top of page
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger
เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury hotel Review Thai Travel Blogger

Search Results

133 results found with an empty search

  • Fukuoka Winter Flow เที่ยวฟุกุโอกะล่าสุด

    Fukuoka Winter Flow เที่ยวฟุกุโอกะ ล่าสุด เมื่อความคลาสสิกเดินทางมาพบกับความโมเดิร์น สวัสดีชาว #Hopster ! หากโตเกียวคือจังหวะแห่งความตื่นเต้น และเกียวโตคือตัวแทนของความละเมียดละไม ฟุกุโอกะ (Fukuoka) ในปี 2026 นี้ สำหรับเราคือคำจำกัดความของ "ความลงตัว" ที่น่ารักที่สุด เมืองท่าแห่งเกาะคิวชูที่ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ได้อย่างสง่างาม เราได้เห็นการผสานงานดีไซน์ระดับโลกเข้ากับวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เรียบง่ายได้อย่างน่าทึ่ง ชนิดที่ว่าเดินไปมุมไหนก็เจอแต่เอนเนอร์จี้ดีๆ ในการเดินทางครั้งนี้ เรากลับไปสัมผัสฟุกุโอกะด้วยสายตาที่ละเอียดกว่าเดิม เราตื่นเช้ามาจิบกาแฟที่จริงจังกับเมล็ดกาแฟที่ Coffee County ก่อนจะไปยืนมองแสงเงาที่ตกกระทบบนผนังหินขัดของ Fukuoka Art Museum แวะต่อแถวรับโดนัทนุ่มฟูที่ร้าน Dacō ที่คัดสรรรสชาติมาอย่างหลากหลายและจบวันด้วยการนอนเอกเขนกในงานดีไซน์ระดับตำนานที่ Grand Hyatt Fukuoka ความน่ารักของฟุกุโอกะไม่ได้อยู่แค่ในคาเฟ่ที่สวยเหมือนแกลเลอรี หรือร้าน Select Store อย่าง ARTS&SCIENCE ที่คัดของมาอย่างละเมียดเท่านั้น แต่อยู่ที่ "ผู้คน" และ "จังหวะเมือง" ที่ไม่เร่งเร้าจนเกินไป เป็นเมืองที่ทำให้เราเดินได้วันละสองหมื่นก้าวแบบไม่เหนื่อย เพราะทุกหัวมุมถนนมีงานดีไซน์และรอยยิ้มคอยทักทายเราเสมอ เราได้คัดสรร 40++ พิกัด ที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่โรงแรมที่เป็น Masterpiece ของสถาปนิกรางวัล Pritzker, ร้านขนมปังที่จัดวางสวยราวกับงาน Installation Art, ไปจนถึงร้านแว่นตา Bespoke และร้านรองเท้าผ้าใบระดับตำนาน ทุกที่ในลิสต์นี้ผ่านการพิสูจน์แล้วว่า "ถูกจริต" คนรักความละเมียดแน่นอนครับ เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาค้นหา "ความสุขในจังหวะสโลว์" ไปกับเรานะครับ... [ The Art of Stay & Sanctuary ] 01 | Hotel Il Palazzo นี่ไม่ใช่เพียงแค่โรงแรม แต่คือ "ประติมากรรมแห่งการพักผ่อน" ผลงานระดับ Masterpiece ของสถาปนิกรางวัล Pritzker ชาวอิตาลี Aldo Rossi ที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกตั้งแต่ปี 1989 และในปี 2026 นี้ Il Palazzo กลับมาทวงบัลลังก์ความเท่อีกครั้งหลังจากการรีโนเวทใหญ่ที่ยังคงรักษา "Facade" หรือหน้ากากอาคารสีแดงเบอร์กันดีอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไร้หน้าต่างแต่เปี่ยมด้วยจังหวะของเส้นเสาและคาน ภายในถูกออกแบบใหม่ภายใต้แนวคิด "The Discreet Charm of the Luxury" ห้องพักใช้โทนสีเข้มขรึม ตัดกับวัสดุหินอ่อนและทองเหลือง ให้ความรู้สึกเหมือนเราพักอยู่ในแกลเลอรีส่วนตัว ไฮไลท์คือโถงทางเข้าที่เงียบสงัดและสง่างาม มอบความรู้สึกปลีกวิเวกท่ามกลางย่าน Haruyoshi ที่มีสีสันได้อย่างน่าทึ่ง เวลาเปิด-ปิด: เปิด 24 ชั่วโมง (Check-in 15:00 / Check-out 11:00) Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Hotel+Il+Palazzo+Fukuoka 02 | The Lively Fukuoka Hakata โรงแรมในกลุ่ม Lifestyle ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ของที่พักแบบเดิมๆ ให้กลายเป็น "Urban Social Hub" หัวใจสำคัญของที่นี่คือความเชื่อที่ว่าโรงแรมควรเป็นจุดเริ่มต้นของการทำความรู้จักผู้คนใหม่ๆ ตั้งแต่ก้าวแรกที่คุณเดินเข้าสู่ล็อบบี้เพดานสูง (Double Volume) คุณจะสะดุดตากับบาร์วงกลมที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางโถง ตกแต่งด้วยไฟนีออนและจอ LED ขนาดใหญ่ที่บอกเล่ากราฟิกดีไซน์ร่วมสมัย ห้องพักถูกออกแบบมาอย่างฉลาด (Smart Room) เน้นฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครันบนพื้นที่ที่กะทัดรัด แต่ยังคงความเท่ด้วยการใช้สีกรมท่าตัดกับสีทอง เป็นที่พักที่มอบเอนเนอร์จี้ที่สดใหม่ และเหมาะที่สุดสำหรับชาวฮอปสเตอร์ที่มองหาแรงบันดาลใจจากผู้คนและงานดีไซน์สไตล์ Urban Industrial เวลาเปิด-ปิด: เปิด 24 ชั่วโมง Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=The+Lively+Fukuoka+Hakata 03 | Grand Hyatt Fukuoka นิยามของความ "Luxury Timeless" ที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อกับ Canal City Hakata โครงการสถาปัตยกรรมรูปทรงอิสระที่เลื่องชื่อ สิ่งที่เราชอบที่สุดของ Grand Hyatt ที่นี่คือ "ความสงบที่มาพร้อมความยิ่งใหญ่" ภายในตกแต่งด้วยสไตล์ Modern Classic ที่ใช้หินอ่อนและงานไม้คุณภาพสูงเป็นหลัก ห้องพักกว้างขวางมีพื้นที่นั่งเล่นแยกเป็นสัดส่วน พร้อมวิวเมืองฟุกุโอกะที่สวยงามทั้งกลางวันและกลางคืน การบริการที่นี่ยังคงรักษามาตรฐานระดับโลกไว้ได้อย่างไร้ที่ติ และความลับหนึ่งที่คนรักงานดีไซน์ห้ามพลาดคือการนั่งจิบ Afternoon Tea ที่โถงบาร์ ซึ่งจะได้สัมผัสกับงานสถาปัตยกรรมกระจกขนาดมหึมาที่เปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ เวลาเปิด-ปิด: เปิด 24 ชั่วโมง Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Grand+Hyatt+Fukuoka [ Architecture & Soul of the City ] 04 | ONE FUKUOKA BLDG. (ワンビル) แลนด์มาร์คใหม่ล่าสุดที่เกิดขึ้นภายใต้โปรเจกต์ "Tenjin Big Bang" เพื่อพลิกโฉมฟุกุโอกะให้เป็นเมืองหลวงแห่งเทคโนโลยีและดีไซน์ อาคารแห่งนี้คือจุดบรรจบของไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ สถาปัตยกรรมภายนอกโดดเด่นด้วยกระจกบานยักษ์สลับกับพื้นที่สีเขียวแบบสวนแนวตั้งที่แทรกอยู่ทุกชั้น ภายในรวมรวมร้านค้าแบรนด์เนมที่คัดสรรมาอย่างดี (Curated Brands) รวมถึงร้านอาหารดีไซน์พรีเมียม ไฮไลท์อยู่ที่ชั้นดาดฟ้าที่ถูกเปลี่ยนเป็นสวนสาธารณะลอยฟ้าขนาดใหญ่ ให้เราได้เห็นภาพรวมของเมืองฟุกุโอกะที่กำลังเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นพื้นที่ที่สะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างความเจริญและธรรมชาติได้อย่างลงตัวที่สุดในขณะนี้ เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 21:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=ONE+FUKUOKA+BLDG. 05 | Fukuoka Art Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะประจำเมืองที่ตั้งอยู่อย่างสงบข้างทะเลสาบสวน Ohori Park ออกแบบโดยสถาปนิกโมเดิร์นนิสต์ในตำนานอย่าง Kunio Maekawa (ศิษย์เอกของ Le Corbusier) ตัวอาคารใช้ผนังหินขัดสีส้มแดงซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Maekawa มอบความรู้สึกนิ่งและมั่นคง ภายนอกมีระเบียงกว้างที่ตั้งฟักทองสีเหลืองลายจุดของ Yayoi Kusama ซึ่งเป็นมุมมหาชนที่ไม่ว่าใครก็ต้องมาเช็คอิน ภายในพิพิธภัณฑ์รวบรวมงานศิลปะระดับโลกและงานอาร์ตยุคใหม่ไว้มากมาย แสงเงาที่ตกลงบนทางเดินกว้างๆ นั้นสวยงามจนเราแทบไม่อยากกะพริบตา เป็นที่เสพงานศิลป์ที่มอบความสงบให้จิตใจได้ดีที่สุดในคิวชูเลยครับ เวลาเปิด-ปิด: 09:30 – 17:30 (ปิดวันจันทร์) Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Fukuoka+Art+Museum 06 | Kushida Shrine Station (Kushida-jinja-mae) สถานีรถไฟใต้ดินที่สวยและมีสตอรี่ที่สุดแห่งหนึ่งของฟุกุโอกะ บนสาย Nanakuma Line ที่เชื่อมต่อการเดินทางให้ง่ายขึ้น ความพิเศษคือที่นี่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่สถานีรถไฟ แต่ถูกออกแบบให้เป็น "แกลเลอรีประวัติศาสตร์" ขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน ไฮไลท์คือบริเวณทางเดินที่จัดแสดงงานคราฟต์ท้องถิ่นระดับ Masterpiece อย่างผ้าทอ Hakata-ori และงานไม้แกะสลักที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณของเทศกาล Hakata Gion Yamakasa ออกมาได้อย่างร่วมสมัย เป็นการผสมผสานนวัตกรรมเข้ากับวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ทำให้การรอรถไฟกลายเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจครับ เวลาเปิด-ปิด: 05:00 – 24:00 (ตามเวลาเดินรถไฟ) Google Maps: https://maps.app.goo.gl/o32SgUNfyqkMnxEg9 07 | Sumiyoshi Shrine ศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดบนเกาะคิวชูที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่ากลางเมือง ความโดดเด่นอยู่ที่สไตล์สถาปัตยกรรมที่เรียกว่า "Sumiyoshi-zukuri" ซึ่งถือเป็นรูปแบบดั้งเดิมและบริสุทธิ์ที่สุดของญี่ปุ่นก่อนที่จะได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา มีหลังคาหน้าจั่วที่สง่างามและเส้นสายที่ตรงเรียบง่าย พื้นที่โดยรอบร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่อายุนับร้อยปี การเดินเข้ามาที่นี่เหมือนเราได้หยุดเวลาและรีเซ็ตพลังงานบวกท่ามกลางอากาศหนาวๆ ของฟุกุโอกะ เป็นความสงบที่ชาวฮอปสเตอร์ต้องการในวันที่อยากหลบหนีความวุ่นวายครับ เวลาเปิด-ปิด: 09:00 – 17:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Sumiyoshi+Shrine+Fukuoka [ The New Wave of Bakery & Coffee ] 08 | Dacō ร้านโดนัทและเบเกอรี่โปรเจกต์ใหม่ของทีมผู้สร้าง I’m donut ? ที่ตั้งใจนำเสนอประสบการณ์ที่ผ่อนคลายและนุ่มนวลกว่าเดิม ตัวร้านตั้งอยู่ในย่านที่มีความเงียบสงบ ตกแต่งสไตล์ Minimal Organic เน้นวัสดุปูนเปลือยและเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ดูไม่ปรุงแต่ง โดนัทของที่นี่มีจุดเด่นอยู่ที่ความ "หนึบนุ่มแบบโมจิ" และไส้ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูง แต่สิ่งที่ชาว #Hopster ประทับใจที่สุดคือการที่ร้านคัดเลือกผลิตภัณฑ์ล้างมือแบรนด์ FRAMA จากเดนมาร์กมาใช้ในห้องน้ำ แสดงให้เห็นว่าที่นี่ใส่ใจเรื่องรสนิยมและประสาทสัมผัสในทุกจุดของการบริการจริงๆ เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 19:00 (หรือจนกว่าของจะหมด) Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Dacō+Fukuoka 09 | Dacomecca ถ้าคุณรักขนมปังและงานดีไซน์ ที่นี่คือสวรรค์ครับ Dacomecca คือการยกระดับร้านขนมปังให้กลายเป็นงาน "Installation Art" ทันทีที่เดินเข้าร้าน คุณจะพบกับเคาน์เตอร์ไม้ทรงโค้งยาวเฟื้อยที่วางขนมปังดีไซน์แปลกตามากกว่า 50 ชนิด การจัดไฟที่เน้นความสว่างเฉพาะจุดทำให้ขนมปังแต่ละชิ้นดูน่าทานเหมือนงานประติมากรรม ภายในร้านมีครัวเปิดขนาดใหญ่ที่คุณจะได้ยินเสียงพนักงานนวดแป้งและกลิ่นหอมของเนยที่อบใหม่ตลอดเวลา ทุกชิ้นคือความสร้างสรรค์ที่ผสมผสานรสชาติแบบญี่ปุ่นเข้ากับเทคนิคแบบตะวันตกได้อย่างเหนือชั้น เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 20:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Dacomecca+Fukuoka 10 | TRUFFLE mini (Hakata Station) ความอร่อยระดับตำนานที่ถูกย่อขนาดลงมาเพื่อตอบโจทย์นักเดินทาง ณ สถานีรถไฟ Hakata ร้านเล็กๆ แห่งนี้ดึงดูดผู้คนด้วยกลิ่นทรัฟเฟิลที่หอมฟุ้งออกมาด้านนอก เมนูซิกเนเจอร์ที่ต้องซื้อคือ "White Truffle Salt Bread" ขนมปังเกลือเนื้อเหนียวนุ่มที่อัดแน่นด้วยเนยทรัฟเฟิลขาวและเกลือคุณภาพสูง ผิวด้านนอกมีความกรอบเบาๆ ส่วนด้านในฉ่ำและหอมกลิ่นทรัฟเฟิลแบบขึ้นจมูก เป็นมื้อรองท้องที่ยกระดับการเดินทางให้มีความสุขมากขึ้นทันตาเห็นครับ เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 20:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Truffle+Mini+Hakata+Station 11 | Ganso Hakata Mentaiju สัญลักษณ์แห่งความอร่อยของฟุกุโอกะที่ต้องมาสักครั้ง ร้านเป็นอาคารไม้ดีไซน์คลาสสิกขรึมๆ ที่โดดเด่นท่ามกลางสวน Nishinakasu เมนูที่ทุกคนต้องสั่งคือ "Mentaiju" ไข่ปลา Mentai ทั้งชิ้นที่พันด้วยสาหร่ายบางๆ วางบนข้าวสวยร้อนๆ เสิร์ฟมาในกล่องไม้ระดับพรีเมียม ความพิเศษอยู่ที่ซอสราดที่เลือกความเผ็ดได้ถึง 4 ระดับ และรสชาติที่นัวลึกซึ้ง (Umami) จนทำให้เรากินข้าวหมดกล่องได้ในเวลาอันรวดเร็ว เป็นประสบการณ์รสชาติที่สะท้อนถึงความประณีตในการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นอย่างแท้จริง เวลาเปิด-ปิด: 07:00 – 22:30 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Ganso+Hakata+Mentaiju 12 | Hakata Mizutaki Hiro ถ้าคุณอยากลิ้มรส "น้ำซุปที่ละเมียดที่สุด" ต้องมาที่นี่ครับ Mizutaki หรือหม้อไฟไก่ตุ๋นเป็นอาหารท้องถิ่นที่สะท้อนวัฒนธรรมฟุกุโอกะได้ดีที่สุด ที่ร้าน Hiro พนักงานจะค่อยๆ ปรุงให้เราทีละขั้นตอน เริ่มจากการรินน้ำซุปไก่สีขาวขุ่นที่เคี่ยวนานกว่า 8 ชั่วโมงให้เราชิมก่อนเพื่อสัมผัสรสหวานจากธรรมชาติและคอลลาเจนที่เข้มข้น จากนั้นจึงใส่เนื้อไก่และผักสด บรรยากาศร้านเน้นความหรูหราที่นิ่งและเป็นส่วนตัว เหมาะมากสำหรับมื้อค่ำที่ต้องการการดูแลระดับพรีเมียมและความอบอุ่นในช่วงหน้าหนาว เวลาเปิด-ปิด: 17:00 – 23:00 (ปิดวันอาทิตย์) Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Hakata+Mizutaki+Hiro 13 | Hakata Robata Fishman (博多炉端 魚男) ที่นี่คือร้านที่ทำให้การทานอาหารทะเลสดๆ กลายเป็นเรื่อง "Fun & Creative" ที่สุดในเมือง ร้านสไตล์ Robata (ย่างถ่าน) ที่ฉีกกฎความดั้งเดิมด้วยการจัดจานที่อลังการราวกับงานศิลปะ เมนูซาชิมิที่รวมเอาปลาสดจากตลาดปลาฟุกุโอกะมาจัดวางในรูปแบบแปลกใหม่ พร้อมควันเย็นๆ จากน้ำแข็งแห้ง บรรยากาศภายในร้านมีเอนเนอร์จี้ที่สูงมาก พนักงานที่เป็นกันเองและเสียงดนตรีที่เร้าใจทำให้ที่นี่เป็นจุดรวมตัวของวัยรุ่นและนักท่องเที่ยวสายชิมที่ชอบความแปลกใหม่ เวลาเปิด-ปิด: 11:30–15:00, 17:30–23:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Hakata+Robata+Fishman 14 | Naruto Hakata (鳴門) ยากิโทริสาย "Yasaimaki" (ผักพันเนื้อ) ที่โด่งดังและได้รับความนิยมสูงมากในฟุกุโอกะ ไฮไลท์ของร้านคือการนำผักพรีเมียมตามฤดูกาลมาพันด้วยเนื้อสัตว์แล้วย่างบนเตาถ่านจนส่งกลิ่นหอมฟุ้ง เมนูยอดฮิตคือผักกาดแก้วพันหมูที่กัดลงไปแล้วความหวานของผักจะพุ่งกระจายออกมา บรรยากาศร้านเป็นอิซากายะยุคใหม่ที่ตกแต่งอย่างมีสไตล์ มีเคาน์เตอร์ยาวให้เราได้เห็นเชฟย่างของสดๆ ต่อหน้า มอบรสสัมผัสที่สดชื่นและไม่หนักจนเกินไปสำหรับมื้อดึกครับ เวลาเปิด-ปิด: 17:00 – 24:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Naruto+Hakata+Yakitori 15 | Gaogao Ōhori ความสงบนิ่งที่สะท้อนผ่านถ้วยข้าวคือเสน่ห์ของ Gaogao ร้านตั้งอยู่ใกล้สวน Ohori เน้นเมนูข้าวหุงหม้อดิน (Clay Pot) ที่พนักงานจะนำหม้อดินใบเขื่องมาวางต่อหน้าและหุงข้าวให้สุกทีละหม้อต่อหน้าลูกค้า เมล็ดข้าวหอมนุ่มและมีความเกรียมเล็กน้อยที่ก้นหม้อคือสุนทรียรสที่คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญที่สุด เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงประณีตและการจัดจานสไตล์ Minimalist ร้านตกแต่งด้วยไม้สีอ่อนและแสงธรรมชาติ มอบความรู้สึกที่ละเมียดละไมในทุกคำที่ทาน เวลาเปิด-ปิด: 11:00–15:00, 18:00–22:00 (ปิดวันจันทร์) Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Gaogao+Ohori+Fukuoka 16 | Komeraku Ochazuke (Hakata Deitos) ร้านข้าวแช่น้ำซุปดาชิ (Ochazuke) ที่ยกระดับเมนูเรียบง่ายให้กลายเป็นมื้อพิเศษ ตั้งอยู่ในย่านของกินที่สถานี Hakata น้ำซุปดาชิที่นี่หอมกลิ่นปลาโอแห้งและสาหร่ายคอมบุอย่างชัดเจน ช่วยชูรสชาติของเนื้อปลาสดหรือเครื่องเคียงด้านบนได้อย่างมหัศจรรย์ เป็นอาหารที่ปลอบประโลมร่างกายได้ดีมากหลังจากเดินเที่ยวท่ามกลางอากาศหนาว และการตกแต่งร้านที่ใช้ไม้สีสว่างก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลายในทันที เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 22:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Komeraku+Hakata+Deitos 17 | Gyoza & Ramen Danbo (Daimyo) ราเมนซุปกระดูกหมูทงคัตสึที่รสชาติกลมกล่อมและ "นวล" จนเป็นที่ชื่นชอบของทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ความพิเศษคือซอสเผ็ดสูตรลับที่ช่วยตัดเลี่ยนได้เป็นอย่างดี ทานคู่กับเกี๊ยวซ่าชิ้นเล็กพอดีคำที่ทอดจนผิวด้านหนึ่งกรอบกริบ ส่วนอีกด้านยังคงความนุ่ม บรรยากาศร้านเป็นกันเองและเปิดจนถึงดึกดื่น เหมาะสำหรับเป็นมื้อปิดท้ายวันหลังจากไปสนุกกับ Nightlife ในย่าน Daimyo ครับ เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 02:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Ramen+Danbo+Fukuoka+Daimyo 18 | 廻転寿司 冨士丸 (Fujimaru Sushi) ซูชิสายพานที่พิสูจน์ว่าคุณภาพระดับพรีเมียมไม่จำเป็นต้องราคาแพงเสมอไป ที่นี่คัดสรรปลาสดๆ จากท้องทะเลคิวชูแบบวันต่อวัน คุณจะได้สัมผัสกับความหวานของเนื้อปลาและความนุ่มของข้าวที่ปั้นมาในอุณหภูมิที่พอเหมาะ แม้จะเป็นร้านสายพานแต่ความประณีตในการเตรียมวัตถุดิบนั้นเทียบชั้นร้านซูชิแบบดั้งเดิมได้เลย เป็นที่ที่มอบความสุขผ่านคำซูชิที่สดใหม่และหลากหลายที่สุดแห่งหนึ่งในเมือง เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 21:30 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Fujimaru+Sushi+Fukuoka 19 | Coffee County Fukuoka โรงคั่วกาแฟที่จริงจังกับโปรไฟล์การคั่ว บรรยากาศร้านดิบเท่สไตล์ Industrial ที่เน้นโชว์พื้นผิวปูนเปลือยและเคาน์เตอร์กาแฟที่ดูเคร่งขรึม กาแฟที่นี่เน้นรสสัมผัสที่สะอาด (Clean Cup) และดึง Character ของเมล็ดแต่ละแหล่งปลูกออกมาได้อย่างชัดเจน บรรยากาศในร้านดึงดูดทั้งเหล่าดีไซน์เนอร์และคนทำงานสร้างสรรค์ในเมืองให้มานั่งจิบกาแฟและแลกเปลี่ยนไอเดียกัน เป็นพิกัดที่ชาว #Hopster ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 19:00 (ปิดวันพุธ) Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Coffee+County+Fukuoka 20 | Lonich, Fukuoka เปิดประสบการณ์ "Coffee Omakase" ในบรรยากาศที่เหมือนห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์สีขาวสะอาดตา ที่นี่บาริสต้าจะนำเสนอการดื่มกาแฟในมิติที่หลากหลาย ตั้งแต่การดมกลิ่นเมล็ดคั่วสด การชิมกาแฟที่ชงด้วยเทคนิคที่ต่างกัน ไปจนถึงเมนู Coffee Mocktail ที่ออกแบบมาอย่างซับซ้อน เป็นการเสพกาแฟที่ใช้ประสาทสัมผัสครบทุกด้านในพื้นที่ที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัวที่สุด เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 19:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Lonich+Fukuoka 21 | SABOE HAKATA ร้านน้ำชาญี่ปุ่นร่วมสมัยที่เป็นนิยามของความ "Zen" ภายในออกแบบด้วยวัสดุธรรมชาติและการใช้แสงที่ละเมียดละไม การเสิร์ฟชาของที่นี่เปรียบเสมือนพิธีกรรมเล็กๆ ที่ช่วยให้เราจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน คู่กับขนมญี่ปุ่นที่ทำมาอย่างประณีต มอบความรู้สึกนิ่งและผ่อนคลายอย่างถึงที่สุดท่ามกลางความเร่งรีบของเมืองฮากาตะ เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 19:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=SABOE+HAKATA 22 | TOFFEE park คาเฟ่น้ำเต้าหู้ดีไซน์ Minimal ริมแม่น้ำ Naka ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เมนูซิกเนเจอร์อย่าง Soy Latte ที่ใช้น้ำเต้าหู้คั้นสดเข้มข้นผสมกับช็อตกาแฟคุณภาพ ให้รสชาติที่นุ่มนวลและสุขภาพดี ตัวร้านเป็นกระจกใสบานใหญ่ที่เปิดรับวิวแม่น้ำและแสงแดดยามบ่าย เหมาะมากสำหรับการมานั่งปล่อยใจให้ไหลไปตามสายน้ำในช่วงฤดูหนาว เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 (ปิดวันจันทร์) Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=TOFFEE+park+Fukuoka 23 | MUEN COFFEE คาเฟ่ลับที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมที่เงียบสงบ เน้นความนิ่งและการดื่มกาแฟอย่างมีสมาธิ การตกแต่งภายในใช้โทนสีมืดและแสงไฟสลัว เพื่อให้ลูกค้าได้จดจ่ออยู่กับรสชาติของกาแฟในถ้วยและบทสนทนาเบาๆ กาแฟแต่ละแก้วถูกชงด้วยความประณีตและใจเย็น เป็นสถานที่ที่ช่วยให้เราได้พักความคิดและรีเซ็ตพลังงานได้อย่างดีเยี่ยม เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 19:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=MUEN+COFFEE+Fukuoka 24 | FUK coffee คาเฟ่ในธีมสนามบินและการเดินทางที่กลายเป็นแลนด์มาร์คของคนรักกาแฟและดีไซน์กราฟิก สัญลักษณ์ Airport Code "FUK" ถูกนำมาใช้อย่างสนุกสนานบนแก้วและของที่ระลึก กาแฟที่นี่ดื่มง่ายและมีคุณภาพดี บรรยากาศร้านสดใสและเป็นกันเอง เหมาะสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่ด้วย Energy ของการเดินทาง เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 20:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=FUK+coffee+Fukuoka 25 | Little Stand Daimyo ร้านกาแฟ Stand ขนาดเล็กกลางย่านแฟชั่น Daimyo แม้พื้นที่จะจำกัดแต่ดีไซน์นั้นเท่มาก กาแฟที่นี่มีความ Specialty สูงและบาริสต้ามีความเชี่ยวชาญในการแนะนำเมล็ดกาแฟที่เหมาะกับรสนิยมของคุณ เป็นจุดแวะพักระหว่างการช้อปปิ้งที่มอบคุณภาพกาแฟระดับสูงสุดในรูปแบบที่เรียบง่ายและคล่องตัว เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 19:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Little+Stand+Daimyo [ The Art of Fashion & Selection ] 26 | Iwataya Main Store (Annex) จุดรวมรวมแบรนด์รสนิยมดีที่สุดของฟุกุโอกะ โดยเฉพาะที่ตึก Annex ซึ่งเป็นแหล่งรวมแบรนด์ Niche Luxury อย่าง Jil Sander, The Row, Marni และ Loewe สไตล์ของห้างที่นี่มีความนิ่งและสง่างาม ไม่หวือหวาแต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ แผนกน้ำหอม (Perfume) เป็นอีกหนึ่งจุดที่ต้องแวะ เพราะมีแบรนด์หายากและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์มาไว้ให้เลือกแบบจุใจ เป็นประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สะท้อนถึงรสนิยมแบบ Quiet Luxury ที่แท้จริงครับ เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Iwataya+Main+Store+Fukuoka 27 | Comme des Garçons Fukuoka Flagship Store ที่เปรียบเสมือนแกลเลอรีศิลปะล้ำยุค ภายในออกแบบด้วยเส้นสายที่แปลกตาและโครงสร้างที่ท้าทายสถาปัตยกรรมแบบเดิมๆ รวบรวมคอลเลกชันของ Rei Kawakubo ไว้ครบทุกไลน์สินค้า ตั้งแต่เสื้อผ้าแนว Avant-garde ไปจนถึงไอเท็มยอดฮิตอย่าง Play การเดินสำรวจร้านนี้จึงเป็นเหมือนการเสพงานศิลป์ที่มีชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 20:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Comme+des+Garcons+Fukuoka 28 | ARTS&SCIENCE FUKUOKA ร้าน Select Store โดยสไตล์ลิสต์ผู้ทรงอิทธิพล Sonya Park ที่ตั้งใจนำเสนอวิถีชีวิตที่ละเมียดละไมผ่านสิ่งของที่ใช้งานได้จริง (Functional Beauty) ทุกชิ้นในร้านตั้งแต่เสื้อผ้าที่ใช้ผ้าทอมือจนถึงเซรามิกจากสตูดิโอเล็กๆ ถูกคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน บรรยากาศภายในร้านเงียบสงบและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ มอบความรู้สึกนิ่งและมั่นคงในทุกย่างก้าว เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 19:00 (ปิดวันอังคาร) Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=ARTS+AND+SCIENCE+Fukuoka 29 | BIOTOP FUKUOKA พื้นที่ Lifestyle Concept Store ที่รวมเอาแฟชั่น ต้นไม้ และคาเฟ่มาอยู่ร่วมกันอย่างลงตัว การจัดวางต้นไม้สีเขียวชอุ่มทั่วร้านสร้างบรรยากาศที่สดชื่นและผ่อนคลาย สินค้าที่นี่มีตั้งแต่แบรนด์แฟชั่นระดับไฮเอนด์ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากธรรมชาติ เป็นจุดนัดพบของคนที่มีรสนิยมและรักธรรมชาติในฟุกุโอกะ เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 20:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=BIOTOP+Fukuoka 30 | F.I.L. FUKUOKA (Visvim) แบรนด์ที่หลอมรวมจิตวิญญาณงานฝีมือดั้งเดิมเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยได้อย่างทรงพลัง ตัวร้านออกแบบด้วยความขรึมและใช้วัสดุธรรมชาติที่ยิ่งเก่ายิ่งสวย รองเท้าและเสื้อผ้าแต่ละชิ้นแสดงถึงความมุ่งมั่นในการใช้วัสดุที่ดีที่สุดและการผลิตที่ละเมียดละไม เป็นแบรนด์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนรักงานคราฟต์ทั่วโลก เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 20:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=F.I.L.+Fukuoka+Visvim 31 | ALSO MOONSTAR โชว์รูมและร้านค้าของแบรนด์รองเท้าผ้าใบระดับตำนานจากเมือง Kurume ที่ยังคงใช้กระบวนการ Vulcanized แบบดั้งเดิม ร้านออกแบบสไตล์ Industrial ที่จัดวางรองเท้าเหมือนงานประติมากรรม แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงและดีไซน์ที่ Timeless ใส่ได้ทุกยุคทุกสมัย เป็นความภูมิใจของงานฝีมือจากภูมิภาคคิวชู เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 19:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=ALSO+MOONSTAR+Fukuoka 32 | Caban Fukuoka แบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่อง Knitwear คุณภาพสูงและสีสันที่สดใสสดชื่น ดีไซน์ร้านเน้นความโปร่งโล่งและแสงสว่างที่ทำให้สีของเสื้อผ้าดูโดดเด่น เสื้อผ้าของที่นี่ใส่ง่ายแต่ดูมีระดับ เหมาะสำหรับคนที่มองหาสไตล์ Smart Casual ที่มีความสบายและรสนิยมในเวลาเดียวกัน เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 20:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Caban+Fukuoka 33 | Berwick 1707 Fukuoka ร้านรองเท้าหนังคลาสสิกจากสเปนที่มีชื่อเสียงเรื่องความคุ้มค่าและคุณภาพงานประกอบสไตล์ Goodyear Welted พนักงานที่นี่มีความรู้ลึกซึ้งเรื่องทรงรองเท้าและการดูแลรักษาหนัง บรรยากาศร้านขรึมเท่และมีความเป็นสุภาพบุรุษ มอบบริการวัดขนาดเท้าที่แม่นยำเพื่อให้คุณได้รองเท้าที่ใส่สบายและดูดีที่สุด เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 20:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Berwick+1707+Fukuoka 34 | めがね舎ストライク BASEMAN (Meganesha Strike) ร้านแว่นตาแบบ Bespoke ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดของใบหน้า งานฝีมือที่นี่มีความประณีตสูงมาก ตั้งแต่ขั้นตอนการวัดระยะสายตาไปจนถึงการเลือกและฝนกรอบแว่นเพื่อให้เข้ากับบุคลิกของผู้ใส่ เป็นการยกระดับการสวมแว่นตาให้กลายเป็นงานศิลปะที่ส่งเสริมตัวตนของคุณได้อย่างสมบูรณ์แบบ เวลาเปิด-ปิด: 12:00 – 19:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=Meganesha+Strike+Fukuoka [ Lifestyle Objects & Home Decor ] 35 | Re:CENO Fukuoka ร้านเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านสไตล์ Warm Modern ที่คัดสรรสิ่งของที่ช่วยสร้างบรรยากาศ "ความอบอุ่นที่ทันสมัย" การจัดแสดงภายในร้านให้ไอเดียการแต่งห้องที่ยอดเยี่ยม มีทั้งงานไม้เนื้อดีและผ้าทอสีเอิร์ธโทน พร้อมคาเฟ่เล็กๆ ให้เราได้นั่งซึมซับไอเดียการใช้ชีวิตที่ละเมียดละไม เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 20:00 (ปิดวันพุธ) Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=ReCENO+Fukuoka 36 | B·B·B POTTERS อาณาจักรของเครื่องครัวและอุปกรณ์ใช้ในชีวิตประจำวันชั้นเลิศ ของทุกชิ้นถูกเลือกมาแล้วว่าต้องมีทั้ง "ฟังก์ชันที่ยอดเยี่ยม" และ "ดีไซน์ที่งดงาม" ชั้นล่างรวบรวมอุปกรณ์ทำอาหารจากทั่วโลก ส่วนชั้นบนมีคาเฟ่ที่เสิร์ฟขนมและกาแฟในภาชนะที่สวยงามจนคุณอยากจะซื้อกลับบ้านทันที เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 19:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=B.B.B+POTTERS+Fukuoka 37 | H.L.D. (Hakata Lifestyle Design) พิกัดลับสำหรับคนรักงานดีไซน์และเฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์ที่รวบรวม Brand คัดสรรจากทั่วโลกมาไว้ในที่เดียว ร้านนี้โดดเด่นด้วยการเป็น "Curation Store" ที่ไม่ได้ขายแค่ของใช้ แต่ขาย "รสนิยม" ในการใช้ชีวิต ไฮไลท์คือการจัดโชว์รูมที่ให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในสตูดิโอของนักออกแบบ มีทั้งงาน Iconic Pieces จากฝั่งยุโรปและงานคราฟต์ร่วมสมัยของญี่ปุ่นที่หาดูได้ยาก ภายในเน้นบรรยากาศที่เรียบเท่และเงียบสงบ เหมาะสำหรับคนที่มองหาไอเดียการจัดบ้านแบบ Timeless Design ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 19:00 Google Maps: https://maps.app.goo.gl/GKfYBUP9kuAC56WV7 38 | NONE TOO SOON ร้าน Select Store ขนาดเล็กที่อัดแน่นไปด้วยของใช้ส่วนตัวและของตกแต่งบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เจ้าของร้านคัดเลือกสินค้าด้วยรสนิยมที่โดดเด่น ทั้งเครื่องหอม สมุดบันทึก และงานเซรามิกที่ดูเรียบง่ายแต่มีรายละเอียด เป็นร้านที่ทำให้เรารู้สึกว่าการมีของดีๆ สักชิ้นรอบตัวช่วยให้ชีวิตมีความสุขขึ้นได้จริงๆ เวลาเปิด-ปิด: 12:00 – 19:00 Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=NONE+TOO+SOON+Fukuoka 39 | &LOCALS (Ohori Park) คาเฟ่และร้านขายของฝากดีไซน์สวยที่ตั้งอยู่ริมสวน Ohori เน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากคิวชูมาแปรรูปและออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้ดูทันสมัย แนะนำให้ลองชิมชาเขียวจากเมือง Yame และขนมข้าวพองญี่ปุ่นท่ามกลางวิวสวนสาธารณะที่สวยงาม เป็นจุดพักผ่อนที่ผสมผสานวิถีชุมชนเข้ากับดีไซน์ยุคใหม่ได้อย่างน่าประทับใจ เวลาเปิด-ปิด: 09:00 – 18:30 (ปิดวันจันทร์) Google Maps: https://www.google.com/maps/search/?api=1&query=%26LOCALS+Ohori+Park 40 | LINC Original Makers แบรนด์เครื่องหอมและผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเองที่เปลี่ยน "กิจวัตรประจำวัน" ให้กลายเป็นงานศิลปะ ร้านถูกตกแต่งในสไตล์ Vintage Apothecary ที่ใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มตัดกับทองเหลือง มอบ Vibe เหมือนห้องปรุงยาโบราณในยุโรปแต่แฝงไปด้วยความ Modern Luxury ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นถูกออกแบบแพ็คเกจจิ้งมาอย่างประณีตเหนือกาลเวลา โดยเฉพาะกลิ่นซิกเนเจอร์ No. 997 ที่ชาวฮอปสเตอร์หลงรัก เป็นพิกัดที่ต้องมาสัมผัสด้วยตัวเองทั้งรูปและกลิ่นครับ เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 Google Maps: https://maps.app.goo.gl/g5BrD34SpLA4PrJv9 41 | THEATER 010 นิยามใหม่ของความบันเทิงยามค่ำคืนในฟุกุโอกะที่รวม "Immersive Theater" และ "Gastronomy" เข้าไว้ด้วยกันอย่างล้ำสมัย ตัวอาคาร 010 BUILDING โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสเตนเลสทรงเกลียวริมแม่น้ำ Naka ภายในมอบประสบการณ์สุดตื่นเต้นด้วยการแสดงระดับโลกที่นักแสดงจะมาร่ายรำและเล่นสนุกไปกับผู้ชมทั่วทั้งร้าน ไฮไลท์สำคัญคือการได้ดื่มด่ำกับค็อกเทลจากบาร์เทนเดอร์ระดับแชมป์โลก และเมนูอาหารสุดเซอร์ไพรส์จาก "GohGan" ซึ่งเป็นการคอลแลบกันของเชฟชื่อดังอย่าง Gaggan Anand และเชฟ Goh Fukuyama เป็นพิกัดที่สาย Content และสาย Nightlife ต้องมาสัมผัสความ Fantasy นี้ด้วยตาตัวเองครับ เวลาเปิด-ปิด: 19:30 – 24:00 (ปิดวันอาทิตย์และวันจันทร์) Google Maps: https://maps.app.goo.gl/e9uGKNADFioqqV817 42 | Fukujuen Matchatei Hakatadaimaruten (抹茶 京都福壽園) สัมผัสความละเมียดละไมของมัทฉะแท้ส่งตรงจากอูจิ เกียวโต ที่มาเปิดสาขาให้ชาวฮอปสเตอร์ได้ลิ้มรสใจกลางย่านเท็นจิน ณ ชั้น B2 ห้าง Daimaru Fukuoka Tenjin ร้านนี้คือตัวจริงเรื่องชาเขียวที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 200 ปี ไฮไลท์ที่ห้ามพลาดคือ 'Matcha Soft Cream' ที่เนื้อสัมผัสเนียนนุ่มและเข้มข้นจนหยดสุดท้าย รวมถึงเมนูขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นที่ผสมผสานความดั้งเดิมเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว เป็นจุดพักใจที่ดีที่สุดหลังจากการช้อปปิ้ง ให้คุณได้จิบชาคุณภาพเยี่ยมในบรรยากาศที่เรียบหรูและเป็นกันเองครับ เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 (ตามเวลาห้าง Daimaru) Google Maps: https://maps.app.goo.gl/fVfF2hLTuPkRstt68 43 | Fukuoka International Airport (International Terminal - New Look) สัมผัสประสบการณ์โฉมใหม่ของเทอร์มินอลระหว่างประเทศที่ยกระดับให้เป็นมากกว่าแค่จุดขึ้นเครื่อง แต่คือ "Curated Shopping Destination" ที่รวมแบรนด์รสนิยมดีไว้แบบจัดเต็ม ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่โซน Duty Free ใหม่ที่กว้างขวางและเดินง่ายมาก มีแบรนด์ครบตั้งแต่นักปรุงน้ำหอมและสกินแคร์อย่าง Aesop, แบรนด์รักษ์โลกที่เด่นเรื่องงานดีไซน์ไม้อย่าง BAUM, ไปจนถึงสายแฟชั่นอย่าง ISSEY MIYAKE และ PORTER ที่ให้เราได้เก็บไอเทมสุดท้ายก่อนกลับ และห้ามพลาดการจิบมัทฉะคุณภาพเยี่ยมที่ THE MATCHA TOKYO เป็นการปิดท้ายทริปฟุกุโอกะที่สมบูรณ์แบบและมีสไตล์ที่สุดครับ เวลาเปิด-ปิด: 07:00 – จนถึงเที่ยวบินสุดท้าย (เวลาอาจแตกต่างกันตามร้านค้า) Google Maps: https://maps.app.goo.gl/i4rU7jWk7GrBehhz8 [ Hoparound’s 5 Golden Rules for Fukuoka ] The Art of Walking: ฟุกุโอกะเป็นเมืองที่เดินได้สนุกที่สุด เมืองไม่ใหญ่เกินไปแต่รายละเอียดความเท่มักซ่อนตัวอยู่ในซอกซอยย่านที่อยู่อาศัย เตรียมรองเท้าที่เดินสบายที่สุด (หรือจะไปถอย Moonstar ใหม่ที่ร้าน ALSO ก็ได้นะครับ!) Contactless Journey: ปัจจุบันฟุกุโอกะสะดวกสบายมาก คุณสามารถใช้บัตรเครดิตที่มีสัญลักษณ์ Contactless (Visa/Mastercard) แตะขึ้นรถไฟใต้ดิน (Subway) ได้ทันที ไม่ต้องแลกตั๋วให้เสียเวลาครับ Booking Advice: ร้านอาหารยอดฮิตอย่าง Mentaiju หรือ Mizutaki คิวยาวเสมอ แนะนำให้จองล่วงหน้าหรือวางแผนไปรอคิวแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้พลาดโมเมนต์ความอร่อยที่เป็นไฮไลท์ของทริป Local Etiquette: แม้จะเป็นเมืองที่เป็นมิตรมาก แต่การรักษามารยาทพื้นฐานอย่างการไม่ส่งเสียงดังในร้าน หรือการขออนุญาตก่อนถ่ายรูปในร้าน Select Store เล็กๆ ยังคงเป็นสิ่งที่ชาว #Hopster พึงปฏิบัติเสมอครับ Seasonal Aesthetics: ฟุกุโอกะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล สวน Ohori Park ในช่วงซากุระ หรือย่าน Nakasu ในช่วงเทศกาล Yamasaka มอบประสบการณ์ที่ต่างกันสิ้นเชิง ลองเช็คปฏิทินกิจกรรมของเมืองก่อนไปเพื่อความเป๊ะปังสูงสุดนะครับ หวังว่าดีพไดฟ์ไกด์นี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทริปฟุกุโอกะครั้งถัดไปของคุณเต็มไปด้วยรสนิยมและความประทับใจนะครับ และเพื่อไม่ให้พลาดคอนเทนต์ดีไซน์และการเดินทางแบบเจาะลึกจากเรา อย่าลืมติดตาม Hoparound.co ในทุกช่องทาง นะครับ แล้วพบกันที่ฟุกุโอกะ... เมืองที่ทุกย่างก้าวคือศิลปะและการใช้ชีวิต Furst Cake Stay Inspired, ชาว #Hopster ! #LetsHoparound

  • รีวิว Park Hyatt Beijing 北京柏悦酒店 สุดยอดความหรูหราใจกลางกรุงปักกิ่ง พร้อมวิวเมืองปักกิ่งที่สวยที่สุด

    Park Hyatt Beijing 北京柏悦酒店 สุดยอดความหรูหราใจกลางกรุงปักกิ่ง พร้อมวิวเมืองปักกิ่งที่สวยที่สุด สำหรับทริปปักกิ่งครั้งนี้ Hoparound.co ขอพาทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษที่ Park Hyatt Beijing (北京柏悦酒店) โรงแรมแบรนด์ท็อปเทียร์แห่งแรกของ Hyatt ในจีน ที่รับรองได้เลยว่าตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักเดินทางที่มองหาความหรูหรา สะดวกสบาย และบริการเหนือระดับ Overview: ตำแหน่งที่ตั้งอันโดดเด่นและการออกแบบที่น่าประทับใจ Park Hyatt Beijing ตั้งตระหง่านอย่างสง่างามในย่านธุรกิจใจกลางกรุงปักกิ่ง หรือที่เรียกว่า Central Business District (CBD) บนอาคารที่สูงที่สุดบนถนน Chang’an Avenue ทำเลที่ตั้งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม เพราะอยู่ตรงข้ามกับ China World Trade Centre และอาคาร CCTV Tower อันเป็นสัญลักษณ์ของเมือง และด้วยความที่เป็นส่วนหนึ่งของ Beijing Yintai Center ซึ่งเป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ทำให้โรงแรมแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่พักเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์รวมของไลฟ์สไตล์หรูหรา ประกอบด้วย Park Hyatt Residence, Park Hyatt Penthouse, ห้างสรรพสินค้าไฮเอนด์อย่าง in01 และอาคารสำนักงานระดับ Super-A ทำให้แขกผู้เข้าพักสามารถเข้าถึงแหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหารระดับโลก ความบันเทิง และสิ่งอำนวยความสะดวกทางธุรกิจได้อย่างครบวงจรเพียงแค่ก้าวเท้าออกจากโรงแรม แถมยังเชื่อมต่อโดยตรงกับสถานีรถไฟใต้ดิน Guamao ได้อย่างสะดวกสบายสุดๆ ตัวโรงแรมจะกินพื้นที่ตั้งแต่ชั้น 37 ถึง 49 และ 59 ถึง 67 ของอาคาร โดยได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ไปเมื่อปี 2019 ทำให้ทุกมุมของโรงแรมยังคงความใหม่เอี่ยม ทันสมัย และคงไว้ซึ่งมาตรฐานความหรูหราตามแบบฉบับ Park Hyatt ที่ไม่มีวันตกยุค Our Room: ความสงบเหนือเมืองหลวงพร้อมวิวพาโนรามา โรงแรมมีห้องพักและห้องสวีทให้บริการรวมทั้งสิ้น 237 ห้อง ทุกห้องได้รับการออกแบบและตกแต่งในสไตล์จีนโมเดิร์นที่เน้นความเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความหรูหราเหนือกาลเวลา การใช้โทนสีครีมที่สบายตาช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความสงบและความผ่อนคลายทันทีที่คุณก้าวเข้ามา ไฮไลต์สำคัญของห้องพักทุกห้องคือ หน้าต่างกระจกบานใหญ่ ที่เปิดรับวิวเมืองปักกิ่งแบบพาโนรามาไร้สิ่งบดบัง ให้คุณได้เพลิดเพลินกับทัศนียภาพของเมืองหลวงที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่ว่าจะเป็นวิวตึกระฟ้าที่ส่องประกายในยามค่ำคืน หรือทิวทัศน์ของเมืองที่คึกคักในยามกลางวัน และด้วยความตระหนักถึงคุณภาพอากาศ โรงแรมจึงใส่ใจเป็นพิเศษด้วยการติดตั้ง ระบบฟอกอากาศ (Air Purification System) ที่ทำงานเงียบเชียบแต่ทรงประสิทธิภาพสูง สามารถดักจับอนุภาค PM2.5 ได้อย่างหมดจด ช่วยให้มั่นใจได้ว่าอากาศภายในห้องของคุณจะบริสุทธิ์ สะอาด และปลอดภัย ไร้กังวลเรื่องมลภาวะภายนอก สำหรับห้องพักที่เราเลือกในครั้งนี้คือห้อง 1 King Bed ขนาด 45 ตร.ม. ซึ่งเป็น Room Type มาตรฐานที่เหนือความคาดหมาย ด้วยพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางและถูกจัดแบ่งสัดส่วนได้อย่างลงตัว ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย และตอบโจทย์ทุกความต้องการของเราในทริปนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่หากคุณต้องการพื้นที่ที่มากขึ้นหรือประสบการณ์ที่แตกต่าง Park Hyatt Beijing ก็มีห้องพักประเภทอื่นๆ ให้เลือกสรรมากมาย ตั้งแต่ Deluxe ไปจนถึง Executive Suite และ Penthouse Suite โดยห้องพักที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดกว้างขวางถึง 240 ตร.ม. เลยทีเดียว มุมมองจาก Hoparound.co : เรื่องการบำรุงรักษา (Maintenance) แม้ว่าโดยรวมห้องพักจะดูสวยงามและสะอาดสะอ้าน แต่จากการเข้าพักจริงในครั้งนี้ เราพบว่า การบำรุงรักษา (Maintenance) ภายในห้องพักอาจจะยังไม่เนี๊ยบเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับมาตรฐานของแบรนด์ Park Hyatt ในที่อื่นๆ เราเริ่มเห็นร่องรอยการใช้งานตามกาลเวลาในบางจุดที่ยังไม่ได้รับการซ่อมแซมให้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นจุดเล็กๆ ที่เราแอบเสียดาย เพราะถ้างาน Maintenance ทำได้เป๊ะกว่านี้ ประสบการณ์การพักผ่อนในห้องจะสมบูรณ์แบบไร้ที่ติเลยครับ สิ่งอำนวยความสะดวกในห้อง: รายละเอียดที่สร้างความประทับใจ Park Hyatt Beijing ใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อยกระดับประสบการณ์การเข้าพักของคุณ คุณภาพของเครื่องใช้ภายในห้องพักนั้นอยู่ในระดับพรีเมียม ตั้งแต่ เตียงนอนขนาดคิงไซส์ ที่นุ่มสบายกำลังดี ปูด้วยผ้าปูที่นอนที่มีความละเอียด 300 เส้นด้าย และผ้านวมขนเป็ดอันอบอุ่น มอบค่ำคืนแห่งการพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบ เพื่อความบันเทิงและเชื่อมต่อกับโลกภายนอก ทุกห้องมาพร้อมกับ สมาร์ททีวีจอแบนขนาดใหญ่ และมีเดียฮับในตัว ให้คุณสามารถรับชมความบันเทิงหลากหลายได้อย่างไร้ขีดจำกัด โซน มินิบาร์ ก็จัดเตรียมไว้อย่างครบครัน พร้อมเครื่องชงกาแฟและกาต้มน้ำสำหรับชงชา ช่วยให้คุณสามารถรื่นรมย์กับเครื่องดื่มแก้วโปรดได้ตลอดเวลาที่ต้องการ ตู้เสื้อผ้าเป็นแบบ Walk-in Closet กว้างขวาง จัดเก็บสัมภาระได้อย่างเป็นระเบียบ ทำให้ห้องพักดูโล่งสบายไม่อึดอัด และอีกหนึ่งจุดเด่นที่พลาดไม่ได้คือ ห้องน้ำ ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน แบ่งโซนเปียกและโซนแห้งเป็นสัดส่วน มีทั้ง ฝักบัวแบบ Rain Shower ที่ให้ความรู้สึกสดชื่น และ อ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ ที่เชิญชวนให้คุณได้แช่น้ำอุ่นๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังจากวันอันยาวนาน พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์อาบน้ำระดับพรีเมียมจากแบรนด์ชั้นนำ ห้องอาหารและบาร์: รสชาติแห่งความอร่อยและความบันเทิงเหนือระดับ สำหรับประสบการณ์ด้านอาหารและการสังสรรค์ Park Hyatt Beijing ก็มีตัวเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยมี ร้านอาหารและบาร์รวม 3 แห่ง ที่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยและบรรยากาศอันน่าประทับใจ: China Grill (北京亮): ร้านอาหารหลักที่ตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของโรงแรม มอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่น่าตื่นตาตื่นใจด้วย วิว 360 องศาของเมืองปักกิ่ง ที่ไม่มีใครเทียบได้ โดยเฉพาะในยามค่ำคืนที่แสงไฟระยิบระยับ อาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ก็จัดที่นี่เช่นกัน นอกจากนี้ยังเชี่ยวชาญด้านสเต็กและอาหารทะเลคุณภาพเยี่ยม พร้อมไวน์ชั้นดีให้เลือกมากมาย China Bar (北京亮酒吧): บาร์บนชั้นดาดฟ้าที่อยู่ติดกับ China Grill เป็นจุดที่เหมาะสำหรับการจิบค็อกเทลแก้วโปรด หรือไวน์ชั้นเลิศ พร้อมดื่มด่ำกับทัศนียภาพอันงดงามของเมืองปักกิ่งในมุมสูง IFW: ร้านอาหารที่นำเสนอประสบการณ์การทำอาหารแบบสดๆ โดยเชฟจะปรุงอาหารที่สถานีต่างๆ ทั่วร้าน เน้นอาหารจีนคลาสสิกที่ผสมผสานเทคนิคสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว Breakfast Experience อาหารเช้า: เริ่มต้นวันใหม่ด้วยความอร่อยและหลากหลาย อาหารเช้าที่ Park Hyatt Beijing ถือเป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่ไม่ควรพลาด โดยจะให้บริการที่ร้าน China Grill ซึ่งตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของโรงแรม คุณจะได้เพลิดเพลินกับมื้อเช้าอันโอชะพร้อมดื่มด่ำกับวิวเมืองปักกิ่งอันตระการตา ตัวเลือกอาหารเช้ามีความหลากหลายและจัดเต็มมากๆ โดยมีให้เลือกทั้งแบบ A la carte ซึ่งคุณสามารถสั่งเมนูจานโปรดที่ปรุงสดใหม่ตามต้องการ และแบบ บุฟเฟต์ ที่นำเสนออาหารนานาชาติและอาหารจีนท้องถิ่นอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นมุมเบเกอรี่อบสดใหม่ ไส้กรอก แฮม ชีส ผัก ผลไม้สดนานาชนิด โยเกิร์ต ซีเรียล รวมถึงเมนูไข่ต่างๆ และอาหารจีนยอดนิยม การันตีได้เลยว่าไม่ว่าคุณจะเป็นนักชิมสไตล์ไหน ก็จะต้องประทับใจกับความหลากหลายและคุณภาพของวัตถุดิบที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี เพื่อให้คุณได้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยพลังงานและความสดชื่นอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ หากคุณยังต้องการสำรวจตัวเลือกด้านอาหารและความบันเทิงเพิ่มเติม ชั้นล่างของตึกคือที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าหรู in01 ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านค้าแฟชั่นแบรนด์เนมระดับโลก (เช่น Hermès, Dior, Cartier, Lane Crawford Concept Store) ร้านอาหารชั้นนำ ฟิตเนสเซ็นเตอร์ และโรงภาพยนตร์ ทำให้คุณสามารถใช้เวลาได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล Hotel Facility: สิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรเพื่อการพักผ่อนและธุรกิจ Park Hyatt Beijing เข้าใจถึงความต้องการที่หลากหลายของแขกผู้มาเยือน จึงได้จัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันและทันสมัยไว้บริการ: Tian Spa (天水): สปาหรูหราที่ตั้งอยู่บนชั้น 59 มอบประสบการณ์การบำบัดที่ผ่อนคลายและฟื้นฟูร่างกายจิตใจ ด้วยห้องทรีตเมนต์ 8 ห้องที่ให้บริการนวด ทรีตเมนต์ความงาม และโปรแกรมบำบัดที่อิงหลักการแพทย์แผนจีนดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมีโซนพักผ่อน (Relaxation Lounge) และห้องสตูดิโอสำหรับออกกำลังกาย ฟิตเนสเซ็นเตอร์ (Fitness Center): ตั้งอยู่ในบริเวณ Park Life Complex มีอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ทันสมัยและครบครัน ทั้งโซนคาร์ดิโอ เวทเทรนนิ่ง และสตูดิโอสำหรับคลาสออกกำลังกายต่างๆ สระว่ายน้ำในร่ม (Indoor Swimming Pool): สระว่ายน้ำระบบน้ำอุ่นขนาด 25 เมตร ที่ออกแบบอย่างสวยงาม พร้อมกระจกบานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติ ให้คุณได้แหวกว่ายหรือผ่อนคลายอย่างเป็นส่วนตัว ห้องจัดเลี้ยงและห้องประชุม (Meetings & Events Facilities): โรงแรมมีห้องจัดเลี้ยงและห้องประชุมหลากหลายขนาด รวม 16 ห้อง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,570 ตร.ม. พร้อมอุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ที่ทันสมัย และทีมงานมืออาชีพคอยให้บริการ เหมาะสำหรับการจัดงานทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นงานประชุม สัมมนา หรืองานเลี้ยงฉลองขนาดใหญ่ บริการผู้ช่วยส่วนตัว (Personal Butler Service): เพื่อประสบการณ์ที่เหนือระดับ โรงแรมมีบริการผู้ช่วยส่วนตัวที่พร้อมดูแลและอำนวยความสะดวกตลอดการเข้าพักของคุณ Business Center ตลอด 24 ชั่วโมง: สำหรับนักธุรกิจ มีศูนย์บริการธุรกิจที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั้งแบบมีสายและไร้สายทั่วทั้งโรงแรม Wrapping Up Our Stay: ความประทับใจที่ไม่รู้ลืม หลังจากที่เราได้ใช้เวลาดื่มด่ำกับทุกช่วงเวลาที่ Park Hyatt Beijing เราก็สามารถยืนยันได้เลยว่านี่คืออีกหนึ่งประสบการณ์การเข้าพักที่น่าประทับใจที่สุด โรงแรมแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่พักสำหรับค้างคืน แต่เป็นจุดหมายปลายทางที่สมบูรณ์แบบที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักเดินทางอย่างแท้จริง ตั้งแต่ก้าวแรกที่เรามาถึง การต้อนรับที่อบอุ่นและเป็นมืออาชีพของพนักงานก็สร้างความประทับใจได้ทันที ห้องพักที่สวยงาม สะอาด และทันสมัย พร้อมวิวเมืองปักกิ่งที่ตระการตาผ่านกระจกบานใหญ่ ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้พักผ่อนอยู่เหนือผืนฟ้า สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งฟิตเนส สระว่ายน้ำ และสปา ล้วนอยู่ในระดับเวิลด์คลาส ทำให้เราสามารถผ่อนคลายและเติมพลังได้อย่างเต็มที่ ที่สำคัญที่สุดคือทำเลที่ตั้งที่เหนือกว่าใคร ทำให้การเดินทางสำรวจเมืองปักกิ่งเป็นเรื่องง่ายดาย และการมีห้างสรรพสินค้าหรูอย่าง in01 อยู่ติดกับโรงแรม ก็ยิ่งเพิ่มความสะดวกสบายในการช้อปปิ้งและรับประทานอาหารได้อย่างไม่จำกัด รวมถึงตัวเลือกด้านอาหารในโรงแรมเองก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน โดยเฉพาะมื้อเช้าที่ China Grill ที่ทำให้เราเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างสดใสและเต็มอิ่ม เรียกได้ว่า Park Hyatt Beijing มอบประสบการณ์ที่ไร้ที่ติ ตั้งแต่การออกแบบที่หรูหราทันสมัย ไปจนถึงบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ทำให้ทุกช่วงเวลาของการพักผ่อนกลายเป็นความทรงจำที่ดี การมาพักที่นี่ไม่ใช่แค่การนอนโรงแรม แต่คือการลงทุนในประสบการณ์ที่คุ้มค่าและน่าจดจำ ไม่ว่าจะเป็นทริปธุรกิจหรือการพักผ่อนเพื่อสัมผัสเสน่ห์ของปักกิ่ง โรงแรมแห่งนี้จะทำให้การเดินทางของคุณสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน Let's Hop Around Beijing.

  • Park Hyatt Bangkok ละเมียด-สงบ-สบายเหนือความวุ่นวายใจกลางเมือง โรงแรม พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ

    รีวิว Park Hyatt Bangkok ละเมียด-สงบ-สบายเหนือความวุ่นวายใจ โรงแรมใจกลางเมือง พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ Park Hyatt คือแบรนด์โรงแรมระดับสูงสุดของเครือ Hyatt เปิดตัวครั้งแรกที่เมือง Chicago โดยมีวิวเป็นสวน Jane Byrn Park ที่อยู่ติดกัน จึงเป็นที่มาของชื่อและคอนเส็ปต์ที่ทุก Property ภายใต้แบรนด์ Park Hyatt นั้นจะต้องมีวิวเป็นความเขียวขจี ที่กรุงเทพฯก็เช่นกัน แม้จะอยู่ย่านเพลินจิตแต่ก็สามารถมองเห็นสวนลุมพินีที่อยู่ไม่ไกลได้อย่างชัดเจน วันนี้เราจะพาเพื่อนๆมา Staycation ที่ Park Hyatt Bangkok กันครับ Park Hyatt Bangkok นั้นโดดเด่นตั้งแต่รูปลักษณ์อาคารด้านนอกที่มีความ Iconic สูงมาก ฝั่งโรงแรมเป็น Tower สูง 27 ชั้นที่ไหลและบิดเกลียวลงมาเป็นเนื้อเดียวกันกับห้าง Central Embassy ซึ่งมีจำนวนชั้นน้อยกว่าจึงเป็นเหมือนฐานรองรับยอดแหลมของโรงแรม และเมื่อมองมุมบนแบบ Bird’s Eye View ลงมาก็จะเห็นตัวอาคารทั้งหมดเป็นสัญลักษณ์ Infinity หรือเลข 8 อันเป็นมงคลในคติจีน ผิวอาคารด้านนอกประดับด้วยแผ่นอลูมิเนียมที่ทอแสงสะท้อนแดดระยิบระยับสวยงามมากครับ เมื่อเดินเข้ามาด้านในโรงแรม เราก็รู้สึกได้ทันทีถึงความนิ่งเรียบและเนี้ยบหรูของงานดีไซน์สมัยใหม่ มีดีเทลเส้นโค้งที่ไหลไปตามลักษณะพื้นที่อย่างมีเจตจำนงค์ ผนังทั้งหมดถูกกรุด้วยงานไม้ซึ่งทำให้รู้สึกอบอุ่นและเป็นหนึ่งเดียวกัน Park Hyatt Bangkok นั้นเลือกเผยความหรูหราด้วยวิธีที่มีชั้นเชิงไม่เอะอะ งานอาร์ทระดับโลกที่หายากหลายชิ้น (ส่วนใหญ่เป็นของสะสมของทางเจ้าของ) ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด ภาพถ่าย ไปจนถึงงานประติมากรรม และ Installation ต่างๆนั้นถูกจัดแสดงไว้อย่างถูกที่ถูกทาง ซึ่งก็ยิ่งช่วยเพิ่มคุณค่าให้พื้นที่ “ดูแพง” และมีรสนิยมมากขึ้นไปอีกโดยเฉพาะในสายตาของแขกที่มีความสนใจในงานศิลปะเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว องค์ประกอบความเป็นไทยที่มีการลดทอนรายละเอียดลงมาเพื่อความทันสมัยนั้นถูกสอดแทรกอยู่ในจุดต่างๆอย่างประณีตสอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกันกับงานออกแบบภาพรวมของโรงแรม ที่นี่มีห้องพักถึง 222 ห้องและมีเลย์เอ้าท์แตกต่างกันถึง 57 แบบ เนื่องจากตัวอาคารมีลักษณะเฉพาะตัวจึงทำให้การออกแบบห้องต้องปรับไปตามสภาพพื้นที่ สิ่งที่ดีงามมากๆก็คือขนาดห้องพักที่เริ่มต้นก็กว้างถึง 48 ตร.ม.แล้วซึ่งถือว่าใหญ่มากสำหรับโรงแรมใจกลางเมืองเช่นนี้ครับ และห้องที่ใหญ่ที่สุด (Presidential Suite) นั้นก็มีขนาดถึง 381 ตร.ม.เลยทีเดียว Our Room ห้องของเราในคืนนี้เป็นห้องระดับเริ่มต้นซึ่งก็ดีเกินพอสำหรับการค้าง 1 คืนของเราแล้วครับ เปิดเข้ามาปุ๊บก็จะเจอ Foyer ซึ่งเป็นโซนมินิบาร์ไปในตัวด้วยจากจุดนี้หากไปทางซ้ายก็จะเป็นห้องนอน โต๊ะทำงาน ห้องแต่งตัวและเก็บสัมภาระ หากไปทางขวาก็จะเป็นห้องน้ำที่มีทั้งอ่างอาบน้ำและชาวเว่อร์ ที่เราประทับใจก็คือ Amenities กลิ่นหอมฟุ้งโดย Le Labo ส่วนวิวจากห้องนอนก็จะเป็นวิวเมืองแบบเต็มๆจากแยกเพลินจิตเลยครับ มองเห็นทั้งรถไฟฟ้า การจราจรบนท้องถนน ไปจนถึงแนวตึกระฟ้าที่อยู่ไกลออกไป นอกจากความกว้างขวางแล้ว คุณภาพห้องพักและการตกแต่งก็ได้ใจเราเช่นกันครับ ทุกอย่างจัดวางเป็นสัดส่วนดีมาก การที่ห้องแต่งตัวไม่อยู่ติดกับห้องน้ำอาจจะทำให้โฟลว์สะดุดนิดหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาครับ เตียงและหมอนนุ่มนอนสบายไม่ปวดหลัง โต๊ะทำงานกว้างมาก เราชอบที่สวิทช์ไฟทุกจุดนั้นมีการระบุไว้ครบว่าเป็นสวิทช์ของอะไร ห้องน้ำก็ถูกใจมากครับ Shower สบายจนไม่อยากอาบเสร็จ และรูปสลักหินลายดอกไม้ที่ผนังห้องน้ำนั้นก็เป็นรายละเอียดที่ช่วยเพิ่มความโดดเด่นหรูหราให้กับห้องพักได้มากเลยครับ Breakfast เช้าแล้วเปิดม่านมาพบกับวิวเมืองด้านนอกที่กำลังจะวุ่นวายในอีกไม่ช้า เราไปดูกันซักหน่อยว่า Breakfast ที่นี่เป็นยังไงบ้าง มื้อเช้าของที่นี่จะเสิร์ฟกันที่ Living Room ที่โปร่งสบายด้วยเพดานสูงและแสงธรรมชาติจากทั้ง 2 ฝั่ง เมนูจะมีทั้งแบบ A La Carte ที่สามารถสั่งเพิ่มได้เรื่อยๆ และแบบ Buffet ให้ตักได้เองโดยมีอาหารให้เลือกหลายสัญชาติเลยครับ ตัวเลือก Vegan หรือ Gluten-Free ก็มีให้ครบเช่นกัน เราชอบน้ำผลไม้สกัดเย็นและสมูธตี้มากครับ สั่งเบิ้ลมาหลายแก้วเลย Pool สิ่งหนึ่งที่ Park Hyatt Bangkok แตกต่างจาก Park Hyatt แห่งอื่นๆในโลกก็คือสระน้ำครับ เราเองก็แปลกใจที่ได้รู้ว่าที่นี่เป็น Property เดียวในโลกของแบรนด์ Park Hyatt ที่มีสระกลางแจ้ง ขนาดอาจจะไม่ใหญ่มากแต่ก็เพียงพอที่จะให้บริการกับแขก ช่วงที่เราเข้าพักนั้นก็มี Occupancy เกือบ 100% แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดใดๆเลย เราชอบเตียงอาบแดดที่เรียงเป็นขั้นบันไดเป็นพิเศษครับ เพราะรู้สึกเป็นส่วนตัวกว่าแบบที่วางอยู่ในระดับเดียวกัน PAÑPURI ORGANIC SPA สปาของ Park Hyatt Bangkok นั้นให้บริการร่วมกับปัญญ์ปุริ แบรนด์สปาอันดับต้นๆของไทยและสิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือแขกของโรงแรมสามารถเข้ามาใช้บริการห้องสตีม และแช่บ่อน้ำร้อนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมครับ วันนี้เราก็เลยถือโอกาสแช่น้ำร้อนกันจนสบายตัวเลย ส่วนห้องชาวเวอร์ของที่นี่สามารถเลือกอุณหภูมิได้ตั้งแต่อุ่นไปจนถึงเย็นจัดซึ่งมาพร้อมกับกลิ่นตะไคร้หอมๆด้วย เป็นยังไงกันบ้างครับกับ Staycation ของเราที่ Park Hyatt Bangkok ในครั้งนี้ เพื่อนๆรู้สึกละเมียด-สงบ-สบายเหมือนเราไหมครับ หลังจากเช็คเอ้าท์แล้วเราขอเพิ่มคำว่า “สะดวก” เข้าไปอีก 1 คำ เพราะเดินลงมาปุ๊บก็ช็อปปิ้งต่อที่ Central Embassy ได้เลย :-)

  • The Evolution of Phuket เมื่อความสุขของการอยู่อาศัยมาบรรจบกับการบริหารระดับโลกที่ PEYLAA Phuket

    The Evolution of Phuket เมื่อความสุขของการอยู่อาศัยมาบรรจบกับการบริหารระดับโลกที่ PEYLAA Phuket ถ้าย้อนเวลากลับไปไม่เกิน 20 ปี ภูเก็ตอาจเป็นเพียงปลายทางการท่องเที่ยว แต่วันนี้มันกำลังพัฒนาไปสู่ “เมืองอยู่อาศัยระดับโลก” อย่างเต็มตัว จากที่เคยมาเที่ยวกันเพียงสั้นๆ วันนี้ผู้คนจากทั่วโลกต่างอยากเข้ามาอยู่อาศัยกันแบบยาวๆมากขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ภูเก็ตจะเติบโตไหม แต่คือ การเติบโตนั้นจะมีคุณภาพแค่ไหน และถ้ามองในมุมนี้ บางเทาคือพื้นที่ที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านได้ชัดที่สุด ทำเลที่ไม่พึ่งฤดูกาล สิ่งที่ทำให้บางเทาน่าสนใจ ไม่ใช่แค่ชายหาด แต่คือโครงสร้างของชุมชน และวิถีชีวิตระดับสากลครับ พื้นที่นี้มีทั้งโรงเรียนนานาชาติ ไลฟ์สไตล์ฮับอย่าง Boat Avenue และระบบนิเวศของร้านอาหาร คาเฟ่ที่ไม่ใช่แค่รับนักท่องเที่ยว แต่รองรับรสนิยมของคนที่ “อยู่จริง” ในมุมของอสังหาริมทรัพย์ นี่คือสัญญาณสำคัญ เพราะดีมานด์ที่มาจากผู้อยู่อาศัยระยะยาว มักมีเสถียรภาพมากกว่าดีมานด์ตามฤดูกาล Peylaa Phuket ตั้งอยู่ห่างจากหาดบางเทาเพียง 1.9 กิโลเมตร และยังคงความสงบพอสำหรับการอยู่อาศัยระยะยาว นี่คือสมดุลที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยในตลาดที่พักอาศัยครับ โครงการที่อยู่อาศัยภายใต้ Autograph Collection Residences แห่งแรกของ Asia Pacific Autograph Collection คอลเลกชันของโครงการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภายใต้แนวคิด “Exactly Like Nothing Else” — แตกต่างมีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเอง แต่ยังคงมาตรฐานระดับสากลของ Marriott อยู่เบื้องหลัง สำหรับผู้ถือครองนี่คือความ Unique ไม่เหมือนใคร ที่มาพร้อมกับระบบบริหารจัดการที่ไว้วางใจได้ว่าทรัพย์สินของเราจะได้รับการดูแลอย่างมืออาชีพในระยะยาว การออกแบบที่คิดถึงชีวิตระยะยาว โครงการประกอบด้วย 3 อาคาร สูง 7 ชั้น รวม 408 ยูนิต ขนาดยูนิตเริ่มตั้งแต่ 45 ตร.ม. ไปจนถึง 129 ตร.ม. สิ่งที่น่าสนใจคือการให้ระเบียงขนาดใหญ่ และการออกแบบครัว–ห้องน้ำที่ครบฟังก์ชันจริง มี pantry และอ่างอาบน้ำ นอกจากยี้ยังมีรายละเอียดเล็กๆที่จะทำให้คุณภาพชีวิตประจำวันของเราดีขึ้น อย่าง • ระบบความปลอดภัยระดับสากล พร้อม monitoring 24/7 • ผนังกันเสียงมาตรฐานสูงระหว่างยูนิต • ระบบกรองน้ำ UV และตรวจจับการรั่วซึมอัตโนมัติ นี่คือดีไซน์ที่สะท้อนว่าโครงการนี้ตั้งต้นจากคนที่จะใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่นั้นได้อย่างมีสุนทรีย์จริงๆ เรียกได้ว่า สวย-หรู-อยู่สบาย-ได้ผลตอบแทน ครบเลยครับ ไลฟ์สไตล์ที่สร้างมูลค่าในตัวเอง สระว่ายน้ำขนาด 25 เมตร 3 สระ, Ice Bath, Sauna, Tennis / Pickleball, ฟิตเนส และพื้นที่ Flexi Workspace สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง amenities เพื่อความหรูหรา แต่คือโครงสร้างที่ช่วยสร้างคุณภาพชีวิต และในตลาดอสังหาฯ ระยะยาว คุณภาพชีวิตที่ดีมักสะท้อนกลับมาในมูลค่าทรัพย์สิน มากกว่าการถือครอง คือความอุ่นใจในระบบ เจ้าของจะได้รับสิทธิประโยชน์ผ่าน ONVIA และสถานะ Marriott Bonvoy Gold Elite ถึงปี 2029 ในเชิงการลงทุน นี่คือการเชื่อมต่อกับ ecosystem ระดับโลก ไม่ใช่เพียงการถือครองยูนิตหนึ่งยูนิต และเมื่อโครงการมีกำหนดแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปี 2027 จังหวะเวลาของตลาดภูเก็ตในวันนี้จึงเป็นอีกปัจจัยที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ บทสรุปในมุมของผู้มองตลาด ภูเก็ตกำลังเปลี่ยนจากเมืองท่องเที่ยว ไปสู่เมืองอยู่อาศัยคุณภาพสูง บางเทาคือหนึ่งในย่านที่สะท้อนภาพนั้นได้ชัดที่สุด และ Peylaa Phuket คือหนึ่งในตัวอย่างของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่พยายามเชื่อม “ความสุขในการใช้ชีวิต” เข้ากับ “โครงสร้างการบริหารจัดการระดับสากล” สำหรับผู้ที่มองหาบ้านหลังที่สอง หรือทรัพย์สินระยะยาวในทำเลที่มีดีมานด์จริง คำถามอาจไม่ใช่ว่า “ภูเก็ตจะโตไหม” แต่อาจเป็นว่า เราจะเข้าไปอยู่ในจังหวะไหนของการเติบโตนั้น ความสุขและผลตอบแทนสามารถเดินไปด้วยกันได้ บางทีนี่อาจเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเข้าไปสำรวจบางเทา และโครงการ Peylaa Phuket อย่างจริงจัง ศึกษาข้อมูลโครงการเพิ่มเติมได้ที่ https://peylaa-phuket.com/ #LetsHoparound #PEYLAAPhuket #AutographCollectionResidences #CapstoneAsset #Peylaa_phuket #Phuket

  • Milan Calling! 33 Spots We Love in Milan เที่ยว 'มิลาน' เมืองหลวงแห่งดีไซน์ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ กับ 33 จุดเช็คอิน

    Milan Calling! 33 Spots We Love in Milanเที่ยว 'มิลาน' เมืองหลวงแห่งดีไซน์ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ กับ 33 จุดเช็คอินที่คัดมาแล้วแบบเริ่ดเลยหล่ะ สวัสดีชาว #Hopster ! เตรียมตัวเข้าสู่โหมดการเดินทางที่เต็มไปด้วยสไตล์กันได้เลยครับ หากจะพูดถึงเมืองที่นิยามคำว่า "รสนิยม" ได้ชัดเจนที่สุดในโลก ชื่อของ มิลาน (Milan) จะต้องขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ เสมอ เมืองนี้ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางแฟชั่นระดับโลก แต่ยังเป็นพื้นที่ที่รวบรวมงานดีไซน์หลากหลายแขนง ตั้งแต่สถาปัตยกรรมคลาสสิก ไปจนถึงความดิบเท่แบบ Industrial และความเนี้ยบของงานดีไซน์ยุค Mid-century Modern ที่แทรกซึมอยู่ในทุกหัวมุมถนน สำหรับการมาเยือนมิลานครั้งแรกของเรา เราตั้งใจไปซึมซับออร่าของเมืองในช่วงที่อากาศกำลังสบายที่สุด เพื่อพิสูจน์ว่ามิลานไม่ได้มีดีแค่การช้อปปิ้งในห้างหรูอย่าง Galleria Vittorio Emanuele II แต่เสน่ห์ที่แท้จริงของเมืองนี้ซ่อนอยู่ในย่านลับๆ ร้านกาแฟที่ถูกคิดมาอย่างดี และพื้นที่ทางศิลปะที่เปลี่ยนโรงงานเก่าให้กลายเป็นจุดเช็คอินสุดล้ำ บทความนี้เราจะพาคุณไปเจาะลึกมิลานในแบบที่ "ถูกจริต" สายดีไซน์ที่สุด ตั้งแต่การตื่นเช้าไปชมความยิ่งใหญ่ของ มหาวิหารดูโอโม่ (Duomo di Milano) ในมุมที่เงียบสงบ ไปจนถึงการสำรวจ Hi-Fi Bar เปิดใหม่ที่กำลังฮอตที่สุดในย่าน Isola รวมถึงพิกัด Concept Stores และ Gourmet Shop ของเชฟระดับมิชลินที่สายกินและสายแฟชั่นต้องใจสั่น ใครที่กำลังวางแผนเที่ยวมิลาน หรืออยากสัมผัสการใช้ชีวิตแบบ Milanese Local ที่เน้นคุณภาพและความละเมียดละไม ต้องเซฟลิสต์นี้ไว้ให้แม่น เพราะทุกดีเทลในเมืองนี้คือแรงบันดาลใจชั้นยอด... ถ้าพร้อมแล้ว แพ็กกระเป๋าแล้ว "ไปมิลาน" ด้วยกันเลยครับ! [ The Iconic & Cultural Heritage ] 01 | Piazza del Duomo แลนด์มาร์คที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเป็นหัวใจที่เต้นอยู่กลางเมืองมิลาน มหาวิหารหินอ่อนสีขาวอมชมพูที่ใช้เวลาสร้างนานกว่า 6 ทศวรรษ สัมผัสความพิเศษที่นี่: มหาวิหารโกธิคแห่งนี้ไม่ได้โดดเด่นแค่ขนาดที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่คือรายละเอียดของการสลักหินอ่อนที่ดูนุ่มนวลราวกับผ้า แนะนำให้มาถึงช่วง 6:00 - 7:00 น. คุณจะได้เห็นแสงแรกของวันตกกระทบยอดโดมทองคำ "Madonnina" ท่ามกลางจัตุรัสที่ไร้ผู้คน เป็นช่วงเวลาที่มหาวิหารดูขลังและทรงพลังที่สุด พิกัด: https://maps.app.goo.gl/uhYcDJLRhBE8N36e9 เวลาเปิด-ปิด: จัตุรัสเปิด 24 ชม. | มหาวิหารเปิด 08:00 – 19:00 02 | Sforzesco Castle (Castello Sforzesco) ปราสาทอิฐแดงที่เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและการป้องกันเมืองมิลานในยุคเรเนซองส์ สัมผัสความพิเศษที่นี่: แม้ไม่ได้เข้ามิวเซียมข้างใน การเดินผ่านลานกว้าง (Courtyard) ก็ให้ความรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของตระกูล Sforza ในอดีต กำแพงเมืองที่นี่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายประวัติศาสตร์ที่ขรึมและคลาสสิก ที่สำคัญคือเป็นที่เก็บรักษาผลงาน Pietà Rondanini ซึ่งเป็นประติมากรรมชิ้นสุดท้ายที่ Michelangelo ยังทำไม่เสร็จก่อนเสียชีวิต Castello Sforzesco หรือ Sforzesco Castle คือปราสาทอิฐแดงขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางมิลาน และแม้จะมีคนเดินขวักไขว่อยู่รอบๆ แต่พื้นที่มันกว้างมากจนไม่รู้สึกอึดอัดเลย ที่นี่เริ่มสร้างครั้งแรกในปี 1358 โดย Galeazzo II Visconti ก่อนที่ต่อมา Francesco Sforza ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ Sforza อันทรงอำนาจจะสั่งสร้างปราสาทใหม่บนซากเดิม และลูกชายของเขา Ludovico Sforza ได้เชิญ Leonardo da Vinci และ Bramante มาวาดจิตรกรรมฝาผนังภายใน จนกลายเป็นหนึ่งในที่พักอาศัยที่หรูหราที่สุดในยุค Renaissance (เรเนซองส์) แต่ประวัติของปราสาทนี้ไม่ธรรมดาเลย ผ่านมือทั้งฝรั่งเศส สเปน ออสเตรีย และนโปเลียนที่เคยใช้มันเป็นค่ายทหาร ในปี 1884 มิลานเกือบจะรื้อปราสาทนี้ทิ้งเพื่อสร้างย่านที่พักอาศัย แต่สุดท้ายตัดสินใจเก็บไว้และบูรณะให้กลับมาสวยงาม ดีมากที่ไม่รื้อ ไม่งั้นเราไม่ได้เห็นอะไรสวยงามแบบนี้ในมิลานแน่ๆ จวบจนวันนี้ข้างในเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์กว่า 6 แห่ง รวมถึง Pietà Rondanini ผลงานชิ้นสุดท้ายที่ยังไม่เสร็จของ Michelangelo และ Sala delle Asse ห้องที่ Leonardo da Vinci วาดลวดลายเถาวัลย์ไว้บนเพดาน พิกัด: https://maps.app.goo.gl/m8bersGggCxTcYKG8 เวลาเปิด-ปิด: Courtyard เปิดทุกวัน 07:00–19:30 น. / พิพิธภัณฑ์ อังคาร–อาทิตย์ 10:00–17:30 น. (ปิดจันทร์) 💰 เข้า Courtyard ฟรี / พิพิธภัณฑ์มีค่าเข้าชม 03 | Parco Sempione พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่เปรียบเสมือน "ปอด" ของชาวมิลาน เชื่อมระหว่างปราสาทและประตูชัย Arco della Pace สัมผัสความพิเศษที่นี่: ในเดือนพฤษภาคม สวนแห่งนี้จะเบ่งบานไปด้วยดอกไม้นานาพรรณ เป็นจุดที่ดีที่สุดสำหรับการทำ People Watching สังเกตไลฟ์สไตล์คนมิลานที่ออกมาปิกนิกหรือพาสุนัขมาเดินเล่น แนะนำให้เดินทอดน่องไปจนถึงปลายสวนเพื่อถ่ายรูปกับประตูชัย Arco della Pace ที่ตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม Parco Sempione คือสวนสาธารณะขนาด 47 เฮกตาร์ที่ซ่อนตัวอยู่หลัง Castello Sforzesco ใจกลางเมืองมิลาน เดินเข้ามาแล้วรู้สึกเหมือนโลกอีกใบเลย ต้นไม้ใหญ่ ทางเดินคดเคี้ยว สระน้ำเล็กๆ ที่มีเป็ดและเต่าอาศัยอยู่ และดอกไม้ที่บานอยู่ทั่ว ชิลมากกก สวนแห่งนี้สร้างขึ้นระหว่างปี 1888–1894 ออกแบบโดย Emilio Alemagna สถาปนิกชาวมิลาน ในสไตล์ English Garden ที่เน้นความเป็นธรรมชาติ ทางเดินคดโค้ง เนินเขาเล็กๆ และสายน้ำที่ไหลเรื่อยๆ แต่รู้ไหมว่าก่อนจะมาเป็นสวน ที่นี่เคยเป็นสนามฝึกทหารมาก่อน และก่อนหน้านั้นอีก เคยเป็นป่าล่าสัตว์ของตระกูล Visconti ผู้ปกครองมิลานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 เดินไปเรื่อยๆ จะเจอ Ponte delle Sirenette สะพานเหล็กหล่อเล็กๆ ที่เดิมตั้งอยู่บนคลอง Navigli ก่อนจะถูกย้ายมาไว้ที่นี่ในปี 1930 ว่ากันว่าเป็นสะพานเหล็กหล่อแห่งแรกของอิตาลี และยังมี Torre Branca หอเหล็กสูง 108 เมตรออกแบบโดย Gio Ponti สร้างขึ้นในปี 1933 ที่ขึ้นไปชมวิวทั้งเมืองได้ แต่สิ่งที่ชอบที่สุดคือบรรยากาศบ่ายๆ แสงแดดส่องผ่านใบไม้ ดอกไม้บานอยู่ตามทาง คนมิลานนั่งปิกนิก วิ่งออกกำลังกาย หรือแค่นอนเล่นบนหญ้า ไม่มีใครรีบ ไม่มีใครเครียด ถ้าไปมิลานแล้วอยากหายใจหายคอสักหน่อย แวะมาที่นี่ได้เลย เข้าฟรี ไม่มีข้อแม้ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/1XsBBB9BsEaFfUPS7 (หลัง Castello Sforzesco) เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 06:30 น. (ปิดตามฤดูกาล ช่วงซัมเมอร์ถึง 23:30 น.) 04 | Villa Necchi Campiglio คฤหาสน์หรูที่ซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงสูงใจกลางย่านเงียบสงบ ออกแบบโดยสถาปนิก Piero Portaluppi ในปี 1932 สัมผัสความพิเศษที่นี่: ไม่คิดว่าจะมาเจออะไรแบบนี้กลางมิลาน #VillaNecchiCampiglio คือคฤหาสน์ที่ซ่อนตัวอยู่ใจกลางย่านเงียบสงบของมิลาน สร้างขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1930s โดย Piero Portaluppi สถาปนิกชื่อดัง ตามคำสั่งของสองพี่น้อง Nedda และ Gigina Necchi และสามีของ Gigina อย่าง Angelo Campiglio ทั้งสามคือตัวแทนของชนชั้นกลางระดับบนชาวมิลานที่มีรสนิยมและทันสมัยมากในยุคนั้น บ้านหลังนี้ไม่ได้แค่สวย แต่มันยังล้ำมากสำหรับยุค 30s ทั้ง ลิฟต์ส่วนตัว ระบบ intercom ภายใน ห้องฉายหนัง และสระว่ายน้ำ (ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสระส่วนตัวแห่งแรกๆ ในมิลาน) ทุกอย่างถูกออกแบบให้ชีวิตสะดวกสบายและเต็มไปด้วยความหรูหราในแบบที่คนยุคนั้นแทบไม่เคยเห็น ชั้นล่างเป็นโซน reception หรูหราพร้อม veranda ที่มองออกไปเห็นสวนเขียวขจี ชั้นบนเป็นห้องนอน และทั่วทั้งบ้านเต็มไปด้วยงานศิลปะระดับโลก ทั้งจาก Tiepolo, Canaletto, De Chirico และ Picasso จากคอลเลกชันที่ถูกบริจาคให้ FAI โดย de' Micheli, Gian Ferrari และ Guido Sforni จุดที่ชอบที่สุดคือโซนสระว่ายน้ำ วันที่ไปมีดอกป้อปปี้บานพอดี นั่งแล้วรู้สึกว่าชีวิตช้าลงจริงๆ ทั้งๆ ที่ Duomo อยู่แค่ไม่กี่นาที ปี 2001 พี่น้องตระกูล Necchi ซึ่งไม่มีทายาท ได้มอบบ้านหลังนี้ให้กับ FAI องค์กรอนุรักษ์มรดกแห่งชาติของอิตาลี โดยมีเงื่อนไขเดียวคืออยากให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่ทุกคนได้มาสัมผัสและกลับมาเยือนซ้ำได้เรื่อยๆ ปัจจุบันเปิดให้เข้าชมได้แล้ว พร้อม bistro น่ารักซ่อนอยู่ในสวนด้วย ที่นี่สวย ร่มรื่นและสงบมาก จนลืมไปเลยว่าข้างนอกนั้นคือเมืองที่วุ่นวายที่สุดในอิตาลี ถ้าไปมิลาน อย่าไปแค่ช้อปปิ้ง แวะมาที่นี่ด้วย มันคือมิลานที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็น พิกัด: https://maps.app.goo.gl/vtCCUJbKdRW42qMi9 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 18:00 (ปิดจันทร์-อังคาร) [ The Art of Fashion & Design ] 05 | Fondazione Prada สถาบันศิลปะร่วมสมัยที่รีโนเวทจากโรงงานกลั่นเหล้าเก่าโดยสำนักออกแบบ OMA (Rem Koolhaas) สัมผัสความพิเศษที่นี่: การออกแบบที่นี่คือการเล่นกับความขัดแย้ง (Contrast) ระหว่างตึกเก่าสีตุ่นกับตึก "Haunted House" ที่หุ้มด้วยทองคำเปลว 24K พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้มีแค่ภาพวาด แต่มีงานติดตั้ง (Installation Art) ที่ท้าทายความคิด เป็นจุดที่ยืนยันว่ามิลานคือศูนย์กลางของรสนิยมที่ก้าวไปข้างหน้าเสมอ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/sVbT6dM2gYPTVyo69 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 19:00 (ปิดวันอังคาร) 06 | Sunnei แบรนด์อิตาลีรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการแฟชั่นโลกด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด สัมผัสความพิเศษที่นี่: ชื่อแบรนด์เพี้ยนมาจากคำว่า "Sunny" (แสงแดด) เพื่อสื่อถึงพลังบวกและความสดใส งานดีไซน์ของ Sunnei โดดเด่นด้วยทรงเสื้อผ้าที่แปลกตา (Oversized & Geometric) และการใช้คู่สีที่ฉลาดมาก ร้านของเขาไม่ใช่แค่ที่ขายของ แต่คือแกลเลอรีที่แสดงจุดยืนเรื่องรสนิยมของคนรุ่นใหม่ที่รักในความแตกต่าง พิกัด: https://maps.app.goo.gl/KTyCygsepKPL5ahGA เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 07 | 10 Corso Como Concept Store แห่งแรกของโลกที่เป็นต้นแบบให้ร้านดังทั่วโลก ก่อตั้งโดย Carla Sozzani อดีตบรรณาธิการแฟชั่น สัมผัสความพิเศษที่นี่: บรรยากาศสวนในร่มที่ร่มรื่นตัดกับความล้ำสมัยของแฟชั่นชั้นสูง หนังสือศิลปะหายาก และงานอาร์ต ทุกชิ้นในร้านผ่านการคัดสรรมาอย่าง "Curated" จนเหมือนงานศิลปะที่วางขายได้ แนะนำให้ขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อชมวิวสวนลับๆ และงานประติมากรรมกลางแจ้ง พิกัด: https://maps.app.goo.gl/ENCZBVXAiQzBC2jt5 เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 08 | Jil Sander (Via Pietro Verri) บูติกสาขาแฟล็กชิพที่ถ่ายทอดนิยามความ "Minimalism" ผ่านสถาปัตยกรรมที่เรียบเนียนและเงียบสงบ สัมผัสความพิเศษที่นี่: ภายในร้านออกแบบโดยใช้แสงและเงาอย่างมีชั้นเชิง เราประทับใจ น้ำหอมกลิ่นพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจากกาแฟ ซึ่งหาซื้อได้ยาก กลิ่นนี้ให้ความรู้สึกสุขุม นิ่ง แต่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของกลิ่นคั่วบดที่อบอุ่น เป็นการผสานกลิ่นอายวัฒนธรรมอิตาลีเข้ากับน้ำหอมได้อย่างอัจฉริยะ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/gGZGGfDUeyanNvJB7 เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 09 | Nude Project แบรนด์ Streetwear จากสเปนที่กำลังครองใจวัยรุ่นทั่วยุโรปด้วยดีไซน์ที่ใส่ง่ายและเท่ สัมผัสความพิเศษที่นี่: เรา "ถูกจริต" กับ Energy ของร้านนี้มาก ตั้งแต่การตกแต่งไปจนถึงพนักงานที่เอนเนอร์จี้ล้นหลาม เสื้อผ้าของ Nude Project เน้นความ Effortless Cool ใส่ง่ายแต่มีคาแรคเตอร์ ในราคาที่เข้าถึงได้ เป็นพิกัดที่สายสตรีทห้ามพลาดเมื่อมาเดินย่าน Ticinese พิกัด: https://maps.app.goo.gl/g6X2UL4QpnvtKVjy6 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 10 | Marni Outlet ขุมทรัพย์ลับของสายแฟชั่นที่อยากได้ไอเทมจาก Marni ในราคาสุดคุ้ม ซ่อนตัวอยู่ในย่านที่เงียบสงบ สัมผัสความพิเศษที่นี่: ถึงจะเป็นเอาท์เล็ท แต่การจัดดิสเพลย์ยังคงความอาร์ตและขี้เล่นตามแบบฉบับ Marni รวบรวมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าจากคอลเลกชันก่อนหน้าไว้เยอะมาก ในราคาที่ลดแบบจริงจัง เป็นจุดที่สายแฟชั่นตัวจริงมักจะมาซุ่มเก็บของดีกันที่นี่ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/akwqpt8EgjKhnfPx5 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 19:00 11 | Maison Margiela บูติกสาขาสำคัญที่ถ่ายทอด DNA ความ Avant-garde ของแบรนด์ผ่านการตกแต่งสไตล์ "Deconstruction" สัมผัสความพิเศษที่นี่: ร้านเน้นสีขาวโพลนและการใช้วัสดุที่ดูดิบเหมือนทำไม่เสร็จ (Unfinished) เพื่อสื่อถึงแนวคิดการรื้อสร้างแฟชั่นใหม่ แฟนคลับรองเท้า Tabi หรือเสื้อผ้าที่มีป้ายตัวเลขต้องมาที่นี่เพื่อซึมซับ Vibe ที่เป็นต้นตำรับความเท่แบบลึกลับ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/fDVMDvJCBsWMXvCc6 เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 12 | END. Milano Multi-brand Store สัญชาติอังกฤษที่มาเปิดแฟล็กชิพสโตร์สุดอลังการใจกลางมิลาน สัมผัสความพิเศษที่นี่: การออกแบบภายในนำเสนอความขัดแย้งที่ลงตัวระหว่างโครงสร้างตึกประวัติศาสตร์กับดิสเพลย์สมัยใหม่ที่ทำจากสแตนเลสและกระจก รวบรวม Sneaker รุ่น Exclusive และแบรนด์สตรีทไฮเอนด์ไว้แน่นที่สุด เป็นจุดนัดพบของ Sneakerhead จากทั่วโลก พิกัด: https://maps.app.goo.gl/sFrcHujfGpDchDFa9 เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 13 | Le Lunetier Milano Garibaldi ร้านแว่นตาสุดคราฟต์ในย่าน Garibaldi ที่เน้นการคัดสรรกรอบแว่นดีไซน์เฉพาะตัวจากทั่วโลก สัมผัสความพิเศษที่นี่: สำหรับคนที่มองหาเครื่องประดับบนใบหน้าที่ไม่ซ้ำซากจำเจ ร้านนี้มีแว่นตาที่เป็นงานศิลปะมากกว่าแค่เลนส์สายตา พนักงานมีความเชี่ยวชาญในการแนะนำกรอบที่เข้ากับรูปหน้าและสไตล์ส่วนบุคคลได้เป็นอย่างดี พิกัด: https://maps.app.goo.gl/xGbFBnsH5kEui2Gr8 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 19:30 14 | Tenoha Milano Multi-concept Space สไตล์ญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในย่าน Navigli ผสมผสานคาเฟ่ ร้านอาหาร และไลฟ์สไตล์ช็อปเข้าด้วยกัน สัมผัสความพิเศษที่นี่: ท่ามกลางบรรยากาศแบบอิตาลี Tenoha มอบความสงบสไตล์มินิมอลญี่ปุ่นที่ลงตัวมาก สินค้าไลฟ์สไตล์ที่นี่ถูกคัดสรรมาอย่างดี บรรยากาศร้านกว้างขวางและสงบ เหมาะสำหรับการมานั่งพักสายตาและจิบชาเขียวคุณภาพเยี่ยม พิกัด: https://maps.app.goo.gl/TsqKq3hxTjAihaE77 เวลาเปิด-ปิด: 09:00 – 23:30 [ The Taste of Milano: Food & Cafe ] 15 | MOGO (Isola District) Hi-Fi Bar & Restaurant น้องใหม่ล่าสุดที่เป็นดั่ง "Senses Sanctuary" ในย่าน Isola สัมผัสความพิเศษที่นี่: ออกแบบโดย Giorgia Longoni Studio ในสไตล์ Mid-century Nostalgia ที่ดูนิ่งแต่เท่ ที่นี่ไม่ใช่แค่บาร์ที่มีลำโพงดี แต่คือประสบการณ์ที่หลอมรวมอาหารจากเชฟชื่อดัง Yoji Tokuyoshi (เจ้าของรางวัลมิชลิน) เข้ากับดนตรีจากคิวเรเตอร์ Polifonic ผ่านระบบเสียง High Resolution ของลำโพง H.A.N.D. ที่คัสตอมมาเพื่อร้านนี้โดยเฉพาะ ชื่อร้านมาจากคำว่า Mmogo ในภาษา Sotho แปลว่า “Together” เป็นจุดรวมตัวของคนรักเสียงเพลงและรสชาติที่ล้ำลึก พิกัด: https://maps.app.goo.gl/qfXEsYZoMVGctn9M7 เวลาเปิด-ปิด: 18:00 – 01:00 16 | 10_11 (Ten Eleven) - Portrait Milano บาร์และห้องอาหารสุดหรูในโรงแรม Portrait Milano ที่ตั้งอยู่ในอาคารสำนักสงฆ์เก่าศตวรรษที่ 16 สัมผัสความพิเศษที่นี่: เรามีโอกาสได้ทานอาหารเช้าที่นี่และขอยกให้เป็น "The Best Breakfast" ของทริปนี้เลยครับ ทั้งรสชาติอาหารที่ประณีตและการบริการระดับ 5 ดาวที่ใส่ใจในทุกดีเทล ท่ามกลางบรรยากาศลานกว้าง (Piazza) ที่สวยสะกดตา เป็นความ Luxury ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเองอย่างประหลาด พิกัด: https://maps.app.goo.gl/NHbKoLhaf41m9Ctw8 เวลาเปิด-ปิด: 07:00 – 01:00 17 | Mascherpa ร้านทิรามิสุ (Tiramisù) ร้านแรกในมิลานที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ขนมหวานคลาสสิกให้ทันสมัยและเข้าถึงง่าย สัมผัสความพิเศษที่นี่: ความพิเศษของที่นี่คือความสดใหม่และเนื้อสัมผัสของครีมมาสคาร์โปเน่ที่เนียนนุ่มและเบาหวิวราวกับก้อนเมฆ มีให้เลือกหลายรสชาติทั้ง Original, Pistachio และ Matcha บรรจุมาในโหลแก้วน่ารักๆ หรือจะสั่งเป็นชิ้นสำหรับเดินทานก็ได้ เป็นรสชาติที่สายหวานต้องมาซ้ำ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/ofdz6JnrAiAZbWT86 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 18 | Bar Luce (Fondazione Prada) คาเฟ่ที่ออกแบบโดยผู้กำกับชื่อดัง Wes Anderson ทุกมุมในร้านคือฉากในหนังที่มีชีวิต สัมผัสความพิเศษที่นี่: บรรยากาศเหมือนหลุดเข้าไปในมิลานยุค 1950s ด้วยโทนสีเขียวพาสเทล เพดานลายกราฟิกที่เลียนแบบโครงสร้างตึก Duomo และตู้พินบอล Steve Zissou แนะนำให้ลองสั่งขนมหวานสีลูกกวาดและจิบเอสเปรสโซ่ริมหน้าต่างเพื่อดื่มด่ำกับดีไซน์ที่ไม่มีใครเหมือน พิกัด: https://maps.app.goo.gl/jPtDQ3BWeUxBkgdQ6 เวลาเปิด-ปิด: 08:30 – 20:00 19 | Hygge ร้านบรันช์บรรยากาศอบอุ่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปรัชญาความสุขสไตล์นอร์ดิก สัมผัสความพิเศษที่นี่: เมนูบรันช์ที่นี่เน้นความเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ จัดวางมาอย่างสวยงามพร้อมรสชาติที่กลมกล่อม บรรยากาศในร้านเป็นกันเองมาก มีความละเมียดละไมในทุกรายละเอียด เหมาะสำหรับการมานั่งทบทวนแผนเที่ยวพร้อมจิบกาแฟดีๆ ในยามเช้า พิกัด: https://maps.app.goo.gl/QFQKu39YbcdVSi3L6 เวลาเปิด-ปิด: 09:00 – 15:30 (ปิดจันทร์-อังคาร) 20 | Giacomo Caffè คาเฟ่ระดับตำนานที่ตั้งอยู่ใน Palazzo Reale ติดกับมหาวิหาร Duomo สัมผัสความพิเศษที่นี่: การตกแต่งด้วยไม้สีเข้มและกำแพงที่เต็มไปด้วยหนังสือให้ความรู้สึกเหมือนห้องสมุดส่วนตัวที่หรูหราของชนชั้นสูงมิลาน ที่นี่คือจุดแวะพักหลังชมมิวเซียมที่ดีที่สุด ดื่มด่ำกับความเงียบสงบและรสชาติขนมหวานสไตล์คลาสสิกท่ามกลางความวุ่นวายภายนอก พิกัด: https://maps.app.goo.gl/5yaPXxrqkjagXePU7 เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 20:00 21 | Sant Ambroeus Milano ร้านอาหาร ขนม และกาแฟระดับไฮเอนด์ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1936 และยังคงความโก้หรูไว้ได้อย่างเหนียวแน่น สัมผัสความพิเศษที่นี่: โดดเด่นด้วยโทนสีชมพูพีชอันเป็นเอกลักษณ์และการบริการแบบ Old-school ที่เนี้ยบกริบ นอกจากจะเป็นสวรรค์ของคนรักขนมหวานระดับ Masterpiece แล้ว ที่นี่คือจุดหมายของการทานอาหารแบบ Full Course ที่คลาสสิกที่สุดแห่งหนึ่งในมิลาน เมนูอาหารคาวของที่นี่เน้นความหรูหราที่เรียบง่ายแต่เลือกใช้วัตถุดิบพรีเมียมที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Cotoletta alla Milanese ที่กรอบนอกนุ่มใน หรือพาสต้าเส้นสดที่ปรุงอย่างพิถีพิถัน แนะนำให้ลองมาทานมื้อกลางวันหรือมื้อค่ำเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศการทานอาหารท่ามกลางชนชั้นสูงและเหล่าดีไซน์เนอร์ชาวมิลานแท้ๆ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/HybpaT6yZ4E2DzNH7 เวลาเปิด-ปิด: 07:30 – 23:00 22 | Loste Café (Via Francesco Guicciardini) คาเฟ่แนว Specialty Coffee และเพสทรีที่ก่อตั้งโดยอดีตเชฟจากร้าน Noma สัมผัสความพิเศษที่นี่: กาแฟที่นี่รสชาติดีมากในระดับ Specialty และที่พลาดไม่ได้คือเพสทรีอบใหม่ โดยเฉพาะ Cinnamon Roll และ Pain au Chocolat ที่กรอบนอกนุ่มในและหอมเนยสุดๆ บรรยากาศร้านมีความโมเดิร์นและมินิมอล แสงธรรมชาติส่องเข้าร้านสวยมากในช่วงเช้า พิกัด: https://maps.app.goo.gl/LuCyRTnNgTxPcxyNA เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 18:00 23 | LùBar ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในเรือนกระจก (Orangerie) สุดชิคภายในวิลล่าสมัยศตวรรษที่ 18 สัมผัสความพิเศษที่นี่: การทานอาหารท่ามกลางต้นปาล์มและรูปปั้นหินอ่อนใต้เพดานกระจกสูงลิ่ว ให้ความรู้สึกที่สดชื่นและโรแมนติกมาก อาหารที่นี่เน้นสไตล์ซิซิเลียนที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง รสชาติสะอาดสะอ้านและพรีเมียม เป็นจุดเช็คอินที่สวยทุกมุมจริงๆ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/xS9VR9PLhw8uks7v6 เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 00:00 24 | Aroma Napoletano จุดรวมพลคนรักครัวซองต์และขนมสไตล์เนเปิลส์ที่หอมฟุ้งไปทั้งถนนในย่าน Isola สัมผัสความพิเศษที่นี่: ที่นี่คือสวรรค์ของคนรักครัวซองต์ไส้ทะลัก มีให้เลือกตั้งแต่ไส้ครีมพิตาชิโอเข้มข้นไปจนถึงช็อกโกแลตเยิ้มๆ แป้งครัวซองต์กรอบหอมเนยมาก เป็นมื้อเช้าที่เติมพลังได้ดีเยี่ยมก่อนไปเดินเที่ยวต่อ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/yfWEnrwVvZi4X2qCA เวลาเปิด-ปิด: 07:00 – 20:00 25 | Berberè ร้านพิซซ่าแป้ง Sourdough ที่เน้นความสบายท้องและวัตถุดิบคุณภาพสูงจากฟาร์มท้องถิ่น สัมผัสความพิเศษที่นี่: แป้งพิซซ่าที่นี่หมักนานกว่า 24 ชั่วโมงทำให้กรอบนอกนุ่มในและย่อยง่ายมาก หน้าพิซซ่ามีความสร้างสรรค์และใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล บรรยากาศในร้านมีความเป็นกันเองและดูวัยรุ่น เป็นพิซซ่าแนวใหม่ที่คุณจะหลงรัก พิกัด: https://maps.app.goo.gl/NZD1YjtJfGbwkjjdA เวลาเปิด-ปิด: 12:30–14:30, 19:00–23:30 26 | Al Matarel ร้านอาหารอิตาเลียนดั้งเดิมที่เสิร์ฟรสชาติแบบมิลานแท้ๆ (Milanese Traditional) มาอย่างยาวนาน สัมผัสความพิเศษที่นี่: เมนูแนะนำคือ Risotto alla Milanese (ข้าวผัดใส่หญ้าฝรั่นสีเหลืองทอง) และ Ossobuco (เนื้อวัวตุ๋น) รสชาติเข้มข้นเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน บรรยากาศร้านไม้เก่าๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนทานข้าวที่บ้านเพื่อนในมิลาน พิกัด: https://maps.app.goo.gl/qLnVdfJdtJgHnoTRA เวลาเปิด-ปิด: 12:30–14:30, 19:30–22:30 27 | Niko Romito (Space Milano) Gourmet Shop ของเชฟระดับมิชลิน 3 ดาวที่นำเสนอความเรียบง่ายแต่ทรงพลังในรสชาติ สัมผัสความพิเศษที่นี่: ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่คือแหล่งรวมวัตถุดิบชั้นเลิศที่เชฟคัดสรรเอง ตั้งแต่เครื่องปรุงรสชั้นดี ขนมจุกจิก ขนมปังสูตรพิเศษที่นุ่มนวลมาก ไปจนถึง น้ำผลไม้คั้นสด ที่รสชาติบริสุทธิ์และเข้มข้นถึงใจ เป็นพิกัดที่คนรักการทำอาหารและสาย Gourmet ต้องแวะมาเก็บของดี พิกัด: https://maps.app.goo.gl/nMwGgTTvz9qGHeLM9 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 28 | Pasticceria Sissi ร้านขนมหวานสไตล์โบราณที่มีเสน่ห์มากและเป็นที่รักของคนท้องถิ่นในย่าน Piazza Risorgimento สัมผัสความพิเศษที่นี่: ไฮไลท์คือ Brioche ไส้ครีมสดที่พนักงานจะบีบใส่ให้ใหม่ๆ ทันทีที่คุณสั่ง รสชาติโฮมเมดสุดๆ บรรยากาศหลังร้านมีสวนเล็กๆ ที่ร่มรื่นและโรแมนติกมาก เป็นจุดแวะพักจิบกาแฟยามเช้าที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้ใช้ชีวิตแบบคนมิลานจริงๆ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/XUQ3wuTJmsTQTHGZ6 เวลาเปิด-ปิด: 06:30 – 20:00 (ปิดวันอังคาร) 29 | Le Striatelle di Nonna Mafalda ร้านอาหารที่เน้นความเรียบง่ายและจิตวิญญาณของอาหารโฮมเมดสไตล์อิตาลี สัมผัสความพิเศษที่นี่: ความโดดเด่นอยู่ที่ Striatelle (แป้งแผ่นกรอบสูตรเฉพาะ) และพาสต้าเส้นสดที่ทำมาอย่างตั้งใจ รสชาติอาหารที่นี่มีความซื่อตรงและชัดเจน เหมือนมีคุณย่าอิตาเลียน (Nonna) มาปรุงให้ทานข้างโต๊ะ บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเองมาก พิกัด: https://maps.app.goo.gl/QbuMJ2iJpuwUQqp96 เวลาเปิด-ปิด: 12:00–15:00, 19:00–23:00 30 | VERO Gelateria Cremeria (Corso Garibaldi) ร้านเจลาโต้ในย่าน Garibaldi ที่การันตีความสดใหม่และรสชาติจากธรรมชาติ 100% สัมผัสความพิเศษที่นี่: ชื่อร้าน "Vero" แปลว่า "จริง" เพื่อสื่อถึงรสชาติแท้ๆ ของวัตถุดิบที่ใช้ ไม่มีการใส่สารปรุงแต่ง เนื้อเจลาโต้เนียนละเอียดและนุ่มนวลมาก รสชาติพิตาชิโอและเฮเซลนัทของที่นี่คือเข้มข้นจนหยุดกินไม่ได้จริงๆ พิกัด: https://maps.app.goo.gl/GTZdhQaKY4dW82wv9 เวลาเปิด-ปิด: 12:00 – 23:00 [ Local Vibes & Lifestyle ] 31 | Navigli ย่านริมคลองที่มีชีวิตชีวาที่สุดของมิลาน เป็นศูนย์กลางของศิลปินและชีวิตยามค่ำคืน สัมผัสความพิเศษที่นี่: แนะนำให้มาช่วงพระอาทิตย์ตกดิน แสงที่ตกกระทบริมคลองจะสวยมาก และย่านนี้จะคึกคักไปด้วยวัฒนธรรม Aperitivo (การดื่มและทานของว่างก่อนมื้อค่ำ) บรรยากาศเต็มไปด้วยผู้คนออกมาใช้ชีวิต เป็นจุดที่สะท้อนพลังของเมืองมิลานได้ชัดเจนที่สุด พิกัด: https://maps.app.goo.gl/GHeFoi7aMH8GvZka6 เวลาเปิด-ปิด: คึกคักที่สุดช่วง 18:00 น. เป็นต้นไป 32 | Via Stampa ร้านอาหารและคาเฟ่ในย่านเท่ที่รวบรวมคนทำงานสร้างสรรค์ยุคใหม่ของมิลานไว้เพียบ สัมผัสความพิเศษที่นี่: การตกแต่งร้านมีความทันสมัยและดูมินิมอลแต่ยังมี Detail อาหารที่นี่เน้นการนำเสนอที่น่าสนใจและใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงจากแหล่งผลิตโดยตรง รสชาติอาหารมีความเป็น Cosmopolitan ที่เข้าถึงง่ายและเปี่ยมด้วยรสนิยม พิกัด: https://maps.app.goo.gl/6yttBrAdD6MTQBTX9 เวลาเปิด-ปิด: 12:30–15:00, 19:30–23:00 33 | Pack Supermarket ซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นที่เป็นสวรรค์ของคนรักการออกแบบแพ็กเกจจิ้งและอาหารชั้นเลิศ สัมผัสความพิเศษที่นี่: ที่นี่คือจุดที่เราใช้เวลาเดินอยู่นานมาก เพราะสินค้าอิตาลีที่นี่มีแพ็กเกจจิ้งที่สวยงามจนอยากซื้อเก็บไว้ทุกชิ้น เหมาะมากสำหรับการซื้อของฝากคุณภาพดีที่มีดีไซน์สวยกลับไป เป็นการจบรูทมิลานด้วยการซึมซับความสวยงามในระดับชีวิตประจำวัน พิกัด: https://maps.app.goo.gl/qq3EsNjoxKuThGdT8 เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 21:00 #HoparoundTip for a Perfect Milanese Journey มิลานเป็นเมืองที่ผังเมืองถูกออกแบบมาให้เดินสำรวจได้สนุกและมีอะไรให้ตื่นเต้นในทุกหัวมุมถนน แต่ถ้าใครต้องการประหยัดเวลาและเซฟพลังงานขา ระบบขนส่งสาธารณะของที่นี่ถือว่าตอบโจทย์มากครับ ทั้ง Metro (รถไฟใต้ดิน) ที่รวดเร็วครอบคลุม และที่พลาดไม่ได้คือการนั่ง Tram (รถราง) สายประวัติศาสตร์ที่วิ่งตัดผ่านเมือง ซึ่งช่วยให้คุณได้ชมสถาปัตยกรรมสวยๆ สองข้างทางไปในตัว ที่สำคัญคือความสะดวกสบายในการเดินทาง เพราะตอนนี้เราไม่จำเป็นต้องไปต่อคิวซื้อตั๋วตู้ให้เสียเวลา เพียงแค่ใช้บัตรเครดิตหรือเดบิต VISA / MASTERCARD ที่มีสัญลักษณ์ Contactless (หรือจะจ่ายผ่าน Apple Pay / Google Pay ในมือถือ) ก็สามารถแตะขึ้นรถได้ทันทีครับ และสิ่งที่จะทำให้ทริปของคุณเข้าถึงหัวใจของชาวมิลานแท้ๆ คือการออกไปสัมผัสวัฒนธรรม Aperitivo ในย่าน Navigli ช่วงเวลาประมาณ 18:00 - 20:00 น. ลองสั่ง Aperol Spritz มาจิบแกล้มของว่างเบาๆ ท่ามกลางแสงสีทองยามเย็นที่ตกกระทบผิวน้ำในคลอง รับรองว่านี่จะเป็นโมเมนต์ที่ทำให้ทริปมิลานครั้งแรกของคุณสมบูรณ์แบบและอยู่ในความทรงจำไปอีกนานครับ Hoparound’s 5 Golden Rules for Milano เพื่อให้ทริปมิลานของคุณราบรื่นและเป๊ะปังเหมือนคนโลคอล นี่คือ 5 สิ่งที่เราสรุปมาให้จากประสบการณ์ตรงครับ: 1 | มารยาทการดื่มกาแฟแบบ Milanese คนมิลานจริงจังเรื่องกาแฟมาก หากคุณสั่งกาแฟดื่มที่เคาน์เตอร์บาร์ (Al Banco) ราคาจะถูกกว่าการนั่งโต๊ะ (Al Tavolo) อย่างชัดเจน และจำไว้ว่าคนอิตาลีจะไม่สั่ง Cappuccino หรือกาแฟใส่นมหลังเวลา 11 โมงเช้า เพราะถือว่าเป็นเครื่องดื่มสำหรับมื้อเช้าเท่านั้น ถ้าอยากเป็นสายคูลหลังมื้อเที่ยง ให้สั่ง "Un Caffè" (Espresso) แทนครับ 2 | จองล่วงหน้าคือทางรอดเดียว สำหรับแลนด์มาร์คยอดฮิตอย่างการขึ้นไปเดินบนหลังคาดูโอโม่ (Duomo Rooftop) หรือการชมภาพ The Last Supper คุณควรจองตั๋วออนไลน์ล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 เดือน รวมถึงร้านอาหารยอดฮิตในลิสต์นี้หลายแห่งมักจะเต็มเร็วมาก การส่ง DM หรือจองผ่านระบบเว็บไซต์ไปก่อนจะช่วยให้คุณไม่พลาดพิกัดสำคัญ 3 | แต่งตัวให้ "ถูกจริต" เมืองแฟชั่น มิลานไม่ใช่เมืองที่คุณจะใส่กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะเดินเข้าโบสถ์หรือร้านอาหารหรู แม้จะไม่ต้องจัดเต็มระดับรันเวย์ แต่การแต่งตัวสไตล์ Smart Casual หรือมีความเนี้ยบแบบ Effortless จะช่วยให้คุณได้รับบริการที่ดีขึ้นและดูกลมกลืนไปกับบรรยากาศเมืองที่มีรสนิยมแห่งนี้ 4 | สังเกตและระวังตัวอย่างมีสไตล์ แม้พื้นฐานมิลานจะเป็นเมืองที่ปลอดภัย แต่ในจุดท่องเที่ยวหนาแน่นอย่าง Piazza del Duomo หรือสถานีรถไฟ Milano Centrale ควรระวังพวกมิจฉาชีพที่เข้ามาทักทายแบบแปลกๆ เช่น ยื่นอาหารนกใส่มือ หรือเอาสายสิญจน์มาผูกข้อมือ ให้ปฏิเสธด้วยความมั่นใจแล้วเดินต่อทันที (Don't be a victim, be a visitor!) 5 | เวลาเปิด-ปิด คือเรื่องสำคัญ ร้านค้าและมิวเซียมหลายแห่งในมิลานมักจะ "ปิดวันจันทร์" หรือมีเวลาพักเบรคช่วงบ่าย (Siesta) ในบางย่าน ก่อนจะออกเดินทาง อย่าลืมเช็คเวลา Google Maps ให้แม่นยำ หรือจะให้ชัวร์ที่สุดคือตามรอยลิสต์ของ Hoparound ที่เราเช็คช่วงเวลาที่ Vibe ดีที่สุดมาให้คุณแล้วครับ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความประทับใจที่เราได้ไปสัมผัสมา หวังว่าลิสต์ 34 พิกัดนี้จะเป็นไกด์นำทางให้ทริปมิลานของคุณเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจและรสนิยมที่ยอดเยี่ยมนะครับ และเพื่อไม่ให้พลาดคอนเทนต์ดีไซน์และไลฟ์สไตล์การเดินทางแบบเจาะลึกจากเรา อย่าลืมติดตาม Hoparound.co ในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram และ TikTok เพื่ออัปเดตเทรนด์และพิกัดใหม่ๆ ก่อนใคร แล้วพบกันที่มิลาน... เมืองที่ทุกย่างก้าวคือศิลปะและการใช้ชีวิต Stay Inspired, ชาว #Hopster ! #LetsHoparound www.hoparound.co @Kajornfurst @Cakepoon

  • AMANTAKA สัมผัสความงาม ยลหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกกับอมันทากา

    AMANTAKA เย็นใจ เย็นกาย เรียบง่าย งดงาม กับอมันทากา หลวงพระบาง เสน่ห์ของหลวงพระบางมีอะไรบ้างน่ะเหรอครับ หลายคนคงจะบอกว่าเป็นจังหวะชีวิตอันเนิบช้า อากาศในฤดูหนาวที่เย็นสบายผิว สถาปัตยกรรมแบบ French Colonial ที่ถูก UNESCO อนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี หรือไม่ก็ความรุ่มรวยในวิถีพุทธและวัดสไตล์ล้านช้างอันงดงาม ทั้งหมดนี้บวกกับความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ณ จุดบรรจบของแม่น้ำโขงและแม่น้ำคานล้วนมีส่วนทำให้อดีตนครหลวงของอาณาจักรล้านช้างแห่งนี้กลายเป็นเมืองเอกด้านการท่องเที่ยวของลาวในปัจจุบัน และวันนี้เราจะมาแนะนำที่พักชั้นเลิศที่จะยิ่งยกระดับความดีงามทั้งหมดของทริปหลวงพระบางให้ขึ้นหิ้งเป็นความตราตรึงใจไปอีกแสนนาน Exclusive Rate for Hoparound.co Fans !! ราคาพิเศษเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น!! นี่คือ Amantaka รีสอร์ทบนยอดสูงสุดของความ Ultra Exclusive แห่งหลวงพระบาง และบอกไว้ตรงนี้เลยว่า hoparound.co มีข้อเสนอพิเศษสุดในการเข้าพักที่นี่มาฝากเพื่อนๆในโพสต์นี้กันด้วยนะครับ #ดีลลับเฉพาะ 𝗛𝗼𝗽𝗮𝗿𝗼𝘂𝗻𝗱.𝗰𝗼 เท่านั้น กับ 𝗔𝗺𝗮𝗻𝘁𝗮𝗸𝗮 𝗖𝗹𝗼𝘀𝗲𝗿 𝘁𝗼 𝗵𝗼𝗺𝗲 สัมผัสความงาม ยลหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกแบบ 𝗨𝗹𝘁𝗿𝗮-𝗘𝘅𝗰𝗹𝘂𝘀𝗶𝘃𝗲 กับข้อเสนอสุดพิเศษ เริ่มต้นคืนละ THB 20,000++ จองและเข้าพักได้ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2568 Suite | THB 20,000++ Pool Suite | THB 24,000++ Khan Pool Suite | THB 28,000++ The Arrival อยู่บนฟ้ายังไม่ถึง 2 ชั่วโมงดี เราก็ร่อนลงจอด ณ สนามบินหลวงพระบางที่เล็กกระทัดรัด และที่ถูกใจเราก็คือขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองนั้นน่ารักและเรียบง่ายสมกับสไตล์ของหลวงพระบางอย่างยิ่ง โดยเฉพาะช่วงนี้ที่หลวงพระบางเพิ่งกลับมาเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ไม่นาน คนจึงยังคงไม่พลุกพล่านมาก ใครกำลังเล็งอยากมาเที่ยวที่นี่ ช่วงนี้เป็นโอกาสที่ดีมากเลยครับ บอกเลย ระหว่างที่เรารอคิวตรวจคนเข้าเมืองอยู่ เราก็เห็นพนักงานขับรถยืนชูป้าย Amantaka รอรับเราอยู่แล้วที่ด้านหลังตม. เรียกได้ว่าการบริการแบบ Ultra Exclusive นั้นเริ่มต้นตั้งแต่ก้าวแรกที่เรามาถึงหลวงพระบางโดยมีพนักงานเข้ามารอรับกระเป๋ากับเราที่สายพานเลยล่ะครับ และเท่าที่เห็น Amantaka น่าจะเป็นเพียงรีสอร์ทเดียวเท่านั้นที่เข้ามารับแขกถึงด้านในขนาดนี้ครับ คุณ “กาก” คือชื่อของพนักงานขับรถผู้ช่วยเรายกกระเป๋ามาขึ้นรถ จากนั้นพี่เค้าก็นำเสนอผ้าเย็นหอมฉุยให้เราได้เช็ดกำจัดคราบความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง พร้อมบอกว่ามีขนมและน้ำดื่มระหว่างเดินทางไปรีสอร์ทด้วยซึ่งจากสนามบินใช้เวลาเพียง 10 นาทีก็ถึงแล้วครับ เราเพิ่งรู้ตัวว่าเราโหยหาชีวิตที่ง่ายแบบนี้มากแค่ไหน เมื่อมาถึงเราก็เห็นพนักงานมายืนเรียงแถวต้อนรับเราด้วยรอยยิ้มอยู่ด้านหน้าอาคาร French Colonial ที่สวยงามมากๆ อ่อ ลืมบอกไปว่าอาคารทุกหลังในรีสอร์ทนั้นได้รับการคุ้มครองโดย UNESCO ทั้งหมดนะครับ เรารู้สึกราวกับเราเป็นแขกคนสำคัญที่พวกเขารอคอยจะเจอมาทั้งวันเลยล่ะ คุณบุญชูหัวหน้า Front Office เชิญให้เราเข้าไปนั่งที่โซฟารับรองด้านในเพื่อต้อนรับอย่างเป็นทางการ และให้พนักงานนำน้ำมะขามซึ่งเป็นเวลคัมดริ้งค์มาเสิร์ฟพร้อมเล่าให้ฟังว่ามะขามเป็นต้นไม้มงคลในวัฒนธรรมลาว เราประทับใจกับบรรยากาศภายในล็อบบี้มากเลยครับ ทุกองค์ประกอบถูกเลือกมาอย่างมีรสนิยมและให้ความเคารพต่อศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่น แสงธรรมชาติและสายลมที่ไหลผ่านอย่างทั่วถึงยิ่งทำให้อาคารต้อนรับซึ่งประกอบไปด้วยล็อบบี้และห้องอาหารยิ่งน่ารื่นรมย์มากขึ้นไปอีก Our Room Amantaka ตั้งอยู่บนที่ดินแปลงมหึมา แต่ถูกออกแบบให้มีห้องพักเพียง 24 ห้องล้อมรอบ Courtyard ขนาดใหญ่ตรงกลาง โดยมีพนักงานคอยดูแลเกือบร้อยชีวิต (นี่ลดลงมาจาก 200 คนในช่วงก่อนโควิดแล้วนะครับ) ห้องของเราเป็น Pool Suite (หมายเลข 12) ที่มีขนาดภายในห้องพัก 71 ตร.ม.และหากรวมพื้นที่สระว่ายน้ำส่วนตัวด้านนอกด้วยก็จะมีขนาดถึง 159 ตร.ม. เลยครับ ส่วนห้องที่ใหญ่ที่สุดในรีสอร์ทนั้นกว้างมากๆถึง 347 ตร.ม. มีชื่อว่า Amantaka Pool Suite ซึ่งเดี๋ยวเราจะพาเพื่อนๆไปชมด้วยครับ มาเริ่มที่ Pool Suite ของเรากันก่อนเลยดีกว่า วินาทีที่เปิดประตูเข้าไปสิ่งที่เราสัมผัสได้ก็คือความปรอดโปร่งและสวยงามราวกับถูกพากลับไปสู่ความรุ่งโรจน์ของยุค French Colonial ในทันที แอร์ในห้องเย็นฉ่ำกำลังดี และกลิ่นดอกมะลิจากเตาน้ำมันหอมระเหยก็ยิ่งทำให้ภาพเบื้องหน้าเหมือนฝันเข้าไปอีก กรอบประตูสีเทาอมฟ้านั้นเข้ากันอย่างมากกับผนังสีขาว และเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มที่ผลิตโดยบริษัทเฟอร์นิเจอร์สัญชาติลาวก็ถูกจัดวางไว้อย่างถูกที่ถูกทางไปหมด บริเวณ Living Area นั้นเปิดโล่งมีชุดรับแขก โต๊ะทำงาน และมินิบาร์ ด้านขวามือเป็นเตียงสี่เสาพร้อมผ้าม่านบางเบา ถัดลึกเข้าไปเป็นห้องน้ำที่แบ่งโซนได้อย่างดีเยี่ยม แยกเป็นอ่างล้างหน้า 2 ฝั่ง ห้องชักโครก ห้อง Shower และดาวเด่นที่สุดก็คืออ่างอาบน้ำทรงสวยริมหน้าต่างที่เปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ ส่วนด้านนอกก็คือลานระเบียงพร้อมเตียงอาบแดดริมสระส่วนตัวขนาดกำลังดี ขอแย้มไว้นิดนึงว่าหากใช้โค้ด Hop Around จองตรงกับทางรีสอร์ท นอกจากจะได้ส่วนลดจากเรทปกติมากกว่า 50% แล้ว ยังจะได้อัพเกรดห้องพักฟรี พร้อมสิทธิประโยชน์อื่นๆอีกมากมายด้วยนะครับ Amantaka Suite และนี่คือห้องสวีทท็อปที่สุดของ Amantaka ครับ กว้างขวางถึง 347 ตร.ม. ราวกับได้บ้านทั้งหลังเป็นของตัวเอง ภายในแบ่งเป็นห้องเล็กห้องน้อยซ้ายขวาอีกหลายห้อง เล่นซ่อนแอบกันได้สบายเลย ฮ่าๆๆ ทีเด็ดอยู่ที่ด้านในสุดเพราะเหมือนเราได้ Backyard พร้อมศาลาพักผ่อน และสระว่ายน้ำส่วนตัวที่รวมเป็นเนื้อที่กว้างถึง 45 ตร.ม.เป็นของเราทั้งหมดเลย มีมุมให้นั่งเล่นนอนเล่นเยอะมากครับ Lunch Time เริ่มหิวแล้วครับ เราไปกินมื้อกลางวันที่ห้องอาหารของรีสอร์ทกันดีกว่า มื้อแรกที่ลาวเราขอประเดิมด้วย Comfort Food ของลาวที่เราก็แอบคุ้นเคยประมาณนึง เราสั่งตำหมักหุ่ง (หรือบักหุ่งในภาษาไทยอิสาน) แกงหน่อไม้ใส่ใบย่านางสไตล์ลาว (บางท้องที่ในไทยเรียกว่าแกงลาวหรือแกงเปรอะ) มากินคู่กับข้าวผัดไก่ กับบะหมี่เส้นแบนผัด ข้อดีของอาหารที่ Amantaka นั้น นอกจากความกลมกล่อมของรสชาติแล้ว เราก็สบายใจเลยได้ว่าจะไม่ท้องเสียแน่นอน เพราะเชฟจะระมัดระวังอย่างมากในการเลือกใช้วัตถุดิบและวิธีปรุงที่ปลอดภัย แม้สำหรับผู้ที่เคยไม่คุ้นชินกับอาหารท้องถิ่น The Baci Ceremony หลวงพระบางเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ยังคงเข้มข้น นอกจากความเป็นพุทธแล้ว ที่นี่ยังมีความเชื่อผสมเรื่องการบวงสรวงผีสางเทวดาและลัทธิพราหมณ์-ฮินดูด้วย พิธีบายศรีแบบลาว (Baci) ก็คือผลิตผลของการผสมเอาศรัทธาที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ทาง Amantaka ได้ช่วยจัดการให้เราได้สัมผัสประสบการณ์นี้แบบ Authentic จริงจัง โดยมีการเชิญหมอทำพิธีและผู้หลักผู้ใหญ่ของหลวงพระบางมาประกอบพิธีกรรมพร้อมผูกข้อมือให้กับเราเพื่อปลุกขวัญ เสริมสิริมงคล และปกป้องเราจากสิ่งไม่ดีทั้งปวง หากเพื่อนๆสนใจให้ทางรีสอร์ทจัดพิธีให้ก็สอบถามทาง Reservation ได้เลยครับ Afternoon Tea at The Library ห้องสมุดเป็นห้องที่เราชอบมานั่งพักและทำงานเมื่อเข้าพักในรีสอร์ท Aman ทุกๆแห่งที่เคยไปมา เพราะแต่ละที่นั้นมีความสงบสวยงามและมีหนังสือหายากเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมที่ช่วยเติมแรงบันดาลใจเยอะเลยครับ สำหรับที่ Amantaka นั้นห้องสมุดยังใช้เป็นจุดเสิร์ฟ Afternoon Tea ด้วย มีขนมอร่อยๆที่ทำจากทั้งวัตถุดิบท้องที่และวัตถุดิบนำเข้า พร้อมด้วยชาสมุนไพรหลายชนิด บรรยากาศข้างในที่โปร่งสบายด้วยแสงธรรมชาตินั้นทำให้รู้สึกผ่อนคลายมาก และสำหรับแขกที่จองด้วยโค้ด Hop Around ก็จะสามารถเข้ารับบริการ Afternoon Tea ได้ฟรีในทุกๆวันที่เข้าพักด้วยนะครับ The Main Pool เดินออกมาจากห้องสมุดปุ๊บก็เจอ Main Pool ปูกระเบื้องสีเข้มซึ่งเรียกได้ว่าเป็น Signature ของ Aman ในโซน South East Asia เลยครับ ตรงนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากเล่นน้ำในสระที่ใหญ่กว่าในห้อง หรือจะแค่นอนเล่นจิบดริ้งค์สวยๆริมสระก็ได้เช่นกัน ตกเย็นพนักงานจากห้องอาหารก็จะมาตั้งโต๊ะเตรียมเสิร์ฟมื้อค่ำ และบาร์เทนเดอร์ก็จะนำรถเข็นมาปรุงเครื่องดื่มให้ที่ริมสระด้วย โดยจะมีวงเครื่องดนตรีลาว (คล้ายๆวงดนตรีไทยเดิม) บรรเลงสดๆให้แขกดื่มด่ำในคีตศิลป์ของลาวเคล้าความเลิศรสของอาหารมื้อพิเศษ Coffee Time พาชมรีสอร์ทมาพอสมควรแล้ว รู้สึกอยากออกไปแวะซื้อกาแฟซักหน่อย ใกล้ๆกับ Amantaka นั้นมีคาเฟ่อยู่หลายแห่ง เราเลยเลือกร้านใกล้ๆที่ดู Local ที่สุด ชื่อว่า Coffee Express เป็นร้านกาแฟเล็กๆที่เจ้าของชงเอง และมีบึงน้ำอยู่หลังร้านให้เราไปนั่งจิบกาแฟได้ เจ้าของร้านเป็นหนุ่มมาดเซอร์เข้ามาทักทายรับออร์เดอร์ เวลาที่ได้ยินคนลาวเรียกแทนตัวเองว่า “ข้อย” แล้ว ทั้งที่มันก็เป็นเรื่องปกติของเขา แต่เรารู้สึกว่ามันน่ารักบอกไม่ถูก กาแฟที่นี่รสชาติดีเลย แต่ค่อนข้างคั่วเข้มนะครับ The Dark (Night) Market ใกล้ค่ำแล้วเราออกไปเดินชมเมืองกันบ้างดีกว่าครับ ข้อดีมากๆอีกอย่างของ Amantaka ก็คือทำเลครับ เพราะอยู่ใกล้จุดท่องเที่ยวแทบทุกจุดแบบเดินไปได้เลยครับ เย็นนี้เราตัดสินใจเดินไปเที่ยวตลาดนัดกลางคืน (คนที่นี่เรียกว่าตลาดมืด ซึ่งอาจทำให้เราเข้าใจไปเป็นอย่างอื่น ฮ่าๆ) หลังจากกลับมาเปิดเมืองก็จัดกันทุกคืนครับ เดินจากรีสอร์ทมาเพียง 5-10 นาทีก็ถึงเลย บรรยากาศคึกคักมากตั้งแต่หัวถนนเลยครับ เดินถัดไปอีกนิดก็เป็นตัวตลาดนัดซึ่งมีของขายหลายสิ่งอย่างตั้งแต่ของที่ระลึก เสื้อผ้า อาหาร ขนมคาว-หวาน เครื่องเงิน งานไม้ ไปจนถึงงานฝีมือที่ผลิตด้วยโลหะจากระเบิดที่กู้ขึ้นมาตั้งแต่ยุคสงครามเวียดนามซึ่งว่ากันว่ามีอยู่นับพันนับหมื่นลูกจนทุกวันนี้ก็ยังกู้ไม่หมด นอกจากตลาดนัดแล้ว ยังมีร้านรวงต่างๆในตัวอาคารของย่านเมืองเก่าที่เปิดเรียงรายกันยาวๆไปเลยครับ The Dinner เดินตลาดจนเริ่มหิว เราเลยตัดสินใจกลับมากินมื้อค่ำที่รีสอร์ท ข้อดีของเมนูที่ Amantaka ก็คือมีให้เลือกทั้งอาหารลาว และอาหารตะวันตกซึ่งอร่อยมากครับ เราสั่งมาคนละสไตล์แล้วก็มาแบ่งกันชิม จริงๆเราติดใจเมนูซุปของ Aman มาตั้งแต่ทริปไปเที่ยวเสียมเรียบและพักที่ Amansara พอได้มาที่นี่ก็เลยสั่งซุปแบบไม่ต้องคิดเลย หรือถ้าจะรีเควสต์ให้เชฟปรุงอาหารนอกเมนู ก็สามารถแจ้งทางพนักงานได้เช่นกัน ฉะนั้นหากพักที่นี่ก็สบายใจเรื่องอาหารได้เลยครับ เราปิดมื้อกันด้วยของหวานแบบลาว เราปลื้มเมนูที่มีกล้วยกับสาคูมากครับ จำไม่ได้ว่าชื่อเมนูอะไร The Turndown กลับห้องพักของเรากันดีกว่าครับ ห้องของเรา Turn Down เรียบร้อย เย็นฉ่ำ หอมฉุยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆบนปลายเตียง ข้างๆมีโน้ตแจ้งว่าพรุ่งนี้จะมีการพ่นยาควบคุมแมลงช่วงเย็น แต่โชคดีที่เรามีโปรแกรมไปเที่ยวข้างนอกเกือบทั้งวันจึงไม่มีผลอะไรกับเรา แน่นอนว่าคืนนี้เราไม่พลาดที่จะนอนแช่อ่างซักหน่อย เพราะแอบเล็งมาตั้งแต่ตอนกลางวันแล้ว ฮ่าๆ สบายมากเลยครับ คืนนี้ขอนอนก่อน พรุ่งนี้จะพาไปตักบาตรแต่เช้าเลยครับ Almsgiving To The Monks อีกหนึ่งภาพจำของหลวงพระบางก็คือการตักบาตรข้าวเหนียวตอนเช้าตรู่ เพราะที่นี่เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาในลาวจึงมีพระสงฆ์และเณรอยู่เป็นจำนวนมาก และทาง Aman ก็มีบริการจัดเตรียมอุปกรณ์ใส่บาตรไว้ให้ด้วย (สอบถาม Reservation ได้เลยครับ) หรือจะให้โทรมาปลุกด้วยก็ได้เช่นกันครับ วันนี้เราตื่นมาแต่เช้ามืดเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะเลย Breakfast อิ่มบุญแล้ว แต่ท้องเราเริ่มหิวครับ เราเลยเดินตรงเข้าไปที่ห้องอาหาร เราเริ่มคุ้นเคยกับพนักงานเสิร์ฟหลายๆคนแล้ว เพราะเจอกันหลายมื้อ ฮ่าๆๆ วันนี้เราตั้งใจว่าจะลองอาหารเช้าแบบลาว ก็เลยสั่งปาเต้ ซึ่งเป็นแซนวิชขนมปังบาเก็ตต์ไส้หมูยอ ผัก และเครื่องต่างๆเสิร์ฟกับแจ่วบองให้ใส่เพิ่มเอง แซ่บเลยครับ นอกจากนี้เราก็ยังสั่งข้าวต้ม เฝอ และไข่เจียวมาเพิ่มด้วย (ก็กลัวไม่อิ่มนี่นา) ง่ายๆ แต่อร่อยทุกอย่างครับ Morning Market อีกหนึ่งรางวัลของการตื่นเช้าในวันนี้ คือเราทันได้ไปเที่ยวตลาดเช้าของหลวงพระบางด้วยครับ เราขอให้คุณกากขับตุ๊กๆของรีสอร์ทไปส่ง และเพื่อนๆที่จะใช้โค้ด Hop Around ในการจองก็สามารถใช้บริการตุ๊กๆได้ฟรีด้วยนะครับ จะไปที่ไหนในเมืองก็สะดวกมากๆเลย ตลาดเช้าของหลวงพระบางนั้นเป็นตลาดสดแบกะดินสองข้างทางตลอดแนวในซอยเล็กๆที่ดูคึกคักมีชีวิตชีวา มีขายแทบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม (ราคาหลักร้อยไปจนหลักหลายหมื่น) งานฝีมือ ร่มกระดาษ ไปจนถึงหวีที่ทำจากเขาสัตว์ แต่สิ่งที่มีมากที่สุดก็คืออาหารครับ ทั้งที่เป็นวัตถุดิบ ผักสมุนไพรท้องที่ หรือเนื้อสัตว์ ไปจนถึงอาหารพร้อมรับประทาน ถ้าไม่ติดว่าอิ่มมื้อเช้ามาแล้ว (แถมลืมเอาเงินติดตัวออกมาด้วย) ก็คงจะได้ซื้อมาลองชิมหลายอย่างแน่เลยครับ แต่แค่เดินดูก็เพลินมากแล้วครับ Royal Palace Museum เข้าโหมดนักท่องเที่ยวจริงจังกันซักทีครับ วันนี้เรามีไกด์พาเที่ยวจุดท่องเที่ยวสำคัญๆในเมืองหลายแห่งเลย สต็อปแรกของเราจะเรียกว่าเป็นศูนย์กลางของหลวงพระบางก็ได้ เพราะเป็นทั้งอดีตพระราชวังของกษัตริย์ผู้ปกครองเมือง และเป็นที่ตั้งของหอพระบาง สถานที่ประดิษฐาน “พระบาง” สิ่งศักสิทธิ์อันเป็นที่มาของชื่อเมือง ปัจจุบันตัวพระราชวังกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ด้านในตกแต่งอย่างสวยงามและน่าสนใจ เช่นมีการใช้เครื่องแก้วจากญี่ปุ่นมาประดับผนังเพื่อเล่าเรื่องราวต่างๆด้วย แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป เราจึงไม่มีหลักฐานมาฝากกัน หากเพื่อนๆมาเที่ยวที่นี่ อย่าลืมแวะไปดูโรงรถพระที่นั่ง Vintage ที่ด้านหลังพระราชวังนะครับ มีรถเก่าเจ๋งๆ สวยๆหลายคันเลย หลังจากที่กราบขอพรจากพระบางแล้ว เราก็เดินออกมาหามุมถ่ายรูปด้านนอกกันครับ Phu Si Hill ตรงข้าม Royal Palace Museum คือ “พูสี” เนินเขาที่สูงเกือบ 150 เมตร (ขึ้นบันได 300 กว่าขั้น แล้วแต่ว่าจะขึ้นจากฝั่งไหน) เชื่อกันว่าเนินเขานี้เคยเป็นที่อยู่ของฤาษี จึงถูกเรียกว่าภูฤาษีก่อนที่จะถูกกร่อนคำเหลือเป็น “พูสี” (การเขียนสะกดแบบลาวนั้นซื่อๆน่ารักมากครับ) ที่นี่เป็นจุดที่สูงที่สุดในตัวเมืองหลวงพระบาง และสามารถมองเห็นได้จาก Amantaka ด้วยนะครับ ก่อนจะเดินขึ้นไป เราขอเพิ่มพลังด้วยน้ำส้มเช้งคั้นสดๆกันซักหน่อย ราคาไม่แพงครับ เราจ่ายเป็นเงินบาท 3 ขวด 100 แต่พอมาลองคำนวณดูไกด์บอกว่าแม่ค้าคิด Exchange Rate แพงมากเลยครับ จริงๆเราควรจะได้น้ำส้ม 4 ขวดถ้าจ่ายเป็นเงินกีบ ถือซะว่าเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนก็แล้วกัน ฮ่าๆ นอกจากพูสีจะเป็นที่ตั้งของพระธาตุจอมศรี และพุทธสถานอื่นๆไม่ว่าจะเป็นถ้ำ รอยพระพุทธบาท และมีวัดอยู่ด้านล่างแล้ว ด้านบนยังเป็นจุดชมวิวเมืองแบบ 360 องศายอดนิยมด้วย ไกด์เล่าให้ฟังว่าพระธาตุจอมศรีบนยอดเนินนั้นถูกสร้างมาเพื่อครอบปากโพรงที่ว่ากันว่าเชื่อมต่อไปถึงกลางแม่น้ำโขง เมื่อก่อนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นที่อยู่ของสัตว์ประหลาด กษัตริย์จึงต้องสร้างพระธาตุครอบปากโพรงเอาไว้ไม่ให้สัตว์ประหลาดนั้นออกมาทำร้ายผู้คนได้ ไม่แน่ใจว่านี่เป็นเรื่องจริงหรือเป็นแค่ตำนานปรำปรานะครับ แต่ดูเหมือนจะเป็นอย่างหลังซะมากกว่า Lunch At Tamarind Tree มื้อเที่ยงนี้เรามาลองอาหารลาวนอกรีสอร์ทกันบ้างดีกว่าครับ ร้าน Tamarind Tree เป็นหนึ่งในร้านดังของหลวงพระบางที่มีเพื่อนของเราแนะนำมา เราสั่ง Luang Prabang Tasting Platter ซึ่งประกอบไปด้วย “แจ่วบอง” น้ำพริกใส่หนังควาย “ไคแผ่น” สาหร่ายน้ำจืดตากแห้ง “เอาะหลาม” ซุปน้ำข้นใส่ไก่ มะเขือ ผัก และไม้สะค้านที่ช่วยให้ความเผ็ดร้อนอันเป็นเอกลักษณ์ “ไส้อั่ว” คล้ายๆของภาคเหนือบ้านเรา และ “ซุปผัก” ผักนึ่งโรยงาและสมุนไพร อีกเมนูที่สั่งมาก็คือ “อั่วสิไค” เป็นตะไคร้ยัดไส้ไก่สับปรุงรส เสิร์ฟกับน้ำจิ้มถั่วใส่น้ำมะนาวที่รสชาติดีทีเดียว และที่ขาดไม่ได้จริงๆก็คือ “ตำหมักหุ่ง” ตำรับหลวงพระบางแท้ๆ Coffee By The River ถ้าไม่ปิดมื้อกลางวันด้วยกาแฟก็จะรู้สึกเหมือนมีอะไรขาดไป และร้าน Saffron Coffee ก็เป็นร้านกาแฟที่พี่ไกด์การันตีว่าดีที่สุดในหลวงพระบาง เราจึงไม่รีรอที่จะแวะมาซื้อกาแฟและขนมที่นี่ เราสั่งลาวลาเต้ซึ่งปรุงด้วยนมข้นจืดจึงหวานน้อยกว่านมข้นหวานบ้านเรา แต่ที่เราชอบก็คือร้านนี้มีที่นั่งริมแม่น้ำโขงด้วย วิวดีๆก็ยิ่งทำให้กาแฟอร่อยขึ้นอีก ถูกมั้ยครับ :-) Wat Xiangthong วัดเชียงทองคือที่สวยและมีชื่อเสียงที่สุดของหลวงพระบาง ถ้าไม่ได้มาก็เหมือนมาไม่ถึง สร้างขึ้นราวปีพ.ศ. 2101-2103 (อายุเกือบ 500 ปีแล้ว) โดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชกษัตริย์ผู้เคยปกครองทั้งอาณาจักรล้านนาและล้านช้าง สิม (อุโบสถ) ของวัดเชียงทองจึงได้ต้นแบบมาจากวิหารหลวงของวัดโลกโมฬีที่เชียงใหม่ แต่ได้รับการปรับเปลี่ยนจนเป็นมีเอกลักษณ์ที่ต่างไป นอกจากความงามแล้ววัดนี้ยังมีความสำคัญอย่างมากเพราะเป็นวัดประจำราชวงศ์ล้านช้าง ราชวงศ์หลวงพระบาง และราชวงศ์ลาว จวบจนปัจจุบันวัดแห่งนี้ก็ยังคงเป็นสถานที่ศักสิทธิ์ที่ใช้ประกอบศาสนพิธีสำคัญๆในประเทศลาว สิมของวัดเชียงทองนั้นได้ชื่อว่าเป็นอัญมณีแห่งศิลปะล้านช้างที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก เพราะรอดพ้นจากการเผาเมืองของชาวจีนฮ่อในพ.ศ. 2430 มาได้ อ่อนช้อยด้วยหลังคาแอ่นที่ลาดลงต่ำมากๆซ้อนกัน 2-3 ชั้น มี “สัตตะบูริพัน” หรือช่อฟ้าที่สันกลางหลังคาสีทองสวยเด่น รวมถึงช่อฟ้าสีเขียวด้านหน้าและหลังของหลังคาทุกชั้น อีกจุดที่เป็นไฮไลท์ก็คือผนังด้านหลังสิมมีงานประดับกระจกรูปต้นไม้ Tree Of Life เล่าเรื่องนายพรานและสัตว์ป่าที่แฝงไปด้วยคติเตือนใจ นอกจากสิมแล้ว วัดเชียงทองยังประกอบไปด้วยอาคารที่งดงามอีกหลายหลัง อย่างมุมถ่ายรูปผ่านหน้าต่างยอดฮิตนี้ก็อยู่ที่หอพระนอนที่มีอายุกว่า 400 ปีตรงด้านหลังสิม ผนังด้านนอกประดับด้วยงานกระจก (น่าจะเป็นแบบเดียวกันกับภายในพระราชวังที่เค้าห้ามถ่ายรูป) เล่าเรื่องราววิถีชีวิตชาวลาวและคำสอนในศาสนาพุทธ และอาคารอีกหลังที่สำคัญก็คือหอราชโกศภายในเก็บราชรถที่ใช้อัญเชิญพระโกศของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์หลวงพระบางถึง 3 พระองค์ Strolling In the Old Town หลวงพระบางเป็นเมืองเล็กๆที่จะเดินก็สนุก นั่งตุ๊กๆก็สราญ ปั่นจักรยานก็สบาย และจาก Amantaka เราก็เลือกสำรวจเมืองได้ทั้ง 3 วิธี Free Of Charge เลยครับ ตัวเมืองเก่ามีผังเมืองเรียบง่าย มีถนนเส้นหลักเพียง 3 เส้นที่ขนานกัน เส้นหนึ่งเลียบแม่น้ำโขง อีกเส้นเลียบแม่น้ำคาน และถนนเมนอยู่ตรงกลางแต่มีซอกซอยให้สำรวจพอประมาณ บรรยากาศของเมืองจึงทั้งน่ารักและดูมีอารยธรรม แค่เดินดูสถาปัตยกรรมก็เพลินแล้ว เพราะอาคารสไตล์ French Colonial ในบริเวณเมืองเก่าทั้งหมดได้รับการอนุรักษ์ให้เป็นมรดกโลกโดย UNESCO ส่วนร้านรวงต่างๆที่มีสไตล์ลาวผสมอินเตอร์นั้นก็ยิ่งทำให้เมืองน่าสนใจมีอะไรให้แวะดูได้ตลอดทาง Dinner By The Pool วันนี้ออกเที่ยวข้างนอกทั้งวันเลย คิดถึงอาหารที่ Amantaka แล้วล่ะครับ มื้อค่ำวันนี้เราย้ายมานั่งที่ริมสระหลัก บรรยากาศดีมากเลยครับ อากาศเย็นสบาย ไฟสลัว มีเครื่องดนตรีลาวเล่นสดๆอยู่ที่ปลายสระอีกฝั่งด้วย ตอนกลางวันเรากินอาหารลาวมื้อใหญ่มาแล้ว ดินเนอร์มื้อนี้เราเลยสั่งอาหารเป็นอาหารตะวันตกมาครบเซ็ตเลยครับ ตั้งแต่สลัด ซุป สเต้กวากิว ไปจนถึงปลา Perch น้ำจืดที่เลี้ยงแบบธรรมชาติในแม่โขง มีแค่ของหวานที่เราขอวกกลับไปสั่งเมนูลาว โดยเฉพาะเจ้ากล้วยสาคูที่ติดใจมาตั้งแต่มื้อเมื่อวาน Laundry Service เดินกลับมาที่ห้องเบอร์ 12 ของเราด้วยความอิ่มอกอิ่มใจครับ ห้องแอร์เย็นฉ่ำ หอมกลิ่นดอกไม้เช่นเดิม วันนี้มีกล่องไม้ไผ่สานกล่องใหญ่วางอยู่บนเตียง เปิดออกมาเป็นเสื้อผ้าที่เราหย่อนเอาไว้ในตะกร้าในห้องน้ำตั้งแต่เมื่อวาน สำหรับผู้ที่ใช้โค้ด Hop Around ในการจอง ก็จะได้บริการซักรีดที่เนี้ยบแบบนี้ฟรีแถมมาด้วยครับ ประทับใจมากเลย ส่วนของที่ระลึก Turn Down ในวันนี้เป็นกระดาษสาจากฝีมือช่างท้องที่ของหลวงพระบางครับ The Boutique พูดถึงงานฝีมือ ลืมบอกไปว่าที่ Amantaka มีร้านขายของที่ระลึกที่ทางรีสอร์ทได้คัดสรรงานจากช่างฝีมือทั้งจากหลวงพระบางและจากเมืองอื่นๆในลาวมาให้แขกได้เลือกซื้อด้วยนะครับ มีสินค้าหลายตัวที่น่าสนใจมาก เช่นงานแกะสลักจากไม้มะเกลือ งานเครื่องประดับ งานภาพวาดบนกระดาษสา เรามัวแต่ดูของจนเพลินเลยลืมถ่ายรูปใน Boutique มาฝากกันเลย ต้องขอสารภาพผิดไว้ตรงนี้ด้วยครับ แต่พรุ่งนี้ขอแก้มือด้วยการพาเพื่อนๆไปเที่ยวนอกเมืองหลวงพระบางกันบ้าง รับรองว่าเด็ดแน่นอนครับ Breakfast By The Pool เราติดใจบรรยากาศริมสระมาตั้งแต่ดินเนอร์เมื่อคืน เช้านี้ก็เลยขอกลับมานั่งกินอาหารเช้าตรงนี้อีกครั้ง วันนี้มาในคอนเส็ปต์อาหารเช้าแบบตะวันตกดูบ้าง ทั้งเมนูไข่ เบค่อน ไส้กรอก แซลม่อนรมควัน เบเกอรี่ (วันนี้เราสั่งเป็นขนมปังพร้อมแยมโฮมเมดและเบเกิ้ลเอามากินกับแซลม่อน) ไปจนถึงพอร์ริดจ์ข้าวโอ๊ต แต่เรายังคงมีของดีของลาวมานำเสนอด้วยครับ นั่นก็คือชาจากเชียงขวาง จังหวัดที่เต็มไปด้วยภูเขาของลาว Amantaka ได้ไปคัดชาน่าสนใจหลายตัวจากที่นี่มาให้เราเลือกลิ้มลองกันครับ ถูกใจเรามากๆเลย Kuang Si Waterfall เช้านี้เรามีนัดกับไกด์ไปเที่ยว “ตาดกวางสี” น้ำตกที่สวยที่สุดในลาวกันครับ เมื่อวานไกด์แนะนำว่าถ้าอยากเลี่ยงฝูงชนต้องไปช่วงเช้า ตาดกวางสีอยู่ห่างจาก Amantaka ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 1 ชั่วโมงครับ ที่นี่ขึ้นชื่อในเรื่องของน้ำสีฟ้าเทอควอยส์ราวกับละลายมาจากธารน้ำแข็ง แต่ความฟ้าของน้ำที่นี่เกิดจากปริมาณแร่ธาตุในน้ำที่สูงมากโดยเฉพาะแคลเซี่ยมซึ่งเมื่อตกตะกอนก็จะทำให้พื้นดินและหินตามทางไหลของน้ำเป็นสีขาวช่วยขับสีฟ้าของน้ำให้ยิ่งสดขึ้น ฉะนั้นน้ำที่นี่ดื่มไม่ได้นะครับ มีแคลเซี่ยมเข้มข้นเกินไป เดี๋ยวจะพาให้เป็นนิ่วมากกว่าไปบำรุงร่างกาย นอกจากสีฟ้าของน้ำแล้วชั้นต่างๆของน้ำตกก็ยังมีรูปทรงที่งดงามราวกับสวรรค์ บ้างเป็นสระให้ลงเล่นน้ำได้ บ้างเป็นแผงม่านน้ำ บ้างเป็นทางเล็กๆลดหลั่นกันไป ยิ่งชั้นบนสุดที่เป็นหน้าผานั้นก็ยิ่งสวยจนต้องตะลึงเลยทีเดียว อีกจุดที่น่าสนใจคือศูนย์ช่วยเหลือและอนุรักษ์พันธุ์หมีซึ่งอยู่ตรงทางเข้าน้ำตก แต่เราแนะนำให้เดินผ่านไปดูน้ำตกก่อน แล้วค่อยมาแวะดูหมีขากลับ ไม่งั้นยิ่งสายตรงน้ำตกก็จะยิ่งคนเยอะจนอาจทำให้เรารู้สึกเสียบรรยากาศไปได้ครับ Buffalo Milk Ice Cream ระหว่างทางกลับเข้าเมืองจากน้ำตก ทางด้านซ้ายมือของถนนจะมีร้านไอศกรีมนมควาย (เจ้าของเป็นฝรั่ง) ให้แวะชิมนะครับ หลังจากชิมแล้ว เรารู้สึกว่านมควายมีความมันและคาวกว่านมวัวนิดหน่อย ในทำนองเดียวกันกับไข่เป็ดที่เข้มข้นกว่าไข่ไก่ ถ้าเพื่อนๆไม่ได้อยากลองนมควายก็ข้ามร้านนี้ไปได้ ไม่ได้พลาดอะไรไปเยอะครับ Cooking Lunch In The Rice Field ทาง Amantaka ได้จัดอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าตื่นเต้นไว้ให้เราระหว่างทางกลับเข้าเมืองครับ เราจะไปเรียนทำอาหารลาวกันครับ และมื้อเที่ยงวันนี้เราก็จะได้กินอาหารลาวฝีมือตัวเองด้วย ที่ดีงามที่สุดก็คือโลเคชั่นกลางทุ่งนาอันมีทิวเขาเป็นฉากหลัง และที่เราประทับใจมากๆก็คือการบริการของทั้งทีมเชฟและพนักงานเสิร์ฟที่ต้องขนเอาอุปกรณ์ทุกอย่างออกมานอกสถานที่เพื่อเราโดยเฉพาะ วันนี้เชฟสอนพวกเราทำทั้งเมนูต้ม หมก ผัด ตำ สนุกมากครับ เราแอบปรุงรสให้จัดจ้านกว่าในสูตรไปอีก ทีมเชฟบอกว่าจริงๆแล้วคนลาวทั่วไปก็จะกินรสชาติเข้มข้นกว่าที่ทำให้แขกรีสอร์ท พอทำอาหารเสร็จแล้วพนักงานบริการก็มาช่วยกันยกสำรับอาหารไปจัดที่ศาลากลางนาข้าว ต้องบอกว่าบรรยากาศดีเกินคาดไปหลายเบอร์มาก จนมื้อนี้ได้กลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ประทับใจที่สุดของเราเลย ใครมีโอกาสมาที่ Amantaka เราก็อยากให้ได้มาสัมผัสประสบการณ์ดีๆแบบนี้เช่นกันครับ The Spa ครึ่งวันเช้านี้ผ่านไปอย่างน่าจดจำ ช่วงบ่ายเราจึงกลับมาผ่อนคลายที่รีสอร์ท แต่ไม่ได้ผ่อนคลายธรรมดานะ เราจะไปสปากันครับ สปาของ Amantaka นั้นดูสงบเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยเสน่ห์ที่ไม่ต้องพยายาม นอกจากห้องนวดที่สวยงามแล้ว ที่นี่ยังมี Wet Area ซึ่งด้านในมีสระน้ำร้อน ห้องอบไอน้ำและซาวน่าที่เราสามารถจองเพื่อใช้แบบส่วนตัวได้ ตัวเมนูสปานั้นมีทั้งการนวดแบบลาว นวดกดจุดสะท้อนและคอร์สดูแลร่างกายและผิวพรรณ ไปจนถึงโปรแกรมเฉพาะทางต่างๆ เช่น การอบควันเครื่องหอมอย่างอำพัน กำยาน หรือไม้พาโลซานโต้ ซึ่งตามความเชื่อนั้นแต่ละสิ่งจะมีฤทธิ์เยียวยาทางจิตวิญญาณที่ต่างกันไป เช่น ช่วยขจัดพลังลบ ปกปักรักษาจิตใจ ทำให้อารมณ์สงบมั่นคง ไปจนถึงกระตุ้นให้เกิดสติและความหยั่งรู้ได้ง่ายขึ้น แต่วันนี้เรามีเวลาน้อย เนื่องจากตอนเย็นเราต้องไปล่องเรือที่แม่น้ำโขงต่อ จึงเลือกลองนวดแบบลาวซึ่งใช้เทคนิคการยืดและกดจุดที่สบายมากๆ หลังจากนั้นก็เข้าไปใช้ Wet Area แบบส่วนตัว จบท้ายด้วยการจิบชาพักผ่อนสบายๆ Private Cruise On Mekhong River อีกหนึ่งไฮไลท์ของ Amantaka ก็คือการล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกบนแม่น้ำโขงแบบส่วนตัวซึ่งดีงามมากๆ บนเรือของเรานั้นมี “คุณจอย” ผู้คอยอำนวยความสะดวกและจัดเตรียมเครื่องดื่ม/ของว่างให้เราตลอดทาง การล่องเรือใช้เวลาไปกลับประมาณ 2 ชั่วโมง ถ้าออกเรือเร็วหน่อยเราก็จะได้ไปแวะไหว้พระที่ “ถ้ำติ่ง” ด้วยซึ่งเป็นอีกจุดท่องเที่ยวที่สวยงาม แต่ต้องนั่งเรือไปจึงทำให้คนรู้จักน้อยกว่าจุดอื่นๆเมื่อมาเยือนหลวงพระบาง และวันนี้เราออกเรือมาช้าไปนิดนึง แถมเป็นฤดูหนาวมืดเร็ว ก็เลยอดเลย :-( แม้วันนี้ท้องฟ้าจะมีเมฆค่อนข้างมาก ทำให้พระอาทิตย์ตกไม่สามารถอวดโฉมได้เต็มที่ แต่บรรยากาศแม่น้ำโขงในวันนี้ก็ยังคงดูน่าหลงไหล ยิ่งเมื่ออุณหภูมิเริ่มลดต่ำเย็นลง สายลมที่โชยมาปะทะผิวก็กลับทำให้รู้สึกอบอุ่นในหัวใจยังไงบอกไม่ถูก เป็นอีกกิจกรรมที่แนะนำเลยครับ เพลินสุด The Last Supper เผลอแป๊บเดียวพรุ่งนี้เราก็จะต้องกลับกันแล้ว มื้อเย็นวันนี้เราก็เลยอยากจะทานอาหารค่ำฟังเครื่องดนตรีลาวที่ริมสระของรีสอร์ทกันอีกสักรอบจะได้ซึมซับพลังงานดีๆเก็บกลับบ้านให้เต็มที่ มื้อนี้เราสั่งเมนูง่ายๆอย่างลาบไก่แบบลาว หน่อไม้ผัดวุ้นเส้น แล้วก็พ่วงอาหารฝรั่งอย่าง Steak & Eggs อีกจาน Last Breakfast (I Gave You My Heart) เมื่อคืนเรานอนกันเต็มที่มากเลยครับ ตอนแรกว่าจะนั่งกินอาหารเช้ากันริมสระ แต่แดดเริ่มร้อนแล้วเลยย้ายมานั่งด้านในแทน ยังเหลือเมนูอีกหลายจานที่เรายังไม่ได้ลอง วันนี้เลยเลือกมาทั้งแบบลาวและแบบฝรั่งเลย อร่อยอีกตามเคย พนักงานบริการในห้องอาหารที่เราคุ้นหน้าก็ชวนคุยว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเราแล้ว และอวยพรให้วันนี้เราบินกลับโดยสวัสดิภาพ พร้อมทั้งขอบคุณที่มาเที่ยวหลวงพระบาง เขาดีใจที่ได้บริการเรา เรารู้สึกได้ถึงความจริงใจ จึงแอบเศร้านิดๆที่จะต้องบอกลาในอีกไม่นาน Service Beyond Expectations เครื่องเงินนั้นเป็นอีกหนึ่งงานฝีมือที่มีชื่อของหลวงพระบาง และเราก็ได้เบาะแสมาว่ามีโรงช่างทำเครื่องเงินเล็กๆฝีมือดีอยู่ไม่ไกลจากรีสอร์ทแต่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน หลังจากที่ค้นหาข้อมูลอยู่พักใหญ่ ทาง Front Office ก็ได้ให้คุณกากช่วยขับตุ๊กๆไปส่ง โดยมีการหาข้อมูลโรงเครื่องเงินอีกแห่งสำรองไว้ให้ด้วยเผื่อที่หาที่แรกไม่เจอ และก็หาไม่เจอจริงๆครับ คุณกากจึงต้องไปเดินถามชาวบ้าน และจนสุดท้ายก็ขับหาจนเจอ แต่วันนี้เค้าปิดพอดี คุณกากจึงพยายามจะพาเราไปอีกโรงหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป แต่ก็โชคร้ายซ้ำซ้อนที่จู่ๆก็มีงานบุญใหญ่ทำให้เส้นทางที่จะไปนั้นรถติดผิดปกติ เราจึงตัดสินใจขอให้พาเรากลับรีสอร์ทดีกว่า ไม่งั้นน่าจะเสียเวลาอีกนาน และถึงแม้เราจะไม่ได้ไปโรงเครื่องเงิน เราก็รู้สึกประทับใจในการบริการที่เกินคาดมากๆครับ Late Check-Out เราขอทางรีสอร์ทเช็คเอ้าท์เลทนิดหน่อย เพราะยังพอมีเวลาก่อนไปสนามบิน และหากเพื่อนๆใช้โค้ด Hop Around ในการจองห้อง เพื่อนๆก็จะได้ทั้งสิทธิ์ Early Check-In และ Late Check-Out ด้วยเช่นกันนะครับ ไหนๆเราได้เวลามาเพิ่มแล้ว ก็เลยอยากใช้ห้องให้คุ้มค่าอีกนิด เราจึงรีบกลับห้องไปทำเครื่องดื่ม และแฮงเอ้าท์กันที่สระส่วนตัวของเรา เรียกว่าคุ้มจนนาทีสุดท้ายเลยครับ จากนั้นเราก็จำใจต้องแพ็คสัมภาระแล้วไปเคลียร์ค่าใช้จ่ายต่างๆที่ Front Office ก่อนจะเช็คเอ้าท์เพื่อเดินทางกลับ Wrapping Up Our Stay กว่าจะรู้ตัวอีกที เราก็กลายเป็น #Amanjunkie ไปเรียบร้อยแล้วครับ ทุกรีสอร์ทในเครือ Aman มีความสามารถเฉพาะตัวบางอย่างในการส่งมอบมวลสารที่ดีที่สุดของแต่ละ Destination ด้วยจริตวิธีที่ Effortless ที่สุด สิ่งนี้คือเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ผู้อื่นยากจะทำตามให้ “ถึง” และที่หลวงพระบางก็เช่นกันครับ Amantaka น่าจะเป็นดั่งเพชรเม็ดเอกที่ประดับยอดมงกุฎวงการ Luxury Resort ไม่ใช่แค่ของเมืองนี้ แต่อาจจะของทั้งประเทศลาวเลยก็ว่าได้ เมื่อมองจากภายนอกทุกอย่างของ Amantaka นั้นดูกลมกลืนแทบจะเป็นเนื้อเดียวไปกับเมือง แต่ความยอดเยี่ยมนั้นเป็นเหมือน Accent ที่แฝงอยู่ในทุกรายละเอียดซึ่งเป็นประสบการณ์สุด Exclusive ที่สงวนเอาไว้ให้เฉพาะแขกผู้เข้าพักสัมผัสใกล้ๆ และเราก็อยากให้คุณเป็นแขกคนนั้นเช่นกันครับ #ดีลลับเฉพาะ 𝗛𝗼𝗽𝗮𝗿𝗼𝘂𝗻𝗱.𝗰𝗼 เท่านั้น กับ 𝗔𝗺𝗮𝗻𝘁𝗮𝗸𝗮 𝗖𝗹𝗼𝘀𝗲𝗿 𝘁𝗼 𝗵𝗼𝗺𝗲 สัมผัสความงาม ยลหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกแบบ 𝗨𝗹𝘁𝗿𝗮-𝗘𝘅𝗰𝗹𝘂𝘀𝗶𝘃𝗲 กับข้อเสนอสุดพิเศษ 🇱🇦 นี่คือดีลสุด Exclusive "Closer to Home" สำหรับชาว Hoparound โดยเฉพาะ สัมผัสประสบการณ์ Aman ท่ามกลางสถาปัตยกรรมโคโลเนียลสุดคลาสสิก ห้ามพลาด! ระยะเวลาการจองและเข้าพัก: 20 พฤศจิกายน - 20 ธันวาคม 2025 Amantaka คือสวรรค์แห่งงานสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ในเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว เมืองมรดกโลกสโลว์ไลฟ์ที่ได้รับการคุ้มครองโดย UNESCO สง่างามด้วยอาคารโคโลเนียลสไตล์ฝรั่งเศส บนพื้นที่สวนขนาดใหญ่ที่มีสระว่ายน้ำเป็นศูนย์กลาง ใกล้แม่น้ำโขง, วัด, พระราชวังเก่า, และตลาดกลางคืน (Night Market) ในระยะเดินถึง 📌แพ็กเกจสุด Exclusive (Inclusions) เฉพาะจองกับ Hoparound.co เท่านั้น จำนวนคืนขั้นต่ำ: พักอย่างน้อย 2 คืน อาหารและเครื่องดื่ม: อาหารเช้าทุกวัน ชุดน้ำชาในยามบ่าย (Afternoon Tea) ผลไม้ตามฤดูกาล บริการรถรับ-ส่งสนามบินแบบส่วนตัว (Private round-trip airport transfer) บริการช่องทางพิเศษตรวจคนเข้าเมือง (Personalised immigration fast track) เมื่อเดินทางมาถึงสนามบินหลวงพระบาง มีจักรยานของ Amantaka ให้บริการ บริการรถตุ๊กตุ๊ก/รถยนต์ สำหรับเดินทางภายในหลวงพระบาง สิทธิพิเศษเพิ่มเติม (Subject to Availability): เช็คอินก่อนเวลา (Early check-in) และเช็คเอาท์ล่าช้า (Late check-out) (ขึ้นอยู่กับความพร้อมของห้องพักเมื่อเดินทางมาถึง) อัปเกรดห้องพักไปในหมวดหมู่ถัดไป (Complimentary room upgrade) (ขึ้นอยู่กับความพร้อมของห้องพักเมื่อเดินทางมาถึง) สิทธิพิเศษสำหรับนักพักผ่อนสายลึก (3 คืนขึ้นไป): สำหรับผู้ที่เข้าพัก 3 คืนขึ้นไป รับฟรี! บริการนวด 60 นาทีสำหรับ 2 ท่าน อัตราค่าบริการ (ต่อคืน) ราคาสำหรับ 2 ท่าน (ราคาเป็นสกุลเงินบาทไทย และยังไม่รวมภาษีและค่าบริการ '++') Suite | THB 20,000++ Pool Suite | THB 24,000++ Khan Pool Suite | THB 28,000++ หมายเหตุค่าใช้จ่ายสำหรับเด็ก/ผู้ใหญ่ที่เพิ่ม: เด็กอายุ 3-11 ปี: มีค่าอาหารเช้าเพิ่มเติม THB 800++ ต่อคืน เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป และผู้ใหญ่: มีค่าบริการ THB 6,000++ ต่อคืน ซึ่งรวมสิทธิประโยชน์ตามข้อเสนอข้างต้น ข้อกำหนดและเงื่อนไข: ผู้มีสิทธิ์จอง: ต้องเป็นคนไทย (Thai nationals) หรือผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศไทยและมีใบอนุญาตทำงานที่ถูกต้อง (valid work permit) ณ เวลาที่เข้าพัก เงื่อนไขการจอง: เป็นการจองใหม่เท่านั้น (new bookings only) ข้อจำกัด: ไม่สามารถใช้ร่วมกับข้อเสนออื่นได้ เว้นแต่จะมีการระบุไว้เป็นอย่างอื่น จำนวนผู้เข้าพักสูงสุด: ข้อเสนอนี้มีผลสำหรับผู้เข้าพักสูงสุด 2 ท่านต่อห้อง การยกเลิก/ชำระเงิน: เป็นไปตามนโยบายมาตรฐานของโรงแรม #Amantaka #ExclusiveDeal #LetsHoparound #HopStay #AmanResort #LuangPrabang #Resort #LuxuryResort #Lao #ClosertoHome #BestPlacetoStay #AmanFoodie #Amanjunkie #UltraExclusive #TheSpiritofAman #MountPhousi #AmanJourney #CondenastTraveller #Vacation #TravelandLeisure #Unesco #HotelStay #HotelLife #TravelAsia #Luxurytravel #Luxurylifestyle #อมันทากา #หลวงพระบาง #เมืองหลวงพระบาง #เมืองมรดกโลก #รีสอร์ท #รีสอร์ทในหลวงพระบาง #รีสอร์ทน่าพักในลาว #รีสอร์ทน่าพักในหลวงพระบาง

  • VALA Hua Hin บูทีค บีช รีสอร์ตกับบรรยากาศสุดชิล ลุคโมเดิร์น ริมหาดหัวหิน

    VALA Hua Hin บูทีค บีช รีสอร์ตกับบรรยากาศสุดชิล ลุคโมเดิร์น ริมหาดหัวหิน VALA Hua Hin โรงแรมเปิดใหม่ล่าสุดในหัวหิน การันตีด้วยการเป็นสมาชิกของ Small Luxury Hotels Of The World เพียงสองชั่วโมงจากกรุงเทพฯคุณก็จะได้พบกับโรงแรมริมหาดหัวหินที่สวยหมดจดไปซะทุกมุม และเป็นจุดกลมกล่อมลงตัวพอดิบพอดีระหว่างความทันสมัยและความเป็นธรรมชาติ พร้อมการบริการระดับ 5 ดาว ทำให้ประสบการณ์ของเราที่ Vala นั้นทั้งหรูหรา ผ่อนคลาย และร่วมสมัยไปพร้อมๆกันอย่างไม่เคอะเขิน นอกจากห้องพักที่งดงามตามท้องเรื่องแล้วจุดเด่นที่สุดของที่นี่น่าจะเป็นสระว่ายน้ำสีฟ้าสดใสขนาดใหญ่กว่า 770 ตร.ม. ที่ทอดตัวยาวไปจนถึงชายหาดเลยทีเดียว "VALA” แปลว่า พลังของธรรมชาติ จากคำที่สะดุดหูจากหนังสือวรรณกรรมที่ทางผู้ก่อต้้งโรงแรมชอบอ่านตอนเด็กๆ และมีความหมายว่า "พลังธรรมชาติ" ซึ่งสอดคล้องกับคอนเซปต์ "Nature's Touch with a Modern Design" ในการออกแบบโรงแรมที่ต้องการพอดี เพราะอยากให้แขกที่มาเยือนได้ผ่อนคลายและรีชาร์จด้วยพลังธรรมชาติที่โอบล้อมด้วยต้นไม้และทะเล ล็อบบี้โรงแรมเน้นการตกแต่งโดยใช้วัสดุจากธรรมชาติเพื่อให้แขกได้ผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการเดินทางทันที่ที่มาถึง โดยเน้นสีเอิร์ธโทน สว่าง ไม่ฉูดฉาด เพื่อสร้างให้เกิดความรู้สึกเบาสบาย และปลอดภัย รายละเอียดในการแต่งแต้มงานสถาปัตยกรรมหลักที่สื่อถึงธรรมชาติแบบอ้อมๆเข้าไปเพิ่มนั้นก็เพื่อไม่ให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกว่ากำลังถูกยัดเยียดให้ชมงานสถาปัตยกรรมมากจนเกินไป เส้นสายที่โค้งของเสา ผนัง และเฟอร์นิเจอร์ถูกหยิบเอามาใช้บ่อยๆ เพื่อช่วยลดทอนความแข็งตึ้บงานโครงสร้างปูน ทั้งยังเข้ากับสมัยนิยมอีกด้วย เราชอบต้นไม้น้อยใหญ่ที่ปลูกอยู่ในดิสเพลย์เป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะเปิดรับแสงอาทิตย์ให้ความสว่าง และความรู้สึกอ่อนโยนในล็อบบี้แล้ว แสงเงาที่ตกกระทบผ่านแมกไม้เข้ามายังพื้นผิวภายในซึ่งค่อยๆเปลี่ยนองศาในแต่ละช่วงของวันนั้นยังเปรียบเสมือนชิ้นงานศิลปะจากธรรมชาติที่ทำให้หัวใจรู้สึกได้ถึงความรื่นรมย์และเป็นมิตรตลอดวัน เมื่อมาถึง พนักงานจะคอยบริการเช็คอิน ยกกระเป๋า และขับรถไปจอดให้ จากนั้นก็นำเวลคัมดริ้งค์มาเสิร์ฟ เป็นน้ำตะไคร้หวานน้อย เพื่อเติมความสดชื่นให้กับแขกผู้มาเยือน เช็คอินเรียบร้อยแล้ว พนักงานจะพาเดินไปที่ห้องของเราโดยผ่านเหล่ากำแพงสีขาวที่ขนาบทางเดินพร้อมกับต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางทางเดิน ทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ห้องพักแบบแรกที่เราเข้าพักคือ Deluxe Seaview วิวสระน้ำและทะเลมาพร้อมระเบียงขนาดปานกลาง ชั้นสาม ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันมากๆ ขนาดห้องประมาณ 46 - 50 ตร.ม. ภายในห้องตกแต่งด้วยวัสดุที่หลากหลาย ทั้งไม้ ปูน หิน เหล็ก หวาย และผ้า โดดเด่นหัวเตียงทรง Arch โค้ง ห้องต่อมาเป็นห้อง Deluxe Beachfront มีวิวทะเลส่วนตัว มาพร้อมกับ Out-door Bathtub บนระเบียงขนาดใหญ่ พร้อมที่นั่งพักผ่อน ตั้งอยู่บนชั้นสอง ขนาดห้องประมาณ 50 ตร.ม. ซึ่งถือว่ากว้างมากๆ โดยในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันตามมาตรฐานโรงแรม 5 ดาว ห้อง Pool Villa Beachfront มีวิวทะเล มาพร้อมกับสระว่ายน้ำส่วนตัว มีอ่างอาบน้ำ ขนาดห้องประมาณ 90-120 ตร.ม. เราว่าห้องนี้มีเป็นส่วนตัวและใหญ่สุดๆ ไฮไลท์สำคัญของโรงแรมจริงๆเลยก็คือสระว่ายน้ำไซส์ใหญ่เบิ้ม ที่โดดเด่นอยู่กลางโรงแรม ซึ่งช่วยเชื่อมเอาประสบการณ์ทั้งหมดเข้าด้วยกันจากอาคารสู่ท้องทะเลทั้งในแง่ของตำแหน่งสระ และการดีไซน์รูปทรง โทนสี และอารมณ์ของน้ำ เราประทับใจการไล่เฉดสีฟ้าสดจากอ่อนไปเข้มด้วยขั้นบันไดที่ปูด้วยหินสีเทาอ่อนเป็นพิเศษ (ระวังสันบันไดบางขั้นมีความคมนะครับ - เราได้แจ้งทางโรงแรมไปแล้ว) เพราะมันทั้งเข้ากันกับสภาพแวดล้อม แต่ก็โดดเด่นในตัวเองไปพร้อมๆกัน ความร่มเย็นหลังพระอาทิตย์ตกดิน เมื่อแสงอาทิตย์เคลื่อนองศาไปตามช่วงเวลาของวัน mood ของโรงแรมก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน จากความสว่างสดใส ก็กลายเป็นแสงสีทองที่ soft สุขุมลงมา เพื่อย้ำเตือนว่าเวลาอีกหนึ่งวันกำลังจะหมดไปแล้ว กระทั่งความมืดมิดเริ่มเข้าปกคลุม ไฟวอร์มไลท์สีอุ่นตัดกับบรรยากาศฟ้ามืด ทำให้พื้นที่ว่างหลายจุดในโรงแรมจะกลายเป็น Space ที่เงียบสงบ เหมาะสำหรับให้ลูกค้าได้ใช้เวลาส่วนตัวนั่งคิดถึงเรื่องราวต่างๆ หรือในทางกลับกันนั้น พื้นที่ว่างนี้ยังสามารถใช้สำหรับจัดงานรื่นเริง หรืองานปาร์ตี้เล็ก ๆ กับ กลุ่มเพื่อน ซึ่งเป็นการใช้พื้นที่ว่างภายในโรงแรมเพื่อสร้าง space แห่งสีสันและความสนุกได้เช่นเดียวกัน WOODS Kitchen & Bar ห้องอาหารและบาร์ เป็นห้องอาหารหนึ่งเดียวในโรงแรม โดยตัวอาคารเป็นทรงกลมมีสองชั้นโดยชั้นแรกจะเสริฟเป็นอาหาร Thai และ International ที่มีการดัดแปลงส่วนผสมและการเลือกสรรวัตถุดิบท้องถิ่นมาปรุงอาหาร โดยแบ่งรูปแบบของอาหารเป็น 2 ส่วนคืออาหารกลางวัน Thai and Interna tional Favorites และ มื้อเย็นจะเสิร์ฟทาปาส เมนูซีฟู้ดกริลที่หอมเตะจมูกชวนรับประทาน เมื่อความสดของวัตถุดิบท้องถิ่นชั้นยอดได้มาพบกับรสมือของเชฟผู้ชำนาญ เมนูทั้งหมดจึงถูกรังสรรค์ขึ้นมาได้อย่างลงตัวโดยเชฟ Nelson Amorim จาก Il FUMO ส่วนชั้นที่สองก็จะเป็นบาร์ที่มีเครื่องดื่มให้เลือกหลากหลาย ให้เราได้ชิลกันบนดาดฟ้าชมวิวอ่าวไทยอันงดงามสุดสายตา ซึ่งที่นี่เพื่อนๆจะได้ลิ้มลองค็อกเทลแปลกใหม่ซึ่ง วาลาหัวหิน ได้ร่วมกับ Vesper ซึ่งเป็นบาร์ที่มีชื่อเสียงและติดอันดับ 11 ใน 50 บาร์ที่ดีที่สุดในเอเชีย นำวัตถุดิบในท้องถิ่นมารังสรรค์เป็นเครื่องดื่มสุดพิเศษ เช่น น้ำตาลโตนดแทนไซรัป โดยมี 8 เมนูค็อกเทลซิกเนอเจอร์ และอีก 12 เมนูทวิสต์ค็อกเทล เริ่มต้นมื้อเช้าที่ห้องอาหาร WOODS Kitchen อาหารเช้าที่นี่เป็นแบบบุฟเฟต์นานาชาติจัดเต็มมาให้เลือกเพียบ ตั้งแต่เมนูไทยๆอย่าง น้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวผัด หมี่ผัด ข้าวต้ม ไปจนถึงอาหารวิถีฝรั่งอย่าง ขนมปัง ครัวซองต์ สลัด น้ำผลไม้ สด ชา กาแฟ เมนูไข่สารพัดรูปแบบ ใครเป็น Breakfast lover ต้องถูกใจแน่นอน The Morning light at VALA อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งคือการตื่นเช้ามาชมดวงอาทิตย์ฉายรัศมีสีทองขึ้นจากทะเล ถ้าวันไหนฟ้าเปิดมากๆ จะสวยไม่แพ้ดวงอาทิตย์ตกเลยหล่ะ สรุปความประทับใจกับ VALA Hua Hin เรารู้สึกประทับใจกับการมาพักผ่อน 2 วัน 1 คืน โดยเฉพาะอัธยาศัยไมตรีของพี่ๆน้องๆพนักงานทุกๆส่วนที่ให้บริการจากใจทำให้รู้สึกผ่อนคลายเป็นกันเองมากๆ สิ่งต่อมาคืองานดีไซน์โรงแรมที่ทำให้ทุกมุมขึ้นกล้องราวกับอยู่ในนิตยสาร Condé Nast  ถ่ายรูปได้ออกมาสวย เท่ หมดเลย ส่วนคุณภาพของเครื่องอำนวยความสะดวกทั้งภายในและภายนอกห้องพักก็ได้คะแนนเต็ม (ปล.เตียงนุ่มสบายและห้องกว้างมากกก) แต่เนื่องจากโรงแรมเพิ่งเปิดสดๆร้อนๆ อาจจะมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ต้องเก็บตกอยู่บ้าง ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ความเพอร์เฟ็คท์นั้นอยู่ในความไม่เพอร์เฟคท์นั่นเอง #Letshoparound FB/IG/TikTok: @hoparound.co YouTube: hoparound.co   Website: www.hoparound.co

  • Devasom Khao Lak เทวาศรม อาศรมแห่งทวยเทพ เขาหลัก พังงา

    รีวิวโรงแรมเทวาศรม เขาหลัก พังงา เทวาศรม ผ่อนคลายทั้งกายใจในอาศรมแห่งทวยเทพ คงมีผู้วิเศษบางคนมาร่ายมนตร์ไว้แถวนี้แน่ๆ เพราะตั้งแต่เราเลี้ยวรถเข้ามายังรีสอร์ทหรูแห่งนี้ก็เหมือนกับว่าเราหลุดเข้ามายังอีกมิติหนึ่งที่ดูขลังแปลกตาและงดงามไปเสียทุกมุม ที่นี่ไม่เหมือนที่พัก 5 ดาวไหนๆเลย แต่ดูเหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในตำนานที่หายสาบสูญไป และบัดนี้ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งเพื่อต้อนรับแขกผู้มาเยือน คราวนี้มาพร้อมกับโปรโมชั่นที่ยากจะปฏิเสธซะด้วยสิ!! THE ARRIVAL การมาถึง เรารับรถเช่าที่สนามบินภูเก็ตตอนเกือบเที่ยงในราคาที่ถูกจนน่าตกใจ เราดีใจที่ได้อุดหนุนธุรกิจท้องถิ่นในยามยากลำบากเช่นนี้ ดูจาก Google Maps น่าจะใช้เวลาไม่เกินชั่วโมงครึ่งก็ขับถึงเทวาศรมแล้ว แต่นักกระโดดโลดเที่ยวอย่างเราย่อมอดไม่ได้ที่จะแวะกิน-แวะเที่ยว-เยี่ยมคาเฟ่ระหว่างทางไปเรื่อยๆ กว่าจะมาถึงรีสอร์ทก็ปาเข้าไปบ่าย 3 กว่าๆแน่ะ เรายังจำ Moment ที่เรามาถึงที่นี่ได้ดี แดดยามบ่ายกำลังทำมุมทแยงลอดช่องกระจกลายตารางบนบานประตูขนาดมหึมา แสงเงาตกกระทบเข้ามาต้อนรับเราอย่างอบอุ่นถึงล็อบบี้ ทุกอย่างช่างดูสวยงามละเมียดละไม ทั้งวิวลากูนธรรมชาติที่ไหลออกสู่ทะเลเบื้องหน้า รวมไปถึงอิฐหินดินไม้ที่ถูกมนุษย์ออกแบบมาให้โอบล้อมตัวเราด้วยความทะนุถนอมในโถงนั้น ต่างก็ช่วยกันกระซิบบอกเราว่า เราได้มาถึงแล้ว เทวาศรม...รีสอร์ทที่งดงามราวกับที่พักพิงของเหล่าเทวดาแห่งเขาหลัก คุณแจ็คกี้ Host ของเราพาเราเดินผ่านร้านขายของแต่งบ้านที่ดูมีความ Antique ตามสไตล์เทวาศรมซึ่งคัดสรรมาอย่างดี จนมาเจอกับฆ้องใบใหญ่ เราตีฆ้องให้เสียงก้องกังวานไกลเพื่อเป็นสัญลักษณ์บอกกล่าวถึงการมาถึง ก่อนจะก้าวผ่าน Devasom Gate ประตูไม้สักเก่าแก่ขนาดมโหฬารที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นประตูวังในรัฐกลางทะเลทรายแห่งหนึ่งในประเทศอินเดีย เบื้องหน้านั้นเป็นอุโมงค์อิฐที่พาเราเข้าสู่โซนชั้นในของรีสอร์ท ให้ความรู้สึกเหมือนกับเรากำลังเดินผ่านอุโมงค์ย้อนเวลาไปสู่ใจกลางของอารยธรรมโบราณแห่งนี้ กว่าจะมาเป็น Devasom เขาหลัก จากเทวาศรมแห่งแรกที่หัวหินซึ่งสร้างชื่อมานานกว่า 10 ปี สู่เทวาศรมแห่งที่ 2 ซึ่งถูกเนรมิตขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปีก่อนบนพื้นที่ถึง 18 ไร่ริมหาดทรายและลากูนที่สวยซึ้งตรึงใจ ณ เขาหลัก เนื้อที่เยอะขนาดนี้แต่มีห้องพักเพียง 69 ยูนิตเท่านั้น บอกได้เลยว่าสเปซล้นเหลือมากๆ ความขลังของที่นี่นั้นมาจากแรงบันดาลใจที่ต้องย้อนเวลากลับไปถึงยุคเส้นทางสายไหมทางทะเลเมื่อหลายร้อยปีมาแล้วเลยทีเดียว บรรยากาศที่นี่จึงแตกต่างจากรีสอร์ททั่วไปอย่างเห็นได้ชัด เอกลักษณ์ของเทวาศรมเขาหลักนี้ตั้งอยู่บนจุดกลมกล่อมในการผสมผสานความรุ่มรวยแห่งอารยธรรมโบราณของตะกั่วป่า จินตนาการของผู้ออกแบบ กับความเรียบง่ายสะดวกสบายแห่งปัจจุบันสมัย ออกมาเป็นสถานที่ที่ให้อารมณ์ที่นุ่มนวล เป็นมิตร และวิลิศมาหราในสัดส่วนที่พอดิบพอดี อาจจะมีการโปรยปราย Magic เพิ่มลงไปอีกนิดหน่อย ที่น่าทึ่งก็คือพนักงานได้กระซิบบอกเราว่าทั้งหมดนี้ดูแลการออกแบบโดยคุณอิศร์ เจ้าของเทวาศรมเอง และบางจุดก็ต้องสร้างแล้วทุบแล้วสร้างใหม่หลายครั้งกว่าจะออกมาเป็นหน้าตาแบบที่เราเห็น ฟังแล้วนึกถึงตอนที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 สร้างพระราชวังแวร์ซายเลยแฮะ Understated Luxury ในจำนวน 69 ห้องพักของเทวาศรมนั้น แบ่ง Room Types ได้เป็นหลายแบบเลย ทั้งแบบที่เป็นห้องและเป็นวิลล่า ทุกแบบนั้นเรียบหรูแบบ Understated ไม่โฉ่งฉ่าง เพื่อส่งมอบความสบายและเป็นความส่วนตัวให้กับลูกค้า ทุกแบบจึงมีสเปซที่กว้างขวาง เริ่มต้นที่ 54 ตร.ม.ไปจนถึง 430 ตร.ม.ที่มาพร้อมกับสระว่ายน้ำส่วนตัวยาว 17 เมตรเลยทีเดียว ในช่วงที่เราเข้าพักนั้นมีห้อง 3 แบบที่ยังพอว่างให้เราเข้าไปเก็บภาพมาอวดเพื่อนๆกัน Seaside Pool Paradise Suite ห้อง Type นี้อยู่ชั้นล่างติดกับผืนดินและผืนน้ำ เข้ามาครั้งแรกรู้สึกว้าวกับ Floor Plan และการตกแต่งห้องมากๆ แบ่งเป็น 4 โซนหลักที่เปิดทะลุถึงกันได้หมด เมื่อเปิดประตูห้องเข้ามา ทางซ้ายมือจะเป็นโซนลิฟวิ่งที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครันไม่ว่าจะเป็น โซฟา ทีวี ตู้เย็น มุมเครื่องดื่ม ลำโพงบลูทูธของ BOSE ฯลฯ เราใช้เวลาที่มุมนี้เยอะมากๆ เพราะสบายจริงๆ จะให้นอนบนโซฟาก็คงไม่ติด 5555 ฝั่งตรงข้ามเป็นโซนห้องน้ำที่ใหญ่โตโอ่อ่า สามารถเดินทะลุออกไปยัง Private Marble Pool ที่อยู่ในโซนระเบียงด้านนอกได้เลย เผื่อว่าเราออกไปเดินเล่นแล้วมีทรายติดเนื้อตัวมา ก็สามารถอาบน้ำล้างออกได้โดยไม่ต้องเดินผ่านโซนอื่นๆในห้องให้เลอะเทอะ มาถึงโซนห้องนอนพร้อมเตียง King Size เปิดม่านไปพบกับระเบียงสระส่วนตัวและวิวของลากูนที่ไหลลงทะเลอันดามัน ความว้าวคือมีอ่างอาบน้ำทรงสวยตั้งอยู่ข้างๆเตียงเลย ทำให้โซนนี้มีความ intimate มากกว่าห้องนอนปกติทั่วไปอีก 2.63 เท่าตัว (อันนี้เรากะแบบมั่วๆเองครับ 555) อย่างที่บอกว่าเลย์เอ้าท์ห้องแต่ละ Type นั้นไม่ธรรมดาจริงๆ เราสัมผัสได้ถึงความใส่ใจในรายละเอียดการออกแบบได้ในทันที Seaside Junior Suite with Jacuzzi อย่าให้คำว่าจูเนียร์ทำให้คุณคิดว่าห้องประเภทนี้เป็นห้องระดับรอง แม้ขนาดห้องจะเล็กกว่า แต่ลองดู Jacuzzi ที่ระเบียงนั่นเป็นไร ด้วยความที่อยู่ชั้นบนวิวจึงแกรนด์กว่าชั้นล่างเล็กน้อย เห็นทั้งคลองและชายหาด อารมณ์ความหรูหราก็ไม่ได้ด้อยลงไปกว่าห้อง Type อื่นเลย รู้สึกมั้ยว่านอนที่เทวาศรมแล้วเหมือนเราเป็นแขกของพระราชาในนิทานยังไงก็ไม่รู้ Beachfront Pool Villa ยกระดับความเป็นส่วนตัวขึ้นอีกนิดด้วยวิลล่าพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวที่มองออกไปเห็นวิวหน้าหาดได้เลย โซนลิฟวิ่งที่นี่เป็นเรือนเล็กๆแยกออกไปจากห้องนอนและห้องน้ำให้ความรู้สึก Exclusive มากยิ่งขึ้น เราสามารถนั่งๆนอนๆ อ่านหนังสือ ทำงาน ประชุมผ่าน Zoom อ้อยอิ่งอยู่ในวิลล่าของเราได้ทั้งวัน เบื่อๆก็แช่น้ำฮัมเพลงท่ามกลางความหรูหราใต้เงาต้นมะพร้าว หรือถ้าหิวก็เดินไปหาอะไรอร่อยๆกินได้ที่ Devasom Beach Grill แค่เพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว Instagrammable Everywhere สิ่งที่อาณาจักรสีงาช้างอมเทาแห่งนี้ไม่ขาดแคลนเลย ก็คืองานดีไซน์และความสวยงามของอาคารหลากรูปทรง รวมไปถึงทางเดินที่ทอดยาวท่ามกลางความเขียวขจีของต้นไม้ทรอปิคอลนานาชนิด ยืนหนึ่งเรื่องความโฟโต้เจนิค แชะมุมไหนดีมุมนั้น แม้ว่าทางพนักงานจะบอกเราว่าอยากให้แขกมาพักผ่อนมากกว่ามาถ่ายรูป แต่มันก็อดใจยากเหลือเกิน คำถามจึงไม่ใช่ว่ามีมุมไหนให้ถ่ายรูปบ้าง แต่คือจะทำยังไงให้หักห้ามใจหาจังหวะถ่ายรูปแต่พองาม เพราะเราก็ต้องให้เกียรติความเป็นส่วนตัวของแขกคนอื่นๆด้วยเช่นกัน นอกจากห้องพัก ห้องอาหาร สระน้ำและหาดทรายซึ่งเป็นจุดยอดนิยมแล้ว ที่นี่ยังมีห้องสมุด ห้อง Fitness ห้องดูแลเด็ก หอดูวิวและสปาด้วย ทั้งยังมีจุดบริการกิจกรรมอื่นๆอีกมากมายเพื่อเติมเต็ม Devasom Experience ให้กับลูกค้า Layout ของเทวาศรมจึงมีไดนามิค หลายมุม หลากอารมณ์ หากมองจากมุมนกแล้วจะเห็นว่าที่นี่มีการจัดวางอาคารที่ดูแกรนด์ราวกับเป็นพระราชวังในยุคโบราณจริงๆ 3 จุดถ่ายรูป ICONIC 1. ช่องตึกที่มีหน้าตาเหมือนซุ้มประตูรูปทรงแปลกตาด้านบนสุดของบันไดใกล้สปา ตรงนี้เรามักจะเห็นใครๆก็ชอบไปเล็งหามุมเท่ๆถ่ายรูปกัน 2. กำแพงขั้นบันไดบริเวณสระว่ายน้ำหลักของรีสอร์ท โดยเฉพาะในช่วงบ่ายๆเย็นๆจะมีเงาต้นมะพร้าวทอดลงมาทาบพอดิบพอดี เป็นดั่ง Invitation ให้หลายคนต่อคิวกันปีนขึ้นไปโพสท่าสวยๆเป็นที่ระลึกกันไม่ขาดสาย 3. ลากูนทาวเวอร์ (หวังว่าเราจะจำชื่อไม่ผิดนะครับ 555) หอคอยที่อยู่ถัดจากกำแพงขั้นบันไดขึ้นไปนั้นเป็นจุดชมวิวที่สวยหยด มองเห็นทั้งฝั่งคลอง (ลากูน) และทะเล โดยเฉพาะช่วงตะวันใกล้ตกดินนั้นแสงสวยงดงามจับใจมากครับ ทุกที่ที่เราเดินผ่านในโรงแรมสามารถถ่ายรูปได้ออกมาสวยหมดเลย โน้ตเอาไว้เลยว่า ตกเย็นเมื่อไหร่ให้ไปที่ชายหาด เอ...ที่จริงไม่ต้องโน้ตก็ได้นะครับ เพราะฟ้าทั้งผืนจะโดนแสงตะวันที่กำลังจะจมอันดามันเคลือบให้เป็นสีทองเหลือบฟ้า-ส้ม-ชมพู ซึ่งจะมีพลังดึงดูดทุกคนให้มารวมตัวกันที่หน้าหาดโดยไม่ได้นัดหมายอยู่แล้ว สวยหยาดเยิ้มเหมือนมีใครเอาน้ำผึ้งมาราดฉาบฟิลเตอร์ไว้ ทุกอย่างใน Scene จะอร่ามไปด้วยแสงสีทอง ยิ่งมีฉากหลังเป็นอาคารสวยๆของเทวาศรมแล้ว ยิ่งทำให้ภาพถ่ายดูแพงยิ่งขึ้นไปอีก Lagoon Tower เป็นอีกจุดที่เราแนะนำให้ขึ้นไปชมวิวพระอาทิตย์ตก คอนเฟิร์มว่าสวยจับใจจริงๆ สีทองเหลือบชมพูของท้องฟ้าเหนือทะเลอันดามันที่เป็นฉากหลังให้กับอาคาร Devasom Beach Grill และสระว่ายน้ำนั้นจะอยู่ในความทรงจำเราไปอีกนานแสนนาน รับประทานมื้อเย็นกันที่ห้องอาหาร Takola All Day Dining "ตะโกลา" คือชื่อดั้งเดิมของ "ตะกั่วป่า" เมืองท่าสำคัญตั้งแต่โบราณกาลซึ่งปัจจุบันก็คือชุมชนที่เป็นที่ตั้งรีสอร์ทแห่งนี้นั่นเอง ที่นี่เสิร์ฟอาหารพื้นบ้านที่ปรุงด้วยรสมือพิถีพิถันจนได้รางวัล Bib Gourmand จาก Michelin มาแล้ว เราจึงถือโอกาสไปเปิบพิศดารกับเมนูแนะนำของทางห้องอาหาร บอกเลยอร่อยจนพุงกาง ยิ่งได้นั่งทานในบรรยากาศที่ตกแต่งสวยงามแบบนี้ก็ยิ่งทำให้อัพเลเวลความดีงามขึ้นไปอีก และนี่ก็คือเมนูทั้งหมดที่เราได้ลิ้มลองนะครับ เริ่มตั้งแต่แกงปูใบชะพลูเสิร์ฟพร้อมหมี่หุ้น (รสชาตินัวกลมกล่อมมากๆ ปูก็สดหวานมากเช่นกัน) น้ำพริกตะโกลา หรือน้ำชุบหยำปักษ์ใต้เสิร์ฟพร้อมกับเครื่องเคียงครบเซ็ต (จัดจ้าน กลิ่นกะปิหอมเตะจมูกเลย กุ้งเสียบที่โรยมาก็กรอบอร่อยจริงๆ) แกงเหลืองปลากะพง (เผ็ดร้อนถึงเครื่องแบบไม่หวงภาพรีสอร์ทหรูเลย) หมูฮ้อง (เปื่อยนุ่มหอมเครื่องเทศหวานเค็มพอดี รู้ตัวอีกทีก็ลืมอ้วนไปแล้ว) กุ้งผัดกะปิ (กุ้งแชบ๊วยนุ่มเด้งผัดกับกะปิพังงาฮ๊อมมม..หอม แถมยังใส่ยอดมะพร้าวอ่อนและต้นกระเทียมลงไปผัดด้วยกันอีก) กับข้าวทั้งหมดถูกทำให้เลิศรสขึ้นไปอีกเมื่อทานคู่กับ "ข้าวดอกข่า" ข้าวพันธุ์พื้นเมืองเฉพาะถิ่นพังงา ปิดท้ายด้วยของหวานคลาสสิคอย่างบัวลอย 5 สีธรรมชาติจากฟักทอง อัญชัน มันม่วง ใบเตย และแครอท โดดเด่นด้วยกะทิคั้นสด หอมหวานมันถึงใจสุดๆ รสชาติแตกต่างจากกะทิกล่องที่ชาวกรุงคุ้นเคยแบบคนละ League เลย ลงสระ-แช่อ่างก่อนนอน ด้วยความอิ่ม (และอืด) จากดินเนอร์รสจัดจ้านสำรับพื้นบ้านที่การันตีด้วย Michelin พอถึงห้อง เราก็แวะเปิดน้ำร้อนเติมลงอ่างในห้องนอนเอาไว้ ก่อนตัดสินใจเปลื้องผ้าลงไปแหวกว่ายในสระหินอ่อนส่วนตัวที่ระเบียงเสียหน่อยเผื่อจะช่วยให้อาหารย่อยได้ดีขึ้นบ้าง และก็ช่วยได้จริงๆด้วยแฮะ น้ำในสระนั้นอุ่นกำลังดี เราจึงว่ายเพลินอยู่พักใหญ่จนหายแน่นพุงเลย เราโรยเกลือแช่ตัวลงไปในอ่างอาบน้ำ เพื่อคลายความเหนื่อยล้า (จากการ Overindulged มาทั้งวัน... ใช่แล้วครับ เราแก้ปัญหานี้ด้วยการ Indulge ตัวเองทับเข้าไปอีก 555) จากนั้นจึงเติมน้ำมันที่แปรสภาพเป็นน้ำนมลงไปอีกนิดเพื่อบำรุงผิวที่โดนแดดมาทั้งวัน คืนนี้นอนหลับสบายแน่ๆ Breakfast at Takola กลับมาที่ห้องอาคาร Takola อีกครั้งในตอนเช้า คราวนี้อารมณ์ทุกอย่างเปลี่ยนไปจากเดิมเหมือนอยู่คนละที่ จากความ Local ก็กลายเป็นความ Inter มากขึ้นด้วยรายการเบรคฟัสต์ที่มีให้เลือกเยอะมากจนกินไม่หวาดไม่ไหวทั้งคาวหวาน ไม่ว่าจะเป็นเมนูฝรั่ง เอเชีย ขนมจีน ไข่ปรุงหลากหลายแบบ ชีส แฮม เบค่อน ผักสลัด ผลไม้ ซีเรียล มูสลี่ โยเกิร์ต วาฟเฟิ่ล แพนเค้ก ขนมปัง ครัวซองต์ น้ำผลไม้ ชา กาแฟ โกโก้ทั้งร้อนเย็นชงให้ใหม่เลย แถมพนักงานก็เทคแคร์ดีเหลือเกิน ถามตลอดว่าจะเอาอะไรเพิ่มมั้ย เราแอบอยากสั่งกระเพาะเพิ่มอีกซักหนึ่งอันจะได้กินได้ครบทุกอย่าง กิจกรรมปั่นจักรยาน ถนนโค้งที่ลัดเลี้ยวตัดกับทิวมะพร้าว 2 ข้างทางนั้นถ่ายรูปสวยอย่าบอกใคร เราแอบเห็นหลายคนมาเล่น Surf Skate ตามกระแสนิยม แต่เราไม่ได้เตรียมมา ก็เลยใช้บริการขอยืมจักรยานจากทางรีสอร์ทมาปั่นเล่นตามอัธยาศัย ปั่นพอได้เหงื่อ (และได้รูป) ก็วกกลับไปพักผ่อนในแอร์เย็นฉ่ำที่ห้องสักพัก ก่อนจะไปลองเล่นกิจกรรมทางน้ำและทานมื้อกลางวันที่ห้องอาหาร Beach Grill Water Activities ใครใคร่พายเรือพาย ใครใคร่พายแพดเดิ้ลบอร์ดก็พายได้เช่นกัน ด้วยความที่ที่นี่มีทั้งคลองและทะเล จึงทำให้เราเลือกกิจกรรมได้ตามความชอบเลย น้ำในคลองค่อนข้างนิ่งและตื้น จึงเพอร์เฟ็คสำหรับมือใหม่ที่ยังกล้าๆกลัวๆกิจกรรมทางน้ำอยู่ แต่ถ้าใครไม่ถนัดจริงๆ แค่มาหามุมโพสต์ท่าถ่ายรูปก็เท่แล้ว เราชอบวิวเนินทรายของที่นี่จัง ได้อารมณ์ Exotic ไปอีกแบบ ประหนึ่งเดินเล่นอยู่ในทะเลทรายแถว Arizona ก็ไม่ปาน มื้อเที่ยงที่ห้องอาหาร Devasom Beach Grill มื้อนี้ขอปรับ Mood มาเป็นโทนเมดิเตอเรเนียนนิดนึงครับ อาหารทะเล พิซซ่า พาสต้าต้องมา ห้องอาหาร Devasom Beach Grill นี้ได้รับรางวัล Michelin Plate ซะด้วย การันตีว่าใช้วัตถุดิบจากแหล่งคุณภาพแน่นอน ทั้งกุ้ง หอย หมึก ปูจัดกันมาแน่นโต๊ะ เราแกะกุ้งจิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บ (อ้าว! ไหนว่าเมดิเตอเรเนียน? 555) กันจนมือเลอะไม่เกรงใจใครเลย ไหนๆมือเลอะแล้วขอหยิบพิซซ่าหม่ำต่อเลยก็แล้วกัน Pizza Prociutto di Parma ถาดนี้ดีงาม เพราะใช้วัตถุดิบจากต้นกำเนิดแท้ๆเลย อย่างที่รู้กันว่า Prosciutto di Parma หรือที่คนไทยนิยมเรียกกันว่าพาร์ม่าแฮมนั้นมีความพิเศษหลายอย่าง ของแท้ต้องมีตรา Parma Crown ประทับอยู่ที่น่องแฮมด้วย และที่สำคัญต้องผลิตที่เมือง Parma เท่านั้น จริงๆแล้วตอนเดินเข้ามาเราแอบเห็นเตาปิ้งย่างอันเบ้อเร่อและเตาพิซซ่าทรงอิตาเลียนแท้ๆที่หน้าทางเข้าก็เลยมั่นใจว่าพิซซ่าต้องอร่อยแน่ๆเลย ตัดเลี่ยนนิดนึงด้วย Devasom Citrus Salad สลัดสไตล์เมดิเตอเรเนียนที่แน่นไปด้วยผักปลอดสารพิษและเนื้อส้ม โรยด้วยเฟต้าชีส ราดด้วยน้ำสลัดที่เคี่ยวมาจากซอสส้มแมนดารินทำให้สดชื่นเปรี้ยวหวานกลมกล่อม ส่วน Spaghetti alle Vongole หรือสปาเก็ตตี้ผัดหอยลายก็หมดภายในเวลาอันรวดเร็ว ตบท้ายด้วยทีรามิสุและกล้วยหอมทอดเป็นอันครบสูตรคาวหวาน Devasom Spa | Wellness ถ้าเราจะชมว่าสปาที่นี่สวยมากๆ หวังว่าเพื่อนๆคงไม่เลี่ยนไปซะก่อนนะครับ เพราะเค้าสวยจริงๆ มีทั้งมุมอลังการ และมุมไพรเวทที่สงบเงียบ ที่โดดเด่นก็คือเรือนนวดกลางน้ำซึ่งเราแอบเห็นแว๊บๆจากด้านนอก พอได้เข้ามาสัมผัสจริงๆก็เหมือนกับภาพที่หลุดออกมาจากนิตยสาร Condé Nast ยังไงยังงั้นเลย ล่าสุดสปาที่นี่ยังเพิ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสปาโรงแรมที่ดีที่สุดจาก The Luxury Editor UK อีกด้วย เมนูสปาที่นี่มีให้เลือกหลากหลายตามความต้องการของเราเลยครับ ตั้งแต่การนวดไทยและน้ำมันอโรมาเธอราปีที่เราคุ้นเคย ไปจนถึงการปรับสมดุลพลังงานในร่างกายด้วยการใช้หินสีต่างๆวางตามจุดจักระและนวดด้วยวิธีเฉพาะที่เป็น Signature ของเทวาศรม ส่วนเราเลือกการขัดผิวด้วยสครับ/มาสก์มะพร้าว ปรับผิวที่หยาบกร้านให้เนียนนุ่มก่อนจะนวดด้วยน้ำมันมะพร้าวอุ่นร้อนซึ่งช่วยบำรุงตั้งแต่รากผม และผ่อนคลายไปจนถึงฝ่าเท้าเลยล่ะครับ Main Pool พอแดดร่มลงตก หลายชีวิตก็เริ่มมาจับจองเตียงรอบๆสระสีฟ้าอ่อนๆ พร้อมจิบเครื่องดื่มเย็นๆ อวดหุ่นสวยในชุดว่ายน้ำและลงไปจุ่มน้ำคลายร้อนเป็นครั้งคราว เราชอบสระของที่นี่เพราะดีไซน์สวยเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะไอเดียการแบ่งโซนด้วยทางเดินเส้นเล็กๆที่ตัดผ่านให้คนสามารถเดินข้ามไปมาได้ ได้ทั้งประโยชน์ และความน่าสนใจไปพร้อมๆกัน และด้วยโลเคชั่นที่ตั้งอยู่ติดหาด ทำให้เรารู้สึกถึงความต่อเนื่องกับทะเล และในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าได้มีพื้นที่หลบมุมปลอดภัยเวลาเล่นน้ำด้วยเช่นกัน Beach Life Experience ไหนๆก็มาที่เทวาศรมแล้ว เราก็อยากได้ประสบการณ์ Beach Life ที่น่าจดจำขึ้นไปอีกขั้น ทางรีสอร์ทเสนอว่ามีแพคเก็จปิกนิกริมหาดให้เลือกได้ 2 แบบ อันแรกคือ Beach Picnic (2,800 บาท/2 คน) ทางเทวาศรมยกเต๊นท์มาตั้งจองพื้นที่ส่วนตัวริมหาดให้เราโดยเฉพาะเลย แถมจัดเซ็ตตะกร้าปิกนิก เวลคัมดริ้งค์ น้ำดื่มสปาร์คลิ่ง คานาเป้ ของว่าง ของหวาน และผลไม้ ไปจนถึงอุปกรณ์เสื่อชายหาด ผ้าเช็ดตัว และบอดี้บอร์ดให้ลงไปเล่นกับคลื่นทะเลได้ด้วย ส่วนแบบที่สองจะเป็นเซ็ตเล็กลงมาหน่อย เรียกว่า Beach Life Signature Set (1,400 บาท/2 คน) และความเล็กก็มีประโยชน์นะครับ เพราะทำให้เราสามารถเลือกได้ว่าอยากให้ทางรีสอร์ทจัดที่ชายหาด ที่ริมสระ หรือที่ห้องพักเลยก็ได้ เซ็ตนี้มาพร้อมกับผ้าปูรองนั่งน่ารักๆ พร้อมกับ Prosecco หรือ Cocktail ตามด้วยน้ำแร่ San Pelligrino โดยมีของว่างกรุบกริบไว้ให้แกล้ม Prosecco ด้วย ทั้งชีส ซาลามี ถั่วต่างๆ และผลไม้หลากสีเสียบไม้เรียงมาสวยๆเลย Beach Picnic Set จัดมาพร้อมกับบอดี้บอร์ด ผ้าเช็ดตัวสำหรับพร้อมลงเล่นน้ำกันเลย Beach Life Signature Set เซ็ทเบาๆ ดื่มด่ำกับบรรยากาศแบบส่วนตัว แค่สองเรา ต่อด้วยเล่นบอดี้บอร์ดเบาๆ แต่ที่เบากว่าเราน่าจะเป็นคลื่นในทะเล 5555 ตอนเราไปคลื่นเบาจนแทบไม่มีอะไรให้โต้เลย มือใหม่อย่างเราก็เอาแต่จมมากกว่าลอย เลยปรับกลยุทธ์นิดหน่อย ถือถ่ายเท่ๆไปก่อนก็แล้วกันเนอะ โพสต์นี้เราขอลาเพื่อนๆไปพร้อมกับ Sunset อันเลอค่าที่เทวาศรมก็แล้วกันนะครับ ก่อนไปขอฝากเพจฮ็อปอะราวนด์ของเราทั้งสองคนไว้ด้วยครับ สัญญาว่าจะผลิตคอนเทนท์ดีๆให้เพื่อนๆได้ติดตามกันบ่อยๆ ถ้าชื่นชอบก็คอมเม้นต์กันได้เลย จะเป็นกำลังใจให้เรามากๆครับ ทริปหน้าเราจะพาไป #hop ที่ไหนก็ติดตามกันต่อยาวๆได้เลยครับ #LetsHoparound to see the world together. FB/IG: @ hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co

  • The Standard Hua Hin เดอะ สแตนดาร์ด หัวหิน โรงแรมหรู​ในหัวหิน ไฮแอท Say HAY to The Great Outdoors พบปะ แฮงเอาท์ นั่งเล่นกับเอาท์ดอร์เฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ใหม่ล่าสุดจาก HAY

    Say HAY to The Great Outdoors พบปะ แฮงเอาท์ นั่งเล่นกับเอาท์ดอร์เฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ใหม่ล่าสุดจาก HAY #TheStandardHuaHinxHAY เพื่อนๆคิดถึงการได้พบปะผู้คน และใช้ชีวิตกลางแจ้งกันบ้างไหมครับ ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาเราต้องอยู่ในโหมดระวังตัวขั้นสุด ระยะห่างก็ต้องเว้น หน้ากากก็ต้องใส่ บางช่วงยังต้องกักตัวอยู่แต่ในบ้านอีก แต่วันนี้มาตรการหลายอย่างเริ่มผ่อนคลายลง ประจวบเหมาะกับการเวียนกลับมาอีกครั้งของฤดูกาลแห่งการเที่ยวทะเล และ HAY แบรนด์ของแต่งบ้านเก๋จัดจากเดนมาร์คก็ได้ฤกษ์เปิดตัวดีไซน์ใหม่ล่าสุดของชุด Outdoor Furniture ในซีรีส์ Palisade Park และ Balcony อันโด่งดังที่หาดหัวหินพอดีเลย ขอสปอยล์ก่อนเลยว่าน่ารักมากๆครับ นอกจากเราจะได้มาชมเฟอร์นิเจอร์สวยๆก่อนใคร ใน Setting แสนชิคคูลของโรงแรมที่ได้ชื่อว่า “เทรนดี้” ที่สุดโรงแรมหนึ่งในขณะนี้แล้ว เรายังได้พูดคุยทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆหลายคนเลยครับ งานนี้เราต้องขอขอบคุณทั้ง Norse Republics ผู้นำเข้าแบรนด์ HAY และโรงแรม The Standard Hua Hin ที่ให้เราได้มีส่วนร่วมในอีเว้นต์ดีๆแบบนี้นะครับ เพื่อนๆที่มีแพลนจะไปหัวหิน เราอยากให้แวะเข้าไปทดลองนั่งและโพสต์ท่าถ่ายรูปกับเฟอร์นิเจอร์น่ารักๆที่ The Standard Hua Hin ดูนะครับ งานนี้มีจนถึง 16 พฤษภาคม 2565 เลย ขออนุญาตเล่าสั้นๆเกี่ยวกับงานดีไซน์ตัวม้านั่งระดับ Iconic ของซีรีส์ Palisade Park กันนิดนึงนะคับ เพราะเป็นซีรีส์โปรดของเรา คำว่า Palisade (ปา-ลิ-สาด) นั้นแปลว่ารั้วในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้สองพี่น้อง Bouroullec ออกแบบม้านั่งในซีรีส์นี้ให้มีลักษณะเป็นซี่ๆ โดยในปีนี้ผู้ออกแบบเน้นความโค้งของตัวม้านั่งที่สามารถนำมาวางต่อกันจนเกิดเป็นรูปทรงใหม่ๆได้ดั่งจินตนาการตามลักษณะของแต่ละพื้นที่ที่ต่างไป นับเป็นการออกแบบที่เรียบง่ายแต่ไม่ธรรมดา วางตรงไหนก็สวยไปหมด เพราะเข้าได้กับแทบทุกสภาพแวดล้อม ใครกำลังจะไปหัวหิน อย่าลืมแวะไปลองนั่งกันน้า แต่หากไม่สะดวกก็สอบถามที่ LINE Official Account @norse_republics ได้เช่นกันครับ #LetsHoparound #HuaHin #thestandardxHay #thestandardhuahin #NORSErepublics #NORSEexperience #HAYthailand

  • RELO' The Urban Escape - Hua Hin รีโล่ - รีโลเคทสู่ความสุขริมหาดหัวหิน

    การได้เคลื่อนย้ายไปที่ต่างๆ นั้นช่วยเติมพลังชีวิตให้กับเราอย่างปฏิเสธไม่ได้ เพียง 2 ชั่วโมงครึ่งจากกทม. เราก็มาถึง RELO' (รีโล่ ดิ เออเบิ้ลเอสเคป) โรงแรมที่สดใสทว่าอบอุ่นแห่งใหม่บนหาดที่เป็นส่วนตัวในหัวหิน โรงแรมแห่งนี้เกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์คนชอบเคลื่อนย้ายไปหาความสุขจากการพักผ่อนโดยเฉพาะ เราขอ Spoil ก่อนเลยว่าที่นี่เน้นห้องพักกว้างขวาง (ห้องที่เรานอนขนาด 80 ตร.ม.!) ตกแต่งใหม่หมด เสิร์ฟอาหารดีงามทั้งรสชาติและหน้าตา ที่สำคัญคือหาดตรงนี้สงบ สะอาด สวยงามกว่าหลายๆจุดในละแวกเดียวกัน THE ARRIVAL การมาถึง หัวหินนั้นเพอร์เฟคท์สำหรับคนที่อยาก Relocate ตัวเองมารับพลังใหม่ๆแต่มีเวลาไม่มาก เพราะขับรถแป๊บเดียว แวะทานข้าว จิบกาแฟระหว่างทางยังไม่ทันหายอิ่มก็มาถึงซะแล้ว เราเลี้ยวรถก่อนถึงอุโมงค์สนามบินเข้ามาเจอกับอาคารโรงแรมที่ให้อารมณ์กระปรี้กระเปร่าจากสีน้ำเงินแซมเหลือง โดยนำมา Contrast กับความเบาสบายของสีขาวและงานไม้ เรียกได้ว่าเป็นเสน่ห์อย่างแรกที่เห็นได้ทันทีของ RELO' ที่สามารถนำความเป็นวัยรุ่นกับความโฮมมี่มาไว้ด้วยกันได้พอดิบพอดี เรามัวแต่พินิจพิเคราะห์รายละเอียด Exterior ของตัวตึกอยู่พักใหญ่ พอเข้า Lobby ปุ๊ปก็พบว่าทั้ง GM และ PR ของโรงแรมนั้นมารอให้การต้อนรับเราอย่างดีมากๆ (ขอขอบคุณอีกครั้งมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ) ระหว่างรอเช็คอิน ทางโรงแรมก็เสิร์ฟน้ำ Blue Hawaii หวานซ่าชื่นใจเป็น Welcome Drink และสังเกตเห็นว่าพนักงานที่ RELO' นั้นมี Service Mind ที่ดีมากกันทุกคน ส่วนบรรยากาศของ Lobby นั้นก็เปิดโล่งโปร่งสบาย วิวทะเลสีฟ้าพร้อมคลื่นระลอกเล็กๆสีขาวเบื้องหน้าช่วยยกระดับความรู้สึกผ่อนคลายขึ้นไปอีกหลายเลเวล และแล้วกระบวนการ Relocate สู่ชะอำ-หัวหินของเราก็สำเร็จเรียบร้อยด้วยความราบรื่น ก่อนที่เราจะพาไปชมห้องพักของเรา ขอ #hop พาไปดูห้องพักพิเศษอื่นๆของ RELO' แบบย่อๆกันก่อนนะครับ ที่นี่มีห้องพักทั้งหมด 54 ห้อง แบ่งเป็น 9 Room Types เราจะไปพาชม 3 แบบที่เจ๋งๆกัน Suite Villa Beachfront - Private Pool Villa แบบพิเศษซึ่งมีเพียงหลังเดียวในโรงแรม แน่นอนว่าพื้นที่ห้องนั้นกว้างขวางใหญ่โต (160 ตร.ม.) ประกอบไปด้วย 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ (มีอ่างกลมด้วย... เย้!) มาพร้อมกับสระส่วนตัวและ Rooftop สำหรับ Hangout แบบชิลล์ๆ และด้วยพิกัดที่อยู่ติดหน้าหาด ก็เลยได้วิวทะเลแบบใกล้ชิดเต็มๆ Utmost Executive Suite Sea View ชื่อ Utmost ก็บอกอยู่แล้วว่าห้องนี้คือที่สุด มีห้องเดียวในโรงแรมอีกเช่นกัน ด้วยพื้นที่ 225 ตร.ม. เท่ากับบ้านกว้างๆหลังนึงเลย เหมาะกับการพาทั้งครอบครัวหรือแก๊งเพื่อนมา Relocate ด้วยกันเพราะรองรับได้ถึง 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ พร้อมอ่างอาบน้ำ และมีระเบียงพร้อมโต๊ะ-เก้าอี้ชุดใหญ่ให้ออกไปรับพลังทะเลได้แบบ Unlimited ตลอด 24 ชั่วโมงเลย Villa - Access Pool นี่คือห้องของเราในทริปนี้ เรา 2 คนแชร์พื้นที่ 80 ตร.ม.กับแบบเหลือๆ หารสองแล้วยังได้คนละ 40 ตร.ม. ใหญ่กว่าคอนโด 1-Bedroom ในกทม.หลายๆที่เสียอีก บรรยากาศในห้องยังคงรักษาคอนเส็ปต์เดียวกับภายนอกของตัวอาคารคือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความ Young และความ Cozy กลายเป็นความอบอุ่นที่ทันสมัย ด้วยความที่เราทราบมาว่า RELO' รีโนเวทมาจากโรงแรมก่อนที่เปิดมาเป็นเวลา 10 กว่าปี ก่อนเดินทางเราจึงไม่ได้คาดหวังว่าห้องจะสวยน่าอยู่เบอร์นี้ ต้องยอมรับจริงๆว่าห้องของเราสวยกว่าที่คิดมาก ภายในห้องนั้นมีมุมให้นั่งๆนอนๆเอกเขนกหลายจุด แต่เราชอบห้องน้ำเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผนังหินที่มีลายเหมือนดวงตาที่จ้องมองมาที่อ่างอาบน้ำขณะที่เราแช่ตุ๊บป่องอยู่ในนั้นพอดี 555 อ้อ! อีกอยากที่ชอบมากๆก็คือผลิตภัณฑ์อาบน้ำ-สระผมของ ERB ที่นอกจากจะหอมฟุ้งแล้ว ยังบรรจุมาในขวดสีชาวาดลายเส้นสีขาวน่ารักมากๆ ถูกจริตเราเลย สระว่ายน้ำกึ่ง Private และดาดฟ้าส่วนตัว ด้านนอกของ Villa เราก็ดีงามไม่แพ้ด้านใน เพราะจากระเบียงเราก็สามารถเดินลงสระน้ำระบบน้ำเกลือกึ่งส่วนตัวได้เลย ที่ต้องใช้คำว่า "กึ่งส่วนตัว" นั้นก็เพราะว่าเป็นสระที่แชร์กันเฉพาะวิลล่า 4 หลังที่อยู่ใกล้กันตรงนี้ ข้อดีก็คือเราจะได้สระขนาดใหญ่ขึ้น และถ้ามากันเป็นกลุ่มใหญ่ก็สามารถเหมาวิลล่าทั้ง 4 หลัง เท่ากับว่าได้โซนนี้และสระทั้งสระเป็นของเราเองทั้งหมด หากไม่อยากลงน้ำ วิลล่าของเราก็มีดาดฟ้าส่วนตัวให้ขึ้นไปนั่งอ้อยอิ่งรับพลังฮอลิเดย์แบบไม่ต้องเผื่อแผ่ใคร ทานมื้อเย็นกันที่ห้องอาหาร GOAT ห้องอาหาร GOAT นี้ไม่ได้เสิร์ฟแค่เนื้อแพะ แต่เป็นชื่อที่ย่อมาจาก Greatest Of All Time (คนคิดชื่อครีเอทิฟดีจริงๆ) ถ้าจะกล้าตั้งชื่อขนาดนี้แล้ว เราก็ต้องขอชิมกันซักหน่อยว่าห้องอาหารที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลจะดีขนาดไหนน้า โอ้...คำแรกคือเราเซอร์ไพรซ์มากก จานแรกเป็นเนื้อแพะตามคอนเส็ปต์ GOAT ซึ่งทางร้านได้ไปดีลกับฟาร์มที่เค้าเลี้ยงแพะแบบออแกนิคเลย ปรุงออกมารสชาติดีมากไม่มีกลิ่นแพะเลย น่าจะเป็นที่รู้กันดีว่าปกติเมนูอาหารในโรงแรมทั่วๆไปจะค่อนข้าง Play Safe แต่เชฟของ RELO' นั้นรังสรรค์ทุกจานออกมาได้อย่างมีคาแรคเตอร์ทั้งรสชาติและหน้าตา บางจานดูดีราวกับเรากำลังนั่งทานอาหารในรายการ Master chef เลยแหละ นอกจากเนื้อแพะแล้วยังมี Seafood ที่คัดสรรมาอย่างดีทั้งปลา กุ้ง หมึก และตบท้ายด้วย Brownie โปะไอติมเป็นของหวานง่ายๆแต่อร่อยถูกใจ ที่ GOAT ก็เป็นอีกครั้งที่เราประทับใจกับการบริการของพนักงาน เราสัมผัสได้ถึงความใส่ใจของทุกคน อยู่ใกล้ๆแล้วรู้สึกได้ว่าเค้าอยากให้เราได้รับประสบการณ์ที่ดีจาก RELO' จะได้บันทึกความสุขไว้ในความทรงจำหลังจากกลับบ้านไป ต้องขอบคุณสำหรับการดูแลอย่างดีอีกครั้งครับ Tempura Sea bass with Deconstuctive Hormok 300.- ห่อหมกแบบฟิวชั่น เอาปลาไปทำแบบเทมปุระ เสิร์ฟมาพร้อมกับซอสห่อหมกแล้วก็มีโฟมกะทิผสมมะพร้าวคั่ว GOAT Tenderloin 550.- เป็นแพะออกแกนิคชั้นเยี่ยม ดีลกับฟาร์มเลี้ยงแพะที่ปล่อยให้แพะหากินเอง เลาะเอามาเฉพาะเนื้อสันในส่วนที่นุ่มที่สุด เสิร์ฟมาพร้อมกับซอสเรดไวน์เคี้ยวกับกระดูกแพะ ทานคู่กับเครื่องเคียงที่เป็นมะเขือที่นำไปเผาแล้วนำมาบดผสมกับทรัฟเฟิล ใครที่ชอบทานเนื้อนุ่มๆกับเห็ดทรัฟเฟิล จานนี้ A MUST!! Grilled Beef Salad 250.- สลัดเนื้อย่างนุ่มๆ ราดด้วยซอสเสาวรส Signature Menu GOAT Dumpling 280.- เป็นเกี๊ยวซ่าด้านในเป็นไส้แพะตุ๋น เสิร์ฟพร้อมซอสไวน์แดง เพิ่มความสดชื่นด้วยซาวครีม ราดซอสโคชูจัง เพิ่มเท็กเจอร์ด้วยเท็มปุระเห็ด และโรยด้วยผักชี Grill Sea bass with Sao Wa Ros 300.- ปลากะพงสด นำไปย่างเสิร์ฟกับมันบดผสมกับเห็ดทรัฟเฟิลแล้วก็เพิ่มความสดชื่นด้วยเสาวรสและโฟมกะทิ Day'n Night - Grilled Squid 330.- เป็นปลาหมึกย่างเสิร์ฟพร้อมกับสควิดอิงค์ไอโอลี่แบบอิตาเลี่ยนผสมกับหมึกและมีน้ำจิ้มซีฟู๊ดเพิ่มความแซ่บ Soup Sao Wa Ros Sea bass & White Prawn 230.- เมนูนี้เชฟอินสปายมาจากแกงคั่ว ส่วนผสมเป็นพริกแกง เสาวรส กะทิ ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวที่หมักจากสมยูสุ เสิร์ฟมาพร้อมปลากะพงย่างและกุ้งย่าง ข้างบนจะท็อปด้วยโฟมกะทิที่เคี่ยวกับเปลือกกุ้ง เพิ่มความสดชื่นด้วยส้มโอ Brownie with Vanilla Ice cream 190.- ปิดท้ายด้วยของหวานเป็นบราวนี่และไอกรีมวนิลลา ต้อนรับวันใหม่กับตะวันดวงเดิม หาดที่ RELO' ตั้งอยู่นั้นหันหน้ารับทิศตะวันออกพอดี หมายความว่าตอนเช้าเราก็จะเห็นวิวพระอาทิตย์ลอยขึ้นจากทะเลชัดเจนเลย ตอนกลางคืนเราก็เตรียมตั้งนาฬิกาปลุกไว้แล้วแหละ แต่ดั๊นนน...ตื่นขึ้นมาก่อนเสียอีก น่าจะเพราะตื่นเต้นกลัวไม่ได้เห็นตะวันลอยพ้นน้ำ แม้ในวันที่เราไปบรรยากาศจะอึมครึมซักหน่อย แต่อากาศแบบนี้ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ ทำให้เรารู้สึกถึงความอุ่นที่อบอวลอยู่ในใจบอกไม่ถูก แต่ก็นั่นแหละเนอะ เรายังไม่เคยไม่ชอบพระอาทิตย์ขึ้นที่ไหนเลย มันเป็นเหมือนสัญญาณที่บอกว่าโอกาสใหม่ของชีวิตได้มาถึงอีกครั้งหนึ่งแล้ว จัดหนักกับมื้อเช้าที่ห้องอาหาร GOAT (อีกครั้ง) ห้องอาหารเดิมแต่บรรยากาศไม่เหมือนเดิม ความเบรคฟัสต์ย่อมต่างจากความดินเนอร์เป็นธรรมดา และ GOAT ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง อาหารที่นี่มีให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ขนมปัง สลัด เอ้กเบเนดิกท์ ข้าวต้ม ผลไม้ โยเกิร์ต ชา กาแฟ น้ำผลไม้ แต่ที่เราชอบมากที่สุดคือ หมี่ผัดฮกเกี้ยน อร่อยจนต้องสั่งซ้ำเลย!! เดินย่อยริมหาดสวยน้ำใส เราตัดสินใจแบกท้องที่อิ่มแปล้ แล้ว Relocate ตัวเองจากห้องอาหาร มาเดินย่อยที่ริมหาดกันสักพัก เมื่อได้มาดูใกล้ๆก็ยิ่งเห็นว่าหาดที่นี่สะอาด น้ำใสและเป็นส่วนตัวมาก เพื่อนๆรู้สึกไหมว่าทะเลหัวหินนั้นมีเสน่ห์ที่เรียบง่ายต่างไปจากทะเลที่อื่น ทั้งที่สีของน้ำก็ไม่ได้ไล่โทน Turquoise จนต้องว้าวเหมือนทะเลฝั่งอันดามัน แต่สีฟ้าอมเทาของทะเล/ท้องฟ้าที่นี่กลับให้ความรู้สึกนุ่มนวลปลอดภัย เหมาะแก่การปลดปล่อยความตึงเครียดใดๆที่สะสมอยู่ในใจ ฝากให้เสียงคลื่นสาดซัดและสายลมพัดพาจนค่อยๆเจือจาง เบาบาง และลอยล่องสู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น One Final Dip แวะแช่น้ำก่อนเช็คเอาท์ พอแดดเริ่มมีท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้น เราก็เริ่มต้านทานความร้อนไม่ไหว ก่อนจะเช็คเอ้าท์กลับกทม.เราเลยตัดสินใจเปลี่ยนชุดโดดลงไปแช่น้ำในสระริมหาดของโรงแรมซักหน่อย นอกจากจะได้คลายร้อนแล้ว ยังได้โอกาสหามุมถ่ายรูปสวยๆมาฝากเพื่อนๆกันด้วย ทริปนี้เราพกเสื้อ +J จาก Uniqlo มาใส่ด้วย อย่างที่เคยหยิบมาแนะนำกันในโพสต์ก่อนหน้านี้ เราชื่นชอบ Jil Sander และงานดีไซน์ของนางมานานแล้ว แต่ด้วยราคาที่สูงลิบก็ทำให้ซื้อบ่อยๆไม่ค่อยจะได้ พอ Uniqlo ออกคอลเล็กชั่น +J (พลัสเจ) ในคอลเล็กชั่น Spring Summer อีกครั้ง มีหรือเราจะพลาด นอกจากสีและทรงจะสวยใส่ได้ทุกโอกาสแล้ว บอกเลยว่าเนื้อผ้าใส่สบาย ระบายอากาศได้ดี และยังเหมาะมากๆกับบรรยากาศทะเลสุดชิลที่ RELO' สรุปความประทับใจกับ Relo' The Urban Escape เราประทับใจ RELO' มาก ห้องกว้าง ตกแต่งใหม่ ทันสมัย ถ่ายรูปสวย อาหารดีงาม หาดสงบ สะอาด เป็นส่วนตัว ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องคน พนักงานที่นี่มีจิตวิญญาณในการเทคแคร์สูงมาก ตั้งแต่ยามไปจนถึง GM พนักงานทุกตำแหน่งคอยให้ความสะดวกกับเราตลอดการเข้าพัก สั้นๆเลยนะครับ หากเพื่อนๆชาว #hopsters คนไหนกำลังมองหา Villa สวยๆ สงบๆ อาหารเด็ดๆ บริการดีๆ ไม่ต้องรีรอ รีโล่'เลยครับ #LetsHoparound #HuaHin

  • Chiang Rai Highlights รวมที่สุดของจุด Stop รอบเชียงราย

    Chiangrai Highlights รวมที่สุดของจุด Stop รอบเชียงราย ใกล้เวลาเปลี่ยนจากโหมด Lock Down เป็นโหมด Count Down เตรียมตัวเที่ยวในฤดูหนาวแล้ว และเราคิดว่า “เชียงราย” นั้นเป็นอีกหนึ่ง Top Destination ช่วงปลายปีที่ดีงามเกินบรรยายและเพื่อนๆไม่ควรมองข้ามเลย ถ้าไม่เชื่อลองตามมาดูที่เที่ยว ที่พัก และร้านรวงในเชียงรายที่เราประทับใจกันดู พร้อมแล้ว #hop ไปด้วยกันเลย ผาหมี หมู่บ้านกลางหุบเขาและสายหมอกของชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่า ที่นี่ตั้งอยู่ตรงตะเข็บชายแดนไทย-พม่าพอดี ที่พักแถวนี้จะเป็นธุรกิจท้องถิ่นที่ดำเนินกิจการโดยชาวบ้าน ซึ่งมีราคาเริ่มต้นเพียงหลักร้อย แต่วิวนั้นสวยแบบประมาณค่าไม่ได้เลย หากต้องการเดินทางไปนอนค้างที่ผาหมีควรจองทั้งห้องพักและอาหารเย็นไว้แต่เนิ่นๆ ตอนที่เราไปไม่ได้วางแผนล่วงหน้ามากนักจึงหาที่พักค่อนข้างยาก โชคดีที่มาได้ห้องที่ “ม่านฟ้าโฮมสเตย์” นอกจากวิวที่สวยบาดใจแล้ว ที่นี่ยังมีบริการหมูกระทะสำหรับมื้อเย็นด้วย ถือว่าเป็นการได้กินหมูกระทะที่วิวสวยที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลยล่ะ Location: https://goo.gl/maps/vV15RLJok24KUV3N7 สวนคุณปู่ Life Museum ขับเลยจากหมู่บ้านผามีขึ้นมานิดหน่อยก็จะเจอคาเฟ่ที่วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งของไทย ลงรูปไปปุ๊บเพื่อนทักเข้ามาปั๊บว่าที่ไหน นอกจากวิวจะว้าวมากๆแล้ว กาแฟที่นี่ก็อร่อยไม่แพ้วิวเลย กาแฟร้อนๆตอนอากาศเย็นๆเป็นอะไรที่เติมเต็มชีวิตมากครับ ทางร้านเล่าให้ฟังว่าเค้าใช้เมล็ดที่ปลูกเอง และคั่วเองด้วย เรียกว่าประคบประหงมตั้งแต่ต้นน้ำกันเลยแหละ ถ้าไปถึงแล้วก็อย่าลืมเดินลงไปถ่ายรูปตรงสระน้ำสีฟ้าด้านล่างนะครับ ตรงนี้มีช่องเขาที่มองลงไปเห็นเมืองแม่สายด้านล่างพอดี Location: https://goo.gl/maps/CtrJmetJ1RiVhqmDA เวลาทำการ: เปิดทุกวัน 8:30–18:00 โทร: +66612678868 ผาฮี้ หมู่บ้านชาวเขาที่อยู่สูงขึ้นไปเกือบถึงดอยนางนอน แน่นอนว่าทิวทัศน์จากมุมสูงระดับนี้นั้นงดงามมาก ที่นี่เป็นอีกแหล่งปลูกกาแฟคุณภาพดีของเชียงรายจึงขึ้นชื่อเรื่องร้านกาแฟซึ่งมีให้เลือกชิมหลายร้าน โฮมสเตย์ก็มีให้เลือกพักเช่นกัน แนะนำให้จองล่วงหน้านะครับโดยเฉพาะหน้าหนาว ที่พักเต็มกันเร็วมาก เราสามารถขับรถมาผาฮี้ได้จากทั้งฝั่งแม่สายและจากฝั่งดอยตุงซึ่งหากมาจากดอยตุงก็จะได้โบนัสระหว่างทางคือวิวจากดอยช้างมูบที่มองเห็นเข้าไปทางฝั่งพม่าขอบอกว่าสวยจนลืมหายใจโดยเฉพาะช่วงตะวันใกล้ตกดิน Location: https://goo.gl/maps/w2y8SgdBAcn7oTHR9 ภูใจใส เมาน์เท่น รีสอร์ต บูทีครีสอร์ตที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร เพราะนอกจากที่พักกึ่ง Eco ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทั้งร้านอาหาร สระว่ายน้ำ และสปาแล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจให้เราเลือกเข้าร่วมอีกหลากหลายมาก ทั้งเชิงวัฒนธรรมเช่นการตักบาตรพระขี่ม้า หรือเชิงการเกษตรเช่นการเก็บผักสลัดสดมาปรุงอาหาร เป็นต้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหลบหลีกความวุ่นวายจากเมืองใหญ่ แต่ยังคงต้องการความสะดวกสบายและไลฟ์สไตล์ที่ดีต่อจิตใจ Location: https://goo.gl/maps/Ao3ALvpwW9yqH5m36 สำรองห้องพักได้ที่: https://www.phu-chaisai.com/en/ ราคาเริ่มต้น: 2,355.- ต่อคืน โทร: +6653910500 ไร่ชาฉุยฟง เนินสีเขียวลูกแล้วลูกเล่าที่ไร่ชาฉุยชงนั้นเรียงรายไปด้วยต้นชาที่ปลูกตามแนวเป็นระเบียบเรียบร้อย ไร่ชาแห่งนี้เปิดตัวขึ้นมาตั้งแต่ปี 2003 แต่ประวัติของแบรนด์ชาฉุยฟงนั้นย้อนกลับไปได้ถึงปี 1977 เลยทีเดียว นอกจากความสวยงามและความกว้างใหญ่ไพศาลของสถานที่ซึ่งแน่นอนว่ามีมุมให้ถ่ายรูปเยอะไปหมดแล้ว ที่นี่ยังมีคาเฟ่ชาและร้านอาหาร รวมไปถึงร้านขายผลิตภัณฑ์ชาให้เลือกซื้อติดมือกลับบ้านอีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/icaHudvVUToNes8z7 เวลาทำการ: เปิดทุกวัน 8:30–17:30 โทร: +6653771563 พิพิธภัณฑ์บ้านดำ ที่นี่เป็นสถานที่ที่อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติใช้เป็นพื้นที่แสดงตัวตนและ “ปล่อยของ” อย่างเต็มที่ บนที่ดินกว่า 100 ไร่นี้ประกอบไปด้วยอาคารบ้านเรือนไทยหลายหลังที่มีรูปทรงแปลกตาไม่ซ้ำกันเลยเพราะอาจารย์สร้างสรรค์ขึ้นมาเองทั้งหมด ภายในมีทั้งงานวาด งานปั้น และของสะสมของอาจารย์ ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความเป็นศิลปินอัจริยะที่เราไม่เคยรู้มาก่อน เรารู้สึกประทับใจกับความงามที่ดูขลังจนบางครั้งแอบไต่ระดับขึ้นไปเป็นความน่ากลัวเล็กๆ ที่นี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ Location: https://goo.gl/maps/2itzatTmeaCKUmxMA เวลาทำการ: เปิดทุกวัน 9:00–17:00 โทร: +6653776333 พะลัง ร้านน้ำผัก-ผลไม้สกัดเย็นออร์แกนิคที่เต็มเปี่ยมไปด้วย “พลัง” จริงๆ ดีหมดจดตั้งแต่แนวคิดที่อยากจะมอบพลังธรรมชาติให้กับลูกค้าในรูปแบบที่อร่อยและคงคุณค่าไว้ให้ได้มากที่สุด ไปจนถึงการส่งกากสับปะรดภูแลที่คั้นแล้วให้เป็นอาหารกับไส้เดือน หุ้นส่วนของร้านต่างก็มี Passion ในเรื่องเดียวกัน และหนึ่งในนั้นก็เคยเป็นผู้ป่วยมะเร็งปอดที่รักษาตัวเองจนหายด้วยน้ำผัก แหล่งวัตถุดิบของพะลังนั้นมาจากไร่ผัก Organic มาตรฐานส่งออกญี่ปุ่นบนภูชี้ฟ้าของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีมุมขายผลผลิตทางการเกษตรจากแหล่งอื่นๆโดยมี QR Code ให้โอนตรงไปยังชาวไร่ชาวสวน โดยทางร้านไม่หักค่านายหน้าใดๆเลย Location: https://goo.gl/maps/RF8TfLQguu5ZCVy58 เวลาทำการ: เปิดทุกวัน 9:00–17:00 โทร: +6653776333 Couple Cups คาเฟ่เรียบง่ายแต่ใส่ใจในคุณภาพจนเรารู้สึกได้ผ่านรสชาติกาแฟและเบเกอรี่ ร้านนี้อยู่ติดกันกับร้านพะลัง และ Couple Cups เองก็มีพลังความคราฟท์ในแบบฉบับของตัวเองเช่นกัน สายกาแฟนั้นคุยกับบาริสต้าได้เลย เพราะเค้ามีเมล็ดกาแฟให้เลือกหลายตัว รวมถึงการชงทั้งแบบ Espresso และ Drip ยิ่งหากทานคู่กับเบเกอรี่อบใหม่ๆของร้านในตอนเช้านั้นบอกได้คำเดียวว่าฟินครับ Location: https://goo.gl/maps/mtH7mHpuYbt36AZZ9 เวลาทำการ: วันธรรมดา 7:30–17:00 วันเสาร์อาทิตย์ 8:00–17:00 ปิดทุกวันอังคาร โทร: +66819203340 Boba On The Cloud ร้านชานมไข่มุกเล็กๆแต่แน่นด้วยคอนเส็ปต์สายไหมปุยเมฆแสนน่ารัก ตัวร้านมาในธีมมินิมอลดีไซน์สีขาว สวยเรียบโดดเด่นออกมาจากสภาพแวดล้อม Location: https://g.page/bobaonthecloud?share เวลาทำการ: พุธ-จันทร์ 9:00–18:00 ปิดทุกวันอังคาร โทร: +66812066892 Abonzo coffee แบรนด์ร้านกาแฟเท่ๆของชาวอาข่าจากดอยช้างแหล่งปลูกกาแฟที่สำคัญของเชียงราย มีสาขาในเมืองด้วยนะครับ และเร็วๆนี้ก็จะมีเพิ่มสาขาใหญ่อีก 1 สาขา คือ Abonzo Paradise คราวนี้มาพร้อมร้านอาหาร ที่พัก และวิวทิวเขาแบบพาโนราม่าไปเลย Abonzo เป็นผลงานของคุณภัทร เจ้าของหนุ่มชาวอาข่าผู้มีทั้งความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะข้อจำกัดนานัปการของชีวิตและความรักที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนชาวอาข่าให้ดีขึ้น Location: https://goo.gl/maps/pYy5v2iEYUTS6no89 เวลาทำการ: เปิดทุกวัน 8:00–18:00 ชีวิตธรรมดา คาเฟ่และร้านอาหารฟิวชั่นตกแต่งสไตล์ English Country ที่โด่งดังมานาน ณ ริมแม่น้ำกกเมืองเชียงราย แม้เวลาจะผ่านไปนับ 10 ปีแล้ว ชีวิตธรรมดาก็ยังคงเป็นหนึ่งในไฮไลท์สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเนี่ยมเยือนเมืองเชียงราย Location: https://g.page/ChivitThammada?share เวลาทำการ: เปิดให้บริการทุกวัน 9:00–21:00 โทร: +66812066892 โรงแรมสุขนิรันดร์ หนึ่งในบูทีคโฮเทลที่ดีที่สุดในตัวเมืองเชียงราย ทั้งในเรื่องความสวยงามของสถานที่ การบริการ และทำเลที่อยู่ใกล้กับหอนาฬิกาอันงดงามกลางเมือง จะเดินเที่ยวทางไหนก็สะดวก เพียงแค่ข้ามถนนก็จะพบกับร้านขายของกินขึ้นชื่อมากมาย โรงแรมสุขนิรันดร์นั้นรีโนเวทมาจากโรงแรมเก่าที่อยู่คู่เมืองเชียงรายมาเกือบ 60 ปีแล้ว แม้ลุคปัจจุบันจะดูทันสมัยเอี่ยมอ่อง แต่การออกแบบก็ยังคงเคารพกับความทรงจำในวันวาน Location: https://g.page/sooknirundhotel?share สำรองห้องพัก: +6653798788 ราคาเริ่มต้น: 2,520.- ต่อคืน ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.sooknirund.com/ ข้าวซอยบุษณีย์(เวียงชัย) เชียงรายมีร้านข้าวซอยชื่อดังหลายร้าน แต่ที่เราประทับใจต้องขอยกให้ข้าวซอยบุษนีย์ เรากินที่สาขาดั้งเดิมที่อ.เวียงชัย แต่ในตัวเมืองเชียงรายก็มีอีกสาขาเช่นกัน รสชาติของข้าวซอยบุษณีย์นั้นแตกต่างจากข้าวซอยเจ้าอื่นๆที่เราเคยกินมา น้ำซุปเข้มข้นจนต้องเบิ้ลกันรัวๆ Location: https://goo.gl/maps/w3sWSd8XCfsYyGci9 เวลาทำการ: เปิดให้บริการทุกวัน 9:00–15:00 โทร: +6653662214 สามเหลี่ยมทองคำ จุดนัดพบกันของ 3 ประเทศ ไทย-ลาว-พม่า ที่นี่คือ Attraction สุดคลาสสิคของจังหวัดเชียงรายมาตั้งแต่เราจำความได้ ฝั่งไทยนอกจากจุดถ่ายรูปชมวิวแล้วก็ยังมีร้านค้าชาวบ้านเรียงรายกันอยู่ และมีพระใหญ่ให้ไหว้ขอพรด้วย สำหรับฝั่งพม่าก็ยังเป็นธรรมชาติล้วนๆ แต่ฝั่งลาวนั้นสิ เต็มไปด้วยคาสิโนของนักลงทุนจีนจนได้สมญานามว่าเป็นมาเก๊าแห่งลุ่มน้ำโขง Location: https://goo.gl/maps/cX9RL5TMLVpV1Qo26 ดอยช้าง ภูเขาที่ตั้งชื่อจากรูปร่างที่เหมือนช้าง 2 เขือกแม่ลูก โดยเฉพาะเมื่อมองจากโรงเรียนบ้านดอยช้าง ด้วยความสูงที่ 1,800 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ทำให้อากาศบนดอยเย็นสบายตลอดปี (เฉลี่ยประมาณ 18 C) ปัจจุบันดอยช้างเป็นแหล่งปลูกกาแฟที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย สรุปสั้นๆคือ วิวสวย อากาศดี กาแฟอร่อย ดอยช้างจึงมีคาเฟ่เรียงรายให้ลิ้มลองกันหลายร้านเลยครับ ที่สำคัญเพียงชั่วโมงครึ่งจากตัวเมืองเชียงรายก็ถึงยอดดอยแล้ว ดอยช้างจึงนับเป็นอีกหนึ่งจุดสต็อปยอดนิยมของทริปเชียงราย Location: https://goo.gl/maps/Zf97XWEBVJFoNaah9 Alio Slow Bar & Farm ร้านกาแฟบนดอยช้างที่เน้นความเป็นธรรมชาติให้มาก ปรุงแต่งให้น้อย ง่ายๆเลยก็คือเหมือนได้มานั่งจิบกาแฟบนจุดสูงสุดของโลก วิวเทือกเขาสูงแบบพาโนราม่าตรงหน้ายังดูเตี้ยกว่าจุดที่เรานั่งอยู่เลย ที่นี่เป็นทั้งไร่ปลูกกาแฟ และสโลว์บาร์ เน้นกาแฟดริป แต่หากใครไฮคาเฟอีนไปแล้ว ก็มีโกโก้และชาเลือดมังกรสีแดงสดให้ลิ้มลองด้วยนะครับ Alio เหมาะสำหรับคนที่อยากนั่งปล่อยใจปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปกับสายหมอกที่อยู่ไกลออกไป Location: https://goo.gl/maps/KcZzHWeqXGTiWdG67 เวลาทำการ: เปิดให้บริการทุกวัน 8:00–17:00 โทร: +66643387719 The BC2 อีกหนึ่งคาเฟ่บนดอยช้างที่มีลูกค้าไม่เดินเข้าไม่ขาดสาย เพราะจุดขายคือวิวนอกหน้าต่างที่งดงามดั่งภาพวาด นอกจากกาแฟแล้วที่นี่ก็มีเครื่องดื่มอื่นๆรวมถึงอาหารอาข่าที่ทานง่ายๆไว้ให้บริการด้วย แต่หากใครยังเสพบรรยากาศไม่จุใจก็สามารถจองเต๊นท์พักได้เลย เค้าการันตีว่าเห็นหมอกทุกเช้าและเห็นพระอาทิตย์สีทองตกดินชัดๆทุกเย็น Location: https://goo.gl/maps/VPXng2ijjvK5mtYT8 เวลาทำการ: 9:00–18:00 โทร: +66811640466 จุดชมวิวเขื่อนแม่สรวย เมื่อก่อนตรงนี้อาจจะเคยเป็นจุดชมวิวลับๆ เพราะเป็นเพียงอ่างเก็บน้ำทางผ่านขาลงจากดอยช้าง แต่ด้วยความอลังการของธรรมชาติความลับนี้จึงเก็บไว้ไม่อยู่อีกต่อไป แค่เพียงแวะถ่ายรูปก็ฟินแล้ว แต่หากคุณมีเวลาอาจจะอยากเช่าแพชมเขื่อน ตกปลา แวะทานอาหาร หรือจะปักหลักพักค้างกางเต๊นท์กันเลยก็ได้ แต่ยังไงก็เช็คกันก่อนนะครับ ช่วงโควิดอาจมีการเปลี่ยนแปลง Location: https://goo.gl/maps/mzmFBVnmpdXdH5J69 เชียงแสน เมืองโบราณนับพันปีที่เคยรุ่งโรจน์อย่างมากในอดีตกาล บางตำราก็บอกว่ากษัตริย์เชียงแสนบางพระองค์เคยได้ต้อนรับพระพุทธเจ้าด้วย ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นจริงๆ เชียงแสนก็น่าจะอายุอย่างน้อยเกือบ 3000 ปีแล้ว แต่ที่แน่ๆที่นี่เป็นแหล่งรวมอารยธรรมที่ส่งต่อกันมาหลายยุคสมัย หากไม่ถูกกองทัพของรัชกาลที่ 1 เผาทำลายเพื่อไม่ให้ข้าศึกมากยึดเป็นฐานทัพ เชียงแสนก็คงโดดเด่นไม่แพ้ Florence หรือ Kyoto เลยทีเดียว วันนี้เชียงแสนเป็นเมืองริมโขงที่สงบ สุขุม และมีมนต์ขลังอย่างมาก เราเองก็ตกหลุมรักเชียงแสนตั้งแต่แรกพบเลยล่ะ Location: https://goo.gl/maps/9GTCzq4a11s91BYm8 Athita The Hidden Court บูทีคโฮเทลที่ทรงเสน่ห์เหลือเกิน ทั้งการดีไซน์สถานที่และพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ไปจนถึงการบริการ กิจกรรมโลคอลดีๆสำหรับแขกผู้มาเยือน และที่สำคัญคืออาหารอร่อยมาก นี่คือหนึ่งในโรงแรมที่เราประทับใจที่สุดจากหลายๆทริปที่เราเคยไปเที่ยวมาเลย เพราะ Athita เป็นจุดกลมกล่อมพอดีระหว่างความมืออาชีพในงานโรงแรม ความเป็นกันเองที่จริงใจของพนักงาน และความสงบและสง่าของทำเลที่ตั้ง ลืมบอกไปว่า Athita มีห้องพักเพียง 9 ห้องเท่านั้น การบริการก็เลยใกล้ชิดและ Exclusive สุดๆไปเลย Location: https://g.page/AthitaHotel?share ราคาเริ่มต้น: 3,600.- ต่อคืน สำรองห้องพัก: http://www.athitahotel.com/ โทร: +66634269464 วงเวียนหอนาฬกาเชียงราย เรียกว่าเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองก็ว่าได้ นอกจากจะโดดเด่นไปด้วยหอนาฬิกาสีทองที่งดงามเป็นเอกลักษณ์มากๆแล้ว ถนนบรรพปราการเส้นหลักที่ทอดผ่านวงเวียนก็ยังเป็นที่ตั้งของร้านรวงที่น่าสนใจหลายร้าน โดยเฉพาะร้านอาหารและของฝากอร่อยๆประจำเมือง และจุดนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะมากในการเดินสำรวจเสน่ห์ของเมืองเชียงรายที่ซุกซ่อนอยู่ตามหัวถนนต่างๆ Location: https://goo.gl/maps/oNC7NYGNeP2T8xU78 ARABIA COFFEE STORE อีกหนึ่งร้านกาแฟประจำเชียงรายที่ไม่แวะก็ไม่ได้ ตัวร้านตั้งอยู่นอกเมืองไปประมาณ 10 นาที เป็นทางผ่านไปไร่สิงห์ปาร์ค และดอยช้างพอดี Arabia จริงจังเรื่องกาแฟมาก เพราะมีไร่ปลูกกาแฟเป็นของตัวเองที่ปางขอน และมีอีกสาขาอยู่ที่มีนบุรี กทม.ด้วย ใครไม่ดื่มกาแฟ โกโก้ ชาเขียวก็มีให้บริการเช่นกัน บรรยากาศของร้านดูโฮมมี่ ดิบๆ เท่ๆ แต่ที่ประทับใจที่สุดก็คือความพิถึพิถันในการดริปกาแฟ จนรสชาติออกมาดีมากๆ Location: https://g.page/arabia-coffee-store?share เวลาทำการ: เปิดให้บริการทุกวัน 07.00-17.00 น. โทร: +66952626445 ดอยผาตั้ง หนึ่งในยอดดอยสูงของเทือกเขาหลวงพระบางที่กั้นระหว่างไทยและลาวแห่งนี้มีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1.8 กิโลเมตร ขึ้นชื่อในเรื่องวิวทะเลหมอกยามเช้าที่ปกคลุมขุนเขาและแม่น้ำโขง และยังสามารถเห็นยอดภูชี้ฟ้าที่อยู่ไกลออกไปกว่า 25 กิโลเมตรได้อย่างชัดเจน จุดถ่ายรูปยอดนิยมใกล้ยอดดอยก็คือ ‘ช่องเขาขาด’ ซึ่งเป็นช่องหินธรรมชาติที่สามารถมองทะลุเห็นแม่น้ำโขงและฝั่งลาวได้ ที่นี่เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวจีนฮ่อ ม้ง และเย้า ดังนั้นผลิตผลท้องถิ่นและเมนูยอดนิยมอย่างขาหมู หมั่นโถวก็มีบริการกันหลายร้านเลย หากมาในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม ก็จะได้เห็นดอกนางพญาเสือโคร่งสีชมพู และดอกเสี้ยวสีขาวบานสะพรั่งอีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/iUpMmabM4cpacPPP6 ร้านน้ำเงี้ยวป้าสุข ร้านน้ำเงี้ยวเก่าแก่คู่เมืองเชียงรายมากว่า 50 ปี จากป้าสุข ส่งไม้ต่อให้กับป้าตุ๋ยรุ่นลูก ถามชาวโลคอลเชียงรายคนไหนก็ Recommend จนเราต้องพยายามไปให้ได้ (ไปครั้งแรกแล้วร้านปิดพอดี) เอาเป็นว่าพอได้กินก็เราซ้ำกันคนละสองถ้วยเลยยย Location: https://goo.gl/maps/8tA7LDEaU1DPJFYu8 www.hoparound.co #LetsHoparound

  • Tokyo เที่ยวกี่รอบก็ไม่เบื่อ อัพเดทที่เที่ยวโตเกียวล่าสุด

    #Tokyo เที่ยวกี่รอบก็ไม่เบื่อ นอกจากจะเป็นหนึ่งในเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในโลกแล้ว โตเกียวยังครบรสและพร้อมเสิร์ฟให้กับทุกความต้องการ แต่ละย่านนั้นมีคาแรคเตอร์ที่หลากหลาย พุ่งพล่านไปด้วยเอเนอร์จี้ความเก๋ เท่ สนุก แปลกใหม่ให้สัมผัสในทุกๆครั้งที่ได้ไป จะซ้ำกี่รอบก็ยินดี ที่สำคัญอาหารอร่อยล้ำถูกปากไม่ว่าจะเป็นร้านเก่าแก่ดั้งเดิม หรือร้านใหม่ไวรัลว่อนเน็ต ในปี 2025 นี้ เราจะพาเพื่อนๆไปนอนโรงแรมในเครือ #Hyatt ใน 2 โลเคชั่นสุดปัง จากนั้นก็เดินวินโดว์ช็อปปิ้งอัพเดทร้านเก๋ในย่านต่างๆ พาชมมิวเซี่ยมสุดครีเอทีฟ แล้วก็แวะไปแลนด์มาร์คลักชูรีแห่งใหม่ในย่าน Azabudai Hills แถมวิว Tokyo Tower สุดคลาสสิคจากหลายๆมุมด้วย ที่สำคัญคือกิน! รอบนี้เราได้ลองหลายร้านเลย เช่น Brunch ที่นำเอาวัตถุดิบญี่ปุ่นมาตีความใหม่ในแบบตะวักตกที่ร้าน PATH ราเมงเป็ดจากร้าน Ramen Ginza Onodera ย่าน Omotesando อีกหนึ่งผลงานจากเชฟ Terada เจ้าของมิชลิน 4 ปีซ้อน แพนเค้กแสนอร่อยที่ร้าน Butter ในย่าน Marunouchi ร้านเนยพรีเมี่ยมจากเมือง Bie บนเกาะ Hokkaido ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ที่ญี่ปุ่น รวมไปถึง Gin กลิ่นแกงเขียวหวานที่ Tokyo Riverside Distillery ย่าน Kuramae อ้อ! แล้วก็มีข้าวหน้าหอยลาย Fukagawa Don อาหารโลคอลโบราณตั้งแต่สมัยเอโดะที่เราประทับใจมากๆด้วย นี่แค่ตัวอย่างนะครับ ยังมีทั้งปิ้งย่าง ชาบู คัตสึด้งและคาเฟ่เจ๋งๆอีกเยอะเลย ยังไงก็ Hop ไปเที่ยวโตเกียวด้วยกันนะคร้าบบบบ #ญี่ปุ่น #โตเกียว #รวมที่เที่ยวโตเกียว #รีวิวโตเกียว #รีวิวญี่ปุ่น #เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง  ติดต่องาน: info.hoparound@gmail.com Collaborate with us: info.hoparound@gmail.com Website: www.hoparound.co Instagram: @ hoparound.co Facebook: @ hoparound.co TikTok: @ hoparound.co YouTube: @ hoparound.co Pinterest: @ hoparound.co โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท โตเกียว ณ Roppongi (Grand Hyatt Tokyo) ขึ้นชื่อว่า Hyatt ก็วางใจได้เลยเรื่องมาตรฐานทั้งคุณภาพห้องพัก การบริการ และโลเคชั่น และนี่ก็เหตุผลที่ทำให้เราเลือกพักที่นี่เป็นโรงแรมแรกเมื่อมาโตเกียวในทริปนี้กันครับ จากโรงแรมเราสามารถเดินไปเสพศิลป์กันที่ The National Art Center และ 21_21 Design Sight ได้สบายๆ หรือจะเดินเล่น Roppongi Hills ก็เพลินมากครับ แต่เราชอบเดินเล่นใน Tokyo กันอยู่แล้วก็เลยเดินเล่นไปเรื่อยๆเลยครับ เมื่อยเมื่อไหร่ก็ค่อยหาที่นั่งพักไม่ก็ขึ้นรถไฟใต้ดินไปต่อ อาวุธลับของ Grand Hyatt อาจจะไม่ใช่ดีไซน์ที่ล้ำที่สุด หรือคอนเส็ปต์ที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร แต่มันคือความสบายใจ เหมือนเราได้มามีพื้นที่คุณภาพเล็กๆกลางเมืองใหญ่ที่วางใจได้เลยว่าเตียงนุ่มนอนสบาย ห้องกว้างไม่อึดอัด เป็นความหรูหราที่อบอุ่นปลอดภัย และที่สำคัญคืออาหารเช้าอร่อยแน่นอน หน้าตาอาหารเช้าที่ Grand Hyatt Tokyo ก็จะประมาณนี้ ของจริงละลานตามากนะครับ โดยเฉพาะไลน์บุฟเฟ่ต์ที่มีครบทั้งแบบญี่ปุ่น และแบบตะวันตก ตั้งแต่ของคาว โคลด์คัทส์ เบเกอรี่สดใหม่ ขนมหวาน น้ำผลไม้ ชากาแฟ นม โยเกิร์ตต่างๆและธัญญาพืช ซีเรียลใดๆ ถ้ายังไม่พอก็ยังมีแบบ A La Carte ให้สั่งเพิ่มได้อีก พื้นที่ท้องไม่มีวันพอเลยครับ สำรองห้องพัก: จองโรงแรม Grand Hyatt Tokyo ได้ที่นี่ เวลาเปิดปิด: 24 ชั่วโมง การเดินทาง: Roppongi Station สายสีเทา H Hibiya Line หรือ สายสีชมพู E Oedo Line ทางออก 1C Location: https://maps.app.goo.gl/MJf4euy9VkfTfiuc9 The National Art Center Tokyo ศูนย์ศิลปะแห่งชาติโตเกียว (The National Art Center, Tokyo - NACT)  เป็นหนึ่งในพื้นที่จัดแสดงศิลปะที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในย่านรปปงหงิ เดินจาก Grand Hyatt Tokyo 10 นาทีก็ถึงเลย ที่นี่แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะทั่วไปตรงที่ไม่มีคอลเลกชันถาวร แต่เป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน โดยนำเสนอศิลปะร่วมสมัยและศิลปะคลาสสิกจากทั้งศิลปินญี่ปุ่นและนานาชาติมาให้เพื่อนๆได้รับชมตลอดทั้งปีเลยครับ จุดเด่นของศูนย์ศิลปะแห่งชาติโตเกียวแห่งนี้ สถาปัตยกรรม:  ตัวอาคารออกแบบโดยคุณ คิโช คุโรคาวะ (Kisho Kurokawa)  โดดเด่นด้วยโครงสร้างกระจกขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างเป็นคลื่น นิทรรศการ:  จัดแสดงงานศิลปะหมุนเวียนหลากหลายประเภท รวมถึงนิทรรศการระดับนานาชาติ การร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์อื่น ๆ และการจัดแสดงของศิลปินอิสระ ห้องสมุดและสิ่งอำนวยความสะดวก:  มีห้องสมุดด้านศิลปะขนาดใหญ่ ร้านค้าของพิพิธภัณฑ์ และคาเฟ่ ทำเลที่ตั้ง:  ตั้งอยู่ในย่านรปปงหงิ ซึ่งเป็นศูนย์กลางศิลปะที่สำคัญของโตเกียว ใกล้กับพิพิธภัณฑ์อื่น ๆ เช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะโมริ (Mori Art Museum) เวลาเปิดปิด: เปิด 10:00-18:00 วันพุธ - วันจันทร์ ปิดวันอังคาร การเดินทาง: Roppongi Station สายสีเทา H Hibiya Line หรือ สายสีชมพู E Oedo Line ทางออก 1C Location: https://maps.app.goo.gl/29iEtdTLEBYnP7BT8 PATH คาเฟ่และบิสโทรสายฝอที่ต้องไปเช็คอินในโตเกียว! ไปสัมผัสประสบการณ์การกินดื่มที่ไม่เหมือนใครที่ "PATH" คาเฟ่และบิสโทรชื่อดังในโตเกียว ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงร้านกาแฟธรรมดา แต่คือจุดนัดพบของเหล่า foodie และคนรักดีไซน์ที่มองหาความอร่อยและบรรยากาศอันมีสไตล์ในย่าน Yoyogi Park สุดชิค ปกติต้องใช้เวลาต่อคิวรอนานหน่อยนะครับ แนะนำให้ไปก่อนเวลาซัก 1-2 ชั่วโมงเพื่อรับคิว แล้วไปเดินเล่นใกล้ๆที่อื่นก่อนระหว่างรอ แต่ถ้าเพื่อนๆโชคดี ไปเจอช่วงไม่มีคิวก็จัดได้เลยครับ สัมผัสความพิเศษที่นี่: อาหารเช้าและบรันช์ระดับเทพ:  PATH มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นพิเศษในเมนูอาหารเช้าและบรันช์ที่สร้างสรรค์และใช้วัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม โดยเฉพาะ "Dutch Pancake" ที่อบมาฟูนุ่ม เสิร์ฟพร้อมท็อปปิ้งทั้งคาวและหวาน เป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่ใครมาก็ต้องสั่ง นอกจากนี้ยังมีเมนูไข่ เบเกอรี่โฮมเมด และจานอร่อยอื่นๆ ที่จะทำให้การเริ่มต้นวันของคุณพิเศษยิ่งขึ้น เบเกอรี่อบสดใหม่หอมกรุ่น:  นอกจากเมนูอาหารแล้ว PATH ยังมีเบเกอรี่อบสดใหม่จากเตาทุกวัน ทั้งครัวซองต์ พาย และขนมปังต่างๆ ที่หอมกรุ่นชวนน้ำลายสอ เหมาะกับการทานคู่กับกาแฟแก้วโปรด กาแฟและเครื่องดื่มคุณภาพเยี่ยม:  ที่นี่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกเมล็ดกาแฟคุณภาพดี การชงที่ได้มาตรฐาน และเครื่องดื่มอื่นๆ ที่สร้างสรรค์ ช่วยเติมเต็มมื้ออร่อยของคุณให้สมบูรณ์แบบ บรรยากาศอบอุ่นแต่เปี่ยมด้วยรสนิยม:  การตกแต่งภายในของ PATH ผสมผสานความเรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่นเข้ากับความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว ด้วยการใช้ไม้และโทนสีอบอุ่น พร้อมแสงธรรมชาติที่ส่องเข้ามา ทำให้ร้านมีบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นกันเอง เหมาะกับการมานั่งชิลล์คนเดียว หรือพูดคุยกับเพื่อนฝูง พิกัดความอร่อยที่ต้องไป: ที่ตั้ง:  A―FLAT 〒151-0063 Tokyo, Shibuya, Tomigaya, 1 Chome−44−2 A-Flat, 1F การเดินทาง:  สามารถเดินทางมาได้สะดวกด้วยรถไฟใต้ดิน โดยสถานีที่ใกล้ที่สุดมักจะเป็น Yoyogi-Koen Station หรือ Yoyogi-Hachiman Station แล้วเดินต่ออีกเล็กน้อย เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 8:00–13:00, 18:00–22:00 ปิดทุกวันจันทร์ เคล็ดลับ:  ร้านนี้เป็นที่นิยมมาก โดยเฉพาะช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ อาจจะต้องเตรียมใจรอคิวนานสักหน่อย แต่รับรองว่าคุ้มค่ากับการรอคอยแน่นอนครับ Nephew คาเฟ่สุดชิคที่ซ่อนตัวในโตเกียว ชวนคุณมาจิบกาแฟสโลว์ไลฟ์อย่างมีสไตล์! Newphew กลายเป็นคาเฟ่โปรดร้านใหม่ของเราใน Tokyo เลยครับ นอกจากร้านจะเก๋อบอุ่น มีของ Merch น่ารักๆให้เลือกช้อปแล้ว เราประทับใจกับขนมและกาแฟมากครับ อร่อยถูกใจ ถ้าได้กลับมา Tokyo คราวหน้า ก็คงได้กลับมาแวะอีกแน่นอนเลยครับ สัมผัสความพิเศษที่นี่: บรรยากาศอบอุ่นเหมือนบ้าน:  Nephew โดดเด่นด้วยการตกแต่งที่เรียบง่ายแต่มีรายละเอียดชวนมอง เน้นการใช้สีน้ำเงินสดใสตัดกับความอบอุ่นของวัสดุไม้ เฟอร์นิเจอร์วินเทจ และแสงธรรมชาติ ทำให้คุณรู้สึกเหมือนได้มานั่งจิบกาแฟในบ้านของเพื่อนสนิทที่อบอุ่นและเป็นกันเอง กาแฟคั่วพิเศษรสละมุน:  เรารู้สึกได้ว่าที่นี่พิถีพิถันกับการเลือกเมล็ดกาแฟและการชงทุกแก้ว คุณจะได้ลิ้มรสกาแฟคุณภาพเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเอสเปรสโซ ลาเต้ หรือกาแฟดริปที่ชงอย่างตั้งใจ ให้รสชาติที่กลมกล่อมและหอมกรุ่น เหมาะกับการจิบไปพลางอ่านหนังสือหรือนั่งคิดอะไรเพลินๆ ขนมอบโฮมเมดคู่กาแฟ:  นอกจากกาแฟรสชาติดีเยี่ยมแล้ว Nephew ยังมีขนมอบโฮมเมดที่ทำสดใหม่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นคุกกี้ เค้ก หรือเบเกอรี่โฮมเมดอื่นๆ ที่เข้ากันได้ดีกับกาแฟของคุณ เราสั่งเค้กมันหวาน กับชีสเค้กมาลอง อร่อยมากๆทั้ง 2 ตัวเลยครับ มุมสงบสำหรับคนรักความสโลว์ไลฟ์:  Nephew ตั้งอยู่ในย่านที่ไม่พลุกพล่านนัก อย่าง Yoyogi Park หนึ่งในย่านโปรดของเรา ทำให้เป็นเหมือน "Hidden Gem" ที่เหมาะสำหรับคนที่อยากหลีกหนีความเร่งรีบ แล้วมาใช้เวลาอย่างมีคุณภาพ ไม่ว่าจะมาคนเดียวเพื่อทำงาน อ่านหนังสือ หรือมากับเพื่อนเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราว พิกัดแห่งความสุข: ที่ตั้ง:  1 Chome-7-2 Tomigaya, Shibuya, Tokyo 151-0063 ญี่ปุ่น การเดินทาง:  โดยทั่วไป สามารถเดินทางได้สะดวกด้วยรถไฟใต้ดิน โดยอาจจะต้องเดินต่ออีกเล็กน้อยเพื่อค้นพบเสน่ห์ของร้านที่ซ่อนตัวอยู่ เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 8:00–17:00, 19:00–0:00 Coffee Supreme สัมผัสสุนทรียะแห่งกาแฟจากนิวซีแลนด์ ใจกลางโตเกียว! นี่ก็อีกร้าน ที่มาโตเกียวทุกครั้ง ก็ต้องแวะมาซื้อกาแฟเค้าทุกครั้ง จริงๆไม่ว่าจะเจอร้านนี้ที่ไหน นิวซีแลนด์หรือออสเตรเลียก็แวะตลอดแหละ ;-) "Coffee Supreme" คาเฟ่และโรงคั่วกาแฟชื่อดังจากนิวซีแลนด์ ร้านกาแฟยืนหนึ่งในใจเรา ที่มาเปิดประสบการณ์ความอร่อยใจกลางโตเกียว นอกจากกาแฟที่นี่จะเข้มข้นหอมอร่อยมากๆแล้ว เรายังชอบในงานแบรนดิ้ง และสินค้า Merch ที่เค้าออกแบบมาได้น่าซื้อแทบทุกชิ้นเลยครับ ตั้งแต่เสื้อยืด แก้วมัค ถุงเท้า สบู่ กระป๋องใส่เมล็ดกาแฟ ไปจนถึงตัวเมล็ดกาแฟเอง ถ้าไม่ติดเรื่องน้ำหนักก็คงแบกกลับบ้านทุกอย่างไปเลย ฮ่าๆๆ สัมผัสความพิเศษที่นี่: กาแฟคุณภาพระดับโลกจากนิวซีแลนด์:  Coffee Supreme นำเสนอประสบการณ์กาแฟที่พิถีพิถันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยการคัดเลือกเมล็ดกาแฟคุณภาพเยี่ยมจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก และนำมาคั่วเองอย่างเชี่ยวชาญ ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้รับกาแฟรสชาติที่ยอดเยี่ยมและมีคาแร็กเตอร์เฉพาะตัวในทุกแก้ว เมนูกาแฟหลากหลายสไตล์:  ไม่ว่าคุณจะเป็นสาย Espresso ที่ชื่นชอบความเข้มข้น ลาเต้ที่นุ่มละมุน หรือกาแฟฟิลเตอร์ที่เผยกลิ่นหอมเฉพาะตัวของเมล็ดกาแฟ ที่นี่ก็มีตัวเลือกมากมายให้คุณได้ลิ้มลอง บาริสต้าที่นี่มีความรู้และพร้อมให้คำแนะนำ เพื่อให้คุณได้กาแฟที่ตรงใจที่สุด บรรยากาศเป็นกันเองและมีสไตล์:  สาขาในโตเกียวของ Coffee Supreme มักจะถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน โดยยังคงกลิ่นอายความอบอุ่นและเป็นกันเองในแบบนิวซีแลนด์เอาไว้ ด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์สีครีมและขาวสบายตา ตัดกับสีแดงที่ช่วยเพิ่มความมีชีวิตชีวา เปิดรับอากาศและแสงธรรมชาติ ที่สำคัญคือ Barista ที่ดูมีแพชชั่น ความรู้จริง และเฟรนด์ลี่มาก ทั้งหมดรวมเป็นเสน่ห์ที่ทำให้เราไม่สามารถมูฟออนไปได้เลย คอมมูนิตี้คนรักกาแฟ:  ที่นี่เป็นมากกว่าแค่ร้านกาแฟ แต่เป็นจุดนัดพบของคนรักกาแฟที่ชื่นชมในคุณภาพและเรื่องราวเบื้องหลังของเมล็ดกาแฟ คุณอาจได้พบปะพูดคุยกับบาริสต้าผู้หลงใหลในกาแฟ หรือ fellow coffee lovers ที่แบ่งปันความชอบเดียวกัน พิกัดความหอมกรุ่น: ที่ตั้ง:  ญี่ปุ่น 〒150-0047 Tokyo, Shibuya, Kamiyamacho, 42−3 1F การเดินทาง:  โดยทั่วไปสาขาของ Coffee Supreme มักจะตั้งอยู่ในระยะที่เดินได้จากสถานีรถไฟใต้ดินหรือรถไฟ เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 8:00–18:00 Lost and Found ขุมทรัพย์แห่งข้าวของเครื่องใช้ดีไซน์ดี ที่ตามหาจนเจอในโตเกียว ที่คัดสรรค์มาแล้วทุกชิ้น! เข้าสู่โลกแห่งสุนทรียะในการใช้ชีวิตประจำวัน ที่ "Lost and Found" ร้านขายเครื่องใช้ในบ้านสุดละเมียดละไมใจกลางโตเกียว ที่นี่คือดั่งขุมทรัพย์ที่ซ่อนตัวอยู่ รอให้ผู้ที่หลงใหลในงานออกแบบฟังก์ชันดีเยี่ยมและเรื่องราวเบื้องหลังได้มาค้นพบ สัมผัสความพิเศษที่นี่: ปรัชญาแห่ง "การใช้งานระยะยาว":  Lost and Found ไม่ใช่แค่ร้านขายของ แต่คือแนวคิดที่เชื่อมั่นในพลังของ "เครื่องมือ" ในชีวิตประจำวัน ที่ผลิตขึ้นมาอย่างดี มีคุณภาพ และสามารถใช้งานได้ยาวนาน ที่นี่คัดสรรสิ่งของที่ไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังต้องตอบโจทย์การใช้งานอย่างแท้จริง ผ่านกระบวนการออกแบบที่ใส่ใจและวัสดุชั้นดี คอลเลกชันที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน:  คุณจะได้พบกับข้าวของเครื่องใช้หลากหลายประเภทที่เน้นความเรียบง่าย แต่มีดีไซน์ที่โดดเด่นเหนือกาลเวลา ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ครัว เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร เซรามิก แก้ว ผ้า หรือของตกแต่งบ้านเล็กๆ น้อยๆ ทุกชิ้นล้วนถูกเลือกมาอย่างละเอียดอ่อน และบอกเล่าเรื่องราวของการสร้างสรรค์ งานฝีมือและดีไซน์จากทั่วโลก:  Lost and Found รวบรวมสินค้าจากช่างฝีมือและดีไซเนอร์จากทั่วญี่ปุ่นและทั่วโลก ที่มีวิสัยทัศน์คล้ายกันในการสร้างสรรค์สิ่งของที่ "อยู่กับคุณไปนานๆ" ไม่ใช่แค่ซื้อมาแล้วทิ้งไป ทำให้คุณได้สัมผัสถึงคุณค่าของงานฝีมือและนวัตกรรม บรรยากาศอบอุ่นและมีเรื่องราว:  ก้าวเข้ามาในร้าน คุณจะรู้สึกเหมือนได้เดินเข้าไปในบ้านที่เต็มไปด้วยของรักของหวง การจัดวางสินค้าที่ดูเป็นธรรมชาติ แสงไฟอันอบอุ่น และกลิ่นอายของไม้และวัสดุธรรมชาติ ทำให้การช้อปปิ้งที่นี่เป็นประสบการณ์ที่น่ารื่นรมย์และเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจในการยกระดับคุณภาพชีวิต พิกัดขุมทรัพย์แห่งดีไซน์: ที่ตั้ง:  Lost and Found 〒151-0063 Tokyo, Shibuya, Tomigaya, 1 Chome−15−12 鈴ビル 1 階 เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 11:00–19:00 ปิดวันอังคาร Tom Wood Tokyo ความเท่เหนือกาลเวลา สไตล์นอร์ดิกที่ สายมินิมอลต้องมี แบรนด์เครื่องประดับจิวเวอรี่ดีไซน์สวยเนี้ยบที่ตกเราได้สำเร็จมาตั้งแต่ทริปไปนอร์เวย์ บ้านเกิดของแบรนด์ มาโตเกียวคราวนี้ก็ต้องมาแวะซักหน่อย เพราะ Tom Wood มีหน้าร้านของตัวเองอยู่แค่ที่ 2 ประเทศนี้เท่านั้นครับ นอกจากนั้นก็จะเป็นการฝากขายกับร้านรวมแบรนด์เก๋ๆต่างๆ อย่างที่ไทยตอนนี้ก็มีบางรุ่นถูกนำมาขายอยู่ที่ One Bangkok Tom Wood เป็นแบรนด์จิวเวลรี่ที่ผสานความแม่นยำเข้ากับนวัตกรรมสุดล้ำ แบรนด์นี้เน้นงานสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้นด้วยความใส่ใจในงานฝีมืออันประณีต โดยใช้วัสดุและกระบวนการที่รับเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ชิ้นที่เราซื้อมาเขียนว่า Made in Thailand นะครับ แสดงว่าช่างฝีมือไทยนี่ก็ระดับโลกเหมือนกัน ก่อตั้งโดย Mona Jensen ในปี 2013 เธอเปิดตัวแบรนด์ด้วยคอลเลกชั่นจิวเวลรี่ขนาดเล็กที่ตีความจากแหวนตราประทับประวัติศาสตร์ในรูปแบบสมัยใหม่ ซึ่งประสบความสำเร็จในทันที หลังจากนั้นไม่นาน Morten Isachsen สามีของเธอได้เข้าร่วมบริษัท พิกัดความเท่: ที่อยู่: 3 Chome-14-20 Minamiaoyama, Minato City, Tokyo 107-0062 ญี่ปุ่น โทรศัพท์: +81 3-6447-5528 เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ 12:00–20:00, เสาร์-อาทิตย์ 11:00–20:00 Ramen Ginza Onodera HONTEN 麺 銀座おのでら本店 ร้านราเมงสุดอร่อยแห่งย่าน Omotesando สวรรค์ของคนรักราเมนสไตล์มิชลินในโตเกียว! เรารู้จักร้านนี้ผ่านการแนะนำของคนญี่ปุ่นที่ต่อคิวเข้าร้าน Homme Plissé ข้างหน้าเรา นี่คือร้านราเมนแห่งแรกจากเครือ Ginza Onodera ที่โด่งดังระดับมิชลินสตาร์ ตั้งอยู่ในย่านสุดชิคอย่าง Omotesando มอบนิยามใหม่ของราเมนแบบสบายๆ แต่เปี่ยมด้วยคุณภาพระดับพรีเมียม ความพิเศษของร้านนี้: ราเมนฟิวชั่นสไตล์ญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส:  ภายใต้การดูแลของเชฟ Keiichi Terada ผู้คร่ำหวอดในวงการอาหารฝรั่งเศสและได้รับมิชลินสตาร์ถึง 4 ปีซ้อน Ramen Ginza Onodera HONTEN ได้สร้างสรรค์ราเมนที่ไม่เหมือนใคร ผสมผสานรสชาติแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมเข้ากับเทคนิคและกลิ่นอายแบบฝรั่งเศสได้อย่างลงตัว เมนูแนะนำ "Supreme" Ramen (麺 銀座おのでら 至高~supreme~):  ชามนี้คือไฮไลต์ที่ห้ามพลาด! น้ำซุปโชยุใสเคี่ยวจากเป็ดย่างและผักหอมนานาชนิด เส้นราเมนสั่งทำพิเศษจากแป้งข้าวสาลี Hokkaido เพิ่มความหอมอร่อยด้วยท็อปปิ้งสุดพิเศษอย่างเกี๊ยวซ่ากลิ่นทรัฟเฟิล หมูชาชูเนื้อนุ่ม เป็ดย่าง เซเลอรี ต้นหอม หน่อไม้ ไข่ต้มยางมะตูม และเนยสมุนไพรโฮมเมด ทุกคำคือประสบการณ์ที่ยกระดับราเมนไปอีกขั้น บรรยากาศสบายๆ ใจกลางเมือง:  แม้จะมาจากเครือร้านอาหารระดับหรู แต่ Ramen Ginza Onodera HONTEN เน้นบรรยากาศที่เข้าถึงง่ายและเป็นกันเอง ให้คุณได้เพลิดเพลินกับราเมนเลิศรสในสไตล์สบายๆ เหมาะสำหรับการเติมพลังหลังช้อปปิ้งใน Omotesando พิกัดความอร่อย: ที่ตั้ง:  Pryme Cube Omotesando 1F, 3-5-40 Kita-Aoyama, Minato-ku, Tokyo การเดินทาง:  เดินเพียง 2 นาทีจาก Omotesando Station ทางออก A2 เวลาเปิด-ปิด: ทุกวัน: 11:00 - 21:30 น. (สั่งอาหารได้ถึง 21:00 น.) วันหยุด: อาจมีวันหยุดไม่แน่นอน (เช่น ช่วงปีใหม่) Note: ทางร้านไม่รับจองล่วงหน้า ตั้งอยู่ใน: PRYME CUBE 表参道 ที่อยู่: ญี่ปุ่น 〒107-0061 Tokyo, Minato City, Kita-Aoyama, 3 Chome−5−40 PRYME CUBE表参道 1階 โทรศัพท์: +81 3-6721-0910 เวลาทำการ: เปิดทุกวัน 11:00–21:30 A+S ARCHITECTURE AND SNEAKERS เตรียมตัว #กระโดดโลดเที่ยว ไปค้นพบสวรรค์แห่งใหม่สำหรับคนรักดีไซน์ สถาปัตยกรรม และสนีกเกอร์ ที่ "A+S ARCHITECTURE AND SNEAKERS" ในย่าน Kita-Aoyama ของโตเกียว ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านสนีกเกอร์ธรรมดา แต่คือพื้นที่ที่หลอมรวมความหลงใหลในสองสิ่งที่ดูเหมือนจะแตกต่างกันได้อย่างลงตัว! จุดเด่นของร้านนี้: คอนเซ็ปต์สโตร์สุดคูล:  A+S คือการรวมกันระหว่าง 'Architecture' และ 'Sneakers' อย่างแท้จริง ร้านนี้เกิดจากแนวคิดของคนญี่ปุ่นผู้หลงใหลในสนีกเกอร์และสถาปัตยกรรม ที่อยากจะสร้างสรรค์พื้นที่ซึ่งสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างสองสิ่งนี้ได้อย่างลึกซึ้ง คอลเลกชันสนีกเกอร์สุดคัดสรร:  ที่นี่คุณจะได้พบกับสนีกเกอร์รุ่นพิเศษจากแบรนด์ดังระดับโลกมากมาย โดยเฉพาะรุ่นที่สะท้อนถึงการออกแบบ นวัตกรรม และความงดงามทางสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะเป็น Adidas, Nike, New Balance หรือแบรนด์อื่นๆ ที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ มากกว่าแค่รองเท้า:  นอกจากสนีกเกอร์แล้ว A+S ยังนำเสนอสินค้าที่คัดสรรมาอย่างดีที่เชื่อมโยงกับสถาปัตยกรรมและการออกแบบ เช่น หนังสือ, นิตยสาร, โมเดล, หรือของตกแต่งที่สะท้อนสุนทรียะแห่งดีไซน์ ทำให้ทุกมุมของร้านเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ การออกแบบร้านที่โดดเด่น:  เราทึ่งที่พนักงานเปิดหนังสือ Interior Design ให้เราดู เพื่ออวดว่าประตูเข้าร้านเป็นประตูที่เอามาจากบ้านอเมริกันเก่าที่ได้รับการตีพิมพ์ลงในหนังสือเล่มนี้เลยนะ ด้านในตัวร้านเองก็เป็นผลงานสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ การจัดวางสินค้า แสงไฟ และวัสดุที่ใช้ ล้วนถูกคิดมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่แตกต่างและน่าประทับใจ เหมือนคุณกำลังเดินชมแกลเลอรีศิลปะที่ผสมผสานความเท่ของสตรีทแฟชั่น พิกัดความเท่: ที่ตั้ง: https://maps.app.goo.gl/29iEtdTLEBYnP7BT8 3-5-29 Kita Aoyama, Minato-Ku, Tokyo (หรือลองค้นหาจากชื่อร้านได้เลย) การเดินทาง:  ตั้งอยู่ในย่าน Kita-Aoyama ซึ่งสามารถเดินทางไปได้ง่ายจากสถานี Omotesando หรือ Gaiemmae ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านค้าและแกลเลอรีสุดชิค เวลาเปิด-ปิด: โดยปกติแล้ว ร้านค้าในย่านนี้มักจะเปิดประมาณ 11:00 น. ถึง 20:00 น. (แนะนำให้ตรวจสอบเวลาทำการล่าสุดจาก Google Maps หรือเว็บไซต์ทางการของร้านก่อนเดินทางไป) ถ้าชาว #Hopters คือผู้ที่ชื่นชอบความสวยงามในทุกรายละเอียด รักการออกแบบ และคลั่งไคล้ในสนีกเกอร์ดีไซน์ล้ำๆ "A+S ARCHITECTURE AND SNEAKERS" คือจุดหมายที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนโตเกียว! เตรียมตัวให้พร้อม แล้วไป #กระโดดโลดเที่ยว สู่โลกแห่งดีไซน์ที่น่าตื่นตาตื่นใจนี้กัน! Ginza Graphic Gallery (ggg) ปักหมุดแหล่งรวมงานกราฟิกดีไซน์ระดับโลกใจกลางกินซ่า! เข้าสู่โลกแห่งงานออกแบบกราฟิกอันล้ำสมัย ที่ "Ginza Graphic Gallery" หรือที่รู้จักกันในนาม "ggg" แกลเลอรีระดับโลกแห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางย่านกินซ่า แหล่งรวมความหรูหราและศิลปะของโตเกียว และเป็นดั่งโอเอซิสสำหรับผู้ที่หลงใหลในงานดีไซน์ทุกแขนง จุดเด่นของที่นี่: แหล่งรวมงานกราฟิกดีไซน์ชั้นนำ:  ggg ก่อตั้งขึ้นในปี 1986 โดย Dai Nippon Printing Co., Ltd. (DNP) ด้วยพันธกิจในการส่งเสริมและเผยแพร่วัฒนธรรมงานกราฟิกดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นงานจัดแสดงผลงานของนักออกแบบระดับตำนาน ไปจนถึงการเปิดพื้นที่ให้ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ได้ฉายแวว ที่นี่คือศูนย์รวมเทรนด์และแรงบันดาลใจด้านกราฟิกดีไซน์อย่างแท้จริง นิทรรศการหมุนเวียนคุณภาพเยี่ยม:  ggg โดดเด่นด้วยนิทรรศการที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันและมีการหมุนเวียนตลอดทั้งปี คุณจะได้พบกับผลงานจากดีไซเนอร์ระดับโลก ทั้งงานโปสเตอร์ ไทโปกราฟี บรรจุภัณฑ์ โฆษณา และงานออกแบบกราฟิกแขนงอื่นๆ ที่จะทำให้คุณทึ่งในความคิดสร้างสรรค์และฝีมืออันประณีต แรงบันดาลใจที่ไม่รู้จบ:  ไม่ว่าคุณจะเป็นนักออกแบบ ผู้สนใจงานศิลปะ หรือแค่มองหาสิ่งใหม่ๆ เพื่อเติมเต็มความคิดสร้างสรรค์ ggg คือสถานที่ที่คุณจะได้ซึมซับแรงบันดาลใจ ผ่านการจัดแสดงที่เน้นความเข้าใจในกระบวนการคิดและเบื้องหลังผลงาน ทำให้คุณได้มองเห็นคุณค่าของงานออกแบบในมุมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น บรรยากาศเรียบง่าย:  ตัวแกลเลอรีเองมีการออกแบบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เน้นการจัดแสดงผลงานได้อย่างเต็มที่ แสงไฟและการจัดวางที่เหมาะสมช่วยขับเน้นความงามของชิ้นงานให้โดดเด่นยิ่งขึ้น พิกัดความอาร์ต: ที่ตั้ง:  DNP Ginza Building 7F, 7-2-14 Ginza, Chuo-ku, Tokyo การเดินทาง:  ตั้งอยู่ใจกลางย่านกินซ่า ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน Ginza (หลายสาย) และ Higashi-Ginza การเดินทางสะดวกสบายมากๆ เวลาเปิด-ปิด: ปกติ: 11:00 - 19:00 น. (ปิดวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ รวมถึงช่วงวันหยุดยาวของญี่ปุ่น) แนะนำให้ตรวจสอบเวลาทำการและข้อมูลนิทรรศการปัจจุบันจากเว็บไซต์ทางการก่อนเดินทางไป ถ้าเพื่อนๆกำลังมองหาประสบการณ์ทางศิลปะที่ไม่เหมือนใคร และอยากอัปเดตเทรนด์งานออกแบบกราฟิกดีไซน์ระดับโลก Ginza Graphic Gallery คือจุดหมายที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนโตเกียว! เตรียมกล้องให้พร้อม แล้วไป #กระโดดโลดเที่ยว สู่โลกแห่งดีไซน์ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ ggg กันได้เลยและที่สำคัญที่นี่เข้าฟรีนะ! Dover Street Market Ginza สวรรค์ของคอแฟชั่นสุดล้ำสมัยใจกลางกินซ่า สำหรับสายแฟชั่นที่ไม่ต้องการตามใคร แต่ชอบสร้างสรรค์เทรนด์ด้วยตัวเอง ต้องปักหมุดมาที่ Dover Street Market Ginza (DSM Ginza) เลย ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านเสื้อผ้า แต่เป็นอาณาจักรแห่งความคิดสร้างสรรค์ ที่รวมเอาแบรนด์แฟชั่นลักชัวรี แบรนด์สตรีทแวร์ และงานศิลปะสุดล้ำมาไว้ด้วยกันอย่างลงตัวให้ฟีลลิ่งเหมือนกำลังเดินชมงานในพิพิธภัณฑ์เลยแหละ Dover Street Market Ginza คือศูนย์รวมแฟชั่นและไลฟ์สไตล์แบบมัลติแบรนด์ ที่สร้างสรรค์โดย Rei Kawakubo และ Adrian Joffe ผู้ก่อตั้ง Comme des Garçons แนวคิดหลักคือการนำเสนอประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ไม่เหมือนใคร โดยจัดวางสินค้าในลักษณะแกลเลอรีศิลปะ ให้ความรู้สึกเหมือนเดินชมพิพิธภัณฑ์แฟชั่น ที่แต่ละมุมมีเรื่องราวและแรงบันดาลใจซ่อนอยู่ Dover Street Market Ginza มีอะไรให้ค้นหาบ้าง? ภายใน Dover Street Market Ginza เพื่อนๆจะได้พบกับ แบรนด์ระดับโลก:  ตั้งแต่แบรนด์หรูอย่าง Louis Vuitton, Prada, Jil Sander ไปจนถึงแบรนด์สตรีทแวร์สุดฮิตอย่าง Supreme, Palace, Maison Margiela และแน่นอนว่ารวมถึงไลน์ต่างๆ ของ Comme des Garçons เองด้วย คอลเลกชันสุดพิเศษ:  Dover Street Market Ginza มักจะมีสินค้าลิมิเต็ดเอดิชั่น หรือคอลเลกชันพิเศษที่หาซื้อที่อื่นไม่ได้ ทำให้ที่นี่เป็นเหมือนขุมทรัพย์ของนักสะสม งานศิลปะและการจัดแสดง:  การจัดวางสินค้าเป็นเหมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่ง มีการจัดดิสเพลย์ที่แปลกใหม่ มีมุมสำหรับจัดแสดงงานศิลปะหมุนเวียน และบางครั้งก็มีการจัด installation art สุดอลังการ บรรยากาศที่ไม่ซ้ำใคร:  ตัวอาคารมีทั้งหมด 7 ชั้น แต่ละชั้นมีการตกแต่งที่แตกต่างกันไป ให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าสู่เขาวงกตแห่งแฟชั่น ที่ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ทำไมต้องมา Dover Street Market Ginza อัปเดตเทรนด์แฟชั่นล้ำสมัย:  ถ้าอยากรู้ว่าตอนนี้วงการแฟชั่นกำลังไปในทิศทางไหน ที่นี่คือคำตอบ แรงบันดาลใจไม่รู้จบ:  ไม่ว่าจะเป็นสายแฟชั่น นักออกแบบ หรือคนที่หลงใหลในศิลปะ ที่นี่จะจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้คุณได้อย่างแน่นอน ประสบการณ์การช้อปปิ้งที่แตกต่าง:  ลืมร้านค้าแบบเดิมๆ ไปได้เลย เพราะที่นี่คือการรวมกันของแฟชั่น ศิลปะ และไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง ถ่ายรูปสวยทุกมุม:  มุมไหนก็เก๋ มุมไหนก็ปัง สำหรับสายคอนเทนต์ บอกเลยว่าห้ามพลาด! วิธีการเดินทาง: Dover Street Market Ginza ตั้งอยู่ในย่านกินซ่า เดินทางสะดวกสบายด้วยรถไฟใต้ดิน สถานี Ginza (銀座駅):  สาย Ginza Line, Marunouchi Line, Hibiya Line (เดินประมาณ 5-7 นาที) สถานี Higashi-Ginza (東銀座駅):  สาย Hibiya Line, Toei Asakusa Line (เดินประมาณ 1-3 นาที) เวลาทำการ: เปิดทุกวัน:  11:00 น. - 20:00 น. ข้อแนะนำสำหรับชาว #Hopster: ใช้เวลาเดินสำรวจแต่ละชั้นให้เต็มที่ เพราะแต่ละมุมมีอะไรให้ค้นหาเยอะมาก ถ้ากำลังมองหาอะไรที่ไม่เหมือนใคร ลองมองหาสินค้าจากแบรนด์ Comme des Garçons หรือสินค้าคอลเลกชันพิเศษดูนะ ไปโตเกียวครั้งหน้า อย่าลืมแวะไปสำรวจ Dover Street Market Ginza แล้วมาบอกเล่าประสบการณ์ให้ฟังบ้างนะ BUTTER Hoboku Rakunoujou สวรรค์แห่งเนยสดและแพนเค้กเนื้อนุ่มที่คิวยาวเป็นชั่วโมง ใครเป็นสายของหวานโดยเฉพาะแพนเค้ก ต้องมาปักหมุดที่ร้าน BUTTER Hoboku Rakunoujou  (バター放牧酪農場) เลยแหละ ร้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องเนยที่มาจากเมือง Biei บนเกาะ Hokkaido และแพนเค้กแบบคลาสสิคที่เนื้อนุ่มหอมเนยนมเต็มคำ บอกเลยว่าแค่ได้กลิ่นก็ฟินแล้ว ร้านนี้เค้าเสิร์ฟแพนเค้กมาพร้อมกับเนยสดเต็มแท่ง! ถ้ากินไม่หมดก็เอากลับบ้านได้ด้วยครับ ทำไม BUTTER Hoboku Rakunoujou ถึงพิเศษแล้วคุ้มไหมที่จะต่อคิวเป็นชั่วโมง? หัวใจสำคัญที่ทำให้แพนเค้กร้านนี้โดดเด่นคือ วัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม  นั่นเอง ชื่อร้านก็บอกอยู่แล้วว่า "Hoboku Rakunoujou" ซึ่งหมายถึง "ฟาร์มปศุสัตว์เลี้ยงแบบปล่อย" ทางร้านให้ความสำคัญกับการคัดสรรเนยและนมที่มาจากวัวที่เลี้ยงแบบธรรมชาติ ทำให้ได้รสชาติที่เข้มข้น หอมมัน และเป็นเอกลักษณ์ แพนเค้กเนื้อนุ่ม:  แพนเค้กของที่นี่จะทำใหม่ทุกออเดอร์ ทำให้ได้ความสดใหม่ เนื้อสัมผัสเบา นุ่มเด้ง ละลายในปาก หอมเนยและนม:  ด้วยวัตถุดิบคุณภาพดี ทำให้แพนเค้กมีกลิ่นหอมของเนยแท้และนมสดแบบธรรมชาติ ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ ที่มากเกินไป เมนูหลากหลาย:  นอกจากแพนเค้กคลาสสิกแล้ว ทางร้านยังมีเมนูขนมหวานอื่นๆที่อร่อยไม่แพ้กัน พร้อมท็อปปิ้งและซอสให้เลือกหลากหลาย ทั้งผลไม้ตามฤดูกาล ครีมสด ไอศกรีม บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง:  ร้านตกแต่งในโทนอบอุ่น สบายๆ เหมาะกับการมานั่งพักผ่อน จิบชา กาแฟ และเอร็ดอร่อยกับแพนเค้กแสนอร่อย เมนูที่ไม่ควรพลาด! ถ้ามาครั้งแรก แนะนำให้ลองเมนูซิกเนเจอร์อย่าง Pancakes with butter  เสิร์ฟมาแบบง่ายๆ พร้อมเนยแท้และเมเปิ้ลไซรัป เพื่อให้เพื่อนๆได้สัมผัสรสชาติและความนุ่มฟูของแพนเค้กได้อย่างเต็มที่ หรือถ้าชอบผลไม้ ลองดูเมนูที่มีผลไม้ตามฤดูกาล รับรองว่าสดชื่นเข้ากันสุดๆ ที่ตั้งและการเดินทาง: BUTTER Hoboku Rakunoujou ตั้งอยู่ที่ชั้น B1 อาคาร Marunouchi Building ในย่าน Marunouchi ครับ เวลาทำการ: โดยทั่วไปจะเปิดประมาณ 11:00 น. - 19:00 น. ข้อแนะนำสำหรับ Hopster: ไปช่วงที่ไม่ใช่เวลาพีค:  ร้านนี้ค่อนข้างดัง อาจจะต้องรอคิวนานหน่อย โดยเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์หรือวันหยุด ลองไปช่วงบ่ายแก่ๆ หรือช่วงเย็นๆ หลังมื้ออาหารเย็นน่าจะคนน้อยลง สั่งเครื่องดื่มคู่กัน:  แพนเค้กนุ่มๆ คู่กับชาหรือกาแฟร้อนๆ ยิ่งช่วยเพิ่มอรรถรสในการทาน ใครมีแพลนไปโตเกียวครั้งหน้า อย่าลืมใส่ชื่อ BUTTER Hoboku Rakunoujou ไว้ในลิสต์ร้านที่ต้องไปเช็คอินนะรับรองว่าจะได้ประสบการณ์ความอร่อยที่ฟินจนลืมไม่ลงเลยล่ะ! Niigata Katsudon Tarekatsu Hibiya คัตสึด้งในตำนานจากนิกาตะที่ต้องลอง สำหรับใครที่ชอบข้าวหน้าหมูทอดทงคัตสึ (Tonkatsu) แต่เบื่อแบบไข่เยิ้มๆ ที่คุ้นเคย ลองเปลี่ยนมาสัมผัสรสชาติคัตสึด้งราดซอสเค็มๆหวานๆสไตล์นิกาตะแท้ๆ ที่ร้าน Niigata Katsudon Tarekatsu Hibiya  สิ บอกเลยว่าฟินไปอีกแบบ ไม่เหมือนที่ไหนแน่นอน คัตสึด้งสไตล์นิกาตะคืออะไร? แตกต่างจากคัตสึด้งทั่วไปตรงที่ "Tarekatsu" (ทาเระคัตสึ)  ซึ่งหมายถึง "คัตสึที่ราดซอส" นั่นเอง ที่นี่จะไม่มีการตอกไข่ลงไปบนข้าวแบบที่เราเห็นบ่อยๆ แต่จะเป็นหมูทอดทงคัตสึที่ทอดจนเหลืองทอง กรอบนอกนุ่มใน แล้วนำไปจุ่มในซอสโชยุสูตรพิเศษของทางร้านที่ออกรสหวานเค็มกลมกล่อม จากนั้นนำมาวางโปะบนข้าวสวยญี่ปุ่นร้อนๆ เสิร์ฟมาแบบง่ายๆ แต่รสชาติเด็ดดวงเกินบรรยาย ทำไมต้องมา Niigata Katsudon Tarekatsu Hibiya? รสชาติแบบต้นตำรับ:  ที่นี่คือหนึ่งในร้านที่สืบทอดรสชาติคัตสึด้งทาเระคัตสึแบบฉบับจังหวัดนิกาตะแท้ๆ ที่ขึ้นชื่อเรื่องนี้ ซอสสูตรเด็ด:  ซอสโชยุใสๆ ที่เคลือบหมูทอดนั้นคือหัวใจสำคัญ! เป็นสูตรลับเฉพาะของทางร้านที่ปรุงรสมาอย่างลงตัว ทำให้เนื้อหมูชุ่มฉ่ำ ไม่แห้ง และมีรสชาติซึมซับเข้าเนื้อ หมูทอดคุณภาพดี:  หมูทอดของที่นี่จะถูกทอดอย่างพิถีพิถัน ให้ได้ความกรอบนอกนุ่มใน ไม่อมน้ำมัน และยังคงความชุ่มฉ่ำของเนื้อหมูไว้ได้อย่างดีเยี่ยม เมนูหลากหลาย:  นอกจากคัตสึด้งหมูสันใน (Hire Katsu) แล้ว ยังมีคัตสึแบบอื่นๆ ให้เลือกด้วย เช่น คัตสึไก่บด (Chicken Minced Katsu) ที่เนื้อนุ่มละมุนลิ้น หรือใครอยากลองแบบรวมมิตรก็มี! เมนูที่ไม่ควรพลาด! แน่นอนว่าต้องลอง "Katsudon" (คัตสึด้ง)  แบบดั้งเดิมที่เสิร์ฟพร้อมหมูสันในทอดชิ้นพอดีคำราดซอสฉ่ำๆ หรือถ้าอยากลองอะไรที่แตกต่างออกไป แนะนำ "Niku Aji Mix Katsudon" (เนื้ออายิมิกซ์คัตสึด้ง)  ที่คุณจะได้ลิ้มรสคัตสึหลายชนิดในชามเดียว รับรองว่าอร่อยทุกคำ บรรยากาศร้าน: ร้านตกแต่งแบบเรียบง่าย สบายๆ สไตล์ร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป เน้นความสะอาดและเป็นระเบียบ เหมาะกับการมาทานอาหารมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นแบบด่วนๆ แต่ได้ความอร่อยเต็มอิ่ม ที่ตั้งและการเดินทาง: Niigata Katsudon Tarekatsu สาขา Hibiya ตั้งอยู่ในย่าน Hibiya ซึ่งเป็นย่านธุรกิจและแหล่งรวมโรงละคร โรงภาพยนตร์ และร้านอาหาร สถานี Hibiya (日比谷駅):  สาย Chiyoda Line, Hibiya Line, Mita Line (เดินไม่ไกลจากสถานี) สถานี Yurakucho (有楽町駅):  สาย JR Yamanote Line, Yurakucho Line (เดินประมาณ 5-7 นาที) เวลาทำการ: โดยทั่วไปจะเปิดช่วงมื้อกลางวันและมื้อเย็น (แนะนำให้เช็คเวลาทำการของสาขาที่ต้องการไปอีกครั้ง เนื่องจากอาจมีการเปลี่ยนแปลง) ไปโตเกียวครั้งหน้า อย่าลืมแวะไปลิ้มลองความอร่อยของคัตสึด้งทาเระคัตสึที่ Niigata Katsudon Tarekatsu Hibiya กันนะ แล้วจะรู้ว่าข้าวหน้าหมูทอดแบบนี้ก็อร่อยจนหยุดไม่ได้จริงๆ Hyatt Centric Ginza Tokyo พิกัดที่พักสุดชิคใจกลางกินซ่าที่สายแฟชั่นต้องเลิฟ ถ้าการมาโตเกียวของคุณคือการช้อปปิ้ง กินของอร่อย และดื่มด่ำกับบรรยากาศสุดหรูของย่านกินซ่าล่ะก็ Hyatt Centric Ginza Tokyo  คือคำตอบที่ใช่ที่สุด โรงแรมนี้ไม่ได้เป็นแค่ที่พัก แต่เป็นเหมือนส่วนหนึ่งของการเดินทาง ที่จะพาคุณไปสัมผัสเสน่ห์ของกินซ่าได้อย่างเต็มที่ Hyatt Centric Ginza Tokyo เหมาะกับใคร? สายแฟชั่นและช้อปปิ้งตัวจริง:  โรงแรมอยู่ใจกลางกินซ่า แค่เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงร้านแบรนด์เนม รายล้อมไปด้วยร้าน Rolex, Louis Vuitton, Loewe และห้างสรรพสินค้า และร้านค้าแฟชั่นสุดฮิตมากมาย คนรักความสะดวกสบาย:  การเดินทางสะดวกสบายสุดๆ ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินหลายสาย นักเดินทางที่ชอบดีไซน์:  การตกแต่งของโรงแรมมีสไตล์ โดดเด่นด้วยกลิ่นอายศิลปะและแฟชั่นที่ไม่เหมือนใคร ผู้ที่มองหาประสบการณ์ที่แตกต่าง:  โรงแรมในเครือ Hyatt Centric มักจะเน้นการเชื่อมโยงผู้เข้าพักเข้ากับบรรยากาศของท้องถิ่น และที่นี่ก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม ห้องพัก สบาย สวย เก๋ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ห้องพักที่ Hyatt Centric Ginza ออกแบบมาได้อย่างลงตัว ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายของกินซ่าได้อย่างมีเอกลักษณ์: ดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากกินซ่า:  การตกแต่งมีการนำองค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับย่านกินซ่ามาใช้ เช่น ลวดลายของป้ายโฆษณา วัสดุที่สื่อถึงความหรูหรา และงานศิลปะที่บอกเล่าเรื่องราวของย่าน สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน:  เตียงนอนนุ่มสบาย ห้องน้ำกว้างขวางพร้อมอ่างอาบน้ำในหลายห้อง และสิ่งอำนวยความสะดวกมาตรฐานโรงแรมห้าดาวครบครัน ทั้งทีวีจอใหญ่, มินิบาร์, Wi-Fi ฟรี วิวเมืองสวยๆ:  บางห้องสามารถมองเห็นวิวถนนกินซ่าที่เต็มไปด้วยสีสัน โดยเฉพาะตอนกลางคืนจะสวยงามเป็นพิเศษ สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการเด่นๆ: NAMIKI667 (ร้านอาหารและบาร์):  เป็นทั้งห้องอาหารเช้า ร้านอาหารกลางวัน-เย็น และบาร์สุดชิคที่เหมาะกับการมานั่งจิบเครื่องดื่มหลังช้อปปิ้งเสร็จ อาหารเช้าที่นี่ก็มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งแบบญี่ปุ่นและนานาชาติ วัตถุดิบคุณภาพดี ฟิตเนสเซ็นเตอร์:  สำหรับคนรักสุขภาพ ที่นี่มีห้องฟิตเนสที่ทันสมัย ให้คุณออกกำลังกายได้แม้จะอยู่ในช่วงเดินทาง พนักงานบริการดีเยี่ยม:  ตามมาตรฐานโรงแรมญี่ปุ่น พนักงานทุกคนมีความสุภาพ ให้บริการด้วยใจ พร้อมช่วยเหลือและให้คำแนะนำต่างๆ พิกัดสุดปังกลางกินซ่า: โลเคชั่นของ Hyatt Centric Ginza Tokyo คือหนึ่งในจุดแข็งที่สุด: ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง:  เดินไม่กี่ก้าวก็ถึง Ginza Six, Mitsukoshi, Wako Department Store, Barneys New York, Dover Street Market Ginza และร้านค้าแฟชั่นแบรนด์ดังอีกนับไม่ถ้วน ใกล้แหล่งท่องเที่ยว:  สามารถเดินไปยังโรงละคร Kabuki-za Theatre หรือสวนสาธารณะ Hibiya Park ได้อย่างง่ายดาย การเดินทางสะดวก: สถานี Ginza (銀座駅):  สาย Ginza Line, Marunouchi Line, Hibiya Line (เดินประมาณ 1-3 นาที) สถานี Higashi-Ginza (東銀座駅):  สาย Hibiya Line, Toei Asakusa Line (เดินประมาณ 3-5 นาที) สถานี Yurakucho (有楽町駅):  สาย JR Yamanote Line (เดินประมาณ 5-7 นาที) สรุปความประทับใจ: Hyatt Centric Ginza Tokyo เป็นโรงแรมที่ตอบโจทย์นักเดินทางที่ต้องการความหรูหรา สะดวกสบาย และสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนที่มีสไตล์ใจกลางมหานครโตเกียวได้อย่างแท้จริง ถ้าเพื่อนๆ กำลังมองหาที่พักที่อยู่ใกล้แหล่งช้อปปิ้งและร้านอาหารอร่อยๆ พร้อมด้วยดีไซน์ที่เก๋ไก๋และบริการที่ยอดเยี่ยม ที่นี่คือตัวเลือกที่ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน! ART AQUARIUM MUSEUM GINZA TOKYO สวรรค์ใต้บาดาลที่ผสานศิลปะและปลาทองได้อย่างงดงาม! เคยคิดไหมว่า "ปลาทอง" สัตว์เลี้ยงตัวน้อยที่เราคุ้นเคย จะสามารถกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะที่น่าตื่นตาตื่นใจได้? ที่ ART AQUARIUM MUSEUM TOKYO  จะทำให้เพื่อนๆ ต้องทึ่งกับความงามที่เหนือความคาดหมายของปลาทองในรูปแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ที่นี่ไม่ใช่แค่อควาเรียมปลาทองธรรมดาๆ แต่เป็นการจัดแสดงที่ผสานศิลปะ แสง สี เสียง และการออกแบบได้อย่างลงตัว จนคุณจะรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในโลกใต้น้ำที่น่าอัศจรรย์ ART AQUARIUM MUSEUM GINZA TOKYO โชว์งานอะไร? นี่คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะปลาทองแห่งแรกของโลก ที่รวบรวมปลาทองหลากหลายสายพันธุ์มาจัดแสดงในรูปแบบที่ไม่ใช่แค่ตู้ปลาทั่วไป แต่เป็นประติมากรรมตู้ปลาที่มีรูปร่างแปลกตา แสงไฟที่สาดส่องอย่างมีศิลปะ เพลงประกอบที่ไพเราะ และการจัดวางที่เหมือนงานศิลปะจัดวาง (Installation Art) ทำให้ปลาทองแต่ละตัวดูโดดเด่นและมีชีวิตชีวามากขึ้น ไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด! Oiran Dooku (โออิรัน โดคุ):  นี่คือโซนไฮไลท์ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของที่นี่เลยค่ะ กับแท้งค์ทรงโคมไฟยักษ์หลายสิบอันที่ภายในมีปลาทองแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางแสงสีที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังชมโคมไฟระยิบระยับในงานเทศกาลโบราณของญี่ปุ่น สวยงามจนต้องหยุดมองนานๆ Kimono Reflium (กิโมโน เรฟเลียม):  แทงก์ขนาดใหญ่ที่ออกแบบให้มีลวดลายคล้ายกิโมโน โดยมีปลาทองพันธุ์หายากแหวกว่ายอยู่ภายใน ราวกับกำลังชมภาพวาดเคลื่อนไหวที่มีชีวิต Forest of Goldfish (ป่าปลาทอง):  แทงก์ทรงสูงขนาดต่างๆ ที่จัดวางเรียงรายกันเหมือนต้นไม้ในป่า ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินสำรวจป่าใต้น้ำที่มีปลาทองเป็นผีเสื้อกลางน้ำ The Golden Emperor (จักรพรรดิสีทอง):  แทงก์ทรงกลมขนาดยักษ์ที่ภายในมีปลาทองตัวใหญ่สีทองอร่ามว่ายวนอยู่ เป็นอีกหนึ่งจุดที่สวยงามและน่าประทับใจ การจัดแสดงตามฤดูกาล:  ที่นี่ยังมีการจัดแสดงพิเศษตามฤดูกาลหรือเทศกาลต่างๆ ทำให้การมาเยือนแต่ละครั้งมีอะไรใหม่ๆ ให้ค้นหาอยู่เสมอ ทำไมต้องมา ART AQUARIUM MUSEUM GINZA TOKYO? ประสบการณ์แปลกใหม่:  ไม่ใช่แค่อควาเรียมทั่วไป แต่เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะ วัฒนธรรม และความงามของสิ่งมีชีวิตได้อย่างลงตัว มุมถ่ายรูปเพียบ:  ด้วยแสง สี เสียง และการจัดแสดงที่สวยงาม ทำให้ที่นี่เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ถ่ายรูปออกมาได้สวยปังทุกมุม ไม่ว่าจะสายคอนเทนต์ หรืออยากได้รูปสวยๆ ไว้ลงโซเชียลก็ฟิน เหมาะกับทุกเพศทุกวัย:  ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ก็สามารถเพลิดเพลินไปกับความงามของปลาทองและงานศิลปะที่นี่ได้ ที่ตั้งและการเดินทาง: ART AQUARIUM MUSEUM TOKYO ตั้งอยู่ที่ Nihonbashi Mitsui Hall, Coredo Muromachi 1, 4F, 2-2-1 Nihonbashi-Muromachi, Chuo-ku, Tokyo สถานี Mitsukoshimae (三越前駅):  สาย Tokyo Metro Hanzomon Line และ Ginza Line (ทางออก A6) เดินประมาณ 1-2 นาที สถานี Shin-Nihombashi (新日本橋駅):  สาย JR Sobu Line (ทางออก 4) เดินประมาณ 3-5 นาที เวลาทำการ: โดยทั่วไปจะเปิดประมาณ 10:00 น. - 19:00 น. (เวลาทำการอาจมีการเปลี่ยนแปลง แนะนำให้ตรวจสอบกับเว็บไซต์ทางการก่อนเดินทาง) ข้อแนะนำสำหรับ #Hopster: จองตั๋วล่วงหน้า:  โดยเฉพาะช่วงวันหยุดหรือฤดูกาลท่องเที่ยว เพราะเป็นสถานที่ยอดนิยม เตรียมกล้องให้พร้อม:  ที่นี่สวยงามทุกมุมจริงๆ ค่ะ แต่อย่าลืมว่าบางจุดอาจมีการห้ามใช้แฟลช ใช้เวลาดื่มด่ำ:  อย่าเร่งรีบ ให้เวลาตัวเองได้เดินสำรวจ ชื่นชม และดื่มด่ำกับความงามของแต่ละโซนอย่างเต็มที่ เยี่ยมชมย่าน Nihonbashi:  หลังจากชมพิพิธภัณฑ์แล้ว ลองเดินสำรวจย่าน Nihonbashi ที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นย่านเก่าแก่ที่มีเสน่ห์ มีร้านค้า ร้านอาหาร และอาคารประวัติศาสตร์สวยๆ ให้ชมอีกเพียบ ถ้าคุณกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวในโตเกียวที่แตกต่างออกไป ART AQUARIUM MUSEUM TOKYO คืออีกหนึ่งหมุดหมายที่ไม่ควรพลาด รับรองว่าจะได้ประสบการณ์ที่น่าประทับใจและรูปภาพสวยๆ กลับไปแน่นอน POSTALCO สวรรค์ของคนรักเครื่องเขียนดีไซน์เฉียบ ที่โตเกียว สำหรับสายเครื่องเขียน ดีไซน์เก๋ๆ และงานคราฟต์คุณภาพเยี่ยม ต้องมาทำความรู้จักกับ POSTALCO (ポスタルコ)  ให้ไวเลย ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านเครื่องเขียนธรรมดา แต่เป็นเหมือนแกลเลอรีที่รวบรวมข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ที่ถูกคิดค้นและออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ด้วยแนวคิดที่เน้นฟังก์ชันการใช้งาน ความทนทาน และความสวยงามแบบเรียบง่ายแต่มีสไตล์ POSTALCO คือร้านชายอะไร? POSTALCO ก่อตั้งโดย Mike Abelson และ Yuri Goto คู่สามีภรรยาชาวอเมริกัน-ญี่ปุ่น ด้วยความหลงใหลในงานออกแบบที่ใช้งานได้จริง และคุณภาพที่ยืนยาว ทำให้สินค้าทุกชิ้นของ POSTALCO สะท้อนปรัชญา "Tools for the future, made with respect for the past" หรือ "เครื่องมือสำหรับอนาคต ที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยความเคารพอดีต" คุณจะสัมผัสได้ถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงรูปทรงและสัมผัสของผลิตภัณฑ์ มีอะไรน่าสนใจที่ POSTALCO? สมุดโน้ตและกระดาษคุณภาพสูง:  เป็นไฮไลท์ของที่นี่ สมุดโน้ตของ POSTALCO ขึ้นชื่อเรื่องกระดาษที่เขียนลื่นสบายตา ไม่ซึมหมึก แถมยังมีปกผ้ากันน้ำหลากสีสันให้เลือก หรือจะเป็น "Pressbook" สมุดที่ออกแบบมาให้เปิดได้ 360 องศา ใช้งานง่ายสุดๆ เครื่องหนังดีไซน์มินิมอล:  ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าสตางค์ ที่ใส่บัตร กระเป๋าเอกสาร หรือซองใส่พาสปอร์ต ทุกชิ้นทำจากหนังคุณภาพดี ผ่านการฟอกและเย็บอย่างประณีต สีสันสวยงาม คลาสสิก ใช้ได้นานไม่มีเบื่อ อุปกรณ์สำนักงานไม่ธรรมดา:  ลิ้นแฟ้ม คลิปหนีบ หรือแม้แต่ตะไบเล็บ! ทุกอย่างถูกออกแบบใหม่ให้ดูสวยงาม มีฟังก์ชันที่คิดมาอย่างดี ทำให้ของใช้เล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันดูพิเศษขึ้นมาทันที ร่มและอุปกรณ์เดินทาง:  POSTALCO ยังมีร่มพับน้ำหนักเบาแต่ทนทาน และอุปกรณ์สำหรับการเดินทางอื่นๆ ที่เน้นความสะดวกสบายและดีไซน์เรียบเท่ ทำไมต้องมา POSTALCO? งานดีไซน์ไม่ซ้ำใคร:  ถ้าคุณเป็นคนชอบของใช้ที่มีเรื่องราว มีดีไซน์ที่ไม่ตามกระแส และเน้นฟังก์ชัน ที่นี่คือสวรรค์ของคุณเลย แรงบันดาลใจจากของใช้รอบตัว:  การได้มาเดินชมสินค้าที่นี่ อาจทำให้คุณกลับมามองของใช้เล็กๆ น้อยๆ รอบตัวในมุมที่ต่างออกไป และชื่นชมความงามในสิ่งเรียบง่ายได้มากขึ้น ของฝากสุดพิเศษ:  หากกำลังมองหาของฝากจากโตเกียวที่ไม่เหมือนใคร และใช้ประโยชน์ได้จริง POSTALCO คือตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม ที่ตั้งและการเดินทาง: POSTALCO มีร้านหลักตั้งอยู่ในย่านเก่าแก่ของโตเกียว ซึ่งไม่ได้อยู่ในโซนช้อปปิ้งหลักๆ แต่ก็เดินทางสะดวก และสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แตกต่าง: สาขา Kyobashi:  เป็นสาขาหลักของ POSTALCO ตั้งอยู่ใกล้กับสถานี Kyobashi ในย่านที่มีความเงียบสงบแต่ก็ใกล้กับแหล่งธุรกิจสำคัญ ที่อยู่:  1-6-1 Kyobashi, Chuo-ku, Tokyo การเดินทาง: สถานี Kyobashi (京橋駅):  สาย Tokyo Metro Ginza Line (เดินประมาณ 1-2 นาที) สถานี Nihombashi (日本橋駅):  สาย Tokyo Metro Ginza Line, Tozai Line และ Toei Asakusa Line (เดินประมาณ 5-7 นาที) สถานี Tokyo (東京駅):  สามารถเดินจากสถานี Tokyo ได้ (ประมาณ 10-15 นาที) หรือต่อรถไฟใต้ดินมาก็ได้ เวลาทำการ: โดยทั่วไปจะเปิดประมาณ 11:00 น. - 18:00 น. และมักจะปิดทำการในวันอาทิตย์และวันจันทร์ (แนะนำให้ตรวจสอบกับเว็บไซต์ทางการของ POSTALCO อีกครั้งก่อนเดินทาง เนื่องจากเวลาทำการอาจมีการเปลี่ยนแปลง) ข้อแนะนำสำหรับ #Hopster: เตรียมตัวเตรียมใจ:  อาจจะใช้เวลาในการเลือกชมสินค้าพอสมควร เพราะทุกชิ้นน่าสนใจไปหมด! สัมผัสและทดลอง:  อย่าลังเลที่จะลองจับ สัมผัส หรือทดลองใช้สินค้า เพราะความพิเศษของ POSTALCO อยู่ที่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณจะสัมผัสได้เมื่อใช้งานจริง เดินเล่นย่านใกล้เคียง:  ย่านเคียวบาชิเป็นย่านที่มีเสน่ห์ มีอาคารเก่าแก่ และร้านค้าเล็กๆ น่าสนใจให้สำรวจอีกมากมาย ถ้าคุณมองหา "ของใช้" ที่เป็นมากกว่าแค่ของใช้ แต่เป็น "เครื่องมือ" ที่จะอยู่กับคุณไปนานๆ และเติมเต็มความสุขในชีวิตประจำวัน POSTALCO คือคำตอบที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนโตเกียว Fukagawa Kamasho ย้อนอดีตสู่รสชาติ "ข้าวหน้าหอย" ต้นตำรับยุคเอโดะที่โตเกียว ถ้าคุณเป็นสายกินที่หลงใหลในประวัติศาสตร์ และอยากลิ้มลองรสชาติอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่หาทานยากในปัจจุบัน ต้องมาที่ Fukagawa Kamasho (深川釜匠) ที่นี่คือหนึ่งในร้านไม่กี่แห่งที่ยังคงสืบทอดเมนูท้องถิ่นเก่าแก่ของโตเกียวอย่าง "Fukagawa Meshi" (深川めし)  หรือ "ข้าวหน้าหอย" ซึ่งเป็นอาหารจานโปรดของชาวประมงในสมัยเอโดะ Fukagawa Meshi คืออะไร? Fukagawa Meshi คืออาหารพื้นเมืองของย่านฟุกากาวะ (Fukagawa) ในโตเกียว ที่มีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ จุดเด่นคือการนำหอยอะซาริ (Asari Clams) หรือหอยตลับ มาปรุงรสกับต้นหอมญี่ปุ่นและเต้าเจี้ยว (Miso) หรือซอสโชยุ แล้วนำมาโปะบนข้าวสวยร้อนๆ หรือบางครั้งก็นำไปหุงพร้อมกับข้าวเลยก็ได้ ถือเป็นอาหารที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของทะเลและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ทำไมต้องมา Fukagawa Kamasho? ต้นตำรับความอร่อย:  Fukagawa Kamasho เป็นร้านเก่าแก่ที่ขึ้นชื่อเรื่องการคงรสชาติ Fukagawa Meshi แบบดั้งเดิมไว้อย่างแท้จริง คุณจะได้สัมผัสรสชาติที่ซื่อตรงต่อประวัติศาสตร์ ไม่มีการดัดแปลง หอยอะซาริสดใหม่:  หัวใจของ Fukagawa Meshi คือหอยอะซาริที่สดใหม่ ทางร้านพิถีพิถันในการคัดสรรวัตถุดิบ ทำให้ได้หอยที่เนื้อแน่น หวานฉ่ำ และไม่มีกลิ่นคาว เมนูหลากหลายของ Fukagawa Meshi:  ที่นี่มี Fukagawa Meshi ให้เลือกทานหลายแบบ ทั้งแบบ "Fukagawa Donburi" (深川丼ぶり) ที่เป็นข้าวสวยโปะด้วยหอยผัดซอสฉ่ำๆ หรือแบบ "Fukagawa Chameshi" (深川茶飯) ที่ข้าวจะถูกหุงพร้อมกับหอยและซอส ทำให้รสชาติซึมลึกเข้าไปในเม็ดข้าว บรรยากาศร้านที่อบอุ่น:  ร้านตกแต่งแบบเรียบง่าย สไตล์ร้านอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง และชวนให้นึกถึงวันวานเก่าๆ เมนูที่ไม่ควรพลาด! Fukagawa Donburi (深川丼ぶり):  ข้าวหน้าหอยอะซาริผัดซอสโชยุหรือเต้าเจี้ยว เสิร์ฟในชามข้าวโปะหน้าด้วยต้นหอมซอย เป็นเมนูที่ทานง่ายและได้รสชาติแบบคลาสสิก Fukagawa Chameshi (深川茶飯):  ข้าวหุงพร้อมหอยอะซาริและซอส ให้รสชาติที่กลมกล่อมและหอมกลิ่นหอยและซอสที่ซึมซับอยู่ในข้าวทุกคำ ชุดเมนู (Set Menu):  ส่วนใหญ่จะมีชุดเมนูที่เสิร์ฟพร้อมซุปมิโสะและเครื่องเคียงต่างๆ เพื่อให้ได้รสชาติที่ครบถ้วน ที่ตั้งและการเดินทาง: Fukagawa Kamasho ตั้งอยู่ในย่าน Fukagawa ซึ่งเป็นย่านเก่าแก่ของโตเกียว ที่ยังคงมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมดั้งเดิม และวัดวาอารามที่สำคัญ ที่อยู่:  5-17-10 Tomioka, Koto-ku, Tokyo (ใกล้กับวัด Tomioka Hachimangu) การเดินทาง: สถานี Monzen-Nakacho (門前仲町駅):  สาย Tokyo Metro Tozai Line และ Toei Oedo Line (เดินประมาณ 5-7 นาที) ร้านอยู่ไม่ไกลจากวัด Tomioka Hachimangu (富岡八幡宮) ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในย่านนี้ สามารถเดินเที่ยววัดก่อนแล้วค่อยมาทานอาหารได้เลย เวลาทำการ: โดยทั่วไปจะเปิดช่วงมื้อกลางวันและมื้อเย็น (แนะนำให้ตรวจสอบกับเว็บไซต์ทางการหรือ Google Maps อีกครั้งก่อนเดินทาง เนื่องจากเวลาทำการอาจมีการเปลี่ยนแปลง) ร้านมักจะปิดในวันพุธ ข้อแนะนำสำหรับ #Hopster: สัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิม:  หากคุณชอบสำรวจย่านที่ไม่ใช่แค่แหล่งช้อปปิ้ง แต่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ร้านนี้และย่านฟุกากาวะจะตอบโจทย์ สำหรับคนชอบหอย:  ถ้าเป็นแฟนคลับหอยอะซาริ รับรองว่าถูกใจแน่นอน ลองรสชาติแบบ Local:  เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ลองอาหารท้องถิ่นของโตเกียวที่ไม่ใช่แค่ซูชิหรือราเมง ไปช่วงกลางวัน:  บรรยากาศร้านจะคึกคักและเหมาะกับการทานอาหารกลางวัน ไปโตเกียวครั้งหน้า ลองแวะไปย่านฟุกากาวะ แล้วมาลิ้มลองรสชาติข้าวหน้าหอยต้นตำรับที่ Fukagawa Kamasho กันนะ รับรองว่าจะได้ประสบการณ์การกินที่ทั้งอร่อยและเต็มไปด้วยเรื่องราว! Allpress Espresso Tokyo Roastery & Cafe สัมผัสสุนทรียะแห่งกาแฟจากนิวซีแลนด์ในใจกลางโตเกียว สำหรับคอกาแฟตัวจริงที่กำลังมองหามุมสงบๆ พร้อมกาแฟคุณภาพเยี่ยมในโตเกียว ต้องมาเช็คอินที่ Allpress Espresso Tokyo Roastery & Cafe  เลยนะ ที่นี่ไม่ใช่แค่คาเฟ่ธรรมดาๆ แต่เป็นทั้งโรงคั่วกาแฟและคาเฟ่ในตัว ที่คุณจะได้สัมผัสกลิ่นอายของกาแฟคั่วสดใหม่ในทุกมุม พร้อมดื่มด่ำกับกาแฟรสชาติเป็นเอกลักษณ์จากนิวซีแลนด์ Allpress Espresso Allpress Espresso เป็นแบรนด์กาแฟชื่อดังจากประเทศนิวซีแลนด์ ที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการคั่วกาแฟด้วยระบบ Hot Air Roasting ซึ่งเป็นวิธีการคั่วแบบพิเศษที่ทำให้เมล็ดกาแฟได้รับความร้อนอย่างสม่ำเสมอ กลิ่นและรสชาติกาแฟที่ได้จึงมีความหอมเป็นพิเศษ และมีรสชาติที่สะอาด นุ่มนวล ไม่ขมติดลิ้น โดยสาขาในโตเกียวแห่งนี้เป็นเหมือนฐานทัพสำคัญของ Allpress ในเอเชีย ที่คั่วเมล็ดกาแฟส่งไปทั่วภูมิภาค มีอะไรน่าสนใจที่ Allpress Espresso Tokyo Roastery & Cafe? โรงคั่วกาแฟในตัว:  คุณจะได้เห็นกระบวนการคั่วกาแฟจริงๆ จากเครื่องคั่วขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ภายในร้าน กลิ่นกาแฟหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณ เป็นประสบการณ์ที่พิเศษสำหรับคนรักกาแฟ กาแฟคุณภาพเยี่ยม:  แน่นอนว่ากาแฟคือหัวใจหลักของที่นี่ ไม่ว่าจะเป็น Espresso, Latte, Cappuccino หรือ Filter Coffee ทุกแก้วถูกชงด้วยความพิถีพิถันจากบาริสต้าผู้เชี่ยวชาญ รสชาติกาแฟมีความสมดุล ดื่มง่าย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บรรยากาศร้านอบอุ่น สไตล์มินิมอล:  การตกแต่งร้านเน้นความเรียบง่าย ใช้วัสดุธรรมชาติอย่างไม้ และอิฐเปลือย ให้ความรู้สึกอบอุ่น โปร่งโล่งสบายตา เหมาะกับการมานั่งจิบกาแฟสบายๆ หรือนั่งทำงานก็ได้ เบเกอรี่และอาหารเบาๆ:  นอกจากกาแฟแล้ว ที่นี่ยังมีเมนูเบเกอรี่อบสดใหม่ อย่างครัวซองต์ พาย หรือแซนด์วิชที่เข้ากันดีกับกาแฟ ถือเป็นมื้อเช้าหรือบรันช์เบาๆ ที่ลงตัว มุมขายเมล็ดกาแฟและอุปกรณ์:  สำหรับคอกาแฟที่อยากนำความอร่อยกลับบ้าน ที่นี่มีเมล็ดกาแฟคั่วสดใหม่ให้เลือกซื้อหลากหลายเบลนด์ รวมถึงอุปกรณ์ชงกาแฟต่างๆ ด้วย ที่ตั้งและการเดินทาง: Allpress Espresso Tokyo Roastery & Cafe ตั้งอยู่ในย่าน Kiyosumi-Shirakawa (คิโยสุมิ-ชิราคาวะ) ซึ่งเป็นย่านที่กำลังมาแรงสำหรับคาเฟ่และอาร์ตแกลเลอรีในโตเกียว ที่อยู่:  3-7-2 Hirano, Koto-ku, Tokyo (ตั้งอยู่ในโกดังเก่าที่ปรับปรุงใหม่) การเดินทาง: สถานี Kiyosumi-Shirakawa (清澄白河駅):  สาย Tokyo Metro Hanzomon Line และ Toei Oedo Line (เดินประมาณ 3-5 นาที) เวลาทำการ: โดยทั่วไปจะเปิดประมาณ 9:00 น. - 17:00 น. หรือ 18:00 น. ข้อแนะนำสำหรับ #Hopster: เช้าๆ คนยังไม่เยอะ:  หากอยากได้รูปสวยๆ หรือบรรยากาศสงบๆ แนะนำให้ไปช่วงเช้าหลังร้านเปิดไม่นาน เดินสำรวจย่าน:  Kiyosumi-Shirakawa เป็นย่านที่มีคาเฟ่เก๋ๆ และอาร์ตแกลเลอรีเล็กๆ ซ่อนอยู่เยอะ ลองเดินสำรวจรอบๆ ได้เลย สั่งเมล็ดกาแฟกลับบ้าน:  หากติดใจรสชาติ สามารถซื้อเมล็ดกาแฟกลับไปชงเองที่บ้านได้เลย ถ้าคุณคือผู้ที่มองหากาแฟดีๆ ในบรรยากาศสบายๆ และอยากสัมผัสวิถีกาแฟที่ไม่เหมือนใครในโตเกียว Allpress Espresso Tokyo Roastery & Cafe คือหมุดหมายที่คุณไม่ควรพลาดจริงๆ ครับ Tokyo Tower Prince Shiba Park จุดชมวิวโตเกียวทาวเวอร์ในมุมที่โรแมนติกที่สุด! ถ้าคุณกำลังมองหามุมถ่ายรูป Tokyo Tower แบบที่ได้วิวสวยๆ โรแมนติกๆ และมีบรรยากาศธรรมชาติล้อมรอบ ต้องมาที่ Tokyo Tower Prince Shiba Park (東京タワープリンス芝公園)  ที่นี่ไม่ใช่แค่สวนสาธารณะธรรมดาๆ แต่เป็นทำเลทองที่ทำให้ Tokyo Tower ดูโดดเด่นและมีเสน่ห์กว่าที่เคย Tokyo Tower Prince Shiba Park Shiba Park (芝公園) เป็นหนึ่งในสวนสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเขตมินาโตะของโตเกียว และมีอาณาเขตอยู่ติดกับโรงแรม Tokyo Prince Hotel และ The Prince Park Tower Tokyo ซึ่งรวมเรียกเป็น "Tokyo Tower Prince Shiba Park" จุดเด่นของที่นี่คือ วิวของ Tokyo Tower ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังความเขียวขจีของต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นกลางวัน กลางคืน หรือช่วงฤดูกาลไหนๆ ก็สวยงามน่าประทับใจไปหมด มีอะไรน่าสนใจที่ Tokyo Tower Prince Shiba Park? มุมถ่ายรูป Tokyo Tower สุดคลาสสิก:  ที่นี่คือจุดยอดนิยมในการถ่ายภาพ Tokyo Tower โดยเฉพาะช่วงเวลาที่แสงสวยๆ อย่างยามเย็นที่พระอาทิตย์กำลังตกดิน หรือตอนกลางคืนที่ไฟของ Tokyo Tower สว่างไสว ตัดกับท้องฟ้ายามค่ำคืน เป็นภาพที่สวยงามและโรแมนติกสุดๆ บรรยากาศร่มรื่นในสวนสาธารณะ:  สวน Shiba Park มีพื้นที่กว้างขวาง มีต้นไม้ใหญ่ ลานหญ้าเขียวๆ และทางเดินที่สะอาด เหมาะกับการมาเดินเล่น พักผ่อน หรือปิกนิกใต้ร่มไม้ วัด Zojo-ji (増上寺):  ภายในบริเวณใกล้เคียงยังมีวัด Zojo-ji ซึ่งเป็นวัดพุทธนิกายโจโดที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และเป็นหนึ่งในวัดที่สวยงามของโตเกียว การได้เห็นเจดีย์โบราณของวัดคู่กับ Tokyo Tower ที่เป็นสัญลักษณ์ความทันสมัย ถือเป็นภาพที่น่าสนใจและหาชมได้ยาก เป็นจุดชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสี:  ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ต้นซากุระในสวนจะบานสะพรั่ง ถ่ายรูปคู่กับ Tokyo Tower ได้สวยงามเป็นพิเศษ ส่วนในฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้ก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม เหลือง สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและโรแมนติก ที่ตั้งและการเดินทาง: Tokyo Tower Prince Shiba Park ตั้งอยู่ในย่าน Minato ใกล้กับ Tokyo Tower การเดินทาง: สถานี Onarimon (御成門駅):  สาย Toei Mita Line (เดินประมาณ 1-3 นาที) สถานี Akabanebashi (赤羽橋駅):  สาย Toei Oedo Line (เดินประมาณ 5-7 นาที) สถานี Daimon (大門駅):  สาย Toei Asakusa Line และ Toei Oedo Line (เดินประมาณ 10-12 นาที) เวลาทำการ: สวนสาธารณะเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ข้อแนะนำสำหรับ #Hopster: ไปช่วงเย็นถึงค่ำ:  แนะนำให้ไปช่วงพระอาทิตย์ตกดิน เพื่อเก็บภาพท้องฟ้าหลากสีสัน และรอชมไฟของ Tokyo Tower ที่จะสว่างไสวขึ้น เตรียมกล้องให้พร้อม:  ไม่ว่าจะกล้องมือถือ หรือกล้องโปร ก็ได้ภาพสวยๆ แน่นอน ลองสำรวจมุมอื่นๆ:  นอกจากมุมมหาชนแล้ว ลองเดินสำรวจรอบๆ สวน คุณอาจจะเจอจุดถ่ายรูปสวยๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณเอง แวะวัด Zojo-ji:  อย่าลืมแวะไปชมความงามของวัด Zojo-ji ที่อยู่ใกล้กัน ถือเป็นไฮไลท์ที่ช่วยเสริมความสมบูรณ์แบบให้กับการมาเยือนย่านนี้ ถ้าเพื่อนๆ กำลังวางแผนไปโตเกียว และอยากได้รูป Tokyo Tower ที่สวยไม่เหมือนใคร Tokyo Tower Prince Shiba Park คืออีกหนึ่งจุดเช็คอินที่ไม่ควรพลาดเด็ดขาดเลย Janu Bar Tokyo ประสบการณ์ค็อกเทลสุดหรูใจกลางอาซาบุไดฮิลส์ ที่ต้องมาเช็คอิน หากใครกำลังมองหาสถานที่แฮงก์เอาต์ยามค่ำคืนที่พิเศษในโตเกียว กับบรรยากาศสุดหรูหราแต่เข้าถึงง่าย ค็อกเทลรสเลิศ และการบริการที่ไร้ที่ติ ต้องปักหมุดมาที่ Janu Bar Tokyo  เลยครับ บาร์แห่งนี้ตั้งอยู่ภายในโรงแรม Janu Tokyo ที่เป็นส่วนหนึ่งของคอมเพล็กซ์ Azabudai Hills ศูนย์กลางแห่งใหม่ของความหรูหราใจกลางเมือง บอกเลยว่าแค่ก้าวเข้ามา ก็รู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่ในโลกอีกใบ Janu Bar Tokyo มีอะไรที่ทำให้ต้องมา? Janu Bar ไม่ใช่แค่บาร์ธรรมดาๆ แต่เป็นสถานที่ที่รวบรวมเอาความสง่างาม การออกแบบที่ประณีต และค็อกเทลที่สร้างสรรค์มารวมกันได้อย่างลงตัว: บรรยากาศสุดอลังการ:  การตกแต่งของ Janu Bar สะท้อนถึงความหรูหราแบบร่วมสมัย ด้วยเพดานสูง การใช้หินอ่อน โทนสีอบอุ่น และแสงไฟที่สร้างบรรยากาศได้อย่างยอดเยี่ยม มีความโอ่โถงแต่ก็ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว เหมาะสำหรับการมาเดท หรือนัดคุยธุรกิจสบายๆ ค็อกเทลที่สร้างสรรค์และมีเรื่องราว:  เมนูค็อกเทลของ Janu Bar ไม่ได้เป็นแค่เครื่องดื่ม แต่เป็นงานศิลปะ แต่ละแก้วถูกรังสรรค์อย่างพิถีพิถันโดย Mixologist ผู้เชี่ยวชาญ ด้วยส่วนผสมที่แปลกใหม่ มีเอกลักษณ์ และบางแก้วก็ได้รับแรงบันดาลใจจากวัตถุดิบท้องถิ่นของญี่ปุ่น พร้อมนำเสนอเรื่องราวเบื้องหลังให้คุณได้เพลิดเพลิน ไวน์และแชมเปญชั้นเลิศ:  นอกจากค็อกเทลแล้ว ที่นี่ยังมีลิสต์ไวน์และแชมเปญชั้นนำจากทั่วโลกให้เลือกมากมาย เหมาะสำหรับคอไวน์ที่ต้องการดื่มด่ำกับรสชาติอันลุ่มลึก อาหารว่างและของทานเล่นคุณภาพสูง:  เพื่อให้ประสบการณ์การดื่มด่ำสมบูรณ์แบบ Janu Bar ยังมีเมนูอาหารว่างและของทานเล่น (Bar Bites) ที่คัดสรรมาอย่างดีและปรุงแต่งอย่างสวยงาม เข้ากันได้ดีกับเครื่องดื่มที่คุณเลือก การบริการระดับเวิลด์คลาส:  ตามมาตรฐานของโรงแรม Janu (แบรนด์ใหม่ในเครือ Aman Group) พนักงานที่นี่ให้การบริการด้วยความเอาใจใส่ เป็นกันเอง และมีความรู้เกี่ยวกับเมนูเป็นอย่างดี ทำให้คุณรู้สึกได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด พิกัดและวิธีการเดินทาง: Janu Bar Tokyo ตั้งอยู่ภายในโรงแรม Janu Tokyo ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Azabudai Hills คอมเพล็กซ์แห่งใหม่ใจกลางโตเกียว ที่อยู่:  1-2-2 Azabudai, Minato-ku, Tokyo การเดินทาง: สถานี Kamiyacho (神谷町駅):  สาย Tokyo Metro Hibiya Line สถานี Roppongi-itchome (六本木一丁目駅):  สาย Tokyo Metro Namboku Line ข้อแนะนำสำหรับ #Hopster: แต่งกายสุภาพ:  เนื่องจากเป็นบาร์ในโรงแรมหรู แนะนำให้แต่งกายแบบ Smart Casual สำรองที่นั่งล่วงหน้า:  โดยเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์หรือช่วงเวลาพีค เพราะเป็นที่นิยมมากๆ สำรวจ Azabudai Hills:  ก่อนหรือหลังดื่ม สามารถเดินเล่นสำรวจ Azabudai Hills ซึ่งมีทั้งร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ และงานศิลปะให้ชมมากมาย หากคุณกำลังมองหาค่ำคืนที่เต็มไปด้วยสไตล์ รสชาติ และความประทับใจ Janu Bar Tokyo คืออีกหนึ่งหมุดหมายที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนโตเกียว Coffee Wrights Kuramae เมื่อกาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่คืองานคราฟต์ที่สัมผัสได้ ในย่านคุรามะที่เงียบสงบ ไม่ไกลจากความพลุกพล่านของอาซากุสะ มีร้านกาแฟเล็กๆ ที่เปี่ยมไปด้วยความตั้งใจ นั่นคือ Coffee Wrights Kuramae  (@coffeewrights_kuramae) ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านกาแฟทั่วไป แต่เป็นเหมือนห้องทดลองของเหล่า "Coffee Wrights" หรือช่างฝีมือผู้หลงใหลในศิลปะการรังสรรค์กาแฟอย่างแท้จริง บรรยากาศเรียบง่ายแต่โคตรมีสไตล์ ก้าวเข้ามาในร้าน เพื่อนๆ จะสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและเป็นกันเอง การตกแต่งเน้นความเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยรายละเอียดที่น่าสนใจ โทนสีอบอุ่นของไม้ตัดกับความดิบของปูนเปลือย และแสงธรรมชาติที่ส่องเข้ามา ช่วยสร้างบรรยากาศที่เหมาะกับการนั่งจิบกาแฟสบายๆ แต่พื้นที่ร้านอาจจะไม่เหมาะสำหรับการเอาแล็ปท็อปมานั่งทำงานนะ เพราะที่ค่อนข้างเล็ก กาแฟที่พิถีพิถันทุกขั้นตอน หัวใจของ Coffee Wrights Kuramae อยู่ที่ความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดกาแฟคุณภาพดีจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก ไปจนถึงกระบวนการคั่วและชง ที่นี่ให้ความสำคัญกับ "ความสมดุล"  ของรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นความเปรี้ยว ความขม หรือความหวาน ทุกอย่างต้องผสานกันอย่างลงตัว อยากแนะนำให้ลอง "Hand Drip Coffee"  ที่บาริสต้าจะค่อยๆ รินน้ำร้อนลงบนกาแฟอย่างช้าๆ ด้วยความตั้งใจ เพื่อดึงรสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะตัวของเมล็ดกาแฟแต่ละชนิดออกมาได้อย่างเต็มที่ หรือถ้าใครชอบกาแฟนม ก็มีเมนูอย่าง "Latte"  ที่นุ่มละมุนลิ้น และมีฟองนมเนียนละเอียด หรือถ้าคุณคือคอกาแฟตัวจริง ต้องไม่พลาดที่จะลองกาแฟแบบ "Espresso"  ที่จะปลุกความสดชื่นในตัวคุณ มากกว่ากาแฟ สิ่งที่ทำให้ Coffee Wrights Kuramae โดดเด่นกว่าร้านกาแฟอื่นๆ คือความใส่ใจในทุกรายละเอียด ที่นี่ไม่ได้ขายแค่กาแฟ แต่ขาย "ประสบการณ์"  บาริสต้าทุกคนมีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับกาแฟ และพร้อมที่จะให้คำแนะนำหรือพูดคุยเรื่องกาแฟกับคุณอย่างเป็นกันเอง ทำให้การมาที่นี่ไม่ใช่แค่การมาดื่มกาแฟ แต่เป็นการมาเรียนรู้และสัมผัสถึงความตั้งใจของเหล่า Coffee Wrights ที่อยากจะส่งมอบกาแฟดีๆ ให้กับทุกคน พิกัดและวิธีการเดินทาง: ที่อยู่:  4-20-2 Kuramae, Taito-ku, Tokyo การเดินทาง: รถไฟใต้ดิน Toei Asakusa Line:  ลงสถานี Kuramae Station (A17)  ทางออก A0 แล้วเดินประมาณ 5 นาที รถไฟใต้ดิน Toei Oedo Line:  ลงสถานี Kuramae Station (E11)  ทางออก A6 แล้วเดินประมาณ 8-10 นาที เวลาทำการ: วันจันทร์ - ศุกร์:  10:00 - 18:00 น. วันเสาร์ - อาทิตย์:  09:00 - 18:00 น. มุมมองของ Hoparound.co : สำหรับผม Coffee Wrights Kuramae เป็นอีกหนึ่งพิกัดที่ต้องมาปักหมุดถ้าได้มาแถวย่านคุรามะ ไม่ใช่แค่กาแฟดี แต่บรรยากาศก็ดีงาม เหมาะกับการมาพักกายพักใจ หลีกหนีความวุ่นวายจากย่านอื่นๆ หรือจะมานั่งชิลล์กับเพื่อนๆ ก็ได้เช่นกัน ถ้าเพื่อนๆ เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบงานคราฟต์ และมองหากาแฟที่รังสรรค์ขึ้นด้วยความตั้งใจ ผมบอกเลยว่าที่นี่ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับทริปโตเกียวล่าสุดของเรา อย่าลืมกดติดตาม กดแชร์ กดไลค์ Hoparound.co กันด้วยน้า พวกเราจะได้มีกำลังใจผลิตคอนเทนต์ดีๆ กัน #LetsHoparound #Tokyo

STAY IN TOUCH

  • Black Facebook Icon
  • Black Instagram Icon
  • TikTok
  • Black YouTube Icon

INSTAGRAM

YOUTUBE

Hoparound.co คือเว็บไซต์ท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์สำหรับ Modern Aesthete ที่คัดสรรทุกประสบการณ์การเดินทางอย่างพิถีพิถัน เราเชื่อมโยงแรงบันดาลใจจากงานดีไซน์ สถาปัตยกรรม และศิลปะ เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เหนือระดับ โดยมีทั้งการรีวิวโรงแรมหรู บูธีคโอเทลชั้นนำจากทั่วโลกที่ผ่านการเลือกสรรมาแล้วว่าโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมมอบสิทธิพิเศษและ exclusive offer ที่คัดมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ เพื่อให้คุณได้สัมผัสการพักผ่อนที่มีสไตล์และเปี่ยมด้วยคุณภาพ ผ่านเนื้อหาที่รุ่มรวยด้วยข้อมูลเชิงลึกและภาพถ่ายที่ถ่ายทอดความงดงามได้อย่างไร้ที่ติในทุกมิติ

Hoparound.co – A travel and lifestyle platform curated for design lovers and creative explorers. We handpick design hotels, cafés, galleries, and offer a booking system with exclusive travel deals you won’t find elsewhere. Beyond travel, we dive into lifestyle, art, and design content to inspire your journey. Discover unique places across Thailand and around the world — from museums, galleries, cafés, restaurants, and design hotels, to remarkable architecture, creative brands, and stylish products. All presented through engaging storytelling, beautiful visuals, and high-quality content that’s informative, enjoyable, and full of inspiration.

ที่เที่ยวใหม่ 2025 |  พิพิธภัณฑ์ & แกลเลอรี่ | โรงแรมดีไซน์ |  คาเฟ่สายอาร์ต |  เที่ยวไทย-ต่างประเทศ จองที่พัก |  รีวิวโดยบล็อกเกอร์ |  ไอเดียทริปไม่ซ้ำใคร |  ค้นหาสถานที่สร้างแรงบันดาลใจ | Travel wesite | Thai Travel Blogers | Travel Influencers | a travel website travel influencers thailand รีวิวท่องเที่ยว รีวิวโรงแรม รีวิวร้านอาหาร

 

Contact and Collaboration with Hoparound.co
E-mail: info.hoparound@gmail.com | Facebook: @hoparound.co | Instagram: @hoparound.co | Youtube: hoparound.co | Tiktok: @hoparound.co

Follow us on Instagram

เว็ปท่องเที่ยว รีวิว เที่ยวต่างประเทศ รีวิวโรงแรม Hoparound.co Luxury ถเที่ยว แพลนขับรถเที่ยว อเมริกา West Coast Travel Guide
bottom of page