Search Results
133 results found with an empty search
- NAOSHIMA เที่ยวเกาะศิลปะนาโอชิมะ
เที่ยวเกาะนาโอชิมะ เกาะศิลปะ เกาะ Naoshima และ Teshima อาจจะเป็นเพียง 2 จุดเล็กๆบนแผนที่ประเทศญี่ปุ่นที่แม้แต่คนญี่ปุ่นบางคนก็ยังไม่รู้จัก แต่จุด 2 จุดนี้มีเรื่องราวที่ไม่ธรรมดา จากชุมชนที่ครั้งหนึ่งเคยต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมเหล็กของบริษัท Mitsubishi เป็นแหล่งรายได้หลัก ก่อนที่จะค่อยๆซบเซาลงจนประชากรเหลือไม่ถึงครึ่ง วันนี้ศิลปะและสถาปัตยกรรมได้เข้ามาช่วยชุบชีวิตและความงดงามให้บานสะพรั่งบนเกาะทั้งสองอีกครั้ง มาเถอะ ชาว #hopsters มา #hoparound ไปสำรวจรอบๆเกาะทั้งสองนี้กัน แต่โพสนี้เรามาเริ่มกันที่ Naoshima กันก่อนดีกว่าเนอะ โรงแรมแนะนำใน Uno Port + Naoshima พร้อมดีลพิเศษ SETOUCHI KEIRIN HOTEL 10 by Onko Chishin Bamboo Village Guest House UOGASHI 7070 Ocean View MY LODGE Naoshima Vacation House Day Naoshima Ryokan Roka 暮らすように過ごすNagi unoport Uno station มาเริ่มกันที่สถานี Uno station เป็นสถานีรถไฟปลายทางที่จะต่อเรือไปยังเกาะนาโอชิมะ แค่สถานีก็แต่งเป็นภาพกราฟิกลวงตา ทำให้เรารู้สึกได้ว่างานอาร์ตกำลังเริ่มต้นแล้วววววว เกาะ Naoshima นั้นมีขนาดกว่า 14 ตร.กม. ตั้งอยู่ในจังหวัดคากาว่า (香川 / Kagawa) ซึ่งเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดในญี่ปุ่น การจะเที่ยวได้รอบๆเกาะนั้นเราควรจะมีเวลาเที่ยวอย่างน้อย 2 วันถึงจะครอบคลุมแบบไม่รีบจนเกินไป วิธีเดินทางที่เราคิดว่าดีที่สุดก็คือการปั่นจักรยานไฟฟ้าสูดอากาศสะอาดๆและเสพงานศิลป์ไปรอบเกาะ ถ้าหากอากาศเป็นใจคุณจะได้รับความอิ่มอกอิ่มใจไปแบบเต็มๆ วิธีไปเกาะนาโอชิมะ วิธีการเดินทางไปเกาะนาโอชิมะ การเดินทางมายังตัวเกาะนาโอชิมะนั้น มีหลายวิธีมาก แต่ที่เราจะแนะนำคือขึ้น "รถไฟ" แล้วต่อ "เรือ" ถ้าใครที่มาจากโอซาก้า เราขอแนะนำให้เพื่อนๆเริ่มต้นจาก 1.สถานีรถไฟ Shin-Osaka Station โดยขึ้นรถไฟขบวน Tokaido-Sanyo Shinkansen ที่มุ่งหน้าไปทาง のぞみHakata 2.จากนั้นมาลงที่สถานีรถไฟ Okayama Station แล้วเปลี่ยนรถไฟไปเป็น JR สาย Seto-Ohashi Line มุ่งหน้าไปทาง 快速Takamatsu 3.จากนั้นให้เปลี่ยนรถไฟที่สถานี Chayamachi Station โดยขึ้นรถไฟ JR สาย Uno Line ซึ่งจะมุ่งหน้าไปทาง 各停Uno 4.แล้วให้ลงสถานีสุดท้ายปลายทางคือ Uno Station แล้วเดินไปขึ้นเรือที่ท่า Uno Port เพื่อไปลงที่เกาะนาโอชิมะ หรือใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม ให้เข้าไปตามลิ้งค์นี้ได้เลยครับ http://benesse-artsite.jp/en/access/ ที่เที่ยวบนเกาะนาโอชิมะ ตัวเกาะนาโอชิมะแบ่งเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ 1) Miyanoura อยู่ฝั่งตะวันตกของเกาะ โซนนี้มีท่าเรือหลัก มีหมู่บ้าน ร้านอาหารเล็กน้อย ร้านให้เช่าจักรยาน และ 7-11 (น่าจะเป็นไม่กี่ร้านบนเกาะ) 2) Honmura อยู่ฝั่งตะวันออก มีท่าเรือเล็กกว่า แต่มีร้านรวงมากกว่า ทั้งร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร และคาเฟ่ รวมถึงเป็นที่ตั้งของบ้านร้างที่ถูกปรับให้เป็นที่แสดงงานศิลปะหลายหลังในโครงการ Art House Project และ Ando Museum 3) Benesse House Area อยู่ทางทิศใต้ของเกาะ โซนนี้จะเน้นหนักไปที่มิวเซียมจริงจัง และโรงแรมที่พัก ไม่ค่อยมีร้านค้าและร้านอาหารด้านนอกสักเท่าไหร่ เราใช้เวลานั่งเรือชมวิวได้ไม่นานก็มาถึงตัวเกาะนาโอชิมะแล้ว Naoshima Tourism Association มาถึงท่าเรือซึ่งจะเป็นจุดสตาร์ทของเราในทริปนี้ โดยที่นี่จะมีล็อกเกอร์ฝากของ ที่นั่งพัก ที่ซื้อตั๋ว ขายอาหาร ของฝาก ห้องน้ำและเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่มีไกด์ท้องถิ่นคอยบริการเพื่อนๆ ด้วย การเดินทางบนเกาะ การเดินทางบนเกาะนั้นมีให้เลือกตั้งแต่รสบัส ที่จะจอดทุก stop ที่มีงานศิลป์และมิวเซี่ยมอยู่ หรือการเช่ารถยนต์ แต่เราเลือกเช่าจักรยานไฟฟ้า เพราะสะดวกดี อยากจะแวะจุดไหนถ่ายรูปก็ได้เลย Red Pumpkin (赤かぼちゃ) - Yayoi Kusama เมื่อมาถึงที่ท่าเรือก็จะมี เจ้าฟักทองสีแดงของคุณป้ายาโยอิออกมาต้อนรับ ตั้งอยู่เด่นมาก แถมเรามาตอนที่คุณลุงกำลังซ่อมและแต่งเติมสีเจ้าฟักทองอยู่พอดี ปฏิบัติการพลิกโฉม Naoshima ด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมเป็นโครงการระยะยาวกว่า 30 ปี เริ่มมาตั้งแต่ปี 1985 ตามวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งบริษัท Benesse Corporation ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับการศึกษาและสิ่งพิมพ์ (เจ้าของโรงเรียนสอนภาษา Berlitz) และนายกเทศมนตรีของเกาะ Naoshima ในขณะนั้นที่ต้องการสร้างพื้นที่ทางการศึกษาและวัฒนธรรมบนเกาะในเขตทะเลปิดเซโตะ (Seto Inland Sea) ให้กับเด็กๆทั่วโลก Mikazukishoten ”ミカヅキショウテン” เราโชคดีที่วันที่เราไปนั้นอากาศดี๊ดี เราสามารถปั่นจักรยานได้ทั้งวันโดยไม่รู้สึกเหนื่อยเลย เราแวะร้านคาเฟ่ (กาแฟดีมาก!) ร้านนี้ชื่อร้าน Mikazukishoten เป็นร้านที่อร่อยมาก ภายในร้านก็มีขายของกระจุกกระจิกน่าเสียตังเป็นอย่างยิ่ง แถมพ่อค้าก็ใจดีแนะนำหลายๆอย่างให้ทำบนเกาะอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็น Local guide ที่ดีเลย ข้อมูลเพิ่มเติม > http://www.mikazukishoten.jp Hours: 8:30 am - 17:00 pm Closed: Thursday Location: https://goo.gl/maps/aaRqBzT6fYNbAoF97 Naoshima Bath "I❤湯 (I Love YU)" - Shinro Ohtake Naoshima Bath 「I♥湯」 นี่ก็เป็นห้องอาบน้ำสาธารณะที่ตกแต่งได้สวย สะดุดตา ดูสนุกมาก ไปครั้งหน้าก็อยากไปแวะแช่ออนเซ็นเหมือนกันนะนี่ เป็นหนึ่งในผลงานศิลปะของเกาะแห่งนี้เช่นกัน Naoshima Bath "I❤湯" Hours: 13:00 ~ 21:00 (Last reception 20:30) Closed: Mondays *Open on national holidays closed on the following day Admission: JPY 660 ประมาณ 198 บาท Location: https://goo.gl/maps/Di2L1Lk7mQCSmqtb8 Naoshima Pavilion (直島パヴィリオン) ออกแบบโดยศิลปินชาวญี่ปุ่นชื่อ Sou Fujimoto Location: https://goo.gl/maps/BYhLxoMnCEDZiFeG6 Benesse House Museum หลังจากพูดคุยและทดลองมาหลายปี โปรเจ็คท์ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นบนที่ดินผืนใหญ่ทางตอนใต้ของเกาะ โดยมี Tadao Ando สุดยอดปรมาจารย์สถาปนิกอัจริยะชาวญี่ปุ่นชื่อดังระดับโลก (ถ้าจะอวยกันขนาดนี้...) ที่ชำนาญในการใช้วัสดุคอนกรีตมาสร้างเป็นโครงสร้างรูปทรง Minimalist เพื่อล้อกับแสงธรรมชาติที่ให้อารมณ์แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงของวัน มาออกแบบตัวอาคาร Benesse House Museum ซึ่งเป็นทั้งพิพิธภัณฑ์และโรงแรม เปิดตัวในปี 1992 เป็นหลังแรก คอนเส็ปต์ของ Benesse House Museum นั้นเน้นให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันของธรรมชาติ สถาปัตยกรรม และศิลปะ พื้นที่หลายส่วนของอาคารจึงถูกฝังอยู่ใต้ดินเพื่อไม่ให้รบกวนทัศนียภาพของเกาะ แม้อาคารจะมีอายุถึง 26 ปีแล้ว เรายังรับรู้ได้ถึงความคูลที่ไม่ล้าสมัยเลยแม้แต่น้อย และทุกๆมุมที่เราหันไปก็ยังคงสร้างความว้าวให้กับเราได้อย่างน่าอัศจรรย์ Benesse House Museum Hours: 8:00 am - 21:00 pm (Last admittance: 20:00 pm) Closed: Open year-round Open Days Calendar Admission: JPY 1,050 ประมาณ 315 บาท (ด้านในโซนแกลเลอรี ห้ามถ่ายรูปนะครับ แต่เราก็หารูปมาฝากกันนน) Location: https://goo.gl/maps/97qoReZdDaFcYGGSA © Trent McBride Hiroshi Sugimoto "Time Exposed", 1980-97 © Forgemind ArchiMedia Kan Yasuda The Secret of the Sky , 1996 © skrytebane Bruce Nauman "100 Live and Die", 1984 George Rickey "Three Squares Vertical Diagonal", 1972-82 Dan Graham "Cylinder Bisected by Plane", 1995 Shinro Ohtake "Shipyard Works: Stern with Hole", 1990 © Todd Lappin Walter De Maria "Seen/Unseen Known/Unknown" , 2000 Yayoi Kusama "Yellow Pumpkin" , 1994 นอกจากมิวเซี่ยมที่ต้องเสียเงินเข้าชมแล้ว สิ่งที่ทำให้เราตกหลุมรัก Naoshima อย่างจังก็คือการได้ขี่จักรยานไฟฟ้า (ย้ำว่าต้องไฟฟ้า ไม่งั้นต้องปั่นขึ้นเนินกันน่องแตก จากรักอาจจะกลายเป็นเกลียดได้เลย) ชมธรรมชาติ (เราเจอหมูป่าอยู่ข้างมิวเซี่ยมด้วย) และตามล่างาน installation กลางแจ้งตามลายแทงรอบเกาะ เช่นงานฟักทองลายจุดของคุณยาย Yayoi Kusama ในตำนานที่โผล่มาทักทายกันตั้งแต่ลงจากเรือ และอีกฝากหนึ่งของเกาะ Hours: 24HRs OPEN: EVERYDAY Admission: FREE Location: https://goo.gl/maps/HbZHas2cwkLXtbYeA Chichu Art Museum Tadao Ando ได้ฝากผลงาน Masterpiece ด้านสถาปัตยกรรมไว้บนเกาะแห่งนี้รวม 8 แห่ง ที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็น Chichu Art Museum ที่สร้างเสร็จในปี 2004 (ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง!!) โดยมีตัวอาคารทั้งหมดฝังอยู่ใต้ดินลึกลงไป 3 ชั้นแต่แสงธรรมชาติก็ยังสามารถส่องทะลุลงมาได้อย่างเหมาะเหม็ง และเมื่อมองจากมุมสูงก็จะเห็นอาคารเป็นรูปทรง 3 เหลี่ยมและ 4 เหลี่ยมหลายอันเรียงรายฝังอยู่ใต้ผิวดิน แค่เพียงก้าวเท้าเข้าไปสู่ Chichu เราก็สัมผัสได้ถึงน้ำหนักของความสงบและงดงาม (ไม่ได้พูดเว่อร์นะ) โดยเฉพาะห้องแรกที่แสดงภาพวาดดอกบัวในบึงโดยฝีแปรงของ Claude Monet ขนาดใหญ่มหึมา 5 ภาพ แม้เราจะเคยชมงานของ Monet จากที่อื่นมาบ้างแล้ว แต่คราวนี้ต่างไป อาจจะเพราะขนาดของงานและความโอ่โถงของห้อง เรารู้สึกราวกับถูกร่ายมนตร์ใส่ให้ตกตะลึงอยู่ในห้วงความงดงามที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง Chichu Art Museum Hours: March 1 - September 30 10:00 am - 6:00 pm (Last admittance: 5:00 p.m.) October 1 - last day of February 10:00 am - 5:00 pm (Last admittance: 4:00 p.m.) Closed: Mondays Admission: JPY 2,100 ประมาณ 630 บาท(ราคาสูงแต่เราว่าคุ้มมากๆ ที่ได้เข้าไปชมอะไรดีๆของศิลปินระดับโลก) (ด้านในโซนแกลเลอรี ห้ามถ่ายรูปนะครับ *แต่เราก็นำรูปจากในกูเกิ้ลมาให้ดูเป็นตัวอย่างกัน) Location: https://goo.gl/maps/n8h3VhkfCyELR4GC7 เราต้องเดินมาซื้อตั๋วกันก่อนที่นี่ ก่อนเดินข้ามฝั่งไปยังมิวเซี่ยม Chi Chu Art Museum ได้ตั๋วมาแล้ว ไปลุยกันเลยยยย ส่วนทางเข้าตึกนี้จะอยู่อีกฝั่งของถนนนะครับ แค่ทางเดินเข้ายังสวยขนาดนี้เลยยยย Claude Monet "Water Lilies series" © benesse-artsite.jp Walter De Maria งาน installation ถาวร โดย Walter de Maria ที่ยิ่งใหญ่มากๆ Walter De Maria (วอลเตอร์เดอมาเรีย) เกิดในปี 1935 ในอัลบานี แคลิฟอร์เนียเรียนด้านประวัติศาสตร์และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านศิลปะจากมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนียบาร์กลีย์ 1953 ถึง 1959 และเสียชีวิตไปเมื่อ 2013 (ตอนอายุ 77) © Iwan Baan James Turrell "Open Field" (2000) ด้านในเป็น space สีน้ำเงินสามารถเดินเข้าไปด้านในได้ด้วย © Iwan Baan James Turrell "Open Sky" (2004) และยังมีงานศิลปะที่เล่นกับแสงของ James Turrell โดยเฉพาะงานที่ชื่อ Open Sky ที่เราสามารถลงชื่อจองสิทธิพิเศษล่วงหน้าเพื่อเข้าร่วม Night Program ไปชมแสงยามตะวันตกดิน (หรือตกน้ำหว่า?) หลังพิพิธภัณฑ์ปิดได้ด้วย และที่นี่ยังมีคาเฟ่ร้านอาหารให้นั่งพักชิลชมวิวทะเลเซโตะอุจิกันด้วยนะ © benesse-artsite.jp Lee Ufan "Lee Ufan Museum" พิพิธภัณฑ์ Lee Ufan เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งใกล้กับ Benesse House Museum เปิดให้เข้าชมเมื่อปี 2010 ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Lee Ufan ศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับสากลเป็นศิลปินร่วมสมัยชาวเกาหลี Lee Ufan มาทำงานเป็นอาจารย์สอนในประเทศญี่ปุ่นด้วย ซึ่งปัจจุบันมีฐานอยู่ที่ยุโรปเป็นหลักและสถาปนิก Tadao Ando โครงสร้างกึ่งใต้ดินที่ออกแบบโดย Ando เป็นที่ตั้งของภาพวาดและประติมากรรมโดย Lee ซึ่งประกอบไปด้วยช่วงเวลาตั้งแต่ปี 1970 ถึงปัจจุบันผลงานของ Lee สะท้อนกับสถาปัตยกรรมของ Ando ทำให้ผู้เข้าชมประทับใจทั้งความนิ่งสงบและพลศาสตร์ และมหาสมุทร พิพิธภัณฑ์มีพื้นที่อันเงียบสงบที่ธรรมชาติ สถาปัตยกรรมและศิลปะเข้ามาผนวกกัน Lee Ufan Museum Hours: March 1 - September 30 10:00 am - 6:00 pm (Last admittance: 5:30 p.m.) October 1 - last day of February 10:00 am - 5:00 pm (Last admittance: 4:30 p.m.) Closed: Mondays Admission: JPY 1,050 ประมาณ 315 บาท Location: https://goo.gl/maps/dqidYM6Qu9Z8kKEb7 วิวทะเลที่นี่สวยมากจริงๆ รถมินิบัสที่นี่จะจอดทุกป้ายที่มีงานศิลป์และพิพิธภัณฑ์เลยนะ แต่คันนี้ จอดพักอยู่ในอู่ Naoshima District Naoshima Elementary School โรงเรียนแห่งเดียวบนเกาะนาโอชิมะ เราชอบตึกนะ เท่ดี แวะทานมื้อเที่ยงกันที่ Yayoda 八代田 จากนั้นเราปั่นกันต่อไปเรื่อยๆ จนถึงฝั่ง Honmura port แล้วแวะกินข้าวเที่ยงที่ร้าน Yayoda (Kaisen Cuisine) ซึ่งร้านนี้จะเป็นอาหารทะเลท้องถิ่นที่สดและอร่อยมากกกกกก สไตล์โฮมมี่หน่อยๆ มีปลา หอย ปู หลากชนิดที่เราไม่เคยกินที่เมืองอื่นมาให้เลือกสั่งเพียบบบบ และยังมีสาเกจากจังหวัดต่างๆด้วยนะ Yayoda Hours: 12:00–14:30 pm., 18:00–20:30 pm. Closed: Mondays Price: JPY 300-1,500 เริ่มต้นประมาณ 90 บาท แต่ถ้าสั่งเป็นเซ็ทก็จะตกอยู่ที่เซ็ทละ 450 บาทเท่านั้น ถือว่าถูกมาก เพราะอาหารสดมาก Location: https://goo.gl/maps/bpQ6wWiU2dpiKrPBA Miyaura Port Terminal เป็นทั้ง Installation Art และเป็นทั้งที่จอดรถ ดูเผิญๆเหมือนก้อนไรกลมๆ แต่จริงๆแล้วดีไซน์เนอร์ได้รับแรงบันดาลใจมากจากเจ้าก้อนเมฆนั้นเอง Location: https://goo.gl/maps/wuuhCsab85HGB3AM7 Art House Project "Haisha" - Shinro Ohtake Shinro Ohtake "Dream on the Tongue/Peek at the Boccon" 2006 Art house project จะมีอยู่ทั่วเกาะเลยนะครับ เพื่อนๆสามารถซื้อตั๋วแบบเหมาได้เลย Location: https://goo.gl/maps/DdCGecSCSbA18b3z8 Honmura Lounge & Archive แล้วเราก็ขับจักรยานผ่านมาที่ ศูนย์ข้อมูลบริการนักท่องเที่ยว ซึ่งมีทั้งที่นั่งพัก ห้องน้ำ และของที่ระลึกขายกันทุกรูปแบบ ทำให้เสียตังค์กันอีกล้าว ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเน้นขายของมีดีไซน์ จากชุมชน และศิลปินต่างๆ รวมไปถึงงานของคุณยาย Yayoi ด้วยนะ ออกแบบโดยสถาปนิก Ryue Nishizawa Honmura Lounge & Archive Hours: 10:00 am. ~ 16:30 pm. Closed: Mondays Admission: Free Location: https://goo.gl/maps/CzXsHChg6C2UeddJ6 Minamidera - James Turrell "Backside of the Moon" 1999 Design: Tadao Ando © archive.jamesturrell.com อีกที่ที่เรา Recommend ก็คือ Minamidera ในโซน Honmura ซึ่งเป็นหนึ่งในอีกผลงานของ Tadao Ando และอยู่ใน Art House Project ที่นี่ครั้งหนึ่งเคยเป็นวัดมาก่อน Ando จึงใช้เทคนิคเดียวกันกับการสร้างวัดญี่ปุ่นสมัยก่อนที่ไม่มีการใช้ตะปูเลยแม้แต่ตัวเดียวเพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่ ภายในอาคารหน้าตาเรียบง่ายนี้ มีการจัดแสดงงานของ James Turrell ที่ชื่อ Backside of the Moon ข้างในเราได้ถูกพาไปสัมผัสความมืดสนิท และได้เรียนรู้เกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของดวงตาตัวเองที่ค่อยๆกินความมืดเป็นอาหารจนสามารถมองเห็นในได้ชัดขึ้นเรื่อยๆแม้ในที่อับแสง Minamidera - James Turrell "Backside of the Moon" Hours: 10:00 am. ~ 16:30 pm. Closed: Mondays Last admission: 16:15 Location: https://goo.gl/maps/mpF2K2xMZ688skki6 ANDO MUSEUM - Tadao Ando และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชม (ด้านในโซนแกลเลอรี ห้ามถ่ายรูปนะครับ) Hours:10:00 am - 16:30 pm (last admission 16:00) Closed:Mondays Admission: JPY 520 ประมาณ 156 บาท Location: https://goo.gl/maps/DEbXSrbZZRkGR6QM9 Naoshima Hall - Hiroshi Sambuichi Design by Sambuichi Architects เป็นอาคารอเนกประสงค์ของเมืองนาโอชิมะ ที่เคยได้รับรางวัลจากนิตยสารระดับโลกอย่าง Wallpaper* ในโครงการ Design Award in Best New Public Building category ปี 2017 Naoshima Hall แห่งนี้เป็นสถานที่สาธารณะสำหรับผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นเท่านั้นและไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้แต่เพื่อนๆสามารถดูจากด้านนอกได้ตลอดเวลา สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่นี่สามารถดูได้ที่เว็บไซต์ทางการของเมือง Naoshima ที่นี่ตอนกลางคืนก็สวยไปอีกแบบนะ ในวันนี้ Naoshima มีข้อเสนอดีๆและความสะดวกสบายจะหยิบยื่นให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากมาย กว่า 30 ปีได้ผ่านไป พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ งานดีไซน์ งาน installation โดยศิลปะระดับโลกต่างๆก็ทยอยผุดขึ้นกระจายตัวไปทั่วทั้งเกาะ Naoshima และเกาะใกล้เคียง ตามด้วยร้านค้า และธุรกิจท้องถิ่น ส่งผลให้เกาะที่เคยเกือบร้างกลับมามีชีวาอีกครั้ง ในปี 2016 ที่ผ่านมางานศิลปะ Setouchi Trenniale ครั้งล่าสุดที่จัดขึ้นบนเกาะต่างๆนี้ ก็สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวมาได้มากกว่า 1 ล้านคน แม้ในวันที่เราอยู่บนเกาะ เราอาจเจอผู้คนไม่มากนัก และในบางจังหวะเราก็รู้สึกถึงความเงียบราวกับอยู่ในเมืองร้าง แต่นั่นไม่ใช่ความเงียบเหงาวังเวง ในความเงียบนั้น เรารู้สึกปลอดภัยและสบายใจไปกับจังหวะชีวิตที่เนิบช้า ในความเงียบนั้น เรารับรู้ได้ถึงชีวิตที่นิ่งสงบมั่นคง จนอยากจะกด save เอาอารมณ์นั้นเก็บมาใช้ต่อที่เมืองไทยไปอีกนานๆ บางอย่างบอกเราว่า Naoshima น่าจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ในอีกไม่นาน เราก็รู้สึกได้ว่าความเงียบคงมีเวลาอีกไม่นาน ก่อนที่มันจะถูกทำลายกลายเป็นความจอแจของนักเช็คอินที่เมามันกับการถ่ายรูปลงสื่อโซเชี่ยล และถ้าหากคุณอ่านมาถึงบรรทัดนี้ เราหวังว่าคุณจะหาเวลาไปเสพความดีงามของ Naoshima ในบรรยากาศที่ยังน่ารื่นรมย์ก่อนที่อะไรต่างๆจะเปลี่ยนไป แล้วพบกันใหม่กับเทศกาล Setouchi Art ครั้งต่อไปปปป #LetsHOParoundJapan สำหรับรีวิวเกาะเตชิมะ (Teshima) คลิ๊กที่นี่เลยยย FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co credit: http://setouchi-artfest.jp/en/ , http://benesse-artsite.jp/en/art/ #Naoshima #ArtSetouchi #LetsHoparound #Japan #Kagawa #เที่ยวเกาะศิลปะ #เที่ยวนาโอชิมะ #เกาะศิลปะ #นาโอชิมะ #รีวิวเกาะศิลปะ #รีวิวนาโอชิมะ #วิธีไปนาโอชิมะ #เที่ยวญี่ปุ่น #ชมงานศิลปะ #มิวเซียม #แกลเลอรี่ #เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง #SetouchiArt #SetouchiTriennale
- Shanghai เซี่ยงไฮ้ เซอร์ไพรส์เกินคาด
Shanghai เซอร์ไพรส์เกินคาด รีวิวเซี่ยงไฮ้ เที่ยวเซี่ยงไฮ้ด้วยตัวเอง นอกจากรถไฟความเร็วสูงเกินคาด (300 กม./ชั่วโมง) จากสนามบินเข้าตัวเมือง Shanghai แล้ว มหานครจีนแห่งนี้ยังมีเซอร์ไพร้ส์อื่นๆรอให้ชาว #hopsters ไปค้นพบอีกมากมาย มาๆมา #hop ไปพร้อมกันเลย!! โรงแรมแนะนำในเซี่ยงไฮ้ พร้อมดีลพิเศษ เดอะ เซี่ยงไฮ้ เอดิชั่น (The Shanghai EDITION) อะลิล่า เซี่ยงไฮ้ (Alila Shanghai) เดอะ แลงแฮม เซียงไฮ้ ซินเทียนตี้ (The Langham Shanghai Xintiandi) ฮอลิเดย์ อินน์ เซี่ยงไฮ้ ถนนนานกิง (Holiday Inn Shanghai Nanjing Road) OPARTMENT(远东饭店) อันดาส ซิงเทียนตี้ เซี่ยงไฮ้ (Andaz Xintiandi Shanghai By Hyatt) แมนดาริน โอเรียนเต็ล ผูตง เซี่ยงไฮ้ (Mandarin Oriental Pudong Shanghai) Caption By Hyatt Zhongshan Park Shanghai วอลดอร์ฟ แอสทอเรีย เซี่ยงไฮ้ ออน เดอะ บันด์ (Waldorf Astoria Shanghai On the Bund) เดอะ สุโขทัย เซี่ยงไฮ้ (The Sukhothai Shanghai) บัตรเข้าสวนสนุก Shanghai Disney Resort สุดพิเศษ สามารถซื้อได้ที่นี่ บัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะผู่ตง สุดพิเศษ สามารถซื้อได้ที่นี่ The Bund ที่นี่คือสุดยอดจุดชมวิวเมืองที่ชาว #hop ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง The Bund ถูกยกให้เป็นหนึ่งในทางเดินริมน้ำที่สวยและมีความ Iconic มากที่สุดในโลก เพราะเรียงรายไปด้วยสถาปัตยกรรมยุโรปสุดแกรนด์หลากหลายสไตล์ตั้งแต่ Neo-classical, Beaux-arts, Gothic จนถึง Baroque และเมื่อมองข้ามฝั่งแม่น้ำหวงผู่ไป ก็จะเห็นเมืองใหม่ที่แน่นไปด้วยตึกสูงเสียดฟ้ารวมถึง Oriental Pearl Tower ที่เป็นสัญลักษณ์ของเซี่ยงไฮ้อีกด้วย เรียกว่าขนาบไปด้วยวิวพาโนราม่าของทั้งเมืองเก่าและใหม่ทั้งซ้ายและขวาเลยทีเดียว ย้อนกลับไปเมื่อค.ศ.1842 The Bund ถือกำเนิดขึ้นบนเจ็บปวดของชาวจีนในขณะนั้น เมื่อจีนแพ้สงครามฝิ่นและต้องจำใจยอมลงนามในสนธิสัญญานานกิง เพื่ออนุญาตให้อังกฤษและชาติตะวันตกเข้ามาถือครองที่ดินตั้งรกรากและทำการค้าในเขตปกครองพิเศษเซี่ยงไฮ้ที่ขณะนั้นยังมีสภาพเป็นพื้นที่ลุ่มทางการเกษตร ใครจะคิดว่าความพ่ายแพ้ของจีนในวันนั้นจะเป็นจุดกำเนิดของเสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว “หลายร้อยล้าน” คนในแต่ละปี ในวันนี้อาคารใน The Bund เป็นที่อยู่ของสำนักงานธนาคารและบริษัทใหญ่ๆ รวมถึงโรงแรม ร้านอาหาร บาร์ และร้านขายสินค้าลักชัวรี่ต่างๆ เดินมาเรื่อยๆ เราก็เจอกับ % Arabica Shanghai Roastery สาขานี้ค่อนข้างใหญ่ มีทั้งโรงคั่ว และร้านกาแฟ บรรยากาศน่ารักๆ เงียบๆ Location: 169 Yuanmingyuan Rd, Wai Tan, Huangpu Qu, Shanghai Shi, China, 200436 https://goo.gl/maps/bW2tdT3ZaN9ShDLa9 Yuyuan Old Street อยู่ติดกันกับ Yuyuan Garden ที่นี่เป็นย่านการค้าขนาดย่อมที่รุ่มรวยไปด้วยสถาปัตยกรรมและบรรยากาศจีนโบราณ สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคราชวงศ์หมิงกว่า 400 ปีมาแล้ว มนตร์เสน่ห์และความขลังที่ยังคงอบอวลอยู่ในย่านเก่าแก่แห่งนี้ มีพลังดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มารวมพลกันโดยไม่ได้นัดหมายจนบางครั้งต้องเดินเบียดกัน แต่หากหาจังหวะถ่ายรูปเก่งๆก็มีมุมถ่ายรูปสวยๆได้ตลอดทาง Yuyuan มีร้านค้าอยู่ทุกซอกมุมขายทั้งอาหาร เสื้อผ้า และของที่ระลึก (ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเน้นกลุ่มลูกค้าทัวริสต์) เราแวะซื้อเสี่ยวหลงเปาซุปปูที่มาพร้อมกับหลอดดูดมาทดลอง รสชาติดีทีเดียว แต่เค้าว่านี่ยังไม่ใช่ร้านต้นตำรับ จากที่นี่ถ้าขยันเดินนิดนึงชาว #hopsters ก็สามารถเดินลัดเลาะชมเมืองไปถึง The Bund ได้เลย Fosun foundation หรือลองเสิจว่า The Bund Finance Center เป็นตึกที่มีความเท่มาก เพราะตัวเลเยอร์สามารถหมุนได้ด้วย ทางเดินเลาะแม่น้ำใหญ่มาก สะอาดด้วย Nanjing Road ถนนช้อปปิ้งหลักสายยาวของเซี่ยงไฮ้ แยกออกมาจาก The Bund คราคร่ำไปด้วยขาช้อปและนักท่องเที่ยว เนืองแน่นไปด้วยห้างสรรพสินค้า ร้านค้า flagship ของแบรนด์ต่างๆ และร้านอาหารหลายสไตล์ตลอดทาง เราแว่บเข้าไปในห้าง Daimaru ก็สะดุดตากับบันไดเลื่อนโค้งที่เก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร เดินต่อมาอีกซักพักก็เจอตึกที่เป็นร้าน Zara ทั้งตึกใหญ่มากๆ Xintiandi อีกย่านช้อปปิ้งหลักของเซี่ยงไฮ้ แต่บรรยากาศต่างจาก Nanjing Road มาก เพราะที่นี่นักท่องเที่ยวน้อยกว่า ตึกน่ารักกว่า มีซอกมุมเยอะกว่า น่าเดินกว่า และมีร้านเก๋ๆที่คัดของแปลกๆมาขายมากกว่า เอาตรงๆก็คือส่วนตัวเราชอบย่านนี้มากกว่านั่นเอง 5555 ด้วยบรรยากาศที่ดูดีแบบนี้ จึงไม่แปลกที่ Xintiandi จะเป็น Location หลักในการจัดงาน Shanghai Fashion Week ในแต่ละปี อ่อ! สำหรับแฟนๆอุปกรณ์ถ่ายวิดีโอของ DJI แบรนด์จีนที่ดังไกลทั่วโลก ก็อย่าลืมแวะร้าน Flagship กันได้ที่ Xintiandi นี่เลย HEY TEA ร้านชานมไข่มุกชื่อดังในเซี่ยงไฮ้ ชาที่นี่มีให้เลือกมากมายอาจจะต้องใช้เวลายืนสั่งนานนิดนึงฮ่าๆ และจะบอกว่าสาขานี้พิเศษตรงที่มีเบเกอรี่ขายด้วย และอร่อยมากๆๆๆ จนอยากกลับไปซื้อซ้ำ ตรงนี้ก็เป็นร้านสูทร ที่มีคาเฟ่เล็กๆขายด้านหน้าร้านด้วย DOE Coffee ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ในร้านเสื้อผ้าสตรีทสไตล์ แถมบาริสต้ายังใจดีแนะนำร้านอาหาร local ให้เราอีกด้วย Huaihai Middle Road ย่านนี้ไม่ค่อยมีคนแนะนำกันเท่าไหร่ แต่สำหรับเรา นี่คือหนึ่งในย่านที่เราชอบมากที่สุด ด้วยเหตุผลหลายๆข้อ ไม่ว่าจะด้วยที่ตั้งที่ต่อตรงมาจาก Xintiandi ได้เลยและสามารถเดินได้ยาวไปชนกับอีกย่านช้อปปิ้งที่มีห้างๆเก๋ๆสวยๆหลายแห่ง บรรยากาศในละแวกนี้ก็ดูจริงไม่ประดิษฐ์เหมือนย่านช้อปปิ้งอื่นๆ เรายังเห็นชาวเมืองเซี่ยงไฮ้ในวัยต่างๆออกมาจับจ่ายใช้สอย และย่านนี้ก็ยังมีกิจการร้านรวง local แซมอยู่เป็นระยะ แบรนด์ใน Huaihai Middle Road นี้ก็มีทั้งที่เราคุ้นเคยเช่น Nike, Muji, Freitag, Uniqlo รวมถึงแบรนด์เสื้อผ้าจีนอย่าง Urban Revivo Muji (สาขานี้มีหนังสือและของไม่เหมือนที่อื่นด้วยนะ) ส่วนชั้นบนมีร้านอาหาร MUJI DINER ด้วยนะง่ายๆ แนะนำเลย SEE SAW coffee แบรนด์กาแฟชื่อดัง(อีกแล้ว) ของเมืองเซี่ยงไฮ้ มีสาขารอบๆเมืองเลย แถมพนักงานก็บริการดีมากด้วย ร้านรวมของดีไซน์เก๋ๆ "RESEE" อยู่ชั้นบนของตึกเดียวกับ MUJI ที่นี่มีตั้งแต่ของแต่งบ้าน จักรยาน ของใช้ในชีวิตประจำวันรวมไปถึงกระเป๋าชื่อดังอย่าง Freitag ด้วยแหละ mia fringe ซึ่งเป็นร้าน Concept Store ที่คัดแบรนด์เสื้อผ้าชิคๆ และยังมีส่วนที่เป็นคาเฟ่ และชั้นบนสุดก็มี Bar เก๋ๆไว้รองรับลูกค้าด้วย ที่นี่พนักงานพูดภาษาอังกฤษดีมากกก ถ้าเทียบกับหลายๆร้าน ฮ่าๆ 1933 Old Millfun โรงฆ่าสัตว์ขนาด 32,500 ตารางเมตรที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1933 กลับกลายเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมแนว Gotham-Deco อันเป็นเอกลักษณ์ที่หลงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในโลก เมื่อก้าวเข้าภายในตัวอาคารบรรยากาศก็ชวนให้พิศวง แอบน่ากลัวเล็กๆ เท่หน่อยๆ น่าสนใจอย่างประหลาด บางครั้งเราก็รู้สึกเหมือนยืนอยู่ใต้ทางด่วนที่ก่ายกันไปมา ภายในมีร้านค้าและสำนักงานอยู่บ้างประปราย มีคนเดินถ่ายรูปกันเยอะพอสมควร เราแอบเห็นคนมาถ่าย Fashion Set ในวันที่เราไปและเราก็คิดว่า ชาว#hopstersของเราก็ควรจะแวะมาเสพความฮิปของที่นี่ด้วยเช่นกัน เดินออกมาจาก 1933 Old Millfun บรรยากาศเมืองก็จะประมาณนี้ มีกลิ่นความครีเอทีฟนิดๆ Upper Bookstore (Banceng) เดินไปอีกนิดหน่อยบนถนน Ha’erbin Road ที่อยู่ห่างจากตึก 1933 มาเพียงหน่อยเดียว เป็นถนนเงียบๆ ที่มีร้านกาแฟ ร้านอาหาร และร้านหนังสือเก๋ๆที่ชื่อ Upper Bookstore (Banceng) ด้วย ร้านนี้เป็นร้านขายหนังสือขนาดสองชั้นที่สายอาร์ต สายดีไซน์ต้องหลงรักแน่ๆ เพราะมีหนังสือและนิตยสารหลายพันเล่มให้เลือกซื้อ ทั้งภาษาจีน ภาษาอังกฤษ มีเครื่องเขียนเก๋ๆให้เสียตังเยอะเลย ฮ่าๆ แถมด้านหลังร้านก็มีคาเฟ่ให้นั่งจิบกาแฟเบาๆ อีกด้วยแหละ(ก็คือมีสองที่นั่ง) ตรงข้ามกันกับร้านหนังสือก็มีร้านอาหาร และร้านคาเฟ่อื่นๆอยู่ด้วย นี่ก็เป็นอีกหนึ่งในร้านอาหารที่พนักงานร้านคาเฟ่แนะนำมา เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวสไตล์เซี่ยงไฮ้ จะบอกว่าร้านนี้อร่อยจริงๆ น้ำซุปเข้มข้นมาก ไก่ทอดก็ดี คือควรมาชิมมาก เป็นไม่กี่ร้านที่อาหารกลมกล่อมนะ ปกติร้านอื่นติดจืดๆหน่อย ร้านนี้อยู่สถานี Laoximen ออกทางออก 4 หรือลองเสิจในกูเกิลแมปว่า 290号 Ji An Lu Huangpu Qu, Shanghai Shi Jing An Temple Station แม้เซี่ยงไฮ้จะมีวัดมากมาย แต่นี่น่าจะเป็น 2 วัดที่คนนิยมไปไหว้พระกันมากที่สุด โดยที่วัดจิ้งอันนั้นโดดเด่นด้วยสีทองอร่าม โดยเฉพาะยามค่ำคืน สร้างขึ้นตั้งแต่สมัย 3 ก๊ก มีอายุเกือบ 800 ปี ทำให้วัดผ่านความเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคสมัย ตั้งแต่ถูกย้ายมาจากริมฝั่งแม่น้ำวู่ซ่งสู่ดาวน์ทาวน์เซี่ยงไฮ้ในปัจจุบัน ถูกทำลายและสร้างขึ้นใหม่ จากนั้นถูกใช้เป็นโรงงานพลาสติคในยุคปฏิวัติประเทศ และถูกไฟไหม้ จนต้องบูรณะขึ้นใหม่อีกครั้ง ภายในวัดมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย รวมถึงหินหยกก้อนมหึมาที่ว่ากันว่าหากได้สัมผัสจะนำมาซึ่งความโชคดี เราเลือกที่จะขึ้นไปชมวิววัดจากด้านบน ภายในห้าง Reel mall บอกเลยว่าวิวดีมาก ขึ้นฟรีด้วย ตรงข้ามวัดก็มีร้าน 10 Corso Como เป็น ร้านขายของ multi-brand ของประเทศอิตาลี จะรวมของตามสมัยนิยมตั้งแต่เสื้อผ้า hi-end, hi-street จากทั่วทุกมุมโลกที่เป็นแรไอเท่มมากๆ แต่ละชั้นก็จะขายสินค้าแตกต่างกันไป อีกชั้นก็ขายพวกสินค้าแต่งบ้าน รูปภาพจากศิลปินชื่อดัง หนังสือแม็กกาซีน ซีดีเพลง นาฬิกา ของสะสม เครื่องประดับสวยๆ แต่ราคาปังมากๆ คือแพงแบบปัง แต่เราคิดว่าแค่ได้มาเดินดูก็ถือว่าคุ้มแล้ว อ้อ ชั้นบนมีคาเฟ่ ร้านอาหารวิวดีอยู่ด้วยนะ ลองไปดูกัน Location: https://goo.gl/maps/p75YYYeEY7AQaRZeA อีกห้างที่ใกล้ๆกันคือ Reel mall เป็นห้างที่ขายทุกอย่างที่เป็นสมัยนิยม และที่สำคัญจัดร้าน จัดดิสเพลสวยมาก สวยจนแบบนึกว่ามาเดินแกลอรี่เลยอะ Location: https://goo.gl/maps/pvFwSXrWkonb1tNz6 เดินไปเรื่อยๆตามถนนเส้นนี้ ก็จะมีแบรนด์นอกแถมตึกก็ดีไซน์สวย ให้ได้ชม ได้ถ่ายรูปด้วย Tianzifang เป็นย่านที่อยู่อาศัยเก่าที่เพิ่งถูกปลุกให้มีชีวิตขึ้นมาเมื่อยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้เอง เริ่มต้นจากที่ เฉิน ยี่เฟย ศิลปินคอนเทมฯจีนชื่อดังมาใช้พื้นที่โรงงานร้างสร้างเป็น Studio เมื่อปี 1998 จนวันนี้ Tianzifang กลายเป็นย่านศิลปะ (ป่ะ?) ที่ครึกครื้นไปด้วยผู้คนหลากหลายกลุ่ม ทั้งวัยรุ่น ครอบครัว นักท่องเที่ยวจากต่างถิ่น ทุกคนต่างก็เดินเบียดกันอยู่ในซอกซอยของบ้านเรือนผนังหินที่ถูกดัดแปลงมาเป็นร้านค้านานาชนิด สเน่ห์ของย่านนี้คือเป็นตรอกซอกซอยและมีร้านค้าเยอะมาก คนก็เยอะมากเช่นกัน มาลงสถานีรถไฟ Dapuqiao แล้วออกทางออก 1 ได้เลย เรามาตอนที่ HAY ลดราคา 50% ทุกชิ้นนนน จะรอไรละ เหมาาาา ฮาๆ Starbucks Reserve Roastery Shanghai ในบรรดาเกือบ 30,000 ร้านของ Starbucks ทั่วโลก ที่นี่คือนัมเบอร์วัน! ทั้งในเรื่องขนาดร้าน (เกือบ 3,000 ตารางเมตร) และยอดขาย ที่นี่เป็น 1 ใน 3 โลเคชั่นพิเศษของสตาร์บัคส์ที่เหมือนเป็นโรงงานคั่วเมล็ดกาแฟไฮเทคขนาดย่อม พร้อมสายพานโชว์การบรรจุแพ็คเก็จจิ้ง ที่นี่มีเคาน์เตอร์ชงกาแฟหลายจุด พร้อมให้บริการกาแฟทุกรูปแบบการชง รวมถึงค็อกเทลที่มีส่วนผสมของกาแฟด้วย Location: https://goo.gl/maps/zqzCrkEzMJbwwE819 Longhua Temple วัดหลงหัวเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้ โดยแต่ละแหล่งก็ให้ข้อมูลต่างกันไป บางตำราก็ว่ามีอายุถึง 1,700 ปี โดดเด่นด้วยเจดีย์ 7 ชั้นที่สูงถึง 40.4 เมตร ภายในวัดมีศิลปะจีนโบราณที่ดูขลังยิ่งนัก Location: https://goo.gl/maps/ZnDTXJQ39EGgA29v8 สถานีรถไฟ Longhua สายสีเขียว ออกทางออก 4 ภายในวัดสวยมากๆ YUZM ด้วยขนาดพื้นที่ทั้งหมดกว่า9,000 ตร.ม. และมีอาคารเพดานสูงโอ่โถงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นโรงเก็บเครื่องบินเก่าของ Longhua Airport ทำให้มิวเซี่ยมแห่งนี้มีพื้นที่เหลือเฟือที่จะจัดแสดงงานศิลปะในทุกสเกล เปิดทุกวันยกเว้นวันจันทร์* Location: https://goo.gl/maps/cL2rp3bYpHt3FXCr9 สถานีรถไฟ Yunjin Road สายสีแดงเข้ม ออกทางออก 2 ชคดีมากที่ช่วงที่เราไป ทางมิวเซี่ยมกำลังจัดนิทรรศการที่เจ๋งมากถึง 2 งาน คือ The Artist Is Present โดย Maurizio Cattelan แห่ง Gucci และอีกอันก็คือ Rain Room ห้องแห่งสายฝนอันตระการตา โดย Hannes Koch และ Florian Ortkrass อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ไม่อยากให้พลาดคือ Rain Room 2019 : 雨屋 ด้านในนี้จะเป็นห้องสีดำเปล่าๆ แล้วให้เราเดินผ่านเข้าไปช้าๆ แบบไม่เปียก เพราะเซ็นเซอร์ที่ติดอยู่จะจับการเคลื่อนไหวของเราและไปสั่งเครื่องปล่อยน้ำให้หยุด แต่อย่าวิ่งนะ เปียกชุ่มแน่นอน ค่อยๆเดิน Himalayas Center ในเขตเมืองใหม่ของเซี่ยงไฮ้อย่างผู่ตง (Pudong) นั้นมีตึกดีไซน์น่าสนใจอยู่หลายแห่ง หนึ่งในนั้นก็คือ Himalayas Center ผลงานการออกแบบโดยสถาปนิคชาวญี่ปุ่นชื่อ Arata Isozaki ตึกแห่งนี้มีทั้งโรงแรม 5 ดาว โรงแรมบูทีค ร้านอาหาร อาร์ท มิวเซี่ยม โรงละครล้ำสมัย (ใช้จัดงาน Shanghai Film Festival) ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ไปจนถึงพื้นที่จัดแสดง exhibition ต่างๆ Location: https://goo.gl/maps/LEq1yBKvL19KTwaXA สถานีรถไฟ Huamu Road สายสีส้ม ออกทางออก 3 French Concession แมกไม้ที่ร่มรื่นตลอด 2 ฝั่งถนน ทำให้ย่าน French Concession เป็นหนึ่งในย่านที่น่าเดินมากที่สุด และเป็นบรรยากาศของเซี่ยงไฮ้ที่เซอร์ไพร้ซ์เรามากที่สุดเช่นกัน เพราะมันดีงามเกินความคาดหมายของเราไปมาก ที่นี่เป็นเขตอยู่อาศัยของชาวฝรั่งเศสที่ครั้งหนึ่งจีนต้องจำใจมอบให้เนื่องจากแพ้สงครามฝิ่นเมื่อปี 1849 นอกจากต้นไม้สีเขียวแล้ว ที่นี่ยังเต็มไปด้วยบาร์ดนตรีสด บาร์ไวน์บูทีค คาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านแฟชั่นอินดี้ ร้านขายงานศิลป์ ฯลฯ Metal hands ร้านกาแฟ Metal hands ร้านนี้แนะนำเลย ใครที่ชอบนั่งกินกาแฟชิลๆ ร้านเล็กๆคนไม่พลุกพล่าน กาแฟก็อร่อย Cha's Restaurant ร้านนี้เป็นร้านอาหารจีนกวางตุ้ง (มาจากฮ่องกง) อร่อยมากๆ เป็นหนึ่งในไม่กี่ร้านที่เราชอบมากที่สุด เพราะรสชาติถูกปากมากๆ อาหารกลมกล่อมมาก อาหารก็มีให้เลือกหลากหลาย Location: https://goo.gl/maps/jsLGqJG1ndcEFVaX7 ที่พัก ปิดท้ายกันที่ ที่พัก ครั้งนี้เราเลือกพักบ้าน AIRBNB ที่นี่สะอาดและใหญ่มากๆ มีครัวให้ มีตู้ซักผ้า ห้องน้ำ ห้องนอน แยกเป็นสัดส่วนมากๆ แนะนำเลย ทางไปจอง>>>https://th.airbnb.com/rooms/28502943?s=51 เป็นยังไงกันบ้างสำหรับทริป Shanghai มันดีเกินคาดใช่มั้ยล่าาา ทริปนี้ทำให้เรามองจีนต่างไปจากเดิมมากทีเดียว และชื่นชมในศักยภาพ รวมถึงความตั้งใจพัฒนาเมืองของเขามากๆ ถ้าไม่มาก็คงไม่ได้เห็น เราจึงจากให้ชาว #hopsters ไป #hoparound เปิดโลกกันมากๆนะครับ โรงแรมแนะนำในเซี่ยงไฮ้ พร้อมดีลพิเศษ เดอะ เซี่ยงไฮ้ เอดิชั่น (The Shanghai EDITION) อะลิล่า เซี่ยงไฮ้ (Alila Shanghai) เดอะ แลงแฮม เซียงไฮ้ ซินเทียนตี้ (The Langham Shanghai Xintiandi) ฮอลิเดย์ อินน์ เซี่ยงไฮ้ ถนนนานกิง (Holiday Inn Shanghai Nanjing Road) OPARTMENT(远东饭店) อันดาส ซิงเทียนตี้ เซี่ยงไฮ้ (Andaz Xintiandi Shanghai By Hyatt) แมนดาริน โอเรียนเต็ล ผูตง เซี่ยงไฮ้ (Mandarin Oriental Pudong Shanghai) Caption By Hyatt Zhongshan Park Shanghai วอลดอร์ฟ แอสทอเรีย เซี่ยงไฮ้ ออน เดอะ บันด์ (Waldorf Astoria Shanghai On the Bund) เดอะ สุโขทัย เซี่ยงไฮ้ (The Sukhothai Shanghai) . บัตรเข้าสวนสนุก Shanghai Disney Resort สุดพิเศษ สามารถซื้อได้ที่นี่ บัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะผู่ตง สุดพิเศษ สามารถซื้อได้ที่นี่ Facebook: @hoparound.co Instagram: @hoparound.co Website: www.hoparound.co.#Shanghai #LetsHoparoundShanghai #LetsHOParound #Travel #เที่ยวเซี่ยงไฮ้ #รีวิวเซี่ยงไฮ้ #เมืองเซี่ยงไฮ้ #เซี่ยงไฮ้ไปไหนดี #เที่ยวไหนดีในเซี่ยงไฮ้ #คาเฟ่ในเซี่ยงไฮ้ #ร้านอาหารเซี่ยงไฮ้ #ที่เที่ยวเซี่ยงไฮ้
- Awaji Yumebutai เดย์ทริปจากโอซาก้าสู่อาณาจักรของอันโดะ เกาะอาวาจิ
Awaji Yumebutai เดย์ทริปจากโอซาก้าสู่อาณาจักรของอันโดะ เกาะอาวาจิ ขับรถเพลินๆเพียง 1 ชั่วโมงจากโอซาก้าหรือ 35 นาทีจากโกเบ เพื่อนๆก็จะมาถึงเกาะ Awaji ได้ไม่ยาก ที่นี่เป็นเกาะเก๋ วิวงาม มีอะไรให้เที่ยวเยอะแยะ แถมมีชื่อเรื่องหัวหอมที่หวานฉ่ำไม่ฉุนเผ็ด จริงๆแล้วเราอยากมีเวลามา Road Trip บนเกาะซัก 3-4 วัน เพราะเกาะ Awaji นี้มีขนาดใหญ่เกือบเท่าสิงคโปร์เลยล่ะ แต่ทริปนี้เรามีเวลาน้อยจึงเจาะจงมาเฉพาะที่ Awaji Yumebutai ผลงาน Landscape Design ขนาดใหญ่ของสถาปนิกระดับตำนานอย่าง Tadao Ando ซึ่งแค่ที่นี่ที่เดียว เราใช้เวลาทั้งวันก็ยังเดินไม่ครบเลยครับ Space แห่งนี้จะเท่แค่ไหน #hop ไปดูกันเลยครับ BOOK NOW จองโรงแรม GRANG NIKKO AWAJI ราคาพิเศษ คลิ๊กที่นี่ วิธีการเดินทางไปเกาะอาวาจิ สำหรับเพื่อนๆที่อยากมาเที่ยว Awaji Yumebutai แนะนำให้ขับรถมาจะสะดวกที่สุด เพราะรถไฟมาไม่ถึงนะครับ แต่หากจะนั่งรถบัส แนะนำให้นั่งตรงมาจากสถานี Sannomiya ในโกเบเลยจะสะดวกสุดครับ ถ้านั่งรถประจำทางเหมือนเราก็ต้องเผื่อเวลาเยอะหน่อย เพราะมีสายรถบัสจำกัดและตารางวิ่งรถค่อนข้างห่าง และหากรถเต็มก็ต้องรอคันหน้าในอีกชั่วโมงถัดไป (เหมือนเรา ฮ่าๆ) Awaji Service Area ระหว่างทาง อยากให้เพื่อนๆได้แวะ Awaji Service Area หลังจากข้ามสะพาน Akashi Kaikyo Bridge มาจากฝั่งโกเบด้วยครับ เพราะตรงนี้ทั้งวิวสวย มีลานให้นั่งปิกนิก และมีร้านของฝากที่มีแต่ของน่าซื้อเยอะมากเลย และหากมีเวลาเราแนะนำให้จัด Road Trip ซัก 3-4 วันเพราะมีจุดน่าเที่ยวอีกหลายจุด หรือหากมีเวลามากกว่านั้นจะตะลุยลงเกาะ Shikoku ต่อไปเลยก็ได้ครับ Awaji Island เล่าประวัติปูพื้นกันซักเล็กน้อย พื้นที่บริเวณนี้ของเกาะ Awaji นั้นถูกเลือกให้เป็นแหล่งขุดดินออกไปเพื่อถมทะเลสร้างเกาะเทียมต่างๆในอ่าวโอซาก้า (เช่น สนามบิน KIX เป็นต้น) ทำให้ธรรมชาติที่สวยงามถูกทำลายลงไปเป็นบริเวณกว้าง Tadao Ando จึงถูกเชิญมาออกแบบปรับภูมิทัศน์ใหม่ทั้งหมดเพื่อพลิกฟื้นความเสื่อมโทรมให้กลายแหล่งชุบชีวิตพืชและสัตว์ต่างๆของเกาะในรูปแบบของสวน Awaji Island Akashi Kaikyo National Government Park ขนาดมหึมาซึ่งมีพันธุ์ดอกไม้สีสวยสดเป็นหมื่นเป็นแสนดอกบานสะพรั่งเต็มไปหมด นอกจากนี้ยังมีโรงเรือน Green House ที่รวมพันธุ์ไม้หายากจากต่างประเทศเอาไว้อีกด้วย โซนสวนและเรือนกระจกนี้จะมีค่าเข้านะครับ ถ้าซื้อตั๋วรวบ 2 จุดราคาสำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ 1,000 เยน สามารถซื้อหน้างานได้เลย พื้นที่ที่เหลือนั้นถูกเนรมิตให้เป็นศูนย์ประชุมระดับนานาชาติที่สามารถรองรับขนาดการประชุมได้หลากหลายรูปแบบ มีโรงแรมหรูไว้รับรอง (Grand Nikko Awaji) รวมถึง โรงละครกลางแจ้ง อนุสรณ์สถานสุดล้ำและงานสถาปัตยกรรมแปลกตาที่เป็นเอกลักษณ์ของ Ando แค่เพื่อนๆมาเดินเล่น เสพงานดีไซน์ และถ่ายรูปก็คุ้มมากๆแล้ว เพราะโซนอาคารงานสถาปัตยกรรมนั้นเราเข้ามาเดินดูได้ฟรีเลยครับ ไปดูกันครับว่าจุดเช็คอินภายใน Awaji Yumebutai มีที่ไหนบ้าง 1. Grand Nikko Awaji จุดเช็คอินแรกที่ไม่พูดถึงก็ไม่ได้เลย ก็คือ โรงแรมแกรนด์นิกโกะ ที่มีเก้าอี้แดงตั้งอยู่บริเวณรอบๆ รอให้เราเข้าไปนั่งถ่ายรูปคู่กัน BOOK NOW จองโรงแรม GRANG NIKKO AWAJI ราคาพิเศษ คลิ๊กที่นี่ 2. Marine chapel “ CAPPELLA DI MARE ” 3. Awaji Greenhouse 4. Oval Forum 5. Water Garden 6. Seaside and Hillside Gallery 7. Sky Garden 8. The Hundred-Step Garden 9. Circular Forum เกร็ดเล็กๆน้อยๆเพิ่มเติมครับ หลังจากที่เริ่มก่อสร้าง Yumebutai มาได้ไม่นานในปี 1995 ก็เกิด The Great Hanshin-Awaji Earthquake เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 5,000 ชีวิต และบาดเจ็บกว่า 40,000 คน แน่นอนว่าสิ่งก่อสร้างในโปรเจ็คท์นี้ก็ได้รับผลกระทบไปไม่น้อยเช่นกัน จึงต้องมีการปรับแก้งานดีไซน์หลายจุด และการก่อสร้างก็เสร็จช้ากว่ากำหนดไปถึง 2 ปี จนกระทั่งในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2000 Awaji Yumebutai จึงได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกับงาน Awaji Flower Expo Japan Flora 2000 BOOK NOW จองโรงแรม GRANG NIKKO AWAJI ราคาพิเศษ คลิ๊กที่นี่ #LetsHoparoundJapan #Awaji FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co
- Four Seasons Bangkok at Chao Phraya River การหวนคืนมาอีกครั้งของความเป็นเลิศแห่งฤดูกาลทั้งสี่ที่ โฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ
ในปี 1961 Four Seasons Motor Hotel ได้เปิดให้บริการขึ้นกลางเมือง Toronto ประเทศ Canada ผู้ออกแบบ Motel แห่งนี้มีนามว่า Isadore Sharp ใครเลยจะไปคาดคิดว่า Motel แห่งนี้จะกลายเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้คุณ Sharp ได้เริ่มตำนาน Four Seasons แบรนด์โรงแรมที่หรูหราที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก และในวันนี้ Four Seasons ก็ได้ฤกษ์หวนคืนสู่กรุงเทพมหานครของเราอีกครั้ง คราวนี้ Four Seasons เปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าที่เคย ณ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในคอนเส็ปต์ Riverside Urban Resort ที่งามสง่าสมฐานะแบรนด์โรงแรม Top-Tier ของโลก จองห้องพักได้ที่นี่ The Arrival ทันทีที่เลี้ยวรถเข้ามาในเขตโรงแรม เราก็จะพบกับลานวนรถที่มีต้นไม้ฟอร์มสวยยืนเป็นประธานรอต้อนรับอยู่ ราวกับจะบอกเป็นนัยว่าความวุ่นวายทั้งปวงนั้นถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเรียบร้อยแล้ว และเราก็ได้เข้าสู่อ้อมกอดอันละเมียดละไมของ Four Seasons อย่างเป็นทางการแล้วเช่นกัน งานออกแบบทั้ง Hardscape และ Interior ของที่นี่นั้นได้รับการดูแลเป็นพิเศษโดยคุณ Jean-Michel Gathy นักออกแบบระดับโลกชาวเบลเยี่ยม ผู้ตั้งใจจะเล่าเรื่องราวของ Property ริมแม่น้ำแห่งนี้ผ่านการเคลื่อนไหวของน้ำ โดยก่อนจะลงมือออกแบบ Monsieur Gathy ก็ได้เดินทางไปยังอยุธยาและล่องเรือตามลำน้ำเจ้าพระยาลงมาจนถึงที่ตั้งโรงแรมเพื่อที่จะได้เห็นและเข้าใจถึงชีวิตริมแม่น้ำสายหลักแห่งนี้ในหลายๆแง่มุม Inspiration จากน้ำนั้นเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่การปูพื้นรอบๆต้นไม้ประธานให้เป็นดั่งวงกระเพื่อมของน้ำที่แผ่ออกไปจนถึง Porte Cochère หรือประตูเทียบรถเพื่อให้แขกเดินเข้าโรงแรม จากนั้นแรงบันดาลใจจากน้ำก็ไหลต่อเนื่องเข้าไปปรากฏอยู่แทบจะทุกโซนของโรงแรม พอเดินผ่านประตูเข้าอาคารปุ๊บเราก็จะเห็นสระน้ำพร้อมหินประดับตรงหน้าทันที จากจุดนี้ไม่ว่าเราจะเลี้ยวซ้ายหรือขวา น้ำก็จะติดตามเราไปทั้ง 2 ทาง ทั้งในรูปแบบของสระน้ำจริงๆและความพลิ้วไหวในงานศิลปะต่างๆที่ประดับอยู่ทั่ว Public Area Four Seasons Bangkok นั้นให้ความสำคัญกับศิลปะอย่างมาก เพราะมีงานศิลป์ให้แขก Appreciate อยู่ทุกที่ และที่สำคัญแทบจะทั้งหมดนั้นเป็นผลงานของศิลปินไทย ตั้งแต่ภาพวาดอันโดดเด่นหลายชิ้นไปจนถึงงานประติมากรรมอันน่าทึ่ง โดยเฉพาะงานปูนปั้นที่ดูอ่อนนุ่มและพลิ้วไหวดุจผ้าม่านผืนมหึมาในโถงต้อนรับฝีมือคุณโด่ง พงษธัช อ่วยกลาง เรียกได้ว่าทุกรายละเอียดนั้นได้ผ่านการคิดออกแบบมาอย่างดี ถ้าจะลงดีเทลทั้งหมด บทความนี้ก็คงจะยาวเฟื้อยไม่รู้จบเลยล่ะครับ โถง Reception ของที่นี่นั้นดู Grand และ Dramatic ด้วยภาพพื้นหลังที่เน้นสีน้ำตาลแดงแกมทอง ซึ่งเราทราบมาว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากท้องฟ้าช่วงมรสุมของกรุงเทพฯ ณ สุดทางเดินฝั่งตรงข้าม Reception ก็เป็นงานศิลป์อีกชิ้นที่ยังคงเล่าเรื่องความคดเคี้ยวของสายน้ำ และก็อย่างที่เห็นในรูปนะครับ ทั่วทั้งบริเวณนี้เต็มไปด้วยงานศิลปะแทบทุกมุมเลย Our Room : Premier River-View Room ห้องพักของเราในวันนี้ทางโรงแรมแจ้งว่าเป็นหนึ่งในห้องที่ปังที่สุด (แต่ยังมีห้องใหญ่มหึมาพื้นที่กว่า 450 ตร.ม.ที่ยังตกแต่งไม่เสร็จอีกนะครับ) ห้อง Premier River View ของเราขนาดกว้างขวางถึง 50 ตร.ม. มาพร้อมกับวิวคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาแบบเต็มตาจากพื้นจรดเพดาน เรื่องการตกแต่งภายในไม่ต้องพูดถึงครับ งดงามตามขนบ Four Seasons มี Partition แบ่งโซนห้องน้ำและห้องนอนที่สามารถเลื่อนเปิดปิดได้ตามสะดวก ถ้าเปิดก็จะทำให้ Space ดูกว้างและต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกัน ขอพาไปดูโซนห้องนอนกันก่อนดีกว่าแล้วค่อยไปเจาะลึกห้องน้ำกันเนอะ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เราจึงพามาดูมุมมินิบาร์ก่อนเลย ในตู้เย็นและลิ้นชักนั้นสต็อคทั้งเครื่องดื่มและสแน็กซ์มาให้เต็มที่มาก มีแต่ของดีๆน่าลองทั้งนั้นครับ ที่โซนนั่งเล่นก็มี Welcome Patisserie หน้าตาดีเชียว แถมด้วยผลไม้และโน้ตต้อนรับที่เขียนด้วยลายมือ Personalized เป็นชื่อเราเลยครับ มีเซ็ตอุปกรณ์ป้องกันโควิดเตรียมไว้ให้ด้วย แน่นอนว่าในตู้เสื้อผ้านั้นก็มีอุปกรณ์ต่างๆครบครัน ตั้งแต่ตู้เซฟ ไปจนถึง ชุดคลุมอาบน้ำ Slippers และอุปกรณ์ทำความสะอาดรองเท้า โซนห้องนอน นอกจากความสวยงามและของจุกจิกที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ให้แล้ว สำหรับเรา หัวใจของห้องพักนั้นอยู่ที่ความสะดวกสบาย โดยเฉพาะระบบควบคุมที่มีประสิทธิภาพ และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆภายในห้องที่มีคุณภาพ เริ่มกันที่เครื่องนอน Four Seasons ขึ้นชื่ออย่างมากในเรื่องเครื่องนอนดูดวิญญาณ เตียงและหมอนที่หนานุ่ม ปลอกหมอนและผ้าปูที่เนียนเนี้ยบ ได้ยินมาว่าพนักงานหลายท่านก็ใช้สิทธิ์พนักงานซื้อชุดเครื่องนอนของ Four Seasons ไปประจำที่บ้านเลย น่าอิจฉาจริงๆครับ สำหรับเราปัญหาใหญ่ในการเข้าพักครั้งนี้ก็คือการลุกจากเตียงไปกิน Breakfast ตอนเช้าให้ทัน ฮ่าๆ เรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างช่องเสียบสาย USB เพื่อชาร์จอุปกรณ์ไฟฟ้ายุคใหม่ ที่นี่มีให้ครอบคลุมหลายจุดในห้องเลยครับ ระบบการเชื่อมต่อ Wifi ก็ไม่ต้องใช้พาสเวิร์ดและไม่จำกัดเวลาใดๆ และการ Cast จอมือถือหรือไอแพดของเราไปยังหน้าจอทีวีก็ทำได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วมาก ระบบควบคุมผ้าม่านทั้งแบบกรองแสงและแบบทึบแสงก็สามารถเลือกเปิดปิดได้โดยกดปุ่มง่ายๆ อ้อ! พูดถึงแสงแล้ว เราชอบระบบการควบคุมแสงไฟของที่นี่ด้วยครับ ปรับได้หลาย Mode ตั้งแต่สว่างปกติ ไปจนถึง Sleep Mode ที่จะมีเพียงแสงสลัวๆตรงพื้นให้เราเดินไปห้องน้ำกลางดึกได้สะดวก ที่เรารู้สึกชอบเป็นพิเศษอีกอย่างก็คือ นอกจากเราโทรศัพท์ที่เราโทรขอความช่วยเหลือจากพนักงานได้ตามปกติแล้ว ที่ Four Seasons ยังมี iPad พร้อมข้อมูลต่างๆเตรียมไว้ให้แขกเปิดดู พร้อมกับฟังก์ชั่นพิมพ์ Chat กับพนักงานได้โดยตรง ซึ่งอันนี้เราชอบมากเลยครับ ถูกจริตชาวโลกยุคดิจิตอลจริงๆ โซนห้องน้ำ Partition ที่เลื่อนเปิดปิดได้ ทำให้ห้องน้ำที่กว้างอยู่แล้ว ดูโล่งยิ่งขึ้นอีก สิ่งที่สะดุดตาที่สุดในโซนนี้ก็คงหนีไม่พ้นอ่างอาบน้ำทรงรีขนาดใหญ่พิเศษ ที่สำคัญคือน้ำอุ่นเต็มเร็วมากครับ ตรงหน้ากระจกก็มีอ่างล้างหน้าคู่ที่ดูหรูหรา และยิ่งหรูหรามากขึ้นไปอีกเมื่อเราเห็นแบรนด์ Maison Francis Kurkdjian Paris ปรากฏอยู่บน Amenities ต่างๆ ต้องยอมรับเลยว่ากลิ่น Aqua Universalis นั้นหอมฟุ้งจรุงใจไกล Beyond มากครับ ขยับถัดมาก็คือโซน Shower ที่มีทั้งฝักบัวแบบสายและแบบ Rain Shower เปิดทีน้ำก็เทลงมาซู่ใหญ่ๆสะใจมาก เราชอบที่ Four Seasons มีที่นั่งสำหรับคนที่ถนัดนั่งอาบน้ำด้วย จะนั่งขัดถูเท้าก็ทำได้สะดวกเลย และในห้องชักโครกก็มีชั้นเล็กๆสำหรับวางหนังสือหรือโทรศัพท์ด้วยเช่นกัน เค้าคิดมาให้หมดแล้วจริงๆครับ ทั้งสวยงามและใช้งานได้จริงแบบนี้แหละจึงจะเรียกว่า Luxury ได้อย่างเต็มปาก พาทัวร์ห้องพักกันเสร็จแล้ว เราลงไปสำรวจรอบๆโรงแรมกันบ้างดีกว่า สำรวจโรงแรม Four Seasons Bangkok นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Complex สุดหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ชื่อว่า Chao Phraya Estate ซึ่งที่ดินทั้งหมดกว่า 35 ไร่ของ Complex แห่งนี้ถูกแบ่งให้กับตัวโรงแรม Four Seasons Bangkok มากที่สุด ถ้าจำไม่ผิดน่าจะกว่า 20 ไร่เลยทีเดียว พร้อมหน้ากว้างติดแม่น้ำเฉพาะของโรงแรมถึง 200 เมตร ภายใน Complex ยังมีเพื่อนบ้านอีก 2 โครงการ นั่นก็คือ Four Seasons Private Residences (ใครงบถึงซื้อห้องได้เลยครับ) และโรงแรม Super Luxury อีกแบรนด์อย่าง Capella ซึ่งมาเปิดที่นี่เป็นแห่งที่ 6 ของโลก กลับมาโฟกัสที่โรงแรม Four Seasons ของเราดีกว่า ขอเล่าภาพกว้างๆก่อนก็แล้วกันนะครับ แล้วเดี๋ยวเราค่อยไปแวะดูแต่ละจุดที่น่าสนใจ ที่นี่มีห้องพักทั้งสิ้น 299 ห้อง ห้องอาหารและบาร์รวม 5 แห่งและกำลังจะได้ต้อนรับคาเฟ่เพิ่มอีก 1 แห่ง (ชื่อว่า Café Madeleine) ซึ่งเราไม่สามารถพาไปดูได้ครบทุกที่ เนื่องจากสถานการณ์โควิดที่ทำให้บาง Outlet ของโรงแรมต้องระงับการให้บริการชั่วคราว เราขอสปอยล์ก่อนเลยว่าปังทุกร้านจริงๆครับ นอกจากนี้ Four Seasons Bangkok ยังมีสระว่ายน้ำหลายสระ ศูนย์สุขภาพเหนือระดับ ห้องจัดเลี้ยงทั้งเล็กและใหญ่ ห้องแกรนด์บอลรูม รวมไปถึงห้องจัดแสดงงานศิลปะที่ Partner กับ MOCA อีกด้วย และอีกหนึ่งจุดที่ควรได้รับการพูดถึงมากๆก็คือ Courtyard กลางโรงแรมที่คุณ Jean-Michel Gathy ออกแบบให้เป็นบึงน้ำโมเดิร์นขนาดใหญ่พร้อมสวนอันสงบสวยงาม ตรงตามคอนเส็ปต์ Urban Resort เป๊ะเลยครับ บริการเรือรับส่ง และถ้าหากเราอยากจะออกจากโรงแรมไปช้อปปิ้งที่ ICONSIAM หรือไปทำธุระแถวๆท่าเรือสาทร ทางโรงแรมก็มีบริการเรือรับส่งตลอดช่วงกลางวันเลยครับ สามารถเช็ครอบได้ที่โรงแรมเลย Swimming Pools Main Pools ของที่ Four Seasons Bangkok ต้องเติม s ครับ เพราะมีติดกันหลายสระ หลายระดับความลึก เลือกจุ่มตัวกันได้ตามอัธยาศัย เตียงรอบสระก็มีให้เลือกทั้งเตียงเดี่ยวเตียงคู่ ตัวสระนั้นอยู่แทบติดกับแม่น้ำ จึงได้ทั้งวิวตึก วิวสวน และวิวเจ้าพระยาขึ้นอยู่กับว่าเราจะหันไปทางไหน นอกจาก Main Pools แล้ว ยังมีสระว่ายน้ำอีกแห่งไว้ให้บริการในศูนย์สุขภาพ Urban Wellness Centre อีกด้วย เราปลื้มตู้ Supply ของใช้ริมสระที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ให้บริการแบบพร้อมมากๆ ทั้งผ้าเช็ดตัว ครีมกันแดด ไปจนถึงนิตยสารให้อ่านเพลินๆกันด้วยครับ พอมีตู้นี้ตั้งแล้ว สระดูน่ารักขึ้นอีกเยอะเลย ช่วงที่เราเดินเล่นอยู่รอบสระ ฝนกำลังเริ่มจะโปรยปรายลงมาพอดี และพนักงานก็รีบนำร่มมาให้ทันทีเลย นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างเล็กๆที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมดูแลแขกด้วยความใส่ใจในแบบของ Four Seasons ครับ Urban Wellness Centre โซนนี้ประกอบไปด้วย Gym ที่มีอุปกรณ์ครบมากๆ พร้อมผู้ดูแลมืออาชีพ Spa สุดเอ็กซ์คลูซีฟ (เสียดายที่ตอนเราไป Spa ยังไม่เปิด เนื่องจากมาตรการโควิดจึงไม่ได้เก็บรูปมาฝาก) สระว่ายน้ำเฉพาะสำหรับสมาชิก และสวนสวยใน Courtyard ที่ช่วยเติมความงดงามสีเขียวให้เรารู้สึกผ่อนคลายและเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากแขกที่พักในโรงแรมแล้ว Urban Wellness Centre ยังเปิดให้บุคคลภายนอกสามารถสมัครสมาชิกเข้ามาใช้บริการได้ด้วย สอบถามรายละเอียดกับทางโรงแรมได้เลยครับ Yu Ting Yuan ห้องอาหาร Signature ของโรงแรม ห้องอาหารจีนกวางตุ้งต้นตำรับตามแบบฉบับของชนชั้นสูง ทางเชฟซิว เซียวกุยและทีมงานต่างก็หมายมั่นปั้นมือให้ Yu Ting Yuan เป็นห้องอาหารจีนแห่งแรกในไทยที่จะได้รับดาวมิชลิน และแล้วก็ได้รับรางวัล 1 MICHELIN Star เป็นที่เรียบร้อย ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ แม้ว่าเราจะยังไม่ได้ลิ้มลองอาหารอันเลิศรสของหยู้ ทิง หย้วน เนื่องจากคิวจองเต็มจนล้นไปอีกหลายเดือน แต่จาก Decor และวิวสระน้ำที่สะท้อนแดดระยิบ เราก็รับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่สูงศักดิ์ และเข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไม Yu Ting Yuan จึงเป็นร้านดาวเด่นของ Four Seasons Bangkok ห้องอาหารทั้งหมดที่ Four Seasons Bangkok รวมถึง Yu Ting Yuan นั้นได้รับการออกแบบโดย AvroKo บริษัทออกแบบชื่อก้องโลกจาก New York (แต่ตอนนี้มีออฟฟิศอยู่ใน 4 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยแล้วนะครับ) เขาเชี่ยวชาญงานออกแบบใน Hospitality Industry เป็นพิเศษ เป็นที่เลื่องลือกันว่าหากร้านใดให้ AvroKo ออกแบบแล้วล่ะก็ ให้เตรียมตื่นตะลึงกับความงามได้เลย ห้องอาหารอิตาเลียน Riva del Fiume Ristorante เราประทับใจกับการแต่งร้านของห้องอาหาร Riva ริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้มากเลยครับ (ก็แหงแหละ AvroKo เค้าเป็นคนออกแบบนี่) เพราะรู้สึกว่าเป็นจุดลงตัวพอดีระหว่างความหรูหรากับความโฮมมี่ และระหว่างความวินเทจกับความโมเดิร์นด้วย ทำให้นึกถึงบรรยากาศร้านอาหารสวยๆริมทะเลสาบ Como ที่อิตาลีเลยครับ Riva มีทั้งโซนให้นั่งภายในอาคาร (ที่สวยงามน่านั่งจริงๆน้าาา) และโซนระเบียงด้านนอกแบบ Al Fresco ทั้งฝั่งแม่น้ำ และสระว่ายน้ำ ภายในห้องอาหารมีโซนครัวเปิดขนาดใหญ่โชว์การอบพิซซ่าและรีดพาสต้ากันสดๆด้วย ขนาดโดยรวมจึงค่อนข้างใหญ่มากเมื่อเทียบกับร้านอื่นๆในโรงแรม เชฟ Andrea Accordi รับหน้าที่ดูแลห้องอาหารนี้โดยเฉพาะ แต่ดาวเด่นตัวจริงของที่นี่คือ "ที่สุดของวัตถุดิบ" จากแต่ละภูมิภาคของอิตาลีที่ถูกคัดสรรมาอย่างรู้จริง เชฟลงลึกไปจนถึงวัตถุดิบพื้นฐานอย่างน้ำมันมะกอกสุดพิเศษจาก Tasca d'Almerita พริกแห้งจากเมือง Senise ไปจนถึงผลเคเปอร์คุณภาพเยี่ยมจากเกาะ Pantellaria เมื่อวัตถุดิบชั้นยอดมาเจอกับฝีมือชั้นครู ความดีงามของเมนูที่ Riva จึงไม่ต้องสาธยายกันให้มากเรื่อง ทุกเสาร์-อาทิตย์ที่นี่เปิดให้บริการ Breakfast ด้วยนะครับ แค่นึกภาพก็อยากจองแล้วล่ะ ดินเนอร์สไตล์ฝรั่งเศสที่ Brasserie Palmier เย็นนี้เรามีนัดดินเนอร์กันที่ห้องอาหารต้นปาล์มแห่งนี้แหละครับ และงานดีไซน์ของ AvroKo ก็แผลงฤทธิ์อีกแล้ว เพราะเค้าเนรมิต Brasserie ที่ (ควรจะ) หมายถึง ร้านอาหารกันเองสบายๆแนว Informal Restaurant ให้กลายเป็นสถานที่สุดวิลิศมาหราและมีรสนิยมเกินเบอร์ ยิ่งมีคอนเส็ปต์ French Tropics กำกับ ก็ยิ่งเสริมส่งพลังงานความมีอารยะให้ทยานขึ้นไปอีกระดับ ราวกับได้วาร์ปมาอยู่ห้องรับแขกในตำหนักฤดูร้อนของตระกูลผู้สูงศักดิ์สักตระกูลหนึ่ง แต่เรามาที่นี่เพื่ออาหารครับ และเมนูอาหารที่นี่นั้นก็เป็นเมนูใหม่ที่เพิ่งอัพเดทล่าสุดกันเสียด้วย คอนเส็ปต์ของอาหารยังคงเป็น Casual Classic French ง่ายๆสไตล์ Brasserie เพียงแต่เชฟ Nicolas Raynal ผู้ดูแลห้องอาหารฝรั่งเศสนี้ ได้ใส่ความพิถีพิถันลงไปในการปรุงและมีการประยุกต์ให้เมนูส่วนใหญ่เบาและละมุนขึ้นกว่าสูตรดั้งเดิม เพราะคอนเส็ปต์ของความเป็นฝรั่งเศสในเขตร้อนนั้นก็ย่อมเหมาะกับอะไรที่สดชื่นเบาสบาย และด้วยความที่บริเวณนี้ เคยเป็นที่ตั้งขององค์การสะพานปลามาก่อน เมนูของ Palmier จึงให้ความสำคัญกับปลาและอาหารทะเลเป็นหลัก ว่าแล้วเรามาเริ่มมื้อไปพร้อมๆกันเลยดีกว่าครับ เปิดมื้อด้วยแก๊ง E ntrée ขอแทรกนิดนึงนะครับว่า E ntrée ในวัฒนธรรมฝรั่งเศสนั้นแปลว่าอาหารเรียกน้ำย่อยนะครับ แต่ถ้าใครเคยไปอเมริกาจะรู้ว่า ที่อเมริกา Entrée จะหมายถึงอาหารจานหลัก อาจทำให้สับสนกันสักนิด แต่วันนี้เรามาร้านอาหารฝรั่งเศส ก็ขอเรียกตามแบบฝรั่งเศสก็แล้วกันนะครับ ที่โดดเด่นอยู่บนพานน้ำแข็งก็คือ Spéciales Gillardeau Oysters N4 หอยนางรมไซส์กำลังทานจากฟาร์มของตระกูล Gillardeau ที่ทำธุรกิจหอยนางรมมากว่า 123 ปี ได้ชื่อว่าเป็นแบรนด์ Rolls-Royce แห่งหอยนางรมเลยนะครับ เขาต้องใช้เลเซอร์สลักตัว G ไว้ที่เปลือกหอยเพื่อป้องกันของปลอมกันด้วย ทางเชฟเตรียมซอสมาให้ 2 อย่าง แต่หอยพรีเมี่ยมขนาดนี้ เราอยากโฟกัสไปที่รสธรรมชาติของน้อง จึงบีบเพียงเลม่อนลงไปเล็กน้อยแล้วดื่มด่ำกับความหวานปน Nutty ก็ฟินมากๆแล้วครับ เรียกน้ำย่อยจานต่อมาเสิร์ฟคู่กัน 2 อย่างในจานเดียวเลยครับ คือ Comté Cheese Croquettes จิ้มกับซอสทาร์ทาร์ เจ้าชีส Comté คือของโปรดเราอยู่แล้ว เราชอบในความเค็มๆ มันๆ ถั่วๆของน้อง พอเชฟหยิบมาทำเป็น Croquettes ก็ยิ่งเพิ่ม Texture ความอร่อยมากขึ้นไปอีก ส่วนอีกจานก็คือ Marinated Sardine Tartines พร้อม Tomato Marmalade เชฟ Nicolas บอกว่าจานนี้คือ Personal Favorite ของเชฟเลย พนักงานก็ช่วยยืนยันอีกเสียงว่านี่เป็นหนึ่งในจานที่ถูกออร์เดอร์บ่อยที่สุด ต่อกันด้วยคอร์สที่ 2 ซึ่งประกอบไปด้วย 2 เมนู จานแรกรสชาติออกแนวสดชื่น เบาๆ เป็นกัวกาโมเล่กุ้ง Obsiblue ว่ากันว่าน้องกุ้งหางฟ้านี้พิเศษมากเลยนะครับ เพราะพบได้ในลากูนบนเกาะ New Caledonia (เขตปกครองของฝรั่งเศส แต่อยู่ใกล้ออสเตรเลีย) เท่านั้น และเป็นกุ้งของฝรั่งเศสเพียงชนิดเดียวที่ได้รับการยอมรับในประเทศญี่ปุ่นให้เป็น Sashimi Grade คือกินดิบได้เลย เนื้อของเค้านุ่มและหวานกว่ากุ้งทั่วไป เชฟนำมาคลุกเคล้ากับ Tomato Marmalade, Avocado และ Kiwi แนมด้วย Pickled Raspberry เป็นการเพิ่มรสชาติเนื้อกุ้งด้วยผลไม้ที่อร่อยและครีเอทีฟมากครับ ส่วนจานที่ 2 เป็นของดังประจำ French Cuisine อยู่แล้วนั่นก็คือ Escargot หรือหอยทางฝรั่งเศสเนื้อกรึบๆกรุบๆนั่นเอง เชฟ Nicolas เอามาทำเป็น Cromesqui ซึ่งคล้ายๆ Croquette ครับ แต่ด้านในเชฟใส่ Persillade (ซอสพาร์สลีย์ปั่นกับกระเทียม น้ำมัน และน้ำส้มสายชู) พร้อมหยดหน้าเพิ่มความเผ็ดนิดหน่อยด้วย Coulis ที่ทำจากพริก Piquillos แล้ววางลงบนเส้นขดก้นหอยที่ทำมาจาก Mashed Potato เนื้อเนียน และก็มาถึง Main Course ของเรา มาเป็นแพ็ค 3 เลยครับ เริ่มด้วย Duck Confit ตัดเลี่ยนด้วยความสดชื่นของซอสส้ม เสิร์ฟกับเบบี้แครอทกับหัวเทอร์นิปเคลือบด้วยซอสบางอย่างที่รสชาติเปรี้ยวๆหวานๆ เนื้อเป็ดนั้นลุ่ยละลายหลุดออกมาจากกระดูก ถูกต้องตามตำรับฝรั่งเศส ส่วนรสเปรี้ยวอมหวานของซอสส้มก็ทำให้จานนี้หอมอร่อยยิ่งขึ้นไปอีก ต่อกันด้วยซุป Lobster Bisque ที่ปรุงแบบซอส Américaine ซึ่งไม่ใช่ซอสของอเมริกันนะครับ แต่เป็นซอสที่คิดค้นโดยเชฟฝรั่งเศสแล้วตั้งชื่อว่าซอสอเมริกัน เจ้าชื่อเฉพาะต่างๆพวกนี้ทำให้งงกันไปหมดเลยเนอะ เอาเป็นว่าถ้วยนี้เป็น Bisque ที่เชฟออกแบบให้เบาใสขึ้นกว่า Bisque แบบข้นที่เราเคยทาน จึงอร่อยเข้ากับคอนเส็ปต์เขตร้อนได้โดยไม่เลี่ยน เสิร์ฟคู่ข้าวเกรียบกุ้งที่ทีมเชฟทำขึ้นสดใหม่เอง จานที่สามนี้มีชื่อว่า Palmier French Fries ขอแทรกเกร็ดเล็กๆอีกนิดครับ คำว่า French Fries แม้ชื่อจะบอกว่า French แต่จริงๆแล้วมีต้นกำเนิดจากประเทศ Belgium นะครับ พวกศัพท์อาหารนี่ทำให้งงกันอีกแล้ว ฮ่าๆ กลับมาที่มันฝรั่งทอดสูตรของ Palmier กันดีกว่า เหมือนจะธรรมดาใช่ไหมครับ แต่นี่คือ French Fries ที่เป็น Signature ของห้องอาหาร Palmier เชียวนะครับ เชฟ Nicholas ใช้มันหวานนำมาสไลซ์เป็นแผ่นบางเฉียบ จากนั้นก็ค่อยๆเรียงซ้อนกันให้เป็นชั้นๆ แล้วจึงตัดให้เป็นแท่ง น่าจะต้องใช้เทคนิคเฉพาะอื่นๆในการปรุงอีก เชฟบอกว่าใช้เวลาทำนานมากๆครับ เกือบทั้งวัน ผลที่ออกมาก็คือ French Fries ที่ไม่กรอบนะครับ แต่นุ่มอร่อยและมีรสหวานธรรมชาติในตัว เสิร์ฟพร้อมกับ Homemade Ketchup ที่ทีมเชฟทำเองอีกเช่นกัน เมื่อทานแล้วก็จะรับรู้ถึงความแตกต่างจาก Ketchup แบบ Store-bought ทั่วไปได้ชัดเจนเลย อิ่มอร่อยกับของคาวกันไปจนต้องแอบปลดตะขอกางเกงแล้ว แต่เรายังคงมีพื้นที่ให้ของหวานเสมอครับ ฮ่าๆๆ เมื่อ Waiter เข็นรถของหวานออกมา พร้อมกับขนมหน้าตาแปลกวางอยู่ในกระทะ เราก็รู้สึกตื่นเต้นทันที ครั้งล่าสุดที่เราได้ทาน Baked Alaska ก็น่าจะเกือบ 10 ปีมาแล้ว ขนมชนิดนี้มีชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Omelette Norvégienne ซึ่งปกติก็จะประกอบไปด้วยไอศกรีม เนื้อเค้ก คลุมด้านนอกด้วยเมอร์แรงก์ สำหรับมื้อนี้ที่ Palmier นั้น เชฟทำออกมาในรสชาติเสาวรสและกล้วยหอม พร้อมราดด้วยเหล้ารัมจุดไฟ ก่อนจะเพิ่มความสดชื่นอีกนิดด้วยผิวมะนาวที่ถูกนำไป Confit จานนี้เป็นทั้งอาหารตาและอาหารปากที่อร่อยสดชื่นมากๆครับ ตอนแรกนึกว่าชิ้นใหญ่แล้วจะกินไม่หมด แต่ที่ไหนได้.... เกลี้ยง! หลังจากที่ความอร่อยทั้งหมดของมื้อลงไปรวมอัดแน่นกันอยู่ในพุง เราจึงขอปิดท้ายมื้อนี้ด้วยชาใบมินต์สด เพื่อช่วยให้สบายท้องขึ้น ทางห้องอาหารเสิร์ฟชามาพร้อมขนม Petit Fours ชิ้นเล็กๆมาให้ด้วย เราชอบ Gimmick ที่หนึ่งในนั้นเป็นขนม Palmier หรือพายกรอบรูปผีเสื้อที่เราคุ้นเคยกันดี แต่จริงๆเค้าตั้งชื่อจากรูปทรงที่คล้ายต้นปาล์มต่างหาก เป็นอีกมื้อที่ประทับใจมากๆครับ อาหารว่าอร่อยแล้ว แต่สิ่งที่ประทับยิ่งกว่าก็คือการบริการและการเข้ามาพูดคุยให้ข้อมูลของทีม Brasserie Palmier ทุกท่านเลย ขอบคุณที่ดูแลเราอย่างดีเยี่ยมนะครับ เดินย่อยเสพงานอาร์ตที่ Art Space ได้เวลาขยับตัวแล้วครับ ครั้นจะเดินกลับห้องไปเฉยๆก็กลัวจะไปนอนอืดต่อบนเตียง โชคดีที่ถัดจาก Brasserie Palmier นั้นเป็น Art Space จัดแสดงงานศิลปะ ซึ่ง Four Seasons Bangkok นั้นก็ได้ Partner กับ MOCA Bangkok เราจึงถือโอกาสเดินย่อย และเสพศิลปะต่อกันเลย อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นบทความครับว่าโรงแรม Four Seasons Bangkok นั้นให้ความสำคัญกับศิลปะมากจริงๆ ที่นี่จะมีผลงานดีๆจากทั่วทุกมุมโลกมาจัดแสดงสับเปลี่ยนกันไปตลอดทั้ง 4 Seasons (แหะๆ เล่นคำนิดนึงนะครับ) Good Morning! เมื่อคืนหลังจากแช่สบู่หอมๆของ Maison Francis Kurkdjian Paris ในอ่างและล้างตัวด้วยฝักบัว Rain Shower ซู่ใหญ่ๆแล้ว พอหัวถึงหมอนแล้วเราก็หลับป๊อกไปเลย พลังดูดวิญญาณของเตียง Four Seasons นั้นสำแดงฤทธิ์กับเราแบบไม่ทันตั้งตัวเลยครับ รู้ตัวตื่นขึ้นมาอีกทีก็คือเกือบจะหมดเวลาเสิร์ฟ Breakfast ของโรงแรมแล้ว ซึ่งพลาดไม่ได้เด็ดขาดเพราะ Breakfast at Four Seasons นั้นก็เป็นที่เลื่องลือทั้งในเรื่องคุณภาพและความหลากหลาย ฉะนั้นรีบล้างหน้าแปรงฟันแล้วลงไปกินมื้อเช้ากันดีกว่า Breakfast at the Lounge จากรูปก็คงจะเห็นแล้วว่ามื้อเช้าของเราน้อยและเบาขนาดไหน ฮ่าๆๆ สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาตั้งแต่แรกก็คือการดีดชั้นครัวซองต์ และ Pastry ที่สวยงามมาก รู้เลยว่านอกจากจะทำสดใหม่แล้วยังต้องมีฝีมือมากๆด้วย สำหรับเราแล้วเบเกอรี่นั้นเป็นตัวบอกได้อย่างดีถึงคุณภาพและความใส่ใจในรายละเอียดมื้อเช้าทั้งมื้อ อย่างที่เห็นในภาพก็คือทางโรงแรมมี Items ให้เลือกเยอะมากครับ และในภาพรวมเราก็ประทับใจกับคุณภาพของ Breakfast มื้อนี้มากเช่นกัน ตั้งแต่ของคาว ของหวาน ไปจนถึงเครื่องดื่ม ทั้งน้ำผลไม้คั้นสด ชา (ยี่ห้อ Jing) และกาแฟ (ยี่ห้อ illy) อ้อ...ที่นี่มีสมูธตี้ประจำวันที่จะหมุนเวียนกันไม่ซ้ำกันด้วยนะครับ หากเราต้องเลือกแนะนำแค่บางอย่าง นอกจากเมนูไข่พื้นฐานที่ทำได้ดีมากแล้ว เกี๊ยวน้ำที่นี่อร่อยมากครับ ส่วน Cruffin ไส้ Hazelnut Praline ก็ดีแสนดีสุดๆไปเลย (ตอนพิมพ์ยังนึกถึงรสชาติอยู่เลยครับ ฮ่าๆๆ) กระทั่งเค้กกล้วยหอมหรือคุกกี้ก็ยังอร่อยเกินคาดไปเยอะ เชฟ Bruce Trouyet (Executive Pastry Chef) และทีมงานน่าจะใส่ใจกับงานกันมาก ตั้งตารอให้ Café Madeleine เปิดให้บริการเร็วๆนะครับ จะว่าไปเราก็พามาดูเกือบครบทุก F&B Outlet ของโรงแรมแล้วนะครับ จะขาดก็แต่ Café Madeleine ซึ่งยังไม่เปิด และ BKK Social Club ที่เตรียมพร้อมจะเปิดวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ตามนโยบายควบคุมโควิด เราก็เลยไม่ได้เก็บภาพมาฝากกัน สรุปความประทับใจ Four Seasons Bangkok at Chao Phraya River เป็นโรงแรมที่เป็นตัวแทนความ Modern Luxury ของแบรนด์ Four Seasons ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องเลยครับ "น้ำ" ที่ถูกนำมาเป็นแนวคิดหลักในการออกแบบโรงแรมนั้น ดูเหมือนจะมีพลังบางอย่างที่ช่วยเชื่อมประสานความดีงามในด้านต่างๆให้รวมเป็น 1 ประสบการณ์ Four Seasons ที่เยี่ยมยอด ตั้งแต่ทำเลริมเจ้าพระยาที่ทั้ง Prestigious และ Spacious มากๆ คอนเส็ปต์การออกแบบสถานที่และการตกแต่งภายในที่งดงามและสร้างสรรค์จนต้องเผลอร้องว้าวอยู่บ่อยๆ คุณภาพห้องพักที่เป๊ะปังไปซะทุกจุด อาหารและเครื่องดื่มที่ดีงามในทุกๆรายละเอียด และสิ่งที่เรารู้สึกได้ถึง "ความเป็น Four Seasons" มากที่สุดนั้นก็คือความใส่ใจของพนักงานทุกท่าน ขอบคุณ Four Seasons Bangkok at Chao Phraya River อีกครั้งที่มอบมนตร์เสน่ห์แห่งฤดูกาลทั้ัง 4 ให้เราได้สัมผัสนะครับ จองห้องพักได้ที่นี่ #LetsHoparound #FSBangkok #Fourseasonsbangkok
- The St. Regis Bangkok อิ่มเอมประสบการณ์ ณ โรงแรมระดับตำนานแห่งนิวยอร์ค เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ
The St. Regis Bangkok อิ่มเอมประสบการณ์ ณ โรงแรมระดับตำนานแห่งนิวยอร์ค วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไปลิ้มลองประสบการณ์ Staycation อันหรูหราและเอร็ดอร่อยกับแพ็คเก็จ Gastronomic Stay แสนคุ้มค่า มัดรวมกันมาให้ทั้งห้องพัก อาหาร และเครื่องดื่ม ณ โรงแรม St. Regis Bangkok กันครับ จองห้องพักได้ที่นี่ A Brief History ปูพื้นกันซักนิด โรงแรม St. Regis ดั้งเดิมที่ New York นั้นเป็นผลงานของ J.J. Astor บุรุษคนดังในแวดวงสังคมชั้นสูงแห่งยุค Guilded Age เขาเป็นทั้งนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นายทหารยศพันเอก นักประดิษฐ์คิดค้นผู้มีวิสัยทัศน์ และชายผู้มั่งคั่งที่สุดบนเรือ Titanic ก่อนที่จะจมลงไปพร้อมกับเรือสู่ทะเลอันหนาวเหน็บในปี 1912 เมื่อตอนเปิดตัวบนถนน Fifth Avenue ในปี 1904 อาคาร St. Regis กลายเป็นโรงแรมที่สูงที่สุดในอเมริกาด้วยความสูง 18 ชั้นในสไตล์ French Beaux-Arts อันงดงามและยังขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในโรงแรมที่ทั้งหรูและล้ำที่สุดอีกด้วย เพราะทุกๆห้องนั้นมีโทรศัพท์เป็นของตัวเองในยุคที่โทรศัพท์ยังคงเป็นเทคโนโลยีใหม่และราคาแพงเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเอื้อมถึง ส่วนชื่อ St. Regis นั้น J.J. Astor เลือกตามคำแนะนำของหลานสาวที่นำมาจากชื่อของทะเลสาบ Upper St. Regis Lake ทางตอนเหนือของรัฐ New York ซึ่งก็ถูกตั้งตามชื่อนักบุญชาวฝรั่งเศสผู้โอบอ้อมอารีมาอีกทอดหนึ่ง ในวันนี้แบรนด์ St. Regis มีอายุ 118 ปีแล้ว และได้ต้อนรับแขกระดับ VVIP ของโลกในทุกวงการมานับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นผู้นำประเทศ นักธุรกิจ ศิลปิน ดารา ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญมาหลายยุคสมัย ผ่านความเปลี่ยนแปลง และสร้างประวัติศาสตร์มาครั้งแล้วครั้งเล่า ปัจจุบัน St. Regis นั้นมี Property ในกว่า 60 โลเคชั่นทั่วโลกภายใต้การดูแลในเครือ Marriot เพื่อนๆรู้ไหมครับว่า Bloody Mary เครื่องดื่ม Cocktail สุดคลาสสิคที่มีอยู่ในแทบทุกบาร์ทั่วโลกก็มีต้นกำเนิดจากโรงแรมแห่งนี้นี่เอง จนกลายเป็นธรรมเนียมว่า St. Regis ทุกแห่งในโลกนั้นต้องมี Bloody Mary ในเวอร์ชั่นตัวเอง และสำหรับที่กรุงเทพนั้นก็มี Siam Mary เพื่อนๆลองสั่งมาชิมกันดูนะครับ The Arrival St. Regis Bangkok นั้นตั้งอยู่บนถนนราชดำริในทำเลที่เลอค่าที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ นอกจากจะติดสถานี BTS และอยู่ใกล้แยกราชประสงค์เพียงไม่กี่ก้าวแล้ว ฝั่งตรงข้ามยังเป็นราชกรีฑาสโมสร พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่มีทั้งสนามกอล์ฟและสนามแข่งม้า จึงทำให้ St. Regis Bangkok นั้นได้ “The Best Of Both Worlds” ทั้งความสะดวกใจกลางเมืองและความเขียวขจีแบบ Exclusive พร้อมๆกัน เราเทียบรถที่ทางเข้าตึก แล้วพนักงาน Porters ก็ช่วยลำเลียงสัมภาระของเราลงจากรถพร้อมเสนอบริการ Valet Parking ให้ บรรยากาศโถงชั้นล่างของตึกนั้นดูโอ่อ่าสวยงาม ที่นี่เน้นการใช้งานผ้าลวดลายอ่อนช้อยต่างๆมาบุประดับผนังโดยจะพบสิ่งนี้ได้ทั่วโรงแรมเลยครับ เราอ่านเจอมาว่าที่ St.Regis ดั้งเดิมที่ NYC ก็ใช้ผ้าไหมบุผนังเช่นกัน ก็เลยเดาเอาว่าน่าจะเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของแบรนด์ ส่วน Lobby ของโรงแรมนั้นอยู่บนชั้น 12 ซึ่งเราต้องกดลิฟท์ขึ้นไปเพื่อเช็คอิน ขั้นตอนทุกอย่างราบรื่นดีครับ พนักงานต้อนรับดูแลเราอย่างดี และพาเราขึ้นไปส่งเพื่อแนะนำห้องพักด้วย Our Room ที่ St. Regis Bangkok นั้นมีห้องพักทั้งสิ้น 227 ห้องพัก (ไม่รวม Owner’s Penthouse ขนาด 800 ตร.ม.) และแบ่งเป็นประเภทต่างๆถึง 12 Room Types โดยมีขนาดตั้งแต่ 45-250 ตร.ม. หนึ่งในห้องพักที่ Popular ที่สุดก็คือห้องพักของเรานั่นเอง (หมายเลข 1624) ห้องนี้มีชื่อว่า Caroline Astor Suite ทั้งโรงแรมมีอยู่ทั้งหมด 14 ห้องซึ่งเป็นห้องมุมของชั้นต่างๆ ทำให้เทควิวทั้งฝั่งสนามราชกรีฑาสโมสรแบบ 180 องศา และฝั่งเมืองแยกราชประสงค์แบบเต็มตา พื้นที่ 90-115 ตร.ม. (แล้วแต่ชั้น) ของห้อง Caroline Astor Suite นั้นถูกจัดสรรให้เป็นสัดส่วนดีมากๆ เริ่มตั้งแต่ Foyer โถงทางเข้าห้องและห้องน้ำสำหรับแขก ถัดไปอีกก็เป็นห้องนั่งเล่น/ห้องรับแขกที่กว้างมากแถมได้วิวเมืองผ่านกระจกบานโตอีกด้วย หันกลับเข้ามาอีกฝั่งของห้องก็เป็น Study Area ให้นั่งทำงานได้สบายๆ จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องนอนเพื่อพบกับเตียง King Size พร้อมวิวเขียวขจีของสนามกอล์ฟฝั่งตรงข้ามแบบจุใจ ยังไม่พอครับ เดินทะลุ Walk-In Closet เข้าไปโซนห้องอาบน้ำก็ยิ่งน่าประทับใจ เพราะเราสามารถแช่อ่างใบใหญ่ไปพร้อมๆกับชมวิวอันสวยงามได้เลย อีกอย่างที่เป็นจุดเด่นของ St. Regis ก็คือการที่มี Butler (On Call) มาให้บริการครับ เพื่อนๆสามารถโทรขอบริการ Butler ได้ 24 ชั่วโมงเลย เราขอให้พี่ Butler มาช่วย Unpack กระเป๋า และเตรียมอ่างอาบน้ำให้เราด้วย แต่ช่วงนี้โรงแรมเพิ่งกลับมาเปิดให้บริการหลังโควิด พนักงานยังไม่ครบทุกตำแหน่ง Butler คนหนึ่งอาจต้องดูแลหลายห้อง ก็ต้องใจเย็นกันนิดนะครับ เราแนะนำให้นัดพี่ๆเค้าล่วงหน้าจะดีที่สุดครับ พรรณนาความดีงามของห้องมาเยอะเลย เพื่อนๆอาจจะสงสัยว่าแล้ว Caroline Astor คือใครกัน ทำไมถึงต้องเอามาตั้งเป็นชื่อห้องด้วยนะ เราขอเฉลยว่าเธอคือคุณแม่ของ J. J. Astor ผู้ก่อตั้ง St. Regis นั่นเองครับ และเธอก็เป็นสตรีผู้ทรงอิทธิพลอย่างมากในยุคนั้นอีกด้วย ถึงขนาดจัดงาน Caroline’s 400 ของตัวเอง โดยเลือกเชิญเฉพาะบุคคลหัวกะทิในแวดวงต่างๆของสังคม New York จำนวนถึง 400 คน ในตอนนั้นบรรดาคนดังต่างก็ใฝ่ฝันว่าจะได้รับเชิญ แต่ Caroline เท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ ในปัจจุบัน Caroline’s 400 นั้นกลายเป็นชื่อกลิ่นน้ำหอมประจำโรงแรม St. Regis ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลิ่นไม้หายากในห้อง Ballroom ของเธอ เจือด้วยกลิ่นดอกกุหลาบสายพันธุ์ American Beauty ที่เธอหลงไหล Pool สระว่ายน้ำของ St. Regis Bangkok นั้นอยู่บนชั้น 15 ขนาดไม่ใหญ่มาก เน้นให้ลงเล่นแบบเพลินๆมีโซนที่มีหัวเจ็ทนวดตัวให้ด้วยนะครับ หรือถ้าไม่อยากลงน้ำเราสามารถสั่งเครื่องดื่มมาจิบขณะนั่งพักผ่อนริมสระ พร้อมชมวิวไปพลางๆก็ได้ บริเวณสระมีพนักงานคอยให้บริการแบบใส่ใจดีมากเลยครับ Clinique La Prairi นี่คือมุมลับที่เราโปรดปรานมากที่สุดในโรงแรมเลย Clinique La Prairie นั้นเป็นแบรนด์คลีนิคความงามและสุขภาพชั้นยอดระดับตำนานจากสวิสเซอร์แลนด์ และที่นี่ก็เป็นสาขานอกยุโรปแห่งแรกของแบรนด์ (St. Regis Bangkok ของเราไม่ธรรมดาจริงๆ) สิ่งที่ดีที่สุดก็คือแขกของโรงแรมทุกคนสามารถเข้ามาใช้ Wet Facilities ของที่นี่ได้ฟรีตลอดการเข้าพักเลยครับ แต่แทบไม่มีใครรู้! ภายในเหมือนกับเราอยู่ใน Private Onsen แบบ High End เลยครับมีทั้งบ่อจากุซซี่น้ำเกลือร้อน บ่อ Cold Plunge พร้อม Cold Waterfall Shower ห้อง Rasul ห้อง Steam ทางเดินนวดเท้าด้วยหิน และ Smart Shower ที่สามารถตั้งโปรแกรมเวลาและอุณหภูมิได้ บอกเลยว่าฟินมากทั้งในเรื่องคุณภาพและความเป็นส่วนตัว ในระหว่างที่เข้าใช้บริการเราแทบไม่เจอแขกคนอื่นเลย Epic Dinner Buffet at Viu สำหรับเพื่อนๆที่จองมาในแพ็คเก็จ Gastronomic Stay ก็จะมีดินเนอร์แสนอร่อยรวมอยู่ในแพ็คด้วย หากเข้าพักในวันอาทิตย์-พฤหัสฯ ทางห้องอาหาร Viu (วูว์) ก็จะเสิร์ฟเป็นเซ็ตดินเนอร์ 7 Course แต่หากเพื่อนๆเข้าพักวันศุกร์-เสาร์เหมือนกับเรา ก็จะเจอกับ Epic Dinner Buffet สุดอลังการ (ปกติราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2,500++ บาทต่อหัวนะครับ) โดยจะมีดาวเด่นเป็น Lobster ให้คนละ 1 ตัว สามารถแบ่งครึ่งให้เชฟปรุงได้ 2 แบบ ส่วนไลน์ Buffet ก็จะมีทั้งอาหารทะเลพรีเมี่ยมสดๆ ชาชิมิ เนื้อสตริปลอยน์ หมูคุโรบุตะ ซี่โครงแกะ ฮามอน อิเบอริโก้ ชีสนานาชนิด อาหารไทย ญี่ปุ่น ยุโรป ทั้งคาวและหวานมาครบหมดครับ เราอิ่มอร่อยกันมากจนต้องขอชา Peppermint มาตบท้ายเพื่อช่วยให้ท้องรู้สึกเบาขึ้นซักนิดก่อนกลับไปที่ห้อง Turn Down เราชอบห้องของเรามากครับ ความสวยงาม สะดวกและกว้างขวางทำให้เราอยากใช้เวลาที่ห้องนานๆ ที่สำคัญคือวิวในแต่ละช่วงเวลาของวันนั้นมีเสน่ห์ไม่เหมือนกันเลย ตอนฝนตกก็เป็นมู้ดที่สวยไปอีกแบบ หลังดินเนอร์มื้อใหญ่จบไป เราก็กลับมาพบกับห้องที่ Turn Down เสร็จเรียบร้อยแล้ว คืนนี้เราน่าจะนอนหลับกันสบายเลย อ่อ! อย่าไปเผลอปิด Master Switch ที่ประตูทางเข้าห้องนะครับ ไม่งั้นแอร์จะไม่ทำงาน เราเองก็งงอยู่นานจนต้องเรียก Butler มาช่วย Gym ตื่นเช้ามาวันนี้ เราขอฮึบออกกำลังกันก่อนเลย ยิมของ St. Regis Bangkok ครบและทันสมัยมากครับ ที่นี่ใช้เครื่องออกกำลังกายแบรนด์ TechnoGym ไม่ว่าจะเน้นเบิร์นไขมัน เพิ่มความยืดหยุ่น หรือสร้างกล้ามเนื้อทั้งแบบใช้เครื่องและยกเวทก็มีครบ รวมถึงเวทีมวยขนาดย่อมให้ซ้อมชกด้วย และที่สำคัญคือมีเทรนเนอร์อยู่ประจำคอยแนะนำการใช้อุปกรณ์และองศาท่าที่ถูกต้อง และหากอยากจัด Session ส่วนตัวก็สอบถามทางโรงแรมเพิ่มเติมได้เช่นกัน Breakfast Buffet ท้องเริ่มหิวแล้ว เรารีบอาบน้ำแต่งตัวไปเพื่อเพิ่มพลังกันต่อเลยครับ เรากลับมาที่ห้องอาหาร Viu อีกครั้งในบรรยากาศบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าซึ่งรวมอยู่ในแพ็คเก็จ Gastronomic Stay ด้วยเช่นกัน ทุก Station เต็มพรึ่บไปด้วยอาหารทุกหมวดหมู่ หลายสัญชาติ รวมไปถึงเครื่องดื่มและผลไม้ด้วย ให้รูปเล่าเรื่องก็แล้วกันนะครับ เราชอบครัวเปิดตรงกลางที่ทำให้เราได้ Enjoy ดูเชฟง่วนทำอาหารเสิร์ฟแขกนับร้อยกันอย่างขะมักขเม้น มีชีวิตชีวามากครับ นอกจากอาหารบนไลน์ Buffet แล้วอาหารไทยๆอย่างข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ไข่เจียวหมูสับ หรือก๋วยเตี๋ยวก็มีให้สั่งได้เช่นกัน Wrapping Up Our Stay เราใช้เวลาแค่เพียง 1 คืนที่นี่ แต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆที่น่าประทับใจครับ แบรนด์ St. Regis นั้นจัดอยู่ในประเภท Classic Luxury ภายใต้เครือ Marriot ซึ่งมีความ Heritage และดูภูมิฐานเป็นผู้ใหญ่ ก็จะเหมาะกับคนที่ชอบสไตล์นี้ครับ ส่วนเรื่องการบริการนั้นแบรนด์น่าจะการันตีได้อยู่แล้วว่าอยู่ในระดับ 5 ดาวตามมาตรฐานสากล แม้พนักงานจะยังกลับมาไม่ครบทุกตำแหน่ง แต่ทุกคนก็บริการด้วยใจอย่างเต็มที่ สิ่งที่เราประทับใจที่สุดก็คือห้องพักของเราและ Wet Facilities ใน Clinique La Prairie ที่เราเข้าไปใช้ได้ฟรีเลย สำหรับอาหารก็มีความหลากหลายและให้ของคุณภาพดี หากเพื่อนๆใช้สิทธิ์แพ็คเก็จ Gastronomic Stay ก็เท่ากับได้ทั้งห้องพัก อาหาร เครื่องดื่ม (และ Swiss Onsen) เราคิดว่าคุ้มมากครับ จองห้องพักได้ที่นี่ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม For more information ☎️ 02-207-7777 📩 reservation.bangkok@stregis.com #GastronomicStay #StRegisBangkok #LiveExquisite #LetsHoparound #Bangkok
- The Ritz-Carlton Maldives, Fari Islands เดอะริทซ์-คาร์ลตัน มัลดีฟส์ หมู่เกาะฟารี
The Ritz-Carlton Maldives, Fari Islands เกาะสวรรค์มหัศจรรย์ฝีมือมนุษย์ ณ North Malé Atoll แนวปะการังรูปวงแหวนบนปากปล่องภูเขาไฟเก่าในมหาสมุทรอินเดียนั้นมีหมู่เกาะ Fari (ประกอบด้วยเกาะทั้งหมด 4 เกาะ) ที่งดงามราวกับธรรมชาติจงใจมาปั้นแต่งเอาไว้ เพียงแต่ผู้ที่ปั้นแต่งหมู่เกาะ Fari นั้นไม่ใช่ธรรมชาติ แต่เป็น Pontiac Land Group บริษัทพัฒนาอสังหาฯสัญชาติสิงคโปร์ที่ตั้งใจถมทะเลสร้างเกาะสวรรค์บนผืนน้ำสีเทอร์คอยส์ของมัลดีฟส์โดยให้เป็นที่ตั้งของโรงแรมหรูมากๆถึง 3 แบรนด์นั่นก็คือ Capella, Patina (แบรนด์น้องใหม่จาก Capella) และ The Ritz-Carlton (แบรนด์สูงสุดของเครือ Marriott) ซึ่งเรากำลังจะพาเพื่อนๆไปสำรวจกันนั่นเอง จองห้องพักได้ที่นี่ มิถุนายน 2021 คือเดือนที่ Ritz-Carlton Maldives, Fari Islands ได้เปิดตัวขึ้นอย่างเป็นทางการ ดังนั้นนอกจากความหรูแล้ว ที่นี่ยังได้ความใหม่เอี่ยมอีกด้วย และที่น่าตราตรึงใจยิ่งขึ้นไปอีกก็คือรีสอร์ทแห่งนี่เป็นผลงานออกแบบชิ้นสุดท้ายของคุณ Kerry Hills สถาปนิกระดับตำนานผู้ออกแบบโรงแรมหรูมานับไม่ถ้วนทั่วโลก ก่อนที่เขาจะลาโลกไปในเดือนสิงหาคม 2018 ใช่แล้วครับ แม้แต่เขาเองก็ยังไม่ได้มีโอกาสให้เห็นโปรเจ็คท์นี้แบบเสร็จสมบูรณ์เลย ตัวรีสอร์ทถูกออกแบบให้มีโมเดิร์นเรียบหรู ด้วยสีสันและเส้นสายที่สะอาดตา ทีมคุณ Kery Hills เลือกใช้รูปทรงเรขาคณิตที่เข้าใจง่ายแต่ก็มีรายละเอียดที่โดดเด่น วิลล่าส่วนใหญ่จากทั้งหมด 100 หลัง (เลขสวยจำง่ายมาก) ซึ่งมีทั้งแบบ Beach Front และ Overwater นั้นถูกดีไซน์ให้เป็นทรงกลมเพราะได้แรงบันดาลใจมาจากกลอง Beru ท้องถิ่นของมัลดีฟส์นั่นเอง การเดินทาง ครั้งนี้เราเลือกสายการบิน SriLankan Airlines เป็นสายการบินประจำชาติของศรีลังกาและเป็นสายการบินสมาชิกของพันธมิตรสายการบิน Oneworld ซึ่งเราประทับใจการบริการ คุณภาพ รสชาติอาหารมาก แต่จะเสียเวลาเปลี่ยนเครื่องประมาณ 2 ชั่วโมงที่เมือง Colombo Sri Lanka นะครับ แต่โดยรวมแล้วเราชอบมาก เครื่องบินใหม่ มีจอทีวีหนัง เพลงอัพเดทมาก เบาะกว้าง ไม่อึดอัด เสิร์ฟอาหารอร่อยด้วย พอเราลงที่สนามบิน Velana International Airport เราก็เดินทางต่อไปที่รีสอร์ทกันโดยเรือ Speed Boat โดยใช้เวลานั่ง 45 นาทีโดยประมาณก็จะถึง The Ritz-Carlton Maldives, Fari Islands เลยครับ ค่าเครื่องบินไปกลับ กรุงเทพ-มาเล่ คนละ THB 16,XXX ค่าเรือ Shared Luxury Boat ไปกลับ คนละ USD 500++ ค่าเรือ Private Luxury Boat ไปกลับ ลำละ USD 2,800++ ค่าเรือ Private Luxury Yacht ไปกลับ ลำละ USD 7,100++ ค่าเครื่องบิน Shared Seaplane ไปกลับ คนละ USD 1,400++ ค่าเครื่องบิน Private Seaplane ไปกลับ ลำละ USD 9,500++ The Arrival รีสอร์ทแห่งนี้อยู่ห่างจากสนามบิน Velana International Airport ไปทางเหนือประมาณ 45 กิโลเมตร ประมาณ 1 ชั่วโมงบนเรือสปีดโบ้ท หรือแค่เพียง 10-15 นาทีบน Sea Plane เท่านั้น หลังจากที่มาถึงแล้วสิ่งที่แขกจะได้รับก็คือความเป็นส่วนตัวแต่ก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งวิลล่าของเราด้วยนะครับ เพราะบางมุมของเกาะก็จะมีเรือรับส่งแขกวิ่งผ่านไปมา ถ้าต้องการความเป็นส่วนตัวแบบจริงจัง แนะนำให้ย้ำกับทาง Reservations ตอนจองห้องเพื่อเลือกวิลล่าหลังที่หลบสายตาคนที่สุด แต่ไม่ว่าจะอยู่วิลล่าหลังไหน สิ่งที่ไม่น่าเป็นห่วงคือการบริการครับ เพราะที่ Ritz-Carlton นั้นแน่นอนว่าพิเศษเหนือระดับอยู่แล้ว Villa ทุกหลังจะมี “Aris Meeha” หรือ Butler ประจำตลอด 24 ชั่วโมง Resort Map ที่นี่จะแบ่งเป็น 4 เกาะตามแผนที่เลยครับ Our Villa No.128 จากนั้นคุณ Novita (Butler ของเรา) ก็พามาเช็คอินที่ห้องของเรา โดยเค้าอัพเกรดให้เป็นห้อง Sunset Beach Pool Villa แต่หลังจากนี้เราขอย้ายกลับไปห้องที่จองมาครับ เพราะคุณแม่อยากนอนห้องแบบ Overwater Pool Villa Sunset มากกว่า เรามาดูห้องพักของเรากันดีกว่า ห้องนี้ชื่อ Sunset Beach Pool Villa ขนาดใหญ่ 155 ตร.ม. สามารถนอนได้สูงสุดผู้ใหญ่ 3 คน มีทางลงหาดด้านหน้า มีห้องอาบน้ำแต่งตัวแบบ walk in closet ห้องส้วม ราวแขวนเสื้อที่ใหญ่มากกกก มินิบาร์ที่นี่ก็ฟรีทั้งหมด ยกเว้นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ มีของต้อนรับ มีทีวี มีลำโพง มีสระว่ายน้ำและพื้นที่นั่งพักผ่อนขนาดใหญ่ใช้ได้เลย Minibar รายการขนมและเครื่องดื่มทั้งหมดจะรวมอยู่ในราคาค่าห้องแล้วนะครับ ยกเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยจะเติมวันละ 1 ครั้งครับ ราคาห้องพักที่เราจองมาจะรวม Welcome in-villa amenity Daily turndown service and amenities Pressing Service at our courtesy on the day of arrival, up to 8 pieces per villa WIFI high-speed internet access in-villa and all public areas 24 hours Aris Meeha , your island butler for personalized experiences At our courtesy, non-alcoholic beverages and sweet & savory snacks in the honor-bar At our courtesy shared boat within the Fari Islands archipelago, as per the schedule Access to daily Resort activities, as per schedule Access to the fitness center, sauna & steam bath at our recreation area Access to the Ritz Kids area and daily activities calendar (for activities outside the daily schedule a charge applies) Access to Tennis court (Tennis Pro available for coaching at a fee) Non-motorized watersports activities: Stand Up Paddleboard / Kayak / Windsurfing / Catamaran Bathroom and Walk In Closet มาดูห้องน้ำกันดีกว่าครับห้องน้ำที่นี่ใหญ่มากๆ แบ่งเป็นโซน His & Her ราวแขวนผ้าคือยาวสุดๆ แขวนได้เป็นสิบๆ ชุดเลย ส่วน Amemities ของที่นี่ใช้ของ Bamford แบรนด์หรูที่เน้นความยั่งยืนจากอังกฤษนะครับ Pool Area and Beach Access บริเวณด้านนอกวิลล่าของเราก็มีโซฟา โต๊ะ เก้าอี้อาบแดด และมีทางเดินลงหาดเล่นน้ำได้เลย แต่โซนนี้ยุงจะเยอะนิดนึงนะครับ Move to Villa No.306 วันต่อมาเราได้ย้ายมาที่ห้องพัก Overwater Pool Villa Sunset เป็นห้องพักขนาดใกล้เคียงกับห้องแรก แต่ห้องนี้พิเศษตรงที่อยู่เหนือน้ำทะเล เราสามารถกระโดดลงไปว่ายน้ำดูปลาได้เลย แถมยังตื้นมากด้วยรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติสุดๆ Breakfast serve at La Locanda อาหารเช้าที่นี่เสิร์ฟเป็นแบบ Buffet และ A la carte มีครบมากครับทั้งอาหารเอเชียอาหารฝรั่งอาหารพื้นเมืองมัลดีฟ แต่สำหรับเรา เราชอบพวกเบเกอรี่มาก Restaurants ที่นี่มีร้านอาหารคอยเสิร์ฟความอร่อยให้กับเราถึง 7 ร้าน 7 สไตล์ (อย่าพลาดอาหารเลบานอนผสมอินเดียตอนเหนือที่ร้าน Arabesque นะครับ ปกติเราไม่ใช่แฟนอาหารอินเดียเลย ยังอร่อยติดใจมาจนถึงทุกวันนี้) และยังมีบาร์อีก 2 แห่ง EAU BAR ห้องอาหารสไตล์บีชคลับที่เสิร์ฟตั้งแต่อาหารทะเลสด ไปจนถึงพิซซ่าและดริ้งค์ต่างๆ LA LOCANDA ห้องอาหารเช้า และ อาหาร Southern Italian BEACH SHACK ห้องอาหารชิลๆสไตล์ Mediterranean เน้นจานแชร์ง่ายๆ ARABESQUE เป็นห้องอาหารเลบานอน ผสมอาหารอินเดีย SUMMER PAVILION ห้องอาหารจีน Cantonese เปิดเฉพาะมื้อเย็น IWAU ห้องอาหารญี่ปุ่น TUM TUM รถฟู้ดทรัคง่ายๆ สไตล์เอเชีย เปิดเฉพาะตอนเที่ยง ตั้งอยู่บนเกาะ Fari Marina Boutique หากใครยังจัดเสื้อผ้ามาไม่พร้อม ต้องมาแวะช็อปที่นี่ครับ The Boutique เค้าคัดสรรสินค้าแฟชั่นและแบรนด์เนมมาจากทั่วโลกรวมไปถึงแบรนด์โลคัล แบ่งเป็นส่วนของผู้ชาย ผู้หญิงและเด็ก ร้านตั้งอยู่ติดกับห้องอาหาร LA LOCANDA นะครับ บอกเลยว่าถูกจริตเราสุดๆ The Ritz-Carlton SPA Pool สระว่ายน้ำส่วนกลางของที่นี่ตั้งอยู่บริเวณบาร์ EAU BAR สามารถมานั่งรีแล็กซ์ได้ทั้งวันทั้งคืนเลยครับ ตกเย็นก็จะมีแสดงโชว์สั้นๆ Defining Moment พร้อมชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปพร้อมๆกันด้วย Defining Moment at EAU BAR Art สิ่งที่เราประทับใจที่สุดน่าจะ Vibe ของ “ความอาร์ท” ที่ทำให้ใจของเราระริกได้ตลอด นอกจากตัวรีสอร์ทและเกาะจะเป็นผลงานการดีไซน์ชั้นสูงในตัวอยู่แล้ว ที่เกาะ Fari Islands นี้มีการจัดแสดงงานศิลปะอยู่หลายจุด รวมไปถึงประติมากรรมทรงลูกบาศก์เรียบเท่อันเป็นอนุสรณ์เล็กๆเพื่อระลึกถึงคุณ Kerry Hills ด้วย Fari Marina Village นอกจากรีสอร์ทแล้ว ที่ Fari Islands ยังเป็นที่ตั้งของ Fari Marina Village ที่เป็นเหมือนชุมชนไฮเอ็นด์ส่วนกลางให้กับแขกของรีสอร์ททั้ง 3 ได้มาเพลินเพลินอย่างมีรสนิยม ทั้งในเรื่องอาหารการกิน ดนตรี ช้อปปิ้ง ความรู้ ศิลปะ ไปจนถึง Marina สำหรับจอดเรือยอทช์ เพราะที่นี่มีทั้ง Fari Beach Club ร้านอาหารหลากหลายสไตล์ ร้านค้าแบรนด์หรู ศูนย์ Marine Biology และที่เราชอบมากๆก็คืองาน Art Installation โดย James Turell ศิลปินผู้โด่งดัง เจ้าของผลงานห้องดูท้องฟ้าที่มีอยู่ในหลายๆมิวเซียมทั่วโลก สรุปความประทับใจ สำหรับเรื่องราคานั้นหากตัดสินใจจะมาเที่ยว Maldives เพื่อนๆก็คงได้ทำใจไว้ประมาณนึงอยู่แล้วเนอะว่าค่าครองชีพและค่าเดินทางนั้นค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเพื่อมาพักรีสอร์ทระดับ Ultra Luxury อย่าง Ritz-Carlton ด้วย แต่เป็นราคาสูงที่สมเหตุสมผลนะครับ คือเค้าต้องสร้างเกาะขึ้นมาใหม่ทั้งหมด การออกแบบก่อสร้างก็น่าจะยากลำบากพอตัว การบริหารจัดการวางระบบต่างๆ ไปจนถึงการเทรนพนักงานเพื่อให้ได้ตามมาตรฐาน Ritz-Carlton ก็คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แถมแต่ละวันยังต้องขนส่งข้าวของและวัตถุดิบหลายอย่างมาจากแดนไกลเพราะหาไม่ได้บนเกาะอีกด้วย พอมาทบทวนดูดีๆมันน่าทึ่งมากที่ Maldives กลายมาเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวระดับไฮเอ็นด์ได้อย่างรวดเร็ว จากต้นยุค 70s ที่ George Corbin เอเจ้นต์ท่องเที่ยวชาวอิตาเลียนพานักท่องเที่ยวกลุ่มแรกมายังหมู่เกาะที่แทบไม่มีใครรู้จักและไม่มีรีสอร์ทเลยมาจนถึงวันนี้นั้น ต้องบอกว่า Maldives มาไกลมากจริงๆครับ Maldives นั้นมีโรงแรมที่หรูหราในระดับใกล้เคียง Ritz-Carlton อยู่หลายแห่ง การแข่งขันในตลาด Luxury ค่อนข้างสูงทีเดียว แต่ละแบรนด์ก็ล้วนพยายามตอบโจทย์ที่ต่างกันไป เราคิดว่า Ritz-Carlton นั้นสามารถนำเสนอคุณค่าและรสชาติที่แตกต่างในตลาดได้อย่างสมศักดิ์ศรีครับ และเราก็มีความสุขกับประสบการณ์เข้าพักที่ Ritz-Carlton Maldives ในครั้งนี้มาก โดยเฉพาะการที่เราได้มาที่นี่กับครอบครัว หากเพื่อนๆกำลังมองหาที่พักผ่อนติดทะเลที่ทั้งสงบเป็นส่วนตัวในบรรยากาศงานดีไซน์ที่เรียบหรู ใช้เวลาว่างไปกับการปล่อยอารมณ์ อ่านหนังสือ ทบทวนชีวิต ดำน้ำดูปลาดูปะการัง หรือปั่นจักรยานเล่นรอบเกาะ ไม่ว่าจะมากับครอบครัว คู่รัก หรือเพื่อนสนิทเราก็ขอแนะนำที่นี่เลยครับ จองห้องพักได้ที่นี่ #LetsHoparound #Hopstay #Maldives #RCMemories #EmbraceIslandLife #FariIslands
- Beijing เที่ยวปักกิ่ง ยิ่งใหญ่และใหม่มาก
Let's Hoparound Beijing รีวิวเที่ยวปักกิ่งด้วยตัวเอง ยิ่งใหญ่และใหม่มาก นานแสนนานที่เราแอบเล็งไว้ว่าอยากจะมาเยี่ยมชมมหานครปักกิ่งสักครั้ง เราจึงตื่นเต้นกับทริปปักกิ่งครั้งแรกนี้ของเราเป็นพิเศษ แม้จะเป็นทริปสั้นๆเพียง 4 วัน 3 คืน แต่เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีนแห่งนี้ก็ทำให้เราประทับใจเกินคาดไปมาก ต้องใช้คำว่าเมืองเค้าเกรียงไกรจริงๆนะครับ เอาแค่เรื่องประวัติศาสตร์ก็สามารถย้อนกลับไปได้ไกลกว่า 3,000 ปีโน่นแน่ะ และถึงจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยปักกิ่งก็ยังคงยืนหนึ่งเป็นศูนย์กลางทั้งด้านการเมือง วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการศึกษาของประเทศจีน มหาอำนาจอันดับ 2 ของโลก บ้านเมืองนี้จึงเต็มไปด้วยเรื่องราวและความเปลี่ยนแปลงไม่รู้จบ ด้วยประชากรกว่า 22 ล้านคนที่เป็นแรงขับเคลื่อนทำให้เมืองใหญ่เมืองนี้มีอะไรใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา มาเถอะ เราจะพาไปสำรวจแบบรวบรัดกันดูว่าปักกิ่งในปี 2024 นั้นจะมีโฉมหน้าเป็นยังไงบ้าง โรงแรมพาร์คไฮแอท ปักกิ่ง (Park Hyatt Beijing) 北京柏悦酒店 รอบนี้เราเลือกนอนกันที่โรงแรม Park Hyatt Beijing แบรนด์ท็อปเทียร์ของเครือ Hyatt ที่นี่เป็นโรงแรมแบรนด์ Park Hyatt แห่งแรกที่เปิดให้บริการในจีน แค่ชื่อก็น่าจะการันตีความดีงามได้โดยแทบไม่ต้องอธิบายอะไรแล้ว แต่เราขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมกันอีกหน่อยละกันนะครับ (อุตส่าห์ไปค้นมา ฮ่าๆๆๆ) Park Hyatt Beijing ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจของปักกิ่งบนอาคารที่สูงที่สุดบนถนน Chang’an Avenue มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันมากและที่นี่ไม่ได้มีแค่โรงแรมเท่านั้นนะครับ แต่ยังประกอบไปด้วย Park Hyatt Residence, Park Hyatt Penthouse โดยตัวโรงแรมจะตั้งอยู่บนชั้น 37 ถึง 49 และ 59 ถึง 67 ของ Beijing Yintai Center โดยชั้นล่างๆจะเป็นห้างหรู และอยู่ติดกับรถไฟใต้ดินสถานี Guamao เลย ตัวโรงแรมมีห้องพักและห้องสวีทให้บริการรวม 237 ห้อง ตกแต่งสไตล์จีนโมเดิร์นเน้นสีครีมสบายตา เรียบแต่โก้ ที่สำคัญวิวจากห้องพักทุกห้องนั้นเป็นแบบพาโนรามาผ่านกระจกบานใหญ่เห็นวิวเมืองปักกิ่งแบบไม่มีอะไรมาบังเลย และทุกห้องก็จะมีระบบฟอกอากาศที่ทำงานเงียบเชียบมาก สามารถดักจับอนุภาค PM2.5 ได้ชะงัด ช่วยให้อากาศในห้องสะอาดสดชื่นปลอดภัยไร้กังวล จองโรงแรม Park Hyatt Beijing ได้ที่นี่ ตัวโรงแรมเพิ่งได้รับการปรับปรุงไปเมื่อปี 2019 ทุกอย่างจึงดูใหม่มากๆ นอกจากห้องพักสวยๆแล้ว ทางโรงแรมยังมี ร้านอาหารและบาร์อีก 3 แห่งไว้ให้บริการด้วยนะครับ แต่ถ้ายังไม่จุใจด้านล่างของตึกนั้นเป็นห้างไฮเอนด์ชื่อ in01 มีครบทั้งช้อปปิ้ง บันเทิง ฟิตเนส และร้านอาหาร ฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะเบื่อเลยครับ ห้องพักของเราเป็นห้อง 1 King Bed ขนาดห้อง 45 ตร.ม. เป็น Room Type มาตรฐานที่ดีมากเลยล่ะครับ ตอบโจทย์ทุกความต้องการในทริปนี้ของเรา พื้นที่ในห้องแบ่งสัดส่วนลงตัวมาก ไม่รู้สึกอึดอัดเลยครับ แต่ถ้าใครอยากได้ห้องพิเศษกว่านี้ก็มีอีกหลายประเภท ห้องใหญ่สุดก็คือ 240 ตร.ม.กันไปเลย คุณภาพเครื่องใช้ภายในห้องดีเลิศครับ เตียงนุ่มสบายกำลังดีปูด้วยผ้าปูเตียงความละเอียด 300 เส้นด้ายและผ้านวมขนเป็ด สมาร์ททีวีจอแบนขนาดใหญ่และมีเดียฮับในตัว โซนมินิบาร์มีเครื่องชงกาแฟและกาต้มน้ำสำหรับชงชาเตรียมไว้ให้บริการ ตู้เสื้อผ้าเป็นแบบ Walk-in ห้องน้ำแบ่งโซนแห้งโซนเปียกเป็นสัดส่วน มีทั้งฝักบัวและอ่างอาบน้ำ หน้าตาอาหารเช้าที่นี่น่ากินมั้ยครับ มีให้เลือกสั่งทั้งแบบ A la carte และ ตักเองแบบ Buffet จัดเต็มมากเลย สรุปสั้นๆคือถ้ามาเที่ยวปักกิ่งและพอจะมีงบ เราก็แนะนำให้นอนที่นี่นะครับ สำรองห้องพัก: จองโรงแรม Park Hyatt Beijing ได้ที่นี่ เวลาเปิดปิด: 24 ชั่วโมง การเดินทาง: สถานี Guomao เดิน 1 นาทีจากทางออก C Location: https://maps.app.goo.gl/jKJKsdQni3rW7q1x5 ย่านวัยรุ่นช้อปปิ้ง Sanlitun (ซานลี่ถุน) เป็นอึกหนึ่งย่านที่มาปักกิ่งแล้วต้องมาแวะ เพราะที่นี่จะรวมเอาทุกแบรนด์บนโลก ร้านอาหารดังๆ เบเกอรี่ คาเฟ่ รวมไปถึงแบรนด์โลคอลของจีนด้วย แต่ละร้านก็ไม่ได้มีแค่ชั้นสองชั้นเท่านั้นนะครับ บางร้านคือเหมาตึกทั้งตึกเลย ตอนที่เราไปตึก Louis Vuitton Flagship Store และ Dior Flagship Store กำลังก่อสร้างอยู่ ถ้าสร้างเสร็จน่าจะยิ่งใหญ่มากเลย นอกจากพวกร้านแบรนด์เนม เค้ายังมีร้านให้ได้นั่งอ่านหนังสือกัน 24 ชั่วโมงอีกด้วยนะ แถมถนนหนทางฟุตบาทคือทำดีมาก เดินกันเพลินเลยครับ เวลาเปิดปิด: ตามเวลาเปิดปิดของแต่ละร้าน การเดินทาง: MRT Line 10 สถานี Tuenjiehu ทางออก A แล้วเลี้ยวขวาที่สี่แยกตรงหน้า เดินตรงไปอีกประมาณ 400 เมตร พระราชวังต้องห้าม Forbidden City เพื่อนๆสามารถซื้อตั๋วเข้าชมได้ที่ https://bookingticket.dpm.org.cn/ โดยต้องจองล่วงหน้า 7 วัน ประมาณ 1 ทุ่มเวลาไทย เฝ้าจอได้เลยครับ โดยรอบเช้าเปิดให้เข้าชมเวลา 8:30 - 12:00. รอบบ่ายเปิดให้เข้าชมเวลา 11:00 เป็นต้นไป บางทีถ้าตรงกับวันหยุดยาวจีนก็จะหมดเร็ว แนะนำให้ไปแบบเลี่ยงวันหยุดยาวจีนนะครับ พระราชวังต้องห้าม หรือ The Forbidden City คือนครที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งจักรพรรดิจีนในอดีต เป็นที่ประทับของจักรพรรดิในราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง รวมทั้งสิ้น 24 พระองค์ ตั้งอยู่ใจกลางกรุงปักกิ่งเลยครับ สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ จักรพรรดิลำดับที่ 5 แห่งราชวงศ์หมิงผู้ย้ายราชธานีจากนานกิงมาปักกิ่ง การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปีค.ศ. 1406 หลังจากขับไล่ชาวมองโกออกนอกกรุงปักกิ่งได้หมด ใช้เวลาในการก่อสร้างทั้งสิ้น 14 ปี ปัจจุบันพระราชวังต้องห้ามเป็นหนึ่งในเกือบ 20 สถานที่ในปักกิ่งที่ได้รับการคุ้มครองจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลก ในอดีตพระราชวังแห่งนี้เป็นเขตหวงห้ามไม่ไห้ประชาชนเข้า แม้ข้าราชการชั้นสูงยังต้องขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ จึงเรียกพระราชวังนี้ว่า "พระราชวังต้องห้าม" แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปหลังการปฏิวัติประเทศจีนให้เป็นสาธารณรัฐในปี ค.ศ.1911 ถึงแม้ในปัจจุบันจะเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมในหลายๆจุดของพระราชวังแล้ว แต่ภายใต้ความยิ่งใหญ่นี้ก็น่าจะยังคงมีความลับต้องห้ามซุกซ่อนตัวอยู่อีกมาก เรามาดูความเว่อร์วังอลังการของพระราชวังต้องห้ามกันดีกว่าครับ เนื้อที่ทั้งหมดคือ 720,000 ตารางเมตร คือใหญ่กว่าพระบรมมหาราชวังของไทยเรามากกว่า 3 เท่า มีห้องทั้งหมด 9,999 ห้อง มีตำหนัก 800 องค์ พระที่นั่ง 750 และหอบูชาหลายหอ ศาลา หอพระสมุด รวมห้องลับอีกมากมาก มีสวน ลานกว้าง และทางเดินเชื่อมโยงถึงกันโดยตลอด มีคูและกำแพงที่สูงถึง 11 เมตรล้อมรอบ ในการก่อสร้างพระราชวังต้องห้ามนั้นต้องใช้สัตว์ลากจูงหลายพันตัว ช่างฝีมือกว่า 100,000 คน คนงานมากกว่า 1,000,000 คน และใช้อิฐกว่า 10,000,000 ก้อนเพื่อปูพื้นพระราชวัง วัสดุที่ใช้สร้างอาคารนั้นเป็นวัสดุชั้นยอดที่คัดมาจากทั่วประเทศจีน ทั้งไม้ “หนานมู่” จากมณฑลซื่อชวน กว่างตง และยูนนาน ไม้ซุงจากซื่อชวน เจียงซี เจ๋อเจียง ส่านซี และฮูนาน หินแกร่งหนักอึ้งจากฟ่างซานที่ถูกตัดออกมาเป็นก้อนๆยาวถึง 10 เมตร กว้าง 3 เมตร หนา 1.6 เมตร แค่การขนส่งวัสดุอย่างเดียวก็ต้องใช้ทั้งทรัพยากรและแรงงานมากมายมหาศาลเพราะประเทศจีนกว้างใหญ่ไพศาลมีหลากหลายภูมิประเทศ และภูมิอากาศมาก โดยเฉพาะไม้จากเขตภูเขาสูงและหินจากเขตหนาวเยือกแข็งก็ยิ่งลำบากเป็นพิเศษ Opening hours ปิดวันจันทร์ April 1st - October 31st 8:30 am - 5:00 pm Last Entry 16:00 November 1st - March 31st 8:30 am - 4:30 pm Last Entry 15:30 เพื่อนๆสามารถซื้อตั๋วเข้าชมได้ที่ https://bookingticket.dpm.org.cn/ สวนสาธารณะจิงซาน (Jingshan Park) อยู่ติดกับพระราชวังต้องห้ามทางฝั่งเหนือ สวนแห่งนี้เคยเป็นสวนของจักรพรรดิในราชวงศ์หยวน หมิง และชิง นอกจากแมกไม้นานาพรรณแล้ว จุดที่สูงที่สุดของสวนจะเป็นที่ตั้งของพระตำหนักว่านชุน (Wanchun Pavillion) ซึ่งในอดีตเคยเป็นจุดที่มีความสูงที่สุดในตัวเมืองปักกิ่งชั้นใน ปัจจุบันที่นี่จึงเป็นจุดชมวิวพระราชวังต้องห้ามจากมุมสูงได้แบบพาโนรามาเลยครับ เวลาเปิดปิด: 6:00 am - 9:00 pm การเดินทาง: MRT Line 8 สถานี Shichahai ออกทางออก C แล้วเดินไปทางทิศใต้ประมาณ 914 เมตร สามารถซื้อตั๋วเข้าชมได้ที่ด้านหน้าทางเข้า Voyage Coffee (Sanlihe Park Branch) Voyage Coffee เป็นแบรนด์คาเฟ่ฟีลโฮมมี่ของปักกิ่ง มีอยู่หลายสาขาแต่เราเลือกมาที่สาขาในสวนสาธารณะ Sanlihe Park (น่าจะอ่านว่า “ซานลี่เหอ“ นะครับ) เพราะมีบรรยากาศร่มรื่นสบายๆริมน้ำ บางทีก็มีน้องเป็ดน้องไก่จากละแวกใกล้เคียงเดินผ่านมาอวดโฉมกันด้วย แต่ไม่ว่าจะนั่งข้างนอกหรือข้างในก็ชิลไม่แพ้กัน เพราะด้านในร้านก็มีโซนหนังสือท้องถิ่นให้เลือกอ่านด้วย และต่อให้เราอ่านภาษาจีนไม่ออกแต่การที่มีมุมหนังสืออยู่ในร้านก็ช่วยสร้าง Vibes ดีๆได้อย่างบอกไม่ถูก ร้านนี้ดังทั้งกาแฟและขนม โดยเฉพาะกาแฟ Dirty แต่เราสั่ง Americano กับสปาร์คลิ่งยูสุ ซึ่งก็รสชาติดีทั้ง 2 แก้วเลย เวลาเปิดปิด: 10:00 am - 6:00 pm ทุกวัน การเดินทาง: MRT Line 7 สถานี Qiaowan ออกทางออก D แล้วเดินไปทางทิศใต้ประมาณ 10 นาที Li Qun Roast Duck Restaurant ร้านเป็ดปักกิ่งชื่อดังเจ้าเก่าของเมือง เปิดมาตั้งแต่ปี 1992 (เมื่อก่อนเจ้าของเคยเป็นเชฟของร้านดังอีกร้าน แต่ลาออกมาเปิดร้านที่บ้านตัวเอง) ร้านนี้ยังคงย่างเป็ดด้วยวิธีการดั้งเดิม โดยใช้ฟืนจากไม้แอ๊ปเปิ้ลและไม้สาลี่ที่จะมีกลิ้นหอมผลไม้อ่อนๆในควันไฟ ร้านเป็ดปักกิ่งส่วนใหญ่จะเป็นร้านแนวภัตตาคาร แต่ร้านนี้เป็นฟีลบ้านๆเลย แต่ประเด็นหลักของการมาร้านอาหารก็คือรสชาติ ซึ่งสำหรับเรานั้นอาหารอร่อยถูกปากแทบทุกจานที่สั่งมา เป็ดปักกิ่งหนังกรอบบาง เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำไร้กลิ่นสาบ อีกจานที่เราชอบมากไม่แพ้กันก็คือปลาทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน ส่วนเรื่องราคาก็ถือว่ารับได้ครับ ไม่ได้ถูกแต่ก็ไม่ได้แพงจนเหมือนถูกปล้น สั่งเป็ดมา 1 ตัว ราคาประมาณ 1,600-1,700 บาท แบ่งกันกิน 5 คนได้กำลังดีครับ แต่เราก็สั่งอย่างอื่นมากินด้วยอีกหลายอย่างเหมือนกันนะครับ ฮ่าๆๆๆ เวลาเปิดปิด: 10:30 am - 10:00 pm ทุกวัน การเดินทาง: MRT Line 7 สถานี Qianmen ออกทางออก D แล้วเดินไปทางทิศใต้ประมาณ 2 กิโลเมตร Wangfujing Street ถนนคนเดินหวังฟู่จิง 王府井大街 ตั้งอยู่ฝั่งขวาของพระราชวังต้องห้าม เป็นย่านที่ใครมาปักกิ่งครั้งแรกต้องแวะ เพราะ ที่นี่มีร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านแบรนด์เนมให้เลือกชิมเลือกช้อปเยอะแยะมากมาย รวมไปถึงร้าน POPMART ยอดฮิตด้วยนะครับ ร้านเยอะคนก็เยอะด้วยเช่นกัน ให้อารมณ์แบบชินจูกุที่โตเกียว สามารถเดินทางมาได้ง่ายๆ โดยรถไฟใต้ดินสถานี Wangfujing สายสีเขียวเข้ม หรือ แดงเข้ม Aesop Wangfujin WF CENTRAL House 19 ที่นี่เป็นร้านเอสอปสาขาแรกในจีนเปิดตัวช่วงปลายปี 2022 ตั้งอยู่ในย่านหวังฝูจิ่งของกรุงปักกิ่งภายในอาคารสีเหอหยวนซึ่งหมายถึงบ้านแบบจีนโบราณที่มีลานร่มรื่นอยู่กลางบ้าน จึงให้บรรยากาศที่ดูแปลกตาไปกว่าร้านอื่นๆของ Aesop บ้านหมายเลข 19 หลังนี้เป็นแบบจำลองของที่อยู่อาศัยของลูกพี่ลูกน้องของจักรพรรดิปูยี ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์คลาสสิกแบบราชวงศ์หมิงผสมกับองค์ประกอบอื่นๆที่มีความร่วมสมัย นอกจากสินค้าทั่วไปของ Aesop แล้ว สาขานี้ยังแบ่งพื้นที่พิเศษให้กับน้ำหอมคอนเส็ปต์ไม่เหมือนใครของแบรนด์ ถึงกับมีห้องส่วนตัวสำหรับทดลองกลิ่นโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีโครงการ Rinse and Return ของแบรนด์ โดยนำบรรจุภัณฑ์ Aesop ที่ใช้หมดแล้ว ล้างให้สะอาดแล้วมาคืนที่ร้าน เพื่อนำไปรีไซเคิลต่อ เป็นแนวคิดที่ดีมากครับ (แต่แอบคิดว่าน่าจะมีการแลกเปลี่ยนให้ส่วนลดในบิลถัดไปเพื่อเป็นแรงจูงใจเพิ่มเติมซักหน่อย อิอิ) ใครมีเวลาแวะไปดูได้น้าา ร้านเอสอปสาขานี้อยู่ใกล้กับ Dover Street Merket Beijing เวลาเปิดปิด: 10:00 am - 10:00 pm เปิดทุกวัน การเดินทาง: รถไฟใต้ดิน Line 1 สถานี Wangfujing ทางออก C2 หรือ B. กำแพงเมืองจีน (Mutianyu ด่านมู่เถียนยวี่) ว่ากันว่าใครมาปักกิ่งแล้วไม่มากำแพงเมืองจีน ถือว่ามาไม่ถึง ฮ่าๆ เราเลยบุ๊คตั๋วแล้วมาสำรวจกำแพงเมืองจีนโดยไม่รีรอ กำแพงเมืองจีนเริ่มก่อสร้างมาเมื่อ 2,200 กว่าปีที่แล้ว (ตั้งแต่ก่อนพระเยซูเกิดอีกอ่ะ) และมีความยาวรวมกว่า 20,000 กิโลเมตร ฉะนั้นจึงมีจุดให้เข้าชมได้หลายจุดมาๆ สำหรับครั้งแรกครั้งนี้ของเรา เราเลือกมากำแพงเมืองจีนที่ด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu) บอกเลยว่าประทับใจมาก! ที่นี่เป็นหนึ่งในด่านที่สภาพของกำแพงยังสมบูรณ์และยิ่งใหญ่ที่สุด จุดเด่นของด่านนี้ คือ ทางเดินง่าย วิวสวย มีหอคอยเยอะ เดินทางง่ายจากปักกิ่งแค่ 1.30 ชั่วโมงเท่านั้น แถมยังมีให้เลือกขึ้นไปชมกำแพงเมืองจีนแบบทั้งกระเช้าลอยฟ้า (cable car) แบบกั้นหมด กับ แบบไม่มีอะไรกั้น และลงแบบรางสไลด์ (toboggan) ที่ทำให้การเดินทางขึ้นลงกำแพงสะดวกสุด ๆ เหมาะกับการพาครอบครัวและเด็ก ๆ มาเที่ยวมาก และยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก บริการต่าง ๆ สำหรับนักท่องเที่ยว ห้องน้ำก็ถือว่าสะอาดมากนะครับ สามารถซื้อทัวร์ได้ที่: https://www.beijingmubus.com/ โดยรถทัวร์แต่ละวันจะมีออกจากปักกิ่ง 2 รอบ คือ 8:00 AM และ 10:00 AM Meeting Point: ขึ้น Subway Line 2 หรือ Line 13 มาลงสถานี Dongzhimen Station(东直门地铁B口)ออกทางออก B แล้วมองหาคนถือธง MUBUS สีแดง To Summer | 观夏 แบรนด์เครื่องหอมสัญชาติจีนจากปักกิ่งเองที่เน้นการปรุงกลิ่นจากพืชพรรณแถบเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นดอกหอมหมื่นลี้ มะลิ กล้วยไม้ ไผ่ ส้มพันธุ์ต่างๆ และอื่นๆอีกมากมาย นอกจากนี้งานดีไซน์แบรนดิ้งต่างๆก็จะใส่แนวคิดแบบตะวันออกผสมลงไปในความโมเดิร์นและมินิมอลไว้ได้อย่างลงตัว เช่น ฝาขวดน้ำหอมทรง 8 เหลี่ยม เป็นต้น ซึ่งเราชอบมากครับ ภายในร้านมีสินค้าทั้ง Home Fragrances ไปจนถึง Niche Perfume ราคาก็อยู่ในระดับกลางค่อนสูง แม้แบรนด์จะเปิดตัวได้ไม่นานแต่เราสัมผัสได้ถึงความฮิตกำลังติดตลาดอย่างรวดเร็วในหมู่คนจีนที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับแบรนด์ท้องถิ่นมากขึ้นกว่าแบรนด์จากชาติตะวันตก ส่วนเราเองก็โดนไป 1 ขวดเช่นกัน ฮ่าๆๆๆ 观夏 To Summer ในปักกิ่งมี 5 สาขา ส่วนสาขาที่เราไปตั้งอยู่ชั้น 1 ห้าง China World Mall ตรงข้าม Park Hyatt Beijing เวลาเปิดปิด: 10:00 am - 10:00 pm เปิดทุกวัน การเดินทาง: รถไฟใต้ดิน สถานี Guomao Dover Street Market Beijing ร้านรวมแบรนด์สตรีทแฟชั่นสุดล้ำโดย Rei Kawakubo แห่ง Comme Des Garçons มีหน้าร้านอยู่ในเพียง 7 เมืองทั่วโลก และปักกิ่งก็คือหนึ่งในนั้น สาขานี้มีพื้นที่ถึง 3 ชั้นซึ่งเต็มไปด้วยไอเท่มพิเศษที่คัดสรรมาจากกว่า 60 แบรนด์เฉพาะกลุ่มตั้งแต่ Stüssy, Lemaire, Miu Miu, Dries Van Noten, Sacai, The Row และอีกมากมาย แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือไลน์สินค้าที่แตกแยกย่อยของ Comme Des Garçons เอง สายสตรีทแวร์ห้ามพลาดนะครับ ร้าน Dover Street Merket Beijing อยู่ในย่าน Wangfujing street เวลาเปิดปิด: 10:00 am - 10:00 pm เปิดทุกวัน การเดินทาง: รถไฟใต้ดิน สถานี Jinyu Hutong Documents อีกหนึ่งแบรนด์เครื่องหอมจากแดนมังกรที่กำลังมาแรงเตรียมตัวไประดับโลกเพราะได้เงินอัดฉีดก้อนโตจาก Ushopal Group บริษัทบิวตี้เจ้าใหญ่ของจีน Documents เป็นแบรนด์ที่ถือกำเนิดขึ้นที่ Shanghai อีกเมืองยักษ์ใหญ่ของจีน แม้จะโฟกัสไปที่วัตถุดิบท้องถิ่นในการปรุงกลิ่นเช่นเดียวกับแบรนด์ To Summer แต่คาแรคเตอร์ของสินค้าและการสื่อสารแบรนด์นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง Documents จะเน้นไปที่วิถีชีวิตคนเมืองที่มีความล้ำสมัยกล้าที่จะแหวกแนว ซึ่งก็สอดคล้องกับคาแรคเตอร์ของเซี่ยงไฮ้ที่มีความเป็นเมืองยุคใหม่มากกว่าปักกิ่ง กลิ่นของ Documents นั้นมีโน้ตของโป๊ยกั๊ก ถั่ววอลนัท ดอกยูหลานแมกโนเลีย ไปจนถึงต้นจิงจูฉ่าย และราคาน้ำหอมก็เริ่มต้นตั้งแต่ขวดละประมาณ 4,000 บาทเลยทีเดียว สาขาที่เราไปตั้งอยู่ชั้น 1 ห้าง China World Mall ตรงข้าม Park Hyatt Beijing เวลาเปิดปิด: 10:00 am - 10:00 pm เปิดทุกวัน การเดินทาง: รถไฟใต้ดิน สถานี Guomao ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.instagram.com/documentsperfume/ สรุปความประทับใจ เราตกหลุมรักเมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีนแห่งนี้เข้าอย่างจังเลยล่ะ นอกจากบ้านเมืองจะสะอาดทันสมัยยิ่งใหญ่อลังการแล้ว สิ่งที่เกินคาดที่สุดกลับเป็นผู้คนที่เฟรนด์ลี่มากๆพร้อมช่วยเหลือตลอด แม้จะสื่อสารกันคนละภาษาต้องแปลกันผ่านแอ๊ป แต่เราก็รู้สึกได้ถึงความเป็นมิตรที่จริงใจ ส่วนอาหารก็ถูกปาก (ตัดสินเฉพาะจากร้านที่เราเลือกไปกินนะครับ) การเดินทางก็สะดวกปลอดภัย ที่ถูกใจอีกเรื่องก็คือทั้งเมืองนั้นขับรถไฟฟ้ากันเกือบทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการแก้ปัญหามลพิษของทั้งรัฐบาลและประชาชน ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่เราแทบจะไม่ได้กลิ่นควันรถหรือได้ยินเสียงรถเลยครับ ถ้าจะมีก็น่าจะมาจากบุหรี่บ้างเพราะคนปักกิ่งสูบบุหรี่จัดมากกกก 4 วันที่ปักกิ่งนี้ทำให้เรารู้เลยว่าเวลาแค่นี้ไม่พอครับ ฮ่าๆๆๆ เพราะยังมีอีกหลายสิบย่านที่เรายังไม่ได้ไปสำรวจ รอบหน้าจะเผื่อเวลามากขึ้นและจะกลับมาเที่ยวเมืองปักกิ่งอีกแน่นอน #LetsHoparound #Beijing
- The Tokyo EDITION, Toranomon เดอะ โตเกียว เอดิชั่น โทราโนมง
รีวิวโรงแรม The Tokyo EDITION, Toranomon เดอะ โตเกียว เอดิชั่น โทราโนมง EAST MEETS WEST กลับมาโตเกียวในรอบหลายปี!! เลยอยากมาลองพักที่โรงแรม The Tokyo EDITION, Toranomon เดอะ โตเกียว เอดิชั่น โทราโนมง เพราะเป็นแบรนด์ในเครือแมริออตที่เราชื่นชอบสไตล์มินิมอลของแบรนด์มากๆ แบรนด์ The EDITION ก่อตั้งขึ้นโดยคุณ Lan Schrager ผู้สร้างแบรนด์โรงแรมระดับตำนาน ร่วมกับ Marriott International เครือโรงแรมระดับโลก เป็นแบรนด์ Top สุดของเครือแมริออท The Tokyo EDITION, Toranomon เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปี 2020 ที่ผ่านมานี่เอง (ช่วงโควิดพอดี) เราชอบการตกแต่งอย่างอบอุ่นด้วยพื้นไม้ ผนังไม้ และเพิ่มเติมด้วยต้นไม้สีเขียว ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและเตรียมพร้อมสำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง จองโรงแรม The Tokyo EDITION Toranomon ราคาพิเศษคลิ๊กที่นี่ Overview โรงแรมตั้งอยู่ที่ชั้น 31–36 ของตึกระฟ้าใจกลางโตเกียวอย่าง “Tokyo World Gate” อยู่ในย่านธุรกิจ Kamiyachō ในทำเลที่สะดวกสบายติดกับจุดเชื่อมต่อรถไฟใต้ดินหลายสาย ทำให้สามารถเดินทางไปยังสถานที่ยอดนิยมอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง เช่น รปปงหงิ หรือ กินซ่า หรือไกลออกไปได้อย่างง่ายดายมาก ห่างจากสถานที่ที่ดีที่สุดของโตเกียวเพียงไม่กี่ก้าว ประกอบไปด้วยห้องพัก 206 ห้อง รวมถึงห้องสวีทอีก 22 ห้อง พร้อมกับทิวทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์ของโตเกียว มีให้บริการห้องอาหารทั้งหมด 3 ห้อง มองเห็นวิวโตเกียวทาวเวอร์ ล็อบบี้เลาจน์ บาร์เลานจ์ 3 แห่ง สปาพร้อมห้องทรีตเมนต์ 6 ห้อง ยิมพร้อมเครื่องเล่นที่ทันสมัย และสระว่ายน้ำสีน้ำเงินสุดโดดเด่น The Arrival ล็อบบี้ที่นี่จะอยู่ที่ชั้น 31 เราจะต้องกดลิฟต์ขึ้นมาจากชั้น 1 เมื่อลิฟต์เปิดมาเราจะเจอกับเก้าอี้ที่ตั้งเป็นงานอาร์ตและรูปถ่ายขนาดเล็ก ติดเรียงรายไปตลอดทางเดินที่ทอดยาวไปยังล็อบบี้และจุดสำหรับเช็คอิน ซึ่งล็อบบี้ที่นี่สวยมาก รู้สึกร่มรื่นเพราะเค้าตกแต่งด้วยต้นไม้กว่า 500 ต้นเลย แบ่งเป็นมุมต่างๆ ผ่อนคลายและดูไม่อึดอัด Our Room เราพักห้อง DELUXE เตียงคิงไซส์พร้อมวิวเมือง ขนาด 42 sqm ห้องพักที่นี่ออกแบบโดยสถาปนิกที่เราชอบมากที่สุดคนนึงในญี่ปุ่นเลย คือ คุณ Kengo Kuma ห้องมีความเรียบง่ายมาก มีเส้นสายที่สะอาดตาและขอบที่คมชัดตลอดแนวใช้สีออร์แกนิก เช่น พื้นไม้โอ๊คสีขาวพร้อมเฟอร์นิเจอร์สีเบจและสีขาว ให้ความโฮมมี่มินิมอลสุดๆ เหมาะกับการพักผ่อนมาก Amenities สิ่งที่ชอบสุดในห้องก็หนีไม่พ้น Amenities กลิ่นหอมละมุนสั่งทำพิเศษจากแบรนด์ Le Labo ใครอยากนำกลับบ้านก็ขวดละแค่ 8,000 JPY เท่านั้นนนนน Gym & Pool สำหรับโรงยิมที่นี่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงเลยนะครับ อุปกรณ์สุดไฮเทคโดย Technogym พร้อมอุปกรณ์มัลติฟังก์ชั่นล้ำสมัยกว่า 17 รายการที่คอยเติมเต็มความฟิตและสุขภาพที่ดีให้กับคนรักการออกกำลังกาย ส่วนพื้นที่สระว่ายน้ำที่นี่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวมากๆ ออกแบบเหมือนเรือนกระจกพร้อมหน้าต่างบานสูงเพื่อรับแสงจากธรรมชาติ แต่เสียดายที่ไม่มีวิวให้ชมเลย ส่วนตัวรู้สึกแอบอึดอัดนิดหน่อย แต่โดยรวมถือว่าสะอาดและใหม่มากๆ สรุปความประทับใจ สำหรับเราค่อนข้างชอบที่นี่ เพราะมันมีสไตล์การตกแต่งของแบรนด์ชัดเจนมากๆ เดินทางสะดวก อยู่ใจกลางเมือง ใครสนใจอยากมาพักที่นี่เราแนะนำเลยครับ สำรองห้องพัก: https://www.editionhotels.com/tokyo-toranomon จองโรงแรม The Tokyo EDITION Toranomon ราคาพิเศษคลิ๊กที่นี่ #LetsHoparound #HopStay #TheTokyoEdition #Toranomon #TheEdition #TheEditionHotel #Marriott #MarriottBonvoy
- เชียงแสน...เมืองแสนสุข Chiang Sean เที่ยวเชียงแสนกับ Hoparound.co
เชียงแสน...เมืองแสนสุข คุณเคยตกหลุมรักสถานที่บางแห่งโดยไม่คาดคิดมาก่อนมั้ย เชียงแสนก็เป็นสถานที่แบบนั้นแหละ เป็นเวลากว่าพันปีที่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงสุดงดงามแห่งนี้ได้เป็นแหล่งอารยธรรมอันอุดมสมบูรณ์ และเป็นศูนย์กลางความเจริญที่เปลี่ยนผ่านมาหลายยุคสมัยตั้งแต่ก่อนจะมีประเทศไทยเสียอีก หากไม่มีการเผาทำลายเมืองเชียงแสนในสมัยรัชกาลที่ 1 เพื่อป้องกันไม่ให้พม่าใช้เป็นฐานทัพ ความรุ่งโรจน์ที่เก่าแก่และแท้จริงของเชียงแสนก็คงจะโดดเด่นไม่แพ้เมืองเด่นใดๆในโลกเลย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม วันนี้เชียงแสนก็ได้กลายมาเป็นเมืองเล็กๆทว่าสง่างาม สงบเงียบ และเรียบง่ายด้วยวิถีชีวิตของผู้คนที่เจือไปด้วย ”ความขลัง” ในบรรยากาศ สิ่งปลูกสร้างโบราณเกือบร้อยแห่ง มีอายุตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันปีนั้นยังกระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ยิ่งเราได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง เรายิ่งหลงรักเชียงแสนประหนึ่ง love at first sight มาเถอะเพื่อนๆ มา #Hop ไปต้องมนต์เสน่ห์ของเชียงแสนพร้อมๆกันกับเรา ทริปนี้เรานอนที่ Athita The Hidden Resort Chiang Saen บูทีคโฮเท็ลที่เพิ่งเปิดใหม่ได้ไม่นาน สรุปให้ฟังก่อนเลยที่นี่เป็นหนึ่งในโรงแรมที่เราประทับใจที่สุดตั้งแต่เคยไปนอนมา ไม่ว่าจะด้วยความเป็นส่วนตัว (โรงแรมมีห้องพักทั้งสิ้นเพียง 9 ห้อง) การดีไซน์ตัวโรงแรมที่สื่อถึงคาแร็คเตอร์ของเชียงแสนและเชื่อมโยงเข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ประวัติความเป็นมาของทำเลที่ตั้งที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ “วัดอาทิต้นแก้ว” วัดใหญ่เก่าแก่อายุกว่า 500 ปี (ฟังดูน่ากลัวแต่ของจริงไม่เลย ดูสง่างามมากกว่า) และเป็นที่มาของชื่อ “อาทิตา” ด้วย รวมไปถึงอาหารอร่อยๆและการบริการของพนักงานที่ใส่ใจพอเหมาะพอเจาะกำลังดี ที่สำคัญทางโรงแรมยังมีกิจกรรมท้องถิ่นให้เราเลือกเข้าร่วมกันอีกด้วย Location: https://g.page/AthitaHotel?share ร่วมกิจกรรมชุมชนที่บ้านฮอมผญ๋า หลังจากที่เช็คอินเข้าห้องพัก ล้างหน้าล้างตาและสำรวจโรงแรมเรียบร้อยแล้ว เราก็เลือกจักรยานไปปั่นชมเมืองกันคนละคัน พร้อมกับจะได้ขี่ไปทำกิจกรรมที่ทางโรงแรมช่วยจองเอาไว้ให้เลยทีเดียว กิจกรรมที่เราเลือกทำก็คือพิมพ์ผ้าด้วยใบไม้ และนวดแบบ “ย่ำขาง” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาล้านนาที่ใช้เท้าชุบน้ำสมุนไพรหรือน้ำมันแล้วนำมาถูกับแผ่นเหล็กเผาไฟ จากนั้นก็นำมาเหยียบรีดเส้นคล้ายกับการใช้ลูกประคบ ปั่นชมเมืองได้ไม่นาน ก็เมื่อมาถึง “บ้านฮอมผญ๋า” สถานที่ที่เราจะมาทำกิจกรรมกัน เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพี่วัฒน์และพี่หวาน คู่สามีภรรยาเจ้าบ้านที่น่ารัก เราแนะนำตัวกันและพี่ๆทั้งสองก็ผลัดกันเล่าเรื่องความเป็นมาของเชียงแสนให้เราฟัง ซึ่งน่าสนใจเกินคาดมาก เชียงแสนเป็นเมืองที่มีความเป็นมายาวนาน บ้างก็ว่าถึง 3,000 ปี ก่อนพุทธกาลเสียอีก พี่วัฒน์เล่าให้ฟังว่ากษัตริย์บางองค์ในอดีตนั้นเคยพบพระพุทธเจ้าด้วย อาณาจักรที่เคยเจริญรุ่งเรืองบริเวณเชียงแสนในปัจจุบันก็เช่น นครสุวรรณโคมคำ อาณาจักรหิรัญนครเงินยาง โยนก-เชียงแสน ล้านนา เป็นต้น จนหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ก็บอกได้ไม่ชัดเจน เหลือแต่เพียงตำนานเรื่องเล่า และบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ต้องค้นคว้ากันต่อไป ทำความรู้จักกับความเป็นมาของเชียงแสนไปพอหอมปากหอมคอแล้ว พี่วัฒน์กับพี่หวานก็จัดแจงเตรียมอุปกรณ์เพื่อให้เราพิมพ์ผ้าด้วยใบไม้ท้องถิ่นซึ่งมีใบสักเป็นหลัก หลังจากที่เราเรียงใบไม้บนผ้าจนถูกใจแล้ว พี่วัฒน์ก็เอาแผ่นพลาสติกมาคลุมอีกชั้น และแจกค้อนไม้ขนาดถนัดมือมาให้เราจรรจงทุบเพื่อให้ลายของใบไม้ติดไปบนผ้า ถ้าทุบเบาไปสีก็จะไม่ติด ทุบแรงไปใบไม้ก็จะช้ำและทำให้ลายเลือน ทุบกันจนเมื่อยแล้ว พี่หวานก็เตรียมเอาผ้าไปนึ่งและผ่านกระบวนการอื่นๆต่อไป นวดย่ำขาง แบบพื้นบ้านล้านนา ณ โฮงฮอมผญ๋า ระหว่างนี้ เราก็ทยอยเปลี่ยนชุดเพื่อเริ่ม session การนวดแบบย่ำขางโดยพี่วัฒน์จะเป็น therapist นวดให้เรา แรกๆเห็นเตาแล้วเราก็แอบเสียวแทน โดยเฉพาะบางจังหวะที่ไฟลุกขึ้นฟู่อย่างกับมีใครผัดผักบุ้งไฟแดงทีเดียว แต่พอเวลาผ่านไปแค่แป๊บเดียวเราก็เริ่มผ่อนคลายพร้อมที่จะได้รับการบำบัดต่อไป ขณะนวดเราก็พูดคุยกันต่อถึงเกร็ดความรู้ และเรื่องราวชีวิตของแต่ละคน จนได้รู้ว่าพี่วัฒน์นั้นถนัดดูดวงและดูชื่อตามหลักทักษาด้วย เราก็เลยจัด session ดูดวงกันต่อเลย 555 กว่าจะกลับถึงห้องพักก็มืดพอดี เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการทำบุญตักบาตรหน้าวัดอาทิต้นแก้ว วันรุ่งขึ้นเราก็ให้ทางโรงแรมช่วยจัดเซ็ตตักบาตรไว้ ตื่นกันมาเตรียมตัวกันตั้งแต่ 6 โมงเช้า ทางโรงแรมก็จัดให้พนักงานพาเราเดินผ่านวัดอาทิต้นแก้วไปยังถนนอีกฝั่งเพื่อรอพระ เมื่อตักบาตรเสร็จแล้ว เราก็ขอให้ทางโรงแรมเตรียมเบรคฟัสต์ให้เลย เพราะเราอยากจะออกไปปั่นจักรยานเก็บภาพรอบเมืองอีกครั้ง ขอบอกว่าอาหารอร่อยมาก โดยเฉพาะข้าวต้มกระดูกหมูที่ให้เครื่องมาเยอะมาก ได้ใจไปเต็มๆ ปั่นจักรยานทัวร์รอบเมืองเชียงแสน กำลังจะกินอาหารเช้าเสร็จ บังเอิญพี่วัฒน์กับพี่หวานก็เอาผ้าที่เราพิมพ์ไว้มาส่งให้ที่โรงแรม พอรู้ว่าเราจะออกไปปั่นจักรยานกันก็เลยอาสาสมัครเป็นไกด์ให้ด้วย ทริปรอบเมืองของเราในเช้าวันนี้จึงน่าสนใจขึ้นกว่าเดิมไปอีก มากไปกว่านั้นยังมีการซื้อของกินท้องถิ่นจากตลาดมาเลี้ยงเราด้วย ต้องขอบคุณมา ณ ที่นี้อีกครั้งด้วยนะครับ ใจดีกันมากๆเลย บรรยากาศริมฝั่งแม่น้ำโขง ยิ่งได้ชมเมือง ก็ยิ่งตกหลุมรักเชียงแสน ทั้งบ้านเมืองที่มีซากอารยธรรมเก่าๆ แซมอยู่ทั่วเมือง และวิวธรรมชาติที่สวยงามมาก จุดนี้เป็นพื้นที่ราบที่อุดมสมบูรณ์ เพราะมีแม่น้ำสายใหญ่อย่างแม่น้ำโขงไหลผ่าน และมีภูเขาโอบล้อมรอบเป็นฉากหลังทั้งทางฝั่งไทยและลาว เรียกได้ว่าเป็นทำเลที่เหมาะสมกับการอาศัยและทำกินสุดๆ เราเข้าใจได้ไม่ยากเลยว่าทำไมคนในยุคโบราณจึงมักจะเลือกที่นี่เป็นทำเลในการตั้งรกราก ประตูเมืองเชียงแสน Location: https://goo.gl/maps/xYApkjMx6NpdG5jM9 เดินเล่นตลาดเช้าของเชียงแสน ตลาดชุมชนของชาวเชียงแสนที่มีของกินท้องถิ่นมากมาย เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ที่ย่างอยู่บนเตาเป็น "ข้าวปุกงา" คือข้าวเหนียวตำคลุกกับงาขี้ม่อนห่อด้วยใบตองแล้วนำไปปิ้ง มีให้กินเฉพาะช่วงต้นฤดูหนาวเท่านั้น Location: https://goo.gl/maps/9ogijs3NEKWgQAPz6 วัดพระธาตุเจดีย์หลวง Location: https://goo.gl/maps/JPHjzB4GpYTnkFNU6 วัดป่าสัก เจย์ดีโบราณที่คงสภาพสมบูรณ์ที่สุด โดดเด่นด้วยการรวมศิลปะหลายแบบเข้าด้วยกัน ทั้ง จีน ขอม พม่า สุโขทัย สะท้อนถึงความเป็นศูนย์กลางความเจริญที่ส่งผ่านมาหลายยุค หลายสมัย หลายเชื้อชาติของเชียงแสน Location: https://goo.gl/maps/H4ipMZ5zppbu6bFY6 วัดร้อยข้อ Location: https://goo.gl/maps/bUWfHAzSr3Zi34RR6 แวะชิลในสระว่ายน้ำที่โรงแรมอทิตาก่อนจะเช็คเอ้าท์ เรากลับมาพักผ่อนที่โรงแรมก่อนจะเช็คเอ้าท์ เราลงว่ายน้ำในสระระบบน้ำเกลือสีฟ้าอ่อนตัดกับสีน้ำตาลของอิฐปั้นมือสวยงามมาก เราใช้พลังงานไปกับกิจกรรมช่วงเช้าจนเกือบหมด รู้ตัวอีกทีก็หิวอีกแล้ว ก่อนเช็คเอ้าท์เราจึงตัดสินใจกินมื้อกลางวันที่โรงแรมอีกรอบ เพราะติดใจในรสมือมาจากมื้อเช้า แล้วก็ไม่ผิดหวังเลย เราชอบข้าวจิ๊นเมิน (ข้าวเนื้อตุ๋นสไตล์เหนือ) มากเป็นพิเศษ เพราะเนื้อนุ่มละลาย แถมหอมกลิ่นเครื่องเทศกำลังดีเลย มาเชียงแสนคราวนี้อิ่มทั้งบุญ อิ่มทั้งท้อง สุขทั้งกาย สุขทั้งใจ จนเริ่มเสพติด vibe แบบนี้และอยากจะมาเที่ยวบ่อยๆ ที่สำคัญคือเริ่มลังเลไม่อยากจะบอกให้ใครรู้เยอะ เพราะกลัวว่านักท่องเที่ยวจะมาทำให้เสน่ห์ของที่นี่เปลี่ยนไป แต่ก็อย่างว่าแหละ แฟนเพจของ hoparound.co น่ารักกันอยู่แล้ว เราก็ต้องแบ่งปันกันสิเนอะ เอาเป็นว่าถ้าใครได้ไปเชียงแสนแล้วติดใจเหมือนเรา ก็ช่วยๆกันทะนุถนอมกันหน่อยน้าาาา . FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co . #LetsHoparound #ChiangSaen #LetsHoparoundChiangSaen #LetshoparoundThailand #Travel
- Phulay Bay, a Ritz-Carlton Reserve ภูเลเบย์ อะริทซ์ คาร์ลตัน รีเสิร์ฟ
Phulay Bay The World’s First Ritz-Carlton Reserve ภูเลเบย์ อะ ริตซ์-คาร์ลตัน รีเสิร์ฟ บอกเลยว่าที่นี่ไม่ใช่แค่รีสอร์ทหรูตามมาตรฐานที่สูงอยู่แล้วของ Ritz-Carlton ทั่วๆไป การที่มีคำว่า Reserve ห้อยท้ายนั้น สะท้อนถึงความวิลิศมาหราที่ไม่ธรรมดา หรือ Uncommon Luxury เพราะในบรรดา Property ทั้งหมดของ Ritz-Carlton ในเครือ Marriott ที่มีอยู่ทั่วโลก มีเพียง 4 แห่งเท่านั้นที่ควรคู่กับสถานะ Reserve นี้ ยิ่งไปกว่านั้น Phulay Bay ยังยืนหนึ่งเป็น Ritz-Carlton Reserve ที่แรกในโลกอีกด้วย เรามีโอกาสได้เข้าพักที่นี่ 2 คืน เลยอยากจะพาเพื่อนๆไป #hop ดูกันว่าอะไรที่ทำให้ Phulay Bay เป็นที่พักผ่อนในฝันของนักท่องเที่ยวทั่วโลก Ritz-Carlton Reserve แห่งแรกที่พิเศษเหนือระดับ ทำเลงดงามสุด exclusive ที่รายล้อมไปด้วยทั้งภูเขาและทะเล (ที่มาของชื่อภูเลเบย์) + งานดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร (ออกแบบโดยคุณเล็ก บุนนาค สถาปนิกศิลปินแห่งชาติ) + การบริการแบบดีเลิศ (มีบัตเลอร์ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง) คือองค์ประกอบซึ่งรวมกันได้ผลลัพธ์เป็น Ritz-Carlton Reserve ที่พิเศษเหนือระดับไปอีกขั้น ความน่าตื่นตาตื่นใจเริ่มต้นตั้งแต่โมเม้นต์ที่เรามาถึง ทางเดินที่ขนาบด้วยกำแพงสูงสีม่วงตั้งตระหง่าน ราวกับกำลังรอต้อนรับให้เราเดินทะลุผ่านไปสู่ดินแดนมหัศจรรย์ที่อยู่ปลายทางอีกฝั่ง นั่นก็คืออาคารต้อนรับทรงไทยโมเดิร์น icon ของรีสอร์ทนามว่าศาลาศรีจันทร์ (ตั้งตามชื่อแม่คุณปิยะ ภิรมย์ภักดี เจ้าของโครงการ) ว่ากันว่าจุดนี้ของรีสอร์ทนั้นถูกออกแบบมาให้มีพลังครบทั้ง 4 ธาตุ และแนวคิดของธาตุทั้ง 4 นี้ยังถูกต่อยอดไปสู่งานดีไซน์และการบริการอื่นๆภายในรีสอร์ทอีกด้วย วิลล่าส่วนตัวทั้ง 54 หลังของรีสอร์ทนั้น แบ่งได้เป็น 5 Room Types เราให้ของขวัญตัวเองด้วยการเลือกเข้าพักในประเภทห้องที่ดีที่สุดนั่นก็คือ Royal Beach Villa ซึ่งมีพื้นที่กว้างถึง 588 ตร.ม. มาพร้อมกับสระว่ายน้ำ จากุซซี่ สวนหย่อม ที่นั่งพักกลางแจ้งอยู่ภายในบริเวณส่วนตัวทั้งหมด ที่สำคัญคือมีมุมถ่ายรูปเพียบ แม้บางจุดอาจจะโทรมลงไปบ้างตามอายุของรีสอร์ท (เปิดมาตั้งแต่ปลายปี 2009) แต่ในภาพรวมก็นับว่าดูแลรักษาได้ดีทีเดียว เอกลักษณ์ของวิลล่านี้น่าจะอยู่ที่ช่องประตูหน้าต่างทั้งทรงโค้งและทรงกลมหลายรูปแบบ โดยเฉพาะในห้องน้ำที่เราชอบมากเป็นพิเศษเพราะมีซุ้มประตูรูปรูกุญแจที่สมมาตรกันทั้งสี่ทิศเปิดให้แสงธรรมชาติได้สาดเข้ามาได้อย่างเต็มที่ แถมยังทำจากหินอ่อนทั้งหมดจึงทำให้ดูหรูหราราวกับอยู่ในวังยังไงยังงั้น อีกมุมที่ชอบไม่แพ้กันก็คือสระว่ายน้ำส่วนตัว โดดเด่นด้วยระเบียงสระดีไซน์โค้งทรงกลีบดอกลีลาวดี พร้อมทั้งมี Hydro Jet ไว้นวดตัวได้อีกด้วย (หัวเจ็ตพ่นแรงสะใจมาก 555) จะว่าไปสิ่งที่ทำให้ Phulay Bay มีเอกลักษณ์อย่างมากก็คืองานดีไซน์สถานที่ซึ่งรวมองค์ประกอบที่แตกต่างกันหลายอย่างเอาไว้ด้วยกัน ทั้งความเป็นไทยล้านนา (ทั้งที่อยู่กระบี่) ความ Moroccan ความโมเดิร์น รวมไปถึงความแฟนซีที่ยากจะจำกัดว่าเป็นแนวใดแนวหนึ่งได้ เพราะเกิดจากการผสมผสานวัสดุ รูปทรง และสีสันที่หลากหลายจนเกิดเป็นแนวทางที่โดดเด่นของตัวเอง ถามว่าการแสดงมั้ย...ก็ใช่ แต่ถามว่าชอบมั้ย...ก็ชอบสิ 5555 นอกจากห้องพักที่สวยงามแล้ว อาหารเช้าที่รวมมากับราคาวิลล่าสุดอลัง ถ้าไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ เพราะทางรีสอร์ทจัดเต็มมาก มีทั้งแบบ Buffet และ A la carte โดยเน้นปรุงจากวัตถุดิบที่ปลูกเองในรีสอร์ท อาหารเช้าที่นี่นั้นดีงามทั้งในเรื่องของความหลากหลาย คุณภาพและรสชาติ จนกลายเป็นหนึ่งในเรื่องที่เราประทับใจที่สุดในการเข้าพักครั้งนี้ ห้องอาหาร Jampoon ติดใจอาหารเช้าแล้ว ก็เลยอยากลองอาหารเย็นที่ห้องอาหาร Jampoon ดูบ้าง อ่านดูเมนูอาหารไทยของที่นี่เหมือนจะธรรมดา แต่พอเสิร์ฟออกมาทั้งหน้าตาและรสชาติรู้เลยว่าสมราคา Ritz-Carlton Reserve เลย ปรบมือให้เชฟดังๆครับ ศาลาศรีจันทร์ตอนกลางคืนก็สวยไปอีกแบบนะ แวะผ่อนคลายที่ The Spa ความคุ้มค่าอีกอย่างหนึ่งก็คือแพ็คเก็จสปาสำหรับ 2 ท่าน ซึ่งเป็นการนวดน้ำมันตามกรุ๊ปเลือด สบายแค่ไหนไม่ต้องพูดถึง ฟังเสียงกรนแทนละกันจ้า 555 ภายใน The Spa นั้นตกแต่งอย่างโออ่าทว่าโปร่งสบายเพราะเน้นวัสดุธรรมชาติและความร่มรื่นของแมกไม้ ซึ่งให้อารมณ์ที่ทั้งหรูหราและผ่อนคลายไปในเวลาเดียวกัน จิบค็อกเทลชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่ Chomtawan Bar ก่อนหน้านี้เราก็คงเหมือนกับหลายๆคนที่ใฝ่ฝันจะได้มาลองใช้บริการที่นี่สักครั้ง เมื่อมีโปรโมชั่นอำนวย ฝันจึงเป็นจริง และรู้สึกประทับใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้มากับครอบครัวที่เรารัก จึงเป็นเหมือนของขวัญสุดพิเศษเราได้มีโอกาสใช้เวลาดีๆพักผ่อนด้วยกันในบรรยากาศ 5 ดาวแบบ Ritz-Carlton Reserve ที่มีเพียง 4 ที่ในโลกเท่านั้น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม และ การสำรองห้องพัก ติดต่อได้ที่ reservations.phulaybay@ritzcalton.com หรือ โทร +66 0 75 628 111 Website: www.ritzcarlton.com/PhulayBay IG: phulaybayreserve LINE Official: @phulaybayreserve #LetsHoparound FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co
- Silavadee Pool Spa Resort Samui รีวิว ศิลาวดี รีสอร์ท สมุย
Silavadee Pool Spa Resort Samui รีวิวศิลาวดี รีสอร์ท สมุย และโขดหินที่นี่นั้นก็เกลี้ยงเกลางดงามสมชื่อ ยิ่งเมื่ออยู่เคียงคู่กับน้ำทะเลสีฟ้าใส หาดทรายขาวละเอียด และต้นไม้เขียวชอุ่มนานาพันธุ์ เสน่ห์ของรีสอร์ทหรูบนเกาะสมุยแห่งนี้ก็ยิ่งถูกยกกำลังขึ้นไปอีกหลายขุม แต่แล้วจู่ๆเราก็เห็นภาพ Flashback เป็น MV เพลง Party ของวง Girls’ Generation ขึ้นมาซะอย่างนั้น อ่อ... ก็ที่นี่เป็นโลเคชั่นถ่ายทำ MV เพลงนั้นจริงๆซะด้วย ตั้งอยู่บนปลายแหลมหนันทางทิศตะวันออกของเกาะสมุย ศิลาวดีถือเป็น Exclusive Luxury Hideaway ที่เป็นดั่งสวรรค์สำหรับผู้ปรารถนาความสงบหลบความวุ่นเข้าสู่อ้อมกอดอันงดงามของธรรมชาติ นอกจากนี้ศิลาวดียังเป็นรีสอร์ทแบรนด์ไทย 100% และมีอยู่ที่นี่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น จึงทำให้ประสบการณ์เข้าพักของเราครั้งนี้ยิ่งมีเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใคร The Arrival รถของศิลาวดีมารอรับเราตั้งแต่มาถึงสนามบิน และใช้เวลาเดินทางไปยังตัวรีสอร์ทประมาณ 20 นาทีเท่านั้น เราได้ยินมาว่าน้ำส้มคั้นสดที่มีเตรียมไว้ต้อนรับเราบนรถนั้นอร่อยชื่นใจมาก ก็เลยไม่รอช้าขอเปิดชิมดูเลยก็แล้วกัน อุ้ย! อร่อยจริงด้วย งั้นหมดขวดเลยก็แล้วกันเนอะ ฮ่าๆๆ ช่วงที่เรามาถึงฟ้าฝนคงอยากโปรยปรายเป็นฤกษ์เย็นเพื่อมาต้อนรับเรา ก็ชุ่มชื่นกันอีกแบบครับ หลังจากดื่ม Welcome Drink เป็นน้ำสมุนไพรสดชื่นเรียบร้อยแล้ว พนักงานก็เป็นธุระช่วยเรากรอกข้อมูลเช็คอินจนเสร็จสรรพ พร้อมแนะนำให้ดาวน์โหลด App เฉพาะของทางรีสอร์ทที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกตลอดการเข้าพักของเรา ธรรมชาติและเทคโนโลยีนั้นเข้ากันได้ดีมากที่ศิลาวดีครับ Our Villa เราพร้อมที่จะนั่งรถ Buggy ไปที่วิลล่าของเราแล้วครับ ทางขึ้นลงเนินบางจุดชันมากเหมือนกับได้นั่งรถไฟเหาะแบบย่อมๆ สนุกมากเลย พนักงานแจ้งว่าทางรีสอร์ทนั้นมีนโยบายให้รักษาสภาพดั้งเดิมของธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด และตอนก่อสร้างก็ไม่มีการตัดต้นไม้ใหญ่เลย ในบรรดาห้องพัก 80 ห้อง มีเพียง 4 ยูนิตเท่านั้นที่ได้ชื่อว่า Oceanfront Pool Villa Suite และเราก็โชคดีที่ได้เข้าพักหนึ่งในวิลล่าที่ดีที่สุดของรีสอร์ททั้งหมดเลยทีเดียว ซึ่ง Oceanfront Pool Villa Suite นี้เป็นวิลล่าไซส์ใหญ่พิเศษประมาณ 300 ตร.ม. เห็นวิวทะเลเต็มๆจากซ้ายไปขวาเท่าที่ตาจะมองเห็น มาพร้อมกับสระว่ายน้ำ Infinity ฟรีฟอร์มที่แทบจะมองเห็นเป็นเนื้อเดียวกันกับท้องทะเลที่อยู่ไกลออกไป นอกจากนี้ยังมีเรือนนั่งเล่นพร้อมห้องน้ำในตัวแยกออกไปอีกหลัง ซึ่งหากมาหลายคนก็สามารถแปลงเรือนนั่งเล่นนี้ให้เป็นเรือนนอนเพิ่มได้ด้วย ใครอยากเข้าพักตามรอยเรา วิลล่าของเราคือวิลล่าหมายเลข 4 นะครับ เราไปชมรูปมุมต่างๆในวิลล่าของเรากันดีกว่าครับ In-Villa Afternoon Tea ฟ้าฝนเจ้ากรรมยังคงโครมครามดีใจกับการมาถึงของเราไม่หยุด เรารู้สึกเกรงใจพนักงานของทางรีสอร์ทเหลือเกินที่ต้องฝ่าฝนเอาเซ็ต Afternoon Tea มาจัดให้เราถึงในวิลล่า ซึ่งเซ็ตชายามบ่ายของที่นี่นั้นอุปกรณ์มาเต็มมากครับ ขนมทั้งคาวหวานและเครื่องดื่มทั้งร้อนเย็น (มีชาชักด้วย อร่อยเข้มมากฮะ) และบริการของพนักงานนั้นก็ไม่ยอมให้ขาดตกบกพร่องเลย ต้องขอขอบคุณอีกครั้งครับ จิบชาครึ้มๆแบบนี้ก็มูดดี้ดีไปอีกแบบนะครับ มี Background เป็นทะเลสวยขนาดนี้ ถ้าฟ้าเปิดคงบรรเจิดมากเลยล่ะ Lazing Around The Villa เราถือโอกาสช่วงฝนตกแบบนี้ใช้พื้นที่ห้องจนคุ้มเลยล่ะครับ เราค้นพบว่าเรือนนั่งเล่นนี่เป็น Perfect Spot ในการทำงานมากครับ เราเพลินกับการนั่งทำงานสลับกับพูดคุยเถลไถลและดูวิวทะเลเรื่อยๆจนรู้ตัวอีกทีก็เกือบเย็นแล้ว เคลียร์งานไปได้เยอะเหมือนกันแบบงงๆ และมื้อเย็นนี้เรามีนัดดินเนอร์กันที่ห้องอาหารของทางรีสอร์ทครับ Dinner For Two ศิลาวดีมีห้องอาหาร 3 สไตล์ด้วยกัน คือ Sun, Moon และ Star โดยทั้ง 3 ห้องนั้นอยู่กันคนละชั้นในอาคารเดียวกัน เริ่มที่ชั้นล่างสุดกับห้องอาหาร Sun ซึ่งมีลักษณะสบายๆกึ่งๆคาเฟ่ริมสระน้ำ เพราะตรงนี้มีหนึ่งในสระหลักของรีสอร์ทอยู่ด้วย ขยับขึ้นมาอีกชั้นเป็นห้องอาหาร Moon ซึ่งเป็นห้องอาหารของศิลาวดี ใช้เสิร์ฟอาหารทุกมื้อ โดยเฉพาะเบรคฟัสต์ที่จะคึกคักเป็นพิเศษ ส่วนชั้นดาดฟ้านั้นเป็น Roof Top Bar ชื่อว่า Star ตามกำหนดแล้วมื้อนี้ทางรีสอร์ทจะมีบริการนำเอาอุปกรณ์บาร์บิคิวมาปิ้งย่างให้เราตรงบริเวณสระว่ายน้ำในวิลล่าของเราเลย แต่เนื่องจากยังมีฝนปรอยๆ ทางรีสอร์ทจึงขอชดเชยด้วยการปิดห้องอาหาร Sun เพื่อให้บริการเรา 2 คนโดยเฉพาะ ไม่เพียงเท่านั้นยังส่ง Head Chef (เชฟปมณฑ์) มาปรุงอาหารให้เราด้วย เชฟบอกว่าปกติเชฟจะปรุงให้เฉพาะแขก VIP เท่านั้นเราประทับใจกับความทุ่มเทในการบริการของศิลาวดีมากครับ และรสมือของเชฟปมณฑ์ก็สมกับตำแหน่ง Head Chef มากเลยครับ เชฟถามเราว่าชอบกินอาหารใต้มั้ย กินเผ็ดได้มั้ย เพราะอยากจะทำให้กินในมื้อกลางวันพรุ่งนี้ด้วยรสมือคนใต้แท้ๆ (เชฟเป็นคนสงขลา) เรารีบบอกเลยว่าเราชอบมากๆ อดใจไม่ไหวเลยครับ Bath Time หลังจากอิ่มอร่อยแบบไพรเวทเรียบร้อยแล้ว เราก็เรียกให้รถ Buggy กลับมาส่งที่วิลล่า พอเดินเข้าห้องน้ำก็นึกขึ้นได้ว่าเรามีอ่างอาบน้ำมหึมาอยู่ในห้องนี่นา ไหนๆก็ไหนๆคงต้องแช่แล้วแหละเนอะ เราไม่รีรอตรงเข้าไปเปิดน้ำอุ่นเติมในอ่างแล้วใส่สบู่ตีฟองจนฟูฟ่อง แช่น้ำอุ่นจนสบายไปทั้งตัวก็ได้เวลานอน คืนนี้หลับสนิทแน่นอนครับ Breakfast Buffet เช้านี้เรามีนัดทานบุฟเฟ่ต์อาหารเช้ากันที่ห้องอาหาร Moon อาหารเช้าที่นี่นั้นมีครบทุกหมวดหมู่คาวหวาน ทั้งแบบ Local ไม่ว่าจะเป็นปลากะพงนึ่งขิง โรตีแกงมัสมั่น ไปจนถึงหมูปิ้งที่เราคุ้นเคย หรืออาหารอินเตอร์ทั้งแบบพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นจานไข่นานาชนิด ชีส โคลด์คัท ไปจนถึงเมนูพิเศษอย่าง Lobster Roll แต่ที่นี่ใช้กุ้งสดๆจากทะเลท้องที่แทน Lobster นะครับ แต่เขามีคาร์เวียร์โปะมาให้ด้านบนด้วย อาหารเช้าที่นี่มีหลากหลายมากจริงๆครับ ที่เห็นในรูปคือแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ปล.เราชอบน้ำผลไม้ของที่นี่ที่คั้นจากผลไม้สดๆเลย Silavadee Spa ไปนวดกันครับ วันนี้เราเลือกนวดไทยกันที่สปาของศิลาวดี ความแตกต่างระหว่างการนวดไทยทั่วไป กับการนวดไทยที่ดีเยี่ยมที่สปาแห่งนี้นั้นนอกจากความรู้ในเรื่องเส้นและกายวิภาคต่างๆของหมอนวดแล้ว ยังอยู่ที่ความตั้งใจในการลงน้ำหนักอย่างเป็นจังหวะด้วย เรารู้สึกถึงเจตจำนงค์ในทุกๆการกดของพี่ Therapist ของเราได้เป็นอย่างดี สบายจนเผลอหลับไป (ปกติเราจะไม่ค่อยหลับเวลานวดไทย เพราะต้องขยับตัวตลอดเวลา) ใจจริงเราตั้งใจอยากจะลองคอร์ส Silavadee Journey ซึ่งเป็นการผสานเทคนิค Lomi Lomi แบบฮาวายกับ Shirodhara แบบอินเดียไว้ด้วยกันจนเป็น Signature Treatment ของที่นี่ แต่เนื่องจากเวลาที่เราว่างไม่ตรงกับ Therapist จึงชวดไปอย่างน่าเสียดายครับ Local Lunch. Masterfully Prepared. ถึงเวลามื้อกลางวันแบบใต้แท้ๆโดยฝีมือชั้นครูของเชฟปมณฑ์คนเดิม วันนี้เชฟจัดน้ำชุบโจรพร้อมผักเครื่องเคียง ใบเหลียงผัดไข่ ไก่บ้านต้มขมิ้น แกงเหลืองกะพงออดิบ สะตอผัดกะปิกุ้งหมูสับ และปลาทรายทอดขมิ้นมาให้เรา เป็นอาหารใต้ทั้งถึงเครื่องและกลมกล่อมพอดิบพอดี อร่อยมากครับ ตบท้ายด้วยโรตีหวานมัน ฟินพุงยาวๆ รสมือเชฟนั้นยอดเยี่ยมสมกับประสบการณ์ที่สั่งสมมาเลยครับ เชฟเล่าให้ฟังว่ากำลังวางแผนนำประสบการณ์ Fine Dining มาสร้างความประทับใจเพิ่มเติมให้กับแขกของศิลาวดีด้วย หวังว่าเราจะได้กลับมาลิ้มรสอาหารละเมียดรสมือเชฟอีกครั้งนะครับ Our Pool เราตั้งตาคอยที่จะลงสระน้ำที่วิลล่าของเราตั้งแต่แรกเห็น และในที่สุดอากาศก็เริ่มจะเป็นใจ เพราะฝนหยุดตกแล้ว แม้จะยังครึ้มๆแต่เราก็ไม่รีรอที่จะฉวยโอกาสนี้ไว้ เพราะไม่รู้ว่าฝนจะกลับมาอีกทีเมื่อไหร่ สระน้ำ Infinity ฟรีฟอร์มของเรานั้นมาพร้อมกับมุมเตียงจากุซซี่ที่มีหัวเจ็ทพ่นน้ำนวดตัวด้วย และเราก็ชอบที่สระส่วนตัวของเรามีขนาดค่อนข้างใหญ่ สามารถลงเล่นกันได้แบบหลวมๆ 3-4 คนสบายๆ ที่สำคัญคือวิวสวยมาก น้ำทะเลสีฟ้าอ่อนๆที่เป็นเสน่ห์ของสมุยนั้น แทบจะเนียนเป็นสีเดียวกันกับสระของเรา ยิ่งตัดด้วยโขดหินสวยๆนั้นก็ยิ่งทำให้ถ่ายรูปขึ้นสุดๆเลยครับ Seafood Extravaganza มื้อค่ำวันนี้มาใน Theme อาหารทะเลที่พรีเซ้นต์เน้นความอลังการ ขนมาหมดทะเลทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ถาดใหญ่กว่าโต๊ะไปอีก มีทั้งแบบสด แบบย่าง พร้อมน้ำจิ้มให้เลือกหลายแบบ ใครมาสมุยแล้วต้องการอาหารทะเลสดๆ ก็คงไม่มีอะไรตอบโจทย์ไปกว่านี้แล้วครับ In-Villa Breakfast วันนี้เป็นวันเช็คเอาท์ของเราแล้ว และเราก็รู้สึกขอบคุณสวรรค์ที่ในที่สุดก็ส่งแดดงามๆมาให้เรา และที่ดีงามยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ Surprise อาหารเช้าริมสระในวิลล่าของเราเลย และเค้าไม่ได้มาเล่นๆนะครับ จัดเต็มทั้งเรื่องอาหารและการนำเสนอ ครบตั้งแต่จานไข่ ไส้กรอก เบค่อน ชีส โคลด์คัทส์ เบเกอรี่ โยเกิร์ต ผลไม้ ชา กาแฟสารพัดความอร่อยที่เกินกว่ากระเพาะของเราจะบรรจุได้ไปหลายอัตรา เราจึงต้องใช้ประโยชน์สูงสุดจากอาหารที่รีสอร์ทตั้งใจนำเสนอ นอกจากการกินแล้ว เรายังใช้เป็นพร็อพถ่ายรูปทั้งในสระและบนบกได้แบบรัวกล้องไม่ได้หยุดเลย Beach ไหนๆฟ้าก็เปิดเป็นใจให้เราแล้ว เราจึงได้ฤกษ์ออกไปสำรวจชายหาดส่วนตัวของทางรีสอร์ทกันเสียที พนักงานเล่าว่าถ้าโชคดีบางครั้งอาจจะได้เห็นฝูงปลาโลมาใกล้ๆรีสอร์ทด้วย และในบางปีก็จะมีเต่าทะเลมาวางไข่ด้วย เป็นเครื่องการันตีว่าธรรมชาติของศิลาวดีนั้นสมบูรณ์จริงๆ ระหว่างทางที่ไปหาด เราก็จะเจอกับอีกหนึ่งสระว่ายน้ำส่วนกลาง พร้อมกับโขดหินรูปทรงมนโค้งสวยงามตลอดทาง วันนี้เรารีบออกมาที่หาดเพราะตื่นเต้นกับแดดที่เพิ่งจะใจดีออกมาให้เราได้เห็นตั้งแต่เช็คอินจึงไม่ได้หยิบเอาอุปกรณ์อะไรติดตัวออกมาเลย ได้แต่มาเดินเล่นและนั่งชิงช้า หามุมถ่ายรูปมาฝากกัน แค่นี้เราก็แฮปปี้มากแล้วครับ Goodbye Lunch ก่อนจะเช็คเอาท์ เชฟปมณฑ์คนเก่งก็ได้เตรียมสำรับขนมจีนสมุยเป็นมื้อแทนคำอำลาให้กับเราอีกครั้ง มื้อนี้มาครบเซ็ตตั้งแต่ขนมจีนเส้นสด น้ำยาปู น้ำยาปลา และแกงไตปลา เสิร์ฟคู่กับผักสดผักดองนานาชนิด นอกจากนี้ยังมีไก่ทอดเลิศรสกับข้าวเหนียวมาให้อีก เรียกได้ว่าเป็นมื้อส่งท้ายที่อร่อยนัวถูกปากมากเลยครับ Wrapping Up Our Stay ศิลาวดีเป็นหนึ่งในรีสอร์ทที่เราอยากจะมาพักตั้งแต่เราเริ่มทำเพจใหม่ๆ เพราะมีความลงตัวพอดีระหว่างห้องพักที่สวยงาม การบริการที่ Exclusive และความสมบูรณ์ของธรรมชาติ นอกจากนี้ศิลาวดียังมีเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์จากการที่เป็นแบรนด์ของคนไทยและไม่มีสาขาอื่นใดนอกจากที่นี่ที่เดียวเท่านั้น แม้อากาศในทริปนี้ของเราอาจจะไม่ค่อยเป็นใจ แต่เราก็เอ็นจอยกับการได้มาชะลอจังหวะชีวิตจากเมืองกรุงสู่อ้อมกอดของท้องทะเล แมกไม้ และก้อนหินอันสวยงาม สิ่งที่เราประทับใจที่สุดก็เห็นจะเป็นวิลล่าหมายเลข 4 ของเราและการบริการของพนักงานที่เอาอกเอาใจเราเสียจนแทบจะเสียนิสัยกันเลยทีเดียว หวังว่าเราจะได้กลับมาเยือนศิลาวดี รีสอร์ทแห่งหินอันสวยงามในอีกไม่นานนี้นะครับ #LetsHoparound สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ที่ Line ID: @silavadeesamui (มี @ ข้างหน้า) หรือคลิก https://lin.ee/itCnpxT www.silavadeeresort.com โทร: 077 960 555 Email: reservations@silavadeeresort.com #silavadeeresort #silavadeesamui #samui #thailand
- InterContinental Phuket Resort จากวรรณกรรม 3 ดินแดน สู่ความแกรนด์บนหาดกมลา
InterContinental Phuket Resort จากวรรณกรรม 3 ดินแดน สู่ความแกรนด์บนหาดกมลา ขอต้อนรับเพื่อนๆสู่ Property ล่าสุดในไทยจากแบรนด์ InterContinental ที่นี่เพิ่งเปิดให้บริการได้เพียง 2 ปีกว่าๆบนทำเลหาดกมลาซึ่งได้รับฉายาว่าเป็น Millionaires’ Mile แห่งภูเก็ตเพราะเต็มไปด้วยวิลล่าหรูหรามากมาย รีสอร์ทแบรนด์อินเตอร์ฯแห่งนี้กินพื้นที่ครอบคลุม 2 ฝั่งถนน ทั้งฝั่งทะเล และฝั่งภูเขา จึงเป็นที่มาของไอเดียการแบ่งคอนเส็ปต์พื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนคือ แดนบาดาล แดนมนุษย์ และแดนสวรรค์ ซึ่งบริษัท P49 DEESIGN ผู้รับผิดชอบภาพรวมงานดีไซน์นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดเรื่องหนึ่งของไทยอย่างไตรภูมิพระร่วง ป่ะ! ไปชมของจริงกันเลยคร้าบ The Arrival ไม่ถึง 40 นาทีจากสนามบินรถของโรงแรมก็พาเรามาถึง Club InterContinental ซึ่งเป็นจุดเช็คอินฝั่งทะเล (แดนบาดาล) เพราะทริปนี้ห้องพักของเราอยู่ใกล้หาด แต่ถ้าหากเพื่อนๆพักฝั่งภูเขา (แดนมนุษย์และสวรรค์) ก็จะได้เช็คอินที่ล็อบบี้หลักของโรงแรมซึ่งอยู่อีกฟากของถนน Club InterContinental นั้นให้ความรู้สึกเหมือน Lounge พิเศษให้แขกได้นั่งพักผ่อน อ่านหนังสือ คุยงาน หรือจะจิบเครื่องดื่มเพลินๆก็ได้เช่นกัน เมื่อเราได้ที่นั่งในมุมที่ถูกใจแล้ว พนักงานก็เข้ามาต้อนรับพร้อมเมนู Welcome Drink ใช่แล้วครับที่นี่เครื่องดื่มต้อนรับจะมาเป็นเมนูให้เราเลือกตามชอบได้เลย ทั้งชา กาแฟ น้ำผลไม้ และอื่นๆ เราชอบบรรยากาศที่ไม่พลุกพล่านของการเช็คอิน Exclusive แบบนี้จัง ระหว่างที่รอเข้าห้องพัก เราขออนุญาตเล่าข้อมูลคร่าวๆเกี่ยวกับแบรนด์ InterContinental และรีสอร์ทแห่งนี้ไปพลางๆนะครับ The Brand Story ปีถัดมาหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง คุณ Juan Trippe ผู้บริหารสูงสุดของสายการบิน Pam Am (Pan America World Airways) สายการบินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้น ได้เปิดแบรนด์โรงแรมหรูเพื่อรองรับลูกค้าของสายการบินตามจุดหมายปลายทางต่างๆทั่วโลก ซึ่งนอกจากจะเป็นการต่อยอดทางธุรกิจแล้ว ยังเป็นการขยายอิทธิพล Soft Power ของอเมริกาให้แผ่ไกลออกไปอีกด้วย เพราะแม้จะไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ Pan Am นั้นก็มีภาพลักษณ์ราวกับเป็นสายการบินแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 เนื่องจาก Pan Am เป็นสายการบินพาณิชย์แรกของโลกที่มีเที่ยวบินข้ามทวีป (Inter Continental) จึงเป็นที่มาของชื่อแบรนด์โรงแรม InterContinental ซึ่งเปิดแห่งแรกที่เมือง Belém ทางตอนเหนือของประเทศ Brazil และภายในเวลาไม่นานก็ได้ขยายออกไปอีกหลายประเทศทั่วโลก นับจากวันนั้นแบรนด์ InterContinental ก็ได้ผ่านความเปลี่ยนแปลงมานับครั้งไม่ถ้วน และแม้บริษัทแม่อย่าง Pan Am จะต้องปิดตัวไปในปี 1991 แต่แบรนด์ InterContinental ก็ยังคงงอกงามภายใต้บริษัทแม่แห่งใหม่ที่มีประวัติความเป็นมากว่า 200 ปี ก่อนที่จะสยายปีกกลายเป็น IHG (InterContinental Hotels Group) ที่มีแบรนด์โรงแรมในเครือถึง 16 แบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น Six Senses, Kimpton และ Holiday Inn เป็นต้น Our Room ที่ InterContinental Phuket Resort นั้นมีห้องพักทั้งแบบ Pool Villa และห้องพักมาตรฐานซึ่งก็แบ่งออกเป็นอีกหลายแบบ แต่ห้องพักของเราในวันนี้เป็น Executive Room ที่หันหน้าเข้าหาวิวทะเลอันดามัน ซึ่งมาพร้อมกับสิทธิพิเศษในการเข้าใช้ Club InterContinental ได้ตลอดเวลา และจะมีช่วงเวลาพิเศษที่จะมีบริการอาหารเช้า Afternoon Tea และ Free-Flow Cocktails ที่รวมอยู่ในค่าห้องแล้วด้วยนะครับ นอกจากนี้ยังมีสระว่ายน้ำใกล้ๆกับห้องพักซึ่งสะดวกและเป็นส่วนตัวมากขึ้นด้วยครับ การตกแต่งห้องนั้นสวยงามตามฉบับ 5 ดาวของ InterContinental มีพื้นที่ประมาณ 43 ตร.ม. กำลังพอเหมาะสำหรับ 2 คน ผนังบานเลื่อนที่กั้นเป็นห้องน้ำนั้นสามารถเปิดโล่งหรือปิดเพื่อความเป็นส่วนตัวได้ ภายในห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำขนาด Full Size พร้อม Shower Room แยกต่างหาก ส่วน Amenities นั้นเป็นของแบรนด์ HAARN ครับ Pine Beach Bar ทิวสนที่เรียงรายอยู่บริเวณหน้าหาดกมลา คงจะเป็นที่มาของชื่อ Pine Beach Bar นี้ และนับวันบีชบาร์แห่งนี้ก็ยิ่งสร้างชื่อให้กับตัวเองจนกลายเป็นอีกหนึ่งในจุดนัดพบที่ป็อปปูล่าร์ที่สุดของเกาะภูเก็ต เพราะที่นี่เค้ามีกิจกรรมพิเศษอยู่เสมอ อย่างเช่นในทุกๆเดือนจะมี 1 วันพิเศษที่ทางรีสอร์ทจะเชิญ Mixologist ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติมาผสมเครื่องดื่มเป็นเมนูเฉพาะกิจให้กับลูกค้าได้ดื่มด่ำรสชาติเคล้าบรรยากาศที่ครึกครื้น ณ หาดกมลาแสนสวยแห่งนี้ และวันนี้ก็บังเอิญเป็นวันพิเศษประจำเดือนพอดีเลย ในวันนี้ทางรีสอร์ทได้เชิญคุณ Federico Balzarini มารับ Guest Shift ผสมเครื่องดื่มให้ลูกค้าที่นี่ได้เอ็นจอย คุณ Federico เป็นหัวหน้าบาร์เทนเดอร์ชาวอิตาเลียนคนใหม่จากร้าน Vesper ซึ่งได้รับรางวัล Asia’s Best Bars 2021 ลำดับที่ 46 จากการจัดอันดับของ The World’s 50 Best สำหรับที่ PineBeach Bar ในวันนี้คุณ Federico ได้จัดเมนูพิเศษให้เราได้เลือกลิ้มลองถึง 4 เมนู และคราวหน้าในวันที่ 16 เมษายน 2022 จะเป็นคิวของคุณ Gabriel Lowe จากโรงแรม The Standard กรุงเทพฯที่กำลังจะเปิดเร็วๆนี้ แต่หากเพื่อนๆมาที่นี่ ก็จะได้ชิมฝีมือของคุณ Gabriel ก่อนที่กทม.เสียอีก นอกจากเครื่องดื่มแล้ว Pine Beach Bar ยังมีเมนูอาหารทั้งไทยและเทศให้เลือกกินกันตามชอบได้เลย ไม่ว่าจะอยากอิ่มหนักหรืออิ่มเบามีช้อยส์ให้เลือกหมดครับ อารมณ์ครื้นเครงของที่นี่พาให้เราได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ๆผ่านคุณนิคกี้ PR ของโรงแรม พูดคุยกันสนุกสนานมากครับ ตบท้ายด้วยการแสดงควงไฟของ Local Performers ที่ฝีมือไม่ธรรมดาเลย ยิ่งได้ฉากหลังเป็นทะเลวิว Sunset แสงสีทองก็ยิ่งทำให้เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำยิ่งขึ้นอีก Earth Hour ความบังเอิญที่พิเศษอีกอย่างของวันนี้ก็คือเป็นวันที่จะมีกิจกรรม Earth Hour ซึ่งทางโรงแรมจะปิดไฟในจุดที่ไม่จำเป็นเป็นเวลา 1 ชั่วโมง และจะจุดเทียนแทน เราจึงถือโอกาสเก็บภาพแสงเทียนสวยๆที่ 1 ปีจะมีสักครั้งมาฝากกันครับ คืนนี้ทางรีสอร์ทวางเทียนเป็นรูปโลโก้ InterContinental ตรงทางเดินสู่อาคารสวรรค์พอดีซะด้วยสิ Soaking Away The Weariness วันนี้เราเป็นวันแรกที่เราเพิ่งเดินทางมาถึง แต่กิจกรรมแน่นเลยครับจึงรู้สึกเพลียเล็กน้อย นึกขึ้นได้ว่าที่ห้องมีอ่างอาบน้ำไซส์ใหญ่รอเราอยู่ ก็เลยไม่พลาดครับ ให้น้ำอุ่นและฟองหอมๆนุ่มๆช่วยคลายความเหนื่อยล้าซักหน่อยค่อยสบายตัวขึ้นเยอะเลย วันนี้เราขอพักผ่อนกันก่อน แล้วพรุ่งจะพาไปชมรีสอร์ทต่อครับ Breakfast At Pinto ช่วงเวลาอาหารเช้าทำให้เรารู้ว่าแขกของ InterContinental Phuket นั้นเยอะมากจริงๆครับ น่าจะมาจากความแข็งแรงของแบรนด์ระดับโกลบอล เพราะแขกส่วนใหญ่ก็จะเป็นต่างชาติ อาหารเช้าที่นี่จะเสิร์ฟสไตล์ Buffet ไปเลือกตักเอาเองได้ตามชอบเลย เมนูอาหารนั้นมีหลากหลายทั้งไทย สากล ไปจนถึงอาหารท้องที่อย่างปาท่องโก๋ ขนมจีน หรือติ่มซำ จริงๆแล้วหากเราต้องการรับประทานอาหารเช้าแบบหลบผู้คน ก็สามารถใช้สิทธิ์ที่ Club InterContinental ได้นะครับ ซึ่งจะเป็นอาหาร A La Carte คนละอารมณ์กับที่ห้องอาหารปิ่นโตนี้ แต่พอดีว่าเราอยากพาเพื่อนๆมาดูบรรยากาศอีกฝั่งหนึ่งก็เลยนั่งรถ Buggy ลอดใต้ถนนจากแดนบาดาลมายังฝั่งภูเขาที่เป็นแดนนมนุษย์ (พสุธา) และสวรรค์ เพราะเดี๋ยวกินเสร็จเราก็จะได้ไปเดินสำรวจรอบๆฝั่งนี้กันต่อครับ A Walk In Paradise ไปเดินเล่นกันครับ ฝั่งภูเขานี้มีพื้นที่ใหญ่กว่าฝั่งทะเลนะครับ จึงมีมุมให้ปลีกวิเวกมากกว่า Vibe ก็จะสงบกว่าด้วย (ยกเว้นช่วงเวลา Breakfast นะครับ 555) จากฝั่งทะเลในเขตเมืองบาดาล รีสอร์ทได้เจาะอุโมงค์ลอดใต้ถนนพร้อมงานจิตรกรรมฝาผนังฝีมือนักเรียนช่างท้องที่ ซึ่งอุโมงค์นี้ก็เปรียบเสมือนลำตัวพญานาคที่พาแขกข้ามมายังโลกมนุษย์ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Main Lobby ที่อยู่อีกฟากถนนของรีสอร์ท จาก Main Lobby เราจะสามารถวิวเห็นอาหารทรงไทยประยุกต์สีขาวที่กลายเป็น Icon ของทางรีสอร์ทไปแล้ว หลายคนแซวว่าดูคล้ายวัดร่องขุ่นซึ่งทางผู้ออกแบบก็คงอยากให้มีอารมณ์ความขลังในแนวนั้นเหมือนกันนะครับ เพราะอาคารนี้มีชื่อว่า “สวรรค์” เป็นสัญลักษณ์แทนจุดสูงสุดในรีสอร์ทแห่งนี้ตามธีมที่วางไว้ โดยอาคารสวรรค์นี้ถูกออกแบบให้มีหลังคารูปทรงคล้ายมือที่ประนมซ้อนขึ้นไป 7 ชั้นแทนสวรรค์ชั้นต่างๆนั่นเอง ชั้นล่างของอาคารสวรรค์นั้นเป็นที่ตั้งของ “สติสปา” และชั้นบนจะกลายเป็นร้านอาหาร Fine Dining ในอนาคต แต่ปัจจุบันก็เปิดให้แขกเดินขึ้นไปชมได้ครับ การวางตำแหน่งสิ่งปลูกสร้างต่างๆนั้นล้วนได้แรงบันดาลใจมากจากตำนานความเชื่อเกี่ยวกับสวรรค์ตามคติผสมผสานแบบพุทธและพราหมณ์-ฮินดู โดยสมมติให้ภูเขาด้านหลังนั้นเป็นเขาพระสุเมรุ มีการจัดพื้นที่สวนเพื่อแทนป่าหิมพานต์ และสระว่ายน้ำเพื่อแทนสระอโนดาต การตั้งชื่ออาคารต่างๆก็เป็นไปตามคอนเส็ปต์เดียวกัน เช่น Wayo (วาโย แปลว่า ลม) Akash (อากาศ) Pasutha (พสุธา แปลว่า แผ่นดิน) หรือ Apo (อาโป แปลว่า น้ำ) เป็นต้น Sunday Brunch At Pine Beach Bar นอกจากจะเป็นจุดนัดดริ้งค์แล้ว Pine Beach Bar ยังมีทีเด็ดทุกวันอาทิตย์เป็น Sunday Brunch อีกด้วย ได้ข่าวมาว่าทีนี่กลายเป็นอีกหนึ่ง Hot Spot ของชาวสังคมชั้นนำในภูเก็ตจะนัดมา Connect กัน แต่เนื่องจากวันนี้พระอาทิตย์เผื่อแผ่รัศมีแบบใจกว้างดีเหลือเกิน เราจึงขอหลบร่มเข้ามาเอ็นจอยอาหารใต้ชายคาดีกว่า อาหารที่นี่หลากหลายมากเลยครับทั้งหอยนางรมสด เซวิเช่ปลาทูน่า พาสต้าล็อบสเตอร์ สเต้กทีโบน พิซซ่าทรัฟเฟิ่ล ไปจนถึงซุป สลัดและตัวเลือกวีแกน คล้ายๆกับจะเป็นการรวมดาวเอาเมนูเด็ดของทั้งโรงแรมมาไว้ในมื้อเดียวแบบทานได้ไม่อั้น นอกจากนี้ยังมีเซ็ตให้เลือกทั้งแบบ Food Only หรือแบบที่รวมเครื่องดื่ม ขอแนะนำให้จองล่วงหน้าก่อนซัก 3 วันนะครับ จะได้ราคาพิเศษ Early Bird ด้วย Kamala Beach เรายังไม่เคยพาเพื่อนๆไปชมบรรยากาศหาดกมลาตอนกลางวันกันเลยครับ และหลังมื้อหนักแบบนี้การได้เดินย่อยริมทะเลก็ฟังดูเป็นไอเดียที่ไม่เลวทีเดียว หาดกมลานั้นเป็นหาดสาธารณะที่ยาวถึง 2 กิโลเมตร มีทรายละเอียดนุ่มเท้า น้ำใสสีฟ้าสวย มีทั้งจังหวะที่คลื่นสงบและจังหวะที่คลื่นแรงพอประมาณทำให้สามารถเล่นกิจกรรมทางน้ำได้หลากหลาย ละแวกหาดหน้ารีสอร์ทน่าจะเป็นโซนที่ดูคึกคักที่สุดแล้ว แต่ก็ไม่ถึงกับพลุกพล่านมากครับ บ้างเล่นน้ำ บ้างแอบแดด บ้างนั่งอ่านหนังสือ ทำให้ดูมีชีวิตชีวากำลังดี แต่หากจากได้ความสงบมากๆ ก็เดินไกลออกไปนิดหน่อย คนก็จะบางตาลงไปเรื่อยๆ ในวันแดดจัดๆอย่างวันนี้นั้นสีสันของน้ำทะเลยิ่งสวยจัดเป็นพิเศษ แต่ก็มาพร้อมกับความร้อนอ้าวเต็มกำลังเช่นกัน ทิวสนบริเวณหาดของโรงแรมก็พอช่วยให้ร่มเงาได้บ้างครับ ใครชอบอาบแดดนี่น่าจะถูกใจมากเลยล่ะ แต่ตอนนี้เราขอไปหลบร้อนในห้องแอร์ที่ Club InterContinental ก่อนนะคร้าบบบบ Tengoku ใครอ่านบทความมาถึงตรงนี้ต้องขอแสดงความยินดีด้วยครับ คุณกำลังจะได้รู้ถึง Item ลับซึ่งเป็นของดีที่หลบซ่อนอยู่ใน InterContinental Phuket Resort แห่งนี้ เป็นร้านอาหารเด็ดขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในอีกร้านอาหารหนึ่ง ร้านนี้มีชื่อว่า Tengoku (แปลว่าสวรรคฺ) เป็นร้านญี่ปุ่นแนวโอซาก้าที่มีโต๊ะเพียง 5 โต๊ะ กับที่นั่งหน้าบาร์อีกนิดหน่อย ดูแลโดยเชฟไอซ์ เชฟไทยอายุน้อย (26 ปีเท่านั้น) แต่ประสบการณ์แน่นทั้งจากร้านญี่ปุ่นในไทยและที่เกียวโต ที่เรารู้สึกได้อย่างชัดเจนก็คือ Passion ของทั้งเชฟและทีมงานที่ใส่ใจในการคัดสรรวัตถุดิบอย่างมาก เช่นปลาแซลม่อนพันธุ์พิเศษที่ต้องสั่งตรงจากนักตกปลาด้วยเบ็ดจากญี่ปุ่นซึ่งเนื้อนุ่มหวานต่างจากแซลม่อนทั่วไปจริงๆ รวมไปถึงความพยายามที่จะทำเครื่องปรุงต่างๆเอง From Scratch ไม่ว่าจะเป็นการหมักมิโสะขาว มิโสะแดง และอื่นๆอีกมากมาย ที่นี่คุณอาจจะไม่พบซูชิในเมนู แต่จะเต็มไปด้วยตัวเลือกอื่นๆที่หลากหลาย โดยปรุงออกมาแบบ Creative ไม่เหมือนใคร ทั้งของดิบ ข้าวหน้าต่างๆ จานเส้น ปิ้งย่างฯลฯ จานที่เราเลือกสั่งมานั้นรสชาติดีงามลงตัว และนอกจากอาหารแล้ว Tengoku ยังโดดเด่นด้วยเมนูสาเกที่คัดมาให้เลือกชิมเกือบ 20 ชนิดจากแทบทุกภูมิภาคของญี่ปุ่น ทั้งหมดนี้ทำให้ Tengoku กลายเป็นร้านโปรดที่เซอร์ไพร้ซ์เราที่สุดในรีสอร์ทแห่งนี้ และอีกสิ่งหนึ่งที่เราชื่นชมมอย่างมากก็คือบุคลิกที่สุภาพถ่อมตัวของเชฟไอซ์เอง มื้อนี้นับเป็นการจบวันได้ฟินสุดๆไปเลยครับ Sati Spa วันนี้เป็นวันสุดท้ายของเราที่นี่แล้ว แต่ยังเหลือโปรแกรมอีกหลายอย่างเลยครับ หลังจากมื้อเช้าที่เราตั้งใจกินแค่ให้พออิ่มสบายๆแล้วก็เป็นคิวของสปา เรามีนัดกับพี่ๆ Therapists ที่ “สติสปา” ซึ่งเป็นสปาของ InterContinental Phuket Resort โดยตรง ช่วงนี้เขามีแพ็คเก็จพิเศษให้เราเลือกจัดคอร์สตามต้องการของเราได้เลยในราคาที่คุ้มค่าเป็นพิเศษ ใครสนใจลองสอบถามถึงแพ็คเก็จ New You ได้กับทางสปาเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นนวดไทย นวดน้ำมัน นวดศีรษะ นวดหน้า ขัดผิว ทำเล็บที่นี่มีพร้อมครับ สำหรับผลิตสปาที่นี่ใช้ของ HAARN และสกินแคร์สำหรับผิวหน้าจะเป็นของ Anne Semonin แบรนด์หรูจากปารีสครับ เราชอบขั้นตอนล้างพลังงานลบด้วยเสียงจาก Crystal Singing Bowl ก่อนเข้าห้องทรีตเม้นต์ ซึ่งเป็นดังพิธีกรรมง่ายๆสั้นๆให้เราได้น้อมนำจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบันเพื่อรับการนวดบำบัดด้วย โถงตรงกลางในโซนห้องทรีตเม้นต์ประดับด้วยดอกมณฑารพจำลองแขวนลดหลั่นกันไป สำหรับใครที่ไม่รู้จัก ดอกมณฑารพคือดอกไม้ทิพย์จากเทวโลกซึ่งไม่มีอยู่ในโลกมนุษย์นะครับ ตามคอนเส็ปต์สวรรค์ของรีสอร์ทเลย สำหรับความสบายของการนวดขอให้ภาพสื่ออารมณ์แทนนะครับ เรื่องแบบนี้ต้องมาลองด้วยตัวเองครับ 5555 Afternoon Tea At Devas' Lounge Devas’ Lounge นั้นอยู่ติดกับล็อบบี้หลัก จึงเป็นดั่งห้องเอนกประสงค์ที่ใช้รับรองแขกทั้งภายในและภายนอก แต่สิ่งที่ทำให้เล้านจ์แห่งนี้มีชื่อก็คือ Afternoon Tea ที่จัดเต็มด้วยขนมทั้งคาวหวานซึ่งเป็นผลงานรังสรรค์จาก Pastry Chef ของทางโรงแรมเอง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องค่อนข้างหายากในภูเก็ต (น่าประหลาดใจที่เราได้ทราบว่าโรงแรมส่วนใหญ่ในภูเก็ตไม่มี Pastry Chef ประจำนะครับ) เราเพิ่งเคยเห็น ล็อบสเตอร์โรลล์ และ โรลล์เนื้อตุ๋นโรยหน้าด้วยเห็ด Truffle ฝนเป็นแผ่นหนาๆเสิร์ฟมาในเซ็ต Afternoon Tea ด้วย ส่วนเรื่องชาที่นี่เลือกชาที่ปลูกในไทยจากแบรนด์ Monsoon ซึ่งมีให้เลือกนับ 10 ชนิด รวมถึง Blend พิเศษสำหรับ Davas’ Lounge ที่โดดเด่นด้วยกลิ่นลิ้นจี่ด้วย นอกจากนี้ยังมีกาแฟที่ปลูกในไทยที่คัดพิเศษเพื่อนำมา Slow Drip โชว์และเสิร์ฟด้วย อ้อ! ลืมบอกไปครับ Devas นั้นก็คือคำว่าเทวานั่นเอง เค้ารักษาคอนเส็ปต์จริงจังนะครับ :-) The Pools สิ่งหนึ่งที่ InterContinental Phuket Resort ไม่ขาดแคลนเลยก็คือสระว่ายน้ำ เนื่องจากพื้นที่ของรีสอร์ทมีหลายโซน จึงมีสระให้แขกเลือกเล่นน้ำได้ถึง 6 สระพร้อมกับ Vibe ที่ต่างกันไป ตั้งแต่แบบสนุกสนานเจี๊ยวจ๊าวได้ (สระหน้าหาด) ไปจนถึงแบบเงียบสงบหลบฝูงชนซึ่งเป็นมู้ดที่ใจของเรากำลังเรียกร้องพอดี เราจึงจะพาเพื่อนๆไปเล่นน้ำกันที่สระ Infinity Pool บนชั้นดาดฟ้าของอาคารล็อบบี้กันครับ ที่เราเลือกสระนี้นอกจากเรื่องความปลอดผู้คนแล้ว จุดนี้ยังเป็นจุดที่เราสามารถมองเห็นรีสอร์ททั้งฝั่งทะเลและฝั่งภูเขาได้ทั้ง 2 ฝั่งพร้อมๆกัน มีมุมและพื้นที่ให้โพสถ่ายรูปได้แบบไม่ต้องเกรงใจใคร แถมในสระก็ยังมี Jacuzzi ให้เราแช่นวดกล้ามเนื้อได้อีกด้วย Perfect Choice สำหรับ Moment นี้เลยครับ ส่วนใครที่ไม่ได้เตรียมผ้าเช็ดตัวมาก็ไม่ต้องห่วง ทางโรงแรมเตรียมน้ำดื่มและผ้าเช็ดตัวเอาไว้ให้พร้อมครับ Jaras - Refined Thai Cooking “จรัส” นั้นได้ชื่อมาจากคุณย่าของเจ้าของโปรเจ็คต์ InterContinental Phuket Resort แห่งนี้ ซึ่งต้องการจะสื่อถึงมรดกอาหารไทยที่ละเอียดอ่อนทั้งในการคัดสรรวัตถุดิบและการปรุง และทางทีมเชฟก็ได้นำไอเดียนี้มาต่อยอดด้วยเทคนิควิธีที่ทันสมัยในภาคปฏิบัติกันอย่างจริงจัง ที่นี่มีการหมักน้ำปลา ซีอิ๊วเอง รวมถึงการปลูกผักและดองพืชผลท้องถิ่นที่คัดมาจากแหล่งต่างๆทั้งในภูเก็ต และจังหวัดใกล้เคียงเพื่อนำมาประกอบอาหารที่ Authentic และใส่ใจตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงลิ้นลูกค้า มื้อนี้ที่จรัสของเราเป็นมื้อที่น่าประทับใจสมกับเป็นมื้อสุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพฯจริงๆ เมนูที่เราสั่งมานั้นเหมือนจะเป็นเมนูง่ายๆ คือ ทอดมันปู ไก่ย่างตะไคร้ ยำส้มโอทับทิมกุ้งย่าง และแกงกะหรี่ปลากะพงลูกชกพังงา แต่ความพิถีพิถันของเชฟนั้นได้ยกระดับรสชาติของให้เป็นประสบการณ์ที่ละเมียดละไมกลมกล่อมเกินคาดของเรามากครับ Wrapping Up Our Stay InterContinental Phuket Resort เป็นโรงแรมหรู 5 ดาวที่เข้าใจง่าย ตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก อยู่ไม่ไกลจากสถานบันเทิง โดยที่ยังแวดล้อมไปด้วยทั้งภูเขา ทะเลและหาดทรายสวยงาม มีคอนเส็ปต์โดดเด่นชัดเจน มี F&B Outlets ที่ตอบเกือบทุกความต้องการ (เราประทับใจ Tengoku และจรัสมากเป็นพิเศษ) พร้อมทั้งครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ที่นี่จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มีงบประมาณและต้องการความครบเครื่องหลากหลายภายใต้มาตรฐานของแบรนด์อินเตอร์ที่เป็นเชนข้ามทวีปไปทั่วโลกสมกับความหมายของชื่อ InterContinental นั่นแหละครับ #LetsHoparound สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม +66 (0)76 629 999 LINE bit.ly/icpk-line icphuket.info@ihg.com #InterContinentalPhuketResort #WhereLuxuryMeetsLegend #InterContinentalLife #InterContinental #ExperienceIHG #anIHGHotel












