Search Results
129 results found with an empty search
- รีวิวโรงแรม Hansar Pranburi หรรษา ปราณบุรี
รีวิวโรงแรม Hansar Pranburi หรรษา ปราณบุรี ระหว่างที่เรากำลังหาโรงแรมสำหรับทริปสามร้อยยอดอยู่นั้น เราไปสะดุดตากับภาพอาคารสีขาวตัดกับภูเขาหินปูนเขียวชะอุ่มที่ยืนตระหง่านเป็นฉากหลัง เบื้องหน้าเป็นชายหาดที่เงียบสงบ แถมมองไปรอบๆก็แทบไม่เจอเพื่อนบ้านเลย โลเคชั่นที่ exclusive แบบนี้ช่างมีแรงดึงดูดเราเสียเหลือเกิน หลังจากเปรียบเทียบกับโรงแรมอื่นๆอีก 2-3 แห่ง เราก็ตัดสินใจเลือก Hansar Pranburi ณ ปลายหาดสามร้อยยอดแห่งนี้อย่างง่ายดาย รีวิวโรงแรม Hansar Pranburi หรรษา ปราณบุรี จองห้องพักได้ที่นี่ BOOK NOW นานๆจะได้มาที่สามร้อยยอดสักที แถมโปรโมชั่นลดราคาแถมอาหารเช้าก็ดีเหลือใจ เราจึงเลือกห้องใหญ่ขนาด 61 ตร.ม.ที่วิวดีที่สุดไปเลยแล้วกัน นั่นก็คือห้องฮันนีมูน สวีท วิวทะเลพร้อมจากุซซีเอ้าท์ดอร์ (Honeymoon Sea View Suite with Jacuzzi) ด้วยความที่อยู่ชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด (ไม่มีลิฟท์) จึงทำให้ได้ดาดฟ้าทั้งหมดเป็นระเบียงส่วนตัวเอาไว้เอ็นจอยวิวทะเลด้านหน้าที่แซมด้วยเกาะนมสาวและแก่งน้อยใหญ่แบบพาโนราม่าเต็มตา บอกเลยว่าสวยจับใจสุดๆ แถมด้านหลังยังมีระเบียงให้ออกไปดูวิวเขาได้อีกต่างหาก ภายในห้องมีทั้งชุดรับแขก เตียงคิงไซส์ และห้องน้ำที่กว้างมากๆ ที่ตั้งของที่นี่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวมาก อยู่ห่างจากชุมชนพอสมควร ทางเข้าโรงแรมยังเป็นถนนลูกรัง พนักงานแจ้งว่าโรงแรมเพิ่งกลับมาเปิดให้บริการได้ไม่นาน สภาพโรงแรมกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆจึงอาจจะไม่เต็มร้อยนัก เช่น น้ำไหลค่อนข้างเบา ประตูเลื่อนบางบานอาจตกร่องบ้าง บางจุดอาจจะดูโทรมบ้าง แต่ในภาพรวมก็ถือว่าสะดวกสบายมากพอ และมีอาหารบริการทำให้ไม่ต้องออกไปหาร้านกินข้างนอก อ่อ! ขออนุญาตเตือนนิดนึงว่าด้วยความที่โรงแรมอยู่ใกล้ภูเขาหินปูนซึ่งถูกกัดเซาะจนมีหลุมมีแอ่งให้น้ำขัง จึงทำให้ที่นี่ยุงเยอะมาก อย่าลืมพกสเปรย์กันยุงกันมาด้วยนะครับ โชคดีที่เราเข้าพักโรงแรมหลังจากช่วงหยุดยาว บรรยากาศจึงสงบมาก มีเพียงนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่กี่คนในโรงแรมเท่านั้น หาดด้านหน้าโรมแรมก็เงียบสงบมากเช่นกัน แต่ด้วยสภาพหาดกึ่งทรายกึ่งโคลน จึงเหมาะแก่การเดินเล่นมากกว่าลงไปนอนอาบแดดหรือเล่นน้ำ (โรงแรมก็มีสระน้ำริมหาดให้บริการ) ในภาพรวม Hansar Pranburi แห่งนี้เหมาะกับคนที่แสวงหาความสงบเป็นส่วนตัวเพื่อพักผ่อนเติมพลังชีวิตด้วยธรรมชาติที่งดงามราวภาพเขียน หรือเพื่อปล่อยใจทบทวนชีวิต หรือเพียงเพื่อนั่งทำงานเงียบๆ แต่หากคุณคาดหวังความหรูหรา และการบริการไร้ที่ติแบบโรงแรม 5 ดาว ที่นี่อาจจะไม่ตอบโจทย์ของคุณ สำหรับชาว #hopsters ที่อ่านมาจนใกล้จบบทความนี้ เราอยากจะแถมโบนัสให้สักนิด หากคุณตัดสินใจจะมาใช้บริการที่นี่แบบเดียวกับเรา เรา strongly recommend ให้ตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า เพราะแสงสีทองที่ฉาบขอบฟ้านั้นร่ายมนตร์ทำให้วิวที่สวยมากๆอยู่แล้ว ยิ่งมหัศจรรย์ขึ้นไปอีก และภาพนี้จะตราตรึงใจคุณไปอีกนานแสนนาน สรุปความประทับใจกับหรรษา ปราณบุรี วิว 5 ดาว (ว้าวสุดๆถ้ามีมากกว่า 5 ก็ให้เต็มแบบไม่หัก) โลเคชั่น 4.5 ดาว (เป็นส่วนตัวมากๆ หัก 0.5 เพราะทางเข้าลูกรัง) สิ่งอำนวยความสะดวก 3.5 ดาว (อ่านในโพสต์) บริการ 4 ดาว (พนักงานอัธยาศัยดีมาก แต่ขาดความรู้เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว) ความสะอาด 4 ดาว อาหาร 4 ดาว (รสชาติดีแต่ตัวเลือกน้อย และอาหารเช้ายังไม่ประทับใจ) ความคุ้มค่า 4 ดาว (สำหรับราคาโปรโมชั่น) . รีวิวโรงแรม Hansar Pranburi หรรษา ปราณบุรี จองห้องพักได้ที่นี่ BOOK NOW . FB/IG/TikTok: @hoparound.co YouTube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #SamRoiYod #LetsHoparoundThailand #LetsHoparound #LetsHoparoundPrachuapkhirikhan #เที่ยวไทย #เที่ยวสามร้อยยอด#ไทยเที่ยวไทย #เที่ยวไทยเท่ #เที่ยวประจวบ #ประจวบคีรีขันธ์ #เที่ยวทะเล #วิธีไปถ้ำพระยานคร #วิธีไปเขาสามร้อยยอด #ถ้ำพระยานคร #UnseenThailand #Prachuapkhirikhan #อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด #อุทยานแห่งชาติ #ภูเขา
- Ho Chi Minh City ของดีใกล้บ้าน ตะลุยย่านกิน-เที่ยว-ช้อป โฮจิมินห์ เวียดนาม
HO CHI MINH CITY โฮจิมินห์ ซิตี้ (หรือชื่อเดิมคือไซ่ง่อน) เป็นเมืองเศรษฐกิจที่ใหญ่และ Happening ที่สุดของเวียดนาม ตอนนี้กำลังเริ่มฮ็อตในหมู่นักท่องเที่ยวยุคหลังโควิด เพราะนอกจากจะเดินทางสะดวก บินใกล้ๆ ไม่ต้องปรับเวลา และมีค่าครองชีพที่ถูกกว่าไทยแล้ว โฮจิมินห์ยังเต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร และร้านเสื้อผ้าดีไซน์สวย ราคาดีที่กำลังสร้างชื่อในหมู่นักช้อปสายแฟฯ ทริปนี้เราจะพาเพื่อนๆไปกระโดดโลดเที่ยวกัน 3 คืน 4 วัน ไปดูกันว่าโฮจิมินห์ ซิตี้ในปี 2025 นี้เป็นยังไงกันบ้าง ไปดูกันเลยคร้าบบบ Park Hyatt Saigon ทริปนี้เรานอนกันที่ Park Hyatt Saigon หนึ่งในโรงแรมที่หรูที่สุดของเมืองแล้วล่ะ และที่สำคัญคือทำเลดีมากอยู่กลางเมืองเลย เดินไปเที่ยวจุดสำคัญๆได้สะดวกแบบแทบไม่ต้องพึ่งแท็กซี่ เราชอบที่การตกแต่งของที่นี่ยังคงเก็บดีเทลและเสน่ห์ความความ Heritage ในยุคโคโลเนียลเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม และหลังจากเดินเที่ยวจนเหงื่อชุ่มมาทั้งวัน เราก็อุ่นใจว่ากลับถึงห้องพักเราจะสบายแน่นอน โดยเฉพาะตอนอาบน้ำด้วย Amenities กลิ่น Bergamote 22 จาก Le Labo ที่หอมฟุ้งสดชื่นเป็นกลิ่นสบู่ Signature ของ Park Hyatt ทั่วโลกเลย จองห้องพัก Park Hyatt Saigon ราคาพิเศษได้ที่นี่ เวลาเปิดปิด: 24 ชั่วโมง Location: https://maps.app.goo.gl/ncaogANaz2JHK1Yz5 Catinat Building ตึกนี้น่าจะอยู่ในแทบทุกลิสต์ของคนที่มาเที่ยวโฮจิมินห์ซิตี้ แต่อาจจะไม่รู้จักชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ ที่นี่เป็นตึกเก่าที่ถูกดัดแปลงมาเป็นศุนย์การค้ารวมแบรนด์แฟชั่นท้องถิ่นใจกลางเมือง ชั้นใต้ดินเป็นชั้นรวมสินค้าแฟชั่นวัยรุ่นแบ่งเป็นล็อกๆอารมณ์คล้ายๆโบนันซ่าที่สยามสแควร์สมัยก่อน ถ้าสมัยนี้ก็ประมาณยูเนี่ยนมอลล์ (แต่ที่นี่แอบมีกลิ่นอับ เพราะความเก่าแหละ 555) ด้านบนตึกก็เป็นแบรนด์โลคอลเช่นเดียวกันแต่ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น แยกเป็นร้านของแต่ละแบรนด์จริงจัง เวลาเปิดปิด: 8:00–21:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/nrro4TQx5LzZaGuK8 Rang Rang Coffee น่าจะอ่านว่า “ราง ราง” แปลว่า “คั่ว คั่ว“ เป็นร้านกาแฟที่กำลังมาแรงด้วยแบรนดิ้งเท่ล้ำสมัย ตอนนี้มีอยู่ 8 สาขาทั่วโฮจิมินห์ซิตี้และกำลังเปิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราไปสาขาที่อยู่ติดกับ Park Hyatt เลย ได้ข่าวว่าเพิ่งเปิดได้ไม่นาน เมนูขายดีของเค้าคือ Rang No.5 ซึ่งเป็นกาแฟใส่ครีมโฟมนม แต่เราเลือกลองกาแฟเวียดนามที่เป็น Fine Robusta ปรุงด้วยนมข้นหวาน เค้ามีความเข้มให้เลือกอยู่ 2 ระดับ คือ Brown Coffee กับ Light Brown Coffee อร่อยดีครับ แต่แก้วเล็กไปนิด ดูดแป๊บเดียวหมดเลย 55555 เวลาเปิดปิด: 7:00–22:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/hnWByrR7S2nxym6s8 Cao Minh Saigon ร้านตัดสูทเนี้ยบที่มีความเป็นมามากว่า 70 ปีของ Ho Chi Minh City ตั้งอยู่ติดกับร้านกาแฟ Rang Rang เลย ใครชอบอยากได้สูทสวยๆมาลองแวะชมได้ครับ เวลาเปิดปิด: 9:00–20:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/qxZnJeFdpGYrfHv87 Quan Bui - Original เราถาม Conceirge ของโรงแรมว่าถ้าอยากลองอาหารเวียดนามดั้งเดิมไปร้านไหนดี และร้านนี้ก็คือคำตอบ ข้อดีก็คือเค้ามีเมนูให้เลือกค่อนข้างเยอะเลยครับ ฉะนั้นถ้าใครอยากลองหลายๆเมนูก็สามารถจบที่นี่ได้เลยครับ ส่วนเรื่องรสชาตินั้นเราเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอาหารเวียดนาม ก็ขอคอมเม้นต์ตามความรู้สึกก็แล้วกันเนอะ เราว่ารสชาติอาหารของที่นี่อร่อยแบบกลางๆ ไม่จัดและไม่มีอะไรโดดออกมาให้ว้าวเท่าไหร่ แต่ชอบที่เค้าเน้นผักและวัตถุดิบท้องถิ่นที่สดและคุณภาพดีครับ เวลาเปิดปิด: 7:00–23:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/aQo6pyq7c4KJiKqD9 Gom Sai Gon อยู่ชั้นบนของตึก Catinat ที่นี่เป็นเวิร์คช้อปสอนปั้นจานชามเซรามิค ที่มีโซนคาเฟ่ไว้ให้คนนอกเข้ามาดื่มมัทฉะและกาแฟกันได้ แถมยังมีจานชามสวยๆให้เลือกซื้อกลับบ้านได้ด้วย ดูแล้วน่าจะกำลังเป็นที่นิยมเพราะมีคนเข้ามาทำเวิร์คช้อป และสั่งเครื่องดื่มไม่ขาดสายเลยครับ เวลาเปิดปิด: 8:00–21:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/GhYKLM46EhpWvy1t5 L'usine อีกร้านคาเฟ่และ Select Shop ที่เราแอบเห็นว่ามีสาขาในห้างด้วย สาขานี้อยู่ตรงหัวมุมสี่แยก ก็เลยเห็นโดดเด่นแต่ไกลชวนให้เข้ามาสำรวจมากๆ เข้ามาด้านในบรรยากาศดูอบอุ่น และยังคงไว้ซึ่งเสน่ห์ความโคโลเนียลผสานกับยุคสมัยใหม่ได้ลงตัวดีครับ เวลาเปิดปิด: 7:30–21:30 น. Location: https://maps.app.goo.gl/GiS5M95hiKoHi3ya8 AMAI DONG KHOI อีกร้านเซรามิคสีสวยที่เราบังเอิญเดินผ่านมาเจอ เกือบเสียเงินแล้วครับ ยังดีที่สติทำงานก่อน เพราะเซรามิคที่ซื้อจากทริปก่อนๆยังนอนนิ่งอยู่ในห่อกระดาษที่บ้านอยู่เลย ฮ่าๆ เวลาเปิดปิด: 9:00–20:30 น. Location: https://maps.app.goo.gl/mommgFz63mGjbRDo6 Katinat ร้านคาเฟ่ที่มีทั้งชาและกาแฟ แต่ดูเหมือนจะเน้นชามากกว่า มีอยู่หลายสาขาในโฮจิมินห์ซิตี้ มีเมนูที่น่าสนใจหลายตัว เช่นชานมเงาะ ชาอู่หลงผสมสับปะรดและมะขาม กาแฟผสมชีสและน้ำผึ้ง หรือจะเป็นอะโวคาโดปั่นกับมะพร้าวอ่อนก็น่าลองไม่เหมือนใคร เกร็ดเล็กๆ Katinat น่าจะมาจากชื่อถนน Catinat ชื่อเก่าของถนน Dong Khoi ซึ่งเป็นหนึ่งในถนนสายหลักของ Ho Chi Minh City โดยที่ถนนเส้นนี้ตั้งชื่อตามเรือรบฝรั่งเศส Catinat ที่เข้าจู่โจมมาเอาเวียดนามไปเป็นเมืองขึ้น (เศร้าจัง) โดยเรือลำนี้ก็ตั้งชื่อตามจอมพล Nicholas Catinat ผู้ยิ่งใหญ่ในศตวรรษที่ 17-18 อีกที โอ้ย! จะตั้งชื่อหลายทอดไปไหนเนี่ย เวลาเปิดปิด: 6:30–23:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/iVbi2srHBdW7129SA Pizza 4P’s ร้านพิซซ่าที่ไม่ว่าจะถามใครต่างก็แนะนำให้มาลอง จุดเด่นของเค้าอยู่ที่ความสดของวัตถุดิบตามคอนเส็ปต์ Farm-To-Table ทางแบรนด์มีโรงงานผลิตชีสเป็นของตัวเองที่ Don Duong หมู่บ้านเล็กๆบนเขานอกเมือง Dalat ดาวเด่นของบรรดาชีสที่เค้าทำเองก็คือ Burrata ซึ่งต้องเสิร์ฟภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากที่ทำเสร็จ ดังนั้นชีส Burrata ประมาณ 2,000 ลูกจึงต้องผลิตและส่งไปที่สาขาต่างๆให้ทันเวลาในทุกๆวัน และก็ทำให้รสชาติแตกต่างจริงๆ ต้องยอมรับว่ามื้อนี้ที่ Pizza 4P’s นั้นเป็นหนึ่งในมื้อที่เราประทับใจที่สุดในทริปนี้เลย เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ Pizza 4P’s นั้นเป็นการเล่นกับคำว่า Pizza For Peace เพื่อส่งมอบความอร่อยและเสริมสร้างสันติภาพในโลก ก่อตั้งโดยชาวญี่ปุ่น 2 คน คือ คุณ Masuko Yosuke และ Sanae Takasugi เวลาเปิดปิด: 10:00–22:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/T6x18MR6hzcAnkCC8 Annam Gourmet ร้านขายของฟีลกรูเมต์มาเก็ต ร้านนี้มีทั้งของเวียดนามเองและของนำเข้านะครับ คัดสรรมาให้เลือกช้อปแบบจุใจมาก ที่นี่รับบัตรเครดิตนะ เวลาเปิดปิด: 7:00–21:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/nE5cZ3LoZcgsp8by9 Ho Chi Minh City Museum of Fine Arts มิวเซียมดีๆ มาเดินเล่นชิลๆได้ครับ เวลาเปิดปิด: 8:00–17:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/aYwyq9ds7BCEWBSf6 Compound Garment ร้านเสื้อผ้าแบรนด์โลคัลเวียดนาม มีทั้งเสื้อผ้าผู้ชายและผู้หญิงเลย เวลาเปิดปิด: 10:00–21:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/L9g8ykPKy7TiFZ8n9 Lacaph Coffee Experiences Space แบรนด์กาแฟชื่อดังของเวียดนาม ที่นี่มีทั้งเมล็ดคั่วจากทั้งเวียดนามและหลากประเทศ ส่วนใครมีเวลาหน่อยอยากให้ลองเข้าคลาสเวิร์คชอปทำกาแฟเวียดนามที่นี่นะครับ เราชอบมาก ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก็เสร็จละ เวลาเปิดปิด: 9:30–17:30 น. Location: https://maps.app.goo.gl/pSrD5B4Bapig52rh7 Waa แบรนด์รองเท้าหนังดีไซน์เก๋ๆ ของเวียดนาม เวลาเปิดปิด: 10:00–21:30 น. Location: https://maps.app.goo.gl/3PnaqzsAVLRv2NSK9 The Beuter แบรนด์เสื้อผ้าเวียดนาม unisex ดีไซน์เท่ๆ ราคาไม่แพง เวลาเปิดปิด: 9:30–21:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/DDfA42UM7mJfSCWA8 Beat Unbeaten Store ร้านเสื้อผ้าน่ารักๆ ที่นี่รับบัตรเครดิตด้วยนะ เวลาเปิดปิด: 8:00–21:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/vJqTx9G2MFuJoE2y6 ️HO CHI MINH BOOK STREET ถนนของคนรักหนังสือใจกลางเมืองโฮจิมินห์ ที่นี่มีทั้งหนังสือภาษาเวียดนามและภาษาอังกฤษนะครับ เวลาเปิดปิด: 8:00–21:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/KAsZyZvCoZVG2RWn9 Phê La - Hồ Tùng Mậu อีกหนึ่งร้านชาและกาแฟที่เหมาะแก่การนั่งจิบชิลๆ เวลาเปิดปิด: 7:00–23:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/dhbPUiq3LT3H9ZC66 WABE SABE ใครมองหาเสื้อผ้าสไตล์มินิมอลควรแวะร้านนี้นะ เวลาเปิดปิด: 10:00-20:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/i9PhpyPUdnmqcNoq8 Bếp Ốc - Sài Gòn ร้านอาหารทะเลสุดอร่อยที่เราอยากแนะนำให้มากิน เพราะเป็นอาหารทะเลที่สดมาก แถมราคาดีด้วยครับ เวลาเปิดปิด: 11:00-22:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/H4pufFMV28ysT98VA Bach Dang Ice Cream ร้านไอศกรีมท้องถื่นที่อร่อยมากๆๆๆ เราชอบรสเผือกมาก นัวๆ หวานน้อย ก็ไม่น่าแปลกใจที่คนนั่งกินเยอะมาก แถมโลเกชั่นดีสุดๆ อยู่กลางสี่แยกเลย เวลาเปิดปิด: 8:00–23:00 Location: https://maps.app.goo.gl/2GfEmjUi3JYXqajJ6 Cheese Coffee กาแฟชีสที่นี่อร่อยนะ ร้านนี้มีสาขาเยอะ แต่สาขานี้อยู่หน้าโรงแรมเราเลยขอแวะสักหน่อย เปิดทุกวัน 7:00–21:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/ThFJgMp9G18nsBST9 Quán Cơm Tấm Hùng กินอาหารเช้าสไตล์เวียดนามแบบคน Local ที่ Quán Cơm Tấm Hùng เปิดทุกวัน 6:00–12:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/YL2a5GueH2WcEVoL7 35 Nguyễn Văn Tráng แวะช้อปปิ้งที่ตึก 35 Nguyễn Văn Tráng ตึกนี้ไม่แมสมาก แต่มีพวกแบรนด์เสื้อผ้าโลคัล คาเฟ่ ร้านค้า และร้านที่เราช้อปเสื้อผ้าผู้ชายเยอะสุดคือร้าน HIM CONCEPT แนะนำเลยครับ วันและเวลาเปิดปิดขึ้นอยู่กับแต่ละร้าน Location: https://maps.app.goo.gl/9rM4fXE8FQuG3tVMA MêMan ร้านเสื้อผ้าผู้ชายคัตติ้งเนี้ยบสุดมินิมอล ที่ตั้งอยู่ข้างๆร้านไอศกรีม https://www.instagram.com/meman.saigon/ เปิดทุกวัน 10:00–20:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/3WqTsR4baUMBLLA7A Ka Koncept Flagship Store ถัดมาจากร้านเสื้อผ้า Me Man ก็จะเป็นร้าน Ka Koncept Flagship Store ซึ่งเพิ่งเปิดได้ไม่นานเลย มีขายทั้งน้ำหอมแบรนด์นิชๆ เสื้อผ้า หนังสือ แม็กกาซีน สำหรับใครที่นึกภาพไม่ออกแนะนำให้นึกถึง Dover Street Market ที่ Tokyo London New York ฟีลประมาณนั้นเลย แถมพนักงานทุกคนอัทยาศัยดีมากๆ ภาษาอังกฤษปังสุดๆ เปิดทุกวัน 9:30–22:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/XF3xhrue97UqkKNq8 Cafe Apartment จะไม่แวะก็ไม่ได้ เพราะที่นี่เค้าเป็นตึกที่รวมเอาคาเฟ่และร้านค้าร้านอาหารเยอะมากๆ ใครเหนื่อยก็ขึ้นลิฟต์ได้นะครับแต่ต้องจ่ายค่าขึ้นน้าา ส่วนใครไหว เดินขึ้นเลยครับ วันและเวลาเปิดปิดขึ้นอยู่กับแต่ละร้าน Location: https://maps.app.goo.gl/9rM4fXE8FQuG3tVMA Secret Garden Restaurant ภัตตาคารอาหารเวียดนามที่เค้าแนะนำมา แต่สำหรับเรารสชาติกลางๆ แต่เราว่าบรรยากาศดี เพราะอยู่ชั้นดาดฟ้าเลยไม่ร้อนมาก ลมโกรก เปิดทุกวัน 9:30–22:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/edut3bbc8cVbQMki8 Godmother Bake & Brunch ก่อนกลับกันเราขอแวะกินขนมเค้กและดื่มน้ำสดชื่นๆกันที่ร้านนี้ ซึ่งเจ้าเป็นคนเกาหลีนะ ใครที่คุ้นๆ ก็เหมือนกันกับร้านที่ไทยนี่แหละ ไม่แน่ใจว่าเค้าซื้อแบรนด์มาเปิดหรือยังไง ลองแวะไปชิมกันดูได้ มีให้บริการทั้งอาหารคาว Brunch รวมไปถึงเค้ก ของหวาน เครื่องดื่มต่างๆ และร้านน่ารักมากกกกกกก เปิดทุกวัน 8:00–22:00 น. Location: https://maps.app.goo.gl/TM5PukkXJCtbEW1U8 #LetsHoparound #Vietnam #HoChiMinhCity
- The Surin Phuket เดอะสุรินทร์ ภูเก็ต อีกครั้งกับสวรรค์สีครามที่งดงามยิ่งกว่าเดิม
The Surin Phuket เดอะสุรินทร์ ภูเก็ต อีกครั้งกับสวรรค์สีครามที่งดงามยิ่งกว่าเดิม วันนี้เราดีใจมากครับที่ได้กลับมาพักที่ The Surin รีสอร์ทหรูบนหาดที่สวยที่สุดและเป็นส่วนตัวที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะภูเก็ต ตลอดกว่า 40 ปีที่ผ่านมาดีไซน์รีสอร์ทระดับตำนานแห่งนี้ได้ร่ายมนต์ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้กลับมาเป็นแขกประจำซ้ำแล้วซ้ำอีกตลอดทั้งปี แต่สำหรับคนไทยแล้วกลับมีน้อยคนที่จะรู้จักหรือเคยได้มาสัมผัสเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใครของที่นี่ด้วยตัวเอง และในการที่เรากลับมาคราวนี้ The Surin ก็มีโซนใหม่ให้เราได้ไปอัพเดทกันด้วย ปกติแล้ว The Surin จะมีแขกค่อนข้างแน่นหมุนเวียนกันจองเข้ามาเกือบตลอดปี และแทบจะไม่เคยมีข้อเสนอพิเศษสำหรับคนไทยเลย วันนี้ hoparound.co จึงภูมิใจพรีเซนต์ดีลหายากที่เราได้ทำร่วมกับ The Surin Phuket มากๆครับ แต่เพื่อนๆต้องรีบกันหน่อยนะ จองห้องพักกับดีลพิเศษ BOOK NOW WITH EXCLUSIVE OFFER อย่างที่เกริ่นไว้ว่าครั้งนี้เป็นการกลับมาพักครั้งที่ 2 ของเรา คราวนี้จึงเน้นการอัพเดท และแจ้งดีลพิเศษเป็นหลัก ถ้าใครต้องการอ่านประสบการณ์เข้าพักครั้งแรกของเราก็ คลิกที่นี่ได้ครับ สิ่งแรกที่ทุกคนน่าจะสังเกตเห็นเมื่อมาถึงรีสอร์ทแห่งนี้นั้นน่าจะเป็นทะเลสีฟ้าคราม ณ หาดพันทรี (อ่านว่าพัน-ซี) ที่มีทรายขาวละเอียดนุ่มเท้า ทะเลที่นี่สวยจริงๆครับ ไม่ว่าเราจะมากี่ครั้งเห็นมากี่ทีก็ยังอดรู้สึกว้าวไม่ได้เลย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่แดดออก ทะเลจะมีสีฟ้าเป็นพิเศษเลย และด้วยโลเคชั่นของรีสอร์ทที่ตั้งอยู่บนหาดที่มีโขดหินปิดทั้ง 2 ฝั่งโดยธรรมชาติ จึงทำให้แขกของ The Surin (และ Amanpuri ที่อยู่ติดกัน) ได้ใช้หาดนี้แบบเป็นส่วนตัวโดยไม่มีใครมารบกวน นี่คือความโดดเด่นมากๆที่ The Surin มีเหนือคู่แข่งเกือบทั้งตลาด อีกหนึ่งเสน่ห์ของ The Surin ก็คือตัวรีสอร์ทเองที่สวยงามมีเอกลักษณ์และได้รับออกแบบทั้งหมดโดยคุณ Edward Tuttle สถาปนิกระดับตำนานของโลกผู้ล่วงลับไปเมื่อปี 2020 ดังนั้นแขกที่เข้าพักจึงได้มากกว่าการพักผ่อนในบรรยากาศที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังได้มาเสพผลงานชั้นครูของปรมาจารย์ด้านการออกแบบอีกด้วย และสุดท้าย รีสอร์ทสวยๆบนหาดงามๆก็คงจะไร้ชีวิตชีวาหากไม่มีผู้คนในทีม The Surin ที่ช่วยกันส่งมอบความประทับใจผ่านการบริการอย่างมืออาชีพและพร้อมใบหน้าแต้มยิ้มทุกๆครั้งที่สบตากับแขก เมื่อความดีงามทั้ง 3 อย่างมาบรรจบกัน The Surin จึงมักกลายเป็นรีสอร์ทโปรดของแทบทุกคนที่เคยได้มาสัมผัส The Cottages ห้องพักส่วนใหญ่ของที่นี่จะมีลักษณะเป็น Cottage ซึ่งแบ่งย่อยเป็นหลายประเภทขึ้นอยู่กับขนาด (มีทั้งแบบ 1 และ 2 ห้องนอน) และตำแหน่งที่ตั้งของแต่ละหลัง แต่ Vibes โดยรวมนั้นให้อารมณ์เดียวกันเกือบทั้งหมดด้วยการตกแต่งที่เน้นงานไม้ทาสีเทาอ่อนตัดกับผนังสีขาวสะอาดตา พูดง่ายๆก็คือห้องพักของ The Surin นั้นมีเสน่ห์น่าพักทุกประเภทเลยครับ แม้กระทั่ง Room Type เริ่มต้นที่อยู่บนเนินเขาและมีทิวมะพร้าวเขียวชอุ่มเป็นวิวก็ให้ความรู้สึกร่มเย็นและเป็นส่วนตัวมากๆ แต่เพื่อให้ตอบโจทย์ของเพื่อนๆมากที่สุด เราแนะนำให้สอบถามโดยตรงกับทางรีสอร์ทว่า Cottage แบบไหนที่จะเหมาะกับเงื่อนไขต่างๆของเรามากที่สุดนะครับ Beach Suites กลับมาคราวนี้ห้องพักของเราคือ Beach Suite หมายเลข 340 ซึ่งอยู่บนหาดเลย ได้วิวทะเลแบบเต็มตาไม่มีอะไรมากั้นยกเว้นกรอบหน้าต่าง ตอนกลางคืนก็ได้ยินเสียงคลื่นกล่อมนอน และยังมีระเบียงให้ออกไปนั่งเล่นจิบกาแฟชิลๆริมหาดด้วย ห้องของเราขนาดประมาณ 65 ตร.ม. แบ่งสัดส่วนเป็นห้องนอนพร้อมมุมนั่งเล่นชมวิว ถัดเข้าไปอีกหน่อยก็จะเป็น Walk-In Closet แยกเป็น 2 ฝั่งสำหรับผู้เข้าพักแต่ละคน และจากนั้นก็เป็นห้องน้ำพร้อมอ่างอาบน้ำตรงกลาง ประกบด้วยอ่างล้างหน้าแยกกัน 2 ฝั่ง ใครที่ชอบอยู่ใกล้ชิดกับทะเลก็ต้องเป็น Room Type นี้เลยครับ ในปี 2021 ที่เรามาพัก The Surin เมื่อคราวก่อน ตอนนั้น Pool Villa และ ร้านอาหาร Beach Restaurant นั้นยังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง แต่กลับมาในคราวนี้ทุกอย่างเปิดพร้อมให้บริการกันแล้ว เราไปอัพเดทกันดีกว่าครับ Pool Villa แม้คุณ Edward Tuttle จะล่วงลับไปก่อนที่ Pool Villa ของ The Surin จะสร้างขึ้น แต่งานออกแบบก็ยังคงอ้างอิงจากสไตล์ของเขามาทั้งหมด เพียงแต่ Pool Villa จะเน้นสีไม้ธรรมชาติ ไม่ทาสีเทาอ่อนแบบ Cottage อื่นๆ และมีเพียง 6 หลังเท่านั้น ขึ้นชื่อว่า Pool Villa แน่นอนว่าต้องมีสระส่วนตัวมาให้ แต่ของที่นี่ยังมีศาลาพักผ่อนส่วนตัวมาให้อีกด้วย ส่วนด้านในนั้นแบ่งสัดส่วนเป็นอย่างดีครับ มี 1 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ และ 1 ห้องนั่งเล่น ให้อารมณ์เหมือนบ้านที่อบอุ่นและหรูหราไปพร้อมๆกัน อ่างอาบน้ำในห้องน้ำนั้นดูทันสมัยและใหญ่กว่าที่อ่างของห้องแบบเก่าพอสมควรเลยครับ Pool Villa นั้นเหมาะกับคนที่ชอบความเป็นส่วนตัว และชอบพื้นที่ใช้สอยกว้างๆ (ประมาณ 90 ตร.ม.) Beach Restaurant มาถึงห้องอาหารไทยที่เปิดใหม่อย่าง Beach Restaurant กันบ้าง สำหรับเพื่อนๆที่จองด้วยโค้ด Hop Around ก็จะได้เซ็ตดินเนอร์ 1 มื้อ (Degustation Set) สำหรับ 2 ท่าน ที่ห้องอาหารนี้ด้วยนะครับ Beach Restaurant นั้นตกแต่งสไตล์ไทยโมเดิร์น ตั้งอยู่หน้าหาดมีทั้งโซน Indoor และ Outdoor สามารถรองรับได้ตั้งแต่โต๊ะเล็กๆ 1-2 คน ไปจนถึงกรุ๊ปใหญ่ๆ หรืองานจัดเลี้ยงก็ได้เช่นกัน วันนี้เราสั่งมาชิมหลายเมนูเลย อร่อยทุกจานครับ แต่เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ของ The Surin จะเป็นชาวต่างชาติ การปรุงรสจึงมีการปรับให้เหมาะกับแขกส่วนใหญ่ของทางรีสอร์ท แต่ถ้าเราชอบรับประทานรสจัดจ้านแบบคนท้องที่ก็สามารถรีเควสต์กับพนักงานได้เลยนะครับ Breakfast at Lomtalay Restaurant ไหนๆก็พูดถึงอาหารกันแล้ว เรามาดูหน้าตาอาหารเช้าที่รวมอยู่ในข้อเสนอของเรากันด้วยดีกว่านะครับ อาหารเช้าที่นี่เสิร์ฟที่ห้องอาหารลมทะเล โดยมีทั้งแบบบุฟเฟต์และ A la carte ปรุงสดให้เราเลือกสั่งได้เต็มที่เลยครับ อาหารเช้าของ The Surin นั้นมีความหลากหลายครอบคลุมทุกความต้องการ มีทั้งแบบตะวันตกและเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ นม ไข่ ชีส เบเกอรี่ ไปจนถึงแบบสุขภาพที่เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชและโยเกิร์ต เราชอบน้ำผลไม้คั้นสดและสมูธตี้ในไลน์บุฟเฟ่ต์เป็นพิเศษ ส่วนอาหารท้องที่ก็มีทั้งติ่มซำ ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน โรตี ไปจนถึงข้าวราดผัดกะเพรา และข้าวเหนียวหมูทอดแบบ A la carte Poolside Dining สำหรับมื้ออื่นๆ ที่ Poolside Dining จะมีเสิร์ฟทั้งอาหารไทยและฝรั่งในเมนูที่อร่อยง่ายๆแบบ All Day Dining เช่น ผัดไทย สเต๊ะ เบอร์เกอร์ แซนด์วิช หรือพิซซ่า จองห้องพักกับดีลพิเศษ BOOK NOW WITH EXCLUSIVE OFFER Sunset Restaurant ส่วนที่ห้องอาหาร Sunset ที่อยู่ติดกันในอาคาร ก็พร้อมเสิร์ฟดินเนอร์แบบเมดิเตอร์เรเนียนเลิศรสให้แขกทุกๆเย็นครับ Beach Bar อีกหนึ่งสิทธิพิเศษสำหรับแขกที่จองด้วยโค้ด Hop Around ก็คือส่วนลด 10% สำหรับเครื่องดื่มผสมแอลกOฮอล ซึ่งสั่งได้จากทุกห้องอาหารของรีสอร์ท แต่ถ้ามาดื่มที่ Beach Bar ก็จะชิลล์เป็นพิเศษครับเพราะอยู่ติดหาด และเขาเสิร์ฟเครื่องดื่มทั้งกลางวันและกลางคืนเลย Spa สปาเราก็มีส่วนลด 10% ให้เช่นกัน สำหรับแขกที่จองด้วยโค้ด Hop Around นะครับ และที่ The Surin นั้นก็มีชื่อเสียงในด้านสปาด้วยเช่นกัน เราประทับใจที่ก่อนนวดพี่ Therapist จะมีการวนขัน Singing Bowl เพื่อทำ Sound Bath ให้เรารู้สึกสงบก่อน และน้ำหนักมือที่ถูกฝึกมาอย่างดีนั้นก็ทำให้เราเคลิ้มจนเผลอหลับไปได้อย่างรวดเร็วเลยครับ Water Activities นอกจากเราจะสามารถลงเล่นน้ำในสระ 6 เหลี่ยมสีดำขนาดใหญ่สุด Iconic ที่เป็นมรดกงานออกแบบของคุณ Edward Tuttle แล้ว ทางรีสอร์ทยังมีอุปกรณ์สำหรับเล่นกิจกรรมทางน้ำไว้คอยให้บริการเราซึ่งส่วนใหญ่ก็จะฟรีด้วยนะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศนะครับ ไม่ว่าจะเป็น บอดี้บอร์ด แพดเดิ้ลบอร์ด เรือแคนู วินด์เซิร์ฟ ดำน้ำสนอร์เกิ้ล ไปจนถึงเรืออย่าง Hobie Cat และ Catamaran Sailing แต่ถ้าใครชอบอยู่แค่บนชายหาด ก็มีอุปกรณ์วอลเลย์บอลกับฟุตบอลชายหาดไว้ให้ยืมด้วย Gym เพื่อนๆเคยออกกำลังกายในห้องแอร์หน้าหาดมั้ยครับ เราอยากให้ได้มาลองการออกกำลังที่นี่กันครับ เพราะทั้งชิลล์และได้เหงื่อไปพร้อมๆกัน ที่สำคัญคืออุปกรณ์ทุกอย่างของที่นี่นั้นครบครันทันสมัยได้มาตรฐานโลกไปเลย Boutique ใครอยากหาของที่ระลึกติดไม้ติดมือให้แวะเข้ามาที่ The Boutique ของรีสอร์ทครับ ในนี้จะมีทั้งของที่คัดมาจากแหล่งต่างๆ และสินค้าที่เป็นแบรนด์ของรีสอร์ทเอง น่าสนใจหลายชิ้นเลยล่ะ Library ถ้าเต็มอิ่มกับลมทะเลและแสงแดดแล้วอยากจะหาที่ตากแอร์พักร้อนโดยไม่ต้องกลับห้องพัก เราขอแนะนำห้องสมุดสุดสวยของ The Surin ที่นี่มีหนังสือให้เลือกอ่านและดูรูปได้เพลินๆ ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือเชิงศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ แถมยังมีโต๊ะ Pool ให้เล่นได้ด้วยครับ ใครจะหิ้วคอมฯหอบงานมานั่งทำในนี้ก็เย็นสบายแถมดีไซน์สวยมากเหมือนอยู่ห้องสมุดบ้านเศรษฐีเก่าเลยแหละ จองห้องพักกับดีลพิเศษ BOOK NOW WITH EXCLUSIVE OFFER ยอมรับเลยว่า The Surin เป็นรีสอร์ทที่มีเสน่ห์มากๆครับ ถ่ายรูปสวยทุกมุม ดูรูปที่เราถ่ายมาฝากเป็นหลักฐานได้เลย แต่ที่มากกว่าความโฟโตเจนิคก็คือ Vibes ของสถานที่จริงครับ เราได้รับพลังงานบวกทุกครั้งที่กลับมาที่นี่ ทั้งจากธรรมชาติที่สวยงาม งานสถาปัตย์ระดับโลก และการบริการที่อบอุ่นรู้ใจ ที่สำคัญคือลูกค้าคนไทยยังค่อนข้างน้อยมากๆ เราจึงอยากให้เพื่อนๆชาว #Hopsters ได้ไปลองสัมผัสกันดูสักครั้งครับ จองห้องพักกับดีลพิเศษ BOOK NOW WITH EXCLUSIVE OFFER The Surin Phuket Pansea Beach, 118 Moo 3, Choengtalay, Thalang, Phuket 83110 Thailand Tel: +66 (0) 76 316 400 Fax: +66 (0) 76 621 590 E-mail: hotel@thesurinphuket.com Website: www.thesurinphuket.com #TheSurinPhuket #Phuket #LuxuryBeachResort #LetsHoparound #รีวิวโรงแรม #รีวิวรีสอร์ท #เดอะสุรินทร์ภูเก็ต #ภูเก็ต #BestHotelsInPhuket #PlacestoStay #LuxuryResort
- ล่องเรือตามรอยอารยธรรมแห่งเมดิเตอร์เรเนียนกับ Ponant Luxury Expeditions 11 วัน 10 เมือง 4 ประเทศ แบบ All Inclusive ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม!
ล่องเรือตามรอยอารยธรรมแห่งเมดิเตอร์เรเนียนกับ Ponant Luxury Expeditions 11 วัน 10 เมือง 4 ประเทศแบบ All Inclusive ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม! ผลบุญชาติก่อนคงดลบันดาลให้เราได้มารู้จักกับ Ponant (โพน้องต์) บริษัทเดินเรือสมุทรสุดเอ็กซ์คลูซีฟสัญชาติฝรั่งเศสที่แตกต่างจากแบรนด์ Cruise อื่นๆแบบแทบจะขั้วตรงข้าม Ponant ไม่ได้เป็นแบรนด์เรือสำราญ แต่เป็นเรือสำราญกึ่งสำรวจที่หรูหราแบบไม่ตะโกนแต่ใช้โทนเสียงนุ่มๆน่าฟัง เน้นพาเราไปรู้จักกับโลกในเชิงลึกในมุมที่น้อยคนจะได้สัมผัสแบบ All inclusive และแน่นอนครับ Hoparound.co ก็มีส่วนลดพิเศษสำหรับ Cruise ของ Ponant มานำเสนอด้วย ถ้าสนใจก็คลิกตรงนี้เพื่อลงทะเบียนรับส่วนลดได้เลยครับ แทนที่จะเน้นเรือลำใหญ่สำหรับผู้โดยสารนับพันคน Ponant เน้นเรือเล็กคุณภาพสูงที่รองรับผู้โดยสารได้สูงสุดเพียง 264 คนและสามารถพาเราเข้าไปเจาะลึกตามเมืองท่าเล็กๆที่เรือใหญ่เข้าไปไม่ได้ และแทนที่จะเน้นความหรูหราแบบวิบวับมลังเมลือง Ponant เน้นการ Enrich ประสบการณ์เชิงลึกให้เราได้ Fullfill ตัวเองตามความสนใจที่เราเลือก ด้วยเส้นทางเดินเรือที่หลากหลายในทุกทวีปทั่วโลก และในบางเส้นทางก็มีธีมเฉพาะเจาะจง ไม่ว่าจะเป็นธีมประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ สัตว์ป่า อาหาร ดนตรี ศิลปะ โดย Ponant จะประสานงานกับองค์กรที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านเพื่อเชิญ Expert (บางครั้งก็เป็น Celebrity เลยนะ) ของแต่ละวงการมานำเสนอ ให้ความรู้ ทำการแสดง เล่นดนตรี ร้องเพลงหรือทำอาหารให้เราได้ลิ้มลอง และในแต่ละธีมก็อาจจะมีการเจาะลึกลงไปอีก เช่น ถ้าเป็นธีมดนตรีบางเส้นทางก็จะเน้นโอเปร่า หรือกีต้าร์ หรือเปียโน เช่นในเส้นทางของเราซึ่งเป็นการครบรอบ 10th Anniversary Piano Festival at Sea ในบางเส้นทาง Ponant ก็ร่วมกันกับสถาบัน Smithsonian เครือข่ายศูนย์วิจัยและพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งก็จะเชิญภัณฑารักษ์เฉพาะทางมาให้ความรู้เชิงลึกในหลายๆแง่มุมเกี่ยวกับจุดหมายปลายทางที่เราแวะไปตลอดเส้นทาง ฉะนั้นการเดินทางกับ Ponant จึงเหมาะกับคนที่ Well-Traveled ประมาณหนึ่งและชอบการเดินทางกึ่งเรียนรู้ที่อาจจะพ่วงด้วยการผจญภัยพอหอมปากหอมคอ (โดยเฉพาะในเส้นทางอย่างขั้วโลกเหนือ-ใต้ เกาะแก่งไกลโพ้นอย่าง Bora Bora หรือ Seychelles หรือ Faroe Islands) โดยที่ยังมีลูกเรือคอยดูแลอำนวยความสะดวกอย่างดีในบรรยากาศที่อบอุ่นเหมือนบ้านน้อยบนผืนทะเลใหญ่ และก็มีโมเม้นต์ให้อวดความเก๋อยู่เรื่อยๆถ้าต้องการ The Mediterranean: in the footsteps of great civilisations ทริปนี้ของเรายังไม่ได้พาเพื่อนๆไปสุดขอบโลกหรอกครับ แต่เป็นเส้นทางที่สวยงามและสุขสบาย ในชื่อทริปว่า The Mediterranean: in the footsteps of great civilisations กับเรือ L’Austral (ลอสตราล) หนึ่งในเรือทั้งหมด 14 ลำของ Ponant บ้านน้อยลอยน้ำที่จะพาเราตามรอยอารยธรรมแห่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนโดยเริ่มจากเมือง Valletta ประเทศมอลต้า ลัดเลาะผ่าน Sicily และ Puglia ในอิตาลี ต่อไปยังเมืองเล็กเมืองใหญ่ในประเทศกรีซ และตุรกี ก่อนจะสิ้นสุดทริปที่เมือง Antalya เป็นการล่องเรือ 11 วัน 10 เมือง 4 ประเทศ โดยธีมเฉพาะของ Cruise นี้คือ Piano at Sea ครั้งที่ 10 ซึ่งจะมีการเชิญนักเปียโนหลากหลายแนวมาแสดงคอนเสิร์ตบนเรือให้เราได้ชมกันแทบทุกวันเลย Cruise ของ Ponant จะเป็น All-Inclusive นะครับ หมายถึงบริการพื้นฐานทั้งหมดนั้นรวมอยู่ในค่า Cruise เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มใดๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องพัก อาหาร เครื่องดื่ม การเข้าใช้ Facilities ต่างๆบนเรือ รวมถึง Excursions ทริปย่อยๆตามเมืองที่เราแวะระหว่างทางด้วย ซึ่งเค้าจะมีโปรแกรมให้เราเลือก และต้องจองล่วงหน้าก่อนขึ้นเรือนะครับ เราเองก็ไม่ทราบมาก่อนจึงต้องไปจองเอาบนเรือ แต่ก็โชคดีที่เจ้าหน้าที่ใจดีหาที่ให้เราจนได้ เลยให้ทิปเป็นน้ำใจไปนิดหน่อยครับ ส่วน Options พิเศษก็มีให้เราเลือกจ่ายเพิ่มได้อีกหลายอย่าง เช่น ทรีตเม้นต์สปา ซักรีด เครื่องดื่มแอลฯแบบพรีเมี่ยม แท็กซี่ไปสนามบินหลังจบทริป รวมไปถึงบาง Excursions ที่พิเศษกว่าปกติ เช่น พาไปแวะชิมของอร่อยของแต่ละเมือง เป็นต้น แล้วก็ทิปที่ไม่ได้บังคับแล้วแต่น้ำใจของเรา Valletta, Malta Valletta, Malta Valletta เป็นเมืองที่เราอยากมาเที่ยวมานานแล้วแต่ก็ไม่เคยได้มาซักที เพราะรู้สึกเหมือนว่าจะอยู่ไกลและคงเดินทางไปลำบาก พอ Ponant นัดให้มาขึ้นเรือที่นี่ก็ทำให้เรารู้ว่าจริงๆแล้วจาก Milan บินมา Valletta ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง แถมค่าตั๋วก็ไม่แพงอย่างที่คิด เราซื้อ Business Class มาในราคาคนละ 8,xxx บาทเท่านั้นเพราะเรามีสัมภาระเยอะ แต่ถ้าตั๋ว Eco ก็น่าจะอยู่ประมาณ 2,xxx บาท มีขึ้น-ลงแล้วแต่ช่วงเวลา Valletta เป็นเมืองหลวงและเมืองท่าที่สวยมากครับ ดูจากรูปก็คงเห็นอยู่แล้ว แม้ประเทศ Malta จะประกอบไปด้วยเกาะเล็กๆไม่กี่เกาะ แต่มีประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ยาวนานมากครับ อย่างน้อยก็ย้อนไปได้ถึง 7,000 ปีนู่นแน่ะ และยังมีซากวิหารโบราณที่เก่าแก่กว่าพีรามิดที่อียิปต์ซะอีก ตัดมาในช่วงปี 1813 Malta ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ แม้จะได้รับอิสรภาพแล้วแต่ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของเครือจักรภพ (Common Wealth) มาจนปัจจุบัน Malta จึงเป็นหนึ่งใน 2 ประเทศในสหภาพยุโรปที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักร่วมกับภาษาของตัวเอง (Maltese) อีกประเทศก็คือ Ireland และด้วยกฎหมายที่เอื้อให้ต่างชาติทำงานได้ บวกสภาพอากาศสดใสแบบเมดิเตอร์เรเนียน และที่สำคัญที่สุดก็คือค่าครองชีพที่ถูกกว่ายุโรปแผ่นดินใหญ่ Malta จึงกลายเป็นแม่เหล็กทรงพลังดึงดูดแรงงานจากทั่วโลกให้มาอยู่ที่นี่ (ร้านอาหารไทยหาง่ายกว่าที่มิลานอีก) และเท่าที่เราได้ลองชวนคนแปลกหน้าคุย เราเจอคน Malta แท้ๆแค่ 2-3 คนเอง เสียดายที่เรามีเวลาใน Malta เพียง 2 คืน จึงยังไม่ทันได้ไปอีกหลายที่ แต่เท่าที่ไปมาก็คุ้มค่ามากๆแล้วครับ สำหรับบทความนี้แค่เพียงจะเล่าให้ฟังว่าเรามาขึ้นเรือที่นี่ ก็เลยเอารูปสวยๆมาให้เพื่อนๆได้พอเห็นภาพคร่าวๆก่อน ส่วนโพสต์พาเที่ยว Valletta แบบละเอียดกว่านี้ เดี๋ยวเอาไว้แยกทำเพิ่มในอนาคตละกันนะครับ เมื่อเรามาถึง Valletta Cruise Port Terminal ตอน 16:00 น. ตามเวลาที่ Ponant นัดพอดี ก่อนขึ้นเรือเราต้องไปยังจุดฝากกระเป๋าเดินทาง (เฉพาะใบใหญ่นะครับ ส่วนแครี่ออนใดๆก็ให้เรานำติดตัวไปเองได้เลย) จากนั้นก็จะมีการจัดของว่างและเครื่องดื่มไว้ต้อนรับก่อนขึ้นเรือ ลูกเรือชาวฟิลิปปินส์ทักทายเราด้วยรอยยิ้มและแววตาที่บ่งบอกถึงความดีใจเป็นพิเศษ สงสัยนานๆทีจะได้เห็นผู้โดยสารรูปร่างหน้าตาทรงเดียวกัน ฮ่าๆๆๆ เราเองก็รู้สึกอุ่นใจมากขึ้นเช่นกัน จากนั้นเราก็เดินตามป้ายไปขึ้นเรือกันครับ L’Austral Boarding our ship, L’Austral เรือของเรามีชื่อว่า L’Austral (อ่านว่า ลอสตราล) ครับ ลูกเรือแต่งตัวเต็มยศเรียงแถวกันตั้งแต่ตีนบันไดขึ้นเรือบนแผ่นดิน และบนเรือก็มีลูกเรืออีกเซ็ตที่เรียงแถวกันต้อนรับเราด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ยิ่งลูกเรือชาวฝรั่งเศสนั้นดูสวยหล่อกันทุกคน ทำให้เรารู้สึกเป็นดังแขกคนสำคัญ เอาจริงๆแรกๆก็รู้สึกเกร็งอยู่เหมือนกันนะครับ แต่พอเวลาผ่านไปเราก็ได้พูดคุยและเริ่มคุ้นเคยกับลูกเรือทั้งชาวเอเชียและชาวฝรั่งเศส ก็รู้สึกเลยว่าทุกคนน่ารักเป็นกันเองกันมากๆ ทำให้ตลอดการเดินทางที่เหลือรู้สึกว่า L’Austral อบอุ่นเหมือนบ้านเลยครับ พอขึ้นเรือมาแล้ว เราต้องผ่านขั้นตอนการลงทะเบียนต่างๆเพื่อเช็คอินเข้าห้องพัก (บนเรือจะเรียกว่า Cabin หรือ Stateroom) กรอกแบบฟอร์มเกี่ยวกับสุขภาพ และฝากพาสปอร์ตไว้กับทางเรือเพื่อให้เค้าเป็นธุระทำเรื่องเข้าออกประเทศต่างๆให้เรา โดยเราจะได้การ์ดของ Ponant มาแทน ซึ่งการ์ดนี้สำคัญมากๆนะครับ ต้องรักษาไว้ดีๆเลย เพราะนอกจากจะใช้เป็นคีย์การ์ดเปิดเข้า Cabin ของเราแล้ว ยังต้องนำมาสแกนทุกครั้งตอนขึ้นและลงเรือเพื่อแวะเที่ยวเมืองระหว่างทาง หลังจากเช็คอินและ Unpack กระเป๋าออกมาตั้งรกรากชั่วคราวใน Cabin ของเราได้พักใหญ่แล้ว ก็มีเสียงประกาศจากกัปตันเชิญให้ทุกคนไปที่ห้อง Theatre บนชั้น 4 ของเรือ เพื่อทำการปฐมนิเทศน์ กล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ รวมถึงต้องให้ทุกคนซ้อมหนีภัยใส่ชูชีพ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่กฎหมายบังคับให้ผู้โดยสารทุกคนต้องเข้าร่วมจึงจะออกเรือได้ หลังจากขั้นตอนนี้แล้วก็ไม่มีการบังคับใดๆอีก แต่ก็จะมีประกาศให้ทราบถึงกิจกรรมบนเรือซึ่งจะสลับสับเปลี่ยนไปทุกวัน และบนเรือก็มีอะไรให้เราเข้าร่วมเยอะมากจนบางทีเราก็ไม่ไหว ขอข้ามไปบ้าง ตอนแรกคิดว่ามาอยู่บนเรือ 10 วันแล้วจะเบื่อหรือเปล่า แต่เรื่องจริงมันตรงข้ามกันเลยครับ เราเองกลับต้องเป็นฝ่ายขอพักอยู่เฉยๆบ้าง ฮ่าๆๆๆ Ship Tour: L’Austral L’Austral เป็นเรือกลุ่ม The Sisterships ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้น 4 ลำในฟลีททั้งหมดของ Ponant เรือของเรามีห้องพัก 132 ห้อง เมื่อเทียบกับเรือสำราญทั่วไปที่มีเป็นพันห้องจึงมีขนาดค่อนข้างเล็กแต่ก็มีประสิทธิภาพสูงสามารถล่องไปขั้วโลกได้สบายๆ ข้อดีมากๆของเรือเล็กคือสามารถเข้าเมืองท่าเล็กๆที่เรือใหญ่เข้าไม่ได้ เราก็เลยได้แวะเที่ยวแบบเจาะลึกกว่าใคร การตกแต่งบนเรือนั้นใช้วัสดุอย่างดี เน้นโทนสีสบายตาเรียบหรูไม่สวิงสวายเว่อร์วัง มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันพอเหมาะพอดีกับความต้องการใช้งานในโอกาสต่างๆ เรือของเรามีทั้งหมด 7 ชั้น ห้องพักของเราอยู่ชั้น 5 และเราโชคดีมากๆที่ทาง Ponant อัพเกรดให้เป็นห้อง Suite คือเปิดเป็น Connecting Room โดยปรับให้ห้องอีกฝั่งเป็นห้องนั่งเล่น ส่วนระเบียงก็เปิดทะลุกัน มีห้องน้ำ มินิบาร์ และตู้เสื้อผ้าให้เหมือนกันทั้ง 2 ฝั่ง เราจึงแบ่งกันใช้คนละฝั่งแบบสบายๆเลยครับ ในห้องแม่บ้านได้เตรียมขวดน้ำรักษาอุณหภูมิติดแบรนด์ Ponant ไว้ให้เราไว้เติมน้ำก่อนออกไป Excursions ด้วยนะครับ และเราสามารถเอากลับบ้านไปด้วยได้เลยตอนเช็คเอ้าท์ ส่วน Amenities ในห้องใช้ของ Diptyque กลิ่น Philosykos หรือกลิ่นลูกฟี้กหนึ่งในกลิ่นคลาสสิคตลอดกาลของแบรนด์ สภาพโดยรวมของห้องพักก็คือสวยงามสะดวกสบายฟีลเดียวกันกับห้องในโรงแรม 5 ดาว เพียงแต่ขนาดอาจจะเล็กกระทัดรัดกว่า สิ่งหนึ่งที่อาจจะต่างจากการนอนโรงแรมทั่วไปก็คือที่หน้าห้องจะมี Mail Box หรือที่รับเอกสารและจดหมายต่างๆ สิ่งนี้สำคัญมากนะครับ เพราะทุกวันเจ้าหน้าที่จะนำโปรแกรมสำหรับวันถัดไปมาเสียบเอาไว้ให้ ซึ่งในนั้นจะบอกข้อมูลทุกอย่างแบบละเอียดมากๆ ตั้งแต่เวลาเปิด-ปิดของห้องอาหารที่อาจจะมีการขยับไม่ตรงกันในแต่ละวัน ตารางกิจกรรมพิเศษหรือคอนเสิร์ตในวันนั้น ถ้าเราจองอะไรพิเศษไว้ เช่น Excursion ก็จะมีตั๋วที่ระบุว่าเราอยู่กรุ๊ปไหน นัดเจอกันที่เวลากี่โมงแนบมาให้ด้วย (เค้าจะแบ่งเป็นกรุ๊ปๆละ 10-15 คน) รวมไปถึงสภาพอากาศของเมืองที่เราจะแวะไปในวันนั้น พร้อมคำแนะนำว่าเราควรแต่งตัวประมาณไหนและควรเตรียมอะไรติดตัวไปด้วย และในบางครั้งเราก็อาจจะได้รับจดหมายจากเพื่อนร่วมทางที่พักอยู่ห้องอื่นๆส่งมาแสดงมิตรไมตรีกับเราด้วย ไปทัวร์เรือกันดีกว่าครับ แต่เราขอไม่เรียงตามชั้นละกัน แต่จะเรียงไปตามฟังก์ชั่นการใช้งานแทน ชั้นหลักของเรือที่เราต้องมาทุกวันเพราะใช้ในการขึ้น-ลงเรือ และติดต่อสอบถามเรื่องต่างๆคือชั้น 3 ครับ ชั้นนี้เป็นที่ตั้งของ Reception, Excursion Desk สำหรับสอบถามจัดการเรื่องทริปย่อยในแต่ละเมือง, Boutique ร้านขายของที่ระลึกและสินค้าคัดสรรจาก Ponant และสุดท้ายก็คือ Main Lounge เป็นที่ Hangout หลักของเรือ และเป็นจุดนัดพบสำหรับทุกๆ Excursion Main Lounge เปิดให้บริการตั้งแต่เช้าถึงดึกตามแต่กิจกรรมของวันนั้นๆ ในทุกๆเอ้าท์เล็ตของเรือเราสามารถสั่งเครื่องดื่มได้ไม่อั้น เพราะรวมอยู่ในค่า Cruise แล้ว บางช่วงเวลาจะมีนักดนตรีประจำเรือมาบรรเลงขับกล่อมให้เราเพลิดเพลินยิ่งขึ้น ช่วงบ่ายของทุกวันจะมีการเสิร์ฟอาหารว่างและของหวานเพิ่มเติมด้วย พอตกกลางคืนก็จะมีกิจกรรมที่สลับสับเปลี่ยนไปแต่ละวัน เช่น Karaoke Night, เล่นเกม Quiz ทายปัญหา หรือสอนเต้นสไตล์ต่างๆ อีก Lounge นึงจะอยู่ชั้น 6 ฝั่งหัวเรือครับ เป็น Observatory Lounge ที่เห็นวิวได้แบบ Panorama แถมยังมีมุมหนังสือดีๆสวยๆเพียบเลยให้เราเลือกหยิบมาดูได้ตามสบาย และแน่นอนครับสั่งเครื่องดื่มได้แบบอันลิมิเต็ดเช่นเคย บางวันโชคดีเราก็จะได้ดูนักเปียโนที่ได้รับเชิญมาเล่นคอนเสิร์ตบนเรือมาซ้อมอยู่ในห้องนี้ด้วย เรียกได้ว่าเหมือนได้ดูคอนเสิร์ตส่วนตัวแบบระยะประชิดเลยครับ ส่วนถ้าใครยังดูวิวจากใน Lounge ไม่จุใจก็ยังมีระเบียงให้ออกไปดูด้านนอกแบบไม่มีอะไรมากั้นได้อีกด้วย ถ้าเบื่อ Lounge ทั้ง 2 จุดแล้ว บนดาดฟ้าชั้น 7 ฝั่งท้ายเรือก็จะมีจุดให้นั่งดริ้งค์ได้อีก 1 จุด เป็น Open Air Bar ที่เดินขึ้นบันไดมาจากสระว่ายน้ำชั้นได้เลย 6 มาจิบเครื่องดื่มหลังอาหารรับลมก็ชิลมากๆครับ ส่วนฝั่งหัวเรือบนดาดฟ้าชั้น 7 ส่วนใหญ่เค้าจะปิดไว้เพื่อความปลอดภัยนะครับ จะเปิดก็ช่วงโอกาสพิเศษที่เรือจะแล่นช้าๆให้ดูวิว เช่น ในทริปนี้จะเป็นช่วงที่เราล่องผ่านคลอง Corinth ที่เชื่อมระหว่างทะเล Ionian กับ Agean ในประเทศกรีซซึ่งพิเศษมากๆครับ เดี๋ยวไว้ไปเล่าในช่วงวันที่เราล่องผ่านคลองอีกที Le Rodrigues ไปดูห้องอาหารกันบ้างดีกว่า บนเรือจะมีห้องอาหาร 2 ห้องโดยแต่ละห้องจะมีเวลาเปิด-ปิดไม่เหมือนกันในแต่ละวันครับ อาจจะช้า-เร็วต่างกันประมาณ 30 นาที เพราะต้องปรับตามทริป Excursions ในแต่ละวันที่เริ่มไม่ตรงกัน ห้องอาหารแรกเป็น Grill Restaurant ชื่อว่า Le Rodrigues อยู่ชั้น 6 ฝั่งท้ายเรือ เน้นให้เราบริการตัวเองแบบบุฟเฟต์ บรรยากาศสบายๆเป็นกันเอง คนส่วนใหญ่ก็จะมารับประทานอาหารที่ห้องนี้เป็นหลัก เพราะมีที่นั่งทั้งในห้องแอร์ และด้านนอกริมสระว่ายน้ำซึ่งบรรยากาศดีเชียว กินเสร็จก็ถอดเสื้อแผ่พุงนอนอาบแดดต่อได้เลย Le Coromandel อีกห้องอาหารจะเป็น Gastronomic Restaurant ชื่อว่า Le Coromandel อยู่ชั้น 2 ห้องอาหารนี้จะเป็น Full Service แบบฝรั่งเศส บรรยากาศสวยงามเป็นทางการ มีการจัดโต๊ะปูผ้าเต็มรูปแบบ มี Sommelier แนะนำไวน์ และต้องแต่งตัวสุภาพในการเข้าใช้บริการ ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณภาพอาหารของทั้ง 2 ห้องนั้นพอๆกันนะครับ อาจจะมีบางเมนูที่ต่างกันบ้างและการนำเสนอคนละอารมณ์ เราเลือกเข้าใช้บริการได้ตามสะดวกเลย ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ถ้านัดกันมาเป็นกรุ๊ปใหญ่ สำหรับห้อง Le Coromandel อาจต้องจองล่วงหน้าสักหน่อย ส่วนใครที่มาไม่ทันเวลาเปิดปิดของทั้ง 2 ห้องอาหาร ไม่ต้องกังวลนะครับ เพราะบนเรือ L’Austral มีบริการ Room Service ตลอด 24 ชั่วโมง และรวมอยู่ในค่า Cruise ทั้งหมดแล้ว โทรสั่งจากที่ห้องได้เลย ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่จะให้ทิปด้วยมั้ยก็ตามสะดวกครับ ส่วนเรารวบเก็บไว้ให้วันสุดท้ายแบบรวมทีเดียวเลย เกริ่นไปก่อนหน้าแล้วว่าชั้น 4 เป็นที่ตั้งของ Theatre ที่ใช้เรียกประชุมใหญ่ แต่หลังจากการปฐมนิเทศน์ในวันแรก ห้องนี้ก็จะถูกใช้ในการรับชมการแสดงต่างๆ รวมถึงคอนเสิร์ตเปียโนซึ่งเป็นธีมหลักของทริปนี้ด้วย และในบางครั้งก็จะใช้เป็นห้องบรรยายเล็คเชอร์ให้ความรู้ต่างๆอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ขนาดกระทัดรัด ตกแต่งสวยงาม และระบบเสียงและไฟคุณภาพดีครับ ขยับขึ้นมาชั้น 5 กันต่อ นอกจากจะเป็นชั้นของ Cabin ของเราแล้ว ชั้น 5 ยังเป็นชั้นที่มี Facilities ที่หลากหลายมาก ฝั่งหัวเรือจะเป็นห้องบังคับเรือ หรือที่เรียกว่า Bridge ซึ่งถ้าเค้าแขวนป้ายสีเขียวไว้ เราสามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ด้วยนะครับ บางวันเค้าก็มีกิจกรรมสอนให้เราใช้อุปกรณ์บางชิ้นด้วย อย่าง Sextant ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการบอกพิกัดเรือของเราเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางท้องทะเลอันเวิ้งว้างโดยใช้พระอาทิตย์เป็นหมุดในการบอกทิศทาง ส่วนฝั่งท้ายเรือของชั้น 5 นั้นก็จะมีทั้ง Spa ที่แม้จะต้องจ่ายเงินเพิ่มแต่ก็เต็มแทบจะตลอดเลย หรือจะเป็น Photo Desk ซึ่ง Ponant จะมีตากล้องประจำ Cruise สำหรับทั้งภาพนิ่งและวิดิโอคอยเก็บภาพสวยๆให้เราด้วย และเราก็สามารถซื้อกลับบ้านได้ด้วยเช่นกัน ถัดเข้าไปด้านในก็จะเป็น Gym ขนาดเล็กแต่คุณภาพเยี่ยมทั้งตัวเครื่องและวิวทะเลด้านนอก ที่ติดกันก็จะเป็น Hammam หรือห้องอบไอน้ำ ซึ่งทั้ง 2 ส่วนหลังนี้ใช้บริการได้ฟรีครับ พาชมเรือทั่วทั้งลำแล้ว วันนี้ขอตัวไปนอนก่อนนะครับ พรุ่งนี้เช้าเรามีนัดไป Excursion ที่ Stop แรกของทริปซึ่งก็คือเมือง Syracuse บนเกาะ Sicily ครับผม Syracuse, Sicily, Italy Syracuse, Sicily, Italy Mediterranean แปลว่า ทะเลที่อยู่ท่ามกลางแผ่นดิน ซึ่งก็ตรงกับลักษณะทางกายภาพที่ผืนน้ำสีฟ้าเข้มของทะเลแห่งนี้นั้นถูกล้อมรอบไปด้วยแผ่นดิน 3 ทวีป คือยุโรปตอนใต้ เอเชียฝั่งตะวันออกกลาง และแอฟริกาตอนเหนือ จึงทำให้ทะเล Mediterranean เป็นจุดหลอมรวมอารยธรรมที่หลากหลายและข้ามผ่านกาลเวลามาหลายยุคสมัย และถ้าดูจากแผนที่ก็จะเห็นว่าใจกลางของทะเลแห่งนี้ ก็คือเกาะ Sicily ประเทศอิตาลีในปัจจุบันนั่นเอง ดังนั้น Sicily จึงมีความเข้มข้นและหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นพิเศษ Syracuse (อ่านว่า “ซีราคิวส”) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเกาะ Sicily ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรีซ เมื่อเกือบ 2,800 ปีก่อนในยุคที่อารยธรรมกรีกโบราณกำลังรุ่งเรือง Syracuse เองก็ได้รับอิทธิพลจากกรีกโบราณมาเต็มๆ กลายเป็นนครรัฐกรีกโบราณที่ยิ่งใหญ่ติดอันดับท็อปๆในน่านน้ำ Mediterranean รุ่งเรืองน้องๆ Athens เลยก็ว่าได้ หาก Athens มีสุดยอดนักปราชญ์อย่างอริสโตเติ้ล Syracuse ก็มีอาร์คีเมดีส บิดาแห่งคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ร้องว่า Eureka! ขณะแช่ตัวในอ่างน้ำ เพราะเขาได้ค้นพบวิธีหาความถ่วงจำเพาะด้วยการแทนที่วัตถุลงไปในน้ำ ในเวลานับพันปีต่อมาเมื่อจักรวรรดิโรมันยิ่งใหญ่ขึ้นมาแทนกรีกโบราณ Syracuse เองก็ถูกครอบงำโดยอารยธรรมโรมัน เช่นเดียวกับพื้นที่ส่วนใหญ่รอบๆทะเลเมดิเตอร์เรเนียน Excursion ของเราในวันนี้ Ponant พาเรามาที่อุทยานประวัติศาสตร์ Neapolis Archaeological Site เพื่อทำความรู้จักกับความเป็นมาที่เก่าแก่ของเมือง และที่นี่เราก็จะได้เห็นทั้ง Greek Theatre และ Roman Theatre แบบเดินถึงกันได้เลย ไกด์บอกว่าความแตกต่างใหญ่ๆของ Theatre ทั้ง 2 แบบก็คือ แบบกรีกจะเป็นการขุดเจาะลงไปในเนินหินเพื่อให้มีเสียงก้องเพราะเน้นใช้ในการแสดงละครและดนตรี และจะมีระบบการจัดการน้ำบนความชันของเนินหิน เพื่อประโยชน์ทั้งในการช่วยซับเสียงในโรงละครที่อาจก้องเกินไป รวมไปถึงการควบคุมน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตรด้วย ส่วนของโรมันจะเป็นการสร้างขึ้นจากพื้น เพราะไม่เน้นระบบเสียง แต่จะเน้นให้คนเห็นการต่อสู้กับสัตว์ดุร้ายต่างๆได้ชัดเจน ข้อแตกต่างอีกอย่างก็คือแบบกรีกจะมีระบบตั๋ว แต่ของโรมันจะเป็นระบบแย่งกันเข้าไปจองที่นั่ง ทำให้ไกด์ของเราผู้ซึ่งโปรกรีกมากกว่า ถึงกับแซวแรงๆว่าคนกรีกเน้นใช้สมอง คนโรมันเน้นใช้ร่างกาย ฮ่าๆๆๆ นอกจากโรงละครทั้ง 2 แบบแล้ว ที่นี่ยังมีอุทยานเหมืองหินแห่งสรวงสวรรค์ (Latomie del Paradiso) ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่คุมขังนักโทษและให้ทำงานสกัดหินเพื่อเอาไปใช้งานก่อสร้าง ปัจจุบันตัวเหมืองได้กลายสภาพมาเป็นสวนร่มรื่นงดงาม เต็มไปด้วยต้นมะกอก ต้นเลม่อน ต้นส้ม และอื่นๆอีกมากมาย ในช่วงที่เรามานั้นเป็นจังหวะที่ดอกไม้ต่างๆกำลังเบ่งบานพอดีจึงสวยงามเดินเพลินมากๆครับ และหาก Syracuse คือมงกุฎ เพชรยอดมงกุฎก็คงจะเป็นเกาะ Ortygia (ออร์ตีเจีย) เขตเมืองเก่าอันรุ่งโรจน์ของ Syracuse ซึ่งวันนี้เราก็จะได้พาเพื่อนๆไปเดินเล่นกันด้วยครับ สภาพบ้านเมืองบนเกาะ Ortygia นั้นทั้งน่ารักแบบชาวบ้านๆและมีมนต์ขลังในความเก่าแก่คละเคล้ากัน เดินมาไม่ทันไรเราก็มาเจอกับซากวิหาร Apollo กลางเมืองที่อายุเกือบ 2,700 ปี แต่พอเดินมาอีกนิดก็จะเจอร้านค้าสมัยใหม่เรียงรายกันอยู่บนถนน Corso Giacomo Metteotti จนมาถึงน้ำพุ Fontana di Diana ที่โดดเด่นอยู่กลางเมือง ปลายทางของเราก็คือโบสถ์ใหญ่ที่สวยตราตรึงใจของเมืองอย่าง Syracuse Cathedral (ชื่อเต็มภาษาอิตาเลียนแอบยาวและอ่านยากเลยขอเรียกสั้นๆเป็นภาษาอังกฤษแบบนี้ก็แล้วกันนะครับ) ซึ่งเป็นโบสถ์ที่เป็นหลักฐานถึงความหลากหลายของศิลปะแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี แต่เดิมเมื่อประมาณ 2,500 กว่าปีที่แล้วในยุคกรีกโบราณนั้น ที่นี่เคยเป็นวิหารสำหรับเทพ Athena มาก่อน จนในช่วงศตวรรษที่ 7 (ซึ่งก็ 1,200 กว่าปีมาแล้ว) จึงมีการสร้างโบสถ์คริสต์คาทอลิกทับลงไป โดยภายในเราจะยังสามารถเห็นเสาวิหารแบบกรีกโบราณฝังอยู่ในกำแพงได้อยู่เลยครับ จากนั้นก็มีการซ่อมแซมและต่อเติมองค์ประกอบต่างๆเรื่อยมาอีกหลายยุคสมัย แต่สภาพปัจจุบันคือวิจิตรมากๆครับ หลังจากชมโบสถ์แล้วไกด์ก็ให้เวลาเราเดินเล่นเองอีกนิดหน่อย แล้วก็ต้องรีบกลับขึ้นเรือเพื่อไปยังเมืองถัดไป เราจึงใช้เวลานี้ซื้อของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆ และลองชิมขนม Cannoli ของอร่อยชื่อดังของ Sicily จริงๆอยากจะมีเวลาเดินเล่นต่ออีกซัก 2-3 ชั่วโมง ขอเล่านิดนึงว่าตอนกลับขึ้นมากินมื้อเที่ยงบนเรือ ทาง Ponant เสิร์ฟชีส Burrata สดๆที่เชฟไปหาซื้อมาจากในเมือง Syracuse ช่วงที่เราไปเที่ยว อร่อยมากๆครับ เป็นอีกหนึ่งความใส่ใจเล็กๆน้อยๆที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรือ L’Austral อบอุ่นเหมือนอยู่บ้านซึ่งแตกต่างจาก Cruise ใหญ่ๆครับ Welcome Gala Welcome Gala วันนี้เป็นเย็นวันแรกของการเดินเรือ Ponant ดังนั้นทาง Ponant จึงจัดงาน Gala เพื่อต้อนรับแขกอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีทั้งส่วนที่เป็นงาน Cocktail กลางแจ้งริมสระบนชั้น 6 และดินเนอร์แบบเป็นทางการที่ห้องอาหาร Le Coromandel แต่เค้าก็ไม่ได้บังคับให้เข้าร่วมนะครับ แล้วแต่เราสะดวกเลย ถือว่าเป็นการเพิ่มสีสันให้กับการเดินทาง แต่ใครที่ชอบแต่งตัวถ่ายรูปนี่ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ภาพสวยๆกลับบ้านด้วยครับ Gallipoli Gallipoli และ Lecce, Puglia, Italy เมืองที่ 2 ที่เรามาแวะเที่ยวบนเส้นทางเดินเรือของเราก็คือ Gallipoli ซึ่งได้ชื่อมาจากภาษากรีก kalé pólis แปลว่าเมืองที่สวยงาม และแม้จะเป็นเมืองเล็กๆแต่เมือง Gallipoli ก็สวยงามสมชื่อจริงๆ เดี๋ยวไว้ช่วงบ่ายเราจะได้กลับมาเดินเล่นที่นี่กัน เพราะช่วงเช้าเราจอง Excursion ไปยังเมือง Lecce (เลชเช่) เอาไว้ ซึ่ง Lecce นั้นเป็นเมืองที่โดดเด่นเรื่องสถาปัตยกรรมแบบ Baroque มากจนได้ฉายาว่า Florence of the South เลยทีเดียว เมือง Lecce เริ่มก่อตั้งขึ้นในสมัยโรมันเมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน และค่อยๆมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงปลายๆยุค Renaissance ในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงที่ศาสนาคริสต์คาทอลิกกำลังถูกท้าทายอำนาจจากการเกิดขึ้นของนิกายโปรเตสแตนท์ จึงต้องเร่งทำ PR แสดงบารมีผ่านสถาปัตยกรรมของโบสถ์ที่ตกแต่งประดับประดาอย่างวิจิตรอลังการ ซึ่งก็คือจุดเริ่มต้นของศิลปะยุค Baroque ในเวลาต่อมาที่เน้นความรุ่มรวยล้นเหลือเต็มไปด้วยรายละเอียดพรึ่บพรั่บ ประกอบกับที่เมือง Lecce มีแหล่งหินลักษณะพิเศษที่เอื้อต่อการแกะสลักลวดลายละเอียดลงไปได้ง่าย จึงกลายเป็นแหล่งรวมศิลปินสไตล์ Baroque ผู้ได้ทิ้งผลงานไว้มากมายในตัวเมือง ไกด์ท้องถิ่นของ Ponant พาเราเดินเข้าเมือง Lecce ผ่าน Porta Napoli ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ประตูเข้าเขตเมืองเก่า แค่ประตูเข้าเราก็ว่าสวยแล้วครับ แต่พอเดินเข้ามาเราก็เริ่มเห็นงานแกะสลักตาม Façade และระเบียงบ้านของผู้คน แต่นั่นก็เป็นแค่น้ำจิ้มไม่กี่หยด เพราะเมื่อเราเดินมาถึง Basilica Di Santa Croce (Basilica of the Holy Cross) ก็ถึงกับต้องอ้าปากค้างเพราะหน้าอาคารเต็มไปด้วยงานแกะสลักที่ละเอียดละออราวกับมีใครเอาผ้าลูกไม้มาห่อโบสถ์เอาไว้ แทบไม่มีที่ว่างให้พักสายตาเลยครับ ส่วนด้านในนั้นก็มีงานปั้นแกะสลัก และปิดทองละเอียดสวยงามไม่แพ้กัน แต่ก็ยังมีผนังเรียบให้ได้พักสายตาบ้าง จริงๆที่ Lecce นั้นมีโบราณสถานสวยๆให้แวะชมอีกเยอะทั้งโบสถ์และโรงละครโรมันอีกหลายแห่ง แต่หลังจากที่เดินไปกับกรุ๊ป Excursion ต่ออีกสักพัก เราก็ขอแยกตัวออกมาเดินเล่นเอง เพราะระหว่างทางเราเห็นร้านน่ารักๆเยอะมากๆไม่ว่าจะเป็นร้านขายของฝาก คาเฟ่หรือร้านรวมแบรนด์ต่างๆทั้งสมัยเก่าและใหม่ เราประทับใจมากที่เจอแบรนด์เสื้อผ้าโลคอลสไตล์ Old Money แบบอิตาลี (แนวๆ Loro Piana) ที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นในเมืองเล็กๆอย่าง Lecce ด้วย แสดงว่าเมืองนี้นั้นมีความรุ่มรวยวัฒนธรรมจริงๆ และอยู่ๆเราก็นึกขึ้นได้ว่า ก่อนหน้านี้เราหาข้อมูลพบว่าที่ Lecce มีเมนูกาแฟเย็นพิเศษเป็นของตัวเอง ชื่อว่า Leccese (เลเชชเซ่) ซึ่งใช้ช็อตเอสเปรสโซ่เทลงบนน้ำแข็งและปรุงรสด้วยน้ำเชื่อมกลิ่นแอลมอนด์ที่แต่ละร้านมักจะทำกันขึ้นมาเอง เราก็เลยถือโอกาสหาร้านกาแฟซื้อมาลองกันซักหน่อย หอมอร่อยดีครับ แต่อาจจะหวานเข้มข้นไปนิดสำหรับลิ้นของเรา เผลอแป๊บเดียวก็ถึงเวลานัดขึ้นรถกลับไปที่ Gallipoli แล้ว เดี๋ยวเราไปเดินเล่นที่ Gallipoli กันต่อนะครับ ตอนที่เราได้ยินชื่อ Gallipoli ครั้งแรกก็รู้สึกว่าเป็นชื่อที่น่ารักมาก แต่ก็แอบคุ้นๆเพราะเหมือนจะเป็นเมืองที่มีโศกนาฏกรรมจากการยกพลขึ้นบกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่พอไปหาข้อมูลก็พบว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่ประเทศตุรกีแต่เมืองดันมีชื่อเดียวกัน ส่วน Gallipoli ที่เราอยู่นี้เป็นเมืองเล็กๆที่สวยและน่ารักน่าเดินมากครับ เราตัดสินใจไม่ทานมื้อเที่ยงบนเรือ และมาหาร้านในเมืองแทนจะได้สัมผัสความโลคอลได้มากขึ้นอีกหน่อย และเราก็ตัดสินใจถูกมากๆ เราเดินมาเจอร้านน่ารักวิวทะเลชื่อ Café Del Mar (แต่ทำไมใน Google Maps เขียนว่า Caffe Del Mollo หว่า) ก็เลยตัดสินใจลง Lunch ที่นี่ก็แล้วกัน แล้วก็ไม่ผิดหวังครับ อาหารทะเลที่นี่ง่ายๆแต่อร่อย เราสั่ง Linguine ซีฟู้ด กับอีกจานโลคอลที่พนักงานแนะนำให้ลองก็คือ Pesce Spada Alla Gallipolina ซึ่งเป็นปลากระโทงดาบ (Swordfish) คือปลาที่ปากแหลมๆยาวๆ เค้าแล่เอาแต่เนื้อมาคลุกแป้งบางๆแล้วทอดสไตล์ Gallipoli ตอนกินก็บีบเลม่อนซักนิด อร่อยมากครับเพราะปลาสดมาก ติดกับร้านอาหารก็เป็นหาด Spiaggia della Purità ที่โค้งสวยงามมาก เสียดายบ่ายนี้ฟ้าเริ่มหม่นฝนเริ่มตั้งเค้า แต่ก็ยังมีคนมานอนอาบแดดเล่นน้ำกันอยู่บ้าง เราเดินเล่นในเขตเมืองเก่าที่โคตรน่ารัก (อีกแล้ว) เราเลือกซื้อของฝากชิ้นเล็กๆติดไม้ติดมือกลับมาบ้าน แวะร้านน้ำหอมชื่อ Salentum I Profumi เพราะร้านตั้งอยู่ในตึกเก่าที่ข้างในสวยมากๆจนต้องขอเข้าไปดู จากนั้นเราก็ไปร้านของหวานชื่อ Martinucci นั่งพักกินขนมและเจลาโตอร่อยๆตามที่พนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารแนะนำมาอีกที ฝนเริ่มโปรยปรายแต่เราก็ยังสู้เดินต่อไปเขตเมืองใหม่ที่อยู่ไม่ไกลกัน (ก็ไม่ได้มาบ่อยๆนี่เนอะ) เจอเสื้อผ้าแบรนด์อิตาลีสวยๆลดราคา 50% แน่ะ เลยช็อปปิ้งอีกนิดหน่อย แล้วก็เดินกลับเรือ ซึ่งก็เป็นช่วงที่ชาวประมงกลับมาถึงท่าพอดีและกำลังเอาของที่หามาได้มาวางขาย และมีคนมามุงซื้อแบบตลาดปลาบ้านเรา เป็นภาพที่น่ารักมากๆครับ อยากซื้อเอาไปให้เชฟบนเรือช่วยทำอาหารให้มากเลย แต่เค้าน่าจะมีของอื่นๆเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว แหะๆ Corfu, Greece เราเริ่มเดินทางเข้าสู่น่านน้ำของประเทศกรีซแล้วครับ และเมืองที่เราจะแวะต่อไปนี้ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เราตั้งตาคอยสุดๆ เพราะนานมาแล้ว (น่าจะเกิน 10 ปีได้) ที่เราได้อ่านบทความและเห็นรูปสวยๆของเกาะ Corfu (คอร์ฟู) จากนิตยสารท่องเที่ยวต่างประเทศ และเมื่อพยายามค้นวิธีเดินทางมาที่นี่ก็พบว่าแอบมีความซับซ้อนยุ่งยากพอสมควร เลยเก็บ Corfu เอาไว้ใน Bucket List จนแทบลืมไปแล้ว พอรู้ว่าทริปนี้เราจะได้มาแวะที่นี่แบบชิลๆก็เลยตื่นเต้นมากๆครับ และ Corfu ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย ขอบคุณอากาศที่ต้อนรับเราอย่างดีเหลือเกิน แดดออก ลมเย็นกำลังดี และท้องฟ้าก็สีฟ้าแบบฟ้าาาาาาาาาาา… สระอาล้านตัว แข่งกันกับสีฟ้าใสไล่หลายเฉดของน้ำทะเลรอบเกาะ ส่วนบนแผ่นดิน Corfu ก็ถือเป็นเกาะที่เขียวชอุ่มที่สุดใน Greece เต็มไปด้วยต้นมะกอกเก่าแก่กว่า 4 ล้านต้น หลายต้นก็อายุเกิน 1,000 ปี ไกด์เล่าให้ฟังว่าในช่วงศตวรรษที่ 15 จักรวรรดิ Venice ได้แผ่อิทธิพลเข้ามายัง Corfu และอยู่ปกครองกว่า 400 ปี และก่อนที่ Venice จะเสื่อมอำนาจลง จักรวรรดิ Ottoman ก็ได้เข้ามาบุกตีและยึดเอาดินแดนที่ใช้ในการปลูกต้นมะกอกไปจาก Venice เป็นจำนวนมาก ยกเว้นที่ Corfu ซึ่งมีป้อมปราการที่แข็งแกร่งมาก (ปัจจุบันก็ยังมีอยู่ให้เห็นในตัวเมือง Corfu Town) Venice จึงหลอกให้คน Corfu ปลูกต้นมะกอกโดยบอกว่าจะให้เงินตอบแทน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำตามสัญญา Excursion ของเราในวันนี้นั้น เราจะไปแวะชมสำนักสงฆ์ Paleokastritsa ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาสูง จึงเป็นจุดชมวิวที่สวยมากๆของ Corfu ส่วนตัวสำนักสงฆ์เองนั้นก็มีความเก่าแก่ถึง 800 ปี สร้างขึ้นเพื่อบูชาพระแม่มารีตามความเชื่อของศาสนาคริสต์นิกายกรีก ออร์ธอด็อกซ์ และก็เหมือนทุกอย่างเป็นใจต้อนรับเราครับ ต้น Spanish Jasmine มะลิพันธุ์เลื้อยที่ปลูกอยู่ข้างโบสถ์ก็กำลังออกดอกสะพรั่งพรึ่บพรั่บล้นจอเหมือนกับภาพฝันเลย หรือว่าเรากำลังฝันไปจริงๆนะ ลงจากสำนักสงฆ์แล้วเราก็จะไปนั่งเรือเล่นชมทะเลและถ้ำต่างๆรอบๆอ่าว Agios Spiridon กันต่อครับ ขออนุญาตให้ภาพบรรยายความงามด้วยตัวเองก็แล้วกันนะครับ ไกด์เล่าให้ฟังว่าอีกฝั่งหนึ่งของเกาะ ทางตอนใต้ของ Old Town Corfu จะมีเกาะเล็กๆชื่อว่า Pontikonisi ตามตำนานเล่าว่าเกาะนี้คือเรือที่กลายเป็นหินของ Odysseus ผู้คิดแผนการส่งม้าไม้พร้อมไส้ศึกเข้าเมือง Troy ซึ่งสร้างความโกรธแค้นให้กับ Poseidon เทพแห่งท้องทะเลเป็นอย่างมาก ระหว่างล่องเรือกลับบ้าน เรือของ Odysseus จึงถูกสาปให้อับปางและกลายเป็นหินซึ่งก็คือเกาะ Pontikonisi ในปัจจุบัน ยังไม่จบ Excursion ในวันนี้นะครับ ไกด์จะพาเราไปกินของว่างแบบกรีกพร้อมชมวิวบนยอดเขาที่ Golden Fox View Point ของว่างอร่อยดีนะครับและวิวก็สวยมากๆเช่นเคย ใช้เวลากันอยู่ที่นี่พักใหญ่ก็ทยอยขึ้นรถ บนรถเราเห็นเจ้าหน้าที่ของ Ponant คนหนึ่งซื้อขนมเค้กโลคอลติดมือกลับมาด้วย เราก็เลยถามเค้าว่ามันคือขนมอะไร เค้าบอกว่ามันคือเค้กส้มแบบกรีกที่อร่อยมากๆชื่อว่า Portokalopita และแนะนำให้เราไปลองหาซื้อกินดู แต่เรายังมีเวลาอีกหลายชั่วโมงก่อนเรือจะออกเดินทางต่อ เราจึงมาเดินเล่นในตัวเมือง Corfu Town กัน เช่นเดียวกับเมืองส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ครับ Corfu มีความเป็นมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณเมื่อเกือบ 3,000 ปีก่อน แต่สิ่งที่ทำให้บ้านเมืองที่ Corfu แตกต่างจากที่อื่นก็คือการถูกปกครองโดย Venice ถึงเกือบ 400 ปี หลังจากนั้นก็มีทั้งฝรั่งเศส และอังกฤษที่เข้ามาปกครองสั้นๆก่อนจะส่งต่อให้ Greece จนถึงปัจจุบัน เราเหมือนคนโดน Corfu ทำของใส่ มองไปทางไหนคือดีงามไปหมดเลยครับ ระดับความสุขเต็มปรี่ทะลุปรอท ทั้งอากาศ ทั้งตัวเมือง ทั้งผู้คน และที่สำคัญคือเรามาเจอร้านกาแฟ Specialty ชื่อ Cafetierra Plakado ที่ทำ Iced Americano อร่อยๆให้เราได้หายอยากด้วย บาริสต้าบอกว่ากาแฟที่ Greece จะต่างจากที่ Italy ตรงที่คนที่นี่เค้ากินกาแฟเย็นกันด้วยครับ มีเมนู Iced Espresso ที่เอาไปปั่นกับน้ำแข็งให้เย็นที่คนนิยมกินกันทั่วไป ไหนๆก็ไหนๆ เราก็เลยถามบาริสต้าว่ามีร้านไหนขายเค้กส้ม Portokalopita อร่อยๆบ้างมั้ย เค้าบอกว่าที่ Corfu น่าจะมีแค่ที่ Golden Fox บนเขาที่เราเพิ่งไปมา (แง) แต่เค้าก็ปลอบใจด้วยการแนะนำร้าน Gelato ร้านโปรดในเมืองของเค้า ชื่อว่า Papagiorgis และบอกว่ารส Dark Chocolate กับรส Wild Strawberry อร่อยสุดๆ เราก็เลยไปตามรอย อร่อยจริง! เวลาแห่งความสุขใน Corfu ใกล้หมดลงแล้ว เพราะเราต้องเรือก่อน 16:30 น. เราตกหลุมรักเมืองนี้ เข้าอย่างจัง แล้วสักวันฉันจะกลับมาหาเธอใหม่นะ Corfu Itea, Greece สิ่งที่ดึงดูดให้คนมา Itea (อิเตย่า) มากที่สุดก็คือ อุทยานประวัติศาตร์ Delphi อันโด่งดัง ที่นี่เป็นที่ตั้งวิหารเทพ Apollo และที่อยู่ของ Pythia (Oracle of Delphi) ตำแหน่งของนักพยากรณ์ในตำนานที่มีอิทธิพลต่อชาวกรีกโบราณอย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นปกครองที่ต้องดั้นด้นมาปรึกษาในเรื่องสำคัญๆของแผ่นดินในยุคนั้น ทาง Ponant เองก็มีจัด Excursion ไปที่นี่ด้วยเช่นกัน แต่หลังจากที่เราปรึกษา Shore Team ที่ดูแลเรื่อง Excursions ของเรือแล้ว เราได้คำแนะนำให้ไปอีกที่หนึ่งมากกว่าซึ่งก็คือสำนักสงฆ์ Hosios Loukas Monastery เพราะ Delphi นั้นคนค่อนข้างแน่นมาก และตัวสำนักสงฆ์ Hosios Loukas Monastery เองก็เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ค่อนข้าง Unseen ไกด์บอกว่าเขาสามารถสัมผัสได้ถึงพลังแห่งจิตวิญญาณบางอย่างได้จากที่นี่ สำนักสงฆ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดย Hosios Loukas อาจจะแปลคร่าวๆได้ว่า “นักบุญลูคัส” ในยุค Byzantine เมื่อประมาณ 1,000 กว่าปีที่แล้ว และปัจจุบันก็ได้ถูกขึ้นทะเบียนมรดกโลกโดย UNESCO เป็นที่เรียบร้อย สิ่งแรกที่เราสัมผัสได้ก็คือความสงบร่มเย็นของสถานที่แห่งนี้ นี่ขนาดต้นไม้ที่หุบเขาข้างล่างส่วนใหญ่เพิ่งถูกไฟป่าไหม้ไปเมื่อไม่นานมานี้นะ ถ้าไม่โดนไฟไหม้จะเขียวขจีขนาดไหน เมื่อก้าวเท้าลอดซุ้มประตูเข้าสู่บริเวณสำนักสงฆ์ เราก็รู้สึกได้ถึงความขลังเบาๆ ยิ่งด้านในของโบสถ์นั้นเป็นโถงสูงที่ประดับไปด้วยจิตกรรมฝาผนังและงานกระเบื้องโมเสกบอกเล่าเรื่องราวความศรัทธาที่ละเอียดสวยงามมากๆครับ ขากลับออกมาที่ด้านหน้าสำนักสงฆ์มีร้านค้าเล็กๆให้ซื้อผลิตภัณฑ์ของสำนักสงฆ์กลับบ้านได้ เช่น ขนมขบเคี้ยว แยมผลไม้ บาล์มนวดอเนกประสงค์หลายสูตร (มีความคล้ายยาหม่องบ้านเราเหมือนกันนะ) แต่สิ่งที่ไกด์แนะนำที่สุด (โดยที่เค้าไม่ได้ค่าคอมมิชชั่น) ก็คือน้ำผึ้ง ไกด์บอกว่าน้ำผึ้งที่นี่ Excellent สุดๆ เราอยากซื้อขวดใหญ่ติดมือกลับบ้านซักขวด แต่พอนึกถึงน้ำหนักกระเป๋าที่ปริ่มโควตาอยู่ก็เลยได้แค่ซื้อไซส์เล็กสุดติดมือกลับมาพอให้เราไม่รู้สึกเสียดายทีหลัง จากนั้นไกด์ก็พาเราแวะไปที่เมือง Arachova ซึ่งเป็นเมืองบนภูเขาซึ่งเป็นแหล่งเล่นสกีของชาวกรีกครับ แม้เราจะมาในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิแล้ว หิมะไม่มีแล้ว แต่ร้านน่ารักต่างๆในเมืองก็ยังคงเปิดให้บริการอยู่ ที่นี่ไกด์ปล่อยให้เราเดินชมเมืองได้อิสระ แต่จะนัดเวลาและจุดขึ้นรถให้ไปเจอกัน เราเดินไปถามไกด์ว่ารู้จักร้านไหนที่ขายเค้กส้ม Portokalopita ที่เราได้รับคำแนะนำมาจากที่ Corfu บ้างมั้ย (ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ฮ่าๆๆๆๆ) แต่ไกด์เองก็ไม่แน่ใจ เลยพาเราเดินเข้าออกคาเฟ่อยู่หลายร้าน ระหว่างทางก็ได้คุยกันเรื่องอื่นๆไปด้วย จนสุดท้ายนางซื้อกาแฟเลี้ยงเราคนละแก้ว เป็นกาแฟ Iced Espresso แบบกรีก หลังจากนั้นเราก็เดินเข้าออกร้านเสื้อผ้า ร้านขนม ก็เลยได้ของติดมือกลับมานิดหน่อยก่อนกลับไปขึ้นรถ ขากลับไปที่เรือเราก็ผ่าน Delphi ด้วยนะครับ และเห็นรถทัวร์ที่จอดกันอยู่ไกลออกมา 2-3 กิโลเมตรจากตัวอุทยานประวัติศาสตร์ ไกด์เลยบอกว่าพวกเราตัดสินใจถูกมากที่เลือกไปที่สำนักสงฆ์ และเค้าเองก็ดีใจที่ไม่ต้องพาเราไปเบียดกับผู้คนที่ Delphi ในวันนี้ สำหรับเมือง Itea นั้นเป็นเมืองท่าที่น่ารักและค่อนข้างเล็กมาก เราเห็นผู้คนนั่งอยู่ในร้านกาแฟบนถนนหลักของเมืองแค่ไม่กี่คน และร้านค้าหลายร้านก็ไม่ได้เปิดให้บริการ ถ้าไม่ได้มากับ Ponant เราก็คงไม่มีโอกาสได้สัมผัสเมืองประมงเล็กๆของกรีซแบบนี้ เราเดินถ่ายรูปเล่นในเมืองสักพักก็กลับขึ้นไปทานอาหารกลางวันบนเรือ และวันนี้ที่ห้องอาหาร Le Rodrigues เชฟมาตั้งซุ้มทำสเต้กปลาทูน่าสดๆที่เพิ่งได้มาจากตลาดที่ Itea เสิร์ฟให้ผู้โดยสารพร้อมกับข้าวหุงปรุงรสเค็มๆหอมๆไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าใส่อะไรบ้างแต่อร่อยดีครับ Corinth Canal, Greece อีกหนึ่งไฮไลท์ของเส้นทางนี้ก็คือการล่องเรือเข้าคลอง Corinth (โครินธ์) ที่มีความยาว 6.3 กิโลเมตรและกว้างสูงสุดเพียง 25 เมตร ทำให้เฉพาะเรือเล็กอย่างเช่นเรือ L’Austral ของเราเท่านั้นที่จะค่อยๆล่องทะลุคลองนี้ได้พอดี นับเป็นประสบการณ์ที่พิเศษมากเลยครับ ผู้โดยสารแทบจะทุกคนบนเรือก็ดูตื่นเต้นกันมากๆ ออกมาชมคลองที่หัวเรือตามประกาศของกัปตันกันแน่นเลย เจ้าคลอง Corinth นี้ถูกเริ่มขุด (หรือใช้คำว่าหั่นดีนะ) ในปี 1882 และเสร็จสิ้นในปี 1893 โดยเจาะทะลุคอคอดโครินธ์ (Isthmus of Corinth) เพื่อให้เป็นทางลัดเชื่อม Gulf of Corinth (ฝั่งทะเล Ionian) กับ Saronic Gulf (ฝั่งทะเล Aegean) เข้าด้วยกัน จริงๆแล้วเส้นทางลัดนี้ถูกใช้งานมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณเมื่อ 2,600 กว่าปีก่อนแล้ว แต่เมื่อก่อนจะเป็นระบบรางบนแผ่นดิน โดยจะนำเรือขึ้นรถรางจากฝั่งหนึ่งแล้วเข็นลงอีกฝั่ง Athens Lavrio and Athens, Greece เมืองที่เรือของเราเข้าจอดวันนี้คือ Lavrio (หรือ Laurium ในภาษาอังกฤษ) จากท่าเรือทาง Ponant จัดรถบัสให้เราต่ออีกประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆก็ถึงเมืองหลวงที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปอย่าง Athens ซึ่งมีอายุราวๆ 3,400 ปี แต่ถ้านับจากหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็ย้อนกลับไปได้เป็นหมื่นปีเลยทีเดียว ที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดของการปกครองแบบประชาธิปไตย ปรัชญา ศิลปวิทยาการ และอารยธรรมตะวันตกที่เป็นมรดกมาถึงโลกยุคปัจจุบัน จุดหมายของเราวันนี้ก็คือ Acropolis เมืองโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือเมือง Athens สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพ Athena ผู้ปกปักษ์รักษาและผู้เป็นที่มาของชื่อเมือง Athens หรือ Αθήνα อ่านว่า “อาธิน่า” ในภาษากรีก เรื่องราวในเทพนิยายเล่าว่า King Cecrop ผู้ก่อตั้งเมืองจัดให้มีการแข่งขันกันระหว่างเทพ 2 องค์ซึ่งเป็นลุงกับหลานกันคือ Poseidon เทพแห่งท้องทะเลและแผ่นดินไหวซึ่งเป็นพี่ชายของ Zeus กับ Athena เทพีแห่งปัญญาและการสงครามลูกสาวของ Zeus เพื่อให้ผู้ชนะเป็นเทพผู้ปกป้องเมือง ผลลัพธ์ก็คือชัยชนะตกเป็นของ Athena Acropolis ในลักษณะที่เราเห็นในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบูรณะเมืองเมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อนหลังจากสงครามกับ Persia จบลงโดยมีอาคารหลักเรียกว่า Parthenon เป็นวิหารใหญ่สำหรับบวงสรวงเทพ Athena โดยคำว่า Parthenon นั้นมาจากชื่อเต็มของเทพ Athena Parthenos แปลว่า อาธีน่าผู้บริสุทธิ์ นอกจากเหตุผลทางด้านความเชื่อแล้ววิหาร Parthenon ยังเป็นสัญลักษณ์แสดงความยิ่งใหญ่ของรัฐกรีกโบราณด้วย เพราะที่นี่นั้นถูกใช้เป็นคลังเก็บสมบัติของบรรดารัฐกรีกโบราณนับร้อยเมืองที่ตกลงให้ Athens เป็นผู้นำในการต่อสู้กับชาว Persia จนได้รับชัยชนะ ในยุคต่อๆมา Parthenon ก็เคยถูกเปลี่ยนให้เป็นทั้งโบสถ์ในศาสนาคริสต์ (ยุค Byzantine) และมัสยิดในศาสนาอิสลาม (ยุค Ottoman) ด้วย วันนี้ Acropolis คนเยอะมากครับ แน่นกว่าคราวก่อนที่เรามาเมื่อปี 2007 เยอะเลย แต่ไกด์ของ Ponant ก็ดูแลเราเป็นอย่างดีพาเราลัดเลาะเข้าอุทยานประวัติศาสตร์ผ่าน Odeon of Herodes Atticus หรือโรงมหรสพสไตล์โรมัน (ที่เพิ่งมาสร้างในยุคหลัง) ที่พอตัดกับวิวเมืองด้านหลังแล้วดูขลังมากๆ ด้วยความที่ Acropolis ตั้งอยู่บนที่สูงเราจึงสามารถเห็นเมือง Athens ที่มีประชากรอยู่กันแบบหนาแน่นได้แบบ Panorama เลย และได้เห็นโบราณสถานต่างๆที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมืองด้วย ไม่ว่าจะเป็นวิหารของ Zeus มหาเทพผู้ปกครองเทพทั้งมวล วิหารของ Hephaestus เทพแห่งมนต์ดำ Theatre of Dionysus ที่จุคนได้อย่างน้อย 15,000 คนและเป็นต้นแบบของ Greek Theatre ทั้งมวลและอื่นๆอีกมากมาย ต้องบอกว่าเป็นภาพที่สวยงามแปลกตามากครับ นอกจาก Parthenon แล้ว บน Acropolis ยังมีอาคารเด่นๆอีก 2 อาคารคือ Erechtheion ที่หลายคนอาจจะคุ้นชินกับภาพเสาเทพีที่แบกเพดานอาคารไว้บนหัว (Caryatids) สร้างขึ้นเพื่อบูชาทั้ง Athena และ Poseidon โดยมีศาลเจ้าแยกกัน (เราชอบที่คนโบราณก็ยังให้เกียรติผู้แพ้อย่าง Poseidon ด้วย) และอาคารอีกหลังที่เล็กกว่าแต่ดูงามสง่าไม่แพ้กันก็คือวิหารแห่งเทพ Athena Nike (เป็นเทพ Athena ปางเทพีแห่งชัยชนะ) หลังจากเยี่ยมชม Acropolis เสร็จเรียบร้อยแล้ว ไกด์ก็พาเราไปต่อกันที่พิพิธภัณฑ์ Acropolis Museum ที่รวบรวมโบราณวัตถุและชิ้นส่วนอาคารที่ขุดพบบริเวณ Acropolis ซึ่งทุกชิ้นนั้นบอกเล่าเรื่องราว ประเพณี วัฒนธรรมที่ Rich มากๆของชาวกรีกที่ไม่มีทางที่เราจะเล่าได้หมด ขนาดเดินดูด้วยตาก็ยังไม่ทั่วเลยครับ เอาเป็นว่าเราขอเอารูปมาอวดให้พอเห็นบรรยากาศ และเว้นว่างประสบการณ์เอาไว้ให้เพื่อนๆได้ไปสัมผัสเองก็แล้วกัน แต่บอกเลยว่าควรค่าแก่การแวะมาอย่างยิ่งครับ ได้เวลามื้อเที่ยงแล้ว วันนี้ไกด์พามากินอาหารกรีกพร้อมวิว Acropolis กัน ทางร้านเสิร์ฟจานแรกเป็น Moussaka หรือลาซานญ่าเวอร์ชั่นกรีกที่มีเนื้อบดและมะเขือยาวเรียงเป็นเลเยอร์อยู่ด้านล่าง ต่อด้วย Youvetsi สตูว์เนื้อแกะราดบน Orzo พาสต้าทรงเมล็ดข้าว และสลัดชีส Feta ราดซอสมะเขือเทศสด ก่อนจะจบท้ายด้วยขนมหวานไส้ถั่วสุดคลาสสิคอย่าง Baklava ตามโปรแกรมแล้วเราจะต้องขึ้นรถกลับเรือเลย เพราะท่าเรือค่อนข้างอยู่ไกลเป็นชั่วโมง และเรือต้องแล่นต่ออีกค่อนข้างไกล แต่ด้วยความที่เรากินเสร็จเร็วกว่าคนอื่น จึงพอมีเวลาให้ไปเดินเล่นรอบๆร้านอาหารนิดหน่อย และเราก็พบว่ามีร้านน่ารักๆเยอะแยะมาก น่าเสียดายที่เรามีเวลานิดเดียว แถมร้านส่วนใหญ่ปิดวันจันทร์ซึ่งเป็นวันที่เราอยู่ที่ Athens พอดี ไม่งั้นเราคงจะได้ค้นพบอะไรดีๆที่นี่อีกเยอะ หรือนี่จะเป็นลางให้เรากลับมา Athens อีกซักรอบนะ? ฮ่าๆๆๆ White Evening White Evening เราเดินทางมาถึงครึ่งทริปแล้วนะครับ วันนี้บนเรือมีจัดงานพิเศษคือ White Evening คืองานดินเนอร์ที่ให้ผู้โดยสารแต่งตัวชุดสีขาวเป็นหลักใครจะแซมสีดำด้วยก็ไม่ว่ากัน หรือจะไม่เข้าร่วมเลยก็ไม่เป็นไร โดยทาง Ponant จะจัดให้มีการลงทะเบียนว่าเราอยากนั่งกับทีมบริหารของเรือคนไหน เหมือนเป็นกิจกรรมสร้างคอนเน็คชั่นที่มาพร้อมกับธีมสนุกๆไปในตัว เนื่องจากก่อนหน้านี้เราได้เคยพูดคุยถูกคอกับคุณ Didier Vacher ผู้จัดการโรงแรมของเรือมาบ้างแล้ว เราก็เลยเลือกที่จะนั่งกับคุณ Didier และบนโต๊ะของเราก็มีแขกน่ารักๆคนอื่นๆอีก เช่นคุณ Aurelia นักบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับอารยธรรมในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และคุณ Didac กับคุณ Manon คู่รักชาว Lexumberg ซึ่งในเราทุกคนก็แลกคอนแทคกัน และจากนั้นตลอดทริปที่เหลือเราก็ช่วยถ่ายรูปให้กัน ให้คำแนะนำกันและกันกัน ซึ่งทำให้ทริปของเราสนุกขึ้นอีกหลายเท่าเลย Meteora Volos, Greece ท่าเรือสุดท้ายก่อนออกจากเขต EU ครับ เผลอแป๊บเดียวเหลืออีกไม่กี่วันทริปล่องเรือของเราก็จะจบลงแล้ว ไม่อยากให้จบลงเร็วเลยจริงๆครับ Ponant พาเรามาจอดที่เมือง Volos นี้ก็เพราะเค้าจะพาเรานั่งรถบัสต่อไปเที่ยวจุดที่สวยแปลกตาที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศกรีซเลยครับ นั่นก็คือ Meteora ดินแดนศักสิทธิ์แห่งสำนักสงฆ์ศาสตร์คริสนิกายกรีกออร์ธอด็อกซ์บนภูเขาหินทรงประหลาดราวกับหลุดออกมาจากฉากนิยาย Fantasy แบบ The Lord Of The Rings เลยแหละ Meteora แปลว่า “ลอยค้างอยู่ในอากาศ” และก็เช่นเดียวกันกับ Corfu เราเคยเห็นรูป Meteora ในนิตยสารท่องเที่ยวของฝรั่งมานานแล้ว และก็อยากมาเที่ยวมากๆ แต่ก็รู้สึกว่าเดินทางค่อนข้างยาก จึงเป็นอีกที่ที่เราได้แต่เก็บเอาไว้ในลิสต์มานานแสนนาน จนกระทั่งวันนี้ฝันเราเป็นจริงแล้วครับ ขยำลิสต์ทิ้งได้แล้ว ฮ่าๆๆๆ ไกด์บอกว่านี่คือ 1 ใน Top 5 สถานที่ Must-Visit ในกรีซเลยนะ สมการรอคอยมากๆ Meteora เป็นภูเขาที่แทบจะอยู่ตรงกลางแผ่นดินกรีซเลย ซึ่งจะต่างจากแหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่อื่นๆของกรีซที่มักจะเป็นเกาะในทะเล จากท่าเรือเรานั่งรถเกือบ 2 ชั่วโมงก็เริ่มเห็นวิวเขาที่มีทรงสวยแปลกตามากๆ จากนั้นรถของ Ponant ก็พาเรามาจอดที่ร้านอาหารที่ตีนเขาให้เราพักดื่มน้ำและเข้าห้องน้ำก่อนจะเดินทางไปต่อ แค่วิวตรงร้านอาหารนี้ก็น่าตื่นตาตื่นใจมากๆแล้วครับ ในช่วงพีคๆนั้น Meteora เป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์ถึง 24 แห่ง แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 6 แห่งที่ยังมีการใช้งานอยู่โดยจะสลับกันเปิด-ปิด ในขณะที่บางแห่งก็ไม่เปิดให้เข้าชมเลยและวิธีเดียวที่จะเข้าถึงสำนักสงฆ์นั้นได้ก็ต้องโหนสลิงเข้าไปเท่านั้น เนื่องจากนักบวชที่อาศัยอยู่ในนั้นต้องการปลีกวิเวกตัดขาดจากโลกภายนอกจริงๆ สำนักสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดนั้นมีชื่อว่า Megalo Meteoron (The Great Meteoro Monastery) สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 700 ปีก่อน ที่นี่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้แต่ปิดทุกวันอังคาร ซึ่งก็คือวันที่เราไปพอดี ฮ่าๆๆๆ วันนี้เราจึงได้เข้าชมสำนักสงฆ์ 2 แห่งที่สวยงามไม่แพ้ ก็คือสำนักสงฆ์ Varlaam อายุเกือบ 500 ปี และสำนักภิกษุณี St. Stephen ซึ่งก่อตั้งมาในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน (แต่รากฐานของอาคารนั้นมีอายุย้อนกลับไปกว่า 900 ปี) และเพิ่งกลายสภาพมาเป็นวัดสำหรับภิกษุณีเมื่อ 60 กว่าปีที่ผ่านมานี้เอง สาเหตุที่สำนักสงฆ์ต่างๆในกรีซมักจะสร้างอยู่บนยอดเขา หรือในสถานที่ที่เข้าถึงได้ยากก็เพราะเป็นความตั้งใจที่จะหลีกหนีจากโลกภายนอก แต่กลับกลายเป็นว่าพอยุคสมัยเปลี่ยนไป มีถนนหนทางสะดวกมากขึ้น โลกภายนอกก็ถาโถมกันเข้ามาหาสำนักสงฆ์ถึงในโบสถ์เลย และด้วยความที่สำนักสงฆ์มักจะตั้งอยู่บนที่สูง ก็ทำให้มีวิวสวยโดยอัตโนมัติ เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากๆ ถ้าเรานึกย้อนหลังไปในช่วงการก่อสร้างสำนักสงฆ์แต่ละแห่ง ลำพังเส้นทางบนพื้นราบที่จะขนเอาวัสดุก่อสร้างมาถึงตีนเขาก็ลำบากมากอยู่แล้ว แต่พอมาถึงก็จะต้องใช้วิธีปีนเขา โรยตัว ชักรอกเอาอุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆขึ้นมาที่ละน้อย จากนั้นจึงค่อยลงมือก่อสร้างโดยนักบวชเอง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในศรัทธาของคนยุคนั้นที่สามารถสร้างภาพในจินตนาการให้เป็นจริงได้สำเร็จ ไม่ใช่แค่สำนักสงฆ์ 1 แห่งเท่านั้น แต่มากถึง 24 แห่งเลยทีเดียว แสดงให้เห็นว่าภาพที่ชัด วิธีที่ใช่ และใจที่ชอบนั้นเป็นสูตรสำเร็จที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายและทำซ้ำๆได้เสมอ ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปขนาดไหน Ephesus Kușadasi, Turkey เราออกจากน่านน้ำเขต EU แล้วครับ วันนี้เราเดินทางมาถึงเมืองท่าที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ของประเทศตุรกีที่มีชื่อว่า Kușadasi (คุชาดาสึ) สภาพบ้านเมืองเริ่มดูต่างจากบ้านเมืองในกรีซ แต่ก็ยังมีความคล้ายคลึงกับเมืองตากอากาศริมทะเลในยุโรปอยู่ประมาณหนึ่ง ถ้าจะย้อนเวลากลับไปในประวัติศาสตร์ที่นี่ก็คงไม่ต่างจากเมืองอื่นๆในละแวกนี้ที่มีความเป็นมาหลายพันปี แต่ปัจจุบัน Kușadasi เป็นเมืองที่กำลังพัฒนามีโครงการใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย และไกด์บอกว่าราคาค่าคอนโดต่างๆก็ยังถูกกว่าเมืองตากอากาศในยุโรปอยู่มาก แต่วันนี้เราไม่ได้มาหาซื้อคอนโดหรอกนะครับ เรามาที่นี่เพื่อจะไปเมืองชม Ephesus (เอฟเฟซัส) เมืองโบราณในตำนานที่สำคัญมากๆอีกเมืองหนึ่งมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณโดยเป็นศูนย์กลางแห่งการบูชาเทพ Artemis เทพแห่งการล่าสัตว์ พระจันทร์และการให้กำเนิดเด็ก โดยถ้ามีการจัดอันดับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคโบราณ Temple Of Artemis ที่ Ephesus ก็คงจะได้ติดลิสต์ด้วยอย่างแน่นอน ต่อมาในยุคโรมัน Ephesus ก็เจริญรุ่งเรืองมาก ถึงกับมีการยกสถานะเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรโรมันฝั่งเอเชียเลย นอกจากนี้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลก็มีการพูดถึง Ephesus อยู่หลายครั้ง เนื่องจากเป็นที่ที่อัครสาวกของพระเยซูอย่าง Paul เดินทางมาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ Ephesus เป็นเมืองโบราณที่ค่อนข้างใหญ่มาก สังเกตุได้จากขนาดของ Roman Theatre ที่จุคนได้ถึง 25,000 คน (ทำให้คาดกันว่าต้องมีประชากรอย่างน้อย 250,000 คน) และตัวเมืองเองก็แบ่งออกเป็น 3 โซนคือโซนสถานที่ราชการ โซนที่อยู่อาศัยของกลุ่ม Elite ในยุคนั้น และสุดท้ายก็คือโซนชาวบ้านและแหล่งค้าขายที่เรียกว่า Agora ในภาษากรีกโบราณ อีกหนึ่งจุดที่เป็นสัญลักษณ์ของ Ephesus ก็คือ Façade (หน้าตึก) ของหอสมุดของเซลซัส (Library of Celcus) ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานและที่เก็บศพของ Tiberius Julius Celsus Polemaeanus ตัวแทนที่ถูกส่งมาให้ปกครอง Ephesus จากโรม หลังจากทัวร์ Ephesus เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็กลับมาที่ Kușadasi และมีเวลาอิสระในการเดินเล่นในเมือง ด้วยความที่เราไม่มีเงิน Lira ของตุรกีติดตัว และไม่อยากจ่ายด้วยยูโรแล้วได้เงินทอนเป็น Lira (อีกใจนึงก็กลัวโดนโกงราคาด้วยแหละ ฮ่าๆ) เราก็เลยได้แค่เดินเล่นไปเรื่อยๆทั้งที่เราก็แอบอยากเข้า Cafe และลองขนมที่เค้าขายอยู่ข้างทางเหมือนกันนะ แต่ก็ตัดใจดีกว่า บรรยากาศของเมืองดีเลยครับ ทะเลสวย ลมเย็น แต่เอาเข้าจริงๆเราก็ยังไม่เจอร้านอะไรที่ถูกจริตสักเท่าไหร่ ยิ่งตรงโซนรับนักท่องเที่ยวก็มักจะขายของก๊อปพวกกระเป๋า นาฬิกา แบรนด์เนมต่างๆ และเค้าทำได้ดีเลยนะ ก๊อปเนียนเชียว ฮ่าๆๆๆ Farewell Gala Farewell Gala ไม่น่าเชื่อเลยว่าเวลาจะผ่านไปเร็วขนาดนี้ เผลอแป๊บเดียวมาถึงงาน Farewell Gala แล้วเหรอเนี่ย จริงๆนี่ก็ยังไม่ใช่วันสุดท้ายของการล่องเรือหรอกครับ พรุ่งนี้เรายังมีอีก 1 เมืองให้แวะเที่ยว แต่เราคิดว่าถ้าจัดคืนสุดท้ายเลยผู้โดยสารอาจจะเอ็นจอยได้ไม่เต็มที่เพราะต้องมาพะวงกับการจัดกระเป๋าเตรียมตัวจบทริป เพราะนอกจากงาน Cocktail ช่วงเย็นแล้วเค้ายังมีงาน Dinner ให้เราเลือกเข้าร่วมต่อได้ด้วยและอาจจะเสร็จดึก เค้าก็เลยจัด Farewell ล่วงหน้าก่อน 1 วัน พอถึงวันใกล้จบ Cruise ทาง Ponant ก็จะมีเอกสารต่างๆมาให้เรากรอก เช่น แบบประเมินความพึงพอใจและข้อเสนอแนะ ซองทิปเผื่อเราจะให้เป็นเงินสดแต่ถ้าจะให้ผ่านบัตรเครดิตก้สามารถทำเรื่องที่ Reception ได้เลย เราแอบเห็นทิปที่ห้องอื่นๆให้ก็จะอยู่ในช่วง 12-30 ยูโร/ห้อง/วัน รวมไปถึงแบบฟอร์มให้ทาง Ponant เตรียมรถแท็กซี่ไปสนามบินให้ถ้าต้องการนะครับ เพราะเราสามารถเรียกอูเบอร์เองได้เช่นกัน ซึ่งราคาก็จะถูกกว่า แต่เราให้ทาง Ponant เรียกให้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะไฟลต์กลับของเราค่อนข้างกระชั้นกับเวลาลงจากเรือ Alanya Alanya นี่คือเมืองสุดท้ายที่เราจะได้ลงเที่ยวของ Cruise นี้แล้วครับ พรุ่งนี้เป็นเมือง Antalya (ชื่อคล้ายๆกันเนอะ) ที่เราจะไม่ได้เที่ยวอะไรเลยเพราะลงจากเรือแล้วต้องพุ่งตัวไปสนามบินเลย Alanya เป็นดินแดนที่ว่ากันว่า Mark Antony จอมทัพชาวโรมันมอบให้เป็นของขวัญกับคลีโอพัตราคนรักของเขา เพราะชายหาดที่นี่สวยถูกในพระนางเป็นอย่างมาก และในปัจจุบันหาดที่ขึ้นชื่อที่สุดก็ถูกตั้งชื่อว่า Cleopatra Beach ด้วย แต่ไม่ใช่แค่ Cleopatra หรอกนะที่ชอบที่นี่ บรรดาโจรสลัดก็ชอบเช่นกันและเคยใช้ Alanya เป็นศูนย์กลางในการปล้นสะดมเลยทีเดียว เสน่ห์ของ Alanya นั้นเห็นได้แต่ไกลตั้งแต่เราอยู่บนเรือ กำแพงเมือง (แอบคล้ายกำแพงเมืองจีนอยู่เหมือนกันนะ) ที่คนเคี้ยวไปตามไหล่เขาและมีเมืองอยู่เบื้องล่างเป็นภาพที่ทำให้รู้ว่าเมืองนี้ต้องมีความสำคัญมาแต่โบราณ และเมืองเก่าแก่แบบ Alanya นั้นก็ได้ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย จนวันนี้ Alanya กลายเป็นเมืองตากอากาศติดทะเลของตุรกีที่น่ารักเดินเพลิน โดยรวมแล้วเราชอบเมืองนี้มากกว่า Kuşadasi นะ Ponant พาเรานั่งรถออกไปชมความสวยงามของ Side (ซิเด้) เมืองยุคกรีกโบราณซึ่งเป็นที่ตั้งของวิหาร Apollo และ Artemis สองพี่น้องเทพแห่งพระอาทิตย์และพระจันทร์ เราขอข้ามเรื่องประวัติศาสตร์ต่างๆไป เพราะเพื่อนๆก็น่าจะเต็มอิ่มกับเรื่องนี้จากเมืองต่างๆก่อนหน้าไปแล้ว ขอโฟกัสที่วิวเลยครับ ฮ่าๆๆ สวยไม่สวยดูรูปเอาเองนะครับ แต่สำหรับเรานั้นประทับใจมาก เป็นความสวยงามที่ดูขลังแต่ก็สะอาดตา เป็นความงามในยุค Classical Architecture ที่มีเสน่ห์จริงๆ โดยเฉพาะเมื่อเสากรีกโบราณสีครีมมีน้ำทะเลสีน้ำเงินสดเป็นฉากหลัง แถมมีเรือสวยๆประกอบฉากด้วย หลังจากนั้นไกด์ก็พาเรามาชมถ้ำ Damlataş (ดามลาตาช) ที่เต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยสวยงาม และเป็นที่ที่คนเชื่อกันว่าลักษณะพิเศษบางอย่างของอากาศภายในถ้ำนั้นช่วยรักษาอาการหืดหอบด้วย จากข้อมูลที่เราหามาพบว่าอากาศในถ้ำนั้นมี Carbon Dioxide เข้มข้นกว่าอากาศนอกถ้ำถึง 10-15 เท่า และมีความชื้นถึง 95% เราเองก็ไม่ได้มีความรู้หรอกนะว่าคุณลักณะแบบนี้มีส่วนช่วยรักษาโรคทางเดินหายใจได้อย่างไร แต่ปัจจุบันทางเมือง Alanya ได้ล็อคเวลาช่วง 10:00 - 14:00 น. ไว้ให้กับคนที่มีอาการหืดหอบเท่านั้น เพราะตามที่เค้าเคลมก็คือการรักษาจะได้ผลก็ต่อเมื่อคนไข้ใช้เวลาวันละ 3-4 ชั่วโมงต่อเนื่องกัน 21 วันเพื่อหายใจเอาอากาศในถ้ำเข้าไป เกิดเป็นแพ็คเก็จทัวร์สุขภาพกันจริงจัง นักท่องเที่ยวทั่วไปอย่างเราจะเข้าได้หลังจาก 14:00 น. ไปแล้ว หลังจากกลับขึ้นเรือแล้ว เราก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการจัดกระเป๋า เพราะทาง Ponant ขอให้เรานำกระเป๋าใหญ่ที่จะให้ทางเจ้าหน้าที่ช่วยขนลงจากเรือมาวางไว้ที่หน้าห้องของเราก่อนตี 3 และการแพ็คกระเป๋าของเรานั้นถือเป็นงานใหญ่ที่ต้องวางแผนมากเพราะสัมภาระของเราค่อนข้างเยอะและน้ำหนักก็ปริ่มโควตามากๆ เพื่อให้กระเป๋าเราเบาที่สุด เราจึงต้องเตรียมเสื้อผ้าที่มีน้ำหนักมาใส่ไว้ที่ตัวเราพรุ่งนี้ด้วย ฮ่าๆๆๆ Antalya Port Disembarkation at Antalya Port เช้านี้เราจะต้องเช็คเอ้าท์ออกจาก Cabin ของเราก่อน 8:00 น. หมายความว่าเราจะต้องตื่นไปทาน Breakfast และเตรียมตัวทุกอย่างให้พร้อมก่อนเวลา เราจัดการเคลียร์ทุกอย่างจนเรียบร้อยทันเวลา แล้วไปนั่งรอรถแท็กซี่มารับที่ The Main Lounge ระหว่างนั้นเราก็ขอบคุณทีมงานและเพื่อนใหม่ที่แวะเวียนเข้ามาทักทาย และบอกลา ไม่น่าเชื่อว่าในช่วงเวลา 10 วันบนเรือ เราจะสร้างความรู้สึกผู้พันได้มากขนาดนี้ ในใจเราแอบเศร้าที่ต้องจากลากันแล้ว แต่หลายๆคนเราก็แลกคอนแทคท์กันไว้ก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน ในที่สุด Taxi ของเราก็มาถึง ทีมงานก็เดินมาเรียกให้เราลงจากเรือ ไปรับกระเป๋าใบใหญ่ที่ทางเรือขนลงไปข้างล่างเตรียมไว้ให้ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ เราทักทายคนขับรถแท็กซี่และขอบคุณที่ช่วยยกกระเป๋าขึ้นรถให้ ขณะที่รถกำลังจะขับออกไป เราโบกมือลาเรือ L’Austral และทีมงานที่น่ารักทุกคนอีกครั้ง ก่อนที่ภาพเรือที่จอดอยู่ที่ท่าจะค่อยๆมีขนาดเล็กลงไปพร้อมๆกับระยะทางที่แท็กซี่ขับออกมาเพื่อมุ่งหน้าสู่สนามบิน สรุปความประทับใจ ถ้าคะแนนเต็ม 10 เราให้ทริปนี้ 100 คะแนนไปเลยครับ เป็นหนึ่งในทริปที่เราประทับใจที่สุดในชีวิตเลยล่ะ ไม่ใช่เพราะมันเพอร์เฟ็คท์สมบูรณ์แบบทุกอย่างหรอกนะครับ บางอย่างเราก็แอบอยากให้มันมากหรือน้อยกว่าที่มันเป็นอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วเราดีใจจริงๆที่ได้มาเห็นโลกกว้างอันสวยงามจนใจฟูแล้วฟูอีก และมี Ponant เป็นผู้เปิดโลกและนำพาเรามาเสพทั้งบรรยากาศ สถานที่ท่องเที่ยว ความรู้ ศิลปะ ดนตรี อาหาร และวัฒนธรรมการเดินเรือแบบฝรั่งเศสแท้ๆ แต่สิ่งที่ทำให้เราอิ่มเอมใจที่สุดก็คือผู้คน ไม่ว่าจะเป็นลูกเรือหรือแขกคนอื่นๆที่เราได้ทำความรู้จักกันนั้นล้วนแล้วแต่น่ารักเป็นกันเองมากๆ ทั้งที่ตอนแรกเราก็แอบกังวลเพราะเป็น Cruise ที่มีผู้โดยสารชาวฝรั่งเศสกว่า 90% น่าจะทำให้เราเกร็ง แต่ถ้าเราเปิดเข้าหาเขา เขาก็จะเปิดเข้าหาเรา เช่นกันครับ อย่างที่บอกว่าการมาล่องเรือกับ Ponant นั้นไม่เหมือนใคร เป็นประสบการณ์ที่เติมเต็มในหลายๆด้านเพราะเค้าเสิร์ฟทั้งอาหารตา อาหารสมอง และอาหารจิตใจ Ponant สามารถทำสิ่งที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งของงานบริการได้สำเร็จอย่างงดงามจนน่าทึ่ง นั่นก็คือ “ความพอดี” นั่นเองครับ 10 วันของเรานั้น “พอดี” ระหว่างการได้พักผ่อนและความตื่นตาตื่นใจ “พอดี” ระหว่างความหรูหราและความอบอุ่น เราเข้าใจแล้วว่าทำไมลูกค้าส่วนใหญ่จึงเป็นลูกค้าประจำที่กลับขึ้นเรือซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะเราเองก็กำลังดูๆอยู่เหมือนกันว่าทริปหน้าจะไปเส้นทางไหนกับ Ponant ดี ☺️ Exclusive Offer: Hoparound.co X Ponant 1. ทุกเส้นทาง ลดเพิ่ม 5% จากราคาหน้าเวป www.ponant.com (ราคามีการปรับอยู่เรื่อยๆ ยิ่งจองล่วงหน้านานยิ่งถูก) 2. พิเศษ! สำหรับเส้นทางจาก Valetta, Malta - Antalya, Türkiye (The Mediterranean: in the footsteps of great civilisations) ออกเดินทางวันที่ 22 มีนาคม - 1 เมษายน 2026 (11 วัน) ราคาเริ่มต้นที่ 6,207 ยูโร/ท่าน โดยจะไม่ปรับขึ้นหากจองภายใน 10 สิงหาคม 2025 (1 ห้องต้องพัก 2 ท่าน) วิธีการจอง 1. ดูเส้นทางและวันเดินทางที่ต้องการได้ที่หน้าเวป https://us.ponant.com/discover-our-destinations 2. คลิกที่ลิงค์ www.hoparound.co/exclusiveoffers เพื่อกรอกรายละเอียดทริปที่ต้องการและข้อมูลเบื้องต้นเพื่อรับสิทธิ์ลดเพิ่ม 5% 3. รอให้ตัวแทนของ Ponant ติดต่อกลับทางอีเมลเพื่อดำเนินการจองกับลูกค้าโดยตรง Ponant Exclusive Offers เลือกชมเส้นทางเดินเรือ Ponant ที่น่าสนใจได้ที่นี่ Le Commandant Charcot 2025 - 2027 Brochure The World's Only Luxury Icebreaker PONANT Winter 2025-2026 Brochure Inspiring Voyages PONANT & Smithsonian Journeys 2026 Collection 2025 Close to Home Voyages Brochure Le Commandant Charcot 2025-2026 Brochure www.hoparound.co #LetsHoparound #Ponant
- Teshima เที่ยวเกาะเทชิมะ เกาะสวรรค์ของเหล่าคนรักศิลปะ
เพียง 20 นาทีบนเรือโดยสารจาก Naoshima เกาะศิลปะยอดนิยมที่เรานำเสนอไปในโพสต์ที่แล้ว เราก็จะได้พบกับเกาะศิลปะอีกเกาะที่ดีงามไม่แพ้กัน (แต่นักท่องเที่ยวน้อยกว่ามาก) ในนามว่า Teshima และที่นี่เองที่จะเป็นปลายทาง #hopstination ของเราในวันนี้ Teshima แปลว่าเกาะที่อุดมสมบูรณ์ เพราะมีแหล่งน้ำพุธรรมชาติที่บริสุทธิ์แหล่งใหญ่ผุดขึ้นที่ใจกลางเกาะ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทำให้คาดเดาได้ว่า เกาะนี้มีมนุษย์อาศัยมายาวนานกว่า 25,000 ปีแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันประชากรของเกาะก็ยังคงมีตัวเลขอยู่ประมาณ 1,000 คนเท่านั้น เกาะแห่งนี้อุดมสมบูรณ์มากเสียจนเคยเป็นหนึ่งในไม่กี่เกาะที่สามารถผลิตข้าว และสินค้าทางการเกษตรอื่นๆได้มากเกินการบริโภคของคนบนเกาะ จนต้องส่งออกไปขายที่อื่น โชคไม่ดีที่ Teshima ต้องเผชิญกับเหตุการณ์สิ่งแวดล้อมอื้อฉาวครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของญี่ปุ่น เมื่อตรวจพบว่ามีการใช้พื้นที่บนเกาะเป็นที่ทิ้งขยะพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมโดยผิดกฎหมายจำนวนมหาศาลกว่า 600,000 ตันมาตั้งแต่ปี 1975 กว่าขยะพิษต่างๆจะเริ่มทยอยได้รับการจัดการก็ปาเข้าไปปี 2000 แม้จะพยายามเคลียร์ขยะกันอย่างต่อเนื่อง แต่จนถึงทุกวันนี้ 18 ปีให้หลัง ขยะก็ยังไม่หมดซะทีเดียว และยังคงต้องจัดการรีไซเคิลกันต่อไป ความสดใสเข้ามาเยือน Teshima อีกครั้งในเดือนตุลาคมปี 2010 เมื่อ Teshima Art Museum (ที่เรารู้สึกว่า “โคตรรรรรเจ๋ง”) ได้เปิดตัวขึ้น และสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิด art sites อื่นๆเรื่อยมา ค่อยๆสะสมเป็นแรงดึงดูดให้นักเสพศิลปะทั้งจากญี่ปุ่นและทั่วโลกมาเยือน วิธีการเดินทางมายังเกาะเทชิมะ การเดินทางมายังตัวเกาะเทชิมะนั้น มีหลายวิธีมาก แต่ที่เราจะแนะนำคือขึ้น "รถไฟ" แล้วต่อ "เรือ" ถ้าใครที่มาจากโอซาก้า เราขอแนะนำให้เพื่อนๆเริ่มต้นจาก 1.สถานีรถไฟ Shin-Ōsaka Station โดยขึ้นรถไฟขบวน Tokaido-Sanyo Shinkansen ที่มุ่งหน้าไปทาง のぞみHakata 2.จากนั้นมาลงที่สถานีรถไฟ Okayama Station แล้วเปลี่ยนรถไฟไปเป็น JR สาย Seto-Ohashi Line มุ่งหน้าไปทาง 快速Takamatsu 3.จากนั้นให้เปลี่ยนรถไฟที่สถานี Chayamachi Station โดยขึ้นรถไฟ JR สาย Uno Line ซึ่งจะมุ่งหน้าไปทาง 各停Uno 4.แล้วให้ลงสถานีสุดท้ายปลายทางคือ Uno Station แล้วเดินไปขึ้นเรือที่ท่า Uno Port เพื่อไปลงที่เกาะเทชิมะ หรือใครจะลองค้นหาในกูเกิ้ลแมปก็ได้นะ สะดวกสุดๆ ที่เที่ยวนรอบๆเกาะเทชิมะ เราเลือกมาลงที่ท่าเรือ KARATO PORT ฝั่งขวาของเกาะก่อน เพราะมันอยู่ใกล้กับ Teshima Art Museum ซึ่งเป็นตัวไฮไลท์ของเกาะนี้กันก่อนเพราะเช้าๆ คนยังไม่เยอะมาก Teshima Art Museum มิวเซี่ยมแห่งนี้บริหารงานโดย Benesse Foundation ทีมเดียวกันกับที่ดูแลโปรเจ็คบนเกาะ Naoshima แต่ Teshima Art Museum นี้มีบุคลิกที่ต่างไป อาจจะเพราะความอ่อนช้อยของเส้นโค้งตามแนวอาคารที่เกลี้ยงเกลาล้ำยุค บวกกับความเปิดโล่งของ landscape ที่เป็นเนินเขาอันสวยงามก็เป็นได้ เนินเขาแห่งนี้ปกคลุมไปด้วยหญ้าและนาข้าวเขียวขจี (เฉพาะในฤดูร้อน) ที่ลาดลงไปทางทะเล ตลอดทางที่เราปั่นจักรยานไฟฟ้าขึ้นมาที่นี่ เรารู้สึกรื่นรมย์ไปกับทิวทัศน์ที่งดงาม นาข้าวบนเนินแห่งนี้นั้นครั้งหนึ่งเคยถูกทอดทิ้งให้รกร้างไปในยุคที่เกาะเต็มไปด้วยขยะพิษ บัดนี้ก็กลับมาได้รับการดูแลชุบชีวิตอีกครั้ง ตัวอาคารทรงหยดน้ำได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานศิลปะที่จัดแสดงถาวรอยู่ด้านใน โถงภายในนั้นไม่มีเสาคำ้เลยแม้แต่ต้นเดียว โครงสร้างหลังคามีลักษณะคล้ายเปลือกหุ้มทำจากคอนกรีตที่หนาเพียง 25 ซม.โค้งทอดแบบไร้รอยต่อคลุมพื้นฝั่งหนึ่งถึงอีกฝั่งโดยมีความยาวกว่า 60 เมตร ตาม concept ที่ไม่ต้องการให้มีเส้นตรงในงานออกแบบทั้งหมดแม้แต่เส้นเดียว อีกหนึ่งแนวคิดที่ทำให้อาคารมิวเซี่ยมแห่งนี้แตกต่าง คือความตั้งใจที่จะออกแบบ space ให้มีลักษณะที่ทั้งปิดและเปิดในเวลาเดียวกัน คือแม้จะมีหลังคาเปลือกคลุมพื้นที่ให้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด แต่ก็มีการเจาะช่องวงรี 2 ช่องขนาดใหญ่พอสมควรเพื่อเปิดรับอากาศและแสงธรรมชาติด้วย Teshima Art Museum Teshima Art Museum เดินไปซื้อตั๋วเข้าชมกันก่อนเลย คนละ 1,540 YEN Teshima Art Museum Teshima Art Museum Teshima Art Museum Teshima Art Museum ระหว่างทางที่เดินเข้าไปยังตัวอาคารหลักนั้น เราก็ได้เพลิดเพลินกับต้นไม้ใบหญ้า และวิวทะเลจากมุมสูง แต่ไม่ว่าภายนอกอาคารนี้จะดีงามเพียงใด ก็ดูเหมือนว่าจะเทียบไม่ได้เลยกับประสบการณ์เมื่อเราได้ก้าวเท้าเข้าไปภายในเพื่อชื่นชมชิ้นงานศิลปะที่แสนจะเรียบง่าย ทว่าล้ำลึกและทรงพลังของ Rei Naito ศิลปินหญิงวัย 57 ปี The Matrix คือชื่อของ Artwork ชิ้นที่อยู่ภายในมิวเซี่ยมนี้ Rei ตั้งใจจะสื่อถึงการกำเนิดขึ้นของชีวิตและให้ผู้เข้าชมได้เป็นผู้เฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงของชีวิตมนุษย์ โดยถ่ายทอดเชิงสัญลักษณ์ผ่านการผุดขึ้นของน้ำหยดเล็กๆจากรูขนาดจิ๋วบนพื้น จิ๋วจนแทบสังเกตไม่เห็นด้วยตาเปล่า Teshima Art Museum ด้านในของตัวมิวเซียม ห้ามถ่ายรูปด้วยนะ Teshima Art Museum เจ้าหยดน้ำเหล่านี้เมื่อผุดขึ้นแล้วก็ค่อยๆไหลเป็นทางโดยไม่มีรูปแบบที่แน่นอน บ้างก็ไปรวมตัวกันเป็นกลุ่มแอ่งน้ำน้อยๆ บ้างก็เป็นแอ่งใหญ่ อยู่บนพื้นปูนเดียวกับที่เราเดิน(หรือนั่ง)ชมอยู่นั่นเอง เปรียบให้เห็นถึงการแปรเปลี่ยนสภาพอยู่เสมอของสรรพสิ่ง... ชีวิตของเราก็เช่นกัน เราเองก็ไม่เคยคิดว่าเพียงการนั่งดูหยดน้ำไหลจะเป็นประสบการณ์ที่งดงามได้ถึงเพียงนี้ อาจจะเพราะอากาศ ต้นไม้ และเสียงแมลงที่ขับกล่อมให้จิตใจเรารู้สึกเบาสบาย หรือเพราะสถาปัตยกรรมระดับ Master Piece ที่ตรึงอารมณ์ของเราให้อยู่ในความสงบสำรวม เอาจริงๆก็คงเป็นเพราะทุกสิ่งทุกอย่างรวมกันนั่นแหละที่เอื้อให้เราสามารถซึมซับความละเมียดแห่งการได้อยู่ที่นั่น ณ เวลานั้นอยู่กับทุกๆปัจจุบันขณะที่ค่อยๆเคลื่อนผ่านไปอย่างเรียบง่าย Teshima Art Museum Teshima Art Museum เมื่อดื่มด่ำกับงานศิลป์จนเต็มอิ่มแล้ว เราก็มาแวะที่ shop/cafe ของมิวเซี่ยม ที่นี่เต็มไปด้วยของดีไซน์เท่ๆ เก๋ๆ เต็มไปหมด สำหรับตัวคาเฟ่นั้นแม้จะเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มเพียงไม่กี่อย่าง แต่เราก็รู้สึกได้ถึงความตั้งใจทำของพนักงานทุกคน (แต่อาหารช้าไปนิดนะ อิอิ) Teshima Art Museum Teshima Art Museum Teshima Art Museum No One Wins - Multibasket นอกจาก Teshima Art Museum แล้ว รอบๆเกาะนั้นยังมี art sites อีกหลายแห่ง ก่อนหน้าที่เราจะมาถึงมิวเซี่ยมนี้ เราก็แอบแวะสนามบาสที่มีแป้น 6 ห่วง หรือชื่ออย่างเป็นทางการก็คือ “No One Wins - Multibasket” โดย Jasmina Llobet & Luis Fernandez Pons ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เรามองศิลปะในมุมใหม่เป็นมุมที่เข้าถึงง่ายไม่ถือตัว (เราสามารถเอาลูกบาสมาโยนเล่นลงห่วงกันได้จริงๆ) และกระตุ้นให้เราคิดถึงข้อความที่แฝงอยู่ซึ่งก็คือ “No One Wins” หรือ “ไม่มีใครชนะ” Les Archives du Cœur Les Archives du Cœur โดย Christian Boltanski เป็นอีกหนึ่งงาน art (หรือเปล่า?) ที่น่าสนใจทีเดียว เพราะที่นี่เก็บบันทึกเสียงเต้นของหัวใจจากคนทั่วโลก (และเราเองก็สามารถบันทึกเสียงหัวใจของเราที่นี่ได้เช่นกัน) และแน่นอนวิธีการเสพงานชิ้นนี้ก็ใช่ว่าจะให้เราไปนั่งใส่หูฟังฟังเสียงหัวใจชาวบ้านกันเฉยๆเท่านั้น แต่เขาได้สร้างห้องมืดทรงยาวลึกเข้าไปเอาไว้ พร้อมกับหลอดไฟ 1 ดวงห้อยไว้อยู่กลางห้อง ที่จะติดๆดับๆตามจังหวะการเต้นของหัวใจตุ้บๆด้วย พูดตามตรงก็แอบหลอนอยู่เหมือนกันนะ Les Archives du Cœur Les Archives du Cœur Teshima Yakoo House อีกงานที่เราชอบก็คือ Teshima Yakoo House (โดย Tadanori Yakoo) ที่เล่นกับมิติความลึก และกระจกสีแดงที่ลวงตาให้เราเห็นสวนญี่ปุ่นด้านนอกเป็นสีสดผิดจากสวนธรรมชาติที่เราคุ้นเคย ที่จริงแล้วงานของ Yakoo นั้นต้องการจะสื่อถึงชีวิตและความตาย โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับความตาย จึงมีการหยิบเอาความเหนือจริง มิติความลึก และภาพลวงตาต่างๆมาใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดแนวคิดของเขา Teshima Yakoo House Teshima Yakoo House น่าเสียดายที่ art sites หลายแห่งบนเกาะ Teshima นั้นปิดในวันที่เราไป โดยเฉพาะ IL VENTO (แปลว่า “สายลม” ในภาษาอิตาเลียน) โดย Tobias Rehberger ศิลปินชาวเยอรมัน ที่นี่เป็นทั้งคาเฟ่ ร้านอาหาร และสถานที่แสดงงานศิลปะในที่เดียวกัน โดดเด่นด้วยลวดลายกราฟฟิคเฟี้ยวฟ้าวลายตา ทั้งบนผนัง พื้น เพดาน รวมถึงบนเฟอร์นิเจอร์ด้วย แต่วันนี้เราก็คงได้แค่ถ่ายรูปเล่นด้านหน้า ฮือๆ.. IL VENTO อันนี้ก็ปิดเช่นกัน Needle Factory (โดย Shinro Ohtake) โรงงานเข็มเก่าที่ถูกทิ้งร้างไปตั้งแต่ช่วงปี 80s ตัวอาคารถูกนำมาดัดแปลง และนำเอาเรือที่ไม่เคยถูกใช้งานเลยมาคว่ำโชว์ เป็นการเล่นกับความทรงจำที่น่าเศร้าของทั้ง 2 สิ่ง นั่นก็คือการหมดประโยชน์ของโรงงาน กับการที่ไม่เคยถูกใช้ให้เป็นประโยชน์เลยของเรือ ...จะหดหู่ไปไหนเนี่ย เราก็ปั่นมาเรื่อยๆ จนถึงอีกฝั่งนึงของเกาะ คือ Ieura Port เพื่อรอขึ้นเรือกลับที่พัก ระแวกนี้แมวเยอะมากกกกกก เป็นสิบยี่สิบตัวเลย อย่างที่เกริ่นไปตั้งแต่แรกแล้วว่า Teshima นั้น แม้จะยังไม่ได้รับความนิยมเหมือนกับ Naoshima แต่ความดีงามในบุคลิกที่แตกต่างออกไปนั้นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย นอกจากงานศิลปะแล้วสิ่งที่เราเอ็นจอยมากๆก็คือการได้ปั่นจักรยานไปในธรรมชาติและทิวทัศน์ที่สวยงามเงียบสงบ ตลอดเวลาที่เราอยู่บนเกาะ Teshima นี้ นอกจากที่ Teshima Art Museum ที่เป็นจุดท่องเที่ยวหลักของเกาะแล้ว เราก็แทบไม่ได้พบเจอผู้คนเลย ยิ่งเมื่อได้รู้ความเป็นมาและปัญหาที่เกาะแห่งนี้ต้องเผชิญแล้ว เราก็ยิ่งอยากจะเอาใจช่วยให้ Teshima กลับมารุ่งโรจน์อย่างที่มันควรจะเป็น เราไม่ได้หมายถึงการมีเศรษฐกิจที่อู้ฟู่ หรือการท่องเที่ยวที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน แบบนั้นก็คงไม่เหมาะกับจริตของเกาะเท่าไรนัก แต่เราหมายถึงการที่ Teshima จะได้รับการมองเห็นถึงคุณค่าความดีงาม และมีคนกลับมาดูแลเกาะแห่งนี้มากขึ้น และมากพอที่จะให้เกาะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ไม่หดหู่เหมือนกับงานที่จัดแสดงอยู่ที่ Needle Factory เราเชื่อว่าศิลปะ ธรรมชาติ และความตั้งใจสร้างสรรค์ของมนุษย์นั้นมีพลังเพียงพอที่จะจุดประกายพลิกฟื้นชีวิตให้กับเกาะแห่งนี้และจะสำเร็จได้ในสักวันที่ไม่นานเกินรอ แล้วเราจะไปเยี่ยมเธอใหม่ #Teshima นะ :-) ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพบางส่วนจาก http://setouchi-artfest.jp/en/ , http://benesse-artsite.jp/en/art/ , http://google.com #LetsHoparound #LetsHOParoundJapan #Teshima #Teshimaartmuseum
- The Sukhothai Bangkok เดอะสุโขทัยกรุงเทพฯ สุขละเมียดดุจเวลาอรุณรุ่ง
แฟชั่นกูรูชาวฝรั่งเศสท่านหนึ่งเคยบอกกับเราว่าความหรูหราที่แท้จริงนั้นไม่ควรทำให้เรารู้สึกว่าต้องพยายามใดๆ "True luxury should be effortless" เพราะท้ายที่สุดแล้วมันก็คือความสุนทรีย์ในคุณภาพชีวิตที่ลงตัว จู่ๆคำกล่าวนี้ก็ผุดขึ้นมาในความคิดของเราเมื่อตอนที่ได้ไปพักผ่อนที่ The Sukhothai Bangkok เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน และตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โรงแรมหรูไพรเวทแบรนด์แห่งนี้ก็ได้ส่งมอบความลักชัวรี่ที่รุ่มรวยสวยสง่าอย่างไทยและสร้างความประทับใจให้กับแขกเหรื่อระดับโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน เราเข้าพักในช่วงที่ Main Wing ของโรมแรมซึ่งเป็นที่ตั้งของเจดีย์กลางน้ำ 5 องค์ Icon สำคัญของ The Sukhothai กำลังปิดปรับปรุงพอดี แต่ความโชคดีก็คือเราได้ห้องพัก Club Suite ที่ทั้งสวยทั้งใหม่และใหญ่มากๆ (ขนาด 93 ตร.ม.) ในตึก Club Wing ที่เพิ่ง Renovated เสร็จไปเมื่อปลายปี 2018 ก่อนสถานการณ์โควิดพอดี ที่สำคัญและพิเศษที่สุดก็คือการตกแต่งใหม่ทั้งหมดของอาคาร Club Wing นี้เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายที่ได้ฝากโลกเอาไว้ของ Ed Tuttle สถาปนิกชาว Seattle ระดับตำนาน ผู้อยู่ในลิสต์ท็อป 1 ใน 100 ของโลกที่จัดโดย Architectural Digest ก่อนที่เขาจะจากไปด้วยโรคเนื้องอกในสมองเมื่อปี 2020 ที่ผ่านมาอย่างน่าเสียดาย เขาได้ฝากผลงานโรงแรม Ultra Luxury อื่นๆไว้มากมายทั่วโลก โดยเฉพาะรีสอร์ทในเครือ Aman และโรงแรม Park Hyatt ดีลห้องพักราคาพิเศษคลิ๊กจองที่นี่ The Arrival จากถนนสาทรที่คราคร่ำไปด้วยการจราจรอันวุ่นวาย เราเลี้ยวซ้ายเข้าสู่บรรยากาศเงียบสงบร่มรื่นของโรงแรม อาคารทรงไทยประยุกต์หลังเตี้ยๆทยอยปรากฏกายให้เห็น ตัดกันกับตึกสูงระฟ้าย่านสาทรที่ห้อมล้อมอยู่รอบนอกโรงแรม เราเทียบรถที่หน้าอาคาร Club Wing ให้ Porter ช่วยลำเลียงสัมภาระลง ก่อนเจ้าหน้าที่จะเสนอตัวนำรถไปจอดให้ เมื่อก้าวเท้าเข้าด้านในก็พบกับ Conceirge ที่รอให้การต้อนรับเราด้วยแววตาที่ยิ้มละมุน (เราได้เห็นแค่แววตาเพราะเราต่างก็ใส่แมสก์ปิดปากกันอยู่) พี่ตุ้ม Conceirge รุ่นซุปเปอร์ซีเนียร์ของโรงแรมผู้ทำงานที่นี่มาตั้งแต่ลงเสาเข็มก็ได้เข้ามาทักทายดูแล และพาเราไปเช็คอินที่ Lobby บนชั้น 6 ชั้นเดียวกับที่ตั้ง Club Lounge สุด Exclusive ของ The Sukhothai เลยครับ คุณอีฟ Receptionist คนเก่งรับช่วงต่อจากพี่ตุ้มทำการเช็คอินให้เราด้วยความราบรื่นและรวดเร็ว จากนั้นคุณเมี้ยว ไดเร็คเตอร์ฝ่ายมาร์เก็ตติ้งก็ให้เกียรติมาต้อนรับเราด้วยตัวเองเลย ต้องขอขอบคุณอีกครั้งนะครับ ประทับใจมากเลยครับ เสน่ห์ของการเป็นโรงแรม Private Brand ที่ไม่ใช่แฟรนไชส์เหมือนโรงแรมส่วนใหญ่ ก็คือการดูแลแขกด้วย Personal Touch ที่ใกล้ชิดเป็นกันเอง ไมตรีระหว่างมนุษย์นั้นช่วยลดความเหินห่างที่มักจะมาพร้อมกับความหรูหราได้ดีจริงๆครับ หลังจากนั้นคุณอีฟก็นำทางพาเราขึ้นลิฟท์ไปยังห้องพักบนชั้น 7 เพื่อแนะนำส่วนต่างๆของห้อง เราจะได้ใช้สอยพื้นที่ห้องพักได้อย่างทั่วถึงและคุ้มค่าที่สุด Our Room : The Club Suite ทันทีที่เปิดประตูห้องพักหมายเลข 796 เข้าไป กลิ่นอายงานออกแบบของคุณ Ed Tuttle ก็ฟุ้งกระจายอยู่ในทุกอณูของความหรูหรา (ทว่าผ่อนคลาย) การผสมผสานวัสดุไม้เขตร้อน กระจก หินและโลหะนั้นถือเป็น Signature ของเขา แต่ความพิเศษของ The Sukhothai นั้นคืองานดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปะยุคสุโขทัยอันรุ่งโรจน์สง่างามเน้นความสมมาตร เราสังเกตเห็นขาโต๊ะและเชิงโคมไฟที่ถูกดีไซน์ให้มีลักษณะเป็น Pattern เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆคล้ายกับการย่อมุมของเจดีย์ ความอบอุ่นของไม้สักและผนังบุวอลล์เปเปอร์ไหมของ Jim Thompson นั้นให้ความรู้สึกถึงความเป็นอยู่ที่ละเมียดละไมเสียเหลือเกิน ทั้งหมดนี้สอดประสานอย่างลงตัวกับเทคโนโลยีล้ำยุคที่ถูกจัดสรรให้เอาไว้เพื่อความสะดวกสบายภายในห้อง รวมไปถึงงานออกแบบงานหินในห้อง Shower จาก Versace และ Amenities จาก Bottega Venetta ซึ่งเดี๋ยวเราจะค่อยๆพาไปชมนะครับ ภายใน Club Suite ซึ่งมีพื้นที่กว่า 93 ตร.ม.นั้น อาจแบ่งได้เป็น 5 โซนใหญ่ๆที่ไหลต่อเนื่องกัน เริ่มต้นจาก Dining Area พร้อมมินิบาร์ อุปกรณ์ชงชากาแฟ แถมผลไม้และช็อคโกแลตของไทยที่ได้รางวัลการันตีซะด้วย โซนนี้เราสามารถใช้ได้ทั้งรับประทานอาหาร และต้อนรับแขกเพราะมีห้องน้ำแยกต่างหากให้อีก 1 ห้องเลย โซนต่อมาก็คือ Living Area ที่มีแผง Partition ฝัง TV ขนาด 55" กั้นแบ่งเอาไว้ แผงนี้หมุนได้เกือบรอบตัว ซึ่งมีประโยชน์มาก เราสามารถหมุนไปมาเพื่อดู TV ได้ทั้งจากโซน Dining และ Living แน่นอนว่าในโซน Living ต้องมีโซฟา และชุดรับแขกที่นี่ก็ใหญ่บึ้มสะใจมากๆ เรานั่งๆนอนๆอยู่ได้ทั้งวันเลยล่ะ (บางช่วงเกือบผล็อยหลับไปก็มี) แถมยังมีมุมนั่งทำงานให้ด้วย เบื่อๆก็สามารถเดินไปชมวิวที่ Exclusive มากๆของกรุงเทพฯผ่านบานกระจกสูงจากพื้นจรดเพดาน เพราะนอกจากจะมองเห็นสระว่ายน้ำสีเขียวลึกลับที่เป็นอีกหนึ่ง Icon ของโรงแรมแล้ว เรายังจะได้เห็นต้นไม้เขียวขจีสลับกับหลังคาบ้านท่านทูตจากประเทศต่างๆเป็น Foreground ให้กับบรรดาตึกสูงเสียดฟ้าที่อยู่ไกลออกไป กรุงเทพฯของเรานี่มีหลายเลเยอร์เหมือนกันเนอะ แมสก์กับสเปรย์แอลกอฮอลล์สกรีนโลโก้ The Sukhothai ก็มีเตรียมไว้ในห้องให้เราหยิบไปใช้ได้ด้วยนะครับ ห้องนอน โซนที่ 3 ก็คือห้องนอนสุดหรูพร้อมเตียง King Size และเครื่องนอนผ้าคอตต้อน 300 เส้นที่นุ่มเนียนไม่มีสะดุด ตรงหัวเตียงนั้นมีจอ Touch Screen สุดทันสมัยสำหรับควบคุมระบบไฟและเครื่องปรับอากาศในห้องได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ยังมี Armchair และ Bedroom Bench เอาไว้ให้เราเอนกายพักผ่อนโดยไม่ต้องขึ้นเตียงด้วย เกือบลืมบอกไปว่าในโซนนี้ก็มี TV จอใหญ่ให้อีกเครื่องด้วยนะ แต่เราไม่ใช่สาย TV ก็เลยไม่ได้เปิดใช้งานเลย ห้องแต่งตัว ถัดมาคือโซน Dressing Area ที่มีลักษณะเป็น Walk-In Closet ที่เราชอบมากๆ โดยเฉพาะลิ้นชักเก็บรองเท้า ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่มักปรากฏอยู่ในงานของ Ed Tuttle (เราจำฟังก์ชั่นนี้ได้จากตอนไปพักที่ AMANPURI) นอกจากราวแขวนเสื้อผ้า และที่วางกระเป๋าเดินทางแล้ว ในโซนนี้ยังมีตู้นิรภัย ถุง Laundry กระเป๋า Tote Bag สำหรับใส่ของระหว่างออกไปใช้บริการในโซนต่างๆของในโรงแรม รวมไปถึงรองเท้าแตะสำหรับทั้งภายในและภายนอกห้อง อ้อ! เราขอชื่นชมความหนานุ่มเป็นพิเศษของเสื้อคลุมอาบน้ำจาก La Bottega ที่ทางโรงแรมแขวนเตรียมไว้ให้ด้วยครับ นุ่มสบายผิวมากเลยครับ ห้องน้ำ โซนสุดท้ายที่ดูเหมือนจะเป็นไฮไลท์ของห้องก็คือห้องน้ำ เพราะสวยหมดจดจริงๆ โดดเด่นด้วยงานหิน งานไม้ และที่สำคัญคืองานกระจกที่ช่วยสร้างภาพสะท้อน จนเกิด Visual Effect ที่งดงามราวกับเราได้เดินเข้าไปในกล้อง Kaleidoscope ยังไงยังงั้นเลย จุดรวมสายตาของโซนนี้นั้นคงหนีไม่พ้นอ่างอาบน้ำสุดหรูพร้อมหัวเจ็ทจากุซซี่ แต่ดีเทลอื่นๆนั้นก็ชวนให้ Wow ไม่แพ้กัน เริ่มกันที่ชักโครกไฮเทคสไตล์ญี่ปุ่นในห้องผนังกรุไม้ซึ่งให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นหนึ่งเดียว อย่างที่เล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ว่างานหินในห้องชาวเว่อร์นั้นก็ออกแบบโดย Versace เครื่องอาบน้ำตั้งแต่สบู่เหลว แชมพู ครีมนวดผม ไปจนถึงสบู่ก้อนสำหรับล้างมือ และโลชั่นทาผิวนั้นก็เป็นผลิตภัณฑ์ของ Bottega Venetta ที่เลิศหรูอย่าบอกใคร ส่วนไดร์เป่าผมนั้นก็คงจะเป็นแบรนด์ใดไปไม่ได้ นอกจาก Dyson พาทัวร์ห้องพักแบบย่อๆกันพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็ได้เวลาไปเสพความผ่อนคลายในสปาหรูของ The Sukhothai กันต่อได้เลย นวดผ่อนคลายที่ Spabotanica เดินจากอาคาร Club Wing เราลัดเลาะผ่านสระว่ายน้ำแล้วตรงมาที่ Spabotanica ของโรงแรม ตกแต่งเรียบง่ายด้วยโทนสีอ่อนสะอาดตา แซมด้วยงานไม้ทำให้ดูอบอุ่นผ่อนคลาย เรานวดคอร์ส The Sukhothai Signature ซึ่งผสมผสานเอาหลายๆเทคนิคการนวดเข้าด้วยกันไว้ในคอร์สเดียวเพื่อความสบายที่สุดของลูกค้า เราคิดว่านี่เป็นวิธีที่เวิร์คมากๆ เพราะหลายครั้งร่างกายอันแสนตึงเครียดของเราก็ต้องการทั้งการนวดแผนไทย อโรม่า สวีดิช รีดเส้น กดจุด ไปใน Session เดียวกันเลย สั้นๆก็คือชอบการนวดแบบรวมเทคนิคแบบนี้มากเลยครับ :-) หลังจากกรอกแบบฟอร์ม เลือกน้ำหนักมือ และจุดเน้นที่ต้องการแล้ว เราก็ถูกนำทางไปยังห้อง Treatment ที่ดูเรียบง่ายแต่มีรสนิยมเพื่อล้างตัวและเปลี่ยนชุดรอ จากนั้นเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะทันทีที่ฝ่ามือของพี่ๆ Therapists สัมผัสกับผิวของเราและค่อยๆเพิ่มแรงกดรีดไปตามแนวกล้ามเนื้อที่เราไม่รู้ตัวมาก่อนว่าเมื่อย เราก็แทบจำอะไรไม่ได้อีกเลย แบบนี้ใช่ไหมที่เค้าเรียกกันว่า "สบายลืมมมมม" มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่พี่ Therapist บอกให้เราพลิกตัว แต่แล้วความทรงจำของเราก็เริ่มเลือนลางอีกครั้ง จนสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาเมื่อการนวดจบลง ถ้าเราไม่มีโปรแกรม Pre-Dinner Cocktail ต่อ ก็อยากจะขอนวดต่อยาวๆอีกซักชั่วโมง Underground Gัym ก่อนจะไป Pre-Dinner Cocktail เราขอแวะลงไปสำรวจ Gym ที่อยู่ชั้นใต้ดินกันซักหน่อย เพราะได้ยินกิตติศัพท์มาหนาหู พอมาเห็นของจริงบอกได้คำเดียวว่าเกรียงไกรมากกกก ทั้งขนาดสถานที่ อุปกรณ์ และบริการที่มีให้ล้วนครบครันไปทุกสิ่งยิ่งกว่าฟิตเนสที่เราเคยเป็นสมาชิกอยู่ซะอีก ใครต้องการออกกำลังกายแบบ High-End เป็นมืออาชีพ ในบรรยากาศ Exclusive เราแนะนำให้มาลองดูที่นี่ มีสมัครสมาชิกรายปีด้วยนะ ติดต่อสอบถามที่โรงแรมโดยได้เลยครับ Pre-dinner Cocktail ที่ Club Lounge อีกหนึ่งสิทธิพิเศษของการนอนห้อง Club Suite คือเราสามารถใช้บริการ Cocktail ก่อนดินเนอร์ที่ Club Lounge ได้แบบสั่งเพิ่มได้ไม่อั้น ซึ่งตอนแรกเราคิดว่าจะมีแค่เพียงเครื่องดื่ม ที่ไหนได้คุณอีฟ Receptionist (ที่มาดูแลเราบ่อยจนเริ่มสนิทสนมกันนั้น) ก็ทยอยนำของว่างจานเล็กๆจานแล้วจานเล่าออกมาเสิร์ฟให้ อร่อยหมดทุกอย่างเลยแฮะ แถมขอเพิ่มได้ตลอด คุณอีฟบอกว่าของว่างเหล่านี้จะมีธีมที่หมุนเวียนไปตามช่วงเวลา อย่างช่วงที่เราไปก็จะเป็นธีม Italian ซึ่งก็เข้ากันกับมื้อค่ำต่อจากนี้ที่ La Scala พอดี โจทย์ที่ยากสำหรับเราก็คือจะแบ่งโควตาพื้นที่ในท้องอย่างไรให้เพียงพอกับความอร่อยทั้งหมดทั้งที่ Lounge และที่ La Scala ร้านอิตาเลียนมากรางวัลแห่ง The Sukhothai ซึ่งจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่นานนี้ Dinner at La Scala ในปี 2018 ร้าน La Scala เป็นร้านอาหารอิตาเลียนเพียงร้านเดียวในประเทศไทยที่ได้รับรางวัล 3 Forks ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดจาก Gambero Rosso Guide ที่ Specialized ในอาหารและไวน์อิตาเลียนโดยเฉพาะ การันตีว่าร้าน La Scala นี้เป็นหนึ่งในร้านอิตาเลียนที่ดีที่สุดที่อยู่นอกประเทศอิตาลี นอกจากนี้ใน Tripadvisor ร้าน La Scala ก็ยังขึ้นแท่นร้านอาหารอิตาเลียนอันดับ 1 จากกว่า 500 ร้านในกรุงเทพฯอีกด้วย และตั้งแต่วันที่ 19 เม.ย. 2021 นี้ ทางร้านก็จะได้เชฟ Eugenio Cannoni ชาวเมือง Monferro แคว้น Piedmont ทางตอนเหนือของอิตาลี เข้ามาเสริมทัพให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีก เชฟหนุ่มแห่งวงการ Haute Cuisine ท่านนี้เคยเป็นเชฟให้กับร้านอาหารประดับดาวมิชลิน และที่ปรึกษาให้กับรายการ TV ทั้งในอิตาลีและอีกหลายประเทศมาก่อน แต่เราเข้าไปรับประทานอาหารก่อนวันที่เมนูของเชฟคนใหม่จะเปิดตัว อาหารทั้งหมดในรูปของเราจึงยังคงเป็นเมนูเดิมของร้านอยู่ ตอนแรกเราก็แอบเสียดาย แต่พอคิดอีกทีคือเราโชคดีมากๆที่จะได้ลิ้มรสทั้งเมนูเก่าในวันนี้ และเมนูใหม่ในโอกาสหน้า ซึ่งเราจะกลับมาอย่างแน่นอน เริ่มมื้อด้วยคู่คาวหวานคลาสสิคอย่างพาร์มาแฮมแท้ๆและเมล่อนหอมหวาน ช่วยเปิด Palate รับรสให้พร้อมสำหรับมหากาพย์ความอร่อยที่กำลังจะตามมา Carpaccio Di Capesante หอยเชลล์สดๆสไลซ์บางๆราดด้วย Passion Fruit Dressing ทำให้ได้ความสดชื่นจากทั้งรสเปรี้ยวและหวาน เพิ่มความซับซ้อนอีกนิดด้วยหัวเฟนเนล แอลมอนด์ มะเขือเทศ เนื้อส้ม มินต์ และดิลล์ Zuppa ซุปเห็ด Wild Mushroom และ เห็ดทรัฟเฟิลดำ เข้มข้นกลมกล่อมหอมอร่อย อุ่นๆสบายพุง ทานคู่กับ Mushroom Cracker กรุบกรอบ ดีงามมากครับ Risotto al Fruitti di Mare ริซ็อตโต้ซีฟู้ดที่ขนมาทั้งทะเล ได้กลิ่นและรสชาติของทะเลที่เข้มข้นชัดเจน เดาเอาเองว่าน่าจะมาจาก Shell Fish Stock ที่ทางเชฟเคี่ยวเพื่อนำมาหุงข้าว Arborio ให้สุกแบบ Al Dente ประทับใจทั้งหน้าตาและรสชาติครับ Capellini พาสต้าเส้นเล็กปรุงกับเนื้อล็อบสเตอร์และเนื้อปู ปกติทางร้านจะใช้ Blue Lobster แต่วันที่เราไปวัตถุดิบหมดเลยได้เป็น Canadian Lobster แทน สดอร่อย ไม่หักคะแนนใดๆครับ Agnello เนื้อแกะ Te Mana Lamb จากนิวซีแลนด์ ซึ่งต่างจากเนื้อแกะทั่วไปตรงที่เค้าจะอุดมด้วย Omega-3 และมีไขมันละเอียดแทรกอยู่ในกล้ามเนื้อ เชฟนำมาย่างให้สุกกำลังดี เพิ่มรสด้วยชีส Gorgonzola Dolce ซึ่งเป็นบลูชีสที่เราชอบมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เสิร์ฟคู่กับผักย่างหอมอร่อย รสชาติออกมาลงตัวมากๆและเนื้อแกะก็แทบไม่มีกลิ่นเลย จานนี้เป็น Ora King Salmon ปลาแซลมอนพันธุ์พิเศษจากนิวซีแลนด์เช่นกัน นำไป Poached ในน้ำชาดอกบัวซึ่งเป็นชา Signature ของโรงแรม เสิร์ฟพร้อมลูกเกด ไพน์นัท Jerusalem Artichoke (แก่นตะวัน) Guava Puree และ Kristal Caviar จานนี้เป็นเนื้อ Saitama Wagyu ที่นุ่มละลายในปาก ปรุงแบบเรียบง่ายเพื่อให้รสธรรมชาติของเนื้อเปล่งประกาย สารภาพว่าจำไม่ได้ว่าซอสทำจากอะไรบ้าง แต่จำได้ว่าอร่อยมากๆครับ แอบพลิกมีดไปเจอแบรนด์ Laguiole แบรนด์เครื่อง Cutlery เก่าแก่เกือบ 200 ปีจากฝรั่งเศส หรูหราหมดจดทุกกระเบียดนิ้วจริงๆ ได้เวลาของหวานแล้ว เป็น Raspberry Pannacotta ใจจริงเราหมายตา Tiramisu เอาไว้แต่กลัวว่าคาเฟอีนจะรบกวนการนอน เลยเลือกน้องคนนี้มาแทน และก็ไม่ผิดหวังเลยครับ เนียนนุ่มหอมนมตัดด้วยความเปรี้ยวของราสป์เบอร์รี่ลงตัวพอดีเป๊ะ ส่วนอันนี้เป็นของหวานที่พิเศษมากๆครับ เพราะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Cocktail คลาสสิคของอิตาลีอย่าง Sgroppino แต่ที่ La Scala นำมาทำเป็นของหวานและทำสดๆให้เราดูที่โต๊ะเลย น้องคนนี้ประกอบไปด้วยเจลาโตวอดก้า โพรเซ็กโก้ และ Limoncello นำมาตีฟองจนเหมือนคาปูชิโน่เลยครับ Sgroppino ทำเสร็จแล้วก็จะหน้าตาสวยงามแบบนี้ครับ เขินจังที่จะบอกว่าทั้งหมดนี้ เราทานกันแค่ 2 คนเท่านั้นเอง ^^ ขึ้นมาแช่น้ำก่อนนอน ได้เวลาลงอ่างแล้วววว ต้องผลัดกันแช่นิดนึง สบายแค่ไหนไม่ต้องบรรยายมาก ให้ภาพเล่าเรื่องแล้วกันนะคับ Turndown Service เตียงนุ่มๆที่เทิร์นดาวน์เรียบร้อยพร้อมให้เราเอาตัวเข้าไปแทรกคุดคู้ได้ตามใจ พร้อมของที่ระลึกก่อนนอนที่ทางพนักงานวางไว้ให้บนเตียง และมีให้เลือกเมนูอาหารเช้าด้วย เมื่อเราติ๊กเสร็จก็นำไปแขวนไว้หน้าประตูได้เลย แต่เราเลือกที่จะไป Order โดยตรงที่ Club Lounge ตอนเช้าเลยดีกว่า เพราะก่อนมามีพรายกระซิบบอกว่าอาหารเช้าที่ Club Lounge ของ The Sukhothai นั้นดีมากๆ พรุ่งนี้เช้าเราไปพิสูจน์กันครับ ตื่นเช้าเริ่มวันใหม่ด้วยการนั่งชิลอ่านหนังสือบนเตียงก่อนจะอาบน้ำลงไปทานมื้อเช้า วันนี้เราเลือกใส่นาฬิกา IWC SCHAFFHAUSEN Pilot's Watch Edition "Le Petit Prince" กันทั้ง 2 คนเลยครับ เรือนแรกเป็น Automatic Chronograph สายหนัง ส่วนอีกเรือนเป็น Mark XVIII สายสแตนเลสครับ ทั้งสองเรือนเป็นนาฬิกาที่ใส่ง่ายได้ทุกวัน โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีน้ำเงินที่เป็นโทนเอกลักษณ์เฉพาะของ IWC สั้นๆก็คือใส่แล้วดูดีมากๆครับ แหะๆ เราจับคู่นาฬิกากับสร้อยข้อมือหนังสีน้ำตาลจาก Hermès รุ่น Tournis Tresse พร้อมแต้มน้ำหอม Maison Margiela 'REPLICA' กลิ่น Lazy Sunday แบบ Rollerball ที่เราพกติดกระเป๋าเอาไว้ ชื่อกลิ่นนั้น Appropriate กับสถานการณ์มาก เพราะเช้านี้เราถูก Spoiled จนขี้เกียจสุดๆเลย Breakfast at The Sukhothai ตั้งแต่เช็คอินที่ เดอะ สุโขทัย เราก็ไม่เคยได้ว่างเว้นของอร่อยเลยจริงๆ ยิ่งมื้อเช้าของที่นี่ต้องใช้คำว่า "ล้น" ไปด้วยของกินที่ทั้งเลิศรสและหลากหลาย มีครบทั้งคาวหวาน สัญชาติยุโรป ไทย จีน ญี่ปุ่นตอบทุกความต้องการ ปัญหาเดียวคือพื้นที่ในกระเพาะมีไม่พอจริงๆครับ อร่อยหมดทุกอย่าง แต่ที่เรา Surprised เป็นพิเศษคือข้าวมันไก่ครับ บอกเลยว่าต้องลอง ดีงามเกินเรื่องจริงๆ กลมกล่อม นุ่มนวล พร้อมน้ำจิ้มที่เด็ดดวงเหลือเกิน จริงๆแล้ว The Sukhothai นั้นมีชื่อมายาวนานเรื่องอาหารการกินครับ ที่นี่เป็นโรงแรมแห่งแรกในประเทศไทยที่จัด Sunday Brunch Buffet ที่เรียกได้ว่า Top-Notch อย่างแท้จริง วัตถุดิบที่นำมาเสิร์ฟให้ลูกค้านั้น ล้วนเป็นท็อปเกรดทั้งสิ้น ช่วงที่เราไปนั้นมีโปรโมชั่นที่คุ้มค่ามากๆ ซื้อ Sunday Brunch 2 ท่าน ได้ห้องพักฟรีไปเลย แต่ละช่วงจะมีโปรที่ต่างกันไปนะครับ ต้องลองเช็คดูเรื่อยๆน้าาา Buffet อีกรายการของ The Sukhothai ที่โด่งดังมากๆก็คือ Chocolate Buffet ที่รับผิดชอบโดยเชฟ Laurent Ganguillet เรียกย่อๆว่า "เชฟกัง" พนักงานคนแรกสุดของโรงแรม หมายเลขพนักงานของเชฟคือเบอร์ 1 เลยครับ และยังคงทำงานอยู่ที่นี่จนถึงปัจจุบัน ลองคิดดูว่าทางเจ้าของนั้นดูแลพนักงานได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน ได้ยินมาว่าตอนน้ำท่วมใหญ่ ก็เปิดห้องโรงแรมให้พนักงานนอนฟรีเลยครับ กลับมาเรื่องช็อคโกแลตกันดีกว่าครับ 555 คือในบุฟเฟ่ต์เชฟกังได้คัดเลือกเอาช็อคโกแลตกว่า 30 ชนิดจากแหล่งปลูกทั่วโลก นำมารังสรรค์ให้เกิดเป็นเมนูต่างๆมากมาย แค่ช็อคโกแลตร้อนเมนูเดียว เราก็สามารถรีเควสต์ได้เลยว่าชอบรสชาติประมาณไหน เชฟสามารถนำมาเบลนด์จัดให้ได้หมดเลยครับ นอกจากนี้ยังมีอาหารคาวอร่อยๆเอาไว้ตัดเลี่ยนอีกด้วย ใครสนใจติดต่อโรงแรมด่วนเลยครับ เพราะปกติคิวจองแน่นมากๆ สระเขียว อีกหนึ่งจุด Iconic แห่ง The Sukhothai เคล็ดลับการย่อยอาหารของเราคือการลงไปว่ายน้ำครับ จากอิ่มๆว่ายป๋อมแป๋มแป๊บเดียวอาจกลายเป็นหิวทานต่อได้อีกทันที แน่นอนว่าช่วงเวลาพุงกางอาจจะไม่น่าโชว์นัก แต่โชคดีมากๆที่ทั้งสระไม่มีใครเลยนอกจากเรา นอกจากจะได้ย่อยอาหารแล้ว ยังเป็น Photo Op ที่หาได้ยากอีกด้วย จิบชาก่อนกลับ น่าเสียดายจังที่ Staycation ครั้งนี้ของเราใกล้จบลงแล้ว แม้ทางโรงแรมจะอนุโลมให้เรา Late Check-Out ได้ แต่เวลาก็ยังสั้นไปอยู่ดี ช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วแบบนี้เสมอแหละ การว่ายน้ำเพื่อช่วยย่อยอาหารก่อนหน้านี้ของเรานั้นเป็นความคิดที่ถูกต้องมากๆ เพราะยังมี Afternoon Tea อีกเซ็ตใหญ่ๆที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ดูแลพวกเราส่งท้ายก่อนเช็คเอ้าท์ จัดเต็มเหมือนเคยครับทั้งของคาวและของหวาน รวมถึงชากาแฟครบชุด บางทีของที่ระลึกก็อาจมาในรูปแบบของน้ำหนักที่ได้เพิ่มกลับบ้านไปนะครับ สรุปความประทับใจ ก่อนหน้านี้เราเคยแวะมาร่วมงานต่างๆที่ The Sukhothai บ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่เคยได้มีโอกาสมา Staycation แบบนี้เลย ครั้งนี้เราได้เรียนรู้ถึงเรื่องราวที่น่าสนใจของโรงแรมหลายเรื่อง เช่น โรงแรมนี้เป็น Private Brand ที่มีครอบครัวนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชาวฮ่องกงเป็นเจ้าของ (HKRI Group) และมีเพียง 2 แห่งในโลกคือที่กรุงเทพฯและเซี่ยงไฮ้ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน และเร็วๆนี้ที่กรุงเทพฯก็จะมีการเปิดตัวโปรเจ็คท์ใหม่ของแบรนด์อีกแห่งหนึ่งด้วย เราได้รู้อีกว่าตลอด 30 ปีที่ผ่านมา The Sukhothai ได้ริเริ่มธรรมเนียมปฏิบัติหลายๆอย่างในวงการโรงแรมของไทย ไม่ว่าจะเป็นการมอบดอกไม้ไทยเพื่อต้อนรับแขกผู้มาเยือน หรือจะเป็นการจัด Sunday Brunch ที่ทุกวันนี้แทบทุกโรงแรมต่างก็มีให้บริการกัน แต่เรื่องเล่านั้นก็ยังไม่เท่าประสบการณ์ที่เราสัมผัสได้ด้วยตัวเองจากไมตรีของผู้ให้บริการ และรายละเอียดที่ลงตัวสวยงามของงานสถาปัตยกรรม ไปจนถึงอาหารเลิศรสมื้อแล้วมื้อเล่าที่เราได้ลิ้มลอง เมื่อทั้งหมดนี้มารวมกันอยู่ที่ The Sukhothai ก็ทำให้โรงแรมแห่งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ สมกับความหมายของ "สุโขทัย" ชื่อโรงแรมจริงๆ "Dawn of Happiness" หรือ "รุ่งอรุณแห่งความสุข" โมงยามแห่งความละเมียดที่เราสามารถสัมผัสได้ทุกวัน ดีลห้องพักราคาพิเศษคลิ๊กจองที่นี่
- Exclusive Offer Explore the World with PONANT Luxury Expedition Cruises ล่องเรือสำราญโพน๊องท์ สำรวจโลกกับราคาสุดพิเศษ
Embark on a voyage of discovery with PONANT Luxury Expeditions. Our exclusive deals for new departures are now available, and we're ready to welcome you aboard. Ready to discover the planet's most unique and secluded destinations? Hoparound.co and Ponant invite you to embark on a luxury expedition cruise unlike any other. Whether you're dreaming of sailing to the majestic polar regions or exploring the hidden gems of the Mediterranean, our exclusive partnership brings you closer to the adventure you've always wanted. ล่องเรือสำราญ PONANT Luxury Expeditions Offer เที่ยวขั้วโลกเหนือราคาพิเศษ Experience a PONANT Expedition Cruise Ponant is a premier French cruise line renowned for its exclusive, high-end voyages. We specialize in catering to discerning travelers who want to explore the world without compromising on comfort or style. A Ponant expedition cruise isn't just a trip—it's an immersive, enriching journey. Our eco-friendly, hybrid-powered ships allow us to reach remote locations that are inaccessible to larger vessels, ensuring a truly unique experience. Each voyage is thoughtfully designed around a special theme, offering unforgettable moments: Gourmet Voyages: Savor exquisite, locally sourced cuisine prepared by world-class chefs. Music-Themed Cruises: Be serenaded by award-winning musicians, making your journey truly memorable. A Ponant luxury cruise promises to amaze you with incredible history, diverse cultures, and stunning natural wonders. Fall in love with our planet on a deeper level and secure your adventure with a special discount. Exclusive Offer: Book Your Ponant Cruise with Hoparound.co Unlock your adventure with our exclusive promotion and enjoy significant savings on your next Ponant cruise booking: Additional Discount: Get an extra 5% off the prices listed on the official Ponant website (www.ponant.com). Booking early is key, as prices are dynamic and generally lower the further in advance you book. Special Valetta to Türkiye Voyage: Secure a spot on the "The Mediterranean: in the footsteps of great civilisations" itinerary from Valetta, Malta, to Antalya, Türkiye. This 11-day voyage departs March 22, 2026, with prices starting at €6,207 per person (based on double occupancy). This price is locked in if you book by November 30, 2025. How to Book Your Ponant Adventure Booking your dream Ponant expedition is simple and secure. Browse Itineraries: Visit the official Ponant Expedition website to explore a wide range of destinations and departure dates: https://us.ponant.com/discover-our-destinations Claim Your Discount: Click this link to provide your trip details and receive your exclusive 5% Ponant cruise discount: www.hoparound.co/exclusiveoffers Finalize Your Booking: A dedicated Ponant representative will contact you directly via email to assist with your booking details. Discover Our Top Ponant Brochures Ready to explore your options? Download these brochures for inspiration on your next luxury expedition cruise: Le Commandant Charcot 2025 - 2027: The World's Only Luxury Icebreaker. PONANT Winter 2025-2026: Inspiring Voyages. PONANT & Smithsonian Journeys 2026: A unique collection of curated trips. Discover your perfect Ponant cruise and enjoy an exclusive discount on all worldwide voyages when you book with Hoparound.co. Explore Brochures and Itineraries Le Commandant Charcot 2025 - 2027 Brochure: The World's Only Luxury Icebreaker PONANT Winter 2025-2026 Brochure: Inspiring Voyages PONANT & Smithsonian Journeys 2026 Collection Le Commandant Charcot 2025-2026 Brochure Find your dream expedition on the Ponant Expedition Website and receive a minimum 5% discount on all worldwide voyages when you book with Hoparound.co. ล่องเรือสำราญ PONANT Luxury Expeditions สำรวจโลก ดีลพิเศษสำหรับการออกเดินทางครั้งใหม่ พร้อมเปิดเรือต้อนรับเพื่อนๆแล้วครับ Hoparound.co X Ponant ชวนเพื่อนๆไปสัมผัสกับซอกมุมแรร์ไอเท่มของโลกใบนี้ในวิถี Quiet Luxury บนหลากหลายเส้นทางเดินเรือตั้งแต่ขั้วโลกเหนือจรดใต้ในจุดหมายที่เรือน้อยลำจะเข้าถึงได้ Ponant (โพน้องต์) คือแบรนด์เรือสำราญสุด Exclusive สัญชาติฝรั่งเศสที่ตอบโจทย์นักเดินทางผู้หลงไหลการสำรวจโลก (Expedition) โดยไม่ต้องลดคุณภาพ Lifestyle ในมิติที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน นอกจาก Ponant จะพาเราออกเดินทางสู่ความมหัศจรรย์ของโลกใบนี้ด้วยพลังงาน Hybrid เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว แต่ละเส้นทางของ Ponant ก็เป็นประสบการณ์ที่ห่อหุ้มด้วย Theme เฉพาะไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นแนว Gastronomy ที่ชวนลิ้มรสอาหารชั้นเลิศ และวัตถุดิบท้องถิ่นที่เลือกสรรมาอย่างดี และบางเส้นทางก็มีการเชิญเชฟชื่อดังระดับโลกตัวจริงมาปรุงอาหารให้เราเลย หรือจะเป็น Theme ดนตรีที่เชิญนักดนตรีชั้นครู (บางท่านเป็นแชมป์โลกเลยครับ) มาบรรเลงเพลงขับกล่อมเราตลอดเส้นทาง แขกของ Ponant จะได้สัมผัสกับความน่าตื่นตาตื่นใจของเรื่องราวประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คน และความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่เราคาดไม่ถึง มาตกหลุมรักกับดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลกให้ลึกซึ้งกว่าเดิม พร้อมส่วนลดพิเศษเมื่อจองผ่าน Hoparound.co Exclusive Offer: Hoparound.co X Ponant 1. ทุกเส้นทาง ลดเพิ่ม 5% จากราคาหน้าเวป www.ponant.com (ราคามีการปรับอยู่เรื่อยๆ ยิ่งจองล่วงหน้านานยิ่งถูก) 2. พิเศษ! สำหรับเส้นทางจาก Valetta, Malta - Antalya, Türkiye (The Mediterranean: in the footsteps of great civilisations) ออกเดินทางวันที่ 22 มีนาคม - 1 เมษายน 2026 (11 วัน) ราคาเริ่มต้นที่ 6,207 ยูโร/ท่าน (1 ห้องต้องพัก 2 ท่าน) วิธีการจอง 1. ดูเส้นทางและวันเดินทางที่ต้องการได้ที่หน้าเวป https://us.ponant.com/discover-our-destinations 2. คลิกที่ลิงค์ www.hoparound.co/exclusiveoffers เพื่อกรอกรายละเอียดทริปที่ต้องการเพื่อรับสิทธิ์ลด 3. รอให้ตัวแทนของ Ponant ประจำปรเทศไทยติดต่อกลับทางอีเมลเพื่อดำเนินการจองกับลูกค้าโดยตรง เลือกชมเส้นทางเดินเรือ Ponant ที่น่าสนใจได้ที่นี่ Le Commandant Charcot 2025 - 2027 Brochure The World's Only Luxury Icebreaker PONANT Winter 2025-2026 Brochure Inspiring Voyages PONANT & Smithsonian Journeys 2026 Collection 2025 Close to Home Voyages Brochure Le Commandant Charcot 2025-2026 Brochure ชมรีวิวเส้นทางเรือ The Mediterranean: in the footsteps of great civilisations กับเรือ L’Austral (ลอสตราล) เลือกชมเส้นทางเดินเรือรอบโลกได้ที่ Ponant Expedition Website รับส่วนลดทุกเส้นทางรอบโลกเมื่อจองกับ Hoparound.co #PONANT #Luxury #Expeditions #Letshoparound
- BONCI (บอนซี่) คาเฟ่เปิดใหม่ย่านสะพานควาย
BONCI (บอนซี่) #คาเฟ่เปิดใหม่ #ย่านสะพานควาย “ความไร้คอนเส็ปต์” ก็กลายเป็นคอนเส็ปต์ได้ ถ้ารสนิยมดีซะอย่าง วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไป #hop ทำความรู้จักกับ BONCI คาเฟ่สวยเก๋ย่าน #สะพานฟราย (สะพานควายนั่นแหละ) ที่กลางวันเป็นคาเฟ่ ส่วนกลางคืนเป็นบาร์สุดฮิป เราถามเจ้าของร้านถึงที่มาของชื่อ BONCI ว่าชื่อนี้มาแต่ใด คำตอบก็คือ ”ตัวอักษร 5 ตัวนี้เรียงกันแล้วสวยดีนะ” แค่นี้ก็พอจะบอกได้ว่าคาเฟ่แห่งนี้สร้างขึ้นจากรสนิยมส่วนตัวของเจ้าของล้วนๆ แต่สำหรับเราแล้วจะว่าไร้คอนเส็ปต์เสียเลยก็ไม่ถูก เพียงแค่คอนเส็ปต์ของร้านนี้ไม่ได้ถ่ายทอดออกมาด้วยคำพูดให้สวยหรูก็แค่นั้นเอง แต่มันออกมาเป็นบรรยากาศของร้านให้จับต้องได้เลย ถ้าให้เราบรรยายตามความรู้สึกของเราเองก็ต้องบอกว่าที่นี่มี Good Vibes หนาแน่นมาก นอกจากการแต่งร้านที่ทำให้เรานึกถึงสไตล์สแกนดิเนเวียนแล้ว การคัดสรรเมล็ดกาแฟที่นำเข้ามาจากออสเตรเลียตามความชอบของเจ้าของ ก็ทำให้เรารู้ว่าอย่างน้อยก็ต้องมีคำว่า “ใส่ใจรายละเอียด” นั่งอยู่ในใจของเจ้าของอย่างแน่นอน ส่วนชั้นลอยนั้นตอนกลางคืนจะกลายร่างเป็นบาร์สุดฮิปนามว่า BONCI BAR เมนูแนะนำ สำหรับผู้ชอบความครีมมี่ นัวร์ๆ BIMBOM CREAM 150.- สำหรับใครที่ชอบความสดชื่น BIMBOM SOUR 150.- ส่วนครัวซองต์ที่เราได้ลองชิมคือ Spinach Croissant 150.- สายครัวซองต์ก็คือห้ามพลาด สรุปเลยแล้วกัน ร้านสวย กลางวันกาแฟดี กลางคืนนั่งดริ้งค์ได้ มีที่จอดรถด้านหลังร้านใกล้แยกสะพานควาย จะมีคอนเส็ปต์หรือเปล่าก็ช่างมันไปก่อนก็แล้วกัน อะไรดี Hop ก็ว่าดี ไปเช็คอินกันได้เลยค้าบบบ แถมช่วงนี้ก็จะมีตู้ถ่ายรูปสุดฮิตอย่าง Sculpturebangkok ไปตั้งอยู่ในร้านด้วยนะ ถ้าซื้อเครื่องดื่มขนมครบ 550.- จะได้ถ่ายฟรี 1 ครั้ง 1 แผ่น หรือใครอยากถ่ายแบบจัดเต็มก็จ่าย 150.- ต่อครั้งไปเลย!! BONCI Location: https://goo.gl/maps/ZBQrwCVqnf6NLUhdA 1477 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร เวลาเปิด-ปิด : Café 10:00-18:00 | Bar 18:00-23:00 (เปิดให้บริการเร็วๆนี้) โทร : 06-4646-9245 ที่จอดรถ : ที่จอดรถ BONCI สามารถจอดรถได้หลังร้าน (ที่จอดรถจำกัด 5-6 ที่นะครับ) ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/hellobonci/
- NAOSHIMA เที่ยวเกาะศิลปะนาโอชิมะ
เที่ยวเกาะนาโอชิมะ เกาะศิลปะ เกาะ Naoshima และ Teshima อาจจะเป็นเพียง 2 จุดเล็กๆบนแผนที่ประเทศญี่ปุ่นที่แม้แต่คนญี่ปุ่นบางคนก็ยังไม่รู้จัก แต่จุด 2 จุดนี้มีเรื่องราวที่ไม่ธรรมดา จากชุมชนที่ครั้งหนึ่งเคยต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมเหล็กของบริษัท Mitsubishi เป็นแหล่งรายได้หลัก ก่อนที่จะค่อยๆซบเซาลงจนประชากรเหลือไม่ถึงครึ่ง วันนี้ศิลปะและสถาปัตยกรรมได้เข้ามาช่วยชุบชีวิตและความงดงามให้บานสะพรั่งบนเกาะทั้งสองอีกครั้ง มาเถอะ ชาว #hopsters มา #hoparound ไปสำรวจรอบๆเกาะทั้งสองนี้กัน แต่โพสนี้เรามาเริ่มกันที่ Naoshima กันก่อนดีกว่าเนอะ โรงแรมแนะนำใน Uno Port + Naoshima พร้อมดีลพิเศษ SETOUCHI KEIRIN HOTEL 10 by Onko Chishin Bamboo Village Guest House UOGASHI 7070 Ocean View MY LODGE Naoshima Vacation House Day Naoshima Ryokan Roka 暮らすように過ごすNagi unoport Uno station มาเริ่มกันที่สถานี Uno station เป็นสถานีรถไฟปลายทางที่จะต่อเรือไปยังเกาะนาโอชิมะ แค่สถานีก็แต่งเป็นภาพกราฟิกลวงตา ทำให้เรารู้สึกได้ว่างานอาร์ตกำลังเริ่มต้นแล้วววววว เกาะ Naoshima นั้นมีขนาดกว่า 14 ตร.กม. ตั้งอยู่ในจังหวัดคากาว่า (香川 / Kagawa) ซึ่งเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดในญี่ปุ่น การจะเที่ยวได้รอบๆเกาะนั้นเราควรจะมีเวลาเที่ยวอย่างน้อย 2 วันถึงจะครอบคลุมแบบไม่รีบจนเกินไป วิธีเดินทางที่เราคิดว่าดีที่สุดก็คือการปั่นจักรยานไฟฟ้าสูดอากาศสะอาดๆและเสพงานศิลป์ไปรอบเกาะ ถ้าหากอากาศเป็นใจคุณจะได้รับความอิ่มอกอิ่มใจไปแบบเต็มๆ วิธีไปเกาะนาโอชิมะ วิธีการเดินทางไปเกาะนาโอชิมะ การเดินทางมายังตัวเกาะนาโอชิมะนั้น มีหลายวิธีมาก แต่ที่เราจะแนะนำคือขึ้น "รถไฟ" แล้วต่อ "เรือ" ถ้าใครที่มาจากโอซาก้า เราขอแนะนำให้เพื่อนๆเริ่มต้นจาก 1.สถานีรถไฟ Shin-Osaka Station โดยขึ้นรถไฟขบวน Tokaido-Sanyo Shinkansen ที่มุ่งหน้าไปทาง のぞみHakata 2.จากนั้นมาลงที่สถานีรถไฟ Okayama Station แล้วเปลี่ยนรถไฟไปเป็น JR สาย Seto-Ohashi Line มุ่งหน้าไปทาง 快速Takamatsu 3.จากนั้นให้เปลี่ยนรถไฟที่สถานี Chayamachi Station โดยขึ้นรถไฟ JR สาย Uno Line ซึ่งจะมุ่งหน้าไปทาง 各停Uno 4.แล้วให้ลงสถานีสุดท้ายปลายทางคือ Uno Station แล้วเดินไปขึ้นเรือที่ท่า Uno Port เพื่อไปลงที่เกาะนาโอชิมะ หรือใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม ให้เข้าไปตามลิ้งค์นี้ได้เลยครับ http://benesse-artsite.jp/en/access/ ที่เที่ยวบนเกาะนาโอชิมะ ตัวเกาะนาโอชิมะแบ่งเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ 1) Miyanoura อยู่ฝั่งตะวันตกของเกาะ โซนนี้มีท่าเรือหลัก มีหมู่บ้าน ร้านอาหารเล็กน้อย ร้านให้เช่าจักรยาน และ 7-11 (น่าจะเป็นไม่กี่ร้านบนเกาะ) 2) Honmura อยู่ฝั่งตะวันออก มีท่าเรือเล็กกว่า แต่มีร้านรวงมากกว่า ทั้งร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร และคาเฟ่ รวมถึงเป็นที่ตั้งของบ้านร้างที่ถูกปรับให้เป็นที่แสดงงานศิลปะหลายหลังในโครงการ Art House Project และ Ando Museum 3) Benesse House Area อยู่ทางทิศใต้ของเกาะ โซนนี้จะเน้นหนักไปที่มิวเซียมจริงจัง และโรงแรมที่พัก ไม่ค่อยมีร้านค้าและร้านอาหารด้านนอกสักเท่าไหร่ เราใช้เวลานั่งเรือชมวิวได้ไม่นานก็มาถึงตัวเกาะนาโอชิมะแล้ว Naoshima Tourism Association มาถึงท่าเรือซึ่งจะเป็นจุดสตาร์ทของเราในทริปนี้ โดยที่นี่จะมีล็อกเกอร์ฝากของ ที่นั่งพัก ที่ซื้อตั๋ว ขายอาหาร ของฝาก ห้องน้ำและเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่มีไกด์ท้องถิ่นคอยบริการเพื่อนๆ ด้วย การเดินทางบนเกาะ การเดินทางบนเกาะนั้นมีให้เลือกตั้งแต่รสบัส ที่จะจอดทุก stop ที่มีงานศิลป์และมิวเซี่ยมอยู่ หรือการเช่ารถยนต์ แต่เราเลือกเช่าจักรยานไฟฟ้า เพราะสะดวกดี อยากจะแวะจุดไหนถ่ายรูปก็ได้เลย Red Pumpkin (赤かぼちゃ) - Yayoi Kusama เมื่อมาถึงที่ท่าเรือก็จะมี เจ้าฟักทองสีแดงของคุณป้ายาโยอิออกมาต้อนรับ ตั้งอยู่เด่นมาก แถมเรามาตอนที่คุณลุงกำลังซ่อมและแต่งเติมสีเจ้าฟักทองอยู่พอดี ปฏิบัติการพลิกโฉม Naoshima ด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมเป็นโครงการระยะยาวกว่า 30 ปี เริ่มมาตั้งแต่ปี 1985 ตามวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งบริษัท Benesse Corporation ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับการศึกษาและสิ่งพิมพ์ (เจ้าของโรงเรียนสอนภาษา Berlitz) และนายกเทศมนตรีของเกาะ Naoshima ในขณะนั้นที่ต้องการสร้างพื้นที่ทางการศึกษาและวัฒนธรรมบนเกาะในเขตทะเลปิดเซโตะ (Seto Inland Sea) ให้กับเด็กๆทั่วโลก Mikazukishoten ”ミカヅキショウテン” เราโชคดีที่วันที่เราไปนั้นอากาศดี๊ดี เราสามารถปั่นจักรยานได้ทั้งวันโดยไม่รู้สึกเหนื่อยเลย เราแวะร้านคาเฟ่ (กาแฟดีมาก!) ร้านนี้ชื่อร้าน Mikazukishoten เป็นร้านที่อร่อยมาก ภายในร้านก็มีขายของกระจุกกระจิกน่าเสียตังเป็นอย่างยิ่ง แถมพ่อค้าก็ใจดีแนะนำหลายๆอย่างให้ทำบนเกาะอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็น Local guide ที่ดีเลย ข้อมูลเพิ่มเติม > http://www.mikazukishoten.jp Hours: 8:30 am - 17:00 pm Closed: Thursday Location: https://goo.gl/maps/aaRqBzT6fYNbAoF97 Naoshima Bath "I❤湯 (I Love YU)" - Shinro Ohtake Naoshima Bath 「I♥湯」 นี่ก็เป็นห้องอาบน้ำสาธารณะที่ตกแต่งได้สวย สะดุดตา ดูสนุกมาก ไปครั้งหน้าก็อยากไปแวะแช่ออนเซ็นเหมือนกันนะนี่ เป็นหนึ่งในผลงานศิลปะของเกาะแห่งนี้เช่นกัน Naoshima Bath "I❤湯" Hours: 13:00 ~ 21:00 (Last reception 20:30) Closed: Mondays *Open on national holidays closed on the following day Admission: JPY 660 ประมาณ 198 บาท Location: https://goo.gl/maps/Di2L1Lk7mQCSmqtb8 Naoshima Pavilion (直島パヴィリオン) ออกแบบโดยศิลปินชาวญี่ปุ่นชื่อ Sou Fujimoto Location: https://goo.gl/maps/BYhLxoMnCEDZiFeG6 Benesse House Museum หลังจากพูดคุยและทดลองมาหลายปี โปรเจ็คท์ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นบนที่ดินผืนใหญ่ทางตอนใต้ของเกาะ โดยมี Tadao Ando สุดยอดปรมาจารย์สถาปนิกอัจริยะชาวญี่ปุ่นชื่อดังระดับโลก (ถ้าจะอวยกันขนาดนี้...) ที่ชำนาญในการใช้วัสดุคอนกรีตมาสร้างเป็นโครงสร้างรูปทรง Minimalist เพื่อล้อกับแสงธรรมชาติที่ให้อารมณ์แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงของวัน มาออกแบบตัวอาคาร Benesse House Museum ซึ่งเป็นทั้งพิพิธภัณฑ์และโรงแรม เปิดตัวในปี 1992 เป็นหลังแรก คอนเส็ปต์ของ Benesse House Museum นั้นเน้นให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันของธรรมชาติ สถาปัตยกรรม และศิลปะ พื้นที่หลายส่วนของอาคารจึงถูกฝังอยู่ใต้ดินเพื่อไม่ให้รบกวนทัศนียภาพของเกาะ แม้อาคารจะมีอายุถึง 26 ปีแล้ว เรายังรับรู้ได้ถึงความคูลที่ไม่ล้าสมัยเลยแม้แต่น้อย และทุกๆมุมที่เราหันไปก็ยังคงสร้างความว้าวให้กับเราได้อย่างน่าอัศจรรย์ Benesse House Museum Hours: 8:00 am - 21:00 pm (Last admittance: 20:00 pm) Closed: Open year-round Open Days Calendar Admission: JPY 1,050 ประมาณ 315 บาท (ด้านในโซนแกลเลอรี ห้ามถ่ายรูปนะครับ แต่เราก็หารูปมาฝากกันนน) Location: https://goo.gl/maps/97qoReZdDaFcYGGSA © Trent McBride Hiroshi Sugimoto "Time Exposed", 1980-97 © Forgemind ArchiMedia Kan Yasuda The Secret of the Sky , 1996 © skrytebane Bruce Nauman "100 Live and Die", 1984 George Rickey "Three Squares Vertical Diagonal", 1972-82 Dan Graham "Cylinder Bisected by Plane", 1995 Shinro Ohtake "Shipyard Works: Stern with Hole", 1990 © Todd Lappin Walter De Maria "Seen/Unseen Known/Unknown" , 2000 Yayoi Kusama "Yellow Pumpkin" , 1994 นอกจากมิวเซี่ยมที่ต้องเสียเงินเข้าชมแล้ว สิ่งที่ทำให้เราตกหลุมรัก Naoshima อย่างจังก็คือการได้ขี่จักรยานไฟฟ้า (ย้ำว่าต้องไฟฟ้า ไม่งั้นต้องปั่นขึ้นเนินกันน่องแตก จากรักอาจจะกลายเป็นเกลียดได้เลย) ชมธรรมชาติ (เราเจอหมูป่าอยู่ข้างมิวเซี่ยมด้วย) และตามล่างาน installation กลางแจ้งตามลายแทงรอบเกาะ เช่นงานฟักทองลายจุดของคุณยาย Yayoi Kusama ในตำนานที่โผล่มาทักทายกันตั้งแต่ลงจากเรือ และอีกฝากหนึ่งของเกาะ Hours: 24HRs OPEN: EVERYDAY Admission: FREE Location: https://goo.gl/maps/HbZHas2cwkLXtbYeA Chichu Art Museum Tadao Ando ได้ฝากผลงาน Masterpiece ด้านสถาปัตยกรรมไว้บนเกาะแห่งนี้รวม 8 แห่ง ที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็น Chichu Art Museum ที่สร้างเสร็จในปี 2004 (ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง!!) โดยมีตัวอาคารทั้งหมดฝังอยู่ใต้ดินลึกลงไป 3 ชั้นแต่แสงธรรมชาติก็ยังสามารถส่องทะลุลงมาได้อย่างเหมาะเหม็ง และเมื่อมองจากมุมสูงก็จะเห็นอาคารเป็นรูปทรง 3 เหลี่ยมและ 4 เหลี่ยมหลายอันเรียงรายฝังอยู่ใต้ผิวดิน แค่เพียงก้าวเท้าเข้าไปสู่ Chichu เราก็สัมผัสได้ถึงน้ำหนักของความสงบและงดงาม (ไม่ได้พูดเว่อร์นะ) โดยเฉพาะห้องแรกที่แสดงภาพวาดดอกบัวในบึงโดยฝีแปรงของ Claude Monet ขนาดใหญ่มหึมา 5 ภาพ แม้เราจะเคยชมงานของ Monet จากที่อื่นมาบ้างแล้ว แต่คราวนี้ต่างไป อาจจะเพราะขนาดของงานและความโอ่โถงของห้อง เรารู้สึกราวกับถูกร่ายมนตร์ใส่ให้ตกตะลึงอยู่ในห้วงความงดงามที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง Chichu Art Museum Hours: March 1 - September 30 10:00 am - 6:00 pm (Last admittance: 5:00 p.m.) October 1 - last day of February 10:00 am - 5:00 pm (Last admittance: 4:00 p.m.) Closed: Mondays Admission: JPY 2,100 ประมาณ 630 บาท(ราคาสูงแต่เราว่าคุ้มมากๆ ที่ได้เข้าไปชมอะไรดีๆของศิลปินระดับโลก) (ด้านในโซนแกลเลอรี ห้ามถ่ายรูปนะครับ *แต่เราก็นำรูปจากในกูเกิ้ลมาให้ดูเป็นตัวอย่างกัน) Location: https://goo.gl/maps/n8h3VhkfCyELR4GC7 เราต้องเดินมาซื้อตั๋วกันก่อนที่นี่ ก่อนเดินข้ามฝั่งไปยังมิวเซี่ยม Chi Chu Art Museum ได้ตั๋วมาแล้ว ไปลุยกันเลยยยย ส่วนทางเข้าตึกนี้จะอยู่อีกฝั่งของถนนนะครับ แค่ทางเดินเข้ายังสวยขนาดนี้เลยยยย Claude Monet "Water Lilies series" © benesse-artsite.jp Walter De Maria งาน installation ถาวร โดย Walter de Maria ที่ยิ่งใหญ่มากๆ Walter De Maria (วอลเตอร์เดอมาเรีย) เกิดในปี 1935 ในอัลบานี แคลิฟอร์เนียเรียนด้านประวัติศาสตร์และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านศิลปะจากมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนียบาร์กลีย์ 1953 ถึง 1959 และเสียชีวิตไปเมื่อ 2013 (ตอนอายุ 77) © Iwan Baan James Turrell "Open Field" (2000) ด้านในเป็น space สีน้ำเงินสามารถเดินเข้าไปด้านในได้ด้วย © Iwan Baan James Turrell "Open Sky" (2004) และยังมีงานศิลปะที่เล่นกับแสงของ James Turrell โดยเฉพาะงานที่ชื่อ Open Sky ที่เราสามารถลงชื่อจองสิทธิพิเศษล่วงหน้าเพื่อเข้าร่วม Night Program ไปชมแสงยามตะวันตกดิน (หรือตกน้ำหว่า?) หลังพิพิธภัณฑ์ปิดได้ด้วย และที่นี่ยังมีคาเฟ่ร้านอาหารให้นั่งพักชิลชมวิวทะเลเซโตะอุจิกันด้วยนะ © benesse-artsite.jp Lee Ufan "Lee Ufan Museum" พิพิธภัณฑ์ Lee Ufan เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งใกล้กับ Benesse House Museum เปิดให้เข้าชมเมื่อปี 2010 ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Lee Ufan ศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับสากลเป็นศิลปินร่วมสมัยชาวเกาหลี Lee Ufan มาทำงานเป็นอาจารย์สอนในประเทศญี่ปุ่นด้วย ซึ่งปัจจุบันมีฐานอยู่ที่ยุโรปเป็นหลักและสถาปนิก Tadao Ando โครงสร้างกึ่งใต้ดินที่ออกแบบโดย Ando เป็นที่ตั้งของภาพวาดและประติมากรรมโดย Lee ซึ่งประกอบไปด้วยช่วงเวลาตั้งแต่ปี 1970 ถึงปัจจุบันผลงานของ Lee สะท้อนกับสถาปัตยกรรมของ Ando ทำให้ผู้เข้าชมประทับใจทั้งความนิ่งสงบและพลศาสตร์ และมหาสมุทร พิพิธภัณฑ์มีพื้นที่อันเงียบสงบที่ธรรมชาติ สถาปัตยกรรมและศิลปะเข้ามาผนวกกัน Lee Ufan Museum Hours: March 1 - September 30 10:00 am - 6:00 pm (Last admittance: 5:30 p.m.) October 1 - last day of February 10:00 am - 5:00 pm (Last admittance: 4:30 p.m.) Closed: Mondays Admission: JPY 1,050 ประมาณ 315 บาท Location: https://goo.gl/maps/dqidYM6Qu9Z8kKEb7 วิวทะเลที่นี่สวยมากจริงๆ รถมินิบัสที่นี่จะจอดทุกป้ายที่มีงานศิลป์และพิพิธภัณฑ์เลยนะ แต่คันนี้ จอดพักอยู่ในอู่ Naoshima District Naoshima Elementary School โรงเรียนแห่งเดียวบนเกาะนาโอชิมะ เราชอบตึกนะ เท่ดี แวะทานมื้อเที่ยงกันที่ Yayoda 八代田 จากนั้นเราปั่นกันต่อไปเรื่อยๆ จนถึงฝั่ง Honmura port แล้วแวะกินข้าวเที่ยงที่ร้าน Yayoda (Kaisen Cuisine) ซึ่งร้านนี้จะเป็นอาหารทะเลท้องถิ่นที่สดและอร่อยมากกกกกก สไตล์โฮมมี่หน่อยๆ มีปลา หอย ปู หลากชนิดที่เราไม่เคยกินที่เมืองอื่นมาให้เลือกสั่งเพียบบบบ และยังมีสาเกจากจังหวัดต่างๆด้วยนะ Yayoda Hours: 12:00–14:30 pm., 18:00–20:30 pm. Closed: Mondays Price: JPY 300-1,500 เริ่มต้นประมาณ 90 บาท แต่ถ้าสั่งเป็นเซ็ทก็จะตกอยู่ที่เซ็ทละ 450 บาทเท่านั้น ถือว่าถูกมาก เพราะอาหารสดมาก Location: https://goo.gl/maps/bpQ6wWiU2dpiKrPBA Miyaura Port Terminal เป็นทั้ง Installation Art และเป็นทั้งที่จอดรถ ดูเผิญๆเหมือนก้อนไรกลมๆ แต่จริงๆแล้วดีไซน์เนอร์ได้รับแรงบันดาลใจมากจากเจ้าก้อนเมฆนั้นเอง Location: https://goo.gl/maps/wuuhCsab85HGB3AM7 Art House Project "Haisha" - Shinro Ohtake Shinro Ohtake "Dream on the Tongue/Peek at the Boccon" 2006 Art house project จะมีอยู่ทั่วเกาะเลยนะครับ เพื่อนๆสามารถซื้อตั๋วแบบเหมาได้เลย Location: https://goo.gl/maps/DdCGecSCSbA18b3z8 Honmura Lounge & Archive แล้วเราก็ขับจักรยานผ่านมาที่ ศูนย์ข้อมูลบริการนักท่องเที่ยว ซึ่งมีทั้งที่นั่งพัก ห้องน้ำ และของที่ระลึกขายกันทุกรูปแบบ ทำให้เสียตังค์กันอีกล้าว ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเน้นขายของมีดีไซน์ จากชุมชน และศิลปินต่างๆ รวมไปถึงงานของคุณยาย Yayoi ด้วยนะ ออกแบบโดยสถาปนิก Ryue Nishizawa Honmura Lounge & Archive Hours: 10:00 am. ~ 16:30 pm. Closed: Mondays Admission: Free Location: https://goo.gl/maps/CzXsHChg6C2UeddJ6 Minamidera - James Turrell "Backside of the Moon" 1999 Design: Tadao Ando © archive.jamesturrell.com อีกที่ที่เรา Recommend ก็คือ Minamidera ในโซน Honmura ซึ่งเป็นหนึ่งในอีกผลงานของ Tadao Ando และอยู่ใน Art House Project ที่นี่ครั้งหนึ่งเคยเป็นวัดมาก่อน Ando จึงใช้เทคนิคเดียวกันกับการสร้างวัดญี่ปุ่นสมัยก่อนที่ไม่มีการใช้ตะปูเลยแม้แต่ตัวเดียวเพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่ ภายในอาคารหน้าตาเรียบง่ายนี้ มีการจัดแสดงงานของ James Turrell ที่ชื่อ Backside of the Moon ข้างในเราได้ถูกพาไปสัมผัสความมืดสนิท และได้เรียนรู้เกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของดวงตาตัวเองที่ค่อยๆกินความมืดเป็นอาหารจนสามารถมองเห็นในได้ชัดขึ้นเรื่อยๆแม้ในที่อับแสง Minamidera - James Turrell "Backside of the Moon" Hours: 10:00 am. ~ 16:30 pm. Closed: Mondays Last admission: 16:15 Location: https://goo.gl/maps/mpF2K2xMZ688skki6 ANDO MUSEUM - Tadao Ando และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชม (ด้านในโซนแกลเลอรี ห้ามถ่ายรูปนะครับ) Hours:10:00 am - 16:30 pm (last admission 16:00) Closed:Mondays Admission: JPY 520 ประมาณ 156 บาท Location: https://goo.gl/maps/DEbXSrbZZRkGR6QM9 Naoshima Hall - Hiroshi Sambuichi Design by Sambuichi Architects เป็นอาคารอเนกประสงค์ของเมืองนาโอชิมะ ที่เคยได้รับรางวัลจากนิตยสารระดับโลกอย่าง Wallpaper* ในโครงการ Design Award in Best New Public Building category ปี 2017 Naoshima Hall แห่งนี้เป็นสถานที่สาธารณะสำหรับผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นเท่านั้นและไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้แต่เพื่อนๆสามารถดูจากด้านนอกได้ตลอดเวลา สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่นี่สามารถดูได้ที่เว็บไซต์ทางการของเมือง Naoshima ที่นี่ตอนกลางคืนก็สวยไปอีกแบบนะ ในวันนี้ Naoshima มีข้อเสนอดีๆและความสะดวกสบายจะหยิบยื่นให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากมาย กว่า 30 ปีได้ผ่านไป พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ งานดีไซน์ งาน installation โดยศิลปะระดับโลกต่างๆก็ทยอยผุดขึ้นกระจายตัวไปทั่วทั้งเกาะ Naoshima และเกาะใกล้เคียง ตามด้วยร้านค้า และธุรกิจท้องถิ่น ส่งผลให้เกาะที่เคยเกือบร้างกลับมามีชีวาอีกครั้ง ในปี 2016 ที่ผ่านมางานศิลปะ Setouchi Trenniale ครั้งล่าสุดที่จัดขึ้นบนเกาะต่างๆนี้ ก็สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวมาได้มากกว่า 1 ล้านคน แม้ในวันที่เราอยู่บนเกาะ เราอาจเจอผู้คนไม่มากนัก และในบางจังหวะเราก็รู้สึกถึงความเงียบราวกับอยู่ในเมืองร้าง แต่นั่นไม่ใช่ความเงียบเหงาวังเวง ในความเงียบนั้น เรารู้สึกปลอดภัยและสบายใจไปกับจังหวะชีวิตที่เนิบช้า ในความเงียบนั้น เรารับรู้ได้ถึงชีวิตที่นิ่งสงบมั่นคง จนอยากจะกด save เอาอารมณ์นั้นเก็บมาใช้ต่อที่เมืองไทยไปอีกนานๆ บางอย่างบอกเราว่า Naoshima น่าจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ในอีกไม่นาน เราก็รู้สึกได้ว่าความเงียบคงมีเวลาอีกไม่นาน ก่อนที่มันจะถูกทำลายกลายเป็นความจอแจของนักเช็คอินที่เมามันกับการถ่ายรูปลงสื่อโซเชี่ยล และถ้าหากคุณอ่านมาถึงบรรทัดนี้ เราหวังว่าคุณจะหาเวลาไปเสพความดีงามของ Naoshima ในบรรยากาศที่ยังน่ารื่นรมย์ก่อนที่อะไรต่างๆจะเปลี่ยนไป แล้วพบกันใหม่กับเทศกาล Setouchi Art ครั้งต่อไปปปป #LetsHOParoundJapan สำหรับรีวิวเกาะเตชิมะ (Teshima) คลิ๊กที่นี่เลยยย FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co credit: http://setouchi-artfest.jp/en/ , http://benesse-artsite.jp/en/art/ #Naoshima #ArtSetouchi #LetsHoparound #Japan #Kagawa #เที่ยวเกาะศิลปะ #เที่ยวนาโอชิมะ #เกาะศิลปะ #นาโอชิมะ #รีวิวเกาะศิลปะ #รีวิวนาโอชิมะ #วิธีไปนาโอชิมะ #เที่ยวญี่ปุ่น #ชมงานศิลปะ #มิวเซียม #แกลเลอรี่ #เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง #SetouchiArt #SetouchiTriennale
- Shanghai เซี่ยงไฮ้ เซอร์ไพรส์เกินคาด
Shanghai เซอร์ไพรส์เกินคาด รีวิวเซี่ยงไฮ้ เที่ยวเซี่ยงไฮ้ด้วยตัวเอง นอกจากรถไฟความเร็วสูงเกินคาด (300 กม./ชั่วโมง) จากสนามบินเข้าตัวเมือง Shanghai แล้ว มหานครจีนแห่งนี้ยังมีเซอร์ไพร้ส์อื่นๆรอให้ชาว #hopsters ไปค้นพบอีกมากมาย มาๆมา #hop ไปพร้อมกันเลย!! โรงแรมแนะนำในเซี่ยงไฮ้ พร้อมดีลพิเศษ เดอะ เซี่ยงไฮ้ เอดิชั่น (The Shanghai EDITION) อะลิล่า เซี่ยงไฮ้ (Alila Shanghai) เดอะ แลงแฮม เซียงไฮ้ ซินเทียนตี้ (The Langham Shanghai Xintiandi) ฮอลิเดย์ อินน์ เซี่ยงไฮ้ ถนนนานกิง (Holiday Inn Shanghai Nanjing Road) OPARTMENT(远东饭店) อันดาส ซิงเทียนตี้ เซี่ยงไฮ้ (Andaz Xintiandi Shanghai By Hyatt) แมนดาริน โอเรียนเต็ล ผูตง เซี่ยงไฮ้ (Mandarin Oriental Pudong Shanghai) Caption By Hyatt Zhongshan Park Shanghai วอลดอร์ฟ แอสทอเรีย เซี่ยงไฮ้ ออน เดอะ บันด์ (Waldorf Astoria Shanghai On the Bund) เดอะ สุโขทัย เซี่ยงไฮ้ (The Sukhothai Shanghai) บัตรเข้าสวนสนุก Shanghai Disney Resort สุดพิเศษ สามารถซื้อได้ที่นี่ บัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะผู่ตง สุดพิเศษ สามารถซื้อได้ที่นี่ The Bund ที่นี่คือสุดยอดจุดชมวิวเมืองที่ชาว #hop ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง The Bund ถูกยกให้เป็นหนึ่งในทางเดินริมน้ำที่สวยและมีความ Iconic มากที่สุดในโลก เพราะเรียงรายไปด้วยสถาปัตยกรรมยุโรปสุดแกรนด์หลากหลายสไตล์ตั้งแต่ Neo-classical, Beaux-arts, Gothic จนถึง Baroque และเมื่อมองข้ามฝั่งแม่น้ำหวงผู่ไป ก็จะเห็นเมืองใหม่ที่แน่นไปด้วยตึกสูงเสียดฟ้ารวมถึง Oriental Pearl Tower ที่เป็นสัญลักษณ์ของเซี่ยงไฮ้อีกด้วย เรียกว่าขนาบไปด้วยวิวพาโนราม่าของทั้งเมืองเก่าและใหม่ทั้งซ้ายและขวาเลยทีเดียว ย้อนกลับไปเมื่อค.ศ.1842 The Bund ถือกำเนิดขึ้นบนเจ็บปวดของชาวจีนในขณะนั้น เมื่อจีนแพ้สงครามฝิ่นและต้องจำใจยอมลงนามในสนธิสัญญานานกิง เพื่ออนุญาตให้อังกฤษและชาติตะวันตกเข้ามาถือครองที่ดินตั้งรกรากและทำการค้าในเขตปกครองพิเศษเซี่ยงไฮ้ที่ขณะนั้นยังมีสภาพเป็นพื้นที่ลุ่มทางการเกษตร ใครจะคิดว่าความพ่ายแพ้ของจีนในวันนั้นจะเป็นจุดกำเนิดของเสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว “หลายร้อยล้าน” คนในแต่ละปี ในวันนี้อาคารใน The Bund เป็นที่อยู่ของสำนักงานธนาคารและบริษัทใหญ่ๆ รวมถึงโรงแรม ร้านอาหาร บาร์ และร้านขายสินค้าลักชัวรี่ต่างๆ เดินมาเรื่อยๆ เราก็เจอกับ % Arabica Shanghai Roastery สาขานี้ค่อนข้างใหญ่ มีทั้งโรงคั่ว และร้านกาแฟ บรรยากาศน่ารักๆ เงียบๆ Location: 169 Yuanmingyuan Rd, Wai Tan, Huangpu Qu, Shanghai Shi, China, 200436 https://goo.gl/maps/bW2tdT3ZaN9ShDLa9 Yuyuan Old Street อยู่ติดกันกับ Yuyuan Garden ที่นี่เป็นย่านการค้าขนาดย่อมที่รุ่มรวยไปด้วยสถาปัตยกรรมและบรรยากาศจีนโบราณ สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคราชวงศ์หมิงกว่า 400 ปีมาแล้ว มนตร์เสน่ห์และความขลังที่ยังคงอบอวลอยู่ในย่านเก่าแก่แห่งนี้ มีพลังดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มารวมพลกันโดยไม่ได้นัดหมายจนบางครั้งต้องเดินเบียดกัน แต่หากหาจังหวะถ่ายรูปเก่งๆก็มีมุมถ่ายรูปสวยๆได้ตลอดทาง Yuyuan มีร้านค้าอยู่ทุกซอกมุมขายทั้งอาหาร เสื้อผ้า และของที่ระลึก (ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเน้นกลุ่มลูกค้าทัวริสต์) เราแวะซื้อเสี่ยวหลงเปาซุปปูที่มาพร้อมกับหลอดดูดมาทดลอง รสชาติดีทีเดียว แต่เค้าว่านี่ยังไม่ใช่ร้านต้นตำรับ จากที่นี่ถ้าขยันเดินนิดนึงชาว #hopsters ก็สามารถเดินลัดเลาะชมเมืองไปถึง The Bund ได้เลย Fosun foundation หรือลองเสิจว่า The Bund Finance Center เป็นตึกที่มีความเท่มาก เพราะตัวเลเยอร์สามารถหมุนได้ด้วย ทางเดินเลาะแม่น้ำใหญ่มาก สะอาดด้วย Nanjing Road ถนนช้อปปิ้งหลักสายยาวของเซี่ยงไฮ้ แยกออกมาจาก The Bund คราคร่ำไปด้วยขาช้อปและนักท่องเที่ยว เนืองแน่นไปด้วยห้างสรรพสินค้า ร้านค้า flagship ของแบรนด์ต่างๆ และร้านอาหารหลายสไตล์ตลอดทาง เราแว่บเข้าไปในห้าง Daimaru ก็สะดุดตากับบันไดเลื่อนโค้งที่เก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร เดินต่อมาอีกซักพักก็เจอตึกที่เป็นร้าน Zara ทั้งตึกใหญ่มากๆ Xintiandi อีกย่านช้อปปิ้งหลักของเซี่ยงไฮ้ แต่บรรยากาศต่างจาก Nanjing Road มาก เพราะที่นี่นักท่องเที่ยวน้อยกว่า ตึกน่ารักกว่า มีซอกมุมเยอะกว่า น่าเดินกว่า และมีร้านเก๋ๆที่คัดของแปลกๆมาขายมากกว่า เอาตรงๆก็คือส่วนตัวเราชอบย่านนี้มากกว่านั่นเอง 5555 ด้วยบรรยากาศที่ดูดีแบบนี้ จึงไม่แปลกที่ Xintiandi จะเป็น Location หลักในการจัดงาน Shanghai Fashion Week ในแต่ละปี อ่อ! สำหรับแฟนๆอุปกรณ์ถ่ายวิดีโอของ DJI แบรนด์จีนที่ดังไกลทั่วโลก ก็อย่าลืมแวะร้าน Flagship กันได้ที่ Xintiandi นี่เลย HEY TEA ร้านชานมไข่มุกชื่อดังในเซี่ยงไฮ้ ชาที่นี่มีให้เลือกมากมายอาจจะต้องใช้เวลายืนสั่งนานนิดนึงฮ่าๆ และจะบอกว่าสาขานี้พิเศษตรงที่มีเบเกอรี่ขายด้วย และอร่อยมากๆๆๆ จนอยากกลับไปซื้อซ้ำ ตรงนี้ก็เป็นร้านสูทร ที่มีคาเฟ่เล็กๆขายด้านหน้าร้านด้วย DOE Coffee ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ในร้านเสื้อผ้าสตรีทสไตล์ แถมบาริสต้ายังใจดีแนะนำร้านอาหาร local ให้เราอีกด้วย Huaihai Middle Road ย่านนี้ไม่ค่อยมีคนแนะนำกันเท่าไหร่ แต่สำหรับเรา นี่คือหนึ่งในย่านที่เราชอบมากที่สุด ด้วยเหตุผลหลายๆข้อ ไม่ว่าจะด้วยที่ตั้งที่ต่อตรงมาจาก Xintiandi ได้เลยและสามารถเดินได้ยาวไปชนกับอีกย่านช้อปปิ้งที่มีห้างๆเก๋ๆสวยๆหลายแห่ง บรรยากาศในละแวกนี้ก็ดูจริงไม่ประดิษฐ์เหมือนย่านช้อปปิ้งอื่นๆ เรายังเห็นชาวเมืองเซี่ยงไฮ้ในวัยต่างๆออกมาจับจ่ายใช้สอย และย่านนี้ก็ยังมีกิจการร้านรวง local แซมอยู่เป็นระยะ แบรนด์ใน Huaihai Middle Road นี้ก็มีทั้งที่เราคุ้นเคยเช่น Nike, Muji, Freitag, Uniqlo รวมถึงแบรนด์เสื้อผ้าจีนอย่าง Urban Revivo Muji (สาขานี้มีหนังสือและของไม่เหมือนที่อื่นด้วยนะ) ส่วนชั้นบนมีร้านอาหาร MUJI DINER ด้วยนะง่ายๆ แนะนำเลย SEE SAW coffee แบรนด์กาแฟชื่อดัง(อีกแล้ว) ของเมืองเซี่ยงไฮ้ มีสาขารอบๆเมืองเลย แถมพนักงานก็บริการดีมากด้วย ร้านรวมของดีไซน์เก๋ๆ "RESEE" อยู่ชั้นบนของตึกเดียวกับ MUJI ที่นี่มีตั้งแต่ของแต่งบ้าน จักรยาน ของใช้ในชีวิตประจำวันรวมไปถึงกระเป๋าชื่อดังอย่าง Freitag ด้วยแหละ mia fringe ซึ่งเป็นร้าน Concept Store ที่คัดแบรนด์เสื้อผ้าชิคๆ และยังมีส่วนที่เป็นคาเฟ่ และชั้นบนสุดก็มี Bar เก๋ๆไว้รองรับลูกค้าด้วย ที่นี่พนักงานพูดภาษาอังกฤษดีมากกก ถ้าเทียบกับหลายๆร้าน ฮ่าๆ 1933 Old Millfun โรงฆ่าสัตว์ขนาด 32,500 ตารางเมตรที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1933 กลับกลายเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมแนว Gotham-Deco อันเป็นเอกลักษณ์ที่หลงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในโลก เมื่อก้าวเข้าภายในตัวอาคารบรรยากาศก็ชวนให้พิศวง แอบน่ากลัวเล็กๆ เท่หน่อยๆ น่าสนใจอย่างประหลาด บางครั้งเราก็รู้สึกเหมือนยืนอยู่ใต้ทางด่วนที่ก่ายกันไปมา ภายในมีร้านค้าและสำนักงานอยู่บ้างประปราย มีคนเดินถ่ายรูปกันเยอะพอสมควร เราแอบเห็นคนมาถ่าย Fashion Set ในวันที่เราไปและเราก็คิดว่า ชาว#hopstersของเราก็ควรจะแวะมาเสพความฮิปของที่นี่ด้วยเช่นกัน เดินออกมาจาก 1933 Old Millfun บรรยากาศเมืองก็จะประมาณนี้ มีกลิ่นความครีเอทีฟนิดๆ Upper Bookstore (Banceng) เดินไปอีกนิดหน่อยบนถนน Ha’erbin Road ที่อยู่ห่างจากตึก 1933 มาเพียงหน่อยเดียว เป็นถนนเงียบๆ ที่มีร้านกาแฟ ร้านอาหาร และร้านหนังสือเก๋ๆที่ชื่อ Upper Bookstore (Banceng) ด้วย ร้านนี้เป็นร้านขายหนังสือขนาดสองชั้นที่สายอาร์ต สายดีไซน์ต้องหลงรักแน่ๆ เพราะมีหนังสือและนิตยสารหลายพันเล่มให้เลือกซื้อ ทั้งภาษาจีน ภาษาอังกฤษ มีเครื่องเขียนเก๋ๆให้เสียตังเยอะเลย ฮ่าๆ แถมด้านหลังร้านก็มีคาเฟ่ให้นั่งจิบกาแฟเบาๆ อีกด้วยแหละ(ก็คือมีสองที่นั่ง) ตรงข้ามกันกับร้านหนังสือก็มีร้านอาหาร และร้านคาเฟ่อื่นๆอยู่ด้วย นี่ก็เป็นอีกหนึ่งในร้านอาหารที่พนักงานร้านคาเฟ่แนะนำมา เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวสไตล์เซี่ยงไฮ้ จะบอกว่าร้านนี้อร่อยจริงๆ น้ำซุปเข้มข้นมาก ไก่ทอดก็ดี คือควรมาชิมมาก เป็นไม่กี่ร้านที่อาหารกลมกล่อมนะ ปกติร้านอื่นติดจืดๆหน่อย ร้านนี้อยู่สถานี Laoximen ออกทางออก 4 หรือลองเสิจในกูเกิลแมปว่า 290号 Ji An Lu Huangpu Qu, Shanghai Shi Jing An Temple Station แม้เซี่ยงไฮ้จะมีวัดมากมาย แต่นี่น่าจะเป็น 2 วัดที่คนนิยมไปไหว้พระกันมากที่สุด โดยที่วัดจิ้งอันนั้นโดดเด่นด้วยสีทองอร่าม โดยเฉพาะยามค่ำคืน สร้างขึ้นตั้งแต่สมัย 3 ก๊ก มีอายุเกือบ 800 ปี ทำให้วัดผ่านความเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคสมัย ตั้งแต่ถูกย้ายมาจากริมฝั่งแม่น้ำวู่ซ่งสู่ดาวน์ทาวน์เซี่ยงไฮ้ในปัจจุบัน ถูกทำลายและสร้างขึ้นใหม่ จากนั้นถูกใช้เป็นโรงงานพลาสติคในยุคปฏิวัติประเทศ และถูกไฟไหม้ จนต้องบูรณะขึ้นใหม่อีกครั้ง ภายในวัดมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย รวมถึงหินหยกก้อนมหึมาที่ว่ากันว่าหากได้สัมผัสจะนำมาซึ่งความโชคดี เราเลือกที่จะขึ้นไปชมวิววัดจากด้านบน ภายในห้าง Reel mall บอกเลยว่าวิวดีมาก ขึ้นฟรีด้วย ตรงข้ามวัดก็มีร้าน 10 Corso Como เป็น ร้านขายของ multi-brand ของประเทศอิตาลี จะรวมของตามสมัยนิยมตั้งแต่เสื้อผ้า hi-end, hi-street จากทั่วทุกมุมโลกที่เป็นแรไอเท่มมากๆ แต่ละชั้นก็จะขายสินค้าแตกต่างกันไป อีกชั้นก็ขายพวกสินค้าแต่งบ้าน รูปภาพจากศิลปินชื่อดัง หนังสือแม็กกาซีน ซีดีเพลง นาฬิกา ของสะสม เครื่องประดับสวยๆ แต่ราคาปังมากๆ คือแพงแบบปัง แต่เราคิดว่าแค่ได้มาเดินดูก็ถือว่าคุ้มแล้ว อ้อ ชั้นบนมีคาเฟ่ ร้านอาหารวิวดีอยู่ด้วยนะ ลองไปดูกัน Location: https://goo.gl/maps/p75YYYeEY7AQaRZeA อีกห้างที่ใกล้ๆกันคือ Reel mall เป็นห้างที่ขายทุกอย่างที่เป็นสมัยนิยม และที่สำคัญจัดร้าน จัดดิสเพลสวยมาก สวยจนแบบนึกว่ามาเดินแกลอรี่เลยอะ Location: https://goo.gl/maps/pvFwSXrWkonb1tNz6 เดินไปเรื่อยๆตามถนนเส้นนี้ ก็จะมีแบรนด์นอกแถมตึกก็ดีไซน์สวย ให้ได้ชม ได้ถ่ายรูปด้วย Tianzifang เป็นย่านที่อยู่อาศัยเก่าที่เพิ่งถูกปลุกให้มีชีวิตขึ้นมาเมื่อยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้เอง เริ่มต้นจากที่ เฉิน ยี่เฟย ศิลปินคอนเทมฯจีนชื่อดังมาใช้พื้นที่โรงงานร้างสร้างเป็น Studio เมื่อปี 1998 จนวันนี้ Tianzifang กลายเป็นย่านศิลปะ (ป่ะ?) ที่ครึกครื้นไปด้วยผู้คนหลากหลายกลุ่ม ทั้งวัยรุ่น ครอบครัว นักท่องเที่ยวจากต่างถิ่น ทุกคนต่างก็เดินเบียดกันอยู่ในซอกซอยของบ้านเรือนผนังหินที่ถูกดัดแปลงมาเป็นร้านค้านานาชนิด สเน่ห์ของย่านนี้คือเป็นตรอกซอกซอยและมีร้านค้าเยอะมาก คนก็เยอะมากเช่นกัน มาลงสถานีรถไฟ Dapuqiao แล้วออกทางออก 1 ได้เลย เรามาตอนที่ HAY ลดราคา 50% ทุกชิ้นนนน จะรอไรละ เหมาาาา ฮาๆ Starbucks Reserve Roastery Shanghai ในบรรดาเกือบ 30,000 ร้านของ Starbucks ทั่วโลก ที่นี่คือนัมเบอร์วัน! ทั้งในเรื่องขนาดร้าน (เกือบ 3,000 ตารางเมตร) และยอดขาย ที่นี่เป็น 1 ใน 3 โลเคชั่นพิเศษของสตาร์บัคส์ที่เหมือนเป็นโรงงานคั่วเมล็ดกาแฟไฮเทคขนาดย่อม พร้อมสายพานโชว์การบรรจุแพ็คเก็จจิ้ง ที่นี่มีเคาน์เตอร์ชงกาแฟหลายจุด พร้อมให้บริการกาแฟทุกรูปแบบการชง รวมถึงค็อกเทลที่มีส่วนผสมของกาแฟด้วย Location: https://goo.gl/maps/zqzCrkEzMJbwwE819 Longhua Temple วัดหลงหัวเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้ โดยแต่ละแหล่งก็ให้ข้อมูลต่างกันไป บางตำราก็ว่ามีอายุถึง 1,700 ปี โดดเด่นด้วยเจดีย์ 7 ชั้นที่สูงถึง 40.4 เมตร ภายในวัดมีศิลปะจีนโบราณที่ดูขลังยิ่งนัก Location: https://goo.gl/maps/ZnDTXJQ39EGgA29v8 สถานีรถไฟ Longhua สายสีเขียว ออกทางออก 4 ภายในวัดสวยมากๆ YUZM ด้วยขนาดพื้นที่ทั้งหมดกว่า9,000 ตร.ม. และมีอาคารเพดานสูงโอ่โถงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นโรงเก็บเครื่องบินเก่าของ Longhua Airport ทำให้มิวเซี่ยมแห่งนี้มีพื้นที่เหลือเฟือที่จะจัดแสดงงานศิลปะในทุกสเกล เปิดทุกวันยกเว้นวันจันทร์* Location: https://goo.gl/maps/cL2rp3bYpHt3FXCr9 สถานีรถไฟ Yunjin Road สายสีแดงเข้ม ออกทางออก 2 ชคดีมากที่ช่วงที่เราไป ทางมิวเซี่ยมกำลังจัดนิทรรศการที่เจ๋งมากถึง 2 งาน คือ The Artist Is Present โดย Maurizio Cattelan แห่ง Gucci และอีกอันก็คือ Rain Room ห้องแห่งสายฝนอันตระการตา โดย Hannes Koch และ Florian Ortkrass อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ไม่อยากให้พลาดคือ Rain Room 2019 : 雨屋 ด้านในนี้จะเป็นห้องสีดำเปล่าๆ แล้วให้เราเดินผ่านเข้าไปช้าๆ แบบไม่เปียก เพราะเซ็นเซอร์ที่ติดอยู่จะจับการเคลื่อนไหวของเราและไปสั่งเครื่องปล่อยน้ำให้หยุด แต่อย่าวิ่งนะ เปียกชุ่มแน่นอน ค่อยๆเดิน Himalayas Center ในเขตเมืองใหม่ของเซี่ยงไฮ้อย่างผู่ตง (Pudong) นั้นมีตึกดีไซน์น่าสนใจอยู่หลายแห่ง หนึ่งในนั้นก็คือ Himalayas Center ผลงานการออกแบบโดยสถาปนิคชาวญี่ปุ่นชื่อ Arata Isozaki ตึกแห่งนี้มีทั้งโรงแรม 5 ดาว โรงแรมบูทีค ร้านอาหาร อาร์ท มิวเซี่ยม โรงละครล้ำสมัย (ใช้จัดงาน Shanghai Film Festival) ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ไปจนถึงพื้นที่จัดแสดง exhibition ต่างๆ Location: https://goo.gl/maps/LEq1yBKvL19KTwaXA สถานีรถไฟ Huamu Road สายสีส้ม ออกทางออก 3 French Concession แมกไม้ที่ร่มรื่นตลอด 2 ฝั่งถนน ทำให้ย่าน French Concession เป็นหนึ่งในย่านที่น่าเดินมากที่สุด และเป็นบรรยากาศของเซี่ยงไฮ้ที่เซอร์ไพร้ซ์เรามากที่สุดเช่นกัน เพราะมันดีงามเกินความคาดหมายของเราไปมาก ที่นี่เป็นเขตอยู่อาศัยของชาวฝรั่งเศสที่ครั้งหนึ่งจีนต้องจำใจมอบให้เนื่องจากแพ้สงครามฝิ่นเมื่อปี 1849 นอกจากต้นไม้สีเขียวแล้ว ที่นี่ยังเต็มไปด้วยบาร์ดนตรีสด บาร์ไวน์บูทีค คาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านแฟชั่นอินดี้ ร้านขายงานศิลป์ ฯลฯ Metal hands ร้านกาแฟ Metal hands ร้านนี้แนะนำเลย ใครที่ชอบนั่งกินกาแฟชิลๆ ร้านเล็กๆคนไม่พลุกพล่าน กาแฟก็อร่อย Cha's Restaurant ร้านนี้เป็นร้านอาหารจีนกวางตุ้ง (มาจากฮ่องกง) อร่อยมากๆ เป็นหนึ่งในไม่กี่ร้านที่เราชอบมากที่สุด เพราะรสชาติถูกปากมากๆ อาหารกลมกล่อมมาก อาหารก็มีให้เลือกหลากหลาย Location: https://goo.gl/maps/jsLGqJG1ndcEFVaX7 ที่พัก ปิดท้ายกันที่ ที่พัก ครั้งนี้เราเลือกพักบ้าน AIRBNB ที่นี่สะอาดและใหญ่มากๆ มีครัวให้ มีตู้ซักผ้า ห้องน้ำ ห้องนอน แยกเป็นสัดส่วนมากๆ แนะนำเลย ทางไปจอง>>>https://th.airbnb.com/rooms/28502943?s=51 เป็นยังไงกันบ้างสำหรับทริป Shanghai มันดีเกินคาดใช่มั้ยล่าาา ทริปนี้ทำให้เรามองจีนต่างไปจากเดิมมากทีเดียว และชื่นชมในศักยภาพ รวมถึงความตั้งใจพัฒนาเมืองของเขามากๆ ถ้าไม่มาก็คงไม่ได้เห็น เราจึงจากให้ชาว #hopsters ไป #hoparound เปิดโลกกันมากๆนะครับ โรงแรมแนะนำในเซี่ยงไฮ้ พร้อมดีลพิเศษ เดอะ เซี่ยงไฮ้ เอดิชั่น (The Shanghai EDITION) อะลิล่า เซี่ยงไฮ้ (Alila Shanghai) เดอะ แลงแฮม เซียงไฮ้ ซินเทียนตี้ (The Langham Shanghai Xintiandi) ฮอลิเดย์ อินน์ เซี่ยงไฮ้ ถนนนานกิง (Holiday Inn Shanghai Nanjing Road) OPARTMENT(远东饭店) อันดาส ซิงเทียนตี้ เซี่ยงไฮ้ (Andaz Xintiandi Shanghai By Hyatt) แมนดาริน โอเรียนเต็ล ผูตง เซี่ยงไฮ้ (Mandarin Oriental Pudong Shanghai) Caption By Hyatt Zhongshan Park Shanghai วอลดอร์ฟ แอสทอเรีย เซี่ยงไฮ้ ออน เดอะ บันด์ (Waldorf Astoria Shanghai On the Bund) เดอะ สุโขทัย เซี่ยงไฮ้ (The Sukhothai Shanghai) . บัตรเข้าสวนสนุก Shanghai Disney Resort สุดพิเศษ สามารถซื้อได้ที่นี่ บัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะผู่ตง สุดพิเศษ สามารถซื้อได้ที่นี่ Facebook: @hoparound.co Instagram: @hoparound.co Website: www.hoparound.co.#Shanghai #LetsHoparoundShanghai #LetsHOParound #Travel #เที่ยวเซี่ยงไฮ้ #รีวิวเซี่ยงไฮ้ #เมืองเซี่ยงไฮ้ #เซี่ยงไฮ้ไปไหนดี #เที่ยวไหนดีในเซี่ยงไฮ้ #คาเฟ่ในเซี่ยงไฮ้ #ร้านอาหารเซี่ยงไฮ้ #ที่เที่ยวเซี่ยงไฮ้
- Awaji Yumebutai เดย์ทริปจากโอซาก้าสู่อาณาจักรของอันโดะ เกาะอาวาจิ
Awaji Yumebutai เดย์ทริปจากโอซาก้าสู่อาณาจักรของอันโดะ เกาะอาวาจิ ขับรถเพลินๆเพียง 1 ชั่วโมงจากโอซาก้าหรือ 35 นาทีจากโกเบ เพื่อนๆก็จะมาถึงเกาะ Awaji ได้ไม่ยาก ที่นี่เป็นเกาะเก๋ วิวงาม มีอะไรให้เที่ยวเยอะแยะ แถมมีชื่อเรื่องหัวหอมที่หวานฉ่ำไม่ฉุนเผ็ด จริงๆแล้วเราอยากมีเวลามา Road Trip บนเกาะซัก 3-4 วัน เพราะเกาะ Awaji นี้มีขนาดใหญ่เกือบเท่าสิงคโปร์เลยล่ะ แต่ทริปนี้เรามีเวลาน้อยจึงเจาะจงมาเฉพาะที่ Awaji Yumebutai ผลงาน Landscape Design ขนาดใหญ่ของสถาปนิกระดับตำนานอย่าง Tadao Ando ซึ่งแค่ที่นี่ที่เดียว เราใช้เวลาทั้งวันก็ยังเดินไม่ครบเลยครับ Space แห่งนี้จะเท่แค่ไหน #hop ไปดูกันเลยครับ BOOK NOW จองโรงแรม GRANG NIKKO AWAJI ราคาพิเศษ คลิ๊กที่นี่ วิธีการเดินทางไปเกาะอาวาจิ สำหรับเพื่อนๆที่อยากมาเที่ยว Awaji Yumebutai แนะนำให้ขับรถมาจะสะดวกที่สุด เพราะรถไฟมาไม่ถึงนะครับ แต่หากจะนั่งรถบัส แนะนำให้นั่งตรงมาจากสถานี Sannomiya ในโกเบเลยจะสะดวกสุดครับ ถ้านั่งรถประจำทางเหมือนเราก็ต้องเผื่อเวลาเยอะหน่อย เพราะมีสายรถบัสจำกัดและตารางวิ่งรถค่อนข้างห่าง และหากรถเต็มก็ต้องรอคันหน้าในอีกชั่วโมงถัดไป (เหมือนเรา ฮ่าๆ) Awaji Service Area ระหว่างทาง อยากให้เพื่อนๆได้แวะ Awaji Service Area หลังจากข้ามสะพาน Akashi Kaikyo Bridge มาจากฝั่งโกเบด้วยครับ เพราะตรงนี้ทั้งวิวสวย มีลานให้นั่งปิกนิก และมีร้านของฝากที่มีแต่ของน่าซื้อเยอะมากเลย และหากมีเวลาเราแนะนำให้จัด Road Trip ซัก 3-4 วันเพราะมีจุดน่าเที่ยวอีกหลายจุด หรือหากมีเวลามากกว่านั้นจะตะลุยลงเกาะ Shikoku ต่อไปเลยก็ได้ครับ Awaji Island เล่าประวัติปูพื้นกันซักเล็กน้อย พื้นที่บริเวณนี้ของเกาะ Awaji นั้นถูกเลือกให้เป็นแหล่งขุดดินออกไปเพื่อถมทะเลสร้างเกาะเทียมต่างๆในอ่าวโอซาก้า (เช่น สนามบิน KIX เป็นต้น) ทำให้ธรรมชาติที่สวยงามถูกทำลายลงไปเป็นบริเวณกว้าง Tadao Ando จึงถูกเชิญมาออกแบบปรับภูมิทัศน์ใหม่ทั้งหมดเพื่อพลิกฟื้นความเสื่อมโทรมให้กลายแหล่งชุบชีวิตพืชและสัตว์ต่างๆของเกาะในรูปแบบของสวน Awaji Island Akashi Kaikyo National Government Park ขนาดมหึมาซึ่งมีพันธุ์ดอกไม้สีสวยสดเป็นหมื่นเป็นแสนดอกบานสะพรั่งเต็มไปหมด นอกจากนี้ยังมีโรงเรือน Green House ที่รวมพันธุ์ไม้หายากจากต่างประเทศเอาไว้อีกด้วย โซนสวนและเรือนกระจกนี้จะมีค่าเข้านะครับ ถ้าซื้อตั๋วรวบ 2 จุดราคาสำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ 1,000 เยน สามารถซื้อหน้างานได้เลย พื้นที่ที่เหลือนั้นถูกเนรมิตให้เป็นศูนย์ประชุมระดับนานาชาติที่สามารถรองรับขนาดการประชุมได้หลากหลายรูปแบบ มีโรงแรมหรูไว้รับรอง (Grand Nikko Awaji) รวมถึง โรงละครกลางแจ้ง อนุสรณ์สถานสุดล้ำและงานสถาปัตยกรรมแปลกตาที่เป็นเอกลักษณ์ของ Ando แค่เพื่อนๆมาเดินเล่น เสพงานดีไซน์ และถ่ายรูปก็คุ้มมากๆแล้ว เพราะโซนอาคารงานสถาปัตยกรรมนั้นเราเข้ามาเดินดูได้ฟรีเลยครับ ไปดูกันครับว่าจุดเช็คอินภายใน Awaji Yumebutai มีที่ไหนบ้าง 1. Grand Nikko Awaji จุดเช็คอินแรกที่ไม่พูดถึงก็ไม่ได้เลย ก็คือ โรงแรมแกรนด์นิกโกะ ที่มีเก้าอี้แดงตั้งอยู่บริเวณรอบๆ รอให้เราเข้าไปนั่งถ่ายรูปคู่กัน BOOK NOW จองโรงแรม GRANG NIKKO AWAJI ราคาพิเศษ คลิ๊กที่นี่ 2. Marine chapel “ CAPPELLA DI MARE ” 3. Awaji Greenhouse 4. Oval Forum 5. Water Garden 6. Seaside and Hillside Gallery 7. Sky Garden 8. The Hundred-Step Garden 9. Circular Forum เกร็ดเล็กๆน้อยๆเพิ่มเติมครับ หลังจากที่เริ่มก่อสร้าง Yumebutai มาได้ไม่นานในปี 1995 ก็เกิด The Great Hanshin-Awaji Earthquake เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 5,000 ชีวิต และบาดเจ็บกว่า 40,000 คน แน่นอนว่าสิ่งก่อสร้างในโปรเจ็คท์นี้ก็ได้รับผลกระทบไปไม่น้อยเช่นกัน จึงต้องมีการปรับแก้งานดีไซน์หลายจุด และการก่อสร้างก็เสร็จช้ากว่ากำหนดไปถึง 2 ปี จนกระทั่งในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2000 Awaji Yumebutai จึงได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกับงาน Awaji Flower Expo Japan Flora 2000 BOOK NOW จองโรงแรม GRANG NIKKO AWAJI ราคาพิเศษ คลิ๊กที่นี่ #LetsHoparoundJapan #Awaji FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co
- Four Seasons Bangkok at Chao Phraya River การหวนคืนมาอีกครั้งของความเป็นเลิศแห่งฤดูกาลทั้งสี่ที่ โฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ
ในปี 1961 Four Seasons Motor Hotel ได้เปิดให้บริการขึ้นกลางเมือง Toronto ประเทศ Canada ผู้ออกแบบ Motel แห่งนี้มีนามว่า Isadore Sharp ใครเลยจะไปคาดคิดว่า Motel แห่งนี้จะกลายเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้คุณ Sharp ได้เริ่มตำนาน Four Seasons แบรนด์โรงแรมที่หรูหราที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก และในวันนี้ Four Seasons ก็ได้ฤกษ์หวนคืนสู่กรุงเทพมหานครของเราอีกครั้ง คราวนี้ Four Seasons เปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าที่เคย ณ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในคอนเส็ปต์ Riverside Urban Resort ที่งามสง่าสมฐานะแบรนด์โรงแรม Top-Tier ของโลก จองห้องพักได้ที่นี่ The Arrival ทันทีที่เลี้ยวรถเข้ามาในเขตโรงแรม เราก็จะพบกับลานวนรถที่มีต้นไม้ฟอร์มสวยยืนเป็นประธานรอต้อนรับอยู่ ราวกับจะบอกเป็นนัยว่าความวุ่นวายทั้งปวงนั้นถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเรียบร้อยแล้ว และเราก็ได้เข้าสู่อ้อมกอดอันละเมียดละไมของ Four Seasons อย่างเป็นทางการแล้วเช่นกัน งานออกแบบทั้ง Hardscape และ Interior ของที่นี่นั้นได้รับการดูแลเป็นพิเศษโดยคุณ Jean-Michel Gathy นักออกแบบระดับโลกชาวเบลเยี่ยม ผู้ตั้งใจจะเล่าเรื่องราวของ Property ริมแม่น้ำแห่งนี้ผ่านการเคลื่อนไหวของน้ำ โดยก่อนจะลงมือออกแบบ Monsieur Gathy ก็ได้เดินทางไปยังอยุธยาและล่องเรือตามลำน้ำเจ้าพระยาลงมาจนถึงที่ตั้งโรงแรมเพื่อที่จะได้เห็นและเข้าใจถึงชีวิตริมแม่น้ำสายหลักแห่งนี้ในหลายๆแง่มุม Inspiration จากน้ำนั้นเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่การปูพื้นรอบๆต้นไม้ประธานให้เป็นดั่งวงกระเพื่อมของน้ำที่แผ่ออกไปจนถึง Porte Cochère หรือประตูเทียบรถเพื่อให้แขกเดินเข้าโรงแรม จากนั้นแรงบันดาลใจจากน้ำก็ไหลต่อเนื่องเข้าไปปรากฏอยู่แทบจะทุกโซนของโรงแรม พอเดินผ่านประตูเข้าอาคารปุ๊บเราก็จะเห็นสระน้ำพร้อมหินประดับตรงหน้าทันที จากจุดนี้ไม่ว่าเราจะเลี้ยวซ้ายหรือขวา น้ำก็จะติดตามเราไปทั้ง 2 ทาง ทั้งในรูปแบบของสระน้ำจริงๆและความพลิ้วไหวในงานศิลปะต่างๆที่ประดับอยู่ทั่ว Public Area Four Seasons Bangkok นั้นให้ความสำคัญกับศิลปะอย่างมาก เพราะมีงานศิลป์ให้แขก Appreciate อยู่ทุกที่ และที่สำคัญแทบจะทั้งหมดนั้นเป็นผลงานของศิลปินไทย ตั้งแต่ภาพวาดอันโดดเด่นหลายชิ้นไปจนถึงงานประติมากรรมอันน่าทึ่ง โดยเฉพาะงานปูนปั้นที่ดูอ่อนนุ่มและพลิ้วไหวดุจผ้าม่านผืนมหึมาในโถงต้อนรับฝีมือคุณโด่ง พงษธัช อ่วยกลาง เรียกได้ว่าทุกรายละเอียดนั้นได้ผ่านการคิดออกแบบมาอย่างดี ถ้าจะลงดีเทลทั้งหมด บทความนี้ก็คงจะยาวเฟื้อยไม่รู้จบเลยล่ะครับ โถง Reception ของที่นี่นั้นดู Grand และ Dramatic ด้วยภาพพื้นหลังที่เน้นสีน้ำตาลแดงแกมทอง ซึ่งเราทราบมาว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากท้องฟ้าช่วงมรสุมของกรุงเทพฯ ณ สุดทางเดินฝั่งตรงข้าม Reception ก็เป็นงานศิลป์อีกชิ้นที่ยังคงเล่าเรื่องความคดเคี้ยวของสายน้ำ และก็อย่างที่เห็นในรูปนะครับ ทั่วทั้งบริเวณนี้เต็มไปด้วยงานศิลปะแทบทุกมุมเลย Our Room : Premier River-View Room ห้องพักของเราในวันนี้ทางโรงแรมแจ้งว่าเป็นหนึ่งในห้องที่ปังที่สุด (แต่ยังมีห้องใหญ่มหึมาพื้นที่กว่า 450 ตร.ม.ที่ยังตกแต่งไม่เสร็จอีกนะครับ) ห้อง Premier River View ของเราขนาดกว้างขวางถึง 50 ตร.ม. มาพร้อมกับวิวคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาแบบเต็มตาจากพื้นจรดเพดาน เรื่องการตกแต่งภายในไม่ต้องพูดถึงครับ งดงามตามขนบ Four Seasons มี Partition แบ่งโซนห้องน้ำและห้องนอนที่สามารถเลื่อนเปิดปิดได้ตามสะดวก ถ้าเปิดก็จะทำให้ Space ดูกว้างและต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกัน ขอพาไปดูโซนห้องนอนกันก่อนดีกว่าแล้วค่อยไปเจาะลึกห้องน้ำกันเนอะ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เราจึงพามาดูมุมมินิบาร์ก่อนเลย ในตู้เย็นและลิ้นชักนั้นสต็อคทั้งเครื่องดื่มและสแน็กซ์มาให้เต็มที่มาก มีแต่ของดีๆน่าลองทั้งนั้นครับ ที่โซนนั่งเล่นก็มี Welcome Patisserie หน้าตาดีเชียว แถมด้วยผลไม้และโน้ตต้อนรับที่เขียนด้วยลายมือ Personalized เป็นชื่อเราเลยครับ มีเซ็ตอุปกรณ์ป้องกันโควิดเตรียมไว้ให้ด้วย แน่นอนว่าในตู้เสื้อผ้านั้นก็มีอุปกรณ์ต่างๆครบครัน ตั้งแต่ตู้เซฟ ไปจนถึง ชุดคลุมอาบน้ำ Slippers และอุปกรณ์ทำความสะอาดรองเท้า โซนห้องนอน นอกจากความสวยงามและของจุกจิกที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ให้แล้ว สำหรับเรา หัวใจของห้องพักนั้นอยู่ที่ความสะดวกสบาย โดยเฉพาะระบบควบคุมที่มีประสิทธิภาพ และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆภายในห้องที่มีคุณภาพ เริ่มกันที่เครื่องนอน Four Seasons ขึ้นชื่ออย่างมากในเรื่องเครื่องนอนดูดวิญญาณ เตียงและหมอนที่หนานุ่ม ปลอกหมอนและผ้าปูที่เนียนเนี้ยบ ได้ยินมาว่าพนักงานหลายท่านก็ใช้สิทธิ์พนักงานซื้อชุดเครื่องนอนของ Four Seasons ไปประจำที่บ้านเลย น่าอิจฉาจริงๆครับ สำหรับเราปัญหาใหญ่ในการเข้าพักครั้งนี้ก็คือการลุกจากเตียงไปกิน Breakfast ตอนเช้าให้ทัน ฮ่าๆ เรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างช่องเสียบสาย USB เพื่อชาร์จอุปกรณ์ไฟฟ้ายุคใหม่ ที่นี่มีให้ครอบคลุมหลายจุดในห้องเลยครับ ระบบการเชื่อมต่อ Wifi ก็ไม่ต้องใช้พาสเวิร์ดและไม่จำกัดเวลาใดๆ และการ Cast จอมือถือหรือไอแพดของเราไปยังหน้าจอทีวีก็ทำได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วมาก ระบบควบคุมผ้าม่านทั้งแบบกรองแสงและแบบทึบแสงก็สามารถเลือกเปิดปิดได้โดยกดปุ่มง่ายๆ อ้อ! พูดถึงแสงแล้ว เราชอบระบบการควบคุมแสงไฟของที่นี่ด้วยครับ ปรับได้หลาย Mode ตั้งแต่สว่างปกติ ไปจนถึง Sleep Mode ที่จะมีเพียงแสงสลัวๆตรงพื้นให้เราเดินไปห้องน้ำกลางดึกได้สะดวก ที่เรารู้สึกชอบเป็นพิเศษอีกอย่างก็คือ นอกจากเราโทรศัพท์ที่เราโทรขอความช่วยเหลือจากพนักงานได้ตามปกติแล้ว ที่ Four Seasons ยังมี iPad พร้อมข้อมูลต่างๆเตรียมไว้ให้แขกเปิดดู พร้อมกับฟังก์ชั่นพิมพ์ Chat กับพนักงานได้โดยตรง ซึ่งอันนี้เราชอบมากเลยครับ ถูกจริตชาวโลกยุคดิจิตอลจริงๆ โซนห้องน้ำ Partition ที่เลื่อนเปิดปิดได้ ทำให้ห้องน้ำที่กว้างอยู่แล้ว ดูโล่งยิ่งขึ้นอีก สิ่งที่สะดุดตาที่สุดในโซนนี้ก็คงหนีไม่พ้นอ่างอาบน้ำทรงรีขนาดใหญ่พิเศษ ที่สำคัญคือน้ำอุ่นเต็มเร็วมากครับ ตรงหน้ากระจกก็มีอ่างล้างหน้าคู่ที่ดูหรูหรา และยิ่งหรูหรามากขึ้นไปอีกเมื่อเราเห็นแบรนด์ Maison Francis Kurkdjian Paris ปรากฏอยู่บน Amenities ต่างๆ ต้องยอมรับเลยว่ากลิ่น Aqua Universalis นั้นหอมฟุ้งจรุงใจไกล Beyond มากครับ ขยับถัดมาก็คือโซน Shower ที่มีทั้งฝักบัวแบบสายและแบบ Rain Shower เปิดทีน้ำก็เทลงมาซู่ใหญ่ๆสะใจมาก เราชอบที่ Four Seasons มีที่นั่งสำหรับคนที่ถนัดนั่งอาบน้ำด้วย จะนั่งขัดถูเท้าก็ทำได้สะดวกเลย และในห้องชักโครกก็มีชั้นเล็กๆสำหรับวางหนังสือหรือโทรศัพท์ด้วยเช่นกัน เค้าคิดมาให้หมดแล้วจริงๆครับ ทั้งสวยงามและใช้งานได้จริงแบบนี้แหละจึงจะเรียกว่า Luxury ได้อย่างเต็มปาก พาทัวร์ห้องพักกันเสร็จแล้ว เราลงไปสำรวจรอบๆโรงแรมกันบ้างดีกว่า สำรวจโรงแรม Four Seasons Bangkok นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Complex สุดหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ชื่อว่า Chao Phraya Estate ซึ่งที่ดินทั้งหมดกว่า 35 ไร่ของ Complex แห่งนี้ถูกแบ่งให้กับตัวโรงแรม Four Seasons Bangkok มากที่สุด ถ้าจำไม่ผิดน่าจะกว่า 20 ไร่เลยทีเดียว พร้อมหน้ากว้างติดแม่น้ำเฉพาะของโรงแรมถึง 200 เมตร ภายใน Complex ยังมีเพื่อนบ้านอีก 2 โครงการ นั่นก็คือ Four Seasons Private Residences (ใครงบถึงซื้อห้องได้เลยครับ) และโรงแรม Super Luxury อีกแบรนด์อย่าง Capella ซึ่งมาเปิดที่นี่เป็นแห่งที่ 6 ของโลก กลับมาโฟกัสที่โรงแรม Four Seasons ของเราดีกว่า ขอเล่าภาพกว้างๆก่อนก็แล้วกันนะครับ แล้วเดี๋ยวเราค่อยไปแวะดูแต่ละจุดที่น่าสนใจ ที่นี่มีห้องพักทั้งสิ้น 299 ห้อง ห้องอาหารและบาร์รวม 5 แห่งและกำลังจะได้ต้อนรับคาเฟ่เพิ่มอีก 1 แห่ง (ชื่อว่า Café Madeleine) ซึ่งเราไม่สามารถพาไปดูได้ครบทุกที่ เนื่องจากสถานการณ์โควิดที่ทำให้บาง Outlet ของโรงแรมต้องระงับการให้บริการชั่วคราว เราขอสปอยล์ก่อนเลยว่าปังทุกร้านจริงๆครับ นอกจากนี้ Four Seasons Bangkok ยังมีสระว่ายน้ำหลายสระ ศูนย์สุขภาพเหนือระดับ ห้องจัดเลี้ยงทั้งเล็กและใหญ่ ห้องแกรนด์บอลรูม รวมไปถึงห้องจัดแสดงงานศิลปะที่ Partner กับ MOCA อีกด้วย และอีกหนึ่งจุดที่ควรได้รับการพูดถึงมากๆก็คือ Courtyard กลางโรงแรมที่คุณ Jean-Michel Gathy ออกแบบให้เป็นบึงน้ำโมเดิร์นขนาดใหญ่พร้อมสวนอันสงบสวยงาม ตรงตามคอนเส็ปต์ Urban Resort เป๊ะเลยครับ บริการเรือรับส่ง และถ้าหากเราอยากจะออกจากโรงแรมไปช้อปปิ้งที่ ICONSIAM หรือไปทำธุระแถวๆท่าเรือสาทร ทางโรงแรมก็มีบริการเรือรับส่งตลอดช่วงกลางวันเลยครับ สามารถเช็ครอบได้ที่โรงแรมเลย Swimming Pools Main Pools ของที่ Four Seasons Bangkok ต้องเติม s ครับ เพราะมีติดกันหลายสระ หลายระดับความลึก เลือกจุ่มตัวกันได้ตามอัธยาศัย เตียงรอบสระก็มีให้เลือกทั้งเตียงเดี่ยวเตียงคู่ ตัวสระนั้นอยู่แทบติดกับแม่น้ำ จึงได้ทั้งวิวตึก วิวสวน และวิวเจ้าพระยาขึ้นอยู่กับว่าเราจะหันไปทางไหน นอกจาก Main Pools แล้ว ยังมีสระว่ายน้ำอีกแห่งไว้ให้บริการในศูนย์สุขภาพ Urban Wellness Centre อีกด้วย เราปลื้มตู้ Supply ของใช้ริมสระที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ให้บริการแบบพร้อมมากๆ ทั้งผ้าเช็ดตัว ครีมกันแดด ไปจนถึงนิตยสารให้อ่านเพลินๆกันด้วยครับ พอมีตู้นี้ตั้งแล้ว สระดูน่ารักขึ้นอีกเยอะเลย ช่วงที่เราเดินเล่นอยู่รอบสระ ฝนกำลังเริ่มจะโปรยปรายลงมาพอดี และพนักงานก็รีบนำร่มมาให้ทันทีเลย นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างเล็กๆที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมดูแลแขกด้วยความใส่ใจในแบบของ Four Seasons ครับ Urban Wellness Centre โซนนี้ประกอบไปด้วย Gym ที่มีอุปกรณ์ครบมากๆ พร้อมผู้ดูแลมืออาชีพ Spa สุดเอ็กซ์คลูซีฟ (เสียดายที่ตอนเราไป Spa ยังไม่เปิด เนื่องจากมาตรการโควิดจึงไม่ได้เก็บรูปมาฝาก) สระว่ายน้ำเฉพาะสำหรับสมาชิก และสวนสวยใน Courtyard ที่ช่วยเติมความงดงามสีเขียวให้เรารู้สึกผ่อนคลายและเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากแขกที่พักในโรงแรมแล้ว Urban Wellness Centre ยังเปิดให้บุคคลภายนอกสามารถสมัครสมาชิกเข้ามาใช้บริการได้ด้วย สอบถามรายละเอียดกับทางโรงแรมได้เลยครับ Yu Ting Yuan ห้องอาหาร Signature ของโรงแรม ห้องอาหารจีนกวางตุ้งต้นตำรับตามแบบฉบับของชนชั้นสูง ทางเชฟซิว เซียวกุยและทีมงานต่างก็หมายมั่นปั้นมือให้ Yu Ting Yuan เป็นห้องอาหารจีนแห่งแรกในไทยที่จะได้รับดาวมิชลิน และแล้วก็ได้รับรางวัล 1 MICHELIN Star เป็นที่เรียบร้อย ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ แม้ว่าเราจะยังไม่ได้ลิ้มลองอาหารอันเลิศรสของหยู้ ทิง หย้วน เนื่องจากคิวจองเต็มจนล้นไปอีกหลายเดือน แต่จาก Decor และวิวสระน้ำที่สะท้อนแดดระยิบ เราก็รับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่สูงศักดิ์ และเข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไม Yu Ting Yuan จึงเป็นร้านดาวเด่นของ Four Seasons Bangkok ห้องอาหารทั้งหมดที่ Four Seasons Bangkok รวมถึง Yu Ting Yuan นั้นได้รับการออกแบบโดย AvroKo บริษัทออกแบบชื่อก้องโลกจาก New York (แต่ตอนนี้มีออฟฟิศอยู่ใน 4 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยแล้วนะครับ) เขาเชี่ยวชาญงานออกแบบใน Hospitality Industry เป็นพิเศษ เป็นที่เลื่องลือกันว่าหากร้านใดให้ AvroKo ออกแบบแล้วล่ะก็ ให้เตรียมตื่นตะลึงกับความงามได้เลย ห้องอาหารอิตาเลียน Riva del Fiume Ristorante เราประทับใจกับการแต่งร้านของห้องอาหาร Riva ริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้มากเลยครับ (ก็แหงแหละ AvroKo เค้าเป็นคนออกแบบนี่) เพราะรู้สึกว่าเป็นจุดลงตัวพอดีระหว่างความหรูหรากับความโฮมมี่ และระหว่างความวินเทจกับความโมเดิร์นด้วย ทำให้นึกถึงบรรยากาศร้านอาหารสวยๆริมทะเลสาบ Como ที่อิตาลีเลยครับ Riva มีทั้งโซนให้นั่งภายในอาคาร (ที่สวยงามน่านั่งจริงๆน้าาา) และโซนระเบียงด้านนอกแบบ Al Fresco ทั้งฝั่งแม่น้ำ และสระว่ายน้ำ ภายในห้องอาหารมีโซนครัวเปิดขนาดใหญ่โชว์การอบพิซซ่าและรีดพาสต้ากันสดๆด้วย ขนาดโดยรวมจึงค่อนข้างใหญ่มากเมื่อเทียบกับร้านอื่นๆในโรงแรม เชฟ Andrea Accordi รับหน้าที่ดูแลห้องอาหารนี้โดยเฉพาะ แต่ดาวเด่นตัวจริงของที่นี่คือ "ที่สุดของวัตถุดิบ" จากแต่ละภูมิภาคของอิตาลีที่ถูกคัดสรรมาอย่างรู้จริง เชฟลงลึกไปจนถึงวัตถุดิบพื้นฐานอย่างน้ำมันมะกอกสุดพิเศษจาก Tasca d'Almerita พริกแห้งจากเมือง Senise ไปจนถึงผลเคเปอร์คุณภาพเยี่ยมจากเกาะ Pantellaria เมื่อวัตถุดิบชั้นยอดมาเจอกับฝีมือชั้นครู ความดีงามของเมนูที่ Riva จึงไม่ต้องสาธยายกันให้มากเรื่อง ทุกเสาร์-อาทิตย์ที่นี่เปิดให้บริการ Breakfast ด้วยนะครับ แค่นึกภาพก็อยากจองแล้วล่ะ ดินเนอร์สไตล์ฝรั่งเศสที่ Brasserie Palmier เย็นนี้เรามีนัดดินเนอร์กันที่ห้องอาหารต้นปาล์มแห่งนี้แหละครับ และงานดีไซน์ของ AvroKo ก็แผลงฤทธิ์อีกแล้ว เพราะเค้าเนรมิต Brasserie ที่ (ควรจะ) หมายถึง ร้านอาหารกันเองสบายๆแนว Informal Restaurant ให้กลายเป็นสถานที่สุดวิลิศมาหราและมีรสนิยมเกินเบอร์ ยิ่งมีคอนเส็ปต์ French Tropics กำกับ ก็ยิ่งเสริมส่งพลังงานความมีอารยะให้ทยานขึ้นไปอีกระดับ ราวกับได้วาร์ปมาอยู่ห้องรับแขกในตำหนักฤดูร้อนของตระกูลผู้สูงศักดิ์สักตระกูลหนึ่ง แต่เรามาที่นี่เพื่ออาหารครับ และเมนูอาหารที่นี่นั้นก็เป็นเมนูใหม่ที่เพิ่งอัพเดทล่าสุดกันเสียด้วย คอนเส็ปต์ของอาหารยังคงเป็น Casual Classic French ง่ายๆสไตล์ Brasserie เพียงแต่เชฟ Nicolas Raynal ผู้ดูแลห้องอาหารฝรั่งเศสนี้ ได้ใส่ความพิถีพิถันลงไปในการปรุงและมีการประยุกต์ให้เมนูส่วนใหญ่เบาและละมุนขึ้นกว่าสูตรดั้งเดิม เพราะคอนเส็ปต์ของความเป็นฝรั่งเศสในเขตร้อนนั้นก็ย่อมเหมาะกับอะไรที่สดชื่นเบาสบาย และด้วยความที่บริเวณนี้ เคยเป็นที่ตั้งขององค์การสะพานปลามาก่อน เมนูของ Palmier จึงให้ความสำคัญกับปลาและอาหารทะเลเป็นหลัก ว่าแล้วเรามาเริ่มมื้อไปพร้อมๆกันเลยดีกว่าครับ เปิดมื้อด้วยแก๊ง E ntrée ขอแทรกนิดนึงนะครับว่า E ntrée ในวัฒนธรรมฝรั่งเศสนั้นแปลว่าอาหารเรียกน้ำย่อยนะครับ แต่ถ้าใครเคยไปอเมริกาจะรู้ว่า ที่อเมริกา Entrée จะหมายถึงอาหารจานหลัก อาจทำให้สับสนกันสักนิด แต่วันนี้เรามาร้านอาหารฝรั่งเศส ก็ขอเรียกตามแบบฝรั่งเศสก็แล้วกันนะครับ ที่โดดเด่นอยู่บนพานน้ำแข็งก็คือ Spéciales Gillardeau Oysters N4 หอยนางรมไซส์กำลังทานจากฟาร์มของตระกูล Gillardeau ที่ทำธุรกิจหอยนางรมมากว่า 123 ปี ได้ชื่อว่าเป็นแบรนด์ Rolls-Royce แห่งหอยนางรมเลยนะครับ เขาต้องใช้เลเซอร์สลักตัว G ไว้ที่เปลือกหอยเพื่อป้องกันของปลอมกันด้วย ทางเชฟเตรียมซอสมาให้ 2 อย่าง แต่หอยพรีเมี่ยมขนาดนี้ เราอยากโฟกัสไปที่รสธรรมชาติของน้อง จึงบีบเพียงเลม่อนลงไปเล็กน้อยแล้วดื่มด่ำกับความหวานปน Nutty ก็ฟินมากๆแล้วครับ เรียกน้ำย่อยจานต่อมาเสิร์ฟคู่กัน 2 อย่างในจานเดียวเลยครับ คือ Comté Cheese Croquettes จิ้มกับซอสทาร์ทาร์ เจ้าชีส Comté คือของโปรดเราอยู่แล้ว เราชอบในความเค็มๆ มันๆ ถั่วๆของน้อง พอเชฟหยิบมาทำเป็น Croquettes ก็ยิ่งเพิ่ม Texture ความอร่อยมากขึ้นไปอีก ส่วนอีกจานก็คือ Marinated Sardine Tartines พร้อม Tomato Marmalade เชฟ Nicolas บอกว่าจานนี้คือ Personal Favorite ของเชฟเลย พนักงานก็ช่วยยืนยันอีกเสียงว่านี่เป็นหนึ่งในจานที่ถูกออร์เดอร์บ่อยที่สุด ต่อกันด้วยคอร์สที่ 2 ซึ่งประกอบไปด้วย 2 เมนู จานแรกรสชาติออกแนวสดชื่น เบาๆ เป็นกัวกาโมเล่กุ้ง Obsiblue ว่ากันว่าน้องกุ้งหางฟ้านี้พิเศษมากเลยนะครับ เพราะพบได้ในลากูนบนเกาะ New Caledonia (เขตปกครองของฝรั่งเศส แต่อยู่ใกล้ออสเตรเลีย) เท่านั้น และเป็นกุ้งของฝรั่งเศสเพียงชนิดเดียวที่ได้รับการยอมรับในประเทศญี่ปุ่นให้เป็น Sashimi Grade คือกินดิบได้เลย เนื้อของเค้านุ่มและหวานกว่ากุ้งทั่วไป เชฟนำมาคลุกเคล้ากับ Tomato Marmalade, Avocado และ Kiwi แนมด้วย Pickled Raspberry เป็นการเพิ่มรสชาติเนื้อกุ้งด้วยผลไม้ที่อร่อยและครีเอทีฟมากครับ ส่วนจานที่ 2 เป็นของดังประจำ French Cuisine อยู่แล้วนั่นก็คือ Escargot หรือหอยทางฝรั่งเศสเนื้อกรึบๆกรุบๆนั่นเอง เชฟ Nicolas เอามาทำเป็น Cromesqui ซึ่งคล้ายๆ Croquette ครับ แต่ด้านในเชฟใส่ Persillade (ซอสพาร์สลีย์ปั่นกับกระเทียม น้ำมัน และน้ำส้มสายชู) พร้อมหยดหน้าเพิ่มความเผ็ดนิดหน่อยด้วย Coulis ที่ทำจากพริก Piquillos แล้ววางลงบนเส้นขดก้นหอยที่ทำมาจาก Mashed Potato เนื้อเนียน และก็มาถึง Main Course ของเรา มาเป็นแพ็ค 3 เลยครับ เริ่มด้วย Duck Confit ตัดเลี่ยนด้วยความสดชื่นของซอสส้ม เสิร์ฟกับเบบี้แครอทกับหัวเทอร์นิปเคลือบด้วยซอสบางอย่างที่รสชาติเปรี้ยวๆหวานๆ เนื้อเป็ดนั้นลุ่ยละลายหลุดออกมาจากกระดูก ถูกต้องตามตำรับฝรั่งเศส ส่วนรสเปรี้ยวอมหวานของซอสส้มก็ทำให้จานนี้หอมอร่อยยิ่งขึ้นไปอีก ต่อกันด้วยซุป Lobster Bisque ที่ปรุงแบบซอส Américaine ซึ่งไม่ใช่ซอสของอเมริกันนะครับ แต่เป็นซอสที่คิดค้นโดยเชฟฝรั่งเศสแล้วตั้งชื่อว่าซอสอเมริกัน เจ้าชื่อเฉพาะต่างๆพวกนี้ทำให้งงกันไปหมดเลยเนอะ เอาเป็นว่าถ้วยนี้เป็น Bisque ที่เชฟออกแบบให้เบาใสขึ้นกว่า Bisque แบบข้นที่เราเคยทาน จึงอร่อยเข้ากับคอนเส็ปต์เขตร้อนได้โดยไม่เลี่ยน เสิร์ฟคู่ข้าวเกรียบกุ้งที่ทีมเชฟทำขึ้นสดใหม่เอง จานที่สามนี้มีชื่อว่า Palmier French Fries ขอแทรกเกร็ดเล็กๆอีกนิดครับ คำว่า French Fries แม้ชื่อจะบอกว่า French แต่จริงๆแล้วมีต้นกำเนิดจากประเทศ Belgium นะครับ พวกศัพท์อาหารนี่ทำให้งงกันอีกแล้ว ฮ่าๆ กลับมาที่มันฝรั่งทอดสูตรของ Palmier กันดีกว่า เหมือนจะธรรมดาใช่ไหมครับ แต่นี่คือ French Fries ที่เป็น Signature ของห้องอาหาร Palmier เชียวนะครับ เชฟ Nicholas ใช้มันหวานนำมาสไลซ์เป็นแผ่นบางเฉียบ จากนั้นก็ค่อยๆเรียงซ้อนกันให้เป็นชั้นๆ แล้วจึงตัดให้เป็นแท่ง น่าจะต้องใช้เทคนิคเฉพาะอื่นๆในการปรุงอีก เชฟบอกว่าใช้เวลาทำนานมากๆครับ เกือบทั้งวัน ผลที่ออกมาก็คือ French Fries ที่ไม่กรอบนะครับ แต่นุ่มอร่อยและมีรสหวานธรรมชาติในตัว เสิร์ฟพร้อมกับ Homemade Ketchup ที่ทีมเชฟทำเองอีกเช่นกัน เมื่อทานแล้วก็จะรับรู้ถึงความแตกต่างจาก Ketchup แบบ Store-bought ทั่วไปได้ชัดเจนเลย อิ่มอร่อยกับของคาวกันไปจนต้องแอบปลดตะขอกางเกงแล้ว แต่เรายังคงมีพื้นที่ให้ของหวานเสมอครับ ฮ่าๆๆ เมื่อ Waiter เข็นรถของหวานออกมา พร้อมกับขนมหน้าตาแปลกวางอยู่ในกระทะ เราก็รู้สึกตื่นเต้นทันที ครั้งล่าสุดที่เราได้ทาน Baked Alaska ก็น่าจะเกือบ 10 ปีมาแล้ว ขนมชนิดนี้มีชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Omelette Norvégienne ซึ่งปกติก็จะประกอบไปด้วยไอศกรีม เนื้อเค้ก คลุมด้านนอกด้วยเมอร์แรงก์ สำหรับมื้อนี้ที่ Palmier นั้น เชฟทำออกมาในรสชาติเสาวรสและกล้วยหอม พร้อมราดด้วยเหล้ารัมจุดไฟ ก่อนจะเพิ่มความสดชื่นอีกนิดด้วยผิวมะนาวที่ถูกนำไป Confit จานนี้เป็นทั้งอาหารตาและอาหารปากที่อร่อยสดชื่นมากๆครับ ตอนแรกนึกว่าชิ้นใหญ่แล้วจะกินไม่หมด แต่ที่ไหนได้.... เกลี้ยง! หลังจากที่ความอร่อยทั้งหมดของมื้อลงไปรวมอัดแน่นกันอยู่ในพุง เราจึงขอปิดท้ายมื้อนี้ด้วยชาใบมินต์สด เพื่อช่วยให้สบายท้องขึ้น ทางห้องอาหารเสิร์ฟชามาพร้อมขนม Petit Fours ชิ้นเล็กๆมาให้ด้วย เราชอบ Gimmick ที่หนึ่งในนั้นเป็นขนม Palmier หรือพายกรอบรูปผีเสื้อที่เราคุ้นเคยกันดี แต่จริงๆเค้าตั้งชื่อจากรูปทรงที่คล้ายต้นปาล์มต่างหาก เป็นอีกมื้อที่ประทับใจมากๆครับ อาหารว่าอร่อยแล้ว แต่สิ่งที่ประทับยิ่งกว่าก็คือการบริการและการเข้ามาพูดคุยให้ข้อมูลของทีม Brasserie Palmier ทุกท่านเลย ขอบคุณที่ดูแลเราอย่างดีเยี่ยมนะครับ เดินย่อยเสพงานอาร์ตที่ Art Space ได้เวลาขยับตัวแล้วครับ ครั้นจะเดินกลับห้องไปเฉยๆก็กลัวจะไปนอนอืดต่อบนเตียง โชคดีที่ถัดจาก Brasserie Palmier นั้นเป็น Art Space จัดแสดงงานศิลปะ ซึ่ง Four Seasons Bangkok นั้นก็ได้ Partner กับ MOCA Bangkok เราจึงถือโอกาสเดินย่อย และเสพศิลปะต่อกันเลย อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นบทความครับว่าโรงแรม Four Seasons Bangkok นั้นให้ความสำคัญกับศิลปะมากจริงๆ ที่นี่จะมีผลงานดีๆจากทั่วทุกมุมโลกมาจัดแสดงสับเปลี่ยนกันไปตลอดทั้ง 4 Seasons (แหะๆ เล่นคำนิดนึงนะครับ) Good Morning! เมื่อคืนหลังจากแช่สบู่หอมๆของ Maison Francis Kurkdjian Paris ในอ่างและล้างตัวด้วยฝักบัว Rain Shower ซู่ใหญ่ๆแล้ว พอหัวถึงหมอนแล้วเราก็หลับป๊อกไปเลย พลังดูดวิญญาณของเตียง Four Seasons นั้นสำแดงฤทธิ์กับเราแบบไม่ทันตั้งตัวเลยครับ รู้ตัวตื่นขึ้นมาอีกทีก็คือเกือบจะหมดเวลาเสิร์ฟ Breakfast ของโรงแรมแล้ว ซึ่งพลาดไม่ได้เด็ดขาดเพราะ Breakfast at Four Seasons นั้นก็เป็นที่เลื่องลือทั้งในเรื่องคุณภาพและความหลากหลาย ฉะนั้นรีบล้างหน้าแปรงฟันแล้วลงไปกินมื้อเช้ากันดีกว่า Breakfast at the Lounge จากรูปก็คงจะเห็นแล้วว่ามื้อเช้าของเราน้อยและเบาขนาดไหน ฮ่าๆๆ สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาตั้งแต่แรกก็คือการดีดชั้นครัวซองต์ และ Pastry ที่สวยงามมาก รู้เลยว่านอกจากจะทำสดใหม่แล้วยังต้องมีฝีมือมากๆด้วย สำหรับเราแล้วเบเกอรี่นั้นเป็นตัวบอกได้อย่างดีถึงคุณภาพและความใส่ใจในรายละเอียดมื้อเช้าทั้งมื้อ อย่างที่เห็นในภาพก็คือทางโรงแรมมี Items ให้เลือกเยอะมากครับ และในภาพรวมเราก็ประทับใจกับคุณภาพของ Breakfast มื้อนี้มากเช่นกัน ตั้งแต่ของคาว ของหวาน ไปจนถึงเครื่องดื่ม ทั้งน้ำผลไม้คั้นสด ชา (ยี่ห้อ Jing) และกาแฟ (ยี่ห้อ illy) อ้อ...ที่นี่มีสมูธตี้ประจำวันที่จะหมุนเวียนกันไม่ซ้ำกันด้วยนะครับ หากเราต้องเลือกแนะนำแค่บางอย่าง นอกจากเมนูไข่พื้นฐานที่ทำได้ดีมากแล้ว เกี๊ยวน้ำที่นี่อร่อยมากครับ ส่วน Cruffin ไส้ Hazelnut Praline ก็ดีแสนดีสุดๆไปเลย (ตอนพิมพ์ยังนึกถึงรสชาติอยู่เลยครับ ฮ่าๆๆ) กระทั่งเค้กกล้วยหอมหรือคุกกี้ก็ยังอร่อยเกินคาดไปเยอะ เชฟ Bruce Trouyet (Executive Pastry Chef) และทีมงานน่าจะใส่ใจกับงานกันมาก ตั้งตารอให้ Café Madeleine เปิดให้บริการเร็วๆนะครับ จะว่าไปเราก็พามาดูเกือบครบทุก F&B Outlet ของโรงแรมแล้วนะครับ จะขาดก็แต่ Café Madeleine ซึ่งยังไม่เปิด และ BKK Social Club ที่เตรียมพร้อมจะเปิดวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ตามนโยบายควบคุมโควิด เราก็เลยไม่ได้เก็บภาพมาฝากกัน สรุปความประทับใจ Four Seasons Bangkok at Chao Phraya River เป็นโรงแรมที่เป็นตัวแทนความ Modern Luxury ของแบรนด์ Four Seasons ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องเลยครับ "น้ำ" ที่ถูกนำมาเป็นแนวคิดหลักในการออกแบบโรงแรมนั้น ดูเหมือนจะมีพลังบางอย่างที่ช่วยเชื่อมประสานความดีงามในด้านต่างๆให้รวมเป็น 1 ประสบการณ์ Four Seasons ที่เยี่ยมยอด ตั้งแต่ทำเลริมเจ้าพระยาที่ทั้ง Prestigious และ Spacious มากๆ คอนเส็ปต์การออกแบบสถานที่และการตกแต่งภายในที่งดงามและสร้างสรรค์จนต้องเผลอร้องว้าวอยู่บ่อยๆ คุณภาพห้องพักที่เป๊ะปังไปซะทุกจุด อาหารและเครื่องดื่มที่ดีงามในทุกๆรายละเอียด และสิ่งที่เรารู้สึกได้ถึง "ความเป็น Four Seasons" มากที่สุดนั้นก็คือความใส่ใจของพนักงานทุกท่าน ขอบคุณ Four Seasons Bangkok at Chao Phraya River อีกครั้งที่มอบมนตร์เสน่ห์แห่งฤดูกาลทั้ัง 4 ให้เราได้สัมผัสนะครับ จองห้องพักได้ที่นี่ #LetsHoparound #FSBangkok #Fourseasonsbangkok












