top of page
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger

Search Results

133 results found with an empty search

  • HIROSHIMA เที่ยวฮิโรชิม่า ญี่ปุ่น

    ฮิโรชิม่าเมืองแห่งน้ำ ในปี 1945 ฮิโรชิมะเป็นหนึ่งในฉากจบของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ถูกสหรัฐอเมริกาโจมตีด้วยระเบิดปรมาณู วันนี้ของฮิโรชิมะแทบไม่เหลือร่องรอยแห่งอดีตที่โหดร้ายแต่กลับเป็นเมืองน่าอยู่ที่มีไลฟ์สไตล์และงานดีไซน์ทันสมัยแทรกตัวอยู่แทบทุกที่ ฮิโรชิมะตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะฮอนชู ทิศใต้ติดกับทะเลเซโตะและทิศเหนือโอบล้อมด้วยภูเขาสูง และที่นี่ผู้คนสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีมาก แม้แต่ป้ายบอกทางต่างๆ ยังมีภาษาอังกฤษให้อ่านได้อย่างชัดเจน อาหารอร่อยขึ้นชื่อของที่นี่คือ “หอยนางรมสด” และ “โอโคโนมิยากิ” วันแรกเราเริ่มทริปกันที่ย่าน Fukuromachi ย่านช้อปปิ้ง Fukuromachi เป็นย่านเงียบๆ แต่ร้านค้าดีๆเยอะมาก ทั้ง Maison Margiela, Soph, A.P.C., F.I.L., Marimekko, และร้านคาเฟ่+แซนวิชเก๋ๆที่กลายเป็นอีกร้านโปรดของเราที่ชื่อ Park South Sandwich โชคดีที่เราไปเจองาน The Trunk Market พอดี ซึ่งเป็นงานตลาดนัดไฮเอนด์ที่บรรดาแบรนด์สินค้าดีไซน์จากทั่วญี่ปุ่นพามากันออกร้าน เรารักความไม่เคอะเขินของงานดีไซน์ที่เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนได้อย่างแนบเนียน ย่านช้อปปิ้ง Hondōri ย่านช้อปปิ้ง Hondōri ย่านนี้ไม่เล็กไม่ใหญ่ เป็นถนนเรียงรายไปด้วยร้านค้าชื่อดังมากมายที่ขายสินค้าของใช้ทั่วไป เสื้อผ้าแบรนด์ญี่ปุ่นรวมไปถึงแบรนด์นอก ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นต่างๆ ไปจนถึงร้านยาและเครื่องสำอาง แต่ร้านที่เราชอบที่สุดคือร้าน Pencil เป็นแท่งดินสอขนาดยักษ์ ตั้งอยู่บนสี่แยกขายข้าวของเครื่องใช้ดีไซน์ดีๆเพียบ ร้าน Pencil เป็นร้านขายพวกของแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ Location: https://goo.gl/maps/A13v1NU88TbmuNiq6 BAGTOWN COFFEE โรงคั่วเมล็ดกาแฟขนาดกะทัดรัดแต่อัดแน่นด้วยคุณภาพ Location: https://g.page/bagtowncoffee?share ร้านราเมนที่แนะนำโดยคนท้องถิ่น King Ken เป็นร้านราเมนแห้งซอสถั่วใส่พริกหมาล่า ที่ทางร้านกำชับว่าต้องคลุก 30 ครั้งถึงจะเริ่มทานได้ เมื่อได้ลิ้มรสแล้วต้องบอกว่ารสชาติอร่อยมีเอกลักษณ์มากๆ ใครผ่านมาทางนี้ช่วงเที่ยง จะเห็นคิวที่ยาวเหยียด แนะนำให้มากันเนิ่นๆก่อนเวลามื้ออาหาร Location: https://goo.gl/maps/GBXZLFU5Xbc4dPw86 Park South Sandwich จุดบรรจบของกาแฟรสเยี่ยมกับแซนด์วิชรสเลิศ Location: https://goo.gl/maps/t6BB2yy9KcYCjnSP6 Obscura Coffee Roasters ร้านคุณภาพเยี่ยมที่มีสาขาที่โตเกียวด้วย ร้านนี้พิเศษตรงที่จะคัดเมล็ดกาแฟคุณภาพดีจริงๆ มาขายเท่านั้น ที่สำคัญทางร้านยังสามารถให้เราเบลนด์เองในสูตรเราได้อีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/t6BB2yy9KcYCjnSP6 Hiroshima Orizuru Tower เปิดทำการเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ปี 2016 ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของโดมปรมาณูที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก องศาแสงที่นี่สวยมากหากได้มาตอนพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า ชั้น 13 ของตึกนี้เป็นจุดชมวิวที่เปิดโล่งโปร่งสบาย เพื่อนๆจะสามารถสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาของเมืองฮิโรชิมะแบบพาโรนามา มีสายผมพัดผ่านให้เพื่อนๆได้สัมผัสถึงความงามและลมหายใจของเมืองฮิโรชิมะที่รวยรินอยู่เบื้องล่าง Location: https://g.page/orizurutower?share ที่มาภาพ: http://bit.ly/381jtaV เดินเลียบแม่น้ำ Motoyasu River ชมโดมปรมาณู Atomic Bomb Dome และสวนสาธารณะอนุสรณ์สถานสันติภาพฮิโรชิมะ โดมแห่งนี้เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างไม่กี่แห่งที่ยังยืนหยัดและไม่ถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากองเหมือนส่วนอื่นๆของเมือง แม้จะเป็นสถานที่ที่ย้ำเตือนถึงอดีตอันโหดร้ายสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่บรรยากาศในปัจจุบันของที่นี่กลับผ่อนคลายสบายอารมณ์มาก สวนสาธารณะแห่งนี้ร่มรื่นด้วยแมกไม้ให้ผู้คนมานั่งพักผ่อนหรือจะนั่งปิกนิกก็ได้ แม่น้ำโมโตยาสุที่ไหลผ่านอย่างนุ่มนวลนั้นช่วยให้อารมณ์เย็นขึ้นได้อย่างดี นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงความเป็นมาต่างๆของฮิโรชิมะ รวมถึงยังมีประติมากรรมอนุเสาวรีย์ที่ทั้งสวยงามและมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกด้วยอย่าง Children’s Peace Monument ที่ทุกวันที่ 6 สิงหาคมจะมีนกกระเรียนกระดาษนับพันตัวถูกส่งมาจากที่ต่างๆทั่วโลกเพื่อร่วมระลึกถึงเหตุการณ์ปรมาณู ด้านบนสุดของอนุสรณ์สถานแห่งนี้เป็นรูปปั้นเด็กหญิงชื่อ Sadako Sasaki ถือนกกระเรียน โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องเล่าว่าหนูน้อยซาซากินั้นได้พับนกกระเรียนกระดาษพันตัวเพื่ออธิษฐานให้ตัวเองหายป่วย Location: https://goo.gl/maps/B3iNkDorAfMhK8AfA สถานีรถไฟ Shin-Hakushima Station ศิลปะได้แทรกตัวอยู่ทุกที่ในฮิโรชิมะจริงๆ ที่นี่เป็นสถานีรถไฟที่สวยที่สุดของเมือง ออกแบบโดยบริษัท Coelacanth and Associates ที่อยู่ในโตเกียวและนาโกย่า และยังเคยได้รับรางวัล International Architecture Awards 2019 เป็นสถานีรถไฟที่เชื่อมระหว่างรถไฟ JR กับ รถไฟใต้ดินของเมืองฮิโรชิมะ โดยประมาณการว่ามีคนมาใช้ 20,000 คนต่อวัน ความกว้าง 20 เมตร ความสูง 10 เมตร เป็นทรงเปลือกทรงโค้งที่ห่อคุ้มสถานีเอาไว้ ทำให้เกิดเป็นอุโมงค์ที่ผู้คนสามารถมองเห็นสถานีรถไฟทั้งสองได้อย่างชัดเจนและในขณะเดียวกันแสงธรรมชาติที่ผ่านเข้ามาทำให้เราไม่รู้สึกอึดอัดแต่กลับรู้สึกโปร่ง โล่งสบายราวกับว่ายืนอยู่ภายนอกสถานีเลยหล่ะ หากเพื่อนๆมีเวลาก็ควรมาแวะถ่ายรูปที่นี่นะ Location: https://goo.gl/maps/eAjX1sDkNj7A6rpFA The Share Hotels Kiro Hiroshima The Share Hotels Kiro Hiroshima โรงแรมเปิดใหม่ ใจกลางเมืองฮิโรชิมะ มาในคอนเซปต์ที่ให้แขกมาใช้พื้นที่ส่วนกลางร่วมกัน ตกแต่งแบบโมเดิร์นลอฟท์ ล็อบบี้ทางของโรงแรมจะมีโซนขายของใช้ที่คัดสรรมาจากทั่วญี่ปุ่น ถัดมาอีกฝั่งก็จะเป็น Coffee Stand ที่นำคาเฟ่ดีๆ มาเปิด Pop-up ผลัดเปลี่ยนไปทุกวัน ส่วนชั้นสองมีบาร์ชื่อ The POOLSide ซึ่งตอนเช้าใช้เป็นห้องบริการเบรคฟัสต์ ส่วนตอนค่ำจะกลายร่างเป็นบาร์สุดฮิป เสิร์ฟเครื่องดื่มรสชาติดีที่ ครีเอทจากผลไม้นานาชนิดให้จิบแกล้มกับเสียงเพลงเพราะๆ ราคาห้องพักแบบลอฟท์ (4 A) ขนาด 25 ตารางเมตร ตกคืนละประมาณ 5,256.04 บาท มี 2 เตียงเดี่ยว และ 2 ฟูกแบบญี่ปุ่นขนาดทวินไซส์ สามารถเข้าพักได้ 4 คน สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ Wi-Fi ฟรี ทีวีจอแบน ตู้เย็น ห้องน้ำส่วนตัว, อ่างอาบน้ำ มีบริการทำความสะอาดห้องทุกวัน มีเครื่องปรับอากาศ, เครื่องทำความร้อน แถมยังมีอาหารเช้าให้ด้วย คุ้มสุดๆ ที่ชอบอีกอย่างคือห้องที่นี่แยกเป็นสัดส่วนชัดเจนดีมาก รีวิวโรงแรมฉบับเต็มคลิ๊กที่นี่ การเดินทางเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของการเติบโต เรารู้สึกโชคดีที่เราตัดสินใจมาสัมผัสกับเมืองที่เป็นที่นิยมน้อยกว่าเมืองหลักอื่นๆของญี่ปุ่นในครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นการเดินทางที่ต่างไปของฮิโรชิมะ เราประทับใจกับการมูฟออนจากเมืองเหยื่อสงครามมาสู่เมืองที่สวยงามและน่าอยู่ ที่นี่มีพลังสร้างสรรค์บางอย่างที่ค่อยๆซึมผ่านผิวหัวใจของเรา ขอบคุณฮิโรชิมะที่ทำให้หัวใจของเราพองโต. . FB/IG @hoparound.co Website www.hoparound.co . #LetsHoparoundJapan #LetsHoparound #Travel #WestJapan #Japan #Kansai #Hiroshima # ฮิโรชิมะ # เที่ยวฮิโรชิมะ # ญี่ปุ่น # เที่ยวญี่ปุ่น # เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง #JRWestpass #ฮิโรชิม่า #เมืองฮิโรชิม่า #รีวิวโรงแรมฮิโรชิม่า

  • Joshua Tree National Park อุทยานแห่งชาติโจชัวทรี ใน แคลิฟอร์เนีย

    วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ออกไปสำรวจ Joshua Tree National Park อุทยานแห่งชาติโจชัวทรี ที่ตั้งอยู่ใจกลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ไม่ไกลกับปาล์มสปริงส์ เสน่ห์ของธรรมชาติที่นี่นั้นไม่ใช่ความชะอุ่มเขียว ทว่าเป็นภูมิทัศน์แห้งแล้ง แปลกตาไปด้วยผืนทะเลทรายที่แซมด้วยโขดหินรูปทรงประหลาด และดาวเด่นของที่นี่ก็คือต้นไม้หงิกๆงอๆที่ยืนกันเรียงรายจนให้ความรู้สึกเหมือนผลงาน Landscape ที่ออกแบบและจัดวางโดยศิลปินชั้นครูยังไงยังงั้นแหละ ต้นโจชัว (Joshua tree) อยู่ในพืชตระกูลยักค่า (Yucca) เป็นต้นไม้พื้นเมืองของทะเลทรายโมฮาวี (Mojave Desert) สามารถพบได้แค่ไม่กี่แห่งในแถบนี้ โดยงานวิจัยพบว่า ต้นโจชัวจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียงปีละ 2-3 นิ้วเท่านั้น และบางต้นอาจมีอายุได้นานถึง 300 ปีเลยหล่ะ Joshua Tree National Park อุทยานแห่งชาติโจชัวทรี ใน แคลิฟอร์เนีย แห่งนี้เหมาะกับการแค้มปิ้ง การดูดาว ปีนเขา และการดูสัตว์ป่านานาชนิดอีกด้วย เช่น สุนัขจิ้งจอก นก เต่า กระต่ายป่า เป็นต้น จุดชมธรรมชาติที่ควรแวะเลยคือ Arch Rock, The Black Rock Canyon, Cottonwood Spring, Covington Flats, Keys View, Skull Rock เราแนะนำให้มาช่วงใกล้เย็นเพื่อที่จะได้ชมภาพแสงสุดท้ายของวันที่ชิคคูลมากๆเลยแหละ ค่าเข้า $30.00 หรือประมาณ 9XX บาท หรือใครจะซื้อเป็นรายปีก็ตกปีละ $80 หรือประมาณ 25XX บาท ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nps.gov/jotr/planyourvisit/fees.htm อย่างที่เคยย้ำกันเสมอๆนั่นแหละว่า ดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลกใบนี้ มีอะไรแปลกๆน่าสนใจให้ค้นหาเสมอ อย่าลืม #hop สำรวจกันให้ทั่ว เพราะว่าที่นี่คือ”โลกของเรา” นะครับ FB/IG: @hoparound.co Website: www.hoparound.co #LetsHoparoundUSA #LetsHoparound #Travel #USA #WestCoast #RoadTrip #America #JoshuaTreeNationalPark #JoshuaTree #NationalPark

  • The Surin Phuket สวรรค์สีครามกับตำนานแห่งดีไซน์

    The Surin Phuket สวรรค์สีครามกับตำนานแห่งดีไซน์ ย้อนเวลากลับไป 39 ปีก่อน ในปี 1982 สมัยที่ภูเก็ตเป็นเกาะงามสะพรั่งไปด้วยธรรมชาติที่ยังดิบ มีไฟฟ้าให้ใช้วันละไม่กี่ชั่วโมง และรายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทยก็เพียงวันละประมาณ 50 บาทเท่านั้น คงจะต้องใช้วิสัยทัศน์และความบ้าบิ่นพอตัวหากจะคิดสร้างที่พักระดับ Hi End ขึ้นท่ามกลางสภาพสังคมที่ไม่เอื้อเอาเสียเลย แต่แล้วก็มีรีสอร์ทหรูแห่งหนึ่งเกิดขึ้นบนหาดพันทรี (อ่านว่า “พัน-ซี”) ที่ทั้งสวยพิสุทธิ์และเป็นส่วนตัวมากๆ นับเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญที่ช่วยจุดประกายวงการ Luxury Resort ของไทยให้ได้แจ้งเกิดอย่างเป็นรูปธรรม จวบจนวันนี้แม้จะผ่านความเปลี่ยนแปลงไปบ้าง รีสอร์ทหรูผู้มาก่อนกาลแห่งนั้นก็ยังคงให้การต้อนรับแขกเหรื่อทั่วโลกอย่างสง่างามภายใต้หลังคา 6 เหลี่ยมที่ดีไซน์โดยคุณ Ed Tuttle ปรมาจารย์สถาปนิกระดับโลกผู้เพิ่งล่วงลับไปเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ที่นี่เป็น 1 ใน 7 โรงแรมในไทยที่ได้ขึ้นทำเนียบ " Design Hotels " และเป็นพี่ใหญ่ที่อายุมากที่สุดในลิสต์ เรียกได้ว่าเป็น OG แห่งวงการโรงแรมดีไซน์ไทยโดยแท้ เราขอชวนเพื่อนๆชาว #Hopsters ไปยลโฉมเพชรเม็ดงามในตำนานที่คนไทยส่วนใหญ่แทบไม่รู้จักด้วยซ้ำเพราะที่ผ่านมาแขกเกือบ 100% ล้วนเป็นชาวต่างชาติ ที่นี่คือ The Surin Phuket ครับ ดีลพิเศษสำหรับเพื่อนๆชาว #Hopster คลิ๊กที่นี่! #HoparoundDeal Exclusive for Hoparound.co Fans Click here ! The Arrival เพียงครึ่งชั่วโมงนิดๆจากสนามบิน รถ Shuttle ของโรงแรมก็พาเรามาส่งยังทางเข้า Lobby คุณ Franck Chantoiseau ผู้จัดการรีสอร์ทได้ให้เกียรติพาทีมงานมารอต้อนรับเราตั้งแต่ลงจากรถ ยังไม่ทันตั้งตัวใดๆ ทันทีที่เดินเข้าไปยัง Lobby สายตาของเราก็ถูกจู่โจมแบบเฉียบพลันด้วยวิวทะเลสีครามที่ "งดงามเต็มตา" จนเผลอนึกถึงทะเล Caribbean หรือ Maldives ไปเลย เอาเข้าจริงๆเราก็ไม่อยากจะไปเปรียบเทียบกับที่อื่น เพราะหาดที่นี่นั้นทรงเสน่ห์ในแบบตัวเองไม่แพ้ที่ไหนเลย หาดพันทรีแห่งนี้เป็นหนึ่งใน Hidden Gem ของภูเก็ต ที่นอกจากจะมีหาดขาวสะอาด น้ำใส ไล่เฉดสีเขียว-ฟ้า-น้ำเงินแล้ว หาดแห่งนี้ยังเป็นส่วนตัวอย่างมาก เพราะมีเพียงแขกของ The Surin และ Amanpuri เท่านั้น วิวสุดแกรนด์ทำให้ความงัวเงียจากการเดินทางไกลในช่วงเช้านั้นมลายหายไป ยิ่งได้ผ้าเย็นกลิ่นมะลิที่พนักงานนำมาให้พร้อมกับพวงมาลัยและ Welcome Drink เย็นๆก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้นในบัดดล เราตื่นเต้นและดีใจที่จะได้เรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “บ้าน” เป็นเวลา 3 วัน 2 คืนนับจากนี้ไป ได้เวลาไปห้องพักกันแล้วครับ พนักงานต้อนรับพาเราเดินผ่านความเขียวชอุ่มของทิวมะพร้าวและแมกไม้นานาพันธ์ุบนทางเดินที่บางจังหวะก็แปลงร่างเป็นสะพานขึ้นๆลงๆลัดเลาะไปตามความชันของเนินเขา Cottage ห้องพักสีเทาหลายหลังที่อยู่ลดหลั่นกันนั้นแซมขึ้นมาเป็นระยะรักษาจังหวะระหว่างกันได้อย่างพอดิบพอดี สวยงามดุจภาพถ่ายจากนิตยสารท่องเที่ยวหัวอินเตอร์เลยทีเดียว พนักงานเล่าให้ฟังว่าปกติแล้วแขกของ The Surin Phuket นั้นจะเป็นต่างชาติเกือบทั้งหมด และมีอัตราการกลับมาใช้บริการสูงถึง 40-60% ในแต่ละเดือนตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปีที่รีสอร์ทเปิดให้บริการมา และพนักงานหลายท่านก็อยู่มาตั้งแต่รีสอร์ทเปิดใหม่ๆ ตอกย้ำถึงความเป็น "ตัวจริง" ของการรักษาความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมแบบ 360 ํ ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน Our Room : Two-Bedroom Family Cottage ห้องพักของเราเป็น Cottage 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาด 68 ตร.ม. พร้อมระเบียงและเตียงอาบแดดส่วนตัว สามารถรองรับคนได้ถึง 4 คน แต่เรามากันแค่ 2 คนจึงมีพื้นที่เหลือเฟือสบายมากครับ ที่ The Surin Phuket มี Cottage ทั้งสิ้น 103 หลัง มีหลายวิว หลายขนาดตั้งแต่ 46-90 ตร.ม. และกำลังสร้าง Pool Villa เพิ่มอีก เข้ามาในห้องปุ๊บก็รู้สึกถึง Signature ของคุณ Ed Tuttle ได้ทันที ภายในห้องคุมโทนสีขาว-เทา-น้ำตาลสะอาดตา เรียบง่ายแต่ก็เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังที่สั่งสมผ่านกาลเวลา ซึ่งหาได้ยากในโรงแรมสมัยใหม่ กลิ่นตะไคร้และการบูรที่หอมสดชื่นจากเตาน้ำมันหอมระเหยนั้น นอกจากจะช่วยให้เราผ่อนคลายสบายอารมณ์แล้ว ยังช่วยไล่ยุงได้ดีอีกด้วย เราประทับใจมุมโต๊ะทำงานที่ล้อมด้วยหน้าต่าง สามารถเปิดรับลมและเทควิวธรรมชาติได้ดั่งใจ เรียกได้ว่าเป็นโต๊ะทำงานในฝันเลยแหละ ในอีกห้องนอนก็มีมุมนั่งเล่นริมหน้าต่างเช่นกัน เป็น Window Nook ที่ควรค่าแก่การนั่งๆนอนๆอ่านหนังสือ เล่นมือถือ ฟังเพลงไปเรื่อยเปื่อยมากๆ แสงธรรมชาติที่แทรกตัวผ่านกิ่งก้านของต้นไม้รอบๆเข้ามาในห้องนั้นทำให้ Space ดูโปร่งและอบอุ่นไปพร้อมๆกัน ห้องน้ำของที่นี่ก็สวยงามและสะดวกสบาย แม้ไม่มีอ่างอาบน้ำ และไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่า แต่เรากลับหลงเสน่ห์ใน "ความพอดี" และงานดีไซน์ที่เป็น Human Scale ซึ่งแฝงไปด้วยอารมณ์ Nostalgia ทำให้รู้สึกทั้งคุ้นเคยและผ่อนคลาย เราซิงค์กับพลังงาน "ความน่าอยู่" ของสถานที่นี้ได้เป็นอย่างดี ความลักชัวรี่บางทีก็ไม่ได้หมายถึงความเว่อร์วังมลังเมลือง แต่หมายถึงความเรียบง่ายสบายใจในปัจจุบันขณะ แบบเดียวกับที่เรากำลังรู้สึกเมื่อได้อยู่ในที่แห่งนี้ Late Lunch By The Pool อยู่ในห้องจนเพลิน รู้ตัวอีกทีก็ท้องร้องซะแล้ว เราแวะมากินมื้อกลางวันกันที่ Poolside Dining ที่เสิร์ฟทั้งอาหารไทยและนานาชาติริมสระน้ำใกล้หาด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบรรยากาศหรืออะไรที่ทำให้เราอยากกินผัดไทราวกับเป็น Tourist ฮ่าๆๆๆ แต่รสชาติที่คุ้นเคยก็ Satisfying มากๆครับ อีกเมนูที่สั่งเป็น The Surin Phuket Cheese Burger ที่ไส้ในเป็นชีสเยิ้มๆและ Australian Wagyu Beef Patty ฉ่ำๆเลย เสิร์ฟพร้อม Potato Wedges จิ้ม Mayo และ Ketchup อิ่มอร่อยกันไปอีกหนึ่งมื้อ Swimming Pool สระ 6 เหลี่ยมสีเข้มขนาดใหญ่ที่ล้อกันไปกับรูปทรง 6 เหลี่ยมของหลังคานั้นเป็นผลงานที่มีรสนิยมอันโดดเด่นโดยไม่จำเป็นต้องเอะอะของคุณ Ed Tuttle และเป็นอีกหนึ่งภาพจำของ The Surin Phuket เราคิดว่าการเลือกกระเบื้องสีเข้มจนเกือบดำมาใช้กับสระน้ำนั้นน่าสนใจมากครับ แน่นอนว่าสีเข้มนั้นให้ความรู้สึกลึกลับน่าค้นหา ไม่เหมือนใคร ซึ่งช่วยเสริมความ Exclusive ของรีสอร์ทได้เป็นอย่างดี ประโยชน์อีกหนึ่งอย่างของกระเบื้องสระสีเข้มนั้นก็คือช่วยสะท้อนเงาต้นมะพร้าวและท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน ทำให้ถ่ายรูปสวยอีกด้วย งานภาพต้องเข้าแล้วครับ ส่วนสระเด็กนั้นมีแยกออกไปต่างหาก เราแอบรู้สึกถึงความขี้เล่นนิดๆของผู้ออกแบบเพราะเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูที่รับกับพื้นที่ที่เป็นมุมตรงนั้นพอดี สระว่ายน้ำเปิดให้แขกลงไปเล่นได้ทั้งวันตั้งแต่ 07:00 - 19:00 น. นะครับ สำรวจโรงแรม พื้นที่บนเนินเขาที่กว้างใหญ่ของ The Surin Phuket นั้น ทำให้เรามีที่ให้เดินเล่นสำรวจเต็มไปหมด แค่เพียงเดินตามทางเดินที่นำไปสู่ Cottage ทั้ง 103 หลังให้ครบก็ถือว่าได้ออกกำลังกายเซ็ตใหญ่แล้ว แถมยังจะได้เจอมุมถ่ายรูปนับไม่ถ้วนเลยครับ งานสถาปัตยกรรมซึ่งดูแลโดยคุณ Ed Tuttle ที่โดดเด่นก็ยิ่งเสริมเสน่ห์ให้กับธรรมชาติที่สวยอยู่แล้วให้ยิ่งน่าสนใจขึ้นทวีคูณ นอกจากที่พักแล้ว The Surin Phuket ยังมี Facilities อื่นๆที่ครบครันมากครับ ทั้งร้านอาหาร ห้องสมุด ฟิตเนส ไปจนถึงสปา เดี๋ยวเราค่อยๆพาไปดูทีละจุดนะครับ Library ห้องสมุดหนึ่งเดียวในรีสอร์ท เป็นอีกหนึ่งมุมสงบๆ ที่เราชอบแวะมานั่งทำงานระหว่าง 3 วัน 2 คืนที่เราอยู่ที่นี่ เราชอบงานอินทีเรียร์ของที่นี่มาก งานไม้โทนแดงอมส้ม (เราเดาเอาเองว่าน่าจะเป็นตระกูลไม้ประดู่ เพราะเนื้อไม้ออกโทนส้มและเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดภูเก็ตพอดี) ให้ความรู้สึกทั้งอบอุ่นและรุ่มรวยไปพร้อมๆกับราวกับได้มานั่งทำงานในบ้านเพื่อนที่เป็นผู้ดีเก่า ฮ่าๆๆ หนังสือที่คัดมาก็จะเป็นหนังสือประเภทประวัติศาสตร์ ศาสนา งานดีไซน์ต่างๆเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีโต๊ะพูลให้เล่นกันอีกด้วย อ้อ! ลืมบอกไปว่าทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของห้อง เราก็เห็นวิวทะเลแสนงามแบบ Panorama กันเต็มตาเลย GYM เพื่อนๆคนไหนสาย Active ที่ The Surin Phuket นั้นก็มีห้องฟิตเนสที่มีอุปกรณ์ครบครันมากครับ โบนัสที่ได้คือวิวทะเลสีคราม วิ่งบน Treadmill ไปก็รับพลังธรรมชาติไปด้วย แหม... ชีวิตไม่ได้แย่เลยเนอะ Beach Suite หากการเข้าพักใน Cottage กลางป่ามะพร้าว ยังส่งพลังทะเลให้เราไม่หนำใจ เราขอแนะนำ Beach Suite ที่อยู่บนหาดเลย เดินออกจากห้องปุ๊บก็ลงทะเลได้ทันที ตอนกลางวันถ้ารับพลังแสงอาทิตย์พอแล้ว จะเปิดแอร์ฉ่ำๆแล้วนั่งชมวิวจากในห้องผ่านหน้าต่างบานกระจกที่เรียงกันเป็นแถบก็รื่นรมย์สมใจนึกมากๆครับ ยามค่ำคืนจะนอนแช่อ่างอาบน้ำฟังเสียงคลื่นกล่อมใกล้ๆหูก็ดีงามไม่แพ้กัน Beach Suites ของ The Surin Phuket มี 2 ขนาดคือ 65 ตร.ม. (แบบในรูป) และแบบ Deluxe ขนาด 90 ตร.ม. กว้างขวางสะใจมากๆ ใครสนใจห้อง Type นี้ แนะนำให้จองล่วงหน้านิดนึงครับ เพราะมีรวมกันแค่เพียง 16 หลังเท่านั้น Dinner at SUAY มื้อค่ำวันนี้เราขอออกนอกโรงแรมไปลองอาหารไทย Fusion กันที่ร้าน Suay ตามคำแนะนำของพนักงานนะครับ ร้านนี้อยู่ห่างจากโรงแรมไปเพียง 15 นาที ปกติแล้วเราไม่ค่อยอินกับอาหาร Fusion เท่าไหร่ แต่ต้องยอมรับว่าอาหารที่นี่นั้นรสชาติดีเกินคาด เมนูที่เรารู้สึกชอบเป็นพิเศษก็คือเมนู Papardelle ในซอสมัสมั่นแก้มวัวที่นุ่มละลายในปาก เมนูอื่นๆก็อร่อยเช่นกัน แต่ของคาวจะโดดเด่นกว่าของหวานนะครับ Turn Down อิ่มแปล้แล้ว เราก็กลับมาที่ห้องพักและก็ได้พบกับผลไม้สดที่จัดเตรียมมาให้เฉพาะเรา Hoparound.co และเตียงที่ถูก Turn Down เรียบร้อยแล้ว คืนนี้เสียงคลื่นจะขับกล่อมเราให้หลับฝันดีครับ Breakfast มื้อเช้าเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของการมาพักรีสอร์ท 5 ดาว และ The Surin Phuket ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังทั้งในเรื่องคุณภาพและความหลากหลาย โดยมีให้บริการทั้งไลน์ Buffet และ A La Carte ที่สั่งเพิ่มได้เรื่อยๆ รายการอาหารมีทั้งเมนูท้องที่ อาหารเอเชี่ยน ไปจนถึงอาหารเช้าอินเตอร์ทั้งแบบจัดหนักและแบบเบาๆสำหรับคนรักสุขภาพ มีทั้งคาวและหวาน ใน 2 วันที่เราพักที่นี่ เราพยายามสั่งให้ครบทุกอย่างเพื่อที่จะถ่ายรูปมาให้เพื่อนๆดู (จริงๆไม่ใช่คนกินเยอะขนาดนี้นะฮะ 555) แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะอาหารเช้าที่นี่หลากหลายจริงๆครับ Boutique แว่บมาชมร้านขายของที่ระลึกกันซักหน่อย ในร้านที่ตกแต่งด้วยไม้สีส้มเข้มนี้มีทั้งสินค้าติดแบรนด์ The Surin Phuket ตั้งแต่หมวก กระเป๋า แก้วน้ำ และกลุ่ม Body Care ต่างๆ ไปจนถึงสินค้าอื่นๆ เช่น เสื้อผ้า งานฝีมือ เครื่องประดับที่ทาง The Surin Phuket คัดสรรมาให้แขกได้เลือกช้อป ยังไงก็ลองมาแวะมาดูของติดไม้ติดมือกลับบ้านกันได้นะครับ The Surin Phuket Spa อีกสิ่งที่สร้างชื่อให้กับ The Surin Phuket ก็คือสปาครับ เรานั่งรถ Buggy ของรีสอร์ทขึ้นไปยังจุดสูงสุดของเนินเขา ที่สามารถมองเห็นเมืองอีกฝั่งหนึ่งได้ชัดเจนเลย เพื่อมาแวะนวดผ่อนคลายที่สปาของรีสอร์ท ที่นี่ตกแต่งเรียบง่าย ทว่างดงามด้วยผนังและประตูลายตารางที่มีกระจกรอบอาคารทำให้ดูโปร่งสบาย ยังคงคุมโทนด้วยสีเทา ขาว และน้ำตาล Scheme สีที่เป็นเอกลักษณ์ของ The Surin Phuket เราสองคนเลือกนวดกันคนละแบบ คนนึงนวดไทย และอีกคนนวดรีดกล้ามเนื้อมัดลึกแบบ Deep Tissue ยอมรับว่า Therapists ที่นี่น้ำหนักมือและมีจังหวะการนวดดีมากๆครับ การลงน้ำหนักแล้วค่อยๆปล่อยทำให้เรารับรู้ถึงความใส่ใจของ Therapist ที่อยากให้เราสบายขั้นสุดจริงๆ เป็นเวลา 90 นาที ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว Beach Activities หาดพันทรีนั้นเป็นดั่งอัญมณีเม็ดงามที่ถูกเก็บเป็นความลับของเกาะภูเก็ต ทุกองค์ประกอบนั้นเรียกได้ว่าเป็นหาดที่ Perfect หมดจด นอกจากจะมีความเป็นส่วนตัวสุดๆแล้ว ชายหาดก็ขาวสะอาด ทรายละเอียดเดินนุ่มเท้า มีโขดหินฟอร์มสวยตรงริมซ้าย-ขวาหาดที่ถ่ายรูปสวยแต่ไม่เป็นอุปสรรค์ต่อการลงเล่นน้ำ น้ำทะเลก็ใสและสีสวยดุจมรกตจากโคลัมเบีย (พนักงานแนะนำว่าช่วงที่ทะเลสวยที่สุดจะอยู่ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ คือสวยกว่าในรูปไปอีกกกก...) อุณหภูมิของน้ำนั้นเย็นสบายพอดีๆทำให้ไม่รู้สึกถึงความร้อนของแดดมากเกินไป น้ำทะเลมีทั้งจังหวะนิ่งซึ่งเหมาะกับการพายเรือและบอร์ด และช่วงที่มีคลื่นซึ่งเหมาะกับการเล่น Body Surf แน่นอนว่าทาง The Surin Phuket นั้นมีอุปกรณ์ทั้งหมดพร้อมผู้ดูแลเตรียมไว้คอยให้บริการอย่างครบครันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม หากใครไม่สันทัดการออกกำลัง อยากจะนอนอาบแดด จิบเครื่องดื่มเย็นๆสวยๆก็ทำได้เช่นกัน Beach Bar ของทางรีสอร์ทนั้นมีเมนูเครื่องดื่มไว้ตอบสนองทุกความต้องการครับ สรุปความประทับใจ The Surin เป็นรีสอร์ทที่เราหมายมั่นจะมาพักมากที่สุดแห่งหนึ่งในภูเก็ตและเราก็ไม่ผิดหวังเลยครับ ที่นี่มีพลังงานบวกบางอย่างที่หรูหราทว่าผ่อนคลาย ทำให้เราสบายใจและรู้สึกว่ากำลังได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ไม่ว่าคุณจะอยากแค่มาพักผ่อน มาหามุมสงบนั่งคิดงาน มาสนุกกับกิจกรรมทางน้ำ หรือมาฉลองโอกาสพิเศษกับคนรู้ใจ ที่นี่ตอบทุกโจทย์เลยครับ สำหรับเราแล้ว The Surin นั้นโชคดีมากๆในเรื่องโลเคชั่นที่มีหาดส่วนตัวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และที่ได้ Ed Tuttle สถาปนิกอัจริยะระดับโลก มาช่วยควบคุมงานออกแบบสถาปัตยกรรมอันเปี่ยมด้วยรสนิยม แต่สิ่งที่เป็นฝีมือของทีมบริหารล้วนๆก็คือการบริการที่กลมกล่อมพอดีระหว่างความเป็นกันเองและความเป็นมืออาชีพ ไปจนถึงการรักษาความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับทั้งลูกค้าและทีมงาน ยืนยันด้วยอัตราการกลับมาพักของแขกถึง 40-60% ในทุกๆเดือน สั้นๆก็คือ หากคุณได้มาลองสัมผัส ก็อาจจะทำให้เข้าใจวลี "Heaven On Earth" ได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ #LetsHoparound Exclusive deal with The Surin Phuket ดีลพิเศษที่เดอะสุรินทร์ภูเก็ต เฉพาะ Hoparound.co 🏝 ดีลพิเศษกับตำนานดีไซน์รีสอร์ทหรูแห่งภูเก็ต เดอะ สุรินทร์ ภูเก็ต เริ่มต้นคืนละ THB 7,800++ เพียงแจ้งโค้ด 'Hop Around' เมื่อสำรองห้องพัก* สามารถจองภายในวันที่ 30 กันยายน 2567 และเข้าพักได้ภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2567 เท่านั้น สิทธิพิเศษ: 1. ห้องพักเรทพิเศษ เริ่มต้นคืนละ 7,800++ บาท 2. อาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน 2. เซ็ตดินเนอร์ 1 มื้อ สำหรับ 2 ท่าน (Degustation Set ที่ Beach Restaurant ไม่รวมเครื่องดื่ม) 3. ส่วนลด 10% สำหรับเครื่องดื่มผสมแoลกอฮอล์ 4. ส่วนลดสปา 10% 5. บริการอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมทางน้ำ (สำหรับเครื่องเล่นชนิดที่ไม่มีเครื่องยนต์) สำรองห้องพัก: 💬 m.me/thesurinphuket (แจ้งโค้ด Hop Around) ☎️ +66 (0) 76 316 400 (แจ้งโค้ด Hop Around) 📧 hotel@thesurinphuket.com (แจ้งโค้ด Hop Around) 📱 LINE Official Account คลิก https://lin.ee/QIlUPWM (แจ้งโค้ด Hop Around) The Surin Phuket Pansea Beach, 118 Moo 3, Choengtalay, Thalang, Phuket 83110 Thailand Tel: +66 (0) 76 316 400 Fax: +66 (0) 76 621 590 E-mail: hotel@thesurinphuket.com Website: www.thesurinphuket.com #TheSurinPhuket #Phuket #LuxuryBeachResort #LetsHoparound #รีวิวโรงแรม #รีวิวรีสอร์ท #เดอะสุรินทร์ภูเก็ต #ภูเก็ต #BestHotelsInPhuket #IAmaTraveler #PlacestoStay #LuxuryResort

  • Los Angeles (L.A) 6 ย่านเด็ดในลอสแอนเจลิส

    Los Angeles ลอสแอนเจลิส กรุงเทพฯ แห่งอเมริกา Los Angeles เมืองแห่งเทวดาตามคำแปลของชื่อก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน วันนี้เราไม่ได้มารีวิวการฉีดวัคซีนนะ แต่อยากมาแนะนำจุดเช็คอิน ย่านที่น่าเดินเที่ยวใน LA กันสั้นๆ เผื่อใครมีแพลนไปเที่ยวอเมริกา ก็อย่าลืมแวะแอลเอหล่ะ ต้องบอกว่าที่จริงแล้ว LA เป็นเมืองใหญ่มากๆ (ตอน Landing มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดของแสงไฟด้านล่างเลย) และมีที่ให้สำรวจกันแบบไม่รู้จบ ควรต้องมีรถยนต์จึงจะสะดวกเพราะระบบขนส่งสาธารณะนั้นไม่ครอบคลุมทั่วถึง วันนี้เราจึงเลือกเพียง 6 ย่านที่เราชอบ เผื่อใครกำลังวางแผนทริปอยู่จะได้โน้ตเพิ่มเติมเอาไว้ ส่วนคนที่ยังไม่มีทริป เราก็ไปทิพย์ด้วยกันก่อนก็แล้วกันน้าาา 1. Downtown LA บอกก่อนเลยว่าบรรยากาศย่านกลางเมืองของ LA นั้น อาจไม่ได้เอื้อให้เรารู้สึกปลอดภัยมากนัก เราแอบเสียดายอาคารเก่าดีไซน์สวยเป็นเอกลักษณ์ที่เรียงรายกันอยู่เต็มไปหมด แต่กลับไม่ค่อยได้รับการดูแลเท่าที่ควร และในบางโซนอาจจะมีคนไร้บ้านเยอะหน่อย อย่างไรก็ตาม Downtown ก็มีสถานที่น่าสนใจซ่อนอยู่มากมายแทบทุกหัวถนน ไปดูกันเลย! เริ่มต้นกันที่ The Broad พิพิธภัณฑ์ Modern Art ที่แค่ Facade ก็ปังแล้ว ตั้งอยู่บนถนน South Grand Avenue ที่นี่มีทั้งงานวาดเขียน งานประติมากรรม และงาน Installation จากศิลปินสุดล้ำระดับโลกจากหลายยุคสมัย แนะนำให้ซื้อตั๋วล่วงหน้าจากเวปของ The Broad ได้โดยตรงเลยครับ ที่อยู่ติดกันก็คือ Walt Disney Concert Hall อาคารฟอร์มแปลกตาล้ำสมัย ดูก็พอจะรู้ว่าเป็นผลงานการออกแบบของคุณ Frank Gehry แค่เห็นด้านนอกก็ปลุกเร้าจินตนาการได้ไม่รู้จบแล้ว เราเดินกันต่อฝั่งตรงข้ามเป็น MOCA Museum of Contemporary Art, Los Angeles ที่นี่เป็นอีกหนึ่งอาร์ตมิวเซียมสามารถจองตั๋วเข้าชมและเช็คตารางงานที่จะโชว์ได้ที่ https://www.moca.org/ และอย่าลืมแวะช้อปปิ้งกันที่ MOCA Store ด้านหน้าด้วยนะ บอกเลยว่าใครรักข้าวของเครื่องใช้ที่มีดีไซน์มีฟังก์ชั่นดีๆ แนะนำให้แวะเลยครับ!! ระหว่างทางเดินก็มีตึกระฟ้ากระจุกตัวกันพอประมาณ และฝนตก หมอกก็ลงอีก ดูเท่ไปอีกแบบ จากนั้นเราก็เดินไปขึ้นรถรางโบราณ Angels Flight Railway ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1901 จึงมีรูปลักษณ์ที่ขลังไม่เหมือนใคร และค่าบริการก็ถูกมาก (เที่ยวละ USD 1 เท่านั้นเอง) ลงจากรถรางแล้ว ก็แวะหาของอร่อยๆรองท้องที่ตลาด Grand Central Market ซักหน่อย เราชอบบรรยากาศของตลาดแห่งนี้มาก โดยเฉพาะป้ายนีออนหลากสีที่แข่งกันเด่น แต่กลับไม่รกตา ที่นี่มีอาหารให้เลือกเยอะมากหลายสัญชาติเลย รวมถึงอาหารไทยด้วย กินเสร็จแล้วก็ไปจิบกาแฟกันต่อที่ร้าน Blue Bottle เจ้าดังจาก San Francisco ไม่ว่าจะสาขาไหนก็คนเข้าคิวตลอด เพราะกาแฟเค้าดีจริง! ความพิเศษของสาขานี้อยู่ที่ทำเลที่ตั้งอยู่ในอาคาร Bradbury Building อายุเกือบ 130 ปี ซึ่งเคยเป็นฉากในหนังฮอลลีวู้ดชื่อดังมากมาย อาคารสไตล์ Victorian ที่สวยงามแห่งนี้เป็น Landmark ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของ LA และเป็นหนึ่งในอาคารพาณิชย์ที่เก่าแก่ที่สุดในย่าน Downtown ด้วย เดินต่อมาไม่น่าจะเกิน 5 นาทีเราก็จะพบกับร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในรัฐ California ที่ชื่อว่า The Last Bookstore คุณ Josh Spencer เจ้าของร้านได้เลือกชื่อนี้เพื่อประชดประชันกระแสสังคมที่ว่าร้านหนังสือกำลังจะตาย ที่นี่มีหนังสือทั้งเก่าใหม่รวมกันอยู่กว่า 500,000 เล่ม รวมถึงแผ่นเสียง ของสะสม ของที่ระลึกมากมาย และมีกิจกรรมสำหรับนักเขียนนักอ่านตลอดปี นอกจากร้านจะใหญ่และหนังสือเยอะแล้ว การตกแต่งภายในร้านยังน่าตื่นตาตื่นใจมากๆด้วย เราชอบชั้นลอยเป็นพิเศษเพราะเป็นจุดที่มีผู้คนมายืนล้อมตลอดแนวระเบียงเพื่อสเก็ตช์บรรยากาศร้านที่อยู่เบื้องล่าง กลายเป็นภาพที่แปลกตาแต่ก็ Inspiring มากๆ ได้เวลา Shopping แล้วล่ะ บนถนน South Broadway นั้นเรียงรายไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Art Deco มีร้านค้าเก๋ๆอยู่มากมาย ร้าน COS สาขานี้ตั้งอยู่ในอาคาร Oympic Theatre ที่สวยกริบ โดยทาง COS STORE ได้ทำการรีโนเวทจากโรงละครโอลิมปิคเก่า ที่ตั้งอยู่บนถนนในดาวน์ทาวน์แอลเอพื้นที่ใหญ่กว่า 600 ตรม. เราเดินผ่าน Urban Outfitters และแวะดูร้าน MYKITA แบรนด์แว่นตาสุดเท่ของเมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน จากนั้นก็เดินต่อจนถึงแยกที่ตัดกับถนน W 9th Street ก็พบกับ Shop ของ Acne Studios ที่ใหญ่และเก๋มาก (พื้นที่เกือบ 500 ตร.ม.แน่ะ) สาขานี้มีคาเฟ่ ILCAFFE ร้านโปรดของ Jonny Johansson จาก Stockholm ด้วย หัวมุมถนนฝั่งตรงข้ามก็เป็นร้าน Aesop ที่ตกแต่งด้วยวัสดุรีไซเคิลแสนดิบเท่ ถัดไปอีกก็คือร้าน A.P.C . แบรนด์แฟชั่นมินิมอลชื่อดังจากปารีส ร้านค่อนข้างใหญ่ และดูเหมือนว่าจะมีแค่เราเท่านั้น ได้ช็อปปิ้งแบบไพรเวทมาก ฮ่าๆ ละแวกนี้มีอะไรดีๆซ่อนอยู่เยอะเลย ลองไปสำรวจกันดูน้าา 2. Melrose Avenue ใครยังไม่จุใจกับการช้อปก็มาต่อกันแบบยาวววววววๆ (เกินกิโล) ที่ Melrose Avenue ได้เลย ถนนเส้นนี้ถูกขนาบ 2 ฝั่งด้วยอาคารเตี้ยๆตลอดสาย เป็นที่ตั้งของร้านค้าหลายแบรนด์ทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้จักจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ก็น่าเข้าแทบทุกร้านเลยแหละ คาแรคเตอร์ของร้านส่วนใหญ่จะเป็นแนว High Street ที่คัดสรรของดีไซน์น่าสนใจมาอย่างดี สายช้อปควรเผื่อเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงนะครับ เริ่มกันที่ Ron Herman กับ Fred Segal ร้าน Select Shop สไตล์แคลิฟอร์เนียที่เราปลื้มมาตั้งแต่ตอนไปเที่ยวญี่ปุ่น คราวนี้ได้มาบุกถึงถิ่นกำเนิด (แต่แอบรู้สึกว่าที่ญี่ปุ่นเลือกของมาได้ถูกจริตเรามากกว่า) ด้านล่างก็มีคาเฟ่ให้นั่งชิลกันด้วยนะ ต่อด้วยตึกทรงลูกบาศก์สีชมพูที่หลายคนอาจเคยเห็นใน IG กันอยู่บ่อยๆ ตึกนี้เป็นที่ตั้งของร้าน Paul Smith สาขาใหญ่ แทบจะเป็นแลนด์มาร์คของย่านนี้เลยก็ได้ ร้านอื่นๆที่คุณจะได้เจอในย่านนี้ก็มีทั้งเสื้อผ้า ของแต่งบ้าน โดยมีทั้งแบรนด์โลคอลและแบรนด์ระดับโลก เช่น Balmain, Marc Jacob, Chloe, Marni, Bottega Venetta, Frame, Isabel Marant, A.P.C., Outdoor Voices, Editions de Parfums Frédéric Malle โชคดีที่ตอนที่เราไป (ก่อนโควิด) นั้นมีตลาด Melrose Place Farmers Market พอดี บรรยากาศจึงยิ่งมีชีวิตชีวาอย่างมาก ตลอดแนวทางเดินก็เรียงรายไปด้วยอาหารคราฟท์ และสินค้าประดิษฐ์มือมากมาย 3. จุดชมวิว Hollywood Sign Lake Hollywood Park เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่ไม่ควรพลาด เพราะจะมีสนามหญ้าสีเขียวให้นั่งเล่น ยืนถ่ายรูปเก๋ๆกับป้ายฮอลลีวูดได้ด้วย Location: https://goo.gl/maps/v9LzGXDPYoyXbcvr6 4. Mid-Wilshire ย่านบ้านสวย ชีวิตดี มิวเซี่ยมปัง Tourists น้อย อาจจะไม่มีความตื่นตาตื่นใจเท่ากับย่านอื่นๆ แต่ละแวกนี้น่าอยู่ชะมัด ขอย้ำอีกครั้งว่าบ้านแถบนี้สวยมากๆ ร้าน Met her at a bar เป็นร้าน Brunch สัญชาติไทยผสมฝรั่งที่รสชาติเข้มข้นลงตัว หนึ่งในร้านที่ถูกปากเรามากที่สุดในทริปนี้ เราชอบเมนูไก่ทอดกินคู่กับวาฟเฟิ่ล อร่อยสุดๆ ความเป็นมาของร้านก็น่าสนใจเพราะเจ้าของร้านเป็นคู่หญิงชายที่ไปพบรักกันในบาร์แห่งหนึ่งจนมาลงเอยกันด้วยการทำธุรกิจร้านอาหารด้วยกัน หากคุณคุ้นตากับรูปเสาไฟนับร้อยต้นแบบในภาพ สิ่งนี้คืองาน Art Installation ถาวร ที่ชื่อว่า Urban Light ตั้งอยู่ด้านนอกของ Los Angeles County Museum of Art (LACMA) ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในแถบตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีผลงานจัดแสดงอยู่ภายในทั้งแบบถาวรและหมุนเวียนรวมกันกว่า 140,000 ชิ้น 5. Beverly Hills ย่านช็อปปิ้งแบรนด์เนม ชื่อนี้คือตำนานที่อยู่คู่ LA มาทุกยุคสมัย เพราะเป็นถิ่นที่อยู่ของดารา นักร้อง เซเลบริตี้ และมหาเศรษฐีแห่งโลกฮอลลีวู้ด ที่นี่จึงเป็นแหล่งรวมความเริ่ดหรูที่ทั้งเข้มข้นและหลากหลาย ตั้งแต่บรรยากาศภายนอกไปจนถึงการตกแต่งภายใน ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนคลับสินค้า Luxury แบรนด์ใด Beverly Hills น่าจะตอบได้เกือบทุกโจทย์ความต้องการ และต่อให้คุณจะไม่ใช่สายช้อป บรรยากาศที่หรูสุดๆของที่นี่ก็ควรค่าแก่การได้มาเสพสักครั้งหากคุณได้แวะมาเที่ยว LA 6. Santa Monica เราพูดถึงแต่ในเมืองจนเกือบลืมไปว่า LA นั้นอยู่ติดทะเลและมีหาดสวยๆหลายหาดเลย หนึ่งในหาดที่มีชีวิตชีวาที่สุดก็คือ Santa Monica เรามาทันเห็นวิวพระอาทิตย์ตกพอดี ต้องบอกว่าประทับใจมากเลยครับ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเป็นภาพที่เราคุ้นตามาจากหนังและ TV Series ด้วย แต่พอมาสัมผัสของจริงก็ยิ่งซาบซึ้งคนละ Level กันเลย ที่นี่มีสตรีทฟู้ดให้เลือกกินมากมาย (แต่อาจจะเป็นแนวเน้นขายนักท่องเที่ยวซักหน่อย) ชายหาดเต็มไปด้วยผู้คนที่มานั่งชิลล์ เล่นสเก็ต และเตร็ดเตร่ปล่อยอารมณ์ อีกไฮไลท์ของ Santa Monica ก็คือที่นี่เป็นจุดสิ้นสุดของถนน Route 66 ถนนสายหลักของอเมริกาที่เริ่มต้นจาก Chicago ตัดผ่านรัฐต่างๆเป็นระยะทางเกือบ 4,000 กม. แล้วจบลงที่ Pacific Park สวนสนุกริมทะเล ณ หาด Santa Monica แห่งนี้ บรรยากาศครึกครื้นเป็นกันเอง เหมือนงานวัดแบบฝรั่งๆ และเราก็ไม่พลาดที่จะลองขึ้นเครื่องเล่นด้วย Los Angeles นั้นเป็นเมืองที่มีไดนามิคส์สูงมาก เป็นแหล่งรวมของความหลากหลายทั้งในแง่เชื้อชาติและชนชั้น ในด้านความหรูหรานั้นยอมรับว่าสุดมาก ส่วนในด้านของความยากจนก็มีให้เห็นบ่อยจนชินตาเช่นกัน โดยเฉพาะย่าน Downtown ที่บางช่วงตึกเราแอบรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยเอาเสียดื้อๆ แม้ที่นี่อาจจะไม่ใช่เมืองที่เราจะวางแผนกลับมาเที่ยวบ่อยๆ แต่เราก็ตื่นเต้นและดีใจมากที่ได้มาเยี่ยมเยือนและเห็นความยิ่งใหญ่ของเมืองอันดับ 2 ของอเมริกาแห่งนี้ด้วยตาตัวเอง #LetsHoparound

  • Aesop Thonglor Signature Store เอสอปสาขาทองหล่อ ซิกเนเจอร์สโตร์ สาขาแรกของไทย

    Aesop, Welcome Back To Thailand! เป็นเวลาพักใหญ่ๆเลยที่แฟนๆ Aesop (จริงๆอ่านว่า “อีสป” แต่ในไทยใช้ “เอสอป”) ในไทยได้แต่คิดถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพและกลิ่นหอมธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ไม่มีหน้าร้านให้ซื้อ ข่าวดีก็คือวันนี้ Aesop กลับมาแล้วครับ และครั้งนี้แบรนด์ก็มาเองโดยตรงแบบไม่ผ่านตัวแทนจัดจำหน่ายใดๆ เปิดตัวจริงจังด้วยหน้าร้าน Signature Store แบบ Stand Alone นอกห้างหนึ่งเดียวใน South East Asia ณ ทองหล่อ ซอย 13 Aesop Skincare Aesop Thonglor Aesop Thailand review รีวิว Aesop Thonglor งานออกแบบ Interior ของร้านจะดีงามขนาดไหน เราขออาสาพาเพื่อนๆไปชมบรรยากาศกันก่อนใครเลยครับ เพื่อสะท้อนถึงอัตลักษณ์ไทยให้สมกับความเป็นร้านซิกเนเจอร์ร้านแรกในประเทศ Aesop จึงมอบหมายให้ Sher Maker สตูดิโอสถาปนิกชาวไทยซึ่ง Based อยู่ที่เชียงใหม่เข้ามาดูแลงานออกแบบทั้งหมด ไม้สักเก่าที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว และหินแกรไนต์ที่ใช้ในการผลิตครกแบบดั้งเดิม จึงถูกเลือกมาให้เป็นตัวแทนในการถ่ายทอดวิถีชีวิตแบบพื้นถิ่น ภายใต้ความทันสมัยทว่าอบอุ่นตามแบบฉบับของ Aesop พื้นที่ของร้านนั้นแบ่งออกเป็น 2 โซน คือ โซนหน้าร้านหลัก และ “ห้องฝาไหล” ซึ่งเป็นโซนเครื่องหอม เราแอบได้ยินมาว่าอาจจะมีเพิ่มโซนที่ 3 เป็นห้องทรีตเม้นต์ในอนาคตด้วย ตลอดแนวผนังฝั่งขวา (เมื่อหันหน้าเข้าร้าน) ในโซนหน้าร้านหลักนั้นเรียงรายไปด้วยขวดสีอำพัน บรรจุภัณฑ์ที่เป็นภาพจำของ Aesop ซึ่งครั้งนี้มีสินค้ามาครบหมดตั้งแต่ผมจรดเท้า รวมถึงผลิตภัณฑ์สำหรับบ้านด้วย เซ็นเตอร์พีซของโซนนี้ก็คืออ่างล้างมือทรงสี่เหลี่ยมทำจากหินแกรไนต์ที่ใช้ทำครก ไม่ได้มาแค่ 1 แต่มาถึง 4 อ่างใหญ่สำหรับทดลองผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งทาง Aesop ก็จัดของมาให้ลองกันได้แบบแน่นโต๊ะเลยครับ ส่วนตัวโต๊ะนั้นก็ทำจากไม้สักเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและใช้เทคนิคตอกลิ่มให้ขัดยึดกันตามวิธีพื้นบ้านภาคเหนือ สำหรับรูปแบบของอ่างล้างมือตรงกลางร้านนี้ก็เป็นการหยิบยืมไอเดียมาจาก “กระบะดิน” ซึ่งใช้ในการก่อกองไฟในค่ำคืนที่หนาวเย็นแถบภาคเหนือเช่นกัน กระบะดินจึงถือเป็นจุดหลอมรวมให้ผู้คนได้มานั่งล้อมและโอภาปราศรัยกัน ถัดไปที่ผนังฝั่งซ้ายก็เป็นมุมซิงค์ที่จำลองมาให้ได้ฟีลแบบห้องน้ำเท่ๆในบ้านเพื่อให้ลูกค้าได้ประสบการณ์แบบ Immersive ในการทดลองสินค้า มาถึงโซนที่ 2 คือ “ห้องฝาไหล“ ที่มียศเป็น “Sensorium” ห้องเครื่องหอม Aesop แห่งที่ 2 ในโลกถัดจากสาขา Pitt Street ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย ที่เรียกว่าห้องฝาไหลก็เพราะตัวผนังนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากผนังบ้านในภาคเหนือที่มีการตีแผ่นไม้แนวตั้งสลับกับการเว้นช่องให้แสงเข้าโดยซ้อนผนังแบบเดียวกันนี้เป็น 2 ชั้น และสามารถเลื่อนชั้นในไปมาเพื่อปรับทิศทางแสงได้ สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในโซนนี้ก็คือ Fragrance Armoire ตู้น้ำหอม Eaux de Parfum ที่เปิดพาเราไปสู่มิติและสถานที่ต่างๆตามที่น้ำหอมแต่ละกลิ่นถูกดีไซน์มา นอกจากนี้ยังมีเทียนหอม แชมพูอาบน้ำสัตว์เลี้ยง น้ำยาดับกลิ่นอึ Post-Poo Drops ตัวดังของแบรนด์ รวมถึงธูปหอมที่ผลิตโดยโรงงานธูปเก่าแก่ในเกียวโตซึ่งเป็นการวางขายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในไทยอีกด้วย ตัวกลิ่นธูปจะออกแนว Woody และ Spicy ซึ่งจะช่วย Grounding ให้รู้สึกสงบได้ดีมากครับ แม้ว่าการกลับมาคราวนี้ของ Aesop สินค้าจะค่อนข้างครบมากๆแล้ว แต่ก็ยังไม่ 100% นะครับ เนื่องจากผลิตภัณฑ์บางตัวก็เดินทางมาไม่ถึงประเทศไทย และบางรายการก็ยังอยู่ในขั้นตอนขอหมายเลขอย. ถ้าอยากดูของแบบครบ 100% อาจจะต้องให้เวลาอีกนิด ก็จะมีครบแน่นอนครับ เพราะหลังจากนี้ทางแบรนด์ก็มีแพลนที่จะขยายสาขาออกไปอีกทั้ง Online และ Offline แต่จะเป็นที่ไหนบ้างก็ต้องติดตามกันต่อไปครับ Aesop Thonglor Signature Store Location: https://maps.app.goo.gl/YEn1iKDnviipc2iC8 www.hoparound.co #LetsHoparound #Aesop #AesopThonglor #AesopThailand #AesopSkincare

  • The Standard Huruvalhi Maldives เดอะ สแตนดาร์ด ฮูรุวาลี มัลดีฟส์ สิบตาเห็นก็ไม่เท่าพาตัวเป็นๆ มาสัมผัสเอง

    The Standard Huruvalhi Maldives สิบตาเห็นก็ไม่เท่าพาตัวเป็นๆมาสัมผัสเอง รีวิว เดอะ สแตนดาร์ด ฮูรุวาลี มัลดีฟส์ ทริปนี้ #hoparound.co ชวนเพื่อนๆแพ็คกระเป๋า บินลัดฟ้า ข้ามวงแหวนปะการังสู่ The Standard Huruvalhi Maldives สวรรค์สีฟ้าครามที่รูปภาพสามารถถ่ายทอดได้เพียงแค่เศษเสี้ยวความงามเหมือนฝันของสถานที่จริงเท่านั้นครับ The Standard Huruvalhi Maldives เป็นโรงแรม 5 ดาวที่มีจริตขี้เล่นเป็นตัวของตัวเองต่างจากโรงแรมหรูอื่นๆ คุณเค้าตั้งอยู่บนเกาะ Huruvalhi ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวงแหวนปะการัง Raa (Raa Atoll) ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุง Malé เมืองหลวงของมัลดีฟส์ Airport lounge หลังจากที่เราเดินทางมาถึงสนามบินในเมืองหลวงแล้ว อีกหนึ่งประสบการณ์พิเศษสำหรับแขกของ The Standard ก็คือการได้นั่ง Sea Plane ลำเล็กบินต่อไปลงยังเกาะ Huruvalhi ที่อยู่ห่างออกไปอีกราวๆ 45-50 นาที โดยที่ระหว่างทางเราก็จะได้ตื่นตาไปกับวิวหมู่เกาะและแนววงแหวนปะการังต่างๆที่สวยจนลืมหายใจเลยล่ะครับ The Arrival เรายังจดจำโมเม้นต์ที่เรามาถึงรีสอร์ทได้ดี ทุกอย่างช่างดู Magical งดงามราวกับภาพฝัน ทะเลคราม น้ำใส ทรายขาว สีของท้องฟ้าตัดกับสีเหลืองของผ้าลายทางที่สะบัดพลิ้วไปกับสายลมอย่างร่าเริง พัดพาเอาความเครียดในหัวของเราให้มลายหายไปด้วยเลย เป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกเหมือนเป็นตัวละครในหนังสักเรื่องที่ได้เดินทางมาถึง Blue Paradise จริงๆ Our Overwater Pool Villa ที่นี่มีวิลล่ารวมกัน 115 หลัง มีทั้งแบบ Overwater คืออยู่เหนือน้ำทะเลตื้นๆในลากูนธรรมชาติ (ซึ่งเป็นแบบที่เราเลือกพัก) และแบบ Beach ที่อยู่บนหาดทรายขาวละเอียด ซึ่งทั้ง 2 แบบนั้นมาพร้อมกับสระว่ายน้ำส่วนตัวของแต่ละหลัง แต่ถ้าอยากลงว่ายน้ำในสระที่ใหญ่ขึ้นก็มีสระส่วนกลางของรีสอร์ทไว้ให้บริการเช่นกัน แต่เราเลือกที่จะลงทะเลดำน้ำ Snorkle ดูปลาหลายสีหลากไซส์ไปเลย เพราะธรรมชาติที่นี่มหัศจรรย์มากบางครั้งน้องกระเบนก็มาทักทายเราถึงหน้าห้องเลย เกาะ Huruvalhi มีขนาดกระทัดรัดกำลังดี ทั้งเกาะนั้นเป็นของ The Standard ทั้งหมด ไม่ต้องแบ่งกับใคร เราสามารถเดินเพลินๆได้ทั่วทั้งเกาะโดยที่ไม่เหนื่อยเกินไป หรือจะเรียกรถ Buggy ให้มารับไปส่งที่จุดใดก็ได้ แต่วิธีที่เราชอบมากที่สุดก็คือการปั่นจักรยาน เพราะมันชิลสุดๆเลยครับ ปั่นไม่น่าเกิน 20 นาทีก็ทั่วเกาะแล้ว Food & Drink บางคนอาจจะกลัวว่ามาอยู่เกาะแล้วจะเบื่อ แต่ในความเป็นจริงที่ The Standard มีกิจกรรมให้เลือกทำเยอะมาก ลำพังห้องอาหารก็มีตั้ง 6 เอ้าท์เล็ทส์ที่มีคอนเส็ปต์ไม่เหมือนกันเลย ตั้งแต่ห้องอาหารแบบ All Day Dining คาเฟ่ชิลๆ ห้องอาหารมัลดีเวี่ยน บีชบาร์บีคิว ไปจนถึงบาร์ที่มี Dance Floor พร้อม Disco Ball ลูกใหญ่ที่สุดในมัลดีฟส์อีกด้วย แต่ถ้าไม่อยากออกไปไหนจริงๆก็สั่ง In Villa Dining ให้พนักงานมาเสิร์ฟถึงห้องก็ได้เช่นกัน Kula Joos Café Beru Bar Guduguda BBQ Shak In Villa Dining Activities ใครสายออกกำลังก็มีทั้งสนามเทนนิส ฟิตเนส หรือจะลงทะเลจากห้องตัวเองเพื่อ Snorkle ดูปลาแบบเราก็ได้ เพลินมากจริงๆครับ เค้าเตรียมอุปกรณ์ไว้ให้พร้อมในห้องพักเลย แต่ถ้าอยากจะออกทริปไปดูเต่าดูปลาโลมาทางรีสอร์ทก็มีตารางกิจกรรมที่สลับสับเปลี่ยนไปทุกวัน หรือจะดำน้ำจริงจังก็ติดต่อ Dive Center ได้เลย ถ้ามีเด็กๆมาด้วย ทางรีสอร์ทก็มีปราสาทเป่าลมลอยน้ำให้ปีนเล่นกันสนุกสนานอีกต่างหาก ยังไงก็อย่าลืมโบก Sun Screen ให้ทั่วๆด้วยนะครับ Spa ส่วนใครชอบผ่อนคลายแบบสงบ ต้องเชิญที่สปาเลยครับ สปาที่นี่นอกจากจะมีทรีทเม้นต์ฮีลกายใจหลายแบบแล้ว เค้ายังมี Hydro Facilities อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นห้องอาบน้ำแบบตุรกีอย่าง Hamam หรือห้องอบไอน้ำ รวมถึงคลาสโยคะรายวันด้วยครับ Cast Away Experience ไหนๆก็ได้มาถึงที่นี่แล้ว ทริปนี้เราก็เลยอยากลองอะไรที่แปลกใหม่ซักหน่อย ซึ่งก็คือประสบการณ์ติดเกาะร้าง (Cast Away Experience) ครับ ทางรีสอร์ทเค้าจะพาเรานั่งเรือไปส่งที่เกาะร้างที่อยู่ไม่ไกลจากรีสอร์ทมากนัก โดยพนักงานจะเตรียมอาหารว่างและเครื่องดื่ม พร้อมกับตั้งซุ้มกันแดดให้เรานอนเล่นได้โดยที่ทั้งเกาะนั้นจะเป็นของเราแต่ผู้เดียว และเราสามารถใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้นานเท่าที่เราต้องการ เราสามารถนัดให้พี่เค้ามารับกลับเมื่อไหร่ก็ได้ จากประสบการณ์ของเราคิดว่าประมาณชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมงน่าจะกำลังดีครับ ธรรมชาติบนเกาะร้างสมบูรณ์มาก นกบินกันว่อน และปูลมก็วิ่งไล่กันสนุกสนานเลยครับ ที่เกาะร้างนี้เรานั่งมองกลับไปที่เกาะที่ตั้งของรีสอร์ท และก็พลางจินตนาการถึงชีวิตของแขกและพนักงานที่รีสอร์ท ซึ่งเป็นการมองจากมุมที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามี จริงๆแล้วนี่เป็นเหมือนโบนัสเลยครับ เพราะช่วยสะท้อนความคิดของเราว่าชีวิตของเรามีมุมให้มองได้จากหลากหลายมุม เวลาที่เรามีความทุกข์ บางทีแค่ลองเปลี่ยนท่าหามุมมองใหม่ๆก็ช่วยได้มากแล้ว สารภาพตามตรงว่าก่อนมาที่นี่เราไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก อาจจะเพราะเราเคยเห็นความสวยงามของมัลดีฟส์และรีสอร์ทต่างๆผ่านรูปถ่ายมานับครั้งไม่ถ้วนจนเริ่มชินตากับวิวทะเลสีฟ้าครามและหาดทรายขาว แต่เชื่อเถอะครับว่าการดูรูป กับการได้มาอยู่ตรงนี้จริงๆมันช่างต่างกันโดยสิ้นเชิง หลายครั้งเราก็ได้แต่พูดกับตัวเองว่านี่มันความฝันชัดๆ และแม้ว่าเราจะอยู่ในรีสอร์ทที่มีความสะดวกสบายระดับ 5 ดาว แต่คาแร็คเตอร์ที่ขี้เล่นเป็นกันเองไม่ติดหรูของ The Standard ก็ทำให้เราไม่รู้สึกต้องเกร็ง และสามารถปล่อยใจไปกับความงามบริสุทธิ์ของเกาะ Huruvalhi ได้โดยปราศจากความกังวลใดๆ ถ้าเพื่อนๆกำลังมองหาที่พักใน Maldives ที่ไม่เหมือนใครอยู่ละก็ อยากให้ลองพิจารณา The Standard Huruvalhi ดูนะครับ น่าจะกลายเป็นอีกประสบการณ์ประทับใจที่ยากจะลืมลงเลยครับ Take a trip to paradise and make your island dreams a reality at The Standard, Maldives. www.hoparound.co #LetsHoparound #Maldives #HopStay #thestandardhotel #TheStandardMaldives #visitMaldives

  • KYOTO Highlights เที่ยวเกียวโต อัพเดทจุดสุดฮิปจากทริปเกียวโตล่าสุด

    รวมที่เที่ยวเกียวโต ไม่ว่าจะเคยไปเที่ยวมากี่ครั้ง เกียวโตก็ยังคงเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ชวนหลงไหลไม่ลดลงเลย นอกจาก“ความขลัง”ในฐานะเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นที่ยาวนานกว่า 1,000 ปีแล้ว ความฮิป ความดีไซน์ ความไลฟ์สไตล์ของเกียวโตที่ล้อไปกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปนั้นก็ไม่เป็นสองรองใคร ตรงกันข้าม Vibes ที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานของเก่าและของใหม่ได้อย่างละเมียดละไมนั้นยิ่งทำให้เกียวโตมีความพิเศษไม่เหมือนใครจนเราติดใจต้องกลับไป #hop อีกเรื่อยๆเลย มาเร็ว!ไปสำรวจเกียวโตล่าสุดด้วยกันครับ Garden of Fine Arts Kyoto มาเริ่มกันที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะกลางแจ้งสุดเท่ที่ออกแบบโดยปรมจารย์สถาปนิก Tadao Ando กันครับ ที่นี่คือ Garden of Fine Arts Kyoto ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองเกียวโต บนถนนคิตะยะมะ (Kitayama Street) สวนศิลปะคอนกรีตแห่งนี้จัดแสดงภาพวาดจำลองงานชิ้นเอกของศิลปินระดับโลก โดยวาดลงบนแผ่นเซรามิกที่มีคุณสมบัติทนทานต่อทุกสภาพอากาศ ทำให้เราสามารถเดินทอดน่องไปตามทางลาดขึ้น-ลงเพื่อชมศิลปะที่มีขนาดใหญ่เต็มตาได้อย่างสบายใจ โดยงานศิลปะนั้นจะปรากฏอยู่ทั้งที่ผนัง กำแพงน้ำตก และใต้น้ำ (แน่นอนว่าตำแหน่งนี้ต้องยกให้กับภาพ Water Lilies ของ Monet) เราประทับใจในการออกแบบตัวอาคารของคุณ Ando มาก แม้พื้นที่จะไม่ใหญ่มากแต่เขาก็สามารถเนรมิตให้ Space มีมิติราวกับเป็นเขาวงกตขนาดย่อม เต็มไปด้วยซอกมุมที่หลากหลาย มีเซอร์ไพร้ซ์รออยู่ทุกๆหัวเลี้ยว และที่ทำให้ทั้งหมดนี้ดีงามขึ้นไปอีกก็คือค่าเข้าชมที่ถูกมากเพียง 100 เยนเท่านั้นครับ เวลาเปิดปิด: 9:00–17:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kitayama Location: https://maps.app.goo.gl/PNrxifs29xc9ba6MA Ace Hotel Kyoto โรงแรมดีไซน์เก๋สุดฮิปจากอเมริกา เปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่นที่นี่เลย ใครชอบโรงแรมที่สะท้อนคาแรคเตอร์ครีเอทีฟ เท่ และมีความคราฟท์น่าจะถูกใจที่นี่มากครับ ออกแบบโดยคุณ Kengo Kuma สถาปนิกในใจอีกท่านหนึ่งที่เราชอบมาก คุณ Kuma นั้นหยอดความเป็นเกียวโตลงไปในตัวตนของ Ace Hotel ได้อย่างกลมกล่อมและน่าสนใจมากครับ และแต่เดิมตึกนี้เคยเป็นสำนักงานของบริษัทโทรศัพท์กลางเกียวโตในช่วงทศวรรษปี ค.ศ. 1920 แต่ได้รับการปรับปรุงใหม่เมื่อปี 2020 ห้องพักของโรงแรมนั้นอยู่ชั้นบนๆ ส่วนด้านล่างนั้นเป็น Reception และมีศูนย์การค้าชื่อ ShinPuhKan ที่รวมเอาร้านเก๋ๆดีๆไว้เยอะมาก เดี๋ยวเราเอาบางร้านมาแนะนำเพิ่มเติมในลำดับต่อๆไปนะครับ ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องพักที่นี่ก็มาเดินช้อปปิ้งได้นะครับ (ควรมาเลยแหละ!) เวลาเปิดปิด: 24 ชั่วโมง การเดินทาง: ลงสถานี Karasuma Oike ทางออก 5 Location: https://maps.app.goo.gl/bZkPen71MZxXtfut5 (THISIS)SHIZEN ร้านนี้เป็นทั้งคาเฟ่และร้านขายต้นไม้ที่อยู่ใน ShinPuhKan บอกเลยว่าใครเดินทางมาเกียวโตต้องแวะนะครับ ร้านที่เน้นความสมบูรณ์ของธรรมชาติ โดดเด่นด้วยประติมากรรมของโคเฮ นาวะ สุดเท่กลางร้านที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการงอกเงยของเมล็ดพันธุ์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกเกิดจากอุกกาบาตจากในจักรวาล ลวดลายได้แรงบันดาลใจมาจากสารอินทรีย์ที่เป็นส่วนประกอบของสิ่งมีชีวิต สปอร์หรือเมล็ดพืช และไข่ สื่อถึงวิธีที่พวกมันมายังโลกผ่านเมฆ ภายในร้านมีการออกแบบให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยใช้พื้นที่ตามที่สร้างขึ้น โดยเพิ่มวัสดุที่เน้น ปูน สเตนเลส และกระจกให้ดูโมเดิร์นมากยิ่งขึ้น นอกจากต้นไม้และของกระจุกกระจิกที่น่าสนใจแล้ว เรายังชอบผลิตภัณฑ์จาก Vetiver หรือรากหญ้าแฝกที่มีกลิ่นหอมแนว Grounding ด้วย เวลาเปิดปิด: 10:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Karasuma Oike ทางออก 5 Location: https://maps.app.goo.gl/bZkPen71MZxXtfut5 1LDK 1LDK 京都店 เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ญี่ปุ่นที่เราชอบ เค้าเป็นร้าน Select Shop ที่เลือกของมาขายได้ดีมาก แต่ละสาขาของก็จะไม่เหมือนกันด้วยนะครับ ที่สาขานี้เราได้กระเป๋าสตางค์ Maison Margiela แบบที่ไม่เห็นใน Shop มาใบนึงด้วยล่ะ จริงๆแล้ว 1LDK นั้นเป็นชื่อเรียกประเภทห้องอพาร์ทเม้นท์แบบญี่ปุ่นก็คือ 1 ห้องนอน + Living Area + Dining Area และ Kitchen นั่นเอง แต่เค้าเอามาตั้งเป็นชื่อร้านซึ่งเก๋มากเลยใช่มั้ยล่ะครับ บ่งบอกถึงไลฟ์สไตล์คนเมืองได้อย่างดี นอกจากที่ญี่ปุ่นแล้ว เค้ายังมีสาขาต่างประเทศด้วยนะครับ เราเคยไปสาขาที่โซลกับปารีส แต่ไม่แน่ใจว่าหลังจากโควิดแล้วยังมีสาขาไหนเหลืออยู่บ้าง ยังไงก็เช็คกันดีๆก่อนไปนะครับ แต่สิ่งที่ไม่ต้องห่วงเลยก็คือสินค้าของเค้านั้นดีไซน์เก๋แถมคุณภาพดีอีกด้วย ใครมาเกียวโตแนะนำเลยครับ เวลาเปิดปิด: 10:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Karasuma Oike ทางออก 5 Location: https://maps.app.goo.gl/bZkPen71MZxXtfut5 Stumptown Coffee Roasters เชื่อว่าหลายคนอาจจะคุ้นชื่อแบรนด์กาแฟคุณภาพจาก Portland, Oregon แบรนด์นี้มาบ้างแล้ว เราเองก็คิดถึงรสชาติของเค้ามานานเพราะตอนไปอเมริกาก็เคยซื้อกินอยู่หลายครั้ง ติดใจจนต้องซื้อเมล็ดกลับบ้าน วันนี้ก็เลยดีใจมากที่เค้ามาเปิดร้านถึงเกียวโตเรียบร้อยแล้ว เป็นสาขาแรกในญี่ปุ่นซะด้วย พร้อมเสิร์ฟกาแฟคุณภาพเยี่ยมที่คัดสรรเมล็ดหลากสายพันธุ์มาจากทั่วทุกมุมโลก แถมแพคเกจจิ้งก็น่ารักสมความเป็นแบรนด์จากเมืองฮิปสเตอร์จริงๆครับ เวลาเปิดปิด: 7:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Karasuma Oike ทางออก 5 Location: https://maps.app.goo.gl/o8Xofnk1XuSJDQao9 22 Pieces Hotel Kyoto ใครที่กำลังมองหาที่พักสบายๆใกล้สถานีรถไฟเกียวโตเพียง 350 เมตร เดินเพียงไม่กี่นาทีก็ถึงเลย เราขอแนะนำโรงแรมนี้เลยครับ ดีไซน์สวย มินิมอลกว้างขวางกว่าโรงแรมอื่นๆ เราเข้าพักห้องสแตนดาร์ดสตูดิโอ ปลอดบุหรี่มาพร้อมกับห้องน้ำห้องอาบน้ำและห้องครัวขนาดใหญ่ถึง 34 ตร.ม. พักได้สูงสุด 4 คนพร้อม 3 เตียงเดี่ยว เตียงนุ่มสบายมากๆ แถมยังมีเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ยืมไปใช้ในห้องเราอีกด้วย ทั้งลำโพง เตา ไมโคเวฟ หูฟัง กาต้มน้ำร้อน และอื่นๆ อีกเพียบ ที่สำคัญมีพนักงานพูดภาษาไทยด้วยนะครับ บริการดีสุดๆ ถือเป็นประสบการณ์การเข้าพักที่ดีมากๆเลยครับ เวลาเปิดปิด: 24 ชั่วโมง การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto Location: https://maps.app.goo.gl/XNbjWvDBsHdqmYAS8 Ginkakuji Temple มาเกียวโตทั้งทีก็ต้องแวะไหว้พระที่วัดกันบ้างเนอะ ที่เกียวโตมีวัดโบราณที่ทั้งสวยงามและชื่อเสียงโด่งดังเยอะมาก ที่นี่ก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ วัดกินคะคุจิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ วัดเงิน (Silver Pavilion) สร้างขึ้นเมื่อปี 1482 เป็นวัดพุทธโชโคคุ ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเมืองเกียวโต ด้านหลังติดเทือกเขามีและมีสายน้ำไหลผ่านบรรยากาศดีมากๆ ค่าเข้าผู้ใหญ่คนละ 500 เยน เวลาเปิดปิด: 8:30–17:00 การเดินทาง: นั่งรถเมล์มาลงที่ป้าย Ginkakujimichi Location: https://maps.app.goo.gl/s4padaL6eqyNRcxz7 Kyoto National Museum พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกียวโต (Kyoto National Museum, Kyoto) เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อปี 1897 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 นู่นแน่ะ ที่นี่ติดหนึ่งใน 4 อันดับของพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ด้านในจะมีการจัดนิทรรศการทั้งถาวรและชั่วคราวที่หมุนเวียนเปลี่ยนสลับกันไปอยู่เสมอ ที่โดดเด่นที่สุดคือที่นี่จะเป็นแหล่งรวมมรดกทางวัฒนธรรมด้านโบราณคดีของประเทศญี่ปุ่น ทั้งรูปปั้น เซรามิก การประดิษฐ์ตัวอักษร เครื่องแต่งกาย รวมไปจนถึงภาพวาดจากยุคต่างๆ เวลาเปิดปิด: 9:00–17:30 ปิดวันจันทร์ การเดินทาง: ลงสถานี Shichijō Location: https://maps.app.goo.gl/ohCVstXG9RptChMeA Here Cafe เกียวโตนั้นเต็มไปด้วยร้านกาแฟคุณภาพดีแต่งร้านน่ารักแนวมินิมอล ร้านนี้ก็เป็นอีกร้านที่ถ้ามีโอกาสผ่านมาแถวนี้ก็ควรค่าแก่การแวะครับ นอกจากกาแฟแล้วขนมคาเนลเล่ของเค้าก็มีชื่อไม่แพ้กันครับ เวลาเปิดปิด: 9:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Karasuma Oike Location: https://maps.app.goo.gl/3N76EufSNVQeK9mD8 Lorimer Kyoto ใครอยากลองอาหารเช้าโฮมเมดสไตล์เกียวโต ต้องร้านนี้เลยครับ วันที่เราไปมีคิวก่อนหน้าประมาณ 3-4 คิวก็เลยต้องรอนานนิดนึง อาจจะเพราะเพิ่งฟื้นจากโควิดดูเหมือนพนักงานไม่พอเลยมีตะกุกตะกักเล็กน้อย รสชาติอาหารดีครับ ไม่ได้หวือหวา รสอ่อนๆละมุนๆแนวญี่ปุ่นผสมฝรั่ง ถ้ามาแถวนี้อยู่แล้วก็แนะนำให้ลอง แต่ถ้าต้องมาไกลหรือมีคิวยาวก็ข้ามไปได้ครับ เวลาเปิดปิด: วันธรรมดา 8:00–15:00 วันเสาร์อาทิตย์ 7:00–15:00 การเดินทาง: ลงสถานี Gojō Location: https://maps.app.goo.gl/eZtthHZC29UKp2L5A Kamo River ทางเดินริมน้ำแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กันกับ Kyoto Botanical Gardens เลยครับ เราเดินออกมาจากสวนแล้วบังเอิญเจอ และก็ต้องตกหลุมรักบรรยากาศที่นี่เข้าอย่างจังเลย สวย สงบเหมือนฝัน ถ่ายรูปก็แสงสวยมาก (เรามาช่วงเย็น) กลายเป็นอีกหนึ่งพิกัดโปรดของเราในเกียวโตเลยครับ ถ้าอยากมีโมเม้นต์ชิลๆแบบ Dreamy ก็แวะมาเดินเล่นได้นะครับ เวลาเปิดปิด: 24ชั่วโมง การเดินทาง: ลงสถานี Kitayama Location: https://maps.app.goo.gl/z84Qi6hECeLbsgFa6 Human Made 1928 แบรนด์เสื้อผ้าไลฟ์สไตล์สุดฮิปที่กำลังมาแรงจากโตเกียว ขยายสาขามาถึงเกียวโตแล้วเช่นกัน ใครเป็นแฟนแบรนด์นี้ต้องไม่พลาด นอกจากจะมีสินค้าแฟชั่นสตรีทให้ช้อปแล้ว ที่นี่ยังมีโซนคาเฟ่ที่ทำ Exclusive กับ Blue Bottle Coffee ด้วยครับ เวลาเปิดปิด: 9:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi Location: https://maps.app.goo.gl/9kKBARr9L4QavUTF8 ENFUSE คาเฟ่มาตรฐานญี่ปุ่นตั้งอยู่ใน Kyoto City KYOCERA Museum Of Art หากใครเดินเล่นในพิพิธภัณฑ์ จนเหนื่อยแล้วก็แว็ปมานั่งเล่นที่นี่ได้ครับ เวลาเปิดปิด: 10:30–19:00 ปิดวันจันทร์ การเดินทาง: ลงสถานี Higashiyama แล้วต่อรถเมล์ Location: https://maps.app.goo.gl/Gxc73kPmAHzW85Tu8 お肉と御酒 雑派 ชื่อร้านมีแต่ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น เราใช้วุ้นแปลภาษาได้ความประมาณว่า “เนื้อและแอลกอฮอลต่างๆนานา” จะว่าไปก็ตรงคอนเส็ปต์นะครับ เพราะร้านนี้เน้นกินดื่มสไตล์ยุโรปผสมญี่ปุ่น สารภาพว่าเราเจอร้านนี้โดยบังเอิญอีกเช่นกัน จึงไม่ได้คาดหวังอะไร แต่ก็ต้องประหลาดใจกับฝีมือการปรุงและคุณภาพวัตถุดิบที่ดีงามจริงๆ เจ้าปลาหมึกตัวจิ๋วที่เสิร์ฟมาในกระทะให้กินคู่กับขนมปังนี่บอกเลยว่าอร่อยเรือหายเลยครับ ใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศจากอาหารญี่ปุ่นทั่วๆไป ต้องมาลองร้านนี้เลยครับ เวลาเปิดปิด: 17:30–11:30  ปิดวันพฤหัส การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi Location: https://maps.app.goo.gl/ZirgRo44S7JP8cVk8 Kaikado Café Kaikado คือแบรนด์กระบอกเก็บใบชา (Tea Caddy) ที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่ก่อตั้งมาตั้งปี 1875 ครับ ซึ่งกระบอกเก็บชาแบบแฮนด์เมดนั้นนับว่าเป็นอีกหนึ่งในงานฝีมือที่ขึ้นชื่อของเกียวโตเลย ส่วนคาเฟ่แห่งนี้นั้นก็เปิดขึ้นมาเพื่อสร้างความเชื่อมโยงให้คนยุคใหม่เข้าถึง Tea Caddy ได้ง่ายขึ้น แก้วที่ใช้เสิร์ฟกาแฟเย็นนั้นก็สั่งทำพิเศษเป็นทรงกระบอกเก็บชา และถาดไม้ที่ใช้รองเสิร์ฟชีสเค้กก็เป็นดีไซน์ดั้งเดิมของ Nakagawa-mokkougei ผู้ผลิตถังไม้ญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียง ดังนั้นใครที่ชอบงานคราฟท์โบราณน่าจะถูกใจร้านนี้สุดๆเลยครับ เครื่องดื่มก็มีทั้งชาและกาแฟคุณภาพพรีเมี่ยม แต่สิ่งที่เตะตามากๆก็คือโทสต์เนยสดถั่วแดงและชีสเค้ก เวลาเปิดปิด: 10:00–18:30  ปิดวันพฤหัสบดี การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi Location: https://maps.app.goo.gl/8LtVHR8CdgJS5CCh9 Blue Bottle Coffee Kyoto Kiyamachi Cafe ไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่าเราเป็นแฟน Blue Bottle ร้านกาแฟแบรนด์ดังจาก San Francisco ผ่านทีไร แวะแทบทุกทีเลย 555 ลิสต์นี้อาจจะมี Blue Bottle หลายสาขาหน่อย ใครมาช้อปปิ้งแถว Kyoto Bal ก็แวะมาสาขานี้ได้นะครับ เวลาเปิดปิด: 9:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi Location: https://maps.app.goo.gl/hsrt1FvTx9MPNwkXA Good Nature Station ร้าน Grocery ที่เน้นขายของทางเลือกที่ใส่ใจธรรมชาติทั้งหมดเลยนะครับ เราชอบคอปเซ็ปต์ของเค้ามาก "Good things for people and nature." สายช้อปของกินเพลินตาแตกแน่นอน นอกจากซุปเปอร์มาเก็ตแล้ว ในโครงการนี้ยังประกอบไปด้วยโรงแรม ร้านอาหาร แกลอรี่ ห้องประชุม และร้านค้าอื่นๆซึ่งเราจะคัดเอาร้านเก๋ๆในโครงการนี้มาแนะนำแยกในลำดับถัดๆไปด้วยครับ เวลาเปิดปิด: 10:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi Location: https://maps.app.goo.gl/FUpd6Tc9YjprVdjf8 Nemohamo แบรนด์สกินแคร์ที่เน้นสารสกัดจากทุกส่วนของพืช (Whole Plant) ตั้งอยู่บนชั้น 3 ของโครงการ Good Nature Station ทางแบรนด์เคลมว่าทุกส่วนของพืชนั้นจำเป็นต่อความอยู่รอดของพืชจึงล้วนอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว พนักงานแนะนำตัว Whole Plant Booster Oil ให้เราเพราะเป็นตัวขายดีของร้าน เราก็เลยไม่พลาดที่จะซื้อกลับมาลองใช้ดูครับ เวลาเปิดปิด: 10:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi Location: https://maps.app.goo.gl/EehotGB2dRKsDfnA7 Fukujuen Kyoto Main Store จริงๆแล้วเกียวโตก็มีร้านขายใบชาญี่ปุ่นอยู่หลายร้าน เนื่องจากเป็นเมืองหลวงเก่าที่ผูกพันกับการชงชามายาวนาน แต่พ่อค้าร้านขายใบชาในตลาด Nishiki บอกว่าถ้าอยากได้ใบชาเกรดพรีเมี่ยมต้องมาที่ Fukujuen เลย เราจึงเชื่อตามนั้น และก็พบว่ามีชาญี่ปุ่นหลากหลายแบบมาก เราจึงซื้อติดมือกลับบ้านไปหลายตัวเลยครับ เวลาเปิดปิด: 11:00–18:00 ปิดวันพุธ การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi Location: https://maps.app.goo.gl/PTJ52dJCHeEzpGNY6 Blue Bottle Coffee Kyoto Rokkaku Cafe เราชอบตรงที่ Blue Bottle Coffee ในเกียวโต มักเลือกทำเลที่มีสตอรี่สอดคล้องกับชีวิตของผู้คนในเมืองได้เป็นอย่างดี จุดเด่นของสาขานี้คือปรับปรุงมาจากบ้านไม้โบราณแบบเกียวโต เปิดร่วมกับร้าน Tsujimori ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายและซ่อมจักรยานที่มีประวัติเก่าแก่คู่เมืองเกียวโตมาอย่างยาวนาน เป็นสาขาเล็กๆที่ดูอบอุ่นและน่าสนใจมากครับ เวลาเปิดปิด: 9:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Karasuma Oike Location: https://maps.app.goo.gl/oZEbAP5P67Cox41u6 Cotoiro Kyoto ร้านกิ๊ฟช็อปคิ้วท์ๆ ตั้งอยู่ในโครงการ Rissei Garden Hulic Kyoto ที่นี่ขายเครื่องหอมที่ได้แรงบันดาลใจเรื่องกลิ่นมาจากเมืองโตเกียวด้วย เลือกดูของเพลินเลยครับ เวลาเปิดปิด: 11:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi Location: https://maps.app.goo.gl/uch3sZwGFTsbhqKLA Dunstan Coffee Roasters ร้านกาแฟที่เราบังเอิญเดินผ่าน เลยแวะเข้าไปซื้อชิมดู ปรากฏว่าอร่อยแฮะ แถมเจ้าของร้านก็ใจดีมาก ทางร้านคั่วกาแฟเองจึงมีเมล็ดแปลกๆคัดสรรมาให้ลองหลายตัว เค้ามีขายแบบซองให้เอากลับไปดริปที่บ้านเองด้วยนะครับ (เราก็ซื้อติดมือกลับมา แฮร่ๆๆ) เวลาเปิดปิด: 9:00–17:00 ปิดวันศุกร์ การเดินทาง: ลงสถานี Shijō Location: https://maps.app.goo.gl/Hh7h2bkradaA5rfn9 Kyoto Gion Saryo ข้ามมาฝั่ง Gion กันบ้างดีกว่า คาเฟ่นี้เค้าดังเรื่องขนมปังครับมีหลายเมนูให้เลือกเลย แต่เรามาตอนที่ขนมสดเค้าหมดแล้ว จึงได้ลองแต่เครื่องดื่มรสชาติดีมากครับ ข้างในมีพวกเครื่องเซรามิกแฮนด์เมดที่สวยมากๆขายด้วย ใครชอบสะสมของยูนีคก็แวะเข้าไปชมได้ครับ เวลาเปิดปิด: 9:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Gion-Shijo Location: https://maps.app.goo.gl/FGDWSXr5knLtcuAEA Kyoto City KYOCERA Museum Of Art พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดตัวขึ้นครั้งแรกในปี 1933 ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่ยังตั้งอยู่ในโครงสร้างสถาปัตยกรรมดั้งเดิม ในปี 2017 บริษัท Kyocera ได้บริจาคเงินกว่า 5,000 ล้านเยน (ประมาณ 1,200 ล้านบาท) เพื่อปรับปรุงตัวอาคารใหม่ทั้งหมด จึงได้สิทธิ์การใส่ชื่อบริษัทไปในชื่อพิพิธภัณฑ์เป็นเวลา 50 ปี ตัวพิพิธภัณฑ์โฉมใหม่ที่สวยมากนี้ออกแบบโดยสถาปนิกสองท่านคือ Aoki Jun และ Nishizawa Tezzo หลังจากปิดปรับปรุงไปกว่า 3 ปี ก็เพิ่งจะเปิดให้คนเข้าชมได้เมื่อกลางปี 2020 นี่เอง แต่ก็มาเจอกับโควิดอีกพอดี ด้วยขนาดพื้นที่ที่ใหญ่โตมหึมา ปัจจุบันที่นี่จึงสามารถแสดงงานได้หลากหลายรูปแบบทั้งงานโบราณและงานสมัยใหม่ โดยแบ่งออกเป็นห้องและโซนย่อยๆให้เราได้เลือกชมกันได้อย่างจุใจเลยครับ ค่าเข้าชมคนละประมาณ ¥730 เวลาเปิดปิด: 10:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Gion-Shijo Location: https://maps.app.goo.gl/Gxc73kPmAHzW85Tu8 Porter Stand Kyoto แทบจะกลายเป็นของที่ระลึกระดับพรีเมี่ยมจากญี่ปุ่นไปแล้ว สำหรับกระเป๋าผ้าไนล่อนคัตติ้งเนี้ยบจากโตเกียวแบรนด์นี้ และที่เกียวโตเค้าก็มีช้อปแถวๆศาลเจ้า Kiyomizu-dera ให้ลูกค้าได้เข้ามาเลือกดูของกันด้วย ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ในอาคารโบราณบวกกับบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านค้าในละแวกนี้ ทำให้ Porter สาขานี้มีพลังดึงดูดใจชวนให้เข้าไปสำรวจอย่างบอกไม่ถูก เวลาเปิดปิด: 10:00–18:00 การเดินทาง: รถเมล์ลงป้าย Gojozaka Location: https://maps.app.goo.gl/7afms3Eae1dsB4vG7 Kyoto Botanical Gardens สวนพฤกษศาสตร์แห่งเมืองเกียวโต ถ้าเพื่อนๆกิน ช้อป เที่ยววัด เดินมิวเซี่ยมจนจุใจแล้ว อยากหากิจกรรมอย่างอื่นทำบ้าง เรามีสวนดอกไม้มาแนะนำครับ ที่นี่เป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่ขนาดค่อนข้างใหญ่ ข้างในแบ่งเป็นสวนย่อยๆตามพันธุ์ไม้อีกหลายสวน ซึ่งจะมีต้นไม้สวยๆให้เข้ามาเดินดูได้ทุกฤดูกาลครับ ที่นี่มีต้นซากุระกว่า 450 ต้น แต่ช่วงที่เรามาซากุระกำลังเริ่มโรยพอดี คลาดกันนิดเดียวเอง แต่เรามีน้องทิวลิปมาปลอบใจครับ สวยสุดๆเลยล่ะ ถ้าเพื่อนๆมาช่วงใบไม้ร่วงต้นไม้ที่นี่ก็จะกลายเป็นสีทองสวยงามไม่แพ้กัน ค่าเข้า 200 เยนครับ หรือจะซื้อควบกับตั๋วเข้า Garden Of Fine Arts ก็เพิ่มอีกแค่ 50 เยน ประหยัดไปอีกกก เวลาเปิดปิด: 9:00–17:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kitayama Location: https://maps.app.goo.gl/qKWttwPE8boJjzov9 WEEKENDERS COFFEE TOMINOKOJI ร้านกาแฟ (อีกแล้ว) สุดเท่ที่มีโรงคั่วเองอยู่อีกสาขา เน้นกาแฟดริปแบบใสๆ สโลว์ไลฟ์แบบเกียวโต ใครผ่านมาย่านนี้มีกาแฟอร่อยอยู่นี่นะ เวลาเปิดปิด: 7:30–18:00 ปิดวันพุธ การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi Location: https://maps.app.goo.gl/pH2Mzfs8hWitd8Gv8 Walden Woods ร้านกาแฟสีขาวสมัยใหม่ ตกแต่งให้มีที่นั่งสไตล์อัฒจันทร์การแสดงอยู่ชั้นสอง รสชาติกาแฟดีงามตามมาตรฐานญี่ปุ่นไม่ต้องห่วงครับ ปล.วิวฝั่งตรงข้ามเป็นสนามเด็กเล่น น่ารักกกก เวลาเปิดปิด: 9:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Gojō Location: https://maps.app.goo.gl/aCZxRehw1M1EaY239 Udon Main ร้านอุด้งเส้นสดกับซุปแสนกลมกล่อมในย่าน Gion พาเพื่อนๆมาทานจานเส้นกันบ้างดีกว่า เส้นอูด้งของที่นี่จะไม่อวบอ้วนอย่างอูด้งที่เราคุ้นเคยในไทย แต่ความนุ่มหนุบหนับนั้นชนะทุกสิ่ง แม้จุดขายของเขาอยู่ที่เส้นอูด้งเป็นหลัก แต่เมนูของร้านนี้ก็มีการปรุงรสชาติให้เลือกหลายแบบนะครับ เวลาเปิดปิด: มื้อสาย-เที่ยง 10:30–15:30 มื้อเย็น-ค่ำ 17:00–22:00 ปิดวันอังคาร การเดินทาง: ลงสถานี Gion-Shijo Location: https://maps.app.goo.gl/BRTvqM4JVG2HrhXC6 Ine Funaya หมู่บ้านชาวประมงที่เราเห็นแล้วจดไว้ในลิสว่าต้องมาให้ได้ ไกลหน่อยแต่คุ้มค่ามาก เพราะที่นี่บรรยากาศดีมากกกกก แบบมากกกก เหมือนเราหลุดเข้าไปอยู่ในอีกโลกนึง เงียบสงบ แต่ไม่ร้างนะ รอบๆก็ยังมีร้านค้าอยู่ ใครมาแล้วต้องลองขึ้นเรือทัวร์อ่าวนี้เลยครับ เค้ามีคำบรรยายประวัติเป็นภาษาไทยด้วยล่ะ การเดินทาง: ลงสถานี Miyazu Location: https://maps.app.goo.gl/4tSa4sBir1QkYD4F6 A-POC ABLE ISSEY MIYAKE / KYOTO เอ-พอค เอเบิ้ล อิซเซ่ มิยาเกะ / เกียวโต แบรนด์ใหม่ล่าสุดจาก Issey Miyake ซึ่งนำเอาแนวคิดดั้งเดิมของ Issey Miyake ตั้งแต่ยุค 70 มานำเสนอใหม่ด้วยเทคนิควิธีที่ล้ำสมัย เช่น ใช้ไอน้ำอัดผ้าให้อยู่ตัวมีรูปทรง 3 มิติ สำหรับหน้าร้านนี้ออกแบบโดย Tokujin Yoshioka ดีไซเนอร์คนเดียวกันกับที่ออกแบบคบเพลิงรูปดอกไม้ในงาน Olympic ปี 2020 นั่นเอง เขาผสมผสานเอาทาวน์เฮาส์ Kyoto Machiya แบบโบราณมาใส่ความทันสมัยเข้าไปโดยใช้อลูมิเนียม ล้อไปกับคอนเส็ปต์จากอดีตสู่อนาคตของแบรนด์นั่นเอง เวลาเปิดปิด: 11:00 - 20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto Shiyakusho-mae Location: https://maps.app.goo.gl/Xppp8XAVo5Km226w8 Rokkaku Chikiriya เราพาเพื่อนๆมาร้านชาเขียวแบบโลคอลกันบ้างดีกว่า เห็นหน้าร้านดูใหม่ๆแบบนี้ แต่แบรนด์เค้ามีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าร้อยปีตั้งแต่ 1910 แล้วนะครับ เมื่อก่อนเค้าเน้นขายส่งใบชา หน้าร้านปัจจุบันจึงมีชาให้เลือกหลายเกรดเลย ชั้นสองเป็นคาเฟ่เล็กๆไว้ให้ลองจิบชาและมีขนมหวานเสิร์ฟด้วย ใครชอบบรรยากาศกันเองสบายๆ มีใบชาให้เลือกซื้อกลับบ้านต้องที่นี่เลยครับ Rokkaku Chikiriya เวลาเปิดปิด: 9:00–18:00 ปิดวันอาทิตย์ การเดินทาง: ลงสถานี Karasuma Oike ทางออก 5 Location: https://maps.app.goo.gl/3rEaq7kFmKpkR3Xo8 Graphpaper ร้านเสื้อผ้าผู้ชายน่ารักๆ ในเกียวโต ที่ดัดแปลงมาจากทาวน์เฮาส์แบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ตัวอาคารได้รับการปรับปรุงใหม่โดยใช้สีขาวเป็นสีหลัก โดยยังคงรักษาคานที่มีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปีไว้ นอกจากนี้ยังมีระเบียงเสื่อทาทามิขนาดเล็กและลานภายในและโกดังด้านหลังซึ่งมีอายุมากกว่า 100 ปีได้ถูกดัดแปลงเป็นพื้นที่แกลเลอรีด้วย บอกเลยว่าเป็นร้านเสื้อผ้าที่ดีไซน์มาดีมากๆ ทั้งตัวร้าน และ เสื้อผ้า เวลาเปิดปิด: 12:00–19:00 ปิดวันพุธ การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi Location: https://maps.app.goo.gl/sZZNuha5a6v6WQLe8 Idumoya ที่ริมแม่น้ำคาโมะ มีร้านอาหารเรียงรายกันอยู่หลายร้าน เราเดินผ่านร้านสุกี้ยากี้นี้ตอนหิวพอดีก็เลยแวะซะเลย บางทีการได้ปล่อยให้ความบังเอิญเซอร์ไพร้ซ์เราบ้างก็สนุกดีครับ สรุปก็คือเนื้อดี รสชาติอร่อยไม่ผิดหวัง แถมวิวแม่น้ำก็สวยงามครับ เวลาเปิดปิด: 11:30–21:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi ทางออก 1A Location: https://maps.app.goo.gl/X3NNmu3Dsot8Xp6c8 Rau Patisserie & Chocolate ร้านขายขนมที่เราประทับใจในการพรีเซ้นต์มากๆ มีความอาร์ตขั้นสุด สวยจนไม่กล้ากินเลย ร้านนี้อยู่ในโครงการ Good Nature Station นะครับ ใครผ่านมาแนะนำให้แวะขึ้นไปนั่งทานที่หน้าร้านชั้น 2 นะครับ ในรูปตรงนี้จะเป็นหน้าร้าน Take Away ที่อยู่ชั้นล่างครับ เวลาเปิดปิด: 11:00–18:30 การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi ทางออก 4 Location: https://maps.app.goo.gl/mYJ3KwTuRCQq5TYf7 HIN ร้านขายข้าวของเครื่องใช้ที่คัดสรรมาอย่างดี และนำมาจัดแสดงราวกับเป็นแกลอรี่อะไรสักอย่าง บอกได้เลยว่าญี่ปุ๊นนนน ญี่ปุ่นนน เต็มไปด้วยจริตมินิมอลอย่างแท้ทรู เวลาเปิดปิด: 11:00–19:00 ปิดวันอังคาร การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto Shiyakusho-mae ทางออก 3 Location: https://maps.app.goo.gl/ELAJz5oiRwxLMdua7 Arts & Science ร้านเสื้อผ้าอาร์ทๆและมินิมอลสุดๆ ร้านนี้อยู่คู่กันกับร้าน HIN อย่างคู่ควร เวลาเปิดปิด: 11:00–19:00 ปิดวันอังคาร การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto Shiyakusho-mae ทางออก 3 Location: https://maps.app.goo.gl/oiJ4GBShp8Mhm6Cx7 NORDISK CAMP SUPPLY STORE KYOTO ใครสายแคมปิ้งเอาท์ดอร์ต้องแวะมาร้านนี้ครับ มีของให้เลือกช้อปเยอะมาก หลากหลายแบรนด์ เวลาเปิดปิด: 11:30–20:00 ปิดวันจันทร์ การเดินทาง: ลงสถานี Karasuma ทางออก 21 Location: https://maps.app.goo.gl/PuL3zDEnuLuNNb7C7 Comme des Garcons Kyoto แฟนๆกอมเซฟไว้เลย สาขานี้อาจจะต้องออกมาจากย่านหลักๆของเมืองเกียวโตหน่อย แต่คุ้มค่าครับเพราะนักท่องเที่ยวน้อย และยังมีของให้เลือกช้อปเพียบ เวลาเปิดปิด: 11:30–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto Shiyakusho-mae Location: https://maps.app.goo.gl/f6mnBPK8RbdQwq3y7 To See ร้านกาแฟและของกระจุกกระจิกเล็กๆที่ซ่อนตัวอยู่ในย่านเงียบๆ มีกาแฟดริปเสิร์ฟแกล้มกับจิตวิญญาณมินิมอลแบบเกียวโตแบบเต็มโดส เวลาเปิดปิด: 11:00–19:00 ปิดวันอังคาร การเดินทาง: ลงสถานี Marutamachi ทางออก 6 Location: https://maps.app.goo.gl/rwFguRmQELsQ38q69 koé donuts kyoto ร้านโดนัทอร่อยๆที่มาพร้อมกับแบรนด์ดิ้งสุดคิ้วท์ เวลาเปิดปิด: 9:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto-Kawaramachi Location: https://maps.app.goo.gl/BFdttCHh4sxaKfJP9 Starbucks Coffee Kyoto Bal ที่นี่เป็นหนึ่งใสสตาร์บัคส์สาขาที่อาร์ทที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมาเลยครับ ถ้าไม่เหลือบไปเห็นนางเงือกสองหางก็นึกว่านั่งจิบกาแฟอยู่ในแกลอรี่ยังไงยังงั้น เวลาเปิดปิด: Kyoto-Kawaramachi การเดินทาง: ลงสถานี 11:00–20:00 Location: https://maps.app.goo.gl/1BjQodR5XAr5QYJ96 School Bus Coffee Stop ร้านกาแฟคอนเซ็ปต์คิ้วๆท์ ในเกียวโต Vibe ดีมากครับ ทั้งตัวร้าน การตกแต่ง การบริการของพนักงานจนไปถึงลูกค้าที่มาใช้บริการ แค่นั่งหลับตาฟังเสียง Ambience ก็รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก เวลาเปิดปิด: 9:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kyoto Shiyakusho-mae Location: https://maps.app.goo.gl/W5jdAAyDywokC1uPA Blue Bottle Coffee Kyoto Cafe Blue Bottle Coffee สาขานี้เป็นหนึ่งในสาขาที่มีเสน่ห์ที่สุดที่เราเคยไปมาครับ อยู่ไม่ไกลจากวัด Nanzen-ji ดัดแปลงมาจากสถาปัตยกรรมบ้านไม้ญี่ปุ่นแบบโบราณ ย่านนี้เป็นอีกจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีหรือซากุระบานที่มีชื่อเสียงอีกแห่งของเกียวโต เพราะมีทางรถรางโบราณที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว โดยสองข้างทางถูกขนาบไปด้วยต้นซากุระสวยงามมากครับ เวลาเปิดปิด: 9:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Keage Location: https://maps.app.goo.gl/Bp6dG6apfor3V5if6

  • SOHO HOUSE BANGKOK โซโหเฮ้าส์ กรุงเทพฯ บ้านใหม่สายครีเอทีฟแห่งที่ 3 ในเอเชีย

    SOHO HOUSE BANGKOK บ้านใหม่สายครีเอทีฟแห่งที่ 3 ในเอเชีย Soho House คือคลับเฮ้าส์แสนเก๋สำหรับชาวครีเอทีฟสายตรงสุด Exclusive ที่เปิดต้อนรับเฉพาะสมาชิกและเพื่อนของสมาชิกเท่านั้น ก่อตั้งในปี 1995 โดยคุณ Nick Jones ที่ Soho ลอนดอน ปัจจุบันได้ขยายออกไปเป็นกว่า 40 เฮ้าส์ทั่วโลก และมี Properties ที่กำลังต่อคิวเปิดตัวอีกหลายแห่ง โดยในวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ก็เป็นคิวกรุงเทพมหานครฯของเราซึ่งนับเป็น Soho House แห่งที่ 3 ในเอเชีย ถัดจากมุมไบและฮ่องกง และด้วยนโยบาย No Photo หลังจากเปิดให้บริการ ทำให้วันนี้เป็นโอกาสพิเศษจริงๆที่เพื่อนๆชาว #Hopsters ที่จะได้เห็นแทบทุกซอกมุมของ Soho House Bangkok ก่อนใคร ไปดูกันเลยครับ Soho House Bangkok นั้นตั้งอยู่ในอาคารสไตล์ไทยประยุกต์ 3 ชั้นในซอยสุขุมวิท 31 เดิมเคยเป็นโรงแรม The Eugenia ก่อนที่ทีมออกแบบ In-House ของ Soho House จะบินตรงมาดูแลรายละเอียดทุกอย่างด้วยตัวเองตั้งแต่การดีไซน์ เสาะหาวัสดุ ไปจนถึงงานก่อสร้างเพื่อความครบในตัวตนของแบรนด์ที่เปี่ยมไปด้วยรสนิยม เควิร์กกี้แต่ก็อบอุ่น สวยเนี้ยบแต่กลับไม่ทำให้เกร็ง เรามาเริ่มต้นกันที่ล่างกันนะครับ งานดีไซน์ต่างๆนั้นมีแรงสั่นนุ่มๆแต่หนักแน่นให้เราสัมผัสตั้งแต่นาทีที่ก้าวเท้าเข้ามาที่ Reception ชั้นล่างนี้จะประกอบไปด้วยบาร์ เลานจ์ และสระน้ำที่สวยทุกห้องทุกมุมจริงๆ สมาชิกสามารถสั่งดริ้งค์มานั่งจิบระหว่างพักผ่อน ทำงาน หรือสร้างคอนเน็คชั่นใหม่ๆกับชาวครีเอทีฟที่มีรสนิยมคล้ายๆกันได้ งานผ้าไหมส่วนมากทั้งที่เป็นม่านและเป็นแผ่นบุผนังนั้นเป็นของ Jim Thompson ที่สั่งทำพิเศษให้เฉพาะที่นี่เท่านั้น ส่วนงานอาร์ทที่ทีมเลือกมาประดับนั้นล้วนเป็นงานของศิลปินชาวไทย เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นเป็นงานของ Soho House โดยเฉพาะซึ่งมีขายอยู่ในร้าน Soho Home ร้านเฟอร์นิเจอร์ของแบรนด์ด้วย ชั้นสองเป็นโซนห้องอาหารที่มีการนำเข้าอุปกรณ์ Cutlery และแก้วคริสตัลที่ใช้ในการเสิร์ฟเครื่องดื่มมาจาก Soho House ที่อังกฤษโดยตรงเลย นอกจากนี้ยังมีเมนูของ Soho House ที่เหมือนกันทั่วโลก ควบคู่ไปกับเมนูเฉพาะของคลับเฮ้าส์ฝั่งกรุงเทพฯด้วย รายละเอียดของงานดีไซน์บนชั้น 2 นี้สวยงามและเนี้ยบไม่แพ้ชั้นล่าง เพิ่มเติมคือมีการนำงานหินอ่อนแผ่นใหญ่ (ลายสวยมากกกก) และงานสลักไม้บุผนังที่ต้องใช้ฝีมือช่างเฉพาะทางมาใช้ประดับด้วย นอกจากนี้บนชั้น 2 ยังมีโซนระเบียงเอ้าท์ดอร์ และห้องประชุมขนาดกระทัดรัดแต่หรูหราเอาเรื่องสำหรับให้สมาชิกจองเพื่อใช้งานด้วย ชั้นบนสุดเป็นห้องจัดงาน Event ที่สามารถปรับเปลี่ยนอารมณ์ให้เหมาะทั้งงานกลางวันและกลางคืนได้ ในช่วงที่เราเข้าไปห้องนี้ถูกจัดไว้ให้มีลักษณะเหมือน Music Lounge มีเวทีเล็กๆเหมาะกับการทำการแสดงดนตรีหรือ Stand-Up Comedy แบบ Exclusive ได้ด้วยครับ ปกติแล้ว Soho House ในแต่ละที่ก็จะมี Facilities ที่ต่างกันไปตามลักษณะของ Space บางแห่งเป็นฟาร์ม บางแห่งเป็นโรงแรม บางแห่งก็มีสปา และโคเวิร์คกิ้งสเปซ สำหรับที่กรุงเทพนั้นมีลักษณะเหมือนเป็นจุดนัดพบของชาวครีเอทีฟที่สมาชิกสามารถเข้ามาใช้พื้นที่และชวนเพื่อนๆมาได้อีก 3 คน หรือหากสมาชิกต่อการเชื่อมต่อกับคนในวงการสร้างสรรค์ที่สาขาอื่นๆในโลกก็ให้ทาง Soho House ช่วยประสานงานให้ได้ด้วยนะครับ สำหรับชาว #Hopsters ที่สนใจสมัครสมาชิกสามารถดูรายละเอียดได้ทางหน้าเวป https://www.sohohouse.com/thailand/ นะครับ #LetsHoparound #Bangkok #SohoHouse #SohoHouseBangkok www.hoparound.co

  • The Tubkaak Krabi Boutique Resort ตื่นตาทะเลใต้ สุขสบายสไตล์บูทีค

    The Tubkaak Krabi Boutique Resort ตื่นตาทะเลใต้ สุขสบายสไตล์บูทีค คงไม่มีใครที่ได้เห็นหาดทับแขกครั้งแรกแล้วไม่รู้สึกว้าว วิวหมู่เกาะห้องน้อยใหญ่ทั้ง 13 เกาะนั้นเรียงรายแบบสวยสับมหัศจรรย์ราวกับถูกพระเจ้าจงใจจัดวาง และ ณ กลางหาดนี้เองก็เป็นที่ตั้งของ “เดอะ ทับแขก กระบี่ บูทีค รีสอร์ท” ที่เพิ่งกลายเป็นที่รู้จักในกลุ่มคนไทยได้ไม่นานแม้จะเปิดให้บริการมาเกือบ 20 ปีแล้ว เพราะก่อนหน้านี้มักจะมีแต่กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติที่รู้จักและอยากจะมาใช้บริการ อาจจะเพราะรีสอร์ทแห่งนี้ติดลิสต์ในหนังสือขายดีอันดับ 1 แห่ง New York Times “1,000 Places To See Before You Die” ที่เขียนโดย Patricia Schultz วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไปสำรวจความดีงามของรีสอร์ทบูทีคแห่งนี้กันครับ The Arrival สายฝนโปรยปรายลงมาพอให้ชุ่มฉ่ำต้อนรับเราสู่สนามบินกระบี่ พี่คนขับรถของโรงแรมมาชูป้ายรอรับเราอยู่ด้านนอกแล้ว พอเอาสัมภาระขึ้นรถเสร็จพี่คนขับก็เสิร์ฟขนมครอฟเฟิ่ลกับน้ำส้มคั้นสดให้เราเพลิดเพลินในช่วง 45 นาทีระหว่างเดินทางไปยังรีสอร์ท เมื่อมาถึงสิ่งที่เราสังเกตเห็นเป็นอย่างแรกก็คือสถาปัตยกรรมที่แปลกตาเพราะมีการผสานแรงบันดาลใจจากเรือกอและกับเรือนาคาเข้าไปในงานออกแบบด้วย โดยอาคารต่างๆนั้นปลูกสร้างแซมอยู่ในความเขียวขจีของต้นไม้ที่แทบจะไม่ได้ถูกตัดออกไปเลย เพราะเป็นความตั้งใจของทางรีสอร์ทที่จะเก็บรักษาต้นไม้ดั้งเดิมไว้ทั้งหมด ล็อบบี้ของรีสอร์ทดูอบอุ่นเรียบง่ายด้วยงานไม้ซึ่งเปิดโล่งรับอากาศธรรมชาติที่ไหวเวียนจากรอบด้าน ขั้นตอนการเช็คอินเป็นไปอย่างราบรื่น มีน้ำมะตูมสดชื่นเสิร์ฟให้เป็น Welcome Drink และเนื่องจากเรามาถึงก่อนเวลา วิลล่าริมหาดของเราจึงยังไม่พร้อม พนักงานต้อนรับจึงเสนอพาทัวร์รีสอร์ท และให้ห้อง Deluxe เป็นห้องสำรองให้เราพักผ่อนไปพลางๆก่อน The Concept เดอะ ทับแขกฯเปิดให้บริการมาตั้งแต่พ.ศ. 2546 ก่อตั้งโดยคุณวิภาวรรณ เหล่าธนาสิน นักธุรกิจหญิงคนเก่งที่สร้างตัวขึ้นด้วยตัวเอง ด้วยทำเลที่ Boutique Resort แห่งนี้นั้นถูกโอบกอดไปด้วยภูเขาและทะเล ที่นี่จึงโดดเด่นในเรื่องความงดงามของธรรมชาติอันสมบูรณ์ ที่เราเซอร์ไพร้ซ์ก็คือน้ำที่ใช้ในรีสอร์ททั้งหมดนั้นมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติบนเขาหางนาค (หรือบางคนเรียกเขาหงอนนาค) ที่บนยอดเขาหางนาคนั้นมีตาน้ำที่ว่ากันว่าเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์โดยเชื่อว่าเป็นน้ำตานาค คงเดากันได้ไม่ยากว่าบริเวณนี้นั้นมีความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคน้ำเค็มมานมนาน และบริเวณที่รีสอร์ทตั้งอยู่ก็ได้ชื่อว่าตั้งอยู่ในเขตส่วนท้องของพญานาค เพราะใกล้ๆกับตัวรีสอร์ทก็มีตาน้ำที่น่าพิศวงอยู่อีกแห่งซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า “สะดือนาค” อยู่ด้วย เดอะ ทับแขก จึงเป็นรีสอร์ทที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างมาก เพราะเป็นจุดสมดุลของงานบริการที่ยอดเยี่ยม ธรรมชาติที่สมบูรณ์ไม่เหมือนใคร งานสถาปัตยกรรมที่ได้แรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมท้องถิ่น ไปจนถึงความเชื่อในตำนานชาวบ้าน และทั้งหมดก็ถูกห่อหุ้มอยู่ในบรรยากาศที่แสนผ่อนคลาย Our Room บนที่ดินอันกว้างขวางของเดอะ ทับแขกฯนั้นมีห้องพักเพียง 59 ห้องเท่านั้น ทุกอาคารสร้างขึ้นโดยการเลี่ยงการตัดต้นไม้ทั้งหมด แม้ตัวรีสอร์ทจะมีอายุเกือบ 20 ปีแล้ว (เปิดให้บริการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2546) แต่ก็มีการปรับปรุงบำรุงรักษากันอยู่ตลอด ก่อนจะไปดูห้อง Ocean View Pool Villa ของเรา เราขอพาเพื่อนๆแวะไปชมห้อง Deluxe ที่ทางโรงแรมจัดเป็นห้องสำรองให้เรากันก่อนดีกว่าครับ เผื่อเพื่อนๆจะสนใจจองห้อง Type นี้กัน ไปดูรูปกันเลย ห้อง Deluxe ที่ทางรีสอร์ทจัดมารับรองเราอยู่ชั้น 2 และได้วิวสระว่ายน้ำ ขนาดห้องกำลังดีครับ มี Outdoor Shower และ Outdoor Bathtub ให้ด้วยนะครับ Ocean View Pool Villa ถึงตาห้องจริงๆของเราแล้วครับ นี่คือห้อง Ocean View Pool Villa ที่อยู่ติดหาดเลย ทางเข้าอยู่ด้านข้างนะครับ แต่จะพาเพื่อนๆชมจากทางด้านหน้าซึ่งมีสระส่วนตัวที่เห็นวิวทะเลไปด้วย สามารถเดินทะลุด้านข้างวิลล่าเพื่อไปโซนล้างตัวด้านหลังได้ง่ายๆเลยครับ ถัดเข้ามาเป็นห้องนอน โต๊ะทำงาน มินิบาร์ มีเครื่อง Nespresso ให้ด้วยแล้วก็มีทีวีพร้อม Netflix (ที่เราไม่ได้เปิดดูเลย ฮ่าๆ) ส่วนลำโพงบลูทูธของ Bose ก็เสียงกระหึ่มดีมากครับ ถัดเข้ามาอีกเป็น Dressing Area ที่กว้างกำลังดี จากนั้นก็เป็นห้องน้ำที่จัดโซนได้ลงตัว มีอ่างล้างหน้าแยก 2 ฝั่ง มีห้อง Toilet ที่ปิดประตูเพื่อความเป็นส่วนตัวได้ มี Shower ให้ทั้งในห้องและด้านนอก (สำหรับล้างตัวหลังเล่นสระหรือทะเลก่อนเข้ามาในห้อง) และสุดท้ายก็คืออ่างอาบน้ำสีดำสำหรับแช่ตัวกลางแจ้งที่น่าจะเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของห้องเลย เราชอบตรงที่ถ้าเปิดประตูกั้น พื้นที่ทั้งหมดก็จะถูกเชื่อมให้เป็นหนึ่งเดียวตั้งแต่สระว่ายน้ำหน้าวิลล่าไปจนถึงอ่างอาบน้ำด้านหลังเลยครับ The Arundina ห้องอาหารไทยแบบ All-Day Dining ของเดอะ ทับแขกฯนั้นมีชื่อว่า The Arundina ซึ่งอยู่หน้าหาด อาหารทุกมื้อจะเสิร์ฟที่นี่ตั้งแต่มื้อเช้า กลางวัน และค่ำ รวมถึงเครื่องดื่มระหว่างวันด้วย (น้ำมะม่วงเบาปั่นนั้นเด็ดนักแล) ที่นี่จึงเป็นจุดศูนย์รวมความมีชีวิตชีวาของรีสอร์ทไปโดยปริยายซึ่งเราชอบในความสะดวก เรียบง่ายแบบนี้ และการที่ได้แวะมาบ่อยๆก็ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับ The Arundina มากกว่าห้องอาหารของรีสอร์ททั่วไป เมนูอาหารของ The Arundina นั้นทั้งเมนูที่เชฟของรีสอร์ทรังสรรค์ขึ้น และมีเมนูพิเศษที่ออกแบบโดยเชฟ David Thompson เชฟอาหารไทยคนแรกที่ได้รับดาวมิชลินซึ่งทำให้ร้านดูมีความน่าสนใจขึ้นมากและรสชาติก็ดีสมรางวัล แต่ในความเห็นของเรา เรากลับรู้สึกชอบอาหารเมนูพื้นบ้านฝีมือเชฟของรีสอร์ทมากกว่าเสียอีกแฮะ ข้อดีมากๆอย่างหนึ่งของที่นี่ก็คือวัตถุดิบหลายๆอย่างโดยเฉพาะพืชผัก ทางรีสอร์ทปลูกเองแทบทั้งหมดเลย จึงมั่นใจได้ในเรื่องของความสดและความปลอดสารพิษ The Beach อยากลงหาดแล้วล่ะครับ แต่เราลืมพกครีมกันแดดทาตัวมาด้วย เลยจะแวะเข้าไปดูที่ L’Artisan Gift Shop กันซักนิด และก็ได้ Kakadu Plum Sunscreen จาก We Are Feel Good Inc. ของออสเตรเลียมาขวดนึง กลิ่นหอมธรรมชาติอ่อนๆถูกใจมากเลยครับ จริงๆแค่เดินเล่นดูวิวที่สวยมหัศจรรย์ของหาดทับแขกก็เพลินมากๆแล้ว และด้วยน้ำที่ค่อนข้างนิ่ง (เพราะมีหมู่เกาะห้องคอยบังลมให้) ทำให้เราสามารถลงเล่นน้ำได้อย่างสบายใจ ใครอยากทำกิจกรรมก็มี Paddle Board และเรือ Kayak แบบใสเอาไว้ให้บริการฟรีพร้อมเจ้าหน้าที่ช่วยดูแลด้วย ถ้าอยากอาบแดดก็จับจองเตียงริมหาดกันได้ตามสบายเลย Sunset Picnic On The Beach หาดทับแขกนั้นหันไปทางทิศตะวันตก หมายความว่าตอนเย็นๆแสงตะวันตอนตกน้ำนั้นจะสวยเป็นพิเศษ และทางรีสอร์ทก็มีบริการพิเศษจัดเป็นซุ้มปิ๊กนิกบนหาดที่เราสามารถอิ่มเอมไปกับของว่างอร่อยๆและวิวสวยๆได้พร้อมๆกัน และที่นี่ไม่ได้มาเล่นๆนะครับ แต่เค้าจัดเต็มมีเทียนและคบเพลิงปักรอบซุ้มผ้าซีทรูสีขาวที่โบกพลิ้วไปตามลม ใครสนใจเซ็ตนี้สอบถามเพิ่มเติมกับทางรีสอร์ทได้โดยตรงเลยครับ Romantic Dinner เราจองดินเนอร์อาหารไทยบนหาดต่อกันเลยครับ และทางรีสอร์ทก็จัดโต๊ะและประดับไฟไว้ให้อย่างสวยงามที่ใต้ต้นไม้ แต่บังเอิญวันนี้ฟ้าฝนไม่ค่อยเป็นใจ ทำให้เราต้องย้ายขึ้นไปรับประทานดินเนอร์กันบนดาดฟ้าชั้นสองของ The Arundina และการประดับไฟต่างๆไม่ได้น้อยไปกว่าที่หาดเลยครับ เราได้ทั้งดาดฟ้าเป็นของเรา และบังเอิญวันนี้มีวงดนตรีมาเล่นสดอยู่ด้านล่างพอดี เสียงเพลงที่ลอยขึ้นมาวอลลุ่มกำลังดีเลยครับ ส่วนอาหารเป็นผลงานที่รังสรรค์โดยเชฟอาหารไทยดาวมิชลินอย่าง David Thompson หน้ากินขนาดไหนให้รูปเล่าเรื่องก็แล้วกันครับ เริ่มตั้งแต่ไข่พะโล้ แกงส้มกะพงออดิบ กุ้งลายเสือย่างกับน้ำบูดู ผัดสามเหม็น อร่อยมากครับ โดยเฉพาะสาคูราดกะทิของหวานที่อร่อยนุ่มลิ้นดีเหลือเกิน แต่สิ่งที่เราขอชื่นชมยิ่งกว่าอาหารก็คือบริการที่ใส่ใจสุดๆจากคุณหนานที่คอยเทคแคร์เราตลอดมื้อ ขอปรบมือรัวๆครับ Back To Our Villa อิ่มหนำสำราญแล้ว ฝนก็หยุดแล้วเช่นกัน เราก็เดินกลับวิลล่ามาพบกับห้องที่ Turn Down เรียบร้อย เราไม่รีรอที่จะเปิดน้ำเติมลงอ่างกลางแจ้งเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศให้เต็มที่ เผื่อพรุ่งนี้ฝนตกจะได้ไม่ขาดทุน แต่ก็แช่นานมากไม่ได้ครับ เพราะพรุ่งนี้เช้าเรามีจองเรือไปเที่ยวหมู่เกาะห้องกันด้วย ต้องรีบนอนเอาแรงไว้ก่อน งั้นคืนนี้กู้ดไน้ท์เลยละกันครับ Breakfast อรุณสวัสดิ์จาก The Arundina ครับ เช้านี้เรามาตุนพลังก่อนไปเที่ยวเกาะด้วยบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าที่หลากหลาย และอร่อยง่ายๆไม่ซับซ้อน ซึ่งบางรายการก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆในแต่ละวัน เมนูเด็ดที่เห็นสั่งกันแทบทุกโต๊ะก็คือโรตีกรอบนอกนุ่มใน จะใส่ไข่ด้วยก็สั่งได้เลยครับ จุดเด่นอีกอย่างของ The Arundina ทีมเชฟของทางรีสอร์ทพยายามที่จะทำเองแทบจะทุกอย่าง ตั้งแต่การปลูกผักผลไม้ กวนแยม แป้งโรตี ไปจนถึงเบเกอรี่หลายรายการในบุฟเฟ่ต์ คุณหนานคนเดิมจองโต๊ะริมหาดไว้ให้เราเลย ขอบคุณอีกครั้งนะครับ Island Excursion ได้เวลาไปเที่ยวเกาะกันแล้วครับ หมู่เกาะห้องประกอบไปด้วย 13 เกาะย่อยๆ แต่วันนี้เราจะแวะไป 4 จุดครับ น่าจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 4 ชั่วโมง เราเห็นคุณหนานเตรียมเนื้อเค็มกับข้าวผัดปูที่เราสั่งเอาไว้เป็นเซ็ตปิ๊กนิกบนเรือ พร้อมกับเครื่องดื่มและผ้าเช็ดตัวไปรอเราไว้เรียบร้อย เมื่อพร้อมแล้วพี่กัปตันคนเก่งของเราก็ออกเรือ นั่งตากลม-นอนอาบแดดเพลินๆพร้อมหามุมถ่ายรูปกันยังไม่ทันไร รู้ตัวอีกทีก็มาถึงสต็อปแรกกันแล้ว นั่นก็คือจุดชมวิว 360 องศาหนึ่งเดียวแห่งทะเลอันดามันที่เพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นานครับ Hong Island View Point การที่จะไปถึงจุดชมวิวนั้นต้องออกแรงกันเยอะหน่อย แนะนำให้เตรียมรองเท้าที่ใส่กระชับเดินสะดวก พกหมวกและน้ำดื่มติดมาด้วย จากท่าเทียบเรือเราต้องเดินเลาะหาดเพื่อไปขึ้นบันได 419 ขั้นที่ไต่ลัดเลาะขึ้นไปตามผาหิน เราเองก็หอบแฮ่กๆอยู่เป็นระยะ และเสื้อก็เปียกปอนไปด้วยเหงื่อ โชคดีที่กินเบรคฟัสต์ตุนพลังมาดี วิวข้างบนก็จะสวยงามประมาณนี้ครับ ใครที่เป็นสาย Snorkel ที่เกาะห้องก็มีปลาและปะการังสวยๆให้ดำดูเยอะอยู่นะครับ แต่เราไม่ได้เตรียมตัวมาก็เลยขอไปลงเล่นน้ำที่เกาะห้องลากูนแทนก็แล้วกัน ตัวลากูนนั้นเป็นอ่าวปิดที่มีทางเข้าเปิดอยู่แคบๆทำให้มีลักษณะเหมือนห้องขนาดใหญ่ที่น้ำนิ่งและตื้น พี่กัปตันเล่าว่าบางช่วงน้ำลงตรงนี้ก็จะแห้งเหือดไปเลย แต่วันนี้มีน้ำ เราจึงได้ลงเล่นกันพอสนุกสนานกันพักใหญ่ พอขึ้นมาบนเรือก็พบกับเซอร์ไพร้ซ์จากพี่กัปตันเป็นแตงโมหั่นเรียงเป็นรูปเต่าน่ารักมากครับ 5555 จากนั้นพี่กัปตันก็จอดเรือที่ทางออกลากูนเพื่อให้เราได้กินอาหารว่างที่ทางรีสอร์ทจัดเตรียมไว้ให้ Koh Lao Lading จุดหมายต่อไปก็คือเกาะลาดิง ซึ่งเป็นเกาะที่พักของกลุ่มสัมปทานรังนก ที่นี่ทรายขาวน้ำสวยใสน่าลงเล่น เราก็เลยต้องจัดซักหน่อยครับ แต่พอเรือลำอื่นเริ่มพานักท่องเที่ยวมาเยอะ เราก็เลยหลบไปจุดสต็อปสุดท้ายของวันนี้กันดีกว่า ก็คือเกาะผักเบี้ยนั่นเอง เกาะผักเบี้ย เกาะผักเบี้ยเป็นเกาะเล็กๆที่มีทะเลแหวกขนาดมินิให้เราได้ถ่ายรูปกัน และยังมีหินทรงแปลกที่โดนน้ำกัดเซาะจนเป็นเหมือนอุโมงค์ เราถ่ายรูป และเล่นกับฝุงปลาตัวน้อยๆที่ริมหาดกันพักใหญ่ ก็รู้สึกเต็มอิ่มกับเกาะห้องแล้ว จึงขอให้พี่กัปตันช่วยพากลับไปกินมื้อเที่ยงที่รีสอร์ท Lunch มื้อเที่ยงของเราวันนี้เป็นขนมจีน น้ำยาปูและแกงไตปลา เสิร์ฟพร้อมกับส้มตำ ไก่ทอด ไข่ต้มและผักแนมชุดใหญ่ ขนมจีนว่าอร่อย เนื้อปูหวานๆแน่นๆแล้ว ส้มตำไก่ทอดก็รสชาติดีได้ใจเราไปไม่แพ้กันเลย ตบท้ายด้วยไอศกรีมทุเรียนที่เข้มข้นเหมือนเอาเนื้อทุเรียนทั้งชิ้นไปแช่แข็งมาให้เรากิน L’Escape Spa บ่ายนี้เรามีนัดที่ L’Escape Spa ที่เราเห็นโดดเด่นมาตั้งแต่ตอนเช็คอิน เพราะอาคารปล่องทรงหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่ดูน่าพิศวง และวันนี้เราจะไปนวดไทยในนั้นกันครับ ต้องบอกว่าบรรยากาศด้านในนั้นสว่างกว่าที่คิดและให้ความรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก และพี่ๆ Therapist ก็นวดดีกันมากเลยครับ และราคาก็โอเคด้วย ใครมีโอกาสเข้าพักที่นี่ เราแนะนำให้มาลองนวดที่ L’Escape Spa กันนะครับ Let’s Go Biking จริงๆแล้วที่เดอะ ทับแขกฯนั้นมีกิจกรรมให้ทำเยอะมากเลยครับ ทั้งไปเกาะ เดินป่า ต่อยมวย โยคะ ทำอาหาร ฯลฯ แต่ตอนนี้เราขอไปปั่นจักรยานเพลินๆก็แล้วกันครับ ไม่ไกลจากรีสอร์ทเป็นอุทยานแห่งชาติเขาหงอนนาคซึ่งเราสามารถขี่จักรยานเข้าไปได้จนถึงที่จอดรถ ปกติแล้วถ้าใครจะไปต่อก็ต้องซื้อตั๋วและเดินป่าเข้าไป แต่เราขี่เข้ามาชมความร่มรื่นถึงแค่ทางเข้าเฉยๆแล้วก็ปั่นกลับออกไปทางชุมชน เส้นทางขี่ง่ายไม่อันตรายแต่ก็ต้องระมัดระวังนะครับ เพราะบางช่วงอาจมีเนินและทางโค้ง รวมถึงบางจังหวะรถอาจจะเยอะสักหน่อย Afternoon Tea ช่วงบ่ายๆใครเกิดหิวขึ้นมา ก็บอกให้ทางรีสอร์ทจัดเซ็ตน้ำชายามบ่ายมาจุบจิบกันได้ครับ ที่เดอะ ทับแขกฯจะเสิร์ฟของว่างสไตล์ไทยกับผลไม้ ยกเว้นขนมครอฟเฟิ่ลซิกเนเจอร์ที่จะออกแนวฝรั่งเล็กน้อย สิ่งที่เราประทับใจยิ่งกว่าตัว Afternoon Tea ก็คือการบริการของพี่นะ พนักงานอาวุโสของทางรีสอร์ทที่ดูแลเอาใจใส่ราวกับญาติเลยครับ พอดีเรามีอุบัติเหตุเล็กน้อยทำให้ได้แผลมาก่อนหน้านั้น เมื่อพี่นะทราบก็จัดทั้งยา ผ้าพันแผล และน้ำแข็งมาประคบให้ ต้องบอกว่าเราซาบซึ้งและประทับใจมากจริงๆครับ Other Facilities นอกจากห้องพักที่สุขสบายแล้ว ที่นี่ยังมีพื้นที่อื่นๆไว้ให้บริการอีกหลายจุดเลยครับ ตั้งแต่สระว่ายน้ำหลัก ศาลาพักร้อน ร้านขายของฝาก ห้องประชุม ห้องสมุด และมียิมให้เราได้ออกกำลังกายกันด้วย ไปชมมุมอื่นๆของรีสอร์ทกันครับ Italian Dinner On The Beach ในที่สุดเย็นนี้ท้องฟ้าก็เริ่มเปิด เราจึงขอให้ทางรีสอร์ทจัด Dinner On The Beach อีกสักครั้ง คราวนี้เป็นอาหาร Italian จาก Di Mare ห้องอาหารอีกแห่งของทางรีสอร์ท ซึ่งเราแอบโดนกระซิบจากกูรูอาหารท่านหนึ่งมาว่าอาหารอิตาเลียนของที่นี่นั้นดีงามมาก ก่อนกลับก็เลยต้องจัดให้ได้ครับ ต้องบอกว่าทั้งอาหารและบรรยากาศยอดเยี่ยมมากๆ เมนูของ Di Mare นั้นเสิร์ฟอาหารอิตาเลียนที่เรียบง่ายสไตล์ Trattoria แต่ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบคุณภาพทั้งจากทะเลอันดามันที่อยู่ตรงหน้า และจากสวนผักของรีสอร์ทเอง ทำให้รสชาติดีงามทุกจานเลยครับ ตั้งแต่ Appetizer สลัด ปลา พาสต้า พิซซ่า และรีซ็อตโต้ทรัฟเฟิ่ลกุ้งลายเสือที่เราชอบมากเป็นพิเศษ ยิ่งได้ทะเลและท้องฟ้าหลากสีเป็นฉากหลัง ยิ่งทำให้มื้อนี้น่าจดจำยิ่งขึ้นไปอีก Wrapping Up Our Stay ก่อนเข้าพัก สิ่งที่เราได้ยินมาเกี่ยวกับเดอะ ทับแขก กระบี่ บูทีค รีสอร์ท ก็คือวิวทะเลแสนสวยและอาหารเลิศรส แต่พอได้มาเยือน เรากลับรู้สึกถึงเสน่ห์ที่ล้ำลึกยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความขลังของตำนานพญานาคน้ำเค็ม ความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ไปจนถึงความใส่ใจในเรื่องเล็กๆน้อยๆของทีมงาน ตั้งแต่เรื่องการปลูกพืชผักผลไม้ และทำ Condiments หลายๆอย่างขึ้นมาเอง จนกระทั่งการบริการที่จริงใจเกินความคาดหมาย ทำให้เรารู้สึกประทับใจในการเข้าพักในครั้งนี้และอยากจะกลับมาอีกครั้งเมื่อมีโอกาส หากเพื่อนๆกำลังมองหาที่พักคุณภาพดีในบรรยากาศสบายๆที่ใกล้ชิดธรรมชาติทั้งภูเขาและทะเลที่งดงามระดับโลก เดอะ ทับแขกฯก็น่าจะตอบโจทย์นั้นได้ไม่ยากเลยครับ #LetsHoparound #TheTubkaakKrabi #Krabi

  • The Standard Bangkok Mahanakorn ดีไซน์สนุกสุดฮิป ณ แฟล็กชิปแห่งเอเชีย โรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด กรุงเทพ

    The Standard Bangkok Mahanakorn ดีไซน์สนุกสุดฮิป ณ แฟล็กชิปแห่งเอเชีย โรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด กรุงเทพ ที่อเมริกาไม่มีข้าวผัดอเมริกันฉันใด ที่ The Standard ก็ไม่มีอะไรที่เป็น Standard ฉันนั้น ในปี 1999 กลุ่มนักลงทุนที่มีดารา Hollywood อย่าง Leonardo DiCaprio และ Cameron Diaz รวมอยู่ด้วย ได้ให้กำเนิดแบรนด์โรงแรมแนวคิดใหม่ขึ้นที่ทั้งเท่ วัยรุ่น และสนุกบน Sunset Strip แห่งมหานคร Los Angeles แทคไลน์ “Anything But Standard” นั้นนำรสชาติแปลกใหม่ที่เปรี้ยวซ่าสดชื่นมาให้กับแวดวงการโรงแรมที่มักจะเน้นความนิ่งสงบ แม้โรงแรมแห่งแรกนี้ต้องปิดตัวลงไปในช่วงโควิดที่ผ่านมา แต่ DNA กลับหัวของ The Standard ก็ได้ถูกส่งต่อไปยังภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ล่าสุดก็มาถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย และไม่ได้มาเล่นๆนะครับ เพราะ The Standard Bangkok Mahanakorn นี้ถูกวางให้เป็น Flagship Property ของแบรนด์ในเอเชียเลยทีเดียว อย่าเสียเวลาดีกว่า เรามา #Hop ไปดูพร้อมๆกันเลย! The Overview จากชื่อก็เดาได้ไม่ยากว่าโรงแรมแสนเก๋แห่งนี้นั้นตั้งอยู่บนตึกมหานคร ตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทย (ณ เวลาที่เราเขียน) โดยเพิ่งเปิดตัวอุ่นๆจากเตาไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้เอง และเพียงชั่วพริบตาทุกสายตาก็จับจ้องมาที่โรงแรมขนาด 155 ห้องพักแห่งนี้จนกลายเป็นหนึ่งในโรงแรมที่มีคนพูดถึงมากที่สุดในทันที แน่นอนว่าวิวสวยจากมุมสูงนั้นกลายเป็นแต้มต่อของโรงแรมแห่งนี้แบบไม่ต้องกลัวเป็นรองใคร ยิ่งถ้าเพื่อนๆได้ขึ้นไป Sky Beach บนชั้น 78 ดาดฟ้าของตึกนั้นก็พูดได้เต็มปากว่าเราได้มาอยู่บนจุดสูงสุดของกรุงเทพฯเรียบร้อยแล้ว แต่ที่ต้องยกความดีความชอบให้เป็นพิเศษก็คืองานออกแบบภายในโดยคุณ Jaime Hayon (ไฮเม่ ฮายอน) ศิลปินชาวสเปนผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุค เราดูออกแหละว่าคุณ Jaime นั้นสนุกอย่างมากกับการได้เล่นกับสีสันทรวดทรงและลวดลายแปลกตา ทุกซอกทุกมุมนั้นเต็มไปด้วยความอาร์ทจนแทบจะทำให้ตัวโรงแรมกลายเป็นงานอาร์ทชิ้นโตไปเสียเองด้วยเลย ประหนึ่งเป็นแดนเนรมิตส่วนตัวของคุณ Jaime ที่พาเราให้หลุดเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งโดยไม่ทันได้ตั้งตัว และผลงานของเขาก็มีฤทธิ์เป็นแม่เหล็กทรงพลังในยุคแห่งการ Snap รูปโดยไม่ต้องพยายามเพราะไม่ว่าจะหันไปมุมไหนก็ถ่ายรูปขึ้นไปหมด โดยแต่ละชั้นก็มีการใช้ Scheme สีที่ต่างกันออกไป ทำให้มู้ดของโรงแรมในมีความ Dynamic สูงมาก เช่นเดียวกับกรุงเทพฯที่เป็นเมืองแห่ง Contrast ในหลายมิติ The Arrival หลังจากเลี้ยวแว๊บเข้ามาจากถนนนราธิวาส เราก็เทียบจอดรถให้พอร์ทเตอร์ช่วยเอาของลงและฝากกุญแจรถให้พนักงาน Valet เอารถไปจอด สีเขียวชอุ่มของ Foyer ที่ชั้นล่างของตึกนั้นให้การต้อนรับเราอย่างชุ่มชื่นหัวใจพร้อมแง้มให้เห็นความสนุกเล็กๆของงานดีไซน์ผ่านเท็กซ์เจอร์ผนัง และรูปทรงต่างๆ โดยเฉพาะโคมไฟหวายขนาดใหญ่ที่ห้อยลงมาจากเพดานสูง The Shop ที่ด้านข้าง Counter พนักงานรับรถนั้นมี The Shop ร้านรวมของดีไซน์จริตแบรนด์ The Standard ทั้งจากศิลปินไทยและสินค้าของแบรนด์ The Standard เองซึ่งเราถูกใจอยู่หลายชิ้นจึงเสียเงินไปในที่สุด ฮ่าๆ แต่ชั้นล่างตรงนี้ยังไม่ใช่ Reception นะครับ ต้องกดลิฟท์ขึ้นไปชั้น 4 นู่นแน่ะ Reception ของโรงแรมใช้สีเหลืองเป็นหลักเพื่อสื่อถึงความเป็นกันเองที่สนุกสดใส ส่วนตัวงาน Interior Design นั้นก็ Chic ราวกับเด้งออกมาจาก Pinterest เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น Object อัน Element ทุกอย่างนั้นตะโกนคำว่า “Art” และ “Design” ออกมาไม่หยุด แม้แต่ชุดพนักงานในแผนกต่างๆก็ถูกดีไซน์มาให้กลับข้าง ไม่ว่าจะเอากระเป๋าหลังมาไว้ข้างหน้า หรือเอาสิ่งที่ควรอยู่ข้างล่างไปไว้ด้านบน ทำให้บรรยากาศดูซุกซนน่าหยิกมาก และช่วงที่เราเช็คอินนั้นใกล้วันแม่ จึงมีกิจกรรม Calligraphy เขียนการ์ดและมีคลาสจัดดอกไม้ จึงทำให้ บริเวณ Lobby ยิ่งคึกคักเป็นพิเศษ เราสะดุดตากับจอที่ด้านหลังของ Counter พนักงานต้อนรับซึ่งจัดแสดงผลงานดิจิตอลอาร์ทในรูปแบบวิดิโอในนาม “Heaven’s Gate” ของ Marco Brambilla สุดยอดศิลปินชาวอิตาเลียน ซึ่งพนักงานแจ้งว่าจะมีการสับเปลี่ยนการจัดแสดงงานอาร์ทในโรงแรมทุกๆไตรมาสเลยล่ะครับ Our Room ห้องพัก 155 ห้องของโรงแรมนั้นถูกแบ่งเป็น 8 Room Types ที่มีขนาดตั้งแต่ 29-144 ตร.ม. ห้องของเราหมายเลข 1507 อยู่ชั้น 15 เป็นห้อง Corner Double ขนาด 57 ตร.ม. (เลข 5 กะ 7 เยอะมาก งวดนี้เอาไงดี?) สามารถรับรองผู้ใหญ่ 2 คนกับเด็กอีก 2 คนได้ แต่เรามาแค่ 2 คนก็รู้สึกว่ากำลังพอดี อ่อ! ลืมบอกไปว่าที่นี่ Pet Friendly นะครับ สามารถพาน้องหมาน้องแมวมานอนได้ แต่เรื่องเงื่อนไขต่างๆต้องไปถามทางโรงแรมกันเอาเองอีกทีนะครับ การตกแต่งทางเดินชั้นห้องพักนั้นจะเป็นธีมสีแดงไม่ว่าจะเป็นแผง Wainscoting ที่กรุครึ่งล่างของผนังสองข้าง ประตูห้องพัก และพรมที่ทอเป็นลายเส้นดูเดิ้ลที่น่าจะวาดโดยคุณ Jaime Hayon เองเลย ให้อารมณ์ย้อนยุคแต่ก็แอบโมเดิร์นเหมือนฟีลหนังของ Wes Anderson ภายในห้องพักของเรานั้นก็สวยงามไม่ผิดคาด เต็มไปด้วยความโค้งมนตามสไตล์ของคุณ Jaime ไม่ว่าจะเป็นกรอบกระจก หัวเตียง กรอบประตูในห้องน้ำ ขอบตู้ต่างๆ (ในตู้เสื้อผ้ามี Bathrobes ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์มากครับ) การตกแต่งเน้นโทนสีอบอุ่นที่ดูสนุกไม่ว่าจะเป็นสีชมพูแซลมอน โรสโกลด์ เหลือง ส้ม น้ำตาล ส่วนวิวไม่ต้องพูดถึงครับเห็นเมืองแบบพาโนราม่าเลย และระบบควบคุมม่านก็สะดวกทันสมัยมากครับใช้กดปุ่มเอาง่ายๆเลย ส่วน Amenities จะมีผลิตภัณฑ์อาบน้ำหอมละมุนจากแบรนด์ Davines จากเมือง Parma อิตาลี ที่มินิบาร์มีเครื่องชงกาแฟ Nespresso และเครื่องเสียงบลูทูธของ Bang & Olufsen ให้ด้วยครับ เราชอบโซนอาบน้ำเป็นพิเศษครับ มีทั้งแบบอ่างแช่และชาวเวอร์ ที่สำคัญคือเห็นวิวเมืองชัดมาก ยิ่งช่วงเย็นๆแสงเข้ามาพอดี อาบน้ำไปมีรุ้งประดับด้วยนะครับ 5555 Lunch At The Parlor The Parlor เป็นมากกว่าร้านอาหารหรือเล้านจ์นั่งเล่น แต่เป็นจุดแฮงเอ้าท์ของชาวครีเอทีฟยุคใหม่ที่จะมานัดพบ พูดคุย แลกเปลี่ยนและเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพราะที่นี่มีการจัดกิจกรรมสลับสับเปลี่ยนต่อเนื่อง เช่นการจัดทอล์คโชว์หัวข้อต่างๆ รวมไปถึงการเชิญดีเจเจ๋งๆมาเปิดแผ่น (เค้ามีบูธดีเจสวยเก๋ที่ออกแบบมาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะเลยในนามว่า Sounds Studio) รวมไปถึง The Standard Bingo ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก The Standard High Line ที่ NYC ด้วย แต่ในวันนี้เรามารับประทานอาหารกลางวันกันเฉยๆครับ ซึ่งเป็นอาหารไทยแบบ Comfort Food รสชาติอร่อยได้ง่ายๆแต่เพิ่มความครีเอทีฟลงไปให้พิเศษมากขึ้น ชื่อเมนูทั้งหมดจะเป็นภาษาอังกฤษตามจริตอเมริกัน แต่เราขอเรียกชื่อไทยให้เพื่อนๆเข้าใจง่ายๆก็แล้วกันนะครับ เมนูวันนี้มีเมี่ยงปลาแซลม่อน ขนมครกฉู่ฉี่ล็อบสเตอร์ ข้าวตังหน้าปู ยำส้มโอกุ้งลายเสือย่าง ไส้กรอกอีสานโฮมเมด สะเต๊ะเนื้อออสเตรเลีย รวมไปถึงเมนูคลาสสิคอย่างผัดไทยเส้นจันท์ และข้าวผัดปู (อันนี้เราชอบเป็นพิเศษ) และทีเด็ดสำหรับสายเนื้อก็คือ สเกิร์ทเต้กเนื้อวากิว Full Blood จาก David Blackmore สุดท้ายก็คือของหวานอย่างขนมเค้กแช่นม 3 ชนิดพร้อมถั่ว Pistachio ของโปรดของเรา แถมกลิ่นหอมฟุ้งของกุหลาบด้วย Tease แม้วันนี้เราจะอิ่มจนเกินที่จะจิบชากันต่อ แต่ก็ขอแวะมาถ่ายรูปเอามาฝากเพื่อนๆกันก่อน เพราะที่อยู่ติดกันกับ The Parlor ก็คือ Tease ห้องน้ำชาลายขาว-ดำที่ราวกับว่าหลุดออกมาจากนิทานเรื่อง Alice In Wonderland ต้องยอมรับในจินตนาการการตกแต่งของคุณ Jaime Hayon จริงๆครับ นอกจากนี้แล้วที่ The Standard ยังมีห้องอาหารอีกหลาย Outlets ที่คิวแน่นที่สุดก็น่าจะเป็นร้าน Ojo (โอโฮ) ร้านอาหาร Mexican สุดแฟนซีบนชั้น 76 ของตึก โดยเชฟ Francisco Paco Ruano แต่ร้านนี้จองเต็มไปยาวๆ เราเลยไม่ได้เข้าไปเก็บภาพมาฝากกัน แต่เราจะพาเพื่อนๆไปชมอีกร้านที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ Mott 32 Bangkok ร้านอาหารจีนกวางตุ้งสุดเท่จากฮ่องกง นอกจากหมูกรอบหมูแดงเป็ดย่างและเป็ดปักกิ่งรมควันไม้แอปเปิ้ลที่โด่งดังและต้องสั่งกันล่วงหน้าเพราะเชฟจะทำให้ใหม่ตั้งแต่ต้นตามออร์เดอร์แล้ว Mott 32 ยังมีชื่อเสียงมากในเรื่อง Cocktail ที่ Mixologist รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษอีกด้วย ส่วนอีก 2 ร้านนั่นก็คือ The Standard Grill และ The Sky Beach เราขออุบไว้ก่อนนะครับ เพราะเราจะพาเพื่อนๆไปชมกันทีหลังครับ The Pool เราไปนั่งเล่นริมสระกันต่อดีกว่าครับ สระว่ายน้ำของที่นี่โค้งมนสีฟ้าอ่อนดูน่ารักและน่าลงเล่นมากครับ แยกกันเป็น 2 สระสำหรับเด็กและผู้ใหญ่จะได้ไม่กวนกัน ร่มสีเหลืองนั้นตัดกันกับสีของน้ำในสระลงตัวพอดีเลย อีกอย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือวิวสวยๆของตึกสูงแห่งกรุงเทพฯที่สามารถมองเห็นได้จากสระเลย The Standard Gym ยิมที่ The Standard Bangkok Mahanakorn นั้นมี Vibe ที่น่าสนุกชวนให้ขยับตัว มาพร้อมกับห้องสตีมซาวน่า และอุปกรณ์ล้ำสมัยโดยเฉพาะเจ้า CLMBR ที่เค้าบอกว่ามีที่นี่ที่เดียวเท่านั้น นอกจากนี้ที่ยิมยังมีกรุ๊ปคลาสอีกหลากหลาย แต่ที่เราสนใจที่สุดก็คือคลาสแอโรบิคสไตล์ Hollywood แหม! ภาพ Jane Fonda กับ Paula Abdul ในชุดรัดรูปหลากสีลอยมาเลยครับ The Meeting/Conference Room ห้องจัดประชุมสัมมนาที่นี่ไม่เหมือนใครเลยครับ ทั้งในเรื่องของ Interior Design และการใช้สอยที่ตอบโจทย์ทั้งการประชุมจริงจังแบบกรุ๊ปเล็กๆเป็นห้องส่วนตัวซึ่งมีอยู่ 4 ห้อง หรือพื้นที่จัดเลี้ยงตรงกลางที่สามารถแปลงร่างให้รองรับการจัด Event ได้หลายสไตล์ รวมไปถึงห้องสัมมนาใหญ่ที่รองรับได้ถึง 80 ที่นั่งสไตล์ Theatre อีกด้วย The Standard Grill รู้ตัวอีกทีก็ท้องร้องแล้วสินะ เราจะพาเพื่อนๆไปกันที่สเต้กเฮ้าส์สไตล์อเมริกันที่มีชื่อว่า The Standard Grill กันครับ ตั้งแต่ก้าวเข้ามาครั้งแรกก็ต้องบอกว่า Decor สวยมาก รวมไปจนถึงวิวด้านนอกที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่เมืองไทยเลย สุดส่วนความโค้งมนตามมุมต่างๆนั้นลงตัวดีเหลือเกิน พนักงานกระซิบว่าห้องอาหารนี้เป็น Outlet ที่มีไวน์ลิสต์ให้เลือกเยอะที่สุดในโรงแรมเลย ส่วนเรื่องอาหารนั้นไปดูหน้าตากันเลยดีกว่าครับ จานแรก เราเรียกน้ำย่อยกันด้วย Hiramasa Yellow Tail สลัดปลาดิบกับมะม่วงสุกและอะโวคาโด อีกจานเป็น Baby Beetroot Soufflé ที่เพิ่มความเค็มมันด้วย Barrel Aged Feta Cheese และวอลนัท จากนั้นเราก็เริ่มวอร์มท้องให้อุ่นขึ้นด้วยซุป Lobster Bisque รสเข้มข้น ก่อนที่จะขยับมาเป็นจานพาสต้า Dutch Cream Potato Gnocci ซึ่งเราชอบมาก แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่าจานนี้ใส่ Stilton บลูชีสจากอังกฤษด้วยซึ่งบางคนอาจจะไม่คุ้นกลิ่น ส่วน Main Course เราสั่งมา 2 จานครับ จานแรกเป็นสเต้กเทนเดอร์ลอยน์เนื้อ Black Angus ที่เลี้ยงด้วยธัญพืช จากแบรนด์ Jack’s Creek เสิร์ฟกับซอสแบร์เนสและครีมฮอร์สแรดิช นุ่มหอมอร่อยสมชื่อครับ ส่วนอีกจานเป็นปลา Glacier 51 Toothfish ที่มาจาก Antarctica เนื้อนิ่มละลายดีงามมากเลยครับ เสิร์ฟคู่กับสลัดและซัลซ่า จานหลักทั้งสองมี Side Dishes มาให้อีกนะครับ ไม่ว่าจะเป็น Mac n Cheese, Roasted Baby Carrots และ Potato Millefeuille อร่อยหมดเลย อิ่มแล้วแต่ของหวานยังคงมาครับ มื้อนี้ปิดท้ายด้วย Pavlova ที่หยอด Rhubarb Compote สีแดงสดมาข้างๆเปรี้ยวหวานหอมอร่อย และอีกจานเป็น Basque Quark Cheese Cake ราด Chocolate Ganache ดินเนอร์นี้เป็นมื้อที่อร่อยถูกใจเลยครับ (แต่แอบรออาหารนานนิดนึง ลูกค้าน่าจะเยอะเกินคาด) The Turndown กลับห้องกันดีกว่าครับ แน่นอนว่าทาง Housekeeping นั้น Turndown ให้เราเรียบร้อย ปิดม่าน เปิดผ้าห่ม และมีของที่ระลึกมาเซอร์ไพร้ซ์ให้เราที่ปลายด้วยครับ ในถุงผ้าพิมพ์โลโก้ The Standard กลับหัวนั้น มี Salt & Pepper Shakers มาในรูปน้องหมาเซรามิค พร้อมกับสมุดโน้ตและปากกาด้ามแดงตียี่ห้อ The Standard ด้วย เป็นของใช้ที่มีประโยชน์และช่วยเตือนความทรงจำถึงประสบการณ์การเข้าพักครั้งนี้ได้ดีเยี่ยมเลยครับ ยังไงวันนี้ขออาบน้ำเข้านอนก่อนนะครับ พรุ่งนี้ก่อนเช็คเอ้าท์เราจะพาเพื่อนๆไปชมวิวกทม.ที่ดาดฟ้าโรงแรมกัน The Breakfast อรุณสวัสดิ์คร้าบบ It’s Breakfast Time! ที่นี่เสิร์ฟเป็น A La Carte แบบสั่งเพิ่มได้ไม่อั้นนะครับ แบ่งกลุ่มเป็นเบรคฟัสต์แบบเย็นและแบบร้อน มีทั้งคาวหวานและแบบฝรั่งกับแบบเอเชีย พนักงานแจ้งว่า Portion ไม่ใหญ่มาก เราก็เลยสั่งมาหลายอย่างเลย เพื่อนๆจะได้เห็นหน้าตากันหลายๆจาน อาหารเช้าที่นี่รสชาติดีเลยครับ เราชอบที่มีเมนูที่ไม่ค่อยเห็นที่ไหนอย่างข้าวเหนียวสังขยาและหมี่ซั่วด้วย เมนูฝรั่งที่เราชอบเป็นพิเศษก็คือ Omelet เนื้อปูใส่ชีสกรุยแยร์และทรัฟเฟิ่ลให้เนื้อปูเยอะสะใจดีครับ กับอีกจานเป็น Smoked Halibut ซึ่งก็คล้ายๆ Eggs Benedict ที่เสิร์ฟกับมันฝรั่งยีกับเนื้อปลารมควันกับซอส Hollandaise นั่นเอง The Sky Beach ก่อนเช็คเอ้าท์ เราไปชมวิวกันดีกว่าครับ คราวนี้เราจะพาเพื่อนๆไปยังชั้น 78 ดาดฟ้ายอดตึกมหานคร ซึ่งก็คือจุดสูงสุดของกรุงเทพฯไปโดยปริยาย ข้างบนนี้มีชื่อว่า Sky Beach ครับ เห็นวิวกรุงเทพฯแบบ 360 องศาเลย นอกจากบาร์สีเหลืองสดใสดีไซน์น่ารักที่อยู่ด้านบนนี้แล้ว จุดที่เป็นไฮไลท์ที่สุดก็น่าจะเป็นระเบียงพื้นกระจกใสที่มองทะลุเห็นความสูงเบื้องล่างได้แบบล่อนจ้อน ทำเอาต้องรวบรวมพลังความกล้าสยบขาสั่นอยู่ครู่นึงก่อนจะค่อยๆเคลื่อนเท้าเดินลงไป แต่ก่อนลงจะมีทีมงานแจกถุงครอบรองเท้าอีกชั้นหนึ่งเพื่อกันไม่ให้มีของแข็งไปกระทบกับพื้นกระจกโดยตรงจนเสี่ยงอันตรายด้วย จากนั้นก็หามุมโพสต์ท่าถ่ายรูปได้รัวๆเลย จะยืน นั่งหรือนอนก็ได้หมด แค่อย่ากระโดดก็พอครับ ฮ่าๆ Wrapping Up Our Stay โรงแรมแห่งนี้นั้นเปี่ยมไปด้วยสีสัน-เส้นสาย-ลวดลายและรูปทรงหลายรูปแบบ ต้องบอกเลยว่าที่นี่เป็นโรงแรมที่ผ่านการคิดการดีไซน์มาเยอะมากๆ ทุกมุมล้วนมีกิมมิคที่น่าสนใจและทุกตารางนิ้วก็เต็มไปด้วยความสนุกแบบคนรุ่นใหม่ แถมยังมีกิจกรรมต่างๆและการจัดแสดงชิ้นงานศิลปะที่สลับสับเปลี่ยนทำให้เกิด Dynamic อยู่ตลอด ที่นี่จึงเหมาะกับคนที่ต้องการสีสันและแรงบันดาลใจใหม่ๆ รวมถึงประสบการณ์ที่ฉีกขนบโรงแรมทั่วไปเสียขาดกระจุย หาก “Anything But Standard” เป็นดั่งคำสัญญาที่แบรนด์ให้ไว้ The Standard Bangkok Mahanakorn ก็ส่งมอบสิ่งนั้นได้อย่างสมฐานะ Flagship Property แห่งทวีปเอเชียครับ #LetsHoparound #TheStandardBangkok

  • Out for a stroll in FUKUOKA เที่ยวเมืองฟุกุโอกะ

    Out for a stroll in FUKUOKA ไป #Hop 6 ย่านดีๆในฟุกุโอกะกันน!! ฟุกุโอกะ เมืองรองที่ไม่เป็นสองรองใคร ญี่ปุ่นไม่ได้มีเมืองฮิปๆแค่โตเกียวกับโอซาก้า ถ้าหากเพื่อนๆอยากลิ้มลองรสชาติความเป็นญี่ปุ่นที่ต่างออกไป ลองลากสายตาลงมาทางเกาะคิวชูทางตอนใต้ของแผนที่ญี่ปุ่น ก็จะพบกับ “ฟุกุโอกะ” เมืองขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แต่ครบครันไปด้วยร้านค้า คาเฟ่ ร้านอาหารเท่ๆเก๋ๆมากมาย กระจายอยู่ทั่วเมืองให้ตามล่ากันจนเพลิน . สายราเมนต้องไม่พลาด เพราะมันคืออาหารขึ้นชื่อของที่นี่ แม้กระทั่งราเมนข้อสอบ (Ichiran Ramen) ที่โด่งดังไปทั่วโลก ก็มีร้านดั้งเดิมอยู่ที่เมืองนี้นี่เอง แต่สิ่งที่ทำให้เราหลงรักฟุกุโอกะที่สุดน่าจะเป็นอัธยาศัยไมตรีของผู้คนที่เฟรนด์ลี่น่ารักกว่าคนในเมืองใหญ่ๆทั่วๆไป . ทริปนี้เราจะพาเพื่อนๆชาว #hopster ไป #hop แบบชิลๆกันในเมืองฟุกุโอกะ ป่ะ! ไปเดินเล่น ชมเมือง ช้อปปิ้ง กินขนม ดื่มน้ำอร่อยๆกัน ถ้าพร้อมแล้วไปกันเลยย!!! ย่าน Hirao และย่าน Yakuin เรามาเริ่มกันที่ย่านแรกคือย่าน Hirao และย่าน Yakuin ตั้งอยู่บริเวณสถานีรถไฟใต้ดิน Yakuin-odori Station ย่านนี้เงียบแต่เต็มไปด้วยร้านกาแฟเท่ๆ ร้านค้าน่ารักๆ และร้านขายเครื่องใช้ในบ้านมากมาย เพื่อนๆสามารถใช้เวลาได้ทั้งวันในย่านนี้เลย “There is no life without water because without water there is NO COFFEE.” NO COFFEE เราติดตามร้านนี้มาตั้งแต่ก่อนไป Fukuoka และแอบทึ่งในโมเดลธุรกิจของเขา ตั้งแต่การตั้งชื่อร้านว่า No Coffee ทั้งที่เป็นร้านกาแฟ ซึ่งเราคิดว่าเป็นการตั้งชื่อที่ฉลาดมาก เพราะตีความได้หลายนัยยะ นัยยะแรกอาจจะมาจาก Quote หลักของแบรนด์นั่นก็คือ “There is no life without water because without water there is NO COFFEE.” นัยยะที่ 2 ก็คือร้านนี้เป็นร้านกาแฟ ที่ไม่ได้ขายกาแฟเป็นหลัก (แต่รสชาติกาแฟดีงามนะ) สิ่งที่น่าจะเป็นรายได้หลักที่ช่วยหล่อเลี้ยงธุรกิจให้เติบโตก็คือสินค้า merchandise ติดแบรนด์ No Coffee หลายรายการทั้ง แก้ว สติ๊กเกอร์ เคสมือถือ กระปุกใส่กาแฟ กระเป๋าโท้ต ไปจนถึงลูกฟุตบอล ร้านนี้จึงกลายเป็นร้านกาแฟที่ไม่ใช่ร้านกาแฟ สมกับชื่อ No Coffee จริงๆ Location: https://goo.gl/maps/AjcxSkiqpYhdqzFb9 Futaori ร้านของใช้ในบ้านและดอกไม้แห้ง Location: https://goo.gl/maps/gCi6ANPFMBuWWVek7 ROASTER'S COFFEE ร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟ ใครเป็นสาวกกาแฟ ควรแวะเป็นอย่างยิ่ง Location: https://goo.gl/maps/ B・B・B POTTERS เดินเลยมาหน่อยก็จะเจอกับร้าน B・B・B POTTERS เป็นตึกใหญ่สี่ชั้นตั้งตระหง่านอยู่ริมถนน ร้านนี้เป็นอีกหนึ่งร้านที่ขายตั้งแต่ของใช้ในครัว ของแต่งสวน ของใช้ในห้องน้ำรวมไปถึงของแต่งบ้าน เราหมดเวลาไปนานมากกับร้านนี้ ของส่วนใหญ่ก็จะเลือกมาขายก็มาจากทั่วญี่ปุ่น แถมชั้นสองเค้าก็มีคาเฟ่ด้วยนะ บรรยากาศเงียบๆ ชิลๆ ดี (แอบบอกว่าในเครือนี้มีรีสอร์ทเป็นของตัวเองด้วยนะชื่อว่า bbb haus ตั้งอยู่ริมชายหาดใครอยากไปลองคลิกไปชมเลย http://www.bbbhaus.com/) Location: https://goo.gl/maps/usanoTnCSWVja1CW6 มองมาฝั่งตรงข้ามร้านก็มีอีกหนึ่งคาเฟ่ ย่านนี้คาเฟ่เยอะจริงๆ BBB& เดินถัดมาอีกหน่อยก็จะเจอกับอีกร้าน BBB& สาขานี้จะเน้นขายสินค้าที่เกียวข้องกับอาหารทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น หนังสือสอนทำอาหาร วัตถุดิบ เซรามิก ของใช้ในครัว Location: https://goo.gl/maps/918KQwQUEMeJFbHr7 USED CLOTHES/ANY ร้านเสื้อผ้าผู้ชายมือสองไซส์มินิ แต่อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้ามือสองที่คัดมาแล้วอย่างดี Location: https://goo.gl/maps/hkacRmrcRsxHhYpx8 The Basket Burger & Sakaba ร้านเบอร์เกอร์และเบียร์สไตล์อเมริกัน ที่มีบรรยากาศง่ายๆสบายๆ Location: https://goo.gl/maps/XyZggYvneDtxx73Q8 クジャクカリー TAKE OUT CURRY STAND ตรงข้ามก็จะมีร้านข้าวแกงกะหรี่ด้วยแบบยืนกินด้วย Location: https://goo.gl/maps/c9FbC1DnTx9TzGPd7 Bakery Mutsukado ร้านเบเกอรี่สุดคิ้วท์ที่ตั้งอยู่หัวมุมห้าแยก Yakuin Mutsukado ร้านนี้มีขนมปังอบอุ่นๆ หลากหลายมากรูปแบบ รวมไปถึงแยมผลไม้รสต่างๆ ขอบอกเลยว่าขนมปังเปล่าๆก็อร่อยแล้วอะ Location: https://goo.gl/maps/9MdYbG1TMbCereWb6 LULU COFFEE & CAKE STAND ที่นี่เค้กกับกาแฟอร่อยยย Location: https://goo.gl/maps/PEKPQuY5R9F4JrHY9 cream(クリーム) ร้านรวมแว่นคุณภาพดีสไตล์ญี่ปุ่น Location: https://goo.gl/maps/a6yrA4486buj3xQR6 アビス(ABys) ร้านดอกไม้และคาเฟ่อยู่ติดกับร้านแว่นเมื่อกี้เลย Location: https://goo.gl/maps/iKh1wqThvAQaWGYXA BALDY DINER ร้านอาหาร+บาร์สไตล์อเมริกัน อย่าลืมแวะเข้าไปซอกนี้นะ มีกลิ่นอายความเป็นอเมริกาสุดๆ ดูได้จากบาร์ด้านหน้า Location: https://goo.gl/maps/4erE1dF62NHNHP9VA Ron Herman (รอนเฮอร์แมน) แบรนด์โปรดของเรา มาญี่ปุ่นทีไรต้องแวะทุกที แบรนด์นี้มีต้นกำเนิดจากรัฐแคลิฟอเนียร์เป็นร้านรวมเอาเสื้อผ้าแบรนด์ต่างๆ ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน เครื่องประดับ น้ำหอม จนทุกวันนี้มีสาขาในญี่ปุ่นกว่า 20 สาขาแล้ว บางสาขาก็จะมีคาเฟ่ให้เราได้นั่งชิลอีกด้วย เราว่าร้าน Ron Herman สาขาในญี่ปุ่นของเจ๋งกว่าที่ LA เยอะมาก ใครผ่านมาลองแวะดูค้าบ Location: https://goo.gl/maps/5TkQ2KKvR9TLuqyw8 HUES ヒューズ ร้านเสื้อผ้าไม่เล็กไม่ใหญ่อยู่ริมถนน ในร้านจะมีหลายแบรนด์รวมกันแต่จะขาย Maison Margiela เป็นหลัก Location: https://goo.gl/maps/DZd2piPCpV8AWkWr7 ย่าน Tenjin ย่านต่อมาเป็นย่านหลักของเมืองเลยคือ Tenjin ให้อารมณ์คล้ายๆ Omotesando-Aoyama ที่โตเกียวเลย เป็นย่านที่รวมทุกอย่างตั้งแต่ห้างสรรพสินค้า ร้านเสื้อผ้า ร้านคาเฟ่ ร้านหนังสือ ร้านอาหารเพียบบบบบ ย่านนี้คนพลุกพล่านสุดละ คิดอะไรไม่ออกก็แวะย่านนี้ก่อน เพราะมันครบ! GRANVILLE STORE ร้านเสื้อผ้าสไตล์ญี่ปุ่น Location: https://goo.gl/maps/yiUaNFWQLSgyQM6R6 rt Fukuoka shop ร้านสินค้าแบรนด์เนมมือสองสภาพใหม่มาก เราชอบร้านนี้ที่มักจะมีไอเท่มดีๆมาวางขายอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นของลิมิเต็ดหายาก จากแบรนด์ดังๆทั้งจากทั่วญี่ปุ่นเอง และจากทั่วโลกด้วย เราเคยได้เสื้อเชิ้ต Comme des Garçons Shirt Boys สภาพดีมาในราคาที่ย่อมเยาด้วย ใครชอบของดีๆแนวนี้ลองแวะดูนะ Location: https://goo.gl/maps/guSBtJqxG3MEV2XZ6 และมีร้านค้าอื่นๆอีกเยอะแยะมากมายตลอดสองข้างทางเลย タイムカード TIME CARD ร้านนี้ขายน้ำเลม่อนสดๆ แต่ตกดึกจะเปลี่ยนเป็นบาร์แอลกอฮอล์แบบบุฟเฟต์ในราคา 1000 เยน กิมมิกของที่นี่คือต้องตอกบัตรเข้าร้านด้วยก็เหมือนชื่อร้านแหละ Time Card Location: https://goo.gl/maps/6RZEvuuFX1o6z464A 10 COFFEE BREWERS FUK ร้านกาแฟอีกหนึ่งที่เพื่อนชาวญี่ปุ่นเราแนะนำมา ถามว่าดียังไงลองดูคิวสิ Location: https://goo.gl/maps/s1oq8NSHXvot1iUb9 Fukuoka Growth Next (FGN) ฮับที่สร้างมาเพื่อธุรกิจสตาร์ทอัพทั้งหลาย ตึกนี้รีโนเวทมาจากโรงเรียนเก่า ด้านในมีทั้งร้านกาแฟ โซนห้องสมุด โซนนั่งทำงานแบบ co-working space ด้วย Location: https://goo.gl/maps/4scGTFJdU8HF61438 THE LIBRARY 天神店 ร้านนี้จะเป็นรวมแบรนด์ในสไตล์มินิมอล มีทั้งเสื้อผ้า ของใช้ในชีวิตประจำวัน และหนังสือ โดยมีแบรนด์ Margaret Howell, MHL, Sunspel และอื่นๆ Location: https://goo.gl/maps/xFs5dUjB7K6eLyw37 และก็มีแบรนด์อื่นๆอีกเยอะมากมาย ลองมาเดินเล่นกันนะ แถมที่นี่ก็มีแหล่งช็อปใต้ดินด้วยนะ ใครมาหน้าร้อนก็มาเดินหลบร้อนได้แบบเราาาาา เพราะห้างใต้ดินนี่ยาวเป็นกิโลเลยแหละ อยู่ใต้ดินในสถานี Tenjin รับรองใต้ดินนี่มีอะไรให้แวะดูอีกเยอะมากเช่นกัน ฮ่าๆ Fukuoka Red Brick Culture Museum ข้ามฝั่งกันออกไปอีกนิดขะเจอกับ Fukuoka Red Brick Culture Museum สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยปี 1909 เพื่อเป็นอาคารสำนักงานของบริษัท Nippon Life Insurance อาคารแห่งนี้เป็นอาคารเก่าแก่ที่สำคัญที่สุดของเมือง สร้างขึ้นจากอิฐสีแดงให้อารมณ์ย้อนยุคสไตล์ 19th century British มองจากด้านนอกแล้วเหมือนปราสาทในหนังเลยยยย ภายในตึกประกอบไปด้วยพื้นที่สำหรับการจัด exhibition ห้องประชุมและคาเฟ่ Location: https://goo.gl/maps/nskQTTJQddrnp6hr9 STANDARD MANUAL ร้านขายข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน ทั้งของใหม่ ของวินเทจมือสอง และเสื้อผ้ามือสองที่คัดสรรมาแล้วอย่างดี ร้านนี้ถึงจะออกนอกเส้นทางมาหน่อย แต่เชื่อเถอะ คุ้มที่จะมาสุดๆ ดูได้จากรูปเลย จัดร้านได้ปังมากกกกกก เลิฟ Location: https://goo.gl/maps/tXEakM913yewbdhW8 Connect Coffee เราขอปิดท้ายย่านนี้ด้วยร้าน Connect Coffee ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของลาเต้อาร์ต Location: https://goo.gl/maps/p9h6s4rW3hFBHRjT6 ย่าน Takasago เป็นย่านที่อยู่อาศัย ที่เต็มไปด้วยร้านรวงเท่ๆมากมาย หนึ่งในไฮไลท์ของย่านนี้คือแบรนด์เครื่องเขียน HIGH TIDE ที่มีร้านสาขาใหญ่อยู่ที่นี่ ย่านนี้ก็เดินเพลินๆได้ รับรองเพื่อนๆจะต้องเสียเงินไปกับที่นี่แน่นอน Good up coffee ร้านกาแฟเล็กๆ บรรยากาศสบายๆ ที่เราขอแวะพักน่องสักหน่อยยย เพราะเดินมาเยอะมากกก Location: https://goo.gl/maps/jby2D3LRAKY9RCfm9 อากาศร้อนๆแบบนี้ต้องหาแวะเข้าร้านสะดวกซื้อหาไรชื่นใจๆ กินสักหน่อยยย HIGH TIDE STORE ร้านเครื่องเขียนจากผู้ผลิตเครื่องเขียนชื่อดังของฟุกุโอกะ แบรนด์ HIGH TIDE เป็นเครื่องเขียนออริจินัลของเมืองนี้เลย ใครมาก็ควรซื้อกลับบ้านซักหน่อย ที่นี่ไม่ได้มีแต่เครื่องเขียนนะ พวกอุปกรณ์จัดเก็บของก็มีเยอะไม่แพ้กัน หรือใครอยากจะสั่งทำสมุดแบบดีไซน์เองก็สามารถทำได้ที่นี่ Location: https://goo.gl/maps/wkiuyMme6VGSrsui8 KUJIMA Shop and Gallery ร้านนี้เหมาะสำหรับสาวกเซรามิกมากกกกก ใครแพ้พวกจานชามแก้ว ขอให้แวะ แค่แวะมาดูก็ชื่นใจแล้วเนี้ย ทางขึ้นจะอยู่ในซอกเล็กๆ เล็กแบบเดินได้คนเดียวแต่มีป้ายบอกชัดเจนดีนะ ร้านตั้งอยู่ชั้นสองของตึก มีโซนแกลอรี่ด้วย Location: https://goo.gl/maps/jmRLzEJYSDEYgSKC9 Coffee County ร้านกาแฟโลคอลของชาวฟุกุโอกะ Location: https://goo.gl/maps/5Q1SELtsmKBuxYAG7 ย่าน Watanabe dori ย่านนี้อยู่ถัดมาจากย่าน Takasago ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน Watanabe dori Actus ร้านขายของแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ ต่างๆ ราคาดีมากกกกก ใครสะดวกซื้อเตียงซื้อตู้ ก็จัดไปเลย เราได้ที่ฉีดน้ำมาจากที่นี่ด้วย ฮ่าๆ Location: https://goo.gl/maps/RLdD6xhoxLsKnxwh8 Umeyama Teppei Shokudo ร้านข้าวหน้าปลาดิบสดๆจากท้องทะเล Genkai เมนูที่นี่จะเปลี่ยนไปทุกวัน ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่หาได้ในแต่ละวัน รับรองความสดใหม่ เรียกว่าไม่มีค้างสต็อกเลยหล่ะ แนะนำให้มาเนิ่นๆ ไม่งั้นต้องรอคิวยาวเลยแหละ Location: https://goo.gl/maps/BaMgA7VUraupRBkh9 Stereo Coffee สเตริโอ คอฟฟี่ ร้านกาแฟและแกลอรี่ ที่นี่ร้านกาแฟแบบคอฟฟี่สแตน ที่นี่ปรับปรุงมาจากบ้านหลังเก่ามาเป็นร้านสุดคิวท์ ชั้นล่างเป็นพื้นที่สำหรับยืนจิบกาแฟซึ่งสามารถดูการดริปกาแฟได้ด้วย และทางร้านได้เปิดเพลงอะคูสติกให้ฟังเพลินๆ เคล้ากับเสียงเครื่องทำกาแฟ มันช่างชิลอะไรเช่นนี้เนี้ยยย ส่วนบนชั้น 2 เป็นแกลเลอรีหมุนเวียนชื่อว่า “AND” ด้วย Location: https://goo.gl/maps/PPoT2aqAcB7Uox9z6 ย่าน HAKATA ตั้งอยู่บริเวณสถานีรถไฟฮากาตะ เป็นสถานีรถไฟหลักของฟุกุโอกะ มีทุกอย่างครบตั้งแต่ร้านอาหารไปจนถึงพวกเสื้อผ้าต่างๆ และไม่ค่อยแออัดเหมือนเมืองอื่นๆเลย เรามากันในช่วงหน้าร้อนซึ่งตรงกับเทศกาลฮะกะตะ กิออน ยะมะกะสะ (Hakata Gion Yamakasa Festival) พอดีเลย ซึ่งเทศกาลนี้จัดขึ้นเพื่อบวงสรวงเทพและอธิษฐานให้ไม่มีโรคระบาดในฤดูร้อน ใครไปช่วงเดือนกรกฎาคม เพื่อนๆก็จะพบเห็นแท่นนี้รอบๆฟุกุโอกะเลยหล่ะ ย่าน GION เป็นย่านออฟฟิศของฟุกุโอกะ แต่ก็มีร้านดีๆ ตั้งอยู่มากมาย Hakata Sennen-no-Mon Gate ซุ้มประตูพันปีฮากาตะ ซุ้มประตูนี้สร้างเสร็จได้ไม่นานเมื่อปี 2014 นี่เอง สร้างขึ้นเพราะเชื่อว่าจะได้รับความเจริญรุ่งเรื่องอีกหลายร้อยหลายพันปีในอนาคต ด้านหลังซุ้มนี้ไปจะมีวัดและศาลเจ้าตั้งอยู่มากมาย Location: https://goo.gl/maps/RmbAD3Y2m7Q5Risy8 COMME des GARCONS Fukuoka ร้านแรกที่เราแวะมาเลยคือ COMME des GARCONS สาขาฟุกุโอกะ สองชั้นไปเลย จุกๆ ทีแรกเป็นร้านขายของเครื่องใช้ในบ้าน ชื่อ D&Department หลายๆคนคงรู้จักดี แต่เค้าเพิ่งหมดสัญญาไปไม่นานนี่เอง Location: https://goo.gl/maps/3NBDvjhwTWNFj3RH7 Jotenji Temple and Monument to commemorate the Origin of Udon and Soba Noodles Yatai Food Stall ซุ้มอาหารแบบฉบับฟุกุโอกะ สิ่งแรกที่เตะตาเราสุดๆเลยคือ ซุ้มอาหารเล็กๆ น่ารักๆ ที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ริมแม่น้ำและริมถนนรอบๆ ห้าง Canal City ซุ้มส่วนใหญ่เริ่มเปิดตั้งแต่ 6 โมงเย็นเป็นต้นไปจนถึงเที่ยงคืนตีหนึ่งตีสองเลย อาหารส่วนที่ใหญ่ขายกันก็มีหลายอย่างเลยนะ เช่น ราเมง พวกปิ้งๆย่างๆเสียบไม้ก็มี ดูเหมาะกับการมานั่งกินดื่มหลังเที่ยวเสร็จ Ramen Stadium ศูนย์รวมร้านราเมงจากทั่วทุกภาคของญี่ปุ่น ขอปิดท้ายโพสด้วย Ramen Stadium ศูนย์รวมร้านราเมงจากทั่วทุกภาคของญี่ปุ่นชื่อดังหลากสไตล์ไว้ในที่เดียว ตั้งอยู่บนชั้น 5 ในห้าง Canal City มากินมื้อดึกก็ไม่เลวนะ เพราะที่นี่ปิด 5 ทุ่มแหนะ Location: https://goo.gl/maps/nExcoLrTek6etFqp7 เป็นไงกันบ้างกับทริปฟุกุโอกะของพวกเรา ใครมีคำถามอะไรถามกันมาได้เลยครับ ขอบคุณที่ติดตามกันนนนน้า แล้วเจอกันทริปหน้านะคร้าบบบ FB/IG @hoparound.co Website www.hoparound.co #LetsHoparoundFukuoka #LetsHoparound #Fukuoka #Travel #Japan #เที่ยวฟุกุโอกะ #คาเฟ่ในฟุกุโอกะ #รีวิวฟุกุโอกะ #ไปไหนดีฟุกุโอกะ #กาแฟฟุกุโอกะ #กินเที่ยวฟุกุโอกะ #ช็อปปิ้งฟุกุโอกะ #เที่ยวญี่ปุ่น #เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง #ไปญี่ปุ่น #เที่ยวคิวชู

  • Banyan Tree Veya Phuket อิสระแห่งการได้หยุดพักและถักทอคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

    Banyan Tree Veya Phuket อิสระแห่งการได้หยุดพักและถักทอคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น Veya (เวญา) คือแบรนด์รีสอร์ทใหม่ล่าสุดจากเครือ Banyan Tree ซึ่งเปิดตัวที่ภูเก็ตเป็นแห่งแรกในโลก โดยนำเสนอแนวคิด Conscious Living เน้นการสอดประสานการดูแลสุขภาพอย่างมีสติเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับการพักผ่อนที่หรูหรา มีผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมินสุขภาพพร้อมให้คำแนะนำแบบตัวต่อตัว ให้อิสระกับแขกในการเลือกเรียนรู้จากกว่า 50 คลาส/สัปดาห์เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปเลือกใช้ในชีวิตประจำวันต่อได้เอง หรือจองไปแล้วจะแคนเซิ่ลเมื่อไหร่ก็ได้ ความยืดหยุ่นที่ปราศจากแรงกดดันนี้ทำให้ Veya ตั้งอยู่บนจุดกลมกล่อมที่จะช่วย “ถักทอ” สิ่งที่ดีต่อสุขภาพให้เป็นเนื้อเดียวกันกับชีวิตประจำวันของเราได้อย่างแนบเนียน สมกับความหมายของคำว่า Veya ที่แปลว่า “To Weave” นั่นเอง วันนี้ hoparound.co ทำตามสัญญาแล้วครับ จะพาเพื่อนๆบินไปภูเก็ตกันอีกครั้ง คราวนี้เราจะพาเพื่อนๆไปชม Veya กันก่อนใครเลย สนใจสอบถามโทร 076 372 400 Line: @BanyanTreePhuket Email: phuket@banyantree.com The Arrival ทางรีสอร์ทส่งรถ Mercedez-Benz มารอรับเราที่สนามบิน โดยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึง Banyan Tree Veya ซึ่งตั้งอยู่ในอาณาจักร Laguna อันยิ่งใหญ่ทางทิศตะวันตกของเกาะ ต้นไทร (Banyan Tree) 5 ต้นตรงวงเวียนหน้าทางเข้าโรงแรมนั้นบอกเราให้รู้ว่าเรามาถึง Banyan Tree เรียบร้อยแล้ว พนักงานเล่าให้ฟังว่าที่นี่ไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของ Banyan Tree Veya ที่แรกในโลกเท่านั้นนะครับ แต่เป็นจุดกำเนิดของแบรนด์ Banyan Tree ทั้งหมดมาตั้งแต่ปี 1994 ก่อนที่จะขยายไปทั่วโลก ก่อนหน้านี้แผนก Wellbeing เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Banyan Tree Phuket แต่เมื่อกระแสสังคมยุคใหม่ให้ความใส่ใจกับสุขภาวะและการพักผ่อนแบบ Luxury กันมากขึ้น Veya จึงเกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์นี้โดยตรง โดยแยกตัวออกมาจาก Banyan Tree ใหญ่ แต่แขกของ Veya นั้นยังสามารถเข้าไปใช้พื้นที่และ Facilities ของอีกฝั่งได้เหมือนเดิม และที่อยู่ติดกันอีกด้านของ Veya ก็จะเป็นส่วนของสนามกอล์ฟ หากสนใจใช้บริการสอบถามทางรีสอร์ทได้เช่นกันครับ เนื่องจากส่วนของ Banyan Tree เองนั้นมีพื้นที่กว่า 200 ไร่ (จากพื้นที่ Laguna ทั้งหมดกว่า 2,500 ไร่!) พนักงานจึงเสนอให้เราแอดไลน์ของ Veya เพื่อความสะดวกในการสอบถามข้อมูลหรือในกรณีที่เรามี Request พิเศษ หลังจากดื่ม Welcome Drink ซึ่งเป็นน้ำสมุนไพรที่จะเปลี่ยนสีไปตามแต่ละวันที่เช็คอิน (เราไปถึงในวันศุกร์จึงได้น้ำสีฟ้า) จนชื่นใจกันแล้ว พนักงานต้อนรับก็พาเรานั่งรถบั๊กกี้ไปส่งและแนะนำห้องพักกันถึงที่เลยทีเดียว Our Villa เราพักที่ Villa หมายเลข 633 ทุกห้องของ Veya นั้นล้วนแต่เป็น Pool Villa ที่กว้างขวางเป็นส่วนตัว จุดเด่นคือแนวคิด Sleep & Rest ซึ่งเป็นข้อแรกของ “8 Pillars Of Wellbeing” ที่พัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญจาก Veya โดยเฉพาะ ซึ่งในส่วนของห้องพักนั้น Veya ให้ความสำคัญอย่างมากกับการนอนหลับเต็มอิ่มของแขก ภายในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่แตกต่างจากโรงแรมส่วนใหญ่ที่เราเคยเข้าพัก Bedding Area ทุกองค์ประกอบถูกคัดสรรมาอย่างดีเพื่อ “ถักทอ” ให้เกิดความผ่อนคลายในประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของแขกที่เข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งห้องพักอย่างสวยงามด้วยสีเอิร์ธโทนให้ความรู้สึกสะอาดปลอดภัย มีม่านทึบแสงเพื่อช่วยให้หลับสนิทปราศจากแสงรบกวน นาฬิกาปลุกที่จำลองแสงอาทิตย์ยามเช้าและเสียงธรรมชาติ ไฟหัวเตียงที่ช่วยตัดแสงสีฟ้าจากหน้าจอมือถือหรือไอแพด เตียงที่นุ่มสบายราวกับค่อยๆดูดร่างของเราให้จมลึกลงไป เมนูหมอนที่เลือกได้ตามสรีระของเรา กลิ่นน้ำมันหอมระเหยจากเตา Burner และธูปหอมที่มีเตรียมไว้ให้ทุกห้อง ดนตรี Binaural Beats ที่ใช้คลื่นความถี่ให้สมองผ่อนคลายในระดับต่างๆ Singing Bowl ที่เราสามารถฝึกวนจนเกิดเสียงเพื่อสร้างความสงบได้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ยังมีแถบยางยืดและเสื่อโยคะสำหรับผู้ที่ต้องการฝึกความยืดหยุ่นให้ร่างกายอีกด้วย ส่วนมินิบาร์ก็จะเน้น Snacks ที่ดีต่อสุขภาพ แต่หากใครหิวจริงจังแต่ไม่อยากออกจากวิลล่า ก็สามารถสั่ง In-Villa Dining มารับประทานได้เลย แอบใบ้ว่า Veya มีเมนูอาหารสุขภาพที่ไม่เหมือนใครในนามว่า Flexitarian ด้วย จะเป็นยังไงนั้นต้องติดตามอ่านต่อด้านล่างนะครับ Private Swimming Pool and Jet Tub ด้านนอกห้องเป็นสระน้ำเกลือขนาดกำลังดี และที่เราประทับใจมากก็คือบ่อ Jacuzzi น้ำร้อนที่อยู่ติดกัน เพราะมีน้ำร้อนพร้อมให้แช่ตลอด 24 ชม. ไม่ต้องรอเติมน้ำให้เต็มเหมือนอ่างอาบน้ำทั่วๆไป หัวเจ็ตก็แรงดีครับช่วยคลายเมื่อยได้ดีมากเลย ยิ่งแช่ตอนกลางคืนก็จะช่วยให้หลับสบายมากครับ Personal Consultation ก่อนวันเช็คอินเกือบสัปดาห์ ทาง Veya ได้ส่งแบบสอบถามเพื่อประเมินสุขภาพของเราตามหลัก 8 Pillars Of Wellbeing มาทางอีเมลล่วงหน้า จริงๆอยากอธิบายหลัก 8 ข้อนี้ให้เพื่อนๆฟัง แต่กลัวจะเบื่อกันซะก่อน ถ้าเพื่อนๆสนใจก็ดูข้อมูลต่อกันได้ที่ลิงค์นี้นะครับ https://www.banyantree.com/thailand/veya-phuket/8-pillars เมื่อเรามาถึง ผู้เชี่ยวชาญจึงนัดเวลามาสรุปผลการประเมินให้เราฟังแบบเฉพาะบุคคล ที่ว่า “เฉพาะบุคคล” นี้จริงจังนะครับ เพราะเรามาด้วยกัน 2 คน แต่ต้องแยกกันปรึกษา เราได้รับเกียรติจากคุณ Kim ซึ่งเป็น Director Of Wellbeing สาวชาวออสเตรเลีย และคุณ Raj ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำสมาธิและการฝึกหายใจชาวอินเดียมาช่วยให้คำแนะนำครับ นอกจากเราจะได้รู้ว่าใน 8 เรื่อง มีเรื่องไหนที่เป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อนสำหรับเราแล้ว ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 ท่านยังแนะนำ Workshop เป็นเหมือนคลาสสั้นๆให้เราเข้าไปเรียนรู้เทคนิควิธีที่จะช่วยให้สุขภาพเราดีขึ้นโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม โดยเรามีอิสระเต็มที่ที่จะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมก็ได้ หรือจะจองไปก่อนแล้วยกเลิกทีหลังก็ได้เช่นกันครับ ซึ่งทาง Veya มีให้เลือกมากกว่า 50 คลาสต่อสัปดาห์ทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นคลาสฝึกสมาธิ ฝึกหัวเราะ กราวน์ดิ้ง ฝึกคลายความตึงเครียดในร่างกาย โยคะ พีลาทีส การออกกำลังกายเพื่อเบิร์นไขมัน การบำบัดด้วยกลิ่น ไปจนถึงความรู้เกี่ยวกับอาหารการกิน และ Mindful Living ดูตารางกิจกรรมได้ที่นี่นะครับ https://www.banyantree.com/thailand/veya-phuket/experiences The Food หลังจากรับคำปรึกษาด้านสุขภาพแบบตัวต่อตัวแล้ว ท้องเราก็เริ่มร้องเบาๆครับเพราะเลยเที่ยงมานิดหน่อยแล้ว จริงๆแล้วความรู้เกี่ยวกับอาหารที่รับประทานเข้าไป (Dietary Awareness) นั้นเป็นเสาต้นที่ 2 ใน 8 Pillars Of Wellbeing เลยครับ Lunch มื้อนี้เราจึงสนใจอยากลองอาหาร Flexitarian ตำรับ Veya เป็นพิเศษ หน้าตาจะน่ากินขนาดไหนไปดูกันเลยครับ และถ้าอยากสำรวจเมนูเต็มๆพร้อมรายละเอียดแต่ละจาน ก็คลิกตรงนี้ได้เลยครับ https://www.taste.banyantree.com/bt-phuket-veya-eng อาหาร Flexitarian นั้นปรุงแบบ Asian ผสม Mediterranean เน้นใช้วัตถุดิบที่ปลอดภัยและเป็นประโยชน์ครบหมู่ สมดุล ยืดหยุ่น ไม่สุดโต่ง ตัดสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างแป้งและน้ำตาลฟอกขาวออกไป แล้วใช้วัตถุดิบให้ความหวานจากธรรมชาติที่ปลอดภัยอื่นๆมาทดแทน รวมทั้งมีการลดโซเดียมลงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในขณะเดียวกันก็ยังคงให้ความสำคัญกับรสชาติความอร่อย มีการใช้เนื้อสัตว์ที่คัดสรรมาอย่างดีมาประกอบอาหารอยู่ด้วย ทำให้ Flexitarian เป็นอาหารสุขภาพที่กินง่ายและอยู่ท้อง แม้สำหรับผู้ที่ไม่ชินกับอาหารสุขภาพ ที่สำคัญคือหน้าตาดีมากครับ Breakfast ในแต่ละมื้อเชฟก็จะรังสรรค์เมนูออกมาแตกต่างกันออกไปครับ เราได้ลองเมนูมื้อเช้าด้วยซึ่งเราสั่งให้มาเสิร์ฟที่วิลล่าของเราเลย อันนี้ต้องสั่งล่วงหน้า 1 วันนะครับโดยติ๊กเลือกจากเมนูกระดาษที่ทางรีสอร์ทให้มา หรือจะถ่ายรูปแล้วติ๊กหน้าจอส่งให้พนักงานทางไลน์ก็ได้เช่นกันครับ ตอนที่เราเลือกจากเมนูไม่ได้คิดว่าตอนมาเสิร์ฟจริงๆจะจัดเต็มจนโต๊ะแทบวางไม่พอขนาดนี้นะครับ เล่นเอาพุงไม่พอใส่กันเลยครับ ฮ่าๆๆ Dinner นอกจากอาหารสุขภาพแล้ว ถ้าใครยังรู้สึกโหยหาความอร่อยสะใจของอาหารแบบปกติก็ไม่ต้องกังวลเลยครับ เพราะเราก็เป็นเช่นกัน ฮ่าๆๆๆ เราแว่บไปกินบาร์บีคิวอาหารทะเลและอาหารฝรั่งแสนอร่อยที่ร้าน The Watercourt กับอาหารไทยรสเยี่ยมที่ร้าน Saffron อันโด่งดัง (มีสาขาใน Banyan Tree ทั่วโลก) ในฝั่ง Banyan Tree ใหญ่มาด้วยครับ และเราก็อยากชวนเพื่อนๆไปลองเช่นกัน ติดใจแน่นอนครับ ถ้าไม่เชื่อก็ลองชมรูปดูไปก่อนนะครับ The Activities มา Veya ที่เดียวเหมือนได้เสาครบ 8 ต้นครับ เนื่องจากช่วงก่อนเราเข้าพัก เรามีปัญหาเกี่ยวกับการนอนค่อนข้างมาก คลาสที่เราเลือกจึงเน้นเรื่องการปรับปรุงคุณภาพการนอนอย่าง Sleep Meditation ที่ช่วยให้เราค่อยๆคลายกล้ามเนื้อทีละส่วนอย่างมีสติเพื่อเตรียมให้ร่างกายได้หลับลึกลงไป หรือ Ocean Breath คือการฝึกควบคุมลมหายใจทั้งเพื่อคลายเครียดและเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกาย ซึ่งตามปกติจะนัดกันที่ริมหาดเพื่อสูดไอบริสุทธิ์ของทะเลยามเช้า แต่บังเอิญฝนตกหนักเราจึงฝึกในศูนย์ Wellbeing Center แทน อีกคลาสที่เราลงจองเอาไว้ก็คือ Conscious Grounding เป็นการตั้งสติฝึกเดินเท้าเปล่าบนพื้นหญ้าเพื่อปลดปล่อยพลังลบลงสู่พื้นดิน นอกจากนี้เราก็จองคลาส Duo Stretch เป็นการจับคู่ฝึกท่ายืดกล้ามเนื้อให้กันและกัน และพอยืดเสร็จก็ปั่นจักรยานไปออกกำลังต่อที่ยิมที่อยู่ไม่ห่างกันได้สะดวกเลยครับ ใช่แล้วครับ ในรีสอร์ทมีจักรยานให้ยืมด้วย ซึ่งเราเอ็นจอยมากๆ เราปั่นจากฝั่ง Veya เข้าไปในเขต Banyan Tree ใหญ่ซึ่งบริเวณกว้างขวางและร่มรื่นมากๆครับ หนึ่งในไฮไลท์ของอาณาจักร Laguna ก็คือลากูนน้อยใหญ่ที่เชื่อมต่อทะลุกันได้หมด ซึ่งแท้ที่จริงบึงน้ำเหล่านี้นั้นเป็นร่องรอยประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในอดีตของภูเก็ต การปั่นจักรยานนอกจากจะได้เหงื่อแล้ว ยังได้เสพบรรยากาศที่สวยงามชวนให้สบายใจด้วย และถ้าอยากออกไปทะเล ก็ฝากจักรยานไว้กับพี่ยามตรงทางออก แล้วก็เดินพุ่งตัวไปปร๊าดเดียวก็ถึงเลยครับ ทางรีสอร์ทมีเตียงชายหาดเตรียมไว้ให้พร้อมอยู่แล้วด้วยครับ สะดวกมากๆ แต่ถ้าหากอยากจะออกไปไกลกันกว่านั้น ที่วงเวียนต้นไทรหน้าล็อบบี้ก็มีสกู๊ตเตอร์ให้บริการผ่านแอ๊ป Beam ให้เช่าได้ด้วย ขี่ง่ายและสนุกมากครับ เราเช่าสกู๊ตเตอร์ขี่บรื้นๆกันออกไปด้านหน้า Laguna ซึ่งเรียงรายไปด้วยร้านรวงน่ารักๆหลายร้านดูดีมีชีวิตชีวามาก เริ่มตั้งแต่บริเวณ Boat Avenue ไปจนถึง Porto De Phuket ที่เลยไปอีกนิด ร้านอาหารก็มีให้เลือกหลากหลายสัญชาติเลย แถวนี้มีจุดจอดสกู๊ตเตอร์ไว้ให้บริการหลายจุดครับ อยากจะหยุดเดินเล่น หรือแวะร้านไหนก็ไม่ต้องห่วงเลย อีกกิจกรรมที่ถือเป็น Destination Dining ที่ Banyan Tree ก็คือการล่องเรือทานดินเนอร์ชมพระอาทิตย์ตกในลากูน หรือ Sundowner Cruise โดยทางรีสอร์ทมีเรือโบราณนามว่า Sanya Rak เตรียมไว้ให้บริการ ตามปกติแล้วจะล่องเรือพร้อมกับเสิร์ฟดินเนอร์ไปจนค่ำ แต่ช่วงนี้ฝนตกน้ำขึ้นทำให้ไม่สามารถลอดใต้สะพานบางช่วงได้ และเราเองก็มีนัดรับประทานอาหารไทยที่ห้องอาหาร Saffron อันเลื่องชื่อต่อจากนี้ด้วย ก็เลยขอแค่นั่งชมวิวและเอ็นจอยอาหารเรียกน้ำย่อยเบาๆแทน ซึ่งก็เป็นประสบการณ์ที่เพลิดเพลินและสวยงามมากๆครับ Banyan Tree Spa สิ่งที่ขึ้นชื่อที่สุดอย่างหนึ่งของ Banyan Tree ก็คือสปาครับ ที่นี่มี Academy ฝึกสอนกันจริงจัง ไม่ว่าเราจะไป Banyan Tree สาขาไหนในโลกก็จะมีเทคนิคการนวดเดียวกัน โด่งดังกันถึงขั้นที่ว่าแบรนด์โรงแรม 5 ดาวอื่นๆบางแบรนด์ก็ยังเลือกให้ทีม Banyan Tree มาช่วยฝึกสอนการนวดให้เลย พูดกันถึงขนาดนี้ ถ้าไม่ได้ไปนวดคงจะเสียใจมาก แม้ตารางเราค่อนข้างแน่นเอี้ยด แต่ 90 นาทีนี้ไม่มีไม่ได้ครับ ฮ่าๆๆ เมนูสปาที่นี่หลากหลายและครีเอทีฟมาก แต่วันนี้เราขอ Back To Basics กันดีกว่า คุณเฟิร์สเลือกนวดไทยแบบราชสำนัก ส่วนคุณเค้กก็เลือกนวดน้ำมัน Deep Tissue สบายมากจริงๆครับ อยากให้เทคโนโลยีสามารถบันทึกความสบายมาฝากกันได้จัง Checking Out รู้ตัวอีกทีก็ใกล้เวลาต้องกลับบ้านแล้ว ในวันสุดท้ายทางรีสอร์ทนัดให้เราพบผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งเพื่อรับ Feedback ว่าประสบการณ์การเข้าพักของเราเป็นยังไงบ้าง และช่วยให้เราได้ทบทวนถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา สำหรับเราแล้วเราก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าเราอ่อนแอเรื่องการครองสติให้อยู่กับร่างกาย และได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆที่จะช่วยให้การนอนของเราดีขึ้น จากนี้ไปก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะเลือกเอาอะไรไปปรับใช้บ้าง จริงๆแล้วมีอีก 1 คลาสเล็กๆที่เราลงไว้ แต่ตั้งใจจะเก็บไว้ทำก่อนเช็คเอ้าท์จะได้เอาผลงานเป็นที่ระลึกกลับบ้านไปด้วย นั่นก็คือ Herbal Potpourri Making หรือคลาสทำเครื่องหอมบุหงารำไปจากสมุนไพรนั่นเอง เป็นกิจกรรมที่ทั้งง่ายและสนุก เราสามารถเลือกผสมกลิ่นน้ำมันหอมระเหยได้เอง ทำเสร็จแล้วก็หน้าตาดีแถมมีประโยชน์เอาไปใช้ต่อที่บ้านได้ด้วย ก่อนออกจากรีสอร์ท พนักงานได้ยื่น Folder เล็กๆให้พร้อมข้อความพลังบวกที่เป็น Take-Home Wellbeing Guide ให้เราได้เอาไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันด้วย ใส่ใจทุกขั้นตอนจริงๆครับ Wrapping Up Our Stay 3 วัน 2 คืนที่ผ่านมา เรารู้สึกว่าได้ทำอะไรไปเยอะมากครับ กิจกรรมแน่นเอี้ยด แต่กลับไม่รู้สึกถึงความเครียดหรือความเร่งรีบเลย ที่นี่เหมาะสำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการพักผ่อนและดูแลสุขภาพไปด้วยพร้อมๆกัน เสน่ห์ของ Veya อยู่ตรงที่แขกแต่ละคนสามารถเลือกกิจกรรมตามระดับความจริงจังได้ด้วยตัวเอง หรืออยากจะใช้เวลาอยู่ใน Villa ทั้งวันก็ได้เช่นกัน ทำให้สามารถตอบทุกโจทย์ได้แม้มาด้วยกันหลายคน ถือเป็นคอนเส็ปต์การพักผ่อนแบบใหม่ที่น่าสนใจเข้ากับวิถีชีวิตยุคใหม่มากครับ สำหรับเราแล้วการเข้าพักที่ Veya ครั้งนี้นั้นเป็นประสบการณ์ที่ค่อนข้างแปลกใหม่ในดีกรีที่กำลังพอดี เราใช้เวลาใน Villa อย่างคุ้มค่า กิจกรรมต่างๆก็สนุกและมีประโยชน์มาก อาหารก็ดีงาม และบริการก็ยอดเยี่ยมมากครับ อยากให้มาลองเข้าพักกันสักครั้ง แล้วเพื่อนๆจะอยากกลับมา “ถักทอ” และ “สานต่อ” คุณภาพชีวิตให้ยิ่งดีขึ้นไปอีกเรื่อยๆครับ สนใจสอบถามโทร 076 372 400 Line: @BanyanTreePhuket Email: phuket@banyantree.com #LetsHoparound

STAY IN TOUCH

  • Black Facebook Icon
  • Black Instagram Icon
  • TikTok
  • Black YouTube Icon

INSTAGRAM

YOUTUBE

Hoparound.co คือเว็บไซต์ท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์สำหรับ Modern Aesthete ที่คัดสรรทุกประสบการณ์การเดินทางอย่างพิถีพิถัน เราเชื่อมโยงแรงบันดาลใจจากงานดีไซน์ สถาปัตยกรรม และศิลปะ เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เหนือระดับ โดยมีทั้งการรีวิวโรงแรมหรู บูธีคโอเทลชั้นนำจากทั่วโลกที่ผ่านการเลือกสรรมาแล้วว่าโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมมอบสิทธิพิเศษและ exclusive offer ที่คัดมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ เพื่อให้คุณได้สัมผัสการพักผ่อนที่มีสไตล์และเปี่ยมด้วยคุณภาพ ผ่านเนื้อหาที่รุ่มรวยด้วยข้อมูลเชิงลึกและภาพถ่ายที่ถ่ายทอดความงดงามได้อย่างไร้ที่ติในทุกมิติ

Hoparound.co – A travel and lifestyle platform curated for design lovers and creative explorers. We handpick design hotels, cafés, galleries, and offer a booking system with exclusive travel deals you won’t find elsewhere. Beyond travel, we dive into lifestyle, art, and design content to inspire your journey. Discover unique places across Thailand and around the world — from museums, galleries, cafés, restaurants, and design hotels, to remarkable architecture, creative brands, and stylish products. All presented through engaging storytelling, beautiful visuals, and high-quality content that’s informative, enjoyable, and full of inspiration.

ที่เที่ยวใหม่ 2025 |  พิพิธภัณฑ์ & แกลเลอรี่ | โรงแรมดีไซน์ |  คาเฟ่สายอาร์ต |  เที่ยวไทย-ต่างประเทศ จองที่พัก |  รีวิวโดยบล็อกเกอร์ |  ไอเดียทริปไม่ซ้ำใคร |  ค้นหาสถานที่สร้างแรงบันดาลใจ | Travel wesite | Thai Travel Blogers | Travel Influencers | a travel website travel influencers thailand รีวิวท่องเที่ยว รีวิวโรงแรม รีวิวร้านอาหาร

 

Contact and Collaboration with Hoparound.co
E-mail: info.hoparound@gmail.com | Facebook: @hoparound.co | Instagram: @hoparound.co | Youtube: hoparound.co | Tiktok: @hoparound.co

Follow us on Instagram

เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury ถเที่ยว แพลนขับรถเที่ยว อเมริกา West Coast Travel Guide
bottom of page