Search Results
129 results found with an empty search
- Copenn.กลิ่น. อารมณ์. ความหลงไหล.
Copenn. : Creative of perception engage with new narrative ที่หัวถนนซอยเจริญกรุง 82 ร้านเครื่องหอมแบรนด์ไทยใหม่ล่าสุดในนาม Copenn. ตั้งอยู่อย่างเงียบๆแต่มั่นคงในตัวตนที่ชัดเจน หากไม่ทราบมาก่อน มัดฟางสีน้ำตาลอ่อนที่แขวนอยู่หน้าร้านอาจจะชวนให้สงสัยว่านี่คือร้านอะไร และความลึกลับนี้เองที่เป็นเสน่ห์เย้ายวนให้เราเข้าไปค้นหาคำตอบ คำตอบนั้นพบได้ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าในโพรงจมูกนั้นเป็นที่ที่เดียวในร่างกายที่เซลล์ประสาทได้สัมผัสกับอากาศโดยตรง และอากาศที่ฟุ้งไปด้วยกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ในร้านก็พุ่งเข้าไปเตะซอกลึกของโพรงจมูกของเราอย่างจัง กลิ่น Burning Cabinet ซึ่งเป็นกลิ่น Signature ของร้านนั้นหอมจนเราต้องเอ่ยปากถาม Shopkeeper (ซึ่งก็คือ 1 ใน 4 หุ้นส่วนของร้าน) ว่านี่คือกลิ่นอะไร ความหอมแบบ Woody จากไม้กฤษณากับไม้ซีดาร์ เมื่อมาเจอกับกลิ่นยาสูบนั้นให้ความรู้สึกเข้มเซ็กซี่ ยิ่งเคล้าด้วยความเขียวของหญ้าแฝกและเพตติเกรนก็ช่วยเติมความเฟรชให้มี Layers ครบสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ภายในร้านเน้นโทนสีดำ/เทาเป็นพื้นหลังขับให้วัสดุธรรมชาติอย่างไม้ หิน โลหะ และมัดฟางโดดเด่น เป็นความงามที่ดิบเท่ และเชื้อเชิญเราเข้าสู่ดินแดนแห่งความเคลิบเคลิ้ม จริงๆแล้วพื้นที่ร้านก็ไม่ได้ใหญ่มาก แต่ทุกมุมช่างปลุกเร้าความเป็นนักสำรวจในตัวเราให้เข้าหยิบกลิ่นต่างๆขึ้นมาดมว่ากลิ่นไหนจะเป็นกลิ่นที่ “ใช่” ที่สุดที่เราจะพากลับบ้านไปด้วย เราพุ่งเข้าไปหาเทียนหอมเป็นอย่างแรก เพราะเป็นสิ่งที่เราใช้บ่อย มีหลายกลิ่นที่ทำให้เราลังเลซะด้วยสิ แต่ทางร้านแจ้งว่าเทียนเป็นแค่ตัวโชว์เท่านั้น ต้องรออีกแป๊บนึงจึงจะมีวางขาย เราจึงอกหักเล็กน้อย ก็เลยหันไปล่าขุมทรัพย์ที่มุมอื่นๆแทน ซึ่งมีทั้ง Room Diffuser, Hand Soap, Hand Cream, นำ้มันหอมระเหย, กำยาน และเตา Oil Burner (ซึ่งดีไซน์ได้สวยเท่น่าใช้มากๆ) การปรุงกลิ่นนั้นเป็นเรื่องละเมียดละไม และทาง Copenn. นั้นก็ทำได้ดีจนน่าทึ่ง Layers ของสารสกัดพืชพรรณกลิ่นต่างๆที่ซ้อนทับกันดึงให้เราเข้าสู่มิติพิศวง หลงเคลิ้มจนเลือกไม่ถูก ยิ่งเห็นรายละเอียด Packaging และการ Present สินค้าแล้ว ยิ่งทำให้เรารู้สึกได้ว่า ทั้งหมดนี้คงต้องผ่านกระบวนการคิดและสร้างสรรค์มาหลาย Layers ไม่แพ้การปรุงกลิ่นเลยทีเดียว ผลลัพธ์ก็คือความล่มละลายย่อยๆในกระเป๋าตังค์ของเรา 5555 แต่เราคิดว่ายังไงก็คุ้ม เพราะกลิ่นนั้นสามารถพาเราทะลุทั้ง Space และ Time ไปสู่ความรู้สึกในห้วงความทรงจำได้ดีกว่ายานพาหนะใดๆ หรืออย่างน้อยความหอมก็เพิ่ม Leverage คุณภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้ทันทีเพียงกดไฟแช็คแกร๊กเดียวเท่านั้น Copenn. : Creative of perception engage with new narrative Location: https://goo.gl/maps/2Q9mniWvP9jqDWnx6 24/1 ห้อง 2103 ซอย เจริญกรุง 82 เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร 10120 เวลาเปิด-ปิด : 11:00–19:00 น. ปิดวันจันทร์และอังคาร โทร : +66835996448 ที่จอดรถ : ที่จอดรถ copenn จอดได้บริเวณหลังร้าน ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.instagram.com/copenn.co/
- เที่ยวรอบเมือง San Francisco
สะพาน Golden Gate สีแดงที่ทอดยาวเป็นกิโลคงเป็นภาพจำอันดับหนึ่งของเมืองศูนย์กลางการค้าแห่ง California ตอนเหนือแห่งนี้ เราตกหลุมรักบ้านเรือนสไตล์ Victorian สีสันน่ารักบนเนินสูงบ้างเตี้ยบ้าง และรถรางโบราณที่วิ่งรับส่งผู้คน ซานฟรานซิสโก เป็นเมืองที่โอบล้อมไปด้วยทะเล และมีสเน่ห์แห่งหนึ่งในฝั่งตะวันตกของอเมริกา และอากาศดีตลอดทั้งปี ทริปนี้เราจะพาไป #hop เล่นในเมือง San Francisco กัน Retails แหล่งช้อปปิ้งใน SF มีอยู่หลายย่านทั้งจตุรัสกลางเมืองอย่าง Union Square ที่รวบรวมเอาห้างหรูและแบรนด์ระดับโลกเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีถนน Hayes และ Fillmore และถนนอื่นๆที่เรียงรายไปด้วยร้านค้านานาสไตล์ เราชอบที่ SF มีร้านเก๋ๆกระจายอยู่หลายจุดทั่วเมือง Acne Studios Geary Street Location: https://goo.gl/maps/pM9dQggFofstSPFXA Minimal ร้านขายของแต่งบ้านสไตล์.... ลองดูจากชื่อร้านเองละกัน ของที่ทางร้านคัดมามีกลิ่นไอความเรียบง่ายแต่เก๋ แนวสแกนดิเนเวีย และญี่ปุ่นที่ทั่วโลกกำลังคลั่งไคล้กัน Location: https://g.page/GOminimal?share Outdoor Voices ร้านเสื้อผ้า Athleisure (กึ่งกีฬากึ่งเที่ยว) จาก New York มาพร้อมสีสันและการนำเสนอ ที่น่ารักน่าสนใจสไตล์อเมริกัน Location: https://goo.gl/maps/GXue12Vn7SVVGXYf9 Heath Ceramics นอกจากถ้วยชามรามไหดีไซน์เรียบโก้แล้ว ฮีธนั้นโด่งดังเรื่องงานกระเบื้องคุณภาพที่ออกแบบและผลิตในแคลิฟอร์เนีย ก่อตั้งแต่ปี 1948 ใน Salsalito เมืองน่ารักที่อยู่อีกฟากของสะพาน Golden Gate แวะมาที่นี่ก็จะได้ทั้งอุปกรณ์บนโต๊ะอาหาร ของแต่งบ้าน หนังสือ และกระเป๋าที่เน้นการใช้งาน สวยเรียบแต่ทนทาน รวมไปถึงงานจิวเวอรี่อีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/vTRUNcyHhxWY6TbV9 Schein & Schein สวรรค์สำหรับคนชอบงานพิมพ์ย้อนยุค เขาเน้นไปที่แผนที่โบราณของเมืองและประเทศต่างๆ แต่ก็มีงานพิมพ์อื่นๆขายด้วย ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์ โปสการ์ด รูปภาพ หนังสือ และงานอาร์ทเวิร์ค ตลอดจนเครื่องเขียนที่ดูขลังเหมาะลุคของร้าน Location: https://goo.gl/maps/hmoJ4AR9sXmZG4BXA Wine Merchant Cheese Monger เราบังเอิญเดินผ่านมาเจอ แต่ร้านนี้น่ารักสำหรับคนชอบอาหารกระจุกกระจิกอย่างเรา แถมพนักงาน (หรือเจ้าของร้านหว่า?) ก็นิสัยดีและมีความรู้จริง แนะนำได้ทุกอย่างด้วยความมั่นใจและเป็นมิตรอย่างยิ่ง Location: https://goo.gl/maps/fDECEHCN4i7NpaiJ8 City Lights Booksellers & Publishers ร้านหนังสืออิสระใจกลางซานฟรานซิสโก รวมหนังสือหลายแนวมาก ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1958 ร้านค่อนข้างใหญ่ และเงียบ ในเมืองใหญ่ๆแบบนี้ เหมาะแก่การหลบไปพักหาหนังสือดีๆอ่านมาก เราชอบวิธีการจัดร้านเหมือนเขาวงกตดี มีซอกมุมหลืบให้นั่งอ่านหนังสือเต็มไปหมด Location: https://g.page/CityLightsBooks?share Food ไปซานฟรานกินอะไรดี? San Francisco เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้านอาหาร เพราะนอกจากจะอยู่ติดทะเล และใกล้แหล่งเกษตรกรรมแล้ว เมืองแห่งนี้ยังเป็นหม้อหลอมรวมวัฒนธรรมอันหลากหลายทั้งยุโรป เอเชีย และลาตินอเมริกาเข้าไว้ด้วยกันอย่างลง Sotto Mare ร้านอาหารซีฟู๊ดสไตล์อิตาเลี่ยนอร่อยและสดมาก รสชาติจัดจ้านคล้ายอาหารไทยเลย แถมบรรยากาศก็ดูมีชีวิตชีวา ใครที่ชอบอาหารทะเลไม่ควรพลาดร้านนี้ ซุปซีฟู้ดรสจัดอย่างกะต้มยำ ขาดแค่ตะไคร้กะพริกขี้หนู ถูกปากเรายิ่งนัก Location: https://goo.gl/maps/1REnZZj8jYD59aj58 Tartine Bakery ร้านเบเกอรี่ชื่อดังของ San Francisco มีคิวรอหน้าร้านตลอดเวลา มีหนังสือสูตรขนมของตัวเองวางขายทั่วโลก สาขานี้เป็นสาขาดั้งเดิม สภาพก็ทั้งขลังและโทรม 555 แต่นางมีสาขาอีกหลายที่ที่สวยงามตามสมัยนิยม เช่นที่ Tartine Manufactory ที่เป็นร้านใหญ่มีอาหารบริการด้วย Location: https://goo.gl/maps/SFTRs5mhEpc4Kit56 Plow ร้านอาหารเช้าที่ (น่าจะ) ดีที่สุดร้านหนึ่งใน SF เสิร์ฟอาหารง่ายๆที่ใช้วัตถุดิบอย่างดี ทั้งไข่กวน แพนเค้ก สลัด ไปจนถึงชากาแฟพรีเมี่ยม และน้ำผลไม้คั้นสด Location: https://goo.gl/maps/ddUVbnApeowd1AaXA Rose’s Cafe ร้านอาหารอิตาเลียนแบบง่ายๆบ้านๆ แต่อร่อยเกินคาด ร้านตกแต่งดูเป็นบ้านอบอุ่นด้วยสีเหลืองน่ารัก เหมาะสำหรับมื้อกลางวัน อิ่มแล้วก็เดินไปช้อปปิ้งต่อที่ Fillmore Street ได้เลย Location: https://goo.gl/maps/UsZ7prn45nECDDFm8 The French Laundry และ Bouchon สองร้านนี้ไม่ได้อยู่ใน San Francisco ซะทีเดียว เพราะต้องขับรถออกไปทางเหนือกว่าชั่วโมงครึ่งจนถึง Napa Valley แต่ด้วยความพิเศษมากๆของนาง เราจึงอยากเอามารวมไว้ด้วย เพราะทั้ง 2 ร้านเป็นร้านของเชฟ Thomas Keller เชฟอเมริกันเพียงคนเดียวที่มีร้านอาหาร 3 ดาวมิชลินถึง 2 ร้าน เราจองคิวร้าน The French Laundry ล่วงหน้าหลายเดือนก่อนออกเดินทางมา เพราะรู้ดีว่าที่นี่เป็นร้านจองยากระดับตำนานที่มีดาวมิชลิน 3 ดวงการันตี ดีงามขนาดไหนคงสาธยายไม่หมด แต่ที่หมดไปอย่างแน่นอนก็คือเงินในกระเป๋าเรา (ฮาาาา!) ทว่าร้านที่เราแอบชอบมากกว่านิดนึง (เพราะเราเป็นสาย comfort food) กลับเป็นร้าน Bouchon ที่แม้จะมีแค่มิชลินเพียงดวงเดียว แต่บรรยากาศและอาหารนั้นถูกจริตเรามากกว่า และเราก็ปลาบปลื้มกับ wine list ที่นางคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันด้วย Location: https://goo.gl/maps/FXRAXGqfEP5sbiKn9 Coffeeeeee สำหรับคอกาแฟ San Francisco เป็นเมืองที่มีร้านกาแฟและโรงคั่วเมล็ดมากเป็นอันดับต้นๆของอเมริกา แบรนด์ที่โด่งดังที่สุดก็คงหนีไม่พ้นร้านขวดฟ้าสุดคูล หรือ Blue Bottle ที่ขยายสาขาไปหลายประเทศ แต่คอกาแฟต้องอย่าลืมแวะ 4Barrels, Sightglass, Ritual, Verve, Andytown, Slojoy และอื่นๆอีกมากมายด้วยนะ 4Barrels ร้านใหญ่ มาพร้อมกับรสชาติที่อร่อยมาก และยังคั่วกาแฟกันสดๆในร้านเลย Location: https://goo.gl/maps/yGHCk3fwndZC9t2T7 Blue Bottle สาขานี้ตั้งอยู่ใน Ferry Building Market Place Location: https://goo.gl/maps/vZv6iiF26TbQx9mq7 Architecture & Landmarks เป็นอีกหนึ่งเมืองในโลกที่สถาปัตยกรรมสวยมากๆ Coit Tower ได้ยินชื่อหอคอย Coit Tower ก็อาจจะทำให้หลายคนนึกขึ้นได้ว่าที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดของร้านไอติมยี่ห้อดังที่มีสาขามากเมืองไทย แต่สำหรับคนที่นี่หอคอยสีขาวแนว Art Deco ที่ตระหง่านอยู่บน Telegraph Hill แห่งนี้นั้น หมายถึงประวัติศาสตร์ และแลนด์มาร์คสำคัญที่สร้างขึ้นด้วยเงินของเศรษฐีที่ชื่อว่า Lillie Hitchcock Coit หลังจากที่เขาเสียชีวิตลง เพียงเพื่ออยากจะเติมความงามให้กับเมืองซานฟรานที่เขารัก แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆแล้ว ที่นี่ก็เป็นอีกหนี่งจุดชมวิวพาโนราม่ายอดฮิต ที่มีความสูงกว่า 210 ฟุต มีค่าเข้าชมคนละ 8 USD Location: https://goo.gl/maps/kNWaAv7SyG8iH1499 เมืองจะสวยได้อย่างไร หากขาดบ้านที่งดงามของผู้คน สิ่งที่ทำให้ San Francisco มีเสน่ห์สุดๆก็คือบ้านแนว Victorian สีหวานที่เรียงรายกันอยู่เนินสูงต่ำทั่วเมือง ทำให้เมืองดูน่ารักสดใส และมีเอกลักษณ์มากๆ สำหรับสถาปัตยกรรม Victorian นั้น หมายถึงงานออกแบบที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษในยุคการปกครองของพระนางเจ้าวิคตอเรีย ซึ่งก็หมายรวมถึงหลากหลายสไตล์ที่มีอยู่ในขณะนั้น แต่สำหรับสหรัฐอเมริกา บ้านแนว Victorian มักจะอ้างอิงมาจากงานสถาปัตยกรรมสไตล์ Queen Anne และ Stick ซึ่งมีรายละเอียดตกแต่งและรูปทรงที่แปลกตาราวกับหลุดออกมาจากนิทานปรัมปรา Ferry Building Marketplace ตึกสวยอายุเกิน 100 ปีแห่งนี้ เคยเป็นท่าเรือเฟอรี่ข้ามฟากมาก่อนที่จะปิดปรับปรุงไป 4 ปี และแปลงโฉมมาเป็นตลาดพรีเมี่ยมในปี 2003 ที่นี่จำหน่ายสินค้าอาหารมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าปลอดสารพิษจากเกษตรกรทั่วแคลิฟอร์เนีย ไปจนถึงขนมนมเนย ชีส ไส้กรอก กาแฟ เห็ดทรัฟเฟิ่ล ฯลฯ ถ้าไม่หิวมาเดินเล่น ถ่ายรูป ในตลาดหรือออกไปเดินริมน้ำก็ชิลคุ้มค่าการมาเยือน Location: https://goo.gl/maps/Vi2Y6squrStuY6Ky7 Pier 39 ท่าเรือหมายเลข 39 ที่นี่มีร้านอาหารริมทะเล ร้านค้าต่างๆนานาให้คนมาพักผ่อนหย่อนใจใช้ชีวิตดีๆกัน พอเรามาถึงที่นี่ เราจะได้ยินเสียงร้องของเหล่าสิงโตทะเล จะคอยเรียกนักท่องเที่ยวให้มาถ่ายรูปเป็นอันดับแรกเลย Location: https://g.page/pier-39-san-francisco?share Lombard Street ถนนโค้งหักสุด ระยะทางสั้นๆ ก็เป็นอีกหนึ่งแลนมาร์กสำคัญของย่านนี้เลย (แต่สำหรับเรายอมรับตรงๆว่ามาเช็คอินเฉยๆ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเลย 5555) มาซานฟรานต้องได้นั่งรถราง เพราะรถรางที่นี่เก่าแก่ที่สุดของโลกเพราะเค้าเริ่มใช้กันมาตั้งแต่ปี 1873 คลาสสิกสุดๆ Location: https://goo.gl/maps/HzwuoNBd7LUBYgJU6 Golden Gate Bridge สัญลักษณ์สำคัญของซานฟรานซิสโก ใหญ่สุด มองจากมุมไหนๆ ก็เห็น สร้างเสร็จเมื่อปี 1937 เป็นสะพานแขวนแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดในโลก บางวันที่นี่จะโดนหมอกบังบ้าง แต่โชคดีเราไปช่วงปลายหนาวอากาศดี ทำให้มองเห็นสะพานทั้งหมดเลยยย Location: https://goo.gl/maps/xuAEkynbxsTTudnj8 Battery spencer เป็นจุดชมวิวยอดฮิตที่ควรมาตอนบ่าย ถึงเย็น เพราะมุมแสงแดดเหมาะแก่การถ่ายรูป และได้เห็นวิวดีๆ แต่เรามาถึงตอนเช้าก็เลยแอบย้อนแสงและไม่เห็นสะพานเป็นสีแดงอย่างที่คุ้นตากัน Location: https://goo.gl/maps/yzdn6eqGtnDrjKfs7 ภาพรวมของ SF นั้นสวยงามอย่างที่เห็นกันตามสื่อ แต่เมื่อได้มาเยือนจริงๆแล้วกลับรู้สึกว่าที่นี่แอบเงียบ และชิลล์กว่าที่คิด ในอีกมุมหนึ่งเมื่อเราได้สัมภาษณ์เพื่อนๆที่ย้ายมาอยู่มี่นี่จากฝั่งนิวยอร์คหลายๆคน กลับได้มุมมองที่ค่อนข้างคล้ายกันคือเขามองว่า SF น่าเบื่อ ไม่ค่อยมีอะไรทำ แม้แต่ร้านที่ต้องแต่งตัวสวยๆหล่อๆไปกินก็หายากมาก ที่สำคัญแทบจะทุกคนเคยมีประสบการณ์โดนทุบรถ! #LetsHoparoundUSA
- Pulse Bangkhunthian คาเฟ่ บางขุนเทียน
Pulse Bangkhunthian เมื่อคู่รักจากวงการโฆษณาเลือกบางขุนเทียน ทะเลใกล้กรุงเทพฯเป็นสถานที่ปล่อยพลังครีเอทีฟที่สั่งสมกันมานาน PULSE คาเฟ่ที่ทั้งเท่และชิลล์จึงก่อตัวเป็นรูปร่างขึ้นกลางบึงน้ำที่มีคลื่นเล็กๆพลิ้วไหวตามสายลมที่พัดโชยทั้งวัน ประหนึ่งจังหวะชีพจรแห่งความผ่อนคลายที่ถูกสื่อเอาไว้ในงานดีไซน์โลโก้ของร้านได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากกาแฟอร่อยๆแล้ว ที่นี่ยังเสิร์ฟทิวทัศน์ที่โปร่งสบาย และดนตรีเสนาะหูจากลำโพง Diatone วินเทจนำเข้าจากญี่ปุ่น ตามคอนเส็ปต์ Coffee | Scenery | Music แค่นี้ก็เพียงพอที่จะดึงดูดให้ชาวกรุงออกมาปล่อยหัวใจให้เต้นไปตามจังหวะระริกของระลอกน้ำกันอย่างไม่ขาดสายโดยที่ทั้งคู่ยังไม่ทันได้ใช้ Skill การทำโฆษณาช่วยโปรโมทเลย จะพูดว่าไม่ได้ใช้ Skill เลยก็อาจจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะทั้งคู่ได้สอดแทรก “จุดขาย” มากมายลงไปในเนื้อหนังของร้านอย่างแนบเนียนจนแม้ไม่ป่าวประกาศ ผู้คนก็หลั่งไหลกันเข้ามาเสพ “ความ PULSE” กันเองแบบ “ปากต่อปาก” หรือในยุคนี้พูดว่า “เพจต่อเพจ” น่าจะตรงกว่า กลายเป็นการโฆษณาโดยไม่ต้องโฆษณา เราคิดว่านี่แหละคือสุดยอด Skill ของการทำโฆษณา อย่างน้อยที่สุดคุณวิทย์และคุณมะนาว คู่รักเจ้าของร้านก็ใช้ Skill ในการหาช่องว่างทางการตลาดได้อย่างเยี่ยมยอด เพราะบางขุนเทียนนั้นเป็น “โอกาส” ของคาเฟ่ที่ก่อนหน้านี้ไม่มีใครมองเห็น ไม่ว่าจะเป็นในมุมของพิกัดทะเลใกล้กรุงเทพฯที่มักถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดายแถมค่าเช่าก็ถูกกว่าทำเลในเมืองอีกด้วย หรือในมุมของความเป็นแหล่งร้านอาหารที่เรียงรายกันอยู่นับไม่ถ้วนแต่ไม่มีคาเฟ่ให้ลูกค้าจิบกาแฟล้างปากกันเลยแม้แต่ร้านเดียว แม้กระทั่งในมุมของสภาพแวดล้อมแสนรีแลกซ์ที่เพียงจัดหาดีไซน์เรียบง่ายที่ดูดีเข้าไปรองรับเสน่ห์ของบรรยากาศที่ดีอยู่แล้ว เพียงเท่านี้ PULSE ก็พร้อมส่งสัญญาณชีพจรให้กระเพื่อมออกไปได้ไกลโข เมื่อมีธรรมชาติดีๆเป็นทุนแล้ว คุณมะนาวเล่าให้ฟังว่าทางร้านมีความตั้งใจอย่างมากที่จะรักษาเอาไว้ พยายามลดขยะให้ได้มากที่สุดด้วยการเน้นเสิร์ฟด้วยภาชนะที่นำมาล้างแล้วใช้ซ้ำได้ หากจำเป็นต้องใช้แก้วและหลอด Take-Away ก็จะเน้นเป็นวัสดุที่ย่อยสลายในธรรมชาติได้จริงๆเท่านั้น อีกสิ่งที่ยิ่งช่วยทำให้บรรยากาศนั้นดีขึ้นไปอีกก็คือดนตรีที่บรรเลงผ่านลำโพง Diatone ds2000hr ซึ่งแต่เดิมเป็นรุ่นลำโพงมอนิเตอร์ที่ถูกใช้ในห้องอัดเสียงของ NHK ประเทศญี่ปุ่นในปลายยุค 80s คุณภาพของเสียงจึงคมชัดเป็นธรรมชาติ นุ่มกังวาลอย่างมีมิติ และให้อารมณ์ Organic Sound ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่หาได้ยากในลำโพงยุคดิจิตอล ในตอนที่เราไปที่ร้านนั้นเพลง Classic Jazz กำลังเล่นอยู่พอดี ทำให้ยิ่งได้ยินความสดของเครื่องดนตรีชัดขึ้นไปอีก เมื่อประกอบกับสายลมอ่อนๆที่โชยมาสัมผัสผิว ภาพผ้าม่านบางเบาที่โบกพลิ้วตามแรงลม และรสนุ่มๆของกาแฟใส่กะทิในเมนู PULSE/BANGKHUNTHIAN เราจึงเข้าใจแล้วว่าทำไมในแต่ละวันร้านกาแฟขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ที่อยู่ห่างไกลจากคู่แข่งแห่งนี้จึงสามารถดึงดูดลูกค้าให้เข้ามา Sync กับจังหวะชีพจรของเขาได้อย่างง่ายดาย Pulse บางขุนเทียน Location: https://goo.gl/maps/G5chadbHyZyEZcPP8 1266 ถนน เจริญกรุง แขวง บางรัก เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500 เวลาเปิด-ปิด: 10.00-18.30 (ปิดทุกวันจันทร์) ที่จอดรถ: จอดได้ในที่บริเวณหน้าร้าน Pulse ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/pulse.bkt
- Sundance Dayclub Hua Hin ซันแดนซ์ เดย์คลับ หัวหิน - เพลินทะเล เพลย์ตะวัน
SIP-DIP-DINE คอนเส็ปต์ใหม่ล่าสุดบน Space เก๋ที่เราคุ้นเคย ณ Sundance Dayclub Hua Hin เปิดประสบการณ์บีชคลับริมทะเลเต็มรูปแบบแห่งแรกของหัวหินวันที่ 2 กรกฎาคมนี้ (ถ้าโควิดไม่แผลงฤทธิ์ซะก่อนนะครับ) เพื่อนๆ #hopsters ที่สนใจสามารถซื้อ Day Pass มูลค่า 2,000 บาท เพื่อเป็นเครดิตเข้าใช้สถานที่และแลกซื้ออาหารเครื่องดื่มได้เต็มจำนวนตั้งแต่เที่ยงวันจนถึง 4 ทุ่มกันไปเลย หากอยากเพิ่มความเป็นส่วนตัวและสิทธิพิเศษแบบพรีเมี่ยมก็สามารถอัพ Level สู่โซน VIP หรือจองห้องพักนอนค้างคืนด้วย จะได้ปาร์ตี้ไปยาวๆแบบไม่ต้องกังวล ทาง Sundance แจ้งว่าช่วงนี้เปิดเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ และรับลูกค้าที่จองล่วงหน้าผ่านไลน์ @sundancedayclub เท่านั้นนะครับ ส่วนรายละเอียดอื่นๆถ้าอยากรู้ ก็ตามมาในโพสต์เลยครับ Vlog พาเที่ยวที่ Sundance Dayclub Hua Hin The Arrival ความสวยเท่ของสถาปัตยกรรมเป็นสิ่งแรกที่เราสัมผัสได้เมื่อมาถึง ยิ่งพอได้รับการอัพเกรดเป็น Sundance Dayclub รายละเอียดที่ปรับเปลี่ยนเข้ามาก็ยิ่งทำให้ความเท่ดูหรูขึ้นโดยแทบไม่ต้องพยายามใดๆ ที่นี่มีที่จอดรถใต้อาคารสะดวกสบาย และกำลังสร้างที่จอดรถกลางแจ้งเพิ่มเติมเพื่อเตรียมรองรับลูกค้าในอนาคตด้วยครับ เมื่อทีมงานของทาง Sundance มาต้อนรับเราถึงรถด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใสและเป็นกันเอง ก็ยิ่งทำให้ First Impression ของเราดีมากขึ้นไปอีก จากนั้นเราก็ถูกพาไปยัง Lobby เพื่อรับเวลคัมดริ้งค์ ซึ่งที่นี่มีเป็นเมนูมาให้เลือกได้ตามความชอบ ต่างจากทั่วๆไปที่จะเสิร์ฟเมนูเดียวที่กำหนดมาแล้ว เราประทับใจเมนูกาแฟที่ใช้เมล็ดจาก Brave หนึ่งในโรงคั่วโปรดของเรา พลันรู้สึกเสียดายที่เรามาถึงช้าไปหน่อยจนเลยเวลาดื่มกาแฟมาแล้ว ไม่งั้นถ้าฝืนดื่มไปคงต้องนอนใจสั่นทั้งคืน จึงขอเลือกเป็นน้ำผลไม้สดชื่นๆคลายร้อนแทน เช็คอินเสร็จแล้ว เข้าห้องพักกันเลย ขอเกริ่นก่อนว่าห้องพักที่นี่เป็น Option เสริม เพื่อบริการสำหรับลูกค้าที่อยากเปิดห้องพักส่วนตัวเพื่อความสะดวกเท่านั้น เราจึงไม่ได้เน้นรีวิวห้องมาก แต่ก็อย่างที่เห็นห้องพักที่นี่ขนาดกำลังดี ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ตกแต่งโทน Neutral สะอาดตา แสงสวย ถ่ายรูปขึ้นเลยครับ ห้องที่เราเข้าพักเป็นแบบ Classic For Two สะดวกสบายได้มาตรฐานสำหรับ 2 คนครับ มีทั้งอ่างอาบน้ำ และ Shower ในห้องเดียว เพิ่มเติมอีกนิดหากเราซื้อ Day Pass เข้ามาแล้ว สนใจจองห้องพัก ให้ลองถามทางพนักงานเพิ่มเติมนะครับ แว่วๆมาว่าจะได้รับส่วนลดห้องพักเพิ่ม 30% และยังยืดอายุ Day Pass ของเราให้ใช้ได้ถึง 2 วัน (ในวงเงินที่เหลือจากวันแรก) อีกด้วย ปล่อยใจให้เริงระบำไปกับแสงตะวันที่ Sundance Dayclub สีฟ้า-น้ำเงินของมวลน้ำทั้งที่อยู่ในสระและในท้องทะเลที่ไกลออกไป เมื่ออยู่คู่กับร่มสีขาว และ Day Bed สีอ่อนๆแล้ว ให้อารมณ์ผ่อนคลายที่โก้หรูง่ายมาก บริเวณสระริมทะเลตรงนี้คือใจความสำคัญทั้งหมดของ Dayclub แห่งนี้ ซึ่งเราขอแบ่งออกเป็น 3 โซนหลักนะครับ หากเราหันหน้าออกไปทางทะเลด้านซ้ายมือสุดจะเป็นโซน Sunrise ซึ่งจะเสิร์ฟอาหารไทยซึ่งเน้นใช้วัตถุดิบท้องถิ่นสดๆและปรุงให้ได้รสชาติอร่อยถึงเครื่องแบบไม่ประณีประนอมให้รำคาญใจ รวมถึง Cocktail อร่อยสดชื่นอารมณ์ทะเลเขตร้อนที่เน้นส่วนผสมเป็นรัม เตกีล่า ว็อดก้า รวมไปถึงสมุนไพรไทยที่ดื่มง่าย เอาไว้ตกเย็นเราจะพาไปดินเนอร์กันที่ Sunrise กันนะครับ โซนตรงกลางนั้นเป็นโซนสระว่ายน้ำหลักที่ยาวถึง 40 เมตร เทควิวทะเลแบบ Panorama ไปเลย เราชอบการดีไซน์แบ่งกั้นโซนในสระให้เป็นมุมย่อยๆ เพิ่มอารมณ์ที่หลากหลายและความเป็นส่วนตัวของนักแช่น้ำ ตรงนี้มี Sunken Pool Bar ที่เราสามารถออร์เดอร์เครื่องดื่มได้จากในสระเลย รวมถึงมีเซ็ตโต๊ะเก้าอี้ในสระเพื่อให้นั่งจิบเครื่องดื่มสวยๆด้วย รอบๆสระนั้นรายล้อมไปด้วย Daybed และที่นั่งหลายแบบ โซนนี้คือโซนหลักที่ลูกค้าส่วนใหญ่จะมาจับจองเป็นฐานทัพสำหรับการพักผ่อน อ้อ! ลืมบอกไปว่าเรือนกระจกมินิมอลที่อยู่ในโซนนี้นั้น เค้าก็เตรียมการไว้ว่าจะเปิดให้บริการ Afternoon Tea และเปิดแอร์เย็นฉ่ำรอรับคนที่ชาร์จพลังแดดจากภายนอกจนเต็มอิ่มเรียบร้อยแล้ว แทรกนิดนึงครับ อยากบอกว่าน้ำหอม Eden-Roc กลิ่นใหม่ล่าสุดจาก Dior ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมาหอมมากกกก เราพกมาใช้ที่นี่ด้วย เหมาะกับบรรยากาศริมทะเลแบบนี้สุดๆครับ ไว้เราจะเอามา Unbox และรีวิวกันให้ดูนะครับ ฝั่ง Sunset: Pool Bar Grill และ VIP Zone โซนขวาสุดเมื่อเราหันหน้าออกไปทางทะเลมีชื่อว่า Sunset โซนนี้จะมีสระแยกพิเศษอีก 1 สระ เพราะเป็นโซน VIP ด้วยครับ มีเซ็ต Daybed พร้อมที่นั่งพักผ่อนแบบพิเศษเพียง 3 เซ็ต แต่ละเซ็ตรองรับได้ 6-8 คน หากหารเฉลี่ยราคา 30,000 บาท/เซ็ต ก็ตกคนละประมาณ 3,750-5,000 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับความเป็นส่วนตัวที่เพิ่มขึ้น นำไปเป็นเครดิตแลกซื้ออาหารและเครื่องดื่มซึ่งมีตัวเลือกที่พรีเมี่ยมและหาทานยากมากยิ่งขึ้น รวมไปจนถึงระยะเวลาที่สามารถใช้ Day Pass ถึง 10 ชั่วโมง (ถ้าจองห้องพักด้วยก็ขยายไปถึงวันรุ่งขึ้นด้วย) ก็ถือว่าคุ้มค่ามากทีเดียวครับ นอกจากสระที่แยกออกมาแล้ว โซน Sunset ยังมีบาร์เครื่องดื่มพรีเมี่ยม และ Pool Bar Grill ครัวตะวันตกที่เน้นเสิร์ฟอาหารทะเลแบบยุโรปที่อร่อยเลิศไม่แพ้ฝั่งครัวไทยเลยครับ เราจะพาไปทานในมื้อกลางวันกันนะครับ พอมี Nachos มาวางบนโต๊ะแล้ว บางแว่บก็แอบว๊าปทิพย์ไปอยู่ Cancun ที่ Mexico เหมือนกันนะครับ แต่พอหันไปเจอน้องหอยนางรมกับซอส Red Wine Vinegar แล้ว ก็แอบจินตนาการว่าอยู่ St.Tropez ไปอีก กลับมาจิบเครื่องดื่มที่หัวหินก่อนนนนนนนนนนน เราเลือก Skyline (320.-) รสเปรี้ยวอมหวานด้วย Bourbon, Passion Fruit, น้ำ Lemon และอื่นๆ กับอีกแก้วเป็นแนวฮาวายไปเลยคือ Aloha, Beaches (320.-) ซึ่งมีส่วนผสมของ White Rum, Malibu น้ำสับปะรด น้ำเชื่อมใบเตย กะทิ และอีกมากมาย อร่อยอย่างไทย รสชาติ Uncompromised ที่ Sunrise มาตามสัญญาครับ พามาทานดินเนอร์อาหารทะเลสดๆรสถึงเครื่องกันครับ อาหารที่เราทานในวันนี้มีอะไรบ้างไปดูกันเลยครับ ส่วนเรื่องรสชาติขอสรุปง่ายๆทุกจานเลยว่าอร่อยมากจริงๆ ให้รูปบรรยายแทนแล้วกันนะครับ เริ่มกันด้วยขนมจีนน้ำยาปูทอดมันปลาอินทรีย์ (650.-) เป็นเมนูที่ออกแบบมาให้ทานคู่กัน 2 จานเลยครับ น้ำยาเข้มข้น เนื้อปูหวาน ปริมาณเยอะครับ จานที่ 2 กุ้งคั่วพริกเกลือ (340.-) กุ้งสด กระเทียมกรอบ อร่อยง่ายๆเลยครับ ต่อมาเป็นหมึกต้มมะนาวน้ำดำ (380.-) จานนี้ปกติเราเคยกินแบบปรุงรสหวานเค็มธรรมดา แต่ที่นี่บีบมะนาวใส่ลงไปด้วย ให้รสชาติเปรี้ยวแซ่บน่าสนใจคล้ายๆหมึกนึ่งมะนาวในอีกมิตินึง และจานสุดท้ายซึ่งเราคิดว่าเป็นทีเด็ดของมื้อเลยก็ว่าได้ครับก็คือ ส้มตำปูไข่ดอง (650.-) แน่นอนว่าไข่ปูสีส้มเข้มตรงฝากระดองนั้นทำให้เราไม่ได้โฟกัสที่ส้มตำเลยครับ จานนี้เสิร์ฟมาพร้อมน้ำจิ้มซีอิ๊วกับพริกขี้หนู แอบฟิวชั่นเกาหลีเบาๆ แต่เราไม่มายด์เลยจริงๆครับ ขูดไข่ปูคลุกข้าวราดซีอิ๊วฟินพุงมากครับ เราจบมื้อด้วยของหวานที่ได้ Inspo มาจากข้าวเหนียวมะม่วง แต่ที่นี่ปรับให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้นเป็นมะม่วงสาคูไอศกรีมกะทิสด ซึ่งหลังจากมื้อหนักขนาดนี้ เราคงทานข้าวเหนียวต่อไม่ไหว การปรับมาเป็นสาคูและไอศกรีมก็ช่วยให้เบาลงเยอะเหมือนกันครับ อุ้ย! ลืมพูดถึงเครื่องดื่มเลยครับ เราสั่ง A Plum Job (320.-) ซึ่งเป็นส่วนผสมของจิน น้ำบ๊วย เลม่อน และโทนิค เปรี้ยวหวานชื่นใจ และอีกแก้วเป็น Midsummer (320.-) ที่เน้นรสชาติหอมหวานแบบทรอปิคอลแต่มีรสเมล่อนของ Midori เข้ามาเสริมความอร่อยด้วย หลังจากดินเนอร์ เราก็ตัดสินใจออกไปเดินเล่นในตลาดหัวหินเหมือนกับแทบทุกครั้งที่มาเที่ยว จากตลาดหัวหินที่เคยครึกครื้นมากๆ คราวนี้เรารู้สึกสลดใจแทนผู้ประกอบการหลายๆท่าน เพราะตลาดค่อนข้างเงียบเหงา หลายร้านก็ต้องปิดตัวลงไป เดินได้แป๊บเดียวก็เลยตัดสินใจกลับห้องดีกว่า ตอนแรกตั้งใจว่าวันนี้จะไม่แช่อ่าง แต่พอกลับห้องเร็วก็เลยมีเวลา และเห็นน้องอ่างนอนรออยู่ข้างเตียงก็เลยอดไม่ได้จริงๆ ขอลงซักหน่อยแล้วกันนะคับ 5555 Breakfast at Sundance เราได้รับตารางอาหารเช้ามาให้เลือกตั้งแต่ตอนเช็คอินเมื่อวาน มีให้เลือกหลากหลายจนติ๊กแทบไม่ถูกเลย ทั้งแบบเอเชียและฝรั่ง คาวหวานมีครบเลยครับ เราจึงเลือกเป็นข้าวต้มแห้งทะเลแบบไทยๆ 1 เช็ต มาพร้อมกับน้ำจิ้มรสแซ่บตัดเลี่ยนอร่อยมาก มีเครื่องเคียงเป็นปาท่องโก๋กับผลไม้สดด้วย อีกเช็ตเป็น Open Toast ซึ่งมี Ingredient List ให้เราเลือกประกอบเองเยอะมาก เราเลือกเป็น Sourdough, Smashed Avocado, Rocket, Australian Roast Beef และ Poached Egg ครับ อร่อยมากเช่นกัน ตบท้ายด้วยโยเกิร์ตผลไม้ชื่นใจ และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือกาแฟจาก Brave ไม่อิ่มก็ให้รู้ไปครับ 555 เอาเข้าจริงๆเราชอบอาหารเช้าแบบนี้มากกว่าแบบบุฟเฟต์นะครับ เพราะเรารู้สึกว่าเราได้คุณภาพอาหารที่ดีกว่าทั้งในเรื่องวัตถุดิบและการปรุงแบบสดใหม่ กินอิ่มแล้ว เราไปเดินเล่นถ่ายรูปใน Sundance Dayclub กันครับ จะได้ช่วยให้อาหารย่อยด้วย มุมถ่ายรูปไม่ใช่สิ่งที่ขาดแคลนเลย และที่สำคัญก็คือแสงแดดเวลาทอดผ่านอาคารและเงาไม้นั้นทำให้รูปออกมาสวยงามมากครับ มีมุมให้ถ่ายรูปเยอะจริงๆครับ ระหว่างที่เดินสำรวจไปรอบๆ เราแอบเห็นห้องเด็กเล่นที่ชื่อ Sunchild และ Facilities เสริมอื่นๆที่ยังสร้างไม่เสร็จดี เมื่อเสร็จแล้วน่าจะตอบโจทย์สำหรับลูกค้ากลุ่ม Family ด้วยครับ จุ่มน้ำ-ระบำแดด ที่ Sundance นี่แดดดีจริงๆครับ ถ้าเป็นเมื่อ 10 ปีก่อนสมัยที่คนยังกลัวแดดกันมากๆ และครีมไวท์เทนนิ่งขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เราคงจะไม่กล้าลงสระท้าแดดแบบนี้แน่ๆ แต่นี่คือปี 2021 อะไรต่างๆก็เปลี่ยนไป เราสนุกกับการได้ว่ายน้ำป๋อมแป๋ม ปล่อยใจไปกับวิวสวยๆและเครื่องดื่มเย็นๆ จนได้ผิวสีแทนสุขภาพดีเป็นรางวัล (แต่ก็อย่าลืมทาครีมกันแดดด้วยนะครับ) ทริปนี้เราพกเครื่องประทินผิวของ Baum แบรนด์รักษ์โลกใหม่ล่าสุดจากเครือ Shiseido มาด้วย สั่งตรงมาจากญี่ปุ่น เพราะในไทยยังไม่มีขายครับ ถ้าอยากให้รีวิวก็คอมเม้นท์ทิ้งกันไว้ได้เลยครับ จากโพสต์ก่อนๆมีคนแอบถามมาว่าแว่นตากันแดดของเรายี่ห้ออะไร จริงๆมีหลายแบรนด์เลยครับ แต่เราถูกใจ Ermenegildo Zegna จาก Italy เป็นพิเศษ ซื้อมาหลายแบบ และพกไปด้วยแทบทุกทริปเลยครับ เพราะดีไซน์สวยคลาสสิค แมทช์ง่าย ไม่เอะอะ แถมใช้เลนส์ Carl Zeiss ที่คุณภาพดีสุดๆเลย Ermenegildo Zegna แม้เป็นแบรนด์ Luxury สำหรับผู้ชายที่เก่าแก่เกิน 100 ปี แต่หลังๆมานี้น่าจับตามากครับ โดยเฉพาะ Fashion Show ช่วงที่ผ่านมา แต่ละโชว์นี่ดีงามล้ำสมัยเหลือเกินครับ Lunch ที่ Sunset: Pool Bar Grill ก่อนกลับ ก่อนกลับกทม.เราขอเสพความประทับใจสุดท้ายแบบฝรั่งๆกันซักนิดนะครับ มื้อนี้เรามูฟมาทานฝั่ง Sunset อร่อยไม่แพ้มื้อดินเนอร์เมื่อคืนเลย แต่เอาจริงๆก็เทียบกันไม่ได้นะครับ เพราะให้อารมณ์คนละซีกโลก จานแรก Mussels in Sour Beer (450.-) หอยแมลงภู่ฝรั่งเนื้อจะนุ่มกว่าของไทยนะครับ นำมาอบเบียร์ อร่อยเหมือนที่เบลเยี่ยมเลยครับ Spaghetti alla Puttanesca ตัวซอสปรุงจากมะเขือเทศ ปลาแอนโชวี่ส์ มะกอก เคปเปอร์ส์ รสชาติจะออกเค็มๆเปรี้ยวๆหมักๆหน่อยครับ เราชอบนะครับ แต่บางคนที่ไม่คุ้นอาจต้องใช้เวลาปรับนิดนึง Paprika-Spiced Prawn Salad จานนี้ทานง่าย อร่อยด้วยครับ ช่วยตัดเลี่ยนได้ดีมากเลย Baracuda Ratatouille ปลาบาราคูด้าแปลเป็นไทยว่าปลาสาก แต่เนื้อไม่มีความสากเลยครับ ขาวนุ่มมาก เชฟย่างให้หนังกรอบกำลังดี วางบนราตาทูอีย์ เมนูผักสุดคลาสสิคของฝรั่งเศสที่ถูกทำให้โด่งดั่งผ่านแอนิเมชั่นของ Pixar Beef Cheek with Grilled Asparagus & Sauteed Mushroom ถ้าให้เดา เนื้อแก้มวัวในจานนี้น่าจะตุ๋นด้วยไวน์แดงนะครับ ถ้าผิดขออภัยด้วยครับ แต่ที่ไม่ผิดชัวร์ๆคือนุ่มอร่อยมากกกก มื้อกลางวันนี้อากาศค่อนข้างร้อน เราจึงเลือก Cool As Cucumber ค็อกเทลฤทธิ์เย็นมาช่วยดับร้อนซะหน่อย อร่อย ดื่มง่ายเช่นเคยครับ อีกแก้วขอสนุกๆก็เลยเลือก Shell Yeah! ซึ่งมีหอยนางรมเป็นแรงบันดาลใจมีส่วนผสมของ Vodka และ Oyster Liqour แถมเสิร์ฟกับหอยนางรมสดด้วย แต่แปลกแฮะดื่มแล้วไม่คาวเลยกลับสดชื่นซะด้วยซ้ำ ของหวานมื้อนี้เป็น Millefeuille เบอร์รี่สีแดงสวยงาม และ Chocolate Bundt Cake เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมวนิลา ร้านชายามบ่าย จะว่าไปเจ้า Glass House มินิมอลแห่งนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของ Concept ทั้งหมดของ Sundance Dayclub นี่เลยก็ได้ เพราะนี่คือ Sundance Lounge ร้านน้ำชาในตำนานที่ให้บริการมาตั้งแต่สถานที่แห่งนี้ยังใช้ชื่อเดิม วันนี้เรือนน้ำชาแห่งนี้กำลังได้รับการปรับปรุงใหม่เพื่อเตรียมรับลูกค้าที่จะกลับมาเยี่ยมเยียนกันอีกครั้ง เราขออนุญาตพาเพื่อนๆเข้าไปแอบส่องดูข้างในกันก่อนใครนะครับ บรรยากาศด้านในสวยวินเทจด้วยกระจกสีชา รู้สึกเหมือนอยู่ในคาเฟ่เก๋ๆริมทะเลในยุโรปแถว French Riviera หรือไม่ก็แถบ Almafi Coast เลยครับ ที่สำคัญคือเปิดแอร์เย็นฉ่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหลบไอแดดจากด้านนอกมากเลยครับ สรุปความประทับใจ สถานที่ดีไซน์งดงาม แบรนดิ้งโดดเด่น อาหารอร่อย(มาก) บริการน่าประทับใจ (ถามหาห้องน้ำก็พาไปถึงที่เลยครับ) สำหรับราคาเริ่มต้น 2,000 บาท/คน จะคุ้มมากสำหรับคนที่ต้องการใช้เวลากับการปล่อยอารมณ์พักผ่อนจริงๆครับ และน่าจะไม่เหมาะกับสายตะลอนเที่ยวหรือเก็บแต้มเช็คอินเท่าไหร่นัก เพราะอาจจะใช้เวลายังไม่ทันคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่าย เราชื่นชมผู้ประกอบการที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ สามารถนำจุดเด่นของตัวเองมาพลิกแพลง สร้างเป็นโอกาสและประสบการณ์ใหม่ๆให้ลูกค้าได้สัมผัสและเอ็นจอย ที่ Sundance Dayclub แห่งนี้เราสัมผัสได้ถึง Passion และกระบวนการคิดออกแบบที่ละเอียดรอบคอบของทีมงานที่อยู่เบื้องหลังได้อย่างชัดเจน ในฐานะผู้เข้าใช้บริการต้องบอกว่าประทับใจมากครับ ไม่ใช่เฉพาะแค่สถานที่ที่สวยงาม หรืออาหารอร่อยๆ แต่สิ่งที่เราประทับใจที่สุดคือ "คน" ผู้เป็นจิตวิญญาณขับเคลื่อนให้สถานที่แห่งนี้มีชีวิต ต้องขอขอบคุณทีมงาน Sundance Dayclub อีกครั้งครับที่ดูแลเราเป็นอย่างดี #LetsHoparound
- The American West Coast เที่ยวอเมริกาฝั่งตะวันตก
พระเจ้าคงจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษตอนที่สร้างดินแดนส่วนนี้ของโลกขึ้นมา เพราะชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาที่ตระหง่านรับคลื่นลมจากมหาสมุทรแปซิฟิคอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้ช่างเปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์เหลือล้นจนน่าอิจฉาจริงๆทั้งหาดทราย ภูผา ป่าสน ทะเลสาบและอากาศที่เย็นสบายกำลังดี ที่นี่มี พลังงานบางอย่างที่ดึงดูดเราอย่างมาก แค่เพียงหลับตาภาพ Roadtrip บนถนนที่เลาะเลี้ยวไปตามเนินผาริมทะเล คลอเคล้าเสียงเพลง West Coast hip hop ก็แว่บเข้ามาทำให้อารมณ์ดีได้แล้ว . ทริปนี้เราจะพาคุณ #hop ไปทำความรู้จักกับ West Coast ของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เหนือจรดใต้ จาก Seattle ไปจน San Diego เลยทีเดียว วันนี้ขอวางภาพกว้างๆให้เพื่อนๆรับมวลพลังรวมๆของที่นี่กันเอาไว้ก่อนแล้วในโพสต์ต่อๆไปเราจะทยอยเจาะจุดสำคัญๆกันเนอะ . พร้อมกันแล้วยังงงงงง พร้อมแล้วไป #hop กันเลย! #letshoparoundtheamericanwestcoast (แฮชแท็คยาวไปไหนเนี่ย...^^) งั้นใช้ #LetsHoparoundUSA แทนแล้วกันนนนเนอะ ทริปนี้เราไปกันคนละรอบ รอบแรก บินไปลง Seattle แล้วขับรถเที่ยวเรื่อยๆจนมาถึง San Francisco รอบที่สอง บินไปลง San Francisco เที่ยวไปเรื่อยๆลงมาถึง San Deigo และวกเข้า Los Angeles เราใช้เวลาเที่ยวรอบละประมาณ 15 วัน ค่าใช้จ่ายคร่าวๆประมาณ 3,000-4,000 USD ต่อคน ถ้าไปกะเพื่อนหลายๆคนก็ยิ่งช่วยแชร์ค่าเช่ารถที่พักและอาหารการกินต่างๆ ก็จะยิ่งถูกลง ถ้านับรวมกันขับรถจากเหนือสุด Seattle ถึง ใต้สุด San Diego ก็ประมาณ 1,256 ไมล์ Seattle, Washington เมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐ Washington ที่มีชื่อเล่นว่า Evergreen State หรือรัฐที่เขียวตลอดกาล เพราะที่นี่อุดมไปด้วยป่าไม้และการเกษตร เรียกว่ามาที่เดียวได้ครบรสทั้งเมือง ภูเขา และทะเล ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/seattle นอกจาก Landmark อย่างหอคอย Space Needle ที่สูงเด่นอยู่กลางเมืองแล้ว Seattle ยังมีตลาดสดเก่าแก่อย่าง Pike Place Market ที่กลายมาเป็นอีก icon ชื่อดังของเมือง และที่อยู่ติดกับตลาดนี้เองก็เป็นที่ตั้งของ Starbucks สาขาแรก (เท่าที่ยังเหลืออยู่) Pike Place Market Location: https://goo.gl/maps/BpBd6mqhqjuWQJPS9 ใช่แล้ว... ที่นี่เป็นทั้งบ้านเกิดและสำนักงานใหญ่ของ Starbucks แต่ไม่เพียงเท่านั้น ทั้ง Microsoft และ Amazon ต่างก็เลือก Seattle เป็นศูนย์บัญชาการใหญ่เช่นกัน โดยเฉพาะ Amazon ที่รุกหนัก กว้านซื้อที่ดินกลางเมือง สร้างเป็น Campus ของตัวเองที่ประกอบไปด้วยอาคารกว่า 45 หลัง ที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็น The Amazon Spheres สวนพฤกษชาติในอาคารทรงกลมที่ใช้เป็นพื้นที่ให้พนักงานมาเดินหาแรงบันดาลใจในการคิดงาน (คนนอกก็เข้าได้นะ แต่ต้องจองคิวล่วงหน้า) Portland, Oregon ที่นี่คือเมืองต้นตำรับฮิปสเตอร์ เมืองแห่งดอกกุหลาบ เมืองปลอดภาษี ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ Nike และนิตยสาร Kinfolk เมืองแห่งกิจกรรมเดินเขา-เข้าป่า-แคมปิ้ง และร้านน้องข้าวมันไก่ Portland เป็นเมืองใหญ่ขนาดเล็กที่มีเสน่ห์ล้นเหลือ อาหารดี กาแฟดี ขนมดี ผู้คนเป็นมิตร ออกนอกเมืองไปนิดก็เจอทั้งภูเขาหิมะ แม่น้ำ น้ำตก และชายหาดที่สวยมหัศจรรย์ ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/portland ที่นี่ยังมีร้าน Powell’s Books ร้านหนังสืออิสระที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/fZbaBSnwShLULUwMA โดยไม่ทันรู้ตัว คุณอาจจะแปลกใจที่ Portland กลายมาเป็นเมืองโปรดของคุณท่ามกลางความสงบเรียบง่ายเหมือนกับเราก็ได้ Stumptown Coffee Roasters ร้านกาแฟชื่อดังของที่นี่ Location: https://goo.gl/maps/SD81oybuS18mC6iEA Portland Women's Forum | State Scenic Viewpoint Location: https://goo.gl/maps/tg5BjEhEWdXVgmk59 Lake Tahoe Lake Tahoe เป็น Alpine Lake ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ — Alpine Lake หมายถึงทะเลสาบที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 5,000 ฟุต (ประมาณ 1.5km) ขึ้นไป — อยู่บนเทือกเขา Sierra Nevada ที่กั้นระหว่างรัฐ California กับ Nevada ถ้าขับรถจาก San Francisco ก็จะใช้เวลาประมาณ 3.5 ชั่วโมงขึ้นมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากสูงมากๆแล้วยังสวยมากๆด้วย ทะเลสาบแห่งนี้นั้นขึ้นชื่อเรื่องน้ำสีฟ้าที่ใสปิ๊งและความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ ในแต่ละฤดูกาลก็จะมีเสน่ห์ต่างกันไป ที่นี่จึงดึงดูดนักกิจกรรมเอ้าท์ดอร์ผู้หลงไหลความงามของป่าเขาลำเนาไพร แต่เชื่อเราเถอะ แค่ได้มาสูดอากาศและถ่ายรูปไปอวดเพื่อนๆก็คุ้มมากแล้ว ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/lake-tahoe Location: https://goo.gl/maps/9yffZ2oojPrheNZW9 Yosemite National Park ขับรถต่อลงทางใต้บนเทือกเขาเดียวกัน และเส้นทางที่หวาดเสียวเคี้ยวคดมากกกกเกือบ 3 ชั่วโมง เราก็จะพบกับภาพผาหินแกรนิต El Capitan ที่คุ้นตากันดีสำหรับคนที่ใช้ iMac แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับของจริงที่อลังการและโคตรตราตรึงใจ จากจุดชมวิว Tunnel View ตรงนี้ เรายังสามารถเห็นน้ำตก Bridalveil Falls ที่ตกฟุ้งเป็นสายจากที่สูง สวยราวกับผ้าคลุมผมเจ้าสาว ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติและเป็นมรดกโลกที่อุดมสมบูรณ์อย่างมาก เรายังเจอน้องหมีเดินเล่นเลย ต้นซีคัวยาเก่าแก่ขนาดมหึมา รวมไปถึงทุ่งหญ้าเขียวขจีที่แซมด้วยดอกหญ้าหลากสีและมีสัตว์ป่ามาวิ่งเล่นก็เป็นอีกไฮไลท์ของที่นี่ ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/yosemite-national-park Location: https://goo.gl/maps/4S3yrz2b8A591k6K6 San Francisco สะพาน Golden Gate สีแดงที่ทอดยาวเป็นกิโลคงเป็นภาพจำอันดับหนึ่งของเมืองศูนย์กลางการค้าแห่ง California ตอนเหนือแห่งนี้ เราตกหลุมรักบ้านเรือนสไตล์ Victorian สีสันน่ารักบนเนินสูงบ้างเตี้ยบ้าง และรถรางโบราณที่วิ่งรับส่งผู้คน China Town ของที่นี่น่าจะใหญ่ที่สุดในอเมริกา และเป็นชุมชนคนจีนนอกเอเชียที่ใหญ่ที่สุด แต่ในช่วงทศวรรษหลังมานี้ชุมชนชาว Tech ก็ขยายตัวใหญ่โตไม่แพ้กันที่ Silicon Valley ทางตอนใต้ของเมือง หอคอย Coit Tower สีขาวบนยอดเนินสูงก็อาจจะทำให้หลายคนนึกขึ้นได้ว่าที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดของร้านไอติมยี่ห้อดังที่มีสาขามากเมืองไทย ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/san-francisco Monterey/Carmel Highlands ลงใต้มาจาก San Francisco เพียง 2 ชั่วโมงนิดๆ พร้อมวิวสวยๆและเมืองเล็กๆให้แวะกินกาแฟระหว่างทาง เราก็จะพบกับความยิ่งใหญ่อันงดงามของคลื่นที่ถาโถมเข้ากระแทกโขดผาหินบน Cabrillo Highway (SR 1) ยิ่งเมื่อถึงจุดที่มีสะพานดีไซน์เท่ๆเชื่อมเส้นทางเข้าด้วยกันความมหัศจรรย์ก็ยิ่งทวีคูณ เราเห็นศิลปินมาตั้งกระดานวาดรูประหว่างเดิน hiking ลงสีกันสวยหยด ส่วนเราเองก็ถ่ายรูปกันไม่หยุดเลย อันที่จริงเราสามารถขับรถต่อบน Highway นี้ได้ยาวผ่าน Big Sur และชมวิวสวยๆตลอดทางไปจนถึง Los Angeles เลยทีเดียว Highway 1 / Bixby Creek Bridge Location: https://goo.gl/maps/SE8ewT7LEvkVhUkC9 The California Sea Otter State Game Refuge Location: https://goo.gl/maps/mZHKHGup7unMuHht6 Monterey Plaza Hotel & Spa Location: https://goo.gl/maps/qVuhGrxtoemaTsEn6 Tidal Coffee Location: https://goo.gl/maps/GPNHDcai85pmBUGR8 Los Angeles พี่ใหญ่สุดในบรรดาเมืองต่างๆบน West Coast แหล่งกำเนิดอุตสาหกรรมบันเทิง Hollywood และ Pop Culture ต่างๆมากมาย ทำให้ LA อู้ฟู่กลายเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของอเมริกาที่มีครบครันในทุกสิ่งอย่าง ฉะนั้นทั้งไลฟ์สไตล์ แฟชั่น อาหาร ช็อปปิ้ง และความ Glam ต่างๆ ที่นี่มีให้คุณอย่างเหลือเฟือดกอุดมแน่นอน แม้กระทั่งชุมชนคนไทยที่นี่นั้นก็มีขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกา และกินพื้นที่ถึง 6 บล็อคถนนด้วยกัน ผังเมืองของ LA นั้นแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ถนนที่ขนาบด้วยต้นปาล์มสองข้างทาง และบ้านหรูของเหล่าคนดังใน Beverly Hills เป็นเพียงฉากหน้าที่เราเห็นได้จากในสื่อทั่วไป LA มีซอกมุมที่น่าค้นหาอีกเยอะมาก รวมถึงย่านชิลล์ๆติดทะเลอย่าง Santa Monica ที่เราประทับใจในบรรยากาศสวนสนุกด้วยทุกอย่างเข้ากันอย่างกับในหนังเลย ชมโพสต์เต็มได้ที่ > https://www.hoparound.co/post/los-angeles Location: https://goo.gl/maps/Tpg2vs5zUFMUB8Gt7 Downtown Los Angeles Location: https://goo.gl/maps/opNpGxcU7mLTWKDS9 The Last Bookstore Location: https://goo.gl/maps/9a2tabPuUwvHQfSs9 The Broad Location: https://goo.gl/maps/b4UC5wrZoRq5vKEfA Santa Monica Beach Location: https://goo.gl/maps/cWhoHzSMpUX7kLr49 Palm Springs เมืองตากอากาศและบ้านพักคนชรา (และมีเอ้าท์เล็ตแบรนด์เนม!) เราใช้ที่นี่เป็นจุดพักเพื่อออกไปสำรวจบริเวณรอบๆอย่าง อุทยานต้นไม้ประหลาด Joshua Tree ที่มาพร้อมกับฉากโขดหินเท่ๆแปลกตาอย่างกับมีใครมาจัดวางไว้อย่างนั้นแหละ Location: https://goo.gl/maps/GZ7xgNBYLiwfBYAR7 Joshua Tree National Park Location: https://goo.gl/maps/vLeCLZC4JnTuLCrJ9 Salvation Mountain อีกที่หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจาก Palm Springs นั้นก็คือ “Salvation Mountain” งานอาร์ทบนเนินดินที่โดดเด่นไปด้วยสีสันและแนวคิดที่รับอิทธิพลมากจากยุค hippie เป็นผลงานของ Leonard Knight (ผู้พักอาศัยอยู่แถวนั้น) ที่สร้างจากวัสดุธรรมชาติและสีไร้สารตะกั่วนับพันแกลลอนเลยทีเดียว ผลงานชิ้นนี้ตั้งอยู่ใน Slab City ซึ่งเคลมตัวเองว่าเป็น “พื้นที่แห่งอิสรภาพผืนสุดท้ายในอเมริกา” และเป็นแหล่งที่พักอาศัยของบรรดาอดีตฮิปปี้ คนต่อต้านสังคม รวมไปถึงคนที่หนีหนี้โดยต่างมาจับจองที่ดินอยู่กันโดยไม่มีกฎหมายรองรับ Location: https://goo.gl/maps/yVHXEJ5Qjx8XMwGL7 San Diego เมืองใหญ่อันดับ 2 ของรัฐ California ที่ติดกับชายแดน Mexico และมีบรรยากาศสบายๆ เราเอ็นจอยการขี่สกู๊ตเตอร์ชมเมืองที่ดูน่ารักกว่าที่คิด ที่นี่เป็นที่ตั้งของฐานทัพเรืออเมริกันขนาดใหญ่ มีชายหาดที่เหมาะแก่การเล่นเซิร์ฟ และเราชอบ Little Italy ที่นอกจากอาหารอิตาเลียนแล้ว เรายังสามารถเดินเล่นได้เพลินๆเพราะมีทั้งร้านเสื้อผ้าแนวๆ แผ่นเสียงอินดี้ งานฝีมือ และตลาดนัด Mercato Farmers’ Market ที่มีของน่ากินและงานฝีมือมาขาย Location: https://goo.gl/maps/fPuHvoVvxXaUeaLq7 Little Italy Location: https://goo.gl/maps/UGPswr5gg2RUiWhC7 ยินดีด้วยครับ! คุณเพิ่งจบการ #hop ไปกับอภิมหาทริปที่ปกติคงต้องใช้เวลาเป็นเดือนถึงจะเที่ยวเต็มอิ่ม แต่วันนี้เราพาคุณไปครบได้ภายใน 1 โพสต์เท่านั้น โลกนี้ช่างกว้างใหญ่และสวยงามจริงๆ ติดตามร่วม #hop ไปกับเราในโพสต์ย่อยเจาะแต่ละสถานที่ท่องเที่ยวกันต่อๆไปเร็วๆนี้นะคร้าบบบบ . #LetsHoparoundUSA #LetsHoparound #Travel #USA #WestCoast #RoadTrip #America #โรดทริปอเมริกา #ขับรถเที่ยวอเมริกา #เที่ยวอเมริกา #รีวิวอเมริกา #ไปอเมริกาใช้งบเท่าไหร่ . FB/IG: @hoparound.co Website: www.hoparound.co
- MOCA BANGKOK ศิลปะไทยร่วมสมัย
MOCA BANGKOK ขับเคลื่อนศิลปะไทยไปข้างหน้า บนถนนกำแพงเพชร 6 ไม่ไกลจากสนามบินดอนเมือง เราจะพบกับอาคารดีไซน์สวยสะอาดตา ที่กระซิบบอกถึงความเป็นไทยยุคใหม่ให้ทุกคนได้รับรู้ ที่นี่คือที่ตั้งของ Museum of Contemporary Art (MOCA) พิพิธภัณฑ์ที่คุณบุญชัย เบญจรงคกุล ตั้งใจปลุกปั้นให้เป็นสถานที่จัดแสดงงานศิลปะอันวิจิตรและปราณีตของศิลปินไทยร่วมสมัย ซึ่งมีศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีเป็นผู้บุกเบิก ทั้งยังเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงมีพระอัจริยภาพด้านศิลปะอีกด้วย ภายในอาคารมีนั้นตกแต่งอย่างโอ่โถง และเกลี้ยงเกลา เรารับรู้ได้ถึงการออกแบบที่ผ่านกระบวนการคิดมาเป็นอย่างดี ไม่น้อยไป ไม่มากไป ในโถงชั้น G ซึ่งมีเพดานสูงถึง 33 เมตรนี้มีรูปหล่อของอาจารย์ศิลป์ตั้งตระหง่านต้อนรับอยู่ ราวกับจะบอกว่าศิลปะร่วมสมัยของไทยที่จัดแสดงในอาคารแห่งนี้นั้น มีจุดเริ่มต้นจากตรงนี้นะ นี่คือผู้แผ้วถางให้ศิลปะยุคใหม่เบ่งบานในประเทศไทย ชิ้นงานศิลปะชั้นครูจาก collection ส่วนตัวของคุณบุญชัยเองกว่า 800 ชิ้น ได้ถูกนำมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราว จัดแสดงโดยเพิ่มความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆในแต่ละชั้นตั้งแต่ชั้น 2 ไล่ขึ้นไปจนถึงชั้น 5 ซึ่งจะมีงานศิลป์จากชาติอื่นๆทุกมุมโลกมาวางเทียบเคียงกันด้วย ราวกับจะบอกว่าผลงานของศิลปินไทยนั้นสามารถยืดหยัดทัดเทียมศิลปินสากลได้อย่างน่าภาคภูมิใจ นอกจากนี้ ยังมีงานนิทรรศการชั่วคราวที่หมุนเวียนมาแสดงให้เราๆได้ชมอยู่เสมออีกด้วย โดยที่ปัจจุบัน จะมีงานของ Sylvie Blum : Naked Beauty ที่ขยายเวลาจัดแสดงจนถึงวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. นี้ และงาน Raining โดยคุณ Nino Sarabutra ที่เป็นห้องมืดไฟสีน้ำเงิน เต็มไปด้วยหัวใจพอร์ซเลนนับพันชิ้นห้อยเรียงรายอยู่อย่างงดงามเพื่อเทิดพระเกียรติในหลวง ร.9 หลังจากชมรูปสวยๆและงานศิลป์ของไทยที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครแล้ว เรารู้สึกชื่นชมความสามารถและภูมิใจในศิลปินไทย และหวังว่าจากจุดนี้ต่อไป จะเป็นช่วงเวลาที่ศิลปินไทยรุ่นต่อๆไปจะได้ฝากผลงานที่มีคุณค่าและเป็นตัวของตัวเองตามแต่ละยุคสมัย เอาเข้าจริงๆเราก็เริ่มเห็นศิลปินไทยหลายๆคนเริ่มฉายแววในเวทีโลกกันแล้ว ขอบคุณ MOCA มากๆครับ ที่สร้างสถานที่ดีงามแบบนี้ให้เราได้มาเยี่ยมชม ถ้าเพื่อนๆ #hopsters กำลังหาทางเลือกอื่นๆนอกจากการเดินเสียเงินช็อปปิ้งในห้าง หรือไปถ่ายรูปตามคาเฟ่ต่างๆแล้ว ลอง #hop เปลี่ยนบรรยากาศมาเสพงานศิลป์ที่นี่ดูสิ มันดีต่อใจนะ MOCA Museum of Contemporary Art 499 ถนนกำแพงเพชร 6, ลาดยาว, จตุจักร, กรุงเทพ 10900 เปิด 10:00-18:00 น. ปิดทุกวันจันทร์ ค่าเข้าชม บุคคลทั่วไป 250 บาท ผู้ถือบัตรนักเรียน นักศึกษา 100 บาท ข้อมูลเพิ่มเติม 02-0165670 . FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #LetsHoparound #Bangkok #LetsHoparoundBangkok #InspiringStuff #MOCABangkok #Moca #Museum #Artgallerythailand #ArtspaceBangkok #Museumofcontemporaryart #MuseumofcontemporaryartBangkok #Thailand #เที่ยวกรุงเทพ #ศิลปะร่วมสมัย #พิพิธภัณฑ์ #พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย #พิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพ
- Lifestyle ใหม่ในกรุงเก่า
Lifestyle ใหม่ในกรุงเก่า วันวานอันรุ่งโรจน์ของอยุธยานั้นเป็นฉากหลังอันเลอค่าให้กับวิถีชีวิตของคนมาหลายยุคสมัย ที่จริงแล้วทั้งความเก่าและความใหม่ต่างก็ยังประโยชน์ซึ่งกันและกัน เป็น Win-Win Situation ที่ช่วยต่อชีวิตให้รากเหง้าอันเก่าแก่ได้แตกกิ่งก้านผลิดอกออกผลต่อไป และช่วยให้ชีวิตยุคใหม่ได้งอกงามอย่างน่าภูมิใจบนประวัติศาสตร์ที่รุ่มรวยสง่างาม ต้องยอมรับว่างานดีไซน์ร้านรวงใหม่ๆที่ทยอยเกิดขึ้นมาในอยุธยานั้น ยิ่งดูน่าสนใจมากขึ้นอีกหลายเท่าเมื่อถูก contrast ด้วยความขลังของโบราณสถานอันทรงคุณค่า วันนี้ hoparound.co อาสาพาเพื่อนๆไปแวะจิบกาแฟที่คาเฟ่ใหม่ 3 แห่งในเมืองหลวงเก่าของเรากัน แล้วก็อย่าเอะอะกันไปนะ เพราะที่อยุธยาอนุญาตให้นั่งทานที่ร้านได้ด้วยน้าาาา Tewa Cafe Ayutthaya คาเฟ่ใหม่ล่าสุด เพิ่งเปิดได้ไม่ถึงสัปดาห์ ดีไซน์มินิมอลแต่ปนความหวานเล็กน้อย อยู่ใกล้สถานีรถไฟอยุธยาและวัดพิชัยสงคราม ที่สำคัญมีวิวแม่น้ำป่าสักให้ดูเพลินๆบนชั้น 2 ด้วย มีเสิร์ฟทั้งขนม อาหารและเครื่องดื่ม โดยไม่ลืมที่จะสอดแทรกความเป็นไทยลงไปในสินค้าด้วย Basic Space Coffee ร้านกาแฟเงียบๆและเรียบง่าย ร้านเก่าที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้ว และเพิ่งปรับปรุงใหม่ได้ไม่นาน เราชอบการดีไซน์ร้านที่ดูไม่เอะอะ กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม ตัวสินค้าเน้นกาแฟและเครื่องดื่มอื่นๆเป็นหลัก เราแอบได้ยินลูกค้าประจำเข้ามาถามหาขนมด้วยแต่ทางร้านแจ้งว่าหมดแล้ว (น่าจะอร่อยนะเนี่ย) Summer Coffee Company ร้านกาแฟรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับแบรนดิ้งมาก โดดเด่นด้วยสีเหลืองสดใส พลังงานแห่งความเยาว์วัยเข้มข้นมาก ที่นี่เน้นกาแฟ และเครื่องดื่มครีเอทีฟหลายเมนู รวมไปถึงเมล็ดกาแฟที่คัดสรรมาอย่างดีและอุปกรณ์การชงที่บ้าน ส่วนเบเกอรี่ที่นี่ก็มีครัวซองต์รสชาติแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เช่น ไส้สาหร่าย หรือสังขยาใบเตย
- The origins of central since 1950 : เซ็นทรัล ดิ ออริจินัล สโตร์
ย้อนรอยสู่รากฐานเซ็นทรัลที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1950 ผ่านนิทรรศการ ‘The origins of central since 1950’ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ Central The Original store ตั้งอยู่บนถนนสายแรกของประเทศไทย ตึกสองคูหา 5 ชั้นอันโดดเด่นนี้ นับเป็นจุดบรรจบอย่างลงตัวของความเก่าและใหม่ ผสานความเป็นเซ็นทรัลในยุคบุคเบิกเข้ากับบริบทในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัวที่สุด สะท้อนความมุ่งมั่นของครอบครัวจิราธิวัฒน์ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวกรุง และคนในชุมชน พร้อมเชื่อมโยงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของย่านเจริญกรุงในช่วงกลางศตวรรษเข้ากับประบบการณ์ที่ร่วมสมัยเพื่อต้อนรับลูกค้าในทุกเจเนอเรชั่น ร้านค้าแห่งแรกของเซ็นทรัลนี้เป็นที่รู้จักในฐานะร้านจำหน่ายหนังสือนำเข้าและนิตยสารจากต่างประเทศ ซึ่งในยุคนั้นชาวกรุงเทพฯ และชาวต่างชาติมักจะมาที่นี่เพื่อซื้อสินค้านำเข้าหรือมองหาไอเดียและแรงบันดาลใจใหม่ๆจากต่างประเทศ เปรียบได้ว่าที่นี่คือประตูสู่โลกกว้างและแหล่งวัฒนธรรมนานาชาติสำหรับชาวไทยในย่านนั้นยังมีแจ๊สบาร์และร้านอาหารมากมาย ทำให้ถนนเจริญกรุงซึ่งเป็นถนนที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเป็นการเปิดตัวอย่างมันทางการของเซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ ถือเป็นการนำตำนานแห่งเซ็นทรัลจากยุค 1950 กลับมาอีกครั้งในรูปแบบที่ทันสมัย เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมแห่งใหม่ที่นำเสนอนิตยสารและหนังสือในบริบทของยุค สินค้าที่ระลึก นิทรรศการ ห้องสมุด ศูนย์บริการค้นคว้าข้อมูล พื้นที่จัดกิจกรรม ร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์ดนตรี เป้นสถานที่แฮงเอาท์สำหรับชาวกรุงยุคใหม่ อาคารขนาดเล็ก 5 ชั้น ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่โดยสถาปนิกแนวมินิมัลลิสต์ชาวเบลเยียม "Vincent Van Duysen" วินเซนต์ แวน ดอยเซน ถือเป็นดครงการแรกของเขาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประกอบไปด้วย ชั้น L1 ร้านค้า คาเฟ มิวสิคบาร์ และลานคอร์ทยาร์ด ภาพสะท้อนแห่งความเป็นเอกภาพ พื้นที่โถงที่ชั้นหนึ่งปลุกความรุ่งเรืองของย่านเจริญกรุงให้กลับมารุ่งโรจน์โดดเด่นอีกครั้ง ต้อนรับผู้มา เยือนด้วยคาเฟ พร้อมจัดแสดงสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือและผลิตภัณฑ์ที่สอดแทรกความสนุกสนาน ผ่านเรื่องราวตํานานของกลุ่มเซ็นทรัลและประวัติศาสตร์ของย่านนี้ พบกับสินค้าย้อนยุคที่มาพร้อมลวดลาย กราฟิกร่วมสมัย และไอเทมที่ใช้งานได้จริงในยุคใหม่ สอดแทรกไปด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยทางประวัติศาสตร์ ยุคหลังสงครามอยู่ทั่วพื้นที่ นอกจากนี้ ลานคอร์ทยาร์ดของอาคารยังเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน สะท้อนให้เห็น ขนบประเพณีของตึกแถว และเชื่อมโยงไปสู่บรรยากาศเคล้าเสียงดนตรีที่เหนือกาลเวลาที่ ศิวิไล ซาวนด์ คลับ SIWILAI Café ศิวิไล คาเฟ่ นําเสนอวัฒนธรรมกาแฟไทยที่มีการคัดสรรเมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกต่างๆ ใน ภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาให้เลือกตามแต่ละช่วง โดยมุ่งหวังให้เป็น สถานที่ที่นักชิมกาแฟสามารถเรียนรู้รสชาติของกาแฟจากแหล่งปลูกต่างๆ ในประเทศไทยและสัมผัสสุนทรียะ ของกาแฟผ่านรสชาติละเอียดซับซ้อนที่แตกต่างกันไป นอกจากกาแฟยังมีอาหารที่เน้นการใช้วัตถุดิบใน ประเทศเป็นหลัก โดยมีอาหารเช้าไทยแบบคอมฟอร์ทฟูด และอาหารไทย-จีนเป็นจานซิกเนเจอร์และอาหาร ทานง่ายจานสากลต่าง ๆ โดยปัจจุบัน SIWILAI Café มีทั้งสิ้น 2 สาขา และคงคอนเซ็ปต์ของความยั่งยืนและ วัฒนธรรมที่กลมกลืนไปกับชุมชน SIWILAI SOUND CLUB ศิวิไล ซาวนด์ คลับ SIWILAI SOUND CLUB (S.S-C) บาร์เหนือกาลเวลาที่ยกระดับการฟังดนตรีให้ได้อรรถรส ของเสียงในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด ถือเป็นธุรกิจน้องใหม่ล่าสุดของกลุ่มแบรนด์ศิวิไล ด้วยระบบเสียงที่ออกแบบ มาโดยเฉพาะจาก OJAS ตัวบาร์แบ่งเป็น 2 ชั้น โดยชั้นล่าง (ไลฟ์รูม) เป็นศูนย์รวมของสุดยอดนักดนตรี แจ๊สจากทั้งฝั่งไทยและต่างประเทศ ขับกล่อมด้วยเสียงเปียโนและโอบล้อมด้วยบรรยากาศเป็นกันเองที่จะ นําพาทุกท่านไปสู่สุนทรียภาพและอิสรภาพที่แท้จริงแห่งการฟังดนตรี บนชั้น 2 กับ ออดิโอไฟล์ บาร์ (Audiophile Bar) กับแนวคิดที่ว่า "เสียงใดก็ตามที่เวียนกลับมาย่อมให้คุณภาพ เสียงที่ดีกว่าเดิม" (what goes around has a better Sound) ครบถ้วนด้วยระบบเสียง High-fidelity แบบวิน เทจ และคอลเล็กชันแผ่นเสียงไวนิลส่วนตัว ในส่วนนี้ของบาร์จะเป็นที่ปรารถนาของบรรดาผู้หลงใหลในมนต์ เสน่ห์ของแผ่นเสียง เครื่องดื่มของแต่ละชั้นได้รับการรังสรรค์ให้มีเอกลักษณ์สอดคล้องล้อไปกับเสียงดนตรีและ บรรยากาศที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีพร้อมมอบประสบการณ์อัน สุดประทับใจให้แก่ผู้มาเยือน ชั้น L2 ห้องสมุดธุรกิจค้าปลีก ปลูกฝังความรู้สู่การต่อยอด เราส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด พื้นที่ชั้นนี้จึงนําเสนอ เดอะ โคโลฟอน รีเทล ไลบรารี่ (The Kolophon Retail Library) ห้องสมุดที่จะมาปลดล็อกองค์ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกในทุกแง่มุม ทั้งหลักการทางธุรกิจ กฎหมาย การตลาด การประชาสัมพันธ์ ศาสตร์และศิลป์การจัดหน้าร้าน ไปจนถึงการ ออกแบบและสถาปัตยกรรมของห้างร้าน ห้องสมุดแห่งนี้ให้บริการด้วยระบบจ่ายเมื่อใช้ (Pay-per-use) และ ระบบสมาชิก มีบริการค้นคว้าข้อมูลเชิงลึก พร้อมสิทธิประโยชน์มากมาย อาทิ โปรแกรมการเรียนรู้ โปรโมชั่น และกิจกรรมอื่นๆ ที่จะเพิ่มพูนความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับที่มาและหัวข้อต่างๆ ด้านการค้าปลีก รวมถึงความท้าทาย ในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ชั้น L3 เซ็นทรัล สเปซ ประวัติศาสตร์ที่ประจักษ์ได้ด้วยสายตา เซ็นทรัล สเปซ (Central Space) พาคุณไปเจาะลึกเรื่องราวของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ถ่ายทอดออก มาในรูปแบบของนิทรรศการชุดที่สะท้อนเรื่องราวยุคแรกก่อตั้ง ความหมายและเรื่องราวของเซ็นทรัลที่มีผลต่อไลฟ์สไตล์ของชาวกรุง จากย่านสู่ย่าน จากระดับประเทศจนถึงในระดับเวทีนานาชาติ เรานําเสนอเรื่องราวหลากหลายมิติในรูปแบบที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ไปสนุกไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ และเปิดโอกาสให้กับนิทรรศการอื่นๆ มาใช้พื้นที่ได้อีกด้วย ชั้น L4 พื้นที่จัดอีเวนต์ จุดหมายที่รอคอยให้บรรดาผู้หลงใหลงานศิลป์มาชื่นชมนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยในสเปซที่สวยงามลงตัว ไม่ว่าคุณจะเป็นศิลปิน ช่างภาพ หรือนักจัดกิจกรรมต่างๆ พื้นที่พิเศษแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนจะได้แสดงออก และจัดแสดงผลงานสุดสร้างสรรค์ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ชั้น L5 ร้านอาหาร อักษร (Aksorn) ร้านอาหารใหม่แห่งแรกในรอบทศวรรษของเชฟเดวิด ทอมป์สัน (David Thompson) บนชั้น บนสุดของ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ จะพาคุณย้อนเวลาไปลิ้มรสชาติแห่งอดีตกาลผ่านอาหารจานอร่อย ด้วยสูตรต้นตํารับจากตําราอาหารไทยโบราณที่ตีพิมพ์ในช่วงระหว่างทศวรรษที่ 50 - 70 ที่เชฟเดวิดสะสมไว้ โดยเขาจะรังสรรค์และปรับเปลี่ยนเมนูอยู่เป็นประจํา เพื่อให้ตอบโจทย์รสนิยมที่ไม่หยุดนิ่งของคนในยุคปัจจุบัน ด้วยการผสมผสานเรื่องราวและยุคสมัยของแต่ละตําราอาหารที่คัดสรรมา เข้ากับขั้นตอนการรังสรรคทุกเมน ร้านอาหารอักษรพร้อมมอบประสบการณ์รสชาติความอร่อยจากในอดีตให้ทุกคนได้ลิ้มลองแล้ววันนี้ เวลาเปิด-ปิด ชั้น 1 Shop, SIWILAI Café วันอังคาร – อาทิตย์ 10.00 – 18.00 น. ชั้น 1 SIWILAI Sound Club วันอังคาร- อาทิตย์ 18.00 – 01.00 น. ชั้น 2 Retail Library วันอังคาร – อาทิตย์ 10.00 -18.00 น. ชั้น 3 Central Space วันอังคาร – อาทิตย์ 10.00 -18.00 น. ชั้น 4 Event I Exhibition วันอังคาร – อาทิตย์ 10.00 -18.00 น. ชั้น 5 Aksorn Restaurant วันอังคาร- อาทิตย์ 18.00 -22.00 น. . 1266 ถนนเจริญกรุง แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพฯ เวลาทำการ เปิดบริการวันพุธ-อาทิตย์ 11.00-19.00 น. โทร. 0-2267-0412 Website: www.centraltheoriginalstore.com Facebook: central.theoriginalstore Instagram: central.theoriginalstore . #LetsHoparound #LetsHoparoundBangkok #CentralTheOriginalStore #Central #InspiringStuff
- Aesop: In Two Minds ที่ออกแบบมาเพื่อผิวผสม
Hoparound’s favorites: ชาว Hopsters ผิวผสมฟังทางนี้เลยยยย เรามีสกินแคร์รับหน้าร้อนตัวใหม่ล่าสุดที่เราปลื้มมานำเสนอ เพราะในที่สุด Aesop แบรนด์โปรดของเรา (ทางแบรนด์เค้าให้อ่านว่า “เอสอป” นะจ๊ะ) ก็มีผลิตภัณฑ์สำหรับผิวผสมโดยตรงออกมาซะที หลังจากปล่อยให้คนผิวผสมอย่างเราน้อยใจอยู่นาน แต่ก็คุ้มค่าการรอคอยเพราะออกมาทีเดียวครบเซ็ต 3 ตัวเลย สกินแคร์ซีรี่ส์นี้เค้ามีชื่อเท่ๆว่า In Two Minds งานเปิดตัวก็คงคอนเส็ปต์ความอาร์ทที่ลุ่มลึก ใส่ใจในรายละเอียดตามจริต Aesop ทุกประการ เรียกว่าแทบจะถอดแบบมาจาก Regional Event ที่ฮ่องเลยก็ว่าได้ เริ่มด้วยงาน art installation โต๊ะลอยได้ที่มีแรงบันดาลใจมาจากสภาวะสมดุลของผิว ไปจนถึงของว่าง 3 ก็ยังเลือกมาให้ผสมกันทั้งขนมไทยและฝรั่ง (ก็งานสำหรับผิวผสมนี่เนอะ) แม้แต่ไวน์ก็ยังติดฉลากแบรนด์ Aesop เองทั้งหมด ที่เราประทับใจก็คือการที่จัดให้ทดลองโปรดักท์กับนักสาธิตผลิตภัณฑ์แบบประกบตัวต่อตัวกันเลยทีเดียว มาเข้าเรื่องตัวผลิตภัณฑ์กันดีกว่า สิ่งที่ wow ตั้งแต่แรกเห็นก็คือตัวกล่องที่ดีไซน์สวยงามแปลกตา เหมาะอย่างยิ่งที่จะเอาไปเป็นของขวัญสร้างความประทับใจ แพคเก็จจิ้งมีการสื่อถึงผิวผสม ด้วยการสร้างเท็กซ์เจอร์ที่แตกต่างบนผิวกล่อง ทั้งการลงสี แปะทองเปลว และปะกระดาษสา โดยที่แต่ละกล่องนั้นก็ไม่เหมือนกันเลย เราจึงเดาเอาเองว่าน่าจะเป็นงาน handmade (หรือเปล่า?) อย่างที่สองที่เป็นจุดเด่นมากๆของ Aesop ก็คือกลิ่นหอมธรรมชาติจนเราเคลิ้มเรากับอยู่ในสปาชั้นดี สำหรับเรากลิ่นของ Aesop นี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอมควักเงินจ่ายเลยก็ว่าได้ มันมีผลต่อระดับความฟินจริงๆนะ พืชสมุนไพรดาวเด่นของซีรี่ส์นี้น่าจะเป็นต้นวิทช์ ฮาเซล (Witch Hazel) ต้นไม้สรรพคุณแน่นที่ปลูกมากแถบทวีปอเมริกาเหนือ ที่โดดเด่นเรื่องการปลอบประโลมผิว ให้ความชุ่มชื้น และควบคุมความมันไปในคราวเดียวกัน เริ่มกันที่ตัว In Two Minds Facial Cleanser (1,850 บาท) ที่เน้นการทำความสะอาดและปลอบประโลมผิวด้วยสมุนไพร นอกจากวิทช์ ฮาเซล แล้วยังมีใบเสจ โรสแมรี่ ลาเวนเดอร์ และโมรอคคันคาโมไมล์ หลังจากที่ได้ทดลองใช้แล้ว เรารู้สึกว่าผิวเราสะอาดสดชื่นโดยที่ไม่แห้งตึงนะ เรื่องกลิ่นคงไม่ต้องพูดถึง ถูกใจเลยแหละ ต่อกันที่ In Two Minds Facial Toner (2,100 บาท) การปรับสภาพผิวด้วยโทนเนอร์นั้นเป็นขั้นตอนที่หลายคนมักมองข้าม ทั้งที่จริงแล้วสำคัญมาก เพราะจะช่วยผิวให้พร้อมรับการบำรุง เมื่อก่อนเราก็เคยข้ามสเต็ปนี้ แล้วก็งงว่าทำไมผิวตรงแก้มยังแห้งเป็นขุยทั้งๆที่ใช้ moisturizer อย่างดี สำหรับ Toner ของ Aesop ตัวนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการระคายเคือง ช่วยผลัดเซลล์ผิว และสมานผิวอย่างอ่อนโยนอีกด้วย ส่วนตัวถึงแม้เราจะเป็นคนผิวผสม แต่เราจะรู้สึกหนักหน้าจากความมันได้ง่ายมาก การได้ใช้มือตบ Toner ใสๆเบาๆลงไปที่ผิวหน้า ก็ทำให้สดชื่นตื่นตัวได้ดีจริงๆนะ หรือใครจะเทใส่แผ่นสำลีแล้วกดบนผิวเบาๆก็ได้นะ แต่เราขี้เกียจ ก็เลยใช้มือเลย สุดท้าย In Two Minds Facial Hydrator (2,250 บาท) เข้มข้นกว่าซีรั่ม แต่เบาบางกว่าครีม ในบรรดา 3 ตัวที่ออกใหม่นี้ เราปลื้มตัวนี้มากที่สุด ใครไม่มีผิวผสมคงไม่เข้าใจว่าการจะหา moisturizer ที่เนื้อถูกใจนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่าย ข้นไปก็หนักผิว เบาไปก็เอาไม่อยู่ แต่ตัวนี้ของ Aesop นี่เรียกว่าสมดุลพอดี เรารู้สึกถึงความเข้มข้นในความนุ่มเบา ซึมเร็วและรู้สึกว่าผิวอุ้มน้ำทันที และที่สำคัญกลิ่นหอมของ Aesop ไม่เคยทำให้เราผิดหวังจริงๆ หลังจากที่เราได้ทดลองใช้มานานกว่าสัปดาห์ ผิวส่วนที่มันของเราอาจจะไม่ได้มันน้อยลงนะ แต่เรารู้สึกสบายผิวขึ้นเยอะเลย อย่างน้อยสิ่งที่เราสังเกตได้ชัดก็คืออาการคันยิบๆและผื่นแดงที่มักจะมาช่วงอากาศร้อนๆก็เบาลงไป ขุยแห้งตามแนวแก้มที่เคยมีก็ดูเหมือนจะลดน้อยลงจนเกือบหมดไปเลยแหละ ใครสนใจจะทดลองผลิตภัณฑ์ In Two Minds บนผิวตัวเองก่อนซื้อมาใช้ ก็เชิญได้ที่เคาน์เตอร์เอสอปทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายนนี้เป็นต้นไปน้า . Where to buy: Aēsop counter at Central Department Store Website: www.central.co.th/th/aesop, www.aesop.com . FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #Aesop #AesopThailand #AesopSkincare #LetsHoparound #รีวิวAēsopInTwoMinds #ผิวผสม #รีวิวเอสอป #InTwoMinds #รีวิวเครื่องสำอางค์#ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
- ศิลปะ x ศรัทธา x หัวใจ หอแสดงงานศิลปะแห่งใหม่ที่พัทยา "ปิยะศิลปาคาร"
หอแสดงงานศิลปะปิยะศิลปาคาร: ศิลปะ x ศรัทธา x หัวใจ หากเพื่อนๆลองไปถามคนท้องที่พัทยา ก็คงจะมีน้อยคนมากที่จะรู้จักหอแสดงงานศิลป์แห่งนี้ นอกจากจะมีร้านคาเฟ่ One Day Esthetic ให้จิบกาแฟ มุมเก๋ๆให้ถ่ายรูป และ course ศิลปะน่าเรียนแล้ว ที่นี่ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกเพียบจนเราเองก็เริ่มเล่าไม่ถูก เพราะหอศิลป์แห่งนี้คือจุดหลอมรวมของศิลปะ ศรัทธาในองค์รัชกาลที่ 5 และสายใยความรักระหว่างลูกๆกับคุณพ่อศิลปินผู้ล่วงลับไปแล้ว วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไป #hop ชมโลกแห่งศิลปะที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและแรงบันดาลใจกันที่พัทยา เพียงอ่านจากชื่อ “ปิยะศิลปาคาร” ก็น่าจะเดาได้ไม่ยากว่าสถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อจัดแสดงงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระปิยมหาราช (รัชกาลที่ 5) นั่นเอง แต่อะไรที่ทำให้คุณนิตย์ ดวงดี ศิลปินมากฝีมือผู้รังสรรค์ผลงานทั้งหมดที่จัดแสดงอยู่ที่นี่ รู้สึกผูกพันกับพระองค์ท่านจนถึงขั้นอุทิศชีวิตและฝีมือสร้างสรรค์งานทั้งหมดเพื่อเทิดพระเกียรติองค์รัชกาลที่ 5 จากหนุ่มสงขลาผู้หลงไหลในศิลปะ แม้ไม่เคยมีโอกาสได้เรียนศิลปะเลยแต่คุณนิตย์ก็ผลักดันตัวเองจนได้เป็นช่างวาดโปสเตอร์คัทเอ้าท์หน้าโรงหนัง เป็นบันไดต่อยอดให้ได้ไปวาดรูปเหมือนให้กับทหาร GI อเมริกันที่ฐานทัพเรือสัตหีบในยุคสงครามเวียดนาม จนได้รู้จักกับชาวเยอรมันที่ชักชวนให้ไปอยู่แฟรงค์เฟิร์ต และกลายเป็นคนไทยคนแรกๆที่ได้เรียนรู้เทคนิคการทำกรอบรูปแบบยุโรป (และพัฒนาสไตล์ของตัวเองจนได้มาเปิดแกลอรี่กรอบรูปที่พัทยาในเวลาต่อมา ทุกวันนี้งานกรอบรูปของคุณนิตย์ก็ยังปรากฏให้เห็นได้ในสถานที่สาธารณะต่างๆเช่น สถานีรถไฟหัวลำโพง เป็นต้น) และได้เรียนรู้เทคนิคการเพ้นท์รูปจากยุโรปสมใจ จนคุณอาร์ลูกสาวคนเล็กของคุณนิตย์บอกว่าฝีแปรงของคุณพ่อนั้นมีสไตล์คล้ายกับ Rembrandt ศิลปินชาวดัทช์เลยทีเดียว ครั้งแรกที่คุณนิตย์ได้เจอเหตุการณ์ที่ทำให้เริ่มผูกพันกับองค์พระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 ก็คือในช่วงที่ยังเป็นช่างรับจ้างเขียนรูปและภรรยายังต้องขายส้มตำเลี้ยงชีพอยู่แถวงามวงศ์วาน วันดีคืนดีก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเอาเหรียญบาทในยุคร.5 ที่เลิกใช้ไปแล้วมาเสนอขายให้กับภรรยาของคุณนิตย์ในราคา 30 บาท แต่ตอนนั้นเพิ่งขายส้มตำได้ 10 บาท จึงขอต่อรองชดเชยส่วนที่ยังขาดด้วยการเลี้ยงข้าวเหนียวไก่ย่างไปหนึ่งอิ่ม ต่อมาจึงได้รู้ว่าเหรียญนั้นเป็นรุ่นที่ Henri-Auguste Patey ศิลปินนักปั้นเหรียญชาวฝรั่งเศสในตำนานเป็นผู้สร้างขึ้น นับตั้งแต่นั้นมาทั้งชีวิตของคุณนิตย์ก็มีเรื่องราวให้ต้องผูกพันกับองค์รัชกาลที่ 5 แบบไม่คาดฝันมาโดยตลอด หลังจากได้เหรียญมาไม่นาน อยู่ๆก็มีลูกค้าคนหนึ่งมาตามหาคุณนิตย์เพราะอยากให้วาดรูปพระองค์ท่านทั้งที่ไม่เคยพบเจอกันมาก่อน แต่ลูกค้าฝันว่ามีควันพุ่งออกมาจากบ้านแล้วมีเสียงบอกทางว่าถ้ามาซอยนี้แล้วจะเจอช่างวาด เขาจึงลองเดินทางตามมาดู และก็ได้มาเจอกับคุณนิตย์จริงๆ คุณนิตย์จึงจุดธูป 1 กำมือแล้วอธิษฐานขอปวารณาตัวรับใช้พระองค์ท่านตั้งแต่บัดนั้น และก็ได้เลี้ยงชีพด้วยการวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ของร.5 เรื่อยมาจนมีลูกค้าเป็นคนใหญ่คนโตของประเทศหลายต่อหลายคน อีกครั้งที่คุณนิตย์รู้สึกว่าพระบารมีของพระองค์ท่านได้ช่วยเขาเอาไว้ก็คือเมื่อภรรยากำลังจะถึงกำหนดคลอดลูกคนเล็ก (คุณอาร์) แต่ครอบครัวกลับไม่มีเงินจ่ายค่าทำคลอดเลย สุดท้ายก็รอดพ้นมาได้ด้วยเงินมัดจำจากลูกค้าที่มาว่าจ้างให้วาดรูปรัชกาลที่ 5 คุณนิตย์จึงศรัทธาและศึกษาเรื่องราวของพระองค์ท่านตลอดมา นอกจากงานวาดแล้ว คุณนิตย์ยังได้สร้างงานปั้นรูปเหมือนของพระองค์ไว้ด้วย และตัวอาคารหอแสดงงานศิลปะปิยะศิลปาคารแห่งนี้ คุณนิตย์ก็เป็นผู้ออกแบบเองเช่นกัน ยิ่งไปกว่านี้คุณนิตย์ยังเป็นนักคัดลายมือ นักคิด นักเขียน และอื่นๆอีกมากมาย ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถทางศิลปะรอบด้านที่ไม่ธรรมดาจริงๆ คุณนิตย์มักจะได้รับการนิยามให้เป็น “สารพัดช่าง” ผู้มากฝีมือ แต่เรารู้สึกว่าท่านเป็น “ศิลปินตัวจริง” ที่สมควรจะได้รับการ recognized มากกว่านี้ ที่จริงแล้วหอศิลป์แห่งนี้สร้างเสร็จมาตั้งแต่พ.ศ. 2537 แต่ไม่เคยได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการให้คนนอกได้เชยชมเลย จนในวันนี้ที่เวลาล่วงเลยมากว่า 26 ปี และคุณนิตย์ ดวงดีก็ได้จากโลกนี้ไปแล้ว เรายินดีอย่างยิ่งที่ลูกๆของคุณนิตย์ตัดสินใจชุบชีวิตผลงานของคุณพ่อ และสานต่อความฝันด้วยการขัดสีฉวีวรรณให้อาคารทรงเสน่ห์แห่งนี้ได้กลับมาสร้างแรงกระเพื่อมทางศิลปะให้กับคนรุ่นต่อไปอีกครั้ง นอกจากผลงานของคุณนิตย์ที่จะจัดแสดงถาวรที่นี่แล้ว (เปิดให้ชมเต็มรูปแบบวันที่ 23 ตุลาคม 2563 นี้) ลูกๆของคุณนิตย์ซึ่งก็เป็นศิลปินเช่นกัน ก็มีแผนจะจัดนิทรรศการหมุนเวียนผลงานของศิลปินท่านอื่นๆในชั้นบนของอาคาร รวมถึงเปิดพื้นที่ว่างให้เช่ากับศิลปินทั่วไปด้วย หรือหากใครสนใจจะลงเรียนคอร์สวาดเขียน ลงสี (ทั้งเพื่อประโยชน์ทางศิลปะและเพื่อสื่อสารไอเดียทางธุรกิจ) หรือแม้กระทั่งเบสิคกีตาร์ ที่นี่ก็เปิดสอนด้วยเช่นกันในราคา 3,500-5,000 บาท One Day Esthetic คาเฟ่ เบเกอรี่ เครื่องดื่ม และของคาวหวานสารพัด การได้มาเยี่ยมเยือนหอแสดงงานศิลปะปิยะศิลปาคารในครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นอีกมุมหนึ่งที่ต่างไปของพัทยาซึ่งมาในรูปแบบของผลงานศิลปะที่ถูกสร้างขึ้นและสานต่อด้วยหัวใจ เราชื่นชมความเป็นศิลปินเข้มข้นที่มีอยู่จิตวิญญาณของคุณนิตย์ ดวงดี และรู้สึก inspired ในความมานะที่จะเรียนรู้และสู้ชีวิตของคนยุคก่อน รวมถึงตื้นตันในความรักที่ลูกๆมีให้คุณนิตย์ด้วย นอกจากจะเป็นจุดเช็คอินใหม่ที่เพื่อนๆสามารถแวะมาเยี่ยมชมและถ่ายรูปสวยๆได้แล้ว เราหวังว่าเพื่อนๆจะได้รับพลังดีๆจากเรื่องราวของหอศิลป์แห่งนี้เหมือนที่เราได้รับเช่นกัน หอแสดงงานศิลปะปิยะศิลปาคาร Piya Silapakarn Art Exhibition Hall เปิด 8:30-18:00 น. ปิดทุกวันจันทร์ ข้อมูลเพิ่มเติม 0944273939 Facebook Page: One Day Esthetic Facebook Page: หอแสดงงานศิลปะ ปิยะศิลปาคาร . FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website:www.hoparound.co . #LetsHoparound #Pattaya #LetsHoparoundPattaya #Lifestyle #Cafe #PiyaSilapakarnArtExhibitionHall #Onedayesthetic #Arthouse #Arthousepattaya #Artgallerythailand #Artspacepattaya #Ecostyle #Cafeinpattaya #WorkfromHome #เที่ยวพัทยา #คาเฟ่ในพัทยา #พัทยา #คาเฟ่ในชลบุรี #แกลเลอรี่ในพัทยา #แกลเลอรี่ในชลบุรี #ที่เที่ยวในพัทยา #แกลเลอรี่
- Akha Ama Living Factory อาข่า อาม่า เชียงใหม่
แม้ตอนนี้หน้าหนาวจะผ่านไปแล้ว แต่เชียงใหม่ก็ยังมีที่ให้เรา #กระโดดโลดเที่ยว กันได้อย่างอิ่มอกอิ่มใจได้ทั้งปี เอาล่ะ ชาว #hopsters ทั้งหลาย บัดนี้เราจะพาคุณมาเสพกาแฟไทยที่ดังไกลถึงยุโรป แกล้มเรื่องราวสุดยอดแรงบันดาลใจเบื้องหลังความสำเร็จที่ใช้ “ใจบันดาลแรง” ของเขากันที่ Akha Ama Living Factory อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ที่เพิ่งเปิดให้เข้าชมเมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมานี้เอง เรื่องราวของ “อาข่า อามา” นั้นทั้งน่าทึ่งและน่าภูมิใจมากจริงๆ เริ่มตั้งแต่ที่มาของแบรนด์ที่เกิดขึ้นจากสำนึกรักบ้านเกิดของคุณลี (ชื่อจริงคือ “อายุ จือ ปา”) ชาวเขาเผ่าอาข่า และความมุ่งมั่นที่เขาอยากจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวอาข่าที่ปลูกกาแฟพันธุ์พระราชทานจากในหลวงร.9 กันมาหลายรุ่นเป็นเวลาเกือบ 50 ปี แต่ผลผลิตก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับเสียที โดยที่ตอนเริ่มต้นโปรเจ็คท์นี้เมื่อปี 2552 ความรู้เรื่องกาแฟของคุณลีแทบไม่มีเลยก็ว่าได้ การเดินทางของอาข่า อามา (คงพอจะเดากันได้ว่า ‘อามา’ แปลว่า ‘แม่’ และผู้หญิงในโลโก้ก็คือคุณแม่ของคุณลีนั่นเอง) เริ่มต้นด้วยความอยากรู้ว่าคุณภาพกาแฟที่ชาวอาข่าผลิตได้นั้นอยู่ในระดับไหน คุณลีและทีมจึงช่วยกันระดมสมองหาวิธีพิสูจน์ จนลงเอยด้วยการเปิดหน้าร้านกาแฟแถวช้างเผือก ในเมืองเชียงใหม่ให้ลูกค้าได้เข้ามาลิ้มลองในปี 2553 พร้อมกันนั้นก็ส่งตัวอย่างเมล็ดกาแฟออกไปให้นักชิมกาแฟไทย รวมถึงร้านกาแฟ และร้านอาหารในประเทศทดลองใช้ แต่ผลลัพธ์กลับน่าผิดหวัง เพราะคนไทยในสมัยนั้นยังมีอคติลบๆกับเมล็ดกาแฟของไทยอยู่มาก แค่เพียงได้ยินว่าเป็นกาแฟไทย ต่างก็ปฏิเสธกันแบบไม่ต้องคิดกันแทบทุกราย เมื่อแสงแห่งความหวังในประเทศเริ่มริบหรี่ ประตูอีกบานที่ใหญ่กว่าก็ค่อยๆเปิดออก เพราะในปีเดียวกันนั้นเองทีมคุณลีก็ตัดสินใจส่งผลผลิตของตนไปยังเวทีคัดสรรในยุโรปที่ชื่อว่า SCAE (Specialty Coffee Association of Europe) หรือสมาคมกาแฟพิเศษแห่งยุโรป และถูกคัดเลือกให้เข้ารอบ 21 รายสุดท้ายจาก 2000 กว่ารายที่ส่งเข้ามาประกวดจากทั่วโลก ขั้นตอนการคัดเลือกนั้นก็เข้มงวดสมกับมาตรฐานยุโรป ตั้งแต่การตรวจหาสารตกค้าง และประเมินความสมบูรณ์ของเมล็ดในห้อง Lab โดยละเอียด รวมไปถึงการทดสอบรสชาติแบบ Blind Test คือไม่เปิดเผยชื่อผู้ส่งเข้าประกวดให้กรรมการทราบเพื่อความยุติธรรม แม้ผลลัพธ์จะน่าพอใจอย่างมาก แต่ทีมอาข่า อามาก็ยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น พวกเขาอยากจะยืนยันว่าคุณภาพของเขานั้นดีจริงๆไม่ใช่แค่ฟลุก จึงส่งไปที่เวทีเดิมซ้ำอีก 2 ครั้งในปี 2554 และ 2555 ผลก็คืออาข่า อามานั้นได้รับคัดเลือกทุกปี จนในปีต่อๆมาทางคณะกรรมการ SCAE นั้นก็ได้เชิญอาข่า อามา มาเป็นพาร์ทเนอร์ถาวรกับเวทีนี้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการคัดเลือกอีกต่อไป เมื่อเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ รสชาติและกลิ่นหอมของกาแฟอาข่า อามาก็ออกฤทธิ์ทำให้คนไทยเริ่มตาสว่างขึ้นมาเห็นคุณค่ากาแฟไทยมากขึ้น ในปี 2556 อาข่า อามาจึงขยับขยายไปเปิดอีก 1 สาขาที่บริเวณคูเมืองใกล้วัดพระสิงห์ โดยเริ่มมีการติดตั้งเครื่องคั่วของตัวเองไว้ในร้านเป็นครั้งแรกอีกด้วย ในระยะเวลา 3-4 ปีแรกนี้ที่พวกเขาได้ลองผิดลองถูก ค่อยๆสะสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับกาแฟเพิ่มเติมทีละเล็กละน้อยตั้งแต่การปลูก การคั่ว ไปจนถึงการชง ทำให้ทีมอาข่า อามามั่นใจว่าองค์ความรู้ที่ถูกต้องนี่เองที่จะช่วยเหลือเกษตรกรบ้านเกิดได้อย่างยั่งยืน สำหรับ Akha Ama Living Factory บนพื้นที่กว่า 5 ไร่นี้ที่เราพามาเยี่ยมชมในวันนี้ ก็เป็นการตอกย้ำความสำคัญขององค์ความรู้ และการเกื้อหนุนกันและกันเพื่อความยั่งยืนซึ่งเป็นแก่นของแบรนด์ ที่แห่งนี้นับเป็นอีกก้าวที่กล้าหาญของอาข่า อามาโดยทางทีมใช้เวลาการเตรียมงานและซื้อที่ดินกันมาตั้งแต่ปี 2557 จนมาแล้วเสร็จเมื่อต้นปี 2561 ที่ผ่านมานี้เอง ที่นี่เป็นมากกว่าร้านกาแฟเก๋ๆให้คนมาเช็คอินตามกระแส เพราะพวกเขาตั้งใจให้ Akha Ama Living Factory นี้เป็นบ้านที่เปิดเพื่อแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับกาแฟและอาหารที่ยั่งยืน โดยมีการสาธิตการคั่วกาแฟ (ในวันอาทิตย์ อังคาร และศุกร์) และเร็วๆนี้จะมี Workshop ให้ชิมกาแฟเพื่อแยกกลิ่นพื้นฐานที่อบอวลอยู่ในเมล็ดกาแฟอย่างถูกต้องตามหลักสากล นอกจากนี้ช่วงกลางปีก็จะเริ่มก่อสร้างโรงครัวซึ่งจะนำเสนอวิถีที่ยั่งยืนเกี่ยวกับอาหารอีกด้วย ในวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา พวกเขาก็ได้เปิดให้ใช้พื้นที่บ้านหลังใหม่หลังนี้ เพื่อจัดงาน Good Seeds Good Food Festival ครั้งที่ 3 ซึ่งเน้นไปที่วิถีการเกษตรแบบออร์แกนิค การสร้างอาชีพทางการเกษตร และอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพาะปลูกได้ฟรีๆสำหรับ “กลุ่มคนไร้บ้าน” เพื่อเป็นรายได้ให้กับผู้ด้อยโอกาสอีกด้วย แม้ความสำเร็จของอาข่า อามา จะเดินทางมาได้ไกลจนถึงจุดนี้ พวกเขาก็ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะขยายร้านกาแฟในแบรนด์ตัวเองเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ ทางทีมคอนเฟิร์มว่าอาข่า อามายังคงชัดเจนในวิสัยทัศน์ที่ตั้งใจจะเป็นตัวกลางเชื่อมต่อเกษตรกรกับลูกค้า และใช้องค์ความรู้ที่ถูกต้องเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาอาชีพของเกษตรกรที่ปลูกกาแฟให้ดีขึ้นตามแนวทางที่ในหลวงร.9ได้ทรงริเริ่มไว้ให้เมื่อเกือบ 50 ปีก่อนให้ยั่งยืนต่อไป ต้นไม้จะเติบโตยิ่งใหญ่ได้ ย่อมต้องมีรากที่ลงลึกแข็งแรง ต้นไม้ที่ชื่อ อาข่า อามา ต้นนี้ก็เช่นกัน ลูกค้าอย่างเราๆ ก็คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าจะช่วยอุดหนุนเป็นน้ำ เป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ต้นนี้เติบใหญ่ได้อย่างยั่งยืนต่อไป ในวันนี้ชาว hopsters คงได้รับคาเฟอีนทางใจจากเรื่องราวของอาข่า อามาที่เราเลือกมานำเสนอไปเต็มที่แล้ว การช่วยๆกันแชร์เรื่องราวนี้ออกไปก็คงจะยิ่งทำให้ความตั้งใจดีๆส่งแรงกระเพื่อมออกไปในวงที่กว้างมากขึ้นเรื่อยๆนะครับ www.akhaama.com www.facebook.com/akhaamacoffee FB/IG @hoparound.co Website www.hoparound.co #LetsHoparound #LetsHoparoundChiangmai #chiangmai #cnx #AkhaAma #Coffee #รีวิวAkhaAmaLivingFactory #อาข่าอ่ามาลิฟวิ่งแฟคโตรี่ #ร้านกาแฟเชียงใหม่ #โรงคั่วกาแฟเชียงใหม่ #อาข่าอ่ามา #รีวิวAkhaAma #โรงคั่วกาแฟ #เที่ยวเชียงใหม่ #รีวิวเชียงใหม่ #เชียงใหม่ไปไหนดี
- ประตูไปที่ไหนก็ได้ของ KangHee Kim
ช่วงโควิดที่ผ่านมา หลายคนอาจรู้สึกอึดอัดที่ตัวเองต้องติดแหง่กอยู่กับที่ออกไปไหนก็ไม่ได้ ราวกับถูกจองจำจนเหมือนคนไร้อิสระภาพ นั่นคือความรู้สึกที่อยู่ในใจของ KangHee Kim มาเป็นเวลากว่าครึ่งชีวิตของเธอ เพราะศิลปินชาวเกาหลีผู้นี้ ถูกพาตัวมาอยู่ที่อเมริกาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยเหตุบางประการทำให้เธอไม่ได้สัญชาติและขอกรีนการ์ดไม่ได้ จึงต้องติดแหง่กอยู่ในกรงกฎหมาย DACA - Deferred Actions for Childhood Arrivals ที่อนุโลมให้เธออยู่ในประเทศได้ แต่ถ้าออกไปเมื่อไหร่ก็จะกลับเข้ามาอีกไม่ได้ เธอจึงรู้สึกเหมือนถูกจองจำให้อยู่ในอเมริกาอย่างไม่รู้จุดจบ ดอกไม้อันบอบบางสามารถงอกงามขึ้นมาได้จากธุลีดินที่ดูสกปรกฉันใด งานศิลป์ที่ส่องแสงให้เราอบอุ่นในใจก็สามารถสะพรั่งขึ้นมาได้จากความมืดมนฉันนั้น ผลงานของ KangHee Kim ที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลังจนคุณอาจเผลอได้ยินหัวใจตัวเองฮัมเพลงเบาๆนั้นเกิดจากการตัดสินใจที่จะไม่หมกมุ่นอยู่กับข้อจำกัดของตน แต่เลือกที่จะมองให้เห็นความงามที่มีอยู่ในชีวิตของเธอ ภาพฉากธรรมดาๆที่เราเห็นแบบผ่านตาอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นผนังห้อง หน้าต่างบ้าน กำแพงตึก ไปจนถึงกิ่งไม้ เสาไฟ หรือสัญญาณไฟจราจร ถูกนำมาโฟโต้ช็อปใส่ภาพทิวทัศน์ ก้อนเมฆที่กำลังเรืองแสงอาทิตย์ หรือสายรุ้งสีสดใสลงไปในจังหวะที่พอเหมาะพอเจาะ ทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้ชมผลงานของเธอ ราวกับว่า KangHee Kim กำลังจะบอกกับโลกให้รู้ว่าความหวังนั้นปรากฏให้เห็นอยู่ทุกที่ถ้าเรารู้จักมอง ในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนนี้ หลายคนอาจจะอยู่ในสภาวะเบื่อหน่าย หดหู่ หรือแม้กระทั่งสิ้นหวัง เราหวังว่างานของ KangHee Kim ที่เรานำมาเสนอในวันนี้ จะช่วยแง้มเอาความสดใสเข้าไปเติมให้กับชีวิตของทุกคนได้บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ ไม่แน่นะ ถ้าใจเราเปิดกว้าง เราอาจจะได้เห็น ‘ประตูไปที่ไหนก็ได้’ ของเราเองปรากฏมาตรงหน้าก็ได้ All images ©KangHee Kim : Street Errands FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co #KangHeeKim #LetsHoparound #InspiringStuff #ArtandDesign #Collage #Surrealist #Photograph #StreetPhotograph #NewYork #ศิลปะ #ภาพ #งานศิลปะ #ศิลปิน #ศิลปินเกาหลี #แรงบันดาลใจ #คอลลาจ #StreetErrands #Inspiration












