Search Results
128 results found with an empty search
- TOKYO: SHIBUYA
The Back-streets of Shibuya ห้าแยก Shibuya อาจมีภาพจำในฐานะแยกอันคราคร่ำไปด้วยผู้คนที่เดินข้ามถนนกันหนาแน่นที่สุดในโลก แต่ใครจะรู้ว่าหากเราเดินหลบความโกลาหลมาเพียงนิดเดียว อีกด้านที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงของ Shibuya ก็รอคอยให้ชาว Hopsters ค้นพบอยู่อย่างเงียบๆ Kamiyama Street ถนนแสนเก๋ ไอเท่มลับแห่ง Shibuya จากห้าแยก Shibuya ให้เดินตรงผ่านร้าน H&M ขึ้นไปประมาณ 500 เมตร ก็จะพบกับถนนที่เรียงรายไปด้วยร้านค้าและคาเฟ่เท่ๆหลากหลายสไตล์ ØL by Oslo Brewing Co. ร้านคราฟท์เบียร์ (มีกาแฟอร่อยๆเสิร์ฟด้วยนะ) ที่มีส่วนผสมของความเป็นญี่ปุ่นและ Scandinavian ทำให้บรรยากาศภายในร้านดูอบอุ่นและมีสไตล์ไปพร้อมๆกัน Location: https://g.page/oltokyo?share SPBS (Shibuya Publishing & Book Sellers) แหล่งรวมหนังสือ และสินค้าดีไซน์กุ๊กกิ๊ก ลิมิเต็ด เอดิชั่นที่ทางร้านคัดสรรมาอย่างมีรสนิยม สำหรับคนที่รักงานสิ่งพิมพ์สวยๆ ก็คงเพลิดเพลินอยู่ในร้านนี้ได้จนลืมเวลา แม้ไม่รู้ภาษา แต่เราก็รับรู้ได้ถึงความตั้งใจที่อยู่ในหนังสือแต่ละเล่มที่เราหยิบขึ้นมาดู ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับงานออกแบบล้ำๆ แมกาซีนแฟชั่นเปรี้ยวจี๊ด รวมไปถึงหนังสือเด็ก หนังสืออาหาร หนังสือรูปถ่าย รูปวาดหรือกระทั่งนิยายและการ์ตูนญี่ปุ่น Location: https://goo.gl/maps/HgnvhJ8sq8CCpQAE6 Coffee Supreme Tokyo แบรนด์ร้านกาแฟสัญชาตินิวซีแลนด์ที่เราปลื้มในรายละเอียดแบรนดิ้ง ตั้งแต่โลโก้ ของพรีเมี่ยมต่างๆ เราซื้อกระป๋องเก็บเมล็ดกาแฟที่พนักงานบอกว่าพ่นสีด้วยมือทุกชิ้น ขนาดเก้าอี้ในร้านยังเจาะเป็น silhouette ของโลโก้เลย เอ่อออ ลืมบอกไปว่ากาแฟก็อร่อยถูกใจเชียวล่ะ Location: https://goo.gl/maps/vDvTabRJMnLg4ejEA Camelback Sandwich & Espresso อยู่ติดกับร้าน Coffee Supreme เลย ร้านเล็กๆแต่ชื่อเสียงโด่งดังเรื่องแซนด์วิช โดยเฉพาะแซนด์วิชไข่ที่ฟังดูเรียบง่ายแต่อร่อยอย่าบอกใคร และกาแฟเอสเพรสโซ่รสเข้ม(มาก) Location: https://goo.gl/maps/c2NyrDkCU8A1QQGh8 ร้านค้ามือสองก็มีมาให้เห็นเป็นระยะๆ Monocle Shop Tokyo ช้อปและสำนักงานของนิตยสารชื่อดังที่มีเพียงไม่กี่สาขาในโลก ในร้านนอกจากจะมี Monocle อิชชู่ย้อนหลังต่างๆแล้ว ยังคัดของอื่นๆมาขายด้วยตั้งแต่ กระเป๋า เครื่องเขียน น้ำหอม และสินค้าเฉพาะที่ร่วมกับศิลปินหรือแบรนด์ญี่ปุ่น แอบกระซิบนิดนึงว่าราคาค่อนข้างสูง Location: https://goo.gl/maps/s9X8b6ShDYP9NkYe7 EW.Pharmacy ร้านดอกไม้แห้งเท่ๆ ที่ให้อิสระกับลูกค้าในการเลือกผสมชนิดของดอกไม้หลากสีสันได้ตามความชอบ และงบประมาณ หรือจะซื้อแบบที่ร้านจัดไว้ให้แล้วก็ได้ นอกจากจะมีแบบจัดเป็นช่อแล้ว ยังสามารถเลือกให้จัดดอกไม้ใส่ซองใส หรือแช่น้ำมันในขวดโหลขนาดต่างๆอีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/i1pxMQnVJ6kY2DAN6 & CHEESE STAND アンドチーズスタンド ร้านขายชีสที่ไม่ได้มีแค่ชีสเปล่าๆ แต่ยังมีเครื่องดื่ม ขนมทานเล่น อาหารต่างๆที่ทำมาจากชีส รวมไปถึงไวน์ ใครชอบชีสควรแวะ! Location: https://goo.gl/maps/yMQG7jgqcmisfrG77 CIA Inc. / the Brand Architect Group บริษัทแบรนด์ดิ้งชื่อดังของญี่ปุ่น ที่ได้รับรางวัลต่างๆมากมาย Location: https://goo.gl/maps/MWvnWgV8H15H6YAq7 Fuglen Tokyo ร้านกาแฟชื่อดังจาก Norway ที่มีเพียงไม่กี่สาขาในโตเกียว Location: https://g.page/Fuglen_Tokyo?share Jinnan ย่านสตรีทแบรนด์แห่งชิบูย่า เพียงเดินลัดเลาะจากถนน Kamiyama มาประมาณ 10 นาที เราก็จะได้พบกับอีกย่านที่อาจจะไม่ลับเท่าไหร่ เพราะเต็มไปด้วยร้าน Street Brands ชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะแบรนด์ญี่ปุ่นเจ้าถิ่น อย่าง Journal Standard, Beams, Urban Research, Studious หรือจะเป็นแบรนด์เท่ๆจากฝั่งตะวันตกอย่าง Pilgrim Surf+Supply, MHL, SUPREME, Acne Studios Blå Konst ไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่เตรียมเงินและเวลาไปเยอะๆก็พอเนอะ atelier Head porter Roasted Coffee Pilgrim Surf+Supply Beams Supreme Margaret Howell แบรนด์เสื้อผ้า ไลฟ์สไตล์ชื่อดังจากประเทศอังกฤษ แต่ชาวญี่ปุ่นซื้อลิขสิทธิ์มาทำมาเกตติ้งเอง จนแบรนด์มีชื่อเสียงติดตลาดวัยรุ่นในที่สุด และข้างๆกันก็มีคาเฟ่ของนางด้วยนะ ลองไปแวะชิลกันได้ สาขานี้พนักงานบริการน่ารัก เป็นกันเองสุดดดดดด Location: https://goo.gl/maps/Hg9kJ2UvY2UfYWn27 วันนี้แค่นี้ก่อนละกันเนอะ คราวหน้าเราจะพาไป #hop ย่านไหน ก็ต้องติดตามกันต่อนะจ๊ะ รับรองว่า hip ไม่แพ้กันแน่นอน เพราะถ้าไม่ hip เราก็ไม่ hop ไปให้เสียเวลาหรอก จริงมะ? 555 :-) Facebook: @hoparound.co Instagram: @hoparound.co Website: www.hoparound.co #LetsHoparound #LetsHoparoundTokyo #Shibuya #เที่ยวโตเกียว #ย่านชิบูย่า #Tokyo #รีวิวโตเกียว #โตเกียวไปไหนดี #เที่ยวชิบูย่า #รีวิวชิบูย่า #รีวิวย่านชิบูย่า
- Hotel Toranomon Hills นิยามความสงบแบบ Japandi โรงแรมใหม่ใจกลางโตเกียว
Hotel Toranomon Hills สัมผัส Urban Cocoon แห่งใหม่ใจกลางโตเกียว กับการพักผ่อนเหนือระดับที่ผสานดีไซน์สแกนดิเนเวียนและจิตวิญญาณญี่ปุ่น ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของกรุงโตเกียว ย่าน Toranomon ได้ถูกยกระดับจากย่านธุรกิจที่เต็มไปด้วยอาคารสำนักงาน ให้กลายเป็น "Global Business Center" ที่ครบครันด้วยไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย และหัวใจสำคัญของโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่นี้คือการมาถึงของ Hotel Toranomon Hills โรงแรมที่สร้างนิยามใหม่ของคำว่าความหรูหราที่เรียบง่าย ทริปนี้เราจะพาทุกคนไปสำรวจทุกซอกทุกมุมของโรงแรมที่ได้ชื่อว่าเป็น "Urban Cocoon" หรือดักแด้ใจกลางเมืองที่จะช่วยให้คุณหลีกหนีความวุ่นวายได้อย่างแท้จริงครับ จองห้องพักราคาพิเศษ Book Now! The Legacy & Brand: จิตวิญญาณแห่ง The Unbound Collection by Hyatt หากจะทำความเข้าใจตัวตนของที่นี่ เราต้องเริ่มจากแบรนด์ The Unbound Collection by Hyatt ครับ แบรนด์นี้ไม่ใช่โรงแรมที่มีรูปแบบตายตัว แต่เป็นการคัดสรรโรงแรมที่มี "บุคลิก" เฉพาะตัวและมีเรื่องราวที่น่าสนใจ (Story-worthy) มีเรื่องราวที่โดดเด่น และมีความเชื่อมโยงกับท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง Hotel Toranomon Hills เป็นแห่งแรกของแบรนด์นี้ในกรุงโตเกียว โดยตั้งอยู่ในอาคาร Toranomon Hills Station Tower ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของ OMA (Rem Koolhaas) สถาปนิกระดับโลก ตัวโรงแรมตั้งใจให้เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ที่ต้องการสร้างพื้นที่ที่ผู้คนสามารถเชื่อมต่อกันได้ ทั้งในแง่ของธุรกิจและการพักผ่อน โดยมีการผสมผสานงานดีไซน์ระดับสากลเข้ากับบริบทของโตเกียวยุคใหม่ได้อย่างไร้ที่ติครับ Design Philosophy: เมื่อความนิ่งแบบเดนมาร์ก ผสานความประณีตแบบญี่ปุ่น หนึ่งในจุดที่ทำให้เราตกหลุมรักที่นี่ตั้งแต่แรกเห็นคืองานดีไซน์ภายในครับ โรงแรมแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดย Space Copenhagen สตูดิโอชื่อดังจากเดนมาร์ก (ผู้อยู่เบื้องหลังดีไซน์ของร้านอาหาร Noma) พวกเขาใช้แนวคิด "Slow Aesthetics" มาเป็นแกนหลัก การตกแต่งจึงออกมาในสไตล์ที่เรียกว่า Japandi หรือการผสมผสานระหว่างสแกนดิเนเวียนและญี่ปุ่น เราจะเห็นการใช้ไม้ธรรมชาติโทนสีอบอุ่น งานผ้าทอที่มี Texture ละเอียด และการจัดแสงที่นุ่มนวลซึ่งเน้นการสร้างอารมณ์มากกว่าความสว่างจ้า ทุกย่างก้าวในโรงแรมจึงให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในงานศิลปะที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังครับ The Arrival Experience ทันทีที่ก้าวเข้าไปในล็อบบี้ ความรู้สึกแรกที่ปะทะเราคือ "ความเงียบที่มีพลัง" ครับ แม้ภายนอกจะเป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่วุ่นวายที่สุดแห่งหนึ่ง แต่เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก กลิ่นอายของไม้โอ๊คและเครื่องหอมจางๆ ที่ถูกคัดสรรมาอย่างประณีตก็โชยมาทักทาย การตกแต่งที่นี่ใช้โทนสีธรรมชาติ (Earth Tone) ทั้งหมด ตั้งแต่พื้นหินอ่อน ผนังไม้ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์สั่งทำพิเศษจากเดนมาร์ก พนักงานต้อนรับที่นี่ดูแลเราด้วยความอ่อนน้อมแต่มีความเป็นสากลสูงมาก การเช็คอินไม่ได้ทำเพียงแค่รับคีย์การ์ด แต่เป็นการพูดคุยแนะนำที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่ได้มาแค่พักค้างคืน แต่เรากำลังจะเริ่มต้น "ประสบการณ์" ครั้งใหม่ในโตเกียวครับ Our Room: 1 King Bed, Premium พื้นที่ส่วนตัวที่นิยามคำว่า 'Urban Cocoon' ห้องพักที่เราเข้าพักในครั้งนี้คือประเภท 1 King Bed, Premium ซึ่งต้องบอกว่าเป็นการออกแบบที่ชาญฉลาดมากในเรื่องการใช้พื้นที่ (Spatial Design) Sense of Space: เมื่อเปิดประตูห้องเข้าไป สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาคือหน้าต่างบานใหญ่แบบ Floor-to-ceiling ที่เปิดรับวิวเมืองโตเกียวแบบพาโนรามา พื้นที่ในห้อง Premium กว้างขวางจนเรารู้สึกโปร่งสบาย ไม่เกะกะแม้จะวางกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ Sustainability & Innovation: อีกหนึ่งรายละเอียดที่เราประทับใจและถือเป็นจุดเด่นเรื่องความยั่งยืนของที่นี่ คือการติดตั้ง ระบบกรองน้ำดื่ม (In-room Water Purification System) ไว้ให้ในห้องน้ำครับ ทางโรงแรมจัดเตรียมขวดแก้วดีไซน์สวยไว้ให้เราสามารถเติมน้ำดื่มที่สะอาดและบริสุทธิ์ได้ตลอดการเข้าพัก นอกจากจะช่วยลดการใช้ขวดพลาสติกแบบ Single-use แล้ว ยังเป็นความสะดวกสบายที่ทำให้เรารู้สึกวางใจในมาตรฐานความสะอาดของญี่ปุ่นจริงๆ Tactile Design: เราประทับใจใน "ผิวสัมผัส" ของวัสดุภายในห้องมากครับ ตั้งแต่พื้นไม้โอ๊คอุ่นๆ ไปจนถึงผ้าทอเนื้อดีบนโซฟา ทุกอย่างถูกคัดสรรมาเพื่อให้ความรู้สึกที่ดีเมื่อสัมผัส เตียงนอนขนาด King Size คือความสมบูรณ์แบบของการพักผ่อน เครื่องนอนผ้าฝ้ายคุณภาพสูงช่วยให้เราหลับลึกและตื่นมาด้วยความสดชื่น Intuitive Technology: ทุกอย่างในห้องควบคุมด้วยระบบ Smart Home ที่แนบเนียนไปกับดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นม่านไฟฟ้าหรือการปรับความเข้มของแสงไฟตามช่วงเวลา ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศแบบ 'Cocoon' หรือการดักแด้ที่ตัดขาดจากโลกภายนอกได้อย่างแท้จริงครับ Dining & Lifestyle: Le Pristine Tokyo และพื้นที่แห่งการเชื่อมต่อ เราไม่สามารถรีวิวโรงแรมนี้ได้เลยถ้าไม่พูดถึงห้องอาหาร Le Pristine Tokyo ซึ่งเป็นผลงานความร่วมมือกับเชฟ Sergio Herman ผู้ครอบครองดาวมิชลินชาวดัตช์ The Culinary Art: ที่นี่นำเสนออาหารสไตล์ "New Italian" ที่มีความร่วมสมัยและโฉบเฉี่ยว การเลือกใช้วัตถุดิบสดใหม่จากญี่ปุ่นมาปรุงด้วยเทคนิคสไตล์ยุโรปทำให้รสชาติมีความลุ่มลึก บรรยากาศของห้องอาหารมีความเท่และมีพลัง (Energetic) เหมาะทั้งมื้อค่ำที่ต้องการความพิเศษหรือการเจรจาธุรกิจที่มีรสนิยม The Lounge: อีกส่วนที่เราประทับใจมากคือ The Lounge พื้นที่อเนกประสงค์สำหรับแขกผู้เข้าพัก ที่นี่ถูกออกแบบมาให้เป็นเสมือน "Third Space" มีทั้งโซนที่นั่งทำงานสงบๆ พร้อมกาแฟคุณภาพเยี่ยม และมุมสำหรับจิบเครื่องดื่มยามเย็น สิ่งที่ว้าวมากคือมีบริการห้องอาบน้ำและจุดพักผ่อนสำหรับแขกที่เดินทางมาถึงก่อนเวลาเช็คอิน หรือผู้ที่ต้องการรอไฟลท์หลังเช็คเอาท์ ซึ่งเป็นบริการที่ใส่ใจนักเดินทางอย่างแท้จริงครับ Breakfast Experience: สุนทรียภาพแห่งรสชาติยามเช้าที่ Le Pristine Tokyo การเริ่มต้นวันใหม่ที่ Hotel Toranomon Hills คือประสบการณ์ที่เราอยากให้ทุกคนได้มาสัมผัสด้วยตัวเองครับ มื้อเช้าของที่นี่เสิร์ฟที่ห้องอาหาร Le Pristine Tokyo ซึ่งในช่วงเช้าจะให้บรรยากาศที่แตกต่างจากมื้อค่ำอย่างสิ้นเชิง แสงธรรมชาติที่สาดส่องเข้ามาผ่านกระจกบานใหญ่ทำให้พื้นที่นี้ดูโปร่งและมีพลัง ที่นี่จะเสิร์ฟอาหารทั้งแบบบุฟเฟ่ต์และแบบสั่งจานต่อจานนะครับ The Selection: มื้อเช้าที่นี่ไม่ได้เน้นปริมาณจนเกินพอดี แต่เน้นไปที่ "คุณภาพ" ในทุกๆ จาน (Curation) มีให้เลือกทั้งแบบ Western และ Japanese Set ที่ปรุงอย่างประณีต Highlight: เราประทับใจกับเมนูไข่ที่ทำสดใหม่ และเบเกอรี่ที่อบมาแบบกรอบนอกนุ่มในสไตล์ยุโรป ทานคู่กับเนยพรีเมียมและแยมผลไม้ท้องถิ่นของญี่ปุ่น รสชาติมีความซับซ้อนและลงตัวแบบ Fine Dining ยามเช้า The Atmosphere: การได้นั่งจิบกาแฟสเปเชียลตี้ร้อนๆ พร้อมมองดูผู้คนและจังหวะของเมืองโตเกียว เป็นช่วงเวลาที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและพร้อมสำหรับการออกไปออกสำรวจเมืองในวันนั้นจริงๆ ครับ Wrapping Up Our Stay ทำไม Hotel Toranomon Hills ถึงเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบ? การได้ใช้เวลาพักผ่อนที่ Hotel Toranomon Hills ในห้อง 1 King Bed, Premium ครั้งนี้ ทำให้เราเข้าใจว่าความหรูหราในยุคปัจจุบันไม่ใช่เพียงการใช้วัสดุที่ราคาแพง แต่คือการมอบ "เวลา" และ "ความสงบ" ให้กับผู้เข้าพัก ด้วยทำเลที่ตั้งที่ยอดเยี่ยมเหนือสถานีรถไฟใต้ดิน Toranomon Hills (Hibiya Line) โดยตรง ทำให้การเดินทางไป Ginza, Roppongi หรือ Ebisu ทำได้อย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่นาที แต่เมื่อกลับมาถึงโรงแรม คุณจะพบกับความสงบที่เหมือนอยู่คนละโลก หากคุณคือคนที่หลงใหลในงานดีไซน์ ต้องการความสะดวกสบายที่ทันสมัย และมองหาประสบการณ์ที่แตกต่างจากโรงแรม Luxury แบบเดิมๆ ในโตเกียว เราขอแนะนำให้ที่นี่เป็นหมุดหมายถัดไปของคุณครับ รับรองว่าการเข้าพักที่นี่จะเปลี่ยนมุมมองที่คุณมีต่อย่าน Toranomon ไปตลอดกาล จองห้องพักราคาพิเศษ Book Now! Hotel Toranomon Hills (The Unbound Collection by Hyatt) 2-6-4, Toranomon, Minato-ku, Tokyo, 105-0001, Japan Tel: +81 3 6834 5678 Reservations: +81 3 6705 2656 Website: www.hyatt.com/en-US/hotel/japan/hotel-toranomon-hills/tyoub #LetsHoparound #HotelToranomonHills #TheUnboundCollectionbyHyatt #Tokyo #Japan #LuxuryDesignHotel #JapandiStyle #UrbanCocoon #LetsHoparound #รีวิวโรงแรม #ที่พักโตเกียว #โรงแรมโตเกียว #โตเกียว #ญี่ปุ่น #LuxuryTravel #ArchitectureLovers #ToranomonHills #DesignHotel
- Milan Calling! 33 Spots We Love in Milan เที่ยว 'มิลาน' เมืองหลวงแห่งดีไซน์ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ กับ 33 จุดเช็คอินที่คัดมาแล้วแบบเริ่ดเลยหล่ะ
Milan Calling! 33 Spots We Love in Milanเที่ยว 'มิลาน' เมืองหลวงแห่งดีไซน์ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ กับ 33 จุดเช็คอินที่คัดมาแล้วแบบเริ่ดเลยหล่ะ สวัสดีชาว #Hopster ! เตรียมตัวเข้าสู่โหมดการเดินทางที่เต็มไปด้วยสไตล์กันได้เลยครับ หากจะพูดถึงเมืองที่นิยามคำว่า "รสนิยม" ได้ชัดเจนที่สุดในโลก ชื่อของ มิลาน (Milan) จะต้องขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ เสมอ เมืองนี้ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางแฟชั่นระดับโลก แต่ยังเป็นพื้นที่ที่รวบรวมงานดีไซน์หลากหลายแขนง ตั้งแต่สถาปัตยกรรมคลาสสิก ไปจนถึงความดิบเท่แบบ Industrial และความเนี้ยบของงานดีไซน์ยุค Mid-century Modern ที่แทรกซึมอยู่ในทุกหัวมุมถนน สำหรับการมาเยือนมิลานครั้งแรกของเรา เราตั้งใจไปซึมซับออร่าของเมืองในช่วงที่อากาศกำลังสบายที่สุด เพื่อพิสูจน์ว่ามิลานไม่ได้มีดีแค่การช้อปปิ้งในห้างหรูอย่าง Galleria Vittorio Emanuele II แต่เสน่ห์ที่แท้จริงของเมืองนี้ซ่อนอยู่ในย่านลับๆ ร้านกาแฟที่ถูกคิดมาอย่างดี และพื้นที่ทางศิลปะที่เปลี่ยนโรงงานเก่าให้กลายเป็นจุดเช็คอินสุดล้ำ บทความนี้เราจะพาคุณไปเจาะลึกมิลานในแบบที่ "ถูกจริต" สายดีไซน์ที่สุด ตั้งแต่การตื่นเช้าไปชมความยิ่งใหญ่ของ มหาวิหารดูโอโม่ (Duomo di Milano) ในมุมที่เงียบสงบ ไปจนถึงการสำรวจ Hi-Fi Bar เปิดใหม่ที่กำลังฮอตที่สุดในย่าน Isola รวมถึงพิกัด Concept Stores และ Gourmet Shop ของเชฟระดับมิชลินที่สายกินและสายแฟชั่นต้องใจสั่น ใครที่กำลังวางแผนเที่ยวมิลาน หรืออยากสัมผัสการใช้ชีวิตแบบ Milanese Local ที่เน้นคุณภาพและความละเมียดละไม ต้องเซฟลิสต์นี้ไว้ให้แม่น เพราะทุกดีเทลในเมืองนี้คือแรงบันดาลใจชั้นยอด... ถ้าพร้อมแล้ว แพ็กกระเป๋าแล้ว "ไปมิลาน" ด้วยกันเลยครับ! [ The Iconic & Cultural Heritage ] 01 | Piazza del Duomo แลนด์มาร์คที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเป็นหัวใจที่เต้นอยู่กลางเมืองมิลาน มหาวิหารหินอ่อนสีขาวอมชมพูที่ใช้เวลาสร้างนานกว่า 6 ทศวรรษ สัมผัสความพิเศษที่นี่: มหาวิหารโกธิคแห่งนี้ไม่ได้โดดเด่นแค่ขนาดที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่คือรายละเอียดของการสลักหินอ่อนที่ดูนุ่มนวลราวกับผ้า แนะนำให้มาถึงช่วง 6:00 - 7:00 น. คุณจะได้เห็นแสงแรกของวันตกกระทบยอดโดมทองคำ "Madonnina" ท่ามกลางจัตุรัสที่ไร้ผู้คน เป็นช่วงเวลาที่มหาวิหารดูขลังและทรงพลังที่สุด พิกัด: https://maps.app.goo.gl/uhYcDJLRhBE8N36e9 เวลาเปิด-ปิด: จัตุรัสเปิด 24 ชม. | มหาวิหารเปิด 08:00 – 19:00 02 | Sforzesco Castle (Castello Sforzesco) ปราสาทอิฐแดงที่เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและการป้องกันเมืองมิลานในยุคเรเนซองส์ สัมผัสความพิเศษที่นี่: แม้ไม่ได้เข้ามิวเซียมข้างใน การเดินผ่านลานกว้าง (Courtyard) ก็ให้ความรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของตระกูล Sforza ในอดีต กำแพงเมืองที่นี่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายประวัติศาสตร์ที่ขรึมและคลาสสิก ที่สำคัญคือเป็นที่เก็บรักษาผลงาน Pietà Rondanini ซึ่งเป็นประติมากรรมชิ้นสุดท้ายที่ Michelangelo ยังทำไม่เสร็จก่อนเสียชีวิต พิกัด: https://maps.app.goo.gl/m8bersGggCxTcYKG8 เวลาเปิด-ปิด: 07:00 – 19:30 03 | Parco Sempione พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่เปรียบเสมือน "ปอด" ของชาวมิลาน เชื่อมระหว่างปราสาทและประตูชัย Arco della Pace สัมผัสความพิเศษที่นี่: ในเดือนพฤษภาคม สวนแห่งนี้จะเบ่งบานไปด้วยดอกไม้นานาพรรณ เป็นจุดที่ดีที่สุดสำหรับการทำ People Watching สังเกตไลฟ์สไตล์คนมิลานที่ออกมาปิกนิกหรือพาสุนัขมาเดินเล่น แนะนำให้เดินทอดน่องไปจนถึงปลายสวนเพื่อถ่ายรูปกับประตูชัย Arco della Pace ที่ตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม พิกัด: https://maps.app.goo.gl/1XsBBB9BsEaFfUPS7 เวลาเปิด-ปิด: 06:30 – 21:00 04 | Villa Necchi Campiglio คฤหาสน์หรูที่ซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงสูงใจกลางย่านเงียบสงบ ออกแบบโดยสถาปนิก Piero Portaluppi ในปี 1932 สัมผัสความพิเศษที่นี่: ที่นี่คือสรวงสวรรค์ของคนรัก Interior Design เพราะเป็นต้นแบบของความหรูหราแบบ Modernist ผสม Art Deco ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ทุกตารางนิ้วตั้งแต่มือจับประตูไปจนถึงสระว่ายน้ำส่วนตัว (ซึ่งถือว่าล้ำสมัยมากในยุคนั้น) สะท้อนถึงรสนิยมอันละเมียดละไมของตระกูลชนชั้นสูงในมิลาน พิกัด: https://maps.app.goo.gl/vtCCUJbKdRW42qMi9 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 18:00 (ปิดจันทร์-อังคาร) [ The Art of Fashion & Design ] 05 | Fondazione Prada สถาบันศิลปะร่วมสมัยที่รีโนเวทจากโรงงานกลั่นเหล้าเก่าโดยสำนักออกแบบ OMA (Rem Koolhaas) สัมผัสความพิเศษที่นี่: การออกแบบที่นี่คือการเล่นกับความขัดแย้ง (Contrast) ระหว่างตึกเก่าสีตุ่นกับตึก "Haunted House" ที่หุ้มด้วยทองคำเปลว 24K พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้มีแค่ภาพวาด แต่มีงานติดตั้ง (Installation Art) ที่ท้าทายความคิด เป็นจุดที่ยืนยันว่ามิลานคือศูนย์กลางของรสนิยมที่ก้าวไปข้างหน้าเสมอ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/sVbT6dM2gYPTVyo69 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 19:00 (ปิดวันอังคาร) 06 | Sunnei แบรนด์อิตาลีรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการแฟชั่นโลกด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด สัมผัสความพิเศษที่นี่: ชื่อแบรนด์เพี้ยนมาจากคำว่า "Sunny" (แสงแดด) เพื่อสื่อถึงพลังบวกและความสดใส งานดีไซน์ของ Sunnei โดดเด่นด้วยทรงเสื้อผ้าที่แปลกตา (Oversized & Geometric) และการใช้คู่สีที่ฉลาดมาก ร้านของเขาไม่ใช่แค่ที่ขายของ แต่คือแกลเลอรีที่แสดงจุดยืนเรื่องรสนิยมของคนรุ่นใหม่ที่รักในความแตกต่าง พิกัด: https://maps.app.goo.gl/KTyCygsepKPL5ahGA เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 07 | 10 Corso Como Concept Store แห่งแรกของโลกที่เป็นต้นแบบให้ร้านดังทั่วโลก ก่อตั้งโดย Carla Sozzani อดีตบรรณาธิการแฟชั่น สัมผัสความพิเศษที่นี่: บรรยากาศสวนในร่มที่ร่มรื่นตัดกับความล้ำสมัยของแฟชั่นชั้นสูง หนังสือศิลปะหายาก และงานอาร์ต ทุกชิ้นในร้านผ่านการคัดสรรมาอย่าง "Curated" จนเหมือนงานศิลปะที่วางขายได้ แนะนำให้ขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อชมวิวสวนลับๆ และงานประติมากรรมกลางแจ้ง พิกัด: https://maps.app.goo.gl/ENCZBVXAiQzBC2jt5 เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 08 | Jil Sander (Via Pietro Verri) บูติกสาขาแฟล็กชิพที่ถ่ายทอดนิยามความ "Minimalism" ผ่านสถาปัตยกรรมที่เรียบเนียนและเงียบสงบ สัมผัสความพิเศษที่นี่: ภายในร้านออกแบบโดยใช้แสงและเงาอย่างมีชั้นเชิง เราประทับใจ น้ำหอมกลิ่นพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจากกาแฟ ซึ่งหาซื้อได้ยาก กลิ่นนี้ให้ความรู้สึกสุขุม นิ่ง แต่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของกลิ่นคั่วบดที่อบอุ่น เป็นการผสานกลิ่นอายวัฒนธรรมอิตาลีเข้ากับน้ำหอมได้อย่างอัจฉริยะ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/gGZGGfDUeyanNvJB7 เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 09 | Nude Project แบรนด์ Streetwear จากสเปนที่กำลังครองใจวัยรุ่นทั่วยุโรปด้วยดีไซน์ที่ใส่ง่ายและเท่ สัมผัสความพิเศษที่นี่: เรา "ถูกจริต" กับ Energy ของร้านนี้มาก ตั้งแต่การตกแต่งไปจนถึงพนักงานที่เอนเนอร์จี้ล้นหลาม เสื้อผ้าของ Nude Project เน้นความ Effortless Cool ใส่ง่ายแต่มีคาแรคเตอร์ ในราคาที่เข้าถึงได้ เป็นพิกัดที่สายสตรีทห้ามพลาดเมื่อมาเดินย่าน Ticinese พิกัด: https://maps.app.goo.gl/g6X2UL4QpnvtKVjy6 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 10 | Marni Outlet ขุมทรัพย์ลับของสายแฟชั่นที่อยากได้ไอเทมจาก Marni ในราคาสุดคุ้ม ซ่อนตัวอยู่ในย่านที่เงียบสงบ สัมผัสความพิเศษที่นี่: ถึงจะเป็นเอาท์เล็ท แต่การจัดดิสเพลย์ยังคงความอาร์ตและขี้เล่นตามแบบฉบับ Marni รวบรวมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าจากคอลเลกชันก่อนหน้าไว้เยอะมาก ในราคาที่ลดแบบจริงจัง เป็นจุดที่สายแฟชั่นตัวจริงมักจะมาซุ่มเก็บของดีกันที่นี่ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/akwqpt8EgjKhnfPx5 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 19:00 11 | Maison Margiela บูติกสาขาสำคัญที่ถ่ายทอด DNA ความ Avant-garde ของแบรนด์ผ่านการตกแต่งสไตล์ "Deconstruction" สัมผัสความพิเศษที่นี่: ร้านเน้นสีขาวโพลนและการใช้วัสดุที่ดูดิบเหมือนทำไม่เสร็จ (Unfinished) เพื่อสื่อถึงแนวคิดการรื้อสร้างแฟชั่นใหม่ แฟนคลับรองเท้า Tabi หรือเสื้อผ้าที่มีป้ายตัวเลขต้องมาที่นี่เพื่อซึมซับ Vibe ที่เป็นต้นตำรับความเท่แบบลึกลับ พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 12 | END. Milano Multi-brand Store สัญชาติอังกฤษที่มาเปิดแฟล็กชิพสโตร์สุดอลังการใจกลางมิลาน สัมผัสความพิเศษที่นี่: การออกแบบภายในนำเสนอความขัดแย้งที่ลงตัวระหว่างโครงสร้างตึกประวัติศาสตร์กับดิสเพลย์สมัยใหม่ที่ทำจากสแตนเลสและกระจก รวบรวม Sneaker รุ่น Exclusive และแบรนด์สตรีทไฮเอนด์ไว้แน่นที่สุด เป็นจุดนัดพบของ Sneakerhead จากทั่วโลก พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 13 | Le Lunetier Milano Garibaldi ร้านแว่นตาสุดคราฟต์ในย่าน Garibaldi ที่เน้นการคัดสรรกรอบแว่นดีไซน์เฉพาะตัวจากทั่วโลก สัมผัสความพิเศษที่นี่: สำหรับคนที่มองหาเครื่องประดับบนใบหน้าที่ไม่ซ้ำซากจำเจ ร้านนี้มีแว่นตาที่เป็นงานศิลปะมากกว่าแค่เลนส์สายตา พนักงานมีความเชี่ยวชาญในการแนะนำกรอบที่เข้ากับรูปหน้าและสไตล์ส่วนบุคคลได้เป็นอย่างดี พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 19:30 14 | Tenoha Milano Multi-concept Space สไตล์ญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในย่าน Navigli ผสมผสานคาเฟ่ ร้านอาหาร และไลฟ์สไตล์ช็อปเข้าด้วยกัน สัมผัสความพิเศษที่นี่: ท่ามกลางบรรยากาศแบบอิตาลี Tenoha มอบความสงบสไตล์มินิมอลญี่ปุ่นที่ลงตัวมาก สินค้าไลฟ์สไตล์ที่นี่ถูกคัดสรรมาอย่างดี บรรยากาศร้านกว้างขวางและสงบ เหมาะสำหรับการมานั่งพักสายตาและจิบชาเขียวคุณภาพเยี่ยม พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 09:00 – 23:30 [ The Taste of Milano: Food & Cafe ] 15 | MOGO (Isola District) Hi-Fi Bar & Restaurant น้องใหม่ล่าสุดที่เป็นดั่ง "Senses Sanctuary" ในย่าน Isola สัมผัสความพิเศษที่นี่: ออกแบบโดย Giorgia Longoni Studio ในสไตล์ Mid-century Nostalgia ที่ดูนิ่งแต่เท่ ที่นี่ไม่ใช่แค่บาร์ที่มีลำโพงดี แต่คือประสบการณ์ที่หลอมรวมอาหารจากเชฟชื่อดัง Yoji Tokuyoshi (เจ้าของรางวัลมิชลิน) เข้ากับดนตรีจากคิวเรเตอร์ Polifonic ผ่านระบบเสียง High Resolution ของลำโพง H.A.N.D. ที่คัสตอมมาเพื่อร้านนี้โดยเฉพาะ ชื่อร้านมาจากคำว่า Mmogo ในภาษา Sotho แปลว่า “Together” เป็นจุดรวมตัวของคนรักเสียงเพลงและรสชาติที่ล้ำลึก พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 18:00 – 01:00 16 | 10_11 (Ten Eleven) - Portrait Milano บาร์และห้องอาหารสุดหรูในโรงแรม Portrait Milano ที่ตั้งอยู่ในอาคารสำนักสงฆ์เก่าศตวรรษที่ 16 สัมผัสความพิเศษที่นี่: เรามีโอกาสได้ทานอาหารเช้าที่นี่และขอยกให้เป็น "The Best Breakfast" ของทริปนี้เลยครับ ทั้งรสชาติอาหารที่ประณีตและการบริการระดับ 5 ดาวที่ใส่ใจในทุกดีเทล ท่ามกลางบรรยากาศลานกว้าง (Piazza) ที่สวยสะกดตา เป็นความ Luxury ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเองอย่างประหลาด พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 07:00 – 01:00 17 | Mascherpa ร้านทิรามิสุ (Tiramisù) ร้านแรกในมิลานที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ขนมหวานคลาสสิกให้ทันสมัยและเข้าถึงง่าย สัมผัสความพิเศษที่นี่: ความพิเศษของที่นี่คือความสดใหม่และเนื้อสัมผัสของครีมมาสคาร์โปเน่ที่เนียนนุ่มและเบาหวิวราวกับก้อนเมฆ มีให้เลือกหลายรสชาติทั้ง Original, Pistachio และ Matcha บรรจุมาในโหลแก้วน่ารักๆ หรือจะสั่งเป็นชิ้นสำหรับเดินทานก็ได้ เป็นรสชาติที่สายหวานต้องมาซ้ำ พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 18 | Bar Luce (Fondazione Prada) คาเฟ่ที่ออกแบบโดยผู้กำกับชื่อดัง Wes Anderson ทุกมุมในร้านคือฉากในหนังที่มีชีวิต สัมผัสความพิเศษที่นี่: บรรยากาศเหมือนหลุดเข้าไปในมิลานยุค 1950s ด้วยโทนสีเขียวพาสเทล เพดานลายกราฟิกที่เลียนแบบโครงสร้างตึก Duomo และตู้พินบอล Steve Zissou แนะนำให้ลองสั่งขนมหวานสีลูกกวาดและจิบเอสเปรสโซ่ริมหน้าต่างเพื่อดื่มด่ำกับดีไซน์ที่ไม่มีใครเหมือน พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 08:30 – 20:00 19 | Hygge ร้านบรันช์บรรยากาศอบอุ่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปรัชญาความสุขสไตล์นอร์ดิก สัมผัสความพิเศษที่นี่: เมนูบรันช์ที่นี่เน้นความเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ จัดวางมาอย่างสวยงามพร้อมรสชาติที่กลมกล่อม บรรยากาศในร้านเป็นกันเองมาก มีความละเมียดละไมในทุกรายละเอียด เหมาะสำหรับการมานั่งทบทวนแผนเที่ยวพร้อมจิบกาแฟดีๆ ในยามเช้า พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 09:00 – 15:30 (ปิดจันทร์-อังคาร) 20 | Giacomo Caffè คาเฟ่ระดับตำนานที่ตั้งอยู่ใน Palazzo Reale ติดกับมหาวิหาร Duomo สัมผัสความพิเศษที่นี่: การตกแต่งด้วยไม้สีเข้มและกำแพงที่เต็มไปด้วยหนังสือให้ความรู้สึกเหมือนห้องสมุดส่วนตัวที่หรูหราของชนชั้นสูงมิลาน ที่นี่คือจุดแวะพักหลังชมมิวเซียมที่ดีที่สุด ดื่มด่ำกับความเงียบสงบและรสชาติขนมหวานสไตล์คลาสสิกท่ามกลางความวุ่นวายภายนอก พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 20:00 21 | Sant Ambroeus Milano ร้านอาหาร ขนม และกาแฟระดับไฮเอนด์ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1936 และยังคงความโก้หรูไว้ได้อย่างเหนียวแน่น สัมผัสความพิเศษที่นี่: โดดเด่นด้วยโทนสีชมพูพีชอันเป็นเอกลักษณ์และการบริการแบบ Old-school ที่เนี้ยบกริบ นอกจากจะเป็นสวรรค์ของคนรักขนมหวานระดับ Masterpiece แล้ว ที่นี่คือจุดหมายของการทานอาหารแบบ Full Course ที่คลาสสิกที่สุดแห่งหนึ่งในมิลาน เมนูอาหารคาวของที่นี่เน้นความหรูหราที่เรียบง่ายแต่เลือกใช้วัตถุดิบพรีเมียมที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Cotoletta alla Milanese ที่กรอบนอกนุ่มใน หรือพาสต้าเส้นสดที่ปรุงอย่างพิถีพิถัน แนะนำให้ลองมาทานมื้อกลางวันหรือมื้อค่ำเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศการทานอาหารท่ามกลางชนชั้นสูงและเหล่าดีไซน์เนอร์ชาวมิลานแท้ๆ พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 07:30 – 23:00 22 | Loste Café (Via Francesco Guicciardini) คาเฟ่แนว Specialty Coffee และเพสทรีที่ก่อตั้งโดยอดีตเชฟจากร้าน Noma สัมผัสความพิเศษที่นี่: กาแฟที่นี่รสชาติดีมากในระดับ Specialty และที่พลาดไม่ได้คือเพสทรีอบใหม่ โดยเฉพาะ Cinnamon Roll และ Pain au Chocolat ที่กรอบนอกนุ่มในและหอมเนยสุดๆ บรรยากาศร้านมีความโมเดิร์นและมินิมอล แสงธรรมชาติส่องเข้าร้านสวยมากในช่วงเช้า พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 18:00 23 | LùBar ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในเรือนกระจก (Orangerie) สุดชิคภายในวิลล่าสมัยศตวรรษที่ 18 สัมผัสความพิเศษที่นี่: การทานอาหารท่ามกลางต้นปาล์มและรูปปั้นหินอ่อนใต้เพดานกระจกสูงลิ่ว ให้ความรู้สึกที่สดชื่นและโรแมนติกมาก อาหารที่นี่เน้นสไตล์ซิซิเลียนที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง รสชาติสะอาดสะอ้านและพรีเมียม เป็นจุดเช็คอินที่สวยทุกมุมจริงๆ พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 00:00 24 | Aroma Napoletano จุดรวมพลคนรักครัวซองต์และขนมสไตล์เนเปิลส์ที่หอมฟุ้งไปทั้งถนนในย่าน Isola สัมผัสความพิเศษที่นี่: ที่นี่คือสวรรค์ของคนรักครัวซองต์ไส้ทะลัก มีให้เลือกตั้งแต่ไส้ครีมพิตาชิโอเข้มข้นไปจนถึงช็อกโกแลตเยิ้มๆ แป้งครัวซองต์กรอบหอมเนยมาก เป็นมื้อเช้าที่เติมพลังได้ดีเยี่ยมก่อนไปเดินเที่ยวต่อ พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 07:00 – 20:00 25 | Berberè ร้านพิซซ่าแป้ง Sourdough ที่เน้นความสบายท้องและวัตถุดิบคุณภาพสูงจากฟาร์มท้องถิ่น สัมผัสความพิเศษที่นี่: แป้งพิซซ่าที่นี่หมักนานกว่า 24 ชั่วโมงทำให้กรอบนอกนุ่มในและย่อยง่ายมาก หน้าพิซซ่ามีความสร้างสรรค์และใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล บรรยากาศในร้านมีความเป็นกันเองและดูวัยรุ่น เป็นพิซซ่าแนวใหม่ที่คุณจะหลงรัก พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 12:30–14:30, 19:00–23:30 26 | Al Matarel ร้านอาหารอิตาเลียนดั้งเดิมที่เสิร์ฟรสชาติแบบมิลานแท้ๆ (Milanese Traditional) มาอย่างยาวนาน สัมผัสความพิเศษที่นี่: เมนูแนะนำคือ Risotto alla Milanese (ข้าวผัดใส่หญ้าฝรั่นสีเหลืองทอง) และ Ossobuco (เนื้อวัวตุ๋น) รสชาติเข้มข้นเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน บรรยากาศร้านไม้เก่าๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนทานข้าวที่บ้านเพื่อนในมิลาน พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 12:30–14:30, 19:30–22:30 27 | Niko Romito (Space Milano) Gourmet Shop ของเชฟระดับมิชลิน 3 ดาวที่นำเสนอความเรียบง่ายแต่ทรงพลังในรสชาติ สัมผัสความพิเศษที่นี่: ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่คือแหล่งรวมวัตถุดิบชั้นเลิศที่เชฟคัดสรรเอง ตั้งแต่เครื่องปรุงรสชั้นดี ขนมจุกจิก ขนมปังสูตรพิเศษที่นุ่มนวลมาก ไปจนถึง น้ำผลไม้คั้นสด ที่รสชาติบริสุทธิ์และเข้มข้นถึงใจ เป็นพิกัดที่คนรักการทำอาหารและสาย Gourmet ต้องแวะมาเก็บของดี พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 28 | Pasticceria Sissi ร้านขนมหวานสไตล์โบราณที่มีเสน่ห์มากและเป็นที่รักของคนท้องถิ่นในย่าน Piazza Risorgimento สัมผัสความพิเศษที่นี่: ไฮไลท์คือ Brioche ไส้ครีมสดที่พนักงานจะบีบใส่ให้ใหม่ๆ ทันทีที่คุณสั่ง รสชาติโฮมเมดสุดๆ บรรยากาศหลังร้านมีสวนเล็กๆ ที่ร่มรื่นและโรแมนติกมาก เป็นจุดแวะพักจิบกาแฟยามเช้าที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้ใช้ชีวิตแบบคนมิลานจริงๆ พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 06:30 – 20:00 (ปิดวันอังคาร) 29 | Le Striatelle di Nonna Mafalda ร้านอาหารที่เน้นความเรียบง่ายและจิตวิญญาณของอาหารโฮมเมดสไตล์อิตาลี สัมผัสความพิเศษที่นี่: ความโดดเด่นอยู่ที่ Striatelle (แป้งแผ่นกรอบสูตรเฉพาะ) และพาสต้าเส้นสดที่ทำมาอย่างตั้งใจ รสชาติอาหารที่นี่มีความซื่อตรงและชัดเจน เหมือนมีคุณย่าอิตาเลียน (Nonna) มาปรุงให้ทานข้างโต๊ะ บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเองมาก พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 12:00–15:00, 19:00–23:00 30 | VERO Gelateria Cremeria (Corso Garibaldi) ร้านเจลาโต้ในย่าน Garibaldi ที่การันตีความสดใหม่และรสชาติจากธรรมชาติ 100% สัมผัสความพิเศษที่นี่: ชื่อร้าน "Vero" แปลว่า "จริง" เพื่อสื่อถึงรสชาติแท้ๆ ของวัตถุดิบที่ใช้ ไม่มีการใส่สารปรุงแต่ง เนื้อเจลาโต้เนียนละเอียดและนุ่มนวลมาก รสชาติพิตาชิโอและเฮเซลนัทของที่นี่คือเข้มข้นจนหยุดกินไม่ได้จริงๆ พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 12:00 – 23:00 [ Local Vibes & Lifestyle ] 31 | Navigli ย่านริมคลองที่มีชีวิตชีวาที่สุดของมิลาน เป็นศูนย์กลางของศิลปินและชีวิตยามค่ำคืน สัมผัสความพิเศษที่นี่: แนะนำให้มาช่วงพระอาทิตย์ตกดิน แสงที่ตกกระทบริมคลองจะสวยมาก และย่านนี้จะคึกคักไปด้วยวัฒนธรรม Aperitivo (การดื่มและทานของว่างก่อนมื้อค่ำ) บรรยากาศเต็มไปด้วยผู้คนออกมาใช้ชีวิต เป็นจุดที่สะท้อนพลังของเมืองมิลานได้ชัดเจนที่สุด พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: คึกคักที่สุดช่วง 18:00 น. เป็นต้นไป 32 | Via Stampa ร้านอาหารและคาเฟ่ในย่านเท่ที่รวบรวมคนทำงานสร้างสรรค์ยุคใหม่ของมิลานไว้เพียบ สัมผัสความพิเศษที่นี่: การตกแต่งร้านมีความทันสมัยและดูมินิมอลแต่ยังมี Detail อาหารที่นี่เน้นการนำเสนอที่น่าสนใจและใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงจากแหล่งผลิตโดยตรง รสชาติอาหารมีความเป็น Cosmopolitan ที่เข้าถึงง่ายและเปี่ยมด้วยรสนิยม พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 12:30–15:00, 19:30–23:00 33 | Pack Supermarket ซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นที่เป็นสวรรค์ของคนรักการออกแบบแพ็กเกจจิ้งและอาหารชั้นเลิศ สัมผัสความพิเศษที่นี่: ที่นี่คือจุดที่เราใช้เวลาเดินอยู่นานมาก เพราะสินค้าอิตาลีที่นี่มีแพ็กเกจจิ้งที่สวยงามจนอยากซื้อเก็บไว้ทุกชิ้น เหมาะมากสำหรับการซื้อของฝากคุณภาพดีที่มีดีไซน์สวยกลับไป เป็นการจบรูทมิลานด้วยการซึมซับความสวยงามในระดับชีวิตประจำวัน พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 21:00 #HopTip for a Perfect Milanese Journey มิลานเป็นเมืองที่ผังเมืองถูกออกแบบมาให้เดินสำรวจได้สนุกและมีอะไรให้ตื่นเต้นในทุกหัวมุมถนน แต่ถ้าใครต้องการประหยัดเวลาและเซฟพลังงานขา ระบบขนส่งสาธารณะของที่นี่ถือว่าตอบโจทย์มากครับ ทั้ง Metro (รถไฟใต้ดิน) ที่รวดเร็วครอบคลุม และที่พลาดไม่ได้คือการนั่ง Tram (รถราง) สายประวัติศาสตร์ที่วิ่งตัดผ่านเมือง ซึ่งช่วยให้คุณได้ชมสถาปัตยกรรมสวยๆ สองข้างทางไปในตัว ที่สำคัญคือความสะดวกสบายในการเดินทาง เพราะตอนนี้เราไม่จำเป็นต้องไปต่อคิวซื้อตั๋วตู้ให้เสียเวลา เพียงแค่ใช้บัตรเครดิตหรือเดบิต VISA / MASTERCARD ที่มีสัญลักษณ์ Contactless (หรือจะจ่ายผ่าน Apple Pay / Google Pay ในมือถือ) ก็สามารถแตะขึ้นรถได้ทันทีครับ และสิ่งที่จะทำให้ทริปของคุณเข้าถึงหัวใจของชาวมิลานแท้ๆ คือการออกไปสัมผัสวัฒนธรรม Aperitivo ในย่าน Navigli ช่วงเวลาประมาณ 18:00 - 20:00 น. ลองสั่ง Aperol Spritz มาจิบแกล้มของว่างเบาๆ ท่ามกลางแสงสีทองยามเย็นที่ตกกระทบผิวน้ำในคลอง รับรองว่านี่จะเป็นโมเมนต์ที่ทำให้ทริปมิลานครั้งแรกของคุณสมบูรณ์แบบและอยู่ในความทรงจำไปอีกนานครับ Hoparound’s 5 Golden Rules for Milano เพื่อให้ทริปมิลานของคุณราบรื่นและเป๊ะปังเหมือนคนโลคอล นี่คือ 5 สิ่งที่เราสรุปมาให้จากประสบการณ์ตรงครับ: 1 | มารยาทการดื่มกาแฟแบบ Milanese คนมิลานจริงจังเรื่องกาแฟมาก! หากคุณสั่งกาแฟดื่มที่เคาน์เตอร์บาร์ (Al Banco) ราคาจะถูกกว่าการนั่งโต๊ะ (Al Tavolo) อย่างชัดเจน และจำไว้ว่าคนอิตาลีจะไม่สั่ง Cappuccino หรือกาแฟใส่นมหลังเวลา 11 โมงเช้า เพราะถือว่าเป็นเครื่องดื่มสำหรับมื้อเช้าเท่านั้น ถ้าอยากเป็นสายคูลหลังมื้อเที่ยง ให้สั่ง "Un Caffè" (Espresso) แทนครับ 2 | จองล่วงหน้าคือทางรอดเดียว สำหรับแลนด์มาร์คยอดฮิตอย่างการขึ้นไปเดินบนหลังคาดูโอโม่ (Duomo Rooftop) หรือการชมภาพ The Last Supper คุณควรจองตั๋วออนไลน์ล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 เดือน รวมถึงร้านอาหารยอดฮิตในลิสต์นี้หลายแห่งมักจะเต็มเร็วมาก การส่ง DM หรือจองผ่านระบบเว็บไซต์ไปก่อนจะช่วยให้คุณไม่พลาดพิกัดสำคัญ 3 | แต่งตัวให้ "ถูกจริต" เมืองแฟชั่น มิลานไม่ใช่เมืองที่คุณจะใส่กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะเดินเข้าโบสถ์หรือร้านอาหารหรู แม้จะไม่ต้องจัดเต็มระดับรันเวย์ แต่การแต่งตัวสไตล์ Smart Casual หรือมีความเนี้ยบแบบ Effortless จะช่วยให้คุณได้รับบริการที่ดีขึ้นและดูกลมกลืนไปกับบรรยากาศเมืองที่มีรสนิยมแห่งนี้ 4 | สังเกตและระวังตัวอย่างมีสไตล์ แม้พื้นฐานมิลานจะเป็นเมืองที่ปลอดภัย แต่ในจุดท่องเที่ยวหนาแน่นอย่าง Piazza del Duomo หรือสถานีรถไฟ Milano Centrale ควรระวังพวกมิจฉาชีพที่เข้ามาทักทายแบบแปลกๆ เช่น ยื่นอาหารนกใส่มือ หรือเอาสายสิญจน์มาผูกข้อมือ ให้ปฏิเสธด้วยความมั่นใจแล้วเดินต่อทันที (Don't be a victim, be a visitor!) 5 | เวลาเปิด-ปิด คือเรื่องสำคัญ ร้านค้าและมิวเซียมหลายแห่งในมิลานมักจะ "ปิดวันจันทร์" หรือมีเวลาพักเบรคช่วงบ่าย (Siesta) ในบางย่าน ก่อนจะออกเดินทาง อย่าลืมเช็คเวลา Google Maps ให้แม่นยำ หรือจะให้ชัวร์ที่สุดคือตามรอยลิสต์ของ Hoparound ที่เราเช็คช่วงเวลาที่ Vibe ดีที่สุดมาให้คุณแล้วครับ! นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความประทับใจที่เราได้ไปสัมผัสมา หวังว่าลิสต์ 34 พิกัดนี้จะเป็นไกด์นำทางให้ทริปมิลานของคุณเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจและรสนิยมที่ยอดเยี่ยมนะครับ และเพื่อไม่ให้พลาดคอนเทนต์ดีไซน์และไลฟ์สไตล์การเดินทางแบบเจาะลึกจากเรา อย่าลืมติดตาม Hoparound.co ในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram และ TikTok เพื่ออัปเดตเทรนด์และพิกัดใหม่ๆ ก่อนใคร แล้วพบกันที่มิลาน... เมืองที่ทุกย่างก้าวคือศิลปะและการใช้ชีวิต Stay Inspired, ชาว #Hopster ! #LetsHoparound www.hoparound.co @Kajornfurst @Cakepoon
- AMANOI อมันนอย มุมลับแห่งเวียดนาม ณ มหาสมุทรสีครามกึ่งทะเลทราย
Vietnam Escape Exclusive Deal with AMANOI ดีลลับสุดพิเศษกับอมันนอย เวียดนาม จองและเข้าพักได้ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2026 เท่านั้น เป็นความพิเศษที่หาได้ยากมากนะครับ ที่จะมีรีสอร์ทหรูระดับ Ultra Luxury เปิดให้บริการอยู่ในอุทยานแห่งชาติไม่ว่าจะที่ประเทศไหนก็ตาม และยิ่งถ้าเป็นอุทยานแห่งชาตินุ้ยชั้วของเวียดนามที่ได้คุ้มครองจาก UNESCO ให้เป็นเขตสงวนชีวมณฑล (Biosphere Reserve) เพราะมีธรรมชาติกึ่งทะเลทรายที่ไม่เหมือนใครด้วยแล้ว ก็น่าจะมีโอกาสเป็นไปได้ยากมากขึ้นไปอีก แต่ก็คงไม่มีทำเลใดที่ยากเกินไปสำหรับ Aman เพราะเป็นเวลานับ 10 ปีแล้วที่ Amanoi รีสอร์ทแสนสงบแห่งนี้ได้ยืนสง่าอย่างกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นเอกลักษณ์ ที่น่าแปลกใจก็คือจนถึงวันนี้ที่นี่ก็ยังคงเป็นเหมือนมุมลับของเวียดนามที่ถูกทนุถนอมเอาไว้อย่างดีจนน้อยคนจะเคยได้มาสัมผัส — วันนี้นอกจากเราจะพาเพื่อนๆไปทำความรู้จักกับรีสอร์ทที่อยู่บนจุดสูงสุดของความลักชูรี่ในเวียดนามแห่งนี้แล้ว เรายังมี Exclusive Deal ที่ Amanoi ทำร่วมกับ hoparound.co โดยเฉพาะมานำเสนอให้เพื่อนๆได้ตามไปดื่มด่ำกับประสบการณ์ Vietnam Escape แบบเดียวกับเราด้วย เพียงแจ้งโค้ด Hop Around เมื่อจองตรงกับรีสอร์ทไม่ว่าจะทางอีเมลหรือโทรศัพท์ เพื่อนๆก็จะได้รับห้องพักเรทพิเศษและสิทธิประโยชน์อื่นๆอีกเกือบ 10 รายการเลยครับ — ครั้งแรกกับห้องพักเรทพิเศษสำหรับคนไทยและ Expat ที่อาศัยในประเทศไทยเริ่มต้นคืนละ USD 1,352 Net และรับเครดิตต่อวันสูงสุดถึง USD 1,770 Net ราคาพิเศษข้างต้นต้องจองขั้นต่ำ 2 คืนขึ้นไป* Amanoi Vietnam Escape เอ็กซ์คลูซีฟดีลเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น! Overview “ความสงบ” เป็นทั้งความหมายของคำและ DNA ของแบรนด์ Aman ส่วนคำว่า Noi ในภาษาเวียดนามนั้นแปลว่าสถานที่ เมื่อนำมารวมกัน Amanoi จึงหมายถึงสถานที่แห่งความสงบนั่นเอง เพียงแต่ความสงบของสถานที่แห่งนี้นั้นถูกโอบล้อมไปด้วยความงามดั่งรูปวาดของธรรมชาติและแซมด้วยสถาปัตยกรรมที่เผยเสน่ห์เวียดนามออกมาได้อย่างเปี่ยมรสนิยม ก่อนที่ห่อหุ้มทุกอย่างเอาไว้ด้วยความหรูหราทว่าเรียบง่าย แต่สิ่งที่ทำให้ Amanoi เป็นรีสอร์ทระดับ Ultra Exclusive ก็คือความใส่ใจในทุกๆรายละเอียดของพนักงานทุกตำแหน่งเกือบ 350 ชีวิตที่เฝ้าดูแลและให้ความเป็นส่วนตัวกับแขกในเรือนพักที่มีเพียงแค่ 44 ยูนิตเท่านั้น แม้พื้นที่บนเนินเขาริมทะเลของรีสอร์ทแห่งนี้จะกว้างใหญ่เกือบ 300 ไร่ และกำลังขยายออกไปอีก The Arrival เพียง 2 ชั่วโมงจากสนามบินดอนเมือง เครื่องบินก็ร่อนลงจอดที่ Cam Ranh Airport ซึ่งดูใหม่และทันสมัยกว่าที่คาดไว้ พอผ่านตม.ปุ๊บ พนักงานต้อนรับจาก Amanoi ก็ยืนรอพาเราไปที่สายพานกระเป๋าทันที จากนั้นก็จัดการนำสัมภาระทั้งหมดของเราขึ้นรถ Mercedez Benz ของรีสอร์ทที่จอดรออยู่ด้านนอกอาคาร คนขับจะพาเราเดินทางผ่านตัวเมือง Cam Ranh หมู่บ้านต่างๆ และธรรมชาติข้างทางที่สวยงามสู่อุทยานแห่งชาตินุ้ยชั้วที่ตั้งของรีสอร์ท โดยจะใช้เวลาประมาณ 70 นาที หากเพื่อนๆใช้สิทธิ์จองด้วยโค้ด “Hop Around” ก็จะได้รถรับส่งสนามบินแบบไพรเวทฟรีด้วยเช่นกันครับ เมื่อมาถึงรีสอร์ทเราก็พบว่ามีทีมงาน Amanoi (Aman มีศัพท์เฉพาะสำหรับเรียกพนักงานทุกคนว่า Amansanti) มายืนเรียงแถวต้อนรับเราอยู่ รวมถึงคุณจอย GM สาวไทยคนเก่งก็ให้เกียรติมาต้อนรับเราเช่นกัน เสียดายที่เราถ่ายรูปเอาไว้ไม่ทัน เพราะนี่คือโมเม้นต์ความประทับใจแรกที่เรามีต่อ Amanoi เลยล่ะครับ นอกจากการต้อนรับของ Amansanti แล้ว สิ่งที่ทำให้เราประทับใจมากๆก็คือความโอ่อ่าที่เรียบง่ายสไตล์เวียดนามของอาคาร Main Pavillion ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Lobby ห้องอาหารหลัก บาร์ และห้องสมุดของรีสอร์ท ขอปรบมือรัวๆให้กับคุณ Jean-Michel Gathy สถาปนิกระดับโลกผู้ดูแลงานออกแบบทั้งหมดของ Amanoi เพราะทุกอย่างนั้นดูสง่างาม ลงตัว และมีความ Iconic แบบไม่รู้สึกว่าต้องพยายามอะไรมากมายเลย Our Room & Our Butler อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่าที่นี่มีเรือนพักทั้งหมดเพียง 44 ยูนิตในพื้นที่หลายร้อยไร่ (และกำลังจะสร้างเพิ่มพร้อมขยายพื้นที่ไปอีก) จริงๆแล้วเราก็ไม่แน่ใจว่าจะใช้คำอะไรในการเรียกห้องพักของ Amanoi เพราะคำว่า “ห้องพัก” นั้นดูเล็กจุ๋มจิ๋มไปถนัดตาเมื่อเทียบกับของจริงที่มาเป็นหลัง และบางยูนิตก็ประกอบไปด้วยเรือนพักหลายหลัง ก็เลยขอเรียกรวมๆว่าเป็น 1 ยูนิตก็แล้วกันนะครับ แต่ละยูนิตนั้นมีขนาดและการจัดวางที่แตกต่างกันไป สิ่งที่ต้องรู้ก็คือทาง Amanoi จะใช้คำว่า Bedroom เพื่อเรียก “เรือนนอน” 1 หลัง ไม่ใช่ “ห้องนอน“ แบบที่เราแปลตรงตัว ถ้ายูนิตไหนมี 3 Bedroom ก็แสดงว่ายูนิตนั้นก็ประกอบไปด้วย “เรือนนอน” ที่แยกกันออกไปถึง 3 อาคารย่อย ไม่ใช่อาคารเดียวแล้วมีห้องนอน 3 ห้องอย่างที่เราเคยเข้าใจผิดตอนที่ยังไม่ได้เห็นสถานที่จริง เอาเป็นว่าเรือนพักทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็น 2 โซน คือ โซนรีสอร์ท ประกอบไปด้วย Pavillion ที่ไม่มีสระว่ายน้ำ 9 หลัง และ Pool Villa 24 หลัง และโซนเรสซิเดนซ์ ทั้งหมด 11 หลัง มีขนาดตั้งแต่ 1 Bedroom ไปจนถึง 5 Bedroom ซึ่งรองรับผู้ใหญ่ได้สูงสุดถึง 15 คน Residence แต่ละหลังนั้นมีเจ้าของที่ถือกรรมสิทธิ์ขาด แต่เจ้าของให้ Amanoi ช่วยบริหารจัดการในการปล่อยเช่า เรือนพักในโซนนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าโซนรีสอร์ท มี Pantry และห้องรับประทานอาหารจริงจัง ที่สำคัญคือมีการบริการ Butler ประจำ Residence ของเรา ซึ่งเราสามารถส่ง Whatsapp ให้ช่วยเหลืออำนวยความสะดวกได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่อธิบายมาทั้งหมดก็เพื่อจะให้เพื่อนๆพอนึกภาพตามออกเมื่อเราพาไปชมเรือนพักของเรา ซึ่งก็คือ One-Bedroom Residence (หมายเลข R1) ขนาด 340 ตร.ม. เป็นเรือนพักในโซน Residence ขนาดเริ่มต้นที่ก็ใหญ่เกินพอสำหรับเรา 2 คนไปหลายขุม แม้ชื่อจะบอกว่ามี 1 ห้องนอน แต่จริงๆแล้วสามารถรองรับผู้ใหญ่ได้สูงสุดถึง 5 คน เพราะของจริงนั้นมี 2 ห้องนอนที่แยกกันอยู่คนละชั้น ห้องนอนหลักจะอยู่ชั้นบนมาพร้อมกับ Living Area สระ Infinity Pool และวิวพาโนราม่าที่สวยพิฆาตดั่งภาพวาด ส่วนห้องนอนชั้นล่าง ทาง Amanoi เรียกว่า Junior Room และไม่นำมานับเป็นห้องนอนที่ 2 ทั้งที่ภายในห้อง Junior Room ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันแทบไม่ต่างจากห้องนอนหลัก แม้กระทั่งอ่างอาบน้ำก็ยังเป็นไซส์เดียวกันกับห้องนอนชั้นบนด้วย นอกจากห้องนอน สระว่ายน้ำ และวิวสุดอลังการแล้ว ใน Residence ของเรายังมีห้อง Pantry ที่สามารถใช้ทำครัวได้จริงจัง แบบเอาไว้ถ่ายรายการทำอาหารดีๆได้เลย พร้อมกับมุมรับประทานอาหารชมวิวสบายๆ และมีโบนัสเป็นทางเดินเฉพาะของเราที่คดเคี้ยวไปตามไหล่เนินเขาเพื่อลงไปเดินเล่นที่ลานหินส่วนตัวใกล้ทะเลได้ด้วย แน่นอนว่าเรือนพัก R1 ของเรานั้นมาพร้อมกับ Butler ส่วนตัวด้วย เธอเป็นสาววัยกลางคนชาวเวียดนามนามว่า Le (เล๋) ที่คล่องแคล่ว ช่างสังเกต และรู้จังหวะในการเข้าหาเราอย่างมืออาชีพ ที่สำคัญคือจิตใจดีมากเลยครับ ตอนเราเช็คเอ้าท์เค้าแอบไปซื้อของในตลาดมาเป็นของฝากให้เราด้วย Other Villas and Residences เราบอกคุณเล๋ Butler ของเราว่า เราอยากจะเข้าไปเก็บภาพเรือนพักยูนิตอื่นๆมาฝากคนติดตามของเรา คุณเล๋ก็เช็คให้ทันทีว่าหลังไหนที่ไม่มีแขก และจะเข้าไปถ่ายเวลาไหนถึงจะได้แสงสวยๆในแต่ละหลัง เราได้เข้าไปชมทั้งหมด 4-5 ยูนิต โดยยูนิตที่ใหญ่ที่สุดนั้นสามารถรับรองผู้ใหญ่ได้ถึง 15 คนเลย เพราะมีเรือนนอนที่แยกกันไปถึง 5 หลัง และได้วิวอ่าวทั้งอ่าวเป็นของตัวเอง ถ้าเพื่อนๆถามเราว่าหลังไหนสวยที่สุด คำตอบแบบสัตย์จริงก็คือทุกหลังสวยและมีจุดเด่นที่ไม่แพ้กันเลยครับ อยากให้ดูที่งบประมาณและจำนวนคนที่จะเข้าพักด้วยกันจะดีกว่า แต่ถ้าจะมาพัก 2 คนและอยากได้มุมที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นสวยๆต้องบอกว่า Villa หมายเลข V1 นั้นแสงทองตอนเช้านั้นอาบจิตชะโลมใจมากครับ แต่ต้องตื่นมาดูกันเช้าหน่อยนะครับ คุณเล๋แอบกระซิบเราว่าค่ำนี้มีแขกที่พักในอีกยูนิตหนึ่งรีเควสต์ให้จัด Private Dinner ที่ Residence หมายเลข R3 ซึ่งเป็นยูนิตที่วิวดีมากและว่างให้จัดงานได้พอดี ถ้าเราต้องการก็คุณเล๋ก็จะพาเข้าไปเก็บภาพก่อนระหว่างทีมงานจัดเตรียมสถานที่ได้ และนี่คือบรรยากาศดินเนอร์ที่ปังสุดๆ นี่คือเสน่ห์อีกอย่างของ Aman ครับ คือเค้าให้ความสำคัญกับแขกมากๆ ไม่ว่าแขกต้องการอะไร ถ้าจัดให้ได้ก็จะไม่ปฏิเสธครับ พักอยู่อีกห้อง แต่อยากมาจัด Private Dinner อีกห้อง ก็สามารถแจ้งได้เช่นกัน รูปนี้เป็นส่วนหนึ่งของยูนิตที่ใหญ่ที่สุดนะครับ เป็น 1 ในอาคาร 6 หลัง (เรือนนอน 5 + เรือนรับแขก 1) ที่ประกอบกันเป็นยูนิตเดียวของ Residence หมายเลข R18 ของจริงคือเหมือนได้รีสอร์ทเล็กๆในบ้านเราทั้งรีสอร์ทเป็นของตัวเองไปเลย คุณเล๋เล่าให้ฟังว่าแขกที่จองยูนิตนี้มักจะเข้าพักแค่ไม่กี่คน แต่ก็จะเหมาทั้งหมดเพื่อความเป็นส่วนตัวสุดๆ Main Restaurant (Breakfast, Lunch, Afternoon Tea, Dinner) ณ Main Pavillion ถ้าเราเดินขึ้นบันไดต่อเนื่องมาจาก Lobby เราก็จะพบกับ Main Restaurant ที่มีวิวสวยๆรอบด้านเลยโดยเฉพาะที่ระเบียง และไม่ว่าจะมื้อไหนที่ Main Restaurant ของ Amanoi ก็เปิดต้อนรับเราเสมอครับ ถือเป็นจุด All-Day Dining ของรีสอร์ท ในแต่ละมื้อเมนูที่นี่ก็มีให้เลือกหลากหลายและยังมีการสลับสับเปลี่ยนเพื่อความแปลกใหม่ไม่จำเจกันอยู่เรื่อยๆ ตลอด 3 คืน 4 วันที่เราเข้าพัก เราก็แวะมาที่นี่บ่อยจนเหมือนเป็นครัวที่บ้านเราเองเลย พอนึกได้ว่าเรากำลังอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติที่ไกลจากความเจริญอื่นๆพอสมควร เราก็ยิ่งรู้สึกประทับใจกับคุณภาพของอาหารของ Amanoi มากขึ้นไปอีก อยากจะแนะนำให้เพื่อนๆสั่งเมนูอาหารเวียดนามมาลองกินกันดูครับ อร่อยได้ทุกมื้อจริงๆ มีทั้งเมนูเวียดนามที่เราพอจะคุ้นเคยกันอยู่บ้าง และเมนู Local ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน อย่างน้อยถ้าเป็นมื้อเช้าที่รวมอยู่ใน Exclusive Deal ของเราอยู่แล้ว ก็อย่าลืมสั่งเนื้อตุ๋นและเฝอปลามาลองกันดูนะ ส่วนตัวแล้วเราชอบกันมากเลยล่ะ และหากใครคิดถึงรสชาติจัดจ้านของอาหารไทยก็สามารถรีเควสต์กันได้ครับ อย่าลืมว่า GM ที่นี่เป็นคนไทยนะครับ สบายใจไปอีกหนึ่งเรื่อง :-) อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องพูดถึงก็คือ Afternoon Tea ที่รวมมาอยู่ใน Exclusive Deal ของเราเช่นกัน ทุกๆบ่ายทาง Amanoi ก็จะจัดของว่างสไตล์เวียดนามและผลไม้สดมาให้เราเลือกรับประทานได้ตามชอบ แต่ดาวเด่นก็คือขนมครกเวียดนาม (Bánh Căn) ที่มีพนักงานมาทำสดๆให้ หรือถ้าเราอยากจะลองทำดูเองก็ได้เช่นกัน แต่บอกเลยว่าทำไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะเราลองมาแล้วครับ ฮ่าๆๆๆ อีกสิ่งที่เราเอ็นจอยเป็นพิเศษคือชาสมุนไพรเย็นๆชื่นใจและกาแฟเวียดนามที่เข้มข้นมากๆทั้งแบบกาแฟดำและแบบใส่นม The Bar ยามค่ำคืนที่ Amanoi ไม่ได้เงียบเหงา แม้จะอยู่ท่ามกลางความสงัดของธรรมชาติ ที่บาร์ของโรงแรมนั้นมีเครื่องดื่มอร่อยๆให้นั่งจิบชิลล์ๆ ยิ่งช่วงสุดสัปดาห์ที่นี่ก็จะคึกครื้นไปด้วยดนตรีสดอันไพเราะ ตอนที่เราเข้าพักนั้นมีคู่หูนักร้อง-นักเปียโนมาประจำอยู่ที่รีสอร์ทในช่วงนี้พอดี ก็เลยได้ฟังเพลงเพราะๆเคล้าค็อกเทล เพลินมากครับ The Boutique อยู่ในอุทยานแห่งชาติก็ช้อปได้นะครับ นอกจากงานฝีมือท้องถิ่นที่ทีม Amanoi ไปคัดสรรและจัดหามาให้แขกเลือกซื้อแล้ว ใครเป็นสาย Quiet Luxury หรือเบื่อแบรนด์ดังในห้างหรูแล้วน่าจะถูกใจกับสินค้าไฮเอ็นด์เฉพาะกลุ่มในแบรนด์ Aman ที่มีวางขายแค่เฉพาะในรีสอร์ท Aman เท่านั้น ถ้าซื้อไปใส่ก็คงจะต้องเป็น Aman Junkie ด้วยกันเท่านั้นถึงจะรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า Accessories ต่างๆ ไปจนถึงเครื่องหอมและเครื่องประทินผิว The Beach Club อีกจุด Hang Out ที่ป๊อปปูล่าร์สำหรับแขกของ Amanoi ก็คือ The Beach Club เพราะตั้งอยู่บนหาดส่วนตัวที่น้ำใสทรายขาว และยังมีธรรมชาติที่สมบูรณ์มากสมกับที่เป็นอุทยานแห่งชาติ พนักงานเล่าให้ฟังว่าเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนยังมีเต่ามาวางไข่อยู่เลย ถ้าเพื่อนๆ อยากเปลี่ยนบรรยากาศการกินอาหารจากที่ Main Restaurant ก็สามารถย้ายมาลองมื้อกลางวันกันที่ Beach Club ได้ เมนูที่นี่จะออกแนว Casual อินเตอร์ที่แตกต่างไปเล็กน้อย เมนูเวียดนามก็ยังมีครับ แต่จะพรีเซ้นต์ให้ดูทันสมัยเข้าถึงง่ายมากขึ้น และเราก็ยังยืนยันอยากให้สั่งเมนูเวียดนาม มากกว่าเมนูอินเตอร์นะครับ สำหรับเพื่อนๆที่จองด้วยโค้ด “Hop Around” ก็จะได้แถม Resort Credit มากน้อยไปตาม Type ห้องที่เลือกจอง ตัวเครดิตก็สามารถนำมาจ่ายค่าอาหารต่างๆแทนเงินสดได้นะครับ หรือจะเก็บเอาไว้ใช้กับกิจกรรมอื่นๆ หรือสปาก็ได้เช่นกัน ที่นี่มีกิจกรรมให้เลือกทำได้หลายอย่าง ไม่มีเบื่อเลย หรือจะออกไปเที่ยวไปหาของกินในเมืองชาวประมงใกล้ๆก็ได้เช่นกันครับ นอกจากอาหารละเครื่องดื่มแล้ว ที่ Beach Club ยังมีสระว่ายน้ำ และเตียงให้นอนแอบแดดหลายมุมเลย สำหรับสายกิจกรรม The Beach Club นี้ เพื่อนๆที่จองด้วยโค้ด Hop Around สามารถยืมอุปกรณ์กิจกรรมทางน้ำต่างๆได้ฟรีเลยครับ หรือหากมาพร้อมกับเด็กๆทางรีสอร์ทก็มีการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กๆที่ใช้บริการได้ฟรีเช่นกัน อุปกรณ์ทางน้ำที่เราไม่เคยเห็นที่รีสอร์ทไหนมาก่อนก็คือเรือใบ Hobie Cat ที่ทีมของ Amanoi จะพาเราลงเรือโต้ลมชมทะเลในอ่าวเหวนเฮจนจุใจ อีกกิจกรรมในบริเวณ Beach Club นี้ที่เราก็ไม่เคยเห็นรีสอร์ทอื่นใดมีให้บริการก็คือ Archery หรือยิงธนูครับ เราก็เลยถือโอกาสนี้ลองดูซักครั้ง เบสิคไม่มีไม่เป็นไร เพราะมีพนักงานคอยประกบอยู่ตลอด ที่สำคัญคือพี่เค้ารู้มุมถ่ายรูปและวิดิโอสวยๆให้ด้วยแหละ ในช่วงดินเนอร์ของวันหยุดสุดสัปดาห์ ตรงหาดหน้า The Beach Club ก็จะมี BBQ On The Beach ให้แขกเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งทานอาหารทะเลปิ้งย่างกันตรงนี้ได้ด้วยนะครับ บอกเลยว่าซุปหอยตลับอร่อยมาก อารมณ์คล้ายๆกินโป๊ะแตกบ้านเราเลย Rock Studio ในอาณาบริเวณที่ไพศาลของ Amanoi มีมุมเล็กๆอยู่มุมหนึ่งที่เราตกหลุมรัก และขอยกให้เป็นมุมโปรดท็อปๆในใจของเราเลยครับ ที่นี่คือ Rock Studio สถานที่จัด Private Event ขนาดย่อมที่มาพร้อมกับวิวมหึมาของโขดหินธรรมชาติสีครีมแกมเหลืองมัสตาร์ดซึ่งตัดกับท้องทะเลสีครามที่อยู่ไกลออกไปได้สวยแปลกตาพอดีราวกับมีคนตั้งใจมาจัดวางเอาไว้ ต้องบอกว่ามุมนี้เหมาะกับการจัดงานเลี้ยงส่วนตัวมากๆครับ ไม่ว่าจะเป็นงานวันเกิดแบบปังๆ ดินเนอร์ส่วนตัวสุดโรแมนติก ไปจนถึง Cooking Class สนุกๆระหว่างเพื่อนๆหรือสมาชิกครอบครัวน่าจะก็สร้างความประทับใจให้ทุกคนได้ไม่ยากเลย Cliff Pool ที่อยู่ไม่ไกลจาก Rock Studio ก็คือสระว่ายน้ำ Cliff Pool ที่ดูเผินๆแทบจะเป็นเนื้อเดียวกันกับทะเลเบื้องล่างเลยครับ นับเป็นอีกมุมซิกเนเจอร์ของ Amanoi ที่ไม่ว่าจะถ่ายรูปยังไงก็สวย โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ฟ้าเปิด สีฟ้าครามทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างต่างก็มาบรรจบเป็นเนื้อเดียวกัน Spa รีสอร์ทของ Aman นั้นมีชื่อเสียงเรื่องสุขภาพและความงามมากมาแต่ไหนแต่ไร สปาของ Amanoi นั้นก็ไม่ทำให้ผิดหวัง มีเมนูที่เน้นทั้งการ Grounding, Purifying และ Nourishing เราแยกกันทดลอง Signature Vietnamese Massage ที่มีการครอบแก้วตามแนวเส้น Meridian ร่วมด้วยแต่ไม่ทำให้เกิดรอยเป็นจ้ำๆเหมือนการครอบแก้วแบบจีนทั่วไป และ Signature Amanoi Massage ซึ่งเป็นการรวมเอาเทคนิคนวด Swedish, กดจุดสะท้อน และ Energy Work ไว้ด้วยกัน สารภาพตามตรงว่าเราจำอะไรมากไม่ได้ เพราะพี่ๆเธราปิสเริ่มนวดไปแค่แป๊บเดียว เราก็ผล็อยหลับไปแล้วครับ Fitness เราชอบฟิตเนสของที่นี่มากเลยครับ เพราะเงียบสงบ อุปกรณ์ครบและคุณภาพดี๊ดี และตกแต่งสวยงามจนอยากออกกำลังกายนานๆ ถ้าเพื่อนๆมีโอกาสได้มาพักที่นี่ ยังไงก็อย่าลืมแวะมาใช้บริการกันนะครับเพราะถ้าจองด้วยโค้ด Hop Around ก็ได้รับสิทธิ์มาใช้บริการฟิตเนสฟรี รวมถึงคอร์ทเทนนิสของรีสอร์ทด้วย Morning Workout Classes กิจกรรมนี้ก็ฟรีสำหรับเพื่อนๆที่ใช้โค้ดของเราในการจองเช่นกันครับ ทุกๆเช้าทางศูนย์สุขภาพของรีสอร์ทจะมีโปรแกรมการออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆสลับกันไปเพื่อให้แขกของรีสอร์ทสามารถเลือกเข้าร่วมได้ วันนี้เป็น Session การยืดกล้ามเนื้อ มีเทรนเนอร์หนุ่มหล่อเข้มจากแอฟริกาใต้นามว่าคุณ Brahim มานำคลาสยืดกล้ามเนื้อที่ได้รับแรงบันดาลใจจากท่าโยคะ บรรยากาศการออกกำลังก็จะชิลๆ เงียบๆ เป็นส่วนตัวมาก และก็ตัวเราก็ตึงมากเช่นกัน ฮ่าๆๆ Sacred Cham Dinner ย้อนกลับไปเกือบ 2,000 ปีที่แล้ว บริเวณที่ Amanoi ตั้งอยู่นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรจามปาที่รุ่งเรืองมานับพันปี ปัจจุบันชาวจามที่สืบเชื้อสายและวัฒนธรรมมาแต่โบราณก็ยังคงเป็นหนึ่งใน 54 กลุ่มชาติพันธุ์ของเวียดนามที่มีวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ ที่ Amanoi จึงมีโปรแกรมให้แขกได้เลือกลองสัมผัสประสบการณ์วัฒนธรรมจามทั้งผ่านอาหาร พิธีกรรม และการออกทัศนศึกษา อาหารค่ำมื้อนี้ทาง Amanoi ได้จัดเป็น Private Dinner ให้เราได้ลิ้มลองอาหารจามกันที่ Rock Studio โดยให้เชฟมาปรุงอาหารกันสดๆตรงหน้าเลย โดยเชฟมีการประยุกต์เมนู เลือกใช้วัตถุดิบและเทคนิคการทำอาหารสมัยใหม่ในการปรุงทำให้รสชาติของอาหารจามมื้อนี้อร่อยถูกปากแขกได้ง่าย ถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่เราดีใจที่ได้มาสัมผัส เราคิดว่าบรรยากาศดินเนอร์มื้อนี้นั้นโรแมนติกและเหมาะมากๆสำหรับคู่รักที่ต้องการให้ทางรีสอร์ทจัดมื้อพิเศษให้ โดยแขกสามารถรีเควสต์ประเภทอาหารที่ชอบได้หมดเลยครับ Cham Blessing Ritual อีกหนึ่งประสบการณ์วิถีจามที่เราได้มีโอกาสเข้าร่วมก็คือพิธีเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาให้พรและเสริมสิริมงคลให้กับเรา ถ้าเปรียบเทียบกับของบ้านเราก็อาจจะคล้ายๆการทำบายศรีสู่ขวัญ ปกติพิธีนี้จะจัดที่ใต้ต้นไม้ แต่เนื่องจากวันนี้ยังมีฝนตกปรอยๆอยู่ ทางรีสอร์ทจึงย้ายมาจัดที่ศาลากลางน้ำบริเวณสปาให้แทน เรารู้สึกอิ่มเอมใจที่ได้รับพลังดีๆ นับเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับเรามากครับ Goga Peak ในปี 2014 เมื่อ Amanoi เพิ่งเปิดให้บริการได้ยังไม่ครบปี เนื่องจากพื้นที่ของรีสอร์ทกว้างขวางมากจึงมีอีกหลายบริเวณที่ยังไม่ได้ถูกสำรวจ แขกผู้หญิงสาวสวยคนหนึ่ง (เราได้ข่าวมาว่าเป็นนางแบบด้วย) ได้อาสาไปกับทีมสำรวจเพื่อขึ้นไปยังยอดของหนึ่งในเนินเขาที่สูงที่สุดในละแวกนี้ เธอมีนามสกุลว่า Goga ทางทีม Amanoi จึงตั้งชื่อยอดของเนินเขาลูกนี้ว่า Goga Peak เพื่อเป็นเกียรติแก่เธอ และทุกวันนี้ Goga Peak ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่สวยที่สุดของ Amanoi ที่แขกทุกคนไม่ควรพลาด โดยเฉพาะตอนพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าตรู่ วันนี้เราก็เลยไม่ยอมพลาด จะพาเพื่อนๆไปชมตะวันลอยขึ้นเหนือเส้นขอบฟ้าที่ Goga Peak กันครับ เราได้คุณ Brahim เทรนเนอร์คนเก่งอาสาพาเราเดินขึ้นไปชมวิวกันด้วย ใช้เวลาเดินไม่น่าจะเกิน 20 นาทีก็ถึงยอด และทางก็ไม่ได้วิบากอะไรมากมายครับ แค่ต้องกะเวลาเริ่มเดินก่อนพระอาทิตย์ขึ้นให้ดีเท่านั้นเอง The Secret Beach เราไม่รู้หรอกครับว่าหาดนี้มีชื่อจริงๆว่าอะไร แต่เราเห็นความขาวโพลนของหาดและโขดหินงามๆได้จากระเบียงห้องของเรา เลยขอคุณเล๋ให้ช่วยพามาที และพอมาถึงก็รู้สึกว่าคิดถูกที่ได้มา แม้สีขาวที่เห็นจะไม่ใช่หาดทรายเนื้อละเอียด แต่เป็นเปลือกหอยและปะการังที่หักอยู่เกลื่อนกลาด ซึ่งยิ่งทำให้ดูแปลกตา มีความ Dreamy อย่าน่าประหลาด ถ้าเพื่อนๆมีโอกาสได้มาที่ Amanoi แล้วไม่รู้จะมาที่หาดนี้ยังไงก็ลองโชว์รูปของเราให้พนักงานดูนะครับ The Library อีกมุมโปรดในทุกๆ Aman ของเราก็คือห้องสมุดครับ สำหรับเราแล้วห้องสมุดของ Amanoi นั้นเป็นมุมที่ดูอบอุ่นน่านั่งที่สุด แถมยังดูดีมีรสนิยมมากทีเดียว พอได้เข้ามาใช้บริการแล้วรู้สึกว่าเหมือนได้อยู่ในห้องทำงานในฝัน เราอยากมีห้องทำงานแบบนี้ที่บ้านบ้างจัง Wrapping Up Our Stay สิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยบอกใครก็คือ เราเคยเห็นคลิปวิดิโอของ Amanoi ตั้งแต่เราเริ่มทำเวป hoparound.co ใหม่ๆ และรู้สึกตกหลุมรักกับสถานที่แห่งนี้มากจนตั้งใจไว้ว่าสักวันเราจะต้องมาพักที่นี่ให้ได้ แทบไม่น่าเชื่อว่าวันนั้นได้มาถึงแล้ว และ Amanoi ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยครับ ความตระการตาของทั้งธรรมชาติและงานออกแบบสถาปัตยกรรมอย่างมีรสนิยมนั้นดูกลมกลืนกันราวกับภาพฝัน แต่สิ่งที่ทำให้ประทับใจที่สุดก็ยังคงเป็นความใส่ใจในทุกๆรายละเอียด ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นแขกคนสำคัญและได้รับการต้อนรับเอาใจใส่อย่างดีที่สุด หากเพื่อนๆอยากลองสัมผัสมุมลับของเวียดนามที่ดีงามในทุกมิติ Amanoi น่าจะเป็นตัวเลือกที่จะไม่ทำให้ผิดหวังครับ และอย่าลืมใช้โค้ด Hop Around ของเราในการจองด้วยนะครับ Amanoi Vietnam Escape เอ็กซ์คลูซีฟดีลเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น! ห้องพักราคาเริ่มต้นคืนละ USD 1,352 Net และรับเครดิตเพื่อใช้ในรีสอร์ทต่อคืนมูลค่าสูงสุดถึง USD 1,770 Net ราคาพิเศษข้างต้นต้องจองขั้นต่ำ 2 คืนขึ้นไป* สิทธิพิเศษ: 1. อาหารเช้าทุกวัน 2. บริการรถรับ-ส่งสนามบินแบบส่วนตัว 3. เครดิตสำหรับใช้จ่ายในรีสอร์ต ตั้งแต่ 280 USD ถึง 1,770 USD สุทธิ ต่อคืน 4. เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ในมินิบาร์ พร้อมบริการเติมให้ฟรีวันละ 1 ครั้ง 5. ชุดน้ำชายามบ่ายทุกวัน 6. คลาสเพื่อสุขภาพในช่วงเช้าทุกวัน (เช่น โยคะ, พิลาทิส, ฟิตเนส และอื่นๆ) 7. กิจกรรมทางน้ำแบบไม่ใช้เครื่องยนต์ฟรี (เช่น ดำน้ำตื้น, ล่องเรือใบ Hobie Cat, พายบอร์ดแบบยืน (SUP), วินด์เซิร์ฟ และพายเรือคายัค) 8. กิจกรรมสำหรับเด็กฟรี (ยกเว้นคลาสสอนทำอาหาร) 9. ใช้บริการยิมและสนามเทนนิสฟรี Amanoi 3rd Night Free! รับฟรีคืนที่ 3 เมื่อเข้าพัก 3 คืน เอ็กซ์คลูซีฟดีลเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น! ห้องพักราคาเริ่มต้นคืนละ USD 2,544 Net ราคาพิเศษข้างต้นต้องจองขั้นต่ำ 3 คืน* สิทธิพิเศษ: 1. ฟรีคืนที่ 3 2. นวดฟรี 60 นาที 1 ครั้ง: สำหรับผู้ใหญ่ 2 ท่านต่อห้องนอน ต่อการเข้าพัก โดยสามารถเลือกได้ระหว่าง: Amanoi massage, นวดศีรษะแบบอินเดีย, นวดเท้า หรือนวดหลัง-คอ-ศีรษะ 3. อาหารเช้าทุกวัน ให้บริการที่ห้องอาหารหลัก (Main Restaurant) 4. บริการรถรับ-ส่งสนามบินแบบส่วนตัว: ไป/กลับ จากสนามบินกามรัญ (Cam Ranh) 1 รอบ 5. มินิบาร์ (เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์): พร้อมบริการเติมให้ฟรีวันละ 1 ครั้ง 6. ชุดน้ำชายามบ่ายทุกวัน: เวลา 15:30 น. ถึง 16:30 น. 7. คลาสเพื่อสุขภาพช่วงเช้าทุกวัน: เช่น โยคะ, พิลาทิส, ฟิตเนส และอื่น ๆ 8. กิจกรรมทางน้ำแบบไม่ใช้เครื่องยนต์ฟรี: เช่น ดำน้ำตื้น (Snorkeling), ล่องเรือใบ Hobie Cat, พายบอร์ดแบบยืน (SUP), วินด์เซิร์ฟ และพายเรือคายัค 9. กิจกรรมสำหรับเด็กฟรี: (ยกเว้นคลาสทำอาหาร) 10. สิทธิ์เข้าใช้ห้องออกกำลังกายและสนามเทนนิสฟรี #Amanoi #PlaceofPeace #ExclusiveDeal #LetsHoparound #HopStay #AmanResort #Vietnam #Resort #LuxuryResort #BestPlacetoStay #AmanFoodie #AmanJunkies #TheSpiritofAman #NúiChúaNationalPark #UNESCO #BiosphereReserve #VinhHyBay #อมันนอย #เวียดนาม #รีสอร์ท #รีสอร์ทในเวียดนาม #รีสอร์ทน่าพักในเวียดนาม #ญาจาง
- Amansara อมันสรา เยี่ยมยลนครวัดอย่างแขกคนสำคัญ กับประสบการณ์ Once-In-A-Lifetime
Amansara เยี่ยมยลนครวัดอย่างแขกคนสำคัญ กับประสบการณ์ Once-In-A-Lifetime “งามสง่า อบอุ่น รุ่มรวย และทำให้เรารู้สึกเหมือนได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด” คือตัวอย่างของคำบรรยาย Amansara ที่เรานึกขึ้นได้ครับ บนพื้นที่กว่า 6 ไร่ แต่มีเพียง 24 ห้องพัก และมีพนักงานดูแลกว่า 70 คน (เท่ากับมีพนักงานดูแลอย่างน้อย 3 คนต่อ 1 ห้องพัก) ทำให้รีสอร์ทแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์และมีความ Exclusive ขั้นสุด สมกับที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรือนรับรองแขกคนสำคัญของกษัตริย์กัมพูชา และการเข้าพักที่ Amansara ในคราวนี้นั้นก็ช่วยยกระดับทริปเสียมเรียบ (เสียมราฐ) และการสำรวจนครวัด-นครธมของเราให้กลายเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะจดจำไปไม่รู้ลืมเลือน ยิ่งได้มาในช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวยังบางตาแบบนี้ ก็เท่ากับว่าเราแทบจะได้ทั้งมหาวิหารเป็นของตัวเองเลย วันนี้ hoparound.co ขออาสาพาเพื่อนๆไปทำความรู้จักกับ Amansara ด้วยกันนะครับ บอกใบ้นิดนึงว่า hoparound.co มีข้อเสนอพิเศษที่ Amansara ให้กับชาว #hopsters โดยเฉพาะด้วย Exclusive Rate for Hoparound.co Fans !! ราคาพิเศษเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น!! Amansara Overview ชื่อ Amansara เกิดจากการผสมคำว่า Aman (ชื่อแบรนด์รีสอร์ทซึ่งแปลว่าความสงบ) + Sara (มาจาก Apsara หรือนางอัปสร นางสวรรค์ผู้ดูแลสถานที่สำคัญในวัฒนธรรมขอม) ดังนั้น Amansara จึงแปลว่า ความสงบสุขดุจสรวงสวรรค์นั่นเอง และจากประสบการณ์ของเราก็พอจะยืนยันได้ครับว่าที่นี่สงบสุขดุจสรวงสวรรค์จริงๆ จากเรือนรับรองพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระนโรดมสีหนุที่สร้างขึ้นอย่างงามสง่าในช่วงปี 60s เลอค่าทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ในยุคก่อนความขัดแย้งยาวนานภายในประเทศ สถาปัตยกรรมแบบ New Khmer Style ที่หรูหราทว่าเรียบง่ายและอบอุ่น ไปจนถึงโลเคชั่นที่อยู่ห่างจากทางเข้านครวัดเพียง 10 นาทีเท่านั้น Amansara ได้เกิดขึ้นเพื่อจุดประกายความรุ่งโรจน์ให้กับสถานที่อันทรงเกียรติแห่งนี้อีกครั้งในปี 2002 ในฐานะรีสอร์ทสุด Private ที่มีห้อง Suite เพียง 12 ห้อง (ณ ขณะนั้น) และประตูหน้าที่ปิดตลอดเวลา จะเปิดให้เฉพาะแขกของรีสอร์ทเข้า-ออกเท่านั้น ทำให้ Amansara มักจะได้ต้อนรับแขกระดับ VVIP ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวขั้นสุด ไม่ต่างจากแขกบ้านแขกเมืองของกษัตริย์ในวันวาน ในปี 2005 Amansara ได้เชิญคุณ William Kerry Hill สถาปนิกระดับตำนานของโลกชาวออสเตรเลียนให้มาออกแบบส่วนต่อขยายเพิ่มเติมอีก 12 ห้อง จากเดิม 12 ห้องพักกลายเป็น 24 ห้องพร้อม Private Pool ทำให้แต่ละห้องมีพื้นที่ถึง 141 ตร.ม.เลยทีเดียว และห้องพักของเราก็อยู่ในส่วนที่สร้างใหม่นี่เองครับ เราสามารถสัมผัสได้ถึงความเคารพอย่างสูงที่คุณ Hill มีต่อสถาปัตยกรรมดั้งเดิม เพราะหากพนักงานไม่ได้แจ้งเราก็แทบแยกไม่ออกระหว่างส่วนดั้งเดิมกับส่วนต่อขยายเลย เพราะทุกอย่างนั้นมีความกลมกลืนต่อเนื่องกันมากเลยครับ มาตรฐานความ Ultra-luxury ของแบรนด์ Aman ทำให้เราวางใจได้ว่าการบริการที่ Amansara นั้นสมฐานะความดีงามของตัวสถานที่อย่างแน่นอน แม้ในช่วงโควิด ทางรีสอร์ทก็ยังมีทีม Amansanti (ศัพท์เฉพาะของทาง Aman ที่ใช้เรียกทีมงาน) เฉลี่ยถึง 3 คนในการดูแล 1 ห้องพัก ลดลงนิดหน่อยจากช่วงปกติ ทุกๆ Touch Point นั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้การเข้าพักที่นี่เป็นมากกว่าการเข้าพักรีสอร์ทหรูทั่วๆไป แต่เป็นประสบการณ์พิเศษที่ย้ำให้เรารู้สึกถึงความเป็นคนสำคัญ ตั้งแต่เช็คอินจนเช็คเอ้าท์ พร้อมเชื้อเชิญให้จ่อมจมลงในประวัติศาสตร์ วัตนธรรม และวิถีชีวิตอันงดงามของชาวเสียมเรียบตลอดระหว่างการเข้าพัก The Arrival เพียง 1 ชม.จากสนามบินดอนเมือง เราก็ลงจอดที่เสียมเรียบด้วยความนุ่นมวล ในช่วงที่เราไปกัมพูชานั้นคนไทยไม่ต้องมีวีซ่า ไม่ต้องตรวจ ATK เพียงแต่ต้องมี Vaccine Passport ติดตัวไปด้วย แต่สำหรับแขก Amansara นั้นพิเศษมากขึ้นด้วยบริการผ่านด่านตม.แบบ Fast-Track แค่เพียงเซ็นเอกสาร แล้วก็ไปรอรับกระเป๋าได้เลย เพราะทาง Amansara มีเจ้าหน้าที่คอยจัดการเรื่องอื่นๆให้ทั้งหมด เมื่อออกมาจากสนามบินแล้ว เราก็ได้พบกับรถลิมูซีนวินเทจในตำนาน เป็นรถยนต์คันยาวที่ดูโอ่อ่าสง่างามมาก เพราะสั่งให้ Mercedez Benz ประกอบขึ้นเป็นพิเศษในปี 1962 ในพระนามพระบาทสมเด็จพระนโรดมสีหนุ กษัตริย์กัมพูชาในขณะนั้น แค่เพียงมาถึงสนามบิน Amansara ก็ทำให้เรารู้สึกราวกับเป็นแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญเลยครับ ลองคิดดูว่าเราได้นั่งที่นั่งเดียวกันกับพระราชาในอดีตเลยนะครับ ภายในรถนั้นกว้างขวาง มีบริการน้ำดื่มและผ้าเย็นกลิ่นตะไคร้หอม พร้อมทั้งคนขับรถและพนักงานต้อนรับที่ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับรถและสถานที่ต่างๆตลอดเส้นทางการไปรีสอร์ทซึ่งใช้เวลาเพียง 15-20 นาทีเท่านั้น ระหว่างทาง เราได้เห็นทั้งวิถีชีวิตชาวบ้าน และความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ และแน่นอนครับเราขับผ่านทางเข้านครวัดด้วย เมื่อเรามาถึง ประตูสีดำด้านหน้า Amansara ก็ค่อยๆเปิดออกเพื่อต้อนรับเรา รถวินเทจคันงามก็พาเราเข้าสู่บริเวณรีสอร์ทที่ร่มรื่นและเงียบสงบ หลังจากจอดเทียบที่ Lobby เรียบร้อยแล้ว เราก็ได้ยินเสียงต้อนรับทักทายจากพนักงาน Front Office ที่เรียงแถวรอรับการมาถึงของเรา พื้นที่บริเวณ Lobby นั้นมี Vibes ที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของ Aman เป็นอย่างมาก มีความมินิมอลที่เปี่ยมรสนิยมและทันสมัย แต่ก็สะท้อนถึงความรุ่มรวยของวัฒนธรรมท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่คู่กับสถานที่แห่งนี้มายาวนานก็ให้ร่มเงาต้อนรับเราด้วยความครึ้มอกครึ้มใจ ที่พิเศษมากยิ่งขึ้นสำหรับ Amansara ก็คือมนตร์เสน่ห์ของตัว Property ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ย้อนยุคไปเป็นแขกบ้านแขกเมืองผู้ทรงเกียรติยังไงยังงั้นเลยครับ เป็นความรู้สึกพิเศษที่อบอุ่นเป็นกันเอง ไม่ทำให้รู้สึกเกร็งเลย การมาถึงของเรานั้นเป็นความประทับใจแรกที่ยากจะลืมเลือนเลยครับ Our Room ห้องพักของเรา เป็น Pool Suite ขนาด 141 ตร.ม.ที่อยู่ในโซนต่อเติมมาจากอาคารดั้งเดิม แต่ดูเนียนเป็นเนื้อเดียวกันกับของเดิมโดยที่ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้เลยครับ แถมโซนนี้ยังร่มรื่นมากๆด้วย เพราะอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ถึง 3 ต้นที่ Courtyard ตรงกลาง ในข้อเสนอพิเศษที่ทาง Amansara ทำร่วมกับ hoparound.co หากโซนนี้มีห้องว่าง เพื่อนๆที่ใช้โค้ดของเราในการจองตรงกับทางรีสอร์ท นอกจากจะได้ราคาพิเศษที่ลดลงกว่าครึ่งจากราคาปกติแล้ว ก็จะได้อัพเกรดมาเป็นห้อง Pool Suite ฟรีเลยด้วยครับ คุ้มที่สุดแล้วครับ มาชมห้องของเรากันดีกว่าว่าเป็นยังไงกันบ้าง การจัดพื้นที่ใช้สอยนั้นมีคอนเส็ปต์ Open Plan Living โดยเน้นความต่อเนื่องของพื้นที่แต่ละโซน ทั้งห้องนอน มุมนั่งเล่น ห้องน้ำ ไปจนถึงพื้นที่ Outdoor บริเวณสระส่วนตัวด้านนอก ภายในห้องนั้นตกแต่งด้วยโทนสีขรึมคลาสสิคอย่างสีขาว-ดำ-น้ำตาล เมื่อเข้าห้องซ้ายมือจะเป็น Dressing กับ Minibar มี Mini Island Bench อยู่ด้านหน้า ซึ่งตอบโจทย์ทั้งเรื่องประโยชน์ใช้สอย และความสวยงาม ข้างใต้มีตระกร้าผ้าที่ใส่แล้วเพื่อส่งซักรีดได้ฟรี เพราะรวมอยู่ในข้อเสนอพิเศษของเราด้วยเช่นกัน ขอบอกว่าบริการเนี้ยบมากเลยครับ ต่อมาเป็นโซนโซฟานั่งเล่นที่มีที่นั่งรองรับได้ถึง 4 คน พร้อมผลไม้และหนังสือประวัติคร่าวๆของรีสอร์ทและนครวัด-นครธมที่เราสามารถนั่งอ่านและนำกลับเป็นที่ระลึกได้ เราชอบฝาผนังห้องที่ประดับด้วยภาพลายนูนต่ำสีขาวที่ได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปะขอม ดูเรียบง่ายทันสมัยและสะท้อนความเคารพต่อสถานที่ตามวิถีของ Aman ได้เป็นอย่างดี บริเวณหัวเตียงนั้นทำ 2 หน้าที่ไปพร้อมๆกัน นอกจากจะเป็นหัวเตียงแล้ว ยังเป็นโต๊ะยาวสำหรับนั่งทำงาน พร้อมเครื่องเขียนให้ด้วย นอกจากนี้ด้านหลังหัวเตียงยังเป็นประตูเลื่อนไม้ตีเกล็ดที่เอาไว้เปิด-ปิดได้ตามใจชอบ ซึ่งเราคิดว่าเป็นการออกแบบที่ชาญฉลาดและลงตัวมากเลยครับ มาต่อกันที่โซนห้องน้ำกันครับ ตรงนี้เป็นพื้นที่ต่างระดับที่ต้องเดินบันไดลงมา 1 ขั้น จุดศูนย์กลางของห้องน้ำก็คืออ่างอาบน้ำขนาดแช่ 1 คน และมีอ่างล้างหน้า 2 ฝั่งขนาบด้านซ้ายและขวา โดยมีชุดเทียน ธูปหอมให้จุดสร้างบรรยากาศกันด้วย รวมไปถึง Amenities ต่างๆ ตั้งแต่สบู่ล้างมือ ยาฉีดกันยุง เจลแอลกอฮอล โลชั่นบำรุงผิว และสำลี-คอตต้อนบัด ในโซนนี้ทางฝั่งซ้ายจะเป็นโซนห้องอาบน้ำแบบฝักบัวและชักโครก เราปลื้มกับการจัดพื้นที่ใช้สอยที่เป็นสัดส่วนดีมากๆ โดยเฉพาะห้อง Shower นั้นมีผนังเป็นกระจกใส ที่สามารถดูวิวสระว่ายน้ำส่วนตัวด้านนอกไปได้ด้วย ไฮไลท์แน่นอนว่าอยู่ด้านนอกครับ เป็นพื้นที่ Private Pool ดาวเด่นก็คือสระน้ำที่ปูด้วยกระเบื้องสีดำเป็นเอกลักษณ์ พร้อมกับผนังที่ประดับไปด้วยภาพนูนต่ำที่เราตกหลุมรัก ขนาดของสระ 25 ตารางเมตรกำลังดีครับ เอาไว้แช่เล่นเพลินๆ ว่ายได้นิดน่อย จะถ่ายรูปก็ดูสวยขลังไม่เหมือนใครเลยครับ Late Lunch at The Dining Room ท้องเริ่มหิวกันแล้ว เราไปที่ห้องอาหารของรีสอร์ทกันดีกว่าครับ พอมาถึง The Dining Room สิ่งที่อิ่มก่อนท้องของเราก็คือสายตาครับ ต้องบอกว่าห้องอาหารทรงกลมนี้สวยมากๆ แสงธรรมชาติที่ลอดผ่านหน้าต่างกระจกบานสูงรอบอาคารสลับกับเสาหินนั้นทำให้พื้นที่ดูสว่างปรอดโปร่ง ให้ความรู้สึกโอ่อ่าภูมิฐานและอบอุ่นไปพร้อมๆกัน สำหรับเมนูของที่นี่นั้นจะมี 3 ส่วน คือส่วนที่เป็น All-Day Dining ก็จะเป็นอาหาร Comfort Food ทั้งแบบกัมพูชาและแบบสากลที่อร่อยง่ายๆเสิร์ฟตลอดวัน ถัดมาจะเป็นเมนูอาหารเช้าที่เสิร์ฟช่วงเช้าเท่านั้น และส่วนสุดท้ายคือดินเนอร์ที่จะเปลี่ยนเมนูทุกวัน โดยในแต่ละมื้อนั้นจะมีตัวเลือกให้ทั้งอาหารกัมพูชาและอาหารตะวันตก อ้อ! เค้ามีบริการ Afternoon Tea ด้วย ซึ่งจะมีทั้ง Bakery แบบตะวันตกและขนมกัมพูชาที่ใช้วัตถุดิบคล้ายๆบ้านเรา แต่การปรุงและรสชาติอร่อยต่างไปนะครับ เรามาใช้บริการที่นี่แทบทุกมื้อเลยครับ รสชาติดีไม่มีผิดหวัง โดยเฉพาะมื้อเย็นที่เราจะตั้งตารอว่าวันนี้จะมีอะไรให้เราเลือกลองชิมบ้าง แถมยังมีความพิเศษตรงที่ทุกๆคืนจะมีนักดนตรีมาบรรเลงเพลงแบบเขมรดั้งเดิม โดยจะมีการสลับสับเปลี่ยนเครื่องดนตรีชิ้นเดี่ยวให้ต่างไปในแต่ละคืน ทั้งมินิมอลและไพเราะมาก คลอไปกับบรรยากาศที่สวยงามเพื่อเพิ่มความสุนทรีย์ในระหว่างที่เราละเลียดความอร่อย สำหรับเราแล้ว เรา Enjoy เมนูซุปร้อนๆในมื้อค่ำมากๆครับ โดยเฉพาะในวันที่ออกไปเที่ยวชมเมืองและโบราณสถานมาหนักๆ ซุปทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้ดีสุดๆเลย เป็น Trick ที่อยากแนะนำดูครับผม เรามาบ่อยจนเริ่มสนิทกับพนักงาน (Amansanti) ข้อมูลที่เราเอามาเล่าต่อให้เพื่อนๆฟังก็มักจะได้มาจากการพูดคุยกับพนักงานที่นี่แหละครับ น่าประหลาดใจที่พนักงานทุกคนรู้เรื่องราวของรีสอร์ทอย่างละเอียด แม่นไปจนถึงปีไหนเกิดอะไรขึ้นบ้าง Walking around the property ได้เวลาเดินสำรวจและทำความรู้จักอมันสราแล้วครับ เนื้อที่โรงแรมไม่ใหญ่มาก ทำให้เรารู้สึกว่าที่นี่เป็นเหมือนบ้าน ฟีลโฮมมี่มากๆ แอบกระซิบว่าเค้ากำลังจะขยายพื้นที่ เพิ่มเติมห้อง Pool Villa ด้วยนะครับ The Pools & Fitness นอกจากสระน้ำส่วนตัวในห้องแล้ว หากเราอยากเสพบรรยากาศสระว่ายน้ำใหญ่ Amansara ยังมีสระไว้ให้บริการอีก 2 สระ สระแรกก็คือ Main Pool ที่ยาวถึง 27 เมตรเหมาะสำหรับเล่นน้ำทั่วๆไป หรือจะนอนอาบแดด จิบค็อกเทล สั่งอาหารมากินริมสระก็ได้เช่นกัน สระหลักนี้อยู่โซนดั้งเดิมและปรากฏอยู่ในภาพโปรโมทรีสอร์ทบ่อยๆ ฉะนั้นหากเราลงเล่นน้ำและถ่ายรูปที่สระนี้ คนที่รู้จัก Amansara ก็จะอ๋อแกมอิจฉาทันทีเลยครับ แต่หากเพื่อนๆอยากออกกำลังจริงจัง ด้านหลังของโซนต่อขยายจะมีอีกสระซึ่งเป็น Lap Pool ที่ยาวถึง 25 เมตร โบนัสของสระนี้ก็คือความ Private ที่มากกว่า เพราะซ่อนอยู่ด้านในสุดของรีสอร์ท และมีฟิตเนสขนาดย่อมแต่อุปกรณ์ครบครัน ที่สำคัญคือโปร่งสบายด้วยกระจกสูงตั้งแต่พื้นจรดเพดานอยู่ในบริเวณเดียวกันกับ Lap Pool ด้วยครับ ฉะนั้นสาย Active สบายใจได้เลยครับ หากอยากจะเข้าคลาสพิเศษอื่นๆ ไม่ว่าจะฟลายอิ้งโยคะ หรือเรียนรำอัปสราก็สามารถสอบถามทางรีสอร์ทได้เช่นกัน เพราะที่นี่นั้นมีห้อง Movement Studio เอาไว้รองรับคลาสพิเศษโดยเฉพาะเลย ซึ่งบรรยากาศดีมากเลยครับ เพราะอยู่ในส่วนเดียวกันกับสปาจึงสวยสงบและร่มรื่นสุดๆครับ Amansara Spa สปาที่ Amansara นั้นงดงามมีมนตร์จริงๆครับ ทันทีที่ก้าวเท้ามาก็รู้สึกได้ถึงความสงบปราศจากการรบกวนใดๆ แม้จะมีห้อง Treatment เพียง 4 ห้อง แต่ทุกห้องก็มีห้องอาบน้ำ ห้องอบไอน้ำส่วนตัว รวมไปถึงห้องให้นั่งพักผ่อนหลังจบ Treatment ด้วย อีกสิ่งที่เราชอบมากๆในงานตกแต่งก็คือภาพสลักนูนต่ำบนหินทรายที่ยาวกว่า 43 เมตรตลอดแนวกำแพงสปา ซึ่งทั้งงดงาม มีเอกลักษณ์ และสะท้อนถึงศิลปะขอมและความเป็น Aman ได้อย่างลงตัว วันนี้เราเลือกลองกันคนละทรีตเมนต์ครับ คุณเค้กเลือก Full Body Oil Massage (Massa Preng) ด้วยเทคนิครีดกล้ามเนื้อแบบกัมพูชา ส่วนคุณเฟิร์สเลือก Temple Walk ซึ่งเป็นทรีตเม้นต์ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่เหนื่อยล้าหลังจากออกไปเดินสำรวจโบราณสถานในเขต Angkor โดยเฉพาะ ซึ่งจะเริ่มด้วยการขัดเท้าแล้วบำรุงด้วยโลชั่นฤทธิ์เย็นของ Aman จากนั้นจึงนวดด้วยน้ำมันทั้งที่เท้า ขา และคอ บ่า ไหล่ เอาเข้าจริงๆเราก็จำอะไรไม่ได้มากเพราะเคลิ้มหลับไปด้วยความสบายซะเป็นส่วนใหญ่ เสร็จทรีตเม้นต์กันแล้ว ก่อนออกจากสปา อย่าลืมแวะดูสินค้าแบรนด์ Aman ด้วยนะครับ น่าสนใจหลายชิ้นเลย Library & Boutique ไม่รู้ว่ามีใครเป็นเหมือนเรามั้ยนะครับ เวลามาพักรีสอร์ทดีๆ เราชอบเข้าไปนั่งทำงาน-อ่านหนังสือในห้องสมุด เพราะเรารู้สึกว่าเป็นอีกจุดที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจที่คนมักมองข้าม และห้องสมุดของ Amansara นั้นก็สวยสมเกียรติสถานที่ครับ หนังสือที่นี่เน้นเรื่องประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม งานออกแบบ และรีสอร์ทต่างๆของ Aman และอยากจะบอกว่าตรงนี้เป็นที่หลบร้อนระหว่างวันที่ดีมากๆเลยครับ การบริการก็เป็นเลิศอีกเช่นเคยครับ ทันทีที่เราเข้าใช้ห้อง พนักงานก็เข้ามาถามว่าอยากรับเครื่องดื่มอะไรระหว่างนั่งทำงานมั้ย เรียกว่ารู้ใจในทุกโมเม้นต์เลยครับ นอกจากห้องสมุดแล้ว ใกล้ๆกันก็จะมีห้อง Boutique ที่รวบรวมเอางานฝีมือของชาวกัมพูชาที่ทาง Amansara คัดสรรมาแล้วมาวางขายสำหรับแขกที่สนใจด้วย ยังไงก็อย่าลืมแวะเข้าไปชมกันนะครับ Biking Around Siem Reap แค่เพียงใช้เวลาในรีสอร์ทก็คุ้มค่ามากแล้วครับ แต่ที่นี่ยังมีกิจกรรมอีกมากให้เลือกทำครับ เริ่มต้นเบาๆด้วยการปั่นจักรยานชมเมืองเสียมเรียบ จะไปซื้อกาแฟ กินอาหาร หรือช็อปปิ้งก็เพลินมาก ในเสียมเรียบนั้นมีร้านเก๋ๆซ่อนตัวอยู่ค่อนข้างเยอะกว่าที่เราคิดไว้แต่ต้องรู้จักและหาข้อมูลไปล่วงหน้านิดนึงนะครับ ส่วนตัวเมืองนั้นร่มรื่นและถนนกว้างดีมาก แต่หากใครขี้เกียจปั่นจักรยานก็สามารถให้ทางรีสอร์ทขี่รถลากพ่วง (Remork) ไปส่งได้ทั่วโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเลยครับ เพราะรวมอยู่ในค่าห้องพักแล้ว แต่แน่นอนว่าเสียมเรียบมีอะไรให้สำรวจอีกเยอะมาก และเพื่อนๆก็สามารถเลือกซื้อแพ็คเก็จต่างๆเพิ่มเติมกับทาง Amansara ได้ตามความสนใจเลยนะครับ Breakfast at Dining Room เมื่อคืนเราหลับกันสบายมาก ตื่นมาดูเวลาอีกทีได้เวลาอาหารเช้าแล้วครับ มื้อเช้าที่นี่หลากหลายมากๆ ครับ มีทั้งอาหารสไตล์ฝรั่ง ขนมอบ ครัวซองต์ รวมไปถึงอาหารสไตล์กัมพูชาด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นแบบอาลาการ์ทที่สั่งได้ไม่อั้น แต่อย่าลืมทานให้หมดนะ บอกเลยว่าอาหารที่นี่ถูกปากเรามากๆ Angkor Wat วัตถุประสงค์ของการมาเยือนเสียมเรียบของคนส่วนใหญ่ก็คือมาชมนครวัดนี่แหละครับ ถึงขนาดมีคำกล่าวโดย Arnold Toynbee นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษว่า “See Angkor Wat and die.” เพราะที่นี่เป็นศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งกินอาณาเขตกว่า 1,000 ไร่ และเป็นสิ่งก่อสร้างแห่งอารยธรรมเขมรหรือขแมร์ (Khmer) ที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดด้วย โดยสร้างขึ้นตั้งแต่ต้นคริสตศตวรรษที่ 12 โดยพระเจ้าสุรยวรมันที่ 2 เพื่อให้เป็นพระราชสุสานของพระองค์เอง จนถึงปัจจุบันรวมอายุได้กว่า 900 ปีแล้ว ถือว่าอายุไม่มากเมื่อเทียบกับอีกหลายๆโบราณสถานในเขมรนะครับ ในปี 1854 มีบาทหลวงชาวฝรั่งเศสชื่อ คุณพ่อ Charles-Emile Bouillevaux ได้เขียนบันทึกไว้หลายฉบับเอาไว้ว่าเขาได้มาพบนครวัด ซึ่งบทความเหล่านั้นบังเอิญได้มาผ่านสายตาของ Henri Mouhot นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ทำให้เขาดั้นด้นหาสปอนเซอร์เพื่อเดินทางมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยอ้างว่ามาศึกษาพันธุ์ไม้และแมลง จนในที่สุดเขาก็ได้พบนครวัดจริงๆในเดือนมกราคม ค.ศ. 1860 (162 ปีที่แล้ว) และนครวัดจึงเป็นที่รู้จักในระดับโลกนับแต่นั้นมา ยิ่งถ้าเป็นจริงตามที่ไกด์เล่าว่าคุณ Henri นั้นได้เข้าป่าตามผีเสื้อมาจนพบนครวัดก็ยิ่งเข้าพล็อต Hollywood มากๆเลยครับ ฮ่าๆๆ ทางเข้านครวัดแบบ Exclusive เฉพาะแขกของ AMANSARA เท่านั้น นอกจากจะเอาไว้เก็บพระบรมศพแล้ว เริ่มแรกนครวัดยังเป็นวัดในศาสนาฮินดูเพื่อบวงสรวงบูชาพระวิษณุโดยเฉพาะ ซึ่งต่างจากวัดฮินดูส่วนใหญ่ที่มักจะสร้างขึ้นเพื่อสักการะพระศิวะ โดดเด่นด้วยศิลปะภาพสลักนูนต่ำบนหินรอบอาคาร โดยเล่าเป็นเรื่องราวความเชื่อและวิถีชีวิตของผู้คนในยุคโบราณ ซึ่งมีชาวละโว้ (ลพบุรี) เป็นส่วนหนึ่งในนั้นด้วยนะครับ แต่ต่อมาไม่นานเมื่อศาสนาพุทธได้เข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้มากขึ้น จึงมีการปรับเปลี่ยนให้เป็นวัดพุทธ ทำให้ในปัจจุบันเราจึงสามาถเห็นได้ทั้งความเป็นพุทธและฮินดูที่นครวัด แต่ถ้าจะให้พูดแบบข้ามมุมมองทางประวัติศาสตร์ใดๆไปเลย ก็ต้องบอกว่านครวัดสวยและขลังมากครับ และขอย้ำอีกทีว่าช่วงนี้เป็นนาทีทองที่ควรจะมาเที่ยวเพราะนักท่องเที่ยวยังบางตา (เพิ่งเริ่มกลับมาแค่ 5% เท่านั้น) ทำให้ถ่ายรูปสวยๆได้ง่ายมาก และถ้าหากซื้อแพ็คเก็จนำชมนครวัดกับทาง Amansara เราก็จะได้สิทธิทางเข้าด้านหลังที่พิเศษเฉพาะแขกรีสอร์ทโดยเฉพาะ ซึ่งจะยิ่งดีงามขึ้นไปอีกหากเราเลือกมาตอนเช้าตรู่จะได้มาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัดเลย และยังมีไกด์มืออาชีพความรู้แน่นที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่องปร๋อ (บางคนก็ได้ภาษาไทยนิดหน่อย) รวมทั้งรถรับส่งที่พกเอาน้ำดื่มเย็นๆและผ้าเย็นไปไว้คอยบริการเราด้วย ถ้าสนใจยังไงลองสอบถามทางรีสอร์ทถึงรายละเอียดต่างๆดูอีกครั้งนะครับ Angkor Thom - Bayon นครธมคืออัครนครอันแห่งสุดท้ายของอาณาจักรเขมร เชื่อกันว่าเคยมีประชากรนับล้านคนอาศัยอยู่ในเมืองหลวงอันรุ่งโรจน์ขนาด 9 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ แต่บ้านเมืองของผู้คนนั้นสร้างขึ้นด้วยไม้จึงผุพังมลายไปตามกาลเวลา เหลือไว้แต่เพียงโครงสร้างหินที่ตรงประตูเมืองทั้ง 4 ทิศ (แต่ละทิศใช้เดินทางเข้า-ออกด้วยวัตถุประสงค์ต่างกัน) และปราสาทบายนใจกลางเมืองที่ดูขลังราวกับมีชีวิต ในปัจจุบันเราน่าจะคุ้นเคยกับใบหน้าเปื้อนยิ้มแบบบายนบนยอดปราสาทกันได้ดี ใบหน้าเหล่านี้ว่ากันว่าเป็นใบหน้าของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้สร้างนครธรมซึ่งสถาปนาตนเป็นสมมติเทพ ทำให้มีการอ้างอิงว่าใบหน้าเหล่านี้เป็นใบหน้าเดียวกันกับใบหน้าพระพุทธเจ้าด้วย Bayon ไม่ถึง 100 ปีหลังจากที่นครวัดสร้างเสร็จ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้กอบกู้อาณาจักรเขมรคืนจากอาณาจักรจามปาได้สำเร็จ ก็ได้สร้างปราสาทบายนขึ้นตามพุทธคติ และได้สร้างแนวกำแพงเมืองนครธมล้อมรอบโดยอยู่ห่างจากนครวัดไปทางเหนือเพียง 1.5 กม. แต่ต่อมาศาสนาฮินดูได้กลับมาเป็นศาสนาหลักในเขมรอีกครั้ง จึงมีการทำลายองค์ประกอบแบบพุทธลงแล้วใส่ความเชื่อฮินดูเข้าไปแทน ปราสาทบายนจึงมีความผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธและฮินดูเข้าไว้ด้วยกันเช่นเดียวกับนครวัด เพียงแต่สลับยุคสมัยกัน หากเพื่อนๆต้องการมาเที่ยวนครธมด้วย เราแนะนำให้วางแผนล่วงหน้านิดนึงครับ เพราะตั๋วการเข้าชมเขต Angkor นั้นมีหลายแบบ ใช้เข้าชมสถานที่ต่างๆได้มากน้อยต่างกัน หรือจะสอบถามเพิ่มเติมกับทาง Amansara ก็สะดวกดีครับ Ta prohm วัดตาพรหม หรือชื่อทางการว่าราชวิหาร เป็นวัดที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้ก่อตั้งนครธม ได้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับพระราชมารดา (และสร้างวัดพระขรรค์ซึ่งเราไม่ได้ไปในทริปนี้ เพื่ออุทิศให้กับพระราชบิดา) ไกด์บอกว่าที่คนเรียกว่าวัดตาพรหมก็เพราะไปเข้าใจว่าใบหน้า 4 ทิศตรงยอดประตูของวัดเป็นใบหน้าของพระพรหม ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดมานานนั่นเอง แต่ในวันนี้ สิ่งที่ผู้คนจดจำวัดตาพรหมได้ก็คือรากต้นสำโรง (หรือต้นสะปง) ขนาดใหญ่ที่ขึ้นปกคลุมหลังคาวัดหินโบราณ ทำให้ดูขลังอย่างมาก มีเสน่ห์ถึงขนาดเป็นหนึ่งในฉากหลักของภาพยนตร์ Hollywood เรื่อง Lara Croft: Tomb Raider ที่นำแสดงโดย Angelina Jolie เลยทีเดียว ซึ่งก็ยิ่งทำให้ภาพของวัดตาพรหมเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นไปอีก เราแอบไปค้นหาดูว่าหนังเรื่องนี้ออกฉายเมื่อไหร่ เพราะสำหรับเราแล้วก็รู้สึกเหมือนไม่นานมานี้เอง แล้วก็ต้องตกใจว่าออกฉายตั้งแต่ปี 2001 ก่อนที่ Amansara จะเปิดตัวเสียอีก ฮ่าๆๆๆ สำหรับเราแล้ว วัดตาพรหมกลับกลายเป็นโบราณสถานที่เราชอบที่สุดในทริปนี้เลย ไม่แน่ใจว่าเพราะอากาศเป็นใจและโล่งสบายแทบไม่มีนักท่องเที่ยวเลยหรือเปล่า หรืออาจจะเป็นเพราะขนาดของอาคารที่ยังมีความเป็น Human Scale ไม่ได้แกรนด์เท่ากับอีก 2 ที่ที่ไปมา ผสมกับความดิบของต้นไม้ที่ขึ้นไต่ตามสิ่งปลูกสร้างแบบธรรมชาติ แต่การเดินเล่นสำรวจวัดตาพรหมคราวนี้นั้นเพลิดเพลินมากๆครับ ใครที่ได้ไปวัดตาพรหมนอกจากจะมุมถ่ายรูปกับรากไม้ซึ่งมีหลายจุดแล้ว เราขอแนะนำอีก 3 จุดที่คนอาจจะมองข้ามครับ นั่นก็คือโถงปลดปล่อยความโศกเศร้า (อันนี้เราตั้งชื่อให้เองเพราะไม่รู้ว่าเค้าเรียกว่าอะไร ฮ่าๆ) เป็นพื้นที่ด้านในพระปรางค์ที่เราสามารถยืนพิงผนังอธิษฐานและทุบไปที่อกของเราจนเกิดเสียงก้อง เพื่อปลดปล่อยความทุกข์ในใจของเราได้ จุดที่สองก็คือก้อนหินหน้ายิ้มอันนี้บอกยากว่าอยู่ตรงไหน เพราะเราก็บังเอิญเจอเช่นกันแต่น้องน่ารักมากเลยครับ และจุดสุดท้ายก็คือภาพสลักบนหินรูปไดโนเสาร์ที่จนถึงทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ยังงงๆว่ามาโผล่ที่วัดแห่งนี้ได้ยังไง หรืออาจจะเป็นแค่เป็นผลงานของคนมือบอนก็ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ นอกจาก 3 โบราณสถานที่ยอดฮิตเราพาไปสำรวจแล้ว เสียมเรียบและบริเวณใกล้เคียงก็ยังมีวัดและปราสาทหินที่เก่าแก่ยิ่งกว่านี้อีกเยอะมากครับ บ้างก็อยู่บนยอดเขา บ้างก็อยู่กลางน้ำ บ้างก็แฝงตัวอยู่กับบ้านเรือนผู้คน หากเพื่อนๆสนใจในประวัติศาสตร์เขมรก็มีที่ให้สำรวจอีกไม่รู้จบเลยล่ะครับ Aman Khmer Village House เที่ยวที่โบราณๆกันมาเยอะแล้ว เรามาดูชีวิตผู้คนที่ใกล้ตัวเข้ามากันบ้าง หมู่บ้านเขมรดั้งเดิมนั้นยังพอมีให้เราได้เห็นกัน แต่ก็ค่อยๆถูกสังคมแบบใหม่กลืนไปทีละน้อย และ Amansara ก็ได้พยายามช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของชาวบ้านในวันวานเอาไว้ด้วยการเข้าไปดูแลจัดการบ้านไม้ทรงเขมรแท้ๆพร้อมกับช่วยฝึกอบรมชาวบ้านในละแวกนั้นให้มาช่วยดูแลบ้านหลังนี้ และสาธิตวิถีชีวิตจริงๆของพวกเขาให้เราดู เช่นตอนที่เราไปนั้นก็มีการสาธิตการทำเส้นขนมจีนแบบเขมรและให้เราได้มีส่วนร่วมทำได้ด้วย ถ้าพอใจกับผลงาน จะให้ทีมของ Amansara เอาเส้นไปปรุงต่อกลายเป็นอาหารเขมรฝีมือเราเองก็ได้เช่นกัน ในเคสของเรานั้นเราก็ได้รับประทานขนมจีนเขมรเป็นอาหารเช้าที่นั่นด้วย เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์น่ารักๆที่น่าจดจำมากครับ หากเพื่อนๆสนใจจองมื้ออาหารที่บ้านทรงเขมร หรือต้องการเอ็นจอยกับวิถีชีวิตชาวบ้านแบบ Authentic ก็สอบถามกับทางรีสอร์ทได้เลยนะครับ A Vintage Jeep Ride To Siem Reap’s Outskirt & Water Blessing Ritual อีกกิจกรรมที่สนุกมากก็คือการนั่งรถ Jeep วินเทจไปชานเมืองเสียมเรียบครับ เพราะเสียมเรียบไม่ได้มีแค่โบราณสถาน แต่ยังมีชนบทที่สวยงาม และวิถีชีวิตชาวบ้านจริงๆที่ต่างจากภาพในนิตยสาร ทริปชานเมืองของเราในวันนี้นั้น เราได้นั่งรถจี๊บบนถนนลูกรังผ่านหมู่บ้านที่ไม่ได้อยู่ในเขตท่องเที่ยว การเกษตรและปศุสัตว์ของชาวบ้านตลอดเส้นทาง และปลายทางของเราก็คือวัดพุทธที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมือง ซึ่งเราจะมาเข้าพิธีรับพรพระสงฆ์กัมพูชาด้วยการอาบน้ำมนต์กันครับ สิ่งที่เราชอบเกี่ยวกับการบริหารจัดการของ Aman ก็คือการพยายามรักษาจิตวิญญาณดั้งเดิมของแต่ละสถานที่เอาไว้ ที่นี่ก็เช่นกันครับ ทีมงานของรีสอร์ทได้อำนวยความสะดวกจัดห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เราโดยเฉพาะ โดยยังรักษาความกลมกลืนกับวัดแห่งนี้เอาไว้ได้อย่างแนบเนียน เมื่อเปลี่ยนชุดเป็นโสร่งเสร็จ ก็ได้เวลาไปนั่งที่แคร่ และพระกัมพูชาก็จะมาสวดมนต์และอาบน้ำมนต์ให้เราประมาณ 3-5 นาที (น้ำค่อนข้างเย็นนะครับ) สดชื่นและอิ่มบุญแล้ว เราก็ไปเปลี่ยนชุดกลับ ซึ่งทุกขั้นตอนสมูธมากๆครับ หลังจากนั้นเราก็จะไปทำพิธีต่ออีกเล็กน้อยที่อุโบสถ หากอยากบริจาคช่วยเหลือวัดก็สามารถทำได้ที่นี่เลยครับ ซึ่งเราก็ทำบุญไปเช่นกัน ขากลับโชคดีที่อากาศเป็นใจ คนขับจึงแวะ Snack Break ข้างๆทุ่งนาเขียวขจี ทางรีสอร์ทได้จัดเอาขนมและเครื่องดื่มเตรียมไว้ให้เรามาปิกนิกกันเล็กๆพร้อมมีผ้าเย็นกลิ่นตะไคร้ให้เราด้วย การแวะสั้นๆนี้เป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ Thoughtful และเซอร์ไพร้ซ์เรามาก ต้องขอชมเชยว่า Amansara ใส่ใจรายละเอียดสุดๆเลยครับ Tonle Sap Cruise เพื่อนๆรู้มั้ยครับว่าที่กัมพูชานั้นมีทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ด้วย ซึ่งก็คือโตนเลสาบนั่นเอง ใหญ่ขนาดไหนน่ะเหรอครับ ก็ 2,700 ตร.กม. หรือแค่ประมาณ 12 เท่าของบึงบอระเพ็ดทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในไทยเท่านั้นเอง และ Amansara ก็มีเรือเฉพาะของรีสอร์ทที่ชื่อ Amanbala ที่จะพาเราล่องไปอย่างไพรเวทเพื่อชมวิถีชีวิตชาวบ้านริมน้ำ เสพวิวที่กว้างสุดลูกหูลูกตาและรับสายลมเย็นๆจากแหล่งน้ำขนาดมหึมาและธรรมชาติรอบๆ ต้องบอกว่าชิลล์เกินคาดไปมาก หากเพื่อนๆมาตอนเย็นและโชคดีฟ้าเปิดก็จะได้เห็นวิวตะวันตกดินที่งดงามมาก นอกจากนี้บนเรือยังมีอาหารว่างเสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่มด้วยครับ หรือหากเพื่อนอยากจัดเต็ เป็น Private Dinner Cruise ก็สอบถามกับทาง Amansara ได้เลยครับ ปิดท้ายวันด้วยมื้อค่ำ ณ ห้องอาหาร Dining Room หลังจากไปทำกิจกรรมต่างๆนอกรีสอร์ท เราก็กลับมาทานมื้อค่ำกันที่นี่อีกครั้ง ซึ่งเป็นมื้อสุดท้ายก่อนจะกลับพรุ่งนี้ รอบนี้เราลองอาหารทั้งสไตล์ฝรั่ง และ กัมพูชาเลยครับ แถมวันนี้ยังได้นั่งฟังเสียงดนตรีบรรเลงจากขิม โดยคนกัมพูชาด้วยครับ Turn Down ได้เวลากลับห้องพักผ่อนกันแล้วครับ ค่ำคืนนี้ห้องของเราได้รับการ Turn Down พร้อมนอน ทีม Housekeeping เซอร์ไพร้ส์เราด้วยการวางพวกมาลัยมะลิ กลิ่นหอมๆ ไว้บนเตียงในคืนแรก ส่วนคืนที่สองก็นำพริกไทยกัมปอตซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของที่นี่ คืนที่สามจัดเต็มที่สุดคือเป็นภาพถ่ายปราสาทตาพรหม พร้อมข้อความน่ารักๆ และยังมีการจัดเตรียม Bath tab ลอยดอกบัวสีชมพู ให้เราพร้อมลงไปแช่ตัวอีกด้วย ขอบคุณมากๆเลยครับ Wrapping Up Our Trip ไม่ต้องบอกก็คงจะเดาได้ว่าเราประทับใจกับ Amansara มากแค่ไหนนะครับ หลายปีมาแล้วสมัยที่เรายังวัยรุ่น เราเคยมาเสียมเรียบเพื่อเที่ยวนครวัดแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนั้นประสบการณ์แตกต่างจากครั้งนี้แบบพลิกแผ่นดินเลย และตัวแปรสำคัญก็คือ Amansara นั่นเองครับ รีสอร์ทระดับ Ultra-Exclusive แห่งนี้นั้นมีบริการที่สามารถยกระดับการเดินทางของเราให้เป็น Once-In-A-Lifetime Experiece ได้แบบเหนือความคาดหมาย เรารู้สึกเป็นคนสำคัญดุจแขกบ้านแขกเมืองในวันวานที่ได้รับการดูแลแบบยอดเยี่ยมที่สุดในทุกๆวันที่เราอยู่ที่นี่ และมันไม่ใช่แค่ความหรูหราหรือสิทธิพิเศษต่างๆที่ทาง Amansara มอบให้เท่านั้น แต่เรารู้สึกได้ถึงความผูกพันที่ลึกซึ้งถึงจิตใจ ยิ่งซีนที่เราเช็คเอ้าท์ และรถ Vintage Mercedez คันงามค่อยๆพาเราออกจากรีสอร์ท แล้วพนักงานทุกคนมายืนเข้าแถวโบกมือบอกลานั้น สารภาพตามตรงว่าจู่ๆก็น้ำตารื้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวเลยครับ แถมตอนพาเรามาส่งที่สนามบิน ยังแอบเห็น Tag กระเป๋าเดินทางดีไซน์พิเศษเฉพาะ AMANSARA ให้เราทั้งสองคนด้วย ไม่รู้ว่าแอบติดตอนไหนนะ บอกแล้วครับ ประสบการณ์ที่นี่ดีมากจริงๆ แล้วเราจะกลับมาอีกแน่นอนครับ :) Amansara: Closer to home ยลนครวัดแบบ Ultra-Exclusive กับข้อเสนอสุดพิเศษที่ hoparound.co เท่านั้น #HoparoundDeals ครั้งแรกกับห้องพักเรทพิเศษสำหรับคนไทยเริ่มต้นคืนละ 𝗨𝗦𝗗 𝟲𝟬𝟬++ เพียงแจ้งโค้ด '𝗛𝗼𝗽 𝗔𝗿𝗼𝘂𝗻𝗱' สิทธิประโยชน์: 1. ห้องพักเรทพิเศษเริ่มต้นที่ USD 600++/คืน 2. อาหารเช้า ณ The Dining Room 3. อัปเกรดห้องพักฟรีเป็นห้องพักลำดับถัดไป (ขึ้นอยู่กับห้องว่างในแต่ละวัน) 4. การเช็คอิน-เช็คเอ้าท์ที่ยืดหยุ่น (ขึ้นอยู่กับห้องว่างในแต่ละวัน) 5. ชุดน้ำชายามบ่ายพร้อมผลไม้สดทุกวันตลอดการเข้าพัก 6. บริการรถจักรยาน, ตุ๊ก ตุ๊ก และรถรับส่งภายในตัวเมืองเสียมเรียบ 7. บริการซักรีด (ไม่รวมซักแห้ง) 8. บริการจัดทัวร์เข้าชมนครวัดและโบราณสถานอื่นๆ (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) 9. พิเศษสำหรับผู้ที่จองและเข้าพักภายในเดือนสิงหาคม-ตุลาคมนี้ เลือกรับฟรีนวดน้ำมัน 60 นาที สำหรับสองท่าน หรือ Afternoon Tea Set สำหรับสองท่าน สำรองห้องพัก: โทร (855) 63 760 333 อีเมล: amansarares@aman.com อย่าลืมแจ้งโค้ด '𝗛𝗼𝗽 𝗔𝗿𝗼𝘂𝗻𝗱' เมื่อสำรองห้องพัก จองและเข้าพักได้ถึง 31 มีนาคม 2025 โอกาสทองมาถึงแล้ว เราอยากให้เพื่อนๆได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดีงามอย่างที่เราได้ไปสัมผัสมา เพราะดาวเคราะห์ใบนี้เป็นของเรา มากระโดดโลดเที่ยวไปด้วยกันกับ hoparound.co นะครับ #LetsHoparound #Amansara #SiemReap #Cambodia #BestDeal #ExclusiveDeal #BestRate
- AMANPURI จิตวิญญาณแห่งความลักชูรี่ ณ สถานที่แห่งความสงบสุข
AMANPURI จิตวิญญาณแห่งความลักชูรี่ ณ สถานที่แห่งความสงบสุข “Welcome to Paradise!” ไม่ใช่คำพูดของพนักงานหรอกนะครับ แต่มาจากแขกต่างชาติที่บังเอิญเดินผ่านมาตอนที่เราเพิ่งมาถึงสวรรค์บนดินที่มีอายุกว่า 30 ปีแห่งนี้ แม้ว่าจะเคยมาที่นี่หลายครั้งแล้ว แต่คลื่นพลังพิเศษบางอย่างของ อมันปุรีก็ส่งเข้ามากระทบให้หัวใจเราพองโตได้แบบไม่พลาดเป้าเลยสักครั้ง คราวนี้เราจะใช้เวลาอยู่ที่นี่ 2 คืน 3 วัน และตั้งใจว่าจะจัดสรรเวลาทำกิจกรรมในมุมต่างๆของรีสอร์ทให้มากที่สุด จะได้เก็บภาพมาฝากได้ครบ แต่แน่นอนว่าเราทำได้ “เกือบ”สำเร็จเลยนะครับ :D ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหา ขออนุญาตแจ้งข่าวดีกันก่อนเลยว่า hoparound.co มีดีลลับร่วมกับ Amanpuri ในแคมเปญ Closer to Home ซึ่งพิเศษทั้งในเรื่องของเรทค่าห้องและสิทธิประโยชน์อื่นๆอีกหลายรายการเลย คลิกเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ Exclusive Rate for Hoparound.co Fans !! ราคาพิเศษเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น!! The Arrival ที่สนามบินภูเก็ต หลังจากที่เราได้สัมภาระครบเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกมาพบกับพี่คนขับรถที่ชูป้าย AMANPURI รอเราอยู่ รถ BMW ที่มารับเรานั้นกว้างขวาง มีน้ำดื่ม ขนม และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แม้แต่สายชาร์จมือถือก็มีเตรียมให้เช่นกัน พี่คนขับรถแจ้งเราอย่างสุภาพว่าจะใช้เวลาประมาณ 40 นาทีในการเดินทางถึงโรงแรม แต่ความรู้สึกของเราเหมือนเร็วกว่านั้นมากเมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่ถนนส่วนตัวที่ไร้ป้ายชื่อรีสอร์ทใดๆ ไม้กั้นที่ป้อมยามยกขึ้นเปิดทางให้เราเข้าสู่ความร่มรื่นของแมกไม้ที่ขนาบสองข้างทาง บอกให้เรารู้ว่าเรากำลังเข้าสู่อีกเขตแดนหนึ่งที่ถูกสงวนรักษาไว้เป็นอย่างดี เส้นทางที่ขึ้นๆลงๆแม้ไม่ได้ชันมาก แต่ก็ทำให้เรารับรู้ถึงสภาพภูมิประเทศที่เป็นเนินเขา เพราะอมันปุรีตั้งอยู่บนเนินแหลมส่วนตัวทางทิศตะวันตกของเกาะภูเก็ต ศาลาเรือนไทยอยุธยาหลังคาสีเทาสะอาดตาเริ่มปรากฏให้เห็น และเมื่อรถจอดลงตรงจุดเทียบรถของล็อบบี้ เสียงฆ้องก็ดังกังวาลขึ้นพร้อมกับการยกมือไหว้อันพร้อมเพรียงกันของทีมต้อนรับที่มายืนเรียงหน้ากระดานรอการมาถึงของเรา เป็นการต้อนรับที่เปี่ยมไปด้วยความใส่ใจจนเรารู้สึกเหมือนได้กลับมายังบ้านอีกหลังของเรา แคมเปญ Closer to Home คงมีที่มาจากความรู้สึกนี้นี่เอง ทันทีที่เราลงจากรถ พนักงาน (ซึ่งจำชื่อพวกเราได้!) ก็นำเอาพวงมาลัยดอกไม้สดสีขาวมาคล้องคอต้อนรับ พร้อมกับเสนอผ้าเย็นกลิ่นมะลิหอมสดชื่นให้เราได้เช็ดเหงื่อไคล ยิ่งเมื่อได้ดื่ม Welcome Drink เย็นๆก็ยิ่งทำให้เรากระชุ่มกระช่วยขึ้นมาทันที แต่ทั้งหมดนั้นก็ยังไม่ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้กลับบ้านจริงๆเท่ากับบทสนทนาที่สุภาพและคุ้นเคยดุจมิตรที่รู้จักกันมานาน เพื่อความผ่อนคลายสูงสุดของแขกที่เข้าพัก Amanpuri จะไม่ทำการเช็คอินกันที่ล็อบบี้ แต่พนักงานต้อนรับจะพาเราไปส่งถึงเรือนพัก เพื่อแนะนำการใช้อุปกรณ์ในทุกๆจุดและช่วยกรอกเอกสารเช็คอินกันในห้องของเราเลย Overview Amanpuri แปลว่า A Place Of Peace (สถานที่แห่งความสงบ) มีเนื้อที่กว่า 236 ไร่บนเนินแหลมส่วนตัวที่เต็มไปด้วยต้นมะพร้าวสูงชะลูดตัดกันกับสีฟ้าไล่เฉดของทะเลอันดามัน แหลมนี้อยู่ระหว่างหาดสุรินทร์และหาดบางเทา โดยจุดที่ Amanpuri ตั้งอยู่นั้นมีหาดพันทรีซึ่งมีลักษณะเป็นหาดปิดที่สวยมาก จึงกลายเป็นหาดส่วนตัวสำหรับแขกของ Amanpuri และ The Surin Phuket ที่อยู่ติดกันไปโดยปริยาย จาก Landscape ที่เลอค่าอยู่แล้วนั้น เมื่อได้รับการดูแลงานสถาปัตยกรรมทั้งหมดโดยคุณ Ed Tuttle ปรมาจารย์ด้านสถาปัตย์ระดับโลกที่เพิ่งล่วงลับไปเมื่อปี 2020 จึงยิ่งทำให้ Amanpuri นั้นเป็นดั่งสรวงสวรรค์ที่มนุษย์สร้างขึ้นดีๆนี่เอง โดยตัวอาคารทั้งหมดในรีสอร์ทคุณ Tuttle ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรือนไทยทรงอยุธยาแต่นำมาปรับแต่งเส้นสายและสีสันให้เกลี้ยงเกลาและรองรับประโยชน์ใช้สอยที่ทันสมัยมากขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าเรือนไทยสไตล์อยุธยาจะทั้งโดดเด่นและกลมกล่อมไปกับบริบททะเลอันดามันและทิวมะพร้าวได้ราวกับถูกร่ายมนตร์ พื้นที่ทั้งหมดถูกแบ่งเป็น 3 โซนหลักๆครับ โซนแรกเป็นโซนรีสอร์ท (68 ไร่) ที่ไม่ได้มาเป็นห้อง แต่มาเป็นเรือนพักทรงไทยอยุธยาแยกหลังกันทั้งหมด 40 หลัง ซึ่งที่นี่จะเรียกว่า Pavilion (พาวิลเลี่ยน) มีหลายขนาด หลายวิว หลายราคาเลือกกันได้ตามสะดวกเลยครับ สอบถามได้ที่แผนก Reservation โดยตรงนะครับ โซนต่อมาเป็นโซน Holistic Wellness Center (17 ไร่) ดูแลสุขภาพแบบองค์รวมด้วยทีมงานมืออาชีพในแต่ละด้าน พร้อมอุปกรณ์ที่ทันสมัยครบครัน มีหลายโปรแกรมให้เลือกเข้าร่วมตั้งแต่นวดผ่อนคลาย ลดน้ำหนัก โยคะ ฝึกสมาธิ ฟื้นฟูร่างกาย บำบัดด้วยน้ำ ไปจนถึงการเสริมสร้างความฟิตตามโจทย์ของแต่ละคน และโซนสุดท้ายก็คือโซน Private Villas มีทั้งสิ้น 44 หลังซึ่งครอบคลุมพื้นที่ใหญ่ที่สุดกว่า 150 ไร่ เดาได้ไม่ยากว่าโซนนี้เป็นโซนที่ทั้ง Exclusive ที่สุดและ Exquisite ที่สุดของ Amanpuri แต่ละหลังนั้นมีเจ้าของที่ซื้อกรรมสิทธิ์ขาดไป แต่ยังคงให้ทางทีม Amanpuri บริหารจัดการและปล่อยเช่าให้อยู่ เดี๋ยวในโพสต์นี้เราจะพาไปเยี่ยมชม Villa บางหลังกันด้วย และถ้าเพื่อนๆคนไหนสนใจจะเช่าวิลล่าก็สอบถามทาง Reservation ได้เช่นกันครับ Our Pavilion ตัดกลับมาที่เรือนพักของเรากันดีกว่า คราวนี้เราพักในโซนรีสอร์ทครับ Pavilion ของเราหมายเลข 906 เป็น Garden Pavilion ขนาด 1 ห้องนอนที่ไม่มีสระส่วนตัว แต่มีศาลานั่งเล่นให้ 1 หลังใหญ่ และเอาเข้าจริงๆก็เห็นวิวทะเลอยู่บ้างนะครับ สวยหรูอยู่เพลินมาก และถ้าตารางของเราไม่แน่นไปด้วยโปรแกรมสำรวจซอกมุมต่างๆของรีสอร์ทแล้ว เราก็ไม่ติดเลยที่จะพักผ่อนยาวๆอยู่ในเรือนพักของเราตลอดวัน พนักงานต้อนรับพาเราเดินไปตามเส้นทางที่ลัดเลาะบนเนินเขาใต้เงาต้นมะพร้าวพอให้ได้ออกกำลังเล็กน้อย ต้นไม้เขียวขจีนานาพันธ์ุถูกจัดวางให้บังสายตาเพื่อความเป็นส่วนตัวของ Pavilion แต่ละหลังได้อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ ด้านนอกของ Pavilion ทุกหลังนั้นมีเรือนนั่งเล่นแยกออกมาอีก 1 หลัง โดยยกหลังคาสูงรับลมธรรมชาติและมีพัดลมเพดานเผื่อไว้ให้ด้วย Pavilion ของเราก็เช่นกันครับ ภายใน Pavilion นั้นแบ่งเป็น 2 โซนหลักๆ คือห้องนอนกับห้องน้ำ เราไปสำรวจกันทีละโซนนะครับ เปิดประตูปุ๊บก็เจอห้องนอนก่อนเลย ภายในตกแต่งด้วยไม้เนื้อแข็งโทนส้มอมแดง (ตระกูลไม้มะค่า ไม้ประดู่ ไม้แดง) สลับกับผนังขาวและกระจกเงาซึ่งเป็นองค์ประกอบที่คุณ Ed Tuttle ชอบนำมาใช้เป็นอย่างมาก อารมณ์ภายในนั้นสงบขลังเหมือนบ้านผู้ดีเก่าที่ทั้งอบอุ่นและมีรสนิยม ที่มุมห้องมีผลไม้สด และลูกชุบในตะกร้าเล็กๆ เป็น Welcome Snacks พร้อมกับโน้ตสั้นๆอธิบายว่าลูกชุบคืออะไรในภาษาอังกฤษสำหรับลูกค้าต่างชาติ รวม Welcome Message ที่เขียนด้วยลายมือและลงชื่อคุณ Gearoid Lyons ผู้จัดการรีสอร์ท อีกมุมหนึ่งของห้องมี Surprise พิเศษสำหรับเราเป็น Sparkling Wine แบรนด์ Ferrari Trento ที่ผลิตให้ Aman โดยเฉพาะ ต้องบอกว่าสิ่งนี้เป็นของขวัญ Extra ที่ไม่ได้อยู่ในแพ็คเกจห้องปกติ ซึ่งแขกแต่ละคนในแต่ละครั้งที่เข้าพักก็อาจจะได้รับหรือไม่ได้รับ และสิ่งของก็อาจจะแตกต่างกันไป นับเป็นเสน่ห์เล็กๆที่ทาง Aman ตั้งใจสร้างความแตกต่างให้กับแขก แต่สิ่งที่เพื่อนๆชาว #hopster จะได้รับแน่นอนหากใช้โค้ด Hop Around จองห้องพักก็คือ Cocktail 2 แก้ว และเรทห้องพักที่พิเศษสุดครับ ในตู้เย็นมินิบาร์ก็มีทั้งขนมขบเคี้ยว Soft Drinks รวมถึงชา (Dilmah) กาแฟ (ILLY) เราชอบ Exclusive Chocolate Bar ติดแบรนด์ Amanpuri เป็นพิเศษ เลยตั้งใจจะหยิบกลับมากินต่อที่บ้านมาเป็นที่ระลึกให้หายคิดถึงด้วย เพราะทั้งหมดทาง Housekeeping จะมาเติมให้ฟรีทุกวันเลย แน่นอนว่าฟีเจอร์หลักของห้องนอนก็คือเตียงนอนนั่นเอง และเตียงที่ Amanpuri นั้นเราสามารถ Request ความนุ่มหรือความเฟิร์มได้ตามความพอใจ เพียงยกหูแจ้งพนักงานได้ง่ายๆเลยครับ เห็นเป็นเรือนไทยดูขลังแบบนี้ แต่เทคโนโลยีภายในห้องมีการอัพเดทตลอดนะครับ เพราะทุกปีๆละ 2 เดือนรีสอร์ททั้งหมดจะปิดรับลูกค้าเพื่อซ่อมบำรุงปรับปรุงสถานที่ขนานใหญ่ เราประทับใจระบบไอแพดที่ใช้ในการควบคุมไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ ทีวี รวมไปถึงสามารถเข้าถึงเมนูอาหาร และข้อมูลกิจกรรมทั้งหมดของรีสอร์ทได้แบบสะดวกมากครับ ช่อง USB ก็มีให้หลายจุด รวมถึงที่ซ่อนอยู่อย่างแนบเนียนตรงฐานชาร์จโทรศัพท์ด้วย ส่วนทีวีนั้นจะถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนหลังประตูเลื่อนที่กั้นโซนห้องน้ำ และนี่ก็เป็นอีกความตั้งใจของแบรนด์ Aman ทั่วโลกที่อยากจะให้แขกได้ออกไปสัมผัสกับธรรมชาติด้านนอกกันมากกว่าดูทีวีอยู่ในห้อง โซนห้องน้ำนั้นมีพื้นที่ใหญ่ไม่แพ้ห้องนอนเลย ประกอบไปด้วยพื้นที่แต่งตัวและอ่างล้างหน้าให้กับแขก 2 คนแยกกันคนละฝั่ง มี Centerpiece เป็นกระถางกล้วยไม้สวยงาม ทางรีสอร์ทเตรียมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกไว้ให้ครบครัน ตั้งแต่เสื้อคลุมอาบน้ำ กระเป๋า Beach Bag หมวกแก๊ปปักโลโก้ Amanpuri (อันนี้เอากลับบ้านได้นะครับ) รวมไปถึงรองเท้า Slippers สำหรับใช้ภายในห้อง และรองเท้าแตะหูหนีบสำหรับเดินไปทะเล ด้านในก็สุดของโซนจะเป็นห้องฝักบัวอาบน้ำ อ่างอาบน้ำ และห้องส้วมอัตโนมัติ ส่วน Amenities ทั้งหมดเป็นแบรนด์ Amanpuri ซึ่งบรรจุในภาชนะที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้เพื่อช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมครับ Minimal Seasoning, Maximal Flavors At Nama เมื่อเราสะกดคำว่า Aman แบบย้อนกลับก็จะได้คำว่า Nama ซึ่งแปลว่า ความเป็นธรรมชาติหรือความดิบสด (แหม ช่างลงตัวอะไรปานนั้น) Nama เป็นแบรนด์ห้องอาหารญี่ปุ่นซิกเนเจอร์ของเครือ Aman เราจึงสามารถพบกับร้าน Nama ได้ที่รีสอร์ท Aman หลายแห่งทั่วโลก สำหรับที่ Amanpuri นั้น Nama จะเปิดให้บริการเพียง 6 เดือนในแต่ละปีเท่านั้น (1 พ.ย.-31 เม.ย.) ซึ่งเราก็โชคดีมากที่ได้มาที่นี่ช่วงนี้พอดี และนี่ก็น่าจะเป็นประสบการณ์การรับประทานอาหารญี่ปุ่นริมทะเลอันดามันครั้งแรกของเราเลยครับ อาหารของ Nama เน้นวัตถุดิบที่นำเข้าจากญี่ปุ่นโดยตรง โดยเชฟจะให้ความสำคัญกับความสด และการดึงเอารสธรรมชาติที่ดีงามของวัตถุดิบแต่ละอย่างออกมาให้ได้มากที่สุด แม้จะปรุงน้อย แต่ความพิถีพิถันนั้นเข้มข้นมาก เราแอบเห็นเชฟบรรจงล้างและเช็ดผักสลัดทีละใบ เพื่อนๆน่าจะจินตนาการถึงความใส่ใจได้ไม่ยากใช่ไหมครับ Masumi Sake ก่อนจะไปถึงอาหาร เราแว่บไปเห็นเมนูสาเกแบรนด์ Aman เลยลองสอบถามพนักงานดู ได้ความว่าเป็นสาเกที่ Aman สั่งผลิตพิเศษโดยแบรนด์เก่าแก่อย่าง Masumi Sake ที่เมืองนากาโนะ โดยจะมีรสชาติกลมกล่อมดื่มง่ายเข้ากับอาหารได้ทุกอย่าง เราจึงจัดมา 1 ขวด และก็ไม่ผิดหวัง หอมและดื่มลื่นคอดีมากครับ สำหรับอาหารเราพยายามสั่งให้หลากหลายเพื่อเก็บภาพความอร่อยมาฝากกันครับ ตั้งแต่ สลัดปลาดิบ (Kaizen Salad) ซาชิมิรวม (Sashimi Moriawase) ซึ่งเชฟจะเป็นคนเลือกว่าในแต่ละวันปลาอะไรสดที่สุดก็จะจัดมากให้ครับ Amanpuri Roll ด้านในเป็นปลาโทโร่และแอมเบอร์แจ็คพร้อมกับไข่แซลมอน อาโวคาโด้และผักอื่นๆ เทมปุระรวม (Tempura Moriawase) ไปจนถึงเนื้อวากิวเกรดพรีเมี่ยม A5 ย่างถ่าน (Tokusen Wagyu) ก่อนจะตบท้ายด้วย Matcha Tiramisu แนะนำให้ค่อยๆตั้งใจทานทุกๆคำ เพื่อให้ต่อมรับรสได้สัมผัสกับความอร่อยสดจากธรรมชาติที่ผ่านการประคบประหงมมาอย่างดี Kaizen Salad Sashimi Moriawase Amanpuri Roll Tempura Moriawase Tokusen Wagyu Matcha Tiramisu Private Villas #23 และ #27 อิ่มท้องเรียบร้อยแล้ว เราพาเพื่อนๆเข้าไปชมโซน Private Villas ที่ Exclusive ที่สุดของ Amanpuri กันบ้างดีกว่า ต้องบอกว่าพิเศษจริงๆครับ เพราะโซนนี้ไม่ได้เปิดให้คนนอกเข้ามาได้ง่ายๆ และวันนี้เพื่อนๆจะได้ชมกันถึง 2 วิลล่า คือหมายเลข 23 และ 27 (จากทั้งหมด 44 วิลล่า) สำหรับความเลิศหรูของแต่ละวิลล่า เราขออนุญาตให้ภาพดำเนินเรื่องแทนนะครับ ในภาพรวม แต่ละ Villa นั้นมีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 3-9 ห้องนอน และเมื่อได้เข้ามาจริงๆแล้วต้องบอกว่าใหญ่กว่าที่เราจินตนาการไว้ค่อนข้างเยอะเลยครับ เพราะ 1 Villa = 1 Complex ส่วนตัวที่ประกอบไปด้วยอาคารย่อยๆอีกหลายหลัง ลดหลั่นกันลงมาตามแนวเชิงเขา 2-3 ระดับ พร้อมพื้นที่ส่วนกลางที่อาจจะมีทั้งสระว่ายน้ำ ลานอเนกประสงค์ ห้องรับประทานอาหาร หรือศาลาพักผ่อน ซึ่งแต่ละ Villa ก็มีความดีงามที่ไม่ซ้ำแบบกันเลย ไม่น่าเชื่อนะครับว่าโซน Private Villa นี้จะสามารถทวีกำลังความดีงามในทุกๆด้านขึ้นไปได้อีกหลายเท่าจากส่วนของรีสอร์ทด้านนอก และจากใจจริงก็คือหากเพื่อนๆมีกำลังทรัพย์และมากันหลายคน เราคิดว่าเช่าวิลล่าไปเลยคุ้มมากๆครับ เพราะจะได้รับประสบการณ์เหนือระดับชัดเจนทั้งวิวธรรมชาติที่สวยจับใจ พื้นที่ที่กว้างขวางพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันยิ่งกว่าที่บ้านของเราเองซะอีก การบริการแบบเฉพาะตัวซึ่งมีทั้ง Butler และ Chef ประจำที่วิลล่าให้เลย และที่สำคัญก็คือความเป็นส่วนตัวขั้นสุด ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมแขกระดับ VVIP ทั้งนักธุรกิจ นักการเมือง ไปจนถึงคนดังในวงการบันเทิงของโลกจึงต่างตกหลุมรัก Private Villa ที่ Amanpuri กันถ้วนหน้า Signature Thai Afternoon Tea ช่วงน้ำชายามบ่ายที่ Amanpuri นั้นแตกต่างจาก Afternoon Tea ขนบฝรั่งอย่างที่เราเห็นในโรงแรมทั่วๆไป เพราะที่นี่เน้นประสบการณ์ท้องที่แบบไทยๆ จึงเสิร์ฟเป็นขนมไทยและผลไม้สด โดยเฉพาะขนมครกที่ทำสดๆของอมันนั้นเป็นที่เลื่องชื่อฤาชาเป็นอย่างมากครับ เราชอบความหวานน้อยมากๆของขนมครก และถ้าเราอยากมีส่วนร่วมมากขึ้น ก็สามารถขอลองหยอดลองแคะขนมครกเองได้ด้วยนะครับ Afternoon Tea ของที่นี่นั้นจัดขึ้นริมสระน้ำสีดำของรีสอร์ท จึงมีอารมณ์ของความเป็น Pool Party ผสมอยู่ด้วย ทำให้บรรยากาศช่างดูมีชีวิตชีวาดีเหลือเกิน อย่าว่าแต่แขกต่างชาติที่ดูสนุกและตื่นเต้นกันมากเป็นพิเศษ คนไทยอย่างเราเองก็พลอยตื่นตาตื่นใจไปด้วยไม่แพ้กัน ส่วนเครื่องดื่มก็มีทั้งชาร้อนหลายชนิดและเครื่องดื่มสมุนไพรเย็นๆที่ช่วยคลายร้อนได้เป็นอย่างดีครับ Pansea Beach ก่อนจะไปเรื่องความงดงามของหาด ขอนอกเรื่องนิดนึงครับ เราชอบชื่อหาดพันทรี (พัน-ซี) มากเลยครับ เพราะฟังดูสละสลวยทั้งในภาษาไทยอ่านง่ายในแบบสากล ยิ่งการสะกดเป็นภาษาอังกฤษว่า Pansea แล้ว ยิ่งมีความหมายที่ดีมากเพราะคำว่า Pan เป็น Prefix ที่แปลว่า All (ทั้งหมด) ส่วนคำว่า Sea ก็คือทะเล เลยมีความหมายว่า หาดแห่งทะเลทั้งหมด หรือหาดแห่งทุกทะเล ซึ่งฟังดูดี๊ดีเนอะ หาดพันทรีอาจจะไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูนักในหมู่นักท่องเที่ยว เพราะหาดแห่งนี้เป็นไอเท่มลับของเกาะภูเก็ตเลยก็ว่าได้ ด้วยโขดหินทรงสวยที่กั้นทั้งฝั่งซ้ายและขวาของหาด ทำให้เป็นหาดปิดโดยธรรมชาติ ประกอบกับการที่มีเพียง 2 รีสอร์ทบนหาดนี้เท่านั้น คือ Amanpuri และ The Surin Phuket (ซึ่งเป็นรีสอร์ทในเครือเดียวกัน) จึงทำให้หาดพันทรีกลายเป็นหาดส่วนตัวไปโดยปริยาย แต่สิ่งที่ทำให้หาดส่วนตัวแห่งนี้กลายเป็นสวรรค์บนดินของแขกผู้มาเยือนก็คือความลงตัวของทุก Element ไม่ว่าจะเป็นน้ำสีฟ้าใสไล่โทนอ่อน-เข้มพร้อมอุณหภูมิที่กำลังสบายผิว ทรายที่ขาวละเอียดนุ่มเท้า ไปจนถึงความสมบูรณ์ใต้ทะเลที่มีทั้งฝูงปลาและแนวประการังให้เห็นได้ง่ายๆ วันนี้เราพาเพื่อนๆมาทำความรู้จักและ Appreciate หาดกันเบื้องต้นก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะมาลงไปเล่นกิจกรรมทางน้ำกันนะครับ Sunset Cocktail At The Lounge การที่ Amanpuri ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของเกาะภูเก็ตนั้นทำให้ภาพ Sunset กลายเป็นของขวัญอันงดงามที่แขกของรีสอร์ทจะได้รับทุกยามเย็น แปรเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาและสภาพอากาศ หลายเฉดสีทั้งฟ้า ส้ม ชมพู ม่วง จะผลัดเวรกันมาแต่งแต้มท้องฟ้าทั้งผืนให้กลายเป็นดั่งงานจิตรกรรมระดับมาสเตอร์พีซ ก่อนจะฉาบเบาๆด้วยสีทองอีกชั้นด้วยแสง Finale ของดวงอาทิตย์ และสำหรับเราแล้วช่วงตะวันลับขอบฟ้าจึงเป็นช่วงที่ดีที่สุดที่จะมานั่งจิบเครื่องดื่มแก้วโปรดที่ The Lounge พร้อมซึมซับเอาพลังดีๆเข้าสู่จิตใจก่อนจะมูฟไปดินเนอร์กันต่อไม่ว่าจะเป็นอาหารอิตาเลียนระดับ World Class ที่ Arva หรืออาหารไทยชั้นครูที่ Bua Bok ซึ่งเย็นนี้เราจะพาเพื่อนๆไปชิมอาหารไทยกันก่อนนะครับ Authentic Southern Thai Dinner at Buabok “บัวบก” คือห้องอาหารไทยอันเลื่องชื่อแห่ง Amanpuri นำเสนอรสชาติท้องถิ่นที่ถึงเครื่อง ละเมียดละไมทั้งในการคัดสรรวัตถุดิบและการปรุง เราเริ่มมื้อกันด้วยถุงทองคำเล็กๆเป็นดัง Amuse Bouche เวอร์ชั่นไทย เราสั่ง “เบือทอด” มาเป็นคอร์สเรียกน้ำย่อยตำรับภูเก็ต ซึ่งก็คือกุ้งและผักชุบแป้งผสมครื่องแกงทอด ตามด้วยยำมะม่วงปูนิ่มระนองรสจัดจ้านกลมกล่อม จานต่อมาเป็นเมนูที่เราสั่งแทบทุกครั้งที่มาก็คือแกงปูเส้นหมี่ เนื้อปูสดหวานอร่อย และน้ำแกงอร่อยเข้มข้นเหมือนเดิมครับ มีอาหารทะเลหลายจานแล้ว จานสุดท้ายเราจึงเลือกเนื้อวากิวไทยย่างบนเตาถ่าน จิ้มแจ่วรสแซ่บ เมนูของบัวบกนั้นหลากหลายครบทุกหมวดตั้งแต่ซุป สลัด จานเส้น แกง ไปจนถึงน้ำพริก ทำให้เราต้องใช้เวลาตัดสินใจอยู่พักใหญ่ ใครสนใจดูเมนูเต็มได้ที่นี่นะครับ www.aman.com ถุงทอง หลนปูนิ่ม แกงปูเส้นหมี่ ยำภูเก็ตกุ้งย่าง เนื้อย่างเตาไฟ ยํามะม่วงปูนิ่มระนอง เบือทอด Turn Down #1 เราค่อยๆอุ้มพุงกลมๆเดินกลับมาที่ห้อง ก็พบกับห้องที่ได้รับการ Turn Down พร้อมสรรพ ผ้าห่มถูกพับมุมแง้มเปิดให้เราเข้าไปซุกตัวได้โดยง่าย และที่ปลายเตียงก็มีเทียนในกะลามะพร้าววางไว้เป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆแทนการส่งยิ้มละไมให้แขกก่อนนอน ขยับมาที่โต๊ะมินิบาร์ก็มีอีก 1 เซอร์ไพร้ซ์เป็น Negroni ค็อกเทลคลาสสิคตำรับอิตาเลี่ยนเพื่อส่งเราเข้านอน โดยทางรีสอร์ทผสมและบรรจุขวดมาให้เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับผิวส้มสำหรับ Garnish ด้วย เพียงเราตักน้ำแข็งและรินลงแก้วก็จิบเพลินๆได้ทันที ขอบคุณสำหรับความใส่ใจในทุกๆบริการจริงๆครับ Bath Time! ตอนแรกเราก็กะจะอาบน้ำฝักบัวง่ายๆกัน แต่พอเดินผ่านอ่างอาบน้ำก็อดไม่ได้ที่จะแช่น้ำตีฟองนุ่มๆซักหน่อย ยิ่งถ้าได้แช่ไปจิบ Negroni ไปด้วยก็คงดีไม่น้อยเลย คืนนี้ทั้งสบายตัวและสบายใจ หลับปุ๋ยแน่นอนครับ แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะครับ Morning Sweat เราตั้งใจจะตื่นกันเช้าหน่อยเพื่อมาออกกำลังกายที่ยิมของรีสอร์ท ว่ากันว่ายิมที่นี่ยอดเยี่ยมทั้งเรื่องความครบครันทันสมัยของอุปกรณ์ และวิวทะเลสีครามแบบพาโนรามาเลย แล้วก็จริงทุกประการ ยิมที่นี่ดีมากจริงๆครับ ปกติแล้วคุณเฟิร์สเป็นคนขยันมากในเรื่องการออกกำลังกาย ส่วนเรา (เค้ก) ยอมรับเลยว่าขี้เกียจมากครับ แต่ยากที่สุดก็คือตอนเริ่มต้น พอเครื่องติดแล้วก็หยุดไม่ค่อยได้เหมือนกัน เราสองคนมาถึงเป็นคนแรกจึงเหมือนกับได้ยิมทั้งหมดเป็นของเราเอง ยกเว้นมีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลยิมอีก 1 คนเท่านั้น ตัวยิมมีทั้งหมด 2 ชั้นนะครับ ชั้นบนมีทั้งโซนเวทเทรนนิ่ง และโซนเครื่องออกกำลังไฟฟ้าซึ่งมีอุปกรณ์แทบทุกอย่างที่เราจะนึกออกในสภาพที่พร้อมใช้งานทั้งหมด ที่เหนือกว่ายิมที่อื่นก็ตรงที่มีน้ำเปล่าและผ้าขนหนูเตรียมไว้ให้ประจำทุกเครื่องเลย ส่วนชั้นล่างจะเป็นโซนต่อยมวย ห้องฝึกพีลาทีส และห้องล็อคเกอร์แยกชาย-หญิงครับ เราสามารถที่จะจ้าง Personal Trainer เพื่อดูแลเราโดยเฉพาะแบบที่ดารา Hollywood ที่มาพักที่นี่มักจะทำกันก็ได้นะครับ ;-) Breakfast At Buabok ออกกำลังกันจนเพลิน ดูนาฬิกาอีกทีก็เกือบหมดเวลาอาหารเช้าแล้ว เราจึงตัดสินใจแบกร่างพร้อมเหงื่อโทรมกายมุ่งหน้าไปที่ห้องอาหาร Buabok (ที่เราดินเนอร์กันไปเมื่อวาน) อีกครั้ง แต่คราวนี้เรามาเพื่อ Breakfast แบบอาลาการ์ทที่สั่งได้ไม่อั้น ระหว่างที่สายตาสแกนเมนูทั้งอาหารและเครื่องดื่ม เราก็เริ่มจดออร์เดอร์สิ่งที่อยากกินไว้ในใจ ปัญหาเดียวคือเราอยากลองหลายเมนูจนเราเองก็จำไม่หมด เราจึงค่อยๆเรียงลำดับใหม่ เริ่มจากเมนูที่เบาๆ พวกน้ำผักผลไม้ ไปจนถึงของ Healthy อย่าง Acai Bowl, Chia Pudding และ Vegan Scramble Toast เพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายได้ดูดซึมของดีเข้าไปก่อนที่จะไปลุยของหนักๆ ตั้งแต่เมนูพิเศษประจำวันอย่างข้าวมันไก่ โจ้กปลา ไข่ดาว เบค่อน ไข่เจียวปู (ใช่ครับมีให้เลือกในรายการอาหารเช้าด้วย) ไปจนถึงหมูปิ้งและครัวซองต์ สุดท้ายทุกอย่างก็รวมกันเป็นมื้อเช้าที่หนักมากกกกกกกกอยู่ดี :D เริ่มแล้วหยุดยากทุกทีเลย Taking A Stroll Around The Property หลังจากอาบน้ำแต่งตัวจนกลายเป็นลุคใหม่แล้ว เราก็เลยถือโอกาสเดินเล่นปล่อยใจฝันรอบๆรีสอร์ทเพื่อช่วยกระเพาะย่อยอาหารไปในตัว ใต้ร่มเงาต้นมะพร้าวที่สูงชะลูดนั้นทำให้อากาศไม่ร้อนอย่างที่คิด ยิ่งเราใช้เวลาอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรับรู้และเข้าใจความเป็น A Place Of Peace แห่งนี้ได้ลึกซึ่งยิ่งขึ้น เรารู้สึกว่าที่นี่เป็นความสมดุลพอดีระหว่างความดิบของธรรมชาติอันงดงามกับความดูแลเอาใจใส่อย่างมีระบบของมนุษย์ เราเห็นสนามหญ้าที่ได้รับการตัดแต่งจนเรียบร้อยสะอาดตา ในขณะเดียวกันก็เห็นนกกระยางบินลงมาเดินเล่นอยู่ในสนามนั้น เราเห็นทิวต้นมะพร้าวสีเขียวจำนวนนับไม่ถ้วน ตัดกับท้องฟ้าสีครามและปุยเมฆสีขาว ในขณะเดียวกันหลังคาเรือนไทยสีเทาพร้อมปันลมไม้สีน้ำตาลก็เสียดขึ้นแทรกอย่างถูกจังหวะและให้ความกลมกล่อมกับสายตาอย่างยิ่ง Shopping At The Retail Pavilion อาจารย์สถาปนิกชาวญี่ปุ่นชื่อก้องโลกอย่างคุณ Kengo Kuma นั้นได้รับมอบหมายจากทาง Aman ให้ช่วยดูแลงานออกแบบ Retail Pavilion ที่เพิ่งเปิดให้บริการในปี 2020 ที่ผ่านมานี่เอง ที่นี่เป็นเรือนขายสินค้าแบรนด์ Aman ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายทั้งในแบบ Leisure Wear และ Active Wear ไปจนถึงเครื่องหอมและเครื่องประทินผิว นอกจากนี้ยังมีงานฝีมือที่ทั้ง Unique และ Exotic ซึ่งทีมคัดสรรของ Aman ได้ไปเสาะแสวงหามาให้แขกได้เลือกซื้ออีกด้วย สินค้าด้านใน Retail Pavilion จึงมีความพิเศษ และหาซื้อที่อื่นได้ยาก เราเองก็อดไม่ได้ที่จะเลือก Shopping ของติดไม้ติดมือมาเล็กๆน้อยๆด้วยเช่นกัน Casual Lunch At Beach Terrace ขอเข้าประเด็นก่อนเลยครับว่า Amanpuri Wrap เป็นเมนูที่เราประทับใจมากในมื้อนี้ ถ้าได้มาที่นี่ อย่าลืมสั่งกันนะครับ ด้านในเป็นเหมือนทอดมันที่ไม่ใส่พริกแกงทำจากเนื้อกุ้งลายเสือกับเนื้อปลากะพงขาวเอามายีให้เป็นเนื้อเนียนผสมกัน ก่อนจะนำไปคลุกเกล็ดขนมปังทอด แล้วค่อยเอามาห่อกับส่วนผสมอื่นๆด้วยแป้ง Tortilla ที่จริงเมนูของ Beach Terrace มีให้เลือกหลากหลายมากครับเน้นเสิร์ฟอาหารที่เราคุ้นเคยทั้งไทยและต่างชาติ อร่อยง่ายๆ แต่มีการดัดบิด Twist ให้พิเศษมากขึ้น แต่เราผู้ที่กระเพาะยังไม่ทันว่างจากมื้อเช้าเลยเลือกสั่งอะไรที่ไม่หนักจนเกินไป จึงมาลงเอยที่ Wrap จานนี้ แกล้มกับ Brittany Sea Bass Tartare เสิร์ฟพร้อมซอส Citrus & Mint Sabayon และกะเพราเนื้อราดข้าวไข่ดาวกรอบๆ (แต่ไม่สุก) อิ่มอร่อยแบบ Comfort Food กันไปอีกมื้อครับ Spa & Hydro Facilities แค่ได้ยินคำว่า “สปา” ก็รู้สึกผ่อนคลายแล้ว และแน่นอนว่าวันนี้เราไม่ได้มานวดกันอย่างเดียว แต่เราได้จอง Hydro Facilities เอาไว้ 1 ชั่วโมงเต็มๆเพื่อช่วงเวลาส่วนตัวที่จะมีเฉพาะเราเท่านั้น ยอมใจกับการบริการแบบ Exclusive สุดๆของ Amanpuri จริงๆครับ Hydro Facilities นั้นก็คืออุปกรณ์บำบัดด้วยน้ำในรูปแบบและอุณหภูมิต่างๆ ตั้งแต่การแช่จากุซซี่ร้อนสลับกับการการจุ่มน้ำเย็นจัด เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและระบบอื่นๆในร่างกายอีกมากมาย ไปจนถึงการอบไอน้ำ อบซาวน่าทั้งแบบดั้งเดิมและแบบรังสี Infrared หลังจาก 1 ชม.เต็มๆกับการใช้งาน Hydro Facilities จนเราสบายตัวมากๆแล้ว เราก็พร้อมที่จะขึ้นเตียงให้พี่ๆ Therapist กดรีดกล้ามเนื้อกันต่อทันที ที่จริง Amanpuri มีเมนูสปาที่ตอบแทบจะทุกโจทย์เลย เราทั้ง 2 จึงเลือกนวดคนละแบบกัน คุณเฟิร์สเลือก Holistic Massage ที่ช่วยผ่อนคลายแบบองค์รวม และเน้นจุดที่มีปัญหาให้ด้วย ส่วนเรา (เค้ก) เลือกนวด Integrated Deep Tissue ซึ่งจะหนักกว่าเพราะเน้นการรีดแนวกล้ามเนื้อให้ถึงมัดลึก มีการผสมเทคนิคการนวดแผนไทยเข้าไปด้วยซึ่งเหมาะกับคนที่รู้สึกตึงเป็นพิเศษอย่างเรามากๆครับ การตกแต่งในห้องนวดนั้นสวยสง่าและสุขสงบตามสไตล์ของ Amanpuri ทุกกระเบียดนิ้ว ดนตรีที่เปิดคลอเบาๆนั้นให้ชวนให้เราผ่อนคลายได้ดีเยี่ยมจริงๆ อยากจะ Shazam เก็บไว้เปิดที่ห้องตอนนอนก็ดันลืมไปเสียสนิทเลย ทันทีที่พี่ Therapist เริ่มนวด เราก็สัมผัสได้ถึงความตั้งใจในควบคุมความเนิบ น้ำหนัก และการเคลื่อนมือลงบนร่างกายของเราในแต่ละจุด เจตจำนงของการดีไซน์การกดและรีดในแต่ละครั้งนั้นปรากฏเด่นชัดมากครับ แต่เราก็มีสติอยู่ไม่ได้นานหรอกนะครับ เพราะเผลอแป๊บเดียวเราก็ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว Surf the water and dive down under. เราใช้เวลาตลอดบ่ายกันที่สปา พอจบโปรแกรมนวดแดดก็เริ่มลดกำลังลงพอดี เราจึงต้องพยายามปรับโหมดอารมณ์ผ่อนคลายให้ไปสู่โหมดแอคทีฟกันอีกครั้ง เพราะเย็นนี้เราจะลงน้ำทะเลกันครับ และก็ไม่ได้ลงไปตัวเปล่านะครับ ที่ Amanpuri มีอุปกรณ์ทางน้ำให้แขกเล่นหลากหลายมาก ทั้งแบบ Manual ที่เราต้องออกแรงพายเองซึ่งสามารถใช้ได้ฟรี และแบบไฟฟ้าซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่ต้องบอกว่าคุ้มค่ามากครับเพราะเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ อุปกรณ์บางชิ้นนั้นเราแทบไม่เคยเห็นที่รีสอร์ทอื่นมาก่อนเลย เมื่อไปแอบถามก็ได้ข้อมูลมาว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าแปลกๆเหล่านั้นราคาหลายแสนต่อเครื่อง และวันนี้เราก็จะไปทดลองเล่น 2 ตัวด้วยกันครับ คือ eFoil เป็นบอร์ดไฟฟ้าที่พาเราเหินเหนือน้ำได้โดยไม่ต้องง้อคลื่น และ Seabob เครื่องยนต์เจ็ทที่ช่วยพาเราพุ่งไปในน้ำได้อย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นการว่ายแนวราบหรือดำดิ่งลงใต้น้ำ เริ่มที่ eFoil กันก่อนก็แล้วกัน เจ้ากระดานโต้คลื่นไฟฟ้าที่ไม่ง้อคลื่นนี้ เราสามารถจะนั่งหรือจะยืนก็ได้ และมีรีโมทให้เราปรับความเร็วได้ตามต้องการ และหากชำนาญมากๆก็สามารถบินเหนือน้ำได้ด้วยนะครับ แต่สำหรับครั้งแรกนี้ของเรา แค่ยืนบนบอร์ดได้เราก็พอใจมากๆแล้ว พอคาดหวังต่ำเราก็มักจะมีเรื่องให้เราเซอร์ไพร้ส์ตัวเองได้เสมอและในครั้งแรกนี้ นอกจากเราจะยืนได้แล้ว เรายังตีวงเลี้ยวในท่ายืนได้ด้วย 55555 ภูมิใจมากครับ ต่อให้มันอาจจะเป็นแค่การฟลุ้คก็ตาม เรียกได้ว่าสำเร็จเกินคาดครับ โต้คลื่นเหนือน้ำกันแล้ว ลงน้ำกันบ้างดีกว่า เราชอบชื่อ Seabob เป็นพิเศษเพราะฟังดูเหมือนชื่อตัวการ์ตูนน่ารัก เข้าถึงง่าย น้องเป็นเหมือนหัวมอเตอร์ไซค์ที่มีมือจับและปุ่มกดเร่งความเร็วได้ เราใช้เวลาทำความรู้จักกับน้องไม่นานก็เริ่มจับทางได้ ขั้นแรกเราต้องให้น้องพาเราพุ่งออกไปจากชายหาดซะก่อน และน้องก็แรงกว่าที่คิดครับ เป็นการเดินทางในน้ำที่สนุกมากทำให้เรารู้สึกราวกับเป็น Merman ที่ว่ายน้ำได้เร็วปรู๊ด เมื่อเข้าสู่ความลึกประมาณนึง เราจึงจะทดลองให้น้องพาดำลงไปใต้น้ำได้ ซึ่งสเต็ปนี้จะ Advanced กว่า เพราะต้องควบคุมลมหายใจดีๆ พร้อมกับต้องเคลียร์หูเป็นระยะๆ แม้เราจะเคยดำ Scuba มาก่อน แต่คราวนี้ไม่เหมือนกันเลย จึงต้องฝึกหน้างานกันพักใหญ่ หากใครเคยดำน้ำแบบ Free Dive มาแล้วน่าจะใช้ Seabob ดำน้ำเป็นง่ายกว่ากันเยอะเลย แต่สุดท้ายเราก็ทำให้น้องพาเราลงใต้น้ำจนได้ครับ ไม่น่าเชื่อว่าเพียงไม่ไกลจากหาด ใต้น้ำจะมีฝูงปลาและปะการังเยอะขนาดนี้ พี่เจ้าหน้าที่ที่มาประกบสอนเราบอกว่าวันไหนน้ำใส (วันที่เราไปน้ำค่อนข้างขุ่นจากฝนที่ตกไปก่อนหน้า) ยิ่งช่วงเช้าๆ ปลาจะเยอะกว่านี้มาก และแม้จะอยู่ใต้น้ำ Aman ก็ไม่หยุดซ่อนความประทับใจไว้ครับ เพราะที่พื้นทรายใต้ทะเลจะมีโลโก้ตัว A อยู่ด้วย เป็น Item ลับที่อยากให้เพื่อนๆไปลองดำหากันนะครับ Amanpuri Sea Platform อีกหนึ่ง Icon ของ Amanpuri ก็คือแพล็ตฟอร์มทรงกลมกลางทะเลที่ใครๆก็อยากจะมาถ่ายรูปกันโดยเฉพาะช่วงตะวันใกล้ตกดิน ข้างบนแพล็ตฟอร์มมีเตียงอาบแดดอยู่ 2 ตัว พร้อมกับน้ำดื่มและ Beach Towel เตรียมไว้ให้ แพล็ตฟอร์มนี้มาได้หลายวิธีไม่ว่าจะว่ายน้ำมา หรือใช้อุปกรณ์กีฬาทางน้ำของรีสอร์ทพายมาก็ได้ หรือถ้าไม่อยากออกแรงก็ขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยออกเรือมาส่งก็ได้เช่นกัน แต่ต้องขึ้นอยู่กับจังหวะคลื่นลมในทะเลด้วยนะครับ การเดินทางมายากนั้นมีข้อดีนะครับ เพราะทำให้คนมาน้อย และหากเราหาจังหวะดีๆ ก็อาจจะได้ทั้งแพล็ตฟอร์มเป็นของเราเองเลย จะกระโดดตู้มลงไปว่ายน้ำกับฝูงปลา หรือจะนอนอาบแดดชิลๆ หรือจะแค่ไปโพสท่าสวยๆถ่ายรูปอวดเพื่อนๆก็ทำได้เต็มที่เลย ถ้าไปดูตะวันตกดินก็อย่าลืมเผื่อเวลากลับด้วยนะคับ เดี๋ยวจะมืดซะก่อน Italian Dinner At Arva วันนี้เป็นวันที่แน่นไปด้วยกิจกรรมพิเศษ และดินเนอร์มื้อนี้ของเราก็พิเศษมากเช่นกัน หลังจากอาบน้ำแต่งตัวกันใหม่ (อีกรอบ) เราก็เดินมารับประทานมื้อค่ำกันที่ Arva แบรนด์ร้านอาหารอิตาเลียนที่มีอยู่ใน Aman อีกหลายแห่งในโลก ไม่ว่าจะเป็น Aman Venice, Aman Tokyo, Aman Sveti Stefan (มอนเตเนโกร), และ Amanyangyun (เซี่ยงไฮ้) Arva แปลว่า ดินแดนที่ถูกเพาะปลูก ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากขนบการเข้าครัวของชาวอิตาเลียนตอนใต้ที่จะไปเก็บเกี่ยวเอาพืชผลสดๆมาจากฟาร์มหรือป่าเขาไปจนถึงท้องทะเลในละแวกนั้น เพื่อมาปรุงแบบตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน จนกลายเป็นอาหารที่ช่วยเยียวยาจิดใจมื่อได้ลิ้มลอง ระหว่างที่เรากำลังสำรวจเมนูกันอย่างขะมักเขม้น พนักงานชาวตุรกีจาก Amanruya ผู้ย้ายมาศึกษางานที่ Amanpuri ชั่วคราว ก็นำ Grissini และ Foccacia มาเสิร์ฟให้เรากินเล่นกันไปพลางๆ แต่เมื่อเราได้ลิ้มรสเนื้อนุ่มๆและกลิ่นหอมของขนมปัง Foccacia ก็ตกหลุมรักแบบ Love at first bite ทันที จนเผลอกินเกือบหมดก้อนเลย นอกจากนี้ยังมี Amuse-Bouche เป็น Tartare ปลาเนื้อขาวคำเล็กๆซึ่งอร่อยมากเช่นกัน Tartare Granchio Avocado E Lattuga (สลัดปูอาโวคาโด้) Vitello Tonnato (เนื้อลูกวัวซูวีดสไลซ์บางๆราดด้วยซอสทูน่า) เราเริ่มสั่ง Antipasto มาคนละจาน เราเลือกเป็น Granchio Avocado E Lattuga (สลัดปูอาโวคาโด้) กับ Vitello Tonnato (เนื้อลูกวัวซูวีดสไลซ์บางๆราดด้วยซอสทูน่า) ซึ่งเราไม่เคยลองมาก่อนและเป็นจานแนะนำด้วย พนักงานบอกว่าถ้าใช้ Foccacia ปาดซอสทูน่าจะอร่อยมากๆ แต่เรากินขนมปังไปจนเกือบหมดก่อนหน้านี้แล้ว พนักงานจึงเอามาเติมให้ ซึ่งเราทั้งดีใจและรู้สึกผิดต่อพุงไปพร้อมๆกัน Linguine Astice Merluzza Ceci & Salsa Verde จานหลักของเราเป็น Linguine Astice (เส้นลิงกวินี่ที่ทำจาก Durum Wheat สายพันธุ์เดี่ยวจากเมือง Puglia ผัดกับบลูล็อบสเตอร์จาก Brittany ฝรั่งเศสในซอสมะเขือเทศรสเผ็ดเล็กน้อย) และ Merluzza Ceci & Salsa Verde (ปลาคอดจาก Brittany นึ่งเสิร์ฟกับซอสเขียวที่ทำจากถั่วลูกไก่ พาร์สลีย์ แองโชวี่ส์และกระเทียม) รสชาติอร่อยง่ายๆไม่ซับซ้อน แต่อบอุ่นหัวใจครับ Tiramisu Lemon Tart Peppermint Tea คอร์สสุดท้ายคือเมนู Dolci ของหวานคลาสสิค เราเลือก 2 รสชาติที่คอนทราสต์กันครับ จานแรกคือ Tiramisu ของโปรดที่เราสั่งเวลาไปร้านอิตาเลียนทุกที่ ของที่ Arva นั้นหนักแน่นในรสชาติทว่าเบานุ่มในเนื้อสัมผัส จึงเพอร์เฟ็คท์มากๆเลย ส่วนอีกจานก็คือ Lemon Tart เสิร์ฟพร้อม Sorbet รสเปรี้ยวหวานสดชื่นตัดเลี่ยนได้ชะงัดมากๆ และก็เช่นเคยครับ เราตบท้ายมื้อจริงๆกันด้วยชาร้อนๆ คุณเฟิร์สเลือกชาตะไคร้ ส่วนเราเลือก Peppermint Tea เช่นเคย ซึ่ง Amanpuri เสิร์ฟชามาพร้อมกับน้ำผึ้งป่าด้วย มื้อนี้อิ่มเอมเปรมปรีดิ์ทั้งพุงและหัวใจเลยครับผม Library ตอนแรกกะว่าจะเดินกลับห้องกันเลย แต่อีกใจก็อยากจะเดินย่อยซักหน่อย มีอีกจุดหนึ่งที่เรายังไม่ได้พาเพื่อนๆไปดูเลย นั่นก็คือห้องสมุด ที่แขกสามารถเข้ามาใช้พื้นที่อ่านหนังสือ นั่งพักผ่อน หรือจะนัดประชุมงานทั้งแบบ Online หรือ Offline ก็ได้ พื้นที่ภายในค่อนข้างกว้างขวางมากครับ แต่คนเข้ามาใช้ไม่เยอะ จึงมีมุมส่วนตัวให้จับจองได้สบายๆ ส่วนหนังสือที่มีอยู่ก็น่าสนใจเยอะแยะเลย ส่วนมากจะเน้นประเภทงานออกแบบ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม Turn Down #2 เรือนพักหมายเลข 906 ที่รัก เรากลับมาแล้วววว โปรแกรมสำหรับวันนี้จบลงด้วยดี ถือว่าเป็นอีกวันที่ Productive สุดๆ ไม่น่าเชื่อว่าพรุ่งนี้ก็ถึงเวลาต้องเช็คเอาท์แล้ว ค่ำคืนนี้ห้องของเราได้รับการ Turn Down พร้อมนอนเช่นเคย แต่เซอร์ไพร้ส์วันนี้จัดเต็มกว่าเดิมไปอีก ทีม Housekeeping ได้ยกกระถางกล้วยไม้กลางห้องน้ำของเราออกไป แล้วแทนที่ด้วยกระถางใหม่ที่จัดแสดงด้วยกิ่งไม้ห้อยด้วยช็อคโกแลตโลโก้ Aman และแอลมอนด์ อีกหนึ่งความประทับใจที่เราลืมบอกไป ก็คือการที่พนักงานช่วยจัดเรียงของที่เราอาจจะวางระเกะระกะ ให้เป็นระเบียบสวยงาม แม้กระทั่งสายชาร์จโทรศัพท์ก็มีการจัดระเบียบและมัดด้วยถามมัดแบรนด์ Amanpuri ด้วย ยิ่งไปกว่านั้นหากเพื่อนๆขับรถมา ทางรีสอร์ทจะล้างรถให้เมื่อเช็คเอ้าท์ด้วยนะครับ เมื่อสิ่งเล็กๆน้อยๆต่างๆเหล่านี้มาประกอบรวมกัน ความแตกต่างในวิถีแบบ Aman จึงปรากฏเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ยังไงวันนี้เราขอตัวไปนอนก่อนนะครับ พรุ่งนี้เรายังเหลือกิจกรรมอีกอย่างหนึ่ง ยังไม่บอกว่าคืออะไร ไว้ไปดูกันพรุ่งนี้เช้าครับ Tennis At Ten เราติดใจยิมของ Aman มากเลยคับ ตอนแรกก็อยากจะกลับไปใช้บริการอีกครั้ง แต่นึกขึ้นได้ว่ามีอีกหนึ่งกิจกรรมออกกำลังกายที่เรายังไม่ได้สัมผัสเลย นั่นก็คือการเล่นเทนนิสนั่นเองซึ่งเป็นกีฬาที่เราเคยเล่นมาบ้างในวัยเด็กและครั้งล่าสุดที่เราได้ตีเทนนิสมาก็หลายปีมาแล้ว โดยสรุปก็คือตอนนี้เราก็เป็นมือใหม่ดีๆนี่เอง แต่ไม่ต้องห่วงเลยครับเพราะที่ Amanpuri มีหนุ่มมือโปรเทนนิสชาวฝรั่งเศสสุดหล่อ คุณ Philippe หรือเรียกสั้นๆว่าคุณ Phil มาช่วยฝึกสอนให้ เพียงแค่เราจองเวลาล่วงหน้ากันก่อนนะครับ คุณ Phil ใจเย็นกับเรามากครับ ตีโดนลูกบ้าง ไม่โดนบ้าง ติดเน็ตบ่อย ออกสนามเป็นว่าเล่น แต่คุณ Phil ก็ยังคงยิ้มสนุกไปกับเราด้วย แถมยังสอนเทคนิคต่างๆเพิ่มให้เราตลอด แต่ไม่ว่าเราจะตีเทนนิสแย่ขนาดไหน แต่สุดท้ายแล้วเหงื่อที่เปียกชุ่มก็เป็นหลักฐานยืนยันได้ถึงการได้ออกกำลังกายอย่างเต็มที่มากๆครับ Late Check-Out เราเหลือเวลาอยู่ที่ Amanpuri อีกไม่นานแล้ว แต่เราทำเรื่องขอ Late Checkout ไว้ ซึ่งก็โชคก็เข้าข้างครับ เพราะยังมีห้องว่างอยู่ ทางรีสอร์ทจึงอนุญาตให้เราพักผ่อนต่อได้ถึง 14:00 น. เราจึงมีเวลาที่จะเตรียมตัว อาบน้ำ เก็บของแบบได้แบบสบายๆ นอกจากนี้แล้วเรายังมีเวลาที่จะได้นั่งทบทวน และสรุปความประทับใจทั้งหมดที่เรามีต่อ Amanpuri กันที่ศาลาหน้าเรือนของเรากันอีกด้วย Wrapping Up Our Stay ระหว่างมื้ออาหารกลางวันที่ Beach Terrace เมื่อวาน คุณ Mirko Radulovic ผู้จัดการ F&B ของ Amanpuri เดินเข้ามาทักทาย เราจึงพูดคุยกันถึงแบรนด์ Aman ซึ่งกำลังเติบโตในระดับโลกอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่ม City Hotels ที่กำลังเกิดขึ้นทั้งที่ Tokyo, New York รวมถึงกรุงเทพฯของเรา คุณ Mirko บอกว่าเขาหวังว่าทางแบรนด์จะประสบความสำเร็จในการนำ “Spirit Of Aman” ไปยังทุกๆโลเคชั่น เราจึงถามกลับไปว่า แล้วอะไรล่ะคือ Spirit Of Aman คุณ Mirko ตอบกลับมาด้วยความมั่นใจในทันทีว่า “Peace” ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความสงบ” ในใจนั้นเป็นหนึ่งในสิ่งสูงสุดที่มนุษย์ทุกคนต้องการ และ Aman ก็พยายามจะตอบโจทย์สุงสุดนี้ แต่การจะประกอบกิจการระดับ Ultra-Luxury เพื่อทำให้คุณค่านามธรรมอย่าง “ความสงบ” เป็นสิ่งที่ลูกค้าจับต้องสัมผัสได้นั้นดูไม่ง่ายเลย เพราะด่านที่อยู่ก่อนความสงบนั้น ก็คือ “ความวางใจ” โดยสมบูรณ์จากลูกค้า นอกจากสภาพแวดล้อมที่สวยงามดีต่อใจอย่างยิ่งแล้ว Aman ยังได้ใช้เวลาไปกับการสร้าง “ความวางใจ” ผ่านการบริการจากมนุษย์สู่มนุษย์ปีแล้วปีเล่า ขัดเกลาทุกรายละเอียดจนเกิดเป็นวิถีชีวิตบางอย่างที่ค่อยๆดึงดูดผู้คนให้กลายมาเป็นสาวกซึ่งค่อยๆเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นคำเฉพาะที่ใช้เรียกผู้คนที่หลงไหลความเป็น Aman เหล่านี้ว่า Aman Junkie เราไม่รู้หรอกว่า Aman มีวิธีการอะไรอย่างไรบ้าง แต่สุดท้ายแล้ว “ความสงบ” ก็คือสิ่งที่เรารู้สึกได้ในขณะที่นั่งอยู่ ณ ศาลาพักผ่อนหน้าเรือนพักของเรานี้ เราเองก็เริ่มสงสัยว่าหรือว่าก็กำลังจะกลายเป็น Aman Junkie ไปกับเค้าด้วยหรือเปล่า หากจิตวิญญาณของ Aman คือ “ความสงบ” อันมีพื้นฐานมาจาก “ความวางใจ” ของลูกค้าที่ได้จมจ่อมลงไปในประสบการณ์ที่มีมาตรฐานสูงเกินคาด บางทีสิ่งนี้อาจจะเป็นสิ่งเดียวกันกับจิตวิญญาณแห่งความลักชูรี่ทั้งหมดก็เป็นได้ #LetsHoparound #AMANPURI โปรโมชั่นพิเศษ AMANPURI CLOSER TO HOME #สุดยอดดีลพิเศษ กับรีสอร์ทหรู 𝗔𝗠𝗔𝗡𝗣𝗨𝗥𝗜 ภูเก็ต จุดเริ่มต้นของ 𝗔𝗠𝗔𝗡 แบรนด์ระดับ 𝗨𝗹𝘁𝗿𝗮-𝗹𝘂𝘅𝘂𝗿𝘆 เริ่มต้นเพียงคืนละ 𝟭𝟳,𝟬𝟬𝟬++ **พิเศษสุดๆ** สำหรับชาว Hoparound.co โปรดแจ้ง Code: HOP AROUND เพื่อรับราคาและสิทธิ์พิเศษ อัตราค่าห้องพักพิเศษเฉพาะ Hoparound.co : ⛱ เริ่มต้นที่ 𝟭𝟳,𝟬𝟬𝟬++ สิทธิพิเศษเฉพาะ Hoparound.co : 𝟭. อาหารเช้า ณ พาวิลเลียน หรือ ห้องอาหารบัวบก สำหรับ 𝟮 ท่าน 𝟮. บริการรถรับส่งสนามบินไป – กลับจากอมันปุรี เมื่อสำรองห้องพาร์เชียลโอเชียล พาวิลเลียน เป็นต้นไป 𝟯. ชุดน้ำชา เครื่องดื่มพิเศษประจำวันและขนมครกยามบ่าย 𝟰. มินิบาร์ (เติมให้วันละ 𝟭 ครั้ง) 𝟱. บริการอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมทางน้ำ (สำหรับเครื่องเล่นชนิดที่ไม่มีเครื่องยนต์) 𝟲. โปรดสำรองห้องพักอย่างต่ำ 𝟮 คืนเพื่อรับข้อเสนอดังกล่าว 𝟳. ระยะเวลาในการจองและเข้าพัก: วันนี้ - 𝟯𝟭 มีนาคม 𝟮𝟱𝟲𝟲 𝟴. อัตราค่าห้องพักอาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตขึ้นอยู่กับนโยบายของอมัน เรทสุดคุ้มและให้เยอะแบบนี้ บอกได้คำเดียวว่า “ดีที่สุด” ในรอบ 𝟯𝟰 ปี ตั้งแต่ 𝗔𝗠𝗔𝗡 เริ่มก่อตั้งมาเลย ใครที่หมายปองความสงบหรูหราหาที่เปรียบไม่ได้ในแบบ 𝗔𝗠𝗔𝗡 นี่คือโอกาสทองที่เกิดขึ้นยากกว่าสุริยุปราคาเต็มดวงซะอีก จองเลยไม่ต้องรอ!!! สำรองห้องพัก: โทร 𝟬𝟳𝟲-𝟯𝟮𝟰𝟯𝟯𝟯 อีเมล 𝗮𝗺𝗮𝗻𝗽𝘂𝗿𝗶𝗿𝗲𝘀@𝗮𝗺𝗮𝗻.𝗰𝗼𝗺 𝗟𝗶𝗻𝗲: 𝗵𝘁𝘁𝗽𝘀://𝗹𝗶𝗻.𝗲𝗲/𝗽𝗙𝟲𝟭𝗛𝟱𝗨
- AMANPURI อมันปุรี The Original Aman
AMANPURI อมันปุรี The Original Aman ป่ะ! ไป #hop ชมรีสอร์ทหรูระดับ Ultra-Luxury ที่ Amanpuri ภูเก็ตกัน ที่นี่คือรีสอร์ทแห่งแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นของ Aman แบรนด์ที่พัก Exclusive ที่เลอค่าที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก และรีสอร์ทหรูแห่งนี้ยังเป็น Flagship Property ของแบรนด์ที่พิเศษสุดๆอีกด้วย Aman (แปลว่าความสงบในภาษาสันสกฤติ) ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์ Hospitality สุดหรูที่มีโอกาสต้อนรับแขก A-list ทั่วโลกอยู่บ่อยๆเท่านั้น แต่ทุกๆ Property ของ Aman นั้นตั้งอยู่ในทำเล Exclusive ที่คัดสรรมาอย่างดีทั่วโลก ทั้งที่อยู่แนบชิดกับธรรมชาติที่งดงามตระการตา หรือเป็นสถานที่ทรงคุณค่าทางประวัติของแต่ละถิ่นที่ ทำให้ Aman เป็นมากกว่าที่พักสวยหรูทั่วๆไป แต่เป็นจุดหมายปลายทางที่หลายคนใฝ่ฝันว่าจะต้องไปเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิตเพื่อลิ้มรสความสมบูรณ์แบบในทุกๆองค์ประกอบของความเป็นสถานที่แห่งความสุขสงบเหนือระดับ Exclusive Rate for Hoparound.co Fans ! ! ราคาพิเศษเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น!! ตั้งแต่โลเคชั่นที่งดงามทรงคุณค่าและเป็นส่วนตัวขั้นสุด งานสถาปัตยกรรมที่ผสานเสน่ห์วัฒนธรรมของสถานที่นั้นๆ ให้เข้ากับความสะดวกสบายตามวิถีชีวิตสมัยใหม่ได้อย่างมีรสนิยม การบริการอันดีเยี่ยมไร้ที่ติ และที่เหนือชั้นในการฝึกอบรมทีมมากๆก็คือการแสดงออกถึงความจริงใจของพนักงานทุกคนที่เราสัมผัสได้จึงทำให้ไม่รู้สึกเกร็งใดๆเลย รวมไปถึงการสนับสนุนให้แขกได้ตักตวงเอาประสบการณ์ดีๆจากแต่ละโลเคชั่นให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะในรูปแบบของกิจกรรมที่ยูนีคและหลากหลาย หรือการช่วยให้แขกได้ออกไปสัมผัสกับวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนจริงๆอย่างไม่เคอะเขิน ทั้งหมดนี้รวมเป็นความ Luxury ที่แท้จริงที่ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องของ “มูลค่า” แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณค่า” และการส่งมอบพลังอันดีงามจาก Aman ไปสู่แขกเพื่อให้บรรลุถึงความสุขสงบสมกับความหมายของชื่อแบรนด์ และที่น่าดีใจก็คือแบรนด์รีสอร์ทระดับท็อปของโลกอย่าง Aman นี้มีจุดเริ่มต้นที่แหลมเล็กๆที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของต้นมะพร้าวริมทะเลฝั่งตะวันตกของเกาะภูเก็ตบ้านเรานี่เอง Amanpuri แปลว่า Place of Peace หรือสถานที่แห่งความสงบ และจากประสบการณ์ตรง 3 วัน 2 คืนของเราที่นี่ มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ แม้จะมีอายุถึง 32 ปีแล้ว แต่ทุกตารางนิ้วของที่นี่ก็ได้รับการดูแลอย่างยอดเยี่ยม และยังคงเปี่ยมด้วยเสน่ห์และรสนิยม เรือนที่พักสำหรับแขกจร (Guest Pavilion) ประมาณ 40 หลัง และวิลล่าที่มีเจ้าของซื้อขาดอีกประมาณ 47 หลัง ถูกออกแบบให้เป็นเรือนทรงอยุธยาโดยสถาปนิกชื่อดัง Ed Tuttle แม้จะมีอาคารเดี่ยวอยู่เป็นจำนวนมาก แต่การจัดวาง landscape และการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบนั้นทำให้เรารู้สึกถึงความสงบและเป็นส่วนตัวท่ามกลางแมกไม้ และต้นมะพร้าวจนน่าประทับใจ ระหว่างเดินทางบนรถลิมูซีนของ Aman ที่ไปรับเรามาจากสนามบิน เราพยายามมองหาป้าย Amanpuri ระหว่างทาง แต่ก็ไม่เห็นเลย เราจึงไม่แน่ใจว่าเราใกล้ถึง Amanpuri แล้วหรือยัง แต่จู่ๆรถลิมูซีนของเราก็จอดลงอย่างนุ่มนวล และทันทีที่เราก้าวเท้าลงจากรถ เสียงฆ้องก็ดังกังวาลขึ้นเพื่อต้อนรับการมาถึงของเรา ทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นดาราฮอลลีวู้ดทั้งหลายที่เคยเป็นแขกที่นี่ ไม่ว่าจะเป็น Leonardo DiCaprio, Tom Cruise หรือแม้กระทั่ง Beyonce ที่เข้ามาใช้บริการอยู่หลายครั้ง จากนั้นรถรับ-ส่งภายในรีสอร์ทก็มารับช่วงต่อเพื่อพาเราไปเข้าเช็คอินที่ Partial Ocean Pool Pavilions ของเราได้เลย โดยไม่ต้องเช็คอินที่ล็อบบี้เหมือนโรงแรมทั่วไป Partial Ocean Pool Pavilions แบบ 2 ห้องนอน หลังจากที่ Porter ทั้ง 3 คนช่วยยกสัมภาระของเราเข้าที่พักซึ่งมีลักษณะเป็นเรือนคู่สไตล์อยุธยาที่พร้อมสรรพไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกแล้ว พนักงานต้อนรับอีกคนก็เข้ามาช่วยเรากรอกเอกสารในการเช็คอิน พร้อมกับแนะนำรายละเอียดต่างๆของ Pavilions ของเรา เริ่มตั้งแต่บริเวณด้านนอกซึ่งมีทั้งสระว่ายน้ำพร้อมเตียงอาบแดดส่วนตัว และศาลานั่งเล่นส่วนตัวอีก 2 หลังสำหรับแขกในเรือนนอนแต่ละเรือน ด้านบนโต๊ะก็มีจดหมายจากทีมงานน่ารักๆ พร้อมช็อกโกแลตสุดอร่อย (เราประทับใจที่นี่มากจนกลับมาซ้ำรอบ 2) ที่พักเราเป็นแบบ 2 ห้องนอน ซึ่งแยกกันอยู่ในเรือน 2 เรือนติดกัน เรือนละ 1 ห้องนอน และมีสะพานเชื่อมไปมาหาสู่กันได้) ส่วนภายในเรือนนอนแต่ละหลังก็เป็นห้องนอนที่ดูกว้างขวาง มีสมาร์ททีวีขนาดใหญ่ซ่อนอยู่หลังบานเลื่อนไม้ อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ตู้เซฟ ระบบอิเล็คโทรนิคทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นหลอดไฟ แอร์ ทีวี นาฬิกาปลุกนั้นสามารถควบคุมด้วย iPad และยังใช้สั่ง Room Service และอ่านนิตยสารได้อีกด้วย หากต้องการความสดชื่นก็มีน้ำตะไคร้เป็น Welcome Drink ให้เราบริการตัวเองได้เลย ส่วนผลไม้ ขนม ชา กาแฟ (แบรนด์ illy) และเครื่องดื่มในตู้เย็นที่วางไว้ก็สามารถหยิบทานได้ตามสบายและมาเติมให้ทุกวันโดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม และที่สำคัญสำหรับชาว Hoparound.co รับฟรี! In-room Cocktail Session for Two ทันที!! (เมื่อทำการจองผ่านอีเมลหรือโทรศัพท์โดยตรงกับทางโรงแรมแล้วแจ้ง โปรโมชั่นโค้ด Hop Around) ที่ขนาดใหญ่กว่าห้องนอนก็คือห้องน้ำซึ่งมาพร้อมกับอ่างอาบน้ำแบบฝังบนพื้นไม้ยกระดับ แยกโซน Shower และโซนชักโครกต่างหากเป็นสัดส่วน มีผ้าขนหนูทั้งเช็ดหน้า เช็ดตัว รองเท้าใส่ในห้อง รองเท้าแตะใส่ไปหาด หมวกแก๊ปกันแดด กระเป๋าชายหาด ไปจนถึงเสื่อโยคะ สำหรับเครื่องประทินผิวนั้นเป็นของแบรนด์ Aman Skincare โดยเฉพาะ และมีให้ครบครันตั้งแต่ครีมอาบน้ำ เกลือขัดผิว สบู่ก้อนล้างมือ และโลชั่นบำรุงผิว โดยที่ของเหลวทุกอย่างจะถูกบรรจุไว้ในขวดเซรามิคเพราะ Aman มุ่งมั่นที่จะจำกัดการใช้พลาสติกให้น้อยที่สุด สำหรับรอบที่สอง เราเลือกนอนห้องแบบ Ocean Pool Pavilion มีสระว่ายน้ำ วิวทะเล ได้เวลามื้อเที่ยงพอดี เราสั่ง Room Service จากห้องอาหารไทย Buabok มาภูเก็ตทั้งทีเราจึงสั่งเมนูอาหารใต้มาประเดิมมื้อแรกกันก่อนด้วยหมี่สะปำ แกงเหลือง คั่วกลิ้ง และหมี่หุ้นแกงปูใบชะพลู โดยทาง Aman นำมาเสิร์ฟให้ถึงศาลาริมสระส่วนตัวของเราเลย ยิ่งกว่านั้นเชฟกรรณิการ์ประจำห้องอาหาร Buabok ก็ให้เกียรติมาอธิบายอาหารแต่ละจานด้วยตัวเองทำให้เราประทับใจมาก รสมือของเชฟนั้นเข้มข้นถึงเครื่องแบบกลมกล่อมพอดี และที่สำคัญคือวัตถุดิบนั้นสดและคุณภาพดีจริงๆ นั่งชิลรับประทานมื้อเที่ยงสไตล์ไทยๆที่ Beach Terrace สำหรับรอบที่สองที่เราได้ไปเยือนอมันปุรี เราได้ลองไปชิมอาหารที่ Beach Terrace ติดริมหาดพันทรี บอกเลยว่ารสชาติอร่อยถึงเครื่องไม่แพ้กัน แถมบรรยากาศก็ฟินอีกด้วย หาดพันทรี (Pansea Beach) หาดส่วนตัวของ Aman ที่สงบและงดงาม อิ่มอร่อยกันจนพุงกางแล้วเราจึงไปเดินเล่นริมหาดพันทรี (Pansea Beach) หาดส่วนตัวของ Aman ที่งดงามและลงตัวด้วยองค์ประกอบต่างๆ ทั้งทรายที่ขาวละเอียดเหมาะแก่การนอนอาบแดด น้ำทะเลใสไล่เฉดสีเขียวอมฟ้าแกมน้ำเงิน ต้นมะพร้าวสูงลิ่วยืนตระหง่านเรียงรายอยู่ริมหาด แม้กระทั่งโขดหินธรรมชาติก็ตั้งประดับอยู่อย่างเหมาะเจาะ ทำให้บรรยากาศดูสงบสวยงามจริงๆ นอกจากจะมีพนักงานที่คอยให้บริการอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ยังมีกิจกรรมทางน้ำแทบจะทุกรูปแบบให้เลือกเล่นได้ด้วยเช่น ตั้งแต่ของเบสิคอย่างคายัค จักรยานน้ำ ซีบ๊อบ เจ็ทสกี ฟลายบอร์ด สกูบา ไปจนถึงคลาสโยคะบนแพดเดิ้ลบอร์ด และคลาสสอนบังคับเรือใบเลยทีเดียว บันไดทางลงหาดก็เป็นอีกมุมที่มีเสน่ห์มากๆของที่นี่ Retail Pavilion ร้านรวมสินค้าที่คัดสรรโดย Aman ออกแบบโดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่นผู้เลื่องชื่อ Kengo Kuma สิ่งหนึ่งที่เราตื่นตามากก็คือ Retail Pavilion คอนเส็ปต์ใหม่ของ Aman ซึ่งมีที่ Amanpuri เป็นที่แรกในโลก ร้านรวมสินค้าดีไซน์ระดับแห่งนี้ออกแบบโดย Kengo Kuma สินค้าทุกชิ้นในร้านล้วนเป็นผลงานที่ทีมคัดสรรของ Aman ได้ออกไปหยิบเลือกเอามาจากทั่วโลก และหลายๆชิ้นก็ผลิตขึ้นให้กับ Aman เท่านั้นโดยเป็นการร่วมมือกันของ Aman กับศิลปินทั้งโลคอลและอินเตอร์ มีตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องประดับ สกินแคร์ งานฝีมือ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ของแต่งบ้าน หลังจากที่สำรวจรีสอร์ตมาทั้งวัน ก็ถึงเวลากลับห้องพัก และก็พบกับของขวัญเซอร์ไพรส์ในคืนแรกวางอยู่บนเตียงเป็นกางเกงเล เช้าวันที่สองเริ่มต้นที่ห้องอาหารไทย Buabok กับขนมจีนน้ำยาปูและเมนูเพื่อสุขภาพมากมาย สำหรับเช้าวันที่สอง หัวใจเราโหยหาอาหารสไตล์ภูเก็ตอีกครั้ง ทางรีสอร์ทจึงเสิร์ฟขนมจีนน้ำยาปูและมีไข่เจียวปูแน่นๆ เป็นเบรคฟัสต์ปักษ์ใต้เพื่อสนองนี้ดของเรา ความจริงแล้วที่ Aman ยังมีห้องอาหารญี่ปุ่น Nama (ยังไม่กลับมาเปิดให้บริการในช่วงที่เราไป) และห้องอาหารอิตาเลียนที่ชื่อว่า Arva ด้วย เราจึงเลือกรับประทานอาหารอิตาเลียนเลิศรสในมื้อเย็นของเมื่อวานไป แต่เนื่องจากบรรยากาศค่อนข้างมืดเราจึงไม่ได้ถ่ายรูปมาฝากกัน Water sports at AMANPURI เรามาลองเล่น Fliteboard eFoil เซิร์ฟบอร์ดแบบใหม่ที่สามารถเล่นได้ไม่จำเป็นต้องอาศัยคลื่น เพียงแค่เรายืนบนบอร์ดหรือนั่ง แล้วใช้การบิดไหล่เพื่อเลี้ยวเท่านั้น ใต้บอร์ดจะมีใบพัดคอยควบคุมโดยเราต้องถือรีโมทเพื่อบังคับความเร็วของใบพัด ความเร็วสูงสุดประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (เร็วมากๆ) เครื่องเล่นนี้มีเฉพาะที่ Amanpuri เท่านั้น ใครมาที่นี่เราแนะนำให้เล่น eFoil ครับ เพราะสนุกและคุ้มมาก จากนั้นเราก็แวะว่ายน้ำ อาบแดดที่ Main Swimming Pool ของรีสอร์ต จิบชาพร้อมขนมครกที่ริมสระ ตกบ่ายแก่ๆ ช่วงเวลาประมาณ 4-5 โมงเย็นบริเวณริมสระส่วนกลางก็จะมีขนมครก ขนมไทย ผลไม้ น้ำดื่มผลไม้ ชา คอยเสริฟให้พวกเรา หรือใครจะลองทำขนมครกก็ได้นะ พี่ๆ เค้าจะคอยสอน บอกเลยว่าเรากินจนอิ่มมากเพราะมันอร่อยทุกอย่างจริงๆ Amanpuri's Holistic Wellness Centre ศูนย์ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ที่มีเฉพาะที่ Flagship Property อย่าง Amanpuri เท่านั้น ในฐานะที่ Amanpuri เป็น Flagship Property ของ Aman ที่นี่จึงมีความพิเศษอีกอย่างตรงที่มีศูนย์ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness Center) ที่มีโปรแกรมดูแลสุขภาพโดยผู้เชี่ยวชาญในแทบจะทุกศาสตร์อย่างครบครัน (และจริงจังด้วย) ตั้งแต่การบำบัดเพื่อความผ่อนคลาย ดูแลน้ำหนักตัว ปรับเปลี่ยนรูปร่าง ล้างพิษ เจริญสติ เรกิ ชี่กง คลายเครียด ฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ฯลฯ โดยแต่ละโปรแกรมจะเป็นการดูแลแบบครบทุกแง่มุมตั้งแต่เรื่องโภชนาการ การออกกำลังบริหารกล้ามเนื้อ การบำบัดด้วยศาสตร์แห่งสปาและพลังธรรมชาติ โดยจะ customize มาเพื่อให้บรรลุโจทย์ของเราจริงๆ น่าเสียดายที่เวลาของเรามีน้อยเกินกว่าจะเข้าร่วมโปรแกรมใดๆ เราจึงได้แค่เพียงลิ้มลองอาหาร Raw Food ของทางรีสอร์ต อาหาร Raw มื้อนี้เราย้ายมาทานกันที่ Villa ส่วนตัวที่ชาวเยอรมันคนหนึ่งซื้อเอาไว้และให้ทางรีสอร์ทบริหารจัดการ หลังจากทานเสร็จ เจ้าหน้าที่ที่ดูแลวิลล่าแห่งนี้ก็พาเราเดินทัวร์รอบๆ ซึ่งบอกได้คำเดียวว่าดีงามมากๆ โดยเฉพาะวิวทะเลของวิลล่าหลังนี้นั้นเกินบรรยายจริงๆ สำหรับคนที่สนใจเช่าวิลล่าส่วนตัวแบบนี้สามารถติดต่อผ่านเวปไซต์ของ Aman ได้เลย โดยวิลล่าหลังใหญ่ที่สุดนั้นมีห้องนอนถึง 9 ห้อง มากันเป็นกรุ๊ปใหญ่ได้สบายๆ ปิดท้ายวันด้วยมื้อค่ำกับอาหารไทยที่ห้องอาหาร Buabok (อีกครั้ง!) คงไม่ต้องบอกก็น่าจะเดาได้ว่าเราอินกับอาหารไทยมากขนาดไหน และมานั่งชิลจิบเครื่องดื่มกันต่อที่ Beach Bar "The Lounge" ของขวัญคืนที่สองเป็นที่คั่นหนังสือไม้ฉลุลาย อาหารเช้ามื้อสุดท้ายที่ Pavilions ตื่นเช้ามาวันสุดท้าย เราเลือกที่จะทานอาหารเช้ากันที่ห้อง โดยผสมกันทั้งแบบไทยและฝรั่ง มีข้าวกล้องต้ม เซ็ทขนมปังหลากชนิด ธัญพืช ไส้กรอก แซลม่อนรมควัน น้ำผลไม้ และอีกมากมายยยยย ฟินกันก่อนกลับเลย (ปล. ข้าวกล้องต้มอร่อยมากกกก) สรุปความประทับใจกับ AMANPURI เรารู้สึกประทับใจพนักงานและการบริการตลอดทั้ง 3 วัน 2 คืน เราใช้เวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ที่ Amanpuri ทำให้เราได้เข้าใจว่าเหตุใด Aman จึงได้รับการยกย่องว่ามาหนึ่งในแบรนด์ Hospitality ที่ดีที่สุดในโลก ประสบการณ์ในครั้งนี้ทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่าแล้ว Aman อื่นๆอีกกว่า 30 แห่งรอบโลกล่ะ จะมีสเน่ห์เหมือนหรือต่างจากที่นี่ยังไงบ้าง เพียงแค่ลอง Search หาดูรูปของ Amannoi ที่เวียดนาม, Amanemu ที่ญี่ปุ่น หรือ Amangiri ที่อเมริกา ต่อมอยากเที่ยวก็เต้นแรงแทบหยุดไม่อยู่ แล้วเพื่อนๆล่ะ รู้สึกยังไงกันบ้างครับ โปรโมชั่นพิเศษ AMANPURI CLOSER TO HOME #สุดยอดดีลพิเศษ กับรีสอร์ทหรู 𝗔𝗠𝗔𝗡𝗣𝗨𝗥𝗜 ภูเก็ต จุดเริ่มต้นของ 𝗔𝗠𝗔𝗡 แบรนด์ระดับ 𝗨𝗹𝘁𝗿𝗮-𝗹𝘂𝘅𝘂𝗿𝘆 เริ่มต้นเพียงคืนละ 𝟭𝟳,𝟬𝟬𝟬++ **พิเศษสุดๆ** สำหรับชาว Hoparound.co โปรดแจ้ง Code: HOP AROUND เพื่อรับราคาและสิทธิ์พิเศษ อัตราค่าห้องพักพิเศษเฉพาะ Hoparound.co : ⛱ เริ่มต้นที่ 𝟭𝟳,𝟬𝟬𝟬++ สิทธิพิเศษเฉพาะ Hoparound.co : 𝟭. อาหารเช้า ณ พาวิลเลียน หรือ ห้องอาหารบัวบก สำหรับ 𝟮 ท่าน 𝟮. บริการรถรับส่งสนามบินไป – กลับจากอมันปุรี เมื่อสำรองห้องพาร์เชียลโอเชียล พาวิลเลียน เป็นต้นไป 𝟯. ชุดน้ำชา เครื่องดื่มพิเศษประจำวันและขนมครกยามบ่าย 𝟰. มินิบาร์ (เติมให้วันละ 𝟭 ครั้ง) 𝟱. บริการอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมทางน้ำ (สำหรับเครื่องเล่นชนิดที่ไม่มีเครื่องยนต์) 𝟲. โปรดสำรองห้องพักอย่างต่ำ 𝟮 คืนเพื่อรับข้อเสนอดังกล่าว 𝟳. ระยะเวลาในการจองและเข้าพัก: วันนี้ - 𝟯𝟭 มีนาคม 𝟮𝟱𝟲𝟲 𝟴. อัตราค่าห้องพักอาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตขึ้นอยู่กับนโยบายของอมัน เรทสุดคุ้มและให้เยอะแบบนี้ บอกได้คำเดียวว่า “ดีที่สุด” ในรอบ 𝟯𝟰 ปี ตั้งแต่ 𝗔𝗠𝗔𝗡 เริ่มก่อตั้งมาเลย ใครที่หมายปองความสงบหรูหราหาที่เปรียบไม่ได้ในแบบ 𝗔𝗠𝗔𝗡 นี่คือโอกาสทองที่เกิดขึ้นยากกว่าสุริยุปราคาเต็มดวงซะอีก จองเลยไม่ต้องรอ!!! สำรองห้องพัก: โทร 𝟬𝟳𝟲-𝟯𝟮𝟰𝟯𝟯𝟯 อีเมล 𝗮𝗺𝗮𝗻𝗽𝘂𝗿𝗶𝗿𝗲𝘀@𝗮𝗺𝗮𝗻.𝗰𝗼𝗺 𝗟𝗶𝗻𝗲: 𝗵𝘁𝘁𝗽𝘀://𝗹𝗶𝗻.𝗲𝗲/𝗽𝗙𝟲𝟭𝗛𝟱𝗨 FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co #LetsHoparound #AMANPURI #TheOriginalAman #ClosertoHome #อมันปุรี #เราเที่ยวด้วยกัน #LetsHoparoundThailand #Aman #เที่ยวไทย #ไทยเที่ยวไทย #เที่ยวไทยเท่ # เที่ยวภูเก็ต #พักผ่อนที่ภูเก็ต #เที่ยวทะเล #รีวิวรีสอร์ต #รีวิวโรงแรม #รีวิวอมันปุรี #รีสอร์ทหรูสไตล์ไทยในพื้นที่เงียบสงบ #ราคาคนไทย #เรทคนไทย
- Fukuoka Winter Flow เที่ยวฟุกุโอกะล่าสุด
Fukuoka Winter Flow เที่ยวฟุกุโอกะ ล่าสุด เมื่อความคลาสสิกเดินทางมาพบกับความโมเดิร์น สวัสดีชาว #Hopster ! หากโตเกียวคือจังหวะแห่งความตื่นเต้น และเกียวโตคือตัวแทนของความละเมียดละไม ฟุกุโอกะ (Fukuoka) ในปี 2026 นี้ สำหรับเราคือคำจำกัดความของ "ความลงตัว" ที่น่ารักที่สุด เมืองท่าแห่งเกาะคิวชูที่ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ได้อย่างสง่างาม เราได้เห็นการผสานงานดีไซน์ระดับโลกเข้ากับวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เรียบง่ายได้อย่างน่าทึ่ง ชนิดที่ว่าเดินไปมุมไหนก็เจอแต่เอนเนอร์จี้ดีๆ ในการเดินทางครั้งนี้ เรากลับไปสัมผัสฟุกุโอกะด้วยสายตาที่ละเอียดกว่าเดิม เราตื่นเช้ามาจิบกาแฟที่จริงจังกับเมล็ดกาแฟที่ Coffee County ก่อนจะไปยืนมองแสงเงาที่ตกกระทบบนผนังหินขัดของ Fukuoka Art Museum แวะต่อแถวรับโดนัทนุ่มฟูที่ร้าน Dacō ที่คัดสรรรสชาติมาอย่างหลากหลายและจบวันด้วยการนอนเอกเขนกในงานดีไซน์ระดับตำนานที่ Grand Hyatt Fukuoka ความน่ารักของฟุกุโอกะไม่ได้อยู่แค่ในคาเฟ่ที่สวยเหมือนแกลเลอรี หรือร้าน Select Store อย่าง ARTS&SCIENCE ที่คัดของมาอย่างละเมียดเท่านั้น แต่อยู่ที่ "ผู้คน" และ "จังหวะเมือง" ที่ไม่เร่งเร้าจนเกินไป เป็นเมืองที่ทำให้เราเดินได้วันละสองหมื่นก้าวแบบไม่เหนื่อย เพราะทุกหัวมุมถนนมีงานดีไซน์และรอยยิ้มคอยทักทายเราเสมอ เราได้คัดสรร 40++ พิกัด ที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่โรงแรมที่เป็น Masterpiece ของสถาปนิกรางวัล Pritzker, ร้านขนมปังที่จัดวางสวยราวกับงาน Installation Art, ไปจนถึงร้านแว่นตา Bespoke และร้านรองเท้าผ้าใบระดับตำนาน ทุกที่ในลิสต์นี้ผ่านการพิสูจน์แล้วว่า "ถูกจริต" คนรักความละเมียดแน่นอนครับ เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาค้นหา "ความสุขในจังหวะสโลว์" ไปกับเรานะครับ... [ The Art of Stay & Sanctuary ] 01 | Hotel Il Palazzo นี่ไม่ใช่เพียงแค่โรงแรม แต่คือ "ประติมากรรมแห่งการพักผ่อน" ผลงานระดับ Masterpiece ของสถาปนิกรางวัล Pritzker ชาวอิตาลี Aldo Rossi ที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกตั้งแต่ปี 1989 และในปี 2026 นี้ Il Palazzo กลับมาทวงบัลลังก์ความเท่อีกครั้งหลังจากการรีโนเวทใหญ่ที่ยังคงรักษา "Facade" หรือหน้ากากอาคารสีแดงเบอร์กันดีอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไร้หน้าต่างแต่เปี่ยมด้วยจังหวะของเส้นเสาและคาน ภายในถูกออกแบบใหม่ภายใต้แนวคิด "The Discreet Charm of the Luxury" ห้องพักใช้โทนสีเข้มขรึม ตัดกับวัสดุหินอ่อนและทองเหลือง ให้ความรู้สึกเหมือนเราพักอยู่ในแกลเลอรีส่วนตัว ไฮไลท์คือโถงทางเข้าที่เงียบสงัดและสง่างาม มอบความรู้สึกปลีกวิเวกท่ามกลางย่าน Haruyoshi ที่มีสีสันได้อย่างน่าทึ่ง เวลาเปิด-ปิด: เปิด 24 ชั่วโมง (Check-in 15:00 / Check-out 11:00) Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Hotel+Il+Palazzo+Fukuoka 02 | The Lively Fukuoka Hakata โรงแรมในกลุ่ม Lifestyle ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ของที่พักแบบเดิมๆ ให้กลายเป็น "Urban Social Hub" หัวใจสำคัญของที่นี่คือความเชื่อที่ว่าโรงแรมควรเป็นจุดเริ่มต้นของการทำความรู้จักผู้คนใหม่ๆ ตั้งแต่ก้าวแรกที่คุณเดินเข้าสู่ล็อบบี้เพดานสูง (Double Volume) คุณจะสะดุดตากับบาร์วงกลมที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางโถง ตกแต่งด้วยไฟนีออนและจอ LED ขนาดใหญ่ที่บอกเล่ากราฟิกดีไซน์ร่วมสมัย ห้องพักถูกออกแบบมาอย่างฉลาด (Smart Room) เน้นฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครันบนพื้นที่ที่กะทัดรัด แต่ยังคงความเท่ด้วยการใช้สีกรมท่าตัดกับสีทอง เป็นที่พักที่มอบเอนเนอร์จี้ที่สดใหม่ และเหมาะที่สุดสำหรับชาวฮอปสเตอร์ที่มองหาแรงบันดาลใจจากผู้คนและงานดีไซน์สไตล์ Urban Industrial เวลาเปิด-ปิด: เปิด 24 ชั่วโมง Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=The+Lively+Fukuoka+Hakata 03 | Grand Hyatt Fukuoka นิยามของความ "Luxury Timeless" ที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อกับ Canal City Hakata โครงการสถาปัตยกรรมรูปทรงอิสระที่เลื่องชื่อ สิ่งที่เราชอบที่สุดของ Grand Hyatt ที่นี่คือ "ความสงบที่มาพร้อมความยิ่งใหญ่" ภายในตกแต่งด้วยสไตล์ Modern Classic ที่ใช้หินอ่อนและงานไม้คุณภาพสูงเป็นหลัก ห้องพักกว้างขวางมีพื้นที่นั่งเล่นแยกเป็นสัดส่วน พร้อมวิวเมืองฟุกุโอกะที่สวยงามทั้งกลางวันและกลางคืน การบริการที่นี่ยังคงรักษามาตรฐานระดับโลกไว้ได้อย่างไร้ที่ติ และความลับหนึ่งที่คนรักงานดีไซน์ห้ามพลาดคือการนั่งจิบ Afternoon Tea ที่โถงบาร์ ซึ่งจะได้สัมผัสกับงานสถาปัตยกรรมกระจกขนาดมหึมาที่เปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ เวลาเปิด-ปิด: เปิด 24 ชั่วโมง Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Grand+Hyatt+Fukuoka [ Architecture & Soul of the City ] 04 | ONE FUKUOKA BLDG. (ワンビル) แลนด์มาร์คใหม่ล่าสุดที่เกิดขึ้นภายใต้โปรเจกต์ "Tenjin Big Bang" เพื่อพลิกโฉมฟุกุโอกะให้เป็นเมืองหลวงแห่งเทคโนโลยีและดีไซน์ อาคารแห่งนี้คือจุดบรรจบของไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ สถาปัตยกรรมภายนอกโดดเด่นด้วยกระจกบานยักษ์สลับกับพื้นที่สีเขียวแบบสวนแนวตั้งที่แทรกอยู่ทุกชั้น ภายในรวมรวมร้านค้าแบรนด์เนมที่คัดสรรมาอย่างดี (Curated Brands) รวมถึงร้านอาหารดีไซน์พรีเมียม ไฮไลท์อยู่ที่ชั้นดาดฟ้าที่ถูกเปลี่ยนเป็นสวนสาธารณะลอยฟ้าขนาดใหญ่ ให้เราได้เห็นภาพรวมของเมืองฟุกุโอกะที่กำลังเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นพื้นที่ที่สะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างความเจริญและธรรมชาติได้อย่างลงตัวที่สุดในขณะนี้ เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 21:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=ONE+FUKUOKA+BLDG . 05 | Fukuoka Art Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะประจำเมืองที่ตั้งอยู่อย่างสงบข้างทะเลสาบสวน Ohori Park ออกแบบโดยสถาปนิกโมเดิร์นนิสต์ในตำนานอย่าง Kunio Maekawa (ศิษย์เอกของ Le Corbusier) ตัวอาคารใช้ผนังหินขัดสีส้มแดงซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Maekawa มอบความรู้สึกนิ่งและมั่นคง ภายนอกมีระเบียงกว้างที่ตั้งฟักทองสีเหลืองลายจุดของ Yayoi Kusama ซึ่งเป็นมุมมหาชนที่ไม่ว่าใครก็ต้องมาเช็คอิน ภายในพิพิธภัณฑ์รวบรวมงานศิลปะระดับโลกและงานอาร์ตยุคใหม่ไว้มากมาย แสงเงาที่ตกลงบนทางเดินกว้างๆ นั้นสวยงามจนเราแทบไม่อยากกะพริบตา เป็นที่เสพงานศิลป์ที่มอบความสงบให้จิตใจได้ดีที่สุดในคิวชูเลยครับ เวลาเปิด-ปิด: 09:30 – 17:30 (ปิดวันจันทร์) Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Fukuoka+Art+Museum 06 | Kushida Shrine Station (Kushida-jinja-mae) สถานีรถไฟใต้ดินที่สวยและมีสตอรี่ที่สุดแห่งหนึ่งของฟุกุโอกะ บนสาย Nanakuma Line ที่เชื่อมต่อการเดินทางให้ง่ายขึ้น ความพิเศษคือที่นี่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่สถานีรถไฟ แต่ถูกออกแบบให้เป็น "แกลเลอรีประวัติศาสตร์" ขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน ไฮไลท์คือบริเวณทางเดินที่จัดแสดงงานคราฟต์ท้องถิ่นระดับ Masterpiece อย่างผ้าทอ Hakata-ori และงานไม้แกะสลักที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณของเทศกาล Hakata Gion Yamakasa ออกมาได้อย่างร่วมสมัย เป็นการผสมผสานนวัตกรรมเข้ากับวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ทำให้การรอรถไฟกลายเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจครับ เวลาเปิด-ปิด: 05:00 – 24:00 (ตามเวลาเดินรถไฟ) Google Maps: https://maps.app.goo.gl/o32SgUNfyqkMnxEg9 07 | Sumiyoshi Shrine ศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดบนเกาะคิวชูที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่ากลางเมือง ความโดดเด่นอยู่ที่สไตล์สถาปัตยกรรมที่เรียกว่า "Sumiyoshi-zukuri" ซึ่งถือเป็นรูปแบบดั้งเดิมและบริสุทธิ์ที่สุดของญี่ปุ่นก่อนที่จะได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา มีหลังคาหน้าจั่วที่สง่างามและเส้นสายที่ตรงเรียบง่าย พื้นที่โดยรอบร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่อายุนับร้อยปี การเดินเข้ามาที่นี่เหมือนเราได้หยุดเวลาและรีเซ็ตพลังงานบวกท่ามกลางอากาศหนาวๆ ของฟุกุโอกะ เป็นความสงบที่ชาวฮอปสเตอร์ต้องการในวันที่อยากหลบหนีความวุ่นวายครับ เวลาเปิด-ปิด: 09:00 – 17:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Sumiyoshi+Shrine+Fukuoka [ The New Wave of Bakery & Coffee ] 08 | Dacō ร้านโดนัทและเบเกอรี่โปรเจกต์ใหม่ของทีมผู้สร้าง I’m donut ? ที่ตั้งใจนำเสนอประสบการณ์ที่ผ่อนคลายและนุ่มนวลกว่าเดิม ตัวร้านตั้งอยู่ในย่านที่มีความเงียบสงบ ตกแต่งสไตล์ Minimal Organic เน้นวัสดุปูนเปลือยและเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ดูไม่ปรุงแต่ง โดนัทของที่นี่มีจุดเด่นอยู่ที่ความ "หนึบนุ่มแบบโมจิ" และไส้ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูง แต่สิ่งที่ชาว #Hopster ประทับใจที่สุดคือการที่ร้านคัดเลือกผลิตภัณฑ์ล้างมือแบรนด์ FRAMA จากเดนมาร์กมาใช้ในห้องน้ำ แสดงให้เห็นว่าที่นี่ใส่ใจเรื่องรสนิยมและประสาทสัมผัสในทุกจุดของการบริการจริงๆ เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 19:00 (หรือจนกว่าของจะหมด) Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Dacō+Fukuoka 09 | Dacomecca ถ้าคุณรักขนมปังและงานดีไซน์ ที่นี่คือสวรรค์ครับ Dacomecca คือการยกระดับร้านขนมปังให้กลายเป็นงาน "Installation Art" ทันทีที่เดินเข้าร้าน คุณจะพบกับเคาน์เตอร์ไม้ทรงโค้งยาวเฟื้อยที่วางขนมปังดีไซน์แปลกตามากกว่า 50 ชนิด การจัดไฟที่เน้นความสว่างเฉพาะจุดทำให้ขนมปังแต่ละชิ้นดูน่าทานเหมือนงานประติมากรรม ภายในร้านมีครัวเปิดขนาดใหญ่ที่คุณจะได้ยินเสียงพนักงานนวดแป้งและกลิ่นหอมของเนยที่อบใหม่ตลอดเวลา ทุกชิ้นคือความสร้างสรรค์ที่ผสมผสานรสชาติแบบญี่ปุ่นเข้ากับเทคนิคแบบตะวันตกได้อย่างเหนือชั้น เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 20:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Dacomecca+Fukuoka 10 | TRUFFLE mini (Hakata Station) ความอร่อยระดับตำนานที่ถูกย่อขนาดลงมาเพื่อตอบโจทย์นักเดินทาง ณ สถานีรถไฟ Hakata ร้านเล็กๆ แห่งนี้ดึงดูดผู้คนด้วยกลิ่นทรัฟเฟิลที่หอมฟุ้งออกมาด้านนอก เมนูซิกเนเจอร์ที่ต้องซื้อคือ "White Truffle Salt Bread" ขนมปังเกลือเนื้อเหนียวนุ่มที่อัดแน่นด้วยเนยทรัฟเฟิลขาวและเกลือคุณภาพสูง ผิวด้านนอกมีความกรอบเบาๆ ส่วนด้านในฉ่ำและหอมกลิ่นทรัฟเฟิลแบบขึ้นจมูก เป็นมื้อรองท้องที่ยกระดับการเดินทางให้มีความสุขมากขึ้นทันตาเห็นครับ เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 20:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Truffle+Mini+Hakata+Station 11 | Ganso Hakata Mentaiju สัญลักษณ์แห่งความอร่อยของฟุกุโอกะที่ต้องมาสักครั้ง ร้านเป็นอาคารไม้ดีไซน์คลาสสิกขรึมๆ ที่โดดเด่นท่ามกลางสวน Nishinakasu เมนูที่ทุกคนต้องสั่งคือ "Mentaiju" ไข่ปลา Mentai ทั้งชิ้นที่พันด้วยสาหร่ายบางๆ วางบนข้าวสวยร้อนๆ เสิร์ฟมาในกล่องไม้ระดับพรีเมียม ความพิเศษอยู่ที่ซอสราดที่เลือกความเผ็ดได้ถึง 4 ระดับ และรสชาติที่นัวลึกซึ้ง (Umami) จนทำให้เรากินข้าวหมดกล่องได้ในเวลาอันรวดเร็ว เป็นประสบการณ์รสชาติที่สะท้อนถึงความประณีตในการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นอย่างแท้จริง เวลาเปิด-ปิด: 07:00 – 22:30 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Ganso+Hakata+Mentaiju 12 | Hakata Mizutaki Hiro ถ้าคุณอยากลิ้มรส "น้ำซุปที่ละเมียดที่สุด" ต้องมาที่นี่ครับ Mizutaki หรือหม้อไฟไก่ตุ๋นเป็นอาหารท้องถิ่นที่สะท้อนวัฒนธรรมฟุกุโอกะได้ดีที่สุด ที่ร้าน Hiro พนักงานจะค่อยๆ ปรุงให้เราทีละขั้นตอน เริ่มจากการรินน้ำซุปไก่สีขาวขุ่นที่เคี่ยวนานกว่า 8 ชั่วโมงให้เราชิมก่อนเพื่อสัมผัสรสหวานจากธรรมชาติและคอลลาเจนที่เข้มข้น จากนั้นจึงใส่เนื้อไก่และผักสด บรรยากาศร้านเน้นความหรูหราที่นิ่งและเป็นส่วนตัว เหมาะมากสำหรับมื้อค่ำที่ต้องการการดูแลระดับพรีเมียมและความอบอุ่นในช่วงหน้าหนาว เวลาเปิด-ปิด: 17:00 – 23:00 (ปิดวันอาทิตย์) Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Hakata+Mizutaki+Hiro 13 | Hakata Robata Fishman (博多炉端 魚男) ที่นี่คือร้านที่ทำให้การทานอาหารทะเลสดๆ กลายเป็นเรื่อง "Fun & Creative" ที่สุดในเมือง ร้านสไตล์ Robata (ย่างถ่าน) ที่ฉีกกฎความดั้งเดิมด้วยการจัดจานที่อลังการราวกับงานศิลปะ เมนูซาชิมิที่รวมเอาปลาสดจากตลาดปลาฟุกุโอกะมาจัดวางในรูปแบบแปลกใหม่ พร้อมควันเย็นๆ จากน้ำแข็งแห้ง บรรยากาศภายในร้านมีเอนเนอร์จี้ที่สูงมาก พนักงานที่เป็นกันเองและเสียงดนตรีที่เร้าใจทำให้ที่นี่เป็นจุดรวมตัวของวัยรุ่นและนักท่องเที่ยวสายชิมที่ชอบความแปลกใหม่ เวลาเปิด-ปิด: 11:30–15:00, 17:30–23:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Hakata+Robata+Fishman 14 | Naruto Hakata (鳴門) ยากิโทริสาย "Yasaimaki" (ผักพันเนื้อ) ที่โด่งดังและได้รับความนิยมสูงมากในฟุกุโอกะ ไฮไลท์ของร้านคือการนำผักพรีเมียมตามฤดูกาลมาพันด้วยเนื้อสัตว์แล้วย่างบนเตาถ่านจนส่งกลิ่นหอมฟุ้ง เมนูยอดฮิตคือผักกาดแก้วพันหมูที่กัดลงไปแล้วความหวานของผักจะพุ่งกระจายออกมา บรรยากาศร้านเป็นอิซากายะยุคใหม่ที่ตกแต่งอย่างมีสไตล์ มีเคาน์เตอร์ยาวให้เราได้เห็นเชฟย่างของสดๆ ต่อหน้า มอบรสสัมผัสที่สดชื่นและไม่หนักจนเกินไปสำหรับมื้อดึกครับ เวลาเปิด-ปิด: 17:00 – 24:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Naruto+Hakata+Yakitori 15 | Gaogao Ōhori ความสงบนิ่งที่สะท้อนผ่านถ้วยข้าวคือเสน่ห์ของ Gaogao ร้านตั้งอยู่ใกล้สวน Ohori เน้นเมนูข้าวหุงหม้อดิน (Clay Pot) ที่พนักงานจะนำหม้อดินใบเขื่องมาวางต่อหน้าและหุงข้าวให้สุกทีละหม้อต่อหน้าลูกค้า เมล็ดข้าวหอมนุ่มและมีความเกรียมเล็กน้อยที่ก้นหม้อคือสุนทรียรสที่คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญที่สุด เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงประณีตและการจัดจานสไตล์ Minimalist ร้านตกแต่งด้วยไม้สีอ่อนและแสงธรรมชาติ มอบความรู้สึกที่ละเมียดละไมในทุกคำที่ทาน เวลาเปิด-ปิด: 11:00–15:00, 18:00–22:00 (ปิดวันจันทร์) Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Gaogao+Ohori+Fukuoka 16 | Komeraku Ochazuke (Hakata Deitos) ร้านข้าวแช่น้ำซุปดาชิ (Ochazuke) ที่ยกระดับเมนูเรียบง่ายให้กลายเป็นมื้อพิเศษ ตั้งอยู่ในย่านของกินที่สถานี Hakata น้ำซุปดาชิที่นี่หอมกลิ่นปลาโอแห้งและสาหร่ายคอมบุอย่างชัดเจน ช่วยชูรสชาติของเนื้อปลาสดหรือเครื่องเคียงด้านบนได้อย่างมหัศจรรย์ เป็นอาหารที่ปลอบประโลมร่างกายได้ดีมากหลังจากเดินเที่ยวท่ามกลางอากาศหนาว และการตกแต่งร้านที่ใช้ไม้สีสว่างก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลายในทันที เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 22:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Komeraku+Hakata+Deitos 17 | Gyoza & Ramen Danbo (Daimyo) ราเมนซุปกระดูกหมูทงคัตสึที่รสชาติกลมกล่อมและ "นวล" จนเป็นที่ชื่นชอบของทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ความพิเศษคือซอสเผ็ดสูตรลับที่ช่วยตัดเลี่ยนได้เป็นอย่างดี ทานคู่กับเกี๊ยวซ่าชิ้นเล็กพอดีคำที่ทอดจนผิวด้านหนึ่งกรอบกริบ ส่วนอีกด้านยังคงความนุ่ม บรรยากาศร้านเป็นกันเองและเปิดจนถึงดึกดื่น เหมาะสำหรับเป็นมื้อปิดท้ายวันหลังจากไปสนุกกับ Nightlife ในย่าน Daimyo ครับ เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 02:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Ramen+Danbo+Fukuoka+Daimyo 18 | 廻転寿司 冨士丸 (Fujimaru Sushi) ซูชิสายพานที่พิสูจน์ว่าคุณภาพระดับพรีเมียมไม่จำเป็นต้องราคาแพงเสมอไป ที่นี่คัดสรรปลาสดๆ จากท้องทะเลคิวชูแบบวันต่อวัน คุณจะได้สัมผัสกับความหวานของเนื้อปลาและความนุ่มของข้าวที่ปั้นมาในอุณหภูมิที่พอเหมาะ แม้จะเป็นร้านสายพานแต่ความประณีตในการเตรียมวัตถุดิบนั้นเทียบชั้นร้านซูชิแบบดั้งเดิมได้เลย เป็นที่ที่มอบความสุขผ่านคำซูชิที่สดใหม่และหลากหลายที่สุดแห่งหนึ่งในเมือง เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 21:30 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Fujimaru+Sushi+Fukuoka 19 | Coffee County Fukuoka โรงคั่วกาแฟที่จริงจังกับโปรไฟล์การคั่ว บรรยากาศร้านดิบเท่สไตล์ Industrial ที่เน้นโชว์พื้นผิวปูนเปลือยและเคาน์เตอร์กาแฟที่ดูเคร่งขรึม กาแฟที่นี่เน้นรสสัมผัสที่สะอาด (Clean Cup) และดึง Character ของเมล็ดแต่ละแหล่งปลูกออกมาได้อย่างชัดเจน บรรยากาศในร้านดึงดูดทั้งเหล่าดีไซน์เนอร์และคนทำงานสร้างสรรค์ในเมืองให้มานั่งจิบกาแฟและแลกเปลี่ยนไอเดียกัน เป็นพิกัดที่ชาว #Hopster ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 19:00 (ปิดวันพุธ) Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Coffee+County+Fukuoka 20 | Lonich, Fukuoka เปิดประสบการณ์ "Coffee Omakase" ในบรรยากาศที่เหมือนห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์สีขาวสะอาดตา ที่นี่บาริสต้าจะนำเสนอการดื่มกาแฟในมิติที่หลากหลาย ตั้งแต่การดมกลิ่นเมล็ดคั่วสด การชิมกาแฟที่ชงด้วยเทคนิคที่ต่างกัน ไปจนถึงเมนู Coffee Mocktail ที่ออกแบบมาอย่างซับซ้อน เป็นการเสพกาแฟที่ใช้ประสาทสัมผัสครบทุกด้านในพื้นที่ที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัวที่สุด เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 19:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Lonich+Fukuoka 21 | SABOE HAKATA ร้านน้ำชาญี่ปุ่นร่วมสมัยที่เป็นนิยามของความ "Zen" ภายในออกแบบด้วยวัสดุธรรมชาติและการใช้แสงที่ละเมียดละไม การเสิร์ฟชาของที่นี่เปรียบเสมือนพิธีกรรมเล็กๆ ที่ช่วยให้เราจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน คู่กับขนมญี่ปุ่นที่ทำมาอย่างประณีต มอบความรู้สึกนิ่งและผ่อนคลายอย่างถึงที่สุดท่ามกลางความเร่งรีบของเมืองฮากาตะ เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 19:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=SABOE+HAKATA 22 | TOFFEE park คาเฟ่น้ำเต้าหู้ดีไซน์ Minimal ริมแม่น้ำ Naka ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เมนูซิกเนเจอร์อย่าง Soy Latte ที่ใช้น้ำเต้าหู้คั้นสดเข้มข้นผสมกับช็อตกาแฟคุณภาพ ให้รสชาติที่นุ่มนวลและสุขภาพดี ตัวร้านเป็นกระจกใสบานใหญ่ที่เปิดรับวิวแม่น้ำและแสงแดดยามบ่าย เหมาะมากสำหรับการมานั่งปล่อยใจให้ไหลไปตามสายน้ำในช่วงฤดูหนาว เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 (ปิดวันจันทร์) Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=TOFFEE+park+Fukuoka 23 | MUEN COFFEE คาเฟ่ลับที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมที่เงียบสงบ เน้นความนิ่งและการดื่มกาแฟอย่างมีสมาธิ การตกแต่งภายในใช้โทนสีมืดและแสงไฟสลัว เพื่อให้ลูกค้าได้จดจ่ออยู่กับรสชาติของกาแฟในถ้วยและบทสนทนาเบาๆ กาแฟแต่ละแก้วถูกชงด้วยความประณีตและใจเย็น เป็นสถานที่ที่ช่วยให้เราได้พักความคิดและรีเซ็ตพลังงานได้อย่างดีเยี่ยม เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 19:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=MUEN+COFFEE+Fukuoka 24 | FUK coffee คาเฟ่ในธีมสนามบินและการเดินทางที่กลายเป็นแลนด์มาร์คของคนรักกาแฟและดีไซน์กราฟิก สัญลักษณ์ Airport Code "FUK" ถูกนำมาใช้อย่างสนุกสนานบนแก้วและของที่ระลึก กาแฟที่นี่ดื่มง่ายและมีคุณภาพดี บรรยากาศร้านสดใสและเป็นกันเอง เหมาะสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่ด้วย Energy ของการเดินทาง เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 20:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=FUK+coffee+Fukuoka 25 | Little Stand Daimyo ร้านกาแฟ Stand ขนาดเล็กกลางย่านแฟชั่น Daimyo แม้พื้นที่จะจำกัดแต่ดีไซน์นั้นเท่มาก กาแฟที่นี่มีความ Specialty สูงและบาริสต้ามีความเชี่ยวชาญในการแนะนำเมล็ดกาแฟที่เหมาะกับรสนิยมของคุณ เป็นจุดแวะพักระหว่างการช้อปปิ้งที่มอบคุณภาพกาแฟระดับสูงสุดในรูปแบบที่เรียบง่ายและคล่องตัว เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 19:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Little+Stand+Daimyo [ The Art of Fashion & Selection ] 26 | Iwataya Main Store (Annex) จุดรวมรวมแบรนด์รสนิยมดีที่สุดของฟุกุโอกะ โดยเฉพาะที่ตึก Annex ซึ่งเป็นแหล่งรวมแบรนด์ Niche Luxury อย่าง Jil Sander, The Row, Marni และ Loewe สไตล์ของห้างที่นี่มีความนิ่งและสง่างาม ไม่หวือหวาแต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ แผนกน้ำหอม (Perfume) เป็นอีกหนึ่งจุดที่ต้องแวะ เพราะมีแบรนด์หายากและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์มาไว้ให้เลือกแบบจุใจ เป็นประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สะท้อนถึงรสนิยมแบบ Quiet Luxury ที่แท้จริงครับ เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Iwataya+Main+Store+Fukuoka 27 | Comme des Garçons Fukuoka Flagship Store ที่เปรียบเสมือนแกลเลอรีศิลปะล้ำยุค ภายในออกแบบด้วยเส้นสายที่แปลกตาและโครงสร้างที่ท้าทายสถาปัตยกรรมแบบเดิมๆ รวบรวมคอลเลกชันของ Rei Kawakubo ไว้ครบทุกไลน์สินค้า ตั้งแต่เสื้อผ้าแนว Avant-garde ไปจนถึงไอเท็มยอดฮิตอย่าง Play การเดินสำรวจร้านนี้จึงเป็นเหมือนการเสพงานศิลป์ที่มีชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 20:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Comme+des+Garcons+Fukuoka 28 | ARTS&SCIENCE FUKUOKA ร้าน Select Store โดยสไตล์ลิสต์ผู้ทรงอิทธิพล Sonya Park ที่ตั้งใจนำเสนอวิถีชีวิตที่ละเมียดละไมผ่านสิ่งของที่ใช้งานได้จริง (Functional Beauty) ทุกชิ้นในร้านตั้งแต่เสื้อผ้าที่ใช้ผ้าทอมือจนถึงเซรามิกจากสตูดิโอเล็กๆ ถูกคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน บรรยากาศภายในร้านเงียบสงบและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ มอบความรู้สึกนิ่งและมั่นคงในทุกย่างก้าว เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 19:00 (ปิดวันอังคาร) Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=ARTS+AND+SCIENCE+Fukuoka 29 | BIOTOP FUKUOKA พื้นที่ Lifestyle Concept Store ที่รวมเอาแฟชั่น ต้นไม้ และคาเฟ่มาอยู่ร่วมกันอย่างลงตัว การจัดวางต้นไม้สีเขียวชอุ่มทั่วร้านสร้างบรรยากาศที่สดชื่นและผ่อนคลาย สินค้าที่นี่มีตั้งแต่แบรนด์แฟชั่นระดับไฮเอนด์ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากธรรมชาติ เป็นจุดนัดพบของคนที่มีรสนิยมและรักธรรมชาติในฟุกุโอกะ เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 20:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=BIOTOP+Fukuoka 30 | F.I.L. FUKUOKA (Visvim) แบรนด์ที่หลอมรวมจิตวิญญาณงานฝีมือดั้งเดิมเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยได้อย่างทรงพลัง ตัวร้านออกแบบด้วยความขรึมและใช้วัสดุธรรมชาติที่ยิ่งเก่ายิ่งสวย รองเท้าและเสื้อผ้าแต่ละชิ้นแสดงถึงความมุ่งมั่นในการใช้วัสดุที่ดีที่สุดและการผลิตที่ละเมียดละไม เป็นแบรนด์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนรักงานคราฟต์ทั่วโลก เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 20:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=F.I.L.+Fukuoka+Visvim 31 | ALSO MOONSTAR โชว์รูมและร้านค้าของแบรนด์รองเท้าผ้าใบระดับตำนานจากเมือง Kurume ที่ยังคงใช้กระบวนการ Vulcanized แบบดั้งเดิม ร้านออกแบบสไตล์ Industrial ที่จัดวางรองเท้าเหมือนงานประติมากรรม แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงและดีไซน์ที่ Timeless ใส่ได้ทุกยุคทุกสมัย เป็นความภูมิใจของงานฝีมือจากภูมิภาคคิวชู เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 19:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=ALSO+MOONSTAR+Fukuoka 32 | Caban Fukuoka แบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่อง Knitwear คุณภาพสูงและสีสันที่สดใสสดชื่น ดีไซน์ร้านเน้นความโปร่งโล่งและแสงสว่างที่ทำให้สีของเสื้อผ้าดูโดดเด่น เสื้อผ้าของที่นี่ใส่ง่ายแต่ดูมีระดับ เหมาะสำหรับคนที่มองหาสไตล์ Smart Casual ที่มีความสบายและรสนิยมในเวลาเดียวกัน เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 20:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Caban+Fukuoka 33 | Berwick 1707 Fukuoka ร้านรองเท้าหนังคลาสสิกจากสเปนที่มีชื่อเสียงเรื่องความคุ้มค่าและคุณภาพงานประกอบสไตล์ Goodyear Welted พนักงานที่นี่มีความรู้ลึกซึ้งเรื่องทรงรองเท้าและการดูแลรักษาหนัง บรรยากาศร้านขรึมเท่และมีความเป็นสุภาพบุรุษ มอบบริการวัดขนาดเท้าที่แม่นยำเพื่อให้คุณได้รองเท้าที่ใส่สบายและดูดีที่สุด เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 20:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Berwick+1707+Fukuoka 34 | めがね舎ストライク BASEMAN (Meganesha Strike) ร้านแว่นตาแบบ Bespoke ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดของใบหน้า งานฝีมือที่นี่มีความประณีตสูงมาก ตั้งแต่ขั้นตอนการวัดระยะสายตาไปจนถึงการเลือกและฝนกรอบแว่นเพื่อให้เข้ากับบุคลิกของผู้ใส่ เป็นการยกระดับการสวมแว่นตาให้กลายเป็นงานศิลปะที่ส่งเสริมตัวตนของคุณได้อย่างสมบูรณ์แบบ เวลาเปิด-ปิด: 12:00 – 19:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Meganesha+Strike+Fukuoka [ Lifestyle Objects & Home Decor ] 35 | Re:CENO Fukuoka ร้านเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านสไตล์ Warm Modern ที่คัดสรรสิ่งของที่ช่วยสร้างบรรยากาศ "ความอบอุ่นที่ทันสมัย" การจัดแสดงภายในร้านให้ไอเดียการแต่งห้องที่ยอดเยี่ยม มีทั้งงานไม้เนื้อดีและผ้าทอสีเอิร์ธโทน พร้อมคาเฟ่เล็กๆ ให้เราได้นั่งซึมซับไอเดียการใช้ชีวิตที่ละเมียดละไม เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 20:00 (ปิดวันพุธ) Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=ReCENO+Fukuoka 36 | B·B·B POTTERS อาณาจักรของเครื่องครัวและอุปกรณ์ใช้ในชีวิตประจำวันชั้นเลิศ ของทุกชิ้นถูกเลือกมาแล้วว่าต้องมีทั้ง "ฟังก์ชันที่ยอดเยี่ยม" และ "ดีไซน์ที่งดงาม" ชั้นล่างรวบรวมอุปกรณ์ทำอาหารจากทั่วโลก ส่วนชั้นบนมีคาเฟ่ที่เสิร์ฟขนมและกาแฟในภาชนะที่สวยงามจนคุณอยากจะซื้อกลับบ้านทันที เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 19:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=B.B.B+POTTERS+Fukuoka 37 | H.L.D. (Hakata Lifestyle Design) พิกัดลับสำหรับคนรักงานดีไซน์และเฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์ที่รวบรวม Brand คัดสรรจากทั่วโลกมาไว้ในที่เดียว ร้านนี้โดดเด่นด้วยการเป็น "Curation Store" ที่ไม่ได้ขายแค่ของใช้ แต่ขาย "รสนิยม" ในการใช้ชีวิต ไฮไลท์คือการจัดโชว์รูมที่ให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในสตูดิโอของนักออกแบบ มีทั้งงาน Iconic Pieces จากฝั่งยุโรปและงานคราฟต์ร่วมสมัยของญี่ปุ่นที่หาดูได้ยาก ภายในเน้นบรรยากาศที่เรียบเท่และเงียบสงบ เหมาะสำหรับคนที่มองหาไอเดียการจัดบ้านแบบ Timeless Design ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 19:00 Google Maps: https://maps.app.goo.gl/GKfYBUP9kuAC56WV7 38 | NONE TOO SOON ร้าน Select Store ขนาดเล็กที่อัดแน่นไปด้วยของใช้ส่วนตัวและของตกแต่งบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เจ้าของร้านคัดเลือกสินค้าด้วยรสนิยมที่โดดเด่น ทั้งเครื่องหอม สมุดบันทึก และงานเซรามิกที่ดูเรียบง่ายแต่มีรายละเอียด เป็นร้านที่ทำให้เรารู้สึกว่าการมีของดีๆ สักชิ้นรอบตัวช่วยให้ชีวิตมีความสุขขึ้นได้จริงๆ เวลาเปิด-ปิด: 12:00 – 19:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=NONE+TOO+SOON+Fukuoka 39 | &LOCALS (Ohori Park) คาเฟ่และร้านขายของฝากดีไซน์สวยที่ตั้งอยู่ริมสวน Ohori เน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากคิวชูมาแปรรูปและออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้ดูทันสมัย แนะนำให้ลองชิมชาเขียวจากเมือง Yame และขนมข้าวพองญี่ปุ่นท่ามกลางวิวสวนสาธารณะที่สวยงาม เป็นจุดพักผ่อนที่ผสมผสานวิถีชุมชนเข้ากับดีไซน์ยุคใหม่ได้อย่างน่าประทับใจ เวลาเปิด-ปิด: 09:00 – 18:30 (ปิดวันจันทร์) Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=%26LOCALS+Ohori+Park 40 | LINC Original Makers แบรนด์เครื่องหอมและผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเองที่เปลี่ยน "กิจวัตรประจำวัน" ให้กลายเป็นงานศิลปะ ร้านถูกตกแต่งในสไตล์ Vintage Apothecary ที่ใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มตัดกับทองเหลือง มอบ Vibe เหมือนห้องปรุงยาโบราณในยุโรปแต่แฝงไปด้วยความ Modern Luxury ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นถูกออกแบบแพ็คเกจจิ้งมาอย่างประณีตเหนือกาลเวลา โดยเฉพาะกลิ่นซิกเนเจอร์ No. 997 ที่ชาวฮอปสเตอร์หลงรัก เป็นพิกัดที่ต้องมาสัมผัสด้วยตัวเองทั้งรูปและกลิ่นครับ เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 Google Maps: https://maps.app.goo.gl/g5BrD34SpLA4PrJv9 41 | THEATER 010 นิยามใหม่ของความบันเทิงยามค่ำคืนในฟุกุโอกะที่รวม "Immersive Theater" และ "Gastronomy" เข้าไว้ด้วยกันอย่างล้ำสมัย ตัวอาคาร 010 BUILDING โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสเตนเลสทรงเกลียวริมแม่น้ำ Naka ภายในมอบประสบการณ์สุดตื่นเต้นด้วยการแสดงระดับโลกที่นักแสดงจะมาร่ายรำและเล่นสนุกไปกับผู้ชมทั่วทั้งร้าน ไฮไลท์สำคัญคือการได้ดื่มด่ำกับค็อกเทลจากบาร์เทนเดอร์ระดับแชมป์โลก และเมนูอาหารสุดเซอร์ไพรส์จาก "GohGan" ซึ่งเป็นการคอลแลบกันของเชฟชื่อดังอย่าง Gaggan Anand และเชฟ Goh Fukuyama เป็นพิกัดที่สาย Content และสาย Nightlife ต้องมาสัมผัสความ Fantasy นี้ด้วยตาตัวเองครับ เวลาเปิด-ปิด: 19:30 – 24:00 (ปิดวันอาทิตย์และวันจันทร์) Google Maps: https://maps.app.goo.gl/e9uGKNADFioqqV817 42 | Fukujuen Matchatei Hakatadaimaruten (抹茶 京都福壽園) สัมผัสความละเมียดละไมของมัทฉะแท้ส่งตรงจากอูจิ เกียวโต ที่มาเปิดสาขาให้ชาวฮอปสเตอร์ได้ลิ้มรสใจกลางย่านเท็นจิน ณ ชั้น B2 ห้าง Daimaru Fukuoka Tenjin ร้านนี้คือตัวจริงเรื่องชาเขียวที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 200 ปี ไฮไลท์ที่ห้ามพลาดคือ 'Matcha Soft Cream' ที่เนื้อสัมผัสเนียนนุ่มและเข้มข้นจนหยดสุดท้าย รวมถึงเมนูขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นที่ผสมผสานความดั้งเดิมเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว เป็นจุดพักใจที่ดีที่สุดหลังจากการช้อปปิ้ง ให้คุณได้จิบชาคุณภาพเยี่ยมในบรรยากาศที่เรียบหรูและเป็นกันเองครับ เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 (ตามเวลาห้าง Daimaru) Google Maps: https://maps.app.goo.gl/fVfF2hLTuPkRstt68 43 | Fukuoka International Airport (International Terminal - New Look) สัมผัสประสบการณ์โฉมใหม่ของเทอร์มินอลระหว่างประเทศที่ยกระดับให้เป็นมากกว่าแค่จุดขึ้นเครื่อง แต่คือ "Curated Shopping Destination" ที่รวมแบรนด์รสนิยมดีไว้แบบจัดเต็ม ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่โซน Duty Free ใหม่ที่กว้างขวางและเดินง่ายมาก มีแบรนด์ครบตั้งแต่นักปรุงน้ำหอมและสกินแคร์อย่าง Aesop , แบรนด์รักษ์โลกที่เด่นเรื่องงานดีไซน์ไม้อย่าง BAUM , ไปจนถึงสายแฟชั่นอย่าง ISSEY MIYAKE และ PORTER ที่ให้เราได้เก็บไอเทมสุดท้ายก่อนกลับ และห้ามพลาดการจิบมัทฉะคุณภาพเยี่ยมที่ THE MATCHA TOKYO เป็นการปิดท้ายทริปฟุกุโอกะที่สมบูรณ์แบบและมีสไตล์ที่สุดครับ เวลาเปิด-ปิด: 07:00 – จนถึงเที่ยวบินสุดท้าย (เวลาอาจแตกต่างกันตามร้านค้า) Google Maps: https://maps.app.goo.gl/i4rU7jWk7GrBehhz8 [ Hoparound’s 5 Golden Rules for Fukuoka ] The Art of Walking: ฟุกุโอกะเป็นเมืองที่เดินได้สนุกที่สุด เมืองไม่ใหญ่เกินไปแต่รายละเอียดความเท่มักซ่อนตัวอยู่ในซอกซอยย่านที่อยู่อาศัย เตรียมรองเท้าที่เดินสบายที่สุด (หรือจะไปถอย Moonstar ใหม่ที่ร้าน ALSO ก็ได้นะครับ!) Contactless Journey: ปัจจุบันฟุกุโอกะสะดวกสบายมาก คุณสามารถใช้บัตรเครดิตที่มีสัญลักษณ์ Contactless (Visa/Mastercard) แตะขึ้นรถไฟใต้ดิน (Subway) ได้ทันที ไม่ต้องแลกตั๋วให้เสียเวลาครับ Booking Advice: ร้านอาหารยอดฮิตอย่าง Mentaiju หรือ Mizutaki คิวยาวเสมอ แนะนำให้จองล่วงหน้าหรือวางแผนไปรอคิวแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้พลาดโมเมนต์ความอร่อยที่เป็นไฮไลท์ของทริป Local Etiquette: แม้จะเป็นเมืองที่เป็นมิตรมาก แต่การรักษามารยาทพื้นฐานอย่างการไม่ส่งเสียงดังในร้าน หรือการขออนุญาตก่อนถ่ายรูปในร้าน Select Store เล็กๆ ยังคงเป็นสิ่งที่ชาว #Hopster พึงปฏิบัติเสมอครับ Seasonal Aesthetics: ฟุกุโอกะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล สวน Ohori Park ในช่วงซากุระ หรือย่าน Nakasu ในช่วงเทศกาล Yamasaka มอบประสบการณ์ที่ต่างกันสิ้นเชิง ลองเช็คปฏิทินกิจกรรมของเมืองก่อนไปเพื่อความเป๊ะปังสูงสุดนะครับ หวังว่าดีพไดฟ์ไกด์นี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทริปฟุกุโอกะครั้งถัดไปของคุณเต็มไปด้วยรสนิยมและความประทับใจนะครับ และเพื่อไม่ให้พลาดคอนเทนต์ดีไซน์และการเดินทางแบบเจาะลึกจากเรา อย่าลืมติดตาม Hoparound.co ในทุกช่องทาง นะครับ แล้วพบกันที่ฟุกุโอกะ... เมืองที่ทุกย่างก้าวคือศิลปะและการใช้ชีวิต Furst Cake Stay Inspired, ชาว #Hopster ! #LetsHoparound
- รีวิว Park Hyatt Beijing 北京柏悦酒店 สุดยอดความหรูหราใจกลางกรุงปักกิ่ง พร้อมวิวเมืองปักกิ่งที่สวยที่สุด
Park Hyatt Beijing 北京柏悦酒店 สุดยอดความหรูหราใจกลางกรุงปักกิ่ง พร้อมวิวเมืองปักกิ่งที่สวยที่สุด สำหรับทริปปักกิ่งครั้งนี้ Hoparound.co ขอพาทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษที่ Park Hyatt Beijing (北京柏悦酒店) โรงแรมแบรนด์ท็อปเทียร์แห่งแรกของ Hyatt ในจีน ที่รับรองได้เลยว่าตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักเดินทางที่มองหาความหรูหรา สะดวกสบาย และบริการเหนือระดับ Overview: ตำแหน่งที่ตั้งอันโดดเด่นและการออกแบบที่น่าประทับใจ Park Hyatt Beijing ตั้งตระหง่านอย่างสง่างามในย่านธุรกิจใจกลางกรุงปักกิ่ง หรือที่เรียกว่า Central Business District (CBD) บนอาคารที่สูงที่สุดบนถนน Chang’an Avenue ทำเลที่ตั้งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม เพราะอยู่ตรงข้ามกับ China World Trade Centre และอาคาร CCTV Tower อันเป็นสัญลักษณ์ของเมือง และด้วยความที่เป็นส่วนหนึ่งของ Beijing Yintai Center ซึ่งเป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ทำให้โรงแรมแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่พักเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์รวมของไลฟ์สไตล์หรูหรา ประกอบด้วย Park Hyatt Residence, Park Hyatt Penthouse, ห้างสรรพสินค้าไฮเอนด์อย่าง in01 และอาคารสำนักงานระดับ Super-A ทำให้แขกผู้เข้าพักสามารถเข้าถึงแหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหารระดับโลก ความบันเทิง และสิ่งอำนวยความสะดวกทางธุรกิจได้อย่างครบวงจรเพียงแค่ก้าวเท้าออกจากโรงแรม แถมยังเชื่อมต่อโดยตรงกับสถานีรถไฟใต้ดิน Guamao ได้อย่างสะดวกสบายสุดๆ ตัวโรงแรมจะกินพื้นที่ตั้งแต่ชั้น 37 ถึง 49 และ 59 ถึง 67 ของอาคาร โดยได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ไปเมื่อปี 2019 ทำให้ทุกมุมของโรงแรมยังคงความใหม่เอี่ยม ทันสมัย และคงไว้ซึ่งมาตรฐานความหรูหราตามแบบฉบับ Park Hyatt ที่ไม่มีวันตกยุค Our Room: ความสงบเหนือเมืองหลวงพร้อมวิวพาโนรามา โรงแรมมีห้องพักและห้องสวีทให้บริการรวมทั้งสิ้น 237 ห้อง ทุกห้องได้รับการออกแบบและตกแต่งในสไตล์จีนโมเดิร์นที่เน้นความเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความหรูหราเหนือกาลเวลา การใช้โทนสีครีมที่สบายตาช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความสงบและความผ่อนคลายทันทีที่คุณก้าวเข้ามา ไฮไลต์สำคัญของห้องพักทุกห้องคือ หน้าต่างกระจกบานใหญ่ ที่เปิดรับวิวเมืองปักกิ่งแบบพาโนรามาไร้สิ่งบดบัง ให้คุณได้เพลิดเพลินกับทัศนียภาพของเมืองหลวงที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่ว่าจะเป็นวิวตึกระฟ้าที่ส่องประกายในยามค่ำคืน หรือทิวทัศน์ของเมืองที่คึกคักในยามกลางวัน และด้วยความตระหนักถึงคุณภาพอากาศ โรงแรมจึงใส่ใจเป็นพิเศษด้วยการติดตั้ง ระบบฟอกอากาศ (Air Purification System) ที่ทำงานเงียบเชียบแต่ทรงประสิทธิภาพสูง สามารถดักจับอนุภาค PM2.5 ได้อย่างหมดจด ช่วยให้มั่นใจได้ว่าอากาศภายในห้องของคุณจะบริสุทธิ์ สะอาด และปลอดภัย ไร้กังวลเรื่องมลภาวะภายนอก สำหรับห้องพักที่เราเลือกในครั้งนี้คือห้อง 1 King Bed ขนาด 45 ตร.ม. ซึ่งเป็น Room Type มาตรฐานที่เหนือความคาดหมาย ด้วยพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางและถูกจัดแบ่งสัดส่วนได้อย่างลงตัว ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย และตอบโจทย์ทุกความต้องการของเราในทริปนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่หากคุณต้องการพื้นที่ที่มากขึ้นหรือประสบการณ์ที่แตกต่าง Park Hyatt Beijing ก็มีห้องพักประเภทอื่นๆ ให้เลือกสรรมากมาย ตั้งแต่ Deluxe ไปจนถึง Executive Suite และ Penthouse Suite โดยห้องพักที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดกว้างขวางถึง 240 ตร.ม. เลยทีเดียว มุมมองจาก Hoparound.co : เรื่องการบำรุงรักษา (Maintenance) แม้ว่าโดยรวมห้องพักจะดูสวยงามและสะอาดสะอ้าน แต่จากการเข้าพักจริงในครั้งนี้ เราพบว่า การบำรุงรักษา (Maintenance) ภายในห้องพักอาจจะยังไม่เนี๊ยบเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับมาตรฐานของแบรนด์ Park Hyatt ในที่อื่นๆ เราเริ่มเห็นร่องรอยการใช้งานตามกาลเวลาในบางจุดที่ยังไม่ได้รับการซ่อมแซมให้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นจุดเล็กๆ ที่เราแอบเสียดาย เพราะถ้างาน Maintenance ทำได้เป๊ะกว่านี้ ประสบการณ์การพักผ่อนในห้องจะสมบูรณ์แบบไร้ที่ติเลยครับ สิ่งอำนวยความสะดวกในห้อง: รายละเอียดที่สร้างความประทับใจ Park Hyatt Beijing ใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อยกระดับประสบการณ์การเข้าพักของคุณ คุณภาพของเครื่องใช้ภายในห้องพักนั้นอยู่ในระดับพรีเมียม ตั้งแต่ เตียงนอนขนาดคิงไซส์ ที่นุ่มสบายกำลังดี ปูด้วยผ้าปูที่นอนที่มีความละเอียด 300 เส้นด้าย และผ้านวมขนเป็ดอันอบอุ่น มอบค่ำคืนแห่งการพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบ เพื่อความบันเทิงและเชื่อมต่อกับโลกภายนอก ทุกห้องมาพร้อมกับ สมาร์ททีวีจอแบนขนาดใหญ่ และมีเดียฮับในตัว ให้คุณสามารถรับชมความบันเทิงหลากหลายได้อย่างไร้ขีดจำกัด โซน มินิบาร์ ก็จัดเตรียมไว้อย่างครบครัน พร้อมเครื่องชงกาแฟและกาต้มน้ำสำหรับชงชา ช่วยให้คุณสามารถรื่นรมย์กับเครื่องดื่มแก้วโปรดได้ตลอดเวลาที่ต้องการ ตู้เสื้อผ้าเป็นแบบ Walk-in Closet กว้างขวาง จัดเก็บสัมภาระได้อย่างเป็นระเบียบ ทำให้ห้องพักดูโล่งสบายไม่อึดอัด และอีกหนึ่งจุดเด่นที่พลาดไม่ได้คือ ห้องน้ำ ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน แบ่งโซนเปียกและโซนแห้งเป็นสัดส่วน มีทั้ง ฝักบัวแบบ Rain Shower ที่ให้ความรู้สึกสดชื่น และ อ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ ที่เชิญชวนให้คุณได้แช่น้ำอุ่นๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังจากวันอันยาวนาน พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์อาบน้ำระดับพรีเมียมจากแบรนด์ชั้นนำ ห้องอาหารและบาร์: รสชาติแห่งความอร่อยและความบันเทิงเหนือระดับ สำหรับประสบการณ์ด้านอาหารและการสังสรรค์ Park Hyatt Beijing ก็มีตัวเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยมี ร้านอาหารและบาร์รวม 3 แห่ง ที่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยและบรรยากาศอันน่าประทับใจ: China Grill (北京亮): ร้านอาหารหลักที่ตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของโรงแรม มอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่น่าตื่นตาตื่นใจด้วย วิว 360 องศาของเมืองปักกิ่ง ที่ไม่มีใครเทียบได้ โดยเฉพาะในยามค่ำคืนที่แสงไฟระยิบระยับ อาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ก็จัดที่นี่เช่นกัน นอกจากนี้ยังเชี่ยวชาญด้านสเต็กและอาหารทะเลคุณภาพเยี่ยม พร้อมไวน์ชั้นดีให้เลือกมากมาย China Bar (北京亮酒吧): บาร์บนชั้นดาดฟ้าที่อยู่ติดกับ China Grill เป็นจุดที่เหมาะสำหรับการจิบค็อกเทลแก้วโปรด หรือไวน์ชั้นเลิศ พร้อมดื่มด่ำกับทัศนียภาพอันงดงามของเมืองปักกิ่งในมุมสูง IFW: ร้านอาหารที่นำเสนอประสบการณ์การทำอาหารแบบสดๆ โดยเชฟจะปรุงอาหารที่สถานีต่างๆ ทั่วร้าน เน้นอาหารจีนคลาสสิกที่ผสมผสานเทคนิคสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว Breakfast Experience อาหารเช้า: เริ่มต้นวันใหม่ด้วยความอร่อยและหลากหลาย อาหารเช้าที่ Park Hyatt Beijing ถือเป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่ไม่ควรพลาด โดยจะให้บริการที่ร้าน China Grill ซึ่งตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของโรงแรม คุณจะได้เพลิดเพลินกับมื้อเช้าอันโอชะพร้อมดื่มด่ำกับวิวเมืองปักกิ่งอันตระการตา ตัวเลือกอาหารเช้ามีความหลากหลายและจัดเต็มมากๆ โดยมีให้เลือกทั้งแบบ A la carte ซึ่งคุณสามารถสั่งเมนูจานโปรดที่ปรุงสดใหม่ตามต้องการ และแบบ บุฟเฟต์ ที่นำเสนออาหารนานาชาติและอาหารจีนท้องถิ่นอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นมุมเบเกอรี่อบสดใหม่ ไส้กรอก แฮม ชีส ผัก ผลไม้สดนานาชนิด โยเกิร์ต ซีเรียล รวมถึงเมนูไข่ต่างๆ และอาหารจีนยอดนิยม การันตีได้เลยว่าไม่ว่าคุณจะเป็นนักชิมสไตล์ไหน ก็จะต้องประทับใจกับความหลากหลายและคุณภาพของวัตถุดิบที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี เพื่อให้คุณได้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยพลังงานและความสดชื่นอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ หากคุณยังต้องการสำรวจตัวเลือกด้านอาหารและความบันเทิงเพิ่มเติม ชั้นล่างของตึกคือที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าหรู in01 ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านค้าแฟชั่นแบรนด์เนมระดับโลก (เช่น Hermès, Dior, Cartier, Lane Crawford Concept Store) ร้านอาหารชั้นนำ ฟิตเนสเซ็นเตอร์ และโรงภาพยนตร์ ทำให้คุณสามารถใช้เวลาได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล Hotel Facility: สิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรเพื่อการพักผ่อนและธุรกิจ Park Hyatt Beijing เข้าใจถึงความต้องการที่หลากหลายของแขกผู้มาเยือน จึงได้จัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันและทันสมัยไว้บริการ: Tian Spa (天水): สปาหรูหราที่ตั้งอยู่บนชั้น 59 มอบประสบการณ์การบำบัดที่ผ่อนคลายและฟื้นฟูร่างกายจิตใจ ด้วยห้องทรีตเมนต์ 8 ห้องที่ให้บริการนวด ทรีตเมนต์ความงาม และโปรแกรมบำบัดที่อิงหลักการแพทย์แผนจีนดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมีโซนพักผ่อน (Relaxation Lounge) และห้องสตูดิโอสำหรับออกกำลังกาย ฟิตเนสเซ็นเตอร์ (Fitness Center): ตั้งอยู่ในบริเวณ Park Life Complex มีอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ทันสมัยและครบครัน ทั้งโซนคาร์ดิโอ เวทเทรนนิ่ง และสตูดิโอสำหรับคลาสออกกำลังกายต่างๆ สระว่ายน้ำในร่ม (Indoor Swimming Pool): สระว่ายน้ำระบบน้ำอุ่นขนาด 25 เมตร ที่ออกแบบอย่างสวยงาม พร้อมกระจกบานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติ ให้คุณได้แหวกว่ายหรือผ่อนคลายอย่างเป็นส่วนตัว ห้องจัดเลี้ยงและห้องประชุม (Meetings & Events Facilities): โรงแรมมีห้องจัดเลี้ยงและห้องประชุมหลากหลายขนาด รวม 16 ห้อง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,570 ตร.ม. พร้อมอุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ที่ทันสมัย และทีมงานมืออาชีพคอยให้บริการ เหมาะสำหรับการจัดงานทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นงานประชุม สัมมนา หรืองานเลี้ยงฉลองขนาดใหญ่ บริการผู้ช่วยส่วนตัว (Personal Butler Service): เพื่อประสบการณ์ที่เหนือระดับ โรงแรมมีบริการผู้ช่วยส่วนตัวที่พร้อมดูแลและอำนวยความสะดวกตลอดการเข้าพักของคุณ Business Center ตลอด 24 ชั่วโมง: สำหรับนักธุรกิจ มีศูนย์บริการธุรกิจที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั้งแบบมีสายและไร้สายทั่วทั้งโรงแรม Wrapping Up Our Stay: ความประทับใจที่ไม่รู้ลืม หลังจากที่เราได้ใช้เวลาดื่มด่ำกับทุกช่วงเวลาที่ Park Hyatt Beijing เราก็สามารถยืนยันได้เลยว่านี่คืออีกหนึ่งประสบการณ์การเข้าพักที่น่าประทับใจที่สุด โรงแรมแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่พักสำหรับค้างคืน แต่เป็นจุดหมายปลายทางที่สมบูรณ์แบบที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักเดินทางอย่างแท้จริง ตั้งแต่ก้าวแรกที่เรามาถึง การต้อนรับที่อบอุ่นและเป็นมืออาชีพของพนักงานก็สร้างความประทับใจได้ทันที ห้องพักที่สวยงาม สะอาด และทันสมัย พร้อมวิวเมืองปักกิ่งที่ตระการตาผ่านกระจกบานใหญ่ ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้พักผ่อนอยู่เหนือผืนฟ้า สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งฟิตเนส สระว่ายน้ำ และสปา ล้วนอยู่ในระดับเวิลด์คลาส ทำให้เราสามารถผ่อนคลายและเติมพลังได้อย่างเต็มที่ ที่สำคัญที่สุดคือทำเลที่ตั้งที่เหนือกว่าใคร ทำให้การเดินทางสำรวจเมืองปักกิ่งเป็นเรื่องง่ายดาย และการมีห้างสรรพสินค้าหรูอย่าง in01 อยู่ติดกับโรงแรม ก็ยิ่งเพิ่มความสะดวกสบายในการช้อปปิ้งและรับประทานอาหารได้อย่างไม่จำกัด รวมถึงตัวเลือกด้านอาหารในโรงแรมเองก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน โดยเฉพาะมื้อเช้าที่ China Grill ที่ทำให้เราเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างสดใสและเต็มอิ่ม เรียกได้ว่า Park Hyatt Beijing มอบประสบการณ์ที่ไร้ที่ติ ตั้งแต่การออกแบบที่หรูหราทันสมัย ไปจนถึงบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ทำให้ทุกช่วงเวลาของการพักผ่อนกลายเป็นความทรงจำที่ดี การมาพักที่นี่ไม่ใช่แค่การนอนโรงแรม แต่คือการลงทุนในประสบการณ์ที่คุ้มค่าและน่าจดจำ ไม่ว่าจะเป็นทริปธุรกิจหรือการพักผ่อนเพื่อสัมผัสเสน่ห์ของปักกิ่ง โรงแรมแห่งนี้จะทำให้การเดินทางของคุณสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน Let's Hop Around Beijing.
- Park Hyatt Bangkok ละเมียด-สงบ-สบายเหนือความวุ่นวายใจกลางเมือง โรงแรม พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ
รีวิว Park Hyatt Bangkok ละเมียด-สงบ-สบายเหนือความวุ่นวายใจ โรงแรมใจกลางเมือง พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ Park Hyatt คือแบรนด์โรงแรมระดับสูงสุดของเครือ Hyatt เปิดตัวครั้งแรกที่เมือง Chicago โดยมีวิวเป็นสวน Jane Byrn Park ที่อยู่ติดกัน จึงเป็นที่มาของชื่อและคอนเส็ปต์ที่ทุก Property ภายใต้แบรนด์ Park Hyatt นั้นจะต้องมีวิวเป็นความเขียวขจี ที่กรุงเทพฯก็เช่นกัน แม้จะอยู่ย่านเพลินจิตแต่ก็สามารถมองเห็นสวนลุมพินีที่อยู่ไม่ไกลได้อย่างชัดเจน วันนี้เราจะพาเพื่อนๆมา Staycation ที่ Park Hyatt Bangkok กันครับ Park Hyatt Bangkok นั้นโดดเด่นตั้งแต่รูปลักษณ์อาคารด้านนอกที่มีความ Iconic สูงมาก ฝั่งโรงแรมเป็น Tower สูง 27 ชั้นที่ไหลและบิดเกลียวลงมาเป็นเนื้อเดียวกันกับห้าง Central Embassy ซึ่งมีจำนวนชั้นน้อยกว่าจึงเป็นเหมือนฐานรองรับยอดแหลมของโรงแรม และเมื่อมองมุมบนแบบ Bird’s Eye View ลงมาก็จะเห็นตัวอาคารทั้งหมดเป็นสัญลักษณ์ Infinity หรือเลข 8 อันเป็นมงคลในคติจีน ผิวอาคารด้านนอกประดับด้วยแผ่นอลูมิเนียมที่ทอแสงสะท้อนแดดระยิบระยับสวยงามมากครับ เมื่อเดินเข้ามาด้านในโรงแรม เราก็รู้สึกได้ทันทีถึงความนิ่งเรียบและเนี้ยบหรูของงานดีไซน์สมัยใหม่ มีดีเทลเส้นโค้งที่ไหลไปตามลักษณะพื้นที่อย่างมีเจตจำนงค์ ผนังทั้งหมดถูกกรุด้วยงานไม้ซึ่งทำให้รู้สึกอบอุ่นและเป็นหนึ่งเดียวกัน Park Hyatt Bangkok นั้นเลือกเผยความหรูหราด้วยวิธีที่มีชั้นเชิงไม่เอะอะ งานอาร์ทระดับโลกที่หายากหลายชิ้น (ส่วนใหญ่เป็นของสะสมของทางเจ้าของ) ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด ภาพถ่าย ไปจนถึงงานประติมากรรม และ Installation ต่างๆนั้นถูกจัดแสดงไว้อย่างถูกที่ถูกทาง ซึ่งก็ยิ่งช่วยเพิ่มคุณค่าให้พื้นที่ “ดูแพง” และมีรสนิยมมากขึ้นไปอีกโดยเฉพาะในสายตาของแขกที่มีความสนใจในงานศิลปะเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว องค์ประกอบความเป็นไทยที่มีการลดทอนรายละเอียดลงมาเพื่อความทันสมัยนั้นถูกสอดแทรกอยู่ในจุดต่างๆอย่างประณีตสอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกันกับงานออกแบบภาพรวมของโรงแรม ที่นี่มีห้องพักถึง 222 ห้องและมีเลย์เอ้าท์แตกต่างกันถึง 57 แบบ เนื่องจากตัวอาคารมีลักษณะเฉพาะตัวจึงทำให้การออกแบบห้องต้องปรับไปตามสภาพพื้นที่ สิ่งที่ดีงามมากๆก็คือขนาดห้องพักที่เริ่มต้นก็กว้างถึง 48 ตร.ม.แล้วซึ่งถือว่าใหญ่มากสำหรับโรงแรมใจกลางเมืองเช่นนี้ครับ และห้องที่ใหญ่ที่สุด (Presidential Suite) นั้นก็มีขนาดถึง 381 ตร.ม.เลยทีเดียว Our Room ห้องของเราในคืนนี้เป็นห้องระดับเริ่มต้นซึ่งก็ดีเกินพอสำหรับการค้าง 1 คืนของเราแล้วครับ เปิดเข้ามาปุ๊บก็จะเจอ Foyer ซึ่งเป็นโซนมินิบาร์ไปในตัวด้วยจากจุดนี้หากไปทางซ้ายก็จะเป็นห้องนอน โต๊ะทำงาน ห้องแต่งตัวและเก็บสัมภาระ หากไปทางขวาก็จะเป็นห้องน้ำที่มีทั้งอ่างอาบน้ำและชาวเว่อร์ ที่เราประทับใจก็คือ Amenities กลิ่นหอมฟุ้งโดย Le Labo ส่วนวิวจากห้องนอนก็จะเป็นวิวเมืองแบบเต็มๆจากแยกเพลินจิตเลยครับ มองเห็นทั้งรถไฟฟ้า การจราจรบนท้องถนน ไปจนถึงแนวตึกระฟ้าที่อยู่ไกลออกไป นอกจากความกว้างขวางแล้ว คุณภาพห้องพักและการตกแต่งก็ได้ใจเราเช่นกันครับ ทุกอย่างจัดวางเป็นสัดส่วนดีมาก การที่ห้องแต่งตัวไม่อยู่ติดกับห้องน้ำอาจจะทำให้โฟลว์สะดุดนิดหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาครับ เตียงและหมอนนุ่มนอนสบายไม่ปวดหลัง โต๊ะทำงานกว้างมาก เราชอบที่สวิทช์ไฟทุกจุดนั้นมีการระบุไว้ครบว่าเป็นสวิทช์ของอะไร ห้องน้ำก็ถูกใจมากครับ Shower สบายจนไม่อยากอาบเสร็จ และรูปสลักหินลายดอกไม้ที่ผนังห้องน้ำนั้นก็เป็นรายละเอียดที่ช่วยเพิ่มความโดดเด่นหรูหราให้กับห้องพักได้มากเลยครับ Breakfast เช้าแล้วเปิดม่านมาพบกับวิวเมืองด้านนอกที่กำลังจะวุ่นวายในอีกไม่ช้า เราไปดูกันซักหน่อยว่า Breakfast ที่นี่เป็นยังไงบ้าง มื้อเช้าของที่นี่จะเสิร์ฟกันที่ Living Room ที่โปร่งสบายด้วยเพดานสูงและแสงธรรมชาติจากทั้ง 2 ฝั่ง เมนูจะมีทั้งแบบ A La Carte ที่สามารถสั่งเพิ่มได้เรื่อยๆ และแบบ Buffet ให้ตักได้เองโดยมีอาหารให้เลือกหลายสัญชาติเลยครับ ตัวเลือก Vegan หรือ Gluten-Free ก็มีให้ครบเช่นกัน เราชอบน้ำผลไม้สกัดเย็นและสมูธตี้มากครับ สั่งเบิ้ลมาหลายแก้วเลย Pool สิ่งหนึ่งที่ Park Hyatt Bangkok แตกต่างจาก Park Hyatt แห่งอื่นๆในโลกก็คือสระน้ำครับ เราเองก็แปลกใจที่ได้รู้ว่าที่นี่เป็น Property เดียวในโลกของแบรนด์ Park Hyatt ที่มีสระกลางแจ้ง ขนาดอาจจะไม่ใหญ่มากแต่ก็เพียงพอที่จะให้บริการกับแขก ช่วงที่เราเข้าพักนั้นก็มี Occupancy เกือบ 100% แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดใดๆเลย เราชอบเตียงอาบแดดที่เรียงเป็นขั้นบันไดเป็นพิเศษครับ เพราะรู้สึกเป็นส่วนตัวกว่าแบบที่วางอยู่ในระดับเดียวกัน PAÑPURI ORGANIC SPA สปาของ Park Hyatt Bangkok นั้นให้บริการร่วมกับปัญญ์ปุริ แบรนด์สปาอันดับต้นๆของไทยและสิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือแขกของโรงแรมสามารถเข้ามาใช้บริการห้องสตีม และแช่บ่อน้ำร้อนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมครับ วันนี้เราก็เลยถือโอกาสแช่น้ำร้อนกันจนสบายตัวเลย ส่วนห้องชาวเวอร์ของที่นี่สามารถเลือกอุณหภูมิได้ตั้งแต่อุ่นไปจนถึงเย็นจัดซึ่งมาพร้อมกับกลิ่นตะไคร้หอมๆด้วย เป็นยังไงกันบ้างครับกับ Staycation ของเราที่ Park Hyatt Bangkok ในครั้งนี้ เพื่อนๆรู้สึกละเมียด-สงบ-สบายเหมือนเราไหมครับ หลังจากเช็คเอ้าท์แล้วเราขอเพิ่มคำว่า “สะดวก” เข้าไปอีก 1 คำ เพราะเดินลงมาปุ๊บก็ช็อปปิ้งต่อที่ Central Embassy ได้เลย :-)
- The Evolution of Phuket เมื่อความสุขของการอยู่อาศัยมาบรรจบกับการบริหารระดับโลกที่ PEYLAA Phuket
The Evolution of Phuket เมื่อความสุขของการอยู่อาศัยมาบรรจบกับการบริหารระดับโลกที่ PEYLAA Phuket ถ้าย้อนเวลากลับไปไม่เกิน 20 ปี ภูเก็ตอาจเป็นเพียงปลายทางการท่องเที่ยว แต่วันนี้มันกำลังพัฒนาไปสู่ “เมืองอยู่อาศัยระดับโลก” อย่างเต็มตัว จากที่เคยมาเที่ยวกันเพียงสั้นๆ วันนี้ผู้คนจากทั่วโลกต่างอยากเข้ามาอยู่อาศัยกันแบบยาวๆมากขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ภูเก็ตจะเติบโตไหม แต่คือ การเติบโตนั้นจะมีคุณภาพแค่ไหน และถ้ามองในมุมนี้ บางเทาคือพื้นที่ที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านได้ชัดที่สุด ทำเลที่ไม่พึ่งฤดูกาล สิ่งที่ทำให้บางเทาน่าสนใจ ไม่ใช่แค่ชายหาด แต่คือโครงสร้างของชุมชน และวิถีชีวิตระดับสากลครับ พื้นที่นี้มีทั้งโรงเรียนนานาชาติ ไลฟ์สไตล์ฮับอย่าง Boat Avenue และระบบนิเวศของร้านอาหาร คาเฟ่ที่ไม่ใช่แค่รับนักท่องเที่ยว แต่รองรับรสนิยมของคนที่ “อยู่จริง” ในมุมของอสังหาริมทรัพย์ นี่คือสัญญาณสำคัญ เพราะดีมานด์ที่มาจากผู้อยู่อาศัยระยะยาว มักมีเสถียรภาพมากกว่าดีมานด์ตามฤดูกาล Peylaa Phuket ตั้งอยู่ห่างจากหาดบางเทาเพียง 1.9 กิโลเมตร และยังคงความสงบพอสำหรับการอยู่อาศัยระยะยาว นี่คือสมดุลที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยในตลาดที่พักอาศัยครับ โครงการที่อยู่อาศัยภายใต้ Autograph Collection Residences แห่งแรกของ Asia Pacific Autograph Collection คอลเลกชันของโครงการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภายใต้แนวคิด “Exactly Like Nothing Else” — แตกต่างมีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเอง แต่ยังคงมาตรฐานระดับสากลของ Marriott อยู่เบื้องหลัง สำหรับผู้ถือครองนี่คือความ Unique ไม่เหมือนใคร ที่มาพร้อมกับระบบบริหารจัดการที่ไว้วางใจได้ว่าทรัพย์สินของเราจะได้รับการดูแลอย่างมืออาชีพในระยะยาว การออกแบบที่คิดถึงชีวิตระยะยาว โครงการประกอบด้วย 3 อาคาร สูง 7 ชั้น รวม 408 ยูนิต ขนาดยูนิตเริ่มตั้งแต่ 45 ตร.ม. ไปจนถึง 129 ตร.ม. สิ่งที่น่าสนใจคือการให้ระเบียงขนาดใหญ่ และการออกแบบครัว–ห้องน้ำที่ครบฟังก์ชันจริง มี pantry และอ่างอาบน้ำ นอกจากยี้ยังมีรายละเอียดเล็กๆที่จะทำให้คุณภาพชีวิตประจำวันของเราดีขึ้น อย่าง • ระบบความปลอดภัยระดับสากล พร้อม monitoring 24/7 • ผนังกันเสียงมาตรฐานสูงระหว่างยูนิต • ระบบกรองน้ำ UV และตรวจจับการรั่วซึมอัตโนมัติ นี่คือดีไซน์ที่สะท้อนว่าโครงการนี้ตั้งต้นจากคนที่จะใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่นั้นได้อย่างมีสุนทรีย์จริงๆ เรียกได้ว่า สวย-หรู-อยู่สบาย-ได้ผลตอบแทน ครบเลยครับ ไลฟ์สไตล์ที่สร้างมูลค่าในตัวเอง สระว่ายน้ำขนาด 25 เมตร 3 สระ, Ice Bath, Sauna, Tennis / Pickleball, ฟิตเนส และพื้นที่ Flexi Workspace สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง amenities เพื่อความหรูหรา แต่คือโครงสร้างที่ช่วยสร้างคุณภาพชีวิต และในตลาดอสังหาฯ ระยะยาว คุณภาพชีวิตที่ดีมักสะท้อนกลับมาในมูลค่าทรัพย์สิน มากกว่าการถือครอง คือความอุ่นใจในระบบ เจ้าของจะได้รับสิทธิประโยชน์ผ่าน ONVIA และสถานะ Marriott Bonvoy Gold Elite ถึงปี 2029 ในเชิงการลงทุน นี่คือการเชื่อมต่อกับ ecosystem ระดับโลก ไม่ใช่เพียงการถือครองยูนิตหนึ่งยูนิต และเมื่อโครงการมีกำหนดแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปี 2027 จังหวะเวลาของตลาดภูเก็ตในวันนี้จึงเป็นอีกปัจจัยที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ บทสรุปในมุมของผู้มองตลาด ภูเก็ตกำลังเปลี่ยนจากเมืองท่องเที่ยว ไปสู่เมืองอยู่อาศัยคุณภาพสูง บางเทาคือหนึ่งในย่านที่สะท้อนภาพนั้นได้ชัดที่สุด และ Peylaa Phuket คือหนึ่งในตัวอย่างของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่พยายามเชื่อม “ความสุขในการใช้ชีวิต” เข้ากับ “โครงสร้างการบริหารจัดการระดับสากล” สำหรับผู้ที่มองหาบ้านหลังที่สอง หรือทรัพย์สินระยะยาวในทำเลที่มีดีมานด์จริง คำถามอาจไม่ใช่ว่า “ภูเก็ตจะโตไหม” แต่อาจเป็นว่า เราจะเข้าไปอยู่ในจังหวะไหนของการเติบโตนั้น ความสุขและผลตอบแทนสามารถเดินไปด้วยกันได้ บางทีนี่อาจเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเข้าไปสำรวจบางเทา และโครงการ Peylaa Phuket อย่างจริงจัง ศึกษาข้อมูลโครงการเพิ่มเติมได้ที่ https://peylaa-phuket.com/ #LetsHoparound #PEYLAAPhuket #AutographCollectionResidences #CapstoneAsset #Peylaa_phuket #Phuket
- AMANTAKA สัมผัสความงาม ยลหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกกับอมันทากา
AMANTAKA เย็นใจ เย็นกาย เรียบง่าย งดงาม กับอมันทากา หลวงพระบาง เสน่ห์ของหลวงพระบางมีอะไรบ้างน่ะเหรอครับ หลายคนคงจะบอกว่าเป็นจังหวะชีวิตอันเนิบช้า อากาศในฤดูหนาวที่เย็นสบายผิว สถาปัตยกรรมแบบ French Colonial ที่ถูก UNESCO อนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี หรือไม่ก็ความรุ่มรวยในวิถีพุทธและวัดสไตล์ล้านช้างอันงดงาม ทั้งหมดนี้บวกกับความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ณ จุดบรรจบของแม่น้ำโขงและแม่น้ำคานล้วนมีส่วนทำให้อดีตนครหลวงของอาณาจักรล้านช้างแห่งนี้กลายเป็นเมืองเอกด้านการท่องเที่ยวของลาวในปัจจุบัน และวันนี้เราจะมาแนะนำที่พักชั้นเลิศที่จะยิ่งยกระดับความดีงามทั้งหมดของทริปหลวงพระบางให้ขึ้นหิ้งเป็นความตราตรึงใจไปอีกแสนนาน Exclusive Rate for Hoparound.co Fans !! ราคาพิเศษเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น!! นี่คือ Amantaka รีสอร์ทบนยอดสูงสุดของความ Ultra Exclusive แห่งหลวงพระบาง และบอกไว้ตรงนี้เลยว่า hoparound.co มีข้อเสนอพิเศษสุดในการเข้าพักที่นี่มาฝากเพื่อนๆในโพสต์นี้กันด้วยนะครับ #ดีลลับเฉพาะ 𝗛𝗼𝗽𝗮𝗿𝗼𝘂𝗻𝗱.𝗰𝗼 เท่านั้น กับ 𝗔𝗺𝗮𝗻𝘁𝗮𝗸𝗮 𝗖𝗹𝗼𝘀𝗲𝗿 𝘁𝗼 𝗵𝗼𝗺𝗲 สัมผัสความงาม ยลหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกแบบ 𝗨𝗹𝘁𝗿𝗮-𝗘𝘅𝗰𝗹𝘂𝘀𝗶𝘃𝗲 กับข้อเสนอสุดพิเศษ เริ่มต้นคืนละ THB 20,000++ จองและเข้าพักได้ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2568 Suite | THB 20,000++ Pool Suite | THB 24,000++ Khan Pool Suite | THB 28,000++ The Arrival อยู่บนฟ้ายังไม่ถึง 2 ชั่วโมงดี เราก็ร่อนลงจอด ณ สนามบินหลวงพระบางที่เล็กกระทัดรัด และที่ถูกใจเราก็คือขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองนั้นน่ารักและเรียบง่ายสมกับสไตล์ของหลวงพระบางอย่างยิ่ง โดยเฉพาะช่วงนี้ที่หลวงพระบางเพิ่งกลับมาเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ไม่นาน คนจึงยังคงไม่พลุกพล่านมาก ใครกำลังเล็งอยากมาเที่ยวที่นี่ ช่วงนี้เป็นโอกาสที่ดีมากเลยครับ บอกเลย ระหว่างที่เรารอคิวตรวจคนเข้าเมืองอยู่ เราก็เห็นพนักงานขับรถยืนชูป้าย Amantaka รอรับเราอยู่แล้วที่ด้านหลังตม. เรียกได้ว่าการบริการแบบ Ultra Exclusive นั้นเริ่มต้นตั้งแต่ก้าวแรกที่เรามาถึงหลวงพระบางโดยมีพนักงานเข้ามารอรับกระเป๋ากับเราที่สายพานเลยล่ะครับ และเท่าที่เห็น Amantaka น่าจะเป็นเพียงรีสอร์ทเดียวเท่านั้นที่เข้ามารับแขกถึงด้านในขนาดนี้ครับ คุณ “กาก” คือชื่อของพนักงานขับรถผู้ช่วยเรายกกระเป๋ามาขึ้นรถ จากนั้นพี่เค้าก็นำเสนอผ้าเย็นหอมฉุยให้เราได้เช็ดกำจัดคราบความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง พร้อมบอกว่ามีขนมและน้ำดื่มระหว่างเดินทางไปรีสอร์ทด้วยซึ่งจากสนามบินใช้เวลาเพียง 10 นาทีก็ถึงแล้วครับ เราเพิ่งรู้ตัวว่าเราโหยหาชีวิตที่ง่ายแบบนี้มากแค่ไหน เมื่อมาถึงเราก็เห็นพนักงานมายืนเรียงแถวต้อนรับเราด้วยรอยยิ้มอยู่ด้านหน้าอาคาร French Colonial ที่สวยงามมากๆ อ่อ ลืมบอกไปว่าอาคารทุกหลังในรีสอร์ทนั้นได้รับการคุ้มครองโดย UNESCO ทั้งหมดนะครับ เรารู้สึกราวกับเราเป็นแขกคนสำคัญที่พวกเขารอคอยจะเจอมาทั้งวันเลยล่ะ คุณบุญชูหัวหน้า Front Office เชิญให้เราเข้าไปนั่งที่โซฟารับรองด้านในเพื่อต้อนรับอย่างเป็นทางการ และให้พนักงานนำน้ำมะขามซึ่งเป็นเวลคัมดริ้งค์มาเสิร์ฟพร้อมเล่าให้ฟังว่ามะขามเป็นต้นไม้มงคลในวัฒนธรรมลาว เราประทับใจกับบรรยากาศภายในล็อบบี้มากเลยครับ ทุกองค์ประกอบถูกเลือกมาอย่างมีรสนิยมและให้ความเคารพต่อศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่น แสงธรรมชาติและสายลมที่ไหลผ่านอย่างทั่วถึงยิ่งทำให้อาคารต้อนรับซึ่งประกอบไปด้วยล็อบบี้และห้องอาหารยิ่งน่ารื่นรมย์มากขึ้นไปอีก Our Room Amantaka ตั้งอยู่บนที่ดินแปลงมหึมา แต่ถูกออกแบบให้มีห้องพักเพียง 24 ห้องล้อมรอบ Courtyard ขนาดใหญ่ตรงกลาง โดยมีพนักงานคอยดูแลเกือบร้อยชีวิต (นี่ลดลงมาจาก 200 คนในช่วงก่อนโควิดแล้วนะครับ) ห้องของเราเป็น Pool Suite (หมายเลข 12) ที่มีขนาดภายในห้องพัก 71 ตร.ม.และหากรวมพื้นที่สระว่ายน้ำส่วนตัวด้านนอกด้วยก็จะมีขนาดถึง 159 ตร.ม. เลยครับ ส่วนห้องที่ใหญ่ที่สุดในรีสอร์ทนั้นกว้างมากๆถึง 347 ตร.ม. มีชื่อว่า Amantaka Pool Suite ซึ่งเดี๋ยวเราจะพาเพื่อนๆไปชมด้วยครับ มาเริ่มที่ Pool Suite ของเรากันก่อนเลยดีกว่า วินาทีที่เปิดประตูเข้าไปสิ่งที่เราสัมผัสได้ก็คือความปรอดโปร่งและสวยงามราวกับถูกพากลับไปสู่ความรุ่งโรจน์ของยุค French Colonial ในทันที แอร์ในห้องเย็นฉ่ำกำลังดี และกลิ่นดอกมะลิจากเตาน้ำมันหอมระเหยก็ยิ่งทำให้ภาพเบื้องหน้าเหมือนฝันเข้าไปอีก กรอบประตูสีเทาอมฟ้านั้นเข้ากันอย่างมากกับผนังสีขาว และเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มที่ผลิตโดยบริษัทเฟอร์นิเจอร์สัญชาติลาวก็ถูกจัดวางไว้อย่างถูกที่ถูกทางไปหมด บริเวณ Living Area นั้นเปิดโล่งมีชุดรับแขก โต๊ะทำงาน และมินิบาร์ ด้านขวามือเป็นเตียงสี่เสาพร้อมผ้าม่านบางเบา ถัดลึกเข้าไปเป็นห้องน้ำที่แบ่งโซนได้อย่างดีเยี่ยม แยกเป็นอ่างล้างหน้า 2 ฝั่ง ห้องชักโครก ห้อง Shower และดาวเด่นที่สุดก็คืออ่างอาบน้ำทรงสวยริมหน้าต่างที่เปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ ส่วนด้านนอกก็คือลานระเบียงพร้อมเตียงอาบแดดริมสระส่วนตัวขนาดกำลังดี ขอแย้มไว้นิดนึงว่าหากใช้โค้ด Hop Around จองตรงกับทางรีสอร์ท นอกจากจะได้ส่วนลดจากเรทปกติมากกว่า 50% แล้ว ยังจะได้อัพเกรดห้องพักฟรี พร้อมสิทธิประโยชน์อื่นๆอีกมากมายด้วยนะครับ Amantaka Suite และนี่คือห้องสวีทท็อปที่สุดของ Amantaka ครับ กว้างขวางถึง 347 ตร.ม. ราวกับได้บ้านทั้งหลังเป็นของตัวเอง ภายในแบ่งเป็นห้องเล็กห้องน้อยซ้ายขวาอีกหลายห้อง เล่นซ่อนแอบกันได้สบายเลย ฮ่าๆๆ ทีเด็ดอยู่ที่ด้านในสุดเพราะเหมือนเราได้ Backyard พร้อมศาลาพักผ่อน และสระว่ายน้ำส่วนตัวที่รวมเป็นเนื้อที่กว้างถึง 45 ตร.ม.เป็นของเราทั้งหมดเลย มีมุมให้นั่งเล่นนอนเล่นเยอะมากครับ Lunch Time เริ่มหิวแล้วครับ เราไปกินมื้อกลางวันที่ห้องอาหารของรีสอร์ทกันดีกว่า มื้อแรกที่ลาวเราขอประเดิมด้วย Comfort Food ของลาวที่เราก็แอบคุ้นเคยประมาณนึง เราสั่งตำหมักหุ่ง (หรือบักหุ่งในภาษาไทยอิสาน) แกงหน่อไม้ใส่ใบย่านางสไตล์ลาว (บางท้องที่ในไทยเรียกว่าแกงลาวหรือแกงเปรอะ) มากินคู่กับข้าวผัดไก่ กับบะหมี่เส้นแบนผัด ข้อดีของอาหารที่ Amantaka นั้น นอกจากความกลมกล่อมของรสชาติแล้ว เราก็สบายใจเลยได้ว่าจะไม่ท้องเสียแน่นอน เพราะเชฟจะระมัดระวังอย่างมากในการเลือกใช้วัตถุดิบและวิธีปรุงที่ปลอดภัย แม้สำหรับผู้ที่เคยไม่คุ้นชินกับอาหารท้องถิ่น The Baci Ceremony หลวงพระบางเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ยังคงเข้มข้น นอกจากความเป็นพุทธแล้ว ที่นี่ยังมีความเชื่อผสมเรื่องการบวงสรวงผีสางเทวดาและลัทธิพราหมณ์-ฮินดูด้วย พิธีบายศรีแบบลาว (Baci) ก็คือผลิตผลของการผสมเอาศรัทธาที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ทาง Amantaka ได้ช่วยจัดการให้เราได้สัมผัสประสบการณ์นี้แบบ Authentic จริงจัง โดยมีการเชิญหมอทำพิธีและผู้หลักผู้ใหญ่ของหลวงพระบางมาประกอบพิธีกรรมพร้อมผูกข้อมือให้กับเราเพื่อปลุกขวัญ เสริมสิริมงคล และปกป้องเราจากสิ่งไม่ดีทั้งปวง หากเพื่อนๆสนใจให้ทางรีสอร์ทจัดพิธีให้ก็สอบถามทาง Reservation ได้เลยครับ Afternoon Tea at The Library ห้องสมุดเป็นห้องที่เราชอบมานั่งพักและทำงานเมื่อเข้าพักในรีสอร์ท Aman ทุกๆแห่งที่เคยไปมา เพราะแต่ละที่นั้นมีความสงบสวยงามและมีหนังสือหายากเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมที่ช่วยเติมแรงบันดาลใจเยอะเลยครับ สำหรับที่ Amantaka นั้นห้องสมุดยังใช้เป็นจุดเสิร์ฟ Afternoon Tea ด้วย มีขนมอร่อยๆที่ทำจากทั้งวัตถุดิบท้องที่และวัตถุดิบนำเข้า พร้อมด้วยชาสมุนไพรหลายชนิด บรรยากาศข้างในที่โปร่งสบายด้วยแสงธรรมชาตินั้นทำให้รู้สึกผ่อนคลายมาก และสำหรับแขกที่จองด้วยโค้ด Hop Around ก็จะสามารถเข้ารับบริการ Afternoon Tea ได้ฟรีในทุกๆวันที่เข้าพักด้วยนะครับ The Main Pool เดินออกมาจากห้องสมุดปุ๊บก็เจอ Main Pool ปูกระเบื้องสีเข้มซึ่งเรียกได้ว่าเป็น Signature ของ Aman ในโซน South East Asia เลยครับ ตรงนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากเล่นน้ำในสระที่ใหญ่กว่าในห้อง หรือจะแค่นอนเล่นจิบดริ้งค์สวยๆริมสระก็ได้เช่นกัน ตกเย็นพนักงานจากห้องอาหารก็จะมาตั้งโต๊ะเตรียมเสิร์ฟมื้อค่ำ และบาร์เทนเดอร์ก็จะนำรถเข็นมาปรุงเครื่องดื่มให้ที่ริมสระด้วย โดยจะมีวงเครื่องดนตรีลาว (คล้ายๆวงดนตรีไทยเดิม) บรรเลงสดๆให้แขกดื่มด่ำในคีตศิลป์ของลาวเคล้าความเลิศรสของอาหารมื้อพิเศษ Coffee Time พาชมรีสอร์ทมาพอสมควรแล้ว รู้สึกอยากออกไปแวะซื้อกาแฟซักหน่อย ใกล้ๆกับ Amantaka นั้นมีคาเฟ่อยู่หลายแห่ง เราเลยเลือกร้านใกล้ๆที่ดู Local ที่สุด ชื่อว่า Coffee Express เป็นร้านกาแฟเล็กๆที่เจ้าของชงเอง และมีบึงน้ำอยู่หลังร้านให้เราไปนั่งจิบกาแฟได้ เจ้าของร้านเป็นหนุ่มมาดเซอร์เข้ามาทักทายรับออร์เดอร์ เวลาที่ได้ยินคนลาวเรียกแทนตัวเองว่า “ข้อย” แล้ว ทั้งที่มันก็เป็นเรื่องปกติของเขา แต่เรารู้สึกว่ามันน่ารักบอกไม่ถูก กาแฟที่นี่รสชาติดีเลย แต่ค่อนข้างคั่วเข้มนะครับ The Dark (Night) Market ใกล้ค่ำแล้วเราออกไปเดินชมเมืองกันบ้างดีกว่าครับ ข้อดีมากๆอีกอย่างของ Amantaka ก็คือทำเลครับ เพราะอยู่ใกล้จุดท่องเที่ยวแทบทุกจุดแบบเดินไปได้เลยครับ เย็นนี้เราตัดสินใจเดินไปเที่ยวตลาดนัดกลางคืน (คนที่นี่เรียกว่าตลาดมืด ซึ่งอาจทำให้เราเข้าใจไปเป็นอย่างอื่น ฮ่าๆ) หลังจากกลับมาเปิดเมืองก็จัดกันทุกคืนครับ เดินจากรีสอร์ทมาเพียง 5-10 นาทีก็ถึงเลย บรรยากาศคึกคักมากตั้งแต่หัวถนนเลยครับ เดินถัดไปอีกนิดก็เป็นตัวตลาดนัดซึ่งมีของขายหลายสิ่งอย่างตั้งแต่ของที่ระลึก เสื้อผ้า อาหาร ขนมคาว-หวาน เครื่องเงิน งานไม้ ไปจนถึงงานฝีมือที่ผลิตด้วยโลหะจากระเบิดที่กู้ขึ้นมาตั้งแต่ยุคสงครามเวียดนามซึ่งว่ากันว่ามีอยู่นับพันนับหมื่นลูกจนทุกวันนี้ก็ยังกู้ไม่หมด นอกจากตลาดนัดแล้ว ยังมีร้านรวงต่างๆในตัวอาคารของย่านเมืองเก่าที่เปิดเรียงรายกันยาวๆไปเลยครับ The Dinner เดินตลาดจนเริ่มหิว เราเลยตัดสินใจกลับมากินมื้อค่ำที่รีสอร์ท ข้อดีของเมนูที่ Amantaka ก็คือมีให้เลือกทั้งอาหารลาว และอาหารตะวันตกซึ่งอร่อยมากครับ เราสั่งมาคนละสไตล์แล้วก็มาแบ่งกันชิม จริงๆเราติดใจเมนูซุปของ Aman มาตั้งแต่ทริปไปเที่ยวเสียมเรียบและพักที่ Amansara พอได้มาที่นี่ก็เลยสั่งซุปแบบไม่ต้องคิดเลย หรือถ้าจะรีเควสต์ให้เชฟปรุงอาหารนอกเมนู ก็สามารถแจ้งทางพนักงานได้เช่นกัน ฉะนั้นหากพักที่นี่ก็สบายใจเรื่องอาหารได้เลยครับ เราปิดมื้อกันด้วยของหวานแบบลาว เราปลื้มเมนูที่มีกล้วยกับสาคูมากครับ จำไม่ได้ว่าชื่อเมนูอะไร The Turndown กลับห้องพักของเรากันดีกว่าครับ ห้องของเรา Turn Down เรียบร้อย เย็นฉ่ำ หอมฉุยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆบนปลายเตียง ข้างๆมีโน้ตแจ้งว่าพรุ่งนี้จะมีการพ่นยาควบคุมแมลงช่วงเย็น แต่โชคดีที่เรามีโปรแกรมไปเที่ยวข้างนอกเกือบทั้งวันจึงไม่มีผลอะไรกับเรา แน่นอนว่าคืนนี้เราไม่พลาดที่จะนอนแช่อ่างซักหน่อย เพราะแอบเล็งมาตั้งแต่ตอนกลางวันแล้ว ฮ่าๆ สบายมากเลยครับ คืนนี้ขอนอนก่อน พรุ่งนี้จะพาไปตักบาตรแต่เช้าเลยครับ Almsgiving To The Monks อีกหนึ่งภาพจำของหลวงพระบางก็คือการตักบาตรข้าวเหนียวตอนเช้าตรู่ เพราะที่นี่เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาในลาวจึงมีพระสงฆ์และเณรอยู่เป็นจำนวนมาก และทาง Aman ก็มีบริการจัดเตรียมอุปกรณ์ใส่บาตรไว้ให้ด้วย (สอบถาม Reservation ได้เลยครับ) หรือจะให้โทรมาปลุกด้วยก็ได้เช่นกันครับ วันนี้เราตื่นมาแต่เช้ามืดเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะเลย Breakfast อิ่มบุญแล้ว แต่ท้องเราเริ่มหิวครับ เราเลยเดินตรงเข้าไปที่ห้องอาหาร เราเริ่มคุ้นเคยกับพนักงานเสิร์ฟหลายๆคนแล้ว เพราะเจอกันหลายมื้อ ฮ่าๆๆ วันนี้เราตั้งใจว่าจะลองอาหารเช้าแบบลาว ก็เลยสั่งปาเต้ ซึ่งเป็นแซนวิชขนมปังบาเก็ตต์ไส้หมูยอ ผัก และเครื่องต่างๆเสิร์ฟกับแจ่วบองให้ใส่เพิ่มเอง แซ่บเลยครับ นอกจากนี้เราก็ยังสั่งข้าวต้ม เฝอ และไข่เจียวมาเพิ่มด้วย (ก็กลัวไม่อิ่มนี่นา) ง่ายๆ แต่อร่อยทุกอย่างครับ Morning Market อีกหนึ่งรางวัลของการตื่นเช้าในวันนี้ คือเราทันได้ไปเที่ยวตลาดเช้าของหลวงพระบางด้วยครับ เราขอให้คุณกากขับตุ๊กๆของรีสอร์ทไปส่ง และเพื่อนๆที่จะใช้โค้ด Hop Around ในการจองก็สามารถใช้บริการตุ๊กๆได้ฟรีด้วยนะครับ จะไปที่ไหนในเมืองก็สะดวกมากๆเลย ตลาดเช้าของหลวงพระบางนั้นเป็นตลาดสดแบกะดินสองข้างทางตลอดแนวในซอยเล็กๆที่ดูคึกคักมีชีวิตชีวา มีขายแทบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม (ราคาหลักร้อยไปจนหลักหลายหมื่น) งานฝีมือ ร่มกระดาษ ไปจนถึงหวีที่ทำจากเขาสัตว์ แต่สิ่งที่มีมากที่สุดก็คืออาหารครับ ทั้งที่เป็นวัตถุดิบ ผักสมุนไพรท้องที่ หรือเนื้อสัตว์ ไปจนถึงอาหารพร้อมรับประทาน ถ้าไม่ติดว่าอิ่มมื้อเช้ามาแล้ว (แถมลืมเอาเงินติดตัวออกมาด้วย) ก็คงจะได้ซื้อมาลองชิมหลายอย่างแน่เลยครับ แต่แค่เดินดูก็เพลินมากแล้วครับ Royal Palace Museum เข้าโหมดนักท่องเที่ยวจริงจังกันซักทีครับ วันนี้เรามีไกด์พาเที่ยวจุดท่องเที่ยวสำคัญๆในเมืองหลายแห่งเลย สต็อปแรกของเราจะเรียกว่าเป็นศูนย์กลางของหลวงพระบางก็ได้ เพราะเป็นทั้งอดีตพระราชวังของกษัตริย์ผู้ปกครองเมือง และเป็นที่ตั้งของหอพระบาง สถานที่ประดิษฐาน “พระบาง” สิ่งศักสิทธิ์อันเป็นที่มาของชื่อเมือง ปัจจุบันตัวพระราชวังกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ด้านในตกแต่งอย่างสวยงามและน่าสนใจ เช่นมีการใช้เครื่องแก้วจากญี่ปุ่นมาประดับผนังเพื่อเล่าเรื่องราวต่างๆด้วย แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป เราจึงไม่มีหลักฐานมาฝากกัน หากเพื่อนๆมาเที่ยวที่นี่ อย่าลืมแวะไปดูโรงรถพระที่นั่ง Vintage ที่ด้านหลังพระราชวังนะครับ มีรถเก่าเจ๋งๆ สวยๆหลายคันเลย หลังจากที่กราบขอพรจากพระบางแล้ว เราก็เดินออกมาหามุมถ่ายรูปด้านนอกกันครับ Phu Si Hill ตรงข้าม Royal Palace Museum คือ “พูสี” เนินเขาที่สูงเกือบ 150 เมตร (ขึ้นบันได 300 กว่าขั้น แล้วแต่ว่าจะขึ้นจากฝั่งไหน) เชื่อกันว่าเนินเขานี้เคยเป็นที่อยู่ของฤาษี จึงถูกเรียกว่าภูฤาษีก่อนที่จะถูกกร่อนคำเหลือเป็น “พูสี” (การเขียนสะกดแบบลาวนั้นซื่อๆน่ารักมากครับ) ที่นี่เป็นจุดที่สูงที่สุดในตัวเมืองหลวงพระบาง และสามารถมองเห็นได้จาก Amantaka ด้วยนะครับ ก่อนจะเดินขึ้นไป เราขอเพิ่มพลังด้วยน้ำส้มเช้งคั้นสดๆกันซักหน่อย ราคาไม่แพงครับ เราจ่ายเป็นเงินบาท 3 ขวด 100 แต่พอมาลองคำนวณดูไกด์บอกว่าแม่ค้าคิด Exchange Rate แพงมากเลยครับ จริงๆเราควรจะได้น้ำส้ม 4 ขวดถ้าจ่ายเป็นเงินกีบ ถือซะว่าเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนก็แล้วกัน ฮ่าๆ นอกจากพูสีจะเป็นที่ตั้งของพระธาตุจอมศรี และพุทธสถานอื่นๆไม่ว่าจะเป็นถ้ำ รอยพระพุทธบาท และมีวัดอยู่ด้านล่างแล้ว ด้านบนยังเป็นจุดชมวิวเมืองแบบ 360 องศายอดนิยมด้วย ไกด์เล่าให้ฟังว่าพระธาตุจอมศรีบนยอดเนินนั้นถูกสร้างมาเพื่อครอบปากโพรงที่ว่ากันว่าเชื่อมต่อไปถึงกลางแม่น้ำโขง เมื่อก่อนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นที่อยู่ของสัตว์ประหลาด กษัตริย์จึงต้องสร้างพระธาตุครอบปากโพรงเอาไว้ไม่ให้สัตว์ประหลาดนั้นออกมาทำร้ายผู้คนได้ ไม่แน่ใจว่านี่เป็นเรื่องจริงหรือเป็นแค่ตำนานปรำปรานะครับ แต่ดูเหมือนจะเป็นอย่างหลังซะมากกว่า Lunch At Tamarind Tree มื้อเที่ยงนี้เรามาลองอาหารลาวนอกรีสอร์ทกันบ้างดีกว่าครับ ร้าน Tamarind Tree เป็นหนึ่งในร้านดังของหลวงพระบางที่มีเพื่อนของเราแนะนำมา เราสั่ง Luang Prabang Tasting Platter ซึ่งประกอบไปด้วย “แจ่วบอง” น้ำพริกใส่หนังควาย “ไคแผ่น” สาหร่ายน้ำจืดตากแห้ง “เอาะหลาม” ซุปน้ำข้นใส่ไก่ มะเขือ ผัก และไม้สะค้านที่ช่วยให้ความเผ็ดร้อนอันเป็นเอกลักษณ์ “ไส้อั่ว” คล้ายๆของภาคเหนือบ้านเรา และ “ซุปผัก” ผักนึ่งโรยงาและสมุนไพร อีกเมนูที่สั่งมาก็คือ “อั่วสิไค” เป็นตะไคร้ยัดไส้ไก่สับปรุงรส เสิร์ฟกับน้ำจิ้มถั่วใส่น้ำมะนาวที่รสชาติดีทีเดียว และที่ขาดไม่ได้จริงๆก็คือ “ตำหมักหุ่ง” ตำรับหลวงพระบางแท้ๆ Coffee By The River ถ้าไม่ปิดมื้อกลางวันด้วยกาแฟก็จะรู้สึกเหมือนมีอะไรขาดไป และร้าน Saffron Coffee ก็เป็นร้านกาแฟที่พี่ไกด์การันตีว่าดีที่สุดในหลวงพระบาง เราจึงไม่รีรอที่จะแวะมาซื้อกาแฟและขนมที่นี่ เราสั่งลาวลาเต้ซึ่งปรุงด้วยนมข้นจืดจึงหวานน้อยกว่านมข้นหวานบ้านเรา แต่ที่เราชอบก็คือร้านนี้มีที่นั่งริมแม่น้ำโขงด้วย วิวดีๆก็ยิ่งทำให้กาแฟอร่อยขึ้นอีก ถูกมั้ยครับ :-) Wat Xiangthong วัดเชียงทองคือที่สวยและมีชื่อเสียงที่สุดของหลวงพระบาง ถ้าไม่ได้มาก็เหมือนมาไม่ถึง สร้างขึ้นราวปีพ.ศ. 2101-2103 (อายุเกือบ 500 ปีแล้ว) โดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชกษัตริย์ผู้เคยปกครองทั้งอาณาจักรล้านนาและล้านช้าง สิม (อุโบสถ) ของวัดเชียงทองจึงได้ต้นแบบมาจากวิหารหลวงของวัดโลกโมฬีที่เชียงใหม่ แต่ได้รับการปรับเปลี่ยนจนเป็นมีเอกลักษณ์ที่ต่างไป นอกจากความงามแล้ววัดนี้ยังมีความสำคัญอย่างมากเพราะเป็นวัดประจำราชวงศ์ล้านช้าง ราชวงศ์หลวงพระบาง และราชวงศ์ลาว จวบจนปัจจุบันวัดแห่งนี้ก็ยังคงเป็นสถานที่ศักสิทธิ์ที่ใช้ประกอบศาสนพิธีสำคัญๆในประเทศลาว สิมของวัดเชียงทองนั้นได้ชื่อว่าเป็นอัญมณีแห่งศิลปะล้านช้างที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก เพราะรอดพ้นจากการเผาเมืองของชาวจีนฮ่อในพ.ศ. 2430 มาได้ อ่อนช้อยด้วยหลังคาแอ่นที่ลาดลงต่ำมากๆซ้อนกัน 2-3 ชั้น มี “สัตตะบูริพัน” หรือช่อฟ้าที่สันกลางหลังคาสีทองสวยเด่น รวมถึงช่อฟ้าสีเขียวด้านหน้าและหลังของหลังคาทุกชั้น อีกจุดที่เป็นไฮไลท์ก็คือผนังด้านหลังสิมมีงานประดับกระจกรูปต้นไม้ Tree Of Life เล่าเรื่องนายพรานและสัตว์ป่าที่แฝงไปด้วยคติเตือนใจ นอกจากสิมแล้ว วัดเชียงทองยังประกอบไปด้วยอาคารที่งดงามอีกหลายหลัง อย่างมุมถ่ายรูปผ่านหน้าต่างยอดฮิตนี้ก็อยู่ที่หอพระนอนที่มีอายุกว่า 400 ปีตรงด้านหลังสิม ผนังด้านนอกประดับด้วยงานกระจก (น่าจะเป็นแบบเดียวกันกับภายในพระราชวังที่เค้าห้ามถ่ายรูป) เล่าเรื่องราววิถีชีวิตชาวลาวและคำสอนในศาสนาพุทธ และอาคารอีกหลังที่สำคัญก็คือหอราชโกศภายในเก็บราชรถที่ใช้อัญเชิญพระโกศของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์หลวงพระบางถึง 3 พระองค์ Strolling In the Old Town หลวงพระบางเป็นเมืองเล็กๆที่จะเดินก็สนุก นั่งตุ๊กๆก็สราญ ปั่นจักรยานก็สบาย และจาก Amantaka เราก็เลือกสำรวจเมืองได้ทั้ง 3 วิธี Free Of Charge เลยครับ ตัวเมืองเก่ามีผังเมืองเรียบง่าย มีถนนเส้นหลักเพียง 3 เส้นที่ขนานกัน เส้นหนึ่งเลียบแม่น้ำโขง อีกเส้นเลียบแม่น้ำคาน และถนนเมนอยู่ตรงกลางแต่มีซอกซอยให้สำรวจพอประมาณ บรรยากาศของเมืองจึงทั้งน่ารักและดูมีอารยธรรม แค่เดินดูสถาปัตยกรรมก็เพลินแล้ว เพราะอาคารสไตล์ French Colonial ในบริเวณเมืองเก่าทั้งหมดได้รับการอนุรักษ์ให้เป็นมรดกโลกโดย UNESCO ส่วนร้านรวงต่างๆที่มีสไตล์ลาวผสมอินเตอร์นั้นก็ยิ่งทำให้เมืองน่าสนใจมีอะไรให้แวะดูได้ตลอดทาง Dinner By The Pool วันนี้ออกเที่ยวข้างนอกทั้งวันเลย คิดถึงอาหารที่ Amantaka แล้วล่ะครับ มื้อค่ำวันนี้เราย้ายมานั่งที่ริมสระหลัก บรรยากาศดีมากเลยครับ อากาศเย็นสบาย ไฟสลัว มีเครื่องดนตรีลาวเล่นสดๆอยู่ที่ปลายสระอีกฝั่งด้วย ตอนกลางวันเรากินอาหารลาวมื้อใหญ่มาแล้ว ดินเนอร์มื้อนี้เราเลยสั่งอาหารเป็นอาหารตะวันตกมาครบเซ็ตเลยครับ ตั้งแต่สลัด ซุป สเต้กวากิว ไปจนถึงปลา Perch น้ำจืดที่เลี้ยงแบบธรรมชาติในแม่โขง มีแค่ของหวานที่เราขอวกกลับไปสั่งเมนูลาว โดยเฉพาะเจ้ากล้วยสาคูที่ติดใจมาตั้งแต่มื้อเมื่อวาน Laundry Service เดินกลับมาที่ห้องเบอร์ 12 ของเราด้วยความอิ่มอกอิ่มใจครับ ห้องแอร์เย็นฉ่ำ หอมกลิ่นดอกไม้เช่นเดิม วันนี้มีกล่องไม้ไผ่สานกล่องใหญ่วางอยู่บนเตียง เปิดออกมาเป็นเสื้อผ้าที่เราหย่อนเอาไว้ในตะกร้าในห้องน้ำตั้งแต่เมื่อวาน สำหรับผู้ที่ใช้โค้ด Hop Around ในการจอง ก็จะได้บริการซักรีดที่เนี้ยบแบบนี้ฟรีแถมมาด้วยครับ ประทับใจมากเลย ส่วนของที่ระลึก Turn Down ในวันนี้เป็นกระดาษสาจากฝีมือช่างท้องที่ของหลวงพระบางครับ The Boutique พูดถึงงานฝีมือ ลืมบอกไปว่าที่ Amantaka มีร้านขายของที่ระลึกที่ทางรีสอร์ทได้คัดสรรงานจากช่างฝีมือทั้งจากหลวงพระบางและจากเมืองอื่นๆในลาวมาให้แขกได้เลือกซื้อด้วยนะครับ มีสินค้าหลายตัวที่น่าสนใจมาก เช่นงานแกะสลักจากไม้มะเกลือ งานเครื่องประดับ งานภาพวาดบนกระดาษสา เรามัวแต่ดูของจนเพลินเลยลืมถ่ายรูปใน Boutique มาฝากกันเลย ต้องขอสารภาพผิดไว้ตรงนี้ด้วยครับ แต่พรุ่งนี้ขอแก้มือด้วยการพาเพื่อนๆไปเที่ยวนอกเมืองหลวงพระบางกันบ้าง รับรองว่าเด็ดแน่นอนครับ Breakfast By The Pool เราติดใจบรรยากาศริมสระมาตั้งแต่ดินเนอร์เมื่อคืน เช้านี้ก็เลยขอกลับมานั่งกินอาหารเช้าตรงนี้อีกครั้ง วันนี้มาในคอนเส็ปต์อาหารเช้าแบบตะวันตกดูบ้าง ทั้งเมนูไข่ เบค่อน ไส้กรอก แซลม่อนรมควัน เบเกอรี่ (วันนี้เราสั่งเป็นขนมปังพร้อมแยมโฮมเมดและเบเกิ้ลเอามากินกับแซลม่อน) ไปจนถึงพอร์ริดจ์ข้าวโอ๊ต แต่เรายังคงมีของดีของลาวมานำเสนอด้วยครับ นั่นก็คือชาจากเชียงขวาง จังหวัดที่เต็มไปด้วยภูเขาของลาว Amantaka ได้ไปคัดชาน่าสนใจหลายตัวจากที่นี่มาให้เราเลือกลิ้มลองกันครับ ถูกใจเรามากๆเลย Kuang Si Waterfall เช้านี้เรามีนัดกับไกด์ไปเที่ยว “ตาดกวางสี” น้ำตกที่สวยที่สุดในลาวกันครับ เมื่อวานไกด์แนะนำว่าถ้าอยากเลี่ยงฝูงชนต้องไปช่วงเช้า ตาดกวางสีอยู่ห่างจาก Amantaka ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 1 ชั่วโมงครับ ที่นี่ขึ้นชื่อในเรื่องของน้ำสีฟ้าเทอควอยส์ราวกับละลายมาจากธารน้ำแข็ง แต่ความฟ้าของน้ำที่นี่เกิดจากปริมาณแร่ธาตุในน้ำที่สูงมากโดยเฉพาะแคลเซี่ยมซึ่งเมื่อตกตะกอนก็จะทำให้พื้นดินและหินตามทางไหลของน้ำเป็นสีขาวช่วยขับสีฟ้าของน้ำให้ยิ่งสดขึ้น ฉะนั้นน้ำที่นี่ดื่มไม่ได้นะครับ มีแคลเซี่ยมเข้มข้นเกินไป เดี๋ยวจะพาให้เป็นนิ่วมากกว่าไปบำรุงร่างกาย นอกจากสีฟ้าของน้ำแล้วชั้นต่างๆของน้ำตกก็ยังมีรูปทรงที่งดงามราวกับสวรรค์ บ้างเป็นสระให้ลงเล่นน้ำได้ บ้างเป็นแผงม่านน้ำ บ้างเป็นทางเล็กๆลดหลั่นกันไป ยิ่งชั้นบนสุดที่เป็นหน้าผานั้นก็ยิ่งสวยจนต้องตะลึงเลยทีเดียว อีกจุดที่น่าสนใจคือศูนย์ช่วยเหลือและอนุรักษ์พันธุ์หมีซึ่งอยู่ตรงทางเข้าน้ำตก แต่เราแนะนำให้เดินผ่านไปดูน้ำตกก่อน แล้วค่อยมาแวะดูหมีขากลับ ไม่งั้นยิ่งสายตรงน้ำตกก็จะยิ่งคนเยอะจนอาจทำให้เรารู้สึกเสียบรรยากาศไปได้ครับ Buffalo Milk Ice Cream ระหว่างทางกลับเข้าเมืองจากน้ำตก ทางด้านซ้ายมือของถนนจะมีร้านไอศกรีมนมควาย (เจ้าของเป็นฝรั่ง) ให้แวะชิมนะครับ หลังจากชิมแล้ว เรารู้สึกว่านมควายมีความมันและคาวกว่านมวัวนิดหน่อย ในทำนองเดียวกันกับไข่เป็ดที่เข้มข้นกว่าไข่ไก่ ถ้าเพื่อนๆไม่ได้อยากลองนมควายก็ข้ามร้านนี้ไปได้ ไม่ได้พลาดอะไรไปเยอะครับ Cooking Lunch In The Rice Field ทาง Amantaka ได้จัดอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าตื่นเต้นไว้ให้เราระหว่างทางกลับเข้าเมืองครับ เราจะไปเรียนทำอาหารลาวกันครับ และมื้อเที่ยงวันนี้เราก็จะได้กินอาหารลาวฝีมือตัวเองด้วย ที่ดีงามที่สุดก็คือโลเคชั่นกลางทุ่งนาอันมีทิวเขาเป็นฉากหลัง และที่เราประทับใจมากๆก็คือการบริการของทั้งทีมเชฟและพนักงานเสิร์ฟที่ต้องขนเอาอุปกรณ์ทุกอย่างออกมานอกสถานที่เพื่อเราโดยเฉพาะ วันนี้เชฟสอนพวกเราทำทั้งเมนูต้ม หมก ผัด ตำ สนุกมากครับ เราแอบปรุงรสให้จัดจ้านกว่าในสูตรไปอีก ทีมเชฟบอกว่าจริงๆแล้วคนลาวทั่วไปก็จะกินรสชาติเข้มข้นกว่าที่ทำให้แขกรีสอร์ท พอทำอาหารเสร็จแล้วพนักงานบริการก็มาช่วยกันยกสำรับอาหารไปจัดที่ศาลากลางนาข้าว ต้องบอกว่าบรรยากาศดีเกินคาดไปหลายเบอร์มาก จนมื้อนี้ได้กลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ประทับใจที่สุดของเราเลย ใครมีโอกาสมาที่ Amantaka เราก็อยากให้ได้มาสัมผัสประสบการณ์ดีๆแบบนี้เช่นกันครับ The Spa ครึ่งวันเช้านี้ผ่านไปอย่างน่าจดจำ ช่วงบ่ายเราจึงกลับมาผ่อนคลายที่รีสอร์ท แต่ไม่ได้ผ่อนคลายธรรมดานะ เราจะไปสปากันครับ สปาของ Amantaka นั้นดูสงบเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยเสน่ห์ที่ไม่ต้องพยายาม นอกจากห้องนวดที่สวยงามแล้ว ที่นี่ยังมี Wet Area ซึ่งด้านในมีสระน้ำร้อน ห้องอบไอน้ำและซาวน่าที่เราสามารถจองเพื่อใช้แบบส่วนตัวได้ ตัวเมนูสปานั้นมีทั้งการนวดแบบลาว นวดกดจุดสะท้อนและคอร์สดูแลร่างกายและผิวพรรณ ไปจนถึงโปรแกรมเฉพาะทางต่างๆ เช่น การอบควันเครื่องหอมอย่างอำพัน กำยาน หรือไม้พาโลซานโต้ ซึ่งตามความเชื่อนั้นแต่ละสิ่งจะมีฤทธิ์เยียวยาทางจิตวิญญาณที่ต่างกันไป เช่น ช่วยขจัดพลังลบ ปกปักรักษาจิตใจ ทำให้อารมณ์สงบมั่นคง ไปจนถึงกระตุ้นให้เกิดสติและความหยั่งรู้ได้ง่ายขึ้น แต่วันนี้เรามีเวลาน้อย เนื่องจากตอนเย็นเราต้องไปล่องเรือที่แม่น้ำโขงต่อ จึงเลือกลองนวดแบบลาวซึ่งใช้เทคนิคการยืดและกดจุดที่สบายมากๆ หลังจากนั้นก็เข้าไปใช้ Wet Area แบบส่วนตัว จบท้ายด้วยการจิบชาพักผ่อนสบายๆ Private Cruise On Mekhong River อีกหนึ่งไฮไลท์ของ Amantaka ก็คือการล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกบนแม่น้ำโขงแบบส่วนตัวซึ่งดีงามมากๆ บนเรือของเรานั้นมี “คุณจอย” ผู้คอยอำนวยความสะดวกและจัดเตรียมเครื่องดื่ม/ของว่างให้เราตลอดทาง การล่องเรือใช้เวลาไปกลับประมาณ 2 ชั่วโมง ถ้าออกเรือเร็วหน่อยเราก็จะได้ไปแวะไหว้พระที่ “ถ้ำติ่ง” ด้วยซึ่งเป็นอีกจุดท่องเที่ยวที่สวยงาม แต่ต้องนั่งเรือไปจึงทำให้คนรู้จักน้อยกว่าจุดอื่นๆเมื่อมาเยือนหลวงพระบาง และวันนี้เราออกเรือมาช้าไปนิดนึง แถมเป็นฤดูหนาวมืดเร็ว ก็เลยอดเลย :-( แม้วันนี้ท้องฟ้าจะมีเมฆค่อนข้างมาก ทำให้พระอาทิตย์ตกไม่สามารถอวดโฉมได้เต็มที่ แต่บรรยากาศแม่น้ำโขงในวันนี้ก็ยังคงดูน่าหลงไหล ยิ่งเมื่ออุณหภูมิเริ่มลดต่ำเย็นลง สายลมที่โชยมาปะทะผิวก็กลับทำให้รู้สึกอบอุ่นในหัวใจยังไงบอกไม่ถูก เป็นอีกกิจกรรมที่แนะนำเลยครับ เพลินสุด The Last Supper เผลอแป๊บเดียวพรุ่งนี้เราก็จะต้องกลับกันแล้ว มื้อเย็นวันนี้เราก็เลยอยากจะทานอาหารค่ำฟังเครื่องดนตรีลาวที่ริมสระของรีสอร์ทกันอีกสักรอบจะได้ซึมซับพลังงานดีๆเก็บกลับบ้านให้เต็มที่ มื้อนี้เราสั่งเมนูง่ายๆอย่างลาบไก่แบบลาว หน่อไม้ผัดวุ้นเส้น แล้วก็พ่วงอาหารฝรั่งอย่าง Steak & Eggs อีกจาน Last Breakfast (I Gave You My Heart) เมื่อคืนเรานอนกันเต็มที่มากเลยครับ ตอนแรกว่าจะนั่งกินอาหารเช้ากันริมสระ แต่แดดเริ่มร้อนแล้วเลยย้ายมานั่งด้านในแทน ยังเหลือเมนูอีกหลายจานที่เรายังไม่ได้ลอง วันนี้เลยเลือกมาทั้งแบบลาวและแบบฝรั่งเลย อร่อยอีกตามเคย พนักงานบริการในห้องอาหารที่เราคุ้นหน้าก็ชวนคุยว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเราแล้ว และอวยพรให้วันนี้เราบินกลับโดยสวัสดิภาพ พร้อมทั้งขอบคุณที่มาเที่ยวหลวงพระบาง เขาดีใจที่ได้บริการเรา เรารู้สึกได้ถึงความจริงใจ จึงแอบเศร้านิดๆที่จะต้องบอกลาในอีกไม่นาน Service Beyond Expectations เครื่องเงินนั้นเป็นอีกหนึ่งงานฝีมือที่มีชื่อของหลวงพระบาง และเราก็ได้เบาะแสมาว่ามีโรงช่างทำเครื่องเงินเล็กๆฝีมือดีอยู่ไม่ไกลจากรีสอร์ทแต่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน หลังจากที่ค้นหาข้อมูลอยู่พักใหญ่ ทาง Front Office ก็ได้ให้คุณกากช่วยขับตุ๊กๆไปส่ง โดยมีการหาข้อมูลโรงเครื่องเงินอีกแห่งสำรองไว้ให้ด้วยเผื่อที่หาที่แรกไม่เจอ และก็หาไม่เจอจริงๆครับ คุณกากจึงต้องไปเดินถามชาวบ้าน และจนสุดท้ายก็ขับหาจนเจอ แต่วันนี้เค้าปิดพอดี คุณกากจึงพยายามจะพาเราไปอีกโรงหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป แต่ก็โชคร้ายซ้ำซ้อนที่จู่ๆก็มีงานบุญใหญ่ทำให้เส้นทางที่จะไปนั้นรถติดผิดปกติ เราจึงตัดสินใจขอให้พาเรากลับรีสอร์ทดีกว่า ไม่งั้นน่าจะเสียเวลาอีกนาน และถึงแม้เราจะไม่ได้ไปโรงเครื่องเงิน เราก็รู้สึกประทับใจในการบริการที่เกินคาดมากๆครับ Late Check-Out เราขอทางรีสอร์ทเช็คเอ้าท์เลทนิดหน่อย เพราะยังพอมีเวลาก่อนไปสนามบิน และหากเพื่อนๆใช้โค้ด Hop Around ในการจองห้อง เพื่อนๆก็จะได้ทั้งสิทธิ์ Early Check-In และ Late Check-Out ด้วยเช่นกันนะครับ ไหนๆเราได้เวลามาเพิ่มแล้ว ก็เลยอยากใช้ห้องให้คุ้มค่าอีกนิด เราจึงรีบกลับห้องไปทำเครื่องดื่ม และแฮงเอ้าท์กันที่สระส่วนตัวของเรา เรียกว่าคุ้มจนนาทีสุดท้ายเลยครับ จากนั้นเราก็จำใจต้องแพ็คสัมภาระแล้วไปเคลียร์ค่าใช้จ่ายต่างๆที่ Front Office ก่อนจะเช็คเอ้าท์เพื่อเดินทางกลับ Wrapping Up Our Stay กว่าจะรู้ตัวอีกที เราก็กลายเป็น #Amanjunkie ไปเรียบร้อยแล้วครับ ทุกรีสอร์ทในเครือ Aman มีความสามารถเฉพาะตัวบางอย่างในการส่งมอบมวลสารที่ดีที่สุดของแต่ละ Destination ด้วยจริตวิธีที่ Effortless ที่สุด สิ่งนี้คือเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ผู้อื่นยากจะทำตามให้ “ถึง” และที่หลวงพระบางก็เช่นกันครับ Amantaka น่าจะเป็นดั่งเพชรเม็ดเอกที่ประดับยอดมงกุฎวงการ Luxury Resort ไม่ใช่แค่ของเมืองนี้ แต่อาจจะของทั้งประเทศลาวเลยก็ว่าได้ เมื่อมองจากภายนอกทุกอย่างของ Amantaka นั้นดูกลมกลืนแทบจะเป็นเนื้อเดียวไปกับเมือง แต่ความยอดเยี่ยมนั้นเป็นเหมือน Accent ที่แฝงอยู่ในทุกรายละเอียดซึ่งเป็นประสบการณ์สุด Exclusive ที่สงวนเอาไว้ให้เฉพาะแขกผู้เข้าพักสัมผัสใกล้ๆ และเราก็อยากให้คุณเป็นแขกคนนั้นเช่นกันครับ #ดีลลับเฉพาะ 𝗛𝗼𝗽𝗮𝗿𝗼𝘂𝗻𝗱.𝗰𝗼 เท่านั้น กับ 𝗔𝗺𝗮𝗻𝘁𝗮𝗸𝗮 𝗖𝗹𝗼𝘀𝗲𝗿 𝘁𝗼 𝗵𝗼𝗺𝗲 สัมผัสความงาม ยลหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกแบบ 𝗨𝗹𝘁𝗿𝗮-𝗘𝘅𝗰𝗹𝘂𝘀𝗶𝘃𝗲 กับข้อเสนอสุดพิเศษ 🇱🇦 นี่คือดีลสุด Exclusive "Closer to Home" สำหรับชาว Hoparound โดยเฉพาะ สัมผัสประสบการณ์ Aman ท่ามกลางสถาปัตยกรรมโคโลเนียลสุดคลาสสิก ห้ามพลาด! ระยะเวลาการจองและเข้าพัก: 20 พฤศจิกายน - 20 ธันวาคม 2025 Amantaka คือสวรรค์แห่งงานสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ในเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว เมืองมรดกโลกสโลว์ไลฟ์ที่ได้รับการคุ้มครองโดย UNESCO สง่างามด้วยอาคารโคโลเนียลสไตล์ฝรั่งเศส บนพื้นที่สวนขนาดใหญ่ที่มีสระว่ายน้ำเป็นศูนย์กลาง ใกล้แม่น้ำโขง, วัด, พระราชวังเก่า, และตลาดกลางคืน (Night Market) ในระยะเดินถึง 📌แพ็กเกจสุด Exclusive (Inclusions) เฉพาะจองกับ Hoparound.co เท่านั้น จำนวนคืนขั้นต่ำ: พักอย่างน้อย 2 คืน อาหารและเครื่องดื่ม: อาหารเช้าทุกวัน ชุดน้ำชาในยามบ่าย (Afternoon Tea) ผลไม้ตามฤดูกาล บริการรถรับ-ส่งสนามบินแบบส่วนตัว (Private round-trip airport transfer) บริการช่องทางพิเศษตรวจคนเข้าเมือง (Personalised immigration fast track) เมื่อเดินทางมาถึงสนามบินหลวงพระบาง มีจักรยานของ Amantaka ให้บริการ บริการรถตุ๊กตุ๊ก/รถยนต์ สำหรับเดินทางภายในหลวงพระบาง สิทธิพิเศษเพิ่มเติม (Subject to Availability): เช็คอินก่อนเวลา (Early check-in) และเช็คเอาท์ล่าช้า (Late check-out) (ขึ้นอยู่กับความพร้อมของห้องพักเมื่อเดินทางมาถึง) อัปเกรดห้องพักไปในหมวดหมู่ถัดไป (Complimentary room upgrade) (ขึ้นอยู่กับความพร้อมของห้องพักเมื่อเดินทางมาถึง) สิทธิพิเศษสำหรับนักพักผ่อนสายลึก (3 คืนขึ้นไป): สำหรับผู้ที่เข้าพัก 3 คืนขึ้นไป รับฟรี! บริการนวด 60 นาทีสำหรับ 2 ท่าน อัตราค่าบริการ (ต่อคืน) ราคาสำหรับ 2 ท่าน (ราคาเป็นสกุลเงินบาทไทย และยังไม่รวมภาษีและค่าบริการ '++') Suite | THB 20,000++ Pool Suite | THB 24,000++ Khan Pool Suite | THB 28,000++ หมายเหตุค่าใช้จ่ายสำหรับเด็ก/ผู้ใหญ่ที่เพิ่ม: เด็กอายุ 3-11 ปี: มีค่าอาหารเช้าเพิ่มเติม THB 800++ ต่อคืน เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป และผู้ใหญ่: มีค่าบริการ THB 6,000++ ต่อคืน ซึ่งรวมสิทธิประโยชน์ตามข้อเสนอข้างต้น ข้อกำหนดและเงื่อนไข: ผู้มีสิทธิ์จอง: ต้องเป็นคนไทย (Thai nationals) หรือผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศไทยและมีใบอนุญาตทำงานที่ถูกต้อง (valid work permit) ณ เวลาที่เข้าพัก เงื่อนไขการจอง: เป็นการจองใหม่เท่านั้น (new bookings only) ข้อจำกัด: ไม่สามารถใช้ร่วมกับข้อเสนออื่นได้ เว้นแต่จะมีการระบุไว้เป็นอย่างอื่น จำนวนผู้เข้าพักสูงสุด: ข้อเสนอนี้มีผลสำหรับผู้เข้าพักสูงสุด 2 ท่านต่อห้อง การยกเลิก/ชำระเงิน: เป็นไปตามนโยบายมาตรฐานของโรงแรม #Amantaka #ExclusiveDeal #LetsHoparound #HopStay #AmanResort #LuangPrabang #Resort #LuxuryResort #Lao #ClosertoHome #BestPlacetoStay #AmanFoodie #Amanjunkie #UltraExclusive #TheSpiritofAman #MountPhousi #AmanJourney #CondenastTraveller #Vacation #TravelandLeisure #Unesco #HotelStay #HotelLife #TravelAsia #Luxurytravel #Luxurylifestyle #อมันทากา #หลวงพระบาง #เมืองหลวงพระบาง #เมืองมรดกโลก #รีสอร์ท #รีสอร์ทในหลวงพระบาง #รีสอร์ทน่าพักในลาว #รีสอร์ทน่าพักในหลวงพระบาง












