Search Results
Search this site
138 results found with an empty search
- รีวิว THE SHARE HOTELS KIRO Hiroshima โรงแรมเดอะแชร์ คิโระ ฮิโรชิมะ ดีไซน์โฮเทลใจกลางเมือง ใกล้ที่เที่ยว ฟีลดี ครบทั้งพักผ่อนและไลฟ์สไตล์
รีวิว THE SHARE HOTELS KIRO Hiroshima โรงแรมเดอะแชร์ คิโระ ฮิโรชิมะ ดีไซน์โฮเทลใจกลางเมือง ใกล้ที่เที่ยว ฟีลดี ครบทั้งพักผ่อนและไลฟ์สไตล์ เมื่อการเดินทางในยุคปัจจุบันไม่ได้หมายถึงเพียงการไป “เช็คอิน” ในสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอีกต่อไป แต่ขยับไปสู่การเสพประสบการณ์ การซึมซับบรรยากาศ และการใช้ชีวิตในพื้นที่นั้นจริงๆ การเลือกโรงแรมจึงกลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของทริป และสำหรับเมืองอย่าง “ฮิโรชิมะ” ซึ่งมีทั้งมิติของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความร่วมสมัย โรงแรมที่สะท้อนตัวตนของเมืองได้อย่างน่าสนใจ ชื่อของ THE SHARE HOTELS KIRO Hiroshima จึงกลายเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน THE SHARE HOTELS KIRO Hiroshima ไม่ใช่โรงแรมที่เน้นความหรูหราในแบบดั้งเดิม แต่เลือกเล่าเรื่องผ่าน “พื้นที่” และ “ประสบการณ์” ด้วยแนวคิดของการแบ่งปัน ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันพื้นที่ส่วนกลาง มุมมองการใช้ชีวิต หรือแม้กระทั่งแรงบันดาลใจในการเดินทาง โรงแรมแห่งนี้จึงไม่ใช่แค่ที่พัก แต่เป็นเหมือน Basecamp ของคนที่อยากใช้เวลาในฮิโรชิมะอย่างมีคุณภาพ จองห้องพักได้ที่นี่ ทำเลที่ตั้งใน Fukuro-machi ศูนย์กลางของการใช้ชีวิตในฮิโรชิมะ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเข้าพักที่ KIRO Hiroshima มีความน่าสนใจตั้งแต่แรกเริ่ม คือทำเลที่ตั้งในย่าน Fukuro-machi ซึ่งถือเป็นหัวใจของชีวิตเมือง ชื่อของย่านนี้อาจไม่ได้เป็นที่คุ้นหูนักท่องเที่ยวมากเท่ากับแลนด์มาร์กอย่าง Peace Memorial Park หรือ Atomic Bomb Dome แต่ในความเป็นจริงแล้ว Fukuro-machi คือพื้นที่ที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน จากโรงแรมสามารถเดินไปยังถนน Hondori ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งหลักของเมืองได้ภายในไม่กี่นาที บริเวณรอบๆ เต็มไปด้วยร้านกาแฟ ร้านอาหาร และร้านท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังสามารถเดินไปยังสวนสันติภาพฮิโรชิมะได้อย่างสะดวก ทำให้การวางแผนเที่ยวในแต่ละวันไม่จำเป็นต้องใช้การเดินทางที่ซับซ้อน สิ่งที่โดดเด่นกว่านั้นคือการได้อยู่ในย่านที่มีชีวิตจริง ไม่ใช่ย่านท่องเที่ยวที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อผู้มาเยือนเพียงอย่างเดียว คุณจะเห็นคนท้องถิ่นใช้ชีวิต กินข้าว ทำงาน และใช้พื้นที่เดียวกันกับคุณ ซึ่งทำให้การเข้าพักมีมิติที่ลึกขึ้นกว่าการเป็นเพียงนักท่องเที่ยวที่ผ่านไป แนวคิดของ The Share Hotels และความหมายของคำว่า “KIRO” The Share Hotels เป็นแบรนด์โรงแรมที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่น โดยมีแนวคิดร่วมกันคือการ “สร้างพื้นที่ที่เชื่อมโยงคน” มากกว่าเพียงการให้บริการห้องพัก และในแต่ละเมือง โรงแรมภายใต้แบรนด์นี้จะถูกออกแบบให้สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่นั้นๆ อย่างชัดเจน สำหรับ KIRO Hiroshima คำว่า “KIRO” มีความหมายเชิงนามธรรมเกี่ยวกับการบันทึก ความทรงจำ และการเคลื่อนไหวของผู้คน ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของดีไซน์ การจัดวางพื้นที่ และกิจกรรมต่างๆ ภายในโรงแรม ทันทีที่ก้าวเข้าไปในล็อบบี้ สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือบรรยากาศที่ไม่เหมือนโรงแรมทั่วไป ไม่มีความเป็นทางการที่ทำให้ผู้เข้าพักรู้สึกต้องระวังตัว ในทางกลับกัน พื้นที่กลับให้ความรู้สึกเป็นมิตร เปิดกว้าง และเชื้อเชิญให้ใช้เวลาอยู่ตรงนั้น Lobby และ Showcase พื้นที่ที่ทำหน้าที่มากกว่าการต้อนรับ ล็อบบี้ของ KIRO ไม่ได้มีหน้าที่เป็นเพียงจุดเช็คอิน แต่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่ผู้เข้าพักสามารถใช้เวลาได้จริง ภายในมีการจัดวางเฟอร์นิเจอร์แบบหลวมๆ ไม่เป็นทางการ มีทั้งโซฟา โต๊ะไม้ และมุมอ่านหนังสือที่ให้ความรู้สึกคล้ายห้องนั่งเล่นของบ้าน ส่วนหนึ่งของพื้นที่ถูกจัดให้เป็น Showcase สำหรับจัดแสดงสินค้าและงานออกแบบจากทั่วประเทศญี่ปุ่น สิ่งของที่ถูกเลือกมาวางขายไม่ใช่ของที่ระลึกแบบทั่วไป แต่เป็นสินค้าที่มีเรื่องราว มีที่มา และสะท้อนตัวตนของผู้ผลิต การเลือกซื้อของจากมุมนี้จึงให้ความรู้สึกเหมือนได้ค้นพบอะไรบางอย่าง มากกว่าการซื้อของฝากตามร้านค้าทั่วไป อีกองค์ประกอบที่ทำให้พื้นที่นี้น่าสนใจคือมุมหนังสือ ซึ่งคัดเลือกเล่มที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคเซโตะอุจิ ทั้งในแง่ของธรรมชาติ วิถีชีวิต และวัฒนธรรม หนังสือเหล่านี้ไม่ได้ถูกวางไว้เพื่อการตกแต่ง แต่สามารถหยิบอ่านได้จริง และเป็นอีกหนึ่งวิธีที่โรงแรมใช้สื่อสารกับผู้เข้าพักโดยไม่ต้องใช้คำพูด Cicane – Liquid Stand ประสบการณ์คาเฟ่ที่ไม่หยุดนิ่ง บริเวณหนึ่งของชั้นล่างคือพื้นที่ของ Cicane – Liquid Stand ซึ่งเป็นคาเฟ่ในรูปแบบ Pop-up ที่เปลี่ยนผู้ให้บริการและคอนเซ็ปต์ไปเรื่อยๆ การตัดสินใจใช้โมเดลนี้ทำให้คาเฟ่ไม่อยู่ในสภาพเดิมซ้ำๆ และทำให้การกลับมาพักในครั้งถัดไปยังคงมีความแปลกใหม่ ในแต่ละช่วงเวลา คาเฟ่อาจนำเสนอเมนูที่แตกต่างกันออกไป บางช่วงเน้นกาแฟสเปเชียลตี้ บางช่วงเน้นเครื่องดื่มสร้างสรรค์ หรือแม้กระทั่ง collaboration กับแบรนด์ท้องถิ่น การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่สร้างความน่าสนใจให้กับผู้เข้าพัก แต่ยังเปิดโอกาสให้ชุมชนและธุรกิจท้องถิ่นได้มีพื้นที่ในการแสดงตัวตน การมีคาเฟ่ในรูปแบบนี้อยู่ภายในโรงแรม ทำให้ KIRO ไม่ใช่แค่สถานที่พักผ่อน แต่กลายเป็น destination เล็กๆ ในตัวเอง ที่แม้แต่คนท้องถิ่นก็ยังเข้ามาใช้งาน ห้องพัก LOFT 4 การออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ห้องพักเป็นอีกส่วนที่สะท้อนแนวคิดของโรงแรมได้อย่างชัดเจน ห้องประเภท LOFT 4 ที่เข้าพักในครั้งนี้มีขนาด 25 ตารางเมตร ซึ่งหากมองในเชิงตัวเลขอาจไม่ได้ใหญ่โตมากนัก แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกแตกต่างคือการจัดสรรพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ตกคืนละประมาณ 5,256.04 บาท โครงสร้างแบบลอฟท์ช่วยแยกพื้นที่การใช้งานออกจากกันอย่างชัดเจน ด้านล่างเป็นพื้นที่นั่งเล่นและเตียงหลัก ในขณะที่ชั้นบนเป็นพื้นที่สำหรับฟูกแบบญี่ปุ่น การจัดวางลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าพัก แต่ยังสร้างความรู้สึกของ “หลายพื้นที่ในห้องเดียว” ทำให้อยู่ได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด วัสดุที่ใช้ในห้องเป็นไม้ สีขาว และโทนสีธรรมชาติ แสงไฟถูกออกแบบให้นุ่มและสบายตา ไม่มีองค์ประกอบใดที่ดูเกินความจำเป็น ทุกอย่างถูกลดทอนจนเหลือเฉพาะสิ่งที่จำเป็นจริงๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงความสบายในระดับที่เหมาะสม สิ่งอำนวยความสะดวกที่มีในห้องถือว่าครบถ้วนตามมาตรฐานของโรงแรมญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นชุดนอน อ่างอาบน้ำ เครื่องใช้ส่วนตัว ไปจนถึงระบบควบคุมอุณหภูมิ สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่เมื่อรวมกันแล้วกลับสร้างความรู้สึก “สบายแบบไม่ต้องคิดอะไรเพิ่ม” พื้นที่ส่วนกลาง Shared Kitchen และการใช้ชีวิตแบบระยะยาว อีกหนึ่งจุดแข็งของ KIRO คือการมีพื้นที่ส่วนกลางที่สามารถใช้งานได้จริง โดยเฉพาะโซน Shared Kitchen ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักสามารถนำอาหารมาอุ่น หรือเตรียมอาหารได้ด้วยตัวเอง ในบริเวณเดียวกันยังมีตู้เย็น เครื่องไมโครเวฟ และพื้นที่เก็บของที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย นอกจากนี้ยังมีบริการเครื่องซักผ้าและอุปกรณ์ซักรีด ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากสำหรับนักเดินทางที่พักหลายวัน หรือผู้ที่เดินทางแบบ Long Stay สิ่งเหล่านี้ทำให้โรงแรมมีความยืดหยุ่น และตอบโจทย์รูปแบบการเดินทางที่หลากหลายมากขึ้น The POOLSide จากห้องอาหารเช้าสู่บาร์ยามค่ำคืน พื้นที่ชั้น 3 ของโรงแรมถูกออกแบบให้ใช้งานได้หลากหลายตามช่วงเวลา ในตอนเช้า พื้นที่นี้ทำหน้าที่เป็นห้องอาหารสำหรับบริการอาหารเช้า บรรยากาศเงียบสงบ มีแสงธรรมชาติเข้ามาอย่างพอดี เหมาะกับการเริ่มต้นวันใหม่อย่างไม่เร่งรีบ เมื่อเข้าสู่ช่วงค่ำ พื้นที่เดียวกันนี้จะเปลี่ยนบรรยากาศเป็นบาร์ที่มีความเป็นกันเอง เสิร์ฟเครื่องดื่มที่ถูกออกแบบอย่างสร้างสรรค์ โดยใช้ผลไม้และวัตถุดิบตามฤดูกาล การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่นี้ทำให้โรงแรมมีชีวิต และทำให้ผู้เข้าพักมีเหตุผลที่จะใช้เวลาในโรงแรมมากขึ้น BREAKFAST อาหารเช้า ความเรียบง่ายที่ตั้งใจ อาหารเช้าของ KIRO ไม่ได้เน้นความหลากหลายในแบบบุฟเฟต์โรงแรมขนาดใหญ่ แต่เลือกใช้แนวทางที่เรียบง่ายและมีคุณภาพ เมนูหลักอย่างเครปสามารถเลือกได้ทั้งแบบคาวและหวาน เสิร์ฟพร้อมซุป กราโนล่า และสลัด สิ่งที่ทำให้อาหารเช้ามีความน่าสนใจคือการจัดองค์ประกอบที่ให้ความรู้สึกคล้ายคาเฟ่ มากกว่าห้องอาหารโรงแรม ผู้เข้าพักสามารถใช้เวลาได้อย่างสบาย ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ และสามารถนั่งอ่านหนังสือหรือวางแผนการเดินทางของวันนั้นไปพร้อมกัน การบริการและบรรยากาศโดยรวม แม้ว่า KIRO จะไม่ได้เน้นการบริการในรูปแบบหรูหรา แต่ทีมงานของโรงแรมสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี และมีความเป็นมิตรในระดับที่ทำให้ผู้เข้าพักรู้สึกสบายใจ การให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางหรือสถานที่ท่องเที่ยวก็ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เป็นทางการจนเกินไป บรรยากาศโดยรวมของโรงแรมจึงอยู่กึ่งกลางระหว่าง boutique hotel และ hostel แต่ยกระดับประสบการณ์ขึ้นไปอีกขั้น ทำให้เหมาะกับนักเดินทางยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความเป็นส่วนตัวและการเชื่อมต่อกับผู้คน สรุปประสบการณ์การเข้าพัก THE SHARE HOTELS KIRO Hiroshima เป็นโรงแรมที่เหมาะกับคนที่มองหามากกว่าที่พัก แต่ต้องการ “พื้นที่ที่มีชีวิต” ในการใช้เวลา โรงแรมแห่งนี้ไม่ได้พยายามเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน แต่เลือกชัดเจนว่าจะเป็นพื้นที่สำหรับคนที่ชื่นชอบดีไซน์ ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้ชีวิตอย่างตั้งใจ หากคุณกำลังวางแผนเที่ยวฮิโรชิมะ และกำลังมองหาโรงแรมที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ไม่ใช่แค่ที่ให้นอนพัก KIRO Hiroshima คือหนึ่งในตัวเลือกที่ควรถูกพิจารณาอย่างจริงจัง และอาจเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทำให้การเดินทางครั้งนั้น “น่าจดจำ” มากขึ้นโดยไม่ต้องพยายาม KIRO / THE SHARE HOTELS Hiroshima ราคาเริ่มต้น 2,8XX / คืน จองห้องพักได้ที่นี่ ใครที่ชอบโรงแรมดีไซน์เท่ๆ เราแนะนำที่นี่เลย พนักงานทุกคนสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีมาก แถมห้องพักก็ยังสบาย และพื้นที่ส่วนกลางก็ดีอีกด้วย จริงๆเครือนี้(The share hotels) ก็ยังมีโรงแรมอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่นเลยนะ ลองเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thesharehotels.com . FB/IG @hoparound.co Website www.hoparound.co . #LetsHoparoundHiroshima #LetsHoparound #Travel #WestJapan #Japan #Hiroshima #Hotel #NewHotel #LifestyleHotel #TheShareHotelsKiro #ฮิโรชิมะ #เที่ยวฮิโรชิมะ #ญี่ปุ่น #เที่ยวญี่ปุ่น #เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง #JRWestpass #ฮิโรชิม่า #เมืองฮิโรชิม่า #รีวิวโรงแรมฮิโรชิม่า #รีวิวโรงแรม #รีวิวKiroTheShareHotels #TheShareHotel
- AMANOI อมันนอย มุมลับแห่งเวียดนาม ณ มหาสมุทรสีครามกึ่งทะเลทราย
Vietnam Escape Exclusive Deal with AMANOI ดีลลับสุดพิเศษกับอมันนอย เวียดนาม จองและเข้าพักได้ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2026 เท่านั้น เป็นความพิเศษที่หาได้ยากมากนะครับ ที่จะมีรีสอร์ทหรูระดับ Ultra Luxury เปิดให้บริการอยู่ในอุทยานแห่งชาติไม่ว่าจะที่ประเทศไหนก็ตาม และยิ่งถ้าเป็นอุทยานแห่งชาตินุ้ยชั้วของเวียดนามที่ได้คุ้มครองจาก UNESCO ให้เป็นเขตสงวนชีวมณฑล (Biosphere Reserve) เพราะมีธรรมชาติกึ่งทะเลทรายที่ไม่เหมือนใครด้วยแล้ว ก็น่าจะมีโอกาสเป็นไปได้ยากมากขึ้นไปอีก แต่ก็คงไม่มีทำเลใดที่ยากเกินไปสำหรับ Aman เพราะเป็นเวลานับ 10 ปีแล้วที่ Amanoi รีสอร์ทแสนสงบแห่งนี้ได้ยืนสง่าอย่างกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นเอกลักษณ์ ที่น่าแปลกใจก็คือจนถึงวันนี้ที่นี่ก็ยังคงเป็นเหมือนมุมลับของเวียดนามที่ถูกทนุถนอมเอาไว้อย่างดีจนน้อยคนจะเคยได้มาสัมผัส — วันนี้นอกจากเราจะพาเพื่อนๆไปทำความรู้จักกับรีสอร์ทที่อยู่บนจุดสูงสุดของความลักชูรี่ในเวียดนามแห่งนี้แล้ว เรายังมี Exclusive Deal ที่ Amanoi ทำร่วมกับ hoparound.co โดยเฉพาะมานำเสนอให้เพื่อนๆได้ตามไปดื่มด่ำกับประสบการณ์ Vietnam Escape แบบเดียวกับเราด้วย เพียงแจ้งโค้ด Hop Around เมื่อจองตรงกับรีสอร์ทไม่ว่าจะทางอีเมลหรือโทรศัพท์ เพื่อนๆก็จะได้รับห้องพักเรทพิเศษและสิทธิประโยชน์อื่นๆอีกเกือบ 10 รายการเลยครับ — ครั้งแรกกับห้องพักเรทพิเศษสำหรับคนไทยและ Expat ที่อาศัยในประเทศไทยเริ่มต้นคืนละ USD 1,352 Net และรับเครดิตต่อวันสูงสุดถึง USD 1,770 Net ราคาพิเศษข้างต้นต้องจองขั้นต่ำ 2 คืนขึ้นไป* รีวิว Amanoi อมันนอย ราคาคนไทย Amanoi Room Promotion Exclusive offer Amanoi Amanoi Vietnam Escape เอ็กซ์คลูซีฟดีลเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น! Overview “ความสงบ” เป็นทั้งความหมายของคำและ DNA ของแบรนด์ Aman ส่วนคำว่า Noi ในภาษาเวียดนามนั้นแปลว่าสถานที่ เมื่อนำมารวมกัน Amanoi จึงหมายถึงสถานที่แห่งความสงบนั่นเอง เพียงแต่ความสงบของสถานที่แห่งนี้นั้นถูกโอบล้อมไปด้วยความงามดั่งรูปวาดของธรรมชาติและแซมด้วยสถาปัตยกรรมที่เผยเสน่ห์เวียดนามออกมาได้อย่างเปี่ยมรสนิยม ก่อนที่ห่อหุ้มทุกอย่างเอาไว้ด้วยความหรูหราทว่าเรียบง่าย แต่สิ่งที่ทำให้ Amanoi เป็นรีสอร์ทระดับ Ultra Exclusive ก็คือความใส่ใจในทุกๆรายละเอียดของพนักงานทุกตำแหน่งเกือบ 350 ชีวิตที่เฝ้าดูแลและให้ความเป็นส่วนตัวกับแขกในเรือนพักที่มีเพียงแค่ 44 ยูนิตเท่านั้น แม้พื้นที่บนเนินเขาริมทะเลของรีสอร์ทแห่งนี้จะกว้างใหญ่เกือบ 300 ไร่ และกำลังขยายออกไปอีก The Arrival เพียง 2 ชั่วโมงจากสนามบินดอนเมือง เครื่องบินก็ร่อนลงจอดที่ Cam Ranh Airport ซึ่งดูใหม่และทันสมัยกว่าที่คาดไว้ พอผ่านตม.ปุ๊บ พนักงานต้อนรับจาก Amanoi ก็ยืนรอพาเราไปที่สายพานกระเป๋าทันที จากนั้นก็จัดการนำสัมภาระทั้งหมดของเราขึ้นรถ Mercedez Benz ของรีสอร์ทที่จอดรออยู่ด้านนอกอาคาร คนขับจะพาเราเดินทางผ่านตัวเมือง Cam Ranh หมู่บ้านต่างๆ และธรรมชาติข้างทางที่สวยงามสู่อุทยานแห่งชาตินุ้ยชั้วที่ตั้งของรีสอร์ท โดยจะใช้เวลาประมาณ 70 นาที หากเพื่อนๆใช้สิทธิ์จองด้วยโค้ด “Hop Around” ก็จะได้รถรับส่งสนามบินแบบไพรเวทฟรีด้วยเช่นกันครับ เมื่อมาถึงรีสอร์ทเราก็พบว่ามีทีมงาน Amanoi (Aman มีศัพท์เฉพาะสำหรับเรียกพนักงานทุกคนว่า Amansanti) มายืนเรียงแถวต้อนรับเราอยู่ รวมถึงคุณจอย GM สาวไทยคนเก่งก็ให้เกียรติมาต้อนรับเราเช่นกัน เสียดายที่เราถ่ายรูปเอาไว้ไม่ทัน เพราะนี่คือโมเม้นต์ความประทับใจแรกที่เรามีต่อ Amanoi เลยล่ะครับ นอกจากการต้อนรับของ Amansanti แล้ว สิ่งที่ทำให้เราประทับใจมากๆก็คือความโอ่อ่าที่เรียบง่ายสไตล์เวียดนามของอาคาร Main Pavillion ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Lobby ห้องอาหารหลัก บาร์ และห้องสมุดของรีสอร์ท ขอปรบมือรัวๆให้กับคุณ Jean-Michel Gathy สถาปนิกระดับโลกผู้ดูแลงานออกแบบทั้งหมดของ Amanoi เพราะทุกอย่างนั้นดูสง่างาม ลงตัว และมีความ Iconic แบบไม่รู้สึกว่าต้องพยายามอะไรมากมายเลย Our Room & Our Butler อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่าที่นี่มีเรือนพักทั้งหมดเพียง 44 ยูนิตในพื้นที่หลายร้อยไร่ (และกำลังจะสร้างเพิ่มพร้อมขยายพื้นที่ไปอีก) จริงๆแล้วเราก็ไม่แน่ใจว่าจะใช้คำอะไรในการเรียกห้องพักของ Amanoi เพราะคำว่า “ห้องพัก” นั้นดูเล็กจุ๋มจิ๋มไปถนัดตาเมื่อเทียบกับของจริงที่มาเป็นหลัง และบางยูนิตก็ประกอบไปด้วยเรือนพักหลายหลัง ก็เลยขอเรียกรวมๆว่าเป็น 1 ยูนิตก็แล้วกันนะครับ แต่ละยูนิตนั้นมีขนาดและการจัดวางที่แตกต่างกันไป สิ่งที่ต้องรู้ก็คือทาง Amanoi จะใช้คำว่า Bedroom เพื่อเรียก “เรือนนอน” 1 หลัง ไม่ใช่ “ห้องนอน“ แบบที่เราแปลตรงตัว ถ้ายูนิตไหนมี 3 Bedroom ก็แสดงว่ายูนิตนั้นก็ประกอบไปด้วย “เรือนนอน” ที่แยกกันออกไปถึง 3 อาคารย่อย ไม่ใช่อาคารเดียวแล้วมีห้องนอน 3 ห้องอย่างที่เราเคยเข้าใจผิดตอนที่ยังไม่ได้เห็นสถานที่จริง เอาเป็นว่าเรือนพักทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็น 2 โซน คือ โซนรีสอร์ท ประกอบไปด้วย Pavillion ที่ไม่มีสระว่ายน้ำ 9 หลัง และ Pool Villa 24 หลัง และโซนเรสซิเดนซ์ ทั้งหมด 11 หลัง มีขนาดตั้งแต่ 1 Bedroom ไปจนถึง 5 Bedroom ซึ่งรองรับผู้ใหญ่ได้สูงสุดถึง 15 คน Residence แต่ละหลังนั้นมีเจ้าของที่ถือกรรมสิทธิ์ขาด แต่เจ้าของให้ Amanoi ช่วยบริหารจัดการในการปล่อยเช่า เรือนพักในโซนนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าโซนรีสอร์ท มี Pantry และห้องรับประทานอาหารจริงจัง ที่สำคัญคือมีการบริการ Butler ประจำ Residence ของเรา ซึ่งเราสามารถส่ง Whatsapp ให้ช่วยเหลืออำนวยความสะดวกได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่อธิบายมาทั้งหมดก็เพื่อจะให้เพื่อนๆพอนึกภาพตามออกเมื่อเราพาไปชมเรือนพักของเรา ซึ่งก็คือ One-Bedroom Residence (หมายเลข R1) ขนาด 340 ตร.ม. เป็นเรือนพักในโซน Residence ขนาดเริ่มต้นที่ก็ใหญ่เกินพอสำหรับเรา 2 คนไปหลายขุม แม้ชื่อจะบอกว่ามี 1 ห้องนอน แต่จริงๆแล้วสามารถรองรับผู้ใหญ่ได้สูงสุดถึง 5 คน เพราะของจริงนั้นมี 2 ห้องนอนที่แยกกันอยู่คนละชั้น ห้องนอนหลักจะอยู่ชั้นบนมาพร้อมกับ Living Area สระ Infinity Pool และวิวพาโนราม่าที่สวยพิฆาตดั่งภาพวาด ส่วนห้องนอนชั้นล่าง ทาง Amanoi เรียกว่า Junior Room และไม่นำมานับเป็นห้องนอนที่ 2 ทั้งที่ภายในห้อง Junior Room ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันแทบไม่ต่างจากห้องนอนหลัก แม้กระทั่งอ่างอาบน้ำก็ยังเป็นไซส์เดียวกันกับห้องนอนชั้นบนด้วย นอกจากห้องนอน สระว่ายน้ำ และวิวสุดอลังการแล้ว ใน Residence ของเรายังมีห้อง Pantry ที่สามารถใช้ทำครัวได้จริงจัง แบบเอาไว้ถ่ายรายการทำอาหารดีๆได้เลย พร้อมกับมุมรับประทานอาหารชมวิวสบายๆ และมีโบนัสเป็นทางเดินเฉพาะของเราที่คดเคี้ยวไปตามไหล่เนินเขาเพื่อลงไปเดินเล่นที่ลานหินส่วนตัวใกล้ทะเลได้ด้วย แน่นอนว่าเรือนพัก R1 ของเรานั้นมาพร้อมกับ Butler ส่วนตัวด้วย เธอเป็นสาววัยกลางคนชาวเวียดนามนามว่า Le (เล๋) ที่คล่องแคล่ว ช่างสังเกต และรู้จังหวะในการเข้าหาเราอย่างมืออาชีพ ที่สำคัญคือจิตใจดีมากเลยครับ ตอนเราเช็คเอ้าท์เค้าแอบไปซื้อของในตลาดมาเป็นของฝากให้เราด้วย Other Villas and Residences เราบอกคุณเล๋ Butler ของเราว่า เราอยากจะเข้าไปเก็บภาพเรือนพักยูนิตอื่นๆมาฝากคนติดตามของเรา คุณเล๋ก็เช็คให้ทันทีว่าหลังไหนที่ไม่มีแขก และจะเข้าไปถ่ายเวลาไหนถึงจะได้แสงสวยๆในแต่ละหลัง เราได้เข้าไปชมทั้งหมด 4-5 ยูนิต โดยยูนิตที่ใหญ่ที่สุดนั้นสามารถรับรองผู้ใหญ่ได้ถึง 15 คนเลย เพราะมีเรือนนอนที่แยกกันไปถึง 5 หลัง และได้วิวอ่าวทั้งอ่าวเป็นของตัวเอง ถ้าเพื่อนๆถามเราว่าหลังไหนสวยที่สุด คำตอบแบบสัตย์จริงก็คือทุกหลังสวยและมีจุดเด่นที่ไม่แพ้กันเลยครับ อยากให้ดูที่งบประมาณและจำนวนคนที่จะเข้าพักด้วยกันจะดีกว่า แต่ถ้าจะมาพัก 2 คนและอยากได้มุมที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นสวยๆต้องบอกว่า Villa หมายเลข V1 นั้นแสงทองตอนเช้านั้นอาบจิตชะโลมใจมากครับ แต่ต้องตื่นมาดูกันเช้าหน่อยนะครับ คุณเล๋แอบกระซิบเราว่าค่ำนี้มีแขกที่พักในอีกยูนิตหนึ่งรีเควสต์ให้จัด Private Dinner ที่ Residence หมายเลข R3 ซึ่งเป็นยูนิตที่วิวดีมากและว่างให้จัดงานได้พอดี ถ้าเราต้องการก็คุณเล๋ก็จะพาเข้าไปเก็บภาพก่อนระหว่างทีมงานจัดเตรียมสถานที่ได้ และนี่คือบรรยากาศดินเนอร์ที่ปังสุดๆ นี่คือเสน่ห์อีกอย่างของ Aman ครับ คือเค้าให้ความสำคัญกับแขกมากๆ ไม่ว่าแขกต้องการอะไร ถ้าจัดให้ได้ก็จะไม่ปฏิเสธครับ พักอยู่อีกห้อง แต่อยากมาจัด Private Dinner อีกห้อง ก็สามารถแจ้งได้เช่นกัน รูปนี้เป็นส่วนหนึ่งของยูนิตที่ใหญ่ที่สุดนะครับ เป็น 1 ในอาคาร 6 หลัง (เรือนนอน 5 + เรือนรับแขก 1) ที่ประกอบกันเป็นยูนิตเดียวของ Residence หมายเลข R18 ของจริงคือเหมือนได้รีสอร์ทเล็กๆในบ้านเราทั้งรีสอร์ทเป็นของตัวเองไปเลย คุณเล๋เล่าให้ฟังว่าแขกที่จองยูนิตนี้มักจะเข้าพักแค่ไม่กี่คน แต่ก็จะเหมาทั้งหมดเพื่อความเป็นส่วนตัวสุดๆ Main Restaurant (Breakfast, Lunch, Afternoon Tea, Dinner) ณ Main Pavillion ถ้าเราเดินขึ้นบันไดต่อเนื่องมาจาก Lobby เราก็จะพบกับ Main Restaurant ที่มีวิวสวยๆรอบด้านเลยโดยเฉพาะที่ระเบียง และไม่ว่าจะมื้อไหนที่ Main Restaurant ของ Amanoi ก็เปิดต้อนรับเราเสมอครับ ถือเป็นจุด All-Day Dining ของรีสอร์ท ในแต่ละมื้อเมนูที่นี่ก็มีให้เลือกหลากหลายและยังมีการสลับสับเปลี่ยนเพื่อความแปลกใหม่ไม่จำเจกันอยู่เรื่อยๆ ตลอด 3 คืน 4 วันที่เราเข้าพัก เราก็แวะมาที่นี่บ่อยจนเหมือนเป็นครัวที่บ้านเราเองเลย พอนึกได้ว่าเรากำลังอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติที่ไกลจากความเจริญอื่นๆพอสมควร เราก็ยิ่งรู้สึกประทับใจกับคุณภาพของอาหารของ Amanoi มากขึ้นไปอีก อยากจะแนะนำให้เพื่อนๆสั่งเมนูอาหารเวียดนามมาลองกินกันดูครับ อร่อยได้ทุกมื้อจริงๆ มีทั้งเมนูเวียดนามที่เราพอจะคุ้นเคยกันอยู่บ้าง และเมนู Local ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน อย่างน้อยถ้าเป็นมื้อเช้าที่รวมอยู่ใน Exclusive Deal ของเราอยู่แล้ว ก็อย่าลืมสั่งเนื้อตุ๋นและเฝอปลามาลองกันดูนะ ส่วนตัวแล้วเราชอบกันมากเลยล่ะ และหากใครคิดถึงรสชาติจัดจ้านของอาหารไทยก็สามารถรีเควสต์กันได้ครับ อย่าลืมว่า GM ที่นี่เป็นคนไทยนะครับ สบายใจไปอีกหนึ่งเรื่อง :-) อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องพูดถึงก็คือ Afternoon Tea ที่รวมมาอยู่ใน Exclusive Deal ของเราเช่นกัน ทุกๆบ่ายทาง Amanoi ก็จะจัดของว่างสไตล์เวียดนามและผลไม้สดมาให้เราเลือกรับประทานได้ตามชอบ แต่ดาวเด่นก็คือขนมครกเวียดนาม (Bánh Căn) ที่มีพนักงานมาทำสดๆให้ หรือถ้าเราอยากจะลองทำดูเองก็ได้เช่นกัน แต่บอกเลยว่าทำไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะเราลองมาแล้วครับ ฮ่าๆๆๆ อีกสิ่งที่เราเอ็นจอยเป็นพิเศษคือชาสมุนไพรเย็นๆชื่นใจและกาแฟเวียดนามที่เข้มข้นมากๆทั้งแบบกาแฟดำและแบบใส่นม The Bar ยามค่ำคืนที่ Amanoi ไม่ได้เงียบเหงา แม้จะอยู่ท่ามกลางความสงัดของธรรมชาติ ที่บาร์ของโรงแรมนั้นมีเครื่องดื่มอร่อยๆให้นั่งจิบชิลล์ๆ ยิ่งช่วงสุดสัปดาห์ที่นี่ก็จะคึกครื้นไปด้วยดนตรีสดอันไพเราะ ตอนที่เราเข้าพักนั้นมีคู่หูนักร้อง-นักเปียโนมาประจำอยู่ที่รีสอร์ทในช่วงนี้พอดี ก็เลยได้ฟังเพลงเพราะๆเคล้าค็อกเทล เพลินมากครับ The Boutique อยู่ในอุทยานแห่งชาติก็ช้อปได้นะครับ นอกจากงานฝีมือท้องถิ่นที่ทีม Amanoi ไปคัดสรรและจัดหามาให้แขกเลือกซื้อแล้ว ใครเป็นสาย Quiet Luxury หรือเบื่อแบรนด์ดังในห้างหรูแล้วน่าจะถูกใจกับสินค้าไฮเอ็นด์เฉพาะกลุ่มในแบรนด์ Aman ที่มีวางขายแค่เฉพาะในรีสอร์ท Aman เท่านั้น ถ้าซื้อไปใส่ก็คงจะต้องเป็น Aman Junkie ด้วยกันเท่านั้นถึงจะรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า Accessories ต่างๆ ไปจนถึงเครื่องหอมและเครื่องประทินผิว The Beach Club อีกจุด Hang Out ที่ป๊อปปูล่าร์สำหรับแขกของ Amanoi ก็คือ The Beach Club เพราะตั้งอยู่บนหาดส่วนตัวที่น้ำใสทรายขาว และยังมีธรรมชาติที่สมบูรณ์มากสมกับที่เป็นอุทยานแห่งชาติ พนักงานเล่าให้ฟังว่าเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนยังมีเต่ามาวางไข่อยู่เลย ถ้าเพื่อนๆ อยากเปลี่ยนบรรยากาศการกินอาหารจากที่ Main Restaurant ก็สามารถย้ายมาลองมื้อกลางวันกันที่ Beach Club ได้ เมนูที่นี่จะออกแนว Casual อินเตอร์ที่แตกต่างไปเล็กน้อย เมนูเวียดนามก็ยังมีครับ แต่จะพรีเซ้นต์ให้ดูทันสมัยเข้าถึงง่ายมากขึ้น และเราก็ยังยืนยันอยากให้สั่งเมนูเวียดนาม มากกว่าเมนูอินเตอร์นะครับ สำหรับเพื่อนๆที่จองด้วยโค้ด “Hop Around” ก็จะได้แถม Resort Credit มากน้อยไปตาม Type ห้องที่เลือกจอง ตัวเครดิตก็สามารถนำมาจ่ายค่าอาหารต่างๆแทนเงินสดได้นะครับ หรือจะเก็บเอาไว้ใช้กับกิจกรรมอื่นๆ หรือสปาก็ได้เช่นกัน ที่นี่มีกิจกรรมให้เลือกทำได้หลายอย่าง ไม่มีเบื่อเลย หรือจะออกไปเที่ยวไปหาของกินในเมืองชาวประมงใกล้ๆก็ได้เช่นกันครับ นอกจากอาหารละเครื่องดื่มแล้ว ที่ Beach Club ยังมีสระว่ายน้ำ และเตียงให้นอนแอบแดดหลายมุมเลย สำหรับสายกิจกรรม The Beach Club นี้ เพื่อนๆที่จองด้วยโค้ด Hop Around สามารถยืมอุปกรณ์กิจกรรมทางน้ำต่างๆได้ฟรีเลยครับ หรือหากมาพร้อมกับเด็กๆทางรีสอร์ทก็มีการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กๆที่ใช้บริการได้ฟรีเช่นกัน อุปกรณ์ทางน้ำที่เราไม่เคยเห็นที่รีสอร์ทไหนมาก่อนก็คือเรือใบ Hobie Cat ที่ทีมของ Amanoi จะพาเราลงเรือโต้ลมชมทะเลในอ่าวเหวนเฮจนจุใจ อีกกิจกรรมในบริเวณ Beach Club นี้ที่เราก็ไม่เคยเห็นรีสอร์ทอื่นใดมีให้บริการก็คือ Archery หรือยิงธนูครับ เราก็เลยถือโอกาสนี้ลองดูซักครั้ง เบสิคไม่มีไม่เป็นไร เพราะมีพนักงานคอยประกบอยู่ตลอด ที่สำคัญคือพี่เค้ารู้มุมถ่ายรูปและวิดิโอสวยๆให้ด้วยแหละ ในช่วงดินเนอร์ของวันหยุดสุดสัปดาห์ ตรงหาดหน้า The Beach Club ก็จะมี BBQ On The Beach ให้แขกเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งทานอาหารทะเลปิ้งย่างกันตรงนี้ได้ด้วยนะครับ บอกเลยว่าซุปหอยตลับอร่อยมาก อารมณ์คล้ายๆกินโป๊ะแตกบ้านเราเลย Rock Studio ในอาณาบริเวณที่ไพศาลของ Amanoi มีมุมเล็กๆอยู่มุมหนึ่งที่เราตกหลุมรัก และขอยกให้เป็นมุมโปรดท็อปๆในใจของเราเลยครับ ที่นี่คือ Rock Studio สถานที่จัด Private Event ขนาดย่อมที่มาพร้อมกับวิวมหึมาของโขดหินธรรมชาติสีครีมแกมเหลืองมัสตาร์ดซึ่งตัดกับท้องทะเลสีครามที่อยู่ไกลออกไปได้สวยแปลกตาพอดีราวกับมีคนตั้งใจมาจัดวางเอาไว้ ต้องบอกว่ามุมนี้เหมาะกับการจัดงานเลี้ยงส่วนตัวมากๆครับ ไม่ว่าจะเป็นงานวันเกิดแบบปังๆ ดินเนอร์ส่วนตัวสุดโรแมนติก ไปจนถึง Cooking Class สนุกๆระหว่างเพื่อนๆหรือสมาชิกครอบครัวน่าจะก็สร้างความประทับใจให้ทุกคนได้ไม่ยากเลย Cliff Pool ที่อยู่ไม่ไกลจาก Rock Studio ก็คือสระว่ายน้ำ Cliff Pool ที่ดูเผินๆแทบจะเป็นเนื้อเดียวกันกับทะเลเบื้องล่างเลยครับ นับเป็นอีกมุมซิกเนเจอร์ของ Amanoi ที่ไม่ว่าจะถ่ายรูปยังไงก็สวย โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ฟ้าเปิด สีฟ้าครามทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างต่างก็มาบรรจบเป็นเนื้อเดียวกัน Spa รีสอร์ทของ Aman นั้นมีชื่อเสียงเรื่องสุขภาพและความงามมากมาแต่ไหนแต่ไร สปาของ Amanoi นั้นก็ไม่ทำให้ผิดหวัง มีเมนูที่เน้นทั้งการ Grounding, Purifying และ Nourishing เราแยกกันทดลอง Signature Vietnamese Massage ที่มีการครอบแก้วตามแนวเส้น Meridian ร่วมด้วยแต่ไม่ทำให้เกิดรอยเป็นจ้ำๆเหมือนการครอบแก้วแบบจีนทั่วไป และ Signature Amanoi Massage ซึ่งเป็นการรวมเอาเทคนิคนวด Swedish, กดจุดสะท้อน และ Energy Work ไว้ด้วยกัน สารภาพตามตรงว่าเราจำอะไรมากไม่ได้ เพราะพี่ๆเธราปิสเริ่มนวดไปแค่แป๊บเดียว เราก็ผล็อยหลับไปแล้วครับ Fitness เราชอบฟิตเนสของที่นี่มากเลยครับ เพราะเงียบสงบ อุปกรณ์ครบและคุณภาพดี๊ดี และตกแต่งสวยงามจนอยากออกกำลังกายนานๆ ถ้าเพื่อนๆมีโอกาสได้มาพักที่นี่ ยังไงก็อย่าลืมแวะมาใช้บริการกันนะครับเพราะถ้าจองด้วยโค้ด Hop Around ก็ได้รับสิทธิ์มาใช้บริการฟิตเนสฟรี รวมถึงคอร์ทเทนนิสของรีสอร์ทด้วย Morning Workout Classes กิจกรรมนี้ก็ฟรีสำหรับเพื่อนๆที่ใช้โค้ดของเราในการจองเช่นกันครับ ทุกๆเช้าทางศูนย์สุขภาพของรีสอร์ทจะมีโปรแกรมการออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆสลับกันไปเพื่อให้แขกของรีสอร์ทสามารถเลือกเข้าร่วมได้ วันนี้เป็น Session การยืดกล้ามเนื้อ มีเทรนเนอร์หนุ่มหล่อเข้มจากแอฟริกาใต้นามว่าคุณ Brahim มานำคลาสยืดกล้ามเนื้อที่ได้รับแรงบันดาลใจจากท่าโยคะ บรรยากาศการออกกำลังก็จะชิลๆ เงียบๆ เป็นส่วนตัวมาก และก็ตัวเราก็ตึงมากเช่นกัน ฮ่าๆๆ Sacred Cham Dinner ย้อนกลับไปเกือบ 2,000 ปีที่แล้ว บริเวณที่ Amanoi ตั้งอยู่นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรจามปาที่รุ่งเรืองมานับพันปี ปัจจุบันชาวจามที่สืบเชื้อสายและวัฒนธรรมมาแต่โบราณก็ยังคงเป็นหนึ่งใน 54 กลุ่มชาติพันธุ์ของเวียดนามที่มีวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ ที่ Amanoi จึงมีโปรแกรมให้แขกได้เลือกลองสัมผัสประสบการณ์วัฒนธรรมจามทั้งผ่านอาหาร พิธีกรรม และการออกทัศนศึกษา อาหารค่ำมื้อนี้ทาง Amanoi ได้จัดเป็น Private Dinner ให้เราได้ลิ้มลองอาหารจามกันที่ Rock Studio โดยให้เชฟมาปรุงอาหารกันสดๆตรงหน้าเลย โดยเชฟมีการประยุกต์เมนู เลือกใช้วัตถุดิบและเทคนิคการทำอาหารสมัยใหม่ในการปรุงทำให้รสชาติของอาหารจามมื้อนี้อร่อยถูกปากแขกได้ง่าย ถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่เราดีใจที่ได้มาสัมผัส เราคิดว่าบรรยากาศดินเนอร์มื้อนี้นั้นโรแมนติกและเหมาะมากๆสำหรับคู่รักที่ต้องการให้ทางรีสอร์ทจัดมื้อพิเศษให้ โดยแขกสามารถรีเควสต์ประเภทอาหารที่ชอบได้หมดเลยครับ Cham Blessing Ritual อีกหนึ่งประสบการณ์วิถีจามที่เราได้มีโอกาสเข้าร่วมก็คือพิธีเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาให้พรและเสริมสิริมงคลให้กับเรา ถ้าเปรียบเทียบกับของบ้านเราก็อาจจะคล้ายๆการทำบายศรีสู่ขวัญ ปกติพิธีนี้จะจัดที่ใต้ต้นไม้ แต่เนื่องจากวันนี้ยังมีฝนตกปรอยๆอยู่ ทางรีสอร์ทจึงย้ายมาจัดที่ศาลากลางน้ำบริเวณสปาให้แทน เรารู้สึกอิ่มเอมใจที่ได้รับพลังดีๆ นับเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับเรามากครับ Goga Peak ในปี 2014 เมื่อ Amanoi เพิ่งเปิดให้บริการได้ยังไม่ครบปี เนื่องจากพื้นที่ของรีสอร์ทกว้างขวางมากจึงมีอีกหลายบริเวณที่ยังไม่ได้ถูกสำรวจ แขกผู้หญิงสาวสวยคนหนึ่ง (เราได้ข่าวมาว่าเป็นนางแบบด้วย) ได้อาสาไปกับทีมสำรวจเพื่อขึ้นไปยังยอดของหนึ่งในเนินเขาที่สูงที่สุดในละแวกนี้ เธอมีนามสกุลว่า Goga ทางทีม Amanoi จึงตั้งชื่อยอดของเนินเขาลูกนี้ว่า Goga Peak เพื่อเป็นเกียรติแก่เธอ และทุกวันนี้ Goga Peak ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่สวยที่สุดของ Amanoi ที่แขกทุกคนไม่ควรพลาด โดยเฉพาะตอนพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าตรู่ วันนี้เราก็เลยไม่ยอมพลาด จะพาเพื่อนๆไปชมตะวันลอยขึ้นเหนือเส้นขอบฟ้าที่ Goga Peak กันครับ เราได้คุณ Brahim เทรนเนอร์คนเก่งอาสาพาเราเดินขึ้นไปชมวิวกันด้วย ใช้เวลาเดินไม่น่าจะเกิน 20 นาทีก็ถึงยอด และทางก็ไม่ได้วิบากอะไรมากมายครับ แค่ต้องกะเวลาเริ่มเดินก่อนพระอาทิตย์ขึ้นให้ดีเท่านั้นเอง The Secret Beach เราไม่รู้หรอกครับว่าหาดนี้มีชื่อจริงๆว่าอะไร แต่เราเห็นความขาวโพลนของหาดและโขดหินงามๆได้จากระเบียงห้องของเรา เลยขอคุณเล๋ให้ช่วยพามาที และพอมาถึงก็รู้สึกว่าคิดถูกที่ได้มา แม้สีขาวที่เห็นจะไม่ใช่หาดทรายเนื้อละเอียด แต่เป็นเปลือกหอยและปะการังที่หักอยู่เกลื่อนกลาด ซึ่งยิ่งทำให้ดูแปลกตา มีความ Dreamy อย่าน่าประหลาด ถ้าเพื่อนๆมีโอกาสได้มาที่ Amanoi แล้วไม่รู้จะมาที่หาดนี้ยังไงก็ลองโชว์รูปของเราให้พนักงานดูนะครับ The Library อีกมุมโปรดในทุกๆ Aman ของเราก็คือห้องสมุดครับ สำหรับเราแล้วห้องสมุดของ Amanoi นั้นเป็นมุมที่ดูอบอุ่นน่านั่งที่สุด แถมยังดูดีมีรสนิยมมากทีเดียว พอได้เข้ามาใช้บริการแล้วรู้สึกว่าเหมือนได้อยู่ในห้องทำงานในฝัน เราอยากมีห้องทำงานแบบนี้ที่บ้านบ้างจัง Wrapping Up Our Stay สิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยบอกใครก็คือ เราเคยเห็นคลิปวิดิโอของ Amanoi ตั้งแต่เราเริ่มทำเวป hoparound.co ใหม่ๆ และรู้สึกตกหลุมรักกับสถานที่แห่งนี้มากจนตั้งใจไว้ว่าสักวันเราจะต้องมาพักที่นี่ให้ได้ แทบไม่น่าเชื่อว่าวันนั้นได้มาถึงแล้ว และ Amanoi ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยครับ ความตระการตาของทั้งธรรมชาติและงานออกแบบสถาปัตยกรรมอย่างมีรสนิยมนั้นดูกลมกลืนกันราวกับภาพฝัน แต่สิ่งที่ทำให้ประทับใจที่สุดก็ยังคงเป็นความใส่ใจในทุกๆรายละเอียด ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นแขกคนสำคัญและได้รับการต้อนรับเอาใจใส่อย่างดีที่สุด หากเพื่อนๆอยากลองสัมผัสมุมลับของเวียดนามที่ดีงามในทุกมิติ Amanoi น่าจะเป็นตัวเลือกที่จะไม่ทำให้ผิดหวังครับ และอย่าลืมใช้โค้ด Hop Around ของเราในการจองด้วยนะครับ Amanoi Vietnam Escape เอ็กซ์คลูซีฟดีลเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น! ห้องพักราคาเริ่มต้นคืนละ USD 1,352 Net และรับเครดิตเพื่อใช้ในรีสอร์ทต่อคืนมูลค่าสูงสุดถึง USD 1,770 Net ราคาพิเศษข้างต้นต้องจองขั้นต่ำ 2 คืนขึ้นไป* สิทธิพิเศษ: 1. อาหารเช้าทุกวัน 2. บริการรถรับ-ส่งสนามบินแบบส่วนตัว 3. เครดิตสำหรับใช้จ่ายในรีสอร์ต ตั้งแต่ 280 USD ถึง 1,770 USD สุทธิ ต่อคืน 4. เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ในมินิบาร์ พร้อมบริการเติมให้ฟรีวันละ 1 ครั้ง 5. ชุดน้ำชายามบ่ายทุกวัน 6. คลาสเพื่อสุขภาพในช่วงเช้าทุกวัน (เช่น โยคะ, พิลาทิส, ฟิตเนส และอื่นๆ) 7. กิจกรรมทางน้ำแบบไม่ใช้เครื่องยนต์ฟรี (เช่น ดำน้ำตื้น, ล่องเรือใบ Hobie Cat, พายบอร์ดแบบยืน (SUP), วินด์เซิร์ฟ และพายเรือคายัค) 8. กิจกรรมสำหรับเด็กฟรี (ยกเว้นคลาสสอนทำอาหาร) 9. ใช้บริการยิมและสนามเทนนิสฟรี Amanoi 3rd Night Free! รับฟรีคืนที่ 3 เมื่อเข้าพัก 3 คืน เอ็กซ์คลูซีฟดีลเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น! ห้องพักราคาเริ่มต้นคืนละ USD 2,544 Net ราคาพิเศษข้างต้นต้องจองขั้นต่ำ 3 คืน* สิทธิพิเศษ: 1. ฟรีคืนที่ 3 2. นวดฟรี 60 นาที 1 ครั้ง: สำหรับผู้ใหญ่ 2 ท่านต่อห้องนอน ต่อการเข้าพัก โดยสามารถเลือกได้ระหว่าง: Amanoi massage, นวดศีรษะแบบอินเดีย, นวดเท้า หรือนวดหลัง-คอ-ศีรษะ 3. อาหารเช้าทุกวัน ให้บริการที่ห้องอาหารหลัก (Main Restaurant) 4. บริการรถรับ-ส่งสนามบินแบบส่วนตัว: ไป/กลับ จากสนามบินกามรัญ (Cam Ranh) 1 รอบ 5. มินิบาร์ (เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์): พร้อมบริการเติมให้ฟรีวันละ 1 ครั้ง 6. ชุดน้ำชายามบ่ายทุกวัน: เวลา 15:30 น. ถึง 16:30 น. 7. คลาสเพื่อสุขภาพช่วงเช้าทุกวัน: เช่น โยคะ, พิลาทิส, ฟิตเนส และอื่น ๆ 8. กิจกรรมทางน้ำแบบไม่ใช้เครื่องยนต์ฟรี: เช่น ดำน้ำตื้น (Snorkeling), ล่องเรือใบ Hobie Cat, พายบอร์ดแบบยืน (SUP), วินด์เซิร์ฟ และพายเรือคายัค 9. กิจกรรมสำหรับเด็กฟรี: (ยกเว้นคลาสทำอาหาร) 10. สิทธิ์เข้าใช้ห้องออกกำลังกายและสนามเทนนิสฟรี #Amanoi #PlaceofPeace #ExclusiveDeal #LetsHoparound #HopStay #AmanResort #Vietnam #Resort #LuxuryResort #BestPlacetoStay #AmanFoodie #AmanJunkies #TheSpiritofAman #NúiChúaNationalPark #UNESCO #BiosphereReserve #VinhHyBay #อมันนอย #เวียดนาม #รีสอร์ท #รีสอร์ทในเวียดนาม #รีสอร์ทน่าพักในเวียดนาม #ญาจาง
- Centara Reserve Samui กลับมาสัมผัส ‘Reserve Signatures’ และความสง่าเหนือระดับใน The Reserve Suite หนึ่งเดียวบนเกาะสมุย
Centara Reserve Samui ความหรูที่ให้เราเขียนเรื่องราวการพักผ่อนได้ด้วยตัวเอง การได้กลับมาเยือน Centara Reserve Samui เป็นครั้งที่สองเปรียบเสมือนการกลับไปหาเพื่อนเก่าที่รู้ใจครับ แต่การกลับมาคราวนี้พิเศษกว่าเดิม เพราะเราจะได้สัมผัสกับที่สุดของความเอ็กซ์คลูซีฟในห้องพักที่เป็น ‘The One and Only’ ของรีสอร์ทแห่งนี้ ท่ามกลางคอนเซปต์ Timeless Island Living ที่ยังคงความละเมียดละไมและใส่ใจในทุกรายละเอียดเช่นเคย รีวิวโรงแรม Centara Reserve Samui ที่พักสมุย The Reserve Suite รีวิว The Arrival & Reserve Culture: สัมผัสแรกที่รังสรรค์มาเพื่อเราโดยเฉพาะ เราเดินทางมาสมุยกับ Bangkok Airways ครับ พอถึงสนามบินสมุยก็ยังคงสัมผัสได้ถึงเสน่ห์และความน่ารักที่เป็นเอกลักษณ์เหมือนเดิม ทันทีที่เดินออกมาตรงทางออก ก็เจอเจ้าหน้าที่ชูป้ายรอต้อนรับเราอยู่แล้วครับ ทางโรงแรมจัดรถมารับเราอย่างดี ภายในรถมีทั้งขนม น้ำดื่ม และผ้าเย็นเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ เป็น 15 นาทีระหว่างเดินทางไปโรงแรมที่สะดวกสบายและน่าประทับใจมากครับ พอมาถึง Centara Reserve Samui สิ่งแรกที่ทำให้เรารู้สึกพิเศษคือ Welcome Ritual ที่ช่างคิดช่างทำและลึกซึ้งมากครับ เราสามารถเลือกดอกดาวเรืองคนละดอก พร้อมแนะนำให้เราอธิษฐานถึงสิ่งที่เราปรารถนาแล้วค่อยๆ ลอยดอกดาวเรืองลงไปในสระน้ำหน้าล็อบบี้ เรารู้สึกว่านี่คือการออกแบบประสบการณ์ที่ชาญฉลาด เพราะมันสอดคล้องกับแนวคิดของแบรนด์ Reserve ที่ต้องการมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคล (Unique Personal Experience) ที่ไม่ซ้ำใคร เพราะคำอธิษฐานของแขกแต่ละคนย่อมมีเรื่องราวที่ต่างกัน การเริ่มต้นทริปด้วยการสร้างพื้นที่ให้เราได้โฟกัสกับความต้องการของตัวเองแบบนี้ จึงเป็นการสร้างความประทับใจแรกที่ส่วนตัวและทรงพลังอย่างแท้จริง โดยมี Reserve Narrators คอยดูแลและพรีวิวภาพรวมของ "วิถี" การใช้ชีวิตที่นี่ให้รุ่มรวยที่สุดตั้งแต่วินาทีแรกครับ The Reserve Suite หนึ่งเดียวเหนือระดับ ความเอ็กซ์คลูซีฟที่หาจากห้องอื่นไม่ได้ ไฮไลต์ที่สุดของทริปนี้คือการเข้าพักใน The Reserve Suite ครับ ต้องบอกว่านี่คือห้องพักระดับ Top-tier ที่มีเพียง "ห้องเดียว" เท่านั้นในโรงแรม ตั้งตระหง่านอยู่บนชั้นสูงสุดของอาคารเพื่อให้ได้มุมมองที่งดงามที่สุด ด้วยพื้นที่กว้างขวางถึง 127 ตารางเมตร ห้องนี้ถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิด “Home away from home” อย่างแท้จริงครับ พื้นที่ภายในโอ่โถงประกอบด้วย The Space: โซนห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ที่มาพร้อมโต๊ะรับประทานอาหาร เหมาะมากสำหรับการใช้เวลาร่วมกันแบบส่วนตัว The Bedroom: เตียงนอนขนาด Super King-size ที่นุ่มสบายราวกับโอบกอดเราไว้ พร้อมความยืดหยุ่นในการรองรับครอบครัวใหญ่ เพราะสามารถเชื่อมต่อ (Connect) กับห้อง Deluxe Ocean ได้อีกถึง 2 ห้อง The View: ระเบียงส่วนตัวเปิดรับวิวท้องฟ้าและท้องทะเลสีครามของสมุยแบบ Panorama จากมุมที่สูงที่สุดของรีสอร์ท ความพิเศษที่เหนือกว่าคือบริการ Reserve Host หรือผู้ดูแลส่วนตัวที่จะคอยจัดการทุกความต้องการของเราตลอดการเข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียมทรีตเมนต์หรือสำรองที่นั่งห้องอาหาร ทำให้ทุกโมเมนต์ของเราไหลลื่นและพิเศษสุดๆ ครับ แต่นอกจากความโปร่งสบายด้านในแล้ว สิ่งที่ทำให้เราประทับใจที่สุดคือ ระเบียงส่วนตัวที่กว้างขวางมากครับ กว้างจนเราอยากจะนอนเอนกายอาบแดดรับลมทะเลที่นี่ในทุกๆ วัน โดยไม่ต้องออกไปไหนเลย เป็นพื้นที่ที่มอบความเป็นส่วนตัวขั้นสุด พร้อมวิวท้องฟ้าและท้องทะเลสีครามของเกาะสมุยแบบ Panorama จากมุมที่สูงที่สุดของรีสอร์ท ซึ่งหาไม่ได้จากห้องไหนจริงๆ Surprise of the Day เติมสีสันให้การพักผ่อนด้วยปุ่มสุ่มความสุข อีกหนึ่งรายละเอียดสไตล์ Reserve ที่เราประทับใจมากคือปุ่ม Surprise of the Day ครับ ในทุกๆ วันเราสามารถกดปุ่มนี้เพื่อลุ้นรับประสบการณ์พิเศษที่ทางโรงแรมคัดสรรมาให้ ไม่ว่าจะเป็นขนมหวานเมนูพิเศษ หรือเซอร์ไพรส์เล็กๆ น้อยๆ ที่เปลี่ยนไปไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน มันทำให้การตื่นมาในแต่ละเช้าของเรามีความตื่นเต้นเพิ่มขึ้นอีกนิด เพราะเราจะคอยลุ้นว่าวันนี้โรงแรมจะเตรียมความประทับใจอะไรไว้ให้เรา ซึ่งเป็นกิมมิกที่ช่วยสร้างรอยยิ้มและความทรงจำที่ดีได้ดีมากครับ ดื่มด่ำสุนทรียภาพแห่งการบำบัด ณ Reserve Spa Cenvaree ช่วงบ่ายเราแวะไปฟื้นฟูร่างกายที่ Reserve Spa Cenvaree กับทรีตเมนต์ Healing Touch นาน 75 นาที เทอราพิสที่นี่เชี่ยวชาญมากครับ โดยมีการนำสมุนไพรสดจากสวนออร์แกนิกของรีสอร์ทมาใช้ประกอบการนวด หลังจากเสร็จทรีตเมนต์ เรายังได้ผ่อนคลายต่อในโซน Relaxation Conservatory และ Jacuzzi ที่ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น เป็นการเริ่มต้นทริปด้วย Well-being ที่ยอดเยี่ยม รสชาติไทยวิจิตรที่ Sa-Nga มื้อค่ำเราฝากท้องไว้ที่ Sa-Nga (สง่า) ห้องอาหารที่นิยามอาหารไทยใหม่ผ่าน Elegant Sharing Set Menu พร้อม Wine pairing เช็ฟหยิบยกวัตถุดิบดั้งเดิมมาปรุงด้วยเทคนิคสมัยใหม่ (Innovative Culinary Artistry) นำเสนอออกมาได้สวยงามและมีรสชาติที่ลุ่มลึก สมชื่อร้านที่สะท้อนถึงรสนิยมและความโก้หรูครับ Breakfast at The Terrace มื้อเช้าที่ Centara Reserve Samui คือช่วงเวลาที่เราตั้งใจใช้ชีวิตให้ช้าลงที่สุดครับ เรามาเริ่มต้นวันกันที่ The Terrace ห้องอาหารแบบเปิดโล่งที่รับลมทะเลได้อย่างเต็มปอด ความพิเศษของอาหารเช้าที่นี่คือการผสมผสานระหว่างไลน์บุฟเฟต์คุณภาพสูงและความประณีตของเมนู A la carte ที่ปรุงสดใหม่จานต่อจาน ส่วนใครที่ชอบความหนักท้องขึ้นมาอีกนิด เมนู A la carte ของที่นี่ก็ทำออกมาได้น่าประทับใจมากครับ เชฟใส่ใจในทุกรายละเอียดตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงการจัดวางจาน ทำให้มื้อเช้าริมทะเลของเราไม่ใช่แค่การทานให้อิ่ม แต่คือการเริ่มต้นวันที่ละเมียดละไมที่สุดครับ Afternoon Gourmet Delights ตกบ่ายเราก็มาทาน Afternoon Tea ชิลๆ ที่ The Terrace ซึ่งเชฟรังสรรค์ขนมแต่ละชิ้นขึ้นจากแรงบันดาลใจแห่งท้องทะเล มีทั้งช็อกโกแลตรูปหอยหลากหลายรูปแบบ กินไปชิลไปเคล้ากับม็อกเทลและวิวทะเล เป็นช่วงเวลาที่พิเศษมากครับ Bread Society สุนทรียภาพของกลิ่นขนมปังอบใหม่ในยามเช้า สำหรับเราที่ให้ความสำคัญกับมื้อเช้าพอๆ กับการพักผ่อน Bread Society คือจุดที่เราประทับใจมากครับ ที่นี่ไม่ใช่แค่ไลน์ขนมปังทั่วไป แต่คือศิลปะของการทำเบเกอรี่แบบ Artisanal ที่เน้นความสดใหม่และใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง กลิ่นหอมของขนมปังที่เพิ่งออกจากเตาช่วยปลุกประสาทสัมผัสในยามเช้าได้ดีมาก เป็นรายละเอียดที่เติมเต็มให้มื้อเช้าที่นี่มีชีวิตชีวาและอบอุ่นเหมือนทานอยู่ที่บ้านจริงๆ The Gin Run สวรรค์ของคนรักจินและการเดินทางของรสชาติที่หลากหลาย เมื่อตะวันตกดิน เราแนะนำให้แวะมาที่ Gin Run ครับ บาร์ที่รวบรวมจินจากทั่วทุกมุมโลกมาไว้ที่นี่ รวมถึงการทำจินอินฟิวส์ (Infused Gin) สูตรเฉพาะของรีสอร์ทที่มีให้เลือกเยอะจนน่าประทับใจ บรรยากาศของบาร์ที่มีความ Sophisticated และการได้พูดคุยกับมิกโซโลจิสต์ผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ช่วงเวลาค่ำคืนของเราที่สมุยเต็มไปด้วยสีสันและสุนทรียภาพทางการดื่มครับ ความสนุกบนผิวน้ำด้วย Efoil Board พอตกเย็น เราขยับมาเติมอะดรีนาลีนด้วยการเล่น Efoil board เป็นครั้งที่สองในชีวิตเลยครับ (ฟังดูเว่อไหม 55) ต้องบอกว่าสนุกมาก! แม้จะเป็นกิจกรรมที่ดูท้าทายแต่ที่นี่มีคนสอน (Instructor) ที่เก่งมาก คอยแนะนำเทคนิคจนเราสามารถร่อนไปบนผิวน้ำได้ยาวๆ เป็นช่วงเวลาที่ปลดปล่อยพลังงานได้ดีสุดๆ Act 5 – The Grill ปิดท้ายวันด้วยมื้อค่ำที่ Act 5 – The Grill ที่นี่คือสเต็กเฮาส์สไตล์คลาสสิกที่เพิ่มความ Sophisticated เข้าไป ทุกจานผ่านกระบวนการย่างในเตา KOPA ที่ใช้ความร้อนสูงเป็นพิเศษ ทำให้เนื้อ Wagyu และอาหารทะเลยังคงความฉ่ำและมีกลิ่นหอมรมควันที่เป็นเอกลักษณ์ Vitamin SEA Brunch มื้อสายที่เต็มไปด้วยสีสันก่อนอำลาเกาะสมุย ก่อนเช็คเอ้าท์ในวันอาทิตย์ เราไปจบที่ Salt Society Beach Bar & Kitchen กับ Vitamin SEA Brunch (Vitamin B Package) บรรยากาศที่นี่คือ Tropical Al Fresco ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของหาดเฉวงครับ เราเพลิดเพลินไปกับอาหารทะเลสดๆ ไวน์รสเลิศ และค็อกเทลที่ Infuse ด้วยสมุนไพร ท่ามกลาง Curated Playlist ที่ช่วยเซตจังหวะความผ่อนคลายให้ถึงขีดสุด เป็นมื้อที่เติมเต็ม "Vitamin Sea" ให้เราก่อนจะเดินทางกลับในช่วงบ่ายสี่โมง Wrapping Up Our Stay สรุปความประทับใจ ประสบการณ์ที่ ‘Reserve’ ไว้เพื่อคุณเท่านั้น การกลับมาเยือน Centara Reserve Samui ในครั้งนี้ตอกย้ำให้เราเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นครับว่า นิยามของความหรูหราที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงามของสถาปัตยกรรมที่ตาเห็นเท่านั้น แต่คือความสามารถในการมอบประสบการณ์ที่ Personalised ได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกมิติ โดยเฉพาะการได้ใช้เวลาพักผ่อนใน The Reserve Suite ที่เป็นที่สุดของความเอ็กซ์คลูซีฟ พื้นที่แห่งนี้ช่วยให้เราได้พบกับความสงบ และเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ในทุกวินาทีตลอดการเข้าพัก สิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย และเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การพักผ่อนครั้งนี้สมบูรณ์แบบที่สุด คือทีมพนักงานทุกคนที่เราอยากจะขอบคุณจากใจจริงๆ ครับ ทุกคนดูแลเราดีมากๆ และปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณของการบริการที่แท้จริง ตั้งแต่ความใส่ใจอย่างใกล้ชิดของ Reserve Host ไปจนถึงความน่ารักของทีมพนักงานในทุกห้องอาหารและสปาที่จำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของเราได้เสมอ Human Touch เหล่านี้นี่เองครับที่เปลี่ยนจากการมาพักโรงแรมทั่วไป ให้กลายเป็นการมาพักผ่อนในบ้านที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความทรงจำที่มีค่า ขอบคุณทีมงานทุกคนที่ทำให้เราได้รับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมเกินความคาดหมายในทุกด้านจริงๆ ครับ ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่พัก แต่มันคือพื้นที่แห่งการคืนความสมดุลและการค้นพบความรื่นรมย์ในแบบฉบับของตัวเองผ่านงานดีไซน์ที่นิ่งสงบ การบริการที่เปี่ยมด้วยความใส่ใจ และรสชาติอาหารที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างผู้รู้จริง หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รักในงานสุนทรียศาสตร์และต้องการการพักผ่อนในระดับมาสเตอร์พีซที่เป็นส่วนตัวและพิเศษไม่ซ้ำใคร เราเชื่อว่าที่นี่คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับการเดินทางมาเยือนสมุยครับ แล้วเราจะกลับมาอีกนะ :) Centara Reserve Samui 38/2 Moo 3, Borpud, Chaweng Beach, Koh Samui, Surat Thani 84320 Thailand Tel: +66 (0) 77 230 500 E-mail: crs@chr.co.th Website: www.centarahotelsresorts.com/centarareserve/crs รีวิวโรงแรม Centara Reserve Samui ที่พักสมุย The Reserve Suite รีวิว #LetsHoparound #Samui #CentaraReserveSamui #ReserveCulture #TheReserveSuite #KohSamui #LuxuryResort #รีวิวโรงแรม #รีวิวที่พัก #สมุย #เกาะสมุย #ModernAesthete #SlowLuxury #Centara
- 1926 Heritage Hotel Penang by The Unlimited Collection สัมผัสความคลาสสิกยุคโคโลเนียลและมวลอารมณ์อบอุ่นแห่งปีนัง
รีวิว 1926 Heritage Hotel Penang by The Unlimited Collection สัมผัสความคลาสสิกยุคโคโลเนียลและมวลอารมณ์อบอุ่นแห่งปีนัง ปีนังยังคงเป็นจุดหมายปลายทางในใจของเหล่านักเดินทางที่หลงใหลในสถาปัตยกรรมและมนต์เสน่ห์ทางวัฒนธรรมเสมอมา ทริปนี้เราอยากชวนทุกคนมาสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนที่มีเรื่องราว ณ 1926 Heritage Hotel Penang ภายใต้เครือ The Unlimited Collection by Ascott ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของเรากับการเข้าพักในคอลเลกชันโรงแรมบูทีคอิสระที่ออกแบบมาเพื่อนักเดินทางผู้แสวงหาประสบการณ์อันแตกต่างอย่างแท้จริง ด้วยปรัชญา "Genuinely U, Limitlessly Authentic" ทางโรงแรมมุ่งเน้นการคืนชีวิตให้อาคารประวัติศาสตร์และแลนด์มาร์คท้องถิ่น โดยนำงานดีไซน์ที่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมมาผสมผสานอย่างลงตัว เพื่อมอบประสบการณ์การเข้าพักที่เปี่ยมด้วยเรื่องราวและสะท้อนเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของจุดหมายปลายทางได้อย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งที่ทำให้โรงแรมแห่งนี้โดดเด่นไม่เหมือนใคร คือการนำเสนออัตลักษณ์ผ่านงานกราฟิกและโลโก้ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสัญลักษณ์ประจำรัฐปีนัง (Pulau Pinang) ได้แก่ เสือดำ (Black Panther) สัตว์มงคลที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและสง่างาม และ ต้นหมาก (Areca Palm) ต้นไม้ประจำรัฐซึ่งเป็นที่มาของชื่อเกาะ "ปีนัง" (Pinang) ในภาษามลายู การนำสัญลักษณ์เหล่านี้มาถ่ายทอดในงานดีไซน์ ไม่เพียงแต่เป็นการให้เกียรติประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงตัวตนที่ผูกพันกับรากเหง้าของเกาะแห่งนี้ไว้อย่างเหนียวแน่นครับ ย้อนกลับไปในอดีต อาคารหลังงามแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1926 ตามชื่อของโรงแรมเลยครับ เดิมทีที่นี่เคยเป็นอาคารที่พักของข้าราชการอาณานิคมอังกฤษและผู้บริหารท้องถิ่นในยุคก่อน โครงสร้างภายนอกจึงสะท้อนสถาปัตยกรรมแบบแองโกล-มาเลย์โคโลเนียลได้อย่างเด่นชัด มีความโอ่อ่า นิ่งขรึม ทว่าเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ โดยหลังจากผ่านการแปลงโฉมและรีโนเวทครั้งใหญ่ ที่นี่เปิดให้บริการห้องพักและห้องสวีทรวมทั้งหมด 78 ห้อง ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 ประเภทหลักๆ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ห้องเริ่มต้นขนาดกะทัดรัดไปจนถึงห้องสวีทขนาดใหญ่ดังนี้ Heritage Room, Colonial King, Colonial Twin, Heritage Garden Patio, Residency Suite และ Straits Suite สำหรับเรทราคาห้องพักจะเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณสองถึงสามพันกว่าบาทต่อคืนสำหรับห้องเริ่มต้น และขยับไปจนถึงหลักหมื่นสำหรับห้องสวีทขนาดใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับงานดีไซน์เฉพาะตัวและมาตรฐานบริการของเครือนี้ครับ The Journey: ทริปครอบครัวขับรถเพลินๆ จากเมืองยะลา สู่ปีนัง การเดินทางในรอบนี้แตกต่างไปจากเดิมนิดหน่อยครับ เพราะเราเลือกจัดทริปครอบครัวแบบ Roadtrip ขับรถสบายๆ เริ่มต้นจากจังหวัดยะลา วิ่งผ่านอำเภอเบตงเพื่อข้ามแดนไปยังประเทศมาเลเซีย บรรบากาศสองข้างทางดีมากๆ ครับ วิวทิวทัศน์รายล้อมไปด้วยภูเขาสลับซับซ้อนที่สวยงาม ถนนหนทางขับสบายและราบรื่นกว่าที่คิด ระหว่างทางเรายังได้แวะถ่ายรูปบริเวณเขื่อนริมทางซึ่งมีบรรยากาศที่สดชื่นและสงบมาก ถือเป็นการพักสายตาที่ดีทีเดียวครับ จากชายแดนใช้เวลาเดินทางรวมๆ แค่ 2 ชั่วโมงนิดๆ ก็มาถึงตัวโรงแรมที่ปีนังแล้วครับ วิวสวยตลอดทางจนรู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวมาก The Arrival: การต้อนรับอันอบอุ่นตั้งแต่ก้าวแรก ทันทีที่รถเลี้ยวเข้ามาในพื้นที่โรงแรม เราจะรู้สึกได้ถึงความเงียบสงบที่ตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอก ขั้นตอนการเช็คอินทำได้อย่างรวดเร็วและราบรื่นมากครับ พนักงานต้อนรับทุกคนให้การดูแลเป็นอย่างดี ยิ้มแย้มแจ่มใส และมีความเป็นมืออาชีพสูงมาก ช่วยแนะนำรายละเอียดต่างๆ ของโรงแรมด้วยความเต็มใจ ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและเป็นกันเองตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงเลยครับ Our Room: Heritage Garden Patio พื้นที่ส่วนตัวริมสระว่ายน้ำ สำหรับห้องพักทั้ง 6 แบบของที่นี่ จะประกอบไปด้วยห้อง Heritage Room, Colonial King, Colonial Twin, Heritage Garden Patio, Residency Suite และ Straits Suite ครับ รอบนี้เราเลือกเข้าพักห้องประเภท Heritage Garden Patio ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้นล่างสุดของอาคาร มอบความนิ่งสงบและเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง พื้นที่ภายในห้องกว้างขวางถึง 52 ตารางเมตร หรือประมาณ 560 ตารางฟุต ซึ่งถือว่าใหญ่และจัดสรรพื้นที่ได้ดีมากๆ รองรับผู้เข้าพักได้สูงสุด 2 ท่าน ภายในห้องจัดวางเตียงนอนขนาด King-Size เบาะหนานุ่มและเครื่องนอนคุณภาพดีที่ช่วยให้เรานอนหลับสบายตลอดคืน ไฮไลต์สำคัญของห้องนี้คือพื้นที่ภายนอกส่วนตัว โดยตัวห้องจะมีระเบียงส่วนตัวและสวนหย่อมขนาดเล็กที่เชื่อมต่อโดยตรงเข้าสู่สระว่ายน้ำของโรงแรม การได้ตื่นมาจิบกาแฟยามเช้าตรงระเบียงส่วนตัวท่ามกลางความร่มรื่นของต้นไม้ แล้วสามารถเดินลงสระว่ายน้ำได้ทันที เป็นมวลอารมณ์ของการพักผ่อนที่ทั้งสะดวกและผ่อนคลายมากครับ การตกแต่งภายในยังคงกลิ่นอายความเฮริเทจเอาไว้ได้อย่างแยบคาย แต่ในขณะเดียวกันก็ใส่สิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยไว้อย่างครบครัน Hotel Facilities: สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แม้จะเป็นโรงแรมแนวประวัติศาสตร์ แต่ในเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนรักไลฟ์สไตล์สุขภาพก็จัดเตรียมไว้ให้อย่างดีครับ สระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดกำลังดี ตั้งอยู่ใจกลางอาคาร โอบล้อมด้วยสีเขียวของต้นไม้และสถาปัตยกรรมคลาสสิก เป็นพื้นที่ที่ถ่ายรูปสวยและเหมาะกับการมานั่งเล่นรับลมเย็นๆ ห้องออกกำลังกายที่มีอุปกรณ์คาร์ดิโอและสเตร็งท์เทรนนิ่งพื้นฐานให้เราได้ยืดเส้นยืดสายและขยับร่างกายระหว่างทริปพักผ่อนได้อย่างสะดวกสบายครับ Breakfast & Dining: รสชาติเรียบง่ายในบรรยากาศย้อนยุค ในส่วนของมื้อเช้า โรงแรมจัดเตรียมอาหารที่ผสมผสานระหว่างรสชาติท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของปีนังและเมนูนานาชาติยอดนิยม รสชาติทำออกมาได้ดี วัตถุดิบสดใหม่ เป็นมื้อเช้าที่เรียบง่ายแต่เติมพลังก่อนออกไปเที่ยวได้เป็นอย่างดีครับ นอกจากนี้ภายในโรงแรมยังมีส่วนของห้องอาหารและบาร์ที่ตกแต่งอย่างมีรสนิยม คุมโทนความคลาสสิก เหมาะสำหรับการมานั่งทอดอารมณ์ จิบเครื่องดื่มแก้วโปรด เคล้าไปกับบรรยากาศย้อนยุคในช่วงเย็นครับ Neighborhood Guide: ขยับไปเที่ยว George Town ได้ง่ายๆ ทำเลที่ตั้งของ 1926 Heritage Hotel Penang ถือว่าสะดวกสบายต่อการท่องเที่ยวมากๆ ครับ ย่านรอบๆ โรงแรมมีความเงียบสงบ ไม่พลุกพล่านจนเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็อยู่ใกล้กับศูนย์กลางเมืองมรดกโลกอย่าง George Town มากๆ การเดินทางไปเที่ยวชมสตรีทอาร์ท แวะคาเฟ่ฮิปๆ หรือลิ้มลองอาหารสตรีทฟู้ดชื่อดัง เราสามารถเลือกขับรถไปเองก็ได้ หรือจะเรียกบริการรถสาธารณะผ่านแอปพลิเคชัน Grab ก็สะดวกและรวดเร็วมากครับ ใช้เวลาเดินทางอึดใจเดียวก็ถึงจุดหมายหลักๆ แล้วครับ Wrapping Up Our Stay: บทสรุปแห่งความประทับใจ การมาใช้เวลาพักผ่อนที่ 1926 Heritage Hotel Penang by The Unlimited Collection ในทริปครอบครัวครั้งนี้ สร้างความประทับใจให้เราได้มากกว่าที่คิดครับ สิ่งที่เราชอบมากคือความสมดุลระหว่างความโคซี่อบอุ่น มนต์เสน่ห์ของงานเฮริเทจยุคเก่า และความโมเดิร์นของสิ่งอำนวยความสะดวกที่ผสานเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว ตัวโรงแรมมีความสะดวกสบายในการเดินทาง เตียงนอนหลับสบาย และที่สำคัญคือการรักษาความสะอาดที่ทำออกมาได้ดีมาก สะอาดสะอ้านในทุกจุดจริงๆ ครับ หากคุณกำลังมองหาที่พักยุคโคโลเนียลที่มีเรื่องราว บริการอบอุ่น และให้ความรู้สึกผ่อนคลายเมื่อมาเยือนปีนัง เราเชื่อว่าที่นี่คือตัวเลือกที่ถูกต้องและคุ้มค่ามากครับ 1926 Heritage Hotel Penang by The Unlimited Collection Address: 227 Jalan Burma, 10050 George Town, Penang, Malaysia Tel: +604 684 1926 E-mail: enquiry.penang@the-ascott.com Website: www.discoverasr.com รีวิว 1926 Heritage Hotel Penang ที่พักสไตล์โคโลเนียลย้อนยุค โรงแรมใจกลางปีนัง #LetsHoparound #1926HeritageHotelPenang #TheUnlimitedCollection #Ascott #Penang #HeritageHotel #GeorgeTown #RoadtripPenang #รีวิวโรงแรม #รีวิวที่พัก #ปีนัง #มาเลเซีย #ModernAesthete #ColonialCharm
- The Ritz-Carlton, Koh Samui เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เกาะสมุยนิยามความลักชูรีจากแบรนด์ระดับตำนานในอ่าวส่วนตัวบนเกาะสมุย
รีวิวประสบการณ์พักผ่อนใน Ultimate Pool Villa ที่ The Ritz-Carlton, Koh Samui หากจะพูดถึงแบรนด์โรงแรมที่เป็นไอคอนิกและเป็นบรรทัดฐานของคำว่า Ultra-luxury hospitality ทั่วโลก ชื่อของ The Ritz-Carlton ย่อมเป็นคำตอบแรกในใจของนักเดินทางเสมอครับ ประวัติศาสตร์ของแบรนด์นี้ย้อนกลับไปได้ไกลถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยมีจุดเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ของ César Ritz ชายชาวสวิสผู้ได้รับฉายาว่าเป็น "ราชาแห่งคนทำโรงแรม และคนทำโรงแรมของพระราชา" เค้าคือผู้ปฏิวัติวงการด้วยการนำความประณีตขั้นสุดและการบริการแบบรู้ใจมาใส่ไว้ในโรงแรม Ritz ที่ปารีสและลอนดอน ก่อนที่แบรนด์จะถูกส่งต่อและก่อตั้งเป็น The Ritz-Carlton Hotel Company ในปี 1983 โลโก้รูปสิงโตทรงพลังภายใต้ตราราชวงศ์อังกฤษ และปรัชญาการดูแลแขกที่มองพนักงานทุกคนเป็น Ladies and Gentlemen จึงกลายเป็นตำนานที่ส่งต่อความเอ็กซ์คลูซีฟมาจนถึงเครือ Marriott International ในปัจจุบันครับ The Ritz-Carlton, Koh Samui เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เกาะสมุยนิยามความลักชูรีจากแบรนด์ระดับตำนานในอ่าวส่วนตัวบนเกาะสมุย สำหรับ The Ritz-Carlton, Koh Samui รีสอร์ทหรูที่เปิดตัวในปี 2017 บนพื้นที่กว่า 146 ไร่ โอบล้อมด้วยอ่าวส่วนตัวที่เงียบสงบทางทิศเหนือของเกาะสมุย ที่นี่อยู่ภายใต้การเป็นเจ้าของของ YTL Hotels กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมยักษ์ใหญ่จากประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีความพันธมิตรที่แน่นแฟ้นยาวนานกับ Marriott ในการร่วมสร้างโปรเจกต์ระดับมาสเตอร์พีซทั่วโลก ที่นี่ให้บริการห้องพักและวิลล่ารวมทั้งหมด 175 ห้อง ครับ โดยแบ่งเป็นห้องพักแบบสวีทบนอาคาร (Suites) 73 ห้อง และพูลวิลล่าส่วนตัว (Pool Villas) อีก 102 หลัง ตัวรีสอร์ทได้รับการออกแบบมาอย่างสวยงามเพื่อเชิดชูวิถีชีวิตท้องถิ่นครับ เค้าหยิบเอาเรื่องราวของหมู่บ้านชาวประมงโบราณและสวนมะพร้าวซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสมุย มาตีความใหม่ผ่านสถาปัตยกรรมคอนเทมโพรารีที่โปร่งสบายและดูโก้หรู มวลอารมณ์ของที่นี่จึงเต็มไปด้วยความนิ่ง สงบ แต่ในขณะเดียวกันก็มีพลังของธรรมชาติที่น่าค้นหาซ่อนอยู่ทุกมุมเลยครับ The Arrival: สัมผัสแรกตั้งแต่ก้าวออกจากสนามบิน การเดินทางไปพักผ่อนที่สมุยครั้งนี้ราบรื่นมากครับ ทันทีที่เดินออกจากประตูสนามบินสมุย เราก็พบกับเจ้าหน้าที่ของโรงแรมที่มารอชูป้ายต้อนรับด้วยรอยยิ้ม ทางโรงแรมจัดรถมารับเราเพื่อเดินทางไปยังรีสอร์ท ภายในรถมีการจัดเตรียมน้ำดื่ม ผ้าเย็น และขนมขบเคี้ยวไว้ให้พร้อมสรรพ การบริการที่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่เริ่มต้นการเดินทางแบบนี้ ถือเป็นเครื่องหมายการค้าที่ตอกย้ำความเป็นเลิศของแบรนด์ได้ดีมากครับ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15-20 นาทีก็มาถึงล็อบบี้ของโรงแรมซึ่งเปิดรับลมทะเลและทัศนียภาพของอ่าวไทยได้อย่างเต็มสายตาครับรีวิว Ultimate Pool Villa The Ritz-Carlton Koh Samui เดอะริทซ์ คาร์ลตัน เกาะสมุย Our Villa: Ultimate Pool Villa หลังสุดท้ายกับความเป็นส่วนตัวขั้นสุด รอบนี้เราเข้าพักที่ห้อง Ultimate Pool Villa ครับ ความพิเศษคือพูลวิลล่าของเราตั้งอยู่เป็นหลังสุดท้ายของโซน ซึ่งถือเป็นทำเลที่มอบความเป็นส่วนตัวแบบขั้นสุด ตัววิลล่ามีขนาดใหญ่และโอ่โถงมาก โดยเค้าออกแบบและจัดวางพื้นที่ใช้สอยภายในและภายนอกแยกสัดส่วนออกจากกันอย่างชัดเจนและประณีตมากครับ รีวิว Ultimate Pool Villa The Ritz-Carlton Koh Samui The Space: ทันทีที่เปิดประตูเข้ามา เราจะเจอกับส่วนห้องนั่งเล่น (Living Area) ที่โปร่งสบายมากๆ ครับ ฝ้าเพดานสูงและกระจกบานใหญ่ทำให้แสงธรรมชาติสว่างทั่วทั้งห้อง การจัดวางโซฟาและมุมพักผ่อนทำออกมาได้ลงตัว เหมาะสำหรับการมานั่งอ่านหนังสือ จิบกาแฟ หรือเอนกายพักผ่อนระหว่างวันโดยไม่รู้สึกอึดอัดเลยครับ The Bedroom: ขยับมาที่ส่วนห้องนอน ไฮไลต์คือเตียงนอนขนาดใหญ่หนานุ่มตามมาตรฐานระดับตำนานของแบรนด์ ที่ต้องยอมรับเลยครับว่าช่วยให้เรานอนหลับได้อย่างสบายและเต็มอิ่มตลอดทั้งคืน รอบๆ เตียงเปิดโล่งด้วยกระจกใสที่สามารถมองออกไปเห็นพื้นที่ภายนอกได้ เป็นห้องนอนที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและนิ่งสงบอย่างแท้จริง The Bathroom & Walk-in Closet: พื้นที่ห้องน้ำของที่นี่จัดว่ากว้างขวางและเชื่อมต่อกับโซน Walk-in Closet ได้อย่างเป็นระเบียบครับ ตู้เสื้อผ้าและพื้นที่เก็บสัมภาระมีขนาดใหญ่พอให้เราจัดวางของได้อย่างจุใจ ส่วนในห้องน้ำมีการจัดวางอ่างอาบน้ำแบบลอยตัว (Freestanding Bathtub) ดีไซน์โก้หรูไว้ตรงกลาง และแยกโซนฝักบัวกับห้องสุขาไว้อย่างดี ที่ประทับใจมากคืออเมนิตี้ที่เลือกใช้แบรนด์พรีเมียมอย่าง Diptyque แบรนด์น้ำหอมชื่อดังจากฝรั่งเศส ซึ่งให้กลิ่นหอมหรูหรา ละมุนละไม ช่วยเพิ่มความรู้สึกผ่อนคลายในระหว่างการอาบน้ำได้ดีมากครับ The View & Outdoor Oasis: และสิ่งที่เป็นที่สุดของวิลล่าหลังนี้คือทัศนียภาพรอบตัวและพื้นที่พักผ่อนกลางแจ้งครับ ด้วยตำแหน่งที่ตั้งอยู่หลังสุดท้าย ทำให้เราได้มุมมองวิวทะเลสีครามของอ่าวไทยที่กว้างขวางและไม่มีอะไรมาบดบัง สายตาจะปะทะกับเส้นขอบฟ้าแบบเต็มๆ โดยตัววิลล่ามาพร้อมกับระเบียงส่วนตัวขนาดใหญ่ (Private Terrace) ที่เปิดรับลมทะเลได้อย่างเต็มที่ ตรงนี้มีสระว่ายน้ำส่วนตัว (Private Pool) ดีไซน์ทอดยาวขนานไปกับวิวทะเลกว้างขวาง เหมาะสำหรับการลงไปแช่น้ำผ่อนคลายพร้อมชมวิวแบบทริปเปิลเอ็กซ์คลูซีฟ ข้างๆ สระยังจัดวางเดย์เบดและเตียงนอนอาบแดดตัวใหญ่หนานุ่มไว้ให้เราได้เอนกายรับแสงแดดยามเช้า หรือนั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ช่วงบ่าย เป็นมุมไฮไลต์ที่เราชอบมาใช้เวลาปล่อยใจไปกับธรรมชาติและสโลว์ไลฟ์ได้ตลอดทั้งวันโดยไม่รู้สึกเบื่อเลยครับ Spa Village Koh Samui: ประสบการณ์เวลเนสที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมไทย เรามีโอกาสได้ไปเปิดประสบการณ์ทำ Spa Treatment เป็นเวลา 90 นาทีที่ Spa Village Koh Samui ซึ่งเป็นสปาที่นำเอาวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสานได้อย่างน่าสนใจมากครับ ทรีตเมนต์ของเราเริ่มต้นด้วยขั้นตอนที่เรียกว่า Songkran Shower หรือการสาดน้ำล้างตัวเพื่อความเป็นสิริมงคลและการชำระล้างความเหนื่อยล้า ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากประเพณีสงกรานต์ของไทย ถือเป็น Welcome Ritual ของสปาที่ช่างคิดและสร้างความสดชื่นได้ดีมากครับ หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนการขัดผิวและสครับเพื่อผลัดเซลล์ผิวด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการนวดหลักที่เป็นแบบนวดไทยฟิวชั่น (Thai Fusion Massage) ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเทคนิคการกดจุดและยืดเส้นของการนวดไทยโบราณ เข้ากับการนวดน้ำมันที่เน้นความนุ่มนวลและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ พี่เทอราพิสมีความเชี่ยวชาญสูงมากครับ น้ำหนักมือสม่ำเสมอและจำจุดที่ราต้องการเน้นได้ดี เป็น 90 นาทีที่ช่วยคืนความสมดุลให้ร่างกายและจิตใจได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ Breakfast at Shook!: การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยรสชาติที่หลากหลาย มื้อเช้าของที่นี่เสิร์ฟที่ห้องอาหาร Shook! ครับ บรรยากาศเป็นแบบเอเชียร่วมสมัยที่ดูมีพลังและมีชีวิตชีวา อาหารเช้าที่นี่มีโครงสร้างที่ตอบโจทย์นักเดินทางทุกกลุ่ม โดยผสมผสานระหว่างไลน์บุฟเฟต์นานาชาติที่มีความหลากหลายสูงมาก ตั้งแต่สลัดผักสด ชีสเกรดพรีเมียม เมนูอาหารตะวันตก ไปจนถึงอาหารเอเชียและอาหารใต้รสชาติจัดจ้าน นอกจากนี้ยังมีเมนูแบบ A la carte ที่ปรุงสดใหม่ร้อนๆ จานต่อจานให้เราเลือกสั่งได้ตามใจชอบ เราชอบการได้นั่งจิบกาแฟรสชาติดีเคล้าไปกับมื้อเช้าที่มีคุณภาพ เป็นการเริ่มต้นวันที่ทำให้เราไม่อยากรีบเร่งไปไหนครับ Dinner at The Ranch: ความลงตัวของสเต็กเฮาส์ระดับพรีเมียม สำหรับมื้อค่ำ เราเลือกฝากท้องไว้ที่ห้องอาหาร The Ranch ซึ่งเป็นสเต็กเฮาส์สไตล์คลาสสิกของรีสอร์ท มวลอารมณ์ของห้องอาหารนี้จะมีความโก้ นิ่ง และ Sophisticated เหมาะสำหรับมื้อพิเศษ เมนูเด่นของที่นี่คือเนื้อวัวเกรดพรีเมียมที่คัดสรรมาจากแหล่งผลิตชั้นนำทั่วมุมโลก นำมาปรุงด้วยเทคนิคที่แม่นยำจนได้เนื้อที่สุกกำลังดี มีความฉ่ำและรสชาติเข้มข้น ยิ่งทานคู่กับเครื่องเคียงที่ทำออกมาได้ประณีตและไวน์ที่คัดสรรมาอย่างดี ยิ่งช่วยยกระดับมื้อค่ำนี้ให้เต็มไปด้วยความรื่นรมย์ครับ Dining Destinations & Afternoon Tea: สำรวจห้องอาหารและช่วงเวลายามบ่าย นอกจากห้องอาหารหลักที่เราได้ไปลองทานมาแล้ว ภายในรีสอร์ทยังมีจุดหมายปลายทางด้านอาหารอีกหลายแห่งที่น่าสนใจครับ Pak Tai: ห้องอาหารไทยภาคใต้ที่เน้นการนำเสนอวัตถุดิบจากท้องถิ่นและรสชาติแบบดั้งเดิมที่จัดจ้านถึงใจ ในบรรยากาศที่นั่งแบบซุ้มส่วนตัวที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ Sea Salt: ห้องอาหารริมสระว่ายน้ำหลักที่เสิร์ฟอาหารสไตล์คอมฟอร์ตฟู้ด ค็อกเทลรสชาติสดชื่น และอาหารนานาชาติในบรรยากาศสบายๆ รับลมทะเล Tides: บาร์ริมสระที่เหมาะสำหรับการมานั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ระหว่างวัน One Rai: เลานจ์และบาร์รูปทรงกลมที่ตั้งอยู่บนมุมสูง เหมาะสำหรับการมานั่งชมพระอาทิตย์ตกดินพร้อมเครื่องดื่มแก้วโปรด Afternoon Tea: สำหรับช่วงเวลายามบ่าย เราแวะมาทาน Afternoon Tea เซ็ตของว่างและขนมหวานยามบ่ายที่เชฟรังสรรค์ขึ้นมาอย่างละเมียดละไม ทานคู่กับชารสเลิศในบรรยากาศที่มองเห็นวิวอ่าวส่วนตัว เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมผ่อนคลายที่ไม่ควรพลาดครับ Water Activities: พลังงานบวกและกิจกรรมสนุกบนผิวน้ำ วันต่อมาเราขยับมาเติมพลังงานบวกด้วยกิจกรรมทางน้ำบริเวณชายหาดส่วนตัวของรีสอร์ทครับ ที่นี่มีอุปกรณ์สำหรับทำกิจกรรมทางน้ำแบบ Non-motorised ให้บริการครบครัน รอบนี้เราเลือกไปพาย Paddle board เล่นรอบๆ อ่าวครับ น้ำทะเลที่นี่ค่อนข้างนิ่งและคลื่นลมไม่แรง ทำให้เราสามารถทรงตัวและพายชมทัศนียภาพของรีสอร์ทจากมุมมองในทะเลได้อย่างสนุกสนานและปลอดภัย ถือเป็นการออกกำลังกายเบาๆ ท่ามกลางธรรมชาติที่สดชื่นมากครับ Swim Reef: ประสบการณ์ Snorkeling ในแนวปะการังจำลองที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและไม่มีที่ไหนเหมือนคือ Swim Reef ครับ ที่นี่คือแนวปะการังจำลองขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ภายในใจกลางรีสอร์ท ซึ่งได้รับการดูแลโดยนักชีววิทยาทางทะเลอย่างใกล้ชิด ภายใน Swim Reef แห่งนี้มีปลาทะเลเขตร้อนมากกว่า 50 สายพันธุ์แหวกว่ายอยู่ เราได้มีโอกาสไปทำกิจกรรม Snorkeling หรือดำน้ำตื้นดูปะการังและปลาสวยงามในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและน้ำใสสะอาดมากครับ เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจและให้ความรู้สึกเหมือนเราได้ไปดำน้ำในทะเลลึกจริงๆ ถือเป็นกิจกรรมที่ให้ทั้งความสนุกและความรู้เรื่องระบบนิเวศทางทะเลที่ดีมากครับ Active Lifestyle: คอมมูนิตี้สปอร์ตวิวทะเลระดับสเตตเมนต์ สำหรับสายแอคทีฟ โซนกิจกรรมกีฬาของที่นี่คือไฮไลต์ที่ออกแบบมาได้โก้และน่าประทับใจมากครับ โรงแรมมี Fitness Centre ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง อัดแน่นด้วยอุปกรณ์คาร์ดิโอและสเตร็งท์เทรนนิ่งเกรดพรีเมียม แต่จุดสะดุดสายตาที่สุดคือ Muay Thai Ring สังเวียนมวยไทยจำลองแบบเปิดโล่งที่มีอุปกรณ์ครบครันและมีครูฝึกคอยไกด์เทคนิคแบบตัวต่อตัว การได้ขยับร่างกายผ่านศิลปะการต่อสู้ในมวลอารมณ์ที่รับลมทะเลไปด้วยเป็นพลังงานที่ดีมากครับ นอกจากนี้ รีสอร์ทยังจัดเต็มด้วย สนามเทนนิสและสนามบาสเกสบอลวิวทะเล ที่สวยงามจนสามารถเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในจุดเล่นกีฬาที่ทัศนียภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งเลยครับ การได้มาลงสนามไดรฟ์ลูกบาสหรือหวดเทนนิสโดยมีฉากหลังเป็นวิวเส้นขอบฟ้าและทะเลสีครามสุดสายตา มันเปลี่ยนการออกกำลังกายทั่วไปให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์ที่รื่นรมย์มากครับ ที่สำคัญตามสเตชั่นกีฬาเหล่านี้ ทางรีสอร์ทยังมีบริการน้ำดื่มเย็นฉ่ำและครีมกันแดด SPF 50 แสตนด์บายไว้ให้แขกได้หยิบใช้ตลอดเวลา สะท้อนถึงความใส่ใจในแบบ Ritz-Carlton อย่างแท้จริงครับ Wrapping Up Our Stay: บทสรุปของความทรงจำและงานบริการระดับตำนาน การได้มาใช้เวลาพักผ่อนที่ The Ritz-Carlton, Koh Samui ในทริปนี้ เป็นการตอกย้ำให้เราเห็นถึงมาตรฐานอันยอดเยี่ยมของคำว่า ลักชูรี ที่แท้จริงครับ ทุกรายละเอียดตั้งแต่งานดีไซน์ที่นิ่งสงบ ห้องพักที่สมบูรณ์แบบ ไปจนถึงกิจกรรมที่หลากหลาย ล้วนได้รับการคิดและวางแผนมาเป็นอย่างดีเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับแขกผู้เข้าพัก แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ทริปนี้เต็มไปด้วยความทรงจำที่มีค่าคือทีมงานทุกคนครับ เราอยากขอบคุณพนักงานในทุกภาคส่วนจริงๆ ที่ดูแลเราดีมาก ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความใส่ใจ สุภาพ และมีความเป็นมืออาชีพสูงมาก ความเป็น Human Touch เหล่านี้นี่เองครับที่ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นใจและผ่อนคลายได้อย่างเต็มที่ตลอดการเข้าพัก หากคุณกำลังมองหาพื้นที่พักผ่อนที่ผสมผสานระหว่างรสนิยมที่งดงาม วิถีชีวิตท้องถิ่น และการบริการระดับตำนาน เราเชื่อว่าที่นี่คือคำตอบที่ถูกต้องและคุ้มค่าที่สุดสำหรับการมาเยือนเกาะสมุยครับ The Ritz-Carlton, Koh Samui Address: 9/123 Moo 5, Tambon Bophut, Koh Samui, Surat Thani 84320 Thailand Tel: +66 (0) 77 915 777 E-mail: rc.usmrz.reservations@ritzcarlton.com Website: www.ritzcarlton.com/kohsamui รีวิว Ultimate Pool Villa The Ritz-Carlton Koh Samui #LetsHoparound #TheRitzCarltonKohSamui #RCMemories
- Athita บูธีคโฮเทลสุดสงบริมแม่น้ำโขง เมืองเชียงแสน รีวิวอทิตาเชียงแสน Athita The Hidden Court Chiang Saen Boutique Hotel
ไป #Hop สัมผัสกลิ่นอายล้านนากับความสงบสมดุลกันที่ ATHITA The Hidden Court Chiang Saen Boutique Hotel โรงแรมเล็กๆแต่ละเมียดละไมที่เปิดตัว ณ ริมแม่น้ำโขงกลางเมืองเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ATHITA โดดเด่นด้วยการออกแบบและตกแต่งสไตล์ไทยล้านนา การผสมผสานระหว่าง ”อดีต” และ ”ปัจจุบัน” ได้อย่างลงตัว สร้างด้วยไม้สักและอิฐทำมือเกือบทั้งหลัง ที่นี่มีห้องพักเพียงแค่ 9 ห้องเท่านั้น(เอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ) แบ่งเป็น 3 room types ได้แก่ Superior Pagoda View, Deluxe Private Garden และ Lotus Garden Suite ตัวโรงแรมตั้งอยู่ในซอยเล็กๆที่แยกออกมาจากถนนริมแม่น้ำโขง เพียงเดินจากโรงแรมออกมาประมาณ 100 เมตร ก็จะพบกับทิวทัศน์ของแม่น้ำโขงที่ห้อมล้อมไปด้วยแนวเขาไกลสุดลูกหูลูกตา บรรยากาศในยามเช้าที่สงบเยือกเย็นนั้นเป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้ ช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกก็งดงามด้วยสีทองอร่ามในอีกอารมณ์ และพอตกค่ำ ณ ริมน้ำโขงแห่งนี้จะมีร้านอาหารมากมาย มีทั้งปลาน้ำจืดหลากชนิด ไปถึงอาหารพื้นเมืองของชาวเชียงแสน Athita บูธีคโฮเทลสุดสงบริมแม่น้ำโขง เมืองเชียงแสน รีวิวอทิตาเชียงแสน Athita The Hidden Court Chiang Saen Boutique Hotel บรรยากาศล็อบบี้ เมื่อเราเดินเข้ามาเช็คอินทางพี่ๆ ก็จะมาเสริฟน้ำดิ่มสมุนไพรเป็นเวลคัมดริ้ง เชียงแสนเป็นเมืองสงบที่มีประวัติอันรุ่งโรจน์นับพันปี มีความเป็นมาก่อนยุคสุโขทัย และก่อนที่จะมีการตั้งประเทศไทยเสียอีก วันนี้เชียงแสนเป็นเมืองเล็กๆที่สง่างามด้วยวิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ที่แทรกตัวอยู่ทั่วเมืองและกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนก็คือโบราณสถานอายุนับร้อยนับพันปีเกือบร้อยแห่ง ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้เชียงแสนเป็นเมืองที่เหมาะแก่การปั่นจักรยานเที่ยว เลาะริมแม่น้ำ ชมเมือง เรียนรู้วัฒนธรรมและผู้คน รวมไปถึงแวะสัมผัสความขลังของประวัติศาสตร์อันยาวนานไปพร้อมๆกัน การที่ ATHITA ตั้งอยู่กลางเมืองก็ทำให้การสำรวจเชียงแสนนั้นเป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากการดีไซน์โรงแรมที่งดงามลงตัวแล้ว เรายังประทับใจกับความครบครันของสิ่งอำนวยความสะดวก การบริการที่ใส่ใจเป็นกันเอง ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายไม่อึดอัด และที่สำคัญคืออาหารอร่อยมาก (เราแนะนำข้าวต้มหมูตอนเช้า และข้าวจิ๊นเมินตอนกลางวัน) อ่อ! อย่าลืมถาม reception ถึงกิจกรรมในชุมชนที่เขาแนะนำด้วยนะครับ โถงนั่งเล่นวิวสวน เมื่อเราได้คีย์การ์ดแล้วก็จะเข้าสู่โซนห้องพักซึ่งมีทั้งหมดสองชั้น โดยชั้นแรกเป็นโถงนั่งเล่น open air และด้านหลังจะเป็นส่วนของห้องพัก ชั้น 1 และขึ้นบันไดไปก็เป็นห้องพักชั้น 2 ห้องพักแบบ Superior Pagoda View เป็นห้องเริ่มต้น ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ขนาดกว้าง 28 ตร.ม. เป็นวิวสวนหย่อม มีห้องน้ำส่วนตัว สไตล์การตกแต่งจะเป็นแบบไทยๆ จุดเด่นคือ หน้าต่างจะเป็นบานเกร็ดไม้ขนาดใหญ่แบบโบราณซึ่งปัจจุบันนี้จะหาดูได้ยากแล้ว เมื่อเรามองออกจากหน้าต่างจะพบกับวัดอาทิต้นแก้ว อายุมากกว่า 500 ปีแล้วนานมากๆ ซึ่งทางเจ้าของบอกกับเราว่ากำลังจะขอทางกรมศิลป์ช่วยบูรณะขึ้นมาใหม่ด้วยนะ ห้องแบบ Deluxe Private Garden ห้องนี้เป็นห้องขนาดกว้าง 31 ตร.ม ตั้งอยู่ชั้น 1 ของโรงแรม มีแค่ 2 ห้องเท่านั้น จุดเด่นของห้องนี้คือมีอ่างอาบน้ำสีขาวสะอาดตาและมีมุมสวนเล็กๆ ด้านนอกสุดชิลอีกด้วย ห้องแบบใหญ่ที่สุด Lotus Garden Suite เพิ่มความเป็นส่วนตัวด้วยห้องพักไฮไลท์ของโรงแรมอทิตา ขนาดกว้างถึง 37 ตร.ม จุดเด่นที่สุดของห้องนี้ก็คือ ระเบียงที่มีสระบัว พร้อมโต๊ะเก้าอี้ไว้นั่งเล่น นั่งทำงานก็ได้ด้วยนะ กิจกรรมทำบุญตักบาตรและไหว้พระที่วัดอาทิต้นแก้ว อาหารเช้ามื้อสำคัญที่ขาดไม่ได้ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับใครที่จะเลือกพักโรงแรมไหนก็คือ อาหารมื้อเช้าใช่มั้ยครับ วันนี้เราเริ่มต้นวันใหม่กับอาหารเช้าที่ทางโรงแรมจะให้เราเลือกตั้งแต่เช็คอินว่าอยากทานเป็น Set A อาหารเช้าแบบอเมริกัน พร้อมเซ็ทขนมปัง โยเกิร์ต หรือ Set B ชุดข้าวต้มหมูเห็ดหอม ไข่ลวกพร้อมเครื่องโรยและมีเครื่องดิ่มให้สั่งกันด้วย ทั้งกาแฟ ชา น้ำผลไม้ สระว่ายน้ำซึ่งเป็นจุดเด่นที่เราชอบที่สุดของโรงแรม สระว่ายน้ำที่นี่เป็นระบบน้ำเกลือ(เราชอบมากกกกก) สีฟ้าสดใส ตกแต่งเรียบง่าย ขอบสระ ขอบบันไดโค้งมน ทำให้ไม่ชนเจ็บง่ายๆ มีมุมล้างตัว มุมนอนอาบแดดซึ่งเป็นส่วนตัวมาก 10 10 10 ไปเลยยยยย จนอยากจะว่ายมันทั้งวันเลยอะ ชิมอาหารเที่ยงก่อนจะเช็คเอาท์ ก่อนจะเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมเราเลือกทานอาหารมื้อเที่ยงที่โรงแรมซึ่งขอบอกเลยว่าเป็นอาหารไทยผสมผสานที่ อร่อยมากกกกก ลงตัวสุดๆ แถมยังดูพิถีพิถันในการทำมาก ทั้งวัตถุดิบที่สดใหม่ รสชาติอาหารที่ลงตัว การเลือกใช้จาน การจัดจานพรีเซนต์อาหารให้ดูน่าทานสุดๆ อาหารคาวเราเลือก ข้าวเนื้อตุ๋น ผัดไทย และ ยำหมูยอ ส่วนเครื่องดื่มที่เราเลือกชิมกันก็คือ มะนาวโซดา กับ น้ำมะพร้าวปั่นหอมอร่อยมากๆๆๆ สรุปความประทับใจกับอทิตา บูธีคโฮเทล ที่นี่เป็นหนึ่งในบูธีคโฮเทลที่เราประทับใจที่สุดตั้งแต่เคยไปนอนมา(ฟังดูเว่อมั้ย) ไม่ว่าจะด้วยความเป็นส่วนตัว การดีไซน์ตัวโรงแรมที่สื่อถึงคาแร็คเตอร์ของเชียงแสนและเชื่อมโยงเข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ประวัติความเป็นมาของทำเลที่ตั้งที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ “วัดอาทิต้นแก้ว” วัดใหญ่เก่าแก่อายุกว่า 500 ปี (ฟังดูน่ากลัวแต่ของจริงไม่เลย ดูสง่างามมากกว่า) และเป็นที่มาของชื่อ “อาทิตา” ด้วย รวมไปถึงอาหารอร่อยๆและการบริการของพนักงานที่ใส่ใจพอเหมาะพอเจาะกำลังดี ที่สำคัญทางโรงแรมยังมีกิจกรรมท้องถิ่นให้เราเลือกเข้าร่วมกันอีกด้วย บอกเลยว่าถ้ามีโอกาศเราจะกลับไปอีกแน่นอน ขอบคุณพนักงานทุกคนที่ต้อนรับและให้คำแนะนำพวกเราเป็นอย่างดีตลอดทั้งสองวันเลยนะคร้าบบบ Athita The Hidden Court #LetsHoparound รีวิว ห้องพัก Athita Chiang Saen ใกล้แม่น้ำโขง ที่พักเชียงแสนดีไซน์เรียบหรู Athita The Hidden Court Chiang Saen boutique hotel courtyard สไตล์ล้านนาโมเดิร์น บรรยากาศเงียบสงบในเชียงแสน เชียงราย ที่พักริมแม่น้ำในเชียงราย บรรยากาศสงบผ่อนคลาย ที่พักเชียงแสนติดแม่น้ำโขง จังหวัดเชียงราย โรงแรมบูทีคดีไซน์สวย โรงแรมเชียงแสนบรรยากาศดี
- AUDO Boutique Hotel Copenhagen นิยามของ Soft Minimalism ในย่าน Nordhavn ที่คนรักงานดีไซน์ห้ามพลาด
AUDO BOUTIQUE HOTEL Copenhagen เมื่อโรงแรมกลายเป็น Showroom จนเราอยากยกเฟอร์นิเจอร์กลับบ้านทุกชิ้น! ป้ายยาที่พักสุดคูลในโคเปนเฮเกน ที่คนรักงานดีไซน์ต้องจองให้ทันก่อนห้องจะเต็ม ถ้าจะให้พูดถึงโรงแรมที่เท่ที่สุดในย่าน Nordhavn ของกรุงโคเปนเฮเกน เราขอยกตำแหน่งนี้ให้ Audo Boutique Hotel เลยครับ ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่พักธรรมดาๆ แต่เค้ามาในคอนเซปต์ Living Showroom ของแบรนด์ดีไซน์ชื่อดังอย่าง Audo Copenhagen (ที่เกิดจากการรวมตัวกันของ Menu และ by Lassen) ความเก๋คือเค้าเอาอาคารเก่าแก่สไตล์ Neo-baroque มาเนรมิตใหม่ให้กลายเป็นพื้นที่แบบ Hybrid ที่รวมทั้งโรงแรม คาเฟ่ ร้านอาหาร และโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ไว้ด้วยกันครับรีวิว Audo Copenhagen review โรงแรมน่าพักในโคเปนเฮเกน The Arrival: สัมผัสแรกที่ทำให้เราละสายตาไม่ได้ ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาย่าน Nordhavn เราจะเห็นตึกที่ดูขรึมและทรงพลังจากภายนอกครับ แต่พอเปิดประตูเข้ามาข้างในเท่านั้นแหละ บรรยากาศกลับเปลี่ยนเป็นความอบอุ่น นิ่งสงบ และดูน้อยแต่มากแบบ Soft Minimalism ทันที พนักงานที่นี่ต้อนรับเราแบบเป็นกันเองมากครับ ไม่มีความเกร็งเลย เหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อนที่รสนิยมดีจัดๆ Our Room: Room 4 - Comfort Room ห้องพักที่นี่มีความเป็นส่วนตัวสูงมากครับ เพราะ มีเพียง 10 ห้องเท่านั้น โดยแต่ละห้องจะมีการตกแต่งที่แตกต่างกันไป แต่ยังคุมโทนความเท่ไว้อย่างสม่ำเสมอ รอบนี้เราเช็คอินที่ Room 4 เป็นห้องประเภท Comfort Room ขนาด 25 ตร.ม. ที่จัดสรรพื้นที่ได้ฉลาดสุดๆ ครับ Atmosphere and Design: ห้องมาในโทน Moody interiors ขรึมๆ นิ่งๆ เท่มากครับ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในห้องเป็นคอลเลกชันของ Audo Copenhagen ทั้งหมด ความพีคคือ อะไรที่อยู่ในห้องพักเค้าขายหมดทุกอย่างครับ ถ้าลองนั่งเก้าอี้ตัวไหนแล้วชอบ หรือถูกใจโคมไฟดวงไหน สามารถสั่งซื้อได้เลย และที่พิเศษมากๆ คือ ถ้าเราเข้าพัก เค้ามีส่วนลดสินค้าให้ 20% ด้วยนะครับ งานนี้มีกระเป๋าตังค์สั่นแน่นอนครับ The Details: ห้องนี้อยู่ใกล้ลิฟต์ เดินทางสะดวก วิวหน้าต่างมองออกไปเห็น Courtyard เงียบๆ สบายตา มีมุม Lounge area เล็กๆ ให้เราได้นั่งทอดอารมณ์เสพงานดีไซน์แบบเต็มอิ่ม Sleeping: เตียงนอนที่นี่ใช้แบรนด์ DUX จากสวีเดนที่ขึ้นชื่อเรื่องความนุ่มสบายแบบไฮเอนด์ แถมชุดเครื่องนอนยังเป็นออร์แกนิกจาก Aiayu สัมผัสคือละมุนผิวมาก จนเราแทบไม่อยากลุกจากเตียงเลยครับ Bathroom: ห้องน้ำกว้างเกินคาดครับ มีทั้งอ่างอาบน้ำให้แช่ตัวฟินๆ และโซน Shower แยกต่างหาก อุปกรณ์อาบน้ำใช้ของ RAAW Alchemy กลิ่นหอมแบบสปาธรรมชาติสุดๆ Amenities: สิ่งอำนวยความสะดวกจัดเต็มครับ ทั้ง Free minibar ที่เติมให้ตลอด, เครื่องชงกาแฟ, กาต้มน้ำ, ไปจนถึง Steamer สำหรับรีดผ้า ส่วนเสื้อคลุมอาบน้ำและผ้าเช็ดตัวก็นุ่มฟูจากแบรนด์ Aiayu ทั้งหมดครับ More than a Hotel: พื้นที่ของคนรักบ้าน ชั้นล่างของโรงแรมคือสวรรค์ของคนรักการแต่งบ้านเลยครับ เพราะเค้าเป็นร้านเฟอร์นิเจอร์และ Concept Store ขนาดใหญ่ที่วางของสวยๆ ไว้เต็มไปหมด ใครหาแรงบันดาลใจแต่งบ้านสไตล์ Japandi หรือ Minimalist มาที่นี่ที่เดียวจบครับ ส่วนใครหิวข้างล่างก็มีร้านอาหารสไตล์นอร์ดิกบรรยากาศดีๆ ให้มานั่งจิบกาแฟ หรือทานมื้อค่ำเคล้างานศิลปะได้ตลอดวัน Wrapping Up Our Stay: สรุปความประทับใจ การได้มานอนที่ Audo Boutique Hotel ครั้งนี้เหมือนเราได้หลุดเข้ามาอยู่ในนิตยสารดีไซน์ระดับโลกเลยครับ ทุกอย่างมันดูนิ่ง สงบ และประณีตไปหมด การได้ใช้ชีวิตท่ามกลางเฟอร์นิเจอร์ระดับมาสเตอร์พีซคือประสบการณ์ที่คุ้มค่าจริงๆ ครับ คำแนะนำสำหรับการจอง: เสียอย่างเดียวคือ ห้องพักมีน้อยมากและไม่ค่อยว่างเลยครับ ด้วยความที่มีแค่ 10 ห้อง ทำให้ที่นี่กลายเป็นแรร์ไอเทมของโคเปนเฮเกนไปเลย วิธีการจอง: เราแนะนำให้จองผ่าน เว็บไซต์ของโรงแรมโดยตรง (audo.com) หรือผ่านทาง Design Hotels และเอเจนซี่ชั้นนำทั่วไปครับ ข้อควรระวัง: ใครมีแพลนจะมา ต้องรีบจองเนิ่นๆ เลยครับ เพราะห้องว่างคือหายากจริงๆ แต่ถ้าจองได้ รับรองว่าเป็นประสบการณ์ที่คนรักงานดีไซน์จะประทับใจไม่รู้ลืมแน่นอนครับ Audo Boutique Hotel (Audo House) Address: Århusgade 130, 2150 Nordhavn, Copenhagen, Denmark Tel: +45 31 26 30 80 E-mail: residence@audocph.com (สำหรับการจองห้องพัก) หรือ info@audocph.com Website: www.audocph.com Instagram: @audocph / @audohouse #LetsHoparound #Copenhagen #AudoBoutiqueHotel #AudoHouse #AudoCopenhagen #Denmark #Nordhavn #DesignHotel #รีวิวโรงแรม #รีวิวที่พัก #โคเปนเฮเกน #เดนมาร์ก #ModernAesthete #SoftMinimalism #JapandiStyle
- รีวิว JR West Rail-Pass นั่งรถไฟเที่ยวญี่ปุ่นตะวันตก
เที่ยวญี่ปุ่นครบรสด้วยตั๋ว Kansai – Hiroshima Area Pass เมืองใหญ่ๆในภาคตะวันออกของญี่ปุ่น มักเป็นสถานที่ยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว แต่น้อยคนที่จะรู้ว่าภาคตะวันตกของญี่ปุ่นนั้นก็มีเสน่ห์น่าหลงไหลจนเราอยากกลับไปซ้ำๆ แถมไปง่ายด้วยรถไฟ JR ผ่านพาส Kansai-Hiroshima Area Pass แบบ 5 วันติดต่อกัน ราคา 13,700 เยน (ประมาณ 3,8xx บาท) . วันนี้ Hoparound ขออาสาพาเพื่อนๆไปเที่ยว และรีวิวการใช้เจ้าพาสตัวนี้กัน เพื่อเพื่อนๆจะได้เห็นอีกมุมของญี่ปุ่นที่ดีงามไม่เหมือนใคร รีวิว JR West Rail-Pass นั่งรถไฟเที่ยวญี่ปุ่นตะวันตก คนที่มีพาสนี้สามารถใช้นั่งรถไฟ JR รวมไปถึง Shinkansen ได้ด้วย(Shin-Osaka⇔Hiroshima) พาสนี้ใช้ได้ตั้งแต่ Hiroshima - Okayama - Takamatsu - Himeji - Kinosakionsen - Kyoto - Amanohashidate - Tottori - Kishi - Shirahama - Kii-Katsuura - Nara เรียกได้ว่าคุ้มสุดๆ แต่ถ้าใครไปหมดนี่ก็คงจะได้แค่เช็คอิน ยังไม่ทันไม่ค่อยได้เต็มอิ่มกับแต่ละสถานที่เท่าไหร่ ฉะนั้นทริปนี้เราจึงเลือกแวะตามจุดพิกัดและเมืองเด็ดๆ เท่านั้น และเนื่องจากพาสใช้ได้แค่ 5 วันเท่านั้น เราจึงเลือกใช้โดยสารรถไฟไปเมืองที่มีระยะไกลๆ (กลัวไม่คุ้ม แหะๆ) เพื่อนๆสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดตั๋วได้ที่ https://www.westjr.co.jp/global/en/ticket/pass/kansai_hiroshima/ แพลนเที่ยว 10 วันของเราเริ่มต้นด้วย DAY 1: ไปเดินเล่นพักผ่อนนอนโรงแรมเก๋ๆกันที่ Hiroshima DAY 2: ไปปั่นจักรยานข้ามเกาะสุดชิลที่ Onomichi DAY 3-4: นั่งชินคันเซนไปเที่ยวเมืองหลวงเก่าอย่าง Kyoto DAY 5: นั่งรถไฟขึ้นไปเที่ยวเมืองเล็กๆตอนเหนือสุดอย่าง Amanohashidate DAY 6: ตื่นเช้าไปนั่งเรือชมวิถีชีวิตของผู้คนท้องถิ่น ที่หมู่บ้านชาวประมงที่เก่าแก่ที่สุด INE DAY 7: เช้าวันต่อมาก็นั่งรถเข้าไฟยาวเข้าเมืองหลักอย่าง Osaka DAY 8-9: ไปเที่ยวกินเนื้อดีๆในเมือง Kobe พร้อมแวะช็อปปิ้งที่เอ้าท์เล็ทสุดครบที่ Sanda DAY 10: ปิดท้ายด้วยเมืองแห่งมรดกโลก Nara (เราใช้พาสเฉพาะการเดินทางข้ามจังหวัด แพลนวันที่ 3-7 ) รอบนี้เราเลือกบินลง Hiroshima โดยสารการบิน Silk Air ในเครือ Singapore Airlines ซึ่งบริการดีไม่แพ้สายการบินแม่เลย และบินกลับจาก Osaka โดย Singapore Airlines เราจองก่อนเดินทาง 4 เดือน เลยได้ตั๋วราคาดีมาก เพียง 12,XXX บาท รวมทุกอย่าง ทั้งน้ำหนักกระเป๋า 30 กิโลกรัม และอาหาร 4 มื้อรัวๆ หลังจากแลนดิ้งที่สนามบินฮิโรชิมะตอนประมาณ 9:00 เราก็นั่งรถบัสเข้าเมือง แล้วก็เช็คอินเข้าโรงแรมเลย วันแรกก็ชิลๆไปก่อน เดินเล่นในเมือง จิบกาแฟดีๆ กินของอร่อยๆ โดยเราจะพักที่เมืองนี้ 2 คืน โชคดีที่ไปตรงกับงานตลาดนัด The TRUNK Market ครั้งที่ 13 พอดี งานนี้รวบรวมเอางานคราฟท์คุณภาพจากหลากหลายเมืองทั่วญี่ปุ่นมานำเสนอ ตั้งแต่อาหารการกิน ไปจนถึงงานดีไซน์ข้าวของต่างๆที่น่าสนใจ รวมทั้งสินค้าพิเศษจากแบรนด์ดีๆ เช่น The North Face Standard, Sandqvist, 1LDK, Snow Peak, MHL, A.P.C. และยังมีบูธของ POPEYE magazine มาจอยน์ด้วยนะ เราสะดุดตากับความน่ารักของเสื้อยืด POPEYE ก็เลยจัดมาหนึ่ง งานนี้จะจัดปีละ 2 ครั้ง (น่าจะทุกเดือน 5 กับ เดือน 11) ซึ่งแต่ละปีก็จะหมุนเวียนสับเปลี่ยนแบรนด์ไปเรื่อยๆ และงานครั้งนี้จัดอยู่ตรงสวน FUKUROMACHI PARK ใจกลางเมืองฮิโรชิมะเลย ใครมีแพลนจะมาลองเช็คได้ที่เว็ปไซต์ trunkmarket.net ได้เลย ตื่นเช้ามาอีกวัน ก็เตรียมตัวเดินทางไป Onomichi เมืองท่าเล็กๆ สวรรค์นักปั่นริมฝั่งอ่าว Setouchi เรามีแพลนที่จะปั่นจักรยานเล่นกันที่นี่ ทั้งปั่นชมในตัวเมืองและปั่นตามเส้นทาง Shimanami Kaido ที่เชื่อมเกาะต่างๆในอ่าวเอาไว้โดยมีระยะทางกว่า 70 กม. (แต่รอบนี้เราขอแค่ 10 กม. พอก่อน 555) ว่ากันว่าเส้นทางนี้ เป็นเส้นทางสำหรับปั่นจักรยานสวยที่สุดในโลกแห่งหนึ่งเลย Shimanami Kaido เป็นเส้นทางปั่นระยะทาง 70 กิโลเมตรที่เชื่อม 8 เกาะน้อยใหญ่ระหว่างเกาะหลัก (Honshu) ไปยังเกาะ Shikoku ผ่าน 6 สะพานที่จะนำเหล่านักปั่นเข้าสู่แต่ละเกาะ ซึ่งเส้นทางนี้ นักปั่นจะได้พบกับเส้นทางราบ เลียบชายฝั่งที่มีทิวทัศน์งดงาม ที่นี่มีลมทะเลที่จะเพิ่มความท้าทาย (แต่ไม่อันตราย) รวมไปถึงทางขึ้นเขาอันลาดชัน ที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของหมู่เกาะน้อยใหญ่และท้องทะเลที่สวยงามในมุมที่หลากหลายในการเลี้ยวแต่ละครั้ง วันต่อมาเราใช้พาสไปยังเมืองหลวงเก่า KYOTO โดยการนั่งรถไฟชินคันเซ็นแบบไม่จองที่นั่ง ไปที่เมือง Shin-Osaka และจากนั้นเปลี่ยนเป็นรถไฟธรรมดาไปยังสถานี Kyoto Station เกียวโตเป็นหนึ่งในเมืองโปรดที่สุดของเราที่ได้มาหลายครั้งแล้ว แต่ก็มีอะไรให้เที่ยวให้ดูเยอะมาก ไปไม่ครบซักที เราเคยเขียนเกี่ยวกับเกียวโตลงในโพสต์แยกก่อนหน้านี้แล้ว ถ้าเพื่อนๆสนใจก็ตามลิงค์นี้ไปอ่านกันได้ KYOTO 2017 เดินเที่ยวเมือง เข้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกียวโต นั่งรถไฟชมวัดอันเก่าแก่ ดื่มกาแฟดีๆ กันสองวัน จากนั้นวันที่ 5 เราก็นั่งรถไฟไปยังเมือง Amanohashidate เปลี่ยนที่พัก เปลี่ยนมู้ด ไปนอนโรงแรมเก่าแก่สไตล์เกียวโตกัน คืนนี้เรานอนกันที่โรงแรม Amanohashidate hotel สองคืน ที่นี่เป็นเมืองเงียบๆ แต่สะอาด สะดวก สบายสุดๆ เหมาะแก่การพักผ่อนมาก แถมในโรงแรมยังมีบ่อออนเซ็นช่วยสลายความเหนื่อยล้าอีก ตื่นเช้ามาวันที่ 6 วันนี้เรามีแพลนที่จะไปเที่ยวหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ทางตอนเหนือสุดของเกียวโต INE FUNAYA บอกเลยว่าที่นี่พิมพ์เล่าเป็นตัวอักษร หรือเอารูปมาอวดยังไงก็ไม่ฟินเท่าไปสัมผัสประสบการณ์จริงๆด้วยตัวเอง เพราะมันเงียบสงบ และสวยงามมากจริงๆ เช้าวันที่ 7 วันนี้เราจะเข้าโอซาก้ากันแล้ววววว โดยนั่งรถไฟ JR ไปยังเมือง Osaka เมืองใหญ่อันดับสองรองจากโตเกียว โดยเราจะนอนที่นี่ในคืนที่เหลือ ไว้จะมาลงลึกให้ฟังกันอีกทีว่าโอซาก้ามีอะไรน่าโดนกันบ้าง บอกได้เลยว่าเล่ายังไงก็ไม่มีทางครบหรอก เช้าวันถัดมาเราจะไปช้อปปิ้งที่ Kobe Sanda Premium Outlet ที่นี่มีแบรนด์เนมครบ และใหญ่มากๆ ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวกว่า 90% เป็นชาวญี่ปุ่น เราใช้เวลาครึ่งวันอยู่ที่นี่ พูดถึงเรื่อง Shopping แล้ว Kobe นั้นไม่เป็นเป็นสองรองใคร เพราะเป็นเมืองท่าที่คนมีเงินอยู่กันเยอะ แบรนด์ต่างๆจึงค่อนข้างมีหน้าร้านอยู่กันครบครันจนน่าประหลาดใจ จากนั้นเราก็นั่งรถบัสลงไปยังเมืองท่า KOBE พร้อมกินเนื้ออร่อยละลายในปากที่ร้าน Steak land Kobe ที่เชฟจะมาปรุงกันสดๆ หน้าเราเลย ใครมาไวก่อนมื้ออาหารก็ไม่มีคิวนะ แล้วก็เดินชิลในเมือง ดื่มกาแฟ วันสุดท้าย เราก็ไปปิดทริปกันที่เมืองเก่ามรดกโลก ก็คือ Nara นั่นเอง เพียง 1 ชั่วโมงบนรถไฟจากโอซาก้าก็มาถึงอย่างสบายๆ ครั้งนี้เราได้ไปเที่ยว สวนสาธารณะ Nara ที่มีน้องกวางเต็มไปหมด ต่อด้วยวัด Todaiji วัด Kofukuji แล้วพักกินโอโคโนมิยากิ และเดินเล่นกันในเมืองนาระ ก่อนจะนั่งรถไฟกลับไปโอซาก้าในช่วงเย็นๆถือเป็นการจบการใช้ Pass นี้อย่างคุ้มค่า 5 วันกับ 8 เมืองที่มีอรรถรสหลากหลายนี้ ทำให้เรารู้สึกว่าเงิน 3,8xx บาทที่ลงทุนไปกับตั๋ว Kansai-Hiroshima Area Pass นั้นคุ้มเกินคุ้ม ขอบคุณชาว #hopsters ที่ติดตามกันมาตลอด เจอของดีก็ต้องบอกต่อเนอะ วันนี้เอาภาพใหญ่ๆไปก่อน แล้วเราจะมาเจาะลึกแต่ละเมืองกันอีกทีนะ FB/IG @hoparound.co Website www.hoparound.co . #LetsHoparoundJapan #LetsHoparound #Travel #WestJapan #Japan #Kansai #Hiroshima #JRwestPass
- Phuket Highlights เที่ยวเกาะภูเก็ตกับทีเด็ด 30 พิกัด
Phuket Highlights เที่ยวเกาะภูเก็ตกับทีเด็ด 30 พิกัด ประมาณ 6-7 เดือนที่ผ่านมาเรามีโอกาสเดินไปรีวิวที่พักดีๆที่ภูเก็ตหลายครั้ง ก็เลยได้ไปสำรวจจุดชมวิว คาเฟ่ และร้านอาหารหลายร้านบนเกาะงามที่ได้รับสมญานามว่า “ไข่มุกแห่งอันดามัน” แห่งนี้ ต้องขอบอกว่าภูเก็ตมีทีเด็ดเยอะมากๆ และลิสต์นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นให้เพื่อนๆได้ไปลองสำรวจกันต่อเท่านั้นนะครับ ยังมีอีกหลายพิกัดที่เราเล็งเอาไว้แต่ก็ยังไม่ได้ไป นอกจากนี้ร้านดังที่หลายคนน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว เช่น ร้านหมอมูดง เพียงไพร ระย้า โกเบ๊นซ์ข้าวต้มแห้ง ฯลฯ เราก็ไม่ได้ใส่ไว้ในลิสต์นี้ด้วยเช่นกัน (ตอนที่เราไปกินในทริปก่อนๆก็ไม่ได้ถ่ายรูปเอาไว้ด้วยแหละ) 30 พิกัดที่เรารวบรวมไว้ในโพสต์นี้จะมีจุดไหนน่า #Hop กันบ้าง ไปดูกันเลยครับ 1. The Smokaccia Laboratory ขนมปัง Focaccia สุดคลาสสิคของอิตาลี ได้รับการ Reinvented ใหม่ให้มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มละลายและไม่ทำให้ท้องอืดด้วยยีสต์ธรรมชาติ แถมเพิ่มกลิ่นหอมเข้มด้วยการรมควันจนเกิดเป็นขนมปังชนิดใหม่ในนาม Smokaccacia ที่เชฟ Luca Mascolo (อดีตเชฟอิตาเลียนแห่ง Amanpuri) ได้ยื่นเรื่องจดสิทธิบัตรไว้เรียบร้อย เชฟ Luca ได้รังสรรค์เมนูแซนด์วิชกัวร์เม่ต์ที่อร่อยล้ำไม่ซ้ำใครด้วยขนมปังดาวเด่นของร้าน และหากวันไหนเชฟได้วัตถุดิบดีๆมา (ซึ่งเชฟเน้นวัตถุดิบ Local นะครับ) ก็จะมีเมนูพิเศษประจำวันด้วย Location: https://goo.gl/maps/RuyPpYSP8vRpg7zE7 2. กินกับอี๋ ร้านนี้ต้องจองและสั่งอาหารล่วงหน้าก่อนนะครับ คุณทับทิมผู้ก่อตั้งร้านตั้งใจเสิร์ฟตำรับความอร่อยจากรสมืออาอี๋ (คุณป้า) จนติดโผ Bib Gourmand ใน Michelin Guide เลยทีเดียว อาหารที่ร้านกินกับอี๋นั้นเป็นลูกผสมของอาหารใต้กับอาหารจีนแคะ เมนูที่เราชอบคือกุ้งส้มขาม น้ำชุบเยาะ และหมูอี๋ครับ Location: https://g.page/kinkubei?share 3. ผาหินดำ จุดชมวิวไม่ลับแต่ก็ไม่ค่อยเห็นคนไปกันเยอะเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะการเดินทางที่ต้องวิบากนิดหน่อย (ต้องนั่งรถเข้าถนนลูกรังและเดินป่าเล็กน้อย) แต่พอเราลงรูปปุ๊บก็มีข้อความเข้ามาถามกันรัวๆว่าที่นี่คือที่ไหน เราไม่คิดว่าภูเก็ตจะมีมุมที่สวยขนาดนี้เลยครับ แอบนึกถึงเมือง Akaroa ในนิวซีแลนด์เลย (นิสัยช่างเปรียบเทียบมาอีกแล้ววว) เอาเป็นว่าภูเก็ตมุมนี้สวยประทับใจมากครับ Location: https://goo.gl/maps/DPSoShRy433SxvxF8 4. ครัวโอม จากนักดนตรีที่ชอบทำอาหาร คุณสมภพได้ตัดสินใจผันตัวมาเปิดร้านจริงจัง จนได้เป็นอีกร้านที่อยู่ใน Michelin Guide ร้านครัวโอมเสิร์ฟอาหารใต้ที่รสชาติกลมกล่อมพอดี ไม่โดดหรือแหลมไปทางใดทางหนึ่ง เมนูแนะนำคือกุ้งผัดไข่เค็มชะอม กับปลาต้มเต้าเจี้ยว Location: https://goo.gl/maps/Gad9zTomUM58KLhT8 5. Honest Coffee พาออกนอกเมืองเก่ากันบ้าง แต่ก็แค่ประมาณ 10 นาทีนะครับ ฮ่าๆๆ Honest เป็นร้านกาแฟเท่ๆอีกร้านที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน น่าจะถูกใจสายถ่ายรูปคาเฟ่เพราะร้านสวยมินิมอลตามสมัยนิยม (ตอนที่เราไปลูกค้าวัยรุ่นเยอะเลยครับ) มีเครื่องดื่มหลากหลาย กาแฟก็รสชาติดี แถมมีคุกกี้นิ่มขายหลายรสด้วยนะ Location: https://goo.gl/maps/XyndtpmdDBTM5Wgi8 6. Tengoku ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โอซาก้าขนาดกระทัดรัดที่ซ่อนตัวอยู่ในร้านอาหารอีกร้าน และร้านนั้นก็ซ่อนอยู่ในโรงแรม InterContinental Phuket อีกทีหนึ่ง นับเป็นร้าน Rare Item ที่น้อยคนจะรู้จักนะครับ Osaka นั้นได้ชื่อว่าเป็น “ครัวของประเทศญี่ปุ่น” เพราะเป็นแหล่งรวมอาหารอันหลากหลาย และเชฟไอซ์แห่ง Tengoku นั้นก็นำเอาความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบในแต่ละภูมิภาคและเทคนิคการปรุงอันหลากหลายทั้งแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม (มิโสะที่นี่เค้าหมักเองนะครับ) ไปจนถึงเทคนิคสมัยใหม่ เช่นการ Sous Vide มารังสรรค์เป็นเมนูที่อร่อยแปลกใหม่ไปซะทุกจาน Tengoku จึงกลายเป็นหนึ่งในร้านที่ทำให้เราทั้งประหลาดใจและประทับใจที่สุดในภูเก็ตเลยครับ Location: https://goo.gl/maps/WjD1v5NXbW7GzGWVA 7. Longchan ชื่อร้านอ่านว่า “ลงจาน” เป็นคาเฟ่ขนมจัดจานบนหาดป่าตองที่มีอาหารเสิร์ฟด้วย บรรยากาศจะมีความเป็นผู้ใหญ่ นิ่งๆกว่าร้านอื่นๆที่เราแนะนำมาในลิสต์นี้ เข้ามาแล้วรู้สึกเหมือนอยู่เมืองนอกเลยล่ะ อาจจะเพราะลูกค้าที่นั่งอยู่ในร้านขณะที่เราไปก็เป็นต่างชาติเสียส่วนใหญ่ ขนมและเครื่องดื่มต่างๆตกแต่งด้วยดอกไม้ที่ดูเรียบง่ายแต่สวยงาม เราประทับใจบรรยากาศร้านมากครับ อ่อ..ทางร้านไม่มีที่จอดรถให้นะ ต้องหาที่จอดริมฟุตบาธหน้าหาดเองนะครับ Location: https://goo.gl/maps/qdcKTCBXq8FqykYv7 8. Suay เป็นร้านอาหารฟิวชั่นย่านเชิงทะเลที่คอนเส็ปต์แน่นมาก แกนกลางหลักของเมนูนั้นเป็นอาหารไทย แต่เชฟนำไปผสมกับ Elements ของอาหารชาติต่างๆทั่วโลก ไม่ว่าจะจีน ญี่ปุ่น สเปน อิตาลี เม็กซิโก จนออกมาเป็นเมนูที่ไม่เหมือนใคร แรกๆเราก็แอบกังวลเพราะปกติเราไม่ค่อยปลื้มอาหารฟิวชั่นเท่าไหร่ แต่พอได้ลองปรากฏว่าอร่อยเกินคาดครับ โดยเฉพาะ Pappardelle มัสมั่นแก้มวัวที่รสชาติเข้มข้นเข้ากันมากๆ Location: https://goo.gl/maps/tcrRrxWWa37wj9J98 9. ภัตตาคารฮ่องกง ร้านนี้เจ้าของเป็นคนฮ่องกงเลย เสิร์ฟอาหารทะเลเป็นๆที่ช้อนเอาจากตู้ปลา และปรุงแบบฮ่องกงแท้ๆ ที่เน้นวัตถุดิบคุณภาพ ปรุงน้อยอร่อยมาก ในตู้ปลานั้นมีทั้งกุ้ง กั้ง หอย ปู ปลา ตัวใหญ่ๆ เนื้ออวบๆทั้งนั้น (เอาจริงๆเราเองก็รู้สึกสงสารมากเลยครับ แต่ก็เข้าใจว่าเป็นวัฒนธรรมการกินของเขา) มีทั้งที่มาจากน่านน้ำรอบๆภูเก็ต และที่ต้องนำเข้าจากฮ่องกงโดยตรง แน่นอนว่าอาหารทะเลพรีเมี่ยมแบบนี้ก็ย่อมมาพร้อมกับราคาที่พรีเมี่ยมเช่นกัน Location: https://goo.gl/maps/BEbWs3Bq119NWSAR7 10. เมืองเก่าภูเก็ต โดดเด่นไปด้วยตึกเก่าหลากสีดีเทลสวยในสไตล์ชิโน-โปรตุกีส เดินดูตึกอย่างเดียวก็เพลินแล้ว ที่โดดเด่นที่สุดก็เห็นจะเป็นหอนาฬิกาพรหมเทพอายุกว่า 100 ปีที่อยู่ตรงหัวมุมถนนพังงาตัดกับถนนภูเก็ต สิ่งที่ทำให้ในเมืองเก่าน่าเดินเล่นมากขึ้นไปอีกก็คือร้านรวงที่เรียงรายตลอดทั้งสองข้างทาง โดยเฉพาะร้านของกินนั้นอุดมสมบูรณ์มากๆ และร้านส่วนใหญ่ที่อยู่ในลิสต์นี้ก็อยู่ในเขตเมืองเก่าแทบทั้งสิ้น Location: https://goo.gl/maps/QhKQDdD9gTz5Pe9z8 11. Campus Coffee Roaster ร้านกาแฟอร่อยในเมืองเก่า เน้นเสิร์ฟเมนูกาแฟคุณภาพตรงประเด็นไม่ประดิษฐ์เยอะ เข้ากับบรรยากาศเท่ๆง่ายๆ มีเมล็ดกาแฟให้เลือกหลายตัว ชงทั้งแบบเข้าเครื่องเอสเพรสโซ่และดริป สายกาแฟไม่ผิดหวังครับ Location: https://g.page/campuscoffeeroasters?share 12. หาดไม้ขาว หาดที่อยู่ติดกับรันเวย์ของสนามบินภูเก็ต จึงเป็นจุดที่จะคนมารอถ่ายรูปบนหาดที่มีเครื่องบินกำลัง Landing เป็นฉากหลังกันค่อนข้างเยอะ ในช่วงเช้าทิศทางลมเหมาะสำหรับเครื่องบินขาเข้า เราก็จะได้เห็นเครื่องบินลงต่ำเพื่อลงจอดพอดี แต่เราไม่ได้ศึกษามาก่อนก็เลยมาช่วงเย็น ซึ่งลมเปลี่ยนทิศทำให้ได้เห็นก้นเครื่องบินขาออกแทน แม้จะไม่ได้รูปถ่ายคู่กับเครื่องบิน แต่บรรยากาศยามพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่นี่ก็งดงามดั่งมีมนตร์ เราไม่เสียดายเลยที่ตั้งใจขับรถมาครับ Location: https://goo.gl/maps/HuSgkGuroH4C1d249 13. Ryn ร้านชาที่อยู่ติดกันกับ Campus มองจากข้างนอกอาจไม่ได้สะดุดตามาก แต่พอเข้ามาดูเมนูในร้านแล้วเซอร์ไพร้ซ์กับแพชชั่นและความจริงจังในเรื่องชาจีน-ญี่ปุ่นแบบเกินคาดมากซึ่งถูกใจสายชาแบบเราเลย มีตัวเลือกใบชาเยอะ พร้อมข้อมูลแน่นบอกแหล่งที่มาและ Tasting Notes ละเอียดยิบ จนต้องใช้เวลาเลือกอยู่พักใหญ่ นอกจากชาแล้วยังมีกาแฟแบบ Slow Drop โกโก้ และสมูธตี้ด้วยนะครับ Location: https://g.page/ryntea?share 14. The Oasis ตรอกทางเดินในซอกตึกที่ถ่ายรูปสวยเพราะเขียวชอุ่มไปด้วยต้นไม้และใบบอน เชื่อมระหว่างถนนถลางและถนนดีบุก (เข้าได้จากทั้ง 2 ฝั่ง) ระหว่างทางมีร้านน่ารักๆเรียงราย แต่ช่วงที่เราไปนั้นเพิ่งพ้นจากการล็อคดาวน์ได้ไม่นาน ร้านจึงยังไม่กลับมาเปิดกันเท่าไหร่นัก Location: https://goo.gl/maps/9rerAzZgnxdzqd8n6 15. Matasecond Floor ร้านกาแฟมินิมอลอีกร้านที่ซ่อนตัวอยู่บนชั้น 2 ของตึกบนถนนถลาง ทางขึ้นอยู่ด้านใน The Oasis “มาตะ” แปลว่า “มาเถอะ” ในภาษาใต้ ภายในดูโปร่งด้วยผนังสีขาว แซมด้วยต้นไม้ฟอร์มสวย กาแฟรสชาติดีครับ Location: https://goo.gl/maps/a6bqYxGaJbtfEPBo9 16. Cloud Markt ร้านขาย Grocery น่ารักจริตฝรั่งแต่สินค้าเป็นของ Local แทบทั้งหมด พอเปิดประตูเข้าไปแล้วเหมือนเราได้หลงเข้าไปในร้านเก๋ๆในเมือง Portland, Oregon แพ็คเก็จสวยๆทั้งถุง ขวด กระปุก กระป๋องต่างๆทำให้ร้านดูมีชีวิตชีวาน่าหยิบจับพากลับบ้าน ทางร้านมีเสิร์ฟ Cold Cuts กับไวน์ด้วย (Natural Wine ก็มีน้า) เราคิดว่ากำลังจะมีอาหารอื่นมาเพิ่มอีกด้วย เพราะวันที่เราไปเห็นถ่ายเมนูกันอยู่ Location: https://goo.gl/maps/nZjsENjc1WBRwv9q6 17. Marni ร้านอาหารอิตาเลียนแสนเก๋ที่อยู่ติดกันกับ Cloud Markt ร้านบางร้านเราก็สามารถสัมผัสถึงแพชชั่นของเจ้าของได้ตั้งแต่เปิดประตูเข้าไป ร้านนี้ก็เช่นกัน เพราะเจ้าของร้านเป็นเชฟเองจึงใส่ใจดูแลทุกอย่างในครัวตั้งแต่ต้นจนออกมาเป็นจานเสิร์ฟให้เรา วันที่เรากินไปนั้นมีวัตถุดิบบางตัวไม่ได้มาตรฐาน เขาก็แจ้งลูกค้าตรงๆ แน่นอนว่าทุกจานที่เราสั่งมานั้นปรุงมาอย่างดี และแป้งพิซซ่าของที่นี่ก็หนานุ่มหนึบเคี้ยวสะใจมากครับ Location: https://goo.gl/maps/2m2qADWKtDLbmC1ZA 18. Grindsize Friends อีกหนึ่งร้านกาแฟที่น่าสนใจเมืองเก่าภูเก็ต ร้านนี้เท่าที่เราเห็นคือไม่ใช้เครื่อง Espresso Machine แต่จริงจังมากเรื่องการดริปและการปรุงผสมเครื่องดื่มด้วยแบบ Hand Craft จนเกิดเป็นเมนูที่น่าสนใจหลายตัวเลยครับ อ้อ! ร้านนี้อยู่ติดๆกันกับ Cloud Markt และ Marni นะครับ แวะเวิ้งเดียวได้ 3 ร้านเลย Location: https://goo.gl/maps/nZjsENjc1WBRwv9q6 19. กังหันลมพรหมเทพ ทุกคนคงเคยเห็นวิวงามๆของแหลมพรหมเทพกันมาเยอะแล้ว เราเลยขอแวะถ่ายจุดก่อนถึงปลายแหลมกันดีกว่า (จริงๆก็คือตะวันใกล้ตกดินแล้วด้วยแหละ ไปไกลกว่านี้ไม่ได้แล้วเดี๋ยวแสงหมดฮ่าๆ) จุดนี้เป็นสถานีพลังงานทดแทนแหลมพรหมเทพที่มีกังหันลมอยู่ด้วยจึงมีเสน่ห์ไปอีกแบบ ยิ่งเวลาโพล้เพล้อย่างนี้นี่แสงสวยอย่าบอกใคร Location: https://goo.gl/maps/nLxHiQbB6ZxWtC9h7 20. โกฮ้องข้าวต้มปลา อีกหนึ่งร้านอร่อยที่ติดลิสต์ Bib Gourmand แห่ง Michelin Guide ถึง 3 ปีซ้อน ส่วนเรานั้นขอยกให้ร้านนี้เป็นหนึ่งในร้านทีอร่อยสะใจที่สุดร้านหนึ่งในภูเก็ตไปเลย ดีงามจนเราไม่มายด์ที่จะต้องนั่งเบียดกันริมทางเท้า กลับไปซ้ำแน่นอน บางคนให้ฉายาว่าเป็น “เจ๊ไฝแห่งภูเก็ต” ซึ่งคงไม่ได้หมายถึงสไตล์อาหารหรอก แต่น่าจะเพราะโกฮ้องให้อาหารทะเลสดๆชิ้นใหญ่ๆและปรุงแบบอร่อยถึงใจทุกจาน Location: https://goo.gl/maps/efuer2qiiXeJAQ7A8 21. ร้านขนมจีนแม่ติ่ง ร้านอาหารเช้าพื้นถิ่นภูเก็ตที่รสชาติดี๊ดี มีน้ำยาหลากหลาย (น้ำยาปูก็มีนะครับ) เราเลือกตักราดผสมได้เองตามชอบเลย อย่าลืมสั่งไก่ทอดมากินคู่กับขนมจีนกันด้วยนะ เราชอบบรรยากาศความเป็นชาวบ้านที่จริงใจ และราคาก็ถูกมากจนอยากจะจ่ายเงินเพิ่มให้เลย Location: https://g.page/kanomjeenmaeting?share 22. Tera Boulanger ร้านเบเกอรี่เน้นครัวซองต์ที่เปิดเป็น Pop-Up อยู่ในตอนที่เราไป เพราะร้านจริงยัง Build ไม่เสร็จ พนักงานบอกว่าจะมาใน Theme แกเลอรี่ฝรั่งเศส ซึ่งน่าจะกลายเป็นอีกร้านดังได้ไม่ยากในอนาคต เราเห็นมีป้ายบอกว่าใช้เนยพรีเมี่ยมอย่าง Isigny Ste Mere จึงทำให้ครัวซองต์หอมเนยขึ้นจมูก แถมยังมีครัวซองต์รสท้องถิ่นอย่างโกบิหมอย (ข้าวเหนียวดำราดน้ำกะทิ) ด้วย ส่วนเมนูขนมอบอื่นๆก็ดูดีไม่แพ้กันครับ Location: https://g.page/tera-boulanger?share 23. โกยูรหมี่ฮกเกี้ยน ร้านบะหมี่เก่าแก่แต่โบราณ เครื่องแน่นปิดเส้นมิดเลย ราคาก็น่ารักมาก รสชาติค่อนข้างหวานกว่าก๋วยเตี๋ยวสูตรทั่วๆไปเยอะอยู่ ซึ่งถ้าจะไปกินต้องเตรียมเปิดใจไว้ก่อนนะครับ เส้นหมี่ฮกเกี้ยนจะอ้วนๆกลมๆเต็มปากเต็มคำ ใครชอบทานก๋วยเตี๋ยวรสหวานหรืออยากย้อนยุคไปลิ้มลองรสชาติแบบโบราณน่าจะปลื้มครับเพราะเราเห็นรีวิวดาวเยอะเชียว Location: https://goo.gl/maps/FTXyj1hwqodrfr6M6 24. ตรอกสุ่นอุทิศ ตรอกแห่ง Street Food แบบภูเก็ตแท้ๆ ไม่ว่าจะเป็นขนมอาโป๊งแม่สุณี อี๋เป๋งหมี่หุ้นกระดูกหมู โอ้เอ๋วเจ้าเก่า หรือถ้าหากยังไม่จุใจก็ขอให้แวะเข้าไปใน “ปุ๊นเต๋” ซึ่งเป็นโครงการฟู้ดคอร์ทที่รวมสตรีทฟู้ดแบบภูเก็ตไว้ในโครงการเดียวพร้อมที่นั่งกินสะดวกสบาย และมีห้องน้ำด้วย Location: https://goo.gl/maps/Jim1W6LxZC6uZBF98 25. Moonstone Cafe at Visit Panwa มาภูเก็ตทั้งทียังไงก็ต้องมีคาเฟ่ริมทะเลสิเนอะ ร้านนี้ไม่ได้อยู่บนหาดปกติด้วยนะ แต่อยู่ในท่าเรือวิสิษฐ์พันวา (Visit Panwa) ซึ่งเป็นท่าเรือที่ใกล้กับเกาะพีพีมากที่สุด จึงมีบรรยากาศที่สวยไปอีกแบบ ตัวร้านน่ารักให้อารมณ์ประหนึ่งคาเฟ่ในปูซาน มีประตูและผนังโค้งพร้อมเจาะช่องกระจกวงรี อย่าลืมแวะออกไปถ่ายรูปที่ระเบียงนอกร้านกันนะครับ Location: https://goo.gl/maps/PAU8ZR65XwHchPeG9 26. Karon View Point (จุดชมวิว 3 อ่าว) ชุดชมวิวที่คลาสสิคไม่แพ้แหลมพรหมเทพเลย เพราะเราก็เคยแวะมาเที่ยวตั้งแต่เด็ก กลับมาคราวนี้วิวของหาดกะตะ กะรน และป่าตองที่เรียงกัน 3 อ่าวก็ยังคงงดงามไม่เสื่อมคลาย วันไหนแดดจัดๆฟ้าโปร่งๆ น้ำจะสะท้อนสีฟ้าตัดกับหาดทรายสีขาวสวยงามมากครับ Location: https://goo.gl/maps/iXG5o2BzBQVw1HaR8 27. ถนนคนเดินหลาดใหญ่ ทุกๆวันอาทิตย์ 4 โมงเย็นถึง 4 ทุ่ม ถนนถลางกลางเมืองเก่าจะแปลงร่างเป็นถนนคนเดินที่คึกคักมากๆ มีทั้งร้านของกิน งานฝีมือ และการแสดงทั้งร้องรำทำเพลง ตอนแรกเราก็คิดว่าจะไปเดินเก็บภาพเล่นๆ แต่เผลอแป๊บเดียวก็ได้ของติดไม้ติดมือมาหลายชิ้น (ซื้อนะครับไม่ได้ขโมย ฮ่าๆๆ) อย่าลืมใส่แมสก์กันดีๆนะครับ เพราะคนเยอะจริงๆ Location: https://goo.gl/maps/EAWdbWSTQjYJE4y8A 28. จุดชมวิวแหลมสิงห์ จุดชมวิวเล็กๆ คนไม่เยอะที่เราชอบเพราะรู้สึกเหมือนเป็นมุมส่วนตัว มองลงไปเห็นหาดที่เงียบสงบ 2 หาดต่อเนื่องกัน ไม่รู้ว่านี่จะเป็นหาดท้ายๆของภูเก็ตที่ยังไม่มีรีสอร์ทมาจับจองหรือเปล่า (แอบได้ยินมาว่าที่ดินแถวนี้มีนายทุนมาเหมาซื้อและล้อมรั้วเตรียมสร้างโรงแรมแล้ว) Location: https://goo.gl/maps/seYpP4oAzNuXYoSk8 29. บุญรัตน์ติ่มซำ ซาลาเปา ร้านติ่มซำเจ้าดังในภูเก็ตที่มีคนเข้าคิวรอกันตั้งแต่เช้า มีเมนูติ่มซำหลากหลายทั้งนึ่ง ต้ม ทอด บางอย่างเราก็ไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน จุดเด่นอีกอย่างอยู่ที่น้ำจิ้มสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่สำคัญคือราคาถูกมาก เราเห็นบางรีวิวบ่นว่าขายดีขายเร็วจนบางทีเสิร์ฟติ่มซำที่ยังไม่ทันร้อน แต่มื้อนี้ของเรานั้นร้อนอร่อยดีครับ Location: https://goo.gl/maps/sTo3DKnng4CLcre36 30. โรตีน้ำแกงแถวน้ำ โรตีมุสลิมเตาถ่านเจ้าเก่ากว่า 50 ปี ณ แยกแถวน้ำในเมืองเก่าภูเก็ต แป้งกรอบนอกนุ่มใน กินเปล่าๆก็อร่อย มีหลายรสชาติให้เลือกทั้งคาวหวาน ไม่ว่าจะแบบธรรมดาจิ้มนมข้นน้ำตาลทราย หรือจะใส่ไข่ ใส่กล้วย เพิ่มไส้กรอก แกล้มไข่ลวก ไปจนถึงกินคู่กับน้ำแกงทั้งแกงเนื้อ แกงปลา และแกงไก่ สำหรับเครื่องดื่มก็มีทั้ง ชานม กาแฟโบราณ โอวัลติน นมถั่วเหลือง และนมแพะ ที่สำคัญคือราคาเป็นมิตรมากครับ Location: https://goo.gl/maps/adnkgxHfijRU2puSA
- Melbourne เมลเบิร์นเพลินเกินเรื่อง
“เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก” คือการจัดอันดับที่มักจะมีชื่อ Melbourne ขึ้นอยู่ในตำแหน่งต้นๆ ติดต่อกันนับสิบปี การันตีกันขนาดนี้ก็คงไม่น่าแปลกใจที่แต่ละปีจะมีคนย้ายเข้ามาอยู่ที่เมลเบิร์นกันถึง 129,000 คน และมีการคาดการณ์กันว่าภายในปี 2037 เมลเบิร์นจะกลายเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลียแซงหน้า Sydney ไปในที่สุดแม้ว่าตัวอักษรและภาพถ่ายจะไม่สามารถเทียบได้กับประสบการณ์ของการได้ไปอยู่ตรงนั้นจริงๆ ในช่วงที่ Covid-19 ยังระบาดแบบนี้ เราขออาสาพาเพื่อนๆไป #วาร์ปfromhome เที่ยวจริงผ่านจอกันไปพลางๆก่อนก็แล้วกันนะครับ ส่วนตัวแล้ว เรามีความผูกพันกับเมลเบิร์นมายาวนาน เพราะเมื่อ 12 ปีก่อน เราเคยเป็นนักเรียนอยู่ที่นี่ จึงพอจะบอกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง (และความไม่เปลี่ยนแปลง) ผ่านการเดินทางของเวลาในเมืองแห่งตรอกซอกซอยและร้านกาแฟรสเยี่ยมแห่งนี้ ทั้งที่ตั้งอยู่ในรัฐ Victoria ซึ่งเป็นรัฐที่มีพื้นที่เล็กที่สุดบนออสเตรเลียแผ่นดินใหญ่เมลเบิร์นมีดีอะไร ทำไมคนถึงพากันย้ายมาอยู่ที่นี่ เรามาลอง #hop ไปสำรวจกันดีกว่า ว่าแรงดึงดูดของเมลเบิร์นมีอะไรบ้าง CBD (Central Business District) ย่านศูนย์กลางเมืองเมลเบิร์นเรียกกันย่อๆว่า CBD (Central Business District) ริมแม่น้ำ Yarra มีผังเมืองที่เป็นระเบียบเรียบง่าย มีถนนตัดกันเป็นตารางคล้ายๆนิวยอร์ค ที่นี่คือแหล่งธุรกิจที่เต็มไปด้วยอาคารสูง (แต่ก็ไม่เท่ากรุงเทพฯหรอกนะ) พลุกพล่านไปด้วยชาวออฟฟิศ นักท่องเที่ยว และนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะชาวเอเชียหัวดำอย่างเราๆที่แทบจะครองเมืองไปแล้ว อาณาเขตของ CBD นั้นมีถนน 4 สายหลักล้อมไว้จนเป็นรูปสี่เหลี่ยม(เกือบ)เป๊ะเลย ถนนหลักทั้ง 4 ได้แก่ Spencer, LaTrobe, Spring และ Flinders การเดินทางใน CBD นั้นค่อนข้างสะดวก เพราะมีรถ Tram ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของ Melbourne มีลักษณะคล้ายๆรถเมล์รางที่มีสายเคเบิ้ลหิ้วอยู่ด้านบน ใน CBD ขึ้นฟรีด้วยนะ เพราะเป็น Free Tram Zone จุดศูนย์รวมทั้งรถไฟและรถ Tram ที่ใหญ่ที่สุดก็คือ Flinders Street Station ที่ตัวอาคารก็เป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญของ Mebourne ด้วย Flinders Station บริเวณที่มีผู้คนขวักไขว่กันมากที่สุดใน CBD ก็คือระหว่างถนน Elizabeth และ Swanston เพราะมีการกระจุกตัวของโรงแรมและห้างร้านต่างๆมากมาย ขายกันหลากหลายสินค้าทั้งแฟชั่น สกินแคร์ (Aesop ก็เป็นแบรนด์ที่เกิดในเมลเบิร์นนะ) เครื่องประดับ ไปจนถึงร้านอาหารแทบทุกสัญชาติ และคาเฟ่ต่างๆที่ล้วนแข่งกันเสิร์ฟกาแฟคุณภาพระดับโลก แถมยังเป็นที่ตั้งของ Landmark สำคัญๆ เช่น สถานีรถไฟหลักอย่าง Flinders Street Station และ Melbourne Central ไปจนถึงห้องสมุดของรัฐอย่าง State Library Victoria และจตุรัส Federation Square State Library Victoria ใครๆมาก็อดใจไม่ไหวต้องหยิบกล้องมาถ่าย เพราะสถาปัตยกรรมและเลย์เอ้าท์การใช้สอยพื้นที่นั้นสวยคลาสสิคเหลือเกิน (photo by Pussadee) Location: https://goo.gl/maps/sYwNEPiPFJbHq3fR8 หากคุณต้องการความ luxury ก็ขอให้พุ่งไปหาร้านบิ๊กเนมต่างๆได้ที่ถนน Collins Street หรือจะช็อปสบายๆในห้างก็ไปที่ Bourke Street ได้เลยแต่เอาเข้าจริงๆ เมลเบิร์นนั้นขึ้นชื่ออย่างมากในเรื่องของตรอกซอกซอยหรือ lane ต่างๆที่อัดแน่นไปด้วยร้าน local คิ้วท์ๆและงานกราฟฟิตี้อาร์ทสีสันสดใส อาคารหลายๆแห่งในเมืองก็ถูกออกแบบมาให้สามารถเดินทะลุเข้าห้างนั้นออกห้างนี้ไปมาหาสู่กันได้อย่างเพลิดเพลิน Saturdays NYC Location: https://goo.gl/maps/Pb4TqfFr9zJ797Lk8 เสน่ห์สำคัญอีกอย่างของเมลเบิร์นก็คืออาหาร โดยเฉพาะอาหารเอเชียที่หากินได้ง่ายมาก แค่บนถนน Swanston สายเดียวก็เรียงรายกันตั้งแต่อาหารไทย เฝอเวียดนาม ไก่ทอดเกาหลี (SamSam) ชานมไข่มุกไต้หวัน ถ้ายังไม่จุใจก็จงเดินเข้าประตูสู่ China Town ตรงแยกที่ตัดกับ Little Bourke St. เราแนะนำร้านติ่มซำ (ที่นี่เรียกว่า Yumcha) ชื่อ Secret Kitchen ที่อร่อยจุใจไส้แน่นจนเกือบลืมร้านโปรดในฮ่องกงไปชั่วขณะ Higher Ground ร้านบร้นช์ชื่อดังในเครือ Darling Group เจ้าของรางวัลมากมาย ร้านตั้งอยู่ในโรงไฟฟ้าเก่าที่ตัวอาคารถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกด้านสถาปัตยกรรมของเมลเบิร์น Location: https://goo.gl/maps/mDES3YG86NY2SvMz7 Supernormal เค้าเคลมว่าเป็นร้านอาหาร Modern Australian แต่เรากลับรู้สึกว่ากลิ่นเอเชียนฟิวชั่นคลุ้งเลย หรือว่าออสเตรเลียยุคใหม่เอเชียจะครองเมือง? Location: https://goo.gl/maps/REkFyyU62gZdf62Z7 ส่วนอาหารสายฝอ ก็ลองจิ้มเลือกร้านตามนี้ได้เลย Higher Ground (อาหารโมเดิร์นออสเตรเลียน) Supernormal (อาหารเอเชี่ยนฟิวชั่น) Movida (อาหารสเปน) Tipo00 และ Osteria Ilaria (อาหารอิตาเลียน) ยังมีร้านอีกเยอะมาก ลองไปเสิร์ชเพิ่มกันนะ เมื่อก่อนเราติดใจร้านพาสต้าเก่าแก่บ้านๆที่ชื่อ Pellegrinis Bar มากเลย แต่คราวนี้ไม่ได้ไปกิน เสียดายจัง Humble Rays ร้านฝีมือเชฟคนไทยที่มีประสบการณ์และรางวัลด้านอาหารมามากมาย โดยเฉพาะในเรื่องขนมหวานกลิ่นอายเอเชียผสมฝรั่ง Location: https://goo.gl/maps/5xYAytjMaArehWZv9 Dukes Coffee Roasters ร้านกาแฟเล็กๆแต่เป็นหนึ่งในร้านกาแฟที่คนท้องที่แนะนำมากที่สุด Location: https://goo.gl/maps/bc6PY5keRG4BFety7 Operator 25 บรั้นช์คาเฟ่ที่เปิดอยู่ในตึก Original Telephone Exchange Building มาในคอนเส็ปต์ Operator ที่ช่วยต่อสายความอร่อยให้กับลูกค้า Location: https://goo.gl/maps/4dtEdvWKNUktCT9D7 วัฒนธรรมกาแฟของเมลเบิร์นนั้นเข้มแข็งและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก แม้แต่ Starbucks เองก็ยังเจาะตลาดเข้ามาแทบไม่ได้ และต้องถอยทัพไปปรับกลยุทธ์กันอยู่พักใหญ่ โดยต้องหันมาเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยว ฟิมากกว่าคนท้องที่ เพราะคนที่นี่เค้าไปร้าน Local กัน อย่างเช่น Dukes Coffee Roasters, Industry Beans, Market Lane Coffee, St. ALi, Humble Rays, Operator 25 เป็นต้น กาแฟดีแทบทุกร้านจริงๆ The Hotel Windsor Location: https://g.page/thewindsormelbourne?share โรงแรมหรูในตำนาน อายุ 137 ปีใจกลางเมลเบิร์น เก่าแก่กว่าโรงแรม Ritz ที่ปารีส หรือ โรงแรม Savoy ที่ลอนดอนซะอีก Queen Victoria Market Location: https://goo.gl/maps/k4PNegvbEL8HDWaZ9 สำหรับฟู้ดดี้ส์สายเดินตลาด ก็ไม่ควรพลาด Queen Victoria Market ที่อยู่ด้านเหนือของ CBD ที่นี่เป็นตลาดสดเก่าแก่ขนาดใหญ่ที่สุดในซีกโลกใต้ (รวมพื้นที่ประมาณ 43 ไร่) ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าที่นี่มีสินค้าครบครันตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ โดยเฉพาะอาหารสารพัดชนิดทั้งของสดและของแปรรูปที่เราสามารถซื้อกลับบ้านได้ Market Lane Coffee ร้านกาแฟเรียบเท่มีอยู่หลายสาขาทั่วเมลเบิร์น Location: https://goo.gl/maps/ZsJ6Te1BA63HbkvK7 Royal Botanic Gardens Location: https://goo.gl/maps/b5xCHCn3FoeUYxum8 อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เมลเบิร์นเป็นเมืองที่น่าอยู่มากๆก็คือการที่มีธรรมชาติอยู่ติดกันกับเมืองเลย ทั้งแม่น้ำ Yarra ที่สงบเยือกเย็นและสวน Royal Botanic Gardens ขนาดใหญ่เกือบ 240 ไร่ทางตอนใต้ของ CBD ที่มอบทั้งความงดงามและร่มเย็นให้กับชาวเมือง สวนแห่งนี้เป็นอีกจุดโปรดในการหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองของเรา (สมัยเรียนอยู่ที่นี่ เรามาวิ่งออกกำลังกายในสวนแทบทุกเย็น) สังเกตว่าคำว่า gardens นั้นเติม s ด้วยเพราะที่นี่มีสวนย่อยๆหลายแบบรวมกันอยู่หลายสวน ทั้งพืชพรรณท้องถิ่นและพันธุ์ไม้หายากจากทั่วโลกทั้งสิ้นกว่า 8,500 สายพันธุ์ Southbank & South Melbourne ริมฝั่งแม่น้ำ Yarra ทางตอนใต้ของ CBD เป็นถิ่นเก่าบ้านเราเอง กลับมาคราวนี้มีอะไรหลายอย่างที่ต่างไป แต่อีกหลายสิ่งก็ยังนิ่งอยู่เหมือนเดิม ตึกสูงต่างๆก็ยังคงแย่งกันเบียดขึ้นฟ้า การันตีความสูงกันด้วยตึกที่สูงที่สุดใน Australia อย่าง Eureka Skydeck ไปจนถึง Crown Casino ที่ยังคงยืนเด่นให้มงลงอยู่ริมแม่น้ำเสมอมา แม้ว่าตัวเจ้าของ James Packer จะผ่านความสัมพันธ์ที่ไม่ลงตัวกับ Mariah Carey มานานแล้ว (เกี่ยวตรงไหนเนี่ย? 555) ด้วยที่ตั้งที่อยู่ติดแม่น้ำ สามารถเดินข้ามสะพานไม่กี่ก้าวก็ถึง CBD แล้ว รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่เป็นหน้าเป็นตาของเมือง จึงทำให้ South Bank เป็นหนึ่งในย่านที่ทำเลราคาสูงมาก และแน่นอนว่าร้านอาหารและคาเฟ่หรูหราที่มาพร้อมกับวิวเมืองติดแม่น้ำแบบพาโนราม่าก็ไม่ใช่สิ่งขาดแคลนในย่านนี้เช่นกัน National Gallery of Victoria Location: https://goo.gl/maps/nD21gM2PueiDBXNC7 นอกจากนี้ South Bank ยังเป็นที่ตั้งของศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมหลายๆอย่างของเมลเบิร์นไล่ตั้งแต่ พิพิธภัณฑ์หลักของเมืองอย่าง National Gallery of Victoria, Australian Centre for Contemporary Art, แกลอรี่ อาร์ทสเปซ โรงละคร มหรสพ และสถาบันเกี่ยวกับดนตรีและการเต้นรำก็ต่างกระจุกตัวกันอยู่ในย่านนี้ ว่าแล้วก็เสียดาย ถ้าหากวันนั้นเรามีเงินซื้ออพาร์ทเม้นท์เก่าเอาไว้ ป่านนี้มูลค่าคงพุ่งสูงไม่แพ้ตึก Eureka เลยล่ะ Australian Centre for Contemporary Art Location: https://goo.gl/maps/dhCRjVSFbW7SrCCR8 ส่วน South Melbourne ที่อยู่ถัดออกมา กลับมีบรรยากาศที่ต่างไป ตัวอาคารไม่ได้สูงเสียดฟ้า แต่แผ่กว้างมากขึ้น มีต้นไม้มากขึ้น แถมทิศใต้ก็อยู่ติดกับ Albert Park สวนสาธารณะขนาดใหญ่อีกอัน ย่านนี้มีร้านอาหารและคาเฟ่ดังๆอยู่หลายร้าน ไม่ว่าจะเป็น The Kettle Black, St.Ali, Market Lane Coffee, Chez Dre ฯลฯ หากใครรู้จักแบรนด์แก้วเครื่องดื่มเก็บความร้อนแบบพกพาที่ชื่อว่า Frank Green ที่เริ่มโด่งดังไปไกลทั่วโลก ด้วยจุดเด่นที่กดปุ่มตรงกลางปุ๊บก็สามารถยกดื่มได้เลย ไม่ต้องหมุนฝาออกเหมือนแก้วทั่วๆไป นางก็มี HQ อยู่ที่ South Melbourne นี่เช่นเดียวกัน ช่วงที่เราไปนางมีเซลใหญ่ คนต่อแถวกันอ้อมจักรวาลกันเลยทีเดียว Market Lane Coffee - South Melbourne สาขานี้เดินข้ามถนนจากตลาด South Melbourne Market ก็ถึงเลย Location: https://goo.gl/maps/aJRzeEyyTCPDkwLy8 ร้านค้าต่างๆใน South Melbourne Market Location: https://goo.gl/maps/RAm8Kp1MjxTyc9Vy6 สถานที่ที่น่าจะเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สุดใน South Melbourne ก็คงหนีไม่พ้น South Melbourne Market ตลาดที่เต็มไปด้วยร้านค้าอาหารและสิ่งของต่างๆมากมายหลากหลายแนว ตอนแรกเราหลงไปในโซนที่ไม่ค่อยถูกจริตเราเท่าไหร่ ก็แอบผิดหวังเล็กน้อย แต่พอเจอโซนที่ใช่แล้วก็เดินเพลินจนลืมเวลาเลย เผลอซื้อของจุกจิกจนลืมโควต้าน้ำหนักกระเป๋าซะงั้น แหะๆ St.Kilda & Brighton ลงใต้มาอีกนิด เราก็จะพบกับย่านติดทะเล 2 แห่ง แม้จะไม่ได้อยู่ติดกันซะทีเดียว แต่ St.Kilda และ Brighton ก็อยู่ทางเดียวกัน เราเลยขอจับมาคู่กันไปเลย St. Kilda นั้นอยู่ใกล้ CBD มากกว่า ที่นี่เป็นอีกย่านฮิปฟีลคล้ายๆ Santa Monica ใน LA แต่เงียบกว่า สวนสนุก Luna Park แบบในซิดนีย์ก็มีอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน ความฮิปที่นี่ต่างจากที่ Fitzroy เพราะมีความ subtle ไม่เอะอะมาก และร้านต่างๆกระจายตัวกันอยู่ ต้องซ่อกแซ่กกันพอสมควรถึงจะหาเจอ ส่วนใหญ่จะเป็นร้านประจำของชาว local ที่รู้แหล่ง บังเอิญวันเราไปเป็นวันธรรมดาและใกล้ค่ำแล้ว ส่วนใหญ่ก็เลยปิดกันหมด อดเก็บบรรยากาศมาฝากเลย T_T แต่ที่เราแวะไปก็คือ Hotel Esplanade โรงแรมเก่าแก่อายุกว่า 140 ปีที่เพิ่งถูก revamp และเปิดใหม่อีกครั้งในปี 2018 กลายเป็น Talk of the town อยู่พักใหญ่ในเมลเบิร์น กลับมาคราวนี้ Espy (ชื่อเล่นของ The Esplanade) โฉมใหม่ไม่ได้เป็นโรงแรม แต่เป็นคอมเพล็กซ์ร้านอาหาร+ผับบาร์ที่ดูเลอค่า classy และดิบเท่สุดๆไปเลย ที่นี่เต็มไปด้วยเรื่องราว ดนตรี และศิลปะ แค่ได้เดินสำรวจเข้าออกแต่ละห้องก็คุ้มค่าแล้ว บางจังหวะก็รู้สึกเหมือนเดินทะลุมิติเข้าไปใน Havana ในวันที่ผู้คนยังใส่สูทและสูบซิการ์ควันฉุยกันอยู่ ตลอด 140 ที่ผ่านมาถ้าผนังพูดได้ คงมีเรื่องให้เล่าเยอะแยะเลยล่ะ อีกร้านนึงที่มีเพื่อนแนะนำมาแบบสุดลิ่มทิ่มประตูคือร้านอิตาเลียนชื่อ Café Di Stasio เราก็พุ่งไปเลย แต่คงคาดหวังมากไปนิดเลยแอบผิดหวังเล็กน้อยในเรื่องรสชาติ ไม่ได้แย่นะ แต่ก็ไม่ได้ว้าว แถมเราก็แอบตกใจกับบรรยากาศ formal dining ตอนที่เปิดประตูเข้าไปเพราะเราเองก็ไม่ได้เตรียมตัวมา ก็เลยแอบเกร็งเล็กน้อยกับผ้าปูโต๊ะสีขาวเรียบกริบและพนักงานเสิร์ฟที่คอยยืนประกบอยู่ไม่ไกล และที่สำคัญราคาไม่เบาเลยล่ะ เลาะทะเลไกลออกมาทางใต้อีกนิด เราก็จะเจอกับ Brighton นักท่องเที่ยวจะร้องอ๋อเมื่อเห็นภาพบ้านหลังเล็กๆสีสันสดใสเรียงรายกันอยู่ริมหาด บ้านจิ๋วเหล่านี้มีชื่อเรียกกันว่า Bathing Boxes มีทั้งหมด 82 หลัง เป็นหนึ่งในหลักฐานทางวัฒนธรรมยุค Victoria ที่ยังคงอยู่ น้อยคนจะรู้ว่าบ้านเหล่านี้นั้นมีอายุเกินร้อยปีแล้ว ด้วยความน่ารักที่สามารถกระตุ้นต่อมถ่ายรูปได้เป็นอย่างดี จึงกลายมาเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของ Melbourne จากหาดตรงนี้พอมองย้อนกลับมาทางเมือง ก็จะเห็น Skyline ของตึกสูงสวยงามอยู่ลิบๆ ทำให้เรานึกถึงหาดบางเสร่เวลาเรามองย้อนไปที่เมืองพัทยาอยู่เหมือนกันนะ สำหรับชาว local แล้ว หลายคนมักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Brighton เป็นย่านในฝันที่จะมาซื้อบ้านอยู่ แต่ก็นั่นแหละเนอะความฝันมักมีราคาที่ต้องจ่ายสูงเสมอ Richmond & Hawthorn ย้ายมาทางฝั่งตะวันออกของเมืองกันบ้าง 2 ย่านนี้ไม่ค่อยปรากฏอยู่ในไกด์ท่องเที่ยวเท่าไหร่นัก แต่สำหรับคนท้องที่แล้ว นี่เป็น 2 ย่านที่มีร้านอาหารเจ๋งๆแบบที่ไม่ต้องตามกระแสอยู่เยอะเลย แม้จะอยู่ติดกันแต่บรรยากาศกลับต่างกันพอสมควร ฝั่ง Richmond นั้นมีกลิ่นเอเชียคลุ้งเลย เนื่องจากเป็นย่านที่ชาวเวียดนามย้ายมาตั้งรกรากกันอยู่เยอะ โดยเฉพาะบนถนน Victoria Street ถึงกับได้รับขนานนามให้เป็น Little Saigon เลย ส่วน Hawthorn ก็มีความฝรั่งมังค่าน่าเดินเล่นไม่แพ้กัน AU79 คาเฟ่เก๋ๆใน Richmond Location: https://goo.gl/maps/fP3DYPHHQ1t1qcvc6 ใน Richmond นอกจากร้านเวียดนามชื่อ Thanh Hà 2 (เราเรียกกันง่ายๆว่าร้าน “ตัญหา 2”) ที่เพื่อนคนไทยของเราที่อยู่ที่นี่ recommend แล้ว นางยังพาเราไปกินขนมและจิบเครื่องดื่มต่อที่คาเฟ่เก๋ๆชื่อ AU79 ที่อยู่ใกล้กันอีกด้วย ซึ่งก็ดีงามตามมาตรฐานเมลเบิร์น แต่ที่เรารีเควสต์ให้นางพาไปเลยก็คือโรงคั่วกาแฟ Coffee Supreme สัญชาตินิวซีแลนด์ที่เราแอบเป็นแฟนคลับอยู่ลับๆมานาน รู้มาว่านางมาเปิดโรงคั่วอยู่ทาง North Richmond มีหรือที่เราจะพลาด Coffee Supreme Location: https://goo.gl/maps/gnFCeeu6GV99zKV98 อีกร้านที่เราแอบปลื้มเป็นพิเศษคือร้านอาหารกรีกทางตอนใต้ของ Richmond ชื่อ Bahari เจ้าของเคยเข้าประกวด MasterChef เมื่อหลายปีก่อน จึงเอาสกิลล์มาดัดแปลงอาหารกรีกให้เข้ากับยุคสมัย เน้นให้แบ่งกันกินถูกจริตคนไทย ด้วยความที่ตั้งใจว่าจะต้องกินอาหารกรีกที่เมลเบิร์นให้ได้ เพราะหากินอร่อยๆยากในเมืองไทย และที่เมลเบิร์นเองก็มีคนเชื้อสายกรีกมาตั้งรกรากกันอยู่มาก เพื่อนๆก็เลยจัดให้ชุดใหญ่เลย Bahari Location: https://g.page/Bahari-Greek-Restaurant?share ข้ามมาฝั่ง Hawthorn คราวนี้มีไกด์เป็นเพื่อนฝรั่งชื่อ Mat ที่ไม่ได้เจอกันนาน นางเป็นคนที่มีรสนิยมด้านอาหารถูกจริตเรา เพราะเราชอบ comfort food มากกว่าอาหารหรูหรา นางจึงพาไปร้าน Vaporetto ร้านอาหารเวนิสบรรยากาศแบบบ้านๆฝรั่งให้ฟีลอบอุ่น มาพร้อมกับพนักงานเสิร์ฟที่เฟรนด์ลี่กำลังดี ร้านนี้กลายเป็นอีกหนึ่งร้านโปรดของเรา และถ้ามีโอกาสได้กลับไปกินอีกก็จะดีใจมากๆ Vaporetto Location: https://goo.gl/maps/6EnxZgjQNUGEjB329 อีกร้านในย่าน Hawthorn ที่ Mat พาไปตะลอนกิน และก็ดีงามไม่แพ้กัน เป็นไวน์บาร์สัญชาติสเปนชื่อ Tinto คืนนั้นเราปิดท้ายด้วยเจลาโต้หอมหวานที่ร้าน Piccolina Gelateria ซึ่งเราก็บังเอิญเดินไปเจอ แล้วมารู้ทีหลังเป็นร้านดัง อร่อยเข้มข้นถูกใจเลยล่ะ Tinto wine bar & food Location: https://g.page/tintomelb?share Piccolina Location: https://goo.gl/maps/9DBX9yqGrJAR2Tgx5 Fitzroy วนขึ้นมาทางตะวันออกเฉียงเหนือของ CBD ก็จะเจอย่านฮิปที่ชื่อ Fitzroy แนะนำให้เดินเลียบถนน Brunswick เพราะเต็มไปด้วยร้านรวงคาแร็คเตอร์จัดมากมาย ทั้งร้านหนังสือ ดอกไม้ เสื้อผ้า อาหาร ผับ บาร์ คาเฟ่ ไปจนถึงตลาดนัด เรารู้สึกว่าย่านนี้มีพลังงานคล้ายกับ San Francisco ยังไงไม่รู้ วัยรุ่นไม่ควรพลาด (แต่เราเลยวัยนั้นมานานแล้ว 555) Lune Croissanterie ร้านครัวซองต์ที่กำลังมาแรงสุดๆ Location: https://goo.gl/maps/3M5j2wXHYvcq2p8f7 เราเลือกแว่บเข้าไปที่ร้าน LUNE สาขาใหญ่ใน Fitzroy ก่อนเลย เพราะได้ยินชื่อเสียงครัวซองต์ของเขามานาน แต่สิ่งที่ทำให้เราว้าวกลับไม่ใช่ตัวสินค้า (อร่อยเลยน้าา แต่เราเคยกินร้านอื่นที่ถูกใจกว่านี้ และแอบคิดว่าที่นี่แพงไปนิดดด) แต่เป็นวิธีการ “นำเสนอสินค้า” ผ่านคอนเส็ปต์ บรรยากาศ และกลยุทธ์แบรนดิ้งต่างๆ ใครเลยจะคิดว่าร้านครัวซองต์จะสามารถเท่และสร้างความฮือฮามีแฟนคลับมากมายขนาดนี้ Perfect Potion ร้านขายน้ำมันหอมระเหยที่ทั้งช่วยผ่อนคลาย บำบัด และปรับสมดุลให้กับชีวิตที่วุ่นวาย Location: https://goo.gl/maps/8cteM4b3dwGA46AD8 จากนั้นเราก็เตร็ดเตร่เข้าร้านนู้นออกร้านนี้ ได้ของมานิดๆหน่อยๆ พากระเป๋าสตางค์รอดมาได้แบบต้องตัดใจไปหลายอย่าง จนกระทั่งมาแพ้ทางให้กับร้านขายน้ำมันหอมระเหยที่ชื่อ Perfect Potion แบบไม่ทันตั้งตัว เราเลือกกลิ่นที่สกัดจาดพืชพรรณ local อย่าง Kunzea และอื่นๆอีกหลายขวด รวมถึงที่เค้า blend มาให้แล้วอีกเพียบเลย ที่จริงย่านนี้ขึ้นชื่อเรื่อง night life มากเลยนะ ผับบาร์ต่างๆก็มีธีมเป็นของตัวเอง เสียดายที่เราไม่ได้อยู่ในมู้ดที่จะปาร์ตี้เลยไม่ได้แวะเก็บบรรยากาศมาฝาก FREITAG ขวัญใจชาวฮิปสเตอร์ Location: https://goo.gl/maps/4N9ijWviz6UTyN9Y6 Assembly Label แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์ Coastal เน้นโทนสีอบอุ่น ดูสะอาดตาและผ่อนคลาย ใส่แล้วเหมือนได้เดินเล่นอยู่ริมหาดออสซี่ Location: https://goo.gl/maps/pXSy9a6W8wt1spzF6 Mr Simple Fitzroy Location: https://goo.gl/maps/Fg7MqsDmW3bbmBty5 Kloke Location: https://goo.gl/maps/bmxiU3TgrSLRYf8Y8 Flowers Vasette Location: https://goo.gl/maps/7SvQ9ck9M9SQUREX9 Chotto Motto Location: https://g.page/chottomotto?share อันนี้แถมให้ หลุดจาก Fitzroy มาทางทิศตะวันออกมานิดเดียว จะเป็นย่านสงบๆชื่อ Collingwood เราแว่บมาเจอร้านเกี๊ยวซ่าแต่งร้านสไตล์วินเทจแบบญี่ปุ่น ชื่อ Chotto Motto แปลกตาดี อาหารเราว่าไม่ได้ว้าวเว่อร์วัง แต่การได้มาอยู่ในบรรยากาศสนุกๆแบบนี้ก็ตัดเลี่ยนได้ดีเหลือเกิน North Melbourne ขยับมาทางเหนือของ CBD เป็นย่านที่เงียบแต่เราชอบจัง ตอนแรกก็กะจะไม่เขียนถึง เพราะก็ไม่ค่อยมีอะไรโดดเด่น แต่พอได้ลองขนมร้าน Beatrix แล้ว บอกได้เลยว่านี่น่าจะเป็นร้านเบเกอรี่โฮมเมดที่เราชอบมากที่สุดใน Melbourne ขนาดเราไปตอนที่ร้านใกล้ปิด ของดังๆของเค้าหมดไปแล้ว ซื้อได้แต่ของที่เหลือในตู้ไม่กี่ชิ้น เรายังตกหลุมรักกับ Caramel Slice และ Cookie คาราเมลเค็ม (ก็มันเหลือแต่คาราเมลอ่าาาา) เข้าอย่างจัง คือดูทรงแล้วอย่างอื่นต้องเด็ดมากแน่ๆเลย Beatrix ต้องโดนจริงๆ Location: https://goo.gl/maps/BqbmWhgXhTNR16wa9 Mörk เจ้มจ้นล้นใจ Location: https://g.page/MorkChocolate?share อีกร้านที่สายของหวานน่าจะถูกใจไม่แพ้กัน นั่นก็คือร้านขาย Specialty Hot Chocolate ที่ชื่อว่า Mörk เมื่อ 12 ปีก่อนเราเทใจให้ช็อคโกแลตร้อนของ Koko Black อีกร้านช็อคโกแลตพรีเมี่ยมของ Melbourne แต่คราวนี้ต้องยกให้ Mörk จริงๆ ขนมอย่างอื่นก็ดี๊ดี เสียดายที่เราดันไป Beatrix มาก่อนแล้ว ความฟินเลยถูกตัดหน้าแบ่งไปง่ายๆซะอย่างนั้น Yarra Valley อันนี้ไม่อยู่ในเมือง แต่เราอยากแถมให้ (แถมเก่งงงง) ปกติคนที่มา Melbourne ก็มีทางเลือกให้ออกไปเที่ยวรอบนอกได้หลายจุด ที่โด่งดังที่สุดในหมู่นักท่องเที่ยวก็เห็นจะเป็นการขับรถเล่นบนถนน The Great Ocean Road ไปชมหิน The Twelve Apostles หรือไปชมเมืองขุดทองโบราณอย่าง Ballarat หรือลงใต้ไป Mornington Peninsula แล้วข้ามไปดูเพนกวิ้นที่ Phillip Island แต่เราไปจุดต่างๆเหล่านั้นมาหลายรอบแล้วเลยอยากเปลี่ยนไปเส้นทางอื่นบ้าง เราจึงถือโอกาสพาเพื่อนๆ #hopsters ขับรถออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อไปดื่มด่ำกับบรรยากาศไร่องุ่น และจิบไวน์เคล้าอาหารเลิศรสกันที่แหล่งผลิตไวน์ที่สำคัญของรัฐ Victoria อย่าง Yarra Valley Zonzo Estate Location: https://g.page/ZonzoEstate?share ในหุบเขา Yarra นั้น มีไร่องุ่นและโรงทำไวน์ชื่อดังอยู่หลายยี่ห้อ จุดแรกที่เราเลือกแวะคือ Zonzo Estate เพราะเพื่อนของเราบอกว่าคนน้อยและวิวสวยเพราะมีทิวเขาเป็น background อยู่ด้านหลัง และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เราชอบบรรยากาศที่นี่ มีความยุ้งฉางโมเดิร์นที่ตกแต่งแต่พอดี ร้านอาหารก็น่าลองมากๆ แต่เรามาถึงก่อนเวลามื้ออาหาร และเพื่อนแพลนที่อื่นไว้แล้ว เลยต้องตัดใจ T_T แต่คราวหน้าไม่พลาดแน่ Domaine Chandon Location: https://goo.gl/maps/1ESEx4k2L9XNfj387 จากนั้นเราไปต่อกันที่ Domaine Chandon หลายคนน่าจะรู้จักหรือคุ้นชื่อกันบ้าง ในฐานะแบรนด์ที่โดดเด่นในเรื่อง New World Sparkling Wine เพราะเขาเป็นเพียงเจ้าเดียวในออสเตรเลียที่ใช้กระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมของฝรั่งเศส บรรยากาศที่นี่ดูเก่าแก่มีประวัติศาสตร์มากกว่าที่แรก และจำนวนคนก็มากกว่าเช่นกัน เราเดินดูพิพิธภัณฑ์ของแบรนด์ ทะลุไปยังห้องอาหาร/จิบไวน์ที่คึกคักมาก ก่อนจะออกไปสูดอากาศในไร่องุ่นเพื่อซึมซับเอาพลังงานดีๆเข้าร่าง The Coombe Cottage Location: https://goo.gl/maps/3KmyozCXTfgJzeBVA จุดสุดท้ายที่เราแวะก็คือ Coombe ที่นี่เป็นทั้งจุดชิมไวน์/ร้านอาหาร/แกลอรี่ และสถานที่จัดงานเลี้ยงสำคัญต่างๆ สถานที่แห่งนี้เคยเป็นบ้านเก่าของ Dame Nellie Melba นักร้องโอเปร่าระดับตำนานของออสเตรเลีย มีพื้นที่ถึง 7 เอเคอร์ (เกือบ 18 ไร่) และโดดเด่นด้วยสวนอังกฤษสวยหยด เต็มไปด้วยต้นไม้เก่าแก่ที่ดูอุดมสมบูรณ์ สะกดสายตาผู้มาเยือนตั้งแต่รั้วที่ตัดแต่งจากพุ่มไม้ขนาดมหึมาให้เป็นแนวเส้นโค้งอ่อนช้อยดูคลาสสิคแต่ก็ทันสมัยไปพร้อมๆกัน เราชอบที่นี่มากๆ ขณะที่เรากำลังพิมพ์บทความนี้อยู่ก็แอบนึกถึงบรรยากาศการนั่งจิบชาคู่กับ scone อร่อยๆระหว่างนั่งเม้าท์มอยกับเพื่อนๆที่โต๊ะในสนามหญ้าหลังบ้านคุณนาย Melba แหม.. มันน่ากลับไปเยี่ยมอีกซักรอบจริงๆ คงจะพอเห็นภาพกันบ้างแล้วเนอะว่าทำไม Melbourne ถึงอยู่อันดับต้นๆของเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกมาติดต่อกันหลายต่อหลายปี ส่วนผสมที่ลงตัวของผังเมืองที่เรียบง่ายทันสมัย ระบบสาธารูปโภคและคมนาคมที่มีคุณภาพ การส่งเสริมแบรนด์ท้องถิ่นให้เติบโต พื้นที่สีเขียวที่ร่มรื่นงดงามและเพียงพอสำหรับทุกคน และที่สำคัญที่สุดก็คือการเปิดรับความหลากหลายมางวัฒนธรรม ซึ่งก็นำมาสู่ทางเลือกที่ไม่รู้จบในเรื่องอาหารการกินและสุนทรียภาพในการใช้ชีวิต ทำให้ Melbourne นั้นมีแรงดึงดูดอันทรงพลัง แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลจากประเทศส่วนใหญ่ในโลกเพียงใด แต่ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศก็ยังคนหลั่งไหลย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ที่นี่กันอย่างไม่ขาดสาย Things we bought ไปเมลเบิร์นซื้อนี่ดิ!! ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้ว่าเราซื้อของมาเยอะกว่าในรูปมาก 5555 แต่เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีไม่บ้าหอบฟางเกินไป เราขอเลือกมาแนะนำก็แล้วกัน อย่างแรกเลยก็คือเมล็ดกาแฟ และสินค้าเกี่ยวกับกาแฟต่างๆ เพราะเมลเบิร์นดังเรื่องนี้มากจริงๆ (ชาเค้าก็มียี่ห้อ local หลายยี่ห้อนะ ดังสุดก็คือ T2 แต่เรากินหมดตั้งแต่อยู่ที่นู่นเลยไม่ได้เอากลับมาถ่ายด้วยกัน) เราซื้อเมล็ดมาจากหลายยี่ห้อ ทั้ง Market Lane, ST. ALI, Supreme ฯลฯ เราได้แก้วเก็บความร้อน (คนแถวนี้เรียก Keep Cup) จาก Frank Green มาด้วย เราเลือกเสื้อผ้าสบายๆจาก Assembly Label และแอบหยิบนิตยสาร Screen'ry ฉบับแนะนำ Melbourne ที่วางขายในร้านติดมาด้วย (เสื้อผ้าดีไซเนอร์แบรนด์อินเตอร์ต่างๆที่นี่ก็มีให้เลือกเยอะ และราคาก็แทบไม่ต่างกับที่ยุโรปเลยนะ) ที่ขาดไม่ได้อีกอย่างก็เห็นจะเป็นผลิตภัณฑ์ Aesop ที่ราคาถูกว่าที่อื่นแบบปฏิเสธยาก สุดท้ายก็คือของจุกจิกจากตลาดและซุปเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Manuka Honey อาหารเสริมที่สกัดจากธรรมชาติ เครื่องประทินผิว ของกินนู่นนี่นั่นอีกนับไม่ถ้วน รวมไปถึงเครื่องใช้จิปาถะอีกมากมาย อ่อๆๆๆ เราลืมน้องน้ำมันหอมระเหยขวดจิ๋วไปเลย เราปลื้มกลิ่นแปลกๆที่เมืองไทยไม่มีขายหลายกลิ่นเลยแหละ FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #LetsHoparoundMelbourne #LetsHoparound #Melbourne #Melbournecity #MelbournecityGuide #Travel #เมลเบิร์น #เที่ยวเมลเบิร์น #รีวิวเมลเบิร์น #เมลเบิร์นไปไหนดี #ไปไหนดีในเมลเบิร์น #รอบเมลเบิร์น #เมืองเมลเบิร์น #ไปเมลเบิร์น #เที่ยวเมลเบิร์นด้วยตัวเอง #บินไปเมลเบิร์น
- รีวิวซานฟรานซิสโก San Francisco City Guide เที่ยวอเมริกา ด้วยตัวเอง
สะพาน Golden Gate สีแดงที่ทอดยาวเป็นกิโลคงเป็นภาพจำอันดับหนึ่งของเมืองศูนย์กลางการค้าแห่ง California ตอนเหนือแห่งนี้ เราตกหลุมรักบ้านเรือนสไตล์ Victorian สีสันน่ารักบนเนินสูงบ้างเตี้ยบ้าง และรถรางโบราณที่วิ่งรับส่งผู้คน ซานฟรานซิสโก เป็นเมืองที่โอบล้อมไปด้วยทะเล และมีสเน่ห์แห่งหนึ่งในฝั่งตะวันตกของอเมริกา และอากาศดีตลอดทั้งปี ทริปนี้เราจะพาไป #hop เล่นในเมือง San Francisco กัน รีวิวซานฟรานซิสโก San Francisco City Guide เที่ยวอเมริกา ด้วยตัวเอง Retails แหล่งช้อปปิ้งใน SF มีอยู่หลายย่านทั้งจตุรัสกลางเมืองอย่าง Union Square ที่รวบรวมเอาห้างหรูและแบรนด์ระดับโลกเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีถนน Hayes และ Fillmore และถนนอื่นๆที่เรียงรายไปด้วยร้านค้านานาสไตล์ เราชอบที่ SF มีร้านเก๋ๆกระจายอยู่หลายจุดทั่วเมือง Acne Studios Geary Street Location: https://goo.gl/maps/pM9dQggFofstSPFXA Minimal ร้านขายของแต่งบ้านสไตล์.... ลองดูจากชื่อร้านเองละกัน ของที่ทางร้านคัดมามีกลิ่นไอความเรียบง่ายแต่เก๋ แนวสแกนดิเนเวีย และญี่ปุ่นที่ทั่วโลกกำลังคลั่งไคล้กัน Location: https://g.page/GOminimal?share Outdoor Voices ร้านเสื้อผ้า Athleisure (กึ่งกีฬากึ่งเที่ยว) จาก New York มาพร้อมสีสันและการนำเสนอ ที่น่ารักน่าสนใจสไตล์อเมริกัน Location: https://goo.gl/maps/GXue12Vn7SVVGXYf9 Heath Ceramics นอกจากถ้วยชามรามไหดีไซน์เรียบโก้แล้ว ฮีธนั้นโด่งดังเรื่องงานกระเบื้องคุณภาพที่ออกแบบและผลิตในแคลิฟอร์เนีย ก่อตั้งแต่ปี 1948 ใน Salsalito เมืองน่ารักที่อยู่อีกฟากของสะพาน Golden Gate แวะมาที่นี่ก็จะได้ทั้งอุปกรณ์บนโต๊ะอาหาร ของแต่งบ้าน หนังสือ และกระเป๋าที่เน้นการใช้งาน สวยเรียบแต่ทนทาน รวมไปถึงงานจิวเวอรี่อีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/vTRUNcyHhxWY6TbV9 Schein & Schein สวรรค์สำหรับคนชอบงานพิมพ์ย้อนยุค เขาเน้นไปที่แผนที่โบราณของเมืองและประเทศต่างๆ แต่ก็มีงานพิมพ์อื่นๆขายด้วย ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์ โปสการ์ด รูปภาพ หนังสือ และงานอาร์ทเวิร์ค ตลอดจนเครื่องเขียนที่ดูขลังเหมาะลุคของร้าน Location: https://goo.gl/maps/hmoJ4AR9sXmZG4BXA Wine Merchant Cheese Monger เราบังเอิญเดินผ่านมาเจอ แต่ร้านนี้น่ารักสำหรับคนชอบอาหารกระจุกกระจิกอย่างเรา แถมพนักงาน (หรือเจ้าของร้านหว่า?) ก็นิสัยดีและมีความรู้จริง แนะนำได้ทุกอย่างด้วยความมั่นใจและเป็นมิตรอย่างยิ่ง Location: https://goo.gl/maps/fDECEHCN4i7NpaiJ8 City Lights Booksellers & Publishers ร้านหนังสืออิสระใจกลางซานฟรานซิสโก รวมหนังสือหลายแนวมาก ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1958 ร้านค่อนข้างใหญ่ และเงียบ ในเมืองใหญ่ๆแบบนี้ เหมาะแก่การหลบไปพักหาหนังสือดีๆอ่านมาก เราชอบวิธีการจัดร้านเหมือนเขาวงกตดี มีซอกมุมหลืบให้นั่งอ่านหนังสือเต็มไปหมด Location: https://g.page/CityLightsBooks?share Food ไปซานฟรานกินอะไรดี? San Francisco เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้านอาหาร เพราะนอกจากจะอยู่ติดทะเล และใกล้แหล่งเกษตรกรรมแล้ว เมืองแห่งนี้ยังเป็นหม้อหลอมรวมวัฒนธรรมอันหลากหลายทั้งยุโรป เอเชีย และลาตินอเมริกาเข้าไว้ด้วยกันอย่างลง Sotto Mare ร้านอาหารซีฟู๊ดสไตล์อิตาเลี่ยนอร่อยและสดมาก รสชาติจัดจ้านคล้ายอาหารไทยเลย แถมบรรยากาศก็ดูมีชีวิตชีวา ใครที่ชอบอาหารทะเลไม่ควรพลาดร้านนี้ ซุปซีฟู้ดรสจัดอย่างกะต้มยำ ขาดแค่ตะไคร้กะพริกขี้หนู ถูกปากเรายิ่งนัก Location: https://goo.gl/maps/1REnZZj8jYD59aj58 Tartine Bakery ร้านเบเกอรี่ชื่อดังของ San Francisco มีคิวรอหน้าร้านตลอดเวลา มีหนังสือสูตรขนมของตัวเองวางขายทั่วโลก สาขานี้เป็นสาขาดั้งเดิม สภาพก็ทั้งขลังและโทรม 555 แต่นางมีสาขาอีกหลายที่ที่สวยงามตามสมัยนิยม เช่นที่ Tartine Manufactory ที่เป็นร้านใหญ่มีอาหารบริการด้วย Location: https://goo.gl/maps/SFTRs5mhEpc4Kit56 Plow ร้านอาหารเช้าที่ (น่าจะ) ดีที่สุดร้านหนึ่งใน SF เสิร์ฟอาหารง่ายๆที่ใช้วัตถุดิบอย่างดี ทั้งไข่กวน แพนเค้ก สลัด ไปจนถึงชากาแฟพรีเมี่ยม และน้ำผลไม้คั้นสด Location: https://goo.gl/maps/ddUVbnApeowd1AaXA Rose’s Cafe ร้านอาหารอิตาเลียนแบบง่ายๆบ้านๆ แต่อร่อยเกินคาด ร้านตกแต่งดูเป็นบ้านอบอุ่นด้วยสีเหลืองน่ารัก เหมาะสำหรับมื้อกลางวัน อิ่มแล้วก็เดินไปช้อปปิ้งต่อที่ Fillmore Street ได้เลย Location: https://goo.gl/maps/UsZ7prn45nECDDFm8 The French Laundry และ Bouchon สองร้านนี้ไม่ได้อยู่ใน San Francisco ซะทีเดียว เพราะต้องขับรถออกไปทางเหนือกว่าชั่วโมงครึ่งจนถึง Napa Valley แต่ด้วยความพิเศษมากๆของนาง เราจึงอยากเอามารวมไว้ด้วย เพราะทั้ง 2 ร้านเป็นร้านของเชฟ Thomas Keller เชฟอเมริกันเพียงคนเดียวที่มีร้านอาหาร 3 ดาวมิชลินถึง 2 ร้าน เราจองคิวร้าน The French Laundry ล่วงหน้าหลายเดือนก่อนออกเดินทางมา เพราะรู้ดีว่าที่นี่เป็นร้านจองยากระดับตำนานที่มีดาวมิชลิน 3 ดวงการันตี ดีงามขนาดไหนคงสาธยายไม่หมด แต่ที่หมดไปอย่างแน่นอนก็คือเงินในกระเป๋าเรา (ฮาาาา!) ทว่าร้านที่เราแอบชอบมากกว่านิดนึง (เพราะเราเป็นสาย comfort food) กลับเป็นร้าน Bouchon ที่แม้จะมีแค่มิชลินเพียงดวงเดียว แต่บรรยากาศและอาหารนั้นถูกจริตเรามากกว่า และเราก็ปลาบปลื้มกับ wine list ที่นางคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันด้วย Location: https://goo.gl/maps/FXRAXGqfEP5sbiKn9 Coffeeeeee สำหรับคอกาแฟ San Francisco เป็นเมืองที่มีร้านกาแฟและโรงคั่วเมล็ดมากเป็นอันดับต้นๆของอเมริกา แบรนด์ที่โด่งดังที่สุดก็คงหนีไม่พ้นร้านขวดฟ้าสุดคูล หรือ Blue Bottle ที่ขยายสาขาไปหลายประเทศ แต่คอกาแฟต้องอย่าลืมแวะ 4Barrels, Sightglass, Ritual, Verve, Andytown, Slojoy และอื่นๆอีกมากมายด้วยนะ 4Barrels ร้านใหญ่ มาพร้อมกับรสชาติที่อร่อยมาก และยังคั่วกาแฟกันสดๆในร้านเลย Location: https://goo.gl/maps/yGHCk3fwndZC9t2T7 Blue Bottle สาขานี้ตั้งอยู่ใน Ferry Building Market Place Location: https://goo.gl/maps/vZv6iiF26TbQx9mq7 Architecture & Landmarks เป็นอีกหนึ่งเมืองในโลกที่สถาปัตยกรรมสวยมากๆ Coit Tower ได้ยินชื่อหอคอย Coit Tower ก็อาจจะทำให้หลายคนนึกขึ้นได้ว่าที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดของร้านไอติมยี่ห้อดังที่มีสาขามากเมืองไทย แต่สำหรับคนที่นี่หอคอยสีขาวแนว Art Deco ที่ตระหง่านอยู่บน Telegraph Hill แห่งนี้นั้น หมายถึงประวัติศาสตร์ และแลนด์มาร์คสำคัญที่สร้างขึ้นด้วยเงินของเศรษฐีที่ชื่อว่า Lillie Hitchcock Coit หลังจากที่เขาเสียชีวิตลง เพียงเพื่ออยากจะเติมความงามให้กับเมืองซานฟรานที่เขารัก แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆแล้ว ที่นี่ก็เป็นอีกหนี่งจุดชมวิวพาโนราม่ายอดฮิต ที่มีความสูงกว่า 210 ฟุต มีค่าเข้าชมคนละ 8 USD Location: https://goo.gl/maps/kNWaAv7SyG8iH1499 เมืองจะสวยได้อย่างไร หากขาดบ้านที่งดงามของผู้คน สิ่งที่ทำให้ San Francisco มีเสน่ห์สุดๆก็คือบ้านแนว Victorian สีหวานที่เรียงรายกันอยู่เนินสูงต่ำทั่วเมือง ทำให้เมืองดูน่ารักสดใส และมีเอกลักษณ์มากๆ สำหรับสถาปัตยกรรม Victorian นั้น หมายถึงงานออกแบบที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษในยุคการปกครองของพระนางเจ้าวิคตอเรีย ซึ่งก็หมายรวมถึงหลากหลายสไตล์ที่มีอยู่ในขณะนั้น แต่สำหรับสหรัฐอเมริกา บ้านแนว Victorian มักจะอ้างอิงมาจากงานสถาปัตยกรรมสไตล์ Queen Anne และ Stick ซึ่งมีรายละเอียดตกแต่งและรูปทรงที่แปลกตาราวกับหลุดออกมาจากนิทานปรัมปรา Ferry Building Marketplace ตึกสวยอายุเกิน 100 ปีแห่งนี้ เคยเป็นท่าเรือเฟอรี่ข้ามฟากมาก่อนที่จะปิดปรับปรุงไป 4 ปี และแปลงโฉมมาเป็นตลาดพรีเมี่ยมในปี 2003 ที่นี่จำหน่ายสินค้าอาหารมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าปลอดสารพิษจากเกษตรกรทั่วแคลิฟอร์เนีย ไปจนถึงขนมนมเนย ชีส ไส้กรอก กาแฟ เห็ดทรัฟเฟิ่ล ฯลฯ ถ้าไม่หิวมาเดินเล่น ถ่ายรูป ในตลาดหรือออกไปเดินริมน้ำก็ชิลคุ้มค่าการมาเยือน Location: https://goo.gl/maps/Vi2Y6squrStuY6Ky7 Pier 39 ท่าเรือหมายเลข 39 ที่นี่มีร้านอาหารริมทะเล ร้านค้าต่างๆนานาให้คนมาพักผ่อนหย่อนใจใช้ชีวิตดีๆกัน พอเรามาถึงที่นี่ เราจะได้ยินเสียงร้องของเหล่าสิงโตทะเล จะคอยเรียกนักท่องเที่ยวให้มาถ่ายรูปเป็นอันดับแรกเลย Location: https://g.page/pier-39-san-francisco?share Lombard Street ถนนโค้งหักสุด ระยะทางสั้นๆ ก็เป็นอีกหนึ่งแลนมาร์กสำคัญของย่านนี้เลย (แต่สำหรับเรายอมรับตรงๆว่ามาเช็คอินเฉยๆ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเลย 5555) มาซานฟรานต้องได้นั่งรถราง เพราะรถรางที่นี่เก่าแก่ที่สุดของโลกเพราะเค้าเริ่มใช้กันมาตั้งแต่ปี 1873 คลาสสิกสุดๆ Location: https://goo.gl/maps/HzwuoNBd7LUBYgJU6 Golden Gate Bridge สัญลักษณ์สำคัญของซานฟรานซิสโก ใหญ่สุด มองจากมุมไหนๆ ก็เห็น สร้างเสร็จเมื่อปี 1937 เป็นสะพานแขวนแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดในโลก บางวันที่นี่จะโดนหมอกบังบ้าง แต่โชคดีเราไปช่วงปลายหนาวอากาศดี ทำให้มองเห็นสะพานทั้งหมดเลยยย Location: https://goo.gl/maps/xuAEkynbxsTTudnj8 Battery spencer เป็นจุดชมวิวยอดฮิตที่ควรมาตอนบ่าย ถึงเย็น เพราะมุมแสงแดดเหมาะแก่การถ่ายรูป และได้เห็นวิวดีๆ แต่เรามาถึงตอนเช้าก็เลยแอบย้อนแสงและไม่เห็นสะพานเป็นสีแดงอย่างที่คุ้นตากัน Location: https://goo.gl/maps/yzdn6eqGtnDrjKfs7 ภาพรวมของ SF นั้นสวยงามอย่างที่เห็นกันตามสื่อ แต่เมื่อได้มาเยือนจริงๆแล้วกลับรู้สึกว่าที่นี่แอบเงียบ และชิลล์กว่าที่คิด ในอีกมุมหนึ่งเมื่อเราได้สัมภาษณ์เพื่อนๆที่ย้ายมาอยู่มี่นี่จากฝั่งนิวยอร์คหลายๆคน กลับได้มุมมองที่ค่อนข้างคล้ายกันคือเขามองว่า SF น่าเบื่อ ไม่ค่อยมีอะไรทำ แม้แต่ร้านที่ต้องแต่งตัวสวยๆหล่อๆไปกินก็หายากมาก ที่สำคัญแทบจะทุกคนเคยมีประสบการณ์โดนทุบรถ! #LetsHoparoundUSA
- Sam Roi Yod เที่ยวสามร้อยยอด มหัศจรรย์แห่งขุนเขาและท้องทะเล
สามร้อยยอด Sam Roi Yod มหัศจรรย์แห่งขุนเขาและท้องทะเล เพียงขับรถเลยมาจากหัวหินประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็จะพบกับดินแดนมหัศจรรย์แห่งขุนเขาหินปูนรูปทรงสวยแปลกตาในนามสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งแรกของประเทศไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2509 อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ด้วยโลเคชั่นติดทะเลอันงามงดสงบเงียบ แซมด้วยเกาะแก่งที่อยู่ถูกที่ถูกทางอย่างเหมาะเจาะราวกับมีใครมาจับวาง ทำให้ทั้งวิวและ vibes ของที่นี่ดีงามเหลือเกิน ไม่ว่าเพื่อนๆชาว #hopters จะเป็นสายถ่ายรูป สายผจญภัย หรือสายปลีกวิเวกก็น่าจะได้รับพลังงานดีๆไปเต็มๆจากสามร้อยยอด และที่สำคัญ.. ที่นี่อยู่ใกล้กรุงกว่าที่คิด ทริปนี้เราใช้เวลาเที่ยวทั้งหมดเพียง 2 วัน 1 คืนเท่านั้น เพราะเป็น #ทริปปุบปับ คือเพิ่งจะตัดสินใจไปเที่ยวกันตอนตื่น สายๆก็จองโรงแรมแล้วก็ออกเดินทางทันที แต่ถ้ามีเวลามากกว่านี้ก็จะ chill ยิ่งขึ้นแหละเนอะ เพราะที่นี่ยังมีจุดท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติให้แวะอีกหลายจุดเลย รอบนี้เราเลือกนอนที่ Hansar Pranburi เพราะวิวล้วนๆ เช้าวันรุ่งขึ้นก็ออกผจญภัยเล็กๆด้วยการลุยโคลน นั่งเรือ และปีนเขาเพื่อเข้าชมถ้ำพระยานครที่มีพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์สัญลักษณ์ของจังหวัด ปิดท้ายด้วยการแวะบึงบัวยอดนิยมก่อนกลับ ขอบอกว่าแถวนี้ถ่ายรูปขึ้นมากกกกกแทบจะทุกจุด ที่สำคัญให้เตรียมครีมกันแดด ยากันยุง (เขาหินปูนมีแอ่งน้ำขังทำให้ยุงเยอะมากกก) และน้ำดื่มติดรถไว้ด้วย โชคดีที่เราเข้าพักโรงแรมหลังจากช่วงหยุดยาว บรรยากาศจึงสงบมาก มีเพียงนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่กี่คนในโรงแรมเท่านั้น ที่ตั้งของที่นี่ค่อนข้าง exclusive อยู่ห่างจากชุมชนพอสมควร ทางเข้าโรงแรมเป็นถนนลูกรัง สภาพโรงแรมกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆอาจจะไม่เต็มร้อย (เช่น น้ำไหลค่อนข้างเบา ประตูเลื่อนบางบานอาจตกร่องบ้าง — พนักงานแจ้งว่าเพิ่งกลับมาเปิด) แต่ในภาพรวมก็สะดวกสบายมากพอและมีอาหารบริการทำให้ไม่ต้องออกไปหาร้านกินข้างนอก Location: https://goo.gl/maps/PiED7JqZnb3Hc6PMA สิ่งที่เราให้คะแนนเกิน 5 ดาวก็คือวิวและความเป็นส่วนตัว จากระเบียงห้องพักชั้นบนสุดของเรา (ไม่มีลิฟท์) ที่มาพร้อมอ่างจากุซซี่เอ้าท์ดอร์ เราสามารถเสพวิวทะเลอ่าวไทย และเกาะนมสาวได้แบบเต็มอิ่มโดยไม่มีอะไรกั้น แถมยังมีระเบียงอีกฝั่งที่เราเปิดออกไปเสพวิวภูเขาด้านหลังโรงแรมได้อีกด้วย เรา strongly recommend ให้ตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า เพราะแสงสีทองที่ฉาบขอบฟ้านั้นร่ายมนตร์ทำให้วิวที่สวยมากๆอยู่แล้ว ยิ่งมหัศจรรย์ขึ้นไปอีก ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราจะยอมตัดใจจากวิวสวยๆให้เร็วกว่านี้อีกหน่อย เจรจาขอ late check out กับทางโรงแรม (จะได้กลับมาอาบน้ำทีหลังอีกรอบ) แล้วรีบออกเดินทางไปหาดบางปูเพื่อไปถ้ำพระยานครตั้งแต่ 08:30 น. เพราะมีคนแนะนำทีหลังว่าช่วงเวลาที่แสงจะส่องทะลุโพรงถ้ำลงมายังพระที่นั่งพอดีคือช่วงประมาณ 10-11 โมง จากโรงแรมไปหาดบางปูใช้เวลาประมาณ 20 นาที และต้องนั่งเรือ+ขึ้นเขาอีกประมาณ 45 นาที ถ้ำพระยานคร การเดินทางไปถ้ำนั้นผจญภัยกว่าที่คิด เรามี 2 ทางเลือกด้วยกัน คือ 1) เดินเท้าข้ามเขาไป 2 ลูก รวมระยะทางก็เกือบ 1 กม. หรือ 2) นั่งเรือ (เหมาลำไป-กลับ 400 บาท) อ้อมเขาลูกแรกไปประมาณ 10 นาที แล้วเดินเท้าขึ้นเขาลูกที่สอง ประมาณครึ่งกม. Location: https://goo.gl/maps/FaTowwLs1ZVzVP5N8 เราเลือกช้อยส์ที่ 2 และด้วยหาดที่มีลักษณะเป็นโคลนเราจึงต้องถอดรองเท้าลุยโคลนไปขึ้นเรือ (มีจุดให้ล้างเท้าบริการ) เราแนะนำให้เพื่อนเตรียมรองเท้าที่สมบุกสมบันหน่อยนะ อย่างที่บอกไปว่าเรามาถ้ำสายไปหน่อย จึงทำให้แดดเริ่มแรง และการเดินขึ้นเขาช่วงใกล้เที่ยงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะมีแมกไม้ให้ร่มเงาตลอดทาง อุณหภูมิของสภาพอากาศโดยรวมนั้นก็ค่อนข้างร้อนระอุจนร่างกายชุ่มไปด้วยเหงื่อ ที่สำคัญในป่ายุงเยอะมาก อย่าลืมเตรียมยาฉีดกันยุงมาด้วยนะครับ เราใช้เวลาครึ่งชั่วโมงนิดๆในการเดินป่ามาจนถึงถ้ำ บรรยากาศในถ้ำนั้นโอ่อ่าและสงบ เพราะโถงถ้ำค่อนข้างสูงและมีโพรงถ้ำที่แสงสามารถส่องลงมาได้จึงมีต้นไม้ใหญ่โตในถ้ำเป็นหย่อมๆตามจุดที่ลำแสงอาทิตย์ส่องลงมาหล่อเลี้ยงกระบวนการสังเคราะห์แสงของต้นไม้ ไฮไลท์ที่สำคัญของที่นี่ก็คือพลับพลาที่ประทับทรงจตุรมุข ชื่อพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์อายุ 130 ปีที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้สร้างขึ้น และเสด็จมายกช่อฟ้าด้วยพระองค์เองในพ.ศ.2433 และได้รับการบูรณะครั้งล่าสุดเมื่อปีพ.ศ. 2531 หรือเมื่อ 32 ปีที่แล้ว พระที่นั่งแห่งนี้ยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญในตราประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์อีกด้วย หลังจากเที่ยวถ้ำพระยานครและกินอาหารทะเลมื้อเที่ยงจนอิ่มหนำสำราญแล้ว ตามแผนเดิมเราตั้งใจจะไปแวะที่จุดชมวิวเขาแดงอีกหนึ่งจุด แต่ความเหนื่อยล้าจากการไปถ้ำและการที่เขาแดงนั้นปิดเร็ว (15:30น.) ทำให้เราเปลี่ยนแผนไปขับรถเล่นถ่ายรูปรอบๆแทน วัดเขาแดง ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาหินปูน ด้านหน้าเป็นคลองเขาแดง เป็นวัดเก่าแก่ ตัวพระอุโบสถตั้งตระหง่านท่ามกลางหุบเขา โดยมีต้นมะพร้าวตั้งอยู่เรียงรายรอบๆบริเวณ Location: https://goo.gl/maps/Uk259usqwKgii3FH7 บึงบัว พอแดดร่มลงแล้วเราจึงไปต่อกันที่บึงบัวริมเขา ด้วยองค์ประกอบของวิวที่สวยไม่เหมือนใคร ที่นี่จึงกลายเป็นอีกจุดที่ผู้คนนิยมมาแวะถ่ายรูปกันเป็นจำนวนมาก แต่เราโชคดีที่ไปหลังช่วงวันหยุดยาว จึงเลี่ยงฝูงชนไปได้พอดิบพอดี แม้ไม่ใช่ฤดูที่ดอกบัวบานสะพรั่งเต็มบึง แต่ต้นกกในน้ำนั้นก็ให้อารมณ์ที่สวยไปอีกแบบ Location: https://goo.gl/maps/M2zJfP9sDR1Ln6ZD9 เราเตร็ดเตร่ถ่ายรูปบึงบัวกันอยู่พักใหญ่ จึงตัดสินใจตีรถกลับกทม. และถึงบ้านประมาณ 4 ทุ่มพอดี โดยสรุปแล้ว เราประทับใจกับทริปนี้มาก ที่ผ่านมาสามร้อยยอดอยู่ในลิสต์ของสถานที่ที่อยากจะไปมาระยะใหญ่แล้วแต่ก็ไม่ได้ไปซักที จนมาตัดสินใจแบบปุบปับฉับพลัน ทริปนี้จึงเกิดขึ้นได้ เราย้อนนึกถึงเรื่องอื่นๆในชีวิตที่เรามักจะผลัดวันประกันพรุ่งอยู่เสมอ และพบว่าบางทีชีวิตมันก็ไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น บ่อยครั้งผลลัพธ์ที่เราต้องการก็สำเร็จได้ไม่ยากด้วยการลงมือทำทันทีโดยตัดทะลุข้ออ้างต่างๆที่เราสร้างให้กับตัวเอง และบางทีชีวิตมันก็ง่ายๆแบบนั้นเอง . FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #SamRoiYod #LetsHoparoundThailand #LetsHoparound #LetsHoparoundPrachuapkhirikhan #เที่ยวไทย #เที่ยวสามร้อยยอด#ไทยเที่ยวไทย #เที่ยวไทยเท่ #เที่ยวประจวบ #ประจวบคีรีขันธ์ #เที่ยวทะเล #วิธีไปถ้ำพระยานคร #วิธีไปเขาสามร้อยยอด #ถ้ำพระยานคร #UnseenThailand #Prachuapkhirikhan #อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด #อุทยานแห่งชาติ #ภูเขา












