุงปารีส
เสพศิลป์ in Paris เค้าว่ากันว่า "you are what you eat" คุณเสพอะไรคุณก็เป็นแบบนั้น คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ Paris จะเป็นถิ่นกำเนิดของความสวยความงามต่างๆมากมาย ทั้งที่ทรงคุณค่าอยู่ในพิพิธภัณฑ์ และทรงมูลค่าอยู่ในตลาดของผู้บริโภค เราอยากรู้ว่า Paris เสพอะไรกันเข้าไป ถึงมีการสร้างสรรค์อันเลอค่ากันมากมายขนาดนั้น เราเดาเอาเองว่านอกจากบาเก็ตต์ หอยทาก และฟัวกราส์แล้ว ศิลปะน่าจะเป็นสิ่งที่มีอณูฟุ้งอวลอยู่ทั่วเมือง จนทำให้ชาวปารีเซียงต้องรับมันเข้ากระแสเลือดไม่มากก็น้อยอยู่แล้ว กระนั้น Paris ก็ยังมีแหล่งงานศิลปะให้เสพกันในโดสที่เข้มข้นขึ้นไปอีกในหลาก style หลาย level ว่ากันว่าทั้งเมืองมีรวมกันกว่า 130 มิวเซี่ยมเลยทีเดียว วันนี้เราจะพาคุณ #hop ไปรับศิลปะเข้าเส้นกันให้จุใจกันที่ Musuem และ Gallery ใน Paris ที่เราเลือกมาแล้วว่าดี..ดี๊..ดี.. บอกใบ้ไว้นิดตั้งแต่ต้นเลยละกันว่า ถ้าเพื่อนๆ #hopsters สนใจจะเข้าชมที่ไหน ควรอย่างยิ่งที่จะจองออนไลน์ล่วงหน้า เพราะอาจต้องรอเป็นชั่วโมง หรือไม่ก็อดชม ครั้งนี้เราใช้บัตร museum pass แบบ 4 วัน คุ้มมาก เพราะครอบคลุมกว่า 50 แห่งทั่วปารีสและรอบๆเลย บางที่ก็ไม่ต้องต่อแถวยาวๆนะ แล้วก็ประหยัดด้วย รายละเอียดการซื้อบัตร ตามลิงค์ไปเลย www.parismuseumpass.co Musée du Louvre (มิวเซ่ ดู ลูฟร์) ที่สุดแห่งอภิมหามิวเซี่ยมของโลก ไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ นอกจากปิรามิดกระจกสุด iconic ด้านหน้าอาคาร และขนาดพื้นที่ที่ใหญ่โตโอ่อ่ายิ่งกว่ามิวเซี่ยมใดๆในปฐพีแล้ว สิ่งที่จัดแสดงอยู่ในมิวเซี่ยมที่อายุกว่า 226 ปีแห่งนี้ยังมีมากกว่า 400,000 ชิ้น ทั้งวัตถุโบราณและงานศิลปะทุกแขนง Location: https://goo.gl/maps/fqNkTUFfM8vca8Ui6 ว่ากันว่าถ้าเราเดินดูงานทุกชิ้น ติดต่อกันทุกวันๆละ 8 ชั่วโมง ใช้เวลา 3 เดือนก็ยังไม่น่าจะครบ และในปี 2018 Louvre ก็ได้ทำลายสถิติโลก โดยเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีคนเข้าชมมากที่สุดในรอบ 1 ปี (10.2 ล้านคน) หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตัวเลขพุ่งสูงกว่าปีก่อนหน้าถึง 25% ก็น่าจะมาจาก MV เพลง Apeshit ของ The Carters (Beyoncé และ Jay-Z) ที่ยกกองมาถ่ายทำกันที่นี่ นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการเปิดกว้างให้วัฒนธรรมป๊อบในยุคปัจจุบันช่วยส่งเสริมงานศิลป์ระดับตำนานของโลก ซุปเปอร์สตาร์หมายเลข 1 ในบรรดางานศิลปะชิ้นสำคัญๆของโลกที่วางแสดงอยู่นับไม่ถ้วนในลูฟร์ น่าจะเป็นรูป Mona Lisa ต้นฉบับโดยฝีแปรงของ Leonardo da Vinci เพราะนางโดนรุมล้อมมากที่สุดมาทุกยุคทุกสมัย ชาวฝรั่งเศสเรียกรูปนี้ว่า La Joconde (ลา โจกนด์) แปลว่า นางผู้เป็นสุข จริงๆแล้ว Mona Lisa ก็มีประวัติลึกลับน่าสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นที่มาของรูป ใครคือผู้หญิงในรูปกันแน่ มาอยู่ที่ฝรั่งเศสได้ยังไง (ทั้งที่เป็นงานของศิลปินชาวอิตาลี) รวมไปถึงการที่มีคนค้นพบภาพวาดที่มีลักษณะแทบจะเหมือนกันเป๊ะอีก 1 รูปและมีการพิสูจน์แล้วว่าทั้ง 2 รูปเป็นงานในยุคเดียวกันอีกต่างหาก ปิรามิดแก้วที่เป็นอีกหนึ่ง Landmark ของ Paris นี้ออกแบบโดย I.M.Pei สถาปนิกชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ที่แรกๆก็ถูกต่อต้านอย่างมาก ทั้งตัวคนออกแบบและผลงานของเค้า แต่กาลเวลาก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์นั้นการเปิดรับย่อมให้ผลดีกว่าการปิดกั้นเสมอ Palais de Tokyo Musée D’art Moderne (ปาเลส์ เดอ โตกิโย) และ (มูเซ่ ดาร์ท โมแดร์น) “วังแห่งโตเกียว” ชื่ออาจจะชวนให้เดาว่าสถานที่แห่งนี้ต้องเป็นการร่วมมือกันระหว่างฝรั่งเศสและญี่ปุ่นแน่ๆเลย แท้ที่จริงแล้วชื่อนี้ได้มาจากชื่อถนนที่คั่นระหว่างอาคารแนว Art Deco แห่งนี้กับแม่น้ำ Seine ซึ่งแต่ก่อนถนนสายนี้มีชื่อว่า Quai de Tokio แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Avenue de New York Location: https://goo.gl/maps/V4xdDenhC9G9FqjY6 ตึกสวยขนาดใหญ่แห่งนี้แบ่งเป็น 2 ปีก โดยปีกฝั่งตะวันออกเป็นทรัพย์สินของนครปารีส มีชื่อว่า Musée D’art Moderne จัดแสดงงานศิลปะสมัยใหม่ที่หมุนเวียนกันไป ในโลกศิลปะคำว่า Modern Art นั้น หมายถึงงานศิลป์ที่สร้างขึ้นระหว่างปี 1860s-1960s น้าาา อย่าแปลตรงๆตัวแล้วคิดว่าเป็นงานยุคปัจจุบันล่ะ ถ้าเป็นงานศิลป์ยุคหลังจากนั้นมาจนถึงปัจจุบันจะใช้คำว่า Contemporary Art นะครับ การจัดวางของมิวเซี่ยมนี้จะไม่หวือหวาเหมือนอีกฝั่ง เดินง่ายๆให้อารมณ์เป็นผู้ใหญ่กว่า Palais de Tokyo (ปาเลส์ เดอ โตกิโย) อีกปีกของอาคาร (ปีกตะวันตก) นั้นเป็นของรัฐ บริหารจัดการภายใต้ชื่อ Palais de Tokyo/Site de création contemporaine ซึ่งปีกนี้จะฮิปและวัยรุ่นกว่ามาก (เหมาะกับวัยเรามากกว่าแหละ 555) ที่นี่คือมิวเซี่ยม Contemporary Art ที่ใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศส มีงาน conceptual installations มากมายที่ผลัดกันมาจัดแสดงในโซนต่างๆ และถ้าหากเลี่ยนงานอาร์ทก็ยังมีร้านหนังสือ/ของฝากให้ช้อปกันเพลิน และยังมีคาเฟ่/ร้านอาหารเท่ๆถึง 3 ร้าน ที่น่าสนใจคือมีผับที่ชื่อว่า The Yoyo ให้มาปาร์ตี้กันได้ด้วย แต่ต้องเช็คเวลากันดีๆก่อนนะ เพราะนางเปิดปิดไม่เป็นเวลา Location: https://goo.gl/maps/V4xdDenhC9G9FqjY6 งานที่จัดแสดงอยู่ ธีมคือ "ลอยอยู่กลางอากาศ" โดย Tomás Saraceno: ON AIR นี่ก็อีกงานที่เท่มาก ต้องต่อคิวเพื่อเราบุกเข้าไปในดงเส้นเคเบิ้ลที่ขึงเอาไว้กลางอากาศอย่างสวยงามตามแนว Abstract เมื่อได้เข้าไปแล้วจะจับต้องงานหรือจะถ่ายรูปก็ตามสบาย ถ้าเอานิ้วไปดีดเส้นสายเหล่านี้ก็จะเกิดเป็นเสียงดนตรีของแต่ละเส้นเลย โซนนี้ว่าด้วยงานผ้าร่ม งานบอลลูนต่างๆ ร้านหนังสือก็คือดีมากกกกกก มีหนังสือเป็นพันเป็นหมื่นเล่มที่เกี่ยวกับงานออกแบบทุกแขนงเลย ถุงผ้า ของเล็กๆก็มีนะ Centre Pompidou (ซองเทรอ ปอมปิดู) พิพิธภัณฑ์ Modern Art ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ได้ชื่อมาจากประธานาธิบดี Georges Pompidou เพราะเริ่มก่อสร้างในสมัยของเขาในยุค 70s Location: https://goo.gl/maps/GdLeDraLQvGPPtzD7 อาคารที่มีโฉมหน้าสะดุดตาแห่งนี้ถูกออกแบบตามคอนเส็ปต์ “Inside-Out” ที่เอาระบบท่อต่างๆที่ควรจะถูกซ่อนไว้ด้านในออกมาอวดลวดลายและสีสันอยู่ด้านนอก โดยพระเอกที่ถูกเอาออกมาโชว์อยู่ด้านหน้าตึกก็คงจะหนีไม่พ้นอุโมงค์บันไดเลื่อนที่พาดผ่านกลางอาคารจากมุมล่างซ้ายขึ้นไปจนถึงมุมบนขวาเลยทีเดียว เดาเอาเองว่าดีไซน์นี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับงานบันไดเลื่อนหน้าห้าง Central World ของเรา และรวมถึงตึก Fortune Town ที่แยกพระราม 9 ด้วย Centre Pompidou สูง 10 ชั้น แบ่งเป็น 3 โซนใหญ่ๆ คือ 1) ห้องสมุดสาธารณะ 2) พิพิธภัณฑ์ Modern Art ที่มีพื้นที่เกือบ 20,000 ตารางเมตร และ 3) ศูนย์วิจัยดนตรีและการได้ยิน ชิ้นงานระดับ Master Piece กว่า 100,000 ชิ้นที่จัดแสดงอยู่ภายในนั้นเดินดูได้หลายวันก็ยังไม่หมด ไม่ว่าจะเป็นเพ้นท์ติ้งชั้นครูของ Picasso, Mondrian, Matisse ฯลฯ หรืองานล้ำๆในยุคใหม่ขึ้นมาของ Andy Warhol, Yves Klein, Olafur Eliasson ฯลฯ กระทั่งงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ต่างๆโดย Philippe Starck, Alvar Aalto หรือ Jean Prouvé Jean Dubuffet Jardin d'Hiver นอกจากนี้ชั้นบนยังมีร้านอาหารวิวงาม "Restaurant Georges" และร้านขายหนังสือ/ของที่ระลึกเก๋ๆด้วย Musée d'Orsay (มิวเซ่ ดอร์เซย์) จากสถานีรถไฟที่มีสถาปัตยกรรมวิจิตรงดงามตามสไตล์ Beaux-Art (โบซารท์) อายุกว่า 120 ปี ที่เกือบจะถูกทำลายทิ้ง กลับกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์อันเลอค่าซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1986 และเน้นจัดแสดงงานศิลป์สัญชาติฝรั่งเศสเป็นหลัก Location: https://goo.gl/maps/9R2kGGcWFsqcLyQP8 แต่เดิมนั้น มิวเซ่ ดอร์เซย์ ถูกวางตำแหน่งมาให้เติมเต็มช่องว่างระหว่าง Louvre ที่จัดแสดงงานระดับตำนานประวัติศาสตร์โลก และ Centre Pompidou ที่เน้นงานยุคใหม่ ที่นี่จึงเป็นที่เน้นงานศิลป์ในยุคกลางเก่ากลางใหม่ในช่วงปี 1848-1914 และเป็นแหล่งรวมผลงานแนว Impressionism และ Post-Impressionism ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากใครชอบฝีแปรงที่ถ่ายทอดความงดงามชวนฝันของสีสันและแสงตกสะท้อนเช่นเดียวกับเรา รับรองว่าคุณจะต้องตกหลุมรักงานที่จัดแสดงอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน งาน master piece ของ ทั้ง Monet, Manet, Renoir, Cézanne, Seurat และ Van Gogh ต่างก็ถูกนำมาให้เราได้ยลโฉมเป็นบุญตากันที่นี่ เสน่ห์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ที่ความลงตัวในเรื่องของขนาดพื้นที่ที่ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป สถาปัตยกรรมอันทรงเสน่ห์ของตัวอาคาร และงานศิลป์ที่งดงามจนน้ำตาซึม อ่อ! อีกอย่าง บนชั้น 5 ของที่นี่ยังมีมุมถ่ายรูปยอดฮิตที่มีนาฬิกาขนาดยักษ์เป็นแบ็คกราวนด์เก๋ๆให้ด้วยนะ นาฬิกาลวดลายวิจิตรขนาดยักษ์นั้นเป็นหนึ่งเอกลักษณ์ของมิวเซี่ยมแห่งนี้ คงเพราะเคยเป็นสถานีรถไฟมาก่อน เมื่อ Vincent van Gogh วาดรูปตัวเอง เรามากินมื้อเที่ยงกันที่นี่ ...ร้านอาหารในพิพิธภัณฑ์มี 2 ร้าน ในรูปคือ Restaurant du Musée d'Orsay และอีกที่ก็คือ Café Campana ที่ต่างก็มีอินทีเรียร์ที่ช่างเว่อร์วังอลังการ จนเราลืมสนใจรสชาติอาหารไปเลย Musée de l'Orangerie (มิวเซ่ เดอ ลอรองเจอรี่) Orangerie แปลว่าโรงเรือนสำหรับปลูกต้นส้ม ซึ่งชื่อก็บอกตรงตัวเลยว่าก่อนที่กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างในปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ที่ใช้ในการปลูกต้นส้มมาก่อน Location: https://goo.gl/maps/gfRarc3PBea8B9fc9 ไฮไลท์ของที่นี่คือห้องที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อจัดแสดงภาพวาดระดับตำนานในซีรี่ส์ “Nymphéas” (หรือ “Water Lilies” ในภาษาอังกฤษ) ของ Claude Monet ปรมาจารย์ศิลปะแนว Impressionism โดยเฉพาะ มีผู้ที่ศึกษางานของ Monet กล่าวว่า สิ่งที่ Monet ระบายลงไปไม่ใช่แค่รูปดอกบัวในบึงเท่านั้น แต่เขาได้บันทึกการเต้นระบำของแสงลงไปในภาพผ่านฝีแปรงอัจริยะของเขา และเราก็เห็นด้วยตามนั้น โปรเจ็คท์พิเศษนี้เริ่มต้นในปี 1922 เมื่อ Monet เสนอตัวบริจาคงานจิตรกรรมฝาผนังให้กับรัฐเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับการสิ้นสุดลงของสงครามโลกครั้งที่ 1 และเป็นที่ปรึกษาให้กับการออกแบบพื้นที่จัดแสดงด้วยตัวเองโดยตั้งใจจะติดตั้งภาพเขียนแบบพาโนรามาลงบนผนังโค้งของผนังอาคารทรงรีและเน้นใช้แสงธรรมชาติซึ่ง Monet เชื่อว่าเหมาะกับการชมภาพวาดของเขามากที่สุด แต่สุดท้ายฮีกลับหวงงานไม่ยอมปล่อยภาพของตัวเองออกมาให้ทีมงานติดตั้ง จนกระทั่งฮีเสียชีวิตลงเมื่อปลายปี 1926 ภาพบัวในบึงพาโนรามาโค้งขนาดใหญ่ทั้งหมด 8 ภาพ จึงได้ถูกนำมาติดตั้งให้สาธารณชนได้ชมที่นี่ในช่วงต้นปีถัดมา ที่จริงแล้วภาพในซีรี่ส์ Nymphéas (นีมเฟอาส) นี้ เป็นภาพจิตรกรรมรูปบัวในสระที่บ้านของ Monet เอง ซึ่งเขาได้ใช้พู่กันบันทึกรูปดอกบัวและน้ำในสภาพแสงต่างๆไว้กว่า 250 ภาพลงบนผืนผ้าใบหลายขนาด และทั้ง 250 ภาพนี้ก็กระจายตัวอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆทั่วโลก แต่ทั้ง 8 ภาพไซส์ใหญ่พิเศษที่ Musée de l'Orangerie แห่งนี้เป็นงานที่ Monet ดีไซน์มาให้เหมาะกับสถานที่จัดแสดงโดยเฉพาะ จึงน่าจะนับได้ว่าเป็นหนึ่งในงานชิ้นโบว์แดงที่สุดของเขา และเราก็ไม่สามารถหาชมได้จากที่อื่น ใช่ว่าที่ Orangerie จะมีแค่ผลงานของ Monet นะครับ มิวเซี่ยมแห่งนี้ยังมีงานที่สำคัญจากศิลปินชั้นครูท่านอื่นๆอีกมากมาย เช่น Henri Matisse, Amedeo Modigliani, Pablo Picasso, Pierre-Auguste Renoir, Henri Rousseau เป็นต้น รวมถึงงานจัดแสดงชั่วคราวของศิลปินจากอีกหลายยุคหลายประเทศที่สลับสับเปลี่ยนมาให้ชมกัน ในรูปคืองานชุด “The Cruel Stories of Paula Rego” โดย Paula Rego ศิลปินชาวโปรตุเกส ที่ถูกนำมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการชั่วคราว ณ ตอนที่เราไป Lafayette Anticipations (ลาฟาเย็ตต์ อองติซิปาซิยง) สร้างขึ้นโดยมูลนิธิของห้างดังอย่าง Galeries Lafayette เราสะดุดตาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นโลโก้ที่หน้าเว็ป เพราะมันช่างถูกจริตเราเหลือเกิน ที่นี่เป็นเหมือนมิวเซี่ยมเล็กๆแต่เท่มากๆ เน้นงาน contemporary art งานดีไซน์และแฟชั่น ตลอดจนงานสร้างสรรค์เชิงทดลองต่างๆจากศิลปินทั่วโลก ค่าเข้า Exhibitions : free admission Events : from 5 to 15 € เปิด 11:00–19:00 ทุกวันและปิดวันอังคาร Location: https://goo.gl/maps/ramg8DG88oXqziWr5 งาน Contemporary Art ภายใน Lafayette Anticipations ความดีงามที่เอ็กซ์ตร้าไปอีกก็คือที่นี่มีคาเฟ่เฮลตี้จากร้านมังสวิรัติชื่อดังอย่าง Wild and the Moon มาเปิดอยู่ด้วย ส่วนทางออกอีกทางจะเป็นโซน Gift Shop เล็กๆ มีของที่ทั้งสวยดีไซน์เจ๋ง เก๋ เท่ น่ารักเยอะแยะไปหมดเลย ให้ทายซิว่าเสียเงินมั้ย 55555 Galerie Perrotin (กาเลอรี่ แปร์โรตัง) เป็นห้องแสดงงานศิลปะในย่าน Le Marais สุดฮิป ที่นี่เขาจะผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนงานของศิลปินดังๆระดับโลกมาโชว์ให้ดูฟรีกันตลอดทุกปี ที่นี่เข้าฟรีนะ เปิด 11:00–19:00 ทุกวันและปิดเฉพาะวันจันทร์ อังคาร Location: https://goo.gl/maps/cJJ9r3BKQkfNgJoV8 ตอนที่เราไปกัน มรการจัดแสดงผลงานของ ELMGREEN & DRAGSET (เอ็ล์มกรีน แอนด์ แดรกเซ็ท) ใครนึกไม่ออกให้นึกถึงงาน Bangkok Art Binale เค้าก็มาตั้งผลงานสระของเขาที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยนะ งานของเค้าจะจำง่ายก็คือ ประติมากรรมจัดวางสระน้ำแนวตั้ง ซึ่งเค้าทั้งสองคนก็ได้สร้างการนำเสนองานศิลปะรูปแบบใหม่ที่จะให้ผู้ชมมีประสบการณ์ร่วมกับงานของเค้า Gagosian Gallery (กาโกเซี่ยน แกเลอรี่) Gagosian เป็นเครือข่ายแกลอรี่ศิลปะที่มีอยู่ 17 สาขาทั่วโลก และปารีสก็เป็นหนึ่งในนั้น แกเลอรี่ Gagosian นั้นโฟกัสที่งานศิลปะสมัยใหม่ที่ค่อนข้าง conceptual และ progressive ถ้าใครเดินเล่นอยู่แถวๆสถานี Franklin D. Roosevelt บนถนน Avenue des Champs-Élysées ก็แวะเข้าไปเยี่ยมชมกันได้เลย ที่นี่มักจะมีงานล้ำๆให้ชมกันได้ฟรีๆเลยน้า Location: https://goo.gl/maps/nrNn9NgEMxBwNyiV ช่วงที่เราไปเป็นการ Exhibition ในชื่อ SEXE, RELIGION, POLITIQUE (เซ็กส์ ศาสนา และการเมือง) โดยศิลปินนามว่า Albert Oehlen เป็นไงกันบ้างครับ เสพแล้วก็ save แรงบันดาลใจเอาไว้ในใจด้วยนะครับ อย่าลืมว่า you are what you eat หากเราเสพสิ่งที่สวยงาม เราก็จะกลายเป็นความสวยงามนั้น ใครจะไปรู้ว่างานศิลป์ที่คุณเสพเข้าไปในวันนี้ อาจจะกลายเป็นวัตถุดิบให้กับผลงานที่คุณสร้างขึ้นสักวันหนึ่งในอนาคตก็ได้ ขอบคุณที่ #hop ไปกับเราครับ Facebook/Instagram: @hoparound.co Youtube: @hoparound.co Website www.hoparound.co #LetsHoparoundPARIS #LetsHoparound #FondationLouisVuitton #Travel #Paris #Musuem #Gallery #ริวิวพิพิธภัณฑ์ในปารีส #เที่ยวปารีส #ที่เที่ยวปารีส #เที่ยวปารีสด้วยตัวเอง #ปารีส #หลุยส์วิตตอง #รวมพิพิธภัณฑ์ในปารีส #พิพิธภัณฑ์ #เที่ยวปารีสด้วยตัวเอง #GagosianGallery #LafayetteAnticipations #GaleriePerrotin #MuséedelOrangerie #MuséedOrsay #CentrePompidou #PalaisdeTokyo #MuséeDartModerne #MuséeduLouvre
- Aesop - Rōzu Eau de Parfum
ย้อนเวลา 100 ปีสู่สถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น ผ่านน้ำหอมกลิ่นที่ 4 จากบ้าน Aēsop ช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างศตวรรษที่ 19 และ 20 ท่ามกลางการเกิดขึ้นของวัสดุในการก่อสร้างใหม่ๆอย่างเหล็กหล่อ สารเคลือบโลหะ กระจก และคอนกรีต ประกอบกับวิถีความเป็นเมืองก็เริ่มหนาแน่นไปด้วยผู้คนเกินกว่าที่สถาปัตยกรรมแบบเก่าจะรองรับได้ การเคลื่อนไหวเชิงสถาปัตยกรรมแบบ Modern Architecture จึงได้ก่อตัวขึ้นโดยยึดเอาคอนเส็ปต์ Function Over Form คือประโยชน์ใช้สอยต้องมาก่อนรูปแบบความสวยงาม และเน้นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาคารทั้งหลัง ผลลัพธ์คือความหนักแน่นและเกลี้ยงเกลาที่ได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วโลกอย่างยาวนานจนถึงทศวรรษ 80s เลยทีเดียว หนึ่งในผู้ที่มีอิทธิพลอย่างมากในงานสถาปัตยกรรมยุคนี้ก็คือศิลปิน/นักคิด/นักวางผังเมืองและสถาปนิกชาวสวิส-ฝรั่งเศส (หลายตำแหน่งจัง) ที่ชื่อ Charles-Édouard Jeanneret-Gris หรือตามฉายาที่เขาตั้งให้กับตัวเองว่า Le Corbusier บุรุษระดับตำนานผู้นี้เป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มแนวคิดการสร้างที่พักอาศัยที่สามารถซ้อนกันขึ้นไปเป็นตึกเพื่อตอบสนองความหนาแน่นของประชากรในเมืองยุคใหม่ รวมทั้งแนวคิดที่ว่าที่พักอาศัยควรจะสามารถเข้าถึงระบบคมนาคมได้อย่างสะดวกสบาย ประเด็นนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติในสมัยนี้ แต่ในยุคของเขานั้นไม่เคยมีใครหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูดอย่างจริงจัง ดังนั้น Le Corbusier จึงเป็นบุรุษผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และหนึ่งในผู้กรุยทางให้เมืองเป็นเมืองอย่างในทุกวันนี้ ในปัจจุบันผลงานของเขาได้รับบรรจุให้เป็นมรดกโลกกว่า 17 ชิ้น ใน 7 ประเทศทั่วโลก หลายคนคงเริ่มสงสัยว่าเจ้าน้ำหอมนี้เกี่ยวอะไรกันกับงานสถาปัตยกรรมยุคนี้ ค่อยๆตามเรามานะ เราจะเผยให้ฟัง หนึ่งในทีมงานตัวจี๊ดคนหนึ่งของ Le Corbusier เป็นสุภาพสตรีมากความสามารถชื่อ Charlotte Perriand เธอเป็นผู้รับผิดชอบงานตกแต่งภายในในหลายโปรเจ็คท์ของเขา เปรียบเสมือนเป็นมือขวาเลยก็ว่าได้ แม้จะไม่ได้พื้นที่สื่อมากเท่ากับ Le Corbusier แต่แนวคิดและฝีมือของเธอในการยกระดับ “The Art of Living” นั้นไม่เป็นรองใคร และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Le Corbusier ในหลายๆโครงการ โดยเฉพาะในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่มีการผสมเอาวัสดุและเทคนิคใหม่ๆในขณะนั้น จนกลายเป็นผลงานสุดคลาสสิคที่ยังเป็นที่ต้องการและยังผลิตมาขายจนถึงทุกวันนี้ Charlotte Perriand เป็น icon คนสำคัญในแวดวงตกแต่งภายใน ด้วยแนวคิดที่เชื่อว่า The Art of Living นั้นคือการมีชีวิตที่สอดคล้องกลมกลืนกับแรงขับเคลื่อนเบื้องลึกของมนุษย์และกับสภาพแวดล้อมที่เขาสร้างขึ้นและที่เขาเลือกรับเข้ามาในชีวิต อาจจะด้วยแนวคิดนี้กระมังที่ทำให้เธอพยายามเลือกสภาพแวดล้อมใหม่ๆอยู่เสมอ และเลือกที่จะไม่อยู่ภายใต้ร่มเงาของ Le Corbusier ตลอดไป เธอตัดสินใจที่จะออกไปสำรวจเส้นทางของตัวเอง และได้ร่วมงานกับผู้คนระดับตำนานอื่นๆอีกมากมาย ผลงานของเธอถูกหล่อหลอมขึ้นจากความรักในธาตุวัตถุที่มีอยู่ในธรรมชาติ ความเชื่อในความเท่าเทียมกันของมนุษย์ และการเดินทางออกไปเผชิญโลกกว้าง โดยมีช่วงหนึ่งที่เธอต้องย้ายไปอยู่ญี่ปุ่นและเวียดนามนานเกือบ 6 ปีเพราะเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้กลิ่นอายความเป็นตะวันออกนั้นเจืออยู่บางๆในงานของเธอนับแต่นั้นเป็นต้นมา และในระหว่างที่อยู่ญี่ปุ่นเธอก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยยกระดับงานดีไซน์ในญี่ปุ่นเพื่อตลาดตะวันตกอีกด้วย ไม่นานมานี้ Barnabé Fillion นักออกแบบน้ำหอมชาวฝรั่งเศสชื่อดังที่ร่วมงานกับ Aēsop มาอย่างยาวนาน ได้รับโจทย์ให้รังสรรค์น้ำหอมกลิ่นที่ 4 ให้กับทางแบรนด์ คราวนี้เขาได้รับบันดาลใจมาจากชีวิต Charlotte Perriand สตรีผู้อ่อนโยนทว่าหนักแน่น สตรีผู้ผสมผสานความเป็นตะวันออกเข้ากับความเป็นตะวันตก สตรีผู้หยิบเอาวัสดุธรรมชาติมาหลอมรวมกับเทคนิคใหม่ๆที่มนุษย์คิดค้นขึ้น สตรีผู้เนรมิตปรัชญานามธรรมให้กลายเป็นผลงานที่จับต้องได้ แน่นอนว่าน้ำหอมกลิ่นที่ 4 ที่จะต้องถ่ายทอดความซับซ้อนทั้งหมดนี้ จะต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และจมูกที่เป็นเลิศของมืออาชีพระดับโลกเท่านั้น เราปลื้มที่ Fillion เลือกเล่าชีวิตของ Perriand ผ่านดอกกุหลาบ แต่ไม่ใช่แค่กุหลาบธรรมดา แต่เป็นวงจรชีวิตทั้งหมดของกุหลาบวาบะระ กุหลาบสวนกลีบซ้อนกันแน่นสายพันธุ์ญี่ปุ่น โดยเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเมล็ดพันธุ์ในดิน จนเติบโต เบ่งบาน และร่วงโรยไปตามกาลเวลา ดังนั้นนอกจากความหอมหวานของกุหลาบแล้ว Rōzu ยังอบอวลไปด้วยไอดิน กลิ่นใบเขียว เปลือกไม้หอม รวมไปถึงเครื่องเทศที่ล้วนต่างมีที่มีทางอยู่ด้วยกันอย่างลงตัว นี่จึงไม่ใช่น้ำหอมกลิ่นกุหลาบหวานเจี๊ยบ แต่เป็นกลิ่น unisex ที่มีครบทุกมิติ ลุ่มลึก หนักแน่น ทรงเสน่ห์ เช่นเดียวกับบุคลิกและความเชื่อในเรื่องความเท่าเทียมกันของ Perriand กลิ่นหอมหวลจากกลีบกุหลาบวาบะระนั้นถูกโอบอุ้มเพิ่มมิติความหอมและลดทอนความหวานลงด้วยส่วนผสมที่ซับซ้อนมากมายทั้ง เพตติเกรน เบอร์กามอต ใบชิโสะ (ท่ี Charlotte โปรดปรานตลอดการใช้ชีวิตในญี่ปุ่นของเธอ) พิงค์เพพเพอร์ อิลัง อิลัง ดอกมะลิ ซ้อนเลเยอร์ความสโมคกี้ด้วยกลิ่นจากไม้กวาแอค เติมความอบอุ่นด้วยกลิ่นไม้แซนดัลวู้ด นอกจากนี้ยังมีแวติเวอร์ พัทชูลี เมอร์และปิดท้ายด้วยความเย้ายวนจากมัสก์ นี่คือความ Sophisticated ของกลิ่นที่น่าทึ่ง และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือผลลัพธ์ที่ลงตัวเมื่อสัมผัสผิวกายก็กลายเป็นเสน่ห์ความหอมที่เปี่ยมรสนิยม ติดอยู่แค่นิดดดดดเดียว เราอยากให้กลิ่นหอมๆติดอยู่บนผิวเรานานกว่านี้อีกซักหน่อย เราชอบกระบวนการสร้างสรรค์ที่ให้ความเคารพต่อประวัติศาสตร์ และเรื่องราวของบุคคลที่น่ายกย่อง เราชื่นชมการตีความและสื่อสารปรัชญานามธรรมให้ออกมาเป็นสินค้าที่ผู้คนสามารถนำมาใช้ได้จริง อันที่จริงเรามองว่าการเลือกใช้น้ำหอมนั้นก็เป็นการสื่อสารถึงตัวตนของเราให้คนรอบข้างได้รับรู้อย่างมีชั้นเชิงโดยไม่ต้องใช้คำพูดอธิบายให้เสียเวลา แน่นอนว่าในแต่ละวันเราก็อยู่ในอารมณ์และสถานการณ์ที่ต่างกันไป หากวันไหนคุณรู้สึกอยากจะบอกคนรอบข้างให้รู้ว่าคุณเป็นคนละเมียดละไม เข้มแข็งแต่อ่อนหวาน อบอุ่นและเย้ายวน ลองฉีด Rōzu น้ำหอมกลิ่นที่ 4 จาก Aēsop นี้ดูสิ เราว่าเขาน่าจะเก็ตนะ . Where to buy: Aesop counter at Central Department Store Website: www.central.co.th/th/aesop, www.aesop.com . FB/IG: @hoparound.co Website: www.hoparound.co . Image Credit: Aesop.com, nemolighting.com #AesopSkincare #AesopThailand #LetsHoparound #ParsleySeed #รีวิวAesopRozu #รีวิวAesopPerfume #รีวิวAesop #รีวิวเอสอป #รีวิวเครื่องสำอางค์ #ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
- Karst กลิ่นหอมจากชายฝั่ง Othertopias คอลเล็คชั่นน้ำหอมใหม่ล่าสุดจาก Aesop
Karst กลิ่นหอมจากชายฝั่ง Othertopias คอลเล็คชั่นน้ำหอมใหม่ล่าสุดจาก Aesop คุณเคยได้กลิ่นของจินตนาการไหมครับ กลิ่นของดินแดนในอีกมิติที่สมจริงจนแยกไม่ออกว่าที่นี่คือที่ไหนกันแน่ ทั้งคุ้นเคยแต่ก็แปลกตาไปพร้อมๆกัน ที่ที่เส้นแบ่งระหว่างความเป็นจริงกับมายานั้นช่างบางและเบลอเสียเหลือเกิน นั่นแหละครับคือโจทย์ที่ Aesop ตั้งให้กับคุณ Barnabé Fillion นักปรุงกลิ่นหอมชาวฝรั่งเศสที่ร่วมงานกับ Aesop มาตลอด 8 ปี เพื่อรังสรรค์ Collection น้ำหอมใหม่ล่าสุดในนาม “Othertopias” เราขอแปลเองว่า “ดินแดนอื่นใด” ด้วยคอนเส็ปต์ “Elsewhere here” (ที่อื่นที่อยู่ตรงนี้) ฟังแล้วอาจดูย้อนแย้งและทำให้สับสน แต่การเบลอเส้นแบ่งแห่งตรรกะนี่แหละครับที่ Aesop จะใช้พาเราเข้าสู่ดินแดนมหัศจรรย์ที่ซ้อนทับกันอยู่กับที่ตรงนี้ที่เราอยู่ ในคอลเล็คชั่น “ดินแดนอื่นใด” ที่ไม่จริงไม่หลอกแห่งนี้ เป็นถิ่นที่อยู่ของความหอมกลิ่นที่ 5-6-7 ของแบรนด์ Aesop ซึ่งคราวนี้เค้าเปิดตัวทีเดียว 3 กลิ่นรวดเพื่อเป็นตัวแทน 3 สถานที่ในความฝันที่เป็นจริง คือ Miraceti (ตัวแทนท้องทะเล) Karst (ตัวแทนชายฝั่ง) และ Erémia (ตัวแทนดินแดนที่ถูกทิ้งร้าง) ตอนนี้เรากำลังเคลิบเคลิ้มอยู่กับ Karst มนต์วิเศษจากชายฝั่งอันหอมฟุ้งของดินแดน Othertopias และอยากจะชวนเพื่อนๆชาว #hopsters มาล่องลอยสู่ฝันหวานไปด้วยกันครับ ณ ที่แห่งนี้ อากาศกำลังฟุ้งไปด้วยกลิ่นแคลเซี่ยมจากโฟมน้ำเค็มที่กระเซ็นซู่ซ่าเมื่อถาโถมเข้ากระทบกับผาหินและแผ่นดิน จังหวะรุกคืบและถอยร่นของกระแสคลื่นก็ไม่ต่างอะไรกับการหายใจเข้า-ออกของเรา พืชพรรณหลากชนิดที่งอกงามอยู่ตรงนั้นตั้งแต่ไม้พุ่มล้มลุกไปจนถึงไม้ใหญ่ยืนต้นต่างก็พากันส่งความหอมเฉพาะของตัวเองออกมาพูดคุยกัน หนักบ้าง เบาบ้าง หวานบ้าง ขมบ้าง ผสมกันจึงสมดุลพอดี ไกลออกไปพายุฝนอึมครึมก็กำลังก่อตัวขึ้นและมุ่งหน้ามาพร้อมกับกลิ่นแห่งความชุ่มชื้นของหยาดฝนที่ค่อยๆโปรยตัวลงสู่ผืนดินแทนที่ความแห้งแล้งที่เป็นเจ้าถิ่นมานาน Karst เปิดการรับรู้ของเราด้วยความเขียวอ่อนๆของ Juniper จากนั้นสายลมที่อุดมด้วย Oxygen ก็พัดพาเอากลิ่นอายทะเลเข้าสู่จมูกของเราผ่านกลิ่นเบาๆของสาหร่ายที่ถูกสกัดเอา CO2 ออกไปแล้ว สอดประสานกันพอดีกับความสดชื่นจาก Black Pine, Eucalyptus Absolute, Pink Pepper และ Black Pepper ก่อนที่ความหอมของ Bergamot, Rosemary และ Sage จะเข้ามาร่วมวงสนทนาจนอื้ออึงอบอวลไปหมด นอกจากนี้คุณ Fillion ยังแอบโปรยความ Exotic ของ Cumin และ Ginger เพิ่มเข้าไปอีกนิดหน่อยด้วย เราไม่รู้ว่าไอดินกลิ่นฝนนั้นถูกปรุงขึ้นมาจากอะไรบ้าง แต่ความ Earthy ของ Vetiver ก็น่าจะช่วยอยู่ไม่น้อย ท้ายที่สุดความซับซ้อนทั้งหมดก็ถูกโอบอุ้มเอาไว้ด้วยความอบอุ่นของไม้หอมอย่าง Cedar และ Sandalwood เป็นอันครบองค์ประกอบพีระมิดกลิ่น Karst ที่น่าหลงไหลนี้ หากอ่านแล้วยังแอบงงอยู่ ขอให้มั่นใจเถอะครับว่าทั้งหมดทั้งมวลนี้ เมื่อบวกลบคูณหารออกมาแล้ว ผลลัพธ์ก็คือ Karst นั้นเป็นกลิ่นที่หอมมากจริงๆ เราฉีดไว้ที่ข้อมือก็ยังอดยกขึ้นมาดมบ่อยๆไม่ได้เลยครับ เป็นความหอมสะอาดๆแบบ Genderless สำหรับทุกเพศที่ทั้งสดชื่นและอบอุ่น จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่าซับซ้อนก็ซับซ้อนเช่นกัน เหมือนกับที่ทางแบรนด์ตั้งโจทย์ไว้ให้เราแยกความจริงกับความฝันไม่ออกนั่นแหละครับ ยังไงก็แวะไปลองดมกลิ่นจินตนาการกันได้ที่ Aesop ทุกสาขานะครับ น้อง Karst (และเพื่อนๆกลิ่นใหม่อีก 2 กลิ่น) ขนาด 50 ml.ราคา 6,400 บาท บรรจุมาในกล่องที่ด้านในพิมพ์ลายผลงานของ Jack Coulter ศิลปินภาพวาดจาก Belfast ด้วยครับ ขอปรบมือให้กับการนำเสนอที่เก็บรายละเอียดกันได้ดีมากๆครับ ‘It is not down to any map, true places never are.” - Herman Melville #LetsHoparound
- LOAF Bakers & Brewers โลฟ เบกเกอร์สแอนด์บรูวเวอร์ส คาเฟ่พัทยา
LOAF ความอิ่มเอมใจที่ถูกจินตนาการขึ้นใหม่ เมื่อ LOAF (โลฟ) ร้านเบเกอรี่ชื่อดังแห่งพัทยาที่เปิดมานานกว่า 10 ปีได้รับการ Reimagined คอนเส็ปต์ใหม่ทั้งหมด เพื่อยกระดับซีนคาเฟ่ขึ้นไปอีกขั้น คราวนี้มาในชื่อเต็มว่า LOAF Bakers & Brewers เพราะต้องการเน้นไปยังคนในทีมที่มาร่วมกันส่งมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้กับลูกค้า และในโปรเจ็คท์นี้ Hoparound.co ก็ได้ร่วมดีไซน์งานแบรนดิ้งต่างๆของร้านรวมถึง Logo ด้วย คุณเค้ก บีไฟว์ ผู้ก่อตั้งร้าน LOAF เราดึงเอาแรงบันดาลใจมาจากพิมพ์ขนม และเนื้อขนมปังที่นุ่มฟู ในการออกแบบ Logo ใหม่ให้กับ LOAF ตัวอักษรจึงมีความหนาอวบอิ่มเป็นพิเศษ อีกนัยหนึ่งก็เพื่อสื่อถึง “ความอิ่มเอมใจ” ซึ่งเป็นนิยามที่ LOAF ให้ไว้กับความหมายของชื่อตัวเอง (นอกเหนือจากความหมายตาม Dictionary ที่แปลว่าก้อนขนมปัง) ซึ่งเป็นที่มาของสโลแกน we LOAF you “เราจะทำให้คุณอิ่มเอมใจ” ที่ทางร้านยึดถือมาตั้งแต่เปิดร้านเมื่อปลายปี 2010 ในการพลิกโฉมใหม่คราวนี้ LOAF ยังได้ถือโอกาสแนะนำน้อง Doughy (โดอี้) ที่น่ารักเป็นบ้า มาปรากฏกายเป็น Mascot ใหม่ของแบรนด์ จากชื่อก็น่าจะพอเดากันออกอยู่แล้วว่าได้แรงบันดาลใจมาจากก้อน Dough นุ่มๆก่อนจะมาเป็นขนมปัง โดย LOAF ได้นำรอยยิ้มที่มีขีดตรงหางตาซึ่งเป็น Icon ประจำร้านที่ลูกค้าจดจำได้ตั้งแต่มาปี 2014 มาใช้เป็นใบหน้าของน้องโดอี้ด้วย เรื่องคุณภาพของ Bakery (โดยเฉพาะ Stikky Buns มะพร้าววววว) ซึ่งเป็นดั่งนางเอกตลอดกาลของ LOAF นั้นคงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากเพราะลูกค้าที่แวะเวียนมาอุดหนุนตลอด 10 ปีที่ผ่านมาน่าจะเป็นเครื่องการันตีได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่เมื่อ LOAF แปลงโฉมแบรนด์ครั้งใหญ่แล้ว จึงถือโอกาส Upgrade ผลิตภัณฑ์ให้พรีเมี่ยมมากขึ้นด้วย ตั้งแต่เรื่องต้นทางอย่างเช่นวัตถุดิบ ไปจนถึงการลงทุนในเครื่องจักรประสิทธิภาพสูง และขั้นตอนการทำที่พิถีพิถันมากยิ่งขึ้น ควบคุมคุณภาพกันถี่ยิบไปจนถึงอุณหภูมิของห้องที่ใช้ในการขึ้นรูปขนมเลย ท่ามกลางกระแสครัวซองต์ที่เกิดขึ้น เราต้องยอมรับว่าครัวซองต์ของ LOAF เลอค่ามากๆ ความทุ่มเทในการคุมเข้มทุกรายละเอียดนั้นส่งผลลัพธ์ที่เราสัมผัสได้จริงๆ LOAF ใช้วัตถุดิบท็อปเกรดนำเข้าจากยุโรปแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแป้ง ยีสต์ ช็อคโกแลต หรือเนยที่ได้ตรา AOP รับรองว่ามาจาก 1 ใน 3 แหล่งควบคุมพิเศษในฝรั่งเศสเท่านั้น และยังมีเค้ก Gluten Free รสชาติเยี่ยมเพื่อรองรับลูกค้าที่แพ้ Gluten รวมไปถึงขนม Vegan เอาใจสายพืชด้วย นอกจากนี้ LOAF ยังได้ Upgrade พระเอกสุดหล่อในร้านด้วยนั่นก็คือกาแฟชั้นยอด เพื่อให้การเสพคาเฟ่ของลูกค้านั้นสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นไปอีก โดยทางร้านเลือกใช้เครื่อง Modbar ที่คอกาแฟสาย Speedbar ต่างยอมรับถึงประสิทธิภาพในการสกัดช็อตกาแฟขั้นสูง (แน่นอนว่าราคาก็สูงตามไปด้วย) และ LOAF ได้คัดเลือกเมล็ดกาแฟที่น่าสนใจหมุนเวียนมาให้ลูกค้าได้ลิ้มลองกันอย่างต่อเนื่อง จากที่เราได้ลอง House Blend ของทางร้าน (ใช้ชื่อว่า LOAF BLEND) ซึ่งมีรสชาติโทน Balanced และ Nutty เราก็ประทับใจกับความกลมกล่อมหอมมันของกาแฟมากๆเลยล่ะ แต่ถ้าจะถามว่าเมนูกาแฟไหนเป็น Signature ของ LOAF เราอยากให้ลอง LOAFFEE กาแฟรสมะพร้าวซึ่งมีทั้งเวอร์ชั่น Black กับ White ขอแอบกระซิบเบาๆว่าเวอร์ชั่น Green ที่ชงด้วยมัทจะ Uji Hikari เกรด Excellent ก็กำลังจะตามมาเร็วๆนี้ เราได้ชิมแล้ว อร่อยสุดๆเลย Black Loaffee 130.- Raspberry Lemonade 120.- Matcha Latte 160.- Uji Hikari ครัวซองต์ปู เป็นครัวซองต์ซิกเนเจอร์ของที่นี่ 225.- เนื้อปูล้วนแน่นๆปรุงแบบล็อบสเตอร์โรลล์ต้นตำรับรัฐ MAINE, USA แพ็คเกจจิ้งต่างๆของทางร้าน สำหรับงานดีไซน์ร้านนั้น ใครที่เคยมาพัทยาก็คงจะนึกภาพแสงสีและความไม่ค่อยเป็นระเบียบของเมืองออก LOAF จึงแก้โจทย์ด้วยการออกแบบร้านให้เป็นเหมือนถ้ำที่เมื่อเข้ามาแล้วให้ความรู้สึกประหนึ่งได้หลบเข้ามาสู่ความอบอุ่นสวยงาม ราวกับอยู่คนละโลกกับความวุ่นวายด้านนอก ภายในร้านจึงเต็มไปด้วยความโค้งมนและคุมโทนให้เป็นสีครีมโมโนโทนทั้งหมด นอกจากจะทำให้ดูนุ่มนวลสบายตามากๆแล้ว ยังเป็นพื้นหลังที่เพอร์เฟ็คท์ให้กับ Item ตกแต่งที่มาช่วยแต้มสีสันสดใสให้กับร้านได้อย่างเหมาะเหม็ง ของตกแต่งจาก Norse Republics, HAY และ โคมไฟจาก Menu Reverse Table Lamp จากแบรนด์ Menu Perspective Table จากแบรนด์ EO ประเทศ Denmark งานออกแบบและตกแต่งทั้งหมดควบคุมโดยคุณเค้ก (B5) เจ้าของร้าน และหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง hoparound.co ของเราด้วย โดยทำงานร่วมกันกับคุณโจ วัชชรากร สถาปนิกฝีมือดีแห่งเมืองพัทยา แม้จะเป็นร้านของคนกันเอง แต่นั่นก็ยิ่งทำให้เราได้รับรู้ถึงรายละเอียดที่ปรากฏอยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เราเองก็รู้สึกปลื้มใจ (แกมอิจฉานิดหน่อย) แทนชาวพัทยาและพื้นที่ใกล้เคียงที่มีของคุณภาพให้เสพกันแบบนี้ เพราะ LOAF นั้นยอดเยี่ยมหมดจด ทั้งในเรื่องของงานดีไซน์ไปจนถึงคุณภาพสินค้าจริงๆ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง “Ultimate Cafe Experience” สำหรับเราเลยก็ว่าได้ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา LOAF ได้พยายามนำเสนอและผลักดันสิ่งใหม่ๆให้กับเมืองพัทยาเสมอ และเราเชื่อว่าการปรับโฉมใหม่ของ LOAF ในคราวนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดงานดีไซน์ในรูปแบบใหม่ๆให้กับเมืองพัทยาไม่มากก็น้อย LOAF Bakers Brewers Location: https://g.page/LOAF_BAKERSANDBREWERS?share 47, 92 Soi Welcome Town เมืองพัทยา อำเภอบางละมุง ชลบุรี 20150 เวลาเปิด-ปิด : 10:00-18:00 น. เปิดทุกวันไม่มีวันหยุด โทร : 096 696 8665 ที่จอดรถ : ที่จอดรถร้าน LOAF สามารถจอดรถในโครงการและบริเวณรอบร้าน ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/LOAF.BakersBrewers
- Clarks Desert Boots 2 Sand Suede
Clarks Desert Boots 2 Sand Suede รองเท้า Desert Boots ของ Clarks ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 1950 นั้นนับเป็นรุ่นสร้างชื่อจนขึ้นหิ้งเป็น Icon ของแบรนด์เลยก็ว่าได้ วันนี้รองเท้าบูทส์หนังกลับสุดคลาสสิคที่สูงคลุมข้อเท้าพอดีนั้นได้รับการ Reengineered ใหม่อีกครั้ง และอัพเกรดให้เป็นรุ่น Desert Boots 2 ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อให้เหมาะกับโจทย์ยุคใหม่มากขึ้น วันนี้เราขอเลือกรองเท้า Desert Boots สี Sand รุ่นหนัง Suede แบบคลาสสิคเลย มาลองแมทช์กับเสื้อผ้าลุคส์ต่างๆในปัจจุบันกันดู ถ้าจะให้รวบรัดตัดความสั้นๆก็คือสวย ใส่ง่ายและนิ่มสบายมากกกก ระหว่างที่ดูภาพเพลินๆ เราก็ขอเล่าความเป็นมาของเจ้ารองเท้า Desert Boots ไว้เป็นเกร็ดสนุกๆเล็กน้อยกันซักหน่อยนะครับ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 Nathan Clark ทายาทรุ่นเหลนของหนึ่งในผู้ก่อตั้งแบรนด์รองเท้า Clarks (ใช่แล้วครับ แบรนด์ Clarks มีอายุยาวนานกว่านั้นมาก เพราะก่อตั้งเมื่อปี 1825 ปัจจุบันก็ 196 ขวบแล้ว) ได้ร่างแบบรองเท้า Desert Boots รุ่นแรกในช่วงที่เค้ายังรับใช้กองทัพอังกฤษอยู่ โดยเขาได้แรงบันดาลใจมาจากแบบรองเท้าหนังกลับที่ช่างรองเท้าในตลาด Khan el-Khalili กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ได้ตัดเย็บขึ้นตาม Order ของกองทัพทะเลทรายจาก South Africa ด้วยหนังที่นุ่มสบายและพื้นรองเท้าแบบ Crepe Rubber Sole ที่แข็งแรงทว่ายืดหยุ่นและมีพื้นผิวขรุขระ รองเท้าแบบนี้จึงเหมาะกับการเดินย่ำในทะเลทรายและช่วยยึดเกาะกับพื้นผิวต่างๆได้ดี Vision ที่ Nathan เห็น (ซึ่งน้อยคนจะเห็น) ในตอนนั้นก็คือเครื่องแบบของทหารฝ่ายพันธมิตรในช่วงสงคราม โดยเฉพาะรองเท้านั้นจะกลายเป็นแฟชั่นที่ใส่ได้จริงในช่วงที่บ้านเมืองสงบลง เมื่อสงครามจบลง เขาก็กลับไปยังบ้านเกิดในประเทศอังกฤษ และพยายามนำเสนอดีไซน์ของเขาต่อบริษัท Clarks แต่กลับไม่ได้รับความสนใจเลยเพราะบริษัทตอนนั้นกำลังโฟกัสกับการทำรองเท้านักเรียนช่วงหลังสงครามอยู่ เค้าจึงตัดสินใจหิ้ว Prototypes รองเท้า Desert Boots ไปออกงาน Chicago Shoe Fair ในปี 1947 และด้วยกระแสนิยม “ความเป็นอังกฤษ” ในช่วงนั้น รวมถึงการออกแบบที่เรียบง่ายเพราะมีรูร้อยเชือกแค่ 4 รูเท่านั้น แถมยังไม่ต้องคอยขัดให้เงาเหมือนรองเท้าหนังทั่วไป ที่สำคัญก็คือราคาที่จับต้องได้ ทำให้งานออกแบบของ Nathan นั้นเป็นที่ชื่นชอบในอเมริกาเป็นอย่างมาก ไม่นานหลังจากนั้น Desert Boots ก็ได้ลงนิตยสาร Esquire และถูกสวมใส่โดยเซเลบต่างๆมากมายซึ่งช่วยจุดกระแสนิยมออกไปจนถึงวัยรุ่นในยุโรปตะวันตก เรียกได้ว่ารองเท้าบูทส์ทะเลทรายของเขาแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของยูนิฟอร์มวัยรุ่นยุโรปตลอดยุค 50s และ 60s เลยก็ว่าได้ ในขณะที่ในประเทศอังกฤษนั้นเจ้า Desert Boots แทบไม่เป็นที่นิยมเลย เพราะอังกฤษในช่วงนั้นนิยมรองเท้าที่ใส่แล้วแน่นกระชับ อะไรที่ใส่สบายจะถูกมองว่าไม่เนี้ยบไม่เก๋ ทำให้ กว่าจะมี Desert Boots วางขายในอังกฤษก็ปาเข้าไปต้นยุค 60s แล้ว ของดีที่อยู่ผิดสนาม บางทีก็เกิดยากเหมือนกันนะครับ กลับมาที่ปัจจุบัน เราคิดว่า Desert Boots 2 เป็นหนึ่งในรองเท้าที่หลายๆ คนควรมีติดตู้เอาไว้นะครับ เพราะนอกจากจะดูดีแบบคลาสสิค แมทช์ง่ายกับแทบจะทุกชุดทั้งกางเกงขาสั้น-ขายาวแล้ว ยังใส่สบายได้หลายโอกาส ไม่ว่าจะเดินเล่นในสวน ในป่า หรือในเมือง สำหรับเพื่อนๆชาว #hopsters ที่สนใจ โดยเฉพาะคนที่เล็งว่าจะซื้อออนไลน์ เราแนะนำให้ไปลองใส่ของจริงที่หน้าร้านดูก่อน เพราะสำหรับเราไซส์ของ Clarks ค่อนข้างใหญ่กว่าแบรนด์อื่นๆที่เรามีนะครับ และนอกจากสีที่เราเลือกมาแล้วก็ยังมีสีอื่นๆให้เลือกอีกหลายสีเลยครับ #LetsHoparound with #Clarks #ClarksThailand
- Doi Tung สีสันแห่งดอยตุง
สีสันแห่งดอยตุงปีที่ 7 แน่นอนว่าดอยแม่ฟ้าหลวงที่สวยสะพรั่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์แห่งนี้นั้นเป็นที่คุ้นเคยของคนไทยกันมายาวนาน และในปีนี้ก็นับเป็นปีที่ 7 แล้วที่งาน “สีสันแห่งดอยตุง” จะถูกจัดขึ้นอีกครั้ง ในฤดูหนาวช่วงเดือนธันวาคมและมกราคมนั้นนับเป็นช่วงเวลาที่อากาศเป็นใจให้ดอกไม้นับล้านดอกต่างก็พร้อมใจกันเบ่งบานระเบิดสีสันกันตู้มตามเต็มยอดดอย เราได้มีโอกาสขึ้นไปเยี่ยมดอยตุงในช่วงที่กำลังมีการเตรียมงานกันอยู่พอดี ก็เลยแอบเก็บภาพมาฝากกันด้วย ไป #hop กันได้เลยยยย ที่สำคัญใครไปช่วงนี้มีมาตรการป้องกันโควิดอย่างดีจะมีทีมคอยพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทุกๆ 3 ชั่วโมงเลย ค่าเข้าชมสวนแม่ฟ้าหลวง บุคคลทั่วไป 90 บาท นักเรียน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ 45 บาท หรือบัตรเข้าชมทั้ง 4 สถานที่ 220 บาท นอกจากวิวเขา สายหมอก และดอกไม้งามๆแล้ว ในงานยังจะมีสีสันแห่ง culture ให้เอ็นจอยด้วย อย่าง “กาดชนเผ่า” ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ถนนคนเดินสายวัฒนธรรมที่สูงที่สุดในประเทศไทย” นั้นก็จะมีทั้งอาหาร ผลิตผลทางการเกษตร งานฝีมือ และดนตรีพื้นบ้านเตรียมไว้ต้อนรับแขกของดอยด้วย Doi Tung Tree Top Walk เดินชมธรรมชาติบนสะพานที่ทอดยาวกลางป่าสูงกว่า 30 เมตร ในพื้นที่ 25 ไร่ของสวนแม่ฟ้าหลวงนั้น เนืองแน่นไปด้วยความงดงามของดอกไม้เมืองหนาว สระบัว สวนหิน สวนปาล์ม รวมไปถึงกิจกรรมสุดฮิตคือเดินบนสะพานยอดไม้ที่หวาดเสียวนิดหน่อย หรือถ้ายังไม่สะใจจะโรยตัวโหนสลิงข้ามยอดไม้ก็ได้เช่นกัน เดินชมสวนดอกไม้ในสวนแม่ฟ้าหลวง มีดอกไม้มาจัดเรียงกันนับร้อยสายพันธุ์ พระตำหนักดอยตุง เป็นที่รู้กันว่าดอยตุงนั้นเป็นพื้นที่ที่องค์สมเด็จย่า หรือพระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.9 ทรงเป็นผู้บุกเบิกพัฒนามาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2530 บนยอดดอยแห่งนี้จึงมีพระตำหนักดอยตุง “บ้านหลังแรก” ในประเทศไทยของสมเด็จย่าที่ทรงสร้างขึ้นโดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ พระตำหนักแห่งนี้สร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายโดยเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของ Swiss Chalet และศิลปะแบบล้านนา ปัจจุบันยังคงเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ และในบางโอกาสก็ยังมีพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์เสด็จมาประทับด้วย นอกจากนี้บนดอยตุงยังมี Hall of Inspiration หรือหอแห่งแรงบันดาลใจที่จัดแสดงพระราชจริยวัตรของราชสกุลมหิดล ตั้งแต่ประวัติความเป็นมา เหตุการณ์สำคัญๆ และแนวคิดเบื้องหลังการพัฒนาดอยตุง และประเทศไทยให้ยั่งยืนอีกด้วย หน้าหนาวนี้ ถ้าได้ไปแอ่วเชียงราย อย่าลืมแวะไปงานสีสันแห่งดอยตุงครั้งที่ 7 นะครับ เพื่อนๆคงเห็นแล้วว่าช่วงนี้ hoparound.co ของเรานำเสนอที่ท่องเที่ยวในเชียงรายเยอะเลย เพราะเราได้ใช้เวลา 1 สัปดาห์เต็มๆที่นั่น ขอบอกเลยว่าเชียงรายนั้นมีของดีซ่อนอยู่เยอะจริงๆ บางทีก็ต้องขอบคุณโควิดที่ทำให้เราได้มีโอกาสสำรวจประเทศไทยเรามากขึ้น ทำให้รู้ว่าเฮ้ย บ้านเราก็สวยไม่แพ้เมืองนอกเลยนะเนี่ย . FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #LetsHoparound #Chiangrai #LetsHoparoundChiangrai #LetshoparoundThailand #Travel
- Little Island NYC สวนแห่งชีวิตใหม่หลังโควิดที่นิวยอร์ก
อีกครั้งที่ New York City ไม่เคยหยุดเซอร์ไพร้ซ์ผู้คน นอกจากจะชวนนักท่องเที่ยวมาฉีดวีคซีนฟรีแล้ว เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา (21 พ.ค. 2021) สวนที่ดูเหมือนฝันแห่งนี้ก็เพิ่งเปิดตัวไป เรียกได้ว่ามารับขวัญการคลี่คลายของสถานการณ์โควิดในอเมริกากันพอดิบพอดี ที่นี่คือสวน Little Island ที่นอกจากจะสวยสะดุดตาน่าเดินเล่นแล้ว ยังเต็มไปด้วยพื้นที่เปิดกว้างให้ศิลปินใน New York ได้มาหมุนเวียนแสดงผลงานทั้งศิลปะ ดนตรี เต้นรำ การละคร ฯลฯ และมีโปรแกรมสอนศิลปะให้กับคนที่สนใจด้วย นอกจากนี้ยังมีโซนอาหารและเครื่องดื่มเพื่อความสุนทรีย์ของชีวิตยุคใหม่อีกด้วย ที่สำคัญคือใครๆก็เข้ามาใช้บริการได้ฟรีไม่มีค่าเข้าตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงตี 1 ไปเลย Little Island เป็นสวนลอยฟ้าที่ต่อเติมเพิ่มให้กับ Hudson River Park บนถนน 13th Street ด้วยเงินสนับสนุนของมูลนิธิ Diller-von Furstenburg Family โดยให้ Thomas Heatherwick เป็นผู้ดูแลงานออกแบบโครงการทั้งหมด และมี Signe Nielsen แห่ง MNLA เป็นผู้ดูแลงานจัด Landscape ให้โดดเด่นงดงาม แท่งคอนกรีตสูงๆต่ำๆกว่า 280 แท่งที่ตั้งเรียงรายกันยื่นลงไปในแม่น้ำแทนที่ท่าเรือ Pier 55 (ถูกรื้อถอนไปแล้ว) นั้นช่วยค้ำยันโครงสร้างด้านบนซึ่งเป็นปูนหล่อรูปดอกทิวลิปขนาดมหึมากว่า 132 ดอก ทิวลิปคอนกรีตเหล่านี้ช่วยโอบรับอิฐหินดินทรายและพืชพันธ์ุน้อยใหญ่จำนวนหลายหมื่นต้นเอาไว้อย่างสวยงามและแข็งแรง หากมองลงไปในน้ำเราจะยังสามารถเห็นท่อนไม้ที่เป็นโครงสร้างเดิมของ Pier 55 โดยเขายังอนุรักษ์เอาไว้ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำต่อไป นอกจาก Landscape สวยๆพร้อมด้วยแมกไม้เกือบ 400 สายพันธุ์ที่ถูกจัดขึ้นอย่างมีศิลปะแล้ว พื้นที่กว่า 2.4 เอเคอร์ (ประมาณ 6 ไร่) ของ Little Island นี้ยังได้ถูกแบ่งออกเป็น 3 โซนหลักๆ คือ 1. The Amph (เวทีและอัฒจันทร์ 687 ที่นั่ง) 2. The Playground (โซนอาหารเครื่องดื่มพร้อมที่นั่ง) และ 3. The Glade (สนามหญ้าและเวทีเล็ก) เห็นชีวิตดีๆที่ New York แล้ว หันกลับมามองสถานการณ์ในบ้านเราก็อดที่จะเปรียบเทียบไม่ได้เลยครับ เรายังคงเฝ้ารอวันที่ประเทศไทยจะก้าวข้ามผ่านเส้น “ประเทศกำลังพัฒนา” ไปสู่ “ประเทศพัฒนาแล้ว” แม้ความหวังจะยังดูพร่ามัว แต่เราก็ไม่สิ้นหวังนะครับ Credits: Michael Grimm, littleisland.org #LetsHoparound #NewYork #LetsHoparoundNewYork #InspiringStuff #LittleIslandNYC #pier55 #publicspace












