Search Results
129 results found with an empty search
- Officine Universelle Buly 1803 ร้านเครื่องหอม-เครื่องประทินผิวในตำนานแห่งปารีส
Officine Universelle Buly 1803 ร้านเครื่องหอม-เครื่องประทินผิวในตำนานแห่งปารีส ได้ฤกษ์เดินทางมาเปิดสาขาแรกที่ไทยแล้ว ที่ชั้น 1 เซ็นทรัลชิดลม หลังจาก 219 ปีนับแต่แบรนด์ถูกก่อตั้งขึ้นมา ตรงกับสมัย ร.1 เชียวนะ! Jean-Vincent Bully ผู้ก่อตั้งแบรนด์สร้างชื่อเสียงด้วยผลิตภัณฑ์ยอดฮิตในสมัยนั้นอย่าง Vinaigre des 4 Voleurs (น้ำส้มสายชูแห่งโจรทั้ง 4) ซึ่งเป็นน้ำส้มสายชูครอบจักรวาล อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมจากดอกไม้ เครื่องเทศ และซิตรัส ซึ่งนอกจากจะช่วยทำความสะอาดผิวในยุคสมัยที่น้ำเต็มไปด้วยเชื้อโรคนานาชนิดแล้ว ยังใช้สำหรับสูดดมเพื่อความสดชื่นด้วย ต้องบอกว่าเมืองปารีสในยุคนั้นเรื่องสุขอนามัยค่อนข้างแย่จริงๆ เอาเป็นว่าจากวันนั้นจนวันนี้ Buly ก็ได้พัฒนามาต่อเนื่องอย่างยาวนานพร้อมๆกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของโลก ในขณะที่ยังคงเอาไว้ซึ่งความหรูหราสง่างามแบบศตวรรษที่ 19 ได้อย่างสมบูรณ์ และนับเป็นอีกหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สำคัญแห่งวงการเครื่องสำอางค์ฝรั่งเศสที่ยังรุ่งโรจน์มาจนถึงปัจจุบัน
- Millennium Hilton Bangkok ยลเมืองกรุงบนคุ้งน้ำกับประสบการณ์ฉบับฮิลตัน
Millennium Hilton Bangkok ยลเมืองกรุงบนคุ้งน้ำกับประสบการณ์ฉบับฮิลตัน Millennium Hilton Bangkok เป็นโรงแรม Full-Service แบรนด์อเมริกันที่มีทำเลยอดเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เพราะอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้วิวคุ้งน้ำและตึกระฟ้าของเมืองกรุงแบบกวาดตาไปได้ยาวๆไม่รู้จบ อยากช้อปปิ้งก็เดินไปห้าง ICONSIAM ที่แทบจะอยู่ติดกันได้ทันที พร้อมเดินทางสะดวกทั้งทางรถยนต์ เรือ หรือ BTS สายสีทองที่มีสถานีอยู่หน้าโรงแรมเลย ที่นี่ออกแบบสถานที่และบริการมาเพื่อตอบโจทย์แขกทุกกลุ่มทุกช่วงวัย ทั้งนักเที่ยว นักช้อป หรือจะแค่มา Staycation เปลี่ยนบรรยากาศแบบในเคสของเราก็เหมาะเจาะเช่นกัน ในวันนี้ Millenium Hilton Bangkok เพิ่งจะทำการ Renovate ใหญ่เสร็จเรียบร้อยไป ตั้งแต่ Lobby ห้องอาหาร (5 ห้อง) ห้องประชุม สระว่ายน้ำ และห้องพักทั้ง 533 ห้องที่หันเทควิวแม่น้ำทั้งหมด ทำให้อาคารสูง 32 ชั้นริมน้ำแห่งนี้ดูสวยงามทันสมัยพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ที่ดีงามที่สุดก็คือ ตอนนี้ทางโรงแรมมีข้อเสนอสุดคุ้ม ห้องพักราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 2,150 บาท พร้อมส่วนลดและสิทธิประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย (ดูรายละเอียดโปรโมชั่นได้ที่นี่) รีวิวโรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ Millennium Hilton Bangkok review ข้อเสนอสุดพิเศษ The Arrival โคมลอยหลายชิ้นถูกแขวนให้ลดหลั่นกันลงมาจากเพดานสูงของโถงทางเข้า Lobby เป็นสัญลักษณ์แทนศิริมงคลเพื่อต้อนรับผู้เข้าพักสู่โรงแรม แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดก็คือ Chandelier ที่เป็น Center Piece ห้อยยาวลงมาพร้อมกับการร้อยเรียงลูกปัดหลากสี (ไม่แน่ใจว่าเป็นคริสตัลหรือเปล่า) ให้เป็นรูปร่างปลากัดแบบกึ่ง Abstract ทางโรงแรมแจ้งว่าแนวคิดหลักของงานดีไซน์ในการ Renovate ครั้งนี้ก็คือวัฒนธรรมของชุมชนริมน้ำเจ้าพระยา และปลากัดก็แสดงออกถึงวิถีชีวิตของผู้คนริมชายฝั่งแม่น้ำสายหลักแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี Our Room: Panoramic Executive Suite หลังจากทำเรื่องเช็คอินที่ล็อบบี้เสร็จแล้ว เราก็ขึ้นลิฟท์มาที่ห้องพักของเราและพบกับเซอร์ไพร้ส์เล็กๆเป็นสติ๊กเกอร์ Hilton Clean Stay ปิดผนึกอยู่ที่มุมประตูกับผนังที่ตั้งฉากกันอยู่เพื่อบ่งบอกว่าห้องของเราได้ผ่านการทำความสะอาดตามมาตรฐาน SHA และเราจะเป็นคนแรกจริงๆที่ได้เข้าไปใช้ห้องหลังจากที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว รีวิวโรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ Millennium Hilton Bangkok review เมื่อเปิดเข้ามาในห้องแล้วก็ไม่มีอะไรเลยที่จะสามารถแย่งความสนใจของเราได้มากไปกว่าวิวพาโนราม่าของคุ้งน้ำเจ้าพระยาและบรรดาตึกสูงที่สลับกันเสียดฟ้าเรียงรายไปจนสุดลูกหูลูกตา เป็นวิวที่ปังซะจนเราลืมสำรวจความดีงามของการตกแต่งห้องพักไปชั่วขณะ พอตั้งสติได้จึงเริ่มเห็นว่าภายในห้อง Panoramic Executive Suite ของเรานั้นก็ตกแต่งได้สวยเรียบ ครบครันและทันสมัยดูดีไม่แพ้วิวที่นอกหน้าต่างทีเดียว ขนาดเกือบ 70 ตร.ม.นั้นใหญ่เหลือเฟือ แบ่งเป็นโซนรับแขก (ห้องนั่งเล่น/ทำงาน) และโซนส่วนตัว (ห้องนอน/ห้องอาบน้ำแต่งตัว) ในโซนรับแขกนั้นมีทั้งโซฟาชุดใหญ่พร้อมทีวีจอเบ้อเร่อ โต๊ะทำงานแบบสมฐานะผู้บริหาร (ก็ห้อง Executive นี่เนอะ) พร้อมมุมมินิบาร์ที่มีของเตรียมให้ครบเลย และห้องน้ำที่แยกออกมาเป็นพิเศษสำหรับโซนนี้โดยเฉพาะ เราสะดุดตากับสีของพรมทรงกลมที่ปูรองชุดรับแขกซึ่งช่วยเพิ่ม Accent ให้ Space ดูน่าสนใจขึ้นได้อย่างกลมกลืน ถัดเข้าไปเป็นโซนห้องนอนที่ดูอบอุ่นน่านอน เทควิวต่อเนื่องเข้ามาจากโซนรับแขกผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ เรียกได้ว่าตื่นนอนปุ๊บก็ตื่นตาตื่นใจกับวิวได้ทันทีเลย เดินลึกเข้าไปอีกหน่อยเป็น Dressing Area ที่ให้พื้นที่เยอะพอสมควร อารมณ์ Walk-in Closet ที่เดินทะลุเข้าห้องน้ำได้สะดวกพอดี ภายในห้องน้ำก็สวยงามทันสมัย โซนอาบน้ำมีทั้งแบบแช่อ่างและฝักบัว ส่วน Amenities เป็นแบรนด์ Crabtree & Evelyn กลิ่น Verbena & Lavender ที่หอมสดชื่น Afternoon Tea at The Lantern พักผ่อนในห้องพักพอหายเหนื่อยกันแล้ว ก็ได้เวลา Afternoon Tea ที่ The Lantern ซึ่งเป็น Lobby Lounge ที่ได้ชื่อมาจากโคมลอยที่แขวนต่างระดับกันอยู่ใน Lobby เมื่อมองผ่านหน้าต่างกระจกแบบ Floor-To-Ceiling ออกไปก็จะเจอกับแผงต้นไม้ที่เขียวขจี ก็ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายได้ดีเลยครับ ทาง Millenium Hilton Bangkok นั้นได้ Pastry Chef ชาวสวิสมาช่วยดูแลเรื่องขนมทั้งคาวหวาน จึงวางใจได้ในเรื่องฝีมือและสดใหม่ ส่วนชานั้นเสิร์ฟแบรนด์ Or Tea? ซึ่งเป็นแบรนด์ใบชาคุณภาพและโมเดิร์นจากฮ่องกง สำหรับชุด Signature Afternoon Tea ที่ยกขนมมาให้ทั้ง Shelf พร้อมเครื่องดื่มชา กาแฟ น้ำผลไม้หลากหลายจนเลือกไม่ถูกนี้มาในราคา 1,200 บาทสุทธิไม่บวกเพิ่ม / 2 ท่าน สามารถซื้อได้ผ่าน LINE SHOPPING ได้เลย eforea spa บ่ายนี้เรามีนัดนวด Aroma Therapy กันที่ eforea spa ของทางโรงแรม พนักงานนำน้ำมันมาให้เราเลือก 3 กลิ่นซึ่งทรีตเม้นต์ทั้งหมดของสปาแห่งนี้นั้นจะใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะของ Hilton เท่านั้นเพื่อป้องกันการระคายเคืองและช่วยบำรุงผิวด้วย พี่ๆ Therapist น้ำหนักมือดีมากครับ เพราะขึ้นเตียงไม่ทันไรเราก็รู้สึกผ่อนคลายจนหลับไปแบบไม่รู้ตัว ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ตอนที่พี่เขาบอกให้พลิกตัวใกล้จบซะแล้ว เฮ้อออ...อยากนวดต่อยาวๆอีกซัก 3 ชั่วโมง 555 แต่เราก็มีโปรแกรมพาเพื่อนๆไปชมวิวบนดาดฟ้าของโรงแรมกันต่อ ThreeSixty Rooftop Bar ณ ชั้นบนสุดของโรงแรมริมแม่น้ำแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ ห้องอาหารถึง 3 เอ้าท์เล็ตส์ด้วยกัน อันแรกเป็น Executive Lounge ที่เปิดให้บริการแบบ Exclusive เฉพาะแขกที่พักห้อง Executive River View Room และ Panoramic Executive Suite เท่านั้น เอ้าท์เล็ตที่ 2 คือ ThreeSixty Jazz Lounge ซึ่งยังไม่เปิดให้บริการ ส่วนร้านที่ 3 คือร้านที่เราจะพาเพื่อนๆไปชมกันครับ ร้าน ThreeSixty Rooftop Bar นั้นตั้งอยู่บนดาดฟ้ากลางแจ้งบนชั้น 31 เสิร์ฟเครื่องดื่มทั้งแบบมีแอลกอฮอลและไม่มีแอลกอฮอล รวมถึงอาหารสไตล์ทาปาสที่อร่อยกันได้ง่ายๆเพลินๆด้วย ชื่อ ThreeSixty ก็น่าจะบอกใบ้อยู่ในตัวแล้วว่าสามารถเห็นวิวริมแม่น้ำของกรุงเทพฯได้แบบ 360 องศาเลยทีเดียว โดยเฉพาะถ้าเพื่อนๆได้ขึ้นไปบนลานจอด Helicopter เหมือนกับเรา (ลองสอบถามพนักงานดูก่อนนะครับ เพราะเป็นพื้นที่ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ) ก็จะได้เห็นวิวสุดหวิวแบบไม่มีอะไรกั้นจนเราแอบเสียวแว๊บเป็นระยะๆ ตรงนี้จะยิ่งงดงามเป็นพิเศษตอนพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน สวยแค่ไหนขอให้ภาพอธิบายก็แล้วกันนะครับ Buffet Dinner at Flow อีกสิ่งหนึ่งที่โรงแรม Millenium Hilton Bangkok มีชื่อเสียงก็คือ Buffet Dinner ที่ห้องอาหาร Flow ซึ่งอยู่ชั้นล่างติดแม่น้ำเลยครับ อย่างแรกที่สังเกตเห็นก็คือความใหญ่โตโอ่อ่าของห้องอาหารที่น่าจะจุคนได้หลายร้อยคนรวมกันทั้งโซนภายในและภายนอก เพราะที่นี่นั้นใช้เสิร์ฟอาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ด้วย (พรุ่งนี้เช้าเราจะพามาดูอีกครั้งนะครับ) ซึ่งหากวันไหนแขกเต็มก็อาจต้องรองรับมากกว่า 1,000 คน เนื่องจากโรงแรมมีห้องพักทั้งหมดถึง 533 ห้อง ครัวของ Flow เป็นครัวเปิดซึ่งมีหลายสเตชั่นทำให้เราสามารถดูการทำงานของเชฟไปด้วยได้แบบเพลินๆ กระเบื้องหลากสีที่ถูกนำมาใช้ตกแต่งห้องอาหารนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานกระเบื้องของวัดโพธิ์ แต่นำมาจัดเรียงเล่าเรื่องใหม่ให้ทันยุคสมัยมากยิ่งขึ้น ครัวใหญ่หลายสเตชั่นขนาดนี้แน่นอนว่าต้องมีอาหารหลากหลายมากๆ ตั้งแต่อาหารทะเล ซาชิมิ ซูชิ อาหารฝรั่ง เช่นเนื้ออบ มันอบ พาสต้า ไปจนถึงอาหารไทยอีกหลายอย่าง และติ่มซำเข่งเบ้อเริ่มเทิ่ม นี่ยังไม่รวมอีกฝั่งของห้องอาหารที่เสิร์ฟสลัด โคลด์คัท ชีสนานาชนิด ตลอดจนเบเกอรี่และขนมหวานทั้งไทยและเทศ น่าจะมีรางวัลให้สำหรับคนที่ทานครบหมดทุกอย่างนะครับ 5555 Turn Down เมื่อกี๊เราแวะไปเดิน ICONSIAM กันมาครับ โซน Luxury มีคิวต่อกันยาวหลายร้านเลย กลับมาถึงห้องพักก็พบกับน้องช้างวางอยู่บนเตียงเป็น Turn-down Gift ไว้ให้ด้วย กว่าเราจะอาบน้ำอาบท่าและนั่งเคลียร์งานจนเสร็จก็เริ่มดึกมากแล้ว และทุกครั้งที่ได้มองออกนอกหน้าต่าง เราก็ยังคงตกหลุมรักวิวจากห้องของเรา ยิ่งตอนกลางคืนแบบนี้ แสงไฟของเมืองก็มีมนต์สเน่ห์ไปอีกแบบ พรุ่งนี้เรากะจะตื่นเช้าให้ทันดูพระอาทิตย์ขึ้นซะหน่อย ห้องเราอยู่มุมที่เห็นพอดีซะด้วยสิ เดี๋ยวเก็บภาพมาฝากกันนะคับ Sunrise อรุณสวัสดิ์คร้าบบบบบบ ไม่ผิดหวังเลยจริงๆที่ตื่นมาชมตะวันแรกขึ้น จากห้องของเราดวงอาทิตย์ขึ้นตรงมุมตึกมหานครพอดิบพอดีราวกับรู้คิว ถ่ายรูปกันรัวๆจนเกือบลืมอาบน้ำแปรงฟันไปกินมื้อเช้าเลยครับ นอกจากพระอาทิตย์จะสวยแล้ว แสงที่ทอดเข้ามาในห้องก็ชวนฝันมากครับ Breakfast Buffet at Flow กลับมาที่ห้องอาหาร Flow กันอีกรอบ แต่วันนี้คนละอารมณ์กันเลย ทั้งบรรยากาศ ความคึกคัก (คนเยอะกว่าเมื่อวานมาก) และตัวอาหารที่เสิร์ฟ เมื่อวานเราเลือกนั่งด้านในเพราะกลัวยุง เช้านี้เลยถือโอกาสนั่งด้านนอกซึมซับ Vibe ริมเจ้าพระยากันซักหน่อย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ต่างจากเมื่อวานก็คือความอิ่มครับ อิ่มจนพุงอืดแขม่วไม่อยู่เลย ล่ะ นี่ขนาดเราเลือกมาแค่บางอย่างและกินกันไม่หมดด้วยซ้ำ เค้ามีอาหารให้เลือกเยอะจริงๆครับ ทั้งแบบเอเชียและตะวันตก The Beach: Infinity Pool อิ่มขนาดนี้ต้องเดินย่อยกันซักหน่อย เราเลยตัดสินใจเดินชมโรงแรมรอบๆ และขึ้นไปชั้น 4 ซึ่งมีทั้ง Fitness และสระว่ายน้ำที่มีคอนเส็ปต์จำลองชายทะเลมาตั้งริมแม่น้ำ จึงมาในชื่อ The Beach คราวนี้เรามีเวลาน้อยก็เลยไม่ได้ลงเล่นน้ำ แต่แค่ได้เห็นเด็กๆเล่นน้ำกันสนุกสนาน และหนุ่มๆสาวๆโพสท่าถ่ายรูปกันก็ทำให้เรารู้สึกสนุกตามไปด้วยแล้วครับ Wrapping Up Our Stay สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของ Millenium Hilton Bangkok ก็คือทำเลครับ เพราะพิกัดที่ตั้งตรงนี้มอบคุณค่าให้กับลูกค้าเต็มๆทั้งในแง่ความสะดวกในการเดินทางท่องเที่ยว (ทั้งทางเรือ ทางรถยนต์ หรือ BTS) และการช้อปปิ้ง ที่เลอค่าที่สุดก็คือวิวกรุงเทพฯบนคุ้งน้ำเจ้าพระยาที่เห็นได้จากห้องพักทุกห้อง รวมถึงวิว 360 องศาจากดาดฟ้าชั้นบนสุดของอาคารด้วย เสียดายไม่ได้เอาโดรนมา ไม่งั้นจะบินเก็บภาพรอบใหญ่มาฝากกัน การที่ทางโรงแรมวางตำแหน่งตัวเองให้รองรับแขกทุกกลุ่มในทุกช่วงวัยก็ทำให้การบริการต่างๆนั้นเข้าถึงง่ายไม่ซับซ้อน แต่ยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานสากลตามแบบฉบับ Hilton ทั้งหมดนี้นั้นมาในราคาที่จับต้องได้ และด้วยข้อเสนอพิเศษแบบที่มีอยู่ในตอนนี้ (เริ่มต้นเพียง 2,150 บาทเมื่อใช้สิทธิ์โครงการเราเที่ยวด้วยกัน) พร้อมกับส่วนลดและสิทธิประโยชน์อื่นๆอีกหลายรายการก็ยิ่งคุ้มค่าทวีคุณมากขึ้นไปอีก Millenium Hilton Bangkok จึงเหมาะกับคนแทบทุกกลุ่ม เราเองก็ดีใจที่มีโอกาสมาใช้บริการที่นี่ เราได้สัมผัสมุมมองของอีกมุมกรุงเทพฯที่ต่างไป และหากมีญาติพี่น้องหรือคนรู้จักในต่างจังหวัดที่อยากเข้ามาเที่ยวหรือช้อปปิ้งในกรุงเทพฯ Millenium Hilton Bangkok ก็จะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีมากๆเลยครับ ข้อเสนอพิเศษสุดทั้งจากโรงแรมและโครงการ #เราเที่ยวด้วยกัน เสือกิน เอาใจสายกิน 🐯🍔 𝐅𝐨𝐨𝐝𝐢𝐞 𝐒𝐭𝐚𝐲𝐜𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧 แพ็กเกจประกอบด้วย: ⭐️ อาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน ⭐️ เครดิตอาหารมูลค่า 2,000 บาท ต่อห้อง ต่อคืน สำหรับรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม บริการรูมเซอร์วิส ราคาเริ่มต้น 2,848 บาท หลังหักส่วนลดเราเที่ยวด้วยกัน จองโดยตรงที่ https://bit.ly/MHBFoodieStaycationTH เสือนอน เอาใจสายชิล 🐯🛏️ 𝐒𝐰𝐞𝐞𝐭𝐞𝐧 𝐘𝐨𝐮𝐫 𝐒𝐭𝐚𝐲 แพ็กเกจประกอบด้วย: ⭐️ อาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน ⭐️ ส่วนลด 25% สำหรับบริการต่างๆ ของโรงแรม ราคาเริ่มต้น 2,150 บาท หลังหักส่วนลดเราเที่ยวด้วยกัน จองโดยตรงที่ https://bit.ly/MHBSweetenTH 🔥 จองล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วันก่อนวันเข้าพักเท่านั้น ⛔️ ไม่สามารถใช้สิทธิ์ในจังหวัดเดียวกันกับทะเบียนบ้านได้ 📅 จองเพื่อใช้สิทธิ์ได้ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 และเข้าพักได้ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2565 ขั้นตอนการจอง และการแจ้งใช้สิทธิ์เราเที่ยวด้วยกัน https://bit.ly/MHB_HowToBookWTT สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 📞 02 442 2000 📧 bkkhi.reservations@hilton.com 💬 LINE@: https://bit.ly/MHBLINE รีวิวโรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ Millennium Hilton Bangkok review #LetsHoparound #Bangkok #HopStay #MillenniumHiltonBangkok #WeTravelTogether #EatSleepTiger #TopPicks #Staycation #Special #โปรเด็ด #ดีลสุดคุ้ม #เราเที่ยวด้วยกัน #Travel
- Quickie อร่อยสะใจสไตล์อเมริกัน
Quickie อร่อยสะใจสไตล์อเมริกัน ฟาสต์ฟู้ดกูร์เมต์สไตล์อเมริกัน ใหม่ล่าสุดใจกลางเมืองที่โครงการ Velaa หลังสวน ทุกเมนูจะรังสรรค์จากวัตถุดิบพรีเมี่ยมไม่ว่าจะเป็น อิตาเลียนแฮม ไก่ออร์แกนิค หรือ เนื้อ USA แท้ๆ นำเข้าและทำออกมาได้อร่อยสะใจมากๆ เราติดใจแซนด์วิช Quickie Ham & Cheese เป็นพิเศษนัวสุดๆเลยล่ะครับ นัวถึงขั้นอยากสั่งมาเพิ่มเลยอ่ะ นอกจากอาหารอร่อยแล้ว งานอินทีเรียร์ก็โดดเด่นด้วยสีแดงจัด มาพร้อมกับ Elements ที่นำสไตล์ของ American Diner ย้อนยุคมาตีความใหม่ให้เข้ากับปัจจุบัน แถมยังมีห้องคาราโอเกะให้ดวลไมค์กันด้วยนะครับ สาขานี้ถือเป็นสาขานำร่องเพราะ Quickie มีแพลนจะขยายอีกหลายสาขาในอนาคตอันใกล้นี้เลย Quickie Burger 190.- ใช้เนื้อ USA BEEF นำเข้า 100% เลยพร้อมซอสสูตรลับของทางร้าน เข้ากันดีสุดๆ Truffle Mac N Cheese 290.- กลิ่นทรัฟเฟิลมาปะทะกับฟรายส์ร้อนๆ อร่อยมากเลยแหละ Quickie Ham & Cheese เมนูที่เราแนะนำสุดๆ ใครไปต้องกิน เพราะส่วนตัวคือชอบมากกกกก Float Sprite นี่ก็อร่อยสดชื่นสุดๆ 140.- Chic'kie Burger 195.- ใครชอบเนื้อไก่ทอด แนะนำเมนูนี้เลยครับ เพราะเนื้อไก่คือนุ่มและดีมาก ทำมาจากไก่ออแกนิคเลยนะ Homemade Shakes 140.- จากไอศกรีมวนิลานุ่มละมุนลิ้นมากๆ Ice Cream Sandwiches 150.- เป็นเมนูปิดท้ายของเราได้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับเพื่อนๆ ที่พาน้องหมามา ที่นี่เค้าก็มีขนมให้กับน้องหมาด้วยนะ ส่วนชั้นสองของที่นี่มีห้องคาราโอเกะด้วยนะ ใครอยากดวลไมค์ต้องรีบจองเข้ามา เพราะมีแค่ห้องเดียวเท่านั้น!! QUICKIE VALAA หลังสวน Location: https://g.page/velaa-sindhorn-village?share 87 Lang Suan Road แขวง ลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ที่จอดรถ: จอดรถได้ที่โครงการเวลาหลังสวน ข้อมูลเพิ่มเติม: https://web.facebook.com/Quickiebangkok
- HAOMA ฮาโอม่า แยบยล-ยอดเยี่ยม-ยั่งยืน
“HAOMA ไม่ใช่ร้านอาหารธรรมดา” นั่นคือสิ่งที่เราแน่ใจ แม้เราจะยังไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับร้านอาหารอินเดียนสุดล้ำแห่งนี้ นอกจากอาหาร Neo-Indian ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาอย่างประณีตจากเรื่องราวในความทรงจำส่วนตัว และฝีมือการปรุงอันเฉียบขาดของเชฟ DK (Deepankar “DK” Khosla) แล้ว แนวคิดเบื้องหลังที่เป็นกลไกขับเคลื่อนให้ร้านอาหาร High-End แห่งนี้ก้าวไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนนั้นก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไป #hop ชม+ชิมรสชาติที่ซับซ้อนและงดงามของ HAOMA ณ โอเอซิสแห่งความเลิศรสใจกลางอโศกกัน ขอเล่าความเป็นมาของชื่อก่อนเลยว่า HAOMA นั้นอ่านว่า ฮาโอม่า เป็นชื่อของพืชศักดิ์สิทธิ์ในตำนานที่ปรากฏในอารยธรรมชาว Zoroastrian และ Hindu ว่ากันว่าสามารถนำมาปรุงเป็นน้ำอายุวัฒนะที่ใช้ปลุกพลังความเป็นอมตะให้กับผู้ที่ได้ดื่มกินเข้าไป (ขอสารภาพว่าตอนแรกเราก็เกือบปล่อยไก่ตัวโต เพราะเราเองก็ไม่เคยได้ยินเรื่องราวนี้มาก่อน พาให้แอบคิดว่าเป็นภาษาจีนไปเสียได้) สวนหลังร้านพร้อมบ่อเลี้ยงปลา จากชื่อแล้ว แน่นอนว่าร้านอาหารอินเดียแห่งนี้ให้ความสำคัญอย่างมากกับพืชพรรณที่นำมาปรุงเป็นอาหารแต่ละจาน โดยทางร้านนั้นมีสวนอยู่ด้านหลังและปลูกพืชมากกว่า 5,000 ชนิด พร้อมบ่อเลี้ยงปลา (ใช่แล้ว เขาเลี้ยงปลาเอง!) เพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบที่สด สะอาด และปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางจนออกมาเป็นเมนูเลิศรสแต่ละจานโดยสมบูรณ์ และอย่าลืมว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบนที่ดินใจกลางกรุงย่านอโศกที่มูลค่าสูงระยับ เรียกได้ว่าเป็น Urban Farm-To-Table Concept อย่างแท้จริง แถม HAOMA ยังมุ่งมั่นที่จะเป็นร้านอาหารปลอดคาร์บอนแห่งแรกของโลกอีกด้วย ท่ามกลางรางวัลมากมายที่ HAOMA ได้รับมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น “ร้านอาหารอินเดียยอดเยี่ยมแห่งปี 2019” จาก Elite Magazine หรือการได้รับการจัดลำดับที่ 6 ใน Top Tables Bangkok 2020 แซงหน้าร้านอาหาร Michelin Star ไปหลายร้าน สิ่งที่ทำให้ HAOMA เป็นที่สนใจในเวทีโลกจริงๆไม่ว่าจะเป็น New York Times หรือการได้เข้าพูดร่วมกับเชฟระดับท็อปของโลกหลายคน กลับมาจากจิตใจที่งดงามของเชฟ DK ที่ทำอาหารรสเลิศห่อด้วยใบตองแจกแรงงานต่างด้าวและผู้คนยากไร้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดไปกว่า 75,000 ห่อตลอดช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ในวันนี้ร้าน HAOMA กลับมาเปิดประตูต้อนรับลูกค้าอีกครั้ง ด้วยเมนูซิกเนเจอร์ดั้งเดิมของทางร้าน พร้อมกับอีก 3 เมนูใหม่ที่ถูกเนรมิตขึ้นจากรากเหง้า และมรดกทางวัฒนธรรมที่สั่งสมมาตลอดเส้นทางชีวิตของเชฟ DK โดยให้บริการทั้งแบบ A La Carte (เริ่มต้น 390 บาท) และแบบ Course มีให้เลือกทั้งเมนู Plant-Based และเมนูที่มีเนื้อสัตว์ นอกจากนี้ยังมี Option ในการ Pairing อาหารกับเครื่องดื่มที่ออกแบบใหม่ทั้งหมด มีทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล และปราศจากแอลกอฮอล เราประทับใจใน Wine List ของที่นี่เพราะมีตั้งแต่ไวน์ชั้นเยี่ยมแบบคลาสสิค ไปจนถึงไวน์จากผู้ผลิตรุ่นใหม่ที่นำเอานวัตกรรมและเทคนิคใหม่ๆเข้ามาพัฒนาแวดวงการทำไวน์ โดยเฉพาะไวน์ที่ผลิตด้วยกระบวนการ Biodynamic และ Organic ซึ่งคัดสรรมาจาก Terroir (พื้นที่ที่มีสภาพดินและอากาศที่เหมาะแก่การปลูกไวน์) ชั้นยอดทั่วโลก สารภาพตามตรงว่าปกติเราไม่ได้ชำนาญอาหารอินเดียเท่าไรนัก ตอนที่อาหารมาเสิร์ฟเราก็แอบอึ้งกับความงามของการจัดจานที่ดูยุโร้ป...ยุโรป แถมดูเกลี้ยงเกลาราวกับงานอาร์ทสไตล์มินิมอล ผิดกับที่คิดไว้ตอนแรกเลย สิ่งที่ดีงามกว่าหน้าตาไปอีกก็คือรสชาติ แต่ละจานนั้นช่างอร่อยลิ้นกินเพลินเกินเรื่องไปมาก ประทับใจจนเราต้องเก็บไปบอกต่อคนที่บ้านและเพื่อนๆอีกหลายคน แถมยิ่งได้รู้เรื่องราวที่มาของแต่ละเมนู ก็ยิ่งทำให้เราเคลิบเคลิ้มไปกับรสมือเชฟมากยิ่งขึ้นไปอีก อย่าช้าไปกว่านี้เลย เราไปเช็คเอ้าท์หน้าตาอาหารแต่ละจานของ HAOMA กันเลยดีกว่า Dishaa Matar & Daal Kachori Double Roti The Reappearing Duck Marnasann Sagar Khandi Dosa NOONEHUNGRY Double Ka Meetha Melody ประสบการณ์ Gastronomic ที่ HAOMA ในครั้งนี้ได้เปิดโลกให้กับเราในหลายๆแง่มุม ทั้งในเรื่องศิลปะแห่งอาหาร ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และเรื่องราวที่เชฟตั้งใจถ่ายทอดออกมาเป็นฉากๆ ผ่านการเลือกใช้วัตุดิบและวิธีการปรุงในแต่ละจาน ราวกับเราได้เดินทางท่องไปในดินแดน Exotic แบบ Luxury ผ่านรสชาติ/รสสัมผัสที่ลิงโลดอยู่บนลิ้นและกลิ่นหอมที่ฟุ้งอยู่ในโพรงจมูก สำหรับเพื่อนๆที่ต้องการจะออกเดินทางสู่ความฟินผ่านรสชาติที่ไม่เหมือนใคร ก็เชิญได้เลยที่ HAOMA รับรองไม่ผิดหวังแน่นอนครับ เมนูแพลนต์เบส 10 คอร์ส, เมนูที่ไม่ใช่มังสวิรัติ 10 คอร์ส ราคา 2,990 บาท++ และเมนูที่ไม่ใช่มังสวิรัติ 7 คอร์ส ราคา 2,390 บาท++ (เพิ่ม 2,990 บาท สำหรับแอลกอฮอล์แพริ่ง) เมนูตามฤดูกาลเหล่านี้รวมอยู่ในเมนูอาลาคาร์ทใหม่ทั้งหมด ซึ่งราคาเริ่มต้นที่ 390 บาท . สำรองที่นั่งได้ที่ E-mail: Reservations@haoma.dk Tel : 022584744 www.haoma.dk . FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #LetsHoparound #Bangkok #LetsHoparoundBangkok
- La Cabra (ลา คาบลา) กาแฟจากเดนมาร์กสู่เจริญกรุง
#Hop ไปแวะดื่มกาแฟอิมพอร์ตตรงจากเมืองโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ที่ย่านเจริญกรุงกัน อีกหนึ่งสิ่งที่จะการันตีได้ว่าย่านเจริญกรุงนั้นเป็นหนึ่งในย่านที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ ก็คือการมาถึงของกาแฟชื่อดังจากเมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเป็นร้านกาแฟสูตรพิเศษของเดนมาร์กที่ขึ้นชื่อเรื่องกาแฟสไตล์นอร์ดิกและการคั่วที่มีรสชาติเยี่ยม ร้าน La Cabra (ลา คาบลา) เสิร์ฟกาแฟคั่วแบบ One Roast ที่จะให้กลิ่นหอมและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สามารถเลือกได้ทั้งแบบ Filter หรือ Espresso เมล็ดกาแฟที่นี่หมุนเวียนไปตามฤดูกาล เนื่องจากพื้นที่ปลูกต้นกาแฟแต่ประเทศก็มีช่วงเก็บเกี่ยวไม่เหมือนกันตามสภาพภูมิอากาศ แถมช่วงนี้ทางลาคาบลามีเมล็ดกาแฟพิเศษที่เสิร์ฟเฉพาะสาขากรุงเทพอีกด้วย "El Salvador Santa Rosa Bangkok edition" ซึ่งมีจำนวนจำกัด รีบไปลองกันหล่ะ ความพิเศษของกาแฟตัวนี้คือเป็นกาแฟที่มาจากฟาร์มในประเทศ El Salvador ที่มีความหวานจาก Natural Process และมาพร้อมรสพลัม ส้ม และชอคโกแลตนม นอกจากกาแฟที่ร้านก็ยังมีเครื่องดื่มอย่างชาเขียวและน้ำส้มยูซึสำหรับคนไม่ดื่มกาแฟด้วยนะครับ La Cabra Thailand Location: https://goo.gl/maps/hGgpk7FeGPCPSc1T8 813 ถนน เจริญกรุง แขวง ตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เวลาเปิด-ปิด: วันอังคาร-ศุกร์ เวลา 08.00-17.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-18.00 น. (ปิดวันจันทร์) โทร: 08-4155-4564 ที่จอดรถ: ที่จอดรถ La Cabra จอดรถได้ที่วัดอุภัยราชบำรุง ข้อมูลเพิ่มเติม: Facebook/Instagram: lacabra.thailand Website: www.lacabra.dk
- Aksorn ย้อนรอยต้นตำรับอาหารไทยยุค Post-WWII ร้านอาหารรางวัลหนึ่งดาวมิชลิน
Aksorn อักษร ย้อนรอยต้นตำรับอาหารไทยยุค Post-WWII ร้านอาหารรางวัลหนึ่งดาวมิชลิน อาหารไทยเป็นมรดกที่ตกทอดกันมายาวนาน และเมื่อกว่า 70 ปีที่แล้วแรงสั่นสะเทือนจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ทำให้ภูมิปัญญาดั้งเดิมได้ผสมผสานเข้ากับวิทยาการความรู้ใหม่ๆ เกิดเป็นตำรับอาหารไทยที่ถูกจัดระเบียบขึ้นอีกครั้ง จากนั้นจึงค่อยๆวิวัฒนาการมาจนเป็นอาหารไทยที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน เรียกได้ว่าตำราอาหารยุคหลังสงครามโลกนั้นเป็นดังต้นตำรับของอาหารไทยยุคใหม่ก็น่าจะไม่เกินเลยจากความเป็นจริง จะน่าสนใจขนาดไหน หาก Chef David Thompson เชฟอาหารไทยติดดาวมิชลินชื่อดังได้กลับไปค้นถึงต้นตำรับจากตำราอาหารไทยในยุคนั้น บางครั้งโชคดีก็จะได้เรียนรู้จากตัวเจ้าของสูตรที่ยังมีชีวิตอยู่จริงๆเลย จากนั้นเชฟและทีมของเขาก็จะนำวัตถุดิบที่สรรหามาให้ตรงเป๊ะกับในตำรามาปรุงให้เราได้เห็น(เกือบ)ทุกขั้นตอนในครัวเปิด ก่อนจะยกสำรับมาเสิร์ฟให้เราได้ลิ้มรสความประณีตในทุกๆคำ วันนี้ทั้งหมดได้กลายเป็นความจริงแล้วที่ร้านอักษร บนชั้น 5 ของอาคาร Central: The Original Store บนถนนเจริญกรุง ซึ่งเป็นสาขาแรกของเครือห้างสรรพสินค้าที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการเป็นร้านหนังสือในยุค Post-WWII เช่นกัน แนะนำกันซักหน่อยว่าที่ร้านอักษร อาหารจะเสิร์ฟในรูปแบบ Set Menu ราคาอยู่ที่ 2,800++.- / คน และจะมีการเปลี่ยนเมนูทุกๆ 2-3 เดือน หากต้องการ Wine Pairing ด้วยก็เพิ่มอีก 1,400++.-/คน แต่เราไปในช่วงที่ยังไม่อนุญาตให้เสิร์ฟแอลกอฮอลเนื่องจากสถานการณ์โควิด วันนี้จึงรับประทานเฉพาะอาหารและ Mocktail อร่อยๆครับ ความพิเศษของช่วงเดือนนี้อยู่ตรงที่เมนูทั้งหมดจะมาจากตำราของคุณป้าเป้า นุชนันท์ โอสถานนท์ แห่งวังสวนผักกาด (ดังนั้นจะเรียกเมนูในช่วงนี้ว่าเป็น “อาหารชาววัง” ก็คงไม่ผิดนัก) ท่านเป็นคอลัมนิสต์อาหาร ผู้เขียนตำราอาหาร และนักจัดรายการทีวีที่คลุกคลีผูกพันกับอาหารทั้งในแง่หน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัวมาตั้งแต่เยาว์วัย ที่สำคัญทางทีมเชฟ David ยังได้มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้สูตรจากคุณป้าเป้าโดยตรงเลยจึงการันตีได้ว่ามื้อนี้ที่อักษรนั้นเป็นสูตรแท้ๆจากต้นตำรับจริงๆ เริ่มต้นกันที่ Hors D’oeuvre อาหารว่างคำเล็กๆเพื่อเชื้อเชิญเราสู่มื้อพิเศษนี้ มีอยู่ 2 จานด้วยกัน จานแรกคือเมี่ยงหมากที่ทำให้เรานึกถึงเมี่ยงคำ แต่จานนี้มีมิติของรสชาติมากกว่าด้วยความเผ็ดร้อนของกระชาย ความหอมมันของเม็ดมะม่วงฯคั่ว และความฝาดของใบทองหลางซึ่งนำมาห่อแทนใบชะพลูด้วยวิธีเดียวกันกับที่คนโบราณห่อหมากเลย ส่วนอีกจานก็คือ ซอง อาหารที่เราไม่คุ้นชื่อมาก่อนเลย ทีมเชฟนำเอาหมูสับ ปลากุเลาเค็ม และไข่เป็ดเค็มมาคลุกเคล้ากันก่อนจะห่อด้วยแผ่นปอเปี๊ยะแล้วทอด ทำให้รสชาติที่ออกมานั้นกลมกล่อม เรียบง่ายแต่ก็ซับซ้อนอยู่ในที ต่อกันด้วยเรไรหน้าปู จาน Starter ที่จริงจังขึ้นมาอีกนิด ทางทีมครัวได้พิมพ์ไม้กดเส้นเรไรที่ทำจากแป้งข้าวเจ้าและแป้งท้าวยายม่อมออกมาเป็นเส้นสดๆ ก่อนจะท็อปด้วยปู กุ้งและเครื่องแกงกะทิที่รวมกันแล้วเหมือนเป็นพลุแห่งรสชาติที่ระเบิดในปาก ราวกับได้กินขนมจีนน้ำพริก น้ำยาปู และหมี่กะทิรสเลิศในคำเดียวกัน มาถึงสำรับหลักซึ่งประกอบไปด้วยกับข้าว 6 อย่าง เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยหอมๆจากจังหวัดสุรินทร์ เริ่มต้นด้วยยำยอดกระถินและดอกดาหลา เราประทับใจกับความสดชื่นและกลมกล่อมของน้ำยำ เนื้อสัมผัสและกลิ่นอันหลากหลายที่ซ่อนอยู่ใน 1 คำเมื่อเราตักเข้าปากนั้นทำให้เรา Enjoy จานนี้มากๆครับ ต่อมาก็คือแกงจืดหมูย่างหน่อไม้ไผ่ตง เป็นแกงจืดรสละเมียดที่ช่วยลดทอนความซับซ้อนของจานอื่นๆ เราชอบที่มีการนำหมูกรอบไปย่างรมควันก่อนเพื่อเพิ่มอีกเลเยอร์ให้รสชาติของซุป บังเอิญว่าตอนเด็กๆที่บ้านของเรานั้นก็ทำเมนูที่คล้ายกับเมนูนี้ การได้ซดรสชาติจากความทรงจำเข้าไปทำให้เราเข้าใจโมเม้นต์ที่นักวิจารณ์อาหารได้ชิม Rataouille ในฉากการ์ตูนของ Pixar ได้ทันที แกงเขียวหวานกุ้งสูตรคุณป้าเป้านั้นไม่เหมือนกับแกงเขียวหวานที่เราคุ้นเคยเลย จานนี้รสชาติเข้มข้น มีน้ำขลุกขลิกและสีเขียวสวยมาก ทั้งหมดเกิดจากการนำใบพริกสดจำนวนมากมาตำใส่ในพริกแกง จนทำให้เราแอบนึกถึง Pesto ในอาหารอิตาเลียน เมื่อทานกับกุ้งกุลาดำเนื้อหวานๆ เสริมด้วยกลิ่นหอมเขียวจากใบโหระพาและใบพริกแล้ว ต้องบอกว่าจานนี้เป็นอีกหนึ่ง Highlight ของมื้อนี้เลยครับ ปลาสลิดเป็นปลาที่มีรสชาติเค็มมันและมีกลิ่นเฉพาะตัวอยู่แล้ว ยิ่งนำมาย่างรมควันก่อนทอดก็ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้มากขึ้นไปอีก ขั้นตอนยังมีต่ออีกเพียบเพราะต้องนำไปปรุงกับเนื้อสันใน กุ้งแห้งผัดน้ำพริกเผาหมู เม็ดบัว ไข่เป็ดเค็ม และใบมะกรูดซอยจนเป็นฝอยละเอียด จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นผัดพริกขิงปลาสลิดจานนี้ เมื่อได้รู้ว่าต้องผ่านขั้นตอนมากมายขนาดนี้ ก็ทำให้เรารู้สึกภูมิใจว่าอาหารไทยของเราประณีตและซับซ้อนไม่แพ้อาหารฝรั่งเศสเลยนะเนี่ย น้ำพริกนครบาล นี่คือน้ำพริกในตำนานจากพระราชสำนักรัชกาลที่ 5 และก็เป็นอีกเมนูโปรดของเราในมื้อนี้ด้วย ขอเล่าที่มาอันแสนขลังของสูตรน้ำพริกถ้วยนี้ซักหน่อย เนื่องจากคุณปู่ทวดของคุณป้าเป้าเป็นหมอหลวงในสมัย ร.5 สูตรน้ำพริกนครบาลนี้จึงตกทอดมาในตระกูลของท่าน เราคงบอกได้ไม่หมดว่าในน้ำพริกถ้วยเล็กๆนี้มีส่วนผสมอะไรบ้าง นอกจากพริกแห้ง พริกชี้ฟ้าแช่น้ำ มะเขือยาว มะกรูด ส้มซ่า มะอึก และอื่นๆอีกมากมายแล้ว เรารับรู้ได้แค่ว่าน้ำพริกนครบาลนี้อร่อยมากๆ มีโน้ตของความ Smoky และ Citrus ที่หอมติดปลายจมูกชวนให้เราฉงนหลังกลืนคำแล้วคำเล่าลงไป กับข้าวจานสุดท้ายในสำรับก็คือปลาหมึกต้มเค็ม ใช้หมึกอายุน้อยที่เนื้อยังนุ่มและอ่อนโยน นำมาเคี่ยวเป็นชั่วโมงกับน้ำตาลปี๊บ พริกไทยดำ ขิง กระเทียม น้ำปลา และน้ำหมึกสีดำปี๋ เป็นอีกจานที่เราคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กๆ แต่แน่นอนว่าที่อักษรนั้นประณีตในการปรุงมากกว่าหลายเท่า ทำให้รสชาติที่คุ้นลิ้นอยู่แล้วนั้น ยิ่งน่าประทับใจมากขึ้นไปอีก กินคาวแล้วไม่กินหวาน มื้อนี้ของเราก็คงจะไม่สมบูรณ์ มะเฟืองลอยแก้วสูตรคุณป้าเป้านั้นหอมหวานสดชื่นดีงามจนไม่รู้จะบรรยายยังไง แน่นอนว่าไม่ได้ทำกันง่ายๆต้องเลือกเฉพาะมะเฟืองที่ยังสุกไม่เต็มที่แล้วนำไป Macerate คือแช่ทิ้งไว้ข้ามคืนในน้ำที่ปรุงขึ้นจากน้ำมะนาว น้ำส้มซ่า น้ำตาลทราย และอื่นๆจนเข้าเนื้อ ผลที่ได้ก็คือ Texture มะเฟืองที่นุ่มและกรอบในสัดส่วนที่พอดี ส่วนรสชาตินั้นก็ชุ่มฉ่ำ เปรี้ยวนิด หวานหน่อย อร่อยสุดๆ ช่วยล้างความคาวปากจากอาหารก่อนหน้าจนเกลี้ยงเลยครับ ขนมทองพลุ เรียกได้ว่าเป็น Choux แห่งสยาม สูตรของไทยทำจากแป้งข้าวเจ้า น้ำตาลโตนด (เชฟบอกว่าต้องไปซื้อจากซัพพลายเออร์ที่ป้าเป้า Approve เท่านั้น) มะพร้าว งาดำ และที่สำคัญคือทางเชฟเผลอบอก Ingredient ลับกับเรามาว่าเค้าใส่ Spiced Vodka ลงไปด้วย (หรือที่ทางทีมเชฟเรียกกันสนุกๆว่า Vodka à la Matt เพราะคุณแม็ตต์เป็นคนจัดการเรื่องการแช่เครื่องเทศลงไปนั่นเอง) จานสุดท้ายแล้วจริงๆสำหรับมื้อนี้ นั่นก็คือกระยาสารทใส่แม็คคาเดเมียอบควันเทียนกับกล้วยไข่ตีนเต่าซึ่งแปลว่ากล้วยไข่หวีสุดท้ายของเครือ ว่ากันว่าเป็นหวีที่หวานที่สุด เพราะแรงโน้มถ่วงของโลกที่ทำให้น้ำตาลจากต้นกล้วยถูกดึงให้มารวมกันอยู่ที่ปลายเครือ (นี่แหละครับความละเอียดของตำราคุณป้าเป้า และเราต้องขอชื่นชมทีมเชฟที่สามารถไปเสาะแสวงหามาจนได้นะครับ) เสิร์ฟพร้อมกับชาแดง Roiboos จากแอฟริกาที่ปราศจากคาเฟอีนเหมาะสำหรับดื่มให้สบายท้องหลังดินเนอร์มื้อใหญ่แบบนี้มากๆครับ จบลงไปแล้วสำหรับดินเนอร์สำหรับไทยมื้อพิเศษที่ร้านอักษร เราได้รับทั้งความรู้ ความอร่อย และบรรยากาศที่เป็นกันเองของทีมเชฟที่ช่วยอธิบายแกมหยอกล้อให้เราได้สนุกสนานไปตลอดมื้อ เราประทับใจในความพิถีพิถันตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การปรุงตามตำราอย่างเคร่งครัด และการนำเสนอที่สวยงาม เป็นการตอกย้ำถึงรากเหง้าที่ทั้ง Simple และ Sophisticated ของอาหารไทยให้เราได้ภูมิใจไม่รู้จบเลยครับ เพื่อนๆ #Hopsters คนไหนอยากลิ้มรสอาหารไทยต้นตำรับคุณป้าเป้าที่ร้านอักษร สามารถโทรสอบถามที่เบอร์ 021168662 หรือคลิกลิงค์จองโต๊ะที่นี่ >> https://www.sevenrooms.com/reservations/aksornbangkok ในช่วงงาน Bangkok Design Week 2021 แบบนี้มาย่านตลาดน้อยทีเดียวได้ทั้งเสพทั้งงานดีไซน์และความอร่อยระดับตำนานพร้อมกันไปเลยครับ aksorn ร้านอักษร เซ็นทรัล ดิ ออริจินัลสโตร์ Location: https://goo.gl/maps/N6JfFhcE6u82pfGS8 1266 ถนน เจริญกรุง แขวง บางรัก เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500 เวลาเปิด-ปิด: 5:00 - 9:00 PM อังคาร-อาทิตย์ ปิดทุกวันจันทร์ โทร: +6621168662 ที่จอดรถ: จอดได้ในที่ริมถนนซอยเจริญกรุง 40 ข้อมูลเพิ่มเติม: http://www.aksornbkk.com/
- Aesop Gift Kits 2021 ของขวัญเพื่อตอบแทนความดีงามของผู้รับ
ในที่สุดบรรยากาศที่ครื้นเครงและอบอุ่นในช่วงเทศกาลแห่งความสุขก็เริ่มกลับมาให้เราได้กระชุ่มกระชวยหัวใจขึ้นได้บ้าง แม้จะยังเฉลิมฉลองเต็มที่ไม่ได้เหมือนในสภาวะปกติ สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากในตอนเด็กๆก็คือ “การได้รับ” ของขวัญและลุ้นว่าข้างในเป็นอะไร แต่เมื่อโตขึ้น “การให้” กลับให้ความสุขกับเรามากกว่า และปีนี้ Aēsop ก็มี Gift Kits อันเลอค่าที่รวมเอา Iconic Items ของแบรนด์ซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพและอบอวลด้วยกลิ่นหอมตรึงใจถึง 5 เซ็ต นอกจากดีไซน์ Packaging จะดูพรีเมี่ยมและรักษ์โลก (ทำจากวัสดุรีไซเคิล 100%) แล้ว ความคุ้มค่านั้นก็ดีมากเช่นกัน คุ้มกว่าซื้อแบบแยกชิ้นตามปกติแน่นอน โดยเซ็ทแรกเริ่มต้นที่ 1,550.- เท่านั้น ที่ลึกล้ำไปกว่านั้นก็คือในปีนี้ Aēsop ยึดเอาแนวคิด 'Anatomy of Generosity' ในการออกแบบแต่ละเซ็ตตามคุณค่าของผู้ที่จะได้รับของขวัญผ่านสายตาของผู้ให้ (ก็คือเรานั่นเอง!) เหมือนแทนคำขอบคุณสำหรับความดีที่เขาเหล่านั้นมีให้กับเราและโลกใบนี้ โดยมีองค์กรการกุศล 5 องค์กร เป็นดั่งสัญลักษณ์ของความดีในแต่ละ Gift Kit และ Aēsop ก็ได้บริจาคเงินให้องค์กรละ AUD$100,000 ไปเลยโดยไม่ต้องคำนวณจากยอดขาย เรามาดูกันว่าแต่ละเซ็ตจะมี Concept ยังไงกันบ้าง The Forager (นักจัดหา) เป็นตัวแทนผู้ที่มีความสุขในการเสาะแสวงหาและคัดสรรสิ่งดีๆให้ผู้อื่น เป็นผู้ให้ที่ไม่ค่อยออกหน้าและไม่คาดหวังผลตอบแทน หากในชีวิตเรามีคนที่ช่วยนำพาสิ่งดีๆมาให้ แม้เขาจะไม่คาดหวังอะไรเลย แต่การให้เช็ตนี้เป็นของขวัญแทนคำขอบคุณก็น่าจะทำให้หัวใจของเขาพองโตอยู่ไม่น้อย ผลิตภัณฑ์ Body Care ใน Gift Kit นี้มาพร้อมกับกลิ่นหอมสไตล์ Citrus (ผลไม้ตระกูลส้ม-มะนาว) ซึ่งหอมสดชื่นไม่ซับซ้อน ใครๆก็ชอบได้ไม่ยาก และการให้เครื่องประทินผิวกายก็ทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องผิวหน้าที่อาจแพ้ง่ายอีกด้วย แถมเซ็ตนี้ราคาเพียง 1,550.- จึงน่าจะเป็นเซ็ตยอดนิยม The Forager ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ 2 ชิ้นคือ Citrus Melange Body Cleanser 100mL Rind Concentrate Body Balm 100mL องค์กรที่ได้รับบริจาคสำหรับเซ็ต The Forager ได้แก่ Photographers Without Borders The Listener (นักฟัง) หมายถึงผู้ที่ช่วยปลอบประโลมและเยียวยาผู้อื่นด้วยการให้เวลาและความใส่ใจในการฟังเรื่องราวที่ไม่สบายใจของอีกฝ่าย การมอบ Goft Kit นี้เพื่อเป็นของขวัญตอบแทนผู้ที่ช่วยรับฟังปัญหาต่างๆของเราในช่วงที่ผ่านมา ก็น่าจะดูเหมาะสมมากๆครับ กลิ่นเขียวๆหอมๆของใบเจอเรเนี่ยมในเซ็ตนี้เป็นเหมือนตัวแทนของการช่วยให้คลายกังวล และทำให้รู้สึกว่าเราอยู่ในที่ที่ปลอดภัย The Listener (2,700.-) ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ 3 ชิ้นคือ Geranium Leaf Body Cleanser 100mL Geranium Leaf Body Balm 100mL Geranium Leaf Body Scrub 180mL องค์กรที่ได้รับบริจาคสำหรับเซ็ต The Listener ได้แก่ Pan Intercultural Arts The Advocate (นักสนับสนุน) Gift Kit นี้สำหรับผู้รับที่มีลักษณะเป็นกระบอกเสียงให้กับคนที่เสียงเบากว่า เขาจะเคารพความต้องการของผู้ที่มีความจำเป็น และคอยให้ความสนับสนุนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน The Advocate จึงเหมาะที่จะเป็นของขวัญให้กับคนที่คอยสนับสนุนและเป็นกระบอกเสียงแทนเราหรือกลุ่มคนผู้ต้องการความช่วยเหลือ ของในเซ็ตนี้มีทั้งหมด 4 ชิ้น (3,550.-) มีทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลมือและผิวกายดังนี้ Resurrection Aromatique Hand Wash (Screw Cap) 500mL Resurrection Aromatique Hand Balm 75mL Rind Concentrate Body Balm 100mL Citrus Melange Body Cleanser 100mL องค์กรที่ได้รับบริจาคสำหรับเซ็ต The Advocate ได้แก่ Voice of Witness The Protector (ผู้ปกปักษ์) เซ็ตนี้บ่งบอกถึงผู้รับที่มีลักษณะเป็นผู้กล้าที่จะยืนขึ้นเพื่อปกป้องเราและโลกให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง โดยเฉพาะในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่นับวันจะน่าเป็นห่วงขึ้นเรื่อยๆ ของใน Gift Kit นี้จึงถูกคัดสรรมาสำหรับสาย Living ผู้รักในการทำบ้านให้น่าอยู่โดยเฉพาะ เหมาะที่จะเป็นของขวัญให้คุณพ่อคุณแม่ หรือคนสนิทที่คอยปกป้องดูแลเรา รวมไปถึงโลกของเราด้วย The Protector (3,300.-) ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ 3 ชิ้นได้แก่ Cythera Aromatique Room Spray 50mL Post-Poo Drops 100mL Resurrection Aromatique Hand Wash (Screw Cap) 500mL องค์กรที่ได้รับบริจาคสำหรับเซ็ต The Protector ได้แก่ Karrkad Kanjdji Trust The Mentor (ที่ปรึกษา) Gift Kit นี้เหมาะที่จะให้กับผู้ใหญ่ที่เราเคารพ หรือที่ปรึกษาที่คอยให้ปัญญาและเตือนสติเราในวันที่เราไม่แน่ใจในทิศทางของชีวิต คนกลุ่มนี้มักจะมีวิธีพูดที่แฝงไปด้วยอารมณ์ขันอันชาญฉลาดและไม่ทำให้เรารู้สึกด้อยคุณค่าในตัวเอง ในแง่ของ Product นั้น เซ็ตนี้รวมผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าในซีรี่ส์ Parsley Seed 3 ชิ้น และมีซีรั่มเข้มข้น Top Seller ของ Aēsop ซึ่งเป็นสูตรพัฒนาใหม่ล่าสุดอยู่ด้วย ราคาทั้งเซ็ตอยู่ที่ 6,300.- ประกอบไปด้วย Parsley Seed Facial Cleanser 200mL Parsley Seed Anti-Oxidant Facial Toner 200mL Parsley Seed Anti-Oxidant Serum Intense 60mL องค์กรที่ได้รับบริจาคสำหรับเซ็ต The Mentor ได้แก่ Create UK และนี่ก็คือทั้ง 5 Gift Kits ที่ Aēsop ภูมิใจนำเสนอ เต็มที่ทั้งคอนเส็ปต์ คุณภาพ ความสวยงาม และความคุ้มค่า คู่ควรที่จะใช้แทนคำขอบคุณสำหรับคุณค่าอันดีงามที่ผู้รับมีให้กับเราและสังคม มาตรการ Social Distancing อาจแยกเราให้ห่างกันไปบ้าง ปลายปีนี้ก็เป็นโอกาสเหมาะที่จะส่งของขวัญกระชับความสัมพันธ์ที่มีค่าเหล่านั้นอีกครั้งนะครับ ช้อปได้ที่เอสอป เคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และ https://www.central.co.th/th/aesop www.hoparound.co #LetsHoparound #Skincare #AesopThailand #AesopSkincare
- AYATANA cafe Sense of space อายตนะ คาเฟ่
AYATANA.cafe Sense of space "อายตนะคาเฟ่" คาเฟ่ที่มาพร้อมห้องนั่งสมาธิเปิดใหม่ล่าสุดย่านอ่างศิลา ชลบุรี คาเฟ่เปิดใหม่ในชลบุรีแห่งนี้ชื่อว่า AYATANA อ่านว่า อา-ย-ต-นะ ซึ่งแปลว่าการรับรู้ผ่านช่องทางภายนอกทั้ง 6 ได้แก่ “ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ” เป็นคาเฟ่ที่มีคอนเซ็ปต์ที่ลึกซึ้งมาก มีหลายโซน ที่เราชอบที่สุดคือโซนห้องนั่งสมาธิ ที่ซ่อนอยู่บริเวณห้องด้านหลัง ใครอยากปลีกวิเวกจากความวุ่นวายในเมือง มาหลบพักผ่อนจิตใจ แถมยังมีเครื่องดื่มและขนมให้เลือกชิมอีกเพียบ เราแนะนำที่นี่เลยครับ เป็นอีกหนึ่งร้านที่ต้องมาให้ได้ในชลบุรี AYATANA CAFE Location : https://goo.gl/maps/qty1jeHPzC4pr32U9 209 ถนน พระยาสัจจา ตำบล เสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี ชลบุรี 20000 เวลาเปิด-ปิด : 09:00-18:00 ปิดวันพุธ โทร : +66809619426 ที่จอดรถ : ที่จอดรถ AYATANA cafe สามารถจอดได้ในบริเวณหน้าร้านริมถนน ข้อมูลเพิ่มเติม : https://web.facebook.com/ayatana.cafe
- OKONOMI คาเฟ่เปิดใหม่สไตล์ญี่ปุ่น ที่เสิร์ฟตั้งแต่อาหารเช้าไปจนถึงเครื่องดื่มและเบเกอรี่
OKONOMI Japanese Eatery & Cafe คาเฟ่สายมินิมอลญี่ปุ่นนั้นไม่ใช่ของใหม่ในตลาดประเทศไทย แต่ทันทีที่เราก้าวเท้าเข้าไปในอาคารสีเขียวอ่อน ที่มีป้าย “OKONOMI” อยู่ด้านหน้า เราสามารถรับรู้ได้ถึงความมินิมอลญี่ปุ่นที่ลุ่มลึกไปจนถึงระดับจิตวิญญาณเลยทีเดียว เพราะทุกรายละเอียดต่างก็เล่าเรื่องไปในทางเดียวกันแบบไม่มีแตกแถวให้สะดุด ง่ายๆคือเหมือนเราหลุดเข้าไปอยู่ประเทศญี่ปุ่นเลยแหละ แม้เจ้าของจะเป็นเชฟชื่อดังชาวญี่ปุ่น แต่สาขาแรกของ OKONOMI นั้นกลับอยู่ที่ Brooklyn, New York โดยมีคอนเส็ปต์เป็นคาเฟ่ที่ใส่ใจทั้งในเรื่องอาหาร ขนมและเครื่องดื่ม คือจะทานเล่นหรือทานจริงที่นี่ก็มีให้ครบ สมชื่อ OKONOMI ที่แปลว่า Whatever you like สำหรับบรรยากาศของร้านนั้น แน่นอนว่ายืนหนึ่งเรื่องความมินิมอล แนวเส้นตรงในงานอินทีเรียร์และเฟอร์นิเจอร์ทำให้ดูเป็นระเบียบไม่รกตา และการใช้ไม้และโทนสีสว่างก็ช่วยสร้างความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย เรารู้สึกถึงส่วนผสมที่ลงตัวพอดีระหว่างความ Comfort ความละเมียด และความเป็นญี่ปุ่น แม้ที่นี่จะมี All-Day Menu ที่อัดแน่นไปด้วยความน่ากินจนเลือกแทบไม่ถูก (แต่ไม่มี OKONOMIYAKI นะครับ 555) ไฮไลท์ของที่นี่กลับอยู่ที่เซ็ตอาหารเช้า Ichiju Sansai (ซุป 1 อย่าง, กับข้าว 3 อย่าง และบวกเครื่องเคียงอีก 2-3 อย่าง ส่วนหลังนี่เราเติมเองนะครับ 555) ที่เสิร์ฟช่วง 8:00-11:00 น. เท่านั้น เราสั่งชุด Shiokoji Ahi (550.-) คือปลาทูน่าอาฮิหมักด้วยชิโอะโคจิ (สูตรหมักคลาสสิคที่ประกอบด้วยเกลือและข้าวหมักเป็นหลัก) เสิร์ฟกับไข่หวาน (Tamagoyaki) ผักดอง (Tsukemono) ผักคลุกน้ำปรุง (Aemono) ข้าวญี่ปุ่นผสมธัญพืช ไข่ออนเซ็น และซุปมิโสะ ถ้าจะเพิ่มไข่ปลาแซลม่อน ก็เพิ่มอีก 90 บาทได้เลย แม้จะต้องรอเชฟพิถีพิถันกับอาหารของเราอยู่พักใหญ่ แต่ก็คุ้มค่ามาก นอกจากจะเป็นมื้อเช้าที่อร่อยแล้ว พอกินเสร็จก็รู้สึกสุขภาพดีได้รับสารอาหารครบหมู่ในปริมาณที่กำลังดี ส่วน Uji Matcha Latte ก็ปรุงมาแบบหวานน้อย รสละมุนกลมกล่อมสมชื่อความเป็นชาจากอูจิจริงๆ ช่วงนี้ยังเป็นช่วง Soft Opening อยู่เราแนะนำให้เพื่อนๆจองโต๊ะก่อนเข้าไปใช้บริการนะครับ โดยสรุปคือเราประทับใจกับ OKONOMI มากทีเดียว คิดว่าที่นี่จะเป็นหนึ่งในที่ที่เราจะบอกต่อ และนัดเจอเพื่อนๆได้เรื่อยๆตลอดทั้งวัน จะกลับมาลองเมนูอื่นๆอีกแน่นอนครับ ดูรูปแล้วก็อยากจะไปกันแล้วใช่มั้ยล่าาา ถ้าอย่างนั้นตามไปเลยที่ OKONOMI Location : https://goo.gl/maps/d6JsH3XprAJNB731A 33/1 ซอย สุขุมวิท 38 แขวง พระโขนง Klongtoey, กรุงเทพมหานคร 10110 เวลาเปิด-ปิด : Breakfast 08:00-11:00 | All Day Eatery & Cafe 08:00-18:00 โทร : +66613388000 ที่จอดรถ : ที่จอดรถ OKONIMI สามารถจอดได้ในซอยแต่อย่าลืมมองหาป้ายวันคู่วันคี่ด้วยนะคร้าบ ข้อมูลเพิ่มเติม : https://linktr.ee/okonomiofficial
- สูตรใหม่! Parsley Seed Anti-Oxidant Intense Serum ตำนานแห่งเซรั่มที่ยิ่งยอดเยี่ยมขึ้นอีกจาก Aesop
สูตรใหม่! Parsley Seed Anti-Oxidant Intense Serum ตำนานแห่งเซรั่มที่ยิ่งยอดเยี่ยมขึ้นอีกจาก Aesop การเพิ่มความแข็งแรงและปกป้องผิวจากมลภาวะและความเครียดสะสม คือเคล็ดลับสู่ผิวสุขภาพดีที่เราควรให้ความสำคัญก่อนการบำรุงเพื่อซ่อมแซมผิวเสียด้วยซ้ำ เพราะถ้าผิวไม่เสียตั้งแต่แรก เราก็แทบไม่มีเรื่องให้ซ่อม จริงมั้ยครับ ในบรรดาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยสร้างเกราะปราการให้กับผิวในท้องตลาด Parsley Seed Serum จาก Aesop มักปรากฏชื่อเป็นตัวท็อปๆมาอย่างยาวนาน เพราะนอกจากจะใช้แล้วเห็นผล ลูกค้าบอกต่อและกลับมาซื้อซ้ำจนขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในสินค้าขายดีตลอดกาลของแบรนด์แล้ว เซรั่มเมล็ดพาร์สลีย์นี้ยังมีเนื้อสัมผัสที่เบาบาง แห้งเร็ว เหมาะกับอากาศร้อนเหนอะหนะแบบบ้านเราเสียจริงๆ แถมกลิ่นก็หอมสดชื่นแบบธรรมชาติ เลอค่าตามวิถีของเอสอป แม้ผิวบอบบางก็ใช้ได้ สั้นๆก็คือ “เวิร์ค” ในแทบทุกมิติ มาวันนี้ Aesop ก็ได้ฤกษ์อัพเกรดสูตรของ Parsley Seed Anti-Oxidant Intense Serum ให้ยิ่งทรงพลานุภาพมากขึ้นไปอีกขั้น หลังจากเช็ดโทนเนอร์แล้ว เพียงเกลี่ยเซรั่ม 3-5 หยดให้ทั่วใบหน้าและลำคอ เจ้าโปรดักท์มหัศจรรย์นี้ก็จะเริ่มทำงานดูแลผิวของเราด้วยกลไกซับซ้อนหลายขั้นตอนทันที เริ่มต้นด้วยการสร้างแผ่นฟิล์มล่องหนเนื้อแมทท์ขึ้นมาเคลือบผิวด้วยสารสกัดจาก Red Algae และ Tara Gum เหมือนกับเรามีกำแพงบล็อคข้าศึกไว้ 1 ชั้นก่อนเลย จากนั้นมลภาวะที่หลุดลอดเข้ามาได้ ก็จะเจอกับสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมากจาก Grape Seed, Green Tea และ Parsley Seed extracts ซึ่งเป็นดังกองทัพทหารตัวจิ๋วที่พากันออกมาฟาดฟันกับศัตรูไม่ให้มาทำร้ายผิวของเราจนหยาบกร้าน นอกจากนี้ยังมี Tocopherol (Vitamin E) ที่เข้ามาช่วยบำรุงผิวให้แข็งแรงจากภายในอีกด้วย เรียกได้ว่าครบวงจรดูแลสุขภาพผิวให้แกร่งขึ้นทั้งจากภายในและภายนอกแบบไม่ต้องยุ่งยาก เหมาะกับวิถีชีวิตที่วุ่นวายของคนเมืองยุคใหม่จริงๆเลย Parsley Seed Anti-Oxidant Intense Serum สูตรใหม่นี้ราคา 2,800 บาท (60 ml.) ช้อปได้ที่เคาน์เตอร์เอสอป หรือ ช้อปออนไลน์ที่ https://www.central.co.th/en/aesop นะครับ
- Fondation Louis Vuitton พิพิธภัณฑ์ศิลปะหลุยวิตตอง
Fondation Louis Vuitton Fondation Louis Vuitton (ฟงดาซิยง ลุยส์ วิตตง) . จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อลักชัวรี่แบรนด์อันดับ 1 ร่วมมือกับ Frank Gehry สถาปนิกชั้นเซียนที่ออกแบบตึกไอคอนิคระดับโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน ใช่แล้ว... ผลลัพธ์ก็คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะทรงเรือสำเภามหึมาที่ใบเรือโดนลมเป่าให้เหมือนลอยอยู่เหนือต้นไม้ในสวนสาธารณะของเมืองที่เริ่ดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก! แม้จะใช้เวลาฟันฝ่าอุปสรรคเรื่องความเห็นชอบจากชุมชนและข้อจำกัดทางกฎหมายมาอย่างยาวนานจนช้ากว่ากำหนดการเปิดเดิมมากว่า 4 ปี ซ้ำบริษัท LVMH ผู้ลงทุนในโปรเจ็คท์นี้ยังโดนข้อครหาอย่างหนักเกี่ยวกับกลเม็ดการขอคืนภาษีจากรัฐอีก ในวันนี้ FLV ก็ได้กลายมาเป็นอาร์ทมิวเซี่ยมแห่งใหม่ที่ได้รับความนิยมไม่น้อยหน้ารุ่นพี่ โดยในปี 2017 นั้นมีผู้เข้าชมมากกว่า 1.4 ล้านคน งานดีไซน์ระดับนี้ว่ากันว่าเขาใช้ทีมงานออกแบบกันมากกว่า 400 คน โดยมี Frank Gehry เป็นหัวหอกสำคัญ ภายใต้โจทย์ “a magnificent vessel symbolizing the cultural calling of France” หรือแปลคร่าวๆได้ว่า “เรือสำเภาอันงามสง่าที่เป็นสัญลักษณ์ของเสียงเพรียกหาทางวัฒนธรรมแห่งฝรั่งเศส” แผงกระจกกว่า 3,600 ชิ้น ถูกนำมาประกอบกันเป็นแผ่นโค้งในหลายรูปทรงเพื่อสื่อถึงผ้าใบเรือที่พองและลู่ไปตามแรงลมเป่า โดย Gehry ได้แรงบันดาลใจในการใช้โครงสร้างกระจก ทั้งจากงานสถาปัตยกรรมของ Grand Palais และเรือนกระจกที่เคยมีอยู่ในสวนที่อยู่ติดกับมิวเซี่ยมแห่งนี้ แนะนำให้จองและซื้อตั๋วเข้าชมล่วงหน้าที่ https://www.fondationlouisvuitton.fr/en.html ได้ตั๋วพร้อมไกด์แมปมาแล้ว ไปลุยกันเลยยยย ด้านชิ้นงานที่จัดแสดงก็น่าสนใจมากเช่นกัน ว่ากันว่าส่วนใหญ่เป็นคอลเล็คชั่นที่รวบรวมโดยบริษัท LVMH และงานที่ตัว Bernard Arnault ประธานบริษัท LVMH สะสมไว้เอง ซึ่งเน้นไปที่งานของศิลปินยุคใหม่ เช่นงานของ Jean-Michel Basquiat, Jeff Koons, Gilbert & George รวมถึงงาน Art Installations ที่ออกแบบมาเพื่อพิพิธภัณฑ์แห่งนี้โดยเฉพาะ เช่นงานของ Olafur Eliasson, Janet Cardiff, Adrián Villar Rojas เป็นต้น ช่วงที่เราไปกำลังมีนิทรรศการของ Jean-Michel Basquiat (ฌอง-มิเชล บาสกิยาต์) บอกได้เลยงานที่ดูเหมือนภาพวาดเด็กๆของเขานั้นไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เพราะเมื่อปี 2017 งานที่เขาวาดขึ้นเมื่ออายุ 21 ปี กลายเป็นชิ้นงานศิลปะที่สร้างขึ้นโดยศิลปินชาวอเมริกันที่มีราคาประมูลสูงที่สุดในโลก คือ 110.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้า Andy Warhol ไปอีกกกก บาสกิยาต์ เป็นศิลปินชาวอเมริกันเชื้อสายเฮติ-เปอร์โตริกันที่เกิดที่ Brooklyn นิวยอร์ค เฉกเช่นเดียวกับอัจริยะหลายๆคน เขาไม่เคยเข้าโรงเรียนอาร์ทเลย แต่เขาได้แรงบันดาลใจจากการเดินดูงานพิพิธภัณฑ์ศิลป์เหมือนเราๆนี่แหละ เขาชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก เขามักถ่ายทอดความรู้สึกเมื่อได้ฟังดนตรีที่พ่อของเขาเล่น ผ่านภาพวาดบนกระดาษที่พ่อเขาเอากลับมาจากสำนักงานบัญชีพ่อเขาที่ทำงานอยู่ ตอนเป็นเด็กเขาเคยต้องเข้าโรงพยาบาลจากอุบัติเหตุรถยนต์ แม่ของเขาได้เอาหนังสือ Gray's Anatomy ไปให้เขาอ่านเล่น แต่หนังสือเล่มนี้กลับจุดประกายความหลงไหลในโครงสร้างของร่างกายมนุษย์ในตัวเขา และสิ่งนี้ยังปรากฏอยู่ในงานหลายต่อหลายชิ้นของเขาในรูปแบบของทั้งกะโหลก สมอง และลำไส้ นอกจากในโลกศิลปะแล้ว งานของเขาได้ถูกนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆมากมายตั้งแต่แก้วกาแฟ ไปจนถึงรองเท่า Reebok และไม่นานมานี้ก็ทาง COMME DES GARÇONS SHIRT ก็ได้หยิบผลงานชิ้นเด่นๆของเขาไปดีไซน์ร่วมกับคอลแล็กชั่นของกอมฯเองด้วย เดินมาเรื่อยๆก็จะพบกับโซนงานนิทรรศการเกี่ยวกับ Frank Gehry ผู้ออกแบบอาคารสุดล้ำแห่งนี้ ใครจะไปเดาออกว่า ลายเส้นยุ่งๆแบบนี้ จะแปลงร่างกลายมาเป็นอาคารทรงสำเภาเลอค่าแบบนี้ได้ เมื่อเดินขึ้นไปเรื่อยๆถึงชั้นดาดฟ้า เราจะพบกับระเบียงสีขาวที่ลดหลั่นกันอย่างสวยงามและมีชั้นเชิง บนดาดฟ้านี้มีทั้งงาน installation เท่ๆ รวมไปถึงร้านกาแฟและของทานเล่นอีกด้วย เราแวะพักเหนื่อยกันที่ร้านกาแฟ The Beans on Fire ตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้าของอาคาร FLV ที่นี่มีห้องอาหาร Le Frank บริเวณชั้น 1 ด้วยน้า ส่วนการเดินทางมาที่นี่ไม่ยากครับ ให้นั่งรถไฟใต้ดิน สาย 1 แล้วมาลงที่สถานี Les Sablons จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 10 นาทีก็จะถึง Fondation Louis Vuitton Facebook/Instagram: @hoparound.co Youtube: @hoparound.co Website www.hoparound.co #LetsHoparoundPARIS #LetsHoparound #FondationLouisVuitton #Travel #Paris #ริวิวFondationLouisVuitton #ริวิวพิพิธภัณฑ์ในปารีส #เที่ยวปารีส #ที่เที่ยวปารีส #เที่ยวปารีสด้วยตัวเอง #ปารีส #หลุยส์วิตตอง #รวมพิพิธภัณฑ์ในปารีส #พิพิธภัณฑ์ #เที่ยวปารีสด้วยตัวเอง
- High on art in Paris เสพศิลป์พิพิธภัณฑ์ในกรุงปารีส
เสพศิลป์ in Paris เค้าว่ากันว่า "you are what you eat" คุณเสพอะไรคุณก็เป็นแบบนั้น คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ Paris จะเป็นถิ่นกำเนิดของความสวยความงามต่างๆมากมาย ทั้งที่ทรงคุณค่าอยู่ในพิพิธภัณฑ์ และทรงมูลค่าอยู่ในตลาดของผู้บริโภค เราอยากรู้ว่า Paris เสพอะไรกันเข้าไป ถึงมีการสร้างสรรค์อันเลอค่ากันมากมายขนาดนั้น เราเดาเอาเองว่านอกจากบาเก็ตต์ หอยทาก และฟัวกราส์แล้ว ศิลปะน่าจะเป็นสิ่งที่มีอณูฟุ้งอวลอยู่ทั่วเมือง จนทำให้ชาวปารีเซียงต้องรับมันเข้ากระแสเลือดไม่มากก็น้อยอยู่แล้ว กระนั้น Paris ก็ยังมีแหล่งงานศิลปะให้เสพกันในโดสที่เข้มข้นขึ้นไปอีกในหลาก style หลาย level ว่ากันว่าทั้งเมืองมีรวมกันกว่า 130 มิวเซี่ยมเลยทีเดียว วันนี้เราจะพาคุณ #hop ไปรับศิลปะเข้าเส้นกันให้จุใจกันที่ Musuem และ Gallery ใน Paris ที่เราเลือกมาแล้วว่าดี..ดี๊..ดี.. บอกใบ้ไว้นิดตั้งแต่ต้นเลยละกันว่า ถ้าเพื่อนๆ #hopsters สนใจจะเข้าชมที่ไหน ควรอย่างยิ่งที่จะจองออนไลน์ล่วงหน้า เพราะอาจต้องรอเป็นชั่วโมง หรือไม่ก็อดชม ครั้งนี้เราใช้บัตร museum pass แบบ 4 วัน คุ้มมาก เพราะครอบคลุมกว่า 50 แห่งทั่วปารีสและรอบๆเลย บางที่ก็ไม่ต้องต่อแถวยาวๆนะ แล้วก็ประหยัดด้วย รายละเอียดการซื้อบัตร ตามลิงค์ไปเลย www.parismuseumpass.co Musée du Louvre (มิวเซ่ ดู ลูฟร์) ที่สุดแห่งอภิมหามิวเซี่ยมของโลก ไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ นอกจากปิรามิดกระจกสุด iconic ด้านหน้าอาคาร และขนาดพื้นที่ที่ใหญ่โตโอ่อ่ายิ่งกว่ามิวเซี่ยมใดๆในปฐพีแล้ว สิ่งที่จัดแสดงอยู่ในมิวเซี่ยมที่อายุกว่า 226 ปีแห่งนี้ยังมีมากกว่า 400,000 ชิ้น ทั้งวัตถุโบราณและงานศิลปะทุกแขนง Location: https://goo.gl/maps/fqNkTUFfM8vca8Ui6 ว่ากันว่าถ้าเราเดินดูงานทุกชิ้น ติดต่อกันทุกวันๆละ 8 ชั่วโมง ใช้เวลา 3 เดือนก็ยังไม่น่าจะครบ และในปี 2018 Louvre ก็ได้ทำลายสถิติโลก โดยเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีคนเข้าชมมากที่สุดในรอบ 1 ปี (10.2 ล้านคน) หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตัวเลขพุ่งสูงกว่าปีก่อนหน้าถึง 25% ก็น่าจะมาจาก MV เพลง Apeshit ของ The Carters (Beyoncé และ Jay-Z) ที่ยกกองมาถ่ายทำกันที่นี่ นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการเปิดกว้างให้วัฒนธรรมป๊อบในยุคปัจจุบันช่วยส่งเสริมงานศิลป์ระดับตำนานของโลก ซุปเปอร์สตาร์หมายเลข 1 ในบรรดางานศิลปะชิ้นสำคัญๆของโลกที่วางแสดงอยู่นับไม่ถ้วนในลูฟร์ น่าจะเป็นรูป Mona Lisa ต้นฉบับโดยฝีแปรงของ Leonardo da Vinci เพราะนางโดนรุมล้อมมากที่สุดมาทุกยุคทุกสมัย ชาวฝรั่งเศสเรียกรูปนี้ว่า La Joconde (ลา โจกนด์) แปลว่า นางผู้เป็นสุข จริงๆแล้ว Mona Lisa ก็มีประวัติลึกลับน่าสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นที่มาของรูป ใครคือผู้หญิงในรูปกันแน่ มาอยู่ที่ฝรั่งเศสได้ยังไง (ทั้งที่เป็นงานของศิลปินชาวอิตาลี) รวมไปถึงการที่มีคนค้นพบภาพวาดที่มีลักษณะแทบจะเหมือนกันเป๊ะอีก 1 รูปและมีการพิสูจน์แล้วว่าทั้ง 2 รูปเป็นงานในยุคเดียวกันอีกต่างหาก ปิรามิดแก้วที่เป็นอีกหนึ่ง Landmark ของ Paris นี้ออกแบบโดย I.M.Pei สถาปนิกชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ที่แรกๆก็ถูกต่อต้านอย่างมาก ทั้งตัวคนออกแบบและผลงานของเค้า แต่กาลเวลาก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์นั้นการเปิดรับย่อมให้ผลดีกว่าการปิดกั้นเสมอ Palais de Tokyo Musée D’art Moderne (ปาเลส์ เดอ โตกิโย) และ (มูเซ่ ดาร์ท โมแดร์น) “วังแห่งโตเกียว” ชื่ออาจจะชวนให้เดาว่าสถานที่แห่งนี้ต้องเป็นการร่วมมือกันระหว่างฝรั่งเศสและญี่ปุ่นแน่ๆเลย แท้ที่จริงแล้วชื่อนี้ได้มาจากชื่อถนนที่คั่นระหว่างอาคารแนว Art Deco แห่งนี้กับแม่น้ำ Seine ซึ่งแต่ก่อนถนนสายนี้มีชื่อว่า Quai de Tokio แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Avenue de New York Location: https://goo.gl/maps/V4xdDenhC9G9FqjY6 ตึกสวยขนาดใหญ่แห่งนี้แบ่งเป็น 2 ปีก โดยปีกฝั่งตะวันออกเป็นทรัพย์สินของนครปารีส มีชื่อว่า Musée D’art Moderne จัดแสดงงานศิลปะสมัยใหม่ที่หมุนเวียนกันไป ในโลกศิลปะคำว่า Modern Art นั้น หมายถึงงานศิลป์ที่สร้างขึ้นระหว่างปี 1860s-1960s น้าาา อย่าแปลตรงๆตัวแล้วคิดว่าเป็นงานยุคปัจจุบันล่ะ ถ้าเป็นงานศิลป์ยุคหลังจากนั้นมาจนถึงปัจจุบันจะใช้คำว่า Contemporary Art นะครับ การจัดวางของมิวเซี่ยมนี้จะไม่หวือหวาเหมือนอีกฝั่ง เดินง่ายๆให้อารมณ์เป็นผู้ใหญ่กว่า Palais de Tokyo (ปาเลส์ เดอ โตกิโย) อีกปีกของอาคาร (ปีกตะวันตก) นั้นเป็นของรัฐ บริหารจัดการภายใต้ชื่อ Palais de Tokyo/Site de création contemporaine ซึ่งปีกนี้จะฮิปและวัยรุ่นกว่ามาก (เหมาะกับวัยเรามากกว่าแหละ 555) ที่นี่คือมิวเซี่ยม Contemporary Art ที่ใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศส มีงาน conceptual installations มากมายที่ผลัดกันมาจัดแสดงในโซนต่างๆ และถ้าหากเลี่ยนงานอาร์ทก็ยังมีร้านหนังสือ/ของฝากให้ช้อปกันเพลิน และยังมีคาเฟ่/ร้านอาหารเท่ๆถึง 3 ร้าน ที่น่าสนใจคือมีผับที่ชื่อว่า The Yoyo ให้มาปาร์ตี้กันได้ด้วย แต่ต้องเช็คเวลากันดีๆก่อนนะ เพราะนางเปิดปิดไม่เป็นเวลา Location: https://goo.gl/maps/V4xdDenhC9G9FqjY6 งานที่จัดแสดงอยู่ ธีมคือ "ลอยอยู่กลางอากาศ" โดย Tomás Saraceno: ON AIR นี่ก็อีกงานที่เท่มาก ต้องต่อคิวเพื่อเราบุกเข้าไปในดงเส้นเคเบิ้ลที่ขึงเอาไว้กลางอากาศอย่างสวยงามตามแนว Abstract เมื่อได้เข้าไปแล้วจะจับต้องงานหรือจะถ่ายรูปก็ตามสบาย ถ้าเอานิ้วไปดีดเส้นสายเหล่านี้ก็จะเกิดเป็นเสียงดนตรีของแต่ละเส้นเลย โซนนี้ว่าด้วยงานผ้าร่ม งานบอลลูนต่างๆ ร้านหนังสือก็คือดีมากกกกกก มีหนังสือเป็นพันเป็นหมื่นเล่มที่เกี่ยวกับงานออกแบบทุกแขนงเลย ถุงผ้า ของเล็กๆก็มีนะ Centre Pompidou (ซองเทรอ ปอมปิดู) พิพิธภัณฑ์ Modern Art ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ได้ชื่อมาจากประธานาธิบดี Georges Pompidou เพราะเริ่มก่อสร้างในสมัยของเขาในยุค 70s Location: https://goo.gl/maps/GdLeDraLQvGPPtzD7 อาคารที่มีโฉมหน้าสะดุดตาแห่งนี้ถูกออกแบบตามคอนเส็ปต์ “Inside-Out” ที่เอาระบบท่อต่างๆที่ควรจะถูกซ่อนไว้ด้านในออกมาอวดลวดลายและสีสันอยู่ด้านนอก โดยพระเอกที่ถูกเอาออกมาโชว์อยู่ด้านหน้าตึกก็คงจะหนีไม่พ้นอุโมงค์บันไดเลื่อนที่พาดผ่านกลางอาคารจากมุมล่างซ้ายขึ้นไปจนถึงมุมบนขวาเลยทีเดียว เดาเอาเองว่าดีไซน์นี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับงานบันไดเลื่อนหน้าห้าง Central World ของเรา และรวมถึงตึก Fortune Town ที่แยกพระราม 9 ด้วย Centre Pompidou สูง 10 ชั้น แบ่งเป็น 3 โซนใหญ่ๆ คือ 1) ห้องสมุดสาธารณะ 2) พิพิธภัณฑ์ Modern Art ที่มีพื้นที่เกือบ 20,000 ตารางเมตร และ 3) ศูนย์วิจัยดนตรีและการได้ยิน ชิ้นงานระดับ Master Piece กว่า 100,000 ชิ้นที่จัดแสดงอยู่ภายในนั้นเดินดูได้หลายวันก็ยังไม่หมด ไม่ว่าจะเป็นเพ้นท์ติ้งชั้นครูของ Picasso, Mondrian, Matisse ฯลฯ หรืองานล้ำๆในยุคใหม่ขึ้นมาของ Andy Warhol, Yves Klein, Olafur Eliasson ฯลฯ กระทั่งงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ต่างๆโดย Philippe Starck, Alvar Aalto หรือ Jean Prouvé Jean Dubuffet Jardin d'Hiver นอกจากนี้ชั้นบนยังมีร้านอาหารวิวงาม "Restaurant Georges" และร้านขายหนังสือ/ของที่ระลึกเก๋ๆด้วย Musée d'Orsay (มิวเซ่ ดอร์เซย์) จากสถานีรถไฟที่มีสถาปัตยกรรมวิจิตรงดงามตามสไตล์ Beaux-Art (โบซารท์) อายุกว่า 120 ปี ที่เกือบจะถูกทำลายทิ้ง กลับกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์อันเลอค่าซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1986 และเน้นจัดแสดงงานศิลป์สัญชาติฝรั่งเศสเป็นหลัก Location: https://goo.gl/maps/9R2kGGcWFsqcLyQP8 แต่เดิมนั้น มิวเซ่ ดอร์เซย์ ถูกวางตำแหน่งมาให้เติมเต็มช่องว่างระหว่าง Louvre ที่จัดแสดงงานระดับตำนานประวัติศาสตร์โลก และ Centre Pompidou ที่เน้นงานยุคใหม่ ที่นี่จึงเป็นที่เน้นงานศิลป์ในยุคกลางเก่ากลางใหม่ในช่วงปี 1848-1914 และเป็นแหล่งรวมผลงานแนว Impressionism และ Post-Impressionism ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากใครชอบฝีแปรงที่ถ่ายทอดความงดงามชวนฝันของสีสันและแสงตกสะท้อนเช่นเดียวกับเรา รับรองว่าคุณจะต้องตกหลุมรักงานที่จัดแสดงอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน งาน master piece ของ ทั้ง Monet, Manet, Renoir, Cézanne, Seurat และ Van Gogh ต่างก็ถูกนำมาให้เราได้ยลโฉมเป็นบุญตากันที่นี่ เสน่ห์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ที่ความลงตัวในเรื่องของขนาดพื้นที่ที่ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป สถาปัตยกรรมอันทรงเสน่ห์ของตัวอาคาร และงานศิลป์ที่งดงามจนน้ำตาซึม อ่อ! อีกอย่าง บนชั้น 5 ของที่นี่ยังมีมุมถ่ายรูปยอดฮิตที่มีนาฬิกาขนาดยักษ์เป็นแบ็คกราวนด์เก๋ๆให้ด้วยนะ นาฬิกาลวดลายวิจิตรขนาดยักษ์นั้นเป็นหนึ่งเอกลักษณ์ของมิวเซี่ยมแห่งนี้ คงเพราะเคยเป็นสถานีรถไฟมาก่อน เมื่อ Vincent van Gogh วาดรูปตัวเอง เรามากินมื้อเที่ยงกันที่นี่ ...ร้านอาหารในพิพิธภัณฑ์มี 2 ร้าน ในรูปคือ Restaurant du Musée d'Orsay และอีกที่ก็คือ Café Campana ที่ต่างก็มีอินทีเรียร์ที่ช่างเว่อร์วังอลังการ จนเราลืมสนใจรสชาติอาหารไปเลย Musée de l'Orangerie (มิวเซ่ เดอ ลอรองเจอรี่) Orangerie แปลว่าโรงเรือนสำหรับปลูกต้นส้ม ซึ่งชื่อก็บอกตรงตัวเลยว่าก่อนที่กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างในปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ที่ใช้ในการปลูกต้นส้มมาก่อน Location: https://goo.gl/maps/gfRarc3PBea8B9fc9 ไฮไลท์ของที่นี่คือห้องที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อจัดแสดงภาพวาดระดับตำนานในซีรี่ส์ “Nymphéas” (หรือ “Water Lilies” ในภาษาอังกฤษ) ของ Claude Monet ปรมาจารย์ศิลปะแนว Impressionism โดยเฉพาะ มีผู้ที่ศึกษางานของ Monet กล่าวว่า สิ่งที่ Monet ระบายลงไปไม่ใช่แค่รูปดอกบัวในบึงเท่านั้น แต่เขาได้บันทึกการเต้นระบำของแสงลงไปในภาพผ่านฝีแปรงอัจริยะของเขา และเราก็เห็นด้วยตามนั้น โปรเจ็คท์พิเศษนี้เริ่มต้นในปี 1922 เมื่อ Monet เสนอตัวบริจาคงานจิตรกรรมฝาผนังให้กับรัฐเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับการสิ้นสุดลงของสงครามโลกครั้งที่ 1 และเป็นที่ปรึกษาให้กับการออกแบบพื้นที่จัดแสดงด้วยตัวเองโดยตั้งใจจะติดตั้งภาพเขียนแบบพาโนรามาลงบนผนังโค้งของผนังอาคารทรงรีและเน้นใช้แสงธรรมชาติซึ่ง Monet เชื่อว่าเหมาะกับการชมภาพวาดของเขามากที่สุด แต่สุดท้ายฮีกลับหวงงานไม่ยอมปล่อยภาพของตัวเองออกมาให้ทีมงานติดตั้ง จนกระทั่งฮีเสียชีวิตลงเมื่อปลายปี 1926 ภาพบัวในบึงพาโนรามาโค้งขนาดใหญ่ทั้งหมด 8 ภาพ จึงได้ถูกนำมาติดตั้งให้สาธารณชนได้ชมที่นี่ในช่วงต้นปีถัดมา ที่จริงแล้วภาพในซีรี่ส์ Nymphéas (นีมเฟอาส) นี้ เป็นภาพจิตรกรรมรูปบัวในสระที่บ้านของ Monet เอง ซึ่งเขาได้ใช้พู่กันบันทึกรูปดอกบัวและน้ำในสภาพแสงต่างๆไว้กว่า 250 ภาพลงบนผืนผ้าใบหลายขนาด และทั้ง 250 ภาพนี้ก็กระจายตัวอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆทั่วโลก แต่ทั้ง 8 ภาพไซส์ใหญ่พิเศษที่ Musée de l'Orangerie แห่งนี้เป็นงานที่ Monet ดีไซน์มาให้เหมาะกับสถานที่จัดแสดงโดยเฉพาะ จึงน่าจะนับได้ว่าเป็นหนึ่งในงานชิ้นโบว์แดงที่สุดของเขา และเราก็ไม่สามารถหาชมได้จากที่อื่น ใช่ว่าที่ Orangerie จะมีแค่ผลงานของ Monet นะครับ มิวเซี่ยมแห่งนี้ยังมีงานที่สำคัญจากศิลปินชั้นครูท่านอื่นๆอีกมากมาย เช่น Henri Matisse, Amedeo Modigliani, Pablo Picasso, Pierre-Auguste Renoir, Henri Rousseau เป็นต้น รวมถึงงานจัดแสดงชั่วคราวของศิลปินจากอีกหลายยุคหลายประเทศที่สลับสับเปลี่ยนมาให้ชมกัน ในรูปคืองานชุด “The Cruel Stories of Paula Rego” โดย Paula Rego ศิลปินชาวโปรตุเกส ที่ถูกนำมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการชั่วคราว ณ ตอนที่เราไป Lafayette Anticipations (ลาฟาเย็ตต์ อองติซิปาซิยง) สร้างขึ้นโดยมูลนิธิของห้างดังอย่าง Galeries Lafayette เราสะดุดตาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นโลโก้ที่หน้าเว็ป เพราะมันช่างถูกจริตเราเหลือเกิน ที่นี่เป็นเหมือนมิวเซี่ยมเล็กๆแต่เท่มากๆ เน้นงาน contemporary art งานดีไซน์และแฟชั่น ตลอดจนงานสร้างสรรค์เชิงทดลองต่างๆจากศิลปินทั่วโลก ค่าเข้า Exhibitions : free admission Events : from 5 to 15 € เปิด 11:00–19:00 ทุกวันและปิดวันอังคาร Location: https://goo.gl/maps/ramg8DG88oXqziWr5 งาน Contemporary Art ภายใน Lafayette Anticipations ความดีงามที่เอ็กซ์ตร้าไปอีกก็คือที่นี่มีคาเฟ่เฮลตี้จากร้านมังสวิรัติชื่อดังอย่าง Wild and the Moon มาเปิดอยู่ด้วย ส่วนทางออกอีกทางจะเป็นโซน Gift Shop เล็กๆ มีของที่ทั้งสวยดีไซน์เจ๋ง เก๋ เท่ น่ารักเยอะแยะไปหมดเลย ให้ทายซิว่าเสียเงินมั้ย 55555 Galerie Perrotin (กาเลอรี่ แปร์โรตัง) เป็นห้องแสดงงานศิลปะในย่าน Le Marais สุดฮิป ที่นี่เขาจะผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนงานของศิลปินดังๆระดับโลกมาโชว์ให้ดูฟรีกันตลอดทุกปี ที่นี่เข้าฟรีนะ เปิด 11:00–19:00 ทุกวันและปิดเฉพาะวันจันทร์ อังคาร Location: https://goo.gl/maps/cJJ9r3BKQkfNgJoV8 ตอนที่เราไปกัน มรการจัดแสดงผลงานของ ELMGREEN & DRAGSET (เอ็ล์มกรีน แอนด์ แดรกเซ็ท) ใครนึกไม่ออกให้นึกถึงงาน Bangkok Art Binale เค้าก็มาตั้งผลงานสระของเขาที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยนะ งานของเค้าจะจำง่ายก็คือ ประติมากรรมจัดวางสระน้ำแนวตั้ง ซึ่งเค้าทั้งสองคนก็ได้สร้างการนำเสนองานศิลปะรูปแบบใหม่ที่จะให้ผู้ชมมีประสบการณ์ร่วมกับงานของเค้า Gagosian Gallery (กาโกเซี่ยน แกเลอรี่) Gagosian เป็นเครือข่ายแกลอรี่ศิลปะที่มีอยู่ 17 สาขาทั่วโลก และปารีสก็เป็นหนึ่งในนั้น แกเลอรี่ Gagosian นั้นโฟกัสที่งานศิลปะสมัยใหม่ที่ค่อนข้าง conceptual และ progressive ถ้าใครเดินเล่นอยู่แถวๆสถานี Franklin D. Roosevelt บนถนน Avenue des Champs-Élysées ก็แวะเข้าไปเยี่ยมชมกันได้เลย ที่นี่มักจะมีงานล้ำๆให้ชมกันได้ฟรีๆเลยน้า Location: https://goo.gl/maps/nrNn9NgEMxBwNyiV ช่วงที่เราไปเป็นการ Exhibition ในชื่อ SEXE, RELIGION, POLITIQUE (เซ็กส์ ศาสนา และการเมือง) โดยศิลปินนามว่า Albert Oehlen เป็นไงกันบ้างครับ เสพแล้วก็ save แรงบันดาลใจเอาไว้ในใจด้วยนะครับ อย่าลืมว่า you are what you eat หากเราเสพสิ่งที่สวยงาม เราก็จะกลายเป็นความสวยงามนั้น ใครจะไปรู้ว่างานศิลป์ที่คุณเสพเข้าไปในวันนี้ อาจจะกลายเป็นวัตถุดิบให้กับผลงานที่คุณสร้างขึ้นสักวันหนึ่งในอนาคตก็ได้ ขอบคุณที่ #hop ไปกับเราครับ Facebook/Instagram: @hoparound.co Youtube: @hoparound.co Website www.hoparound.co #LetsHoparoundPARIS #LetsHoparound #FondationLouisVuitton #Travel #Paris #Musuem #Gallery #ริวิวพิพิธภัณฑ์ในปารีส #เที่ยวปารีส #ที่เที่ยวปารีส #เที่ยวปารีสด้วยตัวเอง #ปารีส #หลุยส์วิตตอง #รวมพิพิธภัณฑ์ในปารีส #พิพิธภัณฑ์ #เที่ยวปารีสด้วยตัวเอง #GagosianGallery #LafayetteAnticipations #GaleriePerrotin #MuséedelOrangerie #MuséedOrsay #CentrePompidou #PalaisdeTokyo #MuséeDartModerne #MuséeduLouvre












