top of page
black-01.png

Search Results

130 results found with an empty search

  • PARIS CITY GUIDE เที่ยวปารีส Part 1

    PARIS PART 1 8 neighbourhoods to visit เที่ยว 8 ย่านชิคๆ คูลๆ ในปารีส ใครๆก็รู้ว่า Paris นั้นขึ้นแท่นเป็นเมืองยอดนิยมที่สุดตลอดกาลเมืองหนึ่งของโลกมาอย่างยาวนานจนบางคนอาจรู้สึกว่า Paris กลายเป็นเมืองแมสที่ใครๆก็ไปกัน ไม่เท่เท่าเมืองใหม่ๆ ไม่ชิคเท่าเมืองที่ไปยากๆ แต่เชื่อเราเถอะว่า Paris ได้ตำแหน่งนี้มาอย่างสมศักดิ์ศรีเพราะนางมีดีมากเหลือเกินจริงๆ (อ่อ... คำว่า “ชิค” นี่ก็ภาษาฝรั่งเศสนะ) ทริปนี้เราจะพาคุณไป #hop ดู Paris ผ่าน 2 มุมมองที่ต่างกัน เพราะ 2 คนที่เดินทางไปด้วยกันนี้ คนหนึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เมื่อ 10 ปีก่อนและอีกคนเพิ่งจะได้เปิดซิง Paris เป็นครั้งแรกแม้ว่าเราจะใช้เวลาซ่อกแซ่กอยู่ในปารีส 11 วันเต็มๆ เราก็ยังเที่ยวไม่ครบเล้ยยยย ครั้งนี้เราใช้บริการการบินไทยและเราจ่ายเพียงค่าภาษี 6,xxx บาทเท่านั้น แต่ก็สามารถติดแฮชแทค #IflyThai #ThaiAirways ได้แบบไม่น้อยหน้าใคร ต้องขอบคุณพลังทวีในการสะสมไมล์ผ่านบัตรเครดิต THAI Amex Platinum Card ที่ทำให้เราสะสมไมล์ได้เร็วขึ้นผ่านการจับจ่ายซื้อของต่างๆในชีวิตประจำวัน และยิ่งถ้าซื้อตั๋วการบินไทยผ่านบัตรนี้ด้วยแล้วล่ะก็ เราจะได้ไมล์สะสมหลายเด้ง แถมแบ่งชำระ 0% ได้ 3 เดือนอีกต่างหาก นอกจากหอไอเฟล มาการอง และกระเป๋าแบรนด์เนมที่ใครๆก็นึกถึงเมื่อพูดถึง Paris แล้ว ต้องบอกว่าเมืองหลวงของฝรั่งเศสแห่งนี้คือแหล่งบ่มเพาะการสร้างสรรค์งานศิลปะ แฟชั่น อาหาร ดนตรี ปรัชญา ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เริ่ดหรูอย่างหน้าตายจนน่าหมั่นไส้ ถ้าเป็นคนชอบเดินดูเมือง ดูคน ดูร้าน ดูงานดีไซน์ไปเรื่อยคุณจะเอ็นจอย Paris มากๆ (โดยเฉพาะย่าน Le Marais ย่านโปรดของเรา) หลายสิ่งด้านลบที่เราเคยได้ยินมาเกี่ยวกับปารีส ไม่ว่าคนไม่เฟรนด์ลี่ หรือขโมยเยอะ มาคราวนี้เราไม่เจอเลย คนปารีสส่วนใหญ่ nice กับเรามาก (ยกเว้นเจ้าหน้าที่ Tax Refund ที่สนามบินขากลับ) และถ้าเทียบเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เรารู้สึกว่าคนปารีสยุคนี้พูดภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นมาก และไม่พยายามทำหงุดหงิดแก้เขินเหมือนเมื่อก่อน 20 arrondissements ผังเมือง Paris แบ่งง่ายๆเป็น 20 เขต (arrondissements) โดยวนเป็นก้นหอย เริ่มจากฝั่งขวาของแม่น้ำเซน (บริเวณที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ Louvre) แล้ววนตามเข็มนาฬิกาออกไปเรื่อยๆจาก 1 จนถึง 20 แต่สำหรับเราแล้ว วิธีที่ทำให้เห็นภาพรวมของ Paris ได้ง่ายกว่านั้นก็คือซีกตะวันตกของ Paris จะเป็นย่านพักอาศัยของคนมีเงินมาก และซีกตะวันออกเป็นย่านของคนมีเงินน้อย ส่วนซีกบนของ Paris (หรือฝั่งขวาของแม่น้ำเซน — La Rive Droite) จะเป็นย่านการค้า และซีกล่าง (หรือฝั่งซ้ายของแม่น้ำเซน — La Rive Gauche) จะเป็นย่านของศิลปิน นักคิด นักเขียนและนักวิชาการ การเดินทางใน Paris นั้นง่ายมาก เพราะรถไฟใต้ดิน(Métro) เชื่อมต่อกันทั่วถึงทั้งเมือง และเชื่อมกับรถไฟออกไปถึงที่เที่ยวนอกเมืองอย่างพระราชวัง Verseille หรือ Euro Disney ด้วย ถ้าจะอยู่ใน Paris นานเป็นสัปดาห์อย่างเรา ขอแนะนำตั๋ว Navigo ที่มีทั้งตั๋วรายสัปดาห์และรายเดือนซึ่งคุ้มค่ามากๆ สามารถทำได้ตามจุดบริการของสถานี Métro ใหญ่ๆ แอบกระซิบหน่อยว่าต้องเตรียมรูปถ่ายไปติดบัตรด้วยนะ แต่ถ้าไม่ได้เตรียมไป ตามสถานีก็มักมีตู้ถ่ายรูปอัตโนมัติเอาไว้อำนวยความสะดวกให้อยู่แล้ว ส่วนที่พัก เราเลือกพัก AirBnB แถวสถานี Grands Boulevards ตั้งอยู่ในเขต 2 ซึ่งสะดวกมากกกก มีสถานี Métro อยู่ปากซอยเลย แม้พื้นที่จะแคบไปหน่อยตามมาตรฐานยุโรป แต่ราคาก็ถือว่าเป็นมิตร แถมโฮสก็ดีด้วย ไปถึงวันแรกเค้าจัดดินเนอร์ให้เลย 1 มื้อ พูดถึงอาหารการกิน ส่วนตัวแล้วปารีสเป็นเมืองที่หาอาหารอร่อยถูกปากค่อนข้างยาก และราคาค่อนข้างสูง แม้อาหารฝรั่งเศสจะมีชื่อก้องโลก แต่อาหารฝรั่งเศสที่อร่อยก็ไม่ได้หาได้จากร้านข้างทางทั่วไป บางร้านต้องจองล่วงหน้านานๆ ฉะนั้นถ้าอยากกินของดีทำการบ้านกันไปก่อนนะ ส่วนถ้าใครติดกาแฟอย่างเรา คนที่นี่กินกาแฟค่อนข้างจืดนะ อาจจะหาถูกปากเหมือนบ้านเรายากนิดนึง แต่เราก็แอบบอกพิกัดไว้ในนี้แล้วล่ะว่ามีร้านไหนบ้างที่ขายกาแฟที่รสพอถูกปากเรา อีกเรื่องคือ ภาษาฝรั่งเศส เป็นอะไรที่ออกเสียงยากสำหรับคนที่ไม่คุ้น หนึ่งในการออกเสียงที่เด่นชัดที่สุดคือการออกเสียงตัว r ซึ่งปกติก็จะเทียบเท่ากับตัว ร.เรือ ในภาษาไทย แต่ภาษาฝรั่งเศสจะออกเสียงตัวอักษรนี้ด้วยการเอาลมผ่านไปที่เพดานอ่อนของช่องปาก ประหนึ่งว่าจะขากถุย 5555 แต่ทำแบบซอฟท์ๆ เสียงที่ออกมาจะเป็นส่วนผสมของ ค.ควาย + ฮ.นกฮูก และเราเขียนออกมาเป็นภาษาไทยค่อนข้างยาก ถึงเขียนได้ก็อ่านยากอยู่ดี เช่น Paris = ปาคฮี หรือ Marais = มาคเฮ่ ดังนั้นเพื่อความสะดวกเราจึงขอเขียนแทนด้วย ร.เรือ ง่ายๆเลยละกันนะ สุดท้ายก่อนจะไป #hop กัน ร้านใน Paris ส่วนใหญ่ปิดวันอาทิตย์นะ ถ้าวางแผนจะมาก็ลองเช็ควันเวลากันให้ดีคร้าบบบ พวกแลนด์มาร์คและจุดช้อปปิ้งหลักๆอย่าง หอไอเฟล ถนน Champs-Élysées และห้างดังๆ เราขอข้ามไปเลยนะ น่าจะหาข้อมูลกันง่ายอยู่แล้ว เราพาไปดูอะไรที่ถูกจริตเรากันดีฝ่าาา . อ่ะถ้าพร้อมแล้วไปกัน Let’s Hop Around Paris... 1.La Rive Gauche (ลา รี้ฟ โก๊ช - เขต 5, 6 และ 7) คำว่า Rive Gauche หมายถึงฝั่งซ้ายของแม่น้ำเซน นั่นก็คือซีกล่าง ของ Paris นั่นเอง อย่างที่บอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าฝั่งซ้ายของแม่น้ำนั้นเดิมทีเป็นย่านของศิลปิน นักคิด นักเขียน และนักวิชาการคนสำคัญๆของฝรั่งเศสและของโลก ที่นี่เป็นต้นตอของความเป็นขบถของปารีส เช่น การถือกำเนิดขึ้นของร้าน Yves Saint Laurent Rive Gauche เมื่อปี 1966 ที่เปลี่ยนขนบให้แบรนด์ Haute Couture หันมาทำเสื้อผ้า ready-to-wear เป็นครั้งแรกเพื่อให้เป็นที่จับต้องได้ของคนธรรมดามากขึ้น ฝั่งนี้ของแม่น้ำจึงมีมนต์เสน่ห์บางอย่างที่ยังอ้อยอิ่งอยู่ในบรรยากาศ แม้จะไม่พลุกพล่านอย่างอีกฝั่งของแม่น้ำ (ถ้าไม่นับบริเวณหอไอเฟลและพิพิธภัณฑ์ Musée D’orsay) แต่ร้านรวงที่อยู่ในละแวกนี้ต่างก็เป็นร้านที่ถูกคัดมาอย่างดีมากจริงๆ Beaupassage เริ่มจาก Beaupassage แหล่งรวมร้านอาหารติดดาวมิชลินรวมกันไว้ถึง 17 ดวง ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนสิงหาคม 2018 ที่ผ่านมา Location: https://goo.gl/maps/CFC37rBuxVNpLBZo8 เรามาที่นี่ไม่ได้ตั้งใจมากินอาหารหรอกนะ แต่เรามาหากาแฟรสชาติถูกปากดื่มที่ร้าน %ARABICA หลังจากที่อดอยากมาหลายวัน (อย่างที่บอก.. กาแฟในปารีสส่วนใหญ่ไม่ถูกปากเลย) แถมได้โบนัสด้วยคือได้มุมถ่ายรูปสวยๆที่ปราศจากผู้คน Location: https://goo.gl/maps/zGVyFnKb3KBfM2P7A จาก Beaupassage เราเดินเล่นตามถนน Rue de Grenelle ไปเรื่อยๆ ก็จะเจอกับช็อปใหญ่ของ Maison Margiela, Carven, Ami, Yohji Yamamoto รวมถึงแบรนด์เล็กๆแต่เก๋ๆอีกหลายแบรนด์ และร้านขนม ข้าวของกระจุกกระจิกน่ารักๆมากมาย ในรูปคือร้าน NOGLU ร้านอาหาร Gluten-free ที่ตกแต่งภายในได้โดดเด่นน่ารักมาก สามารถหาดูได้ใน Pinterest มีคนเอาไปลงไว้เยอะแยะเลย NOGLU Dalloyau (ดาลลัวโย) เป็นร้านขนมและอาหารเก่าแก่ มีหลายสาขา แม้ตัวร้านจะไม่ใช่ร้านขนมแรกของปารีส แต่ต้นตระกูล Dalloyau นั้นปรุงอาหารถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มาตั้งแต่ปี 1682 เชียวนะ AMI AMI (แปลว่า ‘เพื่อน’ แต่ดูจากราคาแล้วเพื่อนต้องรวยมากเหมือนกันนะ อิอิ) แบรนด์ที่เน้นเสื้อผ้าผู้ชายวัยรุ่นที่ดูสบาย แต่มีความเชิ่ดแบบปารีเซียงไปในเวลาเดียวกัน ถึง AMI จะมีเสื้อผ้าผู้หญิงด้วย แต่เค้าก็ยังใช้คำว่า “menswear for women” ก็คือเป็นเสื้อผ้าผู้หญิงที่ inspired มาจากเสื้อผ้าผู้ชายอีกที เก๋ป่ะล่า หลายคนอาจเคยเห็นโลโก้ตัว A ที่มีหัวใจอยู่ด้านบนของนางไปบ้าง และนางก็มีช็อปอยู่ญี่ปุ่น กะจีนด้วยนะ ก่อตั้งโดยดีไซเนอร์ Alexandre Mattiussi ดีไซเนอร์เสื้อผ้าผู้ชายคนแรกที่ชนะรางวัล ANDAM อันทรงเกียรติในแวดวงแฟชั่นฝรั่งเศส Carven (คิดถึง....เค้าเคยมีช็อปในไทยด้วยนะ) Maison Margiela Maison Margiela แบรนด์แฟชั่นลักชัวรี่สัญชาติฝรั่งเศส (อีกแบรนด์โปรดของเรา) ซึ่งแต่ผู้ก่อตั้งเป็นชาวเบลเยี่ยม Martin Margiela อดีตมือขวาของ Jean Paul Gaultier ได้ตัดสินใจออกมาเปิดแบรนด์ของตัวเองในปี 1988 ผลงานของ Margiela นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากแนวคิด deconstructive ที่จับเอาชิ้นส่วนต่างๆของเสื้อผ้ามาแยกองค์ประกอบ ก่อนที่จะประกอบกันใหม่จนเกิดเป็นชิ้นงานที่ดูแปลกตา เอาเข้าจริงๆคนที่นำแนวคิดนี้มาใช้เป็นคนแรกๆก็คือ Rei Kawakubo แห่ง Comme des Garçons นั่นเอง แต่สไตล์ของ Margiela ก็มีการสร้างอัตลักษณ์ให้ออกมาต่างจากแบรนด์คอนเส็ปต์ deconstructive อื่นๆ ที่ทั้งเรียบง่ายแต่ก็เป็นที่จดจำได้อย่างดี อย่างเช่น การนำ Margiela numbers 0-23 ที่ใช้ในการแบ่งประเภทของสินค้าของแบรนด์ มาตกแต่งบนตัวสินค้าเลย โดยมีวงกลมล้อมรอบตัวเลขเพื่อบอกไว้ว่าสินค้าชิ้นนั้นอยู่ในแคทตากอรี่ไหน หรือจะเป็นการเดินด้ายหรือเชือกตรงมุมทั้ง 4 ของป้ายที่เป็นเอกลักษณ์ของ Margiela Yohji Yamamoto Le Bon Marché เดินมาไม่ถึง 10 นาทีก็จะเจอห้างหรูอย่าง Le Bon Marché (Métro สถานี Sèvres–Babylone) ห้างนี้ความเป็นมาอย่างยาวนานมาตั้งแต่ปี 1838 หรือ 181 ปีที่แล้ว ในปัจจุบันได้กลายเป็นห้างทันสมัยและได้ถูกเครือแบรนด์หรูอย่าง LVMH เทคโอเว่อร์ไปเรียบร้อยแล้ว Le Bon Marché นั้นคัดรวมเอามาทั้งแบรนด์หรูขึ้นหิ้งและแบรนด์นิชต่างๆที่หาได้ยากในห้างอื่น แม้ไม่ได้จะซื้ออะไร แค่เข้าไปดูการตกแต่งห้างก็คุ้มแล้ว อ่อ! ลืมบอกไปว่าทีเด็ดอีกอย่างของ Le Bon Marché ก็คือส่วนของ supermarket ที่มีชื่อว่า La Grande Epicerie de Paris โอยยย เดินเพลินเชียวแหละ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่างานของฝากต้องมา! Location: https://goo.gl/maps/5mmuhKYDNRdPqvuj9 ต้นคริสต์มาสลอยได้ สงสัยได้แรงบันดาลใจมาจาก Hogwarts Hermès ที่อยู่ไม่ไกลจาก Le Bon Marché ก็คือ ร้านใหญ่ของ Hermès (เป็นร้านแรกในฝั่ง Rive Gauche หลังจากที่เปิดขายอยู่ที่อีกฝั่งแม่น้ำมากว่า 170 ปี) สาขานี้ตั้งอยู่ในอาคารที่แต่เดิมเคยเป็นสระว่ายน้ำยอดนิยมที่คนเก๋ๆในยุค 1930s นั้นไปแฮงเอ้าท์กัน การตกแต่งจึงดูโอ่อ่าสง่างามด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Art Deco เมื่อมาทำใหม่ Hermès จึงรื้อเอาเสน่ห์เดิมมาขัดสีฉวีวรรณแล้วก็เพิ่มงานไม้สมัยใหม่ลงไป ทำให้บรรยากาศโดยรวมนั้นดูหรูหรา ทว่าสบายๆไม่เก๊กเกร็งจนเขิน Location: https://goo.gl/maps/EkYGcu6ccMaKEynJ7 เดินมาอีกหน่อยก็จะเจอ Aēsop สาขานี้เก๋อะ Soeur ถัดจากนั้นก็เข้าย่าน Saint-Germain-des-Prés ที่เป็นย่านวัยรุ่นและเข้าถึงง่ายขึ้นมาหน่อย ย่านนี้มีทั้งร้านเสื้อผ้ากระเป๋า เครื่องสำอางค์ เครื่องหอม ร้านหนังสือ รวมไปถึงร้านอาหาร คาเฟ่ เก๋ไก๋มากมาย ในรูปคือร้าน Soeur (เซอร์ - แปลว่าพี่หรือน้องสาว) เป็นร้านขายเสื้อผ้าผู้หญิงแสนเก๋ที่เราเคยเห็นผ่านตาใน IG จริงๆในย่านนี้มีคาเฟ่โบราณที่โด่งดังในความขลังอย่าง Cafe de Flore หรือ Les Deux Magots (แต่เราไม่ได้ถ่ายรูปมาฝาก) คือว่า สมัยก่อน 2 ร้านนี้เป็นเหมือนสภากาแฟของศิลปินและนักคิดนักเขียนระดับตำนานอย่าง Picasso หรือ Hemingway ซึ่งแวะเวียนมา 2 ร้านนี้กันบ่อยๆ Maison Kitsuné ในย่านนี้ยังเป็นที่ตั้งของ A.P.C. สาขาแรกในโลกบนถนน Rue Madame (ไม่เกี่ยวอะไรกะในรูปนะครับ 555) หรือจะเป็น Maison Kitsuné (อ่า อันนี้อยู่ในรูป), Sandro (มีของผู้ชายด้วยนะ สวยด้วยแหละ), COS ไปจนถึง Uniqlo และ Muji ก็มีให้เลือกซื้อกันตามใจชอบ นอกจากนี้ยังมีร้านขนมปังเก่าแก่ที่โด่งดังเรื่อง Sourdough อย่างร้าน Poilâne หรือจะเป็นร้านขนมหวานชื่อดังอย่าง Pierre Hermé ที่เมื่อ 10 ปีก่อน เรามักมาแวะซื้อขนมก่อนไปโรงเรียนบ่อยๆก็มีสาขาที่นี่ด้วย Le Pont Traversé เรารำลึกความหลังด้วยการเดินผ่านร้านหนังสือของสำนักพิมพ์ Taschen ที่เมื่อ 10 ปีก่อนเราเคยเป็นลูกค้าประจำ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ยังเปิดขายอยู่ ใครเป็นแฟน Tashen ก็แวะมาได้เลย แถวนี้ยังมีร้านหนังสือเจ๋งๆ ที่ดูรกแต่เท่อีกร้านชื่อ Le Pont Traversé ร้านนี้เทิร์นมาจากร้านขายเนื้อเก่าแก่ ถือว่าคี้ปคอนเซ็ปต์ความดิบได้ดีมาก อีกหนึ่ง stop ที่อยากแนะนำคือร้าน skincare ชื่อ La Boté ที่ปรุงครีมและเซรั่มสดๆในแล็ปหน้าร้านเลย ก่อนปรุงจะมีการทำแบบสอบถามเพื่อหาสภาพผิวและปัญหาของลูกค้าแต่ละคนโดยเฉพาะ คือ personalise กันสุดๆ ที่สำคัญราคาก็ไม่แพงด้วยนะนี่เหมามา 3 ขวดถ้วน 5555 ฝั่ง Rive Gauche นี้ยังมียังมีย่านย่อยๆที่น่าสนใจอีกเยอะมากไม่ว่าจะเป็น Quartier Latin ที่เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย Sorbonne ที่เก่าแก่กว่า 200 ปี หรือจะเป็นสวน Jardin du Luxembourg เราละเอาไว้ให้ชาว #hopsters มาซ่อกแซ่กต่อกันเองแล้วกันเนอะ 2. Le Marais (เลอ มาเรส์ - เขต 3 และ 4) Le Marais ถูกขนานนามว่าเป็นย่านที่เก่าแก่ที่สุดย่านหนึ่งในปารีส จากเดิมที่เป็นที่ลุ่มไร้ค่า เฉอะแฉะไปด้วยโคลน Le Marais ผ่านความเปลี่ยนแปลงมามากมาย วันนี้นางเป็นย่านที่ผสมสผานความหลากหลายไว้อย่างน่าสนใจ เพราะ Le Marais เป็นทั้งย่านชาวยิว ย่านไชน่าทาวน์ขนาดย่อม(ในอดีต) ย่านเกย์ ย่านศิลปะสมัยใหม่ ย่านงานดีไซน์ และย่านการค้าที่เต็มไปด้วยร้านรวงฮิปๆที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 วันถึงจะเดินครบ และเชื่อหรือไม่ว่า Nicolas Flamel ตัวละครที่ถูกยืมชื่อมาใช้ใน Harry Potter (เขาคือเป็นนักแปรธาตุผู้ลึกลับราวกับพ่อมดเมื่อเกือบ 700 ปีก่อน) ก็มีตัวตนอยู่จริงและบ้านของเขาก็ยังอยู่ที่นี่ใน Le Marais ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อ 10 ปีก่อน เราก็เช่าอพาร์ทเม้นท์อาศัยอยู่ในย่านนี้ ทำให้เราคุ้นเคยเป็นพิเศษ ดังนั้นเราจึงพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า ย่านนี้เป็น “ย่านโปรดที่สุดของเรา” เลยแหละ เพื่อไม่ให้เยิ่นเย้อ เราขอพาคุณๆ #hop ไปที่ร้านต่างๆที่เราชอบ และเลือกมาแนะนำเลยแล้วกันเนอะ เรานั่ง Métro มาลงที่สถานี Filles du Calvaire ซึ่งอยู่ในโซน Haut Marais หรือมาเรส์ตอนบน ว่ากันว่าโซนนี้นั้นเป็นย่านดีไซน์ที่คูลที่สุดของปารีสกันเลยทีเดียว บ้านเมืองแถว Le Marais Yvon Lambert ร้านหนังสือดีไซน์ Yvon Lambert เป็นร้านแรกที่เราพา #hop มาชมใน Le Marais เราหมดเวลาไปเป็นชั่วโมงกับร้านนี้ร้านเดียว ส่วนใหญ่เป็นหนังสือและแมกกาซีนดีไซน์ที่โคตรเท่ หลายเล่มไม่เคยเห็นที่ไหนเลยเพราะเป็น collection ของทางร้านเอง บางเล่มก็ทำมือ เรางี้เลือกไม่ถูกเลย เอาเข้าจริงๆเราก็ไม่ได้เก็ตความหมายที่คนทำหนังสือต้องการจะสื่อมากหรอกนะ แต่เรารู้แค่ว่าอันนั้นสวย อันนี้ชอบ ซึ่งก็ชอบเกือบหมด 5555 Location: https://goo.gl/maps/Mycw4PAWRN2BPpdX7 Papier Tigre Papier Tigre ร้านขายเครื่องเขียน Stationery สุดคิ้วววท์ ใครชอบเครื่องเขียนน่ารักๆ แนะนำให้มาร้านนี้เลย เราเห็นของน่ารักไม่ได้ เป็นต้องซื้อกลับบ้าน!! (ซื้อเยอะด้วย ฮาๆๆ) Location: https://goo.gl/maps/wftDYnsUoASWeHzF9 Hello = Bonjour Tom Greyhound Paris Tom Greyhound Paris เป็นร้าน select shop ชื่อดังที่มีสาขาแค่ที่ปารีสกับเกาหลีเท่านั้น บอกเลยว่าของครบมาก เลือกของมาได้ดีมากเรียกได้ว่าซื้อไปนี่รับรองไม่ซ้ำใครแน่นอน พนักงานก็เป็นกันเองช่วยเหลือสุดๆ (ช่วยให้เสียตังค์สิ ฮ่าๆ) Location: https://goo.gl/maps/nwLHtVA5WmhnXc2w9 MHL. MHL. แบรนด์น้องของ Magaret Howell สัญชาติอังกฤษ ถ้าจะซื้อกระเป๋าผ้าที่นี่ไม่มีน้าาา เพราะกระเป๋าผ้าแบบที่ฮิตๆกันเป็นดีไซน์ที่มีขายเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น Location:https://goo.gl/maps/agauRH6LcGfjxC9GA Maison Standards ร้านนี้เราชอบเป็นพิเศษ เพราะงานดี สไตล์ดี ราคาดี ดีไปหมดจริงๆ ช่วยด้วย! โดนร้านนี้ดูดเงิน! กางเกงยีนส์ประมาณ 80 euros เชิ้ตก็ประมาณ 65 euros Location: https://goo.gl/maps/LGfD8nu7UVcC9GrM6 Lemaire Lemaire ร้านใหญ่แห่งเดียวในกรุงปารีส และที่สำคัญคือสวยสุขุมมาก ชอบมั่กๆๆๆๆๆๆ ไม่ยมกล้านตัว Location: https://goo.gl/maps/vnVLDwtwdHA5vNji6 Boot Café Boot Café ร้านกาแฟเล็กๆ บรรยากาศอบอุ่นแห่งนี้เป็นหนึ่งในใจเลย กาแฟอร่อยจริง อยากให้ไปลองกัน คำว่า "cordonnerie" หมายถึง ร้านซ่อมโรงเท้า พอเปลี่ยนมาเป็นคาเฟ่ก็ไม่ยอมเปลี่ยนป้าย แต่ดันใช้ชื่อใน Google Map ว่า Boot Café จะแนวไปไหนเนี่ย 555 Location: https://goo.gl/maps/W61sGVz2pfHeR5Sm7 Maison Kitsuné Maison Kitsuné Paris มาถึงเมืองต้นกำเนิดแล้วก็ต้องแวะซะหน่อย ร้านมีสองชั้น ไม่เล็กไม่ใหญ่ ไซส์พอให้หมาจิ้งจอกวิ่งเล่นในร้านได้ 5555 Location: https://goo.gl/maps/5hQT6Rp5zUfAjJ4q9 Editions MR Editions MR แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์เรียบหล่อของผู้ชายปารีเซียง ใครชอบเสื้อผ้าเนี้ยบ แต่ใส่แล้วดูสบายๆ ไม่เกร่อ ไม่เอะอะ แนะนำร้านนี้นะครับ Location: https://goo.gl/maps/5Mun8TKcAjsES895A Acne Studios Acne Studios เป็นอีกหนึ่งในแบรนด์โปรดที่เราชอบแวะเข้าไปดูทุกสาขาไม่ว่าจะไปเที่ยวเมืองอะไร ที่นี่ร้านสวยแต่พนักงานคนจีนพยายามขายไปหน่อยนะ Location: https://goo.gl/maps/bLsnuGkeKu4v86Gf8 Merci Merci เป็นร้านรวมของใช้มีดีไซน์ในชีวิตประจำวัน เป็นร้านดังที่แน่นไปด้วยชาวฝรั่งเศสและนักท่องเที่ยว มีตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องครัว เครื่องเขียน ของใช้ต่างๆ แถมด้านหน้าก็เปิดเป็นคาเฟ่เล็กๆด้วยนะ ของเยอะ น่าสนใจหลายอย่างแต่สุดท้ายแล้วเราแทบไม่ได้ซื้ออะไรกลับออกมาเลย ว้าาา Location: https://goo.gl/maps/gqtSGt8EWbKEqhFN6 Archive 18.20 Archive 18.20 ร้าน Select Shop ที่เราชอบอีกร้าน เน้นงานดีไซน์และสินค้าที่ยูนี้คหาซื้อไม่ค่อยได้จากที่อื่น มีทั้งสินค้าแฟชั่น น้ำหอม แกลอรี่ และร้านกาแฟเล็กๆ ให้นั่งชิลกันทุกวันตั้งแต่ 11:00 - 19:00 กันเลย (แต่โซนคาเฟ่พนักงานดูงงนิดหน่อย 555) Location: https://goo.gl/maps/94eSMTpNctQFQvkBA ที่ปารีสเค้าซัพพอร์ทกลุ่ม LGBT สุดๆ ดูได้จากการตกแต่งตึกทั้งสองข้างทางแม้แต่ทางม้าลายก็เอา นอกจากร้านค้าแล้ว ย่านนี้มีแกลอรี่/มิวเซี่ยมเด็ดๆน่าตามรอยไปด้วย ขอแนะนำ 2 ที่ก่อนนะ Lafayette Anticipations ที่แรกคือ Lafayette Anticipations สร้างขึ้นโดยมูลนิธิของห้างดังอย่าง Galeries Lafayette เราสะดุดตาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นโลโก้ที่หน้าเว็ป เพราะมันช่างถูกจริตเราเหลือเกิน ที่นี่เป็นเหมือนมิวเซี่ยมเล็กๆแต่เท่มากๆ เน้นงาน contemporary art งานดีไซน์และแฟชั่น ตลอดจนงานสร้างสรรค์เชิงทดลองต่างๆจากศิลปินทั่วโลก ความดีงามที่เอ็กซ์ตร้าไปอีกก็คือที่นี่มีคาเฟ่เฮลตี้จากร้านมังสวิรัติชื่อดังอย่าง Wild and the Moon มาเปิดอยู่ด้วย โซน Gift Shop ก็มีของที่ทั้งสวย เก๋ เท่ น่ารักเยอะแยะไปหมดเลย ให้ทายซิว่าเสียเงินมั้ย 55555 ค่าเข้า Exhibitions : free admission Events : from 5 to 15 € เปิด 11:00–19:00 ทุกวันและปิดวันอังคาร Location: https://goo.gl/maps/ramg8DG88oXqziWr5 ด้านในแกลอรี่ก้มีขายของที่ระลึกด้วยนะ รวมไปถึงของดีไซน์ น้ำหอม เครื่องใช้ต่างๆ ที่เลือกมาขายที่นี่โดยเฉพาะ Galerie Emmanuel Perrotin ที่ต่อมาคือ Galerie Emmanuel Perrotin เป็นห้องแสดงงานศิลปะที่จะผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนงานของศิลปินดังๆระดับโลกมาโชว์กันที่นี่ ตอนที่เราไปกันเป็นผลงานของ ELMGREEN & DRAGSET (เอ็ล์มกรีน แอนด์ แดรกเซ็ท) ใครนึกไม่ออกให้นึกถึงงาน Bangkok Art Binale เค้าก็มาตั้งผลงานสระของเขาที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยนะ งานของเค้าจะจำง่ายก็คือ ประติมากรรมจัดวางสระน้ำแนวตั้ง ซึ่งเค้าทั้งสองคนก็ได้สร้างการนำเสนองานศิลปะรูปแบบใหม่ที่จะให้ผู้ชมมีประสบการณ์ร่วมกับงานของเค้า ที่นี่เข้าฟรีนะ เปิด 11:00–19:00 ทุกวันและปิดเฉพาะวันจันทร์ อังคาร Location: https://goo.gl/maps/cJJ9r3BKQkfNgJoV8 Études Studio เดินไปเรื่อยๆก็ผ่าน Études Studio แบรนด์ดังสัญชาติฝรั่งเศส มีช็อปหลักแค่ที่นี่ที่เดียว (อาจจะมีตามราวแขวนในห้างบ้าง) แบรนด์นี้เป็นแบรนด์เล็กมีทีมงานอยู่ในสตูดิโอไม่กี่คน แต่ความเท่นี่ดังไกลมากนะขอบอก Location: https://goo.gl/maps/rVDN4K2vdXY5yNg98 Biglove แล้วเราก็แวะกินร้านอาหารอิตาเลี่ยนร้านนี้ชื่อ BIGLOVE เห็นคนต่อแถวเยอะดี ขอเข้าไปลองดูหน่อยละกันเนอะโดยรวมเราว่าอร่อยดีนะ อาหารก็หน้าตาดี ไม่จืดเหมือนอาหารฝรั่งเศส ชอบบรรยากาศโดยรวมในร้าน รวมไปถึงพนักงาน ที่บริการดีมากกก อย่างที่บอกเนอะ Le Marais มีดีอีกเยอะมาก เอามาอวด 3 วันก็ไม่ครบ ต้องไปดูกันเองน้าาาา 3. Rue Saint-Honoré (รู ซางต์ ตอนอเร่ - เขต 1 และ 8) Rue Saint-Honoré (รู ซางต์ ตอนอเร่ - เขต 1 และ 8) ถนน Saint-Honoré อยู่ในเขต 1 และเชื่อมต่อกับถนน Faubourg-Saint Honoré เข้าไปในเขต 8 (คำว่า “Faubourg” หมายถึง ถนนเส้นเดียวกันนี้ แต่ทะลุออกนอกเขตเมืองเก่าในสมัยยุคกลาง) ถนนสายนี้แทบจะขนานไปกับถนนชื่อดังอย่าง Champs-Élysées เลยทีเดียว ที่นี่เป็นไฮเอ็นด์ช็อปปิ้งสตรีทที่ยาวเกือบ 2 กิโลเมตรใจกลางกรุง Paris เรียงรายไปด้วยร้านหลักของแบรนด์หรู แบรนด์สตรีทแฟชั่น และร้านขายจิวเวอรี่ นาฬิกาหายากทั้งมือหนึ่งและมือสอง ใครที่ตั้งใจมาช้อปแบรนด์เนม เดินเส้นนี้เส้นเดียวก็น่าจะได้เกือบครบ รวมถึงแบรนด์ Maison Goyard ที่มีสาขาน้อยมากด้วย คำเตือน ระวังจะสำลักความหรูหราและราคานะครับ Getting there: Métro สถานี Concorde Comme des Garçons เริ่มต้นกันที่เวิ้งระหว่างอาคารที่ดูเหมือนทำเลจะไม่ค่อยดี เพราะหลบๆอยู่หลังตึก แต่กลับเป็นที่ตั้งของ Comme des Garçons สาขาใหญ่หนึ่งเดียวในปารีส และเป็นสาขาที่มีของครบมากไม่แพ้สาขาใหญ่ใน Aoyama ญี่ปุ่นเลย แถมพนักงานก็เป็นกันเองมาก ทำให้ไม่เกร็ง การจัดวางสินค้าก็ให้อารมณ์เหมือนเดินเข้าชมแกลอรี่เลย ครีเอทสุดๆ Location: https://goo.gl/maps/8cv7h2P9qjU3BYtr5 Honor Café เมื่อเราเดินออกมาก็จะเจอร้าน Honor Café เป็นร้านขายกาแฟ และขนม ซึ่งเค้าเคลมตัวเองว่าเป็น “Paris's first and only outdoor specialty coffee shop serving coffee that this city should be known for.” เหมือนจะแอบกัดปารีสเบาๆ ว่าเมืองเก๋ๆแบบนี้ เรื่องกาแฟก็ควรจะมีชื่อด้วยนะ Location: https://goo.gl/maps/dr64zy3Lv8W3gSWf8 สำหรับเรากาแฟอร่อยดีนะ เข้มกำลังดี ไม่เหมือนกาแฟตามร้านทั่วไปในปารีส ที่จะมีรสชาติจืดๆ และพนักงานที่พูดอังกฤษสำเนียงบริทิชก็ทำให้ร้านดูคูลขึ้นอีกเป็นเท่าตัว อ่ะ! คอกาแฟแวะมากันได้เลย "Coffee is a lot more than just a drink: it's something happening." A.P.C. โผล่มาสวัสดีทุกย่านเลยยย A.P.C. สาขาเล็กๆ แต่ของไม่น้อยเลยน้าาา แต่เอาจริงๆในปารีสก็มี A.P.C. หลายสาขามาก ไปแวะสาขาอื่นวันหลังก็ได้ L’église de la Madeleine เดินต่อไปตามถนนเรื่อยๆก็จะเจอร้านแบรนด์เนมมากมาย และจะไปเจอกับโบสถ์ลา มัดเลน (L’église de la Madeleine) อีกหนึ่งสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่มากๆ ในย่านนี้ น้ำหอม Diptyque ที่นี่ราคาดีน้าาา ขอคืนภาษีได้อีกต่างหากถัดมาเป็นร้าน WILD & THE MOONอาหารสุขภาพแสนเก๋ที่โด่งดังในหมู่คนเฮลธ์ตี้ (และคนที่อยากจะดูว่าเป็นคนเฮลธ์ตี้) MARGARET HOWELL MARGARET HOWELL แบรนด์ดังที่เน้นความเรียบง่าย (แต่ราคาไม่ง่ายเด้อ) จากเกาะอังกฤษก็แอบซ่อนตัวอยู่หลังร้าน Ralph Lauren Location: https://goo.gl/maps/Qq9JbBheCQXJHYU6A Louis Vuitton Maison Vendôme Louis Vuitton Maison Vendôme ตกแต่งตัวอาคารได้ครีเอทีฟสุดๆ ใกล้ ๆ กันกับถนนเส้นหลัก ก็จะเป็นที่ตั้งของ “พลาส ว็องดม” (Place Vendôme) จตุรัสกลางเมืองที่หรูหราที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่จริงจะเรียกจตุรัสก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะลานแห่งนี้มีรูปร่าง 8 เหลี่ยม ที่นี่เป็นแหล่งช้อปปิ้งเครื่องประดับเพชรพลอยหรูหราราคาสูงลิบเกินคาดเดา มีร้านเรียงรายกันหลายแบรนด์รอบจตุรัส ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของ Hôtel Ritz Paris โรงแรมระดับตำนานของปารีสและของโลกด้วย เวลาเดินผ่านหน้าโรงแรมลองสังเกตดีๆอาจจะได้เห็นคนดังนะ อย่างเมื่อ 10 ปีก่อน เราเคยเจอ Usher ที่หน้าโรงแรม Ritz ด้วย และที่ซอกตึกในจตุรัสนี้เองก็เป็นสำนักงานใหญ่ของแบรนด์ Comme des Garçons ขอแอบส่องนิดนึงน้าาา 1LDK PARIS 1LDK PARIS เป็น concept store ที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากประเทศญี่ปุ่น แนวเสื้อผ้าและเครื่องประดับของแบรนด์เน้นความเรียบง่ายแต่โดดเด่นและสวมใส่ได้ทุกวันกับแนวคิดที่ว่า “non-daily life in daily life” หรือแปลให้เข้าใจง่ายอีกหน่อยก็ประมาณว่า “ชีวิตธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” อะไรเทือกๆนั้น Location: https://goo.gl/maps/xX2s9L2ohiwigv4KA Maison Goyard BALENCIAGA BYREDO BYREDO flagship store แบรนด์น้ำหอมจากสวีเดน สาขานี้พิเศษมากๆ เพราะออกแบบโดยสตูดิโอ M/M PARIS ชื่อดังของฝรั่งเศส โดยภายในมีถึงสองชั้น ไม่ได้มีแค่น้ำหอม แต่มีทั้งเทียนหอม สบู่ล้างมือ สบู่อาบน้ำ แฮนด์ครีม และที่สำคัญสาขานี้มีเครื่องหนังขายด้วยนะ ดีไซน์เรียบๆ น่ารักดี Location: https://goo.gl/maps/tHs43vjfxLgU13ScA 4. Avenue Montaigne (อาเวอนูว์ มงเตญน์ - เขต 8) ถ้ายังไม่หนำใจกับการช้อปปิ้งแบรนด์หรู ต้องมาที่นี่! Avenue Montaigne แยกมาจากถนน Champs-Élysées และทอดยาวไปจนถึงริมแม่น้ำเซน ในจุดที่สามารถเห็นวิวหอไอเฟลได้ลิบๆด้วย ความแตกต่างระหว่างถนน Saint-Honoré กับถนน Avenue Montaigne ก็คือที่นี่ “แกรนด์” กว่า ร้านส่วนใหญ่จะมีขนาดใหญ่ และตกแต่งเรียบหรูกว่าสาขาในย่านอื่นๆ แต่คนกลับคนน้อยกว่า เราจินตนาการไปว่ากลุ่มลูกค้าหลักน่าจะเป็นกลุ่มคนดังและคนรวยที่มี lifestyle ดั่งภาพใน magazine นอกจากนี้ ถนนเส้นนี้ยังเป็นที่ตั้งของ LVMH สำนักงานใหญ่ และออฟฟิศของ Dior อีกด้วย ร้าน Dior จึงดูโดดเด่น ร้านใหญ่ แยกเป็นหลายๆร้านติดๆกัน ราวกับจะประกาศตัวว่า “ที่นี่ถิ่นช้านนน” DIOR Paris Montaigne เราโชคดีที่ได้มา Paris ช่วงคริสต์มาสพอดี ว่ากันว่าไฟคริสต์มาสบนถนนสายนี้สวยที่สุด ดูอย่างต้นคริสมาสต์ที่มุมตึก Dior นี่ปะไร มันช่างเว่อร์วังพลังดิออร์ยิ่งนัก Jil Sander ที่ชอบเป็นการส่วนตัวอีกอย่างก็คือที่นี่มีช็อป Jil Sander แบรนด์โปรด (แม้ราคาจะแอบโหด) หนึ่งเดียวในปารีสอยู่ด้วย หลังจาก Jil Sander หดตัวให้เล็กลง และปิดร้านในไทยไป เราก็แอบคิดถึงอยู่เรื่อยๆ Location: https://goo.gl/maps/9zwmEZHtAvtTKsQz7 เดินกันจนถึงค่ำ ชิลมากกก แค่ได้มาเดินดูการตกแต่งเหล่า Display window ของแต่ละแบรนด์ก็เพลินแล้ววว 8 ย่านที่เรายกมาแนะนำนี้เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของความดีงามที่ Paris มีให้ไปเยี่ยมชม เมืองหลวงของฝรั่งเศสแห่งนี้ยังมีของดีอีกเยอะมากๆ เราถ่ายรูปจนหมด memory card ไปหลายแผ่น และยังสามารถเอามาลงได้อีกหลายโพสต์ ดังนั้นติดตามกันต่อนะค้าบบบ . #LetsHoparoundPARIS #LetsHoparound #Travel #Amex #EarnMilesFaster #Paris #ParisCityGuide #เที่ยวปารีส #ปารีส #เมืองปารีส #ช็อปปิ้งในปารีส #คาเฟ่ในปารีส #รีวิวปารีส #เที่ยวปารีสด้วยตัวเอง #ฝรั่งเศส #เที่ยวฝรั่งเศส #ปารีสไปไหนดี #ไปไหนดีในปารีส #ช็อปอะไรที่ปารีส #ร้านดีๆในปารีส PARIS CITY GUIDE เที่ยวปารีส Part 2

  • Centara Reserve Samui กลับมาสัมผัส ‘Reserve Culture’ และความสง่าเหนือระดับใน The Reserve Suite หนึ่งเดียวบนเกาะสมุย

    Centara Reserve Samui นิยามบทใหม่ของความหรูที่ให้เราเขียนเรื่องราวการพักผ่อนได้ด้วยตัวเอง การได้กลับมาเยือน Centara Reserve Samui เป็นครั้งที่สองเปรียบเสมือนการกลับไปหาเพื่อนเก่าที่รู้ใจครับ แต่การกลับมาคราวนี้พิเศษกว่าเดิม เพราะเราจะได้สัมผัสกับที่สุดของความเอ็กซ์คลูซีฟในห้องพักที่เป็น ‘The One and Only’ ของรีสอร์ทแห่งนี้ ท่ามกลางคอนเซปต์ Reserve Culture ที่ยังคงความละเมียดละไมและใส่ใจในทุกรายละเอียดเช่นเคย The Arrival & Reserve Culture: สัมผัสแรกที่รังสรรค์มาเพื่อเราโดยเฉพาะ เราเดินทางมาสมุยกับ Bangkok Airways ครับ พอถึงสนามบินสมุยก็ยังคงสัมผัสได้ถึงเสน่ห์และความน่ารักที่เป็นเอกลักษณ์เหมือนเดิม ทันทีที่เดินออกมาตรงทางออก ก็เจอเจ้าหน้าที่ชูป้ายรอต้อนรับเราอยู่แล้วครับ ทางโรงแรมจัดรถมารับเราอย่างดี ภายในรถมีทั้งขนม น้ำดื่ม และผ้าเย็นเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ เป็น 15 นาทีระหว่างเดินทางไปโรงแรมที่สะดวกสบายและน่าประทับใจมากครับ พอมาถึง Centara Reserve Samui สิ่งแรกที่ทำให้เรารู้สึกพิเศษคือ Welcome Ritual ที่ช่างคิดช่างทำและลึกซึ้งมากครับ พนักงานจะมอบดอกดาวเรืองให้เราคนละดอก พร้อมแนะนำให้เราอธิษฐานถึงสิ่งที่เราปรารถนาแล้วค่อยๆ ลอยดอกดาวเรืองลงไปในสระน้ำหน้าล็อบบี้ เรารู้สึกว่านี่คือการออกแบบประสบการณ์ที่ชาญฉลาด เพราะมันสอดคล้องกับแนวคิดของแบรนด์ Reserve ที่ต้องการมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคล (Unique Personal Experience) ที่ไม่ซ้ำใคร เพราะคำอธิษฐานของแขกแต่ละคนย่อมมีเรื่องราวที่ต่างกัน การเริ่มต้นทริปด้วยการสร้างพื้นที่ให้เราได้โฟกัสกับความต้องการของตัวเองแบบนี้ จึงเป็นการสร้างความประทับใจแรกที่ส่วนตัวและทรงพลังอย่างแท้จริง โดยมี Reserve Narrators คอยดูแลและพรีวิวภาพรวมของ "วิถี" การใช้ชีวิตที่นี่ให้รุ่มรวยที่สุดตั้งแต่วินาทีแรกครับ The Reserve Suite หนึ่งเดียวเหนือระดับ ความเอ็กซ์คลูซีฟที่หาจากห้องอื่นไม่ได้ ไฮไลต์ที่สุดของทริปนี้คือการเข้าพักใน The Reserve Suite ครับ ต้องบอกว่านี่คือห้องพักระดับ Top-tier ที่มีเพียง "ห้องเดียว" เท่านั้นในโรงแรม ตั้งตระหง่านอยู่บนชั้นสูงสุดของอาคารเพื่อให้ได้มุมมองที่งดงามที่สุด ด้วยพื้นที่กว้างขวางถึง 127 ตารางเมตร ห้องนี้ถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิด “Home away from home” อย่างแท้จริงครับ พื้นที่ภายในโอ่โถงประกอบด้วย The Space: โซนห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ที่มาพร้อมโต๊ะรับประทานอาหาร เหมาะมากสำหรับการใช้เวลาร่วมกันแบบส่วนตัว The Bedroom: เตียงนอนขนาด Super King-size ที่นุ่มสบายราวกับโอบกอดเราไว้ พร้อมความยืดหยุ่นในการรองรับครอบครัวใหญ่ เพราะสามารถเชื่อมต่อ (Connect) กับห้อง Deluxe Ocean ได้อีกถึง 2 ห้อง The View: ระเบียงส่วนตัวเปิดรับวิวท้องฟ้าและท้องทะเลสีครามของสมุยแบบ Panorama จากมุมที่สูงที่สุดของรีสอร์ท ความพิเศษที่เหนือกว่าคือบริการ Reserve Host หรือผู้ดูแลส่วนตัวที่จะคอยจัดการทุกความต้องการของเราตลอดการเข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียมทรีตเมนต์หรือสำรองที่นั่งห้องอาหาร ทำให้ทุกโมเมนต์ของเราไหลลื่นและพิเศษสุดๆ ครับ แต่นอกจากความโปร่งสบายด้านในแล้ว สิ่งที่ทำให้เราประทับใจที่สุดคือ ระเบียงส่วนตัวที่กว้างขวางมากครับ กว้างจนเราอยากจะนอนเอนกายอาบแดดรับลมทะเลที่นี่ในทุกๆ วัน โดยไม่ต้องออกไปไหนเลย เป็นพื้นที่ที่มอบความเป็นส่วนตัวขั้นสุด พร้อมวิวท้องฟ้าและท้องทะเลสีครามของเกาะสมุยแบบ Panorama จากมุมที่สูงที่สุดของรีสอร์ท ซึ่งหาไม่ได้จากห้องไหนจริงๆ Surprise of the Day เติมสีสันให้การพักผ่อนด้วยปุ่มสุ่มความสุข อีกหนึ่งรายละเอียดในแบบ Reserve Culture ที่เราประทับใจมากคือปุ่ม Surprise of the Day ครับ ในทุกๆ วันเราสามารถกดปุ่มนี้เพื่อลุ้นรับประสบการณ์พิเศษที่ทางโรงแรมคัดสรรมาให้ ไม่ว่าจะเป็นขนมหวานเมนูพิเศษ กิจกรรมเวิร์กช็อปสั้นๆ หรือเซอร์ไพรส์เล็กๆ น้อยๆ ที่เปลี่ยนไปไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน มันทำให้การตื่นมาในแต่ละเช้าของเรามีความตื่นเต้นเพิ่มขึ้นอีกนิด เพราะเราจะคอยลุ้นว่าวันนี้โรงแรมจะเตรียมความประทับใจอะไรไว้ให้เรา ซึ่งเป็นกิมมิกที่ช่วยสร้างรอยยิ้มและความทรงจำที่ดีได้ดีมากครับ ดื่มด่ำสุนทรียภาพแห่งการบำบัด ณ Reserve Spa Cenvaree ช่วงบ่ายเราแวะไปฟื้นฟูร่างกายที่ Reserve Spa Cenvaree กับทรีตเมนต์ Healing Touch นาน 75 นาที เทอราพิสที่นี่เชี่ยวชาญมากครับ โดยมีการนำสมุนไพรสดจากสวนออร์แกนิกของรีสอร์ทมาใช้ประกอบการนวด หลังจากเสร็จทรีตเมนต์ เรายังได้ผ่อนคลายต่อในโซน Relaxation Conservatory และ Jacuzzi ที่ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น เป็นการเริ่มต้นทริปด้วย Well-being ที่ยอดเยี่ยม รสชาติไทยวิจิตรที่ Sa-Nga มื้อค่ำเราฝากท้องไว้ที่ Sa-Nga (สง่า) ห้องอาหารที่นิยามอาหารไทยใหม่ผ่าน Elegant Sharing Set Menu พร้อม Wine pairing เช็ฟหยิบยกวัตถุดิบดั้งเดิมมาปรุงด้วยเทคนิคสมัยใหม่ (Innovative Culinary Artistry) นำเสนอออกมาได้สวยงามและมีรสชาติที่ลุ่มลึก สมชื่อร้านที่สะท้อนถึงรสนิยมและความโก้หรูครับ Afternoon Gourmet Delights ตกบ่ายเราก็มาทาน Afternoon Tea ชิลๆ ที่ The Terrace ซึ่งเชฟรังสรรค์ขนมแต่ละชิ้นขึ้นจากแรงบันดาลใจแห่งท้องทะเล มีทั้งช็อกโกแลตรูปหอยหลากหลายรูปแบบ กินไปชิลไปเคล้ากับม็อกเทลและวิวทะเล เป็นช่วงเวลาที่พิเศษมากครับ Bread Society สุนทรียภาพของกลิ่นขนมปังอบใหม่ในยามเช้า สำหรับเราที่ให้ความสำคัญกับมื้อเช้าพอๆ กับการพักผ่อน Bread Society คือจุดที่เราประทับใจมากครับ ที่นี่ไม่ใช่แค่ไลน์ขนมปังทั่วไป แต่คือศิลปะของการทำเบเกอรี่แบบ Artisanal ที่เน้นความสดใหม่และใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง กลิ่นหอมของขนมปังที่เพิ่งออกจากเตาช่วยปลุกประสาทสัมผัสในยามเช้าได้ดีมาก เป็นรายละเอียดที่เติมเต็มให้มื้อเช้าที่นี่มีชีวิตชีวาและอบอุ่นเหมือนทานอยู่ที่บ้านจริงๆ Gin Run สวรรค์ของคนรักจินและการเดินทางของรสชาติที่หลากหลาย เมื่อตะวันตกดิน เราแนะนำให้แวะมาที่ Gin Run ครับ บาร์ที่รวบรวมจินจากทั่วทุกมุมโลกมาไว้ที่นี่ รวมถึงการทำจินอินฟิวส์ (Infused Gin) สูตรเฉพาะของรีสอร์ทที่มีให้เลือกเยอะจนน่าประทับใจ บรรยากาศของบาร์ที่มีความ Sophisticated และการได้พูดคุยกับมิกโซโลจิสต์ผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ช่วงเวลาค่ำคืนของเราที่สมุยเต็มไปด้วยสีสันและสุนทรียภาพทางการดื่มครับ ความสนุกบนผิวน้ำด้วย Efoil Board พอตกเย็น เราขยับมาเติมอะดรีนาลีนด้วยการเล่น Efoil board เป็นครั้งที่สองในชีวิตเลยครับ (ฟังดูเว่อไหม 55) ต้องบอกว่าสนุกมาก! แม้จะเป็นกิจกรรมที่ดูท้าทายแต่ที่นี่มีคนสอน (Instructor) ที่เก่งมาก คอยแนะนำเทคนิคจนเราสามารถร่อนไปบนผิวน้ำได้ยาวๆ เป็นช่วงเวลาที่ปลดปล่อยพลังงานได้ดีสุดๆ Act 5 – The Grill ปิดท้ายวันด้วยมื้อค่ำที่ Act 5 – The Grill ที่นี่คือสเต็กเฮาส์สไตล์คลาสสิกที่เพิ่มความ Sophisticated เข้าไป ทุกจานผ่านกระบวนการย่างในเตา KOPA ที่ใช้ความร้อนสูงเป็นพิเศษ ทำให้เนื้อ Wagyu และอาหารทะเลยังคงความฉ่ำและมีกลิ่นหอมรมควันที่เป็นเอกลักษณ์ Vitamin SEA Brunch มื้อสายที่เต็มไปด้วยสีสันก่อนอำลาเกาะสมุย ก่อนเช็คเอ้าท์ในวันอาทิตย์ เราไปจบที่ Salt Society Beach Bar & Kitchen กับ Vitamin SEA Brunch (Vitamin B Package) บรรยากาศที่นี่คือ Tropical Al Fresco ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของหาดเฉวงครับ เราเพลิดเพลินไปกับอาหารทะเลสดๆ ไวน์รสเลิศ และค็อกเทลที่ Infuse ด้วยสมุนไพร ท่ามกลาง Curated Playlist ที่ช่วยเซตจังหวะความผ่อนคลายให้ถึงขีดสุด เป็นมื้อที่เติมเต็ม "Vitamin Sea" ให้เราก่อนจะเดินทางกลับในช่วงบ่ายสี่โมง Wrapping Up Our Stay สรุปความประทับใจ ประสบการณ์ที่ ‘Reserve’ ไว้เพื่อคุณเท่านั้น การกลับมาเยือน Centara Reserve Samui ในครั้งนี้ตอกย้ำให้เราเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นครับว่า นิยามของความหรูหราที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงามของสถาปัตยกรรมที่ตาเห็นเท่านั้น แต่คือความสามารถในการมอบประสบการณ์ที่ Personalised ได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกมิติ โดยเฉพาะการได้ใช้เวลาพักผ่อนใน The Reserve Suite ที่เป็นที่สุดของความเอ็กซ์คลูซีฟ พื้นที่แห่งนี้ช่วยให้เราได้พบกับความสงบ และเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ในทุกวินาทีตลอดการเข้าพัก สิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย และเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การพักผ่อนครั้งนี้สมบูรณ์แบบที่สุด คือทีมพนักงานทุกคนที่เราอยากจะขอบคุณจากใจจริงๆ ครับ ทุกคนดูแลเราดีมากๆ และปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณของการบริการที่แท้จริง ตั้งแต่ความใส่ใจอย่างใกล้ชิดของ Reserve Host ไปจนถึงความน่ารักของทีมพนักงานในทุกห้องอาหารและสปาที่จำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของเราได้เสมอ Human Touch เหล่านี้นี่เองครับที่เปลี่ยนจากการมาพักโรงแรมทั่วไป ให้กลายเป็นการมาพักผ่อนในบ้านที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความทรงจำที่มีค่า ขอบคุณทีมงานทุกคนที่ทำให้เราได้รับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมเกินความคาดหมายในทุกด้านจริงๆ ครับ ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่พัก แต่มันคือพื้นที่แห่งการคืนความสมดุลและการค้นพบความรื่นรมย์ในแบบฉบับของตัวเองผ่านงานดีไซน์ที่นิ่งสงบ การบริการที่เปี่ยมด้วยความใส่ใจ และรสชาติอาหารที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างผู้รู้จริง หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รักในงานสุนทรียศาสตร์และต้องการการพักผ่อนในระดับมาสเตอร์พีซที่เป็นส่วนตัวและพิเศษไม่ซ้ำใคร เราเชื่อว่าที่นี่คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับการเดินทางมาเยือนสมุยครับ แล้วเราจะกลับมาอีกนะ :) Centara Reserve Samui 38/2 Moo 3, Borpud, Chaweng Beach, Koh Samui, Surat Thani 84320 Thailand Tel: +66 (0) 77 230 500 E-mail: crs@chr.co.th Website: www.centarahotelsresorts.com/centarareserve/crs #LetsHoparound #Samui #CentaraReserveSamui #ReserveCulture #TheReserveSuite #KohSamui #LuxuryResort #รีวิวโรงแรม #รีวิวที่พัก #สมุย #เกาะสมุย #ModernAesthete #SlowLuxury #Centara

  • Caption by Hyatt Kabutocho Tokyo ที่พักเปิดใหม่ ใจกลางย่านประวัติศาสตร์การเงินแห่งโตเกียว

    Caption by Hyatt Kabutocho Tokyo ที่พักเปิดใหม่เครือไฮแอท ใจกลางย่านประวัติศาสตร์การเงินแห่งโตเกียว หากใครที่กำลังมองหาที่พักในโตเกียวที่ฉีกกฎความซ้ำซากจำเจ และอยากสัมผัสพลังงานใหม่ๆ ของย่านที่ผสมผสานความเก่าเข้ากับความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว Caption by Hyatt Kabutocho Tokyo คือจุดหมายที่เราอยากแนะนำที่สุดในนาทีนี้ครับ ทริปโตเกียวล่าสุดนี้ เราตั้งใจพาชาว #hopster ไปเช็คอินที่ Nihonbashi Kabutocho ย่านที่เคยเป็นศูนย์กลางการเงินของญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันได้แปลงโฉมสู่ย่านสุดฮิปที่เต็มไปด้วยคาเฟ่ลับ แกลเลอรี และร้านอาหารเก๋ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในตึกเก่าคลาสสิกครับ The Concept & Design เมื่อดีไซน์ระดับสากลพบกับลายเส้นของศิลปินท้องถิ่น ก่อนจะพาไปดูห้องพัก เราอยากเล่าถึงแบรนด์ Caption by Hyatt สักเล็กน้อยครับ นี่คือแบรนด์น้องใหม่ล่าสุดในเครือ Hyatt ที่เน้นความเป็น "Lifestyle Hotel" อย่างแท้จริง ภายใต้คอนเซปต์ "Essentials Done Right" คือการให้ความสำคัญกับสิ่งที่จำเป็นที่สุดในการพักผ่อน แต่ทำให้ดีกว่าและมีสไตล์กว่าเดิม ความพิเศษของแบรนด์นี้คือการลบภาพล็อบบี้โรงแรมแบบเดิมๆ ออกไป แล้วแทนที่ด้วย Talk Shop ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลางกึ่งคาเฟ่และบาร์ที่เป็นเสมือน "ห้องนั่งเล่นของย่านนี้" เพื่อให้แขกที่เข้าพักและคนท้องถิ่นได้มานั่งเล่น ทำงาน และแลกเปลี่ยนไอเดียกัน เป็นการสร้างคอมมูนิตี้มากกว่าแค่การเป็นที่พักค้างคืนครับ ความโดดเด่นของ Caption by Hyatt สาขานี้ เริ่มต้นตั้งแต่งานออกแบบสถาปัตยกรรมภายในที่เน้นความโปร่งและทันสมัย โดยมีการดึงเอาประวัติศาสตร์ของย่าน Kabutocho มาเป็นแรงบันดาลใจหลัก สิ่งที่ทำให้เราประทับใจที่สุดคือการที่โรงแรมให้ความสำคัญกับ "Sense of Place" หรือความรู้สึกถึงสถานที่ผ่านงานศิลปะครับ ภายในโรงแรมและห้องพัก เราจะพบกับผลงานกราฟิกอาร์ตที่ดูสนุกสนานและมีชีวิตชีวา ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของศิลปินดาวรุ่งชาวญี่ปุ่นอย่าง Nao Nozawa (นาโอะ โนซาวะ) ศิลปินสาวที่มีลายเส้นเป็นเอกลักษณ์ โดยเธอได้นำเอาแรงบันดาลใจจากแผนที่ย่านคาบุโตะโจ ลายเส้นของแม่น้ำ และวิถีชีวิตของผู้คนมาเปลี่ยนให้เป็นงานศิลปะร่วมสมัยที่ประดับอยู่ทั่วโรงแรม ทำให้ทุกมุมที่เราเดินผ่านไม่ได้เป็นแค่ผนังว่างเปล่า แต่เป็นบันทึกทางวัฒนธรรมที่ถูกเล่าผ่านมุมมองของศิลปินยุคใหม่ครับ First Impression ทันทีที่ก้าวเข้าไปยังโรงแรม... ทันทีที่ก้าวเข้าไปในพื้นที่ของโรงแรม สิ่งแรกที่ปะทะสายตาคือความโปร่งโล่งและงานดีไซน์ที่ดูสนุกสนานครับ กลิ่นอายของความทันสมัยปะปนกับกลิ่นกาแฟหอมๆ จาก Talk Shop ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายในทันที กราฟิกบนผนังและศิลปะท้องถิ่นที่ประดับตกแต่งสะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของย่าน Kabutocho ได้อย่างมีสีสัน พนักงานต้อนรับที่นี่มีความเป็นกันเอง (Self-check in ก็สะดวกมากครับ) ทำให้บรรยากาศดูเป็นกันเองเหมือนมาพักบ้านเพื่อนที่แต่งบ้านเก่งๆ เลย Our Room 2 Twin Beds สไตล์ที่มาพร้อมความกว้างและโปร่งสบาย รอบนี้เราพักห้องประเภท 2 Twin Beds ขนาดประมาณ 28 ตารางเมตร (301 sq ft) ซึ่งถือว่ากว้างขวางพอตัวสำหรับโรงแรมในใจกลางโตเกียวครับ The Design: สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือเพดานที่สูงโปร่ง (High Ceiling) และงานไม้โทนอุ่นที่ทำให้ห้องดู Cozy มาก การตกแต่งเน้นความเรียบเท่และ Smart Storage มีการจัดวางพื้นที่ใช้สอยได้ฉลาดมากครับ The Comfort: เตียงคู่ระดับพรีเมียมของ Hyatt ขึ้นชื่อเรื่องการนอนหลับที่มีคุณภาพอยู่แล้ว ยิ่งเจอกับ Blackout Blinds ที่ปิดสนิท ทำให้เราแทบไม่อยากลุกออกจากเตียงในตอนเช้าเลย Details Matter: ภายในห้องจัดเต็มด้วยเทคโนโลยี ทั้ง 55” HDTV ที่เชื่อมต่อแอปสตรีมมิ่งได้ และจุดชาร์จที่มีทั้ง USB-C และ USB-A ทั่วห้อง รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างชุดนอน (Pajamas) และผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ (Nature-inspired scents) ที่ช่วยรีเซ็ตความรู้สึกหลังจบทริปเดินเที่ยวในแต่ละวันได้ดีมากครับ Gym & Common Area ชั้น 2 พื้นที่ส่วนกลางที่เพิ่มมิติให้กับการเข้าพัก อีกหนึ่งพื้นที่ที่อยากชวนให้ขึ้นไปสำรวจคือ พื้นที่ส่วนกลางบนชั้น 2 ของโรงแรมครับ เป็นโซนที่บรรยากาศต่างจากความคึกคักของ Talk Shop ชั้นล่างอย่างชัดเจน ที่นี่ให้ฟีลสงบ เป็นส่วนตัว และเหมาะมากสำหรับการมานั่งพักผ่อน ทำงาน หรือใช้เวลาช้าๆ ระหว่างวัน การออกแบบยังคงคาแรกเตอร์ของ Caption by Hyatt ไว้อย่างครบถ้วน เฟอร์นิเจอร์ดีไซน์เรียบเท่ แสงธรรมชาติที่ส่องเข้ามาอย่างพอดี และมุมที่จัดวางมาเพื่อการใช้งานจริง มีทั้งพื้นที่ให้นั่งอ่านหนังสือ ทำงาน หรือแค่ปล่อยใจพักสายตาจากความวุ่นวายของเมือง ให้อารมณ์เหมือนเป็นเลานจ์เล็กๆ ที่อยากแวะขึ้นมาบ่อยๆ ระหว่างการเข้าพักครับ ถัดจากโซนพักผ่อน บนชั้นเดียวกันยังมี Fitness Room (GYM) สำหรับสายแอคทีฟที่ไม่อยากหลุดรูทีนแม้อยู่ระหว่างทริป พื้นที่ฟิตเนสมาในสไตล์มินิมอล โปร่งสะอาด พร้อมอุปกรณ์จำเป็นสำหรับคาร์ดิโอและเวทเทรนนิ่งเบาๆ เหมาะทั้งสำหรับการออกกำลังกายตอนเช้าเพื่อปลุกพลัง ก่อนออกไปเดินเมือง หรือยืดเส้นยืดสายเบาๆ ในช่วงเย็นหลังกลับจากการสำรวจ Kabutocho ทั้งวัน สิ่งที่เราชอบคือการที่โรงแรมมองว่า GYM ไม่ใช่แค่ฟังก์ชันเสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์การพักผ่อน ทุกอย่างถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย ไม่กดดัน และเข้ากับจังหวะชีวิตของนักเดินทางยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ทำให้พื้นที่ส่วนกลางชั้น 2 แห่งนี้ กลายเป็นอีกหนึ่งจุดที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การเข้าพักได้อย่างสมบูรณ์ครับ Talk Shop & Neighborhood หัวใจของย่านคาบุโตะโจ เราใช้เวลาส่วนใหญ่ที่ Talk Shop บริเวณชั้นล่างครับ ที่นี่เป็นทั้งจุดเติมพลังด้วยกาแฟยามเช้า และเป็นจุดสังสรรค์ในยามค่ำคืน ตัวโรงแรมตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน (Kayabacho หรือ Nihonbashi) ทำให้การเดินทางไป Ginza หรือ Tokyo Station เป็นเรื่องง่ายนิดเดียว แต่จุดที่สนุกที่สุดคือการเดินสำรวจรอบๆ โรงแรมครับ เพราะย่านนี้มีร้านเบเกอรี่ระดับโลกและบาร์ลับที่ตั้งอยู่ในอาคารเก่าอายุเกือบ 100 ปี ซึ่งมอบเสน่ห์ที่แตกต่างจากย่านดังอื่นๆ ในโตเกียวอย่างสิ้นเชิง Neighborhood Guide เดินเล่นรอบๆ Kabutocho ย่านที่สายกินและสายคาเฟ่ต้องหลงรัก หลังจากเช็คอินเสร็จ สิ่งที่เราแนะนำให้ทำคือการออกไป "เดินเล่น" รอบๆ โรงแรมครับ เพราะย่านนี้มีคาเฟ่ดีๆที่ซ่อนตัวอยู่ และนี่คือ 5 จุดเช็คอินใกล้โรงแรมที่เดินไปได้ง่ายๆ และเราไม่อยากให้คุณพลาด: CAFE DANCE: ตั้งอยู่ในอาคารโรงแรม K5 ที่สวยงามระดับตำนาน ที่นี่เป็นคาเฟ่ที่ดูดิบเท่แต่แฝงด้วยความประณีต เหมาะสำหรับการมานั่ง Brunch หรือดื่มเครื่องดื่มในบรรยากาศที่ไม่เหมือนใคร Coffeebar & Shop coin: คาเฟ่และร้านขายของไลฟ์สไตล์ที่ตั้งอยู่ชั้นใต้ดินของอาคารธนาคารเก่า (Bank) บรรยากาศเงียบสงบและมีเสน่ห์มากครับ กาแฟดีและมีของตกแต่งบ้านดีไซน์เก๋ๆ ให้เลือกติดมือกลับไป SR Coffee Roaster: คาเฟ่สาย Specialty Coffee ที่ส่งตรงจากสต็อกโฮล์ม สวีเดน มาเปิดที่โตเกียว ใครที่ชอบเมล็ดกาแฟที่มีความสะอาด รสชาติหวานสดชื่น และบรรยากาศร้านที่เป็นกันเอง ต้องมาที่นี่ครับ ที่โรงแรม Caption by Hyatt Kabutocho Tokyo เค้าใช้เมล็ดกาแฟของที่นี่ด้วยนะ Heiwa Doburoku Kabutocho Brewery: สำหรับสายดื่ม นี่คือที่ที่คุณจะได้ชิม "Doburoku" (สาเกแบบไม่กรอง) ที่ทำสดๆ ในโรงหมักกลางย่านคาบุโตะโจ บรรยากาศโมเดิร์นและเข้าถึงง่ายมาก bakery_bank: ร้านขนมปังสุดฮอตที่ตั้งอยู่ในอาคารธนาคารเก่าเช่นกัน ครัวซองต์ที่นี่คือที่สุดครับ กลิ่นเนยหอมฟุ้งไปทั้งถนน แนะนำให้มาเช้าๆ จะได้เลือกขนมปังที่เพิ่งออกจากเตาแบบฟินๆ Wrapping Up Our Stay ทำไมควรเลือกนอนที่ Caption by Hyatt? การเข้าพักที่ Caption by Hyatt Kabutocho Tokyo ครั้งนี้เป็นการพิสูจน์ว่า ความหรูหราไม่จำเป็นต้องมาในรูปแบบของความพิธีรีตอง แต่คือการได้อยู่ในพื้นที่ที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ของเราจริงๆ โดยเฉพาะการได้มาพักในย่านใหม่ๆในเมืองโตเกียว ทำให้เรารู้ว่า โตเกียวยังมีย่านน่ารักๆ ให้สำรวจอีกเยอะะะ เลย ความรู้สึกสุดท้ายก่อนที่เราจะก้าวออกจากโรงแรม คือความรู้สึกอิ่มเอมใจที่ได้สัมผัสโตเกียวในมุมมองที่สดใหม่ หากใครกำลังมองหาที่พักที่มีดีไซน์ (Style), ความสะดวกสบาย (Comfort) และทำเลที่เต็มไปด้วยเรื่องราว (Location) เราแนะนำที่นี่อย่างสุดใจครับ แล้วคุณจะตกหลุมรักย่าน Kabutocho เหมือนกับเรา Caption by Hyatt Kabutocho Tokyo 12-5 Nihonbashi Kabutocho, Chuo-ku, Tokyo, 103-0026, Japan Tel: +81 3 6661 1234 Fax: +81 3 6661 1235 E-mail: tokyo.caption@hyatt.com Website: www.hyatt.com/caption-by-hyatt/tyocb-caption-by-hyatt-kabutocho-tokyo #CaptionByHyattKabutochoTokyo #Tokyo #Kabutocho #Nihonbashi #LifestyleHotel #LetsHoparound #รีวิวโรงแรม #รีวิวที่พัก #แคปชั่นบายไฮแอท #โตเกียว #ญี่ปุ่น #BestHotelsInTokyo #PlacestoStay #ModernAesthete #DesignHotelTokyo #TokyoTravel #ArchitectureLovers

  • Park Hyatt Milano แก่นแท้ของสุนทรียภาพและความสง่างามที่สะท้อนตัวตนของมิลาน ณ โรงแรมพาร์ค ไฮแอท มิลาน

    รีวิว Park Hyatt Milan ความหรูหราสง่างามใจกลางมหานครแห่งแฟชั่น สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับกับ Hoparound.co สำหรับการเดินทางสู่มิลาน มหานครแห่งแฟชั่นและดีไซน์ในครั้งนี้ Hoparound.co ขอพาทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษที่ Park Hyatt Milan (พาร์ค ไฮแอท มิลาน) โรงแรมระดับ 5 ดาว ที่ผสมผสานความหรูหราแบบคลาสสิกเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว รับรองว่านี่คือที่สุดของการพักผ่อนใจกลางเมืองที่เปี่ยมด้วยสไตล์และมนต์เสน่ห์ Overview: ทำเลทองใจกลางมิลานที่ไม่เป็นรองใคร Park Hyatt Milan ตั้งอยู่ในทำเลที่เรียกได้ว่าจุดใจกลางของมิลานเลยทีเดียว คุณจะพบว่าโรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ในอาคารประวัติศาสตร์อันงดงามบน Via Tommaso Grossi ซึ่งอยู่ห่างจาก Galleria Vittorio Emanuele II อันโด่งดังเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น แถมยังอยู่ในระยะที่เดินไปมหาวิหารดูโอโม่ (Duomo di Milano) โรงละครโอเปร่า Teatro alla Scala แหล่งช้อปปิ้งหรูอย่าง Quadrilatero della Moda หรือแม้แต่ตลาดหลักทรัพย์ Borsa Italiana ได้อย่างสบายๆ การเดินทางมายังโรงแรมก็แสนสะดวกสบาย เพราะอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน Duomo และ Cordusio ทำให้คุณสามารถสำรวจเมืองได้อย่างไร้กังวล ด้วยทำเลที่ตั้งที่เหนือกว่านี้ Park Hyatt Milan จึงเป็นดั่งโอเอซิสแห่งความสงบที่หรูหราใจกลางความคึกคักของเมืองแฟชั่นอย่างแท้จริง โรงแรมแห่งนี้ผสมผสานความสง่างามแบบอิตาเลียนดั้งเดิมเข้ากับการออกแบบที่ทันสมัยได้อย่างลงตัว สะท้อนถึงรสนิยมและความประณีตในทุกรายละเอียด เป็นโรงแรมที่เหมาะสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสจิตวิญญาณของมิลาน รวมไปถึงร้านค้าแบบโลคอล และนักธุรกิจที่มองหาความสะดวกสบายและบริการระดับเวิลด์คลาส The Arrival and Check-in: ก้าวแรกสู่ประสบการณ์อันน่าประทับใจ ทันทีที่เราเดินทางมาถึง Park Hyatt Milan ก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศแห่งความพิเศษ โรงแรมตั้งอยู่ในอาคารเก่าแก่ที่ดูโอ่อ่าแต่ให้ความรู้สึกอบอุ่น พนักงานต้อนรับที่ประตูยิ้มแย้มและให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดีในการนำกระเป๋าเดินทางของเราเข้าไปยังล็อบบี้ บริเวณล็อบบี้ของโรงแรมนั้นได้รับการตกแต่งอย่างประณีตด้วยสไตล์ที่หรูหราเหนือกาลเวลา ผสมผสานวัสดุธรรมชาติอย่างหินอ่อน ไม้เนื้อแข็ง และงานศิลปะร่วมสมัยได้อย่างลงตัว บรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัว ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและพร้อมสำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง ขั้นตอนการเช็คอินเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว พนักงานต้อนรับมีความเป็นมืออาชีพสูง ยิ้มแย้มแจ่มใส และให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรงแรมได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เวลาอาหารเช้า หรือแม้แต่คำแนะนำเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในบริเวณใกล้เคียง ทุกคำถามของเราได้รับคำตอบที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้สร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงเลยทีเดียว Our Room is Premiere King: ความลงตัวของความหรูหรา ฟังก์ชันการใช้งาน และระเบียงส่วนตัว ห้องพักของเราในครั้งนี้คือห้อง Premiere King ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องพักที่น่าประทับใจที่สุดของ Park Hyatt Milan ทันทีที่เปิดประตูเข้ามา เราก็สัมผัสได้ถึงความกว้างขวางและบรรยากาศที่หรูหราอบอุ่น การตกแต่งภายในเน้นโทนสีสบายตา ผสมผสานเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อดี ผ้าเนื้อนุ่ม และงานศิลปะที่คัดสรรมาอย่างดี สร้างความรู้สึกสงบและผ่อนคลายอย่างแท้จริง ห้อง Premiere King ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุด ด้วยพื้นที่ที่ถูกจัดสรรอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นโซนนั่งเล่นที่กว้างขวางพร้อมโซฟาและโต๊ะทำงานที่เหมาะกับการทำงานหรืออ่านหนังสือ เตียงนอนขนาดคิงไซส์ นั้นใหญ่และนุ่มสบายอย่างเหลือเชื่อ พร้อมผ้าปูที่นอนเนื้อละเอียดและหมอนหลากหลายแบบที่เลือกปรับได้ตามความชอบ ทำให้ค่ำคืนของเราที่นี่เต็มไปด้วยการพักผ่อนอย่างแท้จริง สิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องก็ครบครันและทันสมัยสุดๆ ทั้ง สมาร์ททีวีจอแบนขนาดใหญ่ ที่เชื่อมต่อกับบริการสตรีมมิ่งต่างๆ และระบบเสียงคุณภาพดี โซน มินิบาร์ ที่มีเครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซชั้นดี กาต้มน้ำสำหรับชงชา และเครื่องดื่มพร้อมขนมขบเคี้ยวหลากหลาย ส่วน ตู้เสื้อผ้าแบบ Walk-in Closet ก็กว้างขวางมากพอที่จะเก็บสัมภาระของเราได้อย่างเป็นระเบียบ แต่ไฮไลต์ที่แท้จริงและเป็นความพิเศษของห้อง Premiere King คือการเป็น ห้องเดียวที่มีระเบียงส่วนตัว ระเบียงแห่งนี้เป็นพื้นที่เล็กๆ ที่เงียบสงบ ให้เราได้ออกไปยืนรับลม ชมวิวเมืองมิลานในมุมสบายๆ หรือจิบกาแฟยามเช้าพร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์ก่อนออกไปสำรวจเมือง ถือเป็นมุมโปรดที่ช่วยเพิ่มมิติให้กับการพักผ่อนของเราได้อย่างยอดเยี่ยม และพลาดไม่ได้คือ ห้องน้ำ ซึ่งเป็นดั่งสปาขนาดย่อมในห้องพักของเราเอง ห้องน้ำขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนดูหรูหรา มีทั้ง ฝักบัวเรนชาวเวอร์ (Rain Shower) ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นราวกับยืนอยู่ท่ามกลางสายฝน และ อ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ ที่เชิญชวนให้แช่ตัวผ่อนคลาย พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์อาบน้ำระดับพรีเมียมจากแบรนด์ชั้นนำ ทุกรายละเอียดล้วนสะท้อนถึงมาตรฐานความหรูหราของ Park Hyatt ที่ไม่ทำให้ผิดหวังเลยจริงๆ Hotel Facilities: สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการพักผ่อนและธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ Park Hyatt Milan ไม่ได้เป็นเพียงโรงแรมที่มอบห้องพักอันหรูหราเท่านั้น แต่ยังครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียมที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการของผู้เข้าพัก: Spa & Fitness Center (The SPA): นี่คือโอเอซิสแห่งการผ่อนคลายใจกลางเมือง สปาของโรงแรมมีบรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัว พร้อมให้บริการทรีตเมนต์หลากหลายรูปแบบที่ผสานเทคนิคการบำบัดแบบดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ นอกจากนี้ยังมี อ่างน้ำวน (Whirlpool) ขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยโมเสกสีทองอร่าม ที่เชิญชวนให้คุณมาผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังจากวันอันเหน็ดเหนื่อย ส่วน ฟิตเนสเซ็นเตอร์ ก็ครบครันด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ทันสมัยและครบวงจร เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษากิจวัตรการออกกำลังกายระหว่างการเดินทาง ห้องจัดเลี้ยงและห้องประชุม (Event Spaces): โรงแรมมีห้องจัดเลี้ยงและห้องประชุมที่หลากหลายรูปแบบและขนาด พร้อมอุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ที่ล้ำสมัย และทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้ความช่วยเหลือในการจัดงานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นงานประชุมทางธุรกิจขนาดเล็ก หรืองานเลี้ยงฉลองที่ต้องการความหรูหราและเป็นส่วนตัว Concierge Service: ทีม Concierge ของ Park Hyatt Milan มีความรู้และเชี่ยวชาญเกี่ยวกับมิลานเป็นอย่างดี พร้อมให้คำแนะนำและช่วยเหลือในการจองร้านอาหาร การจัดทัวร์ชมเมือง การซื้อตั๋วเข้าชมสถานที่สำคัญต่างๆ หรือแม้แต่การจัดหารถส่วนตัว บริการนี้ช่วยให้การเดินทางของคุณสะดวกสบายและราบรื่นยิ่งขึ้น Dining in Hotel รสชาติแห่งมิลานที่ไม่ควรพลาด Park Hyatt Milan มอบประสบการณ์ด้านอาหารที่หลากหลายและน่าประทับใจ ไม่แพ้ร้านอาหารชั้นนำภายนอกโรงแรม: Pellico 3 (เปนนิโก้ เทร): ร้านอาหารหลักของโรงแรมที่นำเสนออาหารอิตาเลียนสมัยใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัตถุดิบตามฤดูกาลจากทั่วอิตาลี เมนูสร้างสรรค์โดยเชฟมากฝีมือ บรรยากาศภายในร้านหรูหราแต่ให้ความรู้สึกอบอุ่น เหมาะสำหรับมื้อค่ำสุดพิเศษ Mio Lab (มิโอ แล็บ): บาร์สุดชิคที่โดดเด่นด้วยบรรยากาศที่ทันสมัยและมีชีวิตชีวา เป็นจุดนัดพบยอดนิยมสำหรับแขกของโรงแรมและคนในท้องถิ่น Mio Lab มีชื่อเสียงในด้านค็อกเทลอันเป็นเอกลักษณ์ที่สร้างสรรค์โดย Mixologist มืออาชีพ รวมถึงไวน์และเครื่องดื่มหลากหลายชนิด พร้อมเมนูอาหารว่างและทาปาสเบาๆ ที่เข้ากันได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นมื้ออาหารค่ำสุดโรแมนติก หรือการสังสรรค์ในบรรยากาศสบายๆ Park Hyatt Milan ก็มีตัวเลือกที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านอาหารของคุณ Breakfast เริ่มต้นวันใหม่ด้วยมื้อเช้าสุดพิเศษ อาหารเช้าที่ Park Hyatt Milan ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ห้ามพลาด เพื่อให้คุณได้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยพลังงานและความสดชื่น อาหารเช้าจะให้บริการในบรรยากาศที่หรูหราและเงียบสงบ พร้อมการบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ไลน์อาหารเช้ามีความหลากหลายและครบครันอย่างน่าทึ่ง มีทั้งมุมอาหารยุโรปคลาสสิก ไม่ว่าจะเป็นขนมอบนานาชนิดที่อบสดใหม่ทุกวัน กลิ่นหอมกรุ่นของครัวซองต์และเพสตรี้ต่างๆ ชีสนำเข้า แฮมและโคลด์คัทคุณภาพเยี่ยม ผลไม้สดตามฤดูกาล โยเกิร์ต ซีเรียล และน้ำผลไม้คั้นสด นอกจากนี้ยังมีมุมอาหารปรุงร้อน เช่น ไส้กรอก เบคอน เห็ดผัด และที่สำคัญคือสามารถสั่งเมนูไข่ได้หลากหลายรูปแบบตามความชอบ ไม่ว่าจะเป็นไข่คน ไข่ดาว ออมเล็ต หรือแม้แต่ Eggs Benedict ที่ปรุงสดใหม่จานต่อจาน การได้จิบกาแฟอิตาเลียนหอมกรุ่นคู่กับขนมอบแสนอร่อย ท่ามกลางบรรยากาศที่หรูหราของโรงแรม ถือเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ในมิลานที่สมบูรณ์แบบที่สุด Wrapping Up Our Stay ความทรงจำอันล้ำค่าที่ Park Hyatt Milan ตลอดระยะเวลาที่เราได้เข้าพักที่ Park Hyatt Milan เราได้สัมผัสถึงคำว่า "ความหรูหราอย่างแท้จริง" ในทุกมิติ ตั้งแต่การออกแบบอันสง่างามเหนือกาลเวลา ทำเลที่ตั้งที่ยอดเยี่ยมใจกลางเมือง บริการอันไร้ที่ติของพนักงานที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ไปจนถึงห้องพักที่สะดวกสบายและครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก การได้ตื่นขึ้นมาในห้อง Premiere King ที่กว้างขวาง สัมผัสผ้าปูที่นอนเนื้อดี และเริ่มต้นวันด้วยกาแฟเอสเพรสโซหอมกรุ่นจากเครื่องชงในห้อง พร้อมออกไปยืนรับลมยามเช้าที่ระเบียงส่วนตัว ถือเป็นความสุขเล็กๆ ที่สร้างความประทับใจไม่รู้ลืม การผ่อนคลายในอ่างน้ำวนของสปาหลังจากเดินเที่ยวมาทั้งวัน หรือการลิ้มรสอาหารอิตาเลียนชั้นเลิศที่ Pellico 3 ล้วนเป็นประสบการณ์ที่เติมเต็มการเดินทางของเราให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น Park Hyatt Milan ไม่ใช่แค่โรงแรม แต่คือการลงทุนในประสบการณ์อันล้ำค่า ที่จะทำให้การมาเยือนมิลานของคุณเป็นความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือนได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักท่องเที่ยวที่หลงใหลในศิลปะ แฟชั่น หรือวัฒนธรรม หรือนักธุรกิจที่มองหาความสะดวกสบายและประสิทธิภาพ โรงแรมแห่งนี้พร้อมที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้คุณ สำหรับ Hoparound.co แล้ว Park Hyatt Milan คือตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่เราอยากแนะนำให้นักเดินทางทุกคนได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง รับรองว่าคุณจะไม่ผิดหวัง Park Hyatt Milano Via Tommaso Grossi 1,20121 Milan, Italy Tel: +39 02 8821 1234 Reservations: +39 02 8821 1234 Website: www.hyatt.com/park-hyatt/en-US/milph-park-hyatt-milan #LetsHoparound #ParkHyattMilano #ParkHyatt #Milano #Italy #LuxuryDesignHotel #ItalianElegance #TimelessLuxury #DuomoView #LuxuryTravel #ArchitectureLovers #DesignHotel #รีวิวโรงแรม #ที่พักมิลาน #โรงแรมอิตาลี #มิลาน #อิตาลี

  • AMANDAYAN ขุมทรัพย์แห่งยูนนาน อลังการเขาหิมะมังกรหยก มรดกโลกลี่เจียง อมันดายัน

    Amandayan ขุมทรัพย์แห่งยูนนาน อลังการเขาหิมะมังกรหยก มรดกโลกลี่เจียง อมันดายัน ไม่น่าเชื่อจริงๆว่าเมืองโบราณลี่เจียงและวิวภูเขาหิมะที่ตระการตาเบอร์นี้จะอยู่ห่างจากกรุงเทพฯเพียง 2 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น เรารู้สึกตื่นเต้นและดีใจมากๆทันทีที่ได้รับคำเชิญจากรีสอร์ทที่ Exclusive ที่สุดในลี่เจียงอย่าง Amandayan ให้ไปสัมผัสกับความงดงามของทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรมชาวเขาเผ่านาชี (Naxi บางทีก็สะกด Nakhi) และเมืองโบราณ “ดายัน” ที่มีอายุกว่า 800 ปีแถมสวยเว่อร์วังอย่างกับฉากในภาพยนตร์ และสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างยิ่งพิเศษขึ้นไปอีกหลายขั้นก็คือการดูแลอย่างดีเยี่ยมโดยทีมของ Aman ซึ่งไม่เคยทำให้เราผิดหวังเลยสักครั้ง ถ้าเพื่อนๆอ่านโพสต์นี้แล้ว อยากจะตามรอย เรามีโปรดีๆมาบอกกันเอาไว้ก่อนด้วยนะครับราคาพิเศษสำหรับแฟนๆ ชาว Hoparound.co เมื่อจองผ่าน Trip.com Overview เพื่อนๆชาว #hopsters คงรู้ดีกันอยู่แล้วถึงความ Exclusive และเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Aman ซึ่งถือว่าเป็นจุดสูงสุดของวงการรีสอร์ทและโรงแรมหรูทั่วโลก สำหรับที่ Amandayan นี้ตัวรีสอร์ทตั้งอยู่บนยอดเนินเขาสิงโต (Lion Hill) ที่คั่นระหว่างเมืองเก่าและเมืองใหม่ ทำให้จากรีสอร์ทเราก็สามารถมองเห็นวิวเมืองเก่าได้แบบพาโนราม่าเลย และหากจะลงมาเดินเล่นไม่ว่าจะในเขตเมืองเก่าหรือเมืองใหม่ก็ใช้เวลาเดินลงมาไม่ถึง 10 นาที จึงสะดวกมากๆและในขณะเดียวกันเมื่ออยู่ภายในรีสอร์ทก็มีความเป็นส่วนตัวขั้นสุดสมกับความหมายของ “Aman” ที่แปลว่าความสงบ ส่วนคำว่า “Dayan” นั้นเป็นชื่อของเมืองเก่าที่อยู่เบื้องล่างรีสอร์ทนั่นเอง ที่จริงลี่เจียงมีเมืองโบราณอยู่ถึง 3 เมืองซึ่งเกิดจากการค่อยๆย้ายถิ่นฐานเพื่อหาแหล่งเพราะปลูกลงมาทางใต้ของชาว Naxi ซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ในแถบนี้มาแต่โบราณ จากเมือง Baisha (ไป๋ชา) ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดถึง 1,200 ปีทางตอนเหนือ และยังคงมีผู้คนอาศัยอยู่จนถึงปัจจุบัน ลงใต้มาสู่เมือง Shuhe (ชู่เหอ) อายุ 1,000 ปี ก่อนจะลงใต้มาอีกสู่แหล่งที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดจนก่อตั้งเป็นเมือง Dayan (ดายัน) เมื่อ 800 ปีก่อน เมืองเก่าดายันจึงเป็นกลายเป็นเมืองเก่าขนาดใหญ่ (3.8 ตารางกิโลเมตร) และยังมีสภาพดีที่สุด และก็เป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดในเมืองลี่เจียงด้วยเช่นกัน เมืองลี่เจียงตั้งอยู่บนความสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,400 เมตร (ใกล้เคียงกับยอดดอยอินทนนท์) และล้อมรอบไปด้วยภูเขาสูงเสียดฟ้าอีกมากมาย แต่ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของลี่เจียงก็คือเขาหิมะมังกรหยก ซึ่งสูงถึง 5,596 เมตรจากระดับน้ำทะเล (สูงกว่า Mont Blanc ในยุโรปซะอีก) นอกจากนี้ลี่เจียงเป็นเมืองปลอดอุตสาหกรรมหนัก จึงไร้มลพิษในอากาศและมีความเย็นตลอดทั้งปี แม้ในหน้าร้อนที่สุดในเดือนกรกฎาคม อุณหภูมิก็ยังอยู่ที่ประมาณ 25-28 องศาเท่านั้น และด้วยเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง แถมไม่ต้องทำวีซ่าให้ยุ่งยาก จึงทำให้เราสามารถหลบร้อนมาที่ลี่เจียงได้อย่างสะดวกสบาย เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของมณฑลยูนนานก็คือประชากรส่วนใหญ่ยังคงเป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่มีอยู่รวมกันมากถึง 25 ชนเผ่า ซึ่งต่างจากมณฑลอื่นๆของจีนที่ประชากรส่วนใหญ่มักเป็นชาวฮั่น และสำหรับลี่เจียงนั้นก็เป็นดินแดนของชนเผ่า Naxi เป็นหลัก จะมีชนเผ่าอื่นๆแซมบ้างก็เพียงเล็กน้อย ชาว Naxi ถือเป็นชนเผ่าที่มีหัวก้าวหน้า เฉลียวฉลาดรู้จักวางแผน และมีค่านิยมส่งเสริมเรื่องการศึกษามาแต่โบราณ เคยรุ่งเรืองถึงขนาดก่อตั้งเป็นราชวงศ์มู่ (Mu) ขึ้นมาปกครอง มีทั้งภาษาพูดและเขียนเป็นของตัวเอง ทำให้ลี่เจียงเป็นหนึ่งในเมืองการค้าที่สำคัญบนเส้นทาง Tea Horse Road ที่ก่อตั้งขึ้นกว่า 1,000 ปีก่อน เพื่อนำใบชาจากผู่เอ๋อร์แบกขึ้นหลังม้าไปกระจายสู่ภูมิภาคอื่นๆของจีน ทิเบต และบางส่วนของอินเดีย วัฒนธรรมของลี่เจียงจึงมีความรุ่มรวยไม่เหมือนใคร ในปัจจุบันว่ากันว่า 80% ของจำนวนประชากรกว่า 1.25 ล้านคนของลี่เจียงนั้นยังคงกระจายอาศัยกันอยู่บนภูเขามากกว่าอยู่ในเมือง วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านจึงยังคงดำเนินไปอย่างไม่ถูกรบกวนจากเทคโนโลยีภายนอกมากนัก ลี่เจียงแห่งแคว้นยูนนานเป็นเมืองจีนโบราณอายุนับพันปีที่งดงามเปี่ยมเสน่ห์พร้อมสะกดทุกผู้มาเยือน ยิ่งได้ฉากหลังเป็นเขามังกรหยกสูงเสียดฟ้ากว่า 5,500 เมตร มีหิมะปกคลุมยอดตลอดทั้งปี ก็ยิ่งทำให้ทั้งเมืองดูขลังและอลังการสมกับที่ UNESCO รับรองให้เป็นมรดกโลกเลยล่ะครับ สำหรับการเดินทางก็สะดวกเพราะไม่ต้องขอวีซ่า และบินตรงเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง เป็นการหลบร้อนไปพึ่งเย็นที่ทั้งง่ายและชวนหลงไหลจนไม่น่าเชื่อว่าลี่เจียงจะอยู่ใกล้บ้านเรามากขนาดนี้ และคงไม่น่าแปลกใจเลยหากที่นี่จะกลายเป็นอีกหนึ่งจุดหมายยอดฮิตสำหรับคนไทยในอนาคตอันใกล้นี้ครับ The Arrival Ruili Airlines เป็นสายการบินเดียวที่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯไปลี่เจียงสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพียง 2 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงลี่เจียงเลย อีกทางเลือกหนึ่งก็คือเดินทางด้วยสายการบินหลักอื่นๆไปลงที่คุนหมิง แล้วนั่งรถไฟต่อมาที่ลี่เจียงก็ได้เช่นกัน หากเพื่อนๆเลือกจองที่ Amandayan ด้วยโค้ด “Hop Around” ก็สามารถเลือกให้ทางรีสอร์ทมารับที่สนามบินได้เลยก็จะสะดวกมากๆ ในแพ็คเก็จแขกสามารถเลือกรับบริการจาก Amandayan ระหว่างให้มารับหรือมาส่งที่สนามบินได้ขาใดขาหนึ่ง แต่เราแนะนำให้เลือกให้มารับมากกว่าเพราะการเรียกรถแท็กซี่จาก International Terminal ที่ลี่เจียงอาจจะไม่ค่อยสะดวกมากนัก (ถ้าเดินไปที่ Domestic Terminal จะมีแท็กซี่มากกว่า) และแนะนำดาวน์โหลดแอ๊ป WeChat และ AliPay พร้อมผูกบัตรเครดิตเอาไว้ให้เรียบร้อยตั้งแต่อยู่ไทย จะได้พร้อมใช้งานเลย ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องอินเตอร์เน็ตเมื่อไปถึง จากสนามบินเราใช้เวลาบนรถ Mercedez-Benz ที่ทาง Amandayan ส่งมารับประมาณ 45 นาทีก็มาถึงรีสอร์ทบนเนินเขา Lion Hill กลางเมืองลี่เจียง เมื่อถึงจุด Drop Off พนักงานของ Amandayan ก็มายืนรอต้อนรับกันพร้อมหน้า นับเป็นความประทับใจแรกตามตำรับ Aman ที่เราคุ้นเคย หลังจากรับผ้าเย็นแล้ว เราก็ถูกเชิญให้ไปนั่งพักจิบ Welcome Drink (ชาเขียวยูนนานผสมน้ำผลไม้) เพื่อรอเช็คอินที่ Lobby Amandayan เปิดตัวในปี 2015 และออกแบบโดยสถาปนิกระดับตำนานอย่าง Ed Tuttle โดยได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปะของชาว Naxi อาคารทั้งหมดนั้นสร้างขึ้นมาใหม่ให้มีกลิ่นอายโบราณเป็นหนึ่งเดียวกับเมืองเก่า มีเพียงอาคารเดียวในเขตรีสอร์ทเท่านั้นที่เป็นศาลเจ้าโบราณสถานอายุกว่า 300 ปีซึ่งเปิดให้คนนอกสามารถเข้าชมได้ และเราจะพาเพื่อนๆไปชมกันหลังจากเช็คอินแล้วนะครับ เราสัมผัสได้ถึงความนิ่งสงบตั้งแต่วินาทีแรกที่เดินเข้ามาสู่ Lobby วัสดุในการตกแต่งภายในส่วนใหญ่ทำมาจากไม้ ซึ่งให้ความรู้สึกที่หรูหราและอบอุ่นไปพร้อมๆกัน สิ่งที่โดดเด่นที่สุดก็เห็นจะเป็นโคมไฟทรงกระบอกยาว 9 โคมที่แขวนสูงทะลุขึ้นไปถึงโถงชั้น 2 ของอาคาร รสนิยมอันละเมียดละไมของคุณ Ed Tuttle ที่ทำให้สเปซมีความโดดเด่นอย่างกลมกล่อมนั้นฝังตัวอยู่ในทุกอณูของ Lobby ที่นี่เลยครับ Our Room: Courtyard Suite เช็คอินเรียบร้อยแล้ว เราพาไปชมห้องพักของเรากันดีกว่าครับ ก่อนอื่นต้องขอเล่าให้เห็นภาพใหญ่กันก่อนว่าบนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ของ Amandayan นี้ มีห้องพักเพียงแค่ 34 ห้อง บวกกับอีก 1 วิลล่าที่เปิดให้จองได้ ดังนั้นเรื่องความเป็นส่วนตัวจึงไม่ต้องห่วงเลย ส่วนของห้องพักก็แบ่งเป็น 2 แบบเท่านั้น คือ Courtyard Suite ที่อยู่ชั้นล่างและ Deluxe Suite ที่อยู่ชั้นสอง ห้องชั้นล่างนั้นได้เปรียบเรื่องความสะดวกเวลาจะเข้าออกห้องพัก ส่วนชั้นสองจะได้เปรียบเรื่องระเบียงที่สามารถเห็นวิวจากมุมที่สูงกว่า แต่หากคืนใดมีงานเลี้ยงเสียงดังในเขตเมืองเก่าที่อยู่ไม่ไกลออกไป ห้องชั้นบนก็อาจจะมีเสียงเล็ดลอดเข้ามาง่ายกว่าชั้นล่างเช่นกัน การตกแต่งภายในห้องพักทั้ง 2 ประเภทนี้มีรูปแบบและหน้าตาห้องเหมือนกันหมดทุกประการ อาจจะมี Layout ที่สลับฝั่งซ้าย-ขวากันบ้างในบางห้อง แต่ในภาพรวมแล้วการพาไปดูห้องของเราซึ่งเป็นแบบ Courtyard Suite เพียงห้องเดียวก็เท่ากับว่าเพื่อนๆจะได้เห็นหน้าตาห้องของทั้งรีสอร์ทเลยครับ ห้องของเราหมายเลข 121 มีขนาด 72 ตารางเมตร กว้างขวางสะดวกสบายมาก การจัดแบ่งพื้นใช้สอยก็ทำได้ดีเลิศเลยครับ เมื่อเปิดประตูห้องเข้ามา เราก็จะเจอกับพื้นที่นั่งเล่นที่มีโซฟาขนาดใหญ่สำหรับเอกเขนกก่อนเลย ด้านหลังโซฟาเป็นผนังบุผ้าทอลวดลายศิลปะท้องถิ่นที่นอกจากจะประดับไว้เพื่อความงามแล้ว ยังเป็นบานเลื่อนในตัวที่เอาไว้เปิด-ปิดซ่อนทีวีที่อยู่เบื้องหลังได้ด้วย บนโต๊ะกลางก็มีผลไม้ ของว่าง และข้อมูลต่างๆของรีสอร์ทที่ทางแม่บ้านจัดเตรียมไว้ให้เรา เมื่อหันไปทางซ้ายก็จะเจอกับเตียง King Size ที่ดูโอ่อ่านุ่มสบาย แต่สิ่งที่ทำให้ห้องดูสวยงามและโดดเด่นอย่างมากก็คือฉากไม้ที่เจาะฉลุลวดลายดอกไม้แบบจีน ช่างไม้ฝีมือเนี้ยบมากครับ ยิ่งเมื่อแสงแดดส่องทะลุเข้ามา แสงเงาที่เกิดขึ้นก็ยิ่งทำให้ห้องดูงดงามราวกับมีเวทมนตร์เลยทีเดียว ด้านหลังฉากไม้ฉลุนี้เป็นโซนของโต๊ะทำงาน และมินิบาร์ซึ่งเครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล เราสามารถรับประทานได้ทั้งหมดเพราะรวมอยู่ในค่าห้องเรียบร้อยแล้ว ตรงจุดนี้นอกจากอุปกรณ์ชง Cocktail ที่เราจะเจอได้ตามโรงแรมหรูทั่วไปแล้ว ที่นี่ยังจัดเตรียมเซ็ตชงชาเอาไว้ให้แขกเป็นพิเศษด้วย ซึ่งช่วยยกระดับบรรยากาศของห้องพักให้มีความพิถีพิถันแบบจีนมากขึ้นไปอีก ถัดจาก Minibar เข้าไปหลังผนังโซนนั่งเล่น ก็จะเป็นห้องน้ำและห้องแต่งตัวแบบ Walk-in Closet มีอ่างล้างหน้าแยก 2 เซ็ตสำหรับแขก 2 ท่าน ตรงกลางเป็นอ่างอาบน้ำ และมีห้อง Shower กับห้องส้วมแยกออกไปต่างหากอย่างเป็นสัดส่วนดีมากครับ สิ่งหนึ่งที่เราขอให้ทางรีสอร์ทจัดหาให้เพิ่มเติมก็คือเครื่องทำความชื้นในอากาศครับ เพราะลี่เจียงอากาศค่อนข้างแห้งจึงทำให้รู้สึกแห้งในจมูกและคอเวลาตื่นนอน นี่แหละครับข้อดีของการมาพักที่ Aman เขาใส่ใจรายละเอียดทุกอย่างจริงๆ Private Villa ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เราพาเพื่อนๆไปดู Private Villa หนึ่งเดียวของ Amandayan ที่เปิดให้จองกันได้ต่อเลยดีกว่าครับ วิลล่าหมายเลข 888 นี้ (เลขมงคลสุดๆ) เป็นวิลล่า 2 ห้องนอนสำหรับแขกที่ต้องการอยู่เป็นกรุ๊ป 4-5 ท่านแบบเป็นส่วนตัว สำหรับกรุ๊ปที่ใหญ่กว่านี้สามารถปรึกษาทาง Reservation ได้นะครับ เพราะจริงๆแล้วทางรีสอร์ทก็สามารถเปิด Private Villa หลังอื่นเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษได้อีก ห้องพักแบบวิลล่านั้นจะมาพร้อมกับ Butler ส่วนตัวที่คอยให้บริการเราตลอด 24 ชม. มีการจัดสรรพื้นที่เป็นห้องนอนให้ Butler นอนพักภายในตัววิลล่าด้วยเลย ซึ่งทาง Aman แบ่งโซนตรงนี้ได้ดีมากครับ ยังคงความเป็นส่วนตัวของแขกอย่างเต็มที่ เนื่องจากถ้าไม่สังเกตเราก็แทบมองไม่เห็นห้องพักของ Butler เลย วิลล่า 888 มีการจัดวางอาคาร 2 ชั้นเป็นรูปตัว L บนพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยมีพื้นที่ว่างเป็นลาน Courtyard ส่วนตัวที่เงียบสงบ เมื่อเปิดประตูเข้ามา ด้านขวามือภายในตัวอาคารก็จะเป็นห้องรับประทานอาหารกับโต๊ะกลมหมุนได้แบบจีน เดินลึกเข้าไปอีกนิดก็จะพบกับห้องครัวส่วนตัวที่มีอุปกรณ์พร้อมสรรพ อีกฝั่งของอาคารตัว L ก็จะเป็นห้องนั่งเล่น ที่มาพร้อมกับโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวเบ้อเริ่มตรงกลางห้อง พร้อมโซฟาที่นั่งได้รอบโต๊ะเลย ถัดออกไปติดผนังก็เป็นทีวี นอกจากนี้ก็ยังมีโต๊ะทำงานเซ็ตใหญ่อีก 2 เซ็ตตั้งอยู่ตรงข้ามกัน ที่ชั้นล่างนี้จะมีห้องน้ำอยู่ตรงจุดก่อนถึงบันไดขึ้นชั้น 2 และทางเข้าห้องพักของ Butler ก็อยู่ใต้บันไดนี่เอง ชั้น 2 ของวิลล่าก็จะเป็นห้องนอนพร้อมห้องน้ำในตัว ซึ่ง Layout ทุกอย่างก็เหมือนกับห้องพักของเราเลยครับ เพียงแต่ห้องนอนของวิลล่าที่อยู่คนละปีกก็จะมีการสลับฝั่งของการจัดสรรพื้นที่ให้อยู่ทิศตรงข้ามกัน Man Yi Xuan - The Main Chinese Restaurant สำหรับเรื่องอาหารที่ Amandayan จะมีทั้งสิ้น 3 Outlets แต่ห้องอาหารหลักนั้นมีชื่อว่า Man Yi Xuan ซึ่งเสิร์ฟอาหารจีนในมื้อกลางวันและเย็นโดยมีทั้งเมนูจีนทั่วไป และอาหารยูนนานท้องถิ่นที่ทั้งอร่อยและหาทานได้ยากครับ ในวันที่ฟ้าใสเพื่อนๆก็จะสามารถมองเห็นวิวภูเขาหิมะมังกรหยกแบบเต็มตาได้จากห้องอาหาร Man Yi Xuan นี้ได้เลย เรียกได้ว่าอร่อยลิ้นและอิ่มเอมสายตาไปพร้อมๆกัน วิวตรงนี้คือ Iconic View พันล้านที่เป็นจุดขายในภาพโฆษณาของ Amandayan เลยก็ว่าได้ครับ เมนูที่เราอยากจะแนะนำหากเพื่อนๆได้มารับประทานอาหารที่นี่ก็คือ Hot Pot แต่ต้องสั่งจองกันล่วงหน้านิดนึงนะครับ เนื่องจากทางห้องอาหารต้องเตรียมการอย่างน้อย 4 ชั่วโมงเลย Hot Pot ของที่นี่เสิร์ฟในหม้อดินดำที่นำเข้ามาจาก Shangri-la ดูสวยขลังมากครับ ตัวน้ำซุปนั้นกลมกล่อม ส่วนเนื้อสัตว์ก็มีให้เลือกทั้งเนื้อไก่ฟาร์ม ซี่โครงหมูบ่ม 6 เดือน และเนื้อจามรี มื้อนี้เราเลือกลองซี่โครงหมูและเนื้อจามรีจานเล็กๆมาลองครับ เชฟจะนำเนื้อซี่โครงหมูดิบๆมานวดคลึงเคล้าด้วยเครื่องปรุงและเครื่องเทศท้องถิ่น ก่อนจะบ่มเก็บเอาไว้นานถึง 6 เดือนจนเข้าเนื้อ ตอนแรกเราคาดหวังว่าเนื้อหมูคงจะนุ่มเปื่อยแบบละลายไปเลย แต่จริงๆแล้วเท็กซ์เจอร์นั้นนุ่มกำลังดียังมีความสู้ฟันพอให้เราได้เคี้ยวอยู่ครับ แต่มีรสชาติเข้มข้นแทรกซึมอยู่ในเนื้อหมูเลย ส่วนเนื้อจามรีนั้นรสชาติเหมือนเนื้อวัวชั้นดีเลยครับ ไม่เหนียวหรือมีกลิ่นสาบอย่างที่คิด อีกอย่างที่เป็นจุดเด่นของ Hot Pot ก็คือเห็ดและผักซึ่งสดอร่อยมาก โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคมที่เป็นฤดูเก็บเห็ด เพื่อนๆก็จะได้ลิ้มลองเห็ดหลายชนิดเลยครับ ที่มีชื่อที่สุดน่าจะเป็นเห็ดสน หรือ Matsutake ที่ปกติราคาค่อนข้างสูง ถ้ามีโอกาสอย่าลืมสั่งมาลองดูกันนะครับ The Lounge มื้อเช้าของทุกวันนั้นรวมอยู่ในแพ็คเก็จข้อเสนอพิเศษเมื่อจองด้วยโค้ด Hop Around ด้วยนะครับ ซึ่งมื้อเช้าที่ Amandayan จะเสิร์ฟกันที่ The Lounge ซึ่งอยู่ในพื้นที่อีกฝั่งของ Lobby เมนูอาหารเช้าของที่นี่ก็จะมีทั้งแบบตะวันตก แบบจีนทั่วไป และแบบยูนนาน และมีเมนูทิเบตแซมๆมาด้วย เช่น ชาผสมเนยจามรี เพราะจริงๆแล้วถัดจากลี่เจียงไปนิดเดียวก็ทิเบตแล้ว ในแต่ละวันที่เข้าพักเราก็พยายามสั่งเมนูที่แตกต่างกันไปเพื่อให้เพื่อนๆได้เห็นหน้าตาอาหารเช้าหลากหลายแบบที่สุด ส่วนตัวแล้วเราถูกใจกับรสชาติที่เข้มข้นของเมนูเส้นเป็นพิเศษทั้งแบบแห้งและแบบน้ำ อยากให้เพื่อนๆได้ลองดูครับ ส่วนอาหารเช้าแบบท้องถิ่นนั้นมีธัญพืชเป็นวัตถุดิบค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ถั่วเลนทิล (อันนี้มีเอามาทำเป็นเจลลี่ด้วย แปลกดีครับ) รวมไปถึงมันสีต่างๆ ซึ่งเรารู้สึกว่าดีต่อสุขภาพมากเลย อีกอันที่แปลกดีก็คือก๋วยเตี๋ยวหลอดไส้กลีบกุหลาบ อ่อ! ลืมบอกไปว่าที่ลี่เจียงนี่เป็นดินแดนแห่งดอกไม้นานาพันธุ์เลยครับ ดอกไม้หลากสีบานสะพรั่งสวยมากจริงๆ และคนก็นิยมนำดอกไม้หลายชนิดมาประกอบอาหารเช่นกัน อย่างของฝากชื่อดังที่มีขายทั่วเมืองเก่าก็คือขนมเปี๊ยะไส้กลีบกุหลาบนี่แหละครับ The Boutique ในบริเวณเดียวกันกับ The Lounge จะมีห้องเล็กๆที่หลบอยู่ใกล้โต๊ะรีเซ็พชั่น ซึ่งภายในจะเป็น Boutique ร้านขายของที่ระลึกทั้งที่ทาง Amandayan คัดสรรมาจากช่างฝีมือท้องถิ่น และสินค้าในแบรนด์ Aman เองซึ่งมีตั้งแต่เครื่องหอมไปจนถึงเสื้อผ้าเลยครับ เป็นมุมเล็กๆที่น่าสนใจยังไงก็ลองมาแวะชมกันนะครับ The Library and The Meeting Room พาขึ้นมาชมชั้นสองของอาคาร Lobby กันบ้างครับ ห้องสมุดของทุก Aman นั้นเป็นมุมที่เราชอบเป็นพิเศษ เป็นมุมเงียบๆที่ตกแต่งสวยอบอุ่น ให้อารมณ์บ้านผู้ดีเก่าที่มีความ Sophisticated แบบไม่ต้องพยายาม และที่ Amandayan ก็เช่นกันครับ ไม่ทำให้ผิดหวังเลย ที่พิเศษกว่า Aman อื่นที่เราเคยไปก็คือที่นี่มีห้องประชุมขนาดค่อนข้างใหญ่ที่เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ทุกอย่างเอาไว้ให้บริการด้วย จากสายตาคิดว่าสามารถรองรับคนได้ประมาณ 30 คนสบายๆ ไม่สงสัยเลยว่าทำไม Amandayan ถึงมีบริษัทเก๋ๆพาพนักงานมาพักแบบ Buy Out กันอยู่เรื่อยๆ The Theatre อาคาร Lobby ยังมีชั้นใต้ดินให้เราลงไปสำรวจกันอีกนะครับ ข้างล่างนี้มีห้องที่พิเศษมากก็คือ Private Theatre หรือโรงหนังส่วนตัวที่เพื่อนๆสามารถชวนกันมาเลือกดูหนังได้อย่างจุใจ ห้องนี้จะเป็นที่นิยมมากในช่วงเทศกาลแข่งขันกีฬาต่างๆไม่ว่าจะเป็น โอลิมปิค บอลโลก เทนนิสโอเพ่น ฯลฯ ในบางวันก็จะมีโปรแกรมหนังที่ทางทีม Amandayan เลือกเอามาฉายด้วย และห้องนี้ก็ไม่ได้มาเล่นๆนะครับ ตั้งแต่การออกแบบ วัสดุที่ใช้ตกแต่ง ระบบภาพและเสียง รวมไปถึงคุณภาพของที่นั่งทุกอย่างคือดีเยี่ยมทั้งหมด ตอนที่เปิดเข้ามาเห็นครั้งแรก เราเซอร์ไพร้ซ์กับความจริงจังนี้มากครับ The Spa นอกจากห้องพักที่สวยงามแล้ว อีกสิ่งที่มีชื่อเสียงอย่างมากที่ Aman ก็คือสปาครับ จากประสบการณ์การใช้สปาในแต่ละ Aman ที่เราเคยได้ไปสัมผัสมานั้นดูเหมือนว่าจะมีเวทมนตร์บางอย่างที่มากไปกว่าแค่เพียงความผ่อนคลายสบายตัว แต่จิตใจเราก็รู้สึกสงบนิ่งปลอดภัยราวกับเราได้เข้าไปอยู่ใน Sanctuary บางอย่าง และที่ Amandayan นี้ก็เช่นกัน คุณ Therapist นวดโดยใช้เทคนิคจีนเข้ามาผสม แต่คำว่า “นวด” ก็อาจจะดูน้อยและเบาไปนิดในความรู้สึกของเรา คำว่า “บำบัด” น่าจะเหมาะสมกว่า เพราะเรารู้สึกได้ถึงความใส่ใจในทุกๆการกด การรีด และการลงน้ำหนักมืออันไหลลื่นซึ่งช่วยให้ความตึงเครียดที่สะสมอยู่ในทั้งร่างกายและจิตใจของเราค่อยๆคลายลงจนเราเผลอหลับไปเลยครับ The Gym ชั้นล่างของอาคารสปาเป็นที่ตั้งของห้องฟิตเนสและห้องโยคะที่ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป แต่อุปกรณ์นั้นมีครบครันและทุกชิ้นก็มาตรฐานสูงจากแบรนด์ TechnoGym สายออกกำลังไม่ต้องห่วงเลยครับ ได้ใช้อุปกรณ์ชั้นเยี่ยมอย่างเป็นส่วนตัวแน่นอนครับ The Pool นี่คือหนึ่งในสระน้ำ Outdoor เพียงไม่กี่สระในเขตเมืองเก่าของลี่เจียง (เราคิดว่าน่าจะเป็นสระกลางแจ้งสระเดียวเลยด้วยซ้ำ) ยิ่งไปกว่านั้นสระของ Amandayan ยังมีระบบรักษาอุณหภูมิให้อยู่ที่ประมาณ 28 องศาเซลเซียส ดังนั้นแม้ในวันที่อากาศหนาว แขกของรีสอร์ทก็ยังสามารถลงเล่นน้ำได้อย่างสบายตัว จะมีสักกี่ครั้งที่เราจะได้ว่ายน้ำในเซ็ตติ้งจีนโบราณแบบนี้ The View Pavilion และนี่ก็น่าจะเป็นศาลาชมวิวจากบนเนินเขาหนึ่งเดียวของเมืองเก่าลี่เจียงเช่นกัน เพื่อนๆจะได้ชมวิวเมืองเก่าในมุมที่สวยที่สุดของลี่เจียงแบบพาโนรามาโดยไม่ต้องไปแย่งชิงกับฝูงชนใดๆ นับเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ Exclusive สำหรับแขกของ Amandayan เท่านั้นครับ เพราะคนนอกไม่สามารถเข้ามาตรงจุดนี้ได้ The Tea House ยูนนานนั้นเป็นอีกแหล่งปลูกชาที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน โดยเฉพาะที่เมืองผู่เอ๋อร์ทางใต้ของลี่เจียง ด้วยความที่ลี่เจียงเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าในภูมิภาคมาแต่อดีต โดยเป็นจุดผ่านที่สำคัญของ Tea Horse Road จึงทำให้ลี่เจียงเป็นแหล่งซื้อขายใบชาชั้นดีไปโดยปริยาย การจิบน้ำชาจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวที่ลี่เจียง และในเมืองเก่าก็มีร้านขายชาเก่าแก่มากมายที่เพื่อนๆสามารถไปลองชิมชาได้ แต่ที่ The Tea House ของ Amandayan ไม่ได้มีดีแค่ชาเท่านั้น แต่ที่นี่ยังมีเครื่องดื่มอื่นๆให้เลือกหลากหลาย และมีบริการทั้งติ่มซำและเซ็ต Afternoon Tea แบบจีนประยุกต์ที่พรีเซ้นต์ได้สวยงามขึ้นกล้องมากๆ และที่ว้าวที่สุดก็คือวิวเมืองเก่าจากมุมสุด Exclusive ที่ยิ่งช่วยเสริมให้รสชาติของชานั้นยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นไปอีก Wenchang Palace ศาลเจ้าเหวินชางเป็นอีกหนึ่งไอเท่มลับของ Amandayan เลยครับ เมื่อ 300 กว่าปีก่อนสถานที่แห่งนี้เคยถูกใช้เป็นจุดสอบคัดเลือกเข้าเป็นขุนนางข้าราชการของจีน ปัจจุบันผู้คนจึงนิยมมาขอพรเรื่องการเรียนและการงานที่ศาลเจ้าแห่งนี้ ต้นไม้บางต้นที่อยู่ในบริเวณศาลเจ้าก็เป็นต้นไม้เก่าแก่ที่อยู่มาตั้งแต่ก่อนสร้างศาลเจ้าด้วยซ้ำ และเนื่องจากศาลเจ้านี้อยู่ติดกันกับพื้นที่ของรีสอร์ท ทางการจีนจึงมอบหมายให้ Amandayan เป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยทั้งหมด ดังนั้นบริเวณนี้จึงเปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาเที่ยวชมได้ตั้งแต่ 10:00-17:00 น. ในบางวันนอกจากจะมีคนมาขอพรและชมวิวแล้ว เราอาจจะได้เห็นศิลปินมานั่งสเก็ตช์ภาพสวยๆด้วย ได้อารมณ์ชะมัด The Old Town Dayan นั้นเป็นเมืองที่เก่าที่อยู่ในยุครุ่งเรืองที่สุดในบรรดา 3 เมืองโบราณของลี่เจียง ตัวเมืองจึงมีขนาดใหญ่ที่สุดและอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดด้วยเช่นกัน กลายเป็นภาพจำของผู้คนทั่วไปเมื่อพูดถึงเมืองเก่าลี่เจียงโดยเฉพาะในหมู่นักท่องเที่ยว ดังนั้นชื่อเมือง Dayan จึงถูกแทนที่ด้วย Lijiang Old Town ไปโดยปริยาย เขตเมืองเก่าของลี่เจียงนั้นสวยงามดั่งภาพในนิยายจีนโบราณ และมีพื้นที่ถึง 3.8 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็นโซนต่างๆได้ตามทิศเหนือ-ใต้-ออก-ตก ข้อดีของ Amandayan ก็คือมีทางเดินลงมาที่เมืองเก่าได้หลายทางซึ่งแต่ละทางก็จะพาไปโซนที่ต่างกันของเมือง โดยโซนทางเข้าฝั่งทิศเหนือ (North Gate) นั้นนับว่าเป็นทางเข้าหลัก นักท่องเที่ยวก็จะค่อนข้างเยอะกว่าทางเข้าอื่น ตรงกันข้ามกับฝั่ง South Gate ที่นักท่องเที่ยวจะบางตากว่า ใจกลางของเมืองเก่าก็คือ Square Market (จตุรัสกลางเมือง) ซึ่งก็เป็นอีกจุดที่นักท่องเที่ยวหนาแน่นเช่นกัน ทางเดินในเมืองเก่านั้นเต็มไปด้วยตรอกซอกซอยมากมาย วิธีการเดินเที่ยวที่ดีที่สุดคือเดินไปเรื่อยๆ ปล่อยให้ตัวเองได้หลงทางสำรวจเมืองแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก อาจจะยึดเอา Square Market ที่อยู่กลางเมืองและสายน้ำที่ไหลจากเหนือลงใต้ทะลุเมืองเก่าเป็นหลักในการเดาทิศแบบคร่าวๆ ในแต่ละซอกซอยก็เรียงรายไปด้วยร้านค้าตลอดสองข้างทางทั่วทั้งเมือง แต่ก็มักจะขายสินค้าคล้ายๆกัน สินค้าที่มีชื่อจากลี่เจียงและควรค่าจะซื้อกลับไปเป็นของฝากก็อย่างเช่น ชาผู่เอ๋อร์เกรดต่างๆ เห็ดตากแห้ง ขนมเปี๊ยะไส้กลีบกุหลาบ และเครื่องเงิน (อันนี้ต้องเลือกร้านดีๆนะครับ หรือปรึกษา Conceirge ที่ Aman ก่อนก็ได้ เพราะได้ข่าวมาว่าบางร้านก็ไม่ใช้เงินแท้) ในแต่ละช่วงเวลาของวัน เมืองเก่าจะมี Vibes ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ช่วงเช้าเป็นช่วงที่เราชอบมากที่สุด เพราะยังเงียบสงบ ร้านรวงยังเปิดกันไม่ครบ นักท่องเที่ยวยังน้อย เหมาะมากกับการเดินเล่นชมเมืองเพลินๆและเก็บภาพสวยๆ ลี่เจียงในช่วงเช้ามีเสน่ห์มาก เราแนะนำให้เพื่อนๆลองมาเดินเล่นกันดูนะครับ ช่วงกลางวันตัวเมืองเริ่มพลุกพล่านไปด้วยผู้คนทำให้เมืองดูมีชีวิตชีวาไปอีกแบบ เราเห็นนักท่องเที่ยวหลายคนตั้งใจมาแต่งชุดพื้นเมืองถ่ายรูปกันแบบจริงจังเลย ส่วนในช่วงกลางคืน (โดยเฉพาะบริเวณ Square Market) เมืองเก่าก็จะกลายร่างเป็นผีเสื้อราตรีงานแสงสีเสียงฉ่ำมาก ผับบาร์พร้อมใจกันอวดแสงไฟหลากสี และมีดนตรีทั้งเล่นสด และเปิดแผ่นเรียกลูกค้ากันสนุกสนานเลย Zhongyi Market ถ้าเพื่อนๆอยากจะหลบหลีกนักท่องเที่ยวไปหามุมที่ “Authentic” ในเมืองเก่าลี่เจียง เราขอแนะนำให้ลองมาเดินตลาดจงยี่ตอนเช้า ที่นี่เป็นตลาดสดที่เราแทบไม่เจอนักท่องเที่ยวเลย แต่จะเป็นคนท้องที่ที่เข้ามาจับจ่ายผลิตผลทางการเกษตรต่างๆ เราจะได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ทางอาหารและวัฒนธรรมของผู้คนที่อาศัยอยู่บนภูเขารอบๆลี่เจียง ลำพังแค่หัวมันก็มีตั้งหลายชนิดและหลายสีให้เลือกแล้ว Fun Fact ที่เราก็เพิ่งรู้ก็คือถ้าเนื้อของหัวมันเป็นสีอะไร ดอกของต้นมันก็จะเป็นสีนั้นไปด้วย ส่วนใครที่อยากลิ้มลองอาหารท้องถิ่น ใกล้ๆกับตลาดก็มีฟู้ดคอร์ทแบบชาวบ้านไว้บริการด้วยนะครับ Mu’s Mansion ตระกูล Mu (มู่) เป็นตระกูลชาว Naxi ที่ปกครองดินแดนละแวกนี้มากว่า 1,200 ปี ตระกูล Mu มีความเชี่ยวชาญอย่างยิ่งในการวางผังเมือง และเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาอารยธรรมของชาว Naxi ให้ก้าวหน้าแซงชนเผ่าอื่นๆในละแวกนี้จนถึงขั้นมีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง นอกจากนี้ยังมีค่านิยมที่ปลูกฝังให้ลูกหลานรักการอ่านเขียน จึงยิ่งทำให้ชาว Naxi นั้นมีความเจริญรุ่งเรืองมากกว่าใคร ด้วยการให้ความสำคัญกับการศึกษามายาวนาน เราจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมภายในคฤหาสน์ของตระกูล Mu นี้จึงมีหอสมุดที่เป็นอาคารสูง 3 ชั้นเพียงหลังเดียวในเมืองเก่าลี่เจียง อาคารอื่นๆทั้งหมดในตัวเมืองจะเตี้ยกว่านี้ทั้งสิ้น ในวันที่รุ่งโรจน์ที่สุดของตระกูล Mu อาณาบริเวณของคฤหาสน์แห่งนี้เคยกว้างขวางถึงประมาณ 40 ไร่ และมีความยิ่งใหญ่งดงามจนมีคนเอาไปเปรียบว่าเป็นขนาดย่อส่วนลงมาของพระราชวังต้องห้ามในปักกิ่ง ตระกูล Mu นั้นอาศัยอยู่ในคฤหาสน์แห่งนี้ต่อเนื่องกันมาถึง 22 รุ่น แต่หลังจากผ่านศึกสงครามมานับครั้งไม่ถ้วนโดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ชิง ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีนก่อนจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง Mu’s Mansion บางส่วนจึงถูกทำลายลงไปจนปัจจุบันเหลือพื้นที่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น และอาคารส่วนใหญ่ที่เห็นในปัจจุบันก็เป็นการสร้างขึ้นใหม่ตามดีไซน์เก่าในช่วงทศวรรษ 90 แต่ความสวยงามก็ยังคงทำให้เราตื่นตะลึงได้ไม่ยากนัก Naxi Ancient Music Recital สำหรับใครที่อยากดื่มด่ำกับความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมของชาว Naxi ไปอีกระดับ เราขอแนะนำให้มาชมการแสดงดนตรีโบราณแบบสดๆ สามารถให้ทาง Amandayan จองให้ได้เลยครับ แนวดนตรีจะมีความคล้ายงิ้วที่ประณีตขึ้นมาอีกระดับ เป็นเรื่องน่าทึ่งนะครับที่คนโบราณสามารถประดิษฐ์เครื่องดนตรีขึ้นมาได้หลากหลายแบบ และทำให้ทุกชิ้นสอดประสานกันขึ้นเป็นเพลงที่ไพเราะและมีเอกลักษณ์ได้แบบนี้ Black Dragon Pool อีกหนึ่งพิกัดสุด Iconic ของลี่เจียงก็คือสระมังกรดำที่ตั้งอยู่ที่เชิงเนินเขาช้าง (Elephant Hill) ซึ่งสระแห่งนี้เป็นทั้งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน สวนสาธารณะที่ร่มรื่นเดินเพลิน สถานอนุรักษณ์น้ำของรัฐ ที่ตั้งพิพิธภัณฑ์และสถาบันวิจัยวัฒนธรรมตงปา (Dongba) ของชาว Naxi และเป็นแหล่งรวมงานสถาปัตยกรรมจากหลายยุคสมัยทั้งแบบ Naxi และแบบชาวฮั่น อาคารบางหลังเช่นหอ Wufeng หลังคาซ้อน 3 ชั้นที่ปัจจุบันตั้งอยู่คู่กับสะพานหินอ่อนสีขาวกลางสระ ก็เป็นศิลปะตั้งแต่ราชวงศ์หมิง อายุกว่า 400 ปี ซึ่งถูกย้ายมาจากวัด Fuguo ที่อยู่นอกเมือง Dayan ออกไป ใดๆก็ตาม สิ่งที่ทำให้ Black Dragon Pool มีชื่อเสียงที่สุดก็คือวิวที่สวยหยาดเยิ้มชวนฝัน เป็นความลงตัวของการจัดวางสิ่งก่อสร้างโดยฝีมือมนุษย์กับวิวภูเขาหิมะมังกรหยกที่ตั้งเป็นฉากปังๆอยู่ด้านหลัง สระน้ำที่สะท้อนเงาวิวทั้งหมดในวันฟ้าใสก็ยิ่งเพิ่ม Wow Factor ให้กับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า หากเพื่อนๆมีเวลานอกจากจุดชมวิวชื่อดังแล้ว Black Dragon Pool ก็ยังมีอะไรอีกเยอะแยะให้เดินดูได้เพลินๆหลายชั่วโมงเลยครับ Excursions มณฑลยูนนานของจีนนั้นเป็นมณฑลที่มีเมืองที่ตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่หลักสิบเมตรไปจนถึงหลายพันเมตร ถ้าจะเอาตัวเลขเป๊ะๆก็คือ 76.4 - 6,740 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ดังนั้นจึงเป็นมณฑลที่มีความหลากหลายมาก ข้อดีของการมาเที่ยวลี่เจียงก็คือเราสามารถเทค Day Trip ออกนอกเมืองไปที่อื่นได้อีกหลายจุด โดยเราสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกรวดเร็วและราคาไม่แพง (โดยเฉพาะการเดินทางด้วยรถไฟ) เช่น ต้าลี่ และคุนหมิง ซึ่งในทริปนี้เรายังไม่มีโอกาสได้ไปเก็บภาพมาฝากกัน แต่ไม่ต้องห่วงครับ เราไปเยี่ยมชมที่อื่นๆมาอีกหลายที่เลยครับ ลองดูเพื่อเป็นไอเดียตามรอยได้ด้านล่างนี้ครับ Jade Dragon Snow Mountain ที่แรกที่พลาดไม่ได้ก็คือภูเขาหิมะมังกรหยกที่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 5,596 เมตร ซึ่งสูงกว่า Mont Blanc (4,809 เมตร) ภูเขาที่สูงที่สุดในยุโรปตะวันตกเสียอีก นอกจากจะสวยมากๆแล้ว ภูเขาแห่งนี้ยังเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาว Naxi ให้ความเคารพมาแต่โบราณ ด้วยเหตุนี้จึงว่ากันว่ายังไม่เคยมีใครได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปเหยียบบนจุดสูงสุดยอดเขาจริงๆเสียที แต่เราสามารถนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปที่ความสูง 4,506 เมตร เพื่อชมยอดเขาในระยะใกล้ๆได้ จากจุดนี้ก็จะมีทางให้เดินเท้าขึ้นต่อไปได้อีกแต่ก็ไม่ถึงจุดยอดสุดนะครับ สำหรับการเดินทางจากลี่เจียง เราต้องนั่งรถออกนอกเมืองไปประมาณ 1 ชม. เราสามารถเช่ารถพร้อมคนขับ แล้วให้คนขับช่วยจัดการเรื่องตั๋วกระเช้าลอยฟ้าและตั๋วจุดท่องเที่ยวอื่นๆได้เลย (หาดูได้ตามกลุ่มเที่ยวเมืองจีนต่างๆในเฟสบุ้คนะครับ) หรือจะให้ทาง Amandayan จัดทริปให้ก็จะสะดวกมากกว่า อีกอย่างก็คืออย่าลืมพกกระป๋องออกซิเจนขึ้นมาด้วยนะครับ เพราะอาการข้างบนค่อนข้างบาง ส่วนใครที่เป็นโรคแพ้ความสูงก็ต้องเตรียมตัวล่วงหน้ามาให้ดีด้วยนะครับ Lijiang Impression Show ใกล้ๆกับสถานีกระเช้าลอยฟ้าขาขึ้นด้านล่างเขามังกรหยก ก็จะเป็นโรงละครสำหรับการแสดงอันเลื่องชื่อของเมืองลี่เจียงที่กำกับโดยจาก อี้ โหมว ผู้กำกับชาวจีนผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 3 ครั้ง และยังเป็นผู้ออกแบบการแสดงในพิธีโอลิมปิกที่ปักกิ่งเมื่อปี 2008 ด้วย สารภาพตามตรงว่าครั้งแรกที่ได้ยินว่ามีการแสดงที่นี่ เราไม่ได้รู้สึกอยากดูเลยเพราะคิดว่าจะต้องเป็นกับดักนักท่องเที่ยวที่การแสดงจะออกแนวแห้งๆปลอมๆแน่ๆ แต่เมื่อได้เข้ามาดูจริงๆกลับรู้สึกประทับใจกับการนำเสนอที่มีรสนิยมสมชื่อ Lijiang Impression Show ความตระการตาเริ่มต้นตั้งแต่ภูเขามังกรหยกที่ตั้งเป็น Background อยู่ด้านหลัง ตัดกับเวทีสีแดงสุด Iconic เอาเข้าจริงๆเราแทบไม่ได้ติดตามเส้นเรื่องของตัวโชว์เท่าไหร่นัก แต่เราก็อินไปกับงาน Visual และ Movement ของนักแสดงในทุกๆฉาก แม้ในวันที่เราเข้าชมฝนจะตกหนักเกือบตลอดการแสดง แต่นั่นก็ยิ่งกลับทำให้ได้ความ Dramatic ไปอีกแบบ ที่สำคัญนักแสดงกว่า 500 ชีวิตนั้นเป็นชาว Naxi พื้นเมืองทั้งหมดก็แสดงแบบมืออาชีพมาก ไม่ว่าอากาศจะเป็นอย่างไร The Show Must Go On ฉะนั้นก็เท่ากับว่าเราก็จะได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านมีรายได้ไปด้วย ใครที่ลังเลอยู่ว่าจะดูโชว์ดีมั้ย เราก็แอบเชียร์ให้ดูนะครับ อย่างน้อยก็จะได้รูปปังๆมาอวดเพื่อนแน่นอน Blue Moon Valley ไม่ไกลจากจุดขึ้นเคเบิ้ลคาร์ของภูเขามังกรหยกมาทางทิศตะวันออก ก็คือ “ไป๋ซุยเหอ” หรือ Blue Moon Valley ซึ่งเป็นอุทยานน้ำสีฟ้าที่สวยงามมาก จนมองลงมาจากที่สูงแล้วเห็นเหมือนมีพระจันทร์สีน้ำเงินฝังอยู่ในหุบเขา เนื่องจากบนเขาหิมะมังกรหยกนั้นมีแร่ธาตุ Copper Sulfate ค่อนข้างเข้มข้น เมื่อหิมะละลายไหลลงมาจึงพาเอาไอออนทองแดง (Copper Ion) มาอยู่ในน้ำด้วย ซึ่งน้ำสวยๆแบบนี้ไม่เหมาะกับการบริโภคนะครับ แต่จะมีความเชื่อให้ล้างมือ 3 ครั้งในน้ำเพื่อความโชคดี 3 เรื่อง โดยครั้งแรกจะหมายถึงอาชีพการงาน ครั้งที่สองหมายถึงทรัพย์สินเงินทอง และครั้งที่สามหมายถึงความรักที่มั่นคง แม้ชื่อจะแปลว่าหุบเขา แต่หุบเขา Blue Moon Valley นี้ก็ยังตั้งอยู่ที่ระดับความสูงกว่า 4,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ลำธารที่ไหลมาจะถูกแนวหินกั้นแบ่งเอาไว้กลายเป็นแอ่งน้ำคล้ายทะเลสาบย่อยๆถึง 5 แห่ง หลังจากซื้อตั๋วแล้วก็จะมีบริการรถ Buggy สีเขียววิ่งรับส่งระหว่าง 3 จุดสต็อปอยู่ตลอดเวลาและเราก็สามารถขึ้นลงได้ตามความสะดวก ตัวธรรมชาตินั้นมหัศจรรย์และสิ่งปลูกสร้างอำนวยความสะดวกก็ยอดเยี่ยมมาก แต่อาจจะต้องเล็งจังหวะในการถ่ายรูปดีๆ เพราะความสวยของหุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงินนี้ก็มีพลังดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมากให้เดินทางมาชมด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะคู่ว่าที่บ่าวสาวที่นิยมมาถ่ายรูป Pre-Wedding กันหลายคู่เลย Wenhai Yi Village ความเอ็กซ์คลูซีฟของ Aman ก็คือเราสามารถขอให้ไกด์จัดทริปพาออกนอกเส้นทางที่เป็นที่นิยมนักท่องเที่ยวทั่วไปเพื่อไปสัมผัสกับวิถีชีวิตแบบ Authentic ของผู้คนท้องถิ่นได้ด้วย อย่างที่เล่ามาตั้งแต่แรกว่า Naxi คือชนเผ่าหลักที่อาศัยอยู่ในลี่เจียง แต่ในความเป็นจริงแล้วยูนนานประกอบไปด้วยชนเผ่าต่างๆกว่า 25 เผ่า วันนี้ทาง Amandayan จึงพาเราไปเยี่ยมชมหมู่บ้านชาว Yi (ยี่) ที่อยู่ใกล้ๆกับทะเลสาบเหวินไห่ และแวะชมธรรมชาติที่สวยงามระหว่างทางไปด้วย ทะเลสาบเหวินไห่เป็น Alpine Lake ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 3,100 เมตร และจะมีน้ำเป็นบางฤดูกาล ทำให้พื้นที่รอบๆนั้นเป็น Wet Land ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยหญ้าเขียวขจี และชาวบ้านจึงใช้เป็นสถานที่เลี้ยงม้าหลายสิบตัว จึงเกิดเป็นภาพที่สวยงามแปลกตา เป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยว Unseen ของลี่เจียงครับ หลังจากแวะถ่ายรูปกับน้องม้าจนพอใจแล้ว ไกด์ (คุณโทมัส) ก็พาเราเดินทางขึ้นเขาต่อไปยังหมู่บ้านของชาว Yi แบบไม่ได้มีจุดหมายว่าจะไปบ้านไหนเป็นพิเศษ คุณโทมัสบอกว่าถ้าเจอใครอยู่บ้านก็จะไปเคาะประตูขอเข้าไปชมบ้านและพูดคุยแบบดิบๆเลยเพื่อความ Real และเราก็โชคดีครับ มีคุณตาคุณยายคู่หนึ่งอยู่ที่บ้านพอดี เราจึงได้เข้าไปเยี่ยมชมภายในบริเวณบ้านของพวกเขา และได้นั่งคุยโดยมีไกด์ช่วยแปลภาษาให้ด้วย เป็นประสบการณ์ที่พิเศษมากเลยครับ คุณโทมัสเล่าให้ฟังว่าชาวเผ่า Yi นั้นรักสนุก และใช้ชีวิตแบบมีความสุขวันต่อวัน โดยเฉพาะผู้ชายที่จะดื่มสุราหนักและมักจะมีชีวิตสั้นกว่าผู้หญิง ต่างจากชาว Naxi ที่ชอบคิดการณ์ไกลและวางแผนล่วงหน้าโดยคุณโทมัสเปรียบเทียบว่า ถ้ามีการฆ่าหมูมาทำอาหาร ชาว Yi ก็จะชวนคนมาสังสรรค์กันทั้งหมู่บ้านและกินหมูให้หมดภายในคราวเดียว ส่วนชาว Naxi จะมีการแบ่งและถนอมอาหารเก็บไว้กินในอนาคต Tiger Leaping Gorge ช่องเขาเสือกระโจนอันเลื่องชื่อนั้นอยู่ห่างจากลี่เจียงไปทางเหนือประมาณ 60 กิโลเมตร ถ้าใครเดินทางไป Shangri-la ด้วยรถยนต์ก็แวะเที่ยวเป็นทางผ่านได้นะครับ ช่องเขาเสือกระโจนเป็นช่องแคบระหว่างภูเขาสูงเสียดฟ้า 2 ลูกเป็นระยะทาง 23 กิโลเมตรคือเขาหิมะมังกรหยก (สูง 5,596 เมตร) กับเขาหิมะฮาปา (สูง 5,390 เมตร) โดยเบื้องล่างมีแม่น้ำแยงซีตอนบน (Upper Yangtze) ไหลผ่าน แต่จุดที่เป็นที่มาชองชื่อช่องเขาเสือกระโจนจริงๆนั้นจะเป็นจุดที่แคบที่สุด (25 เมตร) โดยชื่อนี้ได้มาจากตำนานที่ว่าเคยมีเสือตัวหนึ่งกระโจนข้ามแม่น้ำณ จุดนี้เพื่อหลบหนีนายพราน และความแคบนี้ก็ยิ่งทำให้แม่น้ำเชี่ยวกรากดุดันสุดๆเช่นกัน สำหรับจุดที่ลึกที่สุดของช่องเขานี้โดยวัดจากยอดเขาลงไปที่แม่น้ำด้านล่างก็คือ 3,790 เมตร ซึ่งลึกกว่าแกรนด์แคนยอนเกือบ 2 เท่า สรุปง่ายๆว่าทั้งแคบมาก แรงมาก และลึกมากกกกกกก การเข้าชมช่องเขาเสือกระโจนนั้นต้องซื้อตั๋วคนละ 45 หยวน และถ้าไม่อยากออกแรงเดินลงและเดินกลับขึ้นมาด้วยตัวเองซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็สามารถจ่ายเพิ่มเพื่อใช้บันไดเลื่อนอีกคนละ 70 หยวนรวมสำหรับทั้งขาลงและขากลับขึ้นมา นอกจากจุดที่แคบที่สุดแล้ว ตลอดระยะทาง 23 กิโลเมตรของช่องเขาเสือกระโจนนี้เต็มไปด้วยวิวที่สวยอลังการตลอดเส้นทาง เราขับรถทะลุออกมาอีกฝั่งและแวะจิบกาแฟชมยอดเขาหิมะ Haba ที่สูงไล่เลี่ยกันกับเขามังกรหยกเลย ปล.ถ้ามีเวลา มีคนแนะนำให้ลองค้างคืนแบบ Glamping แถวๆจุดที่เราแวะจิบกาแฟนี้ จะเห็นดาวเต็มฟ้า และทางช้างเผือกได้ชัดๆเลยครับ Bai Shui Tai ไป๋สุยไถ หรือระเบียงธารน้ำขาว อีกหนึ่งความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่อยู่ห่างจาก Shangri-la ประมาณ 106 กิโลเมตร ถ้าไม่ได้เดินทางด้วยรถยนต์จากลี่เจียงมา Shangri-la อาจจะต้องข้ามที่นี่ไป ว่ากันว่าไป๋สุ่ยไถนั้นเป็นจุดที่ผู้ก่อตั้งลัทธิ Dongba (ตงปา) ของชาว Naxi ที่นับถือธรรมชาติเป็นพระเจ้าใช้ประกาศคำสอนหลังเดินทางกลับมาจากทิเบต แอ่งน้ำทรงโค้งสีขาวที่เรียงตัวลดหลั่นกันเป็นขั้นบันไดลงมาตามไหล่เขาเกิดจากหินปูน (Calcium Carbonate) ในน้ำที่ค่อยๆก่อตัวผ่านกาลเวลาปีแล้วปีเล่าทำให้เกิดภาพที่มหัศจรรย์ไม่เหมือนใคร สีของน้ำเองก็มีหลายเฉดทั้งใส ฟ้า เขียว และเหลืองสวยงามมาก ขาขึ้นเราตัดสินใจเช่าม้าแคระขี่ขึ้นมา และค่อยๆเดินลงเองไปตามเส้นทางที่เดินค่อนข้างสะดวกสบายครับ Shangri-La แชงกรีล่า หรือ เซียงเกอหลีลา เป็นชื่อเมืองในเขตการปกครองตนเองของชนชาติทิเบตตี๋ชิ่งที่รัฐบาลจีนได้ตัดสินใจเปลี่ยนจากชื่อเดิมคือจงเตี้ยน เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อเมืองลึกลับที่ถูกสมมติขึ้นมาในนิยายเรื่อง The Lost Horizon ที่เขียนโดย James Hilton ในปี 1933 หลังจากที่เขาได้เดินทางมายังเทือกเขาหิมาลัยไม่กี่ปีก่อนหน้านั้นโดยในนิยายเขาพรรณนาถึง Shangri-la ไว้ว่าเป็นเมืองอันใกล้โพ้นซึ่งงดงามดั่งสวรรค์ มีผู้คนที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและมีอายุยืนยาวนับร้อยปี แม้จะยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าบริเวณใดในเทือกเขาหิมาลัยที่ตรงกับคำบรรยายในนิยายที่สุด บ้างก็ว่าน่าจะเป็นที่ Hunza Valley ในปากีสถานมากกว่า แต่เมืองจงเตี้ยนนั้นเคลมไวก่อนใคร และได้ใช้ชื่อแชงกรีล่าอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2001 ที่นี่จึงกลายเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งเมื่อมาเที่ยวลี่เจียงเพราะสามารถนั่งรถไฟมาถึงได้ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 30 นาที อย่างไรก็ตาม แชงกรีล่าหรือเมืองจงเตี้ยนเดิมนั้นก็สวยงามและมีเอกลักษณ์ในแบบทิเบต ตัวเมืองเก่านั้นดูขลังและสงบ มีแลนด์มาร์คเป็นกงล้อธรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกสีทองอร่ามของวัดต้าฝอ (วัดพระใหญ่) ที่อายุเก่าแก่กว่า 1,600 ปีตั้งเด่นอยู่บนเนินเขาใจกลางเมือง กงล้อธรรมนั้นมีลักษณะเหมือนหอคอยสูง 23 เมตรที่สามารถหมุนได้เมื่อหลายๆคนช่วยกันผลัก ว่ากันว่าเมื่อสวดมนต์ขอพรขณะหมุนกงล้อก็จะทำให้บทสวดนั้นก้องกังวานไปถึงสวรรค์ นอกจากนี้ยังมีอีกวัดที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันก็คือวัดซงจ้านหลิน (Songzanlin) ซึ่งอยู่ห่างออกจากเมืองเก่าไปประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นวัดทิเบตนิกายลามะหมวกเหลืองที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลยูนนาน และถอดแบบมาจากพระราชวังโปตาลาในกรุงลาซา จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น Little Potala Palace วัดซงจ้านหลินสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1679 โดยดาไลลามะองค์ที่ 5 ด้วยศิลปะทิเบตผสมจีนฮั่น ในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดว่ากันว่ามีกุฏิในวัดที่สามารถรองรับพระสงฆ์ได้ถึง 2,000 รูป แต่ระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน วัดก็ได้รับความเสียหายไปเยอะมากจึงต้องบูรณะขึ้นมาใหม่อีกครั้งในปี 1983 ปัจจุบันแม้พระสงฆ์จะมีจำนวนน้อยลงกว่าในยุคก่อน แต่ภายในวัดนั้นก็ยังเต็มไปด้วยสมบัติเก่าและวัตถุมีค่าให้ไปศึกษามากมาย แต่หากมีเวลาน้อย(เหมือนเรา) แค่เดินชมบรรยากาศก็คุ้มค่ามากๆแล้วครับ ถ้าใครชอบแต่งชุดท้องถิ่นถ่ายรูป ก็สามารถจัดเต็มที่นี่ได้เช่นกันครับ Wrapping Up Our Stay การมาพักที่ Amandayan นั้นดูเหมือนจะสามารถต่อยอดเป็นทริปย่อยๆออกไปได้ไม่รู้จบ เวลาถูกถามว่าควรที่นี่พักกี่คืนดี เราจึงตอบได้ค่อนข้างยากเพราะขึ้นอยู่กับว่าเพื่อนๆอยากจะไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง แต่หากเน้นเที่ยวเมืองเก่าลี่เจียงเป็นหลักและอาจจะออก Day Trip โดยรวบเที่ยวภูเขาหิมะมังกรหยก ดูโชว์ Lijiang Impression และ Blue Moon Valley ให้ครบทั้ง 3 ที่ภายในวันเดียวกันก็สามารถทำได้ เพราะทั้ง 3 จุดนั้นอยู่ใกล้กัน จากประสบการณ์เราคิดว่า 3-4 คืนน่าจะกำลังดีครับ แต่หากจะไปเที่ยวจุดอื่นๆที่ไกลออกไปด้วยก็ต้องเผื่อเวลาเพิ่ม หรือแทรกด้วยการไปนอนค้างที่เมืองอื่น อย่าลืมว่าตัว Amandayan เองก็เป็นจุดหมายปลายทางในตัวเองอยู่แล้วด้วยเช่นกัน ในเมื่อเพื่อนๆมีโอกาสได้มาพักที่นี่ทั้งที เราก็อยากให้เพื่อนๆได้มีเวลาดื่มด่ำประสบการณ์วิถี Aman ที่รีสอร์ทอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเร่งรีบ ธรรมชาติที่อลังการและความ Exotic ของลี่เจียงนี้อยู่ใกล้บ้านเรามากกว่าที่คิด ยังไงมาตามรอยกันนะครับ Amandayan รอให้คุณมาสัมผัสอยู่ครับ ข้อเสนอพิเศษ Lijiang Escape จาก Amandayan ร่วมกับ Hoparound.co 1. ห้องพักเรทพิเศษ เริ่มต้น 4,876++ หยวน (ลดลงจากเรทปกติของแต่ละ Room Type 20%) 2. อาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน 3. บริการรถรับหรือส่งจาก สนามบิน Lijiang Sanyi Airport หรือสถานีรถไฟ (เลือกได้ขาใดขาหนึ่ง) 4. บริการผลไม้สดประจำวัน และ Turn Down Amenities 5. กิจกรรมเชิงวัฒนธรรมประจำวัน 6. ซอฟท์ดริ้งค์ในมินิบาร์ ห้องพักเรทพิเศษ (ขึ้นอยู่กับห้องว่างและราคาในแต่ละช่วง) Courtyard Suite เริ่มต้น CNY 4,876++ Deluxe Suite เริ่มต้น CNY 5,336++ Amandayan Villa เริ่มต้น CNY 16,560++ ถ้าเพื่อนๆอ่านโพสต์นี้แล้ว อยากจะตามรอย เรามีโปรดีๆมาบอกกันเอาไว้ก่อนด้วยนะครับราคาพิเศษสำหรับแฟนๆ ชาว Hoparound.co เมื่อจองผ่าน Trip.com #LetsHoparound

  • AMANPURI จิตวิญญาณแห่งความลักชูรี่ ณ สถานที่แห่งความสงบสุข

    AMANPURI จิตวิญญาณแห่งความลักชูรี่ ณ สถานที่แห่งความสงบสุข “Welcome to Paradise!” ไม่ใช่คำพูดของพนักงานหรอกนะครับ แต่มาจากแขกต่างชาติที่บังเอิญเดินผ่านมาตอนที่เราเพิ่งมาถึงสวรรค์บนดินที่มีอายุกว่า 30 ปีแห่งนี้ แม้ว่าจะเคยมาที่นี่หลายครั้งแล้ว แต่คลื่นพลังพิเศษบางอย่างของ อมันปุรีก็ส่งเข้ามากระทบให้หัวใจเราพองโตได้แบบไม่พลาดเป้าเลยสักครั้ง คราวนี้เราจะใช้เวลาอยู่ที่นี่ 2 คืน 3 วัน และตั้งใจว่าจะจัดสรรเวลาทำกิจกรรมในมุมต่างๆของรีสอร์ทให้มากที่สุด จะได้เก็บภาพมาฝากได้ครบ แต่แน่นอนว่าเราทำได้ “เกือบ”สำเร็จเลยนะครับ :D ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหา ขออนุญาตแจ้งข่าวดีกันก่อนเลยว่า hoparound.co มีดีลลับร่วมกับ Amanpuri ในแคมเปญ Closer to Home ซึ่งพิเศษทั้งในเรื่องของเรทค่าห้องและสิทธิประโยชน์อื่นๆอีกหลายรายการเลย คลิกเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ Exclusive Rate for Hoparound.co Fans!! ราคาพิเศษเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น!! The Arrival ที่สนามบินภูเก็ต หลังจากที่เราได้สัมภาระครบเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกมาพบกับพี่คนขับรถที่ชูป้าย AMANPURI รอเราอยู่ รถ BMW ที่มารับเรานั้นกว้างขวาง มีน้ำดื่ม ขนม และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แม้แต่สายชาร์จมือถือก็มีเตรียมให้เช่นกัน พี่คนขับรถแจ้งเราอย่างสุภาพว่าจะใช้เวลาประมาณ 40 นาทีในการเดินทางถึงโรงแรม แต่ความรู้สึกของเราเหมือนเร็วกว่านั้นมากเมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่ถนนส่วนตัวที่ไร้ป้ายชื่อรีสอร์ทใดๆ ไม้กั้นที่ป้อมยามยกขึ้นเปิดทางให้เราเข้าสู่ความร่มรื่นของแมกไม้ที่ขนาบสองข้างทาง บอกให้เรารู้ว่าเรากำลังเข้าสู่อีกเขตแดนหนึ่งที่ถูกสงวนรักษาไว้เป็นอย่างดี เส้นทางที่ขึ้นๆลงๆแม้ไม่ได้ชันมาก แต่ก็ทำให้เรารับรู้ถึงสภาพภูมิประเทศที่เป็นเนินเขา เพราะอมันปุรีตั้งอยู่บนเนินแหลมส่วนตัวทางทิศตะวันตกของเกาะภูเก็ต ศาลาเรือนไทยอยุธยาหลังคาสีเทาสะอาดตาเริ่มปรากฏให้เห็น และเมื่อรถจอดลงตรงจุดเทียบรถของล็อบบี้ เสียงฆ้องก็ดังกังวาลขึ้นพร้อมกับการยกมือไหว้อันพร้อมเพรียงกันของทีมต้อนรับที่มายืนเรียงหน้ากระดานรอการมาถึงของเรา เป็นการต้อนรับที่เปี่ยมไปด้วยความใส่ใจจนเรารู้สึกเหมือนได้กลับมายังบ้านอีกหลังของเรา แคมเปญ Closer to Home คงมีที่มาจากความรู้สึกนี้นี่เอง ทันทีที่เราลงจากรถ พนักงาน (ซึ่งจำชื่อพวกเราได้!) ก็นำเอาพวงมาลัยดอกไม้สดสีขาวมาคล้องคอต้อนรับ พร้อมกับเสนอผ้าเย็นกลิ่นมะลิหอมสดชื่นให้เราได้เช็ดเหงื่อไคล ยิ่งเมื่อได้ดื่ม Welcome Drink เย็นๆก็ยิ่งทำให้เรากระชุ่มกระช่วยขึ้นมาทันที แต่ทั้งหมดนั้นก็ยังไม่ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้กลับบ้านจริงๆเท่ากับบทสนทนาที่สุภาพและคุ้นเคยดุจมิตรที่รู้จักกันมานาน เพื่อความผ่อนคลายสูงสุดของแขกที่เข้าพัก Amanpuri จะไม่ทำการเช็คอินกันที่ล็อบบี้ แต่พนักงานต้อนรับจะพาเราไปส่งถึงเรือนพัก เพื่อแนะนำการใช้อุปกรณ์ในทุกๆจุดและช่วยกรอกเอกสารเช็คอินกันในห้องของเราเลย Overview Amanpuri แปลว่า A Place Of Peace (สถานที่แห่งความสงบ) มีเนื้อที่กว่า 236 ไร่บนเนินแหลมส่วนตัวที่เต็มไปด้วยต้นมะพร้าวสูงชะลูดตัดกันกับสีฟ้าไล่เฉดของทะเลอันดามัน แหลมนี้อยู่ระหว่างหาดสุรินทร์และหาดบางเทา โดยจุดที่ Amanpuri ตั้งอยู่นั้นมีหาดพันทรีซึ่งมีลักษณะเป็นหาดปิดที่สวยมาก จึงกลายเป็นหาดส่วนตัวสำหรับแขกของ Amanpuri และ The Surin Phuket ที่อยู่ติดกันไปโดยปริยาย จาก Landscape ที่เลอค่าอยู่แล้วนั้น เมื่อได้รับการดูแลงานสถาปัตยกรรมทั้งหมดโดยคุณ Ed Tuttle ปรมาจารย์ด้านสถาปัตย์ระดับโลกที่เพิ่งล่วงลับไปเมื่อปี 2020 จึงยิ่งทำให้ Amanpuri นั้นเป็นดั่งสรวงสวรรค์ที่มนุษย์สร้างขึ้นดีๆนี่เอง โดยตัวอาคารทั้งหมดในรีสอร์ทคุณ Tuttle ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรือนไทยทรงอยุธยาแต่นำมาปรับแต่งเส้นสายและสีสันให้เกลี้ยงเกลาและรองรับประโยชน์ใช้สอยที่ทันสมัยมากขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าเรือนไทยสไตล์อยุธยาจะทั้งโดดเด่นและกลมกล่อมไปกับบริบททะเลอันดามันและทิวมะพร้าวได้ราวกับถูกร่ายมนตร์ พื้นที่ทั้งหมดถูกแบ่งเป็น 3 โซนหลักๆครับ โซนแรกเป็นโซนรีสอร์ท (68 ไร่) ที่ไม่ได้มาเป็นห้อง แต่มาเป็นเรือนพักทรงไทยอยุธยาแยกหลังกันทั้งหมด 40 หลัง ซึ่งที่นี่จะเรียกว่า Pavilion (พาวิลเลี่ยน) มีหลายขนาด หลายวิว หลายราคาเลือกกันได้ตามสะดวกเลยครับ สอบถามได้ที่แผนก Reservation โดยตรงนะครับ โซนต่อมาเป็นโซน Holistic Wellness Center (17 ไร่) ดูแลสุขภาพแบบองค์รวมด้วยทีมงานมืออาชีพในแต่ละด้าน พร้อมอุปกรณ์ที่ทันสมัยครบครัน มีหลายโปรแกรมให้เลือกเข้าร่วมตั้งแต่นวดผ่อนคลาย ลดน้ำหนัก โยคะ ฝึกสมาธิ ฟื้นฟูร่างกาย บำบัดด้วยน้ำ ไปจนถึงการเสริมสร้างความฟิตตามโจทย์ของแต่ละคน และโซนสุดท้ายก็คือโซน Private Villas มีทั้งสิ้น 44 หลังซึ่งครอบคลุมพื้นที่ใหญ่ที่สุดกว่า 150 ไร่ เดาได้ไม่ยากว่าโซนนี้เป็นโซนที่ทั้ง Exclusive ที่สุดและ Exquisite ที่สุดของ Amanpuri แต่ละหลังนั้นมีเจ้าของที่ซื้อกรรมสิทธิ์ขาดไป แต่ยังคงให้ทางทีม Amanpuri บริหารจัดการและปล่อยเช่าให้อยู่ เดี๋ยวในโพสต์นี้เราจะพาไปเยี่ยมชม Villa บางหลังกันด้วย และถ้าเพื่อนๆคนไหนสนใจจะเช่าวิลล่าก็สอบถามทาง Reservation ได้เช่นกันครับ Our Pavilion ตัดกลับมาที่เรือนพักของเรากันดีกว่า คราวนี้เราพักในโซนรีสอร์ทครับ Pavilion ของเราหมายเลข 906 เป็น Garden Pavilion ขนาด 1 ห้องนอนที่ไม่มีสระส่วนตัว แต่มีศาลานั่งเล่นให้ 1 หลังใหญ่ และเอาเข้าจริงๆก็เห็นวิวทะเลอยู่บ้างนะครับ สวยหรูอยู่เพลินมาก และถ้าตารางของเราไม่แน่นไปด้วยโปรแกรมสำรวจซอกมุมต่างๆของรีสอร์ทแล้ว เราก็ไม่ติดเลยที่จะพักผ่อนยาวๆอยู่ในเรือนพักของเราตลอดวัน พนักงานต้อนรับพาเราเดินไปตามเส้นทางที่ลัดเลาะบนเนินเขาใต้เงาต้นมะพร้าวพอให้ได้ออกกำลังเล็กน้อย ต้นไม้เขียวขจีนานาพันธ์ุถูกจัดวางให้บังสายตาเพื่อความเป็นส่วนตัวของ Pavilion แต่ละหลังได้อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ ด้านนอกของ Pavilion ทุกหลังนั้นมีเรือนนั่งเล่นแยกออกมาอีก 1 หลัง โดยยกหลังคาสูงรับลมธรรมชาติและมีพัดลมเพดานเผื่อไว้ให้ด้วย Pavilion ของเราก็เช่นกันครับ ภายใน Pavilion นั้นแบ่งเป็น 2 โซนหลักๆ คือห้องนอนกับห้องน้ำ เราไปสำรวจกันทีละโซนนะครับ เปิดประตูปุ๊บก็เจอห้องนอนก่อนเลย ภายในตกแต่งด้วยไม้เนื้อแข็งโทนส้มอมแดง (ตระกูลไม้มะค่า ไม้ประดู่ ไม้แดง) สลับกับผนังขาวและกระจกเงาซึ่งเป็นองค์ประกอบที่คุณ Ed Tuttle ชอบนำมาใช้เป็นอย่างมาก อารมณ์ภายในนั้นสงบขลังเหมือนบ้านผู้ดีเก่าที่ทั้งอบอุ่นและมีรสนิยม ที่มุมห้องมีผลไม้สด และลูกชุบในตะกร้าเล็กๆ เป็น Welcome Snacks พร้อมกับโน้ตสั้นๆอธิบายว่าลูกชุบคืออะไรในภาษาอังกฤษสำหรับลูกค้าต่างชาติ รวม Welcome Message ที่เขียนด้วยลายมือและลงชื่อคุณ Gearoid Lyons ผู้จัดการรีสอร์ท อีกมุมหนึ่งของห้องมี Surprise พิเศษสำหรับเราเป็น Sparkling Wine แบรนด์ Ferrari Trento ที่ผลิตให้ Aman โดยเฉพาะ ต้องบอกว่าสิ่งนี้เป็นของขวัญ Extra ที่ไม่ได้อยู่ในแพ็คเกจห้องปกติ ซึ่งแขกแต่ละคนในแต่ละครั้งที่เข้าพักก็อาจจะได้รับหรือไม่ได้รับ และสิ่งของก็อาจจะแตกต่างกันไป นับเป็นเสน่ห์เล็กๆที่ทาง Aman ตั้งใจสร้างความแตกต่างให้กับแขก แต่สิ่งที่เพื่อนๆชาว #hopster จะได้รับแน่นอนหากใช้โค้ด Hop Around จองห้องพักก็คือ Cocktail 2 แก้ว และเรทห้องพักที่พิเศษสุดครับ ในตู้เย็นมินิบาร์ก็มีทั้งขนมขบเคี้ยว Soft Drinks รวมถึงชา (Dilmah) กาแฟ (ILLY) เราชอบ Exclusive Chocolate Bar ติดแบรนด์ Amanpuri เป็นพิเศษ เลยตั้งใจจะหยิบกลับมากินต่อที่บ้านมาเป็นที่ระลึกให้หายคิดถึงด้วย เพราะทั้งหมดทาง Housekeeping จะมาเติมให้ฟรีทุกวันเลย แน่นอนว่าฟีเจอร์หลักของห้องนอนก็คือเตียงนอนนั่นเอง และเตียงที่ Amanpuri นั้นเราสามารถ Request ความนุ่มหรือความเฟิร์มได้ตามความพอใจ เพียงยกหูแจ้งพนักงานได้ง่ายๆเลยครับ เห็นเป็นเรือนไทยดูขลังแบบนี้ แต่เทคโนโลยีภายในห้องมีการอัพเดทตลอดนะครับ เพราะทุกปีๆละ 2 เดือนรีสอร์ททั้งหมดจะปิดรับลูกค้าเพื่อซ่อมบำรุงปรับปรุงสถานที่ขนานใหญ่ เราประทับใจระบบไอแพดที่ใช้ในการควบคุมไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ ทีวี รวมไปถึงสามารถเข้าถึงเมนูอาหาร และข้อมูลกิจกรรมทั้งหมดของรีสอร์ทได้แบบสะดวกมากครับ ช่อง USB ก็มีให้หลายจุด รวมถึงที่ซ่อนอยู่อย่างแนบเนียนตรงฐานชาร์จโทรศัพท์ด้วย ส่วนทีวีนั้นจะถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนหลังประตูเลื่อนที่กั้นโซนห้องน้ำ และนี่ก็เป็นอีกความตั้งใจของแบรนด์ Aman ทั่วโลกที่อยากจะให้แขกได้ออกไปสัมผัสกับธรรมชาติด้านนอกกันมากกว่าดูทีวีอยู่ในห้อง โซนห้องน้ำนั้นมีพื้นที่ใหญ่ไม่แพ้ห้องนอนเลย ประกอบไปด้วยพื้นที่แต่งตัวและอ่างล้างหน้าให้กับแขก 2 คนแยกกันคนละฝั่ง มี Centerpiece เป็นกระถางกล้วยไม้สวยงาม ทางรีสอร์ทเตรียมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกไว้ให้ครบครัน ตั้งแต่เสื้อคลุมอาบน้ำ กระเป๋า Beach Bag หมวกแก๊ปปักโลโก้ Amanpuri (อันนี้เอากลับบ้านได้นะครับ) รวมไปถึงรองเท้า Slippers สำหรับใช้ภายในห้อง และรองเท้าแตะหูหนีบสำหรับเดินไปทะเล ด้านในก็สุดของโซนจะเป็นห้องฝักบัวอาบน้ำ อ่างอาบน้ำ และห้องส้วมอัตโนมัติ ส่วน Amenities ทั้งหมดเป็นแบรนด์ Amanpuri ซึ่งบรรจุในภาชนะที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้เพื่อช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมครับ Exclusive Rate for Hoparound.co Fans!! ราคาพิเศษเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น!! Minimal Seasoning, Maximal Flavors At Nama เมื่อเราสะกดคำว่า Aman แบบย้อนกลับก็จะได้คำว่า Nama ซึ่งแปลว่า ความเป็นธรรมชาติหรือความดิบสด (แหม ช่างลงตัวอะไรปานนั้น) Nama เป็นแบรนด์ห้องอาหารญี่ปุ่นซิกเนเจอร์ของเครือ Aman เราจึงสามารถพบกับร้าน Nama ได้ที่รีสอร์ท Aman หลายแห่งทั่วโลก สำหรับที่ Amanpuri นั้น Nama จะเปิดให้บริการเพียง 6 เดือนในแต่ละปีเท่านั้น (1 พ.ย.-31 เม.ย.) ซึ่งเราก็โชคดีมากที่ได้มาที่นี่ช่วงนี้พอดี และนี่ก็น่าจะเป็นประสบการณ์การรับประทานอาหารญี่ปุ่นริมทะเลอันดามันครั้งแรกของเราเลยครับ อาหารของ Nama เน้นวัตถุดิบที่นำเข้าจากญี่ปุ่นโดยตรง โดยเชฟจะให้ความสำคัญกับความสด และการดึงเอารสธรรมชาติที่ดีงามของวัตถุดิบแต่ละอย่างออกมาให้ได้มากที่สุด แม้จะปรุงน้อย แต่ความพิถีพิถันนั้นเข้มข้นมาก เราแอบเห็นเชฟบรรจงล้างและเช็ดผักสลัดทีละใบ เพื่อนๆน่าจะจินตนาการถึงความใส่ใจได้ไม่ยากใช่ไหมครับ Masumi Sake ก่อนจะไปถึงอาหาร เราแว่บไปเห็นเมนูสาเกแบรนด์ Aman เลยลองสอบถามพนักงานดู ได้ความว่าเป็นสาเกที่ Aman สั่งผลิตพิเศษโดยแบรนด์เก่าแก่อย่าง Masumi Sake ที่เมืองนากาโนะ โดยจะมีรสชาติกลมกล่อมดื่มง่ายเข้ากับอาหารได้ทุกอย่าง เราจึงจัดมา 1 ขวด และก็ไม่ผิดหวัง หอมและดื่มลื่นคอดีมากครับ สำหรับอาหารเราพยายามสั่งให้หลากหลายเพื่อเก็บภาพความอร่อยมาฝากกันครับ ตั้งแต่ สลัดปลาดิบ (Kaizen Salad) ซาชิมิรวม (Sashimi Moriawase) ซึ่งเชฟจะเป็นคนเลือกว่าในแต่ละวันปลาอะไรสดที่สุดก็จะจัดมากให้ครับ Amanpuri Roll ด้านในเป็นปลาโทโร่และแอมเบอร์แจ็คพร้อมกับไข่แซลมอน อาโวคาโด้และผักอื่นๆ เทมปุระรวม (Tempura Moriawase) ไปจนถึงเนื้อวากิวเกรดพรีเมี่ยม A5 ย่างถ่าน (Tokusen Wagyu) ก่อนจะตบท้ายด้วย Matcha Tiramisu แนะนำให้ค่อยๆตั้งใจทานทุกๆคำ เพื่อให้ต่อมรับรสได้สัมผัสกับความอร่อยสดจากธรรมชาติที่ผ่านการประคบประหงมมาอย่างดี Kaizen Salad Sashimi Moriawase Amanpuri Roll Tempura Moriawase Tokusen Wagyu Matcha Tiramisu Private Villas #23 และ #27 อิ่มท้องเรียบร้อยแล้ว เราพาเพื่อนๆเข้าไปชมโซน Private Villas ที่ Exclusive ที่สุดของ Amanpuri กันบ้างดีกว่า ต้องบอกว่าพิเศษจริงๆครับ เพราะโซนนี้ไม่ได้เปิดให้คนนอกเข้ามาได้ง่ายๆ และวันนี้เพื่อนๆจะได้ชมกันถึง 2 วิลล่า คือหมายเลข 23 และ 27 (จากทั้งหมด 44 วิลล่า) สำหรับความเลิศหรูของแต่ละวิลล่า เราขออนุญาตให้ภาพดำเนินเรื่องแทนนะครับ ในภาพรวม แต่ละ Villa นั้นมีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 3-9 ห้องนอน และเมื่อได้เข้ามาจริงๆแล้วต้องบอกว่าใหญ่กว่าที่เราจินตนาการไว้ค่อนข้างเยอะเลยครับ เพราะ 1 Villa = 1 Complex ส่วนตัวที่ประกอบไปด้วยอาคารย่อยๆอีกหลายหลัง ลดหลั่นกันลงมาตามแนวเชิงเขา 2-3 ระดับ พร้อมพื้นที่ส่วนกลางที่อาจจะมีทั้งสระว่ายน้ำ ลานอเนกประสงค์ ห้องรับประทานอาหาร หรือศาลาพักผ่อน ซึ่งแต่ละ Villa ก็มีความดีงามที่ไม่ซ้ำแบบกันเลย ไม่น่าเชื่อนะครับว่าโซน Private Villa นี้จะสามารถทวีกำลังความดีงามในทุกๆด้านขึ้นไปได้อีกหลายเท่าจากส่วนของรีสอร์ทด้านนอก และจากใจจริงก็คือหากเพื่อนๆมีกำลังทรัพย์และมากันหลายคน เราคิดว่าเช่าวิลล่าไปเลยคุ้มมากๆครับ เพราะจะได้รับประสบการณ์เหนือระดับชัดเจนทั้งวิวธรรมชาติที่สวยจับใจ พื้นที่ที่กว้างขวางพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันยิ่งกว่าที่บ้านของเราเองซะอีก การบริการแบบเฉพาะตัวซึ่งมีทั้ง Butler และ Chef ประจำที่วิลล่าให้เลย และที่สำคัญก็คือความเป็นส่วนตัวขั้นสุด ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมแขกระดับ VVIP ทั้งนักธุรกิจ นักการเมือง ไปจนถึงคนดังในวงการบันเทิงของโลกจึงต่างตกหลุมรัก Private Villa ที่ Amanpuri กันถ้วนหน้า Signature Thai Afternoon Tea ช่วงน้ำชายามบ่ายที่ Amanpuri นั้นแตกต่างจาก Afternoon Tea ขนบฝรั่งอย่างที่เราเห็นในโรงแรมทั่วๆไป เพราะที่นี่เน้นประสบการณ์ท้องที่แบบไทยๆ จึงเสิร์ฟเป็นขนมไทยและผลไม้สด โดยเฉพาะขนมครกที่ทำสดๆของอมันนั้นเป็นที่เลื่องชื่อฤาชาเป็นอย่างมากครับ เราชอบความหวานน้อยมากๆของขนมครก และถ้าเราอยากมีส่วนร่วมมากขึ้น ก็สามารถขอลองหยอดลองแคะขนมครกเองได้ด้วยนะครับ Afternoon Tea ของที่นี่นั้นจัดขึ้นริมสระน้ำสีดำของรีสอร์ท จึงมีอารมณ์ของความเป็น Pool Party ผสมอยู่ด้วย ทำให้บรรยากาศช่างดูมีชีวิตชีวาดีเหลือเกิน อย่าว่าแต่แขกต่างชาติที่ดูสนุกและตื่นเต้นกันมากเป็นพิเศษ คนไทยอย่างเราเองก็พลอยตื่นตาตื่นใจไปด้วยไม่แพ้กัน ส่วนเครื่องดื่มก็มีทั้งชาร้อนหลายชนิดและเครื่องดื่มสมุนไพรเย็นๆที่ช่วยคลายร้อนได้เป็นอย่างดีครับ Pansea Beach ก่อนจะไปเรื่องความงดงามของหาด ขอนอกเรื่องนิดนึงครับ เราชอบชื่อหาดพันทรี (พัน-ซี) มากเลยครับ เพราะฟังดูสละสลวยทั้งในภาษาไทยอ่านง่ายในแบบสากล ยิ่งการสะกดเป็นภาษาอังกฤษว่า Pansea แล้ว ยิ่งมีความหมายที่ดีมากเพราะคำว่า Pan เป็น Prefix ที่แปลว่า All (ทั้งหมด) ส่วนคำว่า Sea ก็คือทะเล เลยมีความหมายว่า หาดแห่งทะเลทั้งหมด หรือหาดแห่งทุกทะเล ซึ่งฟังดูดี๊ดีเนอะ หาดพันทรีอาจจะไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูนักในหมู่นักท่องเที่ยว เพราะหาดแห่งนี้เป็นไอเท่มลับของเกาะภูเก็ตเลยก็ว่าได้ ด้วยโขดหินทรงสวยที่กั้นทั้งฝั่งซ้ายและขวาของหาด ทำให้เป็นหาดปิดโดยธรรมชาติ ประกอบกับการที่มีเพียง 2 รีสอร์ทบนหาดนี้เท่านั้น คือ Amanpuri และ The Surin Phuket (ซึ่งเป็นรีสอร์ทในเครือเดียวกัน) จึงทำให้หาดพันทรีกลายเป็นหาดส่วนตัวไปโดยปริยาย แต่สิ่งที่ทำให้หาดส่วนตัวแห่งนี้กลายเป็นสวรรค์บนดินของแขกผู้มาเยือนก็คือความลงตัวของทุก Element ไม่ว่าจะเป็นน้ำสีฟ้าใสไล่โทนอ่อน-เข้มพร้อมอุณหภูมิที่กำลังสบายผิว ทรายที่ขาวละเอียดนุ่มเท้า ไปจนถึงความสมบูรณ์ใต้ทะเลที่มีทั้งฝูงปลาและแนวประการังให้เห็นได้ง่ายๆ วันนี้เราพาเพื่อนๆมาทำความรู้จักและ Appreciate หาดกันเบื้องต้นก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะมาลงไปเล่นกิจกรรมทางน้ำกันนะครับ Sunset Cocktail At The Lounge การที่ Amanpuri ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของเกาะภูเก็ตนั้นทำให้ภาพ Sunset กลายเป็นของขวัญอันงดงามที่แขกของรีสอร์ทจะได้รับทุกยามเย็น แปรเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาและสภาพอากาศ หลายเฉดสีทั้งฟ้า ส้ม ชมพู ม่วง จะผลัดเวรกันมาแต่งแต้มท้องฟ้าทั้งผืนให้กลายเป็นดั่งงานจิตรกรรมระดับมาสเตอร์พีซ ก่อนจะฉาบเบาๆด้วยสีทองอีกชั้นด้วยแสง Finale ของดวงอาทิตย์ และสำหรับเราแล้วช่วงตะวันลับขอบฟ้าจึงเป็นช่วงที่ดีที่สุดที่จะมานั่งจิบเครื่องดื่มแก้วโปรดที่ The Lounge พร้อมซึมซับเอาพลังดีๆเข้าสู่จิตใจก่อนจะมูฟไปดินเนอร์กันต่อไม่ว่าจะเป็นอาหารอิตาเลียนระดับ World Class ที่ Arva หรืออาหารไทยชั้นครูที่ Bua Bok ซึ่งเย็นนี้เราจะพาเพื่อนๆไปชิมอาหารไทยกันก่อนนะครับ Authentic Southern Thai Dinner at Buabok “บัวบก” คือห้องอาหารไทยอันเลื่องชื่อแห่ง Amanpuri นำเสนอรสชาติท้องถิ่นที่ถึงเครื่อง ละเมียดละไมทั้งในการคัดสรรวัตถุดิบและการปรุง เราเริ่มมื้อกันด้วยถุงทองคำเล็กๆเป็นดัง Amuse Bouche เวอร์ชั่นไทย เราสั่ง “เบือทอด” มาเป็นคอร์สเรียกน้ำย่อยตำรับภูเก็ต ซึ่งก็คือกุ้งและผักชุบแป้งผสมครื่องแกงทอด ตามด้วยยำมะม่วงปูนิ่มระนองรสจัดจ้านกลมกล่อม จานต่อมาเป็นเมนูที่เราสั่งแทบทุกครั้งที่มาก็คือแกงปูเส้นหมี่ เนื้อปูสดหวานอร่อย และน้ำแกงอร่อยเข้มข้นเหมือนเดิมครับ มีอาหารทะเลหลายจานแล้ว จานสุดท้ายเราจึงเลือกเนื้อวากิวไทยย่างบนเตาถ่าน จิ้มแจ่วรสแซ่บ เมนูของบัวบกนั้นหลากหลายครบทุกหมวดตั้งแต่ซุป สลัด จานเส้น แกง ไปจนถึงน้ำพริก ทำให้เราต้องใช้เวลาตัดสินใจอยู่พักใหญ่ ใครสนใจดูเมนูเต็มได้ที่นี่นะครับ www.aman.com ถุงทอง หลนปูนิ่ม แกงปูเส้นหมี่ ยำภูเก็ตกุ้งย่าง เนื้อย่างเตาไฟ ยํามะม่วงปูนิ่มระนอง เบือทอด Turn Down #1 เราค่อยๆอุ้มพุงกลมๆเดินกลับมาที่ห้อง ก็พบกับห้องที่ได้รับการ Turn Down พร้อมสรรพ ผ้าห่มถูกพับมุมแง้มเปิดให้เราเข้าไปซุกตัวได้โดยง่าย และที่ปลายเตียงก็มีเทียนในกะลามะพร้าววางไว้เป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆแทนการส่งยิ้มละไมให้แขกก่อนนอน ขยับมาที่โต๊ะมินิบาร์ก็มีอีก 1 เซอร์ไพร้ซ์เป็น Negroni ค็อกเทลคลาสสิคตำรับอิตาเลี่ยนเพื่อส่งเราเข้านอน โดยทางรีสอร์ทผสมและบรรจุขวดมาให้เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับผิวส้มสำหรับ Garnish ด้วย เพียงเราตักน้ำแข็งและรินลงแก้วก็จิบเพลินๆได้ทันที ขอบคุณสำหรับความใส่ใจในทุกๆบริการจริงๆครับ Bath Time! ตอนแรกเราก็กะจะอาบน้ำฝักบัวง่ายๆกัน แต่พอเดินผ่านอ่างอาบน้ำก็อดไม่ได้ที่จะแช่น้ำตีฟองนุ่มๆซักหน่อย ยิ่งถ้าได้แช่ไปจิบ Negroni ไปด้วยก็คงดีไม่น้อยเลย คืนนี้ทั้งสบายตัวและสบายใจ หลับปุ๋ยแน่นอนครับ แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะครับ Morning Sweat เราตั้งใจจะตื่นกันเช้าหน่อยเพื่อมาออกกำลังกายที่ยิมของรีสอร์ท ว่ากันว่ายิมที่นี่ยอดเยี่ยมทั้งเรื่องความครบครันทันสมัยของอุปกรณ์ และวิวทะเลสีครามแบบพาโนรามาเลย แล้วก็จริงทุกประการ ยิมที่นี่ดีมากจริงๆครับ ปกติแล้วคุณเฟิร์สเป็นคนขยันมากในเรื่องการออกกำลังกาย ส่วนเรา (เค้ก) ยอมรับเลยว่าขี้เกียจมากครับ แต่ยากที่สุดก็คือตอนเริ่มต้น พอเครื่องติดแล้วก็หยุดไม่ค่อยได้เหมือนกัน เราสองคนมาถึงเป็นคนแรกจึงเหมือนกับได้ยิมทั้งหมดเป็นของเราเอง ยกเว้นมีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลยิมอีก 1 คนเท่านั้น ตัวยิมมีทั้งหมด 2 ชั้นนะครับ ชั้นบนมีทั้งโซนเวทเทรนนิ่ง และโซนเครื่องออกกำลังไฟฟ้าซึ่งมีอุปกรณ์แทบทุกอย่างที่เราจะนึกออกในสภาพที่พร้อมใช้งานทั้งหมด ที่เหนือกว่ายิมที่อื่นก็ตรงที่มีน้ำเปล่าและผ้าขนหนูเตรียมไว้ให้ประจำทุกเครื่องเลย ส่วนชั้นล่างจะเป็นโซนต่อยมวย ห้องฝึกพีลาทีส และห้องล็อคเกอร์แยกชาย-หญิงครับ เราสามารถที่จะจ้าง Personal Trainer เพื่อดูแลเราโดยเฉพาะแบบที่ดารา Hollywood ที่มาพักที่นี่มักจะทำกันก็ได้นะครับ ;-) Breakfast At Buabok ออกกำลังกันจนเพลิน ดูนาฬิกาอีกทีก็เกือบหมดเวลาอาหารเช้าแล้ว เราจึงตัดสินใจแบกร่างพร้อมเหงื่อโทรมกายมุ่งหน้าไปที่ห้องอาหาร Buabok (ที่เราดินเนอร์กันไปเมื่อวาน) อีกครั้ง แต่คราวนี้เรามาเพื่อ Breakfast แบบอาลาการ์ทที่สั่งได้ไม่อั้น ระหว่างที่สายตาสแกนเมนูทั้งอาหารและเครื่องดื่ม เราก็เริ่มจดออร์เดอร์สิ่งที่อยากกินไว้ในใจ ปัญหาเดียวคือเราอยากลองหลายเมนูจนเราเองก็จำไม่หมด เราจึงค่อยๆเรียงลำดับใหม่ เริ่มจากเมนูที่เบาๆ พวกน้ำผักผลไม้ ไปจนถึงของ Healthy อย่าง Acai Bowl, Chia Pudding และ Vegan Scramble Toast เพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายได้ดูดซึมของดีเข้าไปก่อนที่จะไปลุยของหนักๆ ตั้งแต่เมนูพิเศษประจำวันอย่างข้าวมันไก่ โจ้กปลา ไข่ดาว เบค่อน ไข่เจียวปู (ใช่ครับมีให้เลือกในรายการอาหารเช้าด้วย) ไปจนถึงหมูปิ้งและครัวซองต์ สุดท้ายทุกอย่างก็รวมกันเป็นมื้อเช้าที่หนักมากกกกกกกกอยู่ดี :D เริ่มแล้วหยุดยากทุกทีเลย Taking A Stroll Around The Property หลังจากอาบน้ำแต่งตัวจนกลายเป็นลุคใหม่แล้ว เราก็เลยถือโอกาสเดินเล่นปล่อยใจฝันรอบๆรีสอร์ทเพื่อช่วยกระเพาะย่อยอาหารไปในตัว ใต้ร่มเงาต้นมะพร้าวที่สูงชะลูดนั้นทำให้อากาศไม่ร้อนอย่างที่คิด ยิ่งเราใช้เวลาอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรับรู้และเข้าใจความเป็น A Place Of Peace แห่งนี้ได้ลึกซึ่งยิ่งขึ้น เรารู้สึกว่าที่นี่เป็นความสมดุลพอดีระหว่างความดิบของธรรมชาติอันงดงามกับความดูแลเอาใจใส่อย่างมีระบบของมนุษย์ เราเห็นสนามหญ้าที่ได้รับการตัดแต่งจนเรียบร้อยสะอาดตา ในขณะเดียวกันก็เห็นนกกระยางบินลงมาเดินเล่นอยู่ในสนามนั้น เราเห็นทิวต้นมะพร้าวสีเขียวจำนวนนับไม่ถ้วน ตัดกับท้องฟ้าสีครามและปุยเมฆสีขาว ในขณะเดียวกันหลังคาเรือนไทยสีเทาพร้อมปันลมไม้สีน้ำตาลก็เสียดขึ้นแทรกอย่างถูกจังหวะและให้ความกลมกล่อมกับสายตาอย่างยิ่ง Shopping At The Retail Pavilion อาจารย์สถาปนิกชาวญี่ปุ่นชื่อก้องโลกอย่างคุณ Kengo Kuma นั้นได้รับมอบหมายจากทาง Aman ให้ช่วยดูแลงานออกแบบ Retail Pavilion ที่เพิ่งเปิดให้บริการในปี 2020 ที่ผ่านมานี่เอง ที่นี่เป็นเรือนขายสินค้าแบรนด์ Aman ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายทั้งในแบบ Leisure Wear และ Active Wear ไปจนถึงเครื่องหอมและเครื่องประทินผิว นอกจากนี้ยังมีงานฝีมือที่ทั้ง Unique และ Exotic ซึ่งทีมคัดสรรของ Aman ได้ไปเสาะแสวงหามาให้แขกได้เลือกซื้ออีกด้วย สินค้าด้านใน Retail Pavilion จึงมีความพิเศษ และหาซื้อที่อื่นได้ยาก เราเองก็อดไม่ได้ที่จะเลือก Shopping ของติดไม้ติดมือมาเล็กๆน้อยๆด้วยเช่นกัน Casual Lunch At Beach Terrace ขอเข้าประเด็นก่อนเลยครับว่า Amanpuri Wrap เป็นเมนูที่เราประทับใจมากในมื้อนี้ ถ้าได้มาที่นี่ อย่าลืมสั่งกันนะครับ ด้านในเป็นเหมือนทอดมันที่ไม่ใส่พริกแกงทำจากเนื้อกุ้งลายเสือกับเนื้อปลากะพงขาวเอามายีให้เป็นเนื้อเนียนผสมกัน ก่อนจะนำไปคลุกเกล็ดขนมปังทอด แล้วค่อยเอามาห่อกับส่วนผสมอื่นๆด้วยแป้ง Tortilla ที่จริงเมนูของ Beach Terrace มีให้เลือกหลากหลายมากครับเน้นเสิร์ฟอาหารที่เราคุ้นเคยทั้งไทยและต่างชาติ อร่อยง่ายๆ แต่มีการดัดบิด Twist ให้พิเศษมากขึ้น แต่เราผู้ที่กระเพาะยังไม่ทันว่างจากมื้อเช้าเลยเลือกสั่งอะไรที่ไม่หนักจนเกินไป จึงมาลงเอยที่ Wrap จานนี้ แกล้มกับ Brittany Sea Bass Tartare เสิร์ฟพร้อมซอส Citrus & Mint Sabayon และกะเพราเนื้อราดข้าวไข่ดาวกรอบๆ (แต่ไม่สุก) อิ่มอร่อยแบบ Comfort Food กันไปอีกมื้อครับ Spa & Hydro Facilities แค่ได้ยินคำว่า “สปา” ก็รู้สึกผ่อนคลายแล้ว และแน่นอนว่าวันนี้เราไม่ได้มานวดกันอย่างเดียว แต่เราได้จอง Hydro Facilities เอาไว้ 1 ชั่วโมงเต็มๆเพื่อช่วงเวลาส่วนตัวที่จะมีเฉพาะเราเท่านั้น ยอมใจกับการบริการแบบ Exclusive สุดๆของ Amanpuri จริงๆครับ Hydro Facilities นั้นก็คืออุปกรณ์บำบัดด้วยน้ำในรูปแบบและอุณหภูมิต่างๆ ตั้งแต่การแช่จากุซซี่ร้อนสลับกับการการจุ่มน้ำเย็นจัด เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและระบบอื่นๆในร่างกายอีกมากมาย ไปจนถึงการอบไอน้ำ อบซาวน่าทั้งแบบดั้งเดิมและแบบรังสี Infrared หลังจาก 1 ชม.เต็มๆกับการใช้งาน Hydro Facilities จนเราสบายตัวมากๆแล้ว เราก็พร้อมที่จะขึ้นเตียงให้พี่ๆ Therapist กดรีดกล้ามเนื้อกันต่อทันที ที่จริง Amanpuri มีเมนูสปาที่ตอบแทบจะทุกโจทย์เลย เราทั้ง 2 จึงเลือกนวดคนละแบบกัน คุณเฟิร์สเลือก Holistic Massage ที่ช่วยผ่อนคลายแบบองค์รวม และเน้นจุดที่มีปัญหาให้ด้วย ส่วนเรา (เค้ก) เลือกนวด Integrated Deep Tissue ซึ่งจะหนักกว่าเพราะเน้นการรีดแนวกล้ามเนื้อให้ถึงมัดลึก มีการผสมเทคนิคการนวดแผนไทยเข้าไปด้วยซึ่งเหมาะกับคนที่รู้สึกตึงเป็นพิเศษอย่างเรามากๆครับ การตกแต่งในห้องนวดนั้นสวยสง่าและสุขสงบตามสไตล์ของ Amanpuri ทุกกระเบียดนิ้ว ดนตรีที่เปิดคลอเบาๆนั้นให้ชวนให้เราผ่อนคลายได้ดีเยี่ยมจริงๆ อยากจะ Shazam เก็บไว้เปิดที่ห้องตอนนอนก็ดันลืมไปเสียสนิทเลย ทันทีที่พี่ Therapist เริ่มนวด เราก็สัมผัสได้ถึงความตั้งใจในควบคุมความเนิบ น้ำหนัก และการเคลื่อนมือลงบนร่างกายของเราในแต่ละจุด เจตจำนงของการดีไซน์การกดและรีดในแต่ละครั้งนั้นปรากฏเด่นชัดมากครับ แต่เราก็มีสติอยู่ไม่ได้นานหรอกนะครับ เพราะเผลอแป๊บเดียวเราก็ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว Surf the water and dive down under. เราใช้เวลาตลอดบ่ายกันที่สปา พอจบโปรแกรมนวดแดดก็เริ่มลดกำลังลงพอดี เราจึงต้องพยายามปรับโหมดอารมณ์ผ่อนคลายให้ไปสู่โหมดแอคทีฟกันอีกครั้ง เพราะเย็นนี้เราจะลงน้ำทะเลกันครับ และก็ไม่ได้ลงไปตัวเปล่านะครับ ที่ Amanpuri มีอุปกรณ์ทางน้ำให้แขกเล่นหลากหลายมาก ทั้งแบบ Manual ที่เราต้องออกแรงพายเองซึ่งสามารถใช้ได้ฟรี และแบบไฟฟ้าซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่ต้องบอกว่าคุ้มค่ามากครับเพราะเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ อุปกรณ์บางชิ้นนั้นเราแทบไม่เคยเห็นที่รีสอร์ทอื่นมาก่อนเลย เมื่อไปแอบถามก็ได้ข้อมูลมาว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าแปลกๆเหล่านั้นราคาหลายแสนต่อเครื่อง และวันนี้เราก็จะไปทดลองเล่น 2 ตัวด้วยกันครับ คือ eFoil เป็นบอร์ดไฟฟ้าที่พาเราเหินเหนือน้ำได้โดยไม่ต้องง้อคลื่น และ Seabob เครื่องยนต์เจ็ทที่ช่วยพาเราพุ่งไปในน้ำได้อย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นการว่ายแนวราบหรือดำดิ่งลงใต้น้ำ เริ่มที่ eFoil กันก่อนก็แล้วกัน เจ้ากระดานโต้คลื่นไฟฟ้าที่ไม่ง้อคลื่นนี้ เราสามารถจะนั่งหรือจะยืนก็ได้ และมีรีโมทให้เราปรับความเร็วได้ตามต้องการ และหากชำนาญมากๆก็สามารถบินเหนือน้ำได้ด้วยนะครับ แต่สำหรับครั้งแรกนี้ของเรา แค่ยืนบนบอร์ดได้เราก็พอใจมากๆแล้ว พอคาดหวังต่ำเราก็มักจะมีเรื่องให้เราเซอร์ไพร้ส์ตัวเองได้เสมอและในครั้งแรกนี้ นอกจากเราจะยืนได้แล้ว เรายังตีวงเลี้ยวในท่ายืนได้ด้วย 55555 ภูมิใจมากครับ ต่อให้มันอาจจะเป็นแค่การฟลุ้คก็ตาม เรียกได้ว่าสำเร็จเกินคาดครับ โต้คลื่นเหนือน้ำกันแล้ว ลงน้ำกันบ้างดีกว่า เราชอบชื่อ Seabob เป็นพิเศษเพราะฟังดูเหมือนชื่อตัวการ์ตูนน่ารัก เข้าถึงง่าย น้องเป็นเหมือนหัวมอเตอร์ไซค์ที่มีมือจับและปุ่มกดเร่งความเร็วได้ เราใช้เวลาทำความรู้จักกับน้องไม่นานก็เริ่มจับทางได้ ขั้นแรกเราต้องให้น้องพาเราพุ่งออกไปจากชายหาดซะก่อน และน้องก็แรงกว่าที่คิดครับ เป็นการเดินทางในน้ำที่สนุกมากทำให้เรารู้สึกราวกับเป็น Merman ที่ว่ายน้ำได้เร็วปรู๊ด เมื่อเข้าสู่ความลึกประมาณนึง เราจึงจะทดลองให้น้องพาดำลงไปใต้น้ำได้ ซึ่งสเต็ปนี้จะ Advanced กว่า เพราะต้องควบคุมลมหายใจดีๆ พร้อมกับต้องเคลียร์หูเป็นระยะๆ แม้เราจะเคยดำ Scuba มาก่อน แต่คราวนี้ไม่เหมือนกันเลย จึงต้องฝึกหน้างานกันพักใหญ่ หากใครเคยดำน้ำแบบ Free Dive มาแล้วน่าจะใช้ Seabob ดำน้ำเป็นง่ายกว่ากันเยอะเลย แต่สุดท้ายเราก็ทำให้น้องพาเราลงใต้น้ำจนได้ครับ ไม่น่าเชื่อว่าเพียงไม่ไกลจากหาด ใต้น้ำจะมีฝูงปลาและปะการังเยอะขนาดนี้ พี่เจ้าหน้าที่ที่มาประกบสอนเราบอกว่าวันไหนน้ำใส (วันที่เราไปน้ำค่อนข้างขุ่นจากฝนที่ตกไปก่อนหน้า) ยิ่งช่วงเช้าๆ ปลาจะเยอะกว่านี้มาก และแม้จะอยู่ใต้น้ำ Aman ก็ไม่หยุดซ่อนความประทับใจไว้ครับ เพราะที่พื้นทรายใต้ทะเลจะมีโลโก้ตัว A อยู่ด้วย เป็น Item ลับที่อยากให้เพื่อนๆไปลองดำหากันนะครับ Amanpuri Sea Platform อีกหนึ่ง Icon ของ Amanpuri ก็คือแพล็ตฟอร์มทรงกลมกลางทะเลที่ใครๆก็อยากจะมาถ่ายรูปกันโดยเฉพาะช่วงตะวันใกล้ตกดิน ข้างบนแพล็ตฟอร์มมีเตียงอาบแดดอยู่ 2 ตัว พร้อมกับน้ำดื่มและ Beach Towel เตรียมไว้ให้ แพล็ตฟอร์มนี้มาได้หลายวิธีไม่ว่าจะว่ายน้ำมา หรือใช้อุปกรณ์กีฬาทางน้ำของรีสอร์ทพายมาก็ได้ หรือถ้าไม่อยากออกแรงก็ขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยออกเรือมาส่งก็ได้เช่นกัน แต่ต้องขึ้นอยู่กับจังหวะคลื่นลมในทะเลด้วยนะครับ การเดินทางมายากนั้นมีข้อดีนะครับ เพราะทำให้คนมาน้อย และหากเราหาจังหวะดีๆ ก็อาจจะได้ทั้งแพล็ตฟอร์มเป็นของเราเองเลย จะกระโดดตู้มลงไปว่ายน้ำกับฝูงปลา หรือจะนอนอาบแดดชิลๆ หรือจะแค่ไปโพสท่าสวยๆถ่ายรูปอวดเพื่อนๆก็ทำได้เต็มที่เลย ถ้าไปดูตะวันตกดินก็อย่าลืมเผื่อเวลากลับด้วยนะคับ เดี๋ยวจะมืดซะก่อน Italian Dinner At Arva วันนี้เป็นวันที่แน่นไปด้วยกิจกรรมพิเศษ และดินเนอร์มื้อนี้ของเราก็พิเศษมากเช่นกัน หลังจากอาบน้ำแต่งตัวกันใหม่ (อีกรอบ) เราก็เดินมารับประทานมื้อค่ำกันที่ Arva แบรนด์ร้านอาหารอิตาเลียนที่มีอยู่ใน Aman อีกหลายแห่งในโลก ไม่ว่าจะเป็น Aman Venice, Aman Tokyo, Aman Sveti Stefan (มอนเตเนโกร), และ Amanyangyun (เซี่ยงไฮ้) Arva แปลว่า ดินแดนที่ถูกเพาะปลูก ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากขนบการเข้าครัวของชาวอิตาเลียนตอนใต้ที่จะไปเก็บเกี่ยวเอาพืชผลสดๆมาจากฟาร์มหรือป่าเขาไปจนถึงท้องทะเลในละแวกนั้น เพื่อมาปรุงแบบตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน จนกลายเป็นอาหารที่ช่วยเยียวยาจิดใจมื่อได้ลิ้มลอง ระหว่างที่เรากำลังสำรวจเมนูกันอย่างขะมักเขม้น พนักงานชาวตุรกีจาก Amanruya ผู้ย้ายมาศึกษางานที่ Amanpuri ชั่วคราว ก็นำ Grissini และ Foccacia มาเสิร์ฟให้เรากินเล่นกันไปพลางๆ แต่เมื่อเราได้ลิ้มรสเนื้อนุ่มๆและกลิ่นหอมของขนมปัง Foccacia ก็ตกหลุมรักแบบ Love at first bite ทันที จนเผลอกินเกือบหมดก้อนเลย นอกจากนี้ยังมี Amuse-Bouche เป็น Tartare ปลาเนื้อขาวคำเล็กๆซึ่งอร่อยมากเช่นกัน Tartare Granchio Avocado E Lattuga (สลัดปูอาโวคาโด้) Vitello Tonnato (เนื้อลูกวัวซูวีดสไลซ์บางๆราดด้วยซอสทูน่า) เราเริ่มสั่ง Antipasto มาคนละจาน เราเลือกเป็น Granchio Avocado E Lattuga (สลัดปูอาโวคาโด้) กับ Vitello Tonnato (เนื้อลูกวัวซูวีดสไลซ์บางๆราดด้วยซอสทูน่า) ซึ่งเราไม่เคยลองมาก่อนและเป็นจานแนะนำด้วย พนักงานบอกว่าถ้าใช้ Foccacia ปาดซอสทูน่าจะอร่อยมากๆ แต่เรากินขนมปังไปจนเกือบหมดก่อนหน้านี้แล้ว พนักงานจึงเอามาเติมให้ ซึ่งเราทั้งดีใจและรู้สึกผิดต่อพุงไปพร้อมๆกัน Linguine Astice Merluzza Ceci & Salsa Verde จานหลักของเราเป็น Linguine Astice (เส้นลิงกวินี่ที่ทำจาก Durum Wheat สายพันธุ์เดี่ยวจากเมือง Puglia ผัดกับบลูล็อบสเตอร์จาก Brittany ฝรั่งเศสในซอสมะเขือเทศรสเผ็ดเล็กน้อย) และ Merluzza Ceci & Salsa Verde (ปลาคอดจาก Brittany นึ่งเสิร์ฟกับซอสเขียวที่ทำจากถั่วลูกไก่ พาร์สลีย์ แองโชวี่ส์และกระเทียม) รสชาติอร่อยง่ายๆไม่ซับซ้อน แต่อบอุ่นหัวใจครับ Tiramisu Lemon Tart Peppermint Tea คอร์สสุดท้ายคือเมนู Dolci ของหวานคลาสสิค เราเลือก 2 รสชาติที่คอนทราสต์กันครับ จานแรกคือ Tiramisu ของโปรดที่เราสั่งเวลาไปร้านอิตาเลียนทุกที่ ของที่ Arva นั้นหนักแน่นในรสชาติทว่าเบานุ่มในเนื้อสัมผัส จึงเพอร์เฟ็คท์มากๆเลย ส่วนอีกจานก็คือ Lemon Tart เสิร์ฟพร้อม Sorbet รสเปรี้ยวหวานสดชื่นตัดเลี่ยนได้ชะงัดมากๆ และก็เช่นเคยครับ เราตบท้ายมื้อจริงๆกันด้วยชาร้อนๆ คุณเฟิร์สเลือกชาตะไคร้ ส่วนเราเลือก Peppermint Tea เช่นเคย ซึ่ง Amanpuri เสิร์ฟชามาพร้อมกับน้ำผึ้งป่าด้วย มื้อนี้อิ่มเอมเปรมปรีดิ์ทั้งพุงและหัวใจเลยครับผม Library ตอนแรกกะว่าจะเดินกลับห้องกันเลย แต่อีกใจก็อยากจะเดินย่อยซักหน่อย มีอีกจุดหนึ่งที่เรายังไม่ได้พาเพื่อนๆไปดูเลย นั่นก็คือห้องสมุด ที่แขกสามารถเข้ามาใช้พื้นที่อ่านหนังสือ นั่งพักผ่อน หรือจะนัดประชุมงานทั้งแบบ Online หรือ Offline ก็ได้ พื้นที่ภายในค่อนข้างกว้างขวางมากครับ แต่คนเข้ามาใช้ไม่เยอะ จึงมีมุมส่วนตัวให้จับจองได้สบายๆ ส่วนหนังสือที่มีอยู่ก็น่าสนใจเยอะแยะเลย ส่วนมากจะเน้นประเภทงานออกแบบ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม Turn Down #2 เรือนพักหมายเลข 906 ที่รัก เรากลับมาแล้วววว โปรแกรมสำหรับวันนี้จบลงด้วยดี ถือว่าเป็นอีกวันที่ Productive สุดๆ ไม่น่าเชื่อว่าพรุ่งนี้ก็ถึงเวลาต้องเช็คเอาท์แล้ว ค่ำคืนนี้ห้องของเราได้รับการ Turn Down พร้อมนอนเช่นเคย แต่เซอร์ไพร้ส์วันนี้จัดเต็มกว่าเดิมไปอีก ทีม Housekeeping ได้ยกกระถางกล้วยไม้กลางห้องน้ำของเราออกไป แล้วแทนที่ด้วยกระถางใหม่ที่จัดแสดงด้วยกิ่งไม้ห้อยด้วยช็อคโกแลตโลโก้ Aman และแอลมอนด์ อีกหนึ่งความประทับใจที่เราลืมบอกไป ก็คือการที่พนักงานช่วยจัดเรียงของที่เราอาจจะวางระเกะระกะ ให้เป็นระเบียบสวยงาม แม้กระทั่งสายชาร์จโทรศัพท์ก็มีการจัดระเบียบและมัดด้วยถามมัดแบรนด์ Amanpuri ด้วย ยิ่งไปกว่านั้นหากเพื่อนๆขับรถมา ทางรีสอร์ทจะล้างรถให้เมื่อเช็คเอ้าท์ด้วยนะครับ เมื่อสิ่งเล็กๆน้อยๆต่างๆเหล่านี้มาประกอบรวมกัน ความแตกต่างในวิถีแบบ Aman จึงปรากฏเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ยังไงวันนี้เราขอตัวไปนอนก่อนนะครับ พรุ่งนี้เรายังเหลือกิจกรรมอีกอย่างหนึ่ง ยังไม่บอกว่าคืออะไร ไว้ไปดูกันพรุ่งนี้เช้าครับ Tennis At Ten เราติดใจยิมของ Aman มากเลยคับ ตอนแรกก็อยากจะกลับไปใช้บริการอีกครั้ง แต่นึกขึ้นได้ว่ามีอีกหนึ่งกิจกรรมออกกำลังกายที่เรายังไม่ได้สัมผัสเลย นั่นก็คือการเล่นเทนนิสนั่นเองซึ่งเป็นกีฬาที่เราเคยเล่นมาบ้างในวัยเด็กและครั้งล่าสุดที่เราได้ตีเทนนิสมาก็หลายปีมาแล้ว โดยสรุปก็คือตอนนี้เราก็เป็นมือใหม่ดีๆนี่เอง แต่ไม่ต้องห่วงเลยครับเพราะที่ Amanpuri มีหนุ่มมือโปรเทนนิสชาวฝรั่งเศสสุดหล่อ คุณ Philippe หรือเรียกสั้นๆว่าคุณ Phil มาช่วยฝึกสอนให้ เพียงแค่เราจองเวลาล่วงหน้ากันก่อนนะครับ คุณ Phil ใจเย็นกับเรามากครับ ตีโดนลูกบ้าง ไม่โดนบ้าง ติดเน็ตบ่อย ออกสนามเป็นว่าเล่น แต่คุณ Phil ก็ยังคงยิ้มสนุกไปกับเราด้วย แถมยังสอนเทคนิคต่างๆเพิ่มให้เราตลอด แต่ไม่ว่าเราจะตีเทนนิสแย่ขนาดไหน แต่สุดท้ายแล้วเหงื่อที่เปียกชุ่มก็เป็นหลักฐานยืนยันได้ถึงการได้ออกกำลังกายอย่างเต็มที่มากๆครับ Late Check-Out เราเหลือเวลาอยู่ที่ Amanpuri อีกไม่นานแล้ว แต่เราทำเรื่องขอ Late Checkout ไว้ ซึ่งก็โชคก็เข้าข้างครับ เพราะยังมีห้องว่างอยู่ ทางรีสอร์ทจึงอนุญาตให้เราพักผ่อนต่อได้ถึง 14:00 น. เราจึงมีเวลาที่จะเตรียมตัว อาบน้ำ เก็บของแบบได้แบบสบายๆ นอกจากนี้แล้วเรายังมีเวลาที่จะได้นั่งทบทวน และสรุปความประทับใจทั้งหมดที่เรามีต่อ Amanpuri กันที่ศาลาหน้าเรือนของเรากันอีกด้วย Wrapping Up Our Stay ระหว่างมื้ออาหารกลางวันที่ Beach Terrace เมื่อวาน คุณ Mirko Radulovic ผู้จัดการ F&B ของ Amanpuri เดินเข้ามาทักทาย เราจึงพูดคุยกันถึงแบรนด์ Aman ซึ่งกำลังเติบโตในระดับโลกอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่ม City Hotels ที่กำลังเกิดขึ้นทั้งที่ Tokyo, New York รวมถึงกรุงเทพฯของเรา คุณ Mirko บอกว่าเขาหวังว่าทางแบรนด์จะประสบความสำเร็จในการนำ “Spirit Of Aman” ไปยังทุกๆโลเคชั่น เราจึงถามกลับไปว่า แล้วอะไรล่ะคือ Spirit Of Aman คุณ Mirko ตอบกลับมาด้วยความมั่นใจในทันทีว่า “Peace” ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความสงบ” ในใจนั้นเป็นหนึ่งในสิ่งสูงสุดที่มนุษย์ทุกคนต้องการ และ Aman ก็พยายามจะตอบโจทย์สุงสุดนี้ แต่การจะประกอบกิจการระดับ Ultra-Luxury เพื่อทำให้คุณค่านามธรรมอย่าง “ความสงบ” เป็นสิ่งที่ลูกค้าจับต้องสัมผัสได้นั้นดูไม่ง่ายเลย เพราะด่านที่อยู่ก่อนความสงบนั้น ก็คือ “ความวางใจ” โดยสมบูรณ์จากลูกค้า นอกจากสภาพแวดล้อมที่สวยงามดีต่อใจอย่างยิ่งแล้ว Aman ยังได้ใช้เวลาไปกับการสร้าง “ความวางใจ” ผ่านการบริการจากมนุษย์สู่มนุษย์ปีแล้วปีเล่า ขัดเกลาทุกรายละเอียดจนเกิดเป็นวิถีชีวิตบางอย่างที่ค่อยๆดึงดูดผู้คนให้กลายมาเป็นสาวกซึ่งค่อยๆเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นคำเฉพาะที่ใช้เรียกผู้คนที่หลงไหลความเป็น Aman เหล่านี้ว่า Aman Junkie เราไม่รู้หรอกว่า Aman มีวิธีการอะไรอย่างไรบ้าง แต่สุดท้ายแล้ว “ความสงบ” ก็คือสิ่งที่เรารู้สึกได้ในขณะที่นั่งอยู่ ณ ศาลาพักผ่อนหน้าเรือนพักของเรานี้ เราเองก็เริ่มสงสัยว่าหรือว่าก็กำลังจะกลายเป็น Aman Junkie ไปกับเค้าด้วยหรือเปล่า หากจิตวิญญาณของ Aman คือ “ความสงบ” อันมีพื้นฐานมาจาก “ความวางใจ” ของลูกค้าที่ได้จมจ่อมลงไปในประสบการณ์ที่มีมาตรฐานสูงเกินคาด บางทีสิ่งนี้อาจจะเป็นสิ่งเดียวกันกับจิตวิญญาณแห่งความลักชูรี่ทั้งหมดก็เป็นได้ #LetsHoparound #AMANPURI โปรโมชั่นพิเศษ AMANPURI CLOSER TO HOME #สุดยอดดีลพิเศษ กับรีสอร์ทหรู 𝗔𝗠𝗔𝗡𝗣𝗨𝗥𝗜 ภูเก็ต จุดเริ่มต้นของ 𝗔𝗠𝗔𝗡 แบรนด์ระดับ 𝗨𝗹𝘁𝗿𝗮-𝗹𝘂𝘅𝘂𝗿𝘆 เริ่มต้นเพียงคืนละ 𝟭𝟳,𝟬𝟬𝟬++ **พิเศษสุดๆ** สำหรับชาว Hoparound.co โปรดแจ้ง Code: HOP AROUND เพื่อรับราคาและสิทธิ์พิเศษ อัตราค่าห้องพักพิเศษเฉพาะ Hoparound.co : ⛱ เริ่มต้นที่ 𝟭𝟳,𝟬𝟬𝟬++ สิทธิพิเศษเฉพาะ Hoparound.co : 𝟭. อาหารเช้า ณ พาวิลเลียน หรือ ห้องอาหารบัวบก สำหรับ 𝟮 ท่าน 𝟮. บริการรถรับส่งสนามบินไป – กลับจากอมันปุรี เมื่อสำรองห้องพาร์เชียลโอเชียล พาวิลเลียน เป็นต้นไป 𝟯. ชุดน้ำชา เครื่องดื่มพิเศษประจำวันและขนมครกยามบ่าย 𝟰. มินิบาร์ (เติมให้วันละ 𝟭 ครั้ง) 𝟱. บริการอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมทางน้ำ (สำหรับเครื่องเล่นชนิดที่ไม่มีเครื่องยนต์) 𝟲. โปรดสำรองห้องพักอย่างต่ำ 𝟮 คืนเพื่อรับข้อเสนอดังกล่าว 𝟳. ระยะเวลาในการจองและเข้าพัก: วันนี้ - 𝟯𝟭 มีนาคม 𝟮𝟱𝟲𝟲 𝟴. อัตราค่าห้องพักอาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตขึ้นอยู่กับนโยบายของอมัน เรทสุดคุ้มและให้เยอะแบบนี้ บอกได้คำเดียวว่า “ดีที่สุด” ในรอบ 𝟯𝟰 ปี ตั้งแต่ 𝗔𝗠𝗔𝗡 เริ่มก่อตั้งมาเลย ใครที่หมายปองความสงบหรูหราหาที่เปรียบไม่ได้ในแบบ 𝗔𝗠𝗔𝗡 นี่คือโอกาสทองที่เกิดขึ้นยากกว่าสุริยุปราคาเต็มดวงซะอีก จองเลยไม่ต้องรอ!!! สำรองห้องพัก: โทร 𝟬𝟳𝟲-𝟯𝟮𝟰𝟯𝟯𝟯 อีเมล 𝗮𝗺𝗮𝗻𝗽𝘂𝗿𝗶𝗿𝗲𝘀@𝗮𝗺𝗮𝗻.𝗰𝗼𝗺 𝗟𝗶𝗻𝗲: 𝗵𝘁𝘁𝗽𝘀://𝗹𝗶𝗻.𝗲𝗲/𝗽𝗙𝟲𝟭𝗛𝟱𝗨 Exclusive Rate for Hoparound.co Fans!! ราคาพิเศษเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น!!

  • TOKYO Highlights อัพเดท 30 จุดสุดฮิปจากทริปโตเกียวล่าสุด

    TOKYO Highlights อัพเดท 30 จุดสุดฮิปจากทริปโตเกียวล่าสุด ใช่, Tokyo คงไม่ใช่เมืองแปลกใหม่ของใครหลายๆคนอีกต่อไป แต่ยอมรับเถอะว่า เมืองหลวงของญี่ปุ่นแห่งนี้เป็นเมืองที่ “มีของ” มากที่สุดเมืองหนึ่งของโลก Tokyo ไม่เคยขาดแคลนความน่าตื่นตาตื่นใจ เพราะในแต่ละฤดูกาล แต่ละย่าน แต่ละครั้งที่เราได้ไปเยี่ยมเยือน Tokyo ก็มีอะไรใหม่ๆให้เรากระชุ่มกระชวยหัวใจได้อยู่เสมอ โดยเฉพาะครั้งนี้หลังจากที่เราไม่ได้ไปญี่ปุ่นเลยกว่า 3 ปี มาดูกันซิว่า มีที่ไหนให้น่าไป #Hop บ้าง ตามไปดูกันเลยยยย ดีลพิเศษเฉพาะชาว #Hopster เท่านั้น Exclusive offers with Hoparound.co โรงแรม DDD HOTEL ราคาพิเศษ โรงแรม The Tokyo EDITION Toranomon ราคาพิเศษ โรงแรม Toggle hotel suidobashi ราคาพิเศษ โรงแรม ONSEN RYOKAN YUEN SHINJUKU ราคาพิเศษ โรงแรม sequence MIYASHITA PARK ราคาพิเศษ โรงแรม Andaz Tokyo Toranomon Hills ราคาพิเศษ โรงแรม MUJI HOTEL GINZA ราคาพิเศษ บัตรเข้าชม Warner Bros. Studio Tour Tokyo – The Making of Harry Potter Ticket พิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัล TeamLab Planets TOKYO | โตเกียว ญี่ปุ่น บัตรขึ้นจุดชมวิว "ชิบูย่า สกาย" (Shibuya Sky) | ซื้อแล้วรับบัตรได้ทันที (บัตรอิเล็กทรอนิกส์) เที่ยวสวนสนุกญี่ปุ่น | บัตรเข้าโตเกียวดิสนีย์รีสอร์ต (Tokyo Disney Resort) 1 วัน The Tokyo EDITION, Toranomon EAST MEETS WEST กลับมาโตเกียวในรอบ 3 ปี!! เลยอยากมาลองพักที่ The Tokyo EDITION, Toranomon เพราะชอบสไตล์มินิมอลของแบรนด์มากๆ แบรนด์ The EDITION ก่อตั้งขึ้นโดยคุณ Lan Schrager ผู้สร้างแบรนด์โรงแรมระดับตำนาน ร่วมกับ Marriott International เครือโรงแรมระดับโลก เป็นแบรนด์ Top สุดของเครือแมริออท The Tokyo EDITION, Toranomon เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปี 2020 ที่ผ่านมานี่เอง (ช่วงโควิดพอดี) เราชอบการตกแต่งอย่างอบอุ่นด้วยพื้นไม้ ผนังไม้ และเพิ่มเติมด้วยต้นไม้สีเขียว ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและเตรียมพร้อมสำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง โรงแรมตั้งอยู่ที่ชั้น 31–36 ของตึกระฟ้าใจกลางโตเกียวอย่าง “Tokyo World Gate” อยู่ในย่านธุรกิจ Kamiyachō ในทำเลที่สะดวกสบายติดกับจุดเชื่อมต่อรถไฟใต้ดินหลายสาย ทำให้สามารถเดินทางไปยังสถานที่ยอดนิยมอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง เช่น รปปงหงิ หรือ กินซ่า หรือไกลออกไปได้อย่างง่ายดายมากกกก ล็อบบี้ที่นี่จะอยู่ที่ชั้น 31 เราจะต้องกดลิฟต์ขึ้นมาจากชั้น 1 เมื่อลิฟต์เปิดมาเราจะเจอกับเก้าอี้ที่ตั้งเป็นงานอาร์ตและรูปถ่ายขนาดเล็ก ติดเรียงรายไปตลอดทางเดินที่ทอดยาวไปยังล็อบบี้และจุดสำหรับเช็คอิน ซึ่งล็อบบี้ที่นี่สวยมาก รู้สึกร่มรื่นเพราะเค้าตกแต่งด้วยต้นไม้กว่า 500 ต้นเลย แบ่งเป็นมุมต่างๆ ผ่อนคลายและดูไม่อึดอัด เราพักห้อง DELUXE เตียงคิงไซส์พร้อมวิวเมือง ขนาด 42 sqm ห้องพักที่นี่ออกแบบโดยสถาปนิกที่เราชอบมากที่สุดคนนึงในญี่ปุ่นเลย คือ คุณ Kengo Kuma ห้องมีความเรียบง่ายมาก มีเส้นสายที่สะอาดตาและขอบที่คมชัดตลอดแนวใช้สีออร์แกนิก เช่น พื้นไม้โอ๊คสีขาวพร้อมเฟอร์นิเจอร์สีเบจและสีขาว สิ่งที่ชอบสุดในห้องก็หนีไม่พ้น Amenities กลิ่นหอมละมุนสั่งทำพิเศษจากแบรนด์ Le Labo ใครอยากนำกลับบ้านก็ขวดละแค่ 8,000 JPY เท่านั้นนนนน สำรองห้องพัก: โรงแรม The Tokyo EDITION Toranomon ราคาพิเศษ เวลาเปิดปิด: 24 ชั่วโมง การเดินทาง: ลงสถานี Kamiyacho เดินต่ออีก 2 นาที Location: https://maps.app.goo.gl/na1NKZyXm8uTZACPA DDD Hotel คนรักงานดีไซน์ต้องตกหลุมรักโรงแรมนี้ Design, Development and Destination คือคอนเซ็ปต์ของโรงแรมแห่งนี้ นี่คือ Hidden Gem ที่เรามาพบเข้าโดยบังเอิญขณะเสิร์ชหาโรงแรมในเว็ป Expedia นอกจากจะสวย เท่ สะดวก ดีไซน์ดีแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดก็คือคุณภาพเกินราคา! การตกแต่งเน้นสีเขียวเป็นหลัก Amenities หอมมาก ชั้นสองมีคาเฟ่ กาแฟ เบเกอรี่ เปิดให้คนภายนอกเข้าได้ด้วย สามารถมานั่งชิล นั่งทำงานได้ ตอนค่ำจะเปลี่ยนเป็นบาร์ มีดีเจเปิดเพลง ชั้น 1 เป็นห้องอาหาร "nôl" ที่จะเลือกสรรวัตถุดิบประจำซีซั่นมาปรุงอาหาร โรงแรมนี้ใกล้รถไฟ เดินทางสะดวก รอบๆ โรงแรมก็มีร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่เท่ๆ เพียบ! สำรองห้องพัก: โรงแรม DDD HOTEL ราคาพิเศษ เวลาเปิดปิด: 24 ชั่วโมง การเดินทาง: ลงสถานี Bakurochō เดินต่ออีก 1 นาที Location: https://g.page/ddd-hotel?share Bridge COFFEE & ICECREAM ตัวร้านนั้นตั้งอยู่ไม่ไกลจากสะพานเรียวโกกุ (Ryogokubashi) ครับข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามก็จะเจอกับร้าน Bridge COFFEE & ICECREAM เลย สังเกตุง่ายๆคือมีคำว่า COFFEE สีขาวๆ ติดอยู่บนกำแพงกระเบื้องสีน้ำเงินเข้ม ที่นี่มีให้บริการตั้งแต่ กาแฟ เบเกอรี่ ไอศกรีม เวลาเปิดปิด: 8:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Bakurochō เดินต่ออีก 1 นาที Location: https://goo.gl/maps/VMRTsX9ssWzmJHfd8 ชิลแบบมีสไตล์ที่ ‘SHARE GREEN MINAMI AOYAMA’ นี่คือที่ที่รวมเอา คาเฟ่ ร้านขายต้นไม้ ดอกไม้ ออฟฟิศให้เช่าและลานปิกนิกมาไว้ในที่เดียวกัน ตั้งอยู่ใจกลางโตเกียวเพียง 10 นาทีจากย่านช้อปปิ้งที่ทุกคนรู้จักกันดีอย่างโอะโมะเตะซันโด โดยมีคอนเซ็ปต์ว่า ‘PARK LIFESTYLE’ ไลฟ์สไตล์ใหม่ใจกลางเมืองใหญ่ “Little Darling Coffee Roasters” เป็นคาเฟ่ปรับปรุงมาจากโกดังเก่า ตกแต่งแนว Industrial มีที่นั่งทั้งอินดอร์เอ้าท์ดอร์ มีเมล็ดกาแฟให้เลือกจากหลากหลายประเทศ มีของว่างให้เลือกชิม รวมถึงของที่ระลึก เช่น เสื้อยืด กระเป๋า หนังสือก็มีขายด้วย “SOLSO PARK” ร้านขายต้นไม้กว่าร้อยชนิด รวมไปถึงอุปกรณ์ทำสวน ดีไซน์น่ารักๆ เต็มไปหมดทั้งร้านเลย “All Good Flower” ร้านขายดอกไม้หลากชนิด ที่ในร้านเรียงรายไปด้วยดอกไม้ตามฤดูกาล มีทั้งดอกไม้สดและดอกไม้แห้ง มีกระถาง แจกัน ของที่ระลึกน่ารักๆเพียบ! “LIFORK” ก็จะเป็นโซนออฟฟิศ ห้องสัมนาให้เช่า สรุป ที่นี่เหมาะสำหรับคนที่อยากหาสถานที่นั่งพักผ่อนหรือหลีกหนีจากความวุ่นวายจากความเป็นเมืองใหญ่ มองไปทางไหนก็มีแต่สีเขียว ที่สำคัญอยู่ใจกลางโตเกียวเลย เดินทางง่ายมากหรือจะแวะมาพักแล้วไปเดินช้อปต่อก็ไม่เลวนะ! เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 8:00-20:00 น. การเดินทาง: ลงสถานี Aoyama-itchome หรือ Nogizaka Station เดินต่ออีก 6-10 นาที Location: https://goo.gl/maps/aLf2JMoyz5SXNvR47 21_21 Design Sight Tokyo Midtown เป็นย่านเมืองใหม่ที่ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี 2007 หนึ่งในพื้นที่สีเขียวอันงดงามของโครงการ ก็คือสวน Midtown Garden และที่นี่เองก็เป็นที่ตั้งของ “21_21 Design Sight” มิวเซี่ยมโมเดิร์นที่เราจะพาคุณ #hop ไปชมกัน อาคารที่เรียบเท่แห่งนี้ออกแบบโดย Tadao Ando สถาปนิคอัจริยะชาวญี่ปุ่นที่โด่งดังไปทั่วโลกและนักออกแบบแฟชั่น Issey Miyake ผู้เพิ่งล่วงลับไปได้ไม่นาน รอบนี้ที่เราไปมีงาน Exhibition เกี่ยวกับเบื้องหลังของการหุ้มประตูชัย Arc de Triomph ซึ่งเป็นผลงาน Installation Art ขนาดมหึมาใจกลางกรุงปารีส ของคุณ Christo และ Jeanne-Claude จะจัดแสดงระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน 2022 ถึง 12 กุมภาพันธ์ 2023 ปีหน้าเลยนะครับ เวลาเปิดปิด: พุธ-จันทร์ 10:00-19:00 น. การเดินทาง: ลงสถานี Kamiyacho เดินต่ออีก 7 นาที Location: https://goo.gl/maps/UcBMvuRPQNWFfxsr5 ย่าน Kiyosumi Shirakawa ย่านนี้ทำให้เรานึกถึงย่าน Chelsea West Side ที่นิวยอร์กเลย เป็นย่านที่รวมเราแกลอรี่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ คาเฟ่ และสงบมากๆ ไม่วุ่นวายเลย กลายเป็นอีกหนึ่งย่านที่ทำให้เราอยากกลับมาอีกแน่นอน ย่านนี้มีร้านกาแฟ แกลอรี่มากมายซ่อนตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ให้เราได้สำรวจกัน Allpress Espresso Tokyo Roastery & Cafe นั่งจิบกาแฟ กินขนม ดูผู้คน ย่าน Kiyosumi Shirakawa ร้านกาแฟคุณภาพจากนิวซีแลนด์ ตั้งอยู่ในย่านชุมชนอย่าง Kiyosumi Shirakawa ร้านนี้คั่วกาแฟเองโดยมีเมล็ดกาแฟส่งมาจากทั่วทุกมุมโลก โดดเด่นด้วยหลังคาจั่วทรงสามเหลี่ยมมินิมอล เมื่อเดินเข้าไปในร้านก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟ เพดานสูงโปร่งบรรยากาศเรียบเท่ ทันสมัย แต่ก็อบอุ่นอยู่ในที มีเมนูเครื่องดื่มหลากชนิด แต่เราขอแนะนำเมนู Flat White ซึ่งเป็นที่นิยมในนิวซีแลนด์ (แย่งกันเคลมกับออสเตรเลียว่าใครคือต้นฉบับกันแน่) ในช่วงฤดูและวันที่อากาศดี แนะนำให้นั่งด้านนอกเลยครับ เราชอบ Vibe ของร้านนี้ที่จะมีผู้คนในชุมชนแวะเวียนกันมาจิบกาแฟกันอย่างไม่ขาดสายเลย เวลาเปิดปิด: จันทร์-ศุกร์ 9:00-17:00 เสาร์-อาทิตย์ 10:00-18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kiyosumi-shirakawa เดินต่ออีก 9 นาที Location: https://goo.gl/maps/eeLkPn4mK6aNbqHd Ando Gallery เยี่ยมชมแกลเลอรีส่วนตัว กับงานศิลปะร่วมสมัยที่น่าประทับใจ แวะชมงานอาร์ทสักครู่ที่แกลอรี่สุดมินิมอล ที่มองเผินๆเหมือนสำนักงานอะไรสักอย่าง Ando Gallery แต่ด้านในเต็มไปด้วยผลงานศิลปะ สถาปัตยกรรม และงานดีไซน์ที่น่าสนใจ รวมถึงงาน Installation โดยศิลปินร่วมสมัยทั้งจากญี่ปุ่นและต่างประเทศที่จะช่วยกระตุ้นแรงบันดาลใจให้สูบฉีดพุ่งพล่าน เวลาเปิดปิด: อังคาร-เสาร์ 11:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kiyosumi-shirakawa เดินต่ออีก 9 นาที Location: https://goo.gl/maps/eeLkPn4mK6aNbqHd8 YUJI RAMEN TOKYO ไปชิมราเมงกับซุปกระดูกปลากัน! ร้านนี้ตั้งอยู่ในย่าน Kiyosumi-Shirakawa ซึ่งเป็นย่านที่มีร้านใหม่ๆเกิดขึ้นเพียบ! ร้านที่ดึงดูดความสนใจของเราขณะเดินผ่านอีกฝั่งของถนนคือ Yuji Ramen Tokyo ที่เราเห็นโลโก้แล้วคุ้นมากกก อ้อ!! ร้านนี้เค้ามาจาก Brooklyn ที่ New York นี่นา ความพิเศษของที่นี่คือเป็นราเมงแบบ “Tuna Kotsu Ramen" ที่เคี่ยวน้ำซุปจากหัวและกระดูกปลาทูน่าแทนกระดูกหมูซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Yuji Ramen Tokyo เท่านั้น ราเมงชามนี้จึงเต็มไปด้วยอูมามิของปลาทูน่า กลิ่นอาจจะคาวกว่าซุปกระดูกหมูนิดหน่อย แต่กลมกล่อมอร่อยบอกไม่ถูก สำหรับเราพอกินพร้อมเส้นราเมงนุ่มกำลังดีแล้วมันเข้ากันสุดๆ เวลาเปิดปิด: ปิดวันจันทร์ 11:30–14:30, 17:30–20:30 การเดินทาง: ลงสถานี Kiyosumi-shirakawa เดินต่ออีก 3 นาที Location: https://goo.gl/maps/oXcb2QJJzydEcySc6 New Balance T-House คอนเซ็ปต์สโตร์แห่งใหม่ใจกลางโตเกียว ตั้งอยู่ในย่านนิฮงบาชิ (Nihonbashi) เป็นอีกหนึ่งโปรเจ็คที่น่าสนใจมากๆ เพราะนำไม้จากโกดังเก่าที่ไม่ใช้แล้วมาออกแบบใหม่โดยคุณ Jo Nagasaka แห่ง schemata Architects โดยได้แรงบันดาลใจมาจากโรงน้ำชาดั้งเดิมของญี่ปุ่น จนกลายเป็นร้านคอนเส็ปต์สโตร์แห่งใหม่ในนาม New Balance T-House โดยสาขานี้จะมีขายเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องหอม กระเป๋ารวมไปถึงรองเท้ารุ่นพิเศษอีกด้วย เวลาเปิดปิด: 11:00–14:00 15:00–19:00 ปิดวัน พุธ พฤหัส การเดินทาง: ลงสถานี Suitengumae เดินต่ออีก 5 นาที Location: https://goo.gl/maps/Ksx2Qd41i4Z48YGN9 TRUFFLE & BREAD ร้านเบเกอรี่ไซส์มินิที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นหอมจากเห็ดทรัฟเฟิล ใครเป็นสาวกทรัฟเฟิลและขนมอบไม่ควรพลาดที่จะแวะร้านนี้เลย!! เพราะที่นี่เค้าอบเบเกอรี่สดใหม่ทุกวันเลย และทุกเมนูของที่นี่คือมีส่วนผสมจากเห็ดทรัฟเฟิลด้วย เราได้เลือกชิมเมนูที่น่าสนใจที่สุดบนเคาท์เตอร์ของร้านคือ TRUFFLE CROQUE MONSIEUR คล้ายแซนวิชแฮมชีสเยิ้มๆ และเค้าก็จะสไลซ์เห็ดทรัฟเฟิลชิ้นบางๆ ลงบนคร็อกเมอร์ซิเออร์ พอได้ลองกัดกรึ้ปเข้าไปคำแรก คือ หอมและนัวชีส นัวเห็ดมากกกกก อร่อยสุดๆ รับรองได้เลยว่าเพื่อนๆต้องติดใจเหมือนเราแน่นอน! เวลาเปิดปิด: อังคาร-อาทิตย์ 10:00-17:00 น. (หรือปิดทันทีเมื่อขายหมด) การเดินทาง: ลงสถานี Suitengumae เดินต่ออีก 5 นาที Location: https://goo.gl/maps/tqMygCpob1y23RJW6 Reiyukai Shakaden Temple วัดพุทธนิกายใหม่รูปทรงแปลกตา อาคารทรงแปลกแห่งนี้เป็นเหมือนจุดนัดพับและศูนย์กลางสำหรับสมาชิก Reiyūkai เป็นศาสนาใหม่ทางพุทธศาสนาของญี่ปุ่นที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1919 อาคารแห่งนี้เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมและให้บริการบทเรียนภาษาญี่ปุ่นฟรีสำหรับชาวต่างชาติ ในภาษาญี่ปุ่น "Shakaden" หมายถึง "บ้านของศากยมุนี" เป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถแสวงหาการปฏิบัติต่อคำสอนของพระศากยมุนี ด้านในประกอบด้วยห้องโถงใหญ่ พลาซ่า ห้องโถงโคทานิ ห้องประชุมต่างๆ โรงอาหาร ห้องดูแลเด็ก และห้องพยาบาล อาคารแห่งนี้สร้างขึ้นเสร็จเมื่อปี 1975 เวลาเปิดปิด: ทุกวัน 6:00-17:00 น. การเดินทาง: ลงสถานี Kamiyacho เดินต่ออีก 5 นาที Location: https://goo.gl/maps/Rhv1hsQAuSnkPMm69 Parlors คาเฟ่จิ๋วแต่แจ๋ว เดินมาอีกหน่อยจากร้านเมื่อกี๊ ก็จะเจอกับ Parlors ร้านเล็กๆ บริการน่ารัก เป็นกันเอง ร้านนี้ก็มีเสิร์ฟเครื่องดื่ม เบเกอรี่ ส่วนกาแฟเราชอบเป็นพิเศษเพราะเค้าใช้เมล็ดของ Coffee Supreme แบรนด์โปรดของเราจากเมือง Wellington ประเทศนิวซีแลนด์ เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 8:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Bakurochō เดินต่ออีก 1 นาที Location: https://goo.gl/maps/eEsQu6pZk5ZXJoab9 Beaver Bread ร้านเบเกอรี่จิ๋ว แต่แจ๋ว ถึงร้านจะเล็กมาก แต่มีขายขนมเบเกอรี่เยอะมาก เยอะจนเลือกไม่ถูกไม่รู้จะซื้ออะไรมาลองดี เราเลยเลือกลองครัวซองต์ ก็อร่อยดีนะ กรอบนอกนุ่มใน หอมเนยฟุ้งเลย เวลาเปิดปิด: พุธ - อาทิตย์ 8:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Bakuroyokoyama เดินต่ออีก 2 นาที Location: https://goo.gl/maps/eEsQu6pZk5ZXJoab9 Museum of Contemporary Art Tokyo (MOT) พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยโตเกียว สายอาร์ทต้องมาแวะ! เปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 1995 เพื่อเติมเต็มรากฐานของศิลปวัฒนธรรมและส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยให้ชาวญี่ปุ่น (และนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ) มีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัยที่หลากหลายทั้งงานภาพวาด รูปแกะสลัก แฟชั่น สถาปัตยกรรม การออกแบบ ตั้งอยู่ภายในสวนคิบะ ดูด้านนอกอาจจะเล็ก แต่ด้านในคือใหญ่มาก เผื่อเวลาไว้อย่างน้อยสัก 30 นาทีในการเดินชมก็ดีนะ เพราะเค้ามีร้านของดีไซน์เก๋ๆให้เลือกซื้อกันด้วย ที่สำคัญสิ้นปีนี้กำลังจะมีงาน Exhibition ขนาดใหญ่จากแบรนด์ระดับโลกอย่าง Christian Dior: Designer of Dreams มาจัดแสดงด้วยนะครับ ตั้งแต่วันที่ 21 Dec, 2022 ถึงวันที่ 28 May, 2023 ปีหน้าเลย ค่าเข้าชม: ขึ้นอยู่กับงานที่จัดแสดง เวลาเปิดปิด: อังคาร - อาทิตย์ 10:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Kiyosumi-shirakawa เดินต่ออีก 10 นาที Location: https://goo.gl/maps/pKLwvjWU1VEiz2259 Jimbōchō ย่านจิมโบโจ ย่านรวมหนังสือนิตยสาร ที่หนอนหนังสือไม่ควรพลาด! ใครเบื่อช้อปปิ้งแล้ว เราอยากแนะนำให้มาย่านนี้ครับ ย่านที่เหมาะสำหรับผู้รักการอ่าน เพราะเต็มไปด้วยหนังสือและนิตยสารหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเก่า หนังสือใหม่ จะภาษาญี่ปุ่นหรืออังกฤษก็มีครบเลย เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 11:00–22:00 การเดินทาง: ลงสถานี Jimbocho เดินต่ออีก 1 นาที Location: https://goo.gl/maps/EMxXwfzXQehZL6tZ6 Niigata Katsudon Tarekatsu Jimbocho Suzurandori นิกะตะคะสึด้ง ทะเระคะสึ ทงคัตสึ จากจังหวัดนิงาตะ ทอดใหม่ๆ อร่อยทุกคำ แฟนๆ ทงคัตสึ ต้องห้ามพลาดร้านนี้! เป็นร้านที่เราเดินผ่านแล้วแวะเลยไม่ต้องคิด ร้านเล็กๆที่นั่งไม่เยอะ แต่รสชาติเซอไพร้ซ์มาก ของทอดอร่อยทุกอย่าง โดยเฉพาะเมื่อกินกับน้ำซอสที่ราดมา และที่เราชอบสุดๆคือ ในผักสลัดมีหอมเจียวโรยมาด้วย คืออร่อยมากกกกก เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 11:00–22:00 การเดินทาง: ลงสถานี Suidobashi Station เดินต่ออีก 3 นาที Location: https://goo.gl/maps/5RBLq8GbwSWwyjVf8 ย่าน Sendagaya เป็นย่านที่รวมเอาร้านเก๋ๆ นอกกระแสมาไว้ด้วยกัน ด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบแม้จะอยู่ติดกับย่านฮาราจุกุและโอโมเตะซันโดะ ย่าน ‘Sendagaya’ แห่งนี้จึงเป็นสถานที่สำหรับคนที่ชอบค้นหาอะไรใหม่ๆ เต็มไปด้วยร้านค้าและสำนักงานสายอินดี้ ใครกำลังต้องการแรงบันดาลใจในการทำอะไรที่แตกต่างจากกระแสหลัก ขอแนะนำให้มาเดินย่านนี้ดูครับ Think Of Things คาเฟ่และร้านค้าไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมือนใครในโตเกียว ร้านนี้ตั้งอยู่ในย่าน Sendagaya เป็นร้านที่เราอยากมามากที่สุดในโตเกียวรอบนี้เลย เพราะเป็นร้านที่มีสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร เน้นขายของใช้ในออฟฟิศ เครื่องเขียน รวมไปถึงของใช้ในบ้าน เราเป็นพวกชอบร้านเครื่องเขียนมาก ยิ่งที่นี่เค้ามีคาเฟ่ พร้อมกาแฟคุณภาพดีจาก Obscura Coffee Roasters ด้วยยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ เจ้าของ Think of Things คือ Kokuyo แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชื่อดังของญี่ปุ่นนั่นเอง ใครมาแวะร้านนี้แล้วต้องได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้านไปแน่นอน เวลาเปิดปิด: ปิดวันพุธ 11:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Harajuku เดินต่ออีก 3 นาที Location: https://goo.gl/maps/WJJo3dbeiRoB9H6y8 LABOUR AND WAIT TOKYO ร้านขายเครื่องใช้ในบ้านจากลอนดอน เวลาเปิดปิด: ปิดวันอังคาร 12:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Harajuku เดินต่ออีก 6 นาที Location: https://goo.gl/maps/H6Cb1GeTEEBNbnzp8 PAPIER LABO. ร้านสำหรับคนรักกระดาษ เปเปอร์ ลาโบ. เป็นร้านวาไรตี้ที่ก่อตั้งขึ้นโดยคนรักกระดาษ จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากกระดาษและมีสินค้าหลากหลายที่ได้รับการคัดสรรมาจากทั่วทุกมุมโลก นอกจากนี้ PAPIER LABO ยังให้บริการงานพิมพ์รวมถึงการพิมพ์แบบตัวพิมพ์อีกด้วยนะ เวลาเปิดปิด: เปิดวันอังคารถึงวันเสาร์ 12:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Harajuku เดินต่ออีก 6 นาที Location: https://goo.gl/maps/LzTyBJPMqvRWxfReA Shimokitazawa เดินสำรวจหนึ่งในย่านที่ฮิปที่สุดของโตเกียว “ชิโมะคิตาซาว่า” หรือสั้นๆว่า “ชิโมคิตะ” ย่านวัฒนธรรมสุดเก๋ที่คละเคล้าเอาความเก่าและความใหม่ของญี่ปุ่นมาผสมกันได้อย่างลงตัว แม้คนอาจจะรู้จักน้อยกว่าฮาราจุกุ หรือ โอโมเตะซานโดะ แต่ในเรื่องของความฮิปนั้นไม่แพ้ใครเลย ตามตรอกแคบๆของชิโมคิตะนั้นมีงานกราฟิตี้ มีร้านค้าน่าชมแฝงตัวอยู่มากมาย ขายทั้งแผ่นเสียง เสื้อผ้าวินเทจคุณภาพดี รอบนี้เราบังเอิญไปเจอรองเท้าคู่นึง United Arrows x New Balance Model: 550 "Ecru Grey" น่าทุบมาก นอกจากนี้ยังมีคราฟท์คาเฟ่ และโรงเบียร์ที่มีการจัดแสดงศิลปะ และวงดนตรีสด ขณะที่ร้านเบเกอรี่ และบิสโตรก็จะเสิร์ฟขนมและอาหารสูตรพิเศษ เช่น แกงกะพรี่ผักรวม หากใครสนใจละครเวทีนอกกระแส ที่ Honda Theatre ก็มักจะเป็นที่เดบิ๊วท์ละควรหลายๆเรื่อง สรุปคือย่าน Shimokitazawa นี้เที่ยวเพลินเดินสนุก แถมอยู่ห่างเพียง 3 สถานีจากชิบูย่าเท่านั้น Bear Pond Espresso ต้นกำเนิดเมนู “The Dirty” แก้วแรกของโลกอยู่ที่นี่ ร้าน Bear Pond Espresso ย่าน Shimokitazawa นมนัวมากเมื่อดื่มพร้อมริสเทรตโต้ (ครึ่งช็อตเอสเพรสโซ่) ด้านบน คือเข้ากันสุดๆ แต่สูตรต้นตำรับที่นี่จะต่างจากร้านในไทยตรงที่ไม่มีความหวานเลยนะครับ และใช่! แพชชั่นของร้านนี้คือกาแฟ ไม่ใช่การบริการ…. ฮ่าๆๆ เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 11:00–20:30 การเดินทาง: ลงสถานี Shimo-Kitazawa เดินต่ออีก 4 นาที Location: https://goo.gl/maps/ggfNyJRv1Amv9EYo7 Reload คอมมูนิตี้มอลแบบโอเพ่นแอร์แห่งใหม่ ไม่ไกลจากใจกลางโตเกียว ที่นี่มีทั้งร้านอาหารหลายสัญชาติ คาเฟ่ ร้านเครื่องเขียน ร้านตัดผม ร้านหนังสือ ร้านขายของใช้ในบ้าน เดินเพลินสุด หยุดเกือบทุกร้านเลยครับ เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 10:30–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Shimo-Kitazawa เดินต่ออีก 8 นาที Location: https://goo.gl/maps/ccR48xKSsmKMaXmJ6 APFR ร้านเครื่องหอมชื่อดังจากจังหวัดชิบะ ญี่ปุ่น เน้นงานฝีมือตั้งแต่การปรุงกลิ่น ผลิตเครื่องหอม ไปจนถึงการบรรจุหีบห่อและจัดส่ง ร้านนี้มีสินค้าเกี่ยวกับเครื่องหอมที่หลากหลายมาก เช่น น้ำมันหอม เทียน สบู่ล้างมือ ไปจนถึงสเปรย์แอลกอฮอล แต่เราติดใจธูปของร้านนี้มาก เพราะเคยซื้อไปลองแล้วกลิ่นหอมติดห้องมากกกกก เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Shimo-Kitazawa เดินต่ออีก 8 นาที Location: https://goo.gl/maps/dPF18eRxoXCHQ4nu6 Shibuya Parco สำหรับเราเป็นแฟนห้างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร นอกจากสินค้าที่หลากหลายแล้ว เราชอบการออกแบบพรีเซ้นต์ให้แต่ละสาขาในญี่ปุ่นมีคาเรคเตอร์ที่แตกต่างกันไป น่ารักมากๆครับ ที่สาขาชิบูย่าล่าสุดนี้ เค้าคัดสรรรวมเอาสินค้าดีๆจากทุกแบรนด์ทั่วทุกมุมโลกมาไว้ด้วยกัน การตกแต่งแต่ละร้านนั้นเหมือนหลุดออกมาจากจินตนาการเลย ใครผ่านมาชิบูย่าอย่าลืมแวะที่นี่น้า เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 11:00–21:00 การเดินทาง: ลงสถานี Shibuya เดินต่ออีก 4 นาที Location: https://goo.gl/maps/YnN7qdXLEeeTaVvb8 Miyashita Park แลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางชิบูย่า เดินเพียงไม่กี่ก้าวจากสถานีชิบูย่า ก็จะเจอกับแลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางเมือง ที่รวมเอาลานสเก็ต สนามวอลเล่บอลทราย หน้าผาจำลอง สวนสาธารณะ ที่ช้อปปิ้ง ที่แฮงเอ้าท์ ที่กิน ที่ดื่มเข้ากันด้วยกัน เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Shibuya เดินต่ออีก 1 นาที Location: https://goo.gl/maps/yJE1JchvdqkHRbox6 KITH TREATS TOKYO ร้านขายเสื้อผ้ากับรองเท้าจากนิวยอร์กพร้อมกับ KITH Treats สำหรับคนที่อยากทางของหวานสูตรพิเศษจากทางร้าน มีทั้งไอศครีม คุกกี้ ขนม รวมไปถึงเครื่องดื่มด้วย ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะมิยาชิตะ ตอนเราไปมีพี่พนักงานเป็นลูกครึ่งไทย ญี่ปุ่น พูดได้สามภาษาเลยเก่งมาก บริการดีด้วย เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Shibuya เดินต่ออีก 1 นาที Location: https://goo.gl/maps/k5PGf8aJsFUZBrwz5 The Departure by Jean Jullein ผลงานของศิลปินทัศนศิลป์ Jean Jullien เป็นงาน Installation Art ล่าสุดในโถงกลางของห้าง Ginza Six คุณ Jullien สร้างสรรค์งานศิลปะที่เปลี่ยนแปลงท่าทาง สุดทะเล้นตลอดเวลา ทั่วโลก "The Departure" เป็นงานแสดงชิ้นแรกของเขาที่ลอยอยู่กลางอากาศที่มีขนาดใหญ่มากๆ เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 10:30–20:30 การเดินทาง: ลงสถานี Ginza เดินต่ออีก 3 นาที Location: https://goo.gl/maps/gftfsKXDHmNNfcrU8 LOUIS VUITTON GINZA NAMIKI ตึกที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผิวน้ำอ่าวโตเกียว วาร์ปมาย่าน Ginza สวรรค์ของนักช้อปปิ้งและผู้หลงไหลในงานสถาปัตยกรรมและการออกแบบกันบ้าง เพราะกว่า 80% ของตึกย่านนี้มักจะผ่านฝีมือการออกแบบของดีไซน์เนอร์ชื่อดังระดับโลกมากมายเลย และล่าสุดตึก LV ย่าน Ginza นี้ก็ได้ปรับโฉมโดยคุณ Jun Aoki สถาปนิกชาวญี่ปุ่น และ คุณ Peter Marino สถาปนิกชาวเมริกัน สวยสะดุดตาด้วยความพลิ้วไหลและสีเหลือบสะท้อนราวกับเอา Texture ของผิวน้ำในอ่าวโตเกียวมาแปะเป็นผนังอาคารเลยล่ะ ใครผ่านมากินซ่าอย่าลืมแวะได้น้าาาา เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Ginza เดินต่ออีก 3 นาที Location: https://goo.gl/maps/494cXXAa9AcAB5dn7 ดีลพิเศษเฉพาะชาว #Hopster เท่านั้น Exclusive offers with Hoparond.co โรงแรม DDD HOTEL ราคาพิเศษ โรงแรม The Tokyo EDITION Toranomon ราคาพิเศษ โรงแรม Toggle hotel suidobashi ราคาพิเศษ โรงแรม ONSEN RYOKAN YUEN SHINJUKU ราคาพิเศษ โรงแรม sequence MIYASHITA PARK ราคาพิเศษ โรงแรม Andaz Tokyo Toranomon Hills ราคาพิเศษ โรงแรม MUJI HOTEL GINZA ราคาพิเศษ บัตรเข้าชม Warner Bros. Studio Tour Tokyo – The Making of Harry Potter Ticket พิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัล TeamLab Planets TOKYO | โตเกียว ญี่ปุ่น บัตรขึ้นจุดชมวิว "ชิบูย่า สกาย" (Shibuya Sky) | ซื้อแล้วรับบัตรได้ทันที (บัตรอิเล็กทรอนิกส์) เที่ยวสวนสนุกญี่ปุ่น | บัตรเข้าโตเกียวดิสนีย์รีสอร์ต (Tokyo Disney Resort) 1 วัน

  • OSAKA Highlights รวมที่สุดของจุด Stop ในโอซาก้า

    OSAKA Highlights รวมที่สุดของจุด Stop ในโอซาก้า ญี่ปุ่นเปิดประเทศแล้ววันนี้! Hoparound.co ก็เลยอยากเอาไอเดียเที่ยวญี่ปุ่นแบบไม่แมส(มาก)กลับมาฝากกันอีกรอบ ญี่ปุ่นฝั่งตะวันออกไม่ว่าจะเป็นเกียวโต โอซาก้า ต่างก็ Popular อยู่แล้ว แต่ฝั่งตะวันตกนั้นเป็นเหมือนขุมทรัพย์สำหรับนักเดินทางที่ช่างแสวงหา วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไปสำรวจเมือง OSAKA กันก่อนกับ 15 พิกัดในโอซาก้าที่เรารวบรวมไว้ในโพสต์นี้จะมีจุดไหนน่า #Hop กันบ้าง ไปดูกันเลยครับ ดีลโรงแรมสุดพิเศษ OMO7 Osaka by Hoshino Resorts HOTEL HASU NEST HOTEL OSAKA UMEDA THE LIVELY Honmachi Osaka Uoshin Sushi Umeda ใครเลิฟซูชิต้องมาร้านนี้ครับ ซูชิหน้าล้น แบบล้นสุดดดด ราคาดีงามด้วย รสชาติก็สดอร่อย เรากลับมาโอซาก้าทุกครั้ง ต้องแวะร้านนี้ทุกครั้ง เพราะเปิดถึงเที่ยงคืน 📍 https://goo.gl/maps/BeX4Sv9M1ByWCE9n7 ⏱เปิดทุกวัน 11:00–0:00 Mel Coffee Roasters อีกหนึ่งร้านกาแฟที่เจ้าของเฟรนลี่ ขี้เล่นสุด! ร้านนี้เราเจอในอินสตาแกรม มีเมล็ดกาแฟมาจากหลายที่บนโลกมาก ร้านตั้งอยู่หัวมุมเล็กๆ แต่มีเครื่องคั่วเป็นของตัวเองด้วยนะ 📍https://g.page/melcoffeeroasters?share ⏱เปิดทุกวัน 10:00–18:00 Organic Building in Osaka ตึกออร์แกนิกใจกลางเมืองโอซาก้า เป็นตึกที่มีรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่เท่และน่าสนใจมาก เพราะตึกนี้สร้างขึ้นโดยแต่ละช่องจะปลูกต้นไม้ต่างชนิดกันกว่า 80 ชนิด อาคารออร์แกนิกสร้างเสร็จในปี 1993 ออกแบบโดยสถาปนิกและศิลปินชาวอิตาลี Gaetano Pesce ตั้งอยู่ในย่าน Minami Semba เรารู้สึกเหมือนย่านนี้เป็นย่านอาร์ตๆ ย่านนึงในโอซาก้าเลยแหละ! 📍https://goo.gl/maps/Lp1wkraquVusGSt96 Embankment Coffee ร้านกาแฟที่เราชอบที่สุดในโอซาก้าเลย ชอบทั้งบรรยากาศ การตกแต่ง ฟีลเหมือนอยู่บ้านดี กลับไปโอซาก้าทุกครั้งก็แวะร้านนี้ทุกครั้งเลย ติดใจสุดๆ 📍https://goo.gl/maps/uvDJytLjaZwwuciX7 ⏱เปิดทุกวัน จันทร์-ศุกร์ 12:00–18:00 เสาร์-อาทิตย์ 9:00–18:00 ISSEY MIYAKE SEMBA ใครเป็นแฟน Issey ไม่ควรพลาดสาขานี้ เพราะสาขานี้ใหญ่มาก ของครบ มีแกลอรี่ให้เดินชมด้วยครับ พนักงานบริการดีมาก ตอนเราช้อปเสร็จแล้วจะเดินออก พนักงานบอกว่ารอแปปนึง แล้ววิ่งไปหยิบน้ำมาเสิร์ฟด้วย น่ารักสุดๆ 📍https://goo.gl/maps/vKUwXZuELHP3fHLS7 ⏱เปิดทุกวัน 11:00–20:00 MOUNT - Kitahama คาเฟ่ชิลๆริมน้ำ ที่เสิร์ฟทั้งกาแฟและเบเกอรี่หลากชนิด ตั้งอยู่โซน Kitahama ริมแม่น้ำ Tosabori บรรยากาศดีมาก ชิลสบาย คนไม่เยอะ มีที่นั่งเอ้าดอร์ด้วย 📍https://goo.gl/maps/eB1gduoMtgU3bn3c6 ⏱เปิดทุกวัน 11:00–17:30 THE LIVELY OSAKA HONMACHI โรงแรมนี้เป็นใหม่ห้องพักสบายมาก ราคาเริ่มต้นคืนละ 2,xxx บาทเท่านั้น เดินทางสะดวกติดรถไฟใต้ดินทั้งสองสายเลย Sakaisuji Hommachi Station พิเศษเฉพาะชาว Hoparound.co สามารถจองดีลพิเศษได้ที่นี่ THE LIVELY Honmachi Osaka 📍https://g.page/the-lively-osaka?share PATHFINDER XNOBU อีกหนึ่งร้านกาแฟเปิดใหม่ที่ดูดีและกาแฟอร่อย มีเบเกอรี่ มีเมล็ดกาแฟให้เลือกหลากหลาย ร้านนี้เราบังเอิญเดินผ่าน เลยแวะเข้าไปนั่งพักจิบกาแฟสักหน่อย แถมคนขายก็ดีนะเนี่ยย 555 📍https://goo.gl/maps/5m6eHCtYUjTQ3erG7 ⏱เปิดทุกวัน 10:00–18:00 70B OSAKA ร้านขายเฟอร์นิเจอร์มือสอง มาเดินดูเพลินๆ ได้ หรือใครไหวที่จะแบกกลับบ้านก็แนะนำเลย! ร้านนี้มีขายพวกข้าวของเครื่องใช้ในบ้านทั้งมือหนึ่งและมือสองเลย มีไปจนถึงโคมไฟ เก้าอี้ ดอกไม้แห้ง จาน ชาม คือครบมากๆ 📍https://goo.gl/maps/iVwpuGbMe8YeptvN7 ⏱เปิดศุกร์-พุธ 12:00–19:00 ปิดวันพฤหัส North Shore Kitahama ร้านนี้เป็นร้านคาเฟ่กับไดน์นิ่งมีหลายสาขาทั่วญี่ปุ่นเลย แต่นี่เป็นสาขาแรก เราชอบร้านนี้ที่มีเมนูรักสุขภาพ มีผัก แซนวิช น้ำผลไม้คั้นสด ของคาวของหวาน ครบ! ด้านหลังร้านก็มีโซนเอ้าท์ดอร์ให้นั่งรับลมเย็นๆ ชมวิวเมืองโอซาก้ากับแม่น้ำ Tosabori ไปด้วย ชิลมาก 📍https://goo.gl/maps/ZvfhZ2JVhXWhxHmU6 ⏱เปิดทุกวัน 7:00–18:00 Saturdays NYC แบรนด์เซิร์ฟชื่อดังจากนิวยอร์ก สาขานี้นอกจากจะมีไลน์สินค้าที่ครบครันมากๆ ไม่แพ้สาขาที่นิวยอร์กเลย ยังมีคาเฟ่ให้นั่งชิล จิบเครื่องดื่ม กาแฟดีๆ อีกด้วยนะ 📍https://goo.gl/maps/HzVpUYBHxkznrJV38 ⏱เปิดทุกวัน 9:00–20:00 Orange Street สายครีเอทีฟต้องชอบย่านนี้มากแน่ๆ ย่านนี้เป็นช้อปปิ้งแบรนด์สตรีทในโอซาก้า ตั้งอยู่ระหว่างย่าน Namba กับ Shinsaibashi มีทั้งแบรนด์ญี่ปุ่น แบรนด์เมืองนอก แล้วก็มีพวกร้านคาเฟ่ด้วยนะ ใครชอบการเดินช้อปปิ้งลัดเลาะไปตามถนนแนะนำครับ 📍https://goo.gl/maps/yDhPZHhBaeg4PrSEA BIOTOP ร้าน Biotop เป็นร้านขายสินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าแต่งบ้าน แฟชั่น ต้นไม้ และคาเฟ่ มีสาขาแรกอยู่ที่โตเกียว สาขาที่สองคือที่นี่ โอซาก้า และสาขาที่สามอยู่ที่ฟุกุโอกะ 📍https://goo.gl/maps/LPowYUtV5QTY3NYC6 ⏱เปิดทุกวัน 11:00-20:00 Kuromon Market ตลาดคุโรมง โอซาก้า เป็นตลาดที่มีของเยอะ ของไม่แพง และ สดมาก หลายคนยกที่นี่ให้เป็นครัวแห่งเมืองโอซาก้าเลยนะ เดินทางสะดวกมาก ใช้ซัพเวย์ลงสถานี Nippombashi ทางออกที่ 10 เลยครับ 📍https://goo.gl/maps/9E9WEHJxs7ng6qsb8 ⏱เปิดจันทร์ - เสาร์ 9:00–17:00 ปิดวันอาทิตย์ Freitag Store Osaka แฟนๆกระเป๋า Freitag อย่าลืมแวะช้อปสาขานี้นะครับ เพราะของเยอะมากจริงๆ 📍https://goo.gl/maps/Jj2LD8rVkp8q2GiH6 ⏱เปิดทุกวัน 11:00–19:00 ดีลโรงแรมสุดพิเศษ OMO7 Osaka by Hoshino Resorts HOTEL HASU NEST HOTEL OSAKA UMEDA THE LIVELY Honmachi Osaka

  • HONG KONG Highlights อัพเดท 40 จุดสุดฮิปจากทริปฮ่องกงล่าสุดปี 2026

    HONG KONG Highlights อัพเดท 40 จุดสุดฮิปจากทริปฮ่องกงล่าสุด หลังจากที่เราไม่ได้ไปฮ่องกงกันนานมาก อย่างน้อยก็ต้องมี 5 ปี ทริปนี้เราจะพาเพื่อนๆลองกลับไปดูกันซิว่า ฮ่องกงมีอะไรใหม่ให้สำรวจกันบ้าง และมีที่ไหนให้น่าไป #Hop บ้าง ตามไปดูกันเลยยยย โรงแรมแนะนำในฮ่องกง พร้อมดีลพิเศษ เดอะ เมอเรย์ ฮ่องกง อะ นิกโกโล โฮเทล (The Murray, Hong Kong, a Niccolo Hotel) ตูฟ (Tuve) มอนเดรียน ฮ่องกง (Mondrian Hong Kong) เดอะ เฟลมิง (The Fleming) เพจ 148 เพจ โฮเทล (Page148, Page Hotel) ลิตเทิล ไท่ หัง (Little Tai Hang) อีตัน ฮ่องกง (Eaton HK) ย่าน Tai Hang ‘ต่าย ฮ้าง’ ย่านนี้เป็นอีกหนึ่งย่านที่เราชอบมากๆของฮ่องกงเลย “ต่าย ฮ้าง” เป็นเหมือนสวนหลังบ้านที่เงียบแต่เก๋ของย่าน Causeway Bay ซึ่งผู้คนพลุกพล่านกว่ามาก เพราะอยู่ติดกันพอดี “ต่าย ฮ้าง” เป็นชุมชนตึกแถวที่เรียงรายกันไปเป็นบล็อกๆ เต็มไปด้วยร้านรวงแนวอินดี้ต่างๆซ่อนตัวอยู่มากมาย ทั้งร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านตัดผม ร้านขนม ร้านชา ร้านซ่อมรถ ร้านบรันช์ และยังมีแกลอรี่ด้วยนะ แถมใครสายไหว้พระ ที่นี่ก็มีวัดด้วยไม่ว่าจะเป็น Tin Hau Temple และ Tai Hang Lin Fa Kung ครบสุดๆ ใครมาฮ่องกงแล้วเราแนะนำย่านนี้เลย เพราะทั้งฮ่องกงคือวุ่นวายการ การที่ได้มาแวะชิลในย่านนี้ถือเป็น A Breath Of Fresh Air ที่ดีมาก MUSE คาเฟ่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากป่าและธรรมชาติ ที่นี่ไม่ได้มีแค่คาเฟ่แต่ที่ MUSE เพื่อนๆจะได้พบกับของสะสมที่มาจากทั่วโลกให้เลือกช้อป เมนูชาของที่นี่ก็โดดเด่นดีงามเพราะมีชาหลากสายพันธุ์จากทั่วโลก ทางเจ้าของร้านบอกกับเราว่า อยากให้ร้านของเค้าสามารถช่วยฟื้นฟูจิตใจจากความวุ่นวายภายนอก และถ้าเพื่อนๆมาได้จังหวะพอดี ก็อาจจะได้เข้าร่วมเวิร์คช็อปเกี่ยวกับชา กลิ่นหอม ดอกไม้ และการประดิษฐ์ตัวอักษรกับนักออกแบบ ที่จะจัดขึ้นในพื้นที่ของทางร้านอีกด้วย เวลาเปิดปิด: 9:00–18:45 การเดินทาง: ลงสถานี Tin Hau Station ทางออก A1 Location: https://goo.gl/maps/HWSAwwyZ6T2sTcXb8  The Shophouse ห้องแสดงงานศิลปะหนึ่งเดียวในย่านต่ายฮ้างนี้ ใครสนใจไปเยี่ยมชมแนะนำให้จองกันก่อนไปได้ที่ https://www.theshophouse.hk/contact เวลาเปิดปิด: 11:00–19:00 ปิดวันจันทร์ การเดินทาง: ลงสถานี Tin Hau Station ทางออก A1 Location: https://goo.gl/maps/Mc3JyRBo1HQsSXer6  Oneday คาเฟ่คิ้วๆ มินิมอลสุดในย่าน กาแฟดี ขนมอร่อย ชอบขนมน้องหมีมาก ทีมบาริสต้าหล่อเซอร์เหมือนจะไม่เข้ากับลุคของร้าน แต่ก็เข้ากันได้ดีครับ เวลาเปิดปิด: 9:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Tin Hau Station ทางออก A1 Location: https://goo.gl/maps/5UC57NmYs7dSsreE6  Fineprint ร้านนี้ฟีลฝรั่งเลย (หรือเพราะตอนเราไปลูกค้าฝรั่งนั่งกันเยอะหว่า) เสิร์ฟอาหารเช้าตั้งแต่ 6 โมงเช้าทุกวันไม่มีวันหยุด และมีเบเกอรี่อบสด กาแฟคั่วหอมๆ ที่อร่อยมาก รวมถึงมีเมล็ดกาแฟหลายแบบขายด้วย ร้านนี้กำเนิดขึ้นโดยคู่เพื่อนซี้ชาวออซซี่ Scottie Callaghan และ James Wilson เวลาเปิดปิด: 6:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Tin Hau Station ทางออก A1 Location: https://goo.gl/maps/9WXjp12ts5MQbRWBA  Cookie Vission กรอบ. นุ่ม. เหนอะหนะ คือคำนิยามที่เรามีให้กับร้านนี้ เพราะสินค้าหลักก็คือคุกกี้ชิ้นโตๆที่ใส่เครื่องอึ๋มๆหลากหลายรสชาติ (น้ำหนักชิ้นละ 150 กรัม) และตอนนี้ก็มี DONUTS ไส้ทะลักจุกๆเพิ่มมาด้วย แนะนำให้ลองชิมรสชาติคลาสสิกและรสชาติใหม่ที่น่าตื่นเต้นซึ่งจะมีอัปเดตเป็นประจำ อบสดใหม่ทุกวันตลอดทั้งวัน น้ำตาลพุ่งชนเพดานแล้ววว เวลาเปิดปิด: 8:00–21:00 การเดินทาง: ลงสถานี Tin Hau Station ทางออก A1 Location: https://goo.gl/maps/5mceNm98tvHSjGzz9  ย่าน West Kowloon ข้ามกลับมาฝั่งเกาลูนกัน ย่านนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของคาบสมุทรเกาลูนในฮ่องกง ตรงนี้เราเพิ่งเคยมากันครั้งแรกเลย เราชอบวิวฝั่งนี้มาก พื้นที่สำหรับสาธารณะใหญ่สุดๆ มีทั้งสวน มิวเซียม โรงแรม ห้างสรรพสินค้า คาเฟ่ ครบมากๆ เดินทางมาได้โดยรถไฟลงสถานี Kowloon Station และเดินตามป้ายบอกทางที่เขียนว่า West Kowloon Cultural District นะครับ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ M+ ใครๆที่ได้กลับมาฮ่องกงแล้วก็คงไม่ยอมพลาดที่นี่ เพราะเป็นมิวเซี่ยมที่สุดฮิปริมน้ำที่เปิดได้ไม่นาน (ตั้งแต่ปลายปี 2021) มีงานอาร์ตหลายแขนงให้เลือกชม สถานที่กว้างใหญ่มากๆ สำหรับเราเดินประมาณครึ่งวันน่าจะครบ ราคาค่าเข้าอยู่ที่ HKD 120 ต่อคน เวลาเปิดปิด: 10:00–18:00 วันศุกร์ 10:00–22:00 ปิดทุกวันจันทร์ การเดินทาง: ลงสถานี Kowloon Station Location: https://goo.gl/maps/UcBMvuRPQNWFfxsr5  สวน West Kowloon Cultural District เดินเล่นมิวเซียมกันเสร็จแล้วอย่าลืมมาแวะนั่งชิล ดูผู้คนฮ่องกงออกมาพักผ่อน เล่นกีฬา ซ้อมเต้น หรือ ปิกนิกกันได้ที่นี่เลย เพลินมากครับ ที่สำคัญคือวิว Skyline ฮ่องกงแบบปังสุดๆ เวลาเปิดปิด: เปิด 24 ชั่วโมง การเดินทาง: ลงสถานี Kowloon Station Location: https://goo.gl/maps/UcBMvuRPQNWFfxsr5  ย่าน Causeway Bay อีกหนึ่งแหล่งช็อปปิ้งยอดฮิตสำหรับวัยรุ่นฝั่งอีสต์บนเกาะฮ่องกง มีห้างสรรพสินค้าเยอะมากทั้ง ห้างสไตล์ญี่ปุ่น SOGO ไทม์สแควร์และไฮซานเพลส ลีกาเด้น และยังมีร้านค้าเรียงรายกระจายไปทั่วย่าน ทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ แฟชั่น ของแต่งบ้าน Basao Tea ร้านชาขึ้นชื่อของเกาะฮ่องกง สายชาต้องอินเลิฟชัวร์ๆ ร้าน BASAO เน้นชาออร์แกนิกซึ่งมีหลายชนิดให้เลือกชิม ดีงามทั้งวัตถุดิบใบชาและการรังสรรค์เมนู ตอนที่เราไปเค้าทำเมนูพิเศษกับนม OATLY ด้วยนะ เวลาเปิดปิด: จันทร์-พฤหัส 9:00–18:00 ศุกร์-อาทิตย์ 10:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Causeway Bay Location: https://goo.gl/maps/ie922gDXC2Y29Bew5  Fashion Walk Shop แหล่งช้อปปิ้งที่มีทั้งโซนอินดอร์และเอ้าท์ดอร์เรียงรายกันหลายแบรนด์จากทั่วโลกเลย เดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้กันเพลินๆได้ทั้งวัน เวลาเปิดปิด: 10:00–23:00 ขึ้นอยู่กับแต่ละร้าน การเดินทาง: ลงสถานี Causeway Bay Location: https://goo.gl/maps/HhJtUfz4GH9KhnqT7  O.N.S Kapok ร้านซีเล็คช็อปชื่อดังของฮ่องกงตั้งอยู่ละแวก Fashion Walk แยกเป็นสองร้าน ร้านผู้ชายและผู้หญิง ส่วนร้านนี้เป็นสินค้าของผู้ชายเป็นหลัก มีทั้งเสื้อผ้าแบรนด์ดีๆ รองเท้า กระเป๋า จิวเวลรี่ เครื่องประดับ น้ำหอม เทียน ของแต่งบ้านและอื่นๆ อีกมากมาย ลองมาดูกันได้ครับ พนักงานที่นี่บริการดีมากเลย ส่วนร้านของผู้หญิงก็มีของกระจุกกระจิกน่าสนใจให้เลือกดูเยอะมากเช่นกัน เวลาเปิดปิด: 12:00–21:00 การเดินทาง: ลงสถานี Causeway Bay Location: https://goo.gl/maps/1uDBA2QGSDXD1SE9A  Kitchen one roast goose สำหรับเพื่อนๆที่ต้องการทานห่านย่าง หมูแดงหมูกรอบที่อร่อย และไม่ต้องรอคิวนาน (แถมบางร้านพอได้คิวก็ยังต้องรีบกินอีก) ร้านนี้อาหารเน้นพวกเนื้อย่างๆที่รสชาติดีใช้ได้เลย เมนูหมูแดงหมูกรอบอร่อยใช้ได้อาจจะไม่เท่าร้านดังๆหลายร้าน แต่เมนูห่านย่างซึ่งเป็นเมนูเด่นของร้านนั้นอร่อยไม่แพ้ที่อื่นนะและก็ไม่มีกลิ่นสาบอย่างที่คิดด้วย บางจังหวะก็แอบคิดว่าเราไปลำบากต่อคิวร้านอื่นทำไมนะ 5555 เวลาเปิดปิด: 11:00–22:00 การเดินทาง: ลงสถานี Causeway Bay Location: https://goo.gl/maps/8rChVY7odZVE2aD68  Hashtag B ร้านเบเกอรี่เล็กๆสไตล์ฮ่องกง เน้นขนมปังเนื้อนุ่มใส่ไส้ต่างๆถูกปากชาวเอเชีย ไม่มีที่ให้นั่งกินในร้านนะครับ เป็นแบบซื้อกลับ เราซื้อขนมปังเผือกที่เหลือชิ้นสุดท้ายกลับมากินแล้วอร่อยเลย แนะนำ! เวลาเปิดปิด: 11:00–22:00 การเดินทาง: ลงสถานี Causeway Bay Location: https://goo.gl/maps/8rChVY7odZVE2aD68  ย่าน Wan Chai หวานไจ๋ เป็นย่านการค้าใจกลางฮ่องกง ที่มีความวุ่นวายลำดับต้นๆ เลย แต่มีความแตกต่างจากย่านอื่นๆก็ตรงที่หวานไจ๋เป็นย่านที่เต็มไปด้วยตลาดและร้านค้านิชๆแบบท้องถิ่นฮ่องกงมากกว่า ตั้งอยู่ใกล้กับย่านเซ็นทรัล ถ้าเพื่อนๆอยากนำเทรนด์แนะนำให้ลองไปที่ร้านเสื้อผ้าเก๋ ๆ แถวถนน Starstreet และ ถนน Ship Street เลยครับ มีให้เลือกช้อปเยอะมาก มีคาเฟ่ ร้านอาหารเก๋ๆหลากหลายสัญชาติ มีค่าเฟ่ฮิปๆ เพียบ เป็นอีกหนึ่งย่านที่ไม่ควรพลาดเลยครับ SALVO STORE ร้านเสื้อผ้าสำหรับผู้ชายที่เราชอบมากที่สุดในฮ่องกง ขอใช้คำนี้เลย เพราะเค้าเลือกแบรนด์เสื้อผ้ามาจากฝั่งยุโรป สแกนดิเนเวีย ดีไซน์สวย ใส่ได้เรื่อยๆ ราคาดีงาม มีน้ำหอมแบรนด์ฮ่องกงที่เราชอบมากอีกด้วย นั่นคือแบรนด์ oddity fragrance พนักงานน่ารักอัธยาศัยดีมาก และร้านเล็กๆแต่ตกแต่งสวยมาก จริงๆ ร้านเค้าเปิดมานานแล้วแต่เพิ่งทำการรีโนเวทใหม่ สวยสดเด่นสุดในย่านแล้ว อวยแล้วอวยอีก ต้องแวะแล้วนะครับ เวลาเปิดปิด: 11:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/nAaMP3CWW8HpF2fm7  CREW ร้านกาแฟที่เราบังเอิญเดินผ่านและคิวยาวมาก ขากลับมาอีกรอบคิวหมดพอดี ก็เลยขอลองแวะชิมสักหน่อย ตัวร้านเตะตามาก เน้นซื้อกลับ ส่วนใหญ่ที่นี่จะเป็นพนักงานออฟฟิศมาซื้อกัน เวลาเปิดปิด: 8:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/2ceubdxJWar8kEkw9  Kam Fai Dim Sum Restaurant ถ้าเพื่อนๆต้องการหาร้านติ่มซำ Local อร่อยจุใจไม่ไม่ต้องแคร์ดาวมิชลิน ไม่ต้องรอคิว (ยกเว้นช่วงพีคๆของวัน) แนะนำที่นี่เลยครับ ร้านนี้เราลองสุ่มเข้ามา ปรากฏว่ารสชาติดีเครื่องแน่นสดอร่อยไม่ผิดหวัง แต่อาจจะสื่อสารกับอาเจ็กแกยากนิดนึงนะครับ 555 เวลาเปิดปิด: 5:00–15:30 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/DyVVqDSBXFn2npsc6  Matchali ร้านมัจฉะเปิดใหม่ล่าสุดในย่าน Wan Chai เราแวะเข้ามาเพราะหน้าร้านดูมินิมอลน่ารัก ชาเขียวรสชาติอร่อยมาตรฐานครับ เวลาเปิดปิด: 8:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/pe3KHTX7LWh1UBuEA  Blue Bottle Coffee ใครคิดถึงกาแฟ Blue Bottle ต้องมาที่นี่เพราะเป็นร้านกาแฟแห่งที่สามและใหญ่ที่สุดในฮ่องกง มีสองชั้นวิวดีนะ เวลาเปิดปิด: 8:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/47b2dmwmjoc9ihEh6  The Monocle Shop แฟนๆแม็กกาซีนชื่อดัง Monocle จากเกาะอังกฤษ ต้องมาแวะร้านนี้ เพราะนอกจากจะมีของดีไซน์ดีๆจากทั่วทุกมุมโลกแล้ว ที่นี่ยังเป็นออฟฟิศของโมโนเคิ่ลประจำเกาะฮ่องกงด้วย มีหนังสือ ข้าวของเครื่องใช้ น้ำหอม สเตชั่นเนอรี่ให้เลือกช้อปเพียบ และที่สำคัญสินค้าบางตัวราคาถูกกว่าช้อปในสนามบินนะ เวลาเปิดปิด: 11:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/gKkYxHf8AzKUDPhL9  Tsui Yuen Dessert ร้านขนมหวานสไตล์ฮ่องกงหลังมื้ออาหารที่เราชอบมากๆ ในฮ่องกง มีความเต้าทึงพุดดิ้งถั่วต้มต่างๆเสิร์ฟทั้งแบบร้อนและแบบเย็น อร่อยมากครับ เวลาเปิดปิด: 12:00–23:30 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/hNTChF3VEFTUYjmc8  Apt. Coffee Wanchai ร้านคาเฟ่มินิมอลสุดในย่าน เวลาเปิดปิด: 8:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/HQKTWch6Yj5GwCG46   ร้านอื่นๆในย่าน BASAO - Wan ChaiArtemis & Apollokapok Sun Street ย่าน Central เซ็นทรัล เป็นย่านธุรกิจศูนย์กลางการค้าที่สำคัญที่สุดในฮ่องกง เต็มไปด้วยตึกระฟ้า ห้างหรูหรา โรงแรมห้าดาว ร้านอาหาร สินค้าแบรนด์เนม สำหรับเราขอจัดให้ย่านนี้เป็นย่านที่ครบที่สุดแล้วในฮ่องกงสามารถเดินเล่นได้ตั้งแต่เช้าตรู่ไปจนถึงเที่ยงคืนได้สบายๆ (ถ้าร่างกายยังไหวกันนะ ฮ่าๆ) For Kee Restaurant ร้านอาหารจานเดียวชื่อดังของหมู่คนไทยที่ไปเที่ยวฮ่องกง โด่งดังเรื่องข้าวหน้า Pork Chop โปะไข่ดาวโรยซีอิ๊ว จริงๆร้านนี้เปิดมานานมากแล้ว ใครมีเวลาเหลือเฟือแนะนำ แต่ถ้าใครเวลาน้อยแนะนำให้ข้ามไปเลย เพราะเป็นไปได้สูงว่าต้องรอคิวนานมากกกกกกก ส่วนรสชาติก็อร่อยดีครับ แนะนำแบบเพิ่มผักคะน้าฮ่องกงด้วย เวลาเปิดปิด: จันทร์-เสาร์ 7:00–16:30 ปิดวันอาทิตย์ การเดินทาง: ลงสถานี Central Location:https://goo.gl/maps/u8BgxdxXmKGBsy9L9  Tai Kwun Centre for Heritage and Arts จากอดีตสถานีตำรวจและเรือนจำเก่าแก่กว่า 170 ปี ถูกปรับปรุงเปลี่ยนใหม่กลายมาเป็นศูนย์วัฒนธรรมขนาดใหญ่ที่คอยต้อนรับชาวฮ่องกงและนักท่องเที่ยวให้เข้ามาใช้พิ้นที่พักผ่อนและเสพศิลป์ทุกรูปแบบอย่างไม่จำกัด ประกอบไปด้วยอาคารใหม่และอาคารเก่าปรับปรุงใหม่ มีมิวเซียมจัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยอย่าง JC Contemporary Museum ที่นั่งพักผ่อน ร้านขายของเก่า บาร์ร้านอาหาร แต่โซนคุกเก่าแอบวังเวงนิดๆครับ เวลาเปิดปิด: 8:00–23:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/1k5aV1wNRPJgzQA47  SLOWOOD เป็นร้านขายของชำสำหรับวิถีชีวิตยั่งยืนโดยนำเสนอสินค้าที่ปราศจากขยะและคัดสรรมาอย่างดี ตั้งแต่อาหาร เครื่องสำอางค์ เครื่องหอม และของใช้ในบ้าน ร้านมุ่งหวังที่จะมอบทางเลือกเพิ่มเติมให้กับชุมชนสำหรับเส้นทางการใช้ชีวิตสีเขียวของทุกคน ตั้งอยู่ในโครงการ Central Market ย่านเซ็นทรัล เวลาเปิดปิด: 11:00–21:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/eLvsuqCxJKiRwW6p7  Officine Universelle Buly Hong Kong เป็นแบรนด์ความงามเก่าแก่จากประเทศฝรั่งเศส และเป็น Flagship หนึ่งเดียวในฮ่องกง Shop นี้ขนาดไม่ใหญ่ แต่ทำให้รู้สึกแกรนด์ด้วยเพดานสูงและงาน Decor ที่ดูขลังมากครับ เวลาเปิดปิด: 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/MmoyYm2SgoqK9Eqz7  Bakehouse ร้านเบเกอรี่สุดฮิตติดกระแส เราเห็นคนถือถุงร้านนี้เดินกันให้ว่อน ยอมรับว่าแบรนด์ดิ้งเค้าน่ารักมากครับ ขนมก็น่าลองหลายอย่าง เราซื้อทาร์ตไข่มาลอง รสชาติเข้มข้นอร่อยครับ แต่เราว่าหวานไปนิดนึง เวลาเปิดปิด: 8:00–21:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/reUktgqs3kDcoLaX6   Aesop Gough Street สาขานี้เป็นร้าน Signature Store ของ Aesop ที่ออกแบบโดย March Studio หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าตอนนี้ร้าน Aesop ในไทยระงับการให้บริการไปชั่วคราว และเตรียมที่จะกลับมาใหม่ในอีกไม่นาน ฉะนั้นถ้าใครของหมดพอดีแล้วได้มาที่ฮ่องกงก็ซื้อกลับไปสต็อคกันได้ครับ เวลาเปิดปิด: 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/NKGFPkmxYa4QX8hN6  MAN-MO Temple วัดหม่านโหมว (Man Mo Temple) เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดบนเกาะฮ่องกงเพราะสร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 1847 เป็นวัดที่ผู้คนนิยมมากราบไหว้กันโดยเฉพาะเหล่านักเรียน นักศึกษา แม้ขนาดไม่ใหญ่แต่ความขลังนั้นไม่เล็กครับ เวลาเปิดปิด: 8:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/8Z553k2VkSnktS8v9  Le Labo Central แบรนด์น้ำหอมชื่อดังจากนิวยอร์ค ถ้าได้แวะมาอย่าลืมลองดมกลิ่น Bigarade18 ที่เป็นกลิ่นพิเศษเฉพาะฮ่องกงเท่านั้นด้วยนะครับ เวลาเปิดปิด: 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/b2CeK6WbardE1WFY7  Mother Pearl (Central) ร้านชานมไข่มุกแบรนด์ดิ้งน่ารัก ร้านสวย ที่นี่จะเสิร์ฟเป็นขนมหวานและชานมไข่มุกแบบ Organic และ Low Calorie ใครสายดูแลสุขภาพแวะมาชิมกันได้ครับ อร่อยไปอีกแบบ… แบบที่รู้สึกผิดน้อยลง เวลาเปิดปิด: 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/b2CeK6WbardE1WFY7  PMQ เดิมทีที่นี่สร้างขึ้นเพื่อเป็นโรงเรียนรัฐบาลในปี คศ 1889 ต่อมาก็ปรับเปลี่ยนไปเป็นที่พักข้าราชการตำรวจและสุดท้ายในปี 2014 ก็ได้รับการฟื้นฟูให้กลายมาเป็น PMQ แบบที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน PMQ เป็นศูนย์กลางแห่งความสร้างสรรค์ระดับโลก เป็นที่รวมเอางานอาร์ตทุกแขนงเข้าด้วยกัน มีร้านค้า คาเฟ่ สตูดิโอออกแบบ แกลอรี่ และอีกมากมาย ตอนที่เราไปเค้ากำลังจัดแสดงงาน Graphic Design in Japan 2022 (Hong Kong Edition) เวลาเปิดปิด: 12:00–23:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/KU9n3sNx8EHnLRna6  HJEM Hjem แปลว่า 'บ้าน' ในภาษานอร์เวย์ เป็นคาเฟ่สไตล์นอร์ดิกก่อตั้งโดย Elin Fu ที่เคยไปใช้ชีวิตที่เมือง Hamar ทางตะวันออกเฉียงใต้เล็กๆ ในนอร์เวย์ และตอนนี้ก็ได้ย้ายกลับมาเปิดคาเฟ่ในฮ่งกง กาแฟดี ขนมอร่อย แนะนำ Cinnamon And Cardamom Roll ครับ เวลาเปิดปิด: 8:00–18:00 ปิดวันจันทร์ การเดินทาง: ลงสถานี Sheung Wan Location: https://goo.gl/maps/FhBRmVMAxgbFRB5eA  Rapha คลับของผู้รักการปั่นจักรยาน เป็นแบรนด์จากอังกฤษ ภายในร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับจักรยาน เสื้อผ้าต่างๆ รวมไปถึงโซนคาเฟ่ที่เป็นที่พบปะของเหล่านั่งปั่นของฮ่องกง เวลาเปิดปิด: 11:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Sheung Wan Location: https://goo.gl/maps/ADnQH5AKSruSLbz18   Adjective / Objective อีกหนึ่งร้านโปรดของเราในฮ่องกง ที่นี่เป็นสตูดิโอออกแบบ (เค้าออกแบบร้าน Omotesando Koffee สาขาฮ่องกงด้วยล่ะ) ส่วนร้านนี้เป็นอีกหนึ่งธุรกิจของเขา ที่คัดของของดีไซน์เก๋ๆมาขายจากทั่วทุกมุมโลก ที่สำคัญคือคุณเจ้าของร้านน่ารักมากๆ เวลาเปิดปิด: 9:30–18:30 การเดินทาง: ลงสถานี Sheung Wan Location: https://goo.gl/maps/izo4MoSed7NdFiBQ9  Tsim Chai Kee Noodle ร้านบะหมี่เกี๊ยวชื่อดังเจ้าของรางวัลมิชลินหลายสมัย ในชามจะมีลูกชิ้นหมูผสมปลาปั้นมือเป็นก้อนเบ้อเริ่มเทิ่มสะใจเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน โรยน้ำพริกเผานิดหน่อยอร่อยสุดๆ ราคาประมาณชามละ HKD 38-44 ตอนที่เราไปโชคดี ไม่มีคิวพอดีเลยครับ เวลาเปิดปิด: 11:00–21:30 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/GD37kkN62r5CtRUC9  % Arabica (Mid-Levels) ร้านกาแฟแบรนด์ญี่ปุ่นแต่มีสาขาแรกอยู่ที่ฮ่องกง ตอนนี้มีหลายสาขาแล้ว ส่วนสาขานี้เป็นสาขาในย่าน Central ลองแวะไปนั่งชิลกันได้ เวลาเปิดปิด: 8:30–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/XX7gL9sR3Vu99sP28  ย่าน Tsim Sha Tsui ปิดท้ายโพสต์นี้กันที่ย่านช็อปปิ้งและแหล่งท่องราตรีชื่อดังบนเกาะเกาลูน นักช้อปทั่วโลกต้องรู้จักย่านนี้ นอกจาก Habour Mall แล้ว ที่นี่ยังมีห้างอื่นๆ อีกมากมาย และห้างใหม่ล่าสุดที่กำลังมาแรงของย่านนี้ก็คือ K11 ครับ เป็นห้างริมน้ำที่รวมแบรนด์ไว้เยอะมาก ร้านอาหารก็เพียบเลย Mak's Noodle บะหมี่ร้านดังมีหลายสาขาทั่วฮ่องกงและได้ยินว่ากำลังจะมาเปิดที่ไทยเร็วๆนี้ อาม่า (เจ้าของร้านหรือเปล่าไม่รู้) แนะนำให้สั่งบะหมี่เกี๊ยวแบบแยกเส้นมาคลุกซอสต่างหากบอกว่าอร่อยกว่า เราว่าร้านนี้อร่อยง่ายๆได้มาตรฐานดีครับ ตกชามละประมาณ HKD 60-70 เวลาเปิดปิด: 10:30–23:00 การเดินทาง: ลงสถานี Tsim Sha Tsui Location: https://goo.gl/maps/GD37kkN62r5CtRUC9  Clean Coffee ร้านกาแฟคลีนเสิร์ฟกาแฟและคุ้กกี้แบบออแกนิก คอนเซ็ปต์ Tap & Go เป็นร้านกาแฟนี้ไม่มีพนักงานแม้แต่คนเดียว ทุกอย่างต้องบริการตัวเองใช้แค่บัตร Octopus บัตรเดียวเท่านั้น ร้านนี้ให้ฟีลเหมือนตู้กดกาแฟเต่าบินบ้านเรา แต่จะมีความคราฟท์กว่า มีให้เลือกกดส่วนผสมต่างๆจากหลายสเตชั่น คุณภาพและรสชาติเหมือนกาแฟในคาเฟ่สมัยใหม่ที่ชงสดเลย และที่นี่จะมีที่ให้นั่งจิบกาแฟด้วย ราคาประมาณแก้วละ HKD 25 ตั้งอยู่ในโครงการ Heath Hong Kong ชั้นใต้ดิน เวลาเปิดปิด: 9:00–17:00 การเดินทาง: ลงสถานี Tsim Sha Tsui Location: https://goo.gl/maps/K7kVtsDXHRynx1tx8  Latam Coffee ร้านกาแฟที่เสิร์ฟกาแฟจากสาธารณรัฐโดมินิกันโดยเฉพาะ มีเมล็ดกาแฟให้เลือกหลายตัว แต่ทั้งหมดก็จะนำเข้าจากประเทศเดียว คือเป็น Single Origin ตั้งแต่ตัวร้านเลย มีคุณลุงคนฮ่องกงที่มารอเข้าร้านตั้งแต่ยังไม่เปิด เขาบอกเราว่ากาแฟที่นี่อร่อยจริงๆ เวลาเปิดปิด: 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Tsim Sha Tsui Location: https://goo.gl/maps/jZmjLUPKXZ4uN1aC6  MIDO CAFÉ ขอเพิ่มโบนัสในโพสต์นี้ด้วยร้าน MIDO CAFÉ เป็นร้านอาหารคาเฟ่สไตล์ฮ่องกงสุดคลาสสิคที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1950 ปัจจุบันก็ยังคงเอกลักษณ์บรรยากาศแบบเดิมให้ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในร้านกาแฟเมื่อ 70 กว่าปีก่อนจริงๆ เราเองก็เพิ่งเคยมากันครั้งแรก และจานที่เราถูกใจที่สุดคือ French Toast ไส้ Ham & Cheese อร่อยนัว สะใจสุดๆ เวลาเปิดปิด: 11:30–20:30 ปิดวันพุธ การเดินทาง: ลงสถานี Yau Ma Tei Station Location: https://goo.gl/maps/2jXm7sbE7cafgBzN8  The Monocle Shop ใครมีเวลาเหลือที่สนามบินแนะนำให้แวะไปที่ MONOCLE SHOP เพราะที่นี่เป็นร้าน MONOCLE SHOP ในสนามบินร้านแรกในโลกอยู่บริเวณ Gate 61, Terminal 1, Hong Kong International Airport มีของขายเหมือนในเมือง แต่ราคาบางไอเท่มอาจจะสูงกว่าสาขาในเมืองนิดนึงนะ สงสัยค่าเช่าแพงแหละ เวลาเปิดปิด: 10:00 - 19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Hong Kong International Airport, Gate 61, Terminal 1 Location: https://goo.gl/maps/N2J2J5gwvDe1qnBc7   เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับทริปฮ่องกงของเราทริปนี้ เราพาไป #Hop กันจุใจไหม อย่าลืมติดตามพวกเรากันได้ที่ https://www.hoparound.co/  Youtube, Facebook, Instagram, TikTok: @Hoparound.co Instagram: @ThisthatCake, @KajornFurst โรงแรมแนะนำในฮ่องกง พร้อมดีลพิเศษ เดอะ เมอเรย์ ฮ่องกง อะ นิกโกโล โฮเทล (The Murray, Hong Kong, a Niccolo Hotel) ตูฟ (Tuve) มอนเดรียน ฮ่องกง (Mondrian Hong Kong) เดอะ เฟลมิง (The Fleming) เพจ 148 เพจ โฮเทล (Page148, Page Hotel) ลิตเทิล ไท่ หัง (Little Tai Hang) อีตัน ฮ่องกง (Eaton HK)

  • Hotel Toranomon Hills นิยามความสงบแบบ Japandi โรงแรมใหม่ใจกลางโตเกียว

    Hotel Toranomon Hills สัมผัส Urban Cocoon แห่งใหม่ใจกลางโตเกียว กับการพักผ่อนเหนือระดับที่ผสานดีไซน์สแกนดิเนเวียนและจิตวิญญาณญี่ปุ่น ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของกรุงโตเกียว ย่าน Toranomon ได้ถูกยกระดับจากย่านธุรกิจที่เต็มไปด้วยอาคารสำนักงาน ให้กลายเป็น "Global Business Center" ที่ครบครันด้วยไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย และหัวใจสำคัญของโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่นี้คือการมาถึงของ Hotel Toranomon Hills โรงแรมที่สร้างนิยามใหม่ของคำว่าความหรูหราที่เรียบง่าย ทริปนี้เราจะพาทุกคนไปสำรวจทุกซอกทุกมุมของโรงแรมที่ได้ชื่อว่าเป็น "Urban Cocoon" หรือดักแด้ใจกลางเมืองที่จะช่วยให้คุณหลีกหนีความวุ่นวายได้อย่างแท้จริงครับ The Legacy & Brand: จิตวิญญาณแห่ง The Unbound Collection by Hyatt หากจะทำความเข้าใจตัวตนของที่นี่ เราต้องเริ่มจากแบรนด์ The Unbound Collection by Hyatt ครับ แบรนด์นี้ไม่ใช่โรงแรมที่มีรูปแบบตายตัว แต่เป็นการคัดสรรโรงแรมที่มี "บุคลิก" เฉพาะตัวและมีเรื่องราวที่น่าสนใจ (Story-worthy) มีเรื่องราวที่โดดเด่น และมีความเชื่อมโยงกับท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง Hotel Toranomon Hills เป็นแห่งแรกของแบรนด์นี้ในกรุงโตเกียว โดยตั้งอยู่ในอาคาร Toranomon Hills Station Tower ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของ OMA (Rem Koolhaas) สถาปนิกระดับโลก ตัวโรงแรมตั้งใจให้เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ที่ต้องการสร้างพื้นที่ที่ผู้คนสามารถเชื่อมต่อกันได้ ทั้งในแง่ของธุรกิจและการพักผ่อน โดยมีการผสมผสานงานดีไซน์ระดับสากลเข้ากับบริบทของโตเกียวยุคใหม่ได้อย่างไร้ที่ติครับ Design Philosophy: เมื่อความนิ่งแบบเดนมาร์ก ผสานความประณีตแบบญี่ปุ่น หนึ่งในจุดที่ทำให้เราตกหลุมรักที่นี่ตั้งแต่แรกเห็นคืองานดีไซน์ภายในครับ โรงแรมแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดย Space Copenhagen สตูดิโอชื่อดังจากเดนมาร์ก (ผู้อยู่เบื้องหลังดีไซน์ของร้านอาหาร Noma) พวกเขาใช้แนวคิด "Slow Aesthetics" มาเป็นแกนหลัก การตกแต่งจึงออกมาในสไตล์ที่เรียกว่า Japandi หรือการผสมผสานระหว่างสแกนดิเนเวียนและญี่ปุ่น เราจะเห็นการใช้ไม้ธรรมชาติโทนสีอบอุ่น งานผ้าทอที่มี Texture ละเอียด และการจัดแสงที่นุ่มนวลซึ่งเน้นการสร้างอารมณ์มากกว่าความสว่างจ้า ทุกย่างก้าวในโรงแรมจึงให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในงานศิลปะที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังครับ The Arrival Experience ทันทีที่ก้าวเข้าไปในล็อบบี้ ความรู้สึกแรกที่ปะทะเราคือ "ความเงียบที่มีพลัง" ครับ แม้ภายนอกจะเป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่วุ่นวายที่สุดแห่งหนึ่ง แต่เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก กลิ่นอายของไม้โอ๊คและเครื่องหอมจางๆ ที่ถูกคัดสรรมาอย่างประณีตก็โชยมาทักทาย การตกแต่งที่นี่ใช้โทนสีธรรมชาติ (Earth Tone) ทั้งหมด ตั้งแต่พื้นหินอ่อน ผนังไม้ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์สั่งทำพิเศษจากเดนมาร์ก พนักงานต้อนรับที่นี่ดูแลเราด้วยความอ่อนน้อมแต่มีความเป็นสากลสูงมาก การเช็คอินไม่ได้ทำเพียงแค่รับคีย์การ์ด แต่เป็นการพูดคุยแนะนำที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่ได้มาแค่พักค้างคืน แต่เรากำลังจะเริ่มต้น "ประสบการณ์" ครั้งใหม่ในโตเกียวครับ Our Room: 1 King Bed, Premium พื้นที่ส่วนตัวที่นิยามคำว่า 'Urban Cocoon' ห้องพักที่เราเข้าพักในครั้งนี้คือประเภท 1 King Bed, Premium ซึ่งต้องบอกว่าเป็นการออกแบบที่ชาญฉลาดมากในเรื่องการใช้พื้นที่ (Spatial Design) Sense of Space: เมื่อเปิดประตูห้องเข้าไป สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาคือหน้าต่างบานใหญ่แบบ Floor-to-ceiling ที่เปิดรับวิวเมืองโตเกียวแบบพาโนรามา พื้นที่ในห้อง Premium กว้างขวางจนเรารู้สึกโปร่งสบาย ไม่เกะกะแม้จะวางกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ Sustainability & Innovation: อีกหนึ่งรายละเอียดที่เราประทับใจและถือเป็นจุดเด่นเรื่องความยั่งยืนของที่นี่ คือการติดตั้ง ระบบกรองน้ำดื่ม (In-room Water Purification System) ไว้ให้ในห้องน้ำครับ ทางโรงแรมจัดเตรียมขวดแก้วดีไซน์สวยไว้ให้เราสามารถเติมน้ำดื่มที่สะอาดและบริสุทธิ์ได้ตลอดการเข้าพัก นอกจากจะช่วยลดการใช้ขวดพลาสติกแบบ Single-use แล้ว ยังเป็นความสะดวกสบายที่ทำให้เรารู้สึกวางใจในมาตรฐานความสะอาดของญี่ปุ่นจริงๆ Tactile Design: เราประทับใจใน "ผิวสัมผัส" ของวัสดุภายในห้องมากครับ ตั้งแต่พื้นไม้โอ๊คอุ่นๆ ไปจนถึงผ้าทอเนื้อดีบนโซฟา ทุกอย่างถูกคัดสรรมาเพื่อให้ความรู้สึกที่ดีเมื่อสัมผัส เตียงนอนขนาด King Size คือความสมบูรณ์แบบของการพักผ่อน เครื่องนอนผ้าฝ้ายคุณภาพสูงช่วยให้เราหลับลึกและตื่นมาด้วยความสดชื่น Intuitive Technology: ทุกอย่างในห้องควบคุมด้วยระบบ Smart Home ที่แนบเนียนไปกับดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นม่านไฟฟ้าหรือการปรับความเข้มของแสงไฟตามช่วงเวลา ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศแบบ 'Cocoon' หรือการดักแด้ที่ตัดขาดจากโลกภายนอกได้อย่างแท้จริงครับ Dining & Lifestyle: Le Pristine Tokyo และพื้นที่แห่งการเชื่อมต่อ เราไม่สามารถรีวิวโรงแรมนี้ได้เลยถ้าไม่พูดถึงห้องอาหาร Le Pristine Tokyo ซึ่งเป็นผลงานความร่วมมือกับเชฟ Sergio Herman ผู้ครอบครองดาวมิชลินชาวดัตช์ The Culinary Art: ที่นี่นำเสนออาหารสไตล์ "New Italian" ที่มีความร่วมสมัยและโฉบเฉี่ยว การเลือกใช้วัตถุดิบสดใหม่จากญี่ปุ่นมาปรุงด้วยเทคนิคสไตล์ยุโรปทำให้รสชาติมีความลุ่มลึก บรรยากาศของห้องอาหารมีความเท่และมีพลัง (Energetic) เหมาะทั้งมื้อค่ำที่ต้องการความพิเศษหรือการเจรจาธุรกิจที่มีรสนิยม The Lounge: อีกส่วนที่เราประทับใจมากคือ The Lounge พื้นที่อเนกประสงค์สำหรับแขกผู้เข้าพัก ที่นี่ถูกออกแบบมาให้เป็นเสมือน "Third Space" มีทั้งโซนที่นั่งทำงานสงบๆ พร้อมกาแฟคุณภาพเยี่ยม และมุมสำหรับจิบเครื่องดื่มยามเย็น สิ่งที่ว้าวมากคือมีบริการห้องอาบน้ำและจุดพักผ่อนสำหรับแขกที่เดินทางมาถึงก่อนเวลาเช็คอิน หรือผู้ที่ต้องการรอไฟลท์หลังเช็คเอาท์ ซึ่งเป็นบริการที่ใส่ใจนักเดินทางอย่างแท้จริงครับ Breakfast Experience: สุนทรียภาพแห่งรสชาติยามเช้าที่ Le Pristine Tokyo การเริ่มต้นวันใหม่ที่ Hotel Toranomon Hills คือประสบการณ์ที่เราอยากให้ทุกคนได้มาสัมผัสด้วยตัวเองครับ มื้อเช้าของที่นี่เสิร์ฟที่ห้องอาหาร Le Pristine Tokyo ซึ่งในช่วงเช้าจะให้บรรยากาศที่แตกต่างจากมื้อค่ำอย่างสิ้นเชิง แสงธรรมชาติที่สาดส่องเข้ามาผ่านกระจกบานใหญ่ทำให้พื้นที่นี้ดูโปร่งและมีพลัง ที่นี่จะเสิร์ฟอาหารทั้งแบบบุฟเฟ่ต์และแบบสั่งจานต่อจานนะครับ The Selection: มื้อเช้าที่นี่ไม่ได้เน้นปริมาณจนเกินพอดี แต่เน้นไปที่ "คุณภาพ" ในทุกๆ จาน (Curation) มีให้เลือกทั้งแบบ Western และ Japanese Set ที่ปรุงอย่างประณีต Highlight: เราประทับใจกับเมนูไข่ที่ทำสดใหม่ และเบเกอรี่ที่อบมาแบบกรอบนอกนุ่มในสไตล์ยุโรป ทานคู่กับเนยพรีเมียมและแยมผลไม้ท้องถิ่นของญี่ปุ่น รสชาติมีความซับซ้อนและลงตัวแบบ Fine Dining ยามเช้า The Atmosphere: การได้นั่งจิบกาแฟสเปเชียลตี้ร้อนๆ พร้อมมองดูผู้คนและจังหวะของเมืองโตเกียว เป็นช่วงเวลาที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและพร้อมสำหรับการออกไปออกสำรวจเมืองในวันนั้นจริงๆ ครับ Wrapping Up Our Stay ทำไม Hotel Toranomon Hills ถึงเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบ? การได้ใช้เวลาพักผ่อนที่ Hotel Toranomon Hills ในห้อง 1 King Bed, Premium ครั้งนี้ ทำให้เราเข้าใจว่าความหรูหราในยุคปัจจุบันไม่ใช่เพียงการใช้วัสดุที่ราคาแพง แต่คือการมอบ "เวลา" และ "ความสงบ" ให้กับผู้เข้าพัก ด้วยทำเลที่ตั้งที่ยอดเยี่ยมเหนือสถานีรถไฟใต้ดิน Toranomon Hills (Hibiya Line) โดยตรง ทำให้การเดินทางไป Ginza, Roppongi หรือ Ebisu ทำได้อย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่นาที แต่เมื่อกลับมาถึงโรงแรม คุณจะพบกับความสงบที่เหมือนอยู่คนละโลก หากคุณคือคนที่หลงใหลในงานดีไซน์ ต้องการความสะดวกสบายที่ทันสมัย และมองหาประสบการณ์ที่แตกต่างจากโรงแรม Luxury แบบเดิมๆ ในโตเกียว เราขอแนะนำให้ที่นี่เป็นหมุดหมายถัดไปของคุณครับ รับรองว่าการเข้าพักที่นี่จะเปลี่ยนมุมมองที่คุณมีต่อย่าน Toranomon ไปตลอดกาล Hotel Toranomon Hills (The Unbound Collection by Hyatt) 2-6-4, Toranomon, Minato-ku, Tokyo, 105-0001, Japan Tel: +81 3 6834 5678 Reservations: +81 3 6705 2656 Website: www.hyatt.com/en-US/hotel/japan/hotel-toranomon-hills/tyoub #LetsHoparound #HotelToranomonHills #TheUnboundCollectionbyHyatt #Tokyo #Japan #LuxuryDesignHotel #JapandiStyle #UrbanCocoon #LetsHoparound #รีวิวโรงแรม #ที่พักโตเกียว #โรงแรมโตเกียว #โตเกียว #ญี่ปุ่น #LuxuryTravel #ArchitectureLovers #ToranomonHills #DesignHotel

  • Milan Calling! 33 Spots We Love in Milan เที่ยว 'มิลาน' เมืองหลวงแห่งดีไซน์ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ กับ 33 จุดเช็คอินที่คัดมาแล้วแบบเริ่ดเลยหล่ะ

    Milan Calling! 33 Spots We Love in Milanเที่ยว 'มิลาน' เมืองหลวงแห่งดีไซน์ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ กับ 33 จุดเช็คอินที่คัดมาแล้วแบบเริ่ดเลยหล่ะ สวัสดีชาว #Hopster ! เตรียมตัวเข้าสู่โหมดการเดินทางที่เต็มไปด้วยสไตล์กันได้เลยครับ หากจะพูดถึงเมืองที่นิยามคำว่า "รสนิยม" ได้ชัดเจนที่สุดในโลก ชื่อของ มิลาน (Milan) จะต้องขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ เสมอ เมืองนี้ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางแฟชั่นระดับโลก แต่ยังเป็นพื้นที่ที่รวบรวมงานดีไซน์หลากหลายแขนง ตั้งแต่สถาปัตยกรรมคลาสสิก ไปจนถึงความดิบเท่แบบ Industrial และความเนี้ยบของงานดีไซน์ยุค Mid-century Modern ที่แทรกซึมอยู่ในทุกหัวมุมถนน สำหรับการมาเยือนมิลานครั้งแรกของเรา เราตั้งใจไปซึมซับออร่าของเมืองในช่วงที่อากาศกำลังสบายที่สุด เพื่อพิสูจน์ว่ามิลานไม่ได้มีดีแค่การช้อปปิ้งในห้างหรูอย่าง Galleria Vittorio Emanuele II แต่เสน่ห์ที่แท้จริงของเมืองนี้ซ่อนอยู่ในย่านลับๆ ร้านกาแฟที่ถูกคิดมาอย่างดี และพื้นที่ทางศิลปะที่เปลี่ยนโรงงานเก่าให้กลายเป็นจุดเช็คอินสุดล้ำ บทความนี้เราจะพาคุณไปเจาะลึกมิลานในแบบที่ "ถูกจริต" สายดีไซน์ที่สุด ตั้งแต่การตื่นเช้าไปชมความยิ่งใหญ่ของ มหาวิหารดูโอโม่ (Duomo di Milano) ในมุมที่เงียบสงบ ไปจนถึงการสำรวจ Hi-Fi Bar เปิดใหม่ที่กำลังฮอตที่สุดในย่าน Isola รวมถึงพิกัด Concept Stores และ Gourmet Shop ของเชฟระดับมิชลินที่สายกินและสายแฟชั่นต้องใจสั่น ใครที่กำลังวางแผนเที่ยวมิลาน หรืออยากสัมผัสการใช้ชีวิตแบบ Milanese Local ที่เน้นคุณภาพและความละเมียดละไม ต้องเซฟลิสต์นี้ไว้ให้แม่น เพราะทุกดีเทลในเมืองนี้คือแรงบันดาลใจชั้นยอด... ถ้าพร้อมแล้ว แพ็กกระเป๋าแล้ว "ไปมิลาน" ด้วยกันเลยครับ! [ The Iconic & Cultural Heritage ] 01 | Piazza del Duomo แลนด์มาร์คที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเป็นหัวใจที่เต้นอยู่กลางเมืองมิลาน มหาวิหารหินอ่อนสีขาวอมชมพูที่ใช้เวลาสร้างนานกว่า 6 ทศวรรษ สัมผัสความพิเศษที่นี่: มหาวิหารโกธิคแห่งนี้ไม่ได้โดดเด่นแค่ขนาดที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่คือรายละเอียดของการสลักหินอ่อนที่ดูนุ่มนวลราวกับผ้า แนะนำให้มาถึงช่วง 6:00 - 7:00 น. คุณจะได้เห็นแสงแรกของวันตกกระทบยอดโดมทองคำ "Madonnina" ท่ามกลางจัตุรัสที่ไร้ผู้คน เป็นช่วงเวลาที่มหาวิหารดูขลังและทรงพลังที่สุด พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/uhYcDJLRhBE8N36e9 เวลาเปิด-ปิด: จัตุรัสเปิด 24 ชม. | มหาวิหารเปิด 08:00 – 19:00 02 | Sforzesco Castle (Castello Sforzesco) ปราสาทอิฐแดงที่เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและการป้องกันเมืองมิลานในยุคเรเนซองส์ สัมผัสความพิเศษที่นี่: แม้ไม่ได้เข้ามิวเซียมข้างใน การเดินผ่านลานกว้าง (Courtyard) ก็ให้ความรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของตระกูล Sforza ในอดีต กำแพงเมืองที่นี่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายประวัติศาสตร์ที่ขรึมและคลาสสิก ที่สำคัญคือเป็นที่เก็บรักษาผลงาน Pietà Rondanini  ซึ่งเป็นประติมากรรมชิ้นสุดท้ายที่ Michelangelo ยังทำไม่เสร็จก่อนเสียชีวิต พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/m8bersGggCxTcYKG8 เวลาเปิด-ปิด: 07:00 – 19:30 03 | Parco Sempione พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่เปรียบเสมือน "ปอด" ของชาวมิลาน เชื่อมระหว่างปราสาทและประตูชัย Arco della Pace สัมผัสความพิเศษที่นี่: ในเดือนพฤษภาคม สวนแห่งนี้จะเบ่งบานไปด้วยดอกไม้นานาพรรณ เป็นจุดที่ดีที่สุดสำหรับการทำ People Watching สังเกตไลฟ์สไตล์คนมิลานที่ออกมาปิกนิกหรือพาสุนัขมาเดินเล่น แนะนำให้เดินทอดน่องไปจนถึงปลายสวนเพื่อถ่ายรูปกับประตูชัย Arco della Pace  ที่ตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/1XsBBB9BsEaFfUPS7 เวลาเปิด-ปิด: 06:30 – 21:00 04 | Villa Necchi Campiglio คฤหาสน์หรูที่ซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงสูงใจกลางย่านเงียบสงบ ออกแบบโดยสถาปนิก Piero Portaluppi ในปี 1932 สัมผัสความพิเศษที่นี่: ที่นี่คือสรวงสวรรค์ของคนรัก Interior Design เพราะเป็นต้นแบบของความหรูหราแบบ Modernist  ผสม Art Deco  ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ทุกตารางนิ้วตั้งแต่มือจับประตูไปจนถึงสระว่ายน้ำส่วนตัว (ซึ่งถือว่าล้ำสมัยมากในยุคนั้น) สะท้อนถึงรสนิยมอันละเมียดละไมของตระกูลชนชั้นสูงในมิลาน พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/vtCCUJbKdRW42qMi9 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 18:00 (ปิดจันทร์-อังคาร) [ The Art of Fashion & Design ] 05 | Fondazione Prada สถาบันศิลปะร่วมสมัยที่รีโนเวทจากโรงงานกลั่นเหล้าเก่าโดยสำนักออกแบบ OMA (Rem Koolhaas) สัมผัสความพิเศษที่นี่: การออกแบบที่นี่คือการเล่นกับความขัดแย้ง (Contrast) ระหว่างตึกเก่าสีตุ่นกับตึก "Haunted House" ที่หุ้มด้วยทองคำเปลว 24K พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้มีแค่ภาพวาด แต่มีงานติดตั้ง (Installation Art) ที่ท้าทายความคิด เป็นจุดที่ยืนยันว่ามิลานคือศูนย์กลางของรสนิยมที่ก้าวไปข้างหน้าเสมอ พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/sVbT6dM2gYPTVyo69 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 19:00 (ปิดวันอังคาร) 06 | Sunnei แบรนด์อิตาลีรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการแฟชั่นโลกด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด สัมผัสความพิเศษที่นี่: ชื่อแบรนด์เพี้ยนมาจากคำว่า "Sunny" (แสงแดด) เพื่อสื่อถึงพลังบวกและความสดใส งานดีไซน์ของ Sunnei โดดเด่นด้วยทรงเสื้อผ้าที่แปลกตา (Oversized & Geometric) และการใช้คู่สีที่ฉลาดมาก ร้านของเขาไม่ใช่แค่ที่ขายของ แต่คือแกลเลอรีที่แสดงจุดยืนเรื่องรสนิยมของคนรุ่นใหม่ที่รักในความแตกต่าง พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/KTyCygsepKPL5ahGA เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 07 | 10 Corso Como Concept Store แห่งแรกของโลกที่เป็นต้นแบบให้ร้านดังทั่วโลก ก่อตั้งโดย Carla Sozzani อดีตบรรณาธิการแฟชั่น สัมผัสความพิเศษที่นี่: บรรยากาศสวนในร่มที่ร่มรื่นตัดกับความล้ำสมัยของแฟชั่นชั้นสูง หนังสือศิลปะหายาก และงานอาร์ต ทุกชิ้นในร้านผ่านการคัดสรรมาอย่าง "Curated" จนเหมือนงานศิลปะที่วางขายได้ แนะนำให้ขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อชมวิวสวนลับๆ และงานประติมากรรมกลางแจ้ง พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/ENCZBVXAiQzBC2jt5 เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 08 | Jil Sander (Via Pietro Verri) บูติกสาขาแฟล็กชิพที่ถ่ายทอดนิยามความ "Minimalism" ผ่านสถาปัตยกรรมที่เรียบเนียนและเงียบสงบ สัมผัสความพิเศษที่นี่: ภายในร้านออกแบบโดยใช้แสงและเงาอย่างมีชั้นเชิง เราประทับใจ น้ำหอมกลิ่นพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจากกาแฟ ซึ่งหาซื้อได้ยาก กลิ่นนี้ให้ความรู้สึกสุขุม นิ่ง แต่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของกลิ่นคั่วบดที่อบอุ่น เป็นการผสานกลิ่นอายวัฒนธรรมอิตาลีเข้ากับน้ำหอมได้อย่างอัจฉริยะ พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/gGZGGfDUeyanNvJB7 เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 09 | Nude Project แบรนด์ Streetwear จากสเปนที่กำลังครองใจวัยรุ่นทั่วยุโรปด้วยดีไซน์ที่ใส่ง่ายและเท่ สัมผัสความพิเศษที่นี่: เรา "ถูกจริต" กับ Energy ของร้านนี้มาก ตั้งแต่การตกแต่งไปจนถึงพนักงานที่เอนเนอร์จี้ล้นหลาม เสื้อผ้าของ Nude Project เน้นความ Effortless Cool  ใส่ง่ายแต่มีคาแรคเตอร์ ในราคาที่เข้าถึงได้ เป็นพิกัดที่สายสตรีทห้ามพลาดเมื่อมาเดินย่าน Ticinese พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/g6X2UL4QpnvtKVjy6 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 10 | Marni Outlet ขุมทรัพย์ลับของสายแฟชั่นที่อยากได้ไอเทมจาก Marni ในราคาสุดคุ้ม ซ่อนตัวอยู่ในย่านที่เงียบสงบ สัมผัสความพิเศษที่นี่: ถึงจะเป็นเอาท์เล็ท แต่การจัดดิสเพลย์ยังคงความอาร์ตและขี้เล่นตามแบบฉบับ Marni รวบรวมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าจากคอลเลกชันก่อนหน้าไว้เยอะมาก ในราคาที่ลดแบบจริงจัง เป็นจุดที่สายแฟชั่นตัวจริงมักจะมาซุ่มเก็บของดีกันที่นี่ พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/akwqpt8EgjKhnfPx5 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 19:00 11 | Maison Margiela บูติกสาขาสำคัญที่ถ่ายทอด DNA ความ Avant-garde ของแบรนด์ผ่านการตกแต่งสไตล์ "Deconstruction" สัมผัสความพิเศษที่นี่: ร้านเน้นสีขาวโพลนและการใช้วัสดุที่ดูดิบเหมือนทำไม่เสร็จ (Unfinished) เพื่อสื่อถึงแนวคิดการรื้อสร้างแฟชั่นใหม่ แฟนคลับรองเท้า Tabi หรือเสื้อผ้าที่มีป้ายตัวเลขต้องมาที่นี่เพื่อซึมซับ Vibe ที่เป็นต้นตำรับความเท่แบบลึกลับ พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/fDVMDvJCBsWMXvCc6 เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 12 | END. Milano Multi-brand Store สัญชาติอังกฤษที่มาเปิดแฟล็กชิพสโตร์สุดอลังการใจกลางมิลาน สัมผัสความพิเศษที่นี่: การออกแบบภายในนำเสนอความขัดแย้งที่ลงตัวระหว่างโครงสร้างตึกประวัติศาสตร์กับดิสเพลย์สมัยใหม่ที่ทำจากสแตนเลสและกระจก รวบรวม Sneaker รุ่น Exclusive และแบรนด์สตรีทไฮเอนด์ไว้แน่นที่สุด เป็นจุดนัดพบของ Sneakerhead จากทั่วโลก พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/sFrcHujfGpDchDFa9 เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 13 | Le Lunetier Milano Garibaldi ร้านแว่นตาสุดคราฟต์ในย่าน Garibaldi ที่เน้นการคัดสรรกรอบแว่นดีไซน์เฉพาะตัวจากทั่วโลก สัมผัสความพิเศษที่นี่: สำหรับคนที่มองหาเครื่องประดับบนใบหน้าที่ไม่ซ้ำซากจำเจ ร้านนี้มีแว่นตาที่เป็นงานศิลปะมากกว่าแค่เลนส์สายตา พนักงานมีความเชี่ยวชาญในการแนะนำกรอบที่เข้ากับรูปหน้าและสไตล์ส่วนบุคคลได้เป็นอย่างดี พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/xGbFBnsH5kEui2Gr8 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 19:30 14 | Tenoha Milano Multi-concept Space สไตล์ญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในย่าน Navigli ผสมผสานคาเฟ่ ร้านอาหาร และไลฟ์สไตล์ช็อปเข้าด้วยกัน สัมผัสความพิเศษที่นี่: ท่ามกลางบรรยากาศแบบอิตาลี Tenoha มอบความสงบสไตล์มินิมอลญี่ปุ่นที่ลงตัวมาก สินค้าไลฟ์สไตล์ที่นี่ถูกคัดสรรมาอย่างดี บรรยากาศร้านกว้างขวางและสงบ เหมาะสำหรับการมานั่งพักสายตาและจิบชาเขียวคุณภาพเยี่ยม พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/TsqKq3hxTjAihaE77 เวลาเปิด-ปิด: 09:00 – 23:30 [ The Taste of Milano: Food & Cafe ] 15 | MOGO (Isola District) Hi-Fi Bar & Restaurant น้องใหม่ล่าสุดที่เป็นดั่ง "Senses Sanctuary" ในย่าน Isola สัมผัสความพิเศษที่นี่: ออกแบบโดย Giorgia Longoni Studio ในสไตล์ Mid-century Nostalgia ที่ดูนิ่งแต่เท่ ที่นี่ไม่ใช่แค่บาร์ที่มีลำโพงดี แต่คือประสบการณ์ที่หลอมรวมอาหารจากเชฟชื่อดัง Yoji Tokuyoshi (เจ้าของรางวัลมิชลิน) เข้ากับดนตรีจากคิวเรเตอร์ Polifonic ผ่านระบบเสียง High Resolution ของลำโพง H.A.N.D. ที่คัสตอมมาเพื่อร้านนี้โดยเฉพาะ ชื่อร้านมาจากคำว่า Mmogo  ในภาษา Sotho แปลว่า “Together” เป็นจุดรวมตัวของคนรักเสียงเพลงและรสชาติที่ล้ำลึก พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/qfXEsYZoMVGctn9M7 เวลาเปิด-ปิด: 18:00 – 01:00 16 | 10_11 (Ten Eleven) - Portrait Milano บาร์และห้องอาหารสุดหรูในโรงแรม Portrait Milano ที่ตั้งอยู่ในอาคารสำนักสงฆ์เก่าศตวรรษที่ 16 สัมผัสความพิเศษที่นี่: เรามีโอกาสได้ทานอาหารเช้าที่นี่และขอยกให้เป็น "The Best Breakfast" ของทริปนี้เลยครับ ทั้งรสชาติอาหารที่ประณีตและการบริการระดับ 5 ดาวที่ใส่ใจในทุกดีเทล ท่ามกลางบรรยากาศลานกว้าง (Piazza) ที่สวยสะกดตา เป็นความ Luxury ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเองอย่างประหลาด พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/NHbKoLhaf41m9Ctw8 เวลาเปิด-ปิด: 07:00 – 01:00 17 | Mascherpa ร้านทิรามิสุ (Tiramisù) ร้านแรกในมิลานที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ขนมหวานคลาสสิกให้ทันสมัยและเข้าถึงง่าย สัมผัสความพิเศษที่นี่: ความพิเศษของที่นี่คือความสดใหม่และเนื้อสัมผัสของครีมมาสคาร์โปเน่ที่เนียนนุ่มและเบาหวิวราวกับก้อนเมฆ มีให้เลือกหลายรสชาติทั้ง Original, Pistachio และ Matcha บรรจุมาในโหลแก้วน่ารักๆ หรือจะสั่งเป็นชิ้นสำหรับเดินทานก็ได้ เป็นรสชาติที่สายหวานต้องมาซ้ำ พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/ofdz6JnrAiAZbWT86 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 18 | Bar Luce (Fondazione Prada) คาเฟ่ที่ออกแบบโดยผู้กำกับชื่อดัง Wes Anderson ทุกมุมในร้านคือฉากในหนังที่มีชีวิต สัมผัสความพิเศษที่นี่: บรรยากาศเหมือนหลุดเข้าไปในมิลานยุค 1950s ด้วยโทนสีเขียวพาสเทล เพดานลายกราฟิกที่เลียนแบบโครงสร้างตึก Duomo และตู้พินบอล Steve Zissou แนะนำให้ลองสั่งขนมหวานสีลูกกวาดและจิบเอสเปรสโซ่ริมหน้าต่างเพื่อดื่มด่ำกับดีไซน์ที่ไม่มีใครเหมือน พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/jPtDQ3BWeUxBkgdQ6 เวลาเปิด-ปิด: 08:30 – 20:00 19 | Hygge ร้านบรันช์บรรยากาศอบอุ่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปรัชญาความสุขสไตล์นอร์ดิก สัมผัสความพิเศษที่นี่: เมนูบรันช์ที่นี่เน้นความเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ จัดวางมาอย่างสวยงามพร้อมรสชาติที่กลมกล่อม บรรยากาศในร้านเป็นกันเองมาก มีความละเมียดละไมในทุกรายละเอียด เหมาะสำหรับการมานั่งทบทวนแผนเที่ยวพร้อมจิบกาแฟดีๆ ในยามเช้า พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/QFQKu39YbcdVSi3L6 เวลาเปิด-ปิด: 09:00 – 15:30 (ปิดจันทร์-อังคาร) 20 | Giacomo Caffè คาเฟ่ระดับตำนานที่ตั้งอยู่ใน Palazzo Reale ติดกับมหาวิหาร Duomo สัมผัสความพิเศษที่นี่: การตกแต่งด้วยไม้สีเข้มและกำแพงที่เต็มไปด้วยหนังสือให้ความรู้สึกเหมือนห้องสมุดส่วนตัวที่หรูหราของชนชั้นสูงมิลาน ที่นี่คือจุดแวะพักหลังชมมิวเซียมที่ดีที่สุด ดื่มด่ำกับความเงียบสงบและรสชาติขนมหวานสไตล์คลาสสิกท่ามกลางความวุ่นวายภายนอก พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/5yaPXxrqkjagXePU7 เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 20:00 21 | Sant Ambroeus Milano  ร้านอาหาร ขนม และกาแฟระดับไฮเอนด์ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1936 และยังคงความโก้หรูไว้ได้อย่างเหนียวแน่น สัมผัสความพิเศษที่นี่: โดดเด่นด้วยโทนสีชมพูพีชอันเป็นเอกลักษณ์และการบริการแบบ Old-school ที่เนี้ยบกริบ นอกจากจะเป็นสวรรค์ของคนรักขนมหวานระดับ Masterpiece แล้ว ที่นี่คือจุดหมายของการทานอาหารแบบ Full Course ที่คลาสสิกที่สุดแห่งหนึ่งในมิลาน เมนูอาหารคาวของที่นี่เน้นความหรูหราที่เรียบง่ายแต่เลือกใช้วัตถุดิบพรีเมียมที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Cotoletta alla Milanese  ที่กรอบนอกนุ่มใน หรือพาสต้าเส้นสดที่ปรุงอย่างพิถีพิถัน แนะนำให้ลองมาทานมื้อกลางวันหรือมื้อค่ำเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศการทานอาหารท่ามกลางชนชั้นสูงและเหล่าดีไซน์เนอร์ชาวมิลานแท้ๆ พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/HybpaT6yZ4E2DzNH7 เวลาเปิด-ปิด: 07:30 – 23:00 22 | Loste Café (Via Francesco Guicciardini) คาเฟ่แนว Specialty Coffee และเพสทรีที่ก่อตั้งโดยอดีตเชฟจากร้าน Noma สัมผัสความพิเศษที่นี่: กาแฟที่นี่รสชาติดีมากในระดับ Specialty และที่พลาดไม่ได้คือเพสทรีอบใหม่ โดยเฉพาะ Cinnamon Roll และ Pain au Chocolat ที่กรอบนอกนุ่มในและหอมเนยสุดๆ บรรยากาศร้านมีความโมเดิร์นและมินิมอล แสงธรรมชาติส่องเข้าร้านสวยมากในช่วงเช้า พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/LuCyRTnNgTxPcxyNA เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 18:00 23 | LùBar ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในเรือนกระจก (Orangerie) สุดชิคภายในวิลล่าสมัยศตวรรษที่ 18 สัมผัสความพิเศษที่นี่: การทานอาหารท่ามกลางต้นปาล์มและรูปปั้นหินอ่อนใต้เพดานกระจกสูงลิ่ว ให้ความรู้สึกที่สดชื่นและโรแมนติกมาก อาหารที่นี่เน้นสไตล์ซิซิเลียนที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง รสชาติสะอาดสะอ้านและพรีเมียม เป็นจุดเช็คอินที่สวยทุกมุมจริงๆ พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/xS9VR9PLhw8uks7v6 เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 00:00 24 | Aroma Napoletano จุดรวมพลคนรักครัวซองต์และขนมสไตล์เนเปิลส์ที่หอมฟุ้งไปทั้งถนนในย่าน Isola สัมผัสความพิเศษที่นี่: ที่นี่คือสวรรค์ของคนรักครัวซองต์ไส้ทะลัก มีให้เลือกตั้งแต่ไส้ครีมพิตาชิโอเข้มข้นไปจนถึงช็อกโกแลตเยิ้มๆ แป้งครัวซองต์กรอบหอมเนยมาก เป็นมื้อเช้าที่เติมพลังได้ดีเยี่ยมก่อนไปเดินเที่ยวต่อ พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/yfWEnrwVvZi4X2qCA เวลาเปิด-ปิด: 07:00 – 20:00 25 | Berberè ร้านพิซซ่าแป้ง Sourdough ที่เน้นความสบายท้องและวัตถุดิบคุณภาพสูงจากฟาร์มท้องถิ่น สัมผัสความพิเศษที่นี่: แป้งพิซซ่าที่นี่หมักนานกว่า 24 ชั่วโมงทำให้กรอบนอกนุ่มในและย่อยง่ายมาก หน้าพิซซ่ามีความสร้างสรรค์และใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล บรรยากาศในร้านมีความเป็นกันเองและดูวัยรุ่น เป็นพิซซ่าแนวใหม่ที่คุณจะหลงรัก พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/NZD1YjtJfGbwkjjdA เวลาเปิด-ปิด: 12:30–14:30, 19:00–23:30 26 | Al Matarel ร้านอาหารอิตาเลียนดั้งเดิมที่เสิร์ฟรสชาติแบบมิลานแท้ๆ (Milanese Traditional) มาอย่างยาวนาน สัมผัสความพิเศษที่นี่: เมนูแนะนำคือ Risotto alla Milanese (ข้าวผัดใส่หญ้าฝรั่นสีเหลืองทอง) และ Ossobuco (เนื้อวัวตุ๋น) รสชาติเข้มข้นเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน บรรยากาศร้านไม้เก่าๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนทานข้าวที่บ้านเพื่อนในมิลาน พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/qLnVdfJdtJgHnoTRA เวลาเปิด-ปิด: 12:30–14:30, 19:30–22:30 27 | Niko Romito (Space Milano) Gourmet Shop ของเชฟระดับมิชลิน 3 ดาวที่นำเสนอความเรียบง่ายแต่ทรงพลังในรสชาติ สัมผัสความพิเศษที่นี่: ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่คือแหล่งรวมวัตถุดิบชั้นเลิศที่เชฟคัดสรรเอง ตั้งแต่เครื่องปรุงรสชั้นดี ขนมจุกจิก ขนมปังสูตรพิเศษที่นุ่มนวลมาก ไปจนถึง น้ำผลไม้คั้นสด ที่รสชาติบริสุทธิ์และเข้มข้นถึงใจ เป็นพิกัดที่คนรักการทำอาหารและสาย Gourmet ต้องแวะมาเก็บของดี พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/nMwGgTTvz9qGHeLM9 เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 28 | Pasticceria Sissi ร้านขนมหวานสไตล์โบราณที่มีเสน่ห์มากและเป็นที่รักของคนท้องถิ่นในย่าน Piazza Risorgimento สัมผัสความพิเศษที่นี่: ไฮไลท์คือ Brioche ไส้ครีมสดที่พนักงานจะบีบใส่ให้ใหม่ๆ ทันทีที่คุณสั่ง รสชาติโฮมเมดสุดๆ บรรยากาศหลังร้านมีสวนเล็กๆ ที่ร่มรื่นและโรแมนติกมาก เป็นจุดแวะพักจิบกาแฟยามเช้าที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้ใช้ชีวิตแบบคนมิลานจริงๆ พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/XUQ3wuTJmsTQTHGZ6 เวลาเปิด-ปิด: 06:30 – 20:00 (ปิดวันอังคาร) 29 | Le Striatelle di Nonna Mafalda ร้านอาหารที่เน้นความเรียบง่ายและจิตวิญญาณของอาหารโฮมเมดสไตล์อิตาลี สัมผัสความพิเศษที่นี่: ความโดดเด่นอยู่ที่ Striatelle (แป้งแผ่นกรอบสูตรเฉพาะ) และพาสต้าเส้นสดที่ทำมาอย่างตั้งใจ รสชาติอาหารที่นี่มีความซื่อตรงและชัดเจน เหมือนมีคุณย่าอิตาเลียน (Nonna) มาปรุงให้ทานข้างโต๊ะ บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเองมาก พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/QbuMJ2iJpuwUQqp96 เวลาเปิด-ปิด: 12:00–15:00, 19:00–23:00 30 | VERO Gelateria Cremeria (Corso Garibaldi) ร้านเจลาโต้ในย่าน Garibaldi ที่การันตีความสดใหม่และรสชาติจากธรรมชาติ 100% สัมผัสความพิเศษที่นี่: ชื่อร้าน "Vero" แปลว่า "จริง" เพื่อสื่อถึงรสชาติแท้ๆ ของวัตถุดิบที่ใช้ ไม่มีการใส่สารปรุงแต่ง เนื้อเจลาโต้เนียนละเอียดและนุ่มนวลมาก รสชาติพิตาชิโอและเฮเซลนัทของที่นี่คือเข้มข้นจนหยุดกินไม่ได้จริงๆ พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/GTZdhQaKY4dW82wv9 เวลาเปิด-ปิด: 12:00 – 23:00 [ Local Vibes & Lifestyle ] 31 | Navigli ย่านริมคลองที่มีชีวิตชีวาที่สุดของมิลาน เป็นศูนย์กลางของศิลปินและชีวิตยามค่ำคืน สัมผัสความพิเศษที่นี่: แนะนำให้มาช่วงพระอาทิตย์ตกดิน แสงที่ตกกระทบริมคลองจะสวยมาก และย่านนี้จะคึกคักไปด้วยวัฒนธรรม Aperitivo (การดื่มและทานของว่างก่อนมื้อค่ำ) บรรยากาศเต็มไปด้วยผู้คนออกมาใช้ชีวิต เป็นจุดที่สะท้อนพลังของเมืองมิลานได้ชัดเจนที่สุด พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/GHeFoi7aMH8GvZka6 เวลาเปิด-ปิด: คึกคักที่สุดช่วง 18:00 น. เป็นต้นไป 32 | Via Stampa ร้านอาหารและคาเฟ่ในย่านเท่ที่รวบรวมคนทำงานสร้างสรรค์ยุคใหม่ของมิลานไว้เพียบ สัมผัสความพิเศษที่นี่: การตกแต่งร้านมีความทันสมัยและดูมินิมอลแต่ยังมี Detail อาหารที่นี่เน้นการนำเสนอที่น่าสนใจและใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงจากแหล่งผลิตโดยตรง รสชาติอาหารมีความเป็น Cosmopolitan ที่เข้าถึงง่ายและเปี่ยมด้วยรสนิยม พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/6yttBrAdD6MTQBTX9 เวลาเปิด-ปิด: 12:30–15:00, 19:30–23:00 33 | Pack Supermarket ซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นที่เป็นสวรรค์ของคนรักการออกแบบแพ็กเกจจิ้งและอาหารชั้นเลิศ สัมผัสความพิเศษที่นี่: ที่นี่คือจุดที่เราใช้เวลาเดินอยู่นานมาก เพราะสินค้าอิตาลีที่นี่มีแพ็กเกจจิ้งที่สวยงามจนอยากซื้อเก็บไว้ทุกชิ้น เหมาะมากสำหรับการซื้อของฝากคุณภาพดีที่มีดีไซน์สวยกลับไป เป็นการจบรูทมิลานด้วยการซึมซับความสวยงามในระดับชีวิตประจำวัน พิกัด:  https://maps.app.goo.gl/qq3EsNjoxKuThGdT8 เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 21:00 #HoparoundTip for a Perfect Milanese Journey มิลานเป็นเมืองที่ผังเมืองถูกออกแบบมาให้เดินสำรวจได้สนุกและมีอะไรให้ตื่นเต้นในทุกหัวมุมถนน แต่ถ้าใครต้องการประหยัดเวลาและเซฟพลังงานขา ระบบขนส่งสาธารณะของที่นี่ถือว่าตอบโจทย์มากครับ ทั้ง Metro (รถไฟใต้ดิน) ที่รวดเร็วครอบคลุม และที่พลาดไม่ได้คือการนั่ง Tram (รถราง) สายประวัติศาสตร์ที่วิ่งตัดผ่านเมือง ซึ่งช่วยให้คุณได้ชมสถาปัตยกรรมสวยๆ สองข้างทางไปในตัว ที่สำคัญคือความสะดวกสบายในการเดินทาง เพราะตอนนี้เราไม่จำเป็นต้องไปต่อคิวซื้อตั๋วตู้ให้เสียเวลา เพียงแค่ใช้บัตรเครดิตหรือเดบิต VISA / MASTERCARD ที่มีสัญลักษณ์ Contactless (หรือจะจ่ายผ่าน Apple Pay / Google Pay ในมือถือ) ก็สามารถแตะขึ้นรถได้ทันทีครับ และสิ่งที่จะทำให้ทริปของคุณเข้าถึงหัวใจของชาวมิลานแท้ๆ คือการออกไปสัมผัสวัฒนธรรม Aperitivo ในย่าน Navigli ช่วงเวลาประมาณ 18:00 - 20:00 น. ลองสั่ง Aperol Spritz มาจิบแกล้มของว่างเบาๆ ท่ามกลางแสงสีทองยามเย็นที่ตกกระทบผิวน้ำในคลอง รับรองว่านี่จะเป็นโมเมนต์ที่ทำให้ทริปมิลานครั้งแรกของคุณสมบูรณ์แบบและอยู่ในความทรงจำไปอีกนานครับ Hoparound’s 5 Golden Rules for Milano เพื่อให้ทริปมิลานของคุณราบรื่นและเป๊ะปังเหมือนคนโลคอล นี่คือ 5 สิ่งที่เราสรุปมาให้จากประสบการณ์ตรงครับ: 1 | มารยาทการดื่มกาแฟแบบ Milanese คนมิลานจริงจังเรื่องกาแฟมาก  หากคุณสั่งกาแฟดื่มที่เคาน์เตอร์บาร์ (Al Banco) ราคาจะถูกกว่าการนั่งโต๊ะ (Al Tavolo) อย่างชัดเจน และจำไว้ว่าคนอิตาลีจะไม่สั่ง Cappuccino หรือกาแฟใส่นมหลังเวลา 11 โมงเช้า เพราะถือว่าเป็นเครื่องดื่มสำหรับมื้อเช้าเท่านั้น ถ้าอยากเป็นสายคูลหลังมื้อเที่ยง ให้สั่ง "Un Caffè" (Espresso) แทนครับ 2 | จองล่วงหน้าคือทางรอดเดียว  สำหรับแลนด์มาร์คยอดฮิตอย่างการขึ้นไปเดินบนหลังคาดูโอโม่ (Duomo Rooftop) หรือการชมภาพ The Last Supper  คุณควรจองตั๋วออนไลน์ล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 เดือน รวมถึงร้านอาหารยอดฮิตในลิสต์นี้หลายแห่งมักจะเต็มเร็วมาก การส่ง DM หรือจองผ่านระบบเว็บไซต์ไปก่อนจะช่วยให้คุณไม่พลาดพิกัดสำคัญ 3 | แต่งตัวให้ "ถูกจริต" เมืองแฟชั่น  มิลานไม่ใช่เมืองที่คุณจะใส่กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะเดินเข้าโบสถ์หรือร้านอาหารหรู แม้จะไม่ต้องจัดเต็มระดับรันเวย์ แต่การแต่งตัวสไตล์ Smart Casual หรือมีความเนี้ยบแบบ Effortless จะช่วยให้คุณได้รับบริการที่ดีขึ้นและดูกลมกลืนไปกับบรรยากาศเมืองที่มีรสนิยมแห่งนี้ 4 | สังเกตและระวังตัวอย่างมีสไตล์  แม้พื้นฐานมิลานจะเป็นเมืองที่ปลอดภัย แต่ในจุดท่องเที่ยวหนาแน่นอย่าง Piazza del Duomo หรือสถานีรถไฟ Milano Centrale ควรระวังพวกมิจฉาชีพที่เข้ามาทักทายแบบแปลกๆ เช่น ยื่นอาหารนกใส่มือ หรือเอาสายสิญจน์มาผูกข้อมือ ให้ปฏิเสธด้วยความมั่นใจแล้วเดินต่อทันที (Don't be a victim, be a visitor!) 5 | เวลาเปิด-ปิด คือเรื่องสำคัญ  ร้านค้าและมิวเซียมหลายแห่งในมิลานมักจะ "ปิดวันจันทร์" หรือมีเวลาพักเบรคช่วงบ่าย (Siesta) ในบางย่าน ก่อนจะออกเดินทาง อย่าลืมเช็คเวลา Google Maps ให้แม่นยำ หรือจะให้ชัวร์ที่สุดคือตามรอยลิสต์ของ Hoparound ที่เราเช็คช่วงเวลาที่ Vibe ดีที่สุดมาให้คุณแล้วครับ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความประทับใจที่เราได้ไปสัมผัสมา หวังว่าลิสต์ 34 พิกัดนี้จะเป็นไกด์นำทางให้ทริปมิลานของคุณเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจและรสนิยมที่ยอดเยี่ยมนะครับ และเพื่อไม่ให้พลาดคอนเทนต์ดีไซน์และไลฟ์สไตล์การเดินทางแบบเจาะลึกจากเรา อย่าลืมติดตาม Hoparound.co  ในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram และ TikTok เพื่ออัปเดตเทรนด์และพิกัดใหม่ๆ ก่อนใคร แล้วพบกันที่มิลาน... เมืองที่ทุกย่างก้าวคือศิลปะและการใช้ชีวิต Stay Inspired, ชาว #Hopster ! #LetsHoparound www.hoparound.co @Kajornfurst @Cakepoon

  • TOKYO: SHIBUYA

    The Back-streets of Shibuya ห้าแยก Shibuya อาจมีภาพจำในฐานะแยกอันคราคร่ำไปด้วยผู้คนที่เดินข้ามถนนกันหนาแน่นที่สุดในโลก แต่ใครจะรู้ว่าหากเราเดินหลบความโกลาหลมาเพียงนิดเดียว อีกด้านที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงของ Shibuya ก็รอคอยให้ชาว Hopsters ค้นพบอยู่อย่างเงียบๆ Kamiyama Street ถนนแสนเก๋ ไอเท่มลับแห่ง Shibuya จากห้าแยก Shibuya ให้เดินตรงผ่านร้าน H&M ขึ้นไปประมาณ 500 เมตร ก็จะพบกับถนนที่เรียงรายไปด้วยร้านค้าและคาเฟ่เท่ๆหลากหลายสไตล์ ØL by Oslo Brewing Co. ร้านคราฟท์เบียร์ (มีกาแฟอร่อยๆเสิร์ฟด้วยนะ) ที่มีส่วนผสมของความเป็นญี่ปุ่นและ Scandinavian ทำให้บรรยากาศภายในร้านดูอบอุ่นและมีสไตล์ไปพร้อมๆกัน Location: https://g.page/oltokyo?share SPBS (Shibuya Publishing & Book Sellers) แหล่งรวมหนังสือ และสินค้าดีไซน์กุ๊กกิ๊ก ลิมิเต็ด เอดิชั่นที่ทางร้านคัดสรรมาอย่างมีรสนิยม สำหรับคนที่รักงานสิ่งพิมพ์สวยๆ ก็คงเพลิดเพลินอยู่ในร้านนี้ได้จนลืมเวลา แม้ไม่รู้ภาษา แต่เราก็รับรู้ได้ถึงความตั้งใจที่อยู่ในหนังสือแต่ละเล่มที่เราหยิบขึ้นมาดู ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับงานออกแบบล้ำๆ แมกาซีนแฟชั่นเปรี้ยวจี๊ด รวมไปถึงหนังสือเด็ก หนังสืออาหาร หนังสือรูปถ่าย รูปวาดหรือกระทั่งนิยายและการ์ตูนญี่ปุ่น Location: https://goo.gl/maps/HgnvhJ8sq8CCpQAE6 Coffee Supreme Tokyo แบรนด์ร้านกาแฟสัญชาตินิวซีแลนด์ที่เราปลื้มในรายละเอียดแบรนดิ้ง ตั้งแต่โลโก้ ของพรีเมี่ยมต่างๆ เราซื้อกระป๋องเก็บเมล็ดกาแฟที่พนักงานบอกว่าพ่นสีด้วยมือทุกชิ้น ขนาดเก้าอี้ในร้านยังเจาะเป็น silhouette ของโลโก้เลย เอ่อออ ลืมบอกไปว่ากาแฟก็อร่อยถูกใจเชียวล่ะ Location: https://goo.gl/maps/vDvTabRJMnLg4ejEA Camelback Sandwich & Espresso อยู่ติดกับร้าน Coffee Supreme เลย ร้านเล็กๆแต่ชื่อเสียงโด่งดังเรื่องแซนด์วิช โดยเฉพาะแซนด์วิชไข่ที่ฟังดูเรียบง่ายแต่อร่อยอย่าบอกใคร และกาแฟเอสเพรสโซ่รสเข้ม(มาก) Location: https://goo.gl/maps/c2NyrDkCU8A1QQGh8 ร้านค้ามือสองก็มีมาให้เห็นเป็นระยะๆ Monocle Shop Tokyo ช้อปและสำนักงานของนิตยสารชื่อดังที่มีเพียงไม่กี่สาขาในโลก ในร้านนอกจากจะมี Monocle อิชชู่ย้อนหลังต่างๆแล้ว ยังคัดของอื่นๆมาขายด้วยตั้งแต่ กระเป๋า เครื่องเขียน น้ำหอม และสินค้าเฉพาะที่ร่วมกับศิลปินหรือแบรนด์ญี่ปุ่น แอบกระซิบนิดนึงว่าราคาค่อนข้างสูง Location: https://goo.gl/maps/s9X8b6ShDYP9NkYe7 EW.Pharmacy ร้านดอกไม้แห้งเท่ๆ ที่ให้อิสระกับลูกค้าในการเลือกผสมชนิดของดอกไม้หลากสีสันได้ตามความชอบ และงบประมาณ หรือจะซื้อแบบที่ร้านจัดไว้ให้แล้วก็ได้ นอกจากจะมีแบบจัดเป็นช่อแล้ว ยังสามารถเลือกให้จัดดอกไม้ใส่ซองใส หรือแช่น้ำมันในขวดโหลขนาดต่างๆอีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/i1pxMQnVJ6kY2DAN6 & CHEESE STAND アンドチーズスタンド ร้านขายชีสที่ไม่ได้มีแค่ชีสเปล่าๆ แต่ยังมีเครื่องดื่ม ขนมทานเล่น อาหารต่างๆที่ทำมาจากชีส รวมไปถึงไวน์ ใครชอบชีสควรแวะ! Location: https://goo.gl/maps/yMQG7jgqcmisfrG77 CIA Inc. / the Brand Architect Group บริษัทแบรนด์ดิ้งชื่อดังของญี่ปุ่น ที่ได้รับรางวัลต่างๆมากมาย Location: https://goo.gl/maps/MWvnWgV8H15H6YAq7 Fuglen Tokyo ร้านกาแฟชื่อดังจาก Norway ที่มีเพียงไม่กี่สาขาในโตเกียว Location: https://g.page/Fuglen_Tokyo?share Jinnan ย่านสตรีทแบรนด์แห่งชิบูย่า เพียงเดินลัดเลาะจากถนน Kamiyama มาประมาณ 10 นาที เราก็จะได้พบกับอีกย่านที่อาจจะไม่ลับเท่าไหร่ เพราะเต็มไปด้วยร้าน Street Brands ชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะแบรนด์ญี่ปุ่นเจ้าถิ่น อย่าง Journal Standard, Beams, Urban Research, Studious หรือจะเป็นแบรนด์เท่ๆจากฝั่งตะวันตกอย่าง Pilgrim Surf+Supply, MHL, SUPREME, Acne Studios Blå Konst ไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่เตรียมเงินและเวลาไปเยอะๆก็พอเนอะ atelier Head porter Roasted Coffee Pilgrim Surf+Supply Beams Supreme Margaret Howell แบรนด์เสื้อผ้า ไลฟ์สไตล์ชื่อดังจากประเทศอังกฤษ แต่ชาวญี่ปุ่นซื้อลิขสิทธิ์มาทำมาเกตติ้งเอง จนแบรนด์มีชื่อเสียงติดตลาดวัยรุ่นในที่สุด และข้างๆกันก็มีคาเฟ่ของนางด้วยนะ ลองไปแวะชิลกันได้ สาขานี้พนักงานบริการน่ารัก เป็นกันเองสุดดดดดด Location: https://goo.gl/maps/Hg9kJ2UvY2UfYWn27 วันนี้แค่นี้ก่อนละกันเนอะ คราวหน้าเราจะพาไป #hop ย่านไหน ก็ต้องติดตามกันต่อนะจ๊ะ รับรองว่า hip ไม่แพ้กันแน่นอน เพราะถ้าไม่ hip เราก็ไม่ hop ไปให้เสียเวลาหรอก จริงมะ? 555 :-) Facebook: @hoparound.co Instagram: @hoparound.co Website: www.hoparound.co #LetsHoparound #LetsHoparoundTokyo #Shibuya #เที่ยวโตเกียว #ย่านชิบูย่า #Tokyo #รีวิวโตเกียว #โตเกียวไปไหนดี #เที่ยวชิบูย่า #รีวิวชิบูย่า #รีวิวย่านชิบูย่า

STAY IN TOUCH

  • Black Facebook Icon
  • Black Instagram Icon

INSTAGRAM

  • TikTok
  • Black YouTube Icon

YOUTUBE

Hoparound.co คือเว็บไซต์ท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์สำหรับ Modern Aesthete ที่คัดสรรทุกประสบการณ์การเดินทางอย่างพิถีพิถัน เราเชื่อมโยงแรงบันดาลใจจากงานดีไซน์ สถาปัตยกรรม และศิลปะ เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เหนือระดับ โดยมีทั้งการรีวิวโรงแรมหรู บูธีคโอเทลชั้นนำจากทั่วโลกที่ผ่านการเลือกสรรมาแล้วว่าโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมมอบสิทธิพิเศษและ exclusive offer ที่คัดมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ เพื่อให้คุณได้สัมผัสการพักผ่อนที่มีสไตล์และเปี่ยมด้วยคุณภาพ ผ่านเนื้อหาที่รุ่มรวยด้วยข้อมูลเชิงลึกและภาพถ่ายที่ถ่ายทอดความงดงามได้อย่างไร้ที่ติในทุกมิติ

Hoparound.co – A travel and lifestyle platform curated for design lovers and creative explorers. We handpick design hotels, cafés, galleries, and offer a booking system with exclusive travel deals you won’t find elsewhere. Beyond travel, we dive into lifestyle, art, and design content to inspire your journey. Discover unique places across Thailand and around the world — from museums, galleries, cafés, restaurants, and design hotels, to remarkable architecture, creative brands, and stylish products. All presented through engaging storytelling, beautiful visuals, and high-quality content that’s informative, enjoyable, and full of inspiration.

ที่เที่ยวใหม่ 2025 |  พิพิธภัณฑ์ & แกลเลอรี่ | โรงแรมดีไซน์ |  คาเฟ่สายอาร์ต |  เที่ยวไทย-ต่างประเทศ จองที่พัก |  รีวิวโดยบล็อกเกอร์ |  ไอเดียทริปไม่ซ้ำใคร |  ค้นหาสถานที่สร้างแรงบันดาลใจ | Travel wesite | Thai Travel Blogers | Travel Influencers | a travel website travel influencers thailand รีวิวท่องเที่ยว รีวิวโรงแรม รีวิวร้านอาหาร

 

Contact and Collaboration with Hoparound.co
E-mail: info.hoparound@gmail.com | Facebook: @hoparound.co | Instagram: @hoparound.co | Youtube: hoparound.co | Tiktok: @hoparound.co

Follow us on Instagram

black-01.png
bottom of page