Search Results
128 results found with an empty search
- เชียงแสน...เมืองแสนสุข Chiang Sean เที่ยวเชียงแสนกับ Hoparound.co
เชียงแสน...เมืองแสนสุข คุณเคยตกหลุมรักสถานที่บางแห่งโดยไม่คาดคิดมาก่อนมั้ย เชียงแสนก็เป็นสถานที่แบบนั้นแหละ เป็นเวลากว่าพันปีที่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงสุดงดงามแห่งนี้ได้เป็นแหล่งอารยธรรมอันอุดมสมบูรณ์ และเป็นศูนย์กลางความเจริญที่เปลี่ยนผ่านมาหลายยุคสมัยตั้งแต่ก่อนจะมีประเทศไทยเสียอีก หากไม่มีการเผาทำลายเมืองเชียงแสนในสมัยรัชกาลที่ 1 เพื่อป้องกันไม่ให้พม่าใช้เป็นฐานทัพ ความรุ่งโรจน์ที่เก่าแก่และแท้จริงของเชียงแสนก็คงจะโดดเด่นไม่แพ้เมืองเด่นใดๆในโลกเลย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม วันนี้เชียงแสนก็ได้กลายมาเป็นเมืองเล็กๆทว่าสง่างาม สงบเงียบ และเรียบง่ายด้วยวิถีชีวิตของผู้คนที่เจือไปด้วย ”ความขลัง” ในบรรยากาศ สิ่งปลูกสร้างโบราณเกือบร้อยแห่ง มีอายุตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันปีนั้นยังกระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ยิ่งเราได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง เรายิ่งหลงรักเชียงแสนประหนึ่ง love at first sight มาเถอะเพื่อนๆ มา #Hop ไปต้องมนต์เสน่ห์ของเชียงแสนพร้อมๆกันกับเรา ทริปนี้เรานอนที่ Athita The Hidden Resort Chiang Saen บูทีคโฮเท็ลที่เพิ่งเปิดใหม่ได้ไม่นาน สรุปให้ฟังก่อนเลยที่นี่เป็นหนึ่งในโรงแรมที่เราประทับใจที่สุดตั้งแต่เคยไปนอนมา ไม่ว่าจะด้วยความเป็นส่วนตัว (โรงแรมมีห้องพักทั้งสิ้นเพียง 9 ห้อง) การดีไซน์ตัวโรงแรมที่สื่อถึงคาแร็คเตอร์ของเชียงแสนและเชื่อมโยงเข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ประวัติความเป็นมาของทำเลที่ตั้งที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ “วัดอาทิต้นแก้ว” วัดใหญ่เก่าแก่อายุกว่า 500 ปี (ฟังดูน่ากลัวแต่ของจริงไม่เลย ดูสง่างามมากกว่า) และเป็นที่มาของชื่อ “อาทิตา” ด้วย รวมไปถึงอาหารอร่อยๆและการบริการของพนักงานที่ใส่ใจพอเหมาะพอเจาะกำลังดี ที่สำคัญทางโรงแรมยังมีกิจกรรมท้องถิ่นให้เราเลือกเข้าร่วมกันอีกด้วย Location: https://g.page/AthitaHotel?share ร่วมกิจกรรมชุมชนที่บ้านฮอมผญ๋า หลังจากที่เช็คอินเข้าห้องพัก ล้างหน้าล้างตาและสำรวจโรงแรมเรียบร้อยแล้ว เราก็เลือกจักรยานไปปั่นชมเมืองกันคนละคัน พร้อมกับจะได้ขี่ไปทำกิจกรรมที่ทางโรงแรมช่วยจองเอาไว้ให้เลยทีเดียว กิจกรรมที่เราเลือกทำก็คือพิมพ์ผ้าด้วยใบไม้ และนวดแบบ “ย่ำขาง” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาล้านนาที่ใช้เท้าชุบน้ำสมุนไพรหรือน้ำมันแล้วนำมาถูกับแผ่นเหล็กเผาไฟ จากนั้นก็นำมาเหยียบรีดเส้นคล้ายกับการใช้ลูกประคบ ปั่นชมเมืองได้ไม่นาน ก็เมื่อมาถึง “บ้านฮอมผญ๋า” สถานที่ที่เราจะมาทำกิจกรรมกัน เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพี่วัฒน์และพี่หวาน คู่สามีภรรยาเจ้าบ้านที่น่ารัก เราแนะนำตัวกันและพี่ๆทั้งสองก็ผลัดกันเล่าเรื่องความเป็นมาของเชียงแสนให้เราฟัง ซึ่งน่าสนใจเกินคาดมาก เชียงแสนเป็นเมืองที่มีความเป็นมายาวนาน บ้างก็ว่าถึง 3,000 ปี ก่อนพุทธกาลเสียอีก พี่วัฒน์เล่าให้ฟังว่ากษัตริย์บางองค์ในอดีตนั้นเคยพบพระพุทธเจ้าด้วย อาณาจักรที่เคยเจริญรุ่งเรืองบริเวณเชียงแสนในปัจจุบันก็เช่น นครสุวรรณโคมคำ อาณาจักรหิรัญนครเงินยาง โยนก-เชียงแสน ล้านนา เป็นต้น จนหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ก็บอกได้ไม่ชัดเจน เหลือแต่เพียงตำนานเรื่องเล่า และบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ต้องค้นคว้ากันต่อไป ทำความรู้จักกับความเป็นมาของเชียงแสนไปพอหอมปากหอมคอแล้ว พี่วัฒน์กับพี่หวานก็จัดแจงเตรียมอุปกรณ์เพื่อให้เราพิมพ์ผ้าด้วยใบไม้ท้องถิ่นซึ่งมีใบสักเป็นหลัก หลังจากที่เราเรียงใบไม้บนผ้าจนถูกใจแล้ว พี่วัฒน์ก็เอาแผ่นพลาสติกมาคลุมอีกชั้น และแจกค้อนไม้ขนาดถนัดมือมาให้เราจรรจงทุบเพื่อให้ลายของใบไม้ติดไปบนผ้า ถ้าทุบเบาไปสีก็จะไม่ติด ทุบแรงไปใบไม้ก็จะช้ำและทำให้ลายเลือน ทุบกันจนเมื่อยแล้ว พี่หวานก็เตรียมเอาผ้าไปนึ่งและผ่านกระบวนการอื่นๆต่อไป นวดย่ำขาง แบบพื้นบ้านล้านนา ณ โฮงฮอมผญ๋า ระหว่างนี้ เราก็ทยอยเปลี่ยนชุดเพื่อเริ่ม session การนวดแบบย่ำขางโดยพี่วัฒน์จะเป็น therapist นวดให้เรา แรกๆเห็นเตาแล้วเราก็แอบเสียวแทน โดยเฉพาะบางจังหวะที่ไฟลุกขึ้นฟู่อย่างกับมีใครผัดผักบุ้งไฟแดงทีเดียว แต่พอเวลาผ่านไปแค่แป๊บเดียวเราก็เริ่มผ่อนคลายพร้อมที่จะได้รับการบำบัดต่อไป ขณะนวดเราก็พูดคุยกันต่อถึงเกร็ดความรู้ และเรื่องราวชีวิตของแต่ละคน จนได้รู้ว่าพี่วัฒน์นั้นถนัดดูดวงและดูชื่อตามหลักทักษาด้วย เราก็เลยจัด session ดูดวงกันต่อเลย 555 กว่าจะกลับถึงห้องพักก็มืดพอดี เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการทำบุญตักบาตรหน้าวัดอาทิต้นแก้ว วันรุ่งขึ้นเราก็ให้ทางโรงแรมช่วยจัดเซ็ตตักบาตรไว้ ตื่นกันมาเตรียมตัวกันตั้งแต่ 6 โมงเช้า ทางโรงแรมก็จัดให้พนักงานพาเราเดินผ่านวัดอาทิต้นแก้วไปยังถนนอีกฝั่งเพื่อรอพระ เมื่อตักบาตรเสร็จแล้ว เราก็ขอให้ทางโรงแรมเตรียมเบรคฟัสต์ให้เลย เพราะเราอยากจะออกไปปั่นจักรยานเก็บภาพรอบเมืองอีกครั้ง ขอบอกว่าอาหารอร่อยมาก โดยเฉพาะข้าวต้มกระดูกหมูที่ให้เครื่องมาเยอะมาก ได้ใจไปเต็มๆ ปั่นจักรยานทัวร์รอบเมืองเชียงแสน กำลังจะกินอาหารเช้าเสร็จ บังเอิญพี่วัฒน์กับพี่หวานก็เอาผ้าที่เราพิมพ์ไว้มาส่งให้ที่โรงแรม พอรู้ว่าเราจะออกไปปั่นจักรยานกันก็เลยอาสาสมัครเป็นไกด์ให้ด้วย ทริปรอบเมืองของเราในเช้าวันนี้จึงน่าสนใจขึ้นกว่าเดิมไปอีก มากไปกว่านั้นยังมีการซื้อของกินท้องถิ่นจากตลาดมาเลี้ยงเราด้วย ต้องขอบคุณมา ณ ที่นี้อีกครั้งด้วยนะครับ ใจดีกันมากๆเลย บรรยากาศริมฝั่งแม่น้ำโขง ยิ่งได้ชมเมือง ก็ยิ่งตกหลุมรักเชียงแสน ทั้งบ้านเมืองที่มีซากอารยธรรมเก่าๆ แซมอยู่ทั่วเมือง และวิวธรรมชาติที่สวยงามมาก จุดนี้เป็นพื้นที่ราบที่อุดมสมบูรณ์ เพราะมีแม่น้ำสายใหญ่อย่างแม่น้ำโขงไหลผ่าน และมีภูเขาโอบล้อมรอบเป็นฉากหลังทั้งทางฝั่งไทยและลาว เรียกได้ว่าเป็นทำเลที่เหมาะสมกับการอาศัยและทำกินสุดๆ เราเข้าใจได้ไม่ยากเลยว่าทำไมคนในยุคโบราณจึงมักจะเลือกที่นี่เป็นทำเลในการตั้งรกราก ประตูเมืองเชียงแสน Location: https://goo.gl/maps/xYApkjMx6NpdG5jM9 เดินเล่นตลาดเช้าของเชียงแสน ตลาดชุมชนของชาวเชียงแสนที่มีของกินท้องถิ่นมากมาย เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ที่ย่างอยู่บนเตาเป็น "ข้าวปุกงา" คือข้าวเหนียวตำคลุกกับงาขี้ม่อนห่อด้วยใบตองแล้วนำไปปิ้ง มีให้กินเฉพาะช่วงต้นฤดูหนาวเท่านั้น Location: https://goo.gl/maps/9ogijs3NEKWgQAPz6 วัดพระธาตุเจดีย์หลวง Location: https://goo.gl/maps/JPHjzB4GpYTnkFNU6 วัดป่าสัก เจย์ดีโบราณที่คงสภาพสมบูรณ์ที่สุด โดดเด่นด้วยการรวมศิลปะหลายแบบเข้าด้วยกัน ทั้ง จีน ขอม พม่า สุโขทัย สะท้อนถึงความเป็นศูนย์กลางความเจริญที่ส่งผ่านมาหลายยุค หลายสมัย หลายเชื้อชาติของเชียงแสน Location: https://goo.gl/maps/H4ipMZ5zppbu6bFY6 วัดร้อยข้อ Location: https://goo.gl/maps/bUWfHAzSr3Zi34RR6 แวะชิลในสระว่ายน้ำที่โรงแรมอทิตาก่อนจะเช็คเอ้าท์ เรากลับมาพักผ่อนที่โรงแรมก่อนจะเช็คเอ้าท์ เราลงว่ายน้ำในสระระบบน้ำเกลือสีฟ้าอ่อนตัดกับสีน้ำตาลของอิฐปั้นมือสวยงามมาก เราใช้พลังงานไปกับกิจกรรมช่วงเช้าจนเกือบหมด รู้ตัวอีกทีก็หิวอีกแล้ว ก่อนเช็คเอ้าท์เราจึงตัดสินใจกินมื้อกลางวันที่โรงแรมอีกรอบ เพราะติดใจในรสมือมาจากมื้อเช้า แล้วก็ไม่ผิดหวังเลย เราชอบข้าวจิ๊นเมิน (ข้าวเนื้อตุ๋นสไตล์เหนือ) มากเป็นพิเศษ เพราะเนื้อนุ่มละลาย แถมหอมกลิ่นเครื่องเทศกำลังดีเลย มาเชียงแสนคราวนี้อิ่มทั้งบุญ อิ่มทั้งท้อง สุขทั้งกาย สุขทั้งใจ จนเริ่มเสพติด vibe แบบนี้และอยากจะมาเที่ยวบ่อยๆ ที่สำคัญคือเริ่มลังเลไม่อยากจะบอกให้ใครรู้เยอะ เพราะกลัวว่านักท่องเที่ยวจะมาทำให้เสน่ห์ของที่นี่เปลี่ยนไป แต่ก็อย่างว่าแหละ แฟนเพจของ hoparound.co น่ารักกันอยู่แล้ว เราก็ต้องแบ่งปันกันสิเนอะ เอาเป็นว่าถ้าใครได้ไปเชียงแสนแล้วติดใจเหมือนเรา ก็ช่วยๆกันทะนุถนอมกันหน่อยน้าาาา . FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #LetsHoparound #ChiangSaen #LetsHoparoundChiangSaen #LetshoparoundThailand #Travel
- Phulay Bay, a Ritz-Carlton Reserve ภูเลเบย์ อะริทซ์ คาร์ลตัน รีเสิร์ฟ
Phulay Bay The World’s First Ritz-Carlton Reserve ภูเลเบย์ อะ ริตซ์-คาร์ลตัน รีเสิร์ฟ บอกเลยว่าที่นี่ไม่ใช่แค่รีสอร์ทหรูตามมาตรฐานที่สูงอยู่แล้วของ Ritz-Carlton ทั่วๆไป การที่มีคำว่า Reserve ห้อยท้ายนั้น สะท้อนถึงความวิลิศมาหราที่ไม่ธรรมดา หรือ Uncommon Luxury เพราะในบรรดา Property ทั้งหมดของ Ritz-Carlton ในเครือ Marriott ที่มีอยู่ทั่วโลก มีเพียง 4 แห่งเท่านั้นที่ควรคู่กับสถานะ Reserve นี้ ยิ่งไปกว่านั้น Phulay Bay ยังยืนหนึ่งเป็น Ritz-Carlton Reserve ที่แรกในโลกอีกด้วย เรามีโอกาสได้เข้าพักที่นี่ 2 คืน เลยอยากจะพาเพื่อนๆไป #hop ดูกันว่าอะไรที่ทำให้ Phulay Bay เป็นที่พักผ่อนในฝันของนักท่องเที่ยวทั่วโลก Ritz-Carlton Reserve แห่งแรกที่พิเศษเหนือระดับ ทำเลงดงามสุด exclusive ที่รายล้อมไปด้วยทั้งภูเขาและทะเล (ที่มาของชื่อภูเลเบย์) + งานดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร (ออกแบบโดยคุณเล็ก บุนนาค สถาปนิกศิลปินแห่งชาติ) + การบริการแบบดีเลิศ (มีบัตเลอร์ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง) คือองค์ประกอบซึ่งรวมกันได้ผลลัพธ์เป็น Ritz-Carlton Reserve ที่พิเศษเหนือระดับไปอีกขั้น ความน่าตื่นตาตื่นใจเริ่มต้นตั้งแต่โมเม้นต์ที่เรามาถึง ทางเดินที่ขนาบด้วยกำแพงสูงสีม่วงตั้งตระหง่าน ราวกับกำลังรอต้อนรับให้เราเดินทะลุผ่านไปสู่ดินแดนมหัศจรรย์ที่อยู่ปลายทางอีกฝั่ง นั่นก็คืออาคารต้อนรับทรงไทยโมเดิร์น icon ของรีสอร์ทนามว่าศาลาศรีจันทร์ (ตั้งตามชื่อแม่คุณปิยะ ภิรมย์ภักดี เจ้าของโครงการ) ว่ากันว่าจุดนี้ของรีสอร์ทนั้นถูกออกแบบมาให้มีพลังครบทั้ง 4 ธาตุ และแนวคิดของธาตุทั้ง 4 นี้ยังถูกต่อยอดไปสู่งานดีไซน์และการบริการอื่นๆภายในรีสอร์ทอีกด้วย วิลล่าส่วนตัวทั้ง 54 หลังของรีสอร์ทนั้น แบ่งได้เป็น 5 Room Types เราให้ของขวัญตัวเองด้วยการเลือกเข้าพักในประเภทห้องที่ดีที่สุดนั่นก็คือ Royal Beach Villa ซึ่งมีพื้นที่กว้างถึง 588 ตร.ม. มาพร้อมกับสระว่ายน้ำ จากุซซี่ สวนหย่อม ที่นั่งพักกลางแจ้งอยู่ภายในบริเวณส่วนตัวทั้งหมด ที่สำคัญคือมีมุมถ่ายรูปเพียบ แม้บางจุดอาจจะโทรมลงไปบ้างตามอายุของรีสอร์ท (เปิดมาตั้งแต่ปลายปี 2009) แต่ในภาพรวมก็นับว่าดูแลรักษาได้ดีทีเดียว เอกลักษณ์ของวิลล่านี้น่าจะอยู่ที่ช่องประตูหน้าต่างทั้งทรงโค้งและทรงกลมหลายรูปแบบ โดยเฉพาะในห้องน้ำที่เราชอบมากเป็นพิเศษเพราะมีซุ้มประตูรูปรูกุญแจที่สมมาตรกันทั้งสี่ทิศเปิดให้แสงธรรมชาติได้สาดเข้ามาได้อย่างเต็มที่ แถมยังทำจากหินอ่อนทั้งหมดจึงทำให้ดูหรูหราราวกับอยู่ในวังยังไงยังงั้น อีกมุมที่ชอบไม่แพ้กันก็คือสระว่ายน้ำส่วนตัว โดดเด่นด้วยระเบียงสระดีไซน์โค้งทรงกลีบดอกลีลาวดี พร้อมทั้งมี Hydro Jet ไว้นวดตัวได้อีกด้วย (หัวเจ็ตพ่นแรงสะใจมาก 555) จะว่าไปสิ่งที่ทำให้ Phulay Bay มีเอกลักษณ์อย่างมากก็คืองานดีไซน์สถานที่ซึ่งรวมองค์ประกอบที่แตกต่างกันหลายอย่างเอาไว้ด้วยกัน ทั้งความเป็นไทยล้านนา (ทั้งที่อยู่กระบี่) ความ Moroccan ความโมเดิร์น รวมไปถึงความแฟนซีที่ยากจะจำกัดว่าเป็นแนวใดแนวหนึ่งได้ เพราะเกิดจากการผสมผสานวัสดุ รูปทรง และสีสันที่หลากหลายจนเกิดเป็นแนวทางที่โดดเด่นของตัวเอง ถามว่าการแสดงมั้ย...ก็ใช่ แต่ถามว่าชอบมั้ย...ก็ชอบสิ 5555 นอกจากห้องพักที่สวยงามแล้ว อาหารเช้าที่รวมมากับราคาวิลล่าสุดอลัง ถ้าไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ เพราะทางรีสอร์ทจัดเต็มมาก มีทั้งแบบ Buffet และ A la carte โดยเน้นปรุงจากวัตถุดิบที่ปลูกเองในรีสอร์ท อาหารเช้าที่นี่นั้นดีงามทั้งในเรื่องของความหลากหลาย คุณภาพและรสชาติ จนกลายเป็นหนึ่งในเรื่องที่เราประทับใจที่สุดในการเข้าพักครั้งนี้ ห้องอาหาร Jampoon ติดใจอาหารเช้าแล้ว ก็เลยอยากลองอาหารเย็นที่ห้องอาหาร Jampoon ดูบ้าง อ่านดูเมนูอาหารไทยของที่นี่เหมือนจะธรรมดา แต่พอเสิร์ฟออกมาทั้งหน้าตาและรสชาติรู้เลยว่าสมราคา Ritz-Carlton Reserve เลย ปรบมือให้เชฟดังๆครับ ศาลาศรีจันทร์ตอนกลางคืนก็สวยไปอีกแบบนะ แวะผ่อนคลายที่ The Spa ความคุ้มค่าอีกอย่างหนึ่งก็คือแพ็คเก็จสปาสำหรับ 2 ท่าน ซึ่งเป็นการนวดน้ำมันตามกรุ๊ปเลือด สบายแค่ไหนไม่ต้องพูดถึง ฟังเสียงกรนแทนละกันจ้า 555 ภายใน The Spa นั้นตกแต่งอย่างโออ่าทว่าโปร่งสบายเพราะเน้นวัสดุธรรมชาติและความร่มรื่นของแมกไม้ ซึ่งให้อารมณ์ที่ทั้งหรูหราและผ่อนคลายไปในเวลาเดียวกัน จิบค็อกเทลชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่ Chomtawan Bar ก่อนหน้านี้เราก็คงเหมือนกับหลายๆคนที่ใฝ่ฝันจะได้มาลองใช้บริการที่นี่สักครั้ง เมื่อมีโปรโมชั่นอำนวย ฝันจึงเป็นจริง และรู้สึกประทับใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้มากับครอบครัวที่เรารัก จึงเป็นเหมือนของขวัญสุดพิเศษเราได้มีโอกาสใช้เวลาดีๆพักผ่อนด้วยกันในบรรยากาศ 5 ดาวแบบ Ritz-Carlton Reserve ที่มีเพียง 4 ที่ในโลกเท่านั้น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม และ การสำรองห้องพัก ติดต่อได้ที่ reservations.phulaybay@ritzcalton.com หรือ โทร +66 0 75 628 111 Website: www.ritzcarlton.com/PhulayBay IG: phulaybayreserve LINE Official: @phulaybayreserve #LetsHoparound FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co
- Melbourne เมลเบิร์นเพลินเกินเรื่อง
“เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก” คือการจัดอันดับที่มักจะมีชื่อ Melbourne ขึ้นอยู่ในตำแหน่งต้นๆ ติดต่อกันนับสิบปี การันตีกันขนาดนี้ก็คงไม่น่าแปลกใจที่แต่ละปีจะมีคนย้ายเข้ามาอยู่ที่เมลเบิร์นกันถึง 129,000 คน และมีการคาดการณ์กันว่าภายในปี 2037 เมลเบิร์นจะกลายเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลียแซงหน้า Sydney ไปในที่สุดแม้ว่าตัวอักษรและภาพถ่ายจะไม่สามารถเทียบได้กับประสบการณ์ของการได้ไปอยู่ตรงนั้นจริงๆ ในช่วงที่ Covid-19 ยังระบาดแบบนี้ เราขออาสาพาเพื่อนๆไป #วาร์ปfromhome เที่ยวจริงผ่านจอกันไปพลางๆก่อนก็แล้วกันนะครับ ส่วนตัวแล้ว เรามีความผูกพันกับเมลเบิร์นมายาวนาน เพราะเมื่อ 12 ปีก่อน เราเคยเป็นนักเรียนอยู่ที่นี่ จึงพอจะบอกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง (และความไม่เปลี่ยนแปลง) ผ่านการเดินทางของเวลาในเมืองแห่งตรอกซอกซอยและร้านกาแฟรสเยี่ยมแห่งนี้ ทั้งที่ตั้งอยู่ในรัฐ Victoria ซึ่งเป็นรัฐที่มีพื้นที่เล็กที่สุดบนออสเตรเลียแผ่นดินใหญ่เมลเบิร์นมีดีอะไร ทำไมคนถึงพากันย้ายมาอยู่ที่นี่ เรามาลอง #hop ไปสำรวจกันดีกว่า ว่าแรงดึงดูดของเมลเบิร์นมีอะไรบ้าง CBD (Central Business District) ย่านศูนย์กลางเมืองเมลเบิร์นเรียกกันย่อๆว่า CBD (Central Business District) ริมแม่น้ำ Yarra มีผังเมืองที่เป็นระเบียบเรียบง่าย มีถนนตัดกันเป็นตารางคล้ายๆนิวยอร์ค ที่นี่คือแหล่งธุรกิจที่เต็มไปด้วยอาคารสูง (แต่ก็ไม่เท่ากรุงเทพฯหรอกนะ) พลุกพล่านไปด้วยชาวออฟฟิศ นักท่องเที่ยว และนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะชาวเอเชียหัวดำอย่างเราๆที่แทบจะครองเมืองไปแล้ว อาณาเขตของ CBD นั้นมีถนน 4 สายหลักล้อมไว้จนเป็นรูปสี่เหลี่ยม(เกือบ)เป๊ะเลย ถนนหลักทั้ง 4 ได้แก่ Spencer, LaTrobe, Spring และ Flinders การเดินทางใน CBD นั้นค่อนข้างสะดวก เพราะมีรถ Tram ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของ Melbourne มีลักษณะคล้ายๆรถเมล์รางที่มีสายเคเบิ้ลหิ้วอยู่ด้านบน ใน CBD ขึ้นฟรีด้วยนะ เพราะเป็น Free Tram Zone จุดศูนย์รวมทั้งรถไฟและรถ Tram ที่ใหญ่ที่สุดก็คือ Flinders Street Station ที่ตัวอาคารก็เป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญของ Mebourne ด้วย Flinders Station บริเวณที่มีผู้คนขวักไขว่กันมากที่สุดใน CBD ก็คือระหว่างถนน Elizabeth และ Swanston เพราะมีการกระจุกตัวของโรงแรมและห้างร้านต่างๆมากมาย ขายกันหลากหลายสินค้าทั้งแฟชั่น สกินแคร์ (Aesop ก็เป็นแบรนด์ที่เกิดในเมลเบิร์นนะ) เครื่องประดับ ไปจนถึงร้านอาหารแทบทุกสัญชาติ และคาเฟ่ต่างๆที่ล้วนแข่งกันเสิร์ฟกาแฟคุณภาพระดับโลก แถมยังเป็นที่ตั้งของ Landmark สำคัญๆ เช่น สถานีรถไฟหลักอย่าง Flinders Street Station และ Melbourne Central ไปจนถึงห้องสมุดของรัฐอย่าง State Library Victoria และจตุรัส Federation Square State Library Victoria ใครๆมาก็อดใจไม่ไหวต้องหยิบกล้องมาถ่าย เพราะสถาปัตยกรรมและเลย์เอ้าท์การใช้สอยพื้นที่นั้นสวยคลาสสิคเหลือเกิน (photo by Pussadee) Location: https://goo.gl/maps/sYwNEPiPFJbHq3fR8 หากคุณต้องการความ luxury ก็ขอให้พุ่งไปหาร้านบิ๊กเนมต่างๆได้ที่ถนน Collins Street หรือจะช็อปสบายๆในห้างก็ไปที่ Bourke Street ได้เลยแต่เอาเข้าจริงๆ เมลเบิร์นนั้นขึ้นชื่ออย่างมากในเรื่องของตรอกซอกซอยหรือ lane ต่างๆที่อัดแน่นไปด้วยร้าน local คิ้วท์ๆและงานกราฟฟิตี้อาร์ทสีสันสดใส อาคารหลายๆแห่งในเมืองก็ถูกออกแบบมาให้สามารถเดินทะลุเข้าห้างนั้นออกห้างนี้ไปมาหาสู่กันได้อย่างเพลิดเพลิน Saturdays NYC Location: https://goo.gl/maps/Pb4TqfFr9zJ797Lk8 เสน่ห์สำคัญอีกอย่างของเมลเบิร์นก็คืออาหาร โดยเฉพาะอาหารเอเชียที่หากินได้ง่ายมาก แค่บนถนน Swanston สายเดียวก็เรียงรายกันตั้งแต่อาหารไทย เฝอเวียดนาม ไก่ทอดเกาหลี (SamSam) ชานมไข่มุกไต้หวัน ถ้ายังไม่จุใจก็จงเดินเข้าประตูสู่ China Town ตรงแยกที่ตัดกับ Little Bourke St. เราแนะนำร้านติ่มซำ (ที่นี่เรียกว่า Yumcha) ชื่อ Secret Kitchen ที่อร่อยจุใจไส้แน่นจนเกือบลืมร้านโปรดในฮ่องกงไปชั่วขณะ Higher Ground ร้านบร้นช์ชื่อดังในเครือ Darling Group เจ้าของรางวัลมากมาย ร้านตั้งอยู่ในโรงไฟฟ้าเก่าที่ตัวอาคารถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกด้านสถาปัตยกรรมของเมลเบิร์น Location: https://goo.gl/maps/mDES3YG86NY2SvMz7 Supernormal เค้าเคลมว่าเป็นร้านอาหาร Modern Australian แต่เรากลับรู้สึกว่ากลิ่นเอเชียนฟิวชั่นคลุ้งเลย หรือว่าออสเตรเลียยุคใหม่เอเชียจะครองเมือง? Location: https://goo.gl/maps/REkFyyU62gZdf62Z7 ส่วนอาหารสายฝอ ก็ลองจิ้มเลือกร้านตามนี้ได้เลย Higher Ground (อาหารโมเดิร์นออสเตรเลียน) Supernormal (อาหารเอเชี่ยนฟิวชั่น) Movida (อาหารสเปน) Tipo00 และ Osteria Ilaria (อาหารอิตาเลียน) ยังมีร้านอีกเยอะมาก ลองไปเสิร์ชเพิ่มกันนะ เมื่อก่อนเราติดใจร้านพาสต้าเก่าแก่บ้านๆที่ชื่อ Pellegrinis Bar มากเลย แต่คราวนี้ไม่ได้ไปกิน เสียดายจัง Humble Rays ร้านฝีมือเชฟคนไทยที่มีประสบการณ์และรางวัลด้านอาหารมามากมาย โดยเฉพาะในเรื่องขนมหวานกลิ่นอายเอเชียผสมฝรั่ง Location: https://goo.gl/maps/5xYAytjMaArehWZv9 Dukes Coffee Roasters ร้านกาแฟเล็กๆแต่เป็นหนึ่งในร้านกาแฟที่คนท้องที่แนะนำมากที่สุด Location: https://goo.gl/maps/bc6PY5keRG4BFety7 Operator 25 บรั้นช์คาเฟ่ที่เปิดอยู่ในตึก Original Telephone Exchange Building มาในคอนเส็ปต์ Operator ที่ช่วยต่อสายความอร่อยให้กับลูกค้า Location: https://goo.gl/maps/4dtEdvWKNUktCT9D7 วัฒนธรรมกาแฟของเมลเบิร์นนั้นเข้มแข็งและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก แม้แต่ Starbucks เองก็ยังเจาะตลาดเข้ามาแทบไม่ได้ และต้องถอยทัพไปปรับกลยุทธ์กันอยู่พักใหญ่ โดยต้องหันมาเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยว ฟิมากกว่าคนท้องที่ เพราะคนที่นี่เค้าไปร้าน Local กัน อย่างเช่น Dukes Coffee Roasters, Industry Beans, Market Lane Coffee, St. ALi, Humble Rays, Operator 25 เป็นต้น กาแฟดีแทบทุกร้านจริงๆ The Hotel Windsor Location: https://g.page/thewindsormelbourne?share โรงแรมหรูในตำนาน อายุ 137 ปีใจกลางเมลเบิร์น เก่าแก่กว่าโรงแรม Ritz ที่ปารีส หรือ โรงแรม Savoy ที่ลอนดอนซะอีก Queen Victoria Market Location: https://goo.gl/maps/k4PNegvbEL8HDWaZ9 สำหรับฟู้ดดี้ส์สายเดินตลาด ก็ไม่ควรพลาด Queen Victoria Market ที่อยู่ด้านเหนือของ CBD ที่นี่เป็นตลาดสดเก่าแก่ขนาดใหญ่ที่สุดในซีกโลกใต้ (รวมพื้นที่ประมาณ 43 ไร่) ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าที่นี่มีสินค้าครบครันตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ โดยเฉพาะอาหารสารพัดชนิดทั้งของสดและของแปรรูปที่เราสามารถซื้อกลับบ้านได้ Market Lane Coffee ร้านกาแฟเรียบเท่มีอยู่หลายสาขาทั่วเมลเบิร์น Location: https://goo.gl/maps/ZsJ6Te1BA63HbkvK7 Royal Botanic Gardens Location: https://goo.gl/maps/b5xCHCn3FoeUYxum8 อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เมลเบิร์นเป็นเมืองที่น่าอยู่มากๆก็คือการที่มีธรรมชาติอยู่ติดกันกับเมืองเลย ทั้งแม่น้ำ Yarra ที่สงบเยือกเย็นและสวน Royal Botanic Gardens ขนาดใหญ่เกือบ 240 ไร่ทางตอนใต้ของ CBD ที่มอบทั้งความงดงามและร่มเย็นให้กับชาวเมือง สวนแห่งนี้เป็นอีกจุดโปรดในการหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองของเรา (สมัยเรียนอยู่ที่นี่ เรามาวิ่งออกกำลังกายในสวนแทบทุกเย็น) สังเกตว่าคำว่า gardens นั้นเติม s ด้วยเพราะที่นี่มีสวนย่อยๆหลายแบบรวมกันอยู่หลายสวน ทั้งพืชพรรณท้องถิ่นและพันธุ์ไม้หายากจากทั่วโลกทั้งสิ้นกว่า 8,500 สายพันธุ์ Southbank & South Melbourne ริมฝั่งแม่น้ำ Yarra ทางตอนใต้ของ CBD เป็นถิ่นเก่าบ้านเราเอง กลับมาคราวนี้มีอะไรหลายอย่างที่ต่างไป แต่อีกหลายสิ่งก็ยังนิ่งอยู่เหมือนเดิม ตึกสูงต่างๆก็ยังคงแย่งกันเบียดขึ้นฟ้า การันตีความสูงกันด้วยตึกที่สูงที่สุดใน Australia อย่าง Eureka Skydeck ไปจนถึง Crown Casino ที่ยังคงยืนเด่นให้มงลงอยู่ริมแม่น้ำเสมอมา แม้ว่าตัวเจ้าของ James Packer จะผ่านความสัมพันธ์ที่ไม่ลงตัวกับ Mariah Carey มานานแล้ว (เกี่ยวตรงไหนเนี่ย? 555) ด้วยที่ตั้งที่อยู่ติดแม่น้ำ สามารถเดินข้ามสะพานไม่กี่ก้าวก็ถึง CBD แล้ว รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่เป็นหน้าเป็นตาของเมือง จึงทำให้ South Bank เป็นหนึ่งในย่านที่ทำเลราคาสูงมาก และแน่นอนว่าร้านอาหารและคาเฟ่หรูหราที่มาพร้อมกับวิวเมืองติดแม่น้ำแบบพาโนราม่าก็ไม่ใช่สิ่งขาดแคลนในย่านนี้เช่นกัน National Gallery of Victoria Location: https://goo.gl/maps/nD21gM2PueiDBXNC7 นอกจากนี้ South Bank ยังเป็นที่ตั้งของศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมหลายๆอย่างของเมลเบิร์นไล่ตั้งแต่ พิพิธภัณฑ์หลักของเมืองอย่าง National Gallery of Victoria, Australian Centre for Contemporary Art, แกลอรี่ อาร์ทสเปซ โรงละคร มหรสพ และสถาบันเกี่ยวกับดนตรีและการเต้นรำก็ต่างกระจุกตัวกันอยู่ในย่านนี้ ว่าแล้วก็เสียดาย ถ้าหากวันนั้นเรามีเงินซื้ออพาร์ทเม้นท์เก่าเอาไว้ ป่านนี้มูลค่าคงพุ่งสูงไม่แพ้ตึก Eureka เลยล่ะ Australian Centre for Contemporary Art Location: https://goo.gl/maps/dhCRjVSFbW7SrCCR8 ส่วน South Melbourne ที่อยู่ถัดออกมา กลับมีบรรยากาศที่ต่างไป ตัวอาคารไม่ได้สูงเสียดฟ้า แต่แผ่กว้างมากขึ้น มีต้นไม้มากขึ้น แถมทิศใต้ก็อยู่ติดกับ Albert Park สวนสาธารณะขนาดใหญ่อีกอัน ย่านนี้มีร้านอาหารและคาเฟ่ดังๆอยู่หลายร้าน ไม่ว่าจะเป็น The Kettle Black, St.Ali, Market Lane Coffee, Chez Dre ฯลฯ หากใครรู้จักแบรนด์แก้วเครื่องดื่มเก็บความร้อนแบบพกพาที่ชื่อว่า Frank Green ที่เริ่มโด่งดังไปไกลทั่วโลก ด้วยจุดเด่นที่กดปุ่มตรงกลางปุ๊บก็สามารถยกดื่มได้เลย ไม่ต้องหมุนฝาออกเหมือนแก้วทั่วๆไป นางก็มี HQ อยู่ที่ South Melbourne นี่เช่นเดียวกัน ช่วงที่เราไปนางมีเซลใหญ่ คนต่อแถวกันอ้อมจักรวาลกันเลยทีเดียว Market Lane Coffee - South Melbourne สาขานี้เดินข้ามถนนจากตลาด South Melbourne Market ก็ถึงเลย Location: https://goo.gl/maps/aJRzeEyyTCPDkwLy8 ร้านค้าต่างๆใน South Melbourne Market Location: https://goo.gl/maps/RAm8Kp1MjxTyc9Vy6 สถานที่ที่น่าจะเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สุดใน South Melbourne ก็คงหนีไม่พ้น South Melbourne Market ตลาดที่เต็มไปด้วยร้านค้าอาหารและสิ่งของต่างๆมากมายหลากหลายแนว ตอนแรกเราหลงไปในโซนที่ไม่ค่อยถูกจริตเราเท่าไหร่ ก็แอบผิดหวังเล็กน้อย แต่พอเจอโซนที่ใช่แล้วก็เดินเพลินจนลืมเวลาเลย เผลอซื้อของจุกจิกจนลืมโควต้าน้ำหนักกระเป๋าซะงั้น แหะๆ St.Kilda & Brighton ลงใต้มาอีกนิด เราก็จะพบกับย่านติดทะเล 2 แห่ง แม้จะไม่ได้อยู่ติดกันซะทีเดียว แต่ St.Kilda และ Brighton ก็อยู่ทางเดียวกัน เราเลยขอจับมาคู่กันไปเลย St. Kilda นั้นอยู่ใกล้ CBD มากกว่า ที่นี่เป็นอีกย่านฮิปฟีลคล้ายๆ Santa Monica ใน LA แต่เงียบกว่า สวนสนุก Luna Park แบบในซิดนีย์ก็มีอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน ความฮิปที่นี่ต่างจากที่ Fitzroy เพราะมีความ subtle ไม่เอะอะมาก และร้านต่างๆกระจายตัวกันอยู่ ต้องซ่อกแซ่กกันพอสมควรถึงจะหาเจอ ส่วนใหญ่จะเป็นร้านประจำของชาว local ที่รู้แหล่ง บังเอิญวันเราไปเป็นวันธรรมดาและใกล้ค่ำแล้ว ส่วนใหญ่ก็เลยปิดกันหมด อดเก็บบรรยากาศมาฝากเลย T_T แต่ที่เราแวะไปก็คือ Hotel Esplanade โรงแรมเก่าแก่อายุกว่า 140 ปีที่เพิ่งถูก revamp และเปิดใหม่อีกครั้งในปี 2018 กลายเป็น Talk of the town อยู่พักใหญ่ในเมลเบิร์น กลับมาคราวนี้ Espy (ชื่อเล่นของ The Esplanade) โฉมใหม่ไม่ได้เป็นโรงแรม แต่เป็นคอมเพล็กซ์ร้านอาหาร+ผับบาร์ที่ดูเลอค่า classy และดิบเท่สุดๆไปเลย ที่นี่เต็มไปด้วยเรื่องราว ดนตรี และศิลปะ แค่ได้เดินสำรวจเข้าออกแต่ละห้องก็คุ้มค่าแล้ว บางจังหวะก็รู้สึกเหมือนเดินทะลุมิติเข้าไปใน Havana ในวันที่ผู้คนยังใส่สูทและสูบซิการ์ควันฉุยกันอยู่ ตลอด 140 ที่ผ่านมาถ้าผนังพูดได้ คงมีเรื่องให้เล่าเยอะแยะเลยล่ะ อีกร้านนึงที่มีเพื่อนแนะนำมาแบบสุดลิ่มทิ่มประตูคือร้านอิตาเลียนชื่อ Café Di Stasio เราก็พุ่งไปเลย แต่คงคาดหวังมากไปนิดเลยแอบผิดหวังเล็กน้อยในเรื่องรสชาติ ไม่ได้แย่นะ แต่ก็ไม่ได้ว้าว แถมเราก็แอบตกใจกับบรรยากาศ formal dining ตอนที่เปิดประตูเข้าไปเพราะเราเองก็ไม่ได้เตรียมตัวมา ก็เลยแอบเกร็งเล็กน้อยกับผ้าปูโต๊ะสีขาวเรียบกริบและพนักงานเสิร์ฟที่คอยยืนประกบอยู่ไม่ไกล และที่สำคัญราคาไม่เบาเลยล่ะ เลาะทะเลไกลออกมาทางใต้อีกนิด เราก็จะเจอกับ Brighton นักท่องเที่ยวจะร้องอ๋อเมื่อเห็นภาพบ้านหลังเล็กๆสีสันสดใสเรียงรายกันอยู่ริมหาด บ้านจิ๋วเหล่านี้มีชื่อเรียกกันว่า Bathing Boxes มีทั้งหมด 82 หลัง เป็นหนึ่งในหลักฐานทางวัฒนธรรมยุค Victoria ที่ยังคงอยู่ น้อยคนจะรู้ว่าบ้านเหล่านี้นั้นมีอายุเกินร้อยปีแล้ว ด้วยความน่ารักที่สามารถกระตุ้นต่อมถ่ายรูปได้เป็นอย่างดี จึงกลายมาเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของ Melbourne จากหาดตรงนี้พอมองย้อนกลับมาทางเมือง ก็จะเห็น Skyline ของตึกสูงสวยงามอยู่ลิบๆ ทำให้เรานึกถึงหาดบางเสร่เวลาเรามองย้อนไปที่เมืองพัทยาอยู่เหมือนกันนะ สำหรับชาว local แล้ว หลายคนมักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Brighton เป็นย่านในฝันที่จะมาซื้อบ้านอยู่ แต่ก็นั่นแหละเนอะความฝันมักมีราคาที่ต้องจ่ายสูงเสมอ Richmond & Hawthorn ย้ายมาทางฝั่งตะวันออกของเมืองกันบ้าง 2 ย่านนี้ไม่ค่อยปรากฏอยู่ในไกด์ท่องเที่ยวเท่าไหร่นัก แต่สำหรับคนท้องที่แล้ว นี่เป็น 2 ย่านที่มีร้านอาหารเจ๋งๆแบบที่ไม่ต้องตามกระแสอยู่เยอะเลย แม้จะอยู่ติดกันแต่บรรยากาศกลับต่างกันพอสมควร ฝั่ง Richmond นั้นมีกลิ่นเอเชียคลุ้งเลย เนื่องจากเป็นย่านที่ชาวเวียดนามย้ายมาตั้งรกรากกันอยู่เยอะ โดยเฉพาะบนถนน Victoria Street ถึงกับได้รับขนานนามให้เป็น Little Saigon เลย ส่วน Hawthorn ก็มีความฝรั่งมังค่าน่าเดินเล่นไม่แพ้กัน AU79 คาเฟ่เก๋ๆใน Richmond Location: https://goo.gl/maps/fP3DYPHHQ1t1qcvc6 ใน Richmond นอกจากร้านเวียดนามชื่อ Thanh Hà 2 (เราเรียกกันง่ายๆว่าร้าน “ตัญหา 2”) ที่เพื่อนคนไทยของเราที่อยู่ที่นี่ recommend แล้ว นางยังพาเราไปกินขนมและจิบเครื่องดื่มต่อที่คาเฟ่เก๋ๆชื่อ AU79 ที่อยู่ใกล้กันอีกด้วย ซึ่งก็ดีงามตามมาตรฐานเมลเบิร์น แต่ที่เรารีเควสต์ให้นางพาไปเลยก็คือโรงคั่วกาแฟ Coffee Supreme สัญชาตินิวซีแลนด์ที่เราแอบเป็นแฟนคลับอยู่ลับๆมานาน รู้มาว่านางมาเปิดโรงคั่วอยู่ทาง North Richmond มีหรือที่เราจะพลาด Coffee Supreme Location: https://goo.gl/maps/gnFCeeu6GV99zKV98 อีกร้านที่เราแอบปลื้มเป็นพิเศษคือร้านอาหารกรีกทางตอนใต้ของ Richmond ชื่อ Bahari เจ้าของเคยเข้าประกวด MasterChef เมื่อหลายปีก่อน จึงเอาสกิลล์มาดัดแปลงอาหารกรีกให้เข้ากับยุคสมัย เน้นให้แบ่งกันกินถูกจริตคนไทย ด้วยความที่ตั้งใจว่าจะต้องกินอาหารกรีกที่เมลเบิร์นให้ได้ เพราะหากินอร่อยๆยากในเมืองไทย และที่เมลเบิร์นเองก็มีคนเชื้อสายกรีกมาตั้งรกรากกันอยู่มาก เพื่อนๆก็เลยจัดให้ชุดใหญ่เลย Bahari Location: https://g.page/Bahari-Greek-Restaurant?share ข้ามมาฝั่ง Hawthorn คราวนี้มีไกด์เป็นเพื่อนฝรั่งชื่อ Mat ที่ไม่ได้เจอกันนาน นางเป็นคนที่มีรสนิยมด้านอาหารถูกจริตเรา เพราะเราชอบ comfort food มากกว่าอาหารหรูหรา นางจึงพาไปร้าน Vaporetto ร้านอาหารเวนิสบรรยากาศแบบบ้านๆฝรั่งให้ฟีลอบอุ่น มาพร้อมกับพนักงานเสิร์ฟที่เฟรนด์ลี่กำลังดี ร้านนี้กลายเป็นอีกหนึ่งร้านโปรดของเรา และถ้ามีโอกาสได้กลับไปกินอีกก็จะดีใจมากๆ Vaporetto Location: https://goo.gl/maps/6EnxZgjQNUGEjB329 อีกร้านในย่าน Hawthorn ที่ Mat พาไปตะลอนกิน และก็ดีงามไม่แพ้กัน เป็นไวน์บาร์สัญชาติสเปนชื่อ Tinto คืนนั้นเราปิดท้ายด้วยเจลาโต้หอมหวานที่ร้าน Piccolina Gelateria ซึ่งเราก็บังเอิญเดินไปเจอ แล้วมารู้ทีหลังเป็นร้านดัง อร่อยเข้มข้นถูกใจเลยล่ะ Tinto wine bar & food Location: https://g.page/tintomelb?share Piccolina Location: https://goo.gl/maps/9DBX9yqGrJAR2Tgx5 Fitzroy วนขึ้นมาทางตะวันออกเฉียงเหนือของ CBD ก็จะเจอย่านฮิปที่ชื่อ Fitzroy แนะนำให้เดินเลียบถนน Brunswick เพราะเต็มไปด้วยร้านรวงคาแร็คเตอร์จัดมากมาย ทั้งร้านหนังสือ ดอกไม้ เสื้อผ้า อาหาร ผับ บาร์ คาเฟ่ ไปจนถึงตลาดนัด เรารู้สึกว่าย่านนี้มีพลังงานคล้ายกับ San Francisco ยังไงไม่รู้ วัยรุ่นไม่ควรพลาด (แต่เราเลยวัยนั้นมานานแล้ว 555) Lune Croissanterie ร้านครัวซองต์ที่กำลังมาแรงสุดๆ Location: https://goo.gl/maps/3M5j2wXHYvcq2p8f7 เราเลือกแว่บเข้าไปที่ร้าน LUNE สาขาใหญ่ใน Fitzroy ก่อนเลย เพราะได้ยินชื่อเสียงครัวซองต์ของเขามานาน แต่สิ่งที่ทำให้เราว้าวกลับไม่ใช่ตัวสินค้า (อร่อยเลยน้าา แต่เราเคยกินร้านอื่นที่ถูกใจกว่านี้ และแอบคิดว่าที่นี่แพงไปนิดดด) แต่เป็นวิธีการ “นำเสนอสินค้า” ผ่านคอนเส็ปต์ บรรยากาศ และกลยุทธ์แบรนดิ้งต่างๆ ใครเลยจะคิดว่าร้านครัวซองต์จะสามารถเท่และสร้างความฮือฮามีแฟนคลับมากมายขนาดนี้ Perfect Potion ร้านขายน้ำมันหอมระเหยที่ทั้งช่วยผ่อนคลาย บำบัด และปรับสมดุลให้กับชีวิตที่วุ่นวาย Location: https://goo.gl/maps/8cteM4b3dwGA46AD8 จากนั้นเราก็เตร็ดเตร่เข้าร้านนู้นออกร้านนี้ ได้ของมานิดๆหน่อยๆ พากระเป๋าสตางค์รอดมาได้แบบต้องตัดใจไปหลายอย่าง จนกระทั่งมาแพ้ทางให้กับร้านขายน้ำมันหอมระเหยที่ชื่อ Perfect Potion แบบไม่ทันตั้งตัว เราเลือกกลิ่นที่สกัดจาดพืชพรรณ local อย่าง Kunzea และอื่นๆอีกหลายขวด รวมถึงที่เค้า blend มาให้แล้วอีกเพียบเลย ที่จริงย่านนี้ขึ้นชื่อเรื่อง night life มากเลยนะ ผับบาร์ต่างๆก็มีธีมเป็นของตัวเอง เสียดายที่เราไม่ได้อยู่ในมู้ดที่จะปาร์ตี้เลยไม่ได้แวะเก็บบรรยากาศมาฝาก FREITAG ขวัญใจชาวฮิปสเตอร์ Location: https://goo.gl/maps/4N9ijWviz6UTyN9Y6 Assembly Label แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์ Coastal เน้นโทนสีอบอุ่น ดูสะอาดตาและผ่อนคลาย ใส่แล้วเหมือนได้เดินเล่นอยู่ริมหาดออสซี่ Location: https://goo.gl/maps/pXSy9a6W8wt1spzF6 Mr Simple Fitzroy Location: https://goo.gl/maps/Fg7MqsDmW3bbmBty5 Kloke Location: https://goo.gl/maps/bmxiU3TgrSLRYf8Y8 Flowers Vasette Location: https://goo.gl/maps/7SvQ9ck9M9SQUREX9 Chotto Motto Location: https://g.page/chottomotto?share อันนี้แถมให้ หลุดจาก Fitzroy มาทางทิศตะวันออกมานิดเดียว จะเป็นย่านสงบๆชื่อ Collingwood เราแว่บมาเจอร้านเกี๊ยวซ่าแต่งร้านสไตล์วินเทจแบบญี่ปุ่น ชื่อ Chotto Motto แปลกตาดี อาหารเราว่าไม่ได้ว้าวเว่อร์วัง แต่การได้มาอยู่ในบรรยากาศสนุกๆแบบนี้ก็ตัดเลี่ยนได้ดีเหลือเกิน North Melbourne ขยับมาทางเหนือของ CBD เป็นย่านที่เงียบแต่เราชอบจัง ตอนแรกก็กะจะไม่เขียนถึง เพราะก็ไม่ค่อยมีอะไรโดดเด่น แต่พอได้ลองขนมร้าน Beatrix แล้ว บอกได้เลยว่านี่น่าจะเป็นร้านเบเกอรี่โฮมเมดที่เราชอบมากที่สุดใน Melbourne ขนาดเราไปตอนที่ร้านใกล้ปิด ของดังๆของเค้าหมดไปแล้ว ซื้อได้แต่ของที่เหลือในตู้ไม่กี่ชิ้น เรายังตกหลุมรักกับ Caramel Slice และ Cookie คาราเมลเค็ม (ก็มันเหลือแต่คาราเมลอ่าาาา) เข้าอย่างจัง คือดูทรงแล้วอย่างอื่นต้องเด็ดมากแน่ๆเลย Beatrix ต้องโดนจริงๆ Location: https://goo.gl/maps/BqbmWhgXhTNR16wa9 Mörk เจ้มจ้นล้นใจ Location: https://g.page/MorkChocolate?share อีกร้านที่สายของหวานน่าจะถูกใจไม่แพ้กัน นั่นก็คือร้านขาย Specialty Hot Chocolate ที่ชื่อว่า Mörk เมื่อ 12 ปีก่อนเราเทใจให้ช็อคโกแลตร้อนของ Koko Black อีกร้านช็อคโกแลตพรีเมี่ยมของ Melbourne แต่คราวนี้ต้องยกให้ Mörk จริงๆ ขนมอย่างอื่นก็ดี๊ดี เสียดายที่เราดันไป Beatrix มาก่อนแล้ว ความฟินเลยถูกตัดหน้าแบ่งไปง่ายๆซะอย่างนั้น Yarra Valley อันนี้ไม่อยู่ในเมือง แต่เราอยากแถมให้ (แถมเก่งงงง) ปกติคนที่มา Melbourne ก็มีทางเลือกให้ออกไปเที่ยวรอบนอกได้หลายจุด ที่โด่งดังที่สุดในหมู่นักท่องเที่ยวก็เห็นจะเป็นการขับรถเล่นบนถนน The Great Ocean Road ไปชมหิน The Twelve Apostles หรือไปชมเมืองขุดทองโบราณอย่าง Ballarat หรือลงใต้ไป Mornington Peninsula แล้วข้ามไปดูเพนกวิ้นที่ Phillip Island แต่เราไปจุดต่างๆเหล่านั้นมาหลายรอบแล้วเลยอยากเปลี่ยนไปเส้นทางอื่นบ้าง เราจึงถือโอกาสพาเพื่อนๆ #hopsters ขับรถออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อไปดื่มด่ำกับบรรยากาศไร่องุ่น และจิบไวน์เคล้าอาหารเลิศรสกันที่แหล่งผลิตไวน์ที่สำคัญของรัฐ Victoria อย่าง Yarra Valley Zonzo Estate Location: https://g.page/ZonzoEstate?share ในหุบเขา Yarra นั้น มีไร่องุ่นและโรงทำไวน์ชื่อดังอยู่หลายยี่ห้อ จุดแรกที่เราเลือกแวะคือ Zonzo Estate เพราะเพื่อนของเราบอกว่าคนน้อยและวิวสวยเพราะมีทิวเขาเป็น background อยู่ด้านหลัง และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เราชอบบรรยากาศที่นี่ มีความยุ้งฉางโมเดิร์นที่ตกแต่งแต่พอดี ร้านอาหารก็น่าลองมากๆ แต่เรามาถึงก่อนเวลามื้ออาหาร และเพื่อนแพลนที่อื่นไว้แล้ว เลยต้องตัดใจ T_T แต่คราวหน้าไม่พลาดแน่ Domaine Chandon Location: https://goo.gl/maps/1ESEx4k2L9XNfj387 จากนั้นเราไปต่อกันที่ Domaine Chandon หลายคนน่าจะรู้จักหรือคุ้นชื่อกันบ้าง ในฐานะแบรนด์ที่โดดเด่นในเรื่อง New World Sparkling Wine เพราะเขาเป็นเพียงเจ้าเดียวในออสเตรเลียที่ใช้กระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมของฝรั่งเศส บรรยากาศที่นี่ดูเก่าแก่มีประวัติศาสตร์มากกว่าที่แรก และจำนวนคนก็มากกว่าเช่นกัน เราเดินดูพิพิธภัณฑ์ของแบรนด์ ทะลุไปยังห้องอาหาร/จิบไวน์ที่คึกคักมาก ก่อนจะออกไปสูดอากาศในไร่องุ่นเพื่อซึมซับเอาพลังงานดีๆเข้าร่าง The Coombe Cottage Location: https://goo.gl/maps/3KmyozCXTfgJzeBVA จุดสุดท้ายที่เราแวะก็คือ Coombe ที่นี่เป็นทั้งจุดชิมไวน์/ร้านอาหาร/แกลอรี่ และสถานที่จัดงานเลี้ยงสำคัญต่างๆ สถานที่แห่งนี้เคยเป็นบ้านเก่าของ Dame Nellie Melba นักร้องโอเปร่าระดับตำนานของออสเตรเลีย มีพื้นที่ถึง 7 เอเคอร์ (เกือบ 18 ไร่) และโดดเด่นด้วยสวนอังกฤษสวยหยด เต็มไปด้วยต้นไม้เก่าแก่ที่ดูอุดมสมบูรณ์ สะกดสายตาผู้มาเยือนตั้งแต่รั้วที่ตัดแต่งจากพุ่มไม้ขนาดมหึมาให้เป็นแนวเส้นโค้งอ่อนช้อยดูคลาสสิคแต่ก็ทันสมัยไปพร้อมๆกัน เราชอบที่นี่มากๆ ขณะที่เรากำลังพิมพ์บทความนี้อยู่ก็แอบนึกถึงบรรยากาศการนั่งจิบชาคู่กับ scone อร่อยๆระหว่างนั่งเม้าท์มอยกับเพื่อนๆที่โต๊ะในสนามหญ้าหลังบ้านคุณนาย Melba แหม.. มันน่ากลับไปเยี่ยมอีกซักรอบจริงๆ คงจะพอเห็นภาพกันบ้างแล้วเนอะว่าทำไม Melbourne ถึงอยู่อันดับต้นๆของเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกมาติดต่อกันหลายต่อหลายปี ส่วนผสมที่ลงตัวของผังเมืองที่เรียบง่ายทันสมัย ระบบสาธารูปโภคและคมนาคมที่มีคุณภาพ การส่งเสริมแบรนด์ท้องถิ่นให้เติบโต พื้นที่สีเขียวที่ร่มรื่นงดงามและเพียงพอสำหรับทุกคน และที่สำคัญที่สุดก็คือการเปิดรับความหลากหลายมางวัฒนธรรม ซึ่งก็นำมาสู่ทางเลือกที่ไม่รู้จบในเรื่องอาหารการกินและสุนทรียภาพในการใช้ชีวิต ทำให้ Melbourne นั้นมีแรงดึงดูดอันทรงพลัง แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลจากประเทศส่วนใหญ่ในโลกเพียงใด แต่ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศก็ยังคนหลั่งไหลย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ที่นี่กันอย่างไม่ขาดสาย Things we bought ไปเมลเบิร์นซื้อนี่ดิ!! ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้ว่าเราซื้อของมาเยอะกว่าในรูปมาก 5555 แต่เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีไม่บ้าหอบฟางเกินไป เราขอเลือกมาแนะนำก็แล้วกัน อย่างแรกเลยก็คือเมล็ดกาแฟ และสินค้าเกี่ยวกับกาแฟต่างๆ เพราะเมลเบิร์นดังเรื่องนี้มากจริงๆ (ชาเค้าก็มียี่ห้อ local หลายยี่ห้อนะ ดังสุดก็คือ T2 แต่เรากินหมดตั้งแต่อยู่ที่นู่นเลยไม่ได้เอากลับมาถ่ายด้วยกัน) เราซื้อเมล็ดมาจากหลายยี่ห้อ ทั้ง Market Lane, ST. ALI, Supreme ฯลฯ เราได้แก้วเก็บความร้อน (คนแถวนี้เรียก Keep Cup) จาก Frank Green มาด้วย เราเลือกเสื้อผ้าสบายๆจาก Assembly Label และแอบหยิบนิตยสาร Screen'ry ฉบับแนะนำ Melbourne ที่วางขายในร้านติดมาด้วย (เสื้อผ้าดีไซเนอร์แบรนด์อินเตอร์ต่างๆที่นี่ก็มีให้เลือกเยอะ และราคาก็แทบไม่ต่างกับที่ยุโรปเลยนะ) ที่ขาดไม่ได้อีกอย่างก็เห็นจะเป็นผลิตภัณฑ์ Aesop ที่ราคาถูกว่าที่อื่นแบบปฏิเสธยาก สุดท้ายก็คือของจุกจิกจากตลาดและซุปเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Manuka Honey อาหารเสริมที่สกัดจากธรรมชาติ เครื่องประทินผิว ของกินนู่นนี่นั่นอีกนับไม่ถ้วน รวมไปถึงเครื่องใช้จิปาถะอีกมากมาย อ่อๆๆๆ เราลืมน้องน้ำมันหอมระเหยขวดจิ๋วไปเลย เราปลื้มกลิ่นแปลกๆที่เมืองไทยไม่มีขายหลายกลิ่นเลยแหละ FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #LetsHoparoundMelbourne #LetsHoparound #Melbourne #Melbournecity #MelbournecityGuide #Travel #เมลเบิร์น #เที่ยวเมลเบิร์น #รีวิวเมลเบิร์น #เมลเบิร์นไปไหนดี #ไปไหนดีในเมลเบิร์น #รอบเมลเบิร์น #เมืองเมลเบิร์น #ไปเมลเบิร์น #เที่ยวเมลเบิร์นด้วยตัวเอง #บินไปเมลเบิร์น
- Silavadee Pool Spa Resort Samui รีวิว ศิลาวดี รีสอร์ท สมุย
Silavadee Pool Spa Resort Samui รีวิวศิลาวดี รีสอร์ท สมุย และโขดหินที่นี่นั้นก็เกลี้ยงเกลางดงามสมชื่อ ยิ่งเมื่ออยู่เคียงคู่กับน้ำทะเลสีฟ้าใส หาดทรายขาวละเอียด และต้นไม้เขียวชอุ่มนานาพันธุ์ เสน่ห์ของรีสอร์ทหรูบนเกาะสมุยแห่งนี้ก็ยิ่งถูกยกกำลังขึ้นไปอีกหลายขุม แต่แล้วจู่ๆเราก็เห็นภาพ Flashback เป็น MV เพลง Party ของวง Girls’ Generation ขึ้นมาซะอย่างนั้น อ่อ... ก็ที่นี่เป็นโลเคชั่นถ่ายทำ MV เพลงนั้นจริงๆซะด้วย ตั้งอยู่บนปลายแหลมหนันทางทิศตะวันออกของเกาะสมุย ศิลาวดีถือเป็น Exclusive Luxury Hideaway ที่เป็นดั่งสวรรค์สำหรับผู้ปรารถนาความสงบหลบความวุ่นเข้าสู่อ้อมกอดอันงดงามของธรรมชาติ นอกจากนี้ศิลาวดียังเป็นรีสอร์ทแบรนด์ไทย 100% และมีอยู่ที่นี่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น จึงทำให้ประสบการณ์เข้าพักของเราครั้งนี้ยิ่งมีเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใคร The Arrival รถของศิลาวดีมารอรับเราตั้งแต่มาถึงสนามบิน และใช้เวลาเดินทางไปยังตัวรีสอร์ทประมาณ 20 นาทีเท่านั้น เราได้ยินมาว่าน้ำส้มคั้นสดที่มีเตรียมไว้ต้อนรับเราบนรถนั้นอร่อยชื่นใจมาก ก็เลยไม่รอช้าขอเปิดชิมดูเลยก็แล้วกัน อุ้ย! อร่อยจริงด้วย งั้นหมดขวดเลยก็แล้วกันเนอะ ฮ่าๆๆ ช่วงที่เรามาถึงฟ้าฝนคงอยากโปรยปรายเป็นฤกษ์เย็นเพื่อมาต้อนรับเรา ก็ชุ่มชื่นกันอีกแบบครับ หลังจากดื่ม Welcome Drink เป็นน้ำสมุนไพรสดชื่นเรียบร้อยแล้ว พนักงานก็เป็นธุระช่วยเรากรอกข้อมูลเช็คอินจนเสร็จสรรพ พร้อมแนะนำให้ดาวน์โหลด App เฉพาะของทางรีสอร์ทที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกตลอดการเข้าพักของเรา ธรรมชาติและเทคโนโลยีนั้นเข้ากันได้ดีมากที่ศิลาวดีครับ Our Villa เราพร้อมที่จะนั่งรถ Buggy ไปที่วิลล่าของเราแล้วครับ ทางขึ้นลงเนินบางจุดชันมากเหมือนกับได้นั่งรถไฟเหาะแบบย่อมๆ สนุกมากเลย พนักงานแจ้งว่าทางรีสอร์ทนั้นมีนโยบายให้รักษาสภาพดั้งเดิมของธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด และตอนก่อสร้างก็ไม่มีการตัดต้นไม้ใหญ่เลย ในบรรดาห้องพัก 80 ห้อง มีเพียง 4 ยูนิตเท่านั้นที่ได้ชื่อว่า Oceanfront Pool Villa Suite และเราก็โชคดีที่ได้เข้าพักหนึ่งในวิลล่าที่ดีที่สุดของรีสอร์ททั้งหมดเลยทีเดียว ซึ่ง Oceanfront Pool Villa Suite นี้เป็นวิลล่าไซส์ใหญ่พิเศษประมาณ 300 ตร.ม. เห็นวิวทะเลเต็มๆจากซ้ายไปขวาเท่าที่ตาจะมองเห็น มาพร้อมกับสระว่ายน้ำ Infinity ฟรีฟอร์มที่แทบจะมองเห็นเป็นเนื้อเดียวกันกับท้องทะเลที่อยู่ไกลออกไป นอกจากนี้ยังมีเรือนนั่งเล่นพร้อมห้องน้ำในตัวแยกออกไปอีกหลัง ซึ่งหากมาหลายคนก็สามารถแปลงเรือนนั่งเล่นนี้ให้เป็นเรือนนอนเพิ่มได้ด้วย ใครอยากเข้าพักตามรอยเรา วิลล่าของเราคือวิลล่าหมายเลข 4 นะครับ เราไปชมรูปมุมต่างๆในวิลล่าของเรากันดีกว่าครับ In-Villa Afternoon Tea ฟ้าฝนเจ้ากรรมยังคงโครมครามดีใจกับการมาถึงของเราไม่หยุด เรารู้สึกเกรงใจพนักงานของทางรีสอร์ทเหลือเกินที่ต้องฝ่าฝนเอาเซ็ต Afternoon Tea มาจัดให้เราถึงในวิลล่า ซึ่งเซ็ตชายามบ่ายของที่นี่นั้นอุปกรณ์มาเต็มมากครับ ขนมทั้งคาวหวานและเครื่องดื่มทั้งร้อนเย็น (มีชาชักด้วย อร่อยเข้มมากฮะ) และบริการของพนักงานนั้นก็ไม่ยอมให้ขาดตกบกพร่องเลย ต้องขอขอบคุณอีกครั้งครับ จิบชาครึ้มๆแบบนี้ก็มูดดี้ดีไปอีกแบบนะครับ มี Background เป็นทะเลสวยขนาดนี้ ถ้าฟ้าเปิดคงบรรเจิดมากเลยล่ะ Lazing Around The Villa เราถือโอกาสช่วงฝนตกแบบนี้ใช้พื้นที่ห้องจนคุ้มเลยล่ะครับ เราค้นพบว่าเรือนนั่งเล่นนี่เป็น Perfect Spot ในการทำงานมากครับ เราเพลินกับการนั่งทำงานสลับกับพูดคุยเถลไถลและดูวิวทะเลเรื่อยๆจนรู้ตัวอีกทีก็เกือบเย็นแล้ว เคลียร์งานไปได้เยอะเหมือนกันแบบงงๆ และมื้อเย็นนี้เรามีนัดดินเนอร์กันที่ห้องอาหารของทางรีสอร์ทครับ Dinner For Two ศิลาวดีมีห้องอาหาร 3 สไตล์ด้วยกัน คือ Sun, Moon และ Star โดยทั้ง 3 ห้องนั้นอยู่กันคนละชั้นในอาคารเดียวกัน เริ่มที่ชั้นล่างสุดกับห้องอาหาร Sun ซึ่งมีลักษณะสบายๆกึ่งๆคาเฟ่ริมสระน้ำ เพราะตรงนี้มีหนึ่งในสระหลักของรีสอร์ทอยู่ด้วย ขยับขึ้นมาอีกชั้นเป็นห้องอาหาร Moon ซึ่งเป็นห้องอาหารของศิลาวดี ใช้เสิร์ฟอาหารทุกมื้อ โดยเฉพาะเบรคฟัสต์ที่จะคึกคักเป็นพิเศษ ส่วนชั้นดาดฟ้านั้นเป็น Roof Top Bar ชื่อว่า Star ตามกำหนดแล้วมื้อนี้ทางรีสอร์ทจะมีบริการนำเอาอุปกรณ์บาร์บิคิวมาปิ้งย่างให้เราตรงบริเวณสระว่ายน้ำในวิลล่าของเราเลย แต่เนื่องจากยังมีฝนปรอยๆ ทางรีสอร์ทจึงขอชดเชยด้วยการปิดห้องอาหาร Sun เพื่อให้บริการเรา 2 คนโดยเฉพาะ ไม่เพียงเท่านั้นยังส่ง Head Chef (เชฟปมณฑ์) มาปรุงอาหารให้เราด้วย เชฟบอกว่าปกติเชฟจะปรุงให้เฉพาะแขก VIP เท่านั้นเราประทับใจกับความทุ่มเทในการบริการของศิลาวดีมากครับ และรสมือของเชฟปมณฑ์ก็สมกับตำแหน่ง Head Chef มากเลยครับ เชฟถามเราว่าชอบกินอาหารใต้มั้ย กินเผ็ดได้มั้ย เพราะอยากจะทำให้กินในมื้อกลางวันพรุ่งนี้ด้วยรสมือคนใต้แท้ๆ (เชฟเป็นคนสงขลา) เรารีบบอกเลยว่าเราชอบมากๆ อดใจไม่ไหวเลยครับ Bath Time หลังจากอิ่มอร่อยแบบไพรเวทเรียบร้อยแล้ว เราก็เรียกให้รถ Buggy กลับมาส่งที่วิลล่า พอเดินเข้าห้องน้ำก็นึกขึ้นได้ว่าเรามีอ่างอาบน้ำมหึมาอยู่ในห้องนี่นา ไหนๆก็ไหนๆคงต้องแช่แล้วแหละเนอะ เราไม่รีรอตรงเข้าไปเปิดน้ำอุ่นเติมในอ่างแล้วใส่สบู่ตีฟองจนฟูฟ่อง แช่น้ำอุ่นจนสบายไปทั้งตัวก็ได้เวลานอน คืนนี้หลับสนิทแน่นอนครับ Breakfast Buffet เช้านี้เรามีนัดทานบุฟเฟ่ต์อาหารเช้ากันที่ห้องอาหาร Moon อาหารเช้าที่นี่นั้นมีครบทุกหมวดหมู่คาวหวาน ทั้งแบบ Local ไม่ว่าจะเป็นปลากะพงนึ่งขิง โรตีแกงมัสมั่น ไปจนถึงหมูปิ้งที่เราคุ้นเคย หรืออาหารอินเตอร์ทั้งแบบพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นจานไข่นานาชนิด ชีส โคลด์คัท ไปจนถึงเมนูพิเศษอย่าง Lobster Roll แต่ที่นี่ใช้กุ้งสดๆจากทะเลท้องที่แทน Lobster นะครับ แต่เขามีคาร์เวียร์โปะมาให้ด้านบนด้วย อาหารเช้าที่นี่มีหลากหลายมากจริงๆครับ ที่เห็นในรูปคือแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ปล.เราชอบน้ำผลไม้ของที่นี่ที่คั้นจากผลไม้สดๆเลย Silavadee Spa ไปนวดกันครับ วันนี้เราเลือกนวดไทยกันที่สปาของศิลาวดี ความแตกต่างระหว่างการนวดไทยทั่วไป กับการนวดไทยที่ดีเยี่ยมที่สปาแห่งนี้นั้นนอกจากความรู้ในเรื่องเส้นและกายวิภาคต่างๆของหมอนวดแล้ว ยังอยู่ที่ความตั้งใจในการลงน้ำหนักอย่างเป็นจังหวะด้วย เรารู้สึกถึงเจตจำนงค์ในทุกๆการกดของพี่ Therapist ของเราได้เป็นอย่างดี สบายจนเผลอหลับไป (ปกติเราจะไม่ค่อยหลับเวลานวดไทย เพราะต้องขยับตัวตลอดเวลา) ใจจริงเราตั้งใจอยากจะลองคอร์ส Silavadee Journey ซึ่งเป็นการผสานเทคนิค Lomi Lomi แบบฮาวายกับ Shirodhara แบบอินเดียไว้ด้วยกันจนเป็น Signature Treatment ของที่นี่ แต่เนื่องจากเวลาที่เราว่างไม่ตรงกับ Therapist จึงชวดไปอย่างน่าเสียดายครับ Local Lunch. Masterfully Prepared. ถึงเวลามื้อกลางวันแบบใต้แท้ๆโดยฝีมือชั้นครูของเชฟปมณฑ์คนเดิม วันนี้เชฟจัดน้ำชุบโจรพร้อมผักเครื่องเคียง ใบเหลียงผัดไข่ ไก่บ้านต้มขมิ้น แกงเหลืองกะพงออดิบ สะตอผัดกะปิกุ้งหมูสับ และปลาทรายทอดขมิ้นมาให้เรา เป็นอาหารใต้ทั้งถึงเครื่องและกลมกล่อมพอดิบพอดี อร่อยมากครับ ตบท้ายด้วยโรตีหวานมัน ฟินพุงยาวๆ รสมือเชฟนั้นยอดเยี่ยมสมกับประสบการณ์ที่สั่งสมมาเลยครับ เชฟเล่าให้ฟังว่ากำลังวางแผนนำประสบการณ์ Fine Dining มาสร้างความประทับใจเพิ่มเติมให้กับแขกของศิลาวดีด้วย หวังว่าเราจะได้กลับมาลิ้มรสอาหารละเมียดรสมือเชฟอีกครั้งนะครับ Our Pool เราตั้งตาคอยที่จะลงสระน้ำที่วิลล่าของเราตั้งแต่แรกเห็น และในที่สุดอากาศก็เริ่มจะเป็นใจ เพราะฝนหยุดตกแล้ว แม้จะยังครึ้มๆแต่เราก็ไม่รีรอที่จะฉวยโอกาสนี้ไว้ เพราะไม่รู้ว่าฝนจะกลับมาอีกทีเมื่อไหร่ สระน้ำ Infinity ฟรีฟอร์มของเรานั้นมาพร้อมกับมุมเตียงจากุซซี่ที่มีหัวเจ็ทพ่นน้ำนวดตัวด้วย และเราก็ชอบที่สระส่วนตัวของเรามีขนาดค่อนข้างใหญ่ สามารถลงเล่นกันได้แบบหลวมๆ 3-4 คนสบายๆ ที่สำคัญคือวิวสวยมาก น้ำทะเลสีฟ้าอ่อนๆที่เป็นเสน่ห์ของสมุยนั้น แทบจะเนียนเป็นสีเดียวกันกับสระของเรา ยิ่งตัดด้วยโขดหินสวยๆนั้นก็ยิ่งทำให้ถ่ายรูปขึ้นสุดๆเลยครับ Seafood Extravaganza มื้อค่ำวันนี้มาใน Theme อาหารทะเลที่พรีเซ้นต์เน้นความอลังการ ขนมาหมดทะเลทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ถาดใหญ่กว่าโต๊ะไปอีก มีทั้งแบบสด แบบย่าง พร้อมน้ำจิ้มให้เลือกหลายแบบ ใครมาสมุยแล้วต้องการอาหารทะเลสดๆ ก็คงไม่มีอะไรตอบโจทย์ไปกว่านี้แล้วครับ In-Villa Breakfast วันนี้เป็นวันเช็คเอาท์ของเราแล้ว และเราก็รู้สึกขอบคุณสวรรค์ที่ในที่สุดก็ส่งแดดงามๆมาให้เรา และที่ดีงามยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ Surprise อาหารเช้าริมสระในวิลล่าของเราเลย และเค้าไม่ได้มาเล่นๆนะครับ จัดเต็มทั้งเรื่องอาหารและการนำเสนอ ครบตั้งแต่จานไข่ ไส้กรอก เบค่อน ชีส โคลด์คัทส์ เบเกอรี่ โยเกิร์ต ผลไม้ ชา กาแฟสารพัดความอร่อยที่เกินกว่ากระเพาะของเราจะบรรจุได้ไปหลายอัตรา เราจึงต้องใช้ประโยชน์สูงสุดจากอาหารที่รีสอร์ทตั้งใจนำเสนอ นอกจากการกินแล้ว เรายังใช้เป็นพร็อพถ่ายรูปทั้งในสระและบนบกได้แบบรัวกล้องไม่ได้หยุดเลย Beach ไหนๆฟ้าก็เปิดเป็นใจให้เราแล้ว เราจึงได้ฤกษ์ออกไปสำรวจชายหาดส่วนตัวของทางรีสอร์ทกันเสียที พนักงานเล่าว่าถ้าโชคดีบางครั้งอาจจะได้เห็นฝูงปลาโลมาใกล้ๆรีสอร์ทด้วย และในบางปีก็จะมีเต่าทะเลมาวางไข่ด้วย เป็นเครื่องการันตีว่าธรรมชาติของศิลาวดีนั้นสมบูรณ์จริงๆ ระหว่างทางที่ไปหาด เราก็จะเจอกับอีกหนึ่งสระว่ายน้ำส่วนกลาง พร้อมกับโขดหินรูปทรงมนโค้งสวยงามตลอดทาง วันนี้เรารีบออกมาที่หาดเพราะตื่นเต้นกับแดดที่เพิ่งจะใจดีออกมาให้เราได้เห็นตั้งแต่เช็คอินจึงไม่ได้หยิบเอาอุปกรณ์อะไรติดตัวออกมาเลย ได้แต่มาเดินเล่นและนั่งชิงช้า หามุมถ่ายรูปมาฝากกัน แค่นี้เราก็แฮปปี้มากแล้วครับ Goodbye Lunch ก่อนจะเช็คเอาท์ เชฟปมณฑ์คนเก่งก็ได้เตรียมสำรับขนมจีนสมุยเป็นมื้อแทนคำอำลาให้กับเราอีกครั้ง มื้อนี้มาครบเซ็ตตั้งแต่ขนมจีนเส้นสด น้ำยาปู น้ำยาปลา และแกงไตปลา เสิร์ฟคู่กับผักสดผักดองนานาชนิด นอกจากนี้ยังมีไก่ทอดเลิศรสกับข้าวเหนียวมาให้อีก เรียกได้ว่าเป็นมื้อส่งท้ายที่อร่อยนัวถูกปากมากเลยครับ Wrapping Up Our Stay ศิลาวดีเป็นหนึ่งในรีสอร์ทที่เราอยากจะมาพักตั้งแต่เราเริ่มทำเพจใหม่ๆ เพราะมีความลงตัวพอดีระหว่างห้องพักที่สวยงาม การบริการที่ Exclusive และความสมบูรณ์ของธรรมชาติ นอกจากนี้ศิลาวดียังมีเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์จากการที่เป็นแบรนด์ของคนไทยและไม่มีสาขาอื่นใดนอกจากที่นี่ที่เดียวเท่านั้น แม้อากาศในทริปนี้ของเราอาจจะไม่ค่อยเป็นใจ แต่เราก็เอ็นจอยกับการได้มาชะลอจังหวะชีวิตจากเมืองกรุงสู่อ้อมกอดของท้องทะเล แมกไม้ และก้อนหินอันสวยงาม สิ่งที่เราประทับใจที่สุดก็เห็นจะเป็นวิลล่าหมายเลข 4 ของเราและการบริการของพนักงานที่เอาอกเอาใจเราเสียจนแทบจะเสียนิสัยกันเลยทีเดียว หวังว่าเราจะได้กลับมาเยือนศิลาวดี รีสอร์ทแห่งหินอันสวยงามในอีกไม่นานนี้นะครับ #LetsHoparound สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ที่ Line ID: @silavadeesamui (มี @ ข้างหน้า) หรือคลิก https://lin.ee/itCnpxT www.silavadeeresort.com โทร: 077 960 555 Email: reservations@silavadeeresort.com #silavadeeresort #silavadeesamui #samui #thailand
- InterContinental Phuket Resort จากวรรณกรรม 3 ดินแดน สู่ความแกรนด์บนหาดกมลา
InterContinental Phuket Resort จากวรรณกรรม 3 ดินแดน สู่ความแกรนด์บนหาดกมลา ขอต้อนรับเพื่อนๆสู่ Property ล่าสุดในไทยจากแบรนด์ InterContinental ที่นี่เพิ่งเปิดให้บริการได้เพียง 2 ปีกว่าๆบนทำเลหาดกมลาซึ่งได้รับฉายาว่าเป็น Millionaires’ Mile แห่งภูเก็ตเพราะเต็มไปด้วยวิลล่าหรูหรามากมาย รีสอร์ทแบรนด์อินเตอร์ฯแห่งนี้กินพื้นที่ครอบคลุม 2 ฝั่งถนน ทั้งฝั่งทะเล และฝั่งภูเขา จึงเป็นที่มาของไอเดียการแบ่งคอนเส็ปต์พื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนคือ แดนบาดาล แดนมนุษย์ และแดนสวรรค์ ซึ่งบริษัท P49 DEESIGN ผู้รับผิดชอบภาพรวมงานดีไซน์นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดเรื่องหนึ่งของไทยอย่างไตรภูมิพระร่วง ป่ะ! ไปชมของจริงกันเลยคร้าบ The Arrival ไม่ถึง 40 นาทีจากสนามบินรถของโรงแรมก็พาเรามาถึง Club InterContinental ซึ่งเป็นจุดเช็คอินฝั่งทะเล (แดนบาดาล) เพราะทริปนี้ห้องพักของเราอยู่ใกล้หาด แต่ถ้าหากเพื่อนๆพักฝั่งภูเขา (แดนมนุษย์และสวรรค์) ก็จะได้เช็คอินที่ล็อบบี้หลักของโรงแรมซึ่งอยู่อีกฟากของถนน Club InterContinental นั้นให้ความรู้สึกเหมือน Lounge พิเศษให้แขกได้นั่งพักผ่อน อ่านหนังสือ คุยงาน หรือจะจิบเครื่องดื่มเพลินๆก็ได้เช่นกัน เมื่อเราได้ที่นั่งในมุมที่ถูกใจแล้ว พนักงานก็เข้ามาต้อนรับพร้อมเมนู Welcome Drink ใช่แล้วครับที่นี่เครื่องดื่มต้อนรับจะมาเป็นเมนูให้เราเลือกตามชอบได้เลย ทั้งชา กาแฟ น้ำผลไม้ และอื่นๆ เราชอบบรรยากาศที่ไม่พลุกพล่านของการเช็คอิน Exclusive แบบนี้จัง ระหว่างที่รอเข้าห้องพัก เราขออนุญาตเล่าข้อมูลคร่าวๆเกี่ยวกับแบรนด์ InterContinental และรีสอร์ทแห่งนี้ไปพลางๆนะครับ The Brand Story ปีถัดมาหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง คุณ Juan Trippe ผู้บริหารสูงสุดของสายการบิน Pam Am (Pan America World Airways) สายการบินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้น ได้เปิดแบรนด์โรงแรมหรูเพื่อรองรับลูกค้าของสายการบินตามจุดหมายปลายทางต่างๆทั่วโลก ซึ่งนอกจากจะเป็นการต่อยอดทางธุรกิจแล้ว ยังเป็นการขยายอิทธิพล Soft Power ของอเมริกาให้แผ่ไกลออกไปอีกด้วย เพราะแม้จะไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ Pan Am นั้นก็มีภาพลักษณ์ราวกับเป็นสายการบินแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 เนื่องจาก Pan Am เป็นสายการบินพาณิชย์แรกของโลกที่มีเที่ยวบินข้ามทวีป (Inter Continental) จึงเป็นที่มาของชื่อแบรนด์โรงแรม InterContinental ซึ่งเปิดแห่งแรกที่เมือง Belém ทางตอนเหนือของประเทศ Brazil และภายในเวลาไม่นานก็ได้ขยายออกไปอีกหลายประเทศทั่วโลก นับจากวันนั้นแบรนด์ InterContinental ก็ได้ผ่านความเปลี่ยนแปลงมานับครั้งไม่ถ้วน และแม้บริษัทแม่อย่าง Pan Am จะต้องปิดตัวไปในปี 1991 แต่แบรนด์ InterContinental ก็ยังคงงอกงามภายใต้บริษัทแม่แห่งใหม่ที่มีประวัติความเป็นมากว่า 200 ปี ก่อนที่จะสยายปีกกลายเป็น IHG (InterContinental Hotels Group) ที่มีแบรนด์โรงแรมในเครือถึง 16 แบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น Six Senses, Kimpton และ Holiday Inn เป็นต้น Our Room ที่ InterContinental Phuket Resort นั้นมีห้องพักทั้งแบบ Pool Villa และห้องพักมาตรฐานซึ่งก็แบ่งออกเป็นอีกหลายแบบ แต่ห้องพักของเราในวันนี้เป็น Executive Room ที่หันหน้าเข้าหาวิวทะเลอันดามัน ซึ่งมาพร้อมกับสิทธิพิเศษในการเข้าใช้ Club InterContinental ได้ตลอดเวลา และจะมีช่วงเวลาพิเศษที่จะมีบริการอาหารเช้า Afternoon Tea และ Free-Flow Cocktails ที่รวมอยู่ในค่าห้องแล้วด้วยนะครับ นอกจากนี้ยังมีสระว่ายน้ำใกล้ๆกับห้องพักซึ่งสะดวกและเป็นส่วนตัวมากขึ้นด้วยครับ การตกแต่งห้องนั้นสวยงามตามฉบับ 5 ดาวของ InterContinental มีพื้นที่ประมาณ 43 ตร.ม. กำลังพอเหมาะสำหรับ 2 คน ผนังบานเลื่อนที่กั้นเป็นห้องน้ำนั้นสามารถเปิดโล่งหรือปิดเพื่อความเป็นส่วนตัวได้ ภายในห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำขนาด Full Size พร้อม Shower Room แยกต่างหาก ส่วน Amenities นั้นเป็นของแบรนด์ HAARN ครับ Pine Beach Bar ทิวสนที่เรียงรายอยู่บริเวณหน้าหาดกมลา คงจะเป็นที่มาของชื่อ Pine Beach Bar นี้ และนับวันบีชบาร์แห่งนี้ก็ยิ่งสร้างชื่อให้กับตัวเองจนกลายเป็นอีกหนึ่งในจุดนัดพบที่ป็อปปูล่าร์ที่สุดของเกาะภูเก็ต เพราะที่นี่เค้ามีกิจกรรมพิเศษอยู่เสมอ อย่างเช่นในทุกๆเดือนจะมี 1 วันพิเศษที่ทางรีสอร์ทจะเชิญ Mixologist ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติมาผสมเครื่องดื่มเป็นเมนูเฉพาะกิจให้กับลูกค้าได้ดื่มด่ำรสชาติเคล้าบรรยากาศที่ครึกครื้น ณ หาดกมลาแสนสวยแห่งนี้ และวันนี้ก็บังเอิญเป็นวันพิเศษประจำเดือนพอดีเลย ในวันนี้ทางรีสอร์ทได้เชิญคุณ Federico Balzarini มารับ Guest Shift ผสมเครื่องดื่มให้ลูกค้าที่นี่ได้เอ็นจอย คุณ Federico เป็นหัวหน้าบาร์เทนเดอร์ชาวอิตาเลียนคนใหม่จากร้าน Vesper ซึ่งได้รับรางวัล Asia’s Best Bars 2021 ลำดับที่ 46 จากการจัดอันดับของ The World’s 50 Best สำหรับที่ PineBeach Bar ในวันนี้คุณ Federico ได้จัดเมนูพิเศษให้เราได้เลือกลิ้มลองถึง 4 เมนู และคราวหน้าในวันที่ 16 เมษายน 2022 จะเป็นคิวของคุณ Gabriel Lowe จากโรงแรม The Standard กรุงเทพฯที่กำลังจะเปิดเร็วๆนี้ แต่หากเพื่อนๆมาที่นี่ ก็จะได้ชิมฝีมือของคุณ Gabriel ก่อนที่กทม.เสียอีก นอกจากเครื่องดื่มแล้ว Pine Beach Bar ยังมีเมนูอาหารทั้งไทยและเทศให้เลือกกินกันตามชอบได้เลย ไม่ว่าจะอยากอิ่มหนักหรืออิ่มเบามีช้อยส์ให้เลือกหมดครับ อารมณ์ครื้นเครงของที่นี่พาให้เราได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ๆผ่านคุณนิคกี้ PR ของโรงแรม พูดคุยกันสนุกสนานมากครับ ตบท้ายด้วยการแสดงควงไฟของ Local Performers ที่ฝีมือไม่ธรรมดาเลย ยิ่งได้ฉากหลังเป็นทะเลวิว Sunset แสงสีทองก็ยิ่งทำให้เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำยิ่งขึ้นอีก Earth Hour ความบังเอิญที่พิเศษอีกอย่างของวันนี้ก็คือเป็นวันที่จะมีกิจกรรม Earth Hour ซึ่งทางโรงแรมจะปิดไฟในจุดที่ไม่จำเป็นเป็นเวลา 1 ชั่วโมง และจะจุดเทียนแทน เราจึงถือโอกาสเก็บภาพแสงเทียนสวยๆที่ 1 ปีจะมีสักครั้งมาฝากกันครับ คืนนี้ทางรีสอร์ทวางเทียนเป็นรูปโลโก้ InterContinental ตรงทางเดินสู่อาคารสวรรค์พอดีซะด้วยสิ Soaking Away The Weariness วันนี้เราเป็นวันแรกที่เราเพิ่งเดินทางมาถึง แต่กิจกรรมแน่นเลยครับจึงรู้สึกเพลียเล็กน้อย นึกขึ้นได้ว่าที่ห้องมีอ่างอาบน้ำไซส์ใหญ่รอเราอยู่ ก็เลยไม่พลาดครับ ให้น้ำอุ่นและฟองหอมๆนุ่มๆช่วยคลายความเหนื่อยล้าซักหน่อยค่อยสบายตัวขึ้นเยอะเลย วันนี้เราขอพักผ่อนกันก่อน แล้วพรุ่งจะพาไปชมรีสอร์ทต่อครับ Breakfast At Pinto ช่วงเวลาอาหารเช้าทำให้เรารู้ว่าแขกของ InterContinental Phuket นั้นเยอะมากจริงๆครับ น่าจะมาจากความแข็งแรงของแบรนด์ระดับโกลบอล เพราะแขกส่วนใหญ่ก็จะเป็นต่างชาติ อาหารเช้าที่นี่จะเสิร์ฟสไตล์ Buffet ไปเลือกตักเอาเองได้ตามชอบเลย เมนูอาหารนั้นมีหลากหลายทั้งไทย สากล ไปจนถึงอาหารท้องที่อย่างปาท่องโก๋ ขนมจีน หรือติ่มซำ จริงๆแล้วหากเราต้องการรับประทานอาหารเช้าแบบหลบผู้คน ก็สามารถใช้สิทธิ์ที่ Club InterContinental ได้นะครับ ซึ่งจะเป็นอาหาร A La Carte คนละอารมณ์กับที่ห้องอาหารปิ่นโตนี้ แต่พอดีว่าเราอยากพาเพื่อนๆมาดูบรรยากาศอีกฝั่งหนึ่งก็เลยนั่งรถ Buggy ลอดใต้ถนนจากแดนบาดาลมายังฝั่งภูเขาที่เป็นแดนนมนุษย์ (พสุธา) และสวรรค์ เพราะเดี๋ยวกินเสร็จเราก็จะได้ไปเดินสำรวจรอบๆฝั่งนี้กันต่อครับ A Walk In Paradise ไปเดินเล่นกันครับ ฝั่งภูเขานี้มีพื้นที่ใหญ่กว่าฝั่งทะเลนะครับ จึงมีมุมให้ปลีกวิเวกมากกว่า Vibe ก็จะสงบกว่าด้วย (ยกเว้นช่วงเวลา Breakfast นะครับ 555) จากฝั่งทะเลในเขตเมืองบาดาล รีสอร์ทได้เจาะอุโมงค์ลอดใต้ถนนพร้อมงานจิตรกรรมฝาผนังฝีมือนักเรียนช่างท้องที่ ซึ่งอุโมงค์นี้ก็เปรียบเสมือนลำตัวพญานาคที่พาแขกข้ามมายังโลกมนุษย์ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Main Lobby ที่อยู่อีกฟากถนนของรีสอร์ท จาก Main Lobby เราจะสามารถวิวเห็นอาหารทรงไทยประยุกต์สีขาวที่กลายเป็น Icon ของทางรีสอร์ทไปแล้ว หลายคนแซวว่าดูคล้ายวัดร่องขุ่นซึ่งทางผู้ออกแบบก็คงอยากให้มีอารมณ์ความขลังในแนวนั้นเหมือนกันนะครับ เพราะอาคารนี้มีชื่อว่า “สวรรค์” เป็นสัญลักษณ์แทนจุดสูงสุดในรีสอร์ทแห่งนี้ตามธีมที่วางไว้ โดยอาคารสวรรค์นี้ถูกออกแบบให้มีหลังคารูปทรงคล้ายมือที่ประนมซ้อนขึ้นไป 7 ชั้นแทนสวรรค์ชั้นต่างๆนั่นเอง ชั้นล่างของอาคารสวรรค์นั้นเป็นที่ตั้งของ “สติสปา” และชั้นบนจะกลายเป็นร้านอาหาร Fine Dining ในอนาคต แต่ปัจจุบันก็เปิดให้แขกเดินขึ้นไปชมได้ครับ การวางตำแหน่งสิ่งปลูกสร้างต่างๆนั้นล้วนได้แรงบันดาลใจมากจากตำนานความเชื่อเกี่ยวกับสวรรค์ตามคติผสมผสานแบบพุทธและพราหมณ์-ฮินดู โดยสมมติให้ภูเขาด้านหลังนั้นเป็นเขาพระสุเมรุ มีการจัดพื้นที่สวนเพื่อแทนป่าหิมพานต์ และสระว่ายน้ำเพื่อแทนสระอโนดาต การตั้งชื่ออาคารต่างๆก็เป็นไปตามคอนเส็ปต์เดียวกัน เช่น Wayo (วาโย แปลว่า ลม) Akash (อากาศ) Pasutha (พสุธา แปลว่า แผ่นดิน) หรือ Apo (อาโป แปลว่า น้ำ) เป็นต้น Sunday Brunch At Pine Beach Bar นอกจากจะเป็นจุดนัดดริ้งค์แล้ว Pine Beach Bar ยังมีทีเด็ดทุกวันอาทิตย์เป็น Sunday Brunch อีกด้วย ได้ข่าวมาว่าทีนี่กลายเป็นอีกหนึ่ง Hot Spot ของชาวสังคมชั้นนำในภูเก็ตจะนัดมา Connect กัน แต่เนื่องจากวันนี้พระอาทิตย์เผื่อแผ่รัศมีแบบใจกว้างดีเหลือเกิน เราจึงขอหลบร่มเข้ามาเอ็นจอยอาหารใต้ชายคาดีกว่า อาหารที่นี่หลากหลายมากเลยครับทั้งหอยนางรมสด เซวิเช่ปลาทูน่า พาสต้าล็อบสเตอร์ สเต้กทีโบน พิซซ่าทรัฟเฟิ่ล ไปจนถึงซุป สลัดและตัวเลือกวีแกน คล้ายๆกับจะเป็นการรวมดาวเอาเมนูเด็ดของทั้งโรงแรมมาไว้ในมื้อเดียวแบบทานได้ไม่อั้น นอกจากนี้ยังมีเซ็ตให้เลือกทั้งแบบ Food Only หรือแบบที่รวมเครื่องดื่ม ขอแนะนำให้จองล่วงหน้าก่อนซัก 3 วันนะครับ จะได้ราคาพิเศษ Early Bird ด้วย Kamala Beach เรายังไม่เคยพาเพื่อนๆไปชมบรรยากาศหาดกมลาตอนกลางวันกันเลยครับ และหลังมื้อหนักแบบนี้การได้เดินย่อยริมทะเลก็ฟังดูเป็นไอเดียที่ไม่เลวทีเดียว หาดกมลานั้นเป็นหาดสาธารณะที่ยาวถึง 2 กิโลเมตร มีทรายละเอียดนุ่มเท้า น้ำใสสีฟ้าสวย มีทั้งจังหวะที่คลื่นสงบและจังหวะที่คลื่นแรงพอประมาณทำให้สามารถเล่นกิจกรรมทางน้ำได้หลากหลาย ละแวกหาดหน้ารีสอร์ทน่าจะเป็นโซนที่ดูคึกคักที่สุดแล้ว แต่ก็ไม่ถึงกับพลุกพล่านมากครับ บ้างเล่นน้ำ บ้างแอบแดด บ้างนั่งอ่านหนังสือ ทำให้ดูมีชีวิตชีวากำลังดี แต่หากจากได้ความสงบมากๆ ก็เดินไกลออกไปนิดหน่อย คนก็จะบางตาลงไปเรื่อยๆ ในวันแดดจัดๆอย่างวันนี้นั้นสีสันของน้ำทะเลยิ่งสวยจัดเป็นพิเศษ แต่ก็มาพร้อมกับความร้อนอ้าวเต็มกำลังเช่นกัน ทิวสนบริเวณหาดของโรงแรมก็พอช่วยให้ร่มเงาได้บ้างครับ ใครชอบอาบแดดนี่น่าจะถูกใจมากเลยล่ะ แต่ตอนนี้เราขอไปหลบร้อนในห้องแอร์ที่ Club InterContinental ก่อนนะคร้าบบบบ Tengoku ใครอ่านบทความมาถึงตรงนี้ต้องขอแสดงความยินดีด้วยครับ คุณกำลังจะได้รู้ถึง Item ลับซึ่งเป็นของดีที่หลบซ่อนอยู่ใน InterContinental Phuket Resort แห่งนี้ เป็นร้านอาหารเด็ดขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในอีกร้านอาหารหนึ่ง ร้านนี้มีชื่อว่า Tengoku (แปลว่าสวรรคฺ) เป็นร้านญี่ปุ่นแนวโอซาก้าที่มีโต๊ะเพียง 5 โต๊ะ กับที่นั่งหน้าบาร์อีกนิดหน่อย ดูแลโดยเชฟไอซ์ เชฟไทยอายุน้อย (26 ปีเท่านั้น) แต่ประสบการณ์แน่นทั้งจากร้านญี่ปุ่นในไทยและที่เกียวโต ที่เรารู้สึกได้อย่างชัดเจนก็คือ Passion ของทั้งเชฟและทีมงานที่ใส่ใจในการคัดสรรวัตถุดิบอย่างมาก เช่นปลาแซลม่อนพันธุ์พิเศษที่ต้องสั่งตรงจากนักตกปลาด้วยเบ็ดจากญี่ปุ่นซึ่งเนื้อนุ่มหวานต่างจากแซลม่อนทั่วไปจริงๆ รวมไปถึงความพยายามที่จะทำเครื่องปรุงต่างๆเอง From Scratch ไม่ว่าจะเป็นการหมักมิโสะขาว มิโสะแดง และอื่นๆอีกมากมาย ที่นี่คุณอาจจะไม่พบซูชิในเมนู แต่จะเต็มไปด้วยตัวเลือกอื่นๆที่หลากหลาย โดยปรุงออกมาแบบ Creative ไม่เหมือนใคร ทั้งของดิบ ข้าวหน้าต่างๆ จานเส้น ปิ้งย่างฯลฯ จานที่เราเลือกสั่งมานั้นรสชาติดีงามลงตัว และนอกจากอาหารแล้ว Tengoku ยังโดดเด่นด้วยเมนูสาเกที่คัดมาให้เลือกชิมเกือบ 20 ชนิดจากแทบทุกภูมิภาคของญี่ปุ่น ทั้งหมดนี้ทำให้ Tengoku กลายเป็นร้านโปรดที่เซอร์ไพร้ซ์เราที่สุดในรีสอร์ทแห่งนี้ และอีกสิ่งหนึ่งที่เราชื่นชมมอย่างมากก็คือบุคลิกที่สุภาพถ่อมตัวของเชฟไอซ์เอง มื้อนี้นับเป็นการจบวันได้ฟินสุดๆไปเลยครับ Sati Spa วันนี้เป็นวันสุดท้ายของเราที่นี่แล้ว แต่ยังเหลือโปรแกรมอีกหลายอย่างเลยครับ หลังจากมื้อเช้าที่เราตั้งใจกินแค่ให้พออิ่มสบายๆแล้วก็เป็นคิวของสปา เรามีนัดกับพี่ๆ Therapists ที่ “สติสปา” ซึ่งเป็นสปาของ InterContinental Phuket Resort โดยตรง ช่วงนี้เขามีแพ็คเก็จพิเศษให้เราเลือกจัดคอร์สตามต้องการของเราได้เลยในราคาที่คุ้มค่าเป็นพิเศษ ใครสนใจลองสอบถามถึงแพ็คเก็จ New You ได้กับทางสปาเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นนวดไทย นวดน้ำมัน นวดศีรษะ นวดหน้า ขัดผิว ทำเล็บที่นี่มีพร้อมครับ สำหรับผลิตสปาที่นี่ใช้ของ HAARN และสกินแคร์สำหรับผิวหน้าจะเป็นของ Anne Semonin แบรนด์หรูจากปารีสครับ เราชอบขั้นตอนล้างพลังงานลบด้วยเสียงจาก Crystal Singing Bowl ก่อนเข้าห้องทรีตเม้นต์ ซึ่งเป็นดังพิธีกรรมง่ายๆสั้นๆให้เราได้น้อมนำจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบันเพื่อรับการนวดบำบัดด้วย โถงตรงกลางในโซนห้องทรีตเม้นต์ประดับด้วยดอกมณฑารพจำลองแขวนลดหลั่นกันไป สำหรับใครที่ไม่รู้จัก ดอกมณฑารพคือดอกไม้ทิพย์จากเทวโลกซึ่งไม่มีอยู่ในโลกมนุษย์นะครับ ตามคอนเส็ปต์สวรรค์ของรีสอร์ทเลย สำหรับความสบายของการนวดขอให้ภาพสื่ออารมณ์แทนนะครับ เรื่องแบบนี้ต้องมาลองด้วยตัวเองครับ 5555 Afternoon Tea At Devas' Lounge Devas’ Lounge นั้นอยู่ติดกับล็อบบี้หลัก จึงเป็นดั่งห้องเอนกประสงค์ที่ใช้รับรองแขกทั้งภายในและภายนอก แต่สิ่งที่ทำให้เล้านจ์แห่งนี้มีชื่อก็คือ Afternoon Tea ที่จัดเต็มด้วยขนมทั้งคาวหวานซึ่งเป็นผลงานรังสรรค์จาก Pastry Chef ของทางโรงแรมเอง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องค่อนข้างหายากในภูเก็ต (น่าประหลาดใจที่เราได้ทราบว่าโรงแรมส่วนใหญ่ในภูเก็ตไม่มี Pastry Chef ประจำนะครับ) เราเพิ่งเคยเห็น ล็อบสเตอร์โรลล์ และ โรลล์เนื้อตุ๋นโรยหน้าด้วยเห็ด Truffle ฝนเป็นแผ่นหนาๆเสิร์ฟมาในเซ็ต Afternoon Tea ด้วย ส่วนเรื่องชาที่นี่เลือกชาที่ปลูกในไทยจากแบรนด์ Monsoon ซึ่งมีให้เลือกนับ 10 ชนิด รวมถึง Blend พิเศษสำหรับ Davas’ Lounge ที่โดดเด่นด้วยกลิ่นลิ้นจี่ด้วย นอกจากนี้ยังมีกาแฟที่ปลูกในไทยที่คัดพิเศษเพื่อนำมา Slow Drip โชว์และเสิร์ฟด้วย อ้อ! ลืมบอกไปครับ Devas นั้นก็คือคำว่าเทวานั่นเอง เค้ารักษาคอนเส็ปต์จริงจังนะครับ :-) The Pools สิ่งหนึ่งที่ InterContinental Phuket Resort ไม่ขาดแคลนเลยก็คือสระว่ายน้ำ เนื่องจากพื้นที่ของรีสอร์ทมีหลายโซน จึงมีสระให้แขกเลือกเล่นน้ำได้ถึง 6 สระพร้อมกับ Vibe ที่ต่างกันไป ตั้งแต่แบบสนุกสนานเจี๊ยวจ๊าวได้ (สระหน้าหาด) ไปจนถึงแบบเงียบสงบหลบฝูงชนซึ่งเป็นมู้ดที่ใจของเรากำลังเรียกร้องพอดี เราจึงจะพาเพื่อนๆไปเล่นน้ำกันที่สระ Infinity Pool บนชั้นดาดฟ้าของอาคารล็อบบี้กันครับ ที่เราเลือกสระนี้นอกจากเรื่องความปลอดผู้คนแล้ว จุดนี้ยังเป็นจุดที่เราสามารถมองเห็นรีสอร์ททั้งฝั่งทะเลและฝั่งภูเขาได้ทั้ง 2 ฝั่งพร้อมๆกัน มีมุมและพื้นที่ให้โพสถ่ายรูปได้แบบไม่ต้องเกรงใจใคร แถมในสระก็ยังมี Jacuzzi ให้เราแช่นวดกล้ามเนื้อได้อีกด้วย Perfect Choice สำหรับ Moment นี้เลยครับ ส่วนใครที่ไม่ได้เตรียมผ้าเช็ดตัวมาก็ไม่ต้องห่วง ทางโรงแรมเตรียมน้ำดื่มและผ้าเช็ดตัวเอาไว้ให้พร้อมครับ Jaras - Refined Thai Cooking “จรัส” นั้นได้ชื่อมาจากคุณย่าของเจ้าของโปรเจ็คต์ InterContinental Phuket Resort แห่งนี้ ซึ่งต้องการจะสื่อถึงมรดกอาหารไทยที่ละเอียดอ่อนทั้งในการคัดสรรวัตถุดิบและการปรุง และทางทีมเชฟก็ได้นำไอเดียนี้มาต่อยอดด้วยเทคนิควิธีที่ทันสมัยในภาคปฏิบัติกันอย่างจริงจัง ที่นี่มีการหมักน้ำปลา ซีอิ๊วเอง รวมถึงการปลูกผักและดองพืชผลท้องถิ่นที่คัดมาจากแหล่งต่างๆทั้งในภูเก็ต และจังหวัดใกล้เคียงเพื่อนำมาประกอบอาหารที่ Authentic และใส่ใจตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงลิ้นลูกค้า มื้อนี้ที่จรัสของเราเป็นมื้อที่น่าประทับใจสมกับเป็นมื้อสุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพฯจริงๆ เมนูที่เราสั่งมานั้นเหมือนจะเป็นเมนูง่ายๆ คือ ทอดมันปู ไก่ย่างตะไคร้ ยำส้มโอทับทิมกุ้งย่าง และแกงกะหรี่ปลากะพงลูกชกพังงา แต่ความพิถีพิถันของเชฟนั้นได้ยกระดับรสชาติของให้เป็นประสบการณ์ที่ละเมียดละไมกลมกล่อมเกินคาดของเรามากครับ Wrapping Up Our Stay InterContinental Phuket Resort เป็นโรงแรมหรู 5 ดาวที่เข้าใจง่าย ตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก อยู่ไม่ไกลจากสถานบันเทิง โดยที่ยังแวดล้อมไปด้วยทั้งภูเขา ทะเลและหาดทรายสวยงาม มีคอนเส็ปต์โดดเด่นชัดเจน มี F&B Outlets ที่ตอบเกือบทุกความต้องการ (เราประทับใจ Tengoku และจรัสมากเป็นพิเศษ) พร้อมทั้งครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ที่นี่จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มีงบประมาณและต้องการความครบเครื่องหลากหลายภายใต้มาตรฐานของแบรนด์อินเตอร์ที่เป็นเชนข้ามทวีปไปทั่วโลกสมกับความหมายของชื่อ InterContinental นั่นแหละครับ #LetsHoparound สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม +66 (0)76 629 999 LINE bit.ly/icpk-line icphuket.info@ihg.com #InterContinentalPhuketResort #WhereLuxuryMeetsLegend #InterContinentalLife #InterContinental #ExperienceIHG #anIHGHotel
- OSAKA Highlights รวมที่สุดของจุด Stop ในโอซาก้า
OSAKA Highlights รวมที่สุดของจุด Stop ในโอซาก้า ญี่ปุ่นเปิดประเทศแล้ววันนี้! Hoparound.co ก็เลยอยากเอาไอเดียเที่ยวญี่ปุ่นแบบไม่แมส(มาก)กลับมาฝากกันอีกรอบ ญี่ปุ่นฝั่งตะวันออกไม่ว่าจะเป็นเกียวโต โอซาก้า ต่างก็ Popular อยู่แล้ว แต่ฝั่งตะวันตกนั้นเป็นเหมือนขุมทรัพย์สำหรับนักเดินทางที่ช่างแสวงหา วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไปสำรวจเมือง OSAKA กันก่อนกับ 15 พิกัดในโอซาก้าที่เรารวบรวมไว้ในโพสต์นี้จะมีจุดไหนน่า #Hop กันบ้าง ไปดูกันเลยครับ Exclusive Deal with Hoparound.co บัตรเข้าสวนสนุกยูนิเวอร์แซล สตูดิโอส์ เจแปน (Universal Studios Japan) ในโอซาก้า และบัตรเอ็กเพรสพาส (Express Pass) สำหรับเครื่องเล่นในสวนสนุก | ญี่ปุ่น ตั๋วคันไซเรลเวย์พาส (Kansai Railway Pass) แบบ 2 หรือ 3 วัน (ตั๋วอิเล็กทรอนิกส์) | คันไซ ญี่ปุ่น ดีลโรงแรมสุดพิเศษ OMO7 Osaka by Hoshino Resorts HOTEL HASU NEST HOTEL OSAKA UMEDA THE LIVELY Honmachi Osaka Uoshin Sushi Umeda ใครเลิฟซูชิต้องมาร้านนี้ครับ ซูชิหน้าล้น แบบล้นสุดดดด ราคาดีงามด้วย รสชาติก็สดอร่อย เรากลับมาโอซาก้าทุกครั้ง ต้องแวะร้านนี้ทุกครั้ง เพราะเปิดถึงเที่ยงคืน 📍 https://goo.gl/maps/BeX4Sv9M1ByWCE9n7 ⏱เปิดทุกวัน 11:00–0:00 Mel Coffee Roasters อีกหนึ่งร้านกาแฟที่เจ้าของเฟรนลี่ ขี้เล่นสุด! ร้านนี้เราเจอในอินสตาแกรม มีเมล็ดกาแฟมาจากหลายที่บนโลกมาก ร้านตั้งอยู่หัวมุมเล็กๆ แต่มีเครื่องคั่วเป็นของตัวเองด้วยนะ 📍 https://g.page/melcoffeeroasters?share ⏱เปิดทุกวัน 10:00–18:00 Organic Building in Osaka ตึกออร์แกนิกใจกลางเมืองโอซาก้า เป็นตึกที่มีรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่เท่และน่าสนใจมาก เพราะตึกนี้สร้างขึ้นโดยแต่ละช่องจะปลูกต้นไม้ต่างชนิดกันกว่า 80 ชนิด อาคารออร์แกนิกสร้างเสร็จในปี 1993 ออกแบบโดยสถาปนิกและศิลปินชาวอิตาลี Gaetano Pesce ตั้งอยู่ในย่าน Minami Semba เรารู้สึกเหมือนย่านนี้เป็นย่านอาร์ตๆ ย่านนึงในโอซาก้าเลยแหละ! 📍 https://goo.gl/maps/Lp1wkraquVusGSt96 Embankment Coffee ร้านกาแฟที่เราชอบที่สุดในโอซาก้าเลย ชอบทั้งบรรยากาศ การตกแต่ง ฟีลเหมือนอยู่บ้านดี กลับไปโอซาก้าทุกครั้งก็แวะร้านนี้ทุกครั้งเลย ติดใจสุดๆ 📍 https://goo.gl/maps/uvDJytLjaZwwuciX7 ⏱เปิดทุกวัน จันทร์-ศุกร์ 12:00–18:00 เสาร์-อาทิตย์ 9:00–18:00 ISSEY MIYAKE SEMBA ใครเป็นแฟน Issey ไม่ควรพลาดสาขานี้ เพราะสาขานี้ใหญ่มาก ของครบ มีแกลอรี่ให้เดินชมด้วยครับ พนักงานบริการดีมาก ตอนเราช้อปเสร็จแล้วจะเดินออก พนักงานบอกว่ารอแปปนึง แล้ววิ่งไปหยิบน้ำมาเสิร์ฟด้วย น่ารักสุดๆ 📍 https://goo.gl/maps/vKUwXZuELHP3fHLS7 ⏱เปิดทุกวัน 11:00–20:00 MOUNT - Kitahama คาเฟ่ชิลๆริมน้ำ ที่เสิร์ฟทั้งกาแฟและเบเกอรี่หลากชนิด ตั้งอยู่โซน Kitahama ริมแม่น้ำ Tosabori บรรยากาศดีมาก ชิลสบาย คนไม่เยอะ มีที่นั่งเอ้าดอร์ด้วย 📍 https://goo.gl/maps/eB1gduoMtgU3bn3c6 ⏱เปิดทุกวัน 11:00–17:30 THE LIVELY OSAKA HONMACHI โรงแรมนี้เป็นใหม่ห้องพักสบายมาก ราคาเริ่มต้นคืนละ 2,xxx บาทเท่านั้น เดินทางสะดวกติดรถไฟใต้ดินทั้งสองสายเลย Sakaisuji Hommachi Station พิเศษเฉพาะชาว Hoparound.co สามารถจองดีลพิเศษได้ที่นี่ THE LIVELY Honmachi Osaka 📍 https://g.page/the-lively-osaka?share PATHFINDER XNOBU อีกหนึ่งร้านกาแฟเปิดใหม่ที่ดูดีและกาแฟอร่อย มีเบเกอรี่ มีเมล็ดกาแฟให้เลือกหลากหลาย ร้านนี้เราบังเอิญเดินผ่าน เลยแวะเข้าไปนั่งพักจิบกาแฟสักหน่อย แถมคนขายก็ดีนะเนี่ยย 555 📍 https://goo.gl/maps/5m6eHCtYUjTQ3erG7 ⏱เปิดทุกวัน 10:00–18:00 70B OSAKA ร้านขายเฟอร์นิเจอร์มือสอง มาเดินดูเพลินๆ ได้ หรือใครไหวที่จะแบกกลับบ้านก็แนะนำเลย! ร้านนี้มีขายพวกข้าวของเครื่องใช้ในบ้านทั้งมือหนึ่งและมือสองเลย มีไปจนถึงโคมไฟ เก้าอี้ ดอกไม้แห้ง จาน ชาม คือครบมากๆ 📍 https://goo.gl/maps/iVwpuGbMe8YeptvN7 ⏱เปิดศุกร์-พุธ 12:00–19:00 ปิดวันพฤหัส North Shore Kitahama ร้านนี้เป็นร้านคาเฟ่กับไดน์นิ่งมีหลายสาขาทั่วญี่ปุ่นเลย แต่นี่เป็นสาขาแรก เราชอบร้านนี้ที่มีเมนูรักสุขภาพ มีผัก แซนวิช น้ำผลไม้คั้นสด ของคาวของหวาน ครบ! ด้านหลังร้านก็มีโซนเอ้าท์ดอร์ให้นั่งรับลมเย็นๆ ชมวิวเมืองโอซาก้ากับแม่น้ำ Tosabori ไปด้วย ชิลมาก 📍 https://goo.gl/maps/ZvfhZ2JVhXWhxHmU6 ⏱เปิดทุกวัน 7:00–18:00 Saturdays NYC แบรนด์เซิร์ฟชื่อดังจากนิวยอร์ก สาขานี้นอกจากจะมีไลน์สินค้าที่ครบครันมากๆ ไม่แพ้สาขาที่นิวยอร์กเลย ยังมีคาเฟ่ให้นั่งชิล จิบเครื่องดื่ม กาแฟดีๆ อีกด้วยนะ 📍 https://goo.gl/maps/HzVpUYBHxkznrJV38 ⏱เปิดทุกวัน 9:00–20:00 Orange Street สายครีเอทีฟต้องชอบย่านนี้มากแน่ๆ ย่านนี้เป็นช้อปปิ้งแบรนด์สตรีทในโอซาก้า ตั้งอยู่ระหว่างย่าน Namba กับ Shinsaibashi มีทั้งแบรนด์ญี่ปุ่น แบรนด์เมืองนอก แล้วก็มีพวกร้านคาเฟ่ด้วยนะ ใครชอบการเดินช้อปปิ้งลัดเลาะไปตามถนนแนะนำครับ 📍 https://goo.gl/maps/yDhPZHhBaeg4PrSEA BIOTOP ร้าน Biotop เป็นร้านขายสินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าแต่งบ้าน แฟชั่น ต้นไม้ และคาเฟ่ มีสาขาแรกอยู่ที่โตเกียว สาขาที่สองคือที่นี่ โอซาก้า และสาขาที่สามอยู่ที่ฟุกุโอกะ 📍 https://goo.gl/maps/LPowYUtV5QTY3NYC6 ⏱เปิดทุกวัน 11:00-20:00 Kuromon Market ตลาดคุโรมง โอซาก้า เป็นตลาดที่มีของเยอะ ของไม่แพง และ สดมาก หลายคนยกที่นี่ให้เป็นครัวแห่งเมืองโอซาก้าเลยนะ เดินทางสะดวกมาก ใช้ซัพเวย์ลงสถานี Nippombashi ทางออกที่ 10 เลยครับ 📍 https://goo.gl/maps/9E9WEHJxs7ng6qsb8 ⏱เปิดจันทร์ - เสาร์ 9:00–17:00 ปิดวันอาทิตย์ Freitag Store Osaka แฟนๆกระเป๋า Freitag อย่าลืมแวะช้อปสาขานี้นะครับ เพราะของเยอะมากจริงๆ 📍 https://goo.gl/maps/Jj2LD8rVkp8q2GiH6 ⏱เปิดทุกวัน 11:00–19:00 รวมดีลพิเศษที่โอซาก้า Exclusive Deal with Hoparound.co บัตรเข้าสวนสนุกยูนิเวอร์แซล สตูดิโอส์ เจแปน (Universal Studios Japan) ในโอซาก้า และบัตรเอ็กเพรสพาส (Express Pass) สำหรับเครื่องเล่นในสวนสนุก | ญี่ปุ่น ตั๋วคันไซเรลเวย์พาส (Kansai Railway Pass) แบบ 2 หรือ 3 วัน (ตั๋วอิเล็กทรอนิกส์) | คันไซ ญี่ปุ่น ดีลโรงแรมสุดพิเศษ OMO7 Osaka by Hoshino Resorts HOTEL HASU NEST HOTEL OSAKA UMEDA THE LIVELY Honmachi Osaka
- HIROSHIMA เที่ยวฮิโรชิม่า ญี่ปุ่น
ฮิโรชิม่าเมืองแห่งน้ำ ในปี 1945 ฮิโรชิมะเป็นหนึ่งในฉากจบของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ถูกสหรัฐอเมริกาโจมตีด้วยระเบิดปรมาณู วันนี้ของฮิโรชิมะแทบไม่เหลือร่องรอยแห่งอดีตที่โหดร้ายแต่กลับเป็นเมืองน่าอยู่ที่มีไลฟ์สไตล์และงานดีไซน์ทันสมัยแทรกตัวอยู่แทบทุกที่ ฮิโรชิมะตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะฮอนชู ทิศใต้ติดกับทะเลเซโตะและทิศเหนือโอบล้อมด้วยภูเขาสูง และที่นี่ผู้คนสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีมาก แม้แต่ป้ายบอกทางต่างๆ ยังมีภาษาอังกฤษให้อ่านได้อย่างชัดเจน อาหารอร่อยขึ้นชื่อของที่นี่คือ “หอยนางรมสด” และ “โอโคโนมิยากิ” วันแรกเราเริ่มทริปกันที่ย่าน Fukuromachi ย่านช้อปปิ้ง Fukuromachi เป็นย่านเงียบๆ แต่ร้านค้าดีๆเยอะมาก ทั้ง Maison Margiela, Soph, A.P.C., F.I.L., Marimekko, และร้านคาเฟ่+แซนวิชเก๋ๆที่กลายเป็นอีกร้านโปรดของเราที่ชื่อ Park South Sandwich โชคดีที่เราไปเจองาน The Trunk Market พอดี ซึ่งเป็นงานตลาดนัดไฮเอนด์ที่บรรดาแบรนด์สินค้าดีไซน์จากทั่วญี่ปุ่นพามากันออกร้าน เรารักความไม่เคอะเขินของงานดีไซน์ที่เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนได้อย่างแนบเนียน ย่านช้อปปิ้ง Hondōri ย่านช้อปปิ้ง Hondōri ย่านนี้ไม่เล็กไม่ใหญ่ เป็นถนนเรียงรายไปด้วยร้านค้าชื่อดังมากมายที่ขายสินค้าของใช้ทั่วไป เสื้อผ้าแบรนด์ญี่ปุ่นรวมไปถึงแบรนด์นอก ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นต่างๆ ไปจนถึงร้านยาและเครื่องสำอาง แต่ร้านที่เราชอบที่สุดคือร้าน Pencil เป็นแท่งดินสอขนาดยักษ์ ตั้งอยู่บนสี่แยกขายข้าวของเครื่องใช้ดีไซน์ดีๆเพียบ ร้าน Pencil เป็นร้านขายพวกของแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ Location: https://goo.gl/maps/A13v1NU88TbmuNiq6 BAGTOWN COFFEE โรงคั่วเมล็ดกาแฟขนาดกะทัดรัดแต่อัดแน่นด้วยคุณภาพ Location: https://g.page/bagtowncoffee?share ร้านราเมนที่แนะนำโดยคนท้องถิ่น King Ken เป็นร้านราเมนแห้งซอสถั่วใส่พริกหมาล่า ที่ทางร้านกำชับว่าต้องคลุก 30 ครั้งถึงจะเริ่มทานได้ เมื่อได้ลิ้มรสแล้วต้องบอกว่ารสชาติอร่อยมีเอกลักษณ์มากๆ ใครผ่านมาทางนี้ช่วงเที่ยง จะเห็นคิวที่ยาวเหยียด แนะนำให้มากันเนิ่นๆก่อนเวลามื้ออาหาร Location: https://goo.gl/maps/GBXZLFU5Xbc4dPw86 Park South Sandwich จุดบรรจบของกาแฟรสเยี่ยมกับแซนด์วิชรสเลิศ Location: https://goo.gl/maps/t6BB2yy9KcYCjnSP6 Obscura Coffee Roasters ร้านคุณภาพเยี่ยมที่มีสาขาที่โตเกียวด้วย ร้านนี้พิเศษตรงที่จะคัดเมล็ดกาแฟคุณภาพดีจริงๆ มาขายเท่านั้น ที่สำคัญทางร้านยังสามารถให้เราเบลนด์เองในสูตรเราได้อีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/t6BB2yy9KcYCjnSP6 Hiroshima Orizuru Tower เปิดทำการเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ปี 2016 ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของโดมปรมาณูที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก องศาแสงที่นี่สวยมากหากได้มาตอนพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า ชั้น 13 ของตึกนี้เป็นจุดชมวิวที่เปิดโล่งโปร่งสบาย เพื่อนๆจะสามารถสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาของเมืองฮิโรชิมะแบบพาโรนามา มีสายผมพัดผ่านให้เพื่อนๆได้สัมผัสถึงความงามและลมหายใจของเมืองฮิโรชิมะที่รวยรินอยู่เบื้องล่าง Location: https://g.page/orizurutower?share ที่มาภาพ: http://bit.ly/381jtaV เดินเลียบแม่น้ำ Motoyasu River ชมโดมปรมาณู Atomic Bomb Dome และสวนสาธารณะอนุสรณ์สถานสันติภาพฮิโรชิมะ โดมแห่งนี้เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างไม่กี่แห่งที่ยังยืนหยัดและไม่ถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากองเหมือนส่วนอื่นๆของเมือง แม้จะเป็นสถานที่ที่ย้ำเตือนถึงอดีตอันโหดร้ายสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่บรรยากาศในปัจจุบันของที่นี่กลับผ่อนคลายสบายอารมณ์มาก สวนสาธารณะแห่งนี้ร่มรื่นด้วยแมกไม้ให้ผู้คนมานั่งพักผ่อนหรือจะนั่งปิกนิกก็ได้ แม่น้ำโมโตยาสุที่ไหลผ่านอย่างนุ่มนวลนั้นช่วยให้อารมณ์เย็นขึ้นได้อย่างดี นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงความเป็นมาต่างๆของฮิโรชิมะ รวมถึงยังมีประติมากรรมอนุเสาวรีย์ที่ทั้งสวยงามและมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกด้วยอย่าง Children’s Peace Monument ที่ทุกวันที่ 6 สิงหาคมจะมีนกกระเรียนกระดาษนับพันตัวถูกส่งมาจากที่ต่างๆทั่วโลกเพื่อร่วมระลึกถึงเหตุการณ์ปรมาณู ด้านบนสุดของอนุสรณ์สถานแห่งนี้เป็นรูปปั้นเด็กหญิงชื่อ Sadako Sasaki ถือนกกระเรียน โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องเล่าว่าหนูน้อยซาซากินั้นได้พับนกกระเรียนกระดาษพันตัวเพื่ออธิษฐานให้ตัวเองหายป่วย Location: https://goo.gl/maps/B3iNkDorAfMhK8AfA สถานีรถไฟ Shin-Hakushima Station ศิลปะได้แทรกตัวอยู่ทุกที่ในฮิโรชิมะจริงๆ ที่นี่เป็นสถานีรถไฟที่สวยที่สุดของเมือง ออกแบบโดยบริษัท Coelacanth and Associates ที่อยู่ในโตเกียวและนาโกย่า และยังเคยได้รับรางวัล International Architecture Awards 2019 เป็นสถานีรถไฟที่เชื่อมระหว่างรถไฟ JR กับ รถไฟใต้ดินของเมืองฮิโรชิมะ โดยประมาณการว่ามีคนมาใช้ 20,000 คนต่อวัน ความกว้าง 20 เมตร ความสูง 10 เมตร เป็นทรงเปลือกทรงโค้งที่ห่อคุ้มสถานีเอาไว้ ทำให้เกิดเป็นอุโมงค์ที่ผู้คนสามารถมองเห็นสถานีรถไฟทั้งสองได้อย่างชัดเจนและในขณะเดียวกันแสงธรรมชาติที่ผ่านเข้ามาทำให้เราไม่รู้สึกอึดอัดแต่กลับรู้สึกโปร่ง โล่งสบายราวกับว่ายืนอยู่ภายนอกสถานีเลยหล่ะ หากเพื่อนๆมีเวลาก็ควรมาแวะถ่ายรูปที่นี่นะ Location: https://goo.gl/maps/eAjX1sDkNj7A6rpFA The Share Hotels Kiro Hiroshima The Share Hotels Kiro Hiroshima โรงแรมเปิดใหม่ ใจกลางเมืองฮิโรชิมะ มาในคอนเซปต์ที่ให้แขกมาใช้พื้นที่ส่วนกลางร่วมกัน ตกแต่งแบบโมเดิร์นลอฟท์ ล็อบบี้ทางของโรงแรมจะมีโซนขายของใช้ที่คัดสรรมาจากทั่วญี่ปุ่น ถัดมาอีกฝั่งก็จะเป็น Coffee Stand ที่นำคาเฟ่ดีๆ มาเปิด Pop-up ผลัดเปลี่ยนไปทุกวัน ส่วนชั้นสองมีบาร์ชื่อ The POOLSide ซึ่งตอนเช้าใช้เป็นห้องบริการเบรคฟัสต์ ส่วนตอนค่ำจะกลายร่างเป็นบาร์สุดฮิป เสิร์ฟเครื่องดื่มรสชาติดีที่ ครีเอทจากผลไม้นานาชนิดให้จิบแกล้มกับเสียงเพลงเพราะๆ ราคาห้องพักแบบลอฟท์ (4 A) ขนาด 25 ตารางเมตร ตกคืนละประมาณ 5,256.04 บาท มี 2 เตียงเดี่ยว และ 2 ฟูกแบบญี่ปุ่นขนาดทวินไซส์ สามารถเข้าพักได้ 4 คน สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ Wi-Fi ฟรี ทีวีจอแบน ตู้เย็น ห้องน้ำส่วนตัว, อ่างอาบน้ำ มีบริการทำความสะอาดห้องทุกวัน มีเครื่องปรับอากาศ, เครื่องทำความร้อน แถมยังมีอาหารเช้าให้ด้วย คุ้มสุดๆ ที่ชอบอีกอย่างคือห้องที่นี่แยกเป็นสัดส่วนชัดเจนดีมาก รีวิวโรงแรมฉบับเต็มคลิ๊กที่นี่ การเดินทางเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของการเติบโต เรารู้สึกโชคดีที่เราตัดสินใจมาสัมผัสกับเมืองที่เป็นที่นิยมน้อยกว่าเมืองหลักอื่นๆของญี่ปุ่นในครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นการเดินทางที่ต่างไปของฮิโรชิมะ เราประทับใจกับการมูฟออนจากเมืองเหยื่อสงครามมาสู่เมืองที่สวยงามและน่าอยู่ ที่นี่มีพลังสร้างสรรค์บางอย่างที่ค่อยๆซึมผ่านผิวหัวใจของเรา ขอบคุณฮิโรชิมะที่ทำให้หัวใจของเราพองโต. . FB/IG @hoparound.co Website www.hoparound.co . #LetsHoparoundJapan #LetsHoparound #Travel #WestJapan #Japan #Kansai #Hiroshima # ฮิโรชิมะ # เที่ยวฮิโรชิมะ # ญี่ปุ่น # เที่ยวญี่ปุ่น # เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง #JRWestpass #ฮิโรชิม่า #เมืองฮิโรชิม่า #รีวิวโรงแรมฮิโรชิม่า
- Joshua Tree National Park อุทยานแห่งชาติโจชัวทรี ใน แคลิฟอร์เนีย
วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ออกไปสำรวจ Joshua Tree National Park อุทยานแห่งชาติโจชัวทรี ที่ตั้งอยู่ใจกลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ไม่ไกลกับปาล์มสปริงส์ เสน่ห์ของธรรมชาติที่นี่นั้นไม่ใช่ความชะอุ่มเขียว ทว่าเป็นภูมิทัศน์แห้งแล้ง แปลกตาไปด้วยผืนทะเลทรายที่แซมด้วยโขดหินรูปทรงประหลาด และดาวเด่นของที่นี่ก็คือต้นไม้หงิกๆงอๆที่ยืนกันเรียงรายจนให้ความรู้สึกเหมือนผลงาน Landscape ที่ออกแบบและจัดวางโดยศิลปินชั้นครูยังไงยังงั้นแหละ ต้นโจชัว (Joshua tree) อยู่ในพืชตระกูลยักค่า (Yucca) เป็นต้นไม้พื้นเมืองของทะเลทรายโมฮาวี (Mojave Desert) สามารถพบได้แค่ไม่กี่แห่งในแถบนี้ โดยงานวิจัยพบว่า ต้นโจชัวจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียงปีละ 2-3 นิ้วเท่านั้น และบางต้นอาจมีอายุได้นานถึง 300 ปีเลยหล่ะ Joshua Tree National Park อุทยานแห่งชาติโจชัวทรี ใน แคลิฟอร์เนีย แห่งนี้เหมาะกับการแค้มปิ้ง การดูดาว ปีนเขา และการดูสัตว์ป่านานาชนิดอีกด้วย เช่น สุนัขจิ้งจอก นก เต่า กระต่ายป่า เป็นต้น จุดชมธรรมชาติที่ควรแวะเลยคือ Arch Rock, The Black Rock Canyon, Cottonwood Spring, Covington Flats, Keys View, Skull Rock เราแนะนำให้มาช่วงใกล้เย็นเพื่อที่จะได้ชมภาพแสงสุดท้ายของวันที่ชิคคูลมากๆเลยแหละ ค่าเข้า $30.00 หรือประมาณ 9XX บาท หรือใครจะซื้อเป็นรายปีก็ตกปีละ $80 หรือประมาณ 25XX บาท ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nps.gov/jotr/planyourvisit/fees.htm อย่างที่เคยย้ำกันเสมอๆนั่นแหละว่า ดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลกใบนี้ มีอะไรแปลกๆน่าสนใจให้ค้นหาเสมอ อย่าลืม #hop สำรวจกันให้ทั่ว เพราะว่าที่นี่คือ”โลกของเรา” นะครับ FB/IG: @hoparound.co Website: www.hoparound.co #LetsHoparoundUSA #LetsHoparound #Travel #USA #WestCoast #RoadTrip #America #JoshuaTreeNationalPark #JoshuaTree #NationalPark
- Yosemite National Park อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี
Yosemite National Park อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี อุทยานแห่งชาติอันโด่งดังของรัฐแคลิฟอร์เนียสหรัฐอเมริกาแห่งนี้ นอกจากจะเป็นที่ตั้งของผาหิน El Capitan ที่คนใช้ MacBook หรือ iMac จะคุ้นตากันดีบน Desktop แล้ว ที่นี่ยังมีเขาหินโค้งที่ชื่อว่า Half Dome ซึ่งเป็นที่มาของ Logo แบรนด์ Northface อีกด้วย แต่ทั้งหมดนั้นเทียบไม่ได้เลยกับของจริงที่อลังการและโคตรตราตรึงใจ จากจุดชมวิว Tunnel View ตรงนี้เรายังสามารถเห็นน้ำตก Bridalveil Falls ที่ตกฟุ้งเป็นสายจากที่สูง สวยราวกับผ้าคลุมผมเจ้าสาว ที่นี่เป็นมรดกโลกที่อุดมสมบูรณ์อย่างมากเรายังเจอน้องหมีเดินเล่นเลย ต้นซีคัวยาเก่าแก่ขนาดมหึมารวมไปถึงทุ่งหญ้าเขียวขจี (ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน) ที่แซมด้วยดอกหญ้าหลากสีและมีสัตว์ป่ามาวิ่งเล่นก็เป็นอีกไฮไลท์ของที่นี่ Yosemite National Park อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนียท่ามกลางหุบเขาสูงต่ำมากมายเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาเซียร์รา (Sierra Nevada) ที่นี่เป็นมรดกโลกที่อุดมสมบูรณ์อย่างมากเรายังเจอน้องหมีเดินเล่นเลย ต้นซีคัวยาเก่าแก่ขนาดมหึมารวมไปถึงทุ่งหญ้าเขียวขจี (ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน) ที่แซมด้วยดอกหญ้าหลากสีและมีสัตว์ป่ามาวิ่งเล่นก็เป็นอีกไฮไลท์ของที่นี่ จนได้ขึ้นเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1984 อีกด้วย โยเซมิตีเป็นที่รู้จักในชื่อของหน้าผา หินแกรนิต ยอดเขาโดมครึ่งซีก (Half dome) น้ำตกขนาดใหญ่หลายแห่งกระจายตัวอยู่รอบๆ ที่ตั้งของ Yosemite National Park ในรัฐแคลิฟอร์เนีย Tunnel View มุมยอดฮิต จุดที่ต้องแวะเลยก็คือ Tunnel View มุมยอดฮิตที่สามารถชมวิวของอุทยานได้แบบพาโนรามา เราจะได้เห็นภาพของป่าสีเขียวและน้ำตกที่ถูกขนาบสองข้างด้วยหุบเขาขนาดใหญ่
- The Surin Phuket สวรรค์สีครามกับตำนานแห่งดีไซน์
The Surin Phuket สวรรค์สีครามกับตำนานแห่งดีไซน์ ย้อนเวลากลับไป 39 ปีก่อน ในปี 1982 สมัยที่ภูเก็ตเป็นเกาะงามสะพรั่งไปด้วยธรรมชาติที่ยังดิบ มีไฟฟ้าให้ใช้วันละไม่กี่ชั่วโมง และรายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทยก็เพียงวันละประมาณ 50 บาทเท่านั้น คงจะต้องใช้วิสัยทัศน์และความบ้าบิ่นพอตัวหากจะคิดสร้างที่พักระดับ Hi End ขึ้นท่ามกลางสภาพสังคมที่ไม่เอื้อเอาเสียเลย แต่แล้วก็มีรีสอร์ทหรูแห่งหนึ่งเกิดขึ้นบนหาดพันทรี (อ่านว่า “พัน-ซี”) ที่ทั้งสวยพิสุทธิ์และเป็นส่วนตัวมากๆ นับเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญที่ช่วยจุดประกายวงการ Luxury Resort ของไทยให้ได้แจ้งเกิดอย่างเป็นรูปธรรม จวบจนวันนี้แม้จะผ่านความเปลี่ยนแปลงไปบ้าง รีสอร์ทหรูผู้มาก่อนกาลแห่งนั้นก็ยังคงให้การต้อนรับแขกเหรื่อทั่วโลกอย่างสง่างามภายใต้หลังคา 6 เหลี่ยมที่ดีไซน์โดยคุณ Ed Tuttle ปรมาจารย์สถาปนิกระดับโลกผู้เพิ่งล่วงลับไปเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ที่นี่เป็น 1 ใน 7 โรงแรมในไทยที่ได้ขึ้นทำเนียบ " Design Hotels " และเป็นพี่ใหญ่ที่อายุมากที่สุดในลิสต์ เรียกได้ว่าเป็น OG แห่งวงการโรงแรมดีไซน์ไทยโดยแท้ เราขอชวนเพื่อนๆชาว #Hopsters ไปยลโฉมเพชรเม็ดงามในตำนานที่คนไทยส่วนใหญ่แทบไม่รู้จักด้วยซ้ำเพราะที่ผ่านมาแขกเกือบ 100% ล้วนเป็นชาวต่างชาติ ที่นี่คือ The Surin Phuket ครับ ดีลพิเศษสำหรับเพื่อนๆชาว #Hopster คลิ๊กที่นี่! #HoparoundDeal Exclusive for Hoparound.co Fans Click here ! The Arrival เพียงครึ่งชั่วโมงนิดๆจากสนามบิน รถ Shuttle ของโรงแรมก็พาเรามาส่งยังทางเข้า Lobby คุณ Franck Chantoiseau ผู้จัดการรีสอร์ทได้ให้เกียรติพาทีมงานมารอต้อนรับเราตั้งแต่ลงจากรถ ยังไม่ทันตั้งตัวใดๆ ทันทีที่เดินเข้าไปยัง Lobby สายตาของเราก็ถูกจู่โจมแบบเฉียบพลันด้วยวิวทะเลสีครามที่ "งดงามเต็มตา" จนเผลอนึกถึงทะเล Caribbean หรือ Maldives ไปเลย เอาเข้าจริงๆเราก็ไม่อยากจะไปเปรียบเทียบกับที่อื่น เพราะหาดที่นี่นั้นทรงเสน่ห์ในแบบตัวเองไม่แพ้ที่ไหนเลย หาดพันทรีแห่งนี้เป็นหนึ่งใน Hidden Gem ของภูเก็ต ที่นอกจากจะมีหาดขาวสะอาด น้ำใส ไล่เฉดสีเขียว-ฟ้า-น้ำเงินแล้ว หาดแห่งนี้ยังเป็นส่วนตัวอย่างมาก เพราะมีเพียงแขกของ The Surin และ Amanpuri เท่านั้น วิวสุดแกรนด์ทำให้ความงัวเงียจากการเดินทางไกลในช่วงเช้านั้นมลายหายไป ยิ่งได้ผ้าเย็นกลิ่นมะลิที่พนักงานนำมาให้พร้อมกับพวงมาลัยและ Welcome Drink เย็นๆก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้นในบัดดล เราตื่นเต้นและดีใจที่จะได้เรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “บ้าน” เป็นเวลา 3 วัน 2 คืนนับจากนี้ไป ได้เวลาไปห้องพักกันแล้วครับ พนักงานต้อนรับพาเราเดินผ่านความเขียวชอุ่มของทิวมะพร้าวและแมกไม้นานาพันธ์ุบนทางเดินที่บางจังหวะก็แปลงร่างเป็นสะพานขึ้นๆลงๆลัดเลาะไปตามความชันของเนินเขา Cottage ห้องพักสีเทาหลายหลังที่อยู่ลดหลั่นกันนั้นแซมขึ้นมาเป็นระยะรักษาจังหวะระหว่างกันได้อย่างพอดิบพอดี สวยงามดุจภาพถ่ายจากนิตยสารท่องเที่ยวหัวอินเตอร์เลยทีเดียว พนักงานเล่าให้ฟังว่าปกติแล้วแขกของ The Surin Phuket นั้นจะเป็นต่างชาติเกือบทั้งหมด และมีอัตราการกลับมาใช้บริการสูงถึง 40-60% ในแต่ละเดือนตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปีที่รีสอร์ทเปิดให้บริการมา และพนักงานหลายท่านก็อยู่มาตั้งแต่รีสอร์ทเปิดใหม่ๆ ตอกย้ำถึงความเป็น "ตัวจริง" ของการรักษาความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมแบบ 360 ํ ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน Our Room : Two-Bedroom Family Cottage ห้องพักของเราเป็น Cottage 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาด 68 ตร.ม. พร้อมระเบียงและเตียงอาบแดดส่วนตัว สามารถรองรับคนได้ถึง 4 คน แต่เรามากันแค่ 2 คนจึงมีพื้นที่เหลือเฟือสบายมากครับ ที่ The Surin Phuket มี Cottage ทั้งสิ้น 103 หลัง มีหลายวิว หลายขนาดตั้งแต่ 46-90 ตร.ม. และกำลังสร้าง Pool Villa เพิ่มอีก เข้ามาในห้องปุ๊บก็รู้สึกถึง Signature ของคุณ Ed Tuttle ได้ทันที ภายในห้องคุมโทนสีขาว-เทา-น้ำตาลสะอาดตา เรียบง่ายแต่ก็เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังที่สั่งสมผ่านกาลเวลา ซึ่งหาได้ยากในโรงแรมสมัยใหม่ กลิ่นตะไคร้และการบูรที่หอมสดชื่นจากเตาน้ำมันหอมระเหยนั้น นอกจากจะช่วยให้เราผ่อนคลายสบายอารมณ์แล้ว ยังช่วยไล่ยุงได้ดีอีกด้วย เราประทับใจมุมโต๊ะทำงานที่ล้อมด้วยหน้าต่าง สามารถเปิดรับลมและเทควิวธรรมชาติได้ดั่งใจ เรียกได้ว่าเป็นโต๊ะทำงานในฝันเลยแหละ ในอีกห้องนอนก็มีมุมนั่งเล่นริมหน้าต่างเช่นกัน เป็น Window Nook ที่ควรค่าแก่การนั่งๆนอนๆอ่านหนังสือ เล่นมือถือ ฟังเพลงไปเรื่อยเปื่อยมากๆ แสงธรรมชาติที่แทรกตัวผ่านกิ่งก้านของต้นไม้รอบๆเข้ามาในห้องนั้นทำให้ Space ดูโปร่งและอบอุ่นไปพร้อมๆกัน ห้องน้ำของที่นี่ก็สวยงามและสะดวกสบาย แม้ไม่มีอ่างอาบน้ำ และไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่า แต่เรากลับหลงเสน่ห์ใน "ความพอดี" และงานดีไซน์ที่เป็น Human Scale ซึ่งแฝงไปด้วยอารมณ์ Nostalgia ทำให้รู้สึกทั้งคุ้นเคยและผ่อนคลาย เราซิงค์กับพลังงาน "ความน่าอยู่" ของสถานที่นี้ได้เป็นอย่างดี ความลักชัวรี่บางทีก็ไม่ได้หมายถึงความเว่อร์วังมลังเมลือง แต่หมายถึงความเรียบง่ายสบายใจในปัจจุบันขณะ แบบเดียวกับที่เรากำลังรู้สึกเมื่อได้อยู่ในที่แห่งนี้ Late Lunch By The Pool อยู่ในห้องจนเพลิน รู้ตัวอีกทีก็ท้องร้องซะแล้ว เราแวะมากินมื้อกลางวันกันที่ Poolside Dining ที่เสิร์ฟทั้งอาหารไทยและนานาชาติริมสระน้ำใกล้หาด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบรรยากาศหรืออะไรที่ทำให้เราอยากกินผัดไทราวกับเป็น Tourist ฮ่าๆๆๆ แต่รสชาติที่คุ้นเคยก็ Satisfying มากๆครับ อีกเมนูที่สั่งเป็น The Surin Phuket Cheese Burger ที่ไส้ในเป็นชีสเยิ้มๆและ Australian Wagyu Beef Patty ฉ่ำๆเลย เสิร์ฟพร้อม Potato Wedges จิ้ม Mayo และ Ketchup อิ่มอร่อยกันไปอีกหนึ่งมื้อ Swimming Pool สระ 6 เหลี่ยมสีเข้มขนาดใหญ่ที่ล้อกันไปกับรูปทรง 6 เหลี่ยมของหลังคานั้นเป็นผลงานที่มีรสนิยมอันโดดเด่นโดยไม่จำเป็นต้องเอะอะของคุณ Ed Tuttle และเป็นอีกหนึ่งภาพจำของ The Surin Phuket เราคิดว่าการเลือกกระเบื้องสีเข้มจนเกือบดำมาใช้กับสระน้ำนั้นน่าสนใจมากครับ แน่นอนว่าสีเข้มนั้นให้ความรู้สึกลึกลับน่าค้นหา ไม่เหมือนใคร ซึ่งช่วยเสริมความ Exclusive ของรีสอร์ทได้เป็นอย่างดี ประโยชน์อีกหนึ่งอย่างของกระเบื้องสระสีเข้มนั้นก็คือช่วยสะท้อนเงาต้นมะพร้าวและท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน ทำให้ถ่ายรูปสวยอีกด้วย งานภาพต้องเข้าแล้วครับ ส่วนสระเด็กนั้นมีแยกออกไปต่างหาก เราแอบรู้สึกถึงความขี้เล่นนิดๆของผู้ออกแบบเพราะเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูที่รับกับพื้นที่ที่เป็นมุมตรงนั้นพอดี สระว่ายน้ำเปิดให้แขกลงไปเล่นได้ทั้งวันตั้งแต่ 07:00 - 19:00 น. นะครับ สำรวจโรงแรม พื้นที่บนเนินเขาที่กว้างใหญ่ของ The Surin Phuket นั้น ทำให้เรามีที่ให้เดินเล่นสำรวจเต็มไปหมด แค่เพียงเดินตามทางเดินที่นำไปสู่ Cottage ทั้ง 103 หลังให้ครบก็ถือว่าได้ออกกำลังกายเซ็ตใหญ่แล้ว แถมยังจะได้เจอมุมถ่ายรูปนับไม่ถ้วนเลยครับ งานสถาปัตยกรรมซึ่งดูแลโดยคุณ Ed Tuttle ที่โดดเด่นก็ยิ่งเสริมเสน่ห์ให้กับธรรมชาติที่สวยอยู่แล้วให้ยิ่งน่าสนใจขึ้นทวีคูณ นอกจากที่พักแล้ว The Surin Phuket ยังมี Facilities อื่นๆที่ครบครันมากครับ ทั้งร้านอาหาร ห้องสมุด ฟิตเนส ไปจนถึงสปา เดี๋ยวเราค่อยๆพาไปดูทีละจุดนะครับ Library ห้องสมุดหนึ่งเดียวในรีสอร์ท เป็นอีกหนึ่งมุมสงบๆ ที่เราชอบแวะมานั่งทำงานระหว่าง 3 วัน 2 คืนที่เราอยู่ที่นี่ เราชอบงานอินทีเรียร์ของที่นี่มาก งานไม้โทนแดงอมส้ม (เราเดาเอาเองว่าน่าจะเป็นตระกูลไม้ประดู่ เพราะเนื้อไม้ออกโทนส้มและเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดภูเก็ตพอดี) ให้ความรู้สึกทั้งอบอุ่นและรุ่มรวยไปพร้อมๆกับราวกับได้มานั่งทำงานในบ้านเพื่อนที่เป็นผู้ดีเก่า ฮ่าๆๆ หนังสือที่คัดมาก็จะเป็นหนังสือประเภทประวัติศาสตร์ ศาสนา งานดีไซน์ต่างๆเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีโต๊ะพูลให้เล่นกันอีกด้วย อ้อ! ลืมบอกไปว่าทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของห้อง เราก็เห็นวิวทะเลแสนงามแบบ Panorama กันเต็มตาเลย GYM เพื่อนๆคนไหนสาย Active ที่ The Surin Phuket นั้นก็มีห้องฟิตเนสที่มีอุปกรณ์ครบครันมากครับ โบนัสที่ได้คือวิวทะเลสีคราม วิ่งบน Treadmill ไปก็รับพลังธรรมชาติไปด้วย แหม... ชีวิตไม่ได้แย่เลยเนอะ Beach Suite หากการเข้าพักใน Cottage กลางป่ามะพร้าว ยังส่งพลังทะเลให้เราไม่หนำใจ เราขอแนะนำ Beach Suite ที่อยู่บนหาดเลย เดินออกจากห้องปุ๊บก็ลงทะเลได้ทันที ตอนกลางวันถ้ารับพลังแสงอาทิตย์พอแล้ว จะเปิดแอร์ฉ่ำๆแล้วนั่งชมวิวจากในห้องผ่านหน้าต่างบานกระจกที่เรียงกันเป็นแถบก็รื่นรมย์สมใจนึกมากๆครับ ยามค่ำคืนจะนอนแช่อ่างอาบน้ำฟังเสียงคลื่นกล่อมใกล้ๆหูก็ดีงามไม่แพ้กัน Beach Suites ของ The Surin Phuket มี 2 ขนาดคือ 65 ตร.ม. (แบบในรูป) และแบบ Deluxe ขนาด 90 ตร.ม. กว้างขวางสะใจมากๆ ใครสนใจห้อง Type นี้ แนะนำให้จองล่วงหน้านิดนึงครับ เพราะมีรวมกันแค่เพียง 16 หลังเท่านั้น Dinner at SUAY มื้อค่ำวันนี้เราขอออกนอกโรงแรมไปลองอาหารไทย Fusion กันที่ร้าน Suay ตามคำแนะนำของพนักงานนะครับ ร้านนี้อยู่ห่างจากโรงแรมไปเพียง 15 นาที ปกติแล้วเราไม่ค่อยอินกับอาหาร Fusion เท่าไหร่ แต่ต้องยอมรับว่าอาหารที่นี่นั้นรสชาติดีเกินคาด เมนูที่เรารู้สึกชอบเป็นพิเศษก็คือเมนู Papardelle ในซอสมัสมั่นแก้มวัวที่นุ่มละลายในปาก เมนูอื่นๆก็อร่อยเช่นกัน แต่ของคาวจะโดดเด่นกว่าของหวานนะครับ Turn Down อิ่มแปล้แล้ว เราก็กลับมาที่ห้องพักและก็ได้พบกับผลไม้สดที่จัดเตรียมมาให้เฉพาะเรา Hoparound.co และเตียงที่ถูก Turn Down เรียบร้อยแล้ว คืนนี้เสียงคลื่นจะขับกล่อมเราให้หลับฝันดีครับ Breakfast มื้อเช้าเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของการมาพักรีสอร์ท 5 ดาว และ The Surin Phuket ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังทั้งในเรื่องคุณภาพและความหลากหลาย โดยมีให้บริการทั้งไลน์ Buffet และ A La Carte ที่สั่งเพิ่มได้เรื่อยๆ รายการอาหารมีทั้งเมนูท้องที่ อาหารเอเชี่ยน ไปจนถึงอาหารเช้าอินเตอร์ทั้งแบบจัดหนักและแบบเบาๆสำหรับคนรักสุขภาพ มีทั้งคาวและหวาน ใน 2 วันที่เราพักที่นี่ เราพยายามสั่งให้ครบทุกอย่างเพื่อที่จะถ่ายรูปมาให้เพื่อนๆดู (จริงๆไม่ใช่คนกินเยอะขนาดนี้นะฮะ 555) แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะอาหารเช้าที่นี่หลากหลายจริงๆครับ Boutique แว่บมาชมร้านขายของที่ระลึกกันซักหน่อย ในร้านที่ตกแต่งด้วยไม้สีส้มเข้มนี้มีทั้งสินค้าติดแบรนด์ The Surin Phuket ตั้งแต่หมวก กระเป๋า แก้วน้ำ และกลุ่ม Body Care ต่างๆ ไปจนถึงสินค้าอื่นๆ เช่น เสื้อผ้า งานฝีมือ เครื่องประดับที่ทาง The Surin Phuket คัดสรรมาให้แขกได้เลือกช้อป ยังไงก็ลองมาแวะมาดูของติดไม้ติดมือกลับบ้านกันได้นะครับ The Surin Phuket Spa อีกสิ่งที่สร้างชื่อให้กับ The Surin Phuket ก็คือสปาครับ เรานั่งรถ Buggy ของรีสอร์ทขึ้นไปยังจุดสูงสุดของเนินเขา ที่สามารถมองเห็นเมืองอีกฝั่งหนึ่งได้ชัดเจนเลย เพื่อมาแวะนวดผ่อนคลายที่สปาของรีสอร์ท ที่นี่ตกแต่งเรียบง่าย ทว่างดงามด้วยผนังและประตูลายตารางที่มีกระจกรอบอาคารทำให้ดูโปร่งสบาย ยังคงคุมโทนด้วยสีเทา ขาว และน้ำตาล Scheme สีที่เป็นเอกลักษณ์ของ The Surin Phuket เราสองคนเลือกนวดกันคนละแบบ คนนึงนวดไทย และอีกคนนวดรีดกล้ามเนื้อมัดลึกแบบ Deep Tissue ยอมรับว่า Therapists ที่นี่น้ำหนักมือและมีจังหวะการนวดดีมากๆครับ การลงน้ำหนักแล้วค่อยๆปล่อยทำให้เรารับรู้ถึงความใส่ใจของ Therapist ที่อยากให้เราสบายขั้นสุดจริงๆ เป็นเวลา 90 นาที ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว Beach Activities หาดพันทรีนั้นเป็นดั่งอัญมณีเม็ดงามที่ถูกเก็บเป็นความลับของเกาะภูเก็ต ทุกองค์ประกอบนั้นเรียกได้ว่าเป็นหาดที่ Perfect หมดจด นอกจากจะมีความเป็นส่วนตัวสุดๆแล้ว ชายหาดก็ขาวสะอาด ทรายละเอียดเดินนุ่มเท้า มีโขดหินฟอร์มสวยตรงริมซ้าย-ขวาหาดที่ถ่ายรูปสวยแต่ไม่เป็นอุปสรรค์ต่อการลงเล่นน้ำ น้ำทะเลก็ใสและสีสวยดุจมรกตจากโคลัมเบีย (พนักงานแนะนำว่าช่วงที่ทะเลสวยที่สุดจะอยู่ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ คือสวยกว่าในรูปไปอีกกกก...) อุณหภูมิของน้ำนั้นเย็นสบายพอดีๆทำให้ไม่รู้สึกถึงความร้อนของแดดมากเกินไป น้ำทะเลมีทั้งจังหวะนิ่งซึ่งเหมาะกับการพายเรือและบอร์ด และช่วงที่มีคลื่นซึ่งเหมาะกับการเล่น Body Surf แน่นอนว่าทาง The Surin Phuket นั้นมีอุปกรณ์ทั้งหมดพร้อมผู้ดูแลเตรียมไว้คอยให้บริการอย่างครบครันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม หากใครไม่สันทัดการออกกำลัง อยากจะนอนอาบแดด จิบเครื่องดื่มเย็นๆสวยๆก็ทำได้เช่นกัน Beach Bar ของทางรีสอร์ทนั้นมีเมนูเครื่องดื่มไว้ตอบสนองทุกความต้องการครับ สรุปความประทับใจ The Surin เป็นรีสอร์ทที่เราหมายมั่นจะมาพักมากที่สุดแห่งหนึ่งในภูเก็ตและเราก็ไม่ผิดหวังเลยครับ ที่นี่มีพลังงานบวกบางอย่างที่หรูหราทว่าผ่อนคลาย ทำให้เราสบายใจและรู้สึกว่ากำลังได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ไม่ว่าคุณจะอยากแค่มาพักผ่อน มาหามุมสงบนั่งคิดงาน มาสนุกกับกิจกรรมทางน้ำ หรือมาฉลองโอกาสพิเศษกับคนรู้ใจ ที่นี่ตอบทุกโจทย์เลยครับ สำหรับเราแล้ว The Surin นั้นโชคดีมากๆในเรื่องโลเคชั่นที่มีหาดส่วนตัวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และที่ได้ Ed Tuttle สถาปนิกอัจริยะระดับโลก มาช่วยควบคุมงานออกแบบสถาปัตยกรรมอันเปี่ยมด้วยรสนิยม แต่สิ่งที่เป็นฝีมือของทีมบริหารล้วนๆก็คือการบริการที่กลมกล่อมพอดีระหว่างความเป็นกันเองและความเป็นมืออาชีพ ไปจนถึงการรักษาความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับทั้งลูกค้าและทีมงาน ยืนยันด้วยอัตราการกลับมาพักของแขกถึง 40-60% ในทุกๆเดือน สั้นๆก็คือ หากคุณได้มาลองสัมผัส ก็อาจจะทำให้เข้าใจวลี "Heaven On Earth" ได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ #LetsHoparound Exclusive deal with The Surin Phuket ดีลพิเศษที่เดอะสุรินทร์ภูเก็ต เฉพาะ Hoparound.co 🏝 ดีลพิเศษกับตำนานดีไซน์รีสอร์ทหรูแห่งภูเก็ต เดอะ สุรินทร์ ภูเก็ต เริ่มต้นคืนละ THB 7,800++ เพียงแจ้งโค้ด 'Hop Around' เมื่อสำรองห้องพัก* สามารถจองภายในวันที่ 30 กันยายน 2567 และเข้าพักได้ภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2567 เท่านั้น สิทธิพิเศษ: 1. ห้องพักเรทพิเศษ เริ่มต้นคืนละ 7,800++ บาท 2. อาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน 2. เซ็ตดินเนอร์ 1 มื้อ สำหรับ 2 ท่าน (Degustation Set ที่ Beach Restaurant ไม่รวมเครื่องดื่ม) 3. ส่วนลด 10% สำหรับเครื่องดื่มผสมแoลกอฮอล์ 4. ส่วนลดสปา 10% 5. บริการอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมทางน้ำ (สำหรับเครื่องเล่นชนิดที่ไม่มีเครื่องยนต์) สำรองห้องพัก: 💬 m.me/thesurinphuket (แจ้งโค้ด Hop Around) ☎️ +66 (0) 76 316 400 (แจ้งโค้ด Hop Around) 📧 hotel@thesurinphuket.com (แจ้งโค้ด Hop Around) 📱 LINE Official Account คลิก https://lin.ee/QIlUPWM (แจ้งโค้ด Hop Around) The Surin Phuket Pansea Beach, 118 Moo 3, Choengtalay, Thalang, Phuket 83110 Thailand Tel: +66 (0) 76 316 400 Fax: +66 (0) 76 621 590 E-mail: hotel@thesurinphuket.com Website: www.thesurinphuket.com #TheSurinPhuket #Phuket #LuxuryBeachResort #LetsHoparound #รีวิวโรงแรม #รีวิวรีสอร์ท #เดอะสุรินทร์ภูเก็ต #ภูเก็ต #BestHotelsInPhuket #IAmaTraveler #PlacestoStay #LuxuryResort
- Los Angeles (L.A) 6 ย่านเด็ดในลอสแอนเจลิส
Los Angeles ลอสแอนเจลิส กรุงเทพฯ แห่งอเมริกา Los Angeles เมืองแห่งเทวดาตามคำแปลของชื่อก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน วันนี้เราไม่ได้มารีวิวการฉีดวัคซีนนะ แต่อยากมาแนะนำจุดเช็คอิน ย่านที่น่าเดินเที่ยวใน LA กันสั้นๆ เผื่อใครมีแพลนไปเที่ยวอเมริกา ก็อย่าลืมแวะแอลเอหล่ะ ต้องบอกว่าที่จริงแล้ว LA เป็นเมืองใหญ่มากๆ (ตอน Landing มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดของแสงไฟด้านล่างเลย) และมีที่ให้สำรวจกันแบบไม่รู้จบ ควรต้องมีรถยนต์จึงจะสะดวกเพราะระบบขนส่งสาธารณะนั้นไม่ครอบคลุมทั่วถึง วันนี้เราจึงเลือกเพียง 6 ย่านที่เราชอบ เผื่อใครกำลังวางแผนทริปอยู่จะได้โน้ตเพิ่มเติมเอาไว้ ส่วนคนที่ยังไม่มีทริป เราก็ไปทิพย์ด้วยกันก่อนก็แล้วกันน้าาา 1. Downtown LA บอกก่อนเลยว่าบรรยากาศย่านกลางเมืองของ LA นั้น อาจไม่ได้เอื้อให้เรารู้สึกปลอดภัยมากนัก เราแอบเสียดายอาคารเก่าดีไซน์สวยเป็นเอกลักษณ์ที่เรียงรายกันอยู่เต็มไปหมด แต่กลับไม่ค่อยได้รับการดูแลเท่าที่ควร และในบางโซนอาจจะมีคนไร้บ้านเยอะหน่อย อย่างไรก็ตาม Downtown ก็มีสถานที่น่าสนใจซ่อนอยู่มากมายแทบทุกหัวถนน ไปดูกันเลย! เริ่มต้นกันที่ The Broad พิพิธภัณฑ์ Modern Art ที่แค่ Facade ก็ปังแล้ว ตั้งอยู่บนถนน South Grand Avenue ที่นี่มีทั้งงานวาดเขียน งานประติมากรรม และงาน Installation จากศิลปินสุดล้ำระดับโลกจากหลายยุคสมัย แนะนำให้ซื้อตั๋วล่วงหน้าจากเวปของ The Broad ได้โดยตรงเลยครับ ที่อยู่ติดกันก็คือ Walt Disney Concert Hall อาคารฟอร์มแปลกตาล้ำสมัย ดูก็พอจะรู้ว่าเป็นผลงานการออกแบบของคุณ Frank Gehry แค่เห็นด้านนอกก็ปลุกเร้าจินตนาการได้ไม่รู้จบแล้ว เราเดินกันต่อฝั่งตรงข้ามเป็น MOCA Museum of Contemporary Art, Los Angeles ที่นี่เป็นอีกหนึ่งอาร์ตมิวเซียมสามารถจองตั๋วเข้าชมและเช็คตารางงานที่จะโชว์ได้ที่ https://www.moca.org/ และอย่าลืมแวะช้อปปิ้งกันที่ MOCA Store ด้านหน้าด้วยนะ บอกเลยว่าใครรักข้าวของเครื่องใช้ที่มีดีไซน์มีฟังก์ชั่นดีๆ แนะนำให้แวะเลยครับ!! ระหว่างทางเดินก็มีตึกระฟ้ากระจุกตัวกันพอประมาณ และฝนตก หมอกก็ลงอีก ดูเท่ไปอีกแบบ จากนั้นเราก็เดินไปขึ้นรถรางโบราณ Angels Flight Railway ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1901 จึงมีรูปลักษณ์ที่ขลังไม่เหมือนใคร และค่าบริการก็ถูกมาก (เที่ยวละ USD 1 เท่านั้นเอง) ลงจากรถรางแล้ว ก็แวะหาของอร่อยๆรองท้องที่ตลาด Grand Central Market ซักหน่อย เราชอบบรรยากาศของตลาดแห่งนี้มาก โดยเฉพาะป้ายนีออนหลากสีที่แข่งกันเด่น แต่กลับไม่รกตา ที่นี่มีอาหารให้เลือกเยอะมากหลายสัญชาติเลย รวมถึงอาหารไทยด้วย กินเสร็จแล้วก็ไปจิบกาแฟกันต่อที่ร้าน Blue Bottle เจ้าดังจาก San Francisco ไม่ว่าจะสาขาไหนก็คนเข้าคิวตลอด เพราะกาแฟเค้าดีจริง! ความพิเศษของสาขานี้อยู่ที่ทำเลที่ตั้งอยู่ในอาคาร Bradbury Building อายุเกือบ 130 ปี ซึ่งเคยเป็นฉากในหนังฮอลลีวู้ดชื่อดังมากมาย อาคารสไตล์ Victorian ที่สวยงามแห่งนี้เป็น Landmark ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของ LA และเป็นหนึ่งในอาคารพาณิชย์ที่เก่าแก่ที่สุดในย่าน Downtown ด้วย เดินต่อมาไม่น่าจะเกิน 5 นาทีเราก็จะพบกับร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในรัฐ California ที่ชื่อว่า The Last Bookstore คุณ Josh Spencer เจ้าของร้านได้เลือกชื่อนี้เพื่อประชดประชันกระแสสังคมที่ว่าร้านหนังสือกำลังจะตาย ที่นี่มีหนังสือทั้งเก่าใหม่รวมกันอยู่กว่า 500,000 เล่ม รวมถึงแผ่นเสียง ของสะสม ของที่ระลึกมากมาย และมีกิจกรรมสำหรับนักเขียนนักอ่านตลอดปี นอกจากร้านจะใหญ่และหนังสือเยอะแล้ว การตกแต่งภายในร้านยังน่าตื่นตาตื่นใจมากๆด้วย เราชอบชั้นลอยเป็นพิเศษเพราะเป็นจุดที่มีผู้คนมายืนล้อมตลอดแนวระเบียงเพื่อสเก็ตช์บรรยากาศร้านที่อยู่เบื้องล่าง กลายเป็นภาพที่แปลกตาแต่ก็ Inspiring มากๆ ได้เวลา Shopping แล้วล่ะ บนถนน South Broadway นั้นเรียงรายไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Art Deco มีร้านค้าเก๋ๆอยู่มากมาย ร้าน COS สาขานี้ตั้งอยู่ในอาคาร Oympic Theatre ที่สวยกริบ โดยทาง COS STORE ได้ทำการรีโนเวทจากโรงละครโอลิมปิคเก่า ที่ตั้งอยู่บนถนนในดาวน์ทาวน์แอลเอพื้นที่ใหญ่กว่า 600 ตรม. เราเดินผ่าน Urban Outfitters และแวะดูร้าน MYKITA แบรนด์แว่นตาสุดเท่ของเมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน จากนั้นก็เดินต่อจนถึงแยกที่ตัดกับถนน W 9th Street ก็พบกับ Shop ของ Acne Studios ที่ใหญ่และเก๋มาก (พื้นที่เกือบ 500 ตร.ม.แน่ะ) สาขานี้มีคาเฟ่ ILCAFFE ร้านโปรดของ Jonny Johansson จาก Stockholm ด้วย หัวมุมถนนฝั่งตรงข้ามก็เป็นร้าน Aesop ที่ตกแต่งด้วยวัสดุรีไซเคิลแสนดิบเท่ ถัดไปอีกก็คือร้าน A.P.C . แบรนด์แฟชั่นมินิมอลชื่อดังจากปารีส ร้านค่อนข้างใหญ่ และดูเหมือนว่าจะมีแค่เราเท่านั้น ได้ช็อปปิ้งแบบไพรเวทมาก ฮ่าๆ ละแวกนี้มีอะไรดีๆซ่อนอยู่เยอะเลย ลองไปสำรวจกันดูน้าา 2. Melrose Avenue ใครยังไม่จุใจกับการช้อปก็มาต่อกันแบบยาวววววววๆ (เกินกิโล) ที่ Melrose Avenue ได้เลย ถนนเส้นนี้ถูกขนาบ 2 ฝั่งด้วยอาคารเตี้ยๆตลอดสาย เป็นที่ตั้งของร้านค้าหลายแบรนด์ทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้จักจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ก็น่าเข้าแทบทุกร้านเลยแหละ คาแรคเตอร์ของร้านส่วนใหญ่จะเป็นแนว High Street ที่คัดสรรของดีไซน์น่าสนใจมาอย่างดี สายช้อปควรเผื่อเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงนะครับ เริ่มกันที่ Ron Herman กับ Fred Segal ร้าน Select Shop สไตล์แคลิฟอร์เนียที่เราปลื้มมาตั้งแต่ตอนไปเที่ยวญี่ปุ่น คราวนี้ได้มาบุกถึงถิ่นกำเนิด (แต่แอบรู้สึกว่าที่ญี่ปุ่นเลือกของมาได้ถูกจริตเรามากกว่า) ด้านล่างก็มีคาเฟ่ให้นั่งชิลกันด้วยนะ ต่อด้วยตึกทรงลูกบาศก์สีชมพูที่หลายคนอาจเคยเห็นใน IG กันอยู่บ่อยๆ ตึกนี้เป็นที่ตั้งของร้าน Paul Smith สาขาใหญ่ แทบจะเป็นแลนด์มาร์คของย่านนี้เลยก็ได้ ร้านอื่นๆที่คุณจะได้เจอในย่านนี้ก็มีทั้งเสื้อผ้า ของแต่งบ้าน โดยมีทั้งแบรนด์โลคอลและแบรนด์ระดับโลก เช่น Balmain, Marc Jacob, Chloe, Marni, Bottega Venetta, Frame, Isabel Marant, A.P.C., Outdoor Voices, Editions de Parfums Frédéric Malle โชคดีที่ตอนที่เราไป (ก่อนโควิด) นั้นมีตลาด Melrose Place Farmers Market พอดี บรรยากาศจึงยิ่งมีชีวิตชีวาอย่างมาก ตลอดแนวทางเดินก็เรียงรายไปด้วยอาหารคราฟท์ และสินค้าประดิษฐ์มือมากมาย 3. จุดชมวิว Hollywood Sign Lake Hollywood Park เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่ไม่ควรพลาด เพราะจะมีสนามหญ้าสีเขียวให้นั่งเล่น ยืนถ่ายรูปเก๋ๆกับป้ายฮอลลีวูดได้ด้วย Location: https://goo.gl/maps/v9LzGXDPYoyXbcvr6 4. Mid-Wilshire ย่านบ้านสวย ชีวิตดี มิวเซี่ยมปัง Tourists น้อย อาจจะไม่มีความตื่นตาตื่นใจเท่ากับย่านอื่นๆ แต่ละแวกนี้น่าอยู่ชะมัด ขอย้ำอีกครั้งว่าบ้านแถบนี้สวยมากๆ ร้าน Met her at a bar เป็นร้าน Brunch สัญชาติไทยผสมฝรั่งที่รสชาติเข้มข้นลงตัว หนึ่งในร้านที่ถูกปากเรามากที่สุดในทริปนี้ เราชอบเมนูไก่ทอดกินคู่กับวาฟเฟิ่ล อร่อยสุดๆ ความเป็นมาของร้านก็น่าสนใจเพราะเจ้าของร้านเป็นคู่หญิงชายที่ไปพบรักกันในบาร์แห่งหนึ่งจนมาลงเอยกันด้วยการทำธุรกิจร้านอาหารด้วยกัน หากคุณคุ้นตากับรูปเสาไฟนับร้อยต้นแบบในภาพ สิ่งนี้คืองาน Art Installation ถาวร ที่ชื่อว่า Urban Light ตั้งอยู่ด้านนอกของ Los Angeles County Museum of Art (LACMA) ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในแถบตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีผลงานจัดแสดงอยู่ภายในทั้งแบบถาวรและหมุนเวียนรวมกันกว่า 140,000 ชิ้น 5. Beverly Hills ย่านช็อปปิ้งแบรนด์เนม ชื่อนี้คือตำนานที่อยู่คู่ LA มาทุกยุคสมัย เพราะเป็นถิ่นที่อยู่ของดารา นักร้อง เซเลบริตี้ และมหาเศรษฐีแห่งโลกฮอลลีวู้ด ที่นี่จึงเป็นแหล่งรวมความเริ่ดหรูที่ทั้งเข้มข้นและหลากหลาย ตั้งแต่บรรยากาศภายนอกไปจนถึงการตกแต่งภายใน ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนคลับสินค้า Luxury แบรนด์ใด Beverly Hills น่าจะตอบได้เกือบทุกโจทย์ความต้องการ และต่อให้คุณจะไม่ใช่สายช้อป บรรยากาศที่หรูสุดๆของที่นี่ก็ควรค่าแก่การได้มาเสพสักครั้งหากคุณได้แวะมาเที่ยว LA 6. Santa Monica เราพูดถึงแต่ในเมืองจนเกือบลืมไปว่า LA นั้นอยู่ติดทะเลและมีหาดสวยๆหลายหาดเลย หนึ่งในหาดที่มีชีวิตชีวาที่สุดก็คือ Santa Monica เรามาทันเห็นวิวพระอาทิตย์ตกพอดี ต้องบอกว่าประทับใจมากเลยครับ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเป็นภาพที่เราคุ้นตามาจากหนังและ TV Series ด้วย แต่พอมาสัมผัสของจริงก็ยิ่งซาบซึ้งคนละ Level กันเลย ที่นี่มีสตรีทฟู้ดให้เลือกกินมากมาย (แต่อาจจะเป็นแนวเน้นขายนักท่องเที่ยวซักหน่อย) ชายหาดเต็มไปด้วยผู้คนที่มานั่งชิลล์ เล่นสเก็ต และเตร็ดเตร่ปล่อยอารมณ์ อีกไฮไลท์ของ Santa Monica ก็คือที่นี่เป็นจุดสิ้นสุดของถนน Route 66 ถนนสายหลักของอเมริกาที่เริ่มต้นจาก Chicago ตัดผ่านรัฐต่างๆเป็นระยะทางเกือบ 4,000 กม. แล้วจบลงที่ Pacific Park สวนสนุกริมทะเล ณ หาด Santa Monica แห่งนี้ บรรยากาศครึกครื้นเป็นกันเอง เหมือนงานวัดแบบฝรั่งๆ และเราก็ไม่พลาดที่จะลองขึ้นเครื่องเล่นด้วย Los Angeles นั้นเป็นเมืองที่มีไดนามิคส์สูงมาก เป็นแหล่งรวมของความหลากหลายทั้งในแง่เชื้อชาติและชนชั้น ในด้านความหรูหรานั้นยอมรับว่าสุดมาก ส่วนในด้านของความยากจนก็มีให้เห็นบ่อยจนชินตาเช่นกัน โดยเฉพาะย่าน Downtown ที่บางช่วงตึกเราแอบรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยเอาเสียดื้อๆ แม้ที่นี่อาจจะไม่ใช่เมืองที่เราจะวางแผนกลับมาเที่ยวบ่อยๆ แต่เราก็ตื่นเต้นและดีใจมากที่ได้มาเยี่ยมเยือนและเห็นความยิ่งใหญ่ของเมืองอันดับ 2 ของอเมริกาแห่งนี้ด้วยตาตัวเอง #LetsHoparound
- GUILTY Bangkok อาหาร-งานอาร์ท-ผู้คน-ดนตรี
GUILTY Bangkok อาหาร-งานอาร์ท-ผู้คน-ดนตรี มนุษย์ยุคใหม่มารวมกันตรงนี้ครับ GUILTY Bangkok คือห้องอาหารลาตินอเมริกันที่ทั้งอร่อยและสนุก แม้จะเพิ่งเปิดตัวได้ไม่นานในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่ที่นี่ก็ได้กลายเป็นจุดแฮงเอ๊าท์ใหม่ล่าสุดในหมู่คนฮิปย่านราชประสงค์ไปเรียบร้อยแล้ว (ร้านอยู่ในโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ) นอกจากอาหารจะอร่อยถูกปากคนไทยได้ไม่ยากแล้ว ที่นี่ยังมี DJ เรียงคิวสลับกันมาเปิดแผ่นสร้างความครื้นเครงในทุกค่ำคืน ทำให้บรรยากาศของร้านที่ได้แรงบันดาลใจมาจากงานของศิลปิน Pop Art ระดับตำนานอย่าง Richard Artschwager นั้นยิ่งสนุกขึ้นไปอีกหลายดีกรี จะนัดเดท นัดเพื่อน หรือนัดสังสรรค์อะไรก็เหมาะโดยไม่ต้องรู้สึก Guilty เลยล่ะครับ ไหนๆก็พูดถึงงานตกแต่งภายในกันไปแล้ว เราพาไปดูรอบๆร้านกันดีกว่า สิ่งที่สะดุดตาสุดก็คือโคมไฟเรซิ่นวงรี 3 วงมหึมาตรงกลางเพดานที่โดดเด่นยิ่งกว่าแชนเดอร์เลียร์ใดๆ ผนังรอบๆนั้นประดับไปด้วยงานอาร์ทชิ้นเอกจากหลายศิลปินท้องที่เช่น Melanie Greis, นักรบ มูลมานัส, กิติก้อง ติลกวัฒโนทัย ส่วนงานภาพเคลื่อนไหวบนจอนั้นมีชื่อว่า “Ecstasy” เป็นการตีความคำว่า “Guilty” ผ่านการเต้นรำของเหล่า Muses แห่งวิหาร Delphi ของเทพ Apollo โดยคุณยูน ปัณพัท เตชเมธากุล ศิลปินไทยที่สร้างชื่อเสียงในระดับโลกจากโซเชียลมีเดียเพื่อ GUILTY Bangkok โดยเฉพาะ เชฟ Carlos Rodriguez ชาวเวเนซูเอล่าผู้คร่ำหวอดในวงการอาหารทั้งในไทยและต่างประเทศมานานนั้นคือผู้ดูแลเมนูทั้งหมดของที่นี่ซึ่งจะมีทั้งอาหารลาตินอเมริกันสมัยใหม่ และอาหาร Nikkei (นิเคอิ) ซึ่งเป็นอาหารฟิวชั่นเฉพาะทางระหว่างอาหารเปรูและอาหารญี่ปุ่น อ่านเมนูดูแล้วน่ากินหลายอย่างมากเลยครับ ไปดูกันดีกว่าว่าหน้าตาอาหารมื้อนี้ของเราจะเป็นยังไงกันบ้าง พนักงานต้อนรับเราด้วย Corn Bread ที่เสิร์ฟมาพร้อมพริก เกลือ และใบทาร์รากอน ซึ่งกินรวมกันแล้วเข้ากันอย่างน่าประหลาดใจ จากนั้นก็ตามด้วย Holy Guacamole! ที่พนักงานเข็นเอาครกมาคลุกเคล้ากันข้างโต๊ะเลย แถมปริมาณก็เยอะสะใจมาก เราหยิบ Tortilla Chips มาตักกินเรียกน้ำย่อยเพลินเลยครับ ต่อมาเป็น Aguachile Ceviche อธิบายเป็นไทยง่ายๆว่าเป็นพล่ากุ้งย่างสไตล์เม็กซิกันก็แล้วกันครับ มาพร้อมกับอาโวคาโด้และพริกฮาลาพินโญ่ อร่อยสดชื่นกินง่ายครับ ตามมาด้วย Barbacoa Wagyu Beef Taco ทาโก้เนื้อวากิวพร้อมซอสถั่วลิสงใส่มาในเปลือกแบบนิ่ม บีบมะนาวแล้วหม่ำยัมมี่ๆ ก่อนจะไปจานหลักซึ่งเป็นเนื้อ Wagyu เช่นเดียวกัน เราขอตัดด้วยสลัดซักหน่อยครับ จานนี้คือ Jicama Salad เป็นสลัดมันแกว มะม่วงสุก และอาโวคาโด้ บีบส้มจี๊ดเป็นน้ำสลัดเข้ากันมากเลยครับ ลืมบอกไปเลยว่าเครื่องดื่มของ GUILTY นั้นก็ดีงามไม่แพ้กันมี Master Mixologist คอยผสมเครื่องดื่มเก๋ๆตามคอนเส็ปต์ลาตินอเมริกัน รวมไปถึงเซ็ต Shot ต่างๆสำหรับปาร์ตี้ด้วย แต่วันนี้เราอยากดื่มไวน์ก็เลยสั่ง Natural Wine หอมๆเบาๆมาแกล้มอาหารครับ มาถึงจานหลักแล้วครับ สเต้กจานนี้เป็นสุดยอดเนื้อวากิวละลายในปากจากไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น Busyu Wagyu Striploin เกรด A5 สูงสุดกันไปเลย เชฟวางเนื้อมาบนแผ่นเกลือสีชมพู Himalayan Salt Slab ซึ่งจะทำให้ได้รสเค็มธรรมชาติ และช่วยเตือนให้เราต้องรีบกินกันนิดนึง เพราะไม่งั้นเนื้อจะยิ่งเค็มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นข้อดีนะครับเพราะเนื้อเกรดระดับนี้ถ้ามัวแต่ช้าปล่อยให้เย็นชืดก็เสียของแย่เลย อิ่มแปล้เลยครับ แต่เดี๋ยวก่อน! ยังมีขนมหวานอีก 2 จาน จานแรกเป็น Orange & Lime Churros มากับ 2 ซอสคือ Chocolate และ Dulce De Leche จิ้มกินตอนยังอุ่นๆอร่อยฟินมากครับ อีกจานเป็นเค้กแอลมอนด์แช่นม 3 ชนิดกับซอสเสาวรส Tres Leches De Maracuyà อืมมม ดีงามจริงจัง เอ… เราลืมไปตั้งแต่ตอนไหนนะครับว่าเราอิ่มจากอาหารคาวไปตั้งนานแล้ว โอ๊ย อยู่ๆก็รู้สึก Guilty ขึ้นมาทันที ฮ่าๆๆๆ จบแล้วครับกับมื้อนี้ที่ทั้งอร่อยและสนุก เราเข้าใจแล้วครับว่าทำไมที่นี่จึงกลายเป็นจุดนัดพบใหม่ของคนเก๋ๆได้ในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าเพื่อนๆสนใจมาเสพ Vibe ของ GUILTY Bangkok ก็ติดต่อตามรายละเอียดด้านล่างได้เลย ร้านเปิดให้บริการทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ แต่มามื้อค่ำน่าจะสนุกกว่าเพราะเค้าเปิดถึงเที่ยงคืนเลยครับ สอบถามและจองโต๊ะ: 🗨️ LINE @anantarasiam 📧guilty.asia@anantara.com 📞 021268866












