Search Results
128 results found with an empty search
- รีวิว Park Hyatt Beijing 北京柏悦酒店 สุดยอดความหรูหราใจกลางกรุงปักกิ่ง พร้อมวิวเมืองปักกิ่งที่สวยที่สุด
Park Hyatt Beijing 北京柏悦酒店 สุดยอดความหรูหราใจกลางกรุงปักกิ่ง พร้อมวิวเมืองปักกิ่งที่สวยที่สุด สำหรับทริปปักกิ่งครั้งนี้ Hoparound.co ขอพาทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษที่ Park Hyatt Beijing (北京柏悦酒店) โรงแรมแบรนด์ท็อปเทียร์แห่งแรกของ Hyatt ในจีน ที่รับรองได้เลยว่าตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักเดินทางที่มองหาความหรูหรา สะดวกสบาย และบริการเหนือระดับ Overview: ตำแหน่งที่ตั้งอันโดดเด่นและการออกแบบที่น่าประทับใจ Park Hyatt Beijing ตั้งตระหง่านอย่างสง่างามในย่านธุรกิจใจกลางกรุงปักกิ่ง หรือที่เรียกว่า Central Business District (CBD) บนอาคารที่สูงที่สุดบนถนน Chang’an Avenue ทำเลที่ตั้งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม เพราะอยู่ตรงข้ามกับ China World Trade Centre และอาคาร CCTV Tower อันเป็นสัญลักษณ์ของเมือง และด้วยความที่เป็นส่วนหนึ่งของ Beijing Yintai Center ซึ่งเป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ทำให้โรงแรมแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่พักเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์รวมของไลฟ์สไตล์หรูหรา ประกอบด้วย Park Hyatt Residence, Park Hyatt Penthouse, ห้างสรรพสินค้าไฮเอนด์อย่าง in01 และอาคารสำนักงานระดับ Super-A ทำให้แขกผู้เข้าพักสามารถเข้าถึงแหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหารระดับโลก ความบันเทิง และสิ่งอำนวยความสะดวกทางธุรกิจได้อย่างครบวงจรเพียงแค่ก้าวเท้าออกจากโรงแรม แถมยังเชื่อมต่อโดยตรงกับสถานีรถไฟใต้ดิน Guamao ได้อย่างสะดวกสบายสุดๆ ตัวโรงแรมจะกินพื้นที่ตั้งแต่ชั้น 37 ถึง 49 และ 59 ถึง 67 ของอาคาร โดยได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ไปเมื่อปี 2019 ทำให้ทุกมุมของโรงแรมยังคงความใหม่เอี่ยม ทันสมัย และคงไว้ซึ่งมาตรฐานความหรูหราตามแบบฉบับ Park Hyatt ที่ไม่มีวันตกยุค Our Room: ความสงบเหนือเมืองหลวงพร้อมวิวพาโนรามา โรงแรมมีห้องพักและห้องสวีทให้บริการรวมทั้งสิ้น 237 ห้อง ทุกห้องได้รับการออกแบบและตกแต่งในสไตล์จีนโมเดิร์นที่เน้นความเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความหรูหราเหนือกาลเวลา การใช้โทนสีครีมที่สบายตาช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความสงบและความผ่อนคลายทันทีที่คุณก้าวเข้ามา ไฮไลต์สำคัญของห้องพักทุกห้องคือ หน้าต่างกระจกบานใหญ่ ที่เปิดรับวิวเมืองปักกิ่งแบบพาโนรามาไร้สิ่งบดบัง ให้คุณได้เพลิดเพลินกับทัศนียภาพของเมืองหลวงที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่ว่าจะเป็นวิวตึกระฟ้าที่ส่องประกายในยามค่ำคืน หรือทิวทัศน์ของเมืองที่คึกคักในยามกลางวัน และด้วยความตระหนักถึงคุณภาพอากาศ โรงแรมจึงใส่ใจเป็นพิเศษด้วยการติดตั้ง ระบบฟอกอากาศ (Air Purification System) ที่ทำงานเงียบเชียบแต่ทรงประสิทธิภาพสูง สามารถดักจับอนุภาค PM2.5 ได้อย่างหมดจด ช่วยให้มั่นใจได้ว่าอากาศภายในห้องของคุณจะบริสุทธิ์ สะอาด และปลอดภัย ไร้กังวลเรื่องมลภาวะภายนอก สำหรับห้องพักที่เราเลือกในครั้งนี้คือห้อง 1 King Bed ขนาด 45 ตร.ม. ซึ่งเป็น Room Type มาตรฐานที่เหนือความคาดหมาย ด้วยพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางและถูกจัดแบ่งสัดส่วนได้อย่างลงตัว ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย และตอบโจทย์ทุกความต้องการของเราในทริปนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่หากคุณต้องการพื้นที่ที่มากขึ้นหรือประสบการณ์ที่แตกต่าง Park Hyatt Beijing ก็มีห้องพักประเภทอื่นๆ ให้เลือกสรรมากมาย ตั้งแต่ Deluxe ไปจนถึง Executive Suite และ Penthouse Suite โดยห้องพักที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดกว้างขวางถึง 240 ตร.ม. เลยทีเดียว มุมมองจาก Hoparound.co : เรื่องการบำรุงรักษา (Maintenance) แม้ว่าโดยรวมห้องพักจะดูสวยงามและสะอาดสะอ้าน แต่จากการเข้าพักจริงในครั้งนี้ เราพบว่า การบำรุงรักษา (Maintenance) ภายในห้องพักอาจจะยังไม่เนี๊ยบเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับมาตรฐานของแบรนด์ Park Hyatt ในที่อื่นๆ เราเริ่มเห็นร่องรอยการใช้งานตามกาลเวลาในบางจุดที่ยังไม่ได้รับการซ่อมแซมให้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นจุดเล็กๆ ที่เราแอบเสียดาย เพราะถ้างาน Maintenance ทำได้เป๊ะกว่านี้ ประสบการณ์การพักผ่อนในห้องจะสมบูรณ์แบบไร้ที่ติเลยครับ สิ่งอำนวยความสะดวกในห้อง: รายละเอียดที่สร้างความประทับใจ Park Hyatt Beijing ใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อยกระดับประสบการณ์การเข้าพักของคุณ คุณภาพของเครื่องใช้ภายในห้องพักนั้นอยู่ในระดับพรีเมียม ตั้งแต่ เตียงนอนขนาดคิงไซส์ ที่นุ่มสบายกำลังดี ปูด้วยผ้าปูที่นอนที่มีความละเอียด 300 เส้นด้าย และผ้านวมขนเป็ดอันอบอุ่น มอบค่ำคืนแห่งการพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบ เพื่อความบันเทิงและเชื่อมต่อกับโลกภายนอก ทุกห้องมาพร้อมกับ สมาร์ททีวีจอแบนขนาดใหญ่ และมีเดียฮับในตัว ให้คุณสามารถรับชมความบันเทิงหลากหลายได้อย่างไร้ขีดจำกัด โซน มินิบาร์ ก็จัดเตรียมไว้อย่างครบครัน พร้อมเครื่องชงกาแฟและกาต้มน้ำสำหรับชงชา ช่วยให้คุณสามารถรื่นรมย์กับเครื่องดื่มแก้วโปรดได้ตลอดเวลาที่ต้องการ ตู้เสื้อผ้าเป็นแบบ Walk-in Closet กว้างขวาง จัดเก็บสัมภาระได้อย่างเป็นระเบียบ ทำให้ห้องพักดูโล่งสบายไม่อึดอัด และอีกหนึ่งจุดเด่นที่พลาดไม่ได้คือ ห้องน้ำ ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน แบ่งโซนเปียกและโซนแห้งเป็นสัดส่วน มีทั้ง ฝักบัวแบบ Rain Shower ที่ให้ความรู้สึกสดชื่น และ อ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ ที่เชิญชวนให้คุณได้แช่น้ำอุ่นๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังจากวันอันยาวนาน พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์อาบน้ำระดับพรีเมียมจากแบรนด์ชั้นนำ ห้องอาหารและบาร์: รสชาติแห่งความอร่อยและความบันเทิงเหนือระดับ สำหรับประสบการณ์ด้านอาหารและการสังสรรค์ Park Hyatt Beijing ก็มีตัวเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยมี ร้านอาหารและบาร์รวม 3 แห่ง ที่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยและบรรยากาศอันน่าประทับใจ: China Grill (北京亮): ร้านอาหารหลักที่ตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของโรงแรม มอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่น่าตื่นตาตื่นใจด้วย วิว 360 องศาของเมืองปักกิ่ง ที่ไม่มีใครเทียบได้ โดยเฉพาะในยามค่ำคืนที่แสงไฟระยิบระยับ อาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ก็จัดที่นี่เช่นกัน นอกจากนี้ยังเชี่ยวชาญด้านสเต็กและอาหารทะเลคุณภาพเยี่ยม พร้อมไวน์ชั้นดีให้เลือกมากมาย China Bar (北京亮酒吧): บาร์บนชั้นดาดฟ้าที่อยู่ติดกับ China Grill เป็นจุดที่เหมาะสำหรับการจิบค็อกเทลแก้วโปรด หรือไวน์ชั้นเลิศ พร้อมดื่มด่ำกับทัศนียภาพอันงดงามของเมืองปักกิ่งในมุมสูง IFW: ร้านอาหารที่นำเสนอประสบการณ์การทำอาหารแบบสดๆ โดยเชฟจะปรุงอาหารที่สถานีต่างๆ ทั่วร้าน เน้นอาหารจีนคลาสสิกที่ผสมผสานเทคนิคสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว Breakfast Experience อาหารเช้า: เริ่มต้นวันใหม่ด้วยความอร่อยและหลากหลาย อาหารเช้าที่ Park Hyatt Beijing ถือเป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่ไม่ควรพลาด โดยจะให้บริการที่ร้าน China Grill ซึ่งตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของโรงแรม คุณจะได้เพลิดเพลินกับมื้อเช้าอันโอชะพร้อมดื่มด่ำกับวิวเมืองปักกิ่งอันตระการตา ตัวเลือกอาหารเช้ามีความหลากหลายและจัดเต็มมากๆ โดยมีให้เลือกทั้งแบบ A la carte ซึ่งคุณสามารถสั่งเมนูจานโปรดที่ปรุงสดใหม่ตามต้องการ และแบบ บุฟเฟต์ ที่นำเสนออาหารนานาชาติและอาหารจีนท้องถิ่นอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นมุมเบเกอรี่อบสดใหม่ ไส้กรอก แฮม ชีส ผัก ผลไม้สดนานาชนิด โยเกิร์ต ซีเรียล รวมถึงเมนูไข่ต่างๆ และอาหารจีนยอดนิยม การันตีได้เลยว่าไม่ว่าคุณจะเป็นนักชิมสไตล์ไหน ก็จะต้องประทับใจกับความหลากหลายและคุณภาพของวัตถุดิบที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี เพื่อให้คุณได้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยพลังงานและความสดชื่นอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ หากคุณยังต้องการสำรวจตัวเลือกด้านอาหารและความบันเทิงเพิ่มเติม ชั้นล่างของตึกคือที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าหรู in01 ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านค้าแฟชั่นแบรนด์เนมระดับโลก (เช่น Hermès, Dior, Cartier, Lane Crawford Concept Store) ร้านอาหารชั้นนำ ฟิตเนสเซ็นเตอร์ และโรงภาพยนตร์ ทำให้คุณสามารถใช้เวลาได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล Hotel Facility: สิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรเพื่อการพักผ่อนและธุรกิจ Park Hyatt Beijing เข้าใจถึงความต้องการที่หลากหลายของแขกผู้มาเยือน จึงได้จัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันและทันสมัยไว้บริการ: Tian Spa (天水): สปาหรูหราที่ตั้งอยู่บนชั้น 59 มอบประสบการณ์การบำบัดที่ผ่อนคลายและฟื้นฟูร่างกายจิตใจ ด้วยห้องทรีตเมนต์ 8 ห้องที่ให้บริการนวด ทรีตเมนต์ความงาม และโปรแกรมบำบัดที่อิงหลักการแพทย์แผนจีนดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมีโซนพักผ่อน (Relaxation Lounge) และห้องสตูดิโอสำหรับออกกำลังกาย ฟิตเนสเซ็นเตอร์ (Fitness Center): ตั้งอยู่ในบริเวณ Park Life Complex มีอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ทันสมัยและครบครัน ทั้งโซนคาร์ดิโอ เวทเทรนนิ่ง และสตูดิโอสำหรับคลาสออกกำลังกายต่างๆ สระว่ายน้ำในร่ม (Indoor Swimming Pool): สระว่ายน้ำระบบน้ำอุ่นขนาด 25 เมตร ที่ออกแบบอย่างสวยงาม พร้อมกระจกบานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติ ให้คุณได้แหวกว่ายหรือผ่อนคลายอย่างเป็นส่วนตัว ห้องจัดเลี้ยงและห้องประชุม (Meetings & Events Facilities): โรงแรมมีห้องจัดเลี้ยงและห้องประชุมหลากหลายขนาด รวม 16 ห้อง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,570 ตร.ม. พร้อมอุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ที่ทันสมัย และทีมงานมืออาชีพคอยให้บริการ เหมาะสำหรับการจัดงานทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นงานประชุม สัมมนา หรืองานเลี้ยงฉลองขนาดใหญ่ บริการผู้ช่วยส่วนตัว (Personal Butler Service): เพื่อประสบการณ์ที่เหนือระดับ โรงแรมมีบริการผู้ช่วยส่วนตัวที่พร้อมดูแลและอำนวยความสะดวกตลอดการเข้าพักของคุณ Business Center ตลอด 24 ชั่วโมง: สำหรับนักธุรกิจ มีศูนย์บริการธุรกิจที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั้งแบบมีสายและไร้สายทั่วทั้งโรงแรม Wrapping Up Our Stay: ความประทับใจที่ไม่รู้ลืม หลังจากที่เราได้ใช้เวลาดื่มด่ำกับทุกช่วงเวลาที่ Park Hyatt Beijing เราก็สามารถยืนยันได้เลยว่านี่คืออีกหนึ่งประสบการณ์การเข้าพักที่น่าประทับใจที่สุด โรงแรมแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่พักสำหรับค้างคืน แต่เป็นจุดหมายปลายทางที่สมบูรณ์แบบที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักเดินทางอย่างแท้จริง ตั้งแต่ก้าวแรกที่เรามาถึง การต้อนรับที่อบอุ่นและเป็นมืออาชีพของพนักงานก็สร้างความประทับใจได้ทันที ห้องพักที่สวยงาม สะอาด และทันสมัย พร้อมวิวเมืองปักกิ่งที่ตระการตาผ่านกระจกบานใหญ่ ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้พักผ่อนอยู่เหนือผืนฟ้า สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งฟิตเนส สระว่ายน้ำ และสปา ล้วนอยู่ในระดับเวิลด์คลาส ทำให้เราสามารถผ่อนคลายและเติมพลังได้อย่างเต็มที่ ที่สำคัญที่สุดคือทำเลที่ตั้งที่เหนือกว่าใคร ทำให้การเดินทางสำรวจเมืองปักกิ่งเป็นเรื่องง่ายดาย และการมีห้างสรรพสินค้าหรูอย่าง in01 อยู่ติดกับโรงแรม ก็ยิ่งเพิ่มความสะดวกสบายในการช้อปปิ้งและรับประทานอาหารได้อย่างไม่จำกัด รวมถึงตัวเลือกด้านอาหารในโรงแรมเองก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน โดยเฉพาะมื้อเช้าที่ China Grill ที่ทำให้เราเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างสดใสและเต็มอิ่ม เรียกได้ว่า Park Hyatt Beijing มอบประสบการณ์ที่ไร้ที่ติ ตั้งแต่การออกแบบที่หรูหราทันสมัย ไปจนถึงบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ทำให้ทุกช่วงเวลาของการพักผ่อนกลายเป็นความทรงจำที่ดี การมาพักที่นี่ไม่ใช่แค่การนอนโรงแรม แต่คือการลงทุนในประสบการณ์ที่คุ้มค่าและน่าจดจำ ไม่ว่าจะเป็นทริปธุรกิจหรือการพักผ่อนเพื่อสัมผัสเสน่ห์ของปักกิ่ง โรงแรมแห่งนี้จะทำให้การเดินทางของคุณสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน Let's Hop Around Beijing.
- The Evolution of Phuket เมื่อความสุขของการอยู่อาศัยมาบรรจบกับการบริหารระดับโลกที่ PEYLAA Phuket
The Evolution of Phuket เมื่อความสุขของการอยู่อาศัยมาบรรจบกับการบริหารระดับโลกที่ PEYLAA Phuket ถ้าย้อนเวลากลับไปไม่เกิน 20 ปี ภูเก็ตอาจเป็นเพียงปลายทางการท่องเที่ยว แต่วันนี้มันกำลังพัฒนาไปสู่ “เมืองอยู่อาศัยระดับโลก” อย่างเต็มตัว จากที่เคยมาเที่ยวกันเพียงสั้นๆ วันนี้ผู้คนจากทั่วโลกต่างอยากเข้ามาอยู่อาศัยกันแบบยาวๆมากขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ภูเก็ตจะเติบโตไหม แต่คือ การเติบโตนั้นจะมีคุณภาพแค่ไหน และถ้ามองในมุมนี้ บางเทาคือพื้นที่ที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านได้ชัดที่สุด ทำเลที่ไม่พึ่งฤดูกาล สิ่งที่ทำให้บางเทาน่าสนใจ ไม่ใช่แค่ชายหาด แต่คือโครงสร้างของชุมชน และวิถีชีวิตระดับสากลครับ พื้นที่นี้มีทั้งโรงเรียนนานาชาติ ไลฟ์สไตล์ฮับอย่าง Boat Avenue และระบบนิเวศของร้านอาหาร คาเฟ่ที่ไม่ใช่แค่รับนักท่องเที่ยว แต่รองรับรสนิยมของคนที่ “อยู่จริง” ในมุมของอสังหาริมทรัพย์ นี่คือสัญญาณสำคัญ เพราะดีมานด์ที่มาจากผู้อยู่อาศัยระยะยาว มักมีเสถียรภาพมากกว่าดีมานด์ตามฤดูกาล Peylaa Phuket ตั้งอยู่ห่างจากหาดบางเทาเพียง 1.9 กิโลเมตร และยังคงความสงบพอสำหรับการอยู่อาศัยระยะยาว นี่คือสมดุลที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยในตลาดที่พักอาศัยครับ โครงการที่อยู่อาศัยภายใต้ Autograph Collection Residences แห่งแรกของ Asia Pacific Autograph Collection คอลเลกชันของโครงการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภายใต้แนวคิด “Exactly Like Nothing Else” — แตกต่างมีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเอง แต่ยังคงมาตรฐานระดับสากลของ Marriott อยู่เบื้องหลัง สำหรับผู้ถือครองนี่คือความ Unique ไม่เหมือนใคร ที่มาพร้อมกับระบบบริหารจัดการที่ไว้วางใจได้ว่าทรัพย์สินของเราจะได้รับการดูแลอย่างมืออาชีพในระยะยาว การออกแบบที่คิดถึงชีวิตระยะยาว โครงการประกอบด้วย 3 อาคาร สูง 7 ชั้น รวม 408 ยูนิต ขนาดยูนิตเริ่มตั้งแต่ 45 ตร.ม. ไปจนถึง 129 ตร.ม. สิ่งที่น่าสนใจคือการให้ระเบียงขนาดใหญ่ และการออกแบบครัว–ห้องน้ำที่ครบฟังก์ชันจริง มี pantry และอ่างอาบน้ำ นอกจากยี้ยังมีรายละเอียดเล็กๆที่จะทำให้คุณภาพชีวิตประจำวันของเราดีขึ้น อย่าง • ระบบความปลอดภัยระดับสากล พร้อม monitoring 24/7 • ผนังกันเสียงมาตรฐานสูงระหว่างยูนิต • ระบบกรองน้ำ UV และตรวจจับการรั่วซึมอัตโนมัติ นี่คือดีไซน์ที่สะท้อนว่าโครงการนี้ตั้งต้นจากคนที่จะใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่นั้นได้อย่างมีสุนทรีย์จริงๆ เรียกได้ว่า สวย-หรู-อยู่สบาย-ได้ผลตอบแทน ครบเลยครับ ไลฟ์สไตล์ที่สร้างมูลค่าในตัวเอง สระว่ายน้ำขนาด 25 เมตร 3 สระ, Ice Bath, Sauna, Tennis / Pickleball, ฟิตเนส และพื้นที่ Flexi Workspace สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง amenities เพื่อความหรูหรา แต่คือโครงสร้างที่ช่วยสร้างคุณภาพชีวิต และในตลาดอสังหาฯ ระยะยาว คุณภาพชีวิตที่ดีมักสะท้อนกลับมาในมูลค่าทรัพย์สิน มากกว่าการถือครอง คือความอุ่นใจในระบบ เจ้าของจะได้รับสิทธิประโยชน์ผ่าน ONVIA และสถานะ Marriott Bonvoy Gold Elite ถึงปี 2029 ในเชิงการลงทุน นี่คือการเชื่อมต่อกับ ecosystem ระดับโลก ไม่ใช่เพียงการถือครองยูนิตหนึ่งยูนิต และเมื่อโครงการมีกำหนดแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปี 2027 จังหวะเวลาของตลาดภูเก็ตในวันนี้จึงเป็นอีกปัจจัยที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ บทสรุปในมุมของผู้มองตลาด ภูเก็ตกำลังเปลี่ยนจากเมืองท่องเที่ยว ไปสู่เมืองอยู่อาศัยคุณภาพสูง บางเทาคือหนึ่งในย่านที่สะท้อนภาพนั้นได้ชัดที่สุด และ Peylaa Phuket คือหนึ่งในตัวอย่างของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่พยายามเชื่อม “ความสุขในการใช้ชีวิต” เข้ากับ “โครงสร้างการบริหารจัดการระดับสากล” สำหรับผู้ที่มองหาบ้านหลังที่สอง หรือทรัพย์สินระยะยาวในทำเลที่มีดีมานด์จริง คำถามอาจไม่ใช่ว่า “ภูเก็ตจะโตไหม” แต่อาจเป็นว่า เราจะเข้าไปอยู่ในจังหวะไหนของการเติบโตนั้น ความสุขและผลตอบแทนสามารถเดินไปด้วยกันได้ บางทีนี่อาจเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเข้าไปสำรวจบางเทา และโครงการ Peylaa Phuket อย่างจริงจัง ศึกษาข้อมูลโครงการเพิ่มเติมได้ที่ https://peylaa-phuket.com/ #LetsHoparound #PEYLAAPhuket #AutographCollectionResidences #CapstoneAsset #Peylaa_phuket #Phuket
- Milan Calling! 33 Spots We Love in Milan เที่ยว 'มิลาน' เมืองหลวงแห่งดีไซน์ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ กับ 33 จุดเช็คอินที่คัดมาแล้วแบบเริ่ดเลยหล่ะ
Milan Calling! 33Milan Calling! 33 Spots We Love in Milanเที่ยว 'มิลาน' เมืองหลวงแห่งดีไซน์ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ กับ 33 จุดเช็คอินที่คัดมาแล้วแบบเริ่ดเลยหล่ะ สวัสดีชาว #Hopster ! เตรียมตัวเข้าสู่โหมดการเดินทางที่เต็มไปด้วยสไตล์กันได้เลยครับ หากจะพูดถึงเมืองที่นิยามคำว่า "รสนิยม" ได้ชัดเจนที่สุดในโลก ชื่อของ มิลาน (Milan) จะต้องขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ เสมอ เมืองนี้ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางแฟชั่นระดับโลก แต่ยังเป็นพื้นที่ที่รวบรวมงานดีไซน์หลากหลายแขนง ตั้งแต่สถาปัตยกรรมคลาสสิก ไปจนถึงความดิบเท่แบบ Industrial และความเนี้ยบของงานดีไซน์ยุค Mid-century Modern ที่แทรกซึมอยู่ในทุกหัวมุมถนน สำหรับการมาเยือนมิลานครั้งแรกของเรา เราตั้งใจไปซึมซับออร่าของเมืองในช่วงที่อากาศกำลังสบายที่สุด เพื่อพิสูจน์ว่ามิลานไม่ได้มีดีแค่การช้อปปิ้งในห้างหรูอย่าง Galleria Vittorio Emanuele II แต่เสน่ห์ที่แท้จริงของเมืองนี้ซ่อนอยู่ในย่านลับๆ ร้านกาแฟที่ถูกคิดมาอย่างดี และพื้นที่ทางศิลปะที่เปลี่ยนโรงงานเก่าให้กลายเป็นจุดเช็คอินสุดล้ำ บทความนี้เราจะพาคุณไปเจาะลึกมิลานในแบบที่ "ถูกจริต" สายดีไซน์ที่สุด ตั้งแต่การตื่นเช้าไปชมความยิ่งใหญ่ของ มหาวิหารดูโอโม่ (Duomo di Milano) ในมุมที่เงียบสงบ ไปจนถึงการสำรวจ Hi-Fi Bar เปิดใหม่ที่กำลังฮอตที่สุดในย่าน Isola รวมถึงพิกัด Concept Stores และ Gourmet Shop ของเชฟระดับมิชลินที่สายกินและสายแฟชั่นต้องใจสั่น ใครที่กำลังวางแผนเที่ยวมิลาน หรืออยากสัมผัสการใช้ชีวิตแบบ Milanese Local ที่เน้นคุณภาพและความละเมียดละไม ต้องเซฟลิสต์นี้ไว้ให้แม่น เพราะทุกดีเทลในเมืองนี้คือแรงบันดาลใจชั้นยอด... ถ้าพร้อมแล้ว แพ็กกระเป๋าแล้ว "ไปมิลาน" ด้วยกันเลยครับ! [ The Iconic & Cultural Heritage ] 01 | Piazza del Duomo แลนด์มาร์คที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเป็นหัวใจที่เต้นอยู่กลางเมืองมิลาน มหาวิหารหินอ่อนสีขาวอมชมพูที่ใช้เวลาสร้างนานกว่า 6 ทศวรรษ สัมผัสความพิเศษที่นี่: มหาวิหารโกธิคแห่งนี้ไม่ได้โดดเด่นแค่ขนาดที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่คือรายละเอียดของการสลักหินอ่อนที่ดูนุ่มนวลราวกับผ้า แนะนำให้มาถึงช่วง 6:00 - 7:00 น. คุณจะได้เห็นแสงแรกของวันตกกระทบยอดโดมทองคำ "Madonnina" ท่ามกลางจัตุรัสที่ไร้ผู้คน เป็นช่วงเวลาที่มหาวิหารดูขลังและทรงพลังที่สุด พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: จัตุรัสเปิด 24 ชม. | มหาวิหารเปิด 08:00 – 19:00 02 | Sforzesco Castle (Castello Sforzesco) ปราสาทอิฐแดงที่เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและการป้องกันเมืองมิลานในยุคเรเนซองส์ สัมผัสความพิเศษที่นี่: แม้ไม่ได้เข้ามิวเซียมข้างใน การเดินผ่านลานกว้าง (Courtyard) ก็ให้ความรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของตระกูล Sforza ในอดีต กำแพงเมืองที่นี่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายประวัติศาสตร์ที่ขรึมและคลาสสิก ที่สำคัญคือเป็นที่เก็บรักษาผลงาน Pietà Rondanini ซึ่งเป็นประติมากรรมชิ้นสุดท้ายที่ Michelangelo ยังทำไม่เสร็จก่อนเสียชีวิต พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 07:00 – 19:30 03 | Parco Sempione พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่เปรียบเสมือน "ปอด" ของชาวมิลาน เชื่อมระหว่างปราสาทและประตูชัย Arco della Pace สัมผัสความพิเศษที่นี่: ในเดือนพฤษภาคม สวนแห่งนี้จะเบ่งบานไปด้วยดอกไม้นานาพรรณ เป็นจุดที่ดีที่สุดสำหรับการทำ People Watching สังเกตไลฟ์สไตล์คนมิลานที่ออกมาปิกนิกหรือพาสุนัขมาเดินเล่น แนะนำให้เดินทอดน่องไปจนถึงปลายสวนเพื่อถ่ายรูปกับประตูชัย Arco della Pace ที่ตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 06:30 – 21:00 04 | Villa Necchi Campiglio คฤหาสน์หรูที่ซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงสูงใจกลางย่านเงียบสงบ ออกแบบโดยสถาปนิก Piero Portaluppi ในปี 1932 สัมผัสความพิเศษที่นี่: ที่นี่คือสรวงสวรรค์ของคนรัก Interior Design เพราะเป็นต้นแบบของความหรูหราแบบ Modernist ผสม Art Deco ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ทุกตารางนิ้วตั้งแต่มือจับประตูไปจนถึงสระว่ายน้ำส่วนตัว (ซึ่งถือว่าล้ำสมัยมากในยุคนั้น) สะท้อนถึงรสนิยมอันละเมียดละไมของตระกูลชนชั้นสูงในมิลาน พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 18:00 (ปิดจันทร์-อังคาร) [ The Art of Fashion & Design ] 05 | Fondazione Prada สถาบันศิลปะร่วมสมัยที่รีโนเวทจากโรงงานกลั่นเหล้าเก่าโดยสำนักออกแบบ OMA (Rem Koolhaas) สัมผัสความพิเศษที่นี่: การออกแบบที่นี่คือการเล่นกับความขัดแย้ง (Contrast) ระหว่างตึกเก่าสีตุ่นกับตึก "Haunted House" ที่หุ้มด้วยทองคำเปลว 24K พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้มีแค่ภาพวาด แต่มีงานติดตั้ง (Installation Art) ที่ท้าทายความคิด เป็นจุดที่ยืนยันว่ามิลานคือศูนย์กลางของรสนิยมที่ก้าวไปข้างหน้าเสมอ พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 19:00 (ปิดวันอังคาร) 06 | Sunnei แบรนด์อิตาลีรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการแฟชั่นโลกด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด สัมผัสความพิเศษที่นี่: ชื่อแบรนด์เพี้ยนมาจากคำว่า "Sunny" (แสงแดด) เพื่อสื่อถึงพลังบวกและความสดใส งานดีไซน์ของ Sunnei โดดเด่นด้วยทรงเสื้อผ้าที่แปลกตา (Oversized & Geometric) และการใช้คู่สีที่ฉลาดมาก ร้านของเขาไม่ใช่แค่ที่ขายของ แต่คือแกลเลอรีที่แสดงจุดยืนเรื่องรสนิยมของคนรุ่นใหม่ที่รักในความแตกต่าง พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 07 | 10 Corso Como Concept Store แห่งแรกของโลกที่เป็นต้นแบบให้ร้านดังทั่วโลก ก่อตั้งโดย Carla Sozzani อดีตบรรณาธิการแฟชั่น สัมผัสความพิเศษที่นี่: บรรยากาศสวนในร่มที่ร่มรื่นตัดกับความล้ำสมัยของแฟชั่นชั้นสูง หนังสือศิลปะหายาก และงานอาร์ต ทุกชิ้นในร้านผ่านการคัดสรรมาอย่าง "Curated" จนเหมือนงานศิลปะที่วางขายได้ แนะนำให้ขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อชมวิวสวนลับๆ และงานประติมากรรมกลางแจ้ง พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 08 | Jil Sander (Via Pietro Verri) บูติกสาขาแฟล็กชิพที่ถ่ายทอดนิยามความ "Minimalism" ผ่านสถาปัตยกรรมที่เรียบเนียนและเงียบสงบ สัมผัสความพิเศษที่นี่: ภายในร้านออกแบบโดยใช้แสงและเงาอย่างมีชั้นเชิง เราประทับใจ น้ำหอมกลิ่นพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจากกาแฟ ซึ่งหาซื้อได้ยาก กลิ่นนี้ให้ความรู้สึกสุขุม นิ่ง แต่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของกลิ่นคั่วบดที่อบอุ่น เป็นการผสานกลิ่นอายวัฒนธรรมอิตาลีเข้ากับน้ำหอมได้อย่างอัจฉริยะ พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 09 | Nude Project แบรนด์ Streetwear จากสเปนที่กำลังครองใจวัยรุ่นทั่วยุโรปด้วยดีไซน์ที่ใส่ง่ายและเท่ สัมผัสความพิเศษที่นี่: เรา "ถูกจริต" กับ Energy ของร้านนี้มาก ตั้งแต่การตกแต่งไปจนถึงพนักงานที่เอนเนอร์จี้ล้นหลาม เสื้อผ้าของ Nude Project เน้นความ Effortless Cool ใส่ง่ายแต่มีคาแรคเตอร์ ในราคาที่เข้าถึงได้ เป็นพิกัดที่สายสตรีทห้ามพลาดเมื่อมาเดินย่าน Ticinese พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 10 | Marni Outlet ขุมทรัพย์ลับของสายแฟชั่นที่อยากได้ไอเทมจาก Marni ในราคาสุดคุ้ม ซ่อนตัวอยู่ในย่านที่เงียบสงบ สัมผัสความพิเศษที่นี่: ถึงจะเป็นเอาท์เล็ท แต่การจัดดิสเพลย์ยังคงความอาร์ตและขี้เล่นตามแบบฉบับ Marni รวบรวมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าจากคอลเลกชันก่อนหน้าไว้เยอะมาก ในราคาที่ลดแบบจริงจัง เป็นจุดที่สายแฟชั่นตัวจริงมักจะมาซุ่มเก็บของดีกันที่นี่ พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 19:00 11 | Maison Margiela บูติกสาขาสำคัญที่ถ่ายทอด DNA ความ Avant-garde ของแบรนด์ผ่านการตกแต่งสไตล์ "Deconstruction" สัมผัสความพิเศษที่นี่: ร้านเน้นสีขาวโพลนและการใช้วัสดุที่ดูดิบเหมือนทำไม่เสร็จ (Unfinished) เพื่อสื่อถึงแนวคิดการรื้อสร้างแฟชั่นใหม่ แฟนคลับรองเท้า Tabi หรือเสื้อผ้าที่มีป้ายตัวเลขต้องมาที่นี่เพื่อซึมซับ Vibe ที่เป็นต้นตำรับความเท่แบบลึกลับ พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 12 | END. Milano Multi-brand Store สัญชาติอังกฤษที่มาเปิดแฟล็กชิพสโตร์สุดอลังการใจกลางมิลาน สัมผัสความพิเศษที่นี่: การออกแบบภายในนำเสนอความขัดแย้งที่ลงตัวระหว่างโครงสร้างตึกประวัติศาสตร์กับดิสเพลย์สมัยใหม่ที่ทำจากสแตนเลสและกระจก รวบรวม Sneaker รุ่น Exclusive และแบรนด์สตรีทไฮเอนด์ไว้แน่นที่สุด เป็นจุดนัดพบของ Sneakerhead จากทั่วโลก พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 19:30 13 | Le Lunetier Milano Garibaldi ร้านแว่นตาสุดคราฟต์ในย่าน Garibaldi ที่เน้นการคัดสรรกรอบแว่นดีไซน์เฉพาะตัวจากทั่วโลก สัมผัสความพิเศษที่นี่: สำหรับคนที่มองหาเครื่องประดับบนใบหน้าที่ไม่ซ้ำซากจำเจ ร้านนี้มีแว่นตาที่เป็นงานศิลปะมากกว่าแค่เลนส์สายตา พนักงานมีความเชี่ยวชาญในการแนะนำกรอบที่เข้ากับรูปหน้าและสไตล์ส่วนบุคคลได้เป็นอย่างดี พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 19:30 14 | Tenoha Milano Multi-concept Space สไตล์ญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในย่าน Navigli ผสมผสานคาเฟ่ ร้านอาหาร และไลฟ์สไตล์ช็อปเข้าด้วยกัน สัมผัสความพิเศษที่นี่: ท่ามกลางบรรยากาศแบบอิตาลี Tenoha มอบความสงบสไตล์มินิมอลญี่ปุ่นที่ลงตัวมาก สินค้าไลฟ์สไตล์ที่นี่ถูกคัดสรรมาอย่างดี บรรยากาศร้านกว้างขวางและสงบ เหมาะสำหรับการมานั่งพักสายตาและจิบชาเขียวคุณภาพเยี่ยม พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 09:00 – 23:30 [ The Taste of Milano: Food & Cafe ] 15 | MOGO (Isola District) Hi-Fi Bar & Restaurant น้องใหม่ล่าสุดที่เป็นดั่ง "Senses Sanctuary" ในย่าน Isola สัมผัสความพิเศษที่นี่: ออกแบบโดย Giorgia Longoni Studio ในสไตล์ Mid-century Nostalgia ที่ดูนิ่งแต่เท่ ที่นี่ไม่ใช่แค่บาร์ที่มีลำโพงดี แต่คือประสบการณ์ที่หลอมรวมอาหารจากเชฟชื่อดัง Yoji Tokuyoshi (เจ้าของรางวัลมิชลิน) เข้ากับดนตรีจากคิวเรเตอร์ Polifonic ผ่านระบบเสียง High Resolution ของลำโพง H.A.N.D. ที่คัสตอมมาเพื่อร้านนี้โดยเฉพาะ ชื่อร้านมาจากคำว่า Mmogo ในภาษา Sotho แปลว่า “Together” เป็นจุดรวมตัวของคนรักเสียงเพลงและรสชาติที่ล้ำลึก พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 18:00 – 01:00 16 | 10_11 (Ten Eleven) - Portrait Milano บาร์และห้องอาหารสุดหรูในโรงแรม Portrait Milano ที่ตั้งอยู่ในอาคารสำนักสงฆ์เก่าศตวรรษที่ 16 สัมผัสความพิเศษที่นี่: เรามีโอกาสได้ทานอาหารเช้าที่นี่และขอยกให้เป็น "The Best Breakfast" ของทริปนี้เลยครับ ทั้งรสชาติอาหารที่ประณีตและการบริการระดับ 5 ดาวที่ใส่ใจในทุกดีเทล ท่ามกลางบรรยากาศลานกว้าง (Piazza) ที่สวยสะกดตา เป็นความ Luxury ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเองอย่างประหลาด พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 07:00 – 01:00 17 | Mascherpa ร้านทิรามิสุ (Tiramisù) ร้านแรกในมิลานที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ขนมหวานคลาสสิกให้ทันสมัยและเข้าถึงง่าย สัมผัสความพิเศษที่นี่: ความพิเศษของที่นี่คือความสดใหม่และเนื้อสัมผัสของครีมมาสคาร์โปเน่ที่เนียนนุ่มและเบาหวิวราวกับก้อนเมฆ มีให้เลือกหลายรสชาติทั้ง Original, Pistachio และ Matcha บรรจุมาในโหลแก้วน่ารักๆ หรือจะสั่งเป็นชิ้นสำหรับเดินทานก็ได้ เป็นรสชาติที่สายหวานต้องมาซ้ำ พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 18 | Bar Luce (Fondazione Prada) คาเฟ่ที่ออกแบบโดยผู้กำกับชื่อดัง Wes Anderson ทุกมุมในร้านคือฉากในหนังที่มีชีวิต สัมผัสความพิเศษที่นี่: บรรยากาศเหมือนหลุดเข้าไปในมิลานยุค 1950s ด้วยโทนสีเขียวพาสเทล เพดานลายกราฟิกที่เลียนแบบโครงสร้างตึก Duomo และตู้พินบอล Steve Zissou แนะนำให้ลองสั่งขนมหวานสีลูกกวาดและจิบเอสเปรสโซ่ริมหน้าต่างเพื่อดื่มด่ำกับดีไซน์ที่ไม่มีใครเหมือน พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 08:30 – 20:00 19 | Hygge ร้านบรันช์บรรยากาศอบอุ่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปรัชญาความสุขสไตล์นอร์ดิก สัมผัสความพิเศษที่นี่: เมนูบรันช์ที่นี่เน้นความเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ จัดวางมาอย่างสวยงามพร้อมรสชาติที่กลมกล่อม บรรยากาศในร้านเป็นกันเองมาก มีความละเมียดละไมในทุกรายละเอียด เหมาะสำหรับการมานั่งทบทวนแผนเที่ยวพร้อมจิบกาแฟดีๆ ในยามเช้า พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 09:00 – 15:30 (ปิดจันทร์-อังคาร) 20 | Giacomo Caffè คาเฟ่ระดับตำนานที่ตั้งอยู่ใน Palazzo Reale ติดกับมหาวิหาร Duomo สัมผัสความพิเศษที่นี่: การตกแต่งด้วยไม้สีเข้มและกำแพงที่เต็มไปด้วยหนังสือให้ความรู้สึกเหมือนห้องสมุดส่วนตัวที่หรูหราของชนชั้นสูงมิลาน ที่นี่คือจุดแวะพักหลังชมมิวเซียมที่ดีที่สุด ดื่มด่ำกับความเงียบสงบและรสชาติขนมหวานสไตล์คลาสสิกท่ามกลางความวุ่นวายภายนอก พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 20:00 21 | Sant Ambroeus Milano ร้านอาหาร ขนม และกาแฟระดับไฮเอนด์ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1936 และยังคงความโก้หรูไว้ได้อย่างเหนียวแน่น สัมผัสความพิเศษที่นี่: โดดเด่นด้วยโทนสีชมพูพีชอันเป็นเอกลักษณ์และการบริการแบบ Old-school ที่เนี้ยบกริบ นอกจากจะเป็นสวรรค์ของคนรักขนมหวานระดับ Masterpiece แล้ว ที่นี่คือจุดหมายของการทานอาหารแบบ Full Course ที่คลาสสิกที่สุดแห่งหนึ่งในมิลาน เมนูอาหารคาวของที่นี่เน้นความหรูหราที่เรียบง่ายแต่เลือกใช้วัตถุดิบพรีเมียมที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Cotoletta alla Milanese ที่กรอบนอกนุ่มใน หรือพาสต้าเส้นสดที่ปรุงอย่างพิถีพิถัน แนะนำให้ลองมาทานมื้อกลางวันหรือมื้อค่ำเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศการทานอาหารท่ามกลางชนชั้นสูงและเหล่าดีไซน์เนอร์ชาวมิลานแท้ๆ พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 07:30 – 23:00 22 | Loste Café (Via Francesco Guicciardini) คาเฟ่แนว Specialty Coffee และเพสทรีที่ก่อตั้งโดยอดีตเชฟจากร้าน Noma สัมผัสความพิเศษที่นี่: กาแฟที่นี่รสชาติดีมากในระดับ Specialty และที่พลาดไม่ได้คือเพสทรีอบใหม่ โดยเฉพาะ Cinnamon Roll และ Pain au Chocolat ที่กรอบนอกนุ่มในและหอมเนยสุดๆ บรรยากาศร้านมีความโมเดิร์นและมินิมอล แสงธรรมชาติส่องเข้าร้านสวยมากในช่วงเช้า พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 18:00 23 | LùBar ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในเรือนกระจก (Orangerie) สุดชิคภายในวิลล่าสมัยศตวรรษที่ 18 สัมผัสความพิเศษที่นี่: การทานอาหารท่ามกลางต้นปาล์มและรูปปั้นหินอ่อนใต้เพดานกระจกสูงลิ่ว ให้ความรู้สึกที่สดชื่นและโรแมนติกมาก อาหารที่นี่เน้นสไตล์ซิซิเลียนที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง รสชาติสะอาดสะอ้านและพรีเมียม เป็นจุดเช็คอินที่สวยทุกมุมจริงๆ พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 00:00 24 | Aroma Napoletano จุดรวมพลคนรักครัวซองต์และขนมสไตล์เนเปิลส์ที่หอมฟุ้งไปทั้งถนนในย่าน Isola สัมผัสความพิเศษที่นี่: ที่นี่คือสวรรค์ของคนรักครัวซองต์ไส้ทะลัก มีให้เลือกตั้งแต่ไส้ครีมพิตาชิโอเข้มข้นไปจนถึงช็อกโกแลตเยิ้มๆ แป้งครัวซองต์กรอบหอมเนยมาก เป็นมื้อเช้าที่เติมพลังได้ดีเยี่ยมก่อนไปเดินเที่ยวต่อ พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 07:00 – 20:00 25 | Berberè ร้านพิซซ่าแป้ง Sourdough ที่เน้นความสบายท้องและวัตถุดิบคุณภาพสูงจากฟาร์มท้องถิ่น สัมผัสความพิเศษที่นี่: แป้งพิซซ่าที่นี่หมักนานกว่า 24 ชั่วโมงทำให้กรอบนอกนุ่มในและย่อยง่ายมาก หน้าพิซซ่ามีความสร้างสรรค์และใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล บรรยากาศในร้านมีความเป็นกันเองและดูวัยรุ่น เป็นพิซซ่าแนวใหม่ที่คุณจะหลงรัก พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 12:30–14:30, 19:00–23:30 26 | Al Matarel ร้านอาหารอิตาเลียนดั้งเดิมที่เสิร์ฟรสชาติแบบมิลานแท้ๆ (Milanese Traditional) มาอย่างยาวนาน สัมผัสความพิเศษที่นี่: เมนูแนะนำคือ Risotto alla Milanese (ข้าวผัดใส่หญ้าฝรั่นสีเหลืองทอง) และ Ossobuco (เนื้อวัวตุ๋น) รสชาติเข้มข้นเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน บรรยากาศร้านไม้เก่าๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนทานข้าวที่บ้านเพื่อนในมิลาน พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 12:30–14:30, 19:30–22:30 27 | Niko Romito (Space Milano) Gourmet Shop ของเชฟระดับมิชลิน 3 ดาวที่นำเสนอความเรียบง่ายแต่ทรงพลังในรสชาติ สัมผัสความพิเศษที่นี่: ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่คือแหล่งรวมวัตถุดิบชั้นเลิศที่เชฟคัดสรรเอง ตั้งแต่เครื่องปรุงรสชั้นดี ขนมจุกจิก ขนมปังสูตรพิเศษที่นุ่มนวลมาก ไปจนถึง น้ำผลไม้คั้นสด ที่รสชาติบริสุทธิ์และเข้มข้นถึงใจ เป็นพิกัดที่คนรักการทำอาหารและสาย Gourmet ต้องแวะมาเก็บของดี พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 20:00 28 | Pasticceria Sissi ร้านขนมหวานสไตล์โบราณที่มีเสน่ห์มากและเป็นที่รักของคนท้องถิ่นในย่าน Piazza Risorgimento สัมผัสความพิเศษที่นี่: ไฮไลท์คือ Brioche ไส้ครีมสดที่พนักงานจะบีบใส่ให้ใหม่ๆ ทันทีที่คุณสั่ง รสชาติโฮมเมดสุดๆ บรรยากาศหลังร้านมีสวนเล็กๆ ที่ร่มรื่นและโรแมนติกมาก เป็นจุดแวะพักจิบกาแฟยามเช้าที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้ใช้ชีวิตแบบคนมิลานจริงๆ พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 06:30 – 20:00 (ปิดวันอังคาร) 29 | Le Striatelle di Nonna Mafalda ร้านอาหารที่เน้นความเรียบง่ายและจิตวิญญาณของอาหารโฮมเมดสไตล์อิตาลี สัมผัสความพิเศษที่นี่: ความโดดเด่นอยู่ที่ Striatelle (แป้งแผ่นกรอบสูตรเฉพาะ) และพาสต้าเส้นสดที่ทำมาอย่างตั้งใจ รสชาติอาหารที่นี่มีความซื่อตรงและชัดเจน เหมือนมีคุณย่าอิตาเลียน (Nonna) มาปรุงให้ทานข้างโต๊ะ บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเองมาก พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 12:00–15:00, 19:00–23:00 30 | VERO Gelateria Cremeria (Corso Garibaldi) ร้านเจลาโต้ในย่าน Garibaldi ที่การันตีความสดใหม่และรสชาติจากธรรมชาติ 100% สัมผัสความพิเศษที่นี่: ชื่อร้าน "Vero" แปลว่า "จริง" เพื่อสื่อถึงรสชาติแท้ๆ ของวัตถุดิบที่ใช้ ไม่มีการใส่สารปรุงแต่ง เนื้อเจลาโต้เนียนละเอียดและนุ่มนวลมาก รสชาติพิตาชิโอและเฮเซลนัทของที่นี่คือเข้มข้นจนหยุดกินไม่ได้จริงๆ พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 12:00 – 23:00 [ Local Vibes & Lifestyle ] 31 | Navigli ย่านริมคลองที่มีชีวิตชีวาที่สุดของมิลาน เป็นศูนย์กลางของศิลปินและชีวิตยามค่ำคืน สัมผัสความพิเศษที่นี่: แนะนำให้มาช่วงพระอาทิตย์ตกดิน แสงที่ตกกระทบริมคลองจะสวยมาก และย่านนี้จะคึกคักไปด้วยวัฒนธรรม Aperitivo (การดื่มและทานของว่างก่อนมื้อค่ำ) บรรยากาศเต็มไปด้วยผู้คนออกมาใช้ชีวิต เป็นจุดที่สะท้อนพลังของเมืองมิลานได้ชัดเจนที่สุด พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: คึกคักที่สุดช่วง 18:00 น. เป็นต้นไป 32 | Via Stampa ร้านอาหารและคาเฟ่ในย่านเท่ที่รวบรวมคนทำงานสร้างสรรค์ยุคใหม่ของมิลานไว้เพียบ สัมผัสความพิเศษที่นี่: การตกแต่งร้านมีความทันสมัยและดูมินิมอลแต่ยังมี Detail อาหารที่นี่เน้นการนำเสนอที่น่าสนใจและใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงจากแหล่งผลิตโดยตรง รสชาติอาหารมีความเป็น Cosmopolitan ที่เข้าถึงง่ายและเปี่ยมด้วยรสนิยม พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 12:30–15:00, 19:30–23:00 33 | Pack Supermarket ซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นที่เป็นสวรรค์ของคนรักการออกแบบแพ็กเกจจิ้งและอาหารชั้นเลิศ สัมผัสความพิเศษที่นี่: ที่นี่คือจุดที่เราใช้เวลาเดินอยู่นานมาก เพราะสินค้าอิตาลีที่นี่มีแพ็กเกจจิ้งที่สวยงามจนอยากซื้อเก็บไว้ทุกชิ้น เหมาะมากสำหรับการซื้อของฝากคุณภาพดีที่มีดีไซน์สวยกลับไป เป็นการจบรูทมิลานด้วยการซึมซับความสวยงามในระดับชีวิตประจำวัน พิกัด: Google Maps เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 21:00 #HopTip for a Perfect Milanese Journey มิลานเป็นเมืองที่ผังเมืองถูกออกแบบมาให้เดินสำรวจได้สนุกและมีอะไรให้ตื่นเต้นในทุกหัวมุมถนน แต่ถ้าใครต้องการประหยัดเวลาและเซฟพลังงานขา ระบบขนส่งสาธารณะของที่นี่ถือว่าตอบโจทย์มากครับ ทั้ง Metro (รถไฟใต้ดิน) ที่รวดเร็วครอบคลุม และที่พลาดไม่ได้คือการนั่ง Tram (รถราง) สายประวัติศาสตร์ที่วิ่งตัดผ่านเมือง ซึ่งช่วยให้คุณได้ชมสถาปัตยกรรมสวยๆ สองข้างทางไปในตัว ที่สำคัญคือความสะดวกสบายในการเดินทาง เพราะตอนนี้เราไม่จำเป็นต้องไปต่อคิวซื้อตั๋วตู้ให้เสียเวลา เพียงแค่ใช้บัตรเครดิตหรือเดบิต VISA / MASTERCARD ที่มีสัญลักษณ์ Contactless (หรือจะจ่ายผ่าน Apple Pay / Google Pay ในมือถือ) ก็สามารถแตะขึ้นรถได้ทันทีครับ และสิ่งที่จะทำให้ทริปของคุณเข้าถึงหัวใจของชาวมิลานแท้ๆ คือการออกไปสัมผัสวัฒนธรรม Aperitivo ในย่าน Navigli ช่วงเวลาประมาณ 18:00 - 20:00 น. ลองสั่ง Aperol Spritz มาจิบแกล้มของว่างเบาๆ ท่ามกลางแสงสีทองยามเย็นที่ตกกระทบผิวน้ำในคลอง รับรองว่านี่จะเป็นโมเมนต์ที่ทำให้ทริปมิลานครั้งแรกของคุณสมบูรณ์แบบและอยู่ในความทรงจำไปอีกนานครับ Hoparound’s 5 Golden Rules for Milano เพื่อให้ทริปมิลานของคุณราบรื่นและเป๊ะปังเหมือนคนโลคอล นี่คือ 5 สิ่งที่เราสรุปมาให้จากประสบการณ์ตรงครับ: 1 | มารยาทการดื่มกาแฟแบบ Milanese คนมิลานจริงจังเรื่องกาแฟมาก! หากคุณสั่งกาแฟดื่มที่เคาน์เตอร์บาร์ (Al Banco) ราคาจะถูกกว่าการนั่งโต๊ะ (Al Tavolo) อย่างชัดเจน และจำไว้ว่าคนอิตาลีจะไม่สั่ง Cappuccino หรือกาแฟใส่นมหลังเวลา 11 โมงเช้า เพราะถือว่าเป็นเครื่องดื่มสำหรับมื้อเช้าเท่านั้น ถ้าอยากเป็นสายคูลหลังมื้อเที่ยง ให้สั่ง "Un Caffè" (Espresso) แทนครับ 2 | จองล่วงหน้าคือทางรอดเดียว สำหรับแลนด์มาร์คยอดฮิตอย่างการขึ้นไปเดินบนหลังคาดูโอโม่ (Duomo Rooftop) หรือการชมภาพ The Last Supper คุณควรจองตั๋วออนไลน์ล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 เดือน รวมถึงร้านอาหารยอดฮิตในลิสต์นี้หลายแห่งมักจะเต็มเร็วมาก การส่ง DM หรือจองผ่านระบบเว็บไซต์ไปก่อนจะช่วยให้คุณไม่พลาดพิกัดสำคัญ 3 | แต่งตัวให้ "ถูกจริต" เมืองแฟชั่น มิลานไม่ใช่เมืองที่คุณจะใส่กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะเดินเข้าโบสถ์หรือร้านอาหารหรู แม้จะไม่ต้องจัดเต็มระดับรันเวย์ แต่การแต่งตัวสไตล์ Smart Casual หรือมีความเนี้ยบแบบ Effortless จะช่วยให้คุณได้รับบริการที่ดีขึ้นและดูกลมกลืนไปกับบรรยากาศเมืองที่มีรสนิยมแห่งนี้ 4 | สังเกตและระวังตัวอย่างมีสไตล์ แม้พื้นฐานมิลานจะเป็นเมืองที่ปลอดภัย แต่ในจุดท่องเที่ยวหนาแน่นอย่าง Piazza del Duomo หรือสถานีรถไฟ Milano Centrale ควรระวังพวกมิจฉาชีพที่เข้ามาทักทายแบบแปลกๆ เช่น ยื่นอาหารนกใส่มือ หรือเอาสายสิญจน์มาผูกข้อมือ ให้ปฏิเสธด้วยความมั่นใจแล้วเดินต่อทันที (Don't be a victim, be a visitor!) 5 | เวลาเปิด-ปิด คือเรื่องสำคัญ ร้านค้าและมิวเซียมหลายแห่งในมิลานมักจะ "ปิดวันจันทร์" หรือมีเวลาพักเบรคช่วงบ่าย (Siesta) ในบางย่าน ก่อนจะออกเดินทาง อย่าลืมเช็คเวลา Google Maps ให้แม่นยำ หรือจะให้ชัวร์ที่สุดคือตามรอยลิสต์ของ Hoparound ที่เราเช็คช่วงเวลาที่ Vibe ดีที่สุดมาให้คุณแล้วครับ! นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความประทับใจที่เราได้ไปสัมผัสมา หวังว่าลิสต์ 34 พิกัดนี้จะเป็นไกด์นำทางให้ทริปมิลานของคุณเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจและรสนิยมที่ยอดเยี่ยมนะครับ และเพื่อไม่ให้พลาดคอนเทนต์ดีไซน์และไลฟ์สไตล์การเดินทางแบบเจาะลึกจากเรา อย่าลืมติดตาม Hoparound.co ในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram และ TikTok เพื่ออัปเดตเทรนด์และพิกัดใหม่ๆ ก่อนใคร แล้วพบกันที่มิลาน... เมืองที่ทุกย่างก้าวคือศิลปะและการใช้ชีวิต Stay Inspired, ชาว #Hopster ! #LetsHoparound www.hoparound.co @Kajornfurst @Cakepoon
- AMANOI อมันนอย มุมลับแห่งเวียดนาม ณ มหาสมุทรสีครามกึ่งทะเลทราย
Vietnam Escape Exclusive Deal with AMANOI ดีลลับสุดพิเศษกับอมันนอย เวียดนาม จองและเข้าพักได้ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2026 เท่านั้น เป็นความพิเศษที่หาได้ยากมากนะครับ ที่จะมีรีสอร์ทหรูระดับ Ultra Luxury เปิดให้บริการอยู่ในอุทยานแห่งชาติไม่ว่าจะที่ประเทศไหนก็ตาม และยิ่งถ้าเป็นอุทยานแห่งชาตินุ้ยชั้วของเวียดนามที่ได้คุ้มครองจาก UNESCO ให้เป็นเขตสงวนชีวมณฑล (Biosphere Reserve) เพราะมีธรรมชาติกึ่งทะเลทรายที่ไม่เหมือนใครด้วยแล้ว ก็น่าจะมีโอกาสเป็นไปได้ยากมากขึ้นไปอีก แต่ก็คงไม่มีทำเลใดที่ยากเกินไปสำหรับ Aman เพราะเป็นเวลานับ 10 ปีแล้วที่ Amanoi รีสอร์ทแสนสงบแห่งนี้ได้ยืนสง่าอย่างกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นเอกลักษณ์ ที่น่าแปลกใจก็คือจนถึงวันนี้ที่นี่ก็ยังคงเป็นเหมือนมุมลับของเวียดนามที่ถูกทนุถนอมเอาไว้อย่างดีจนน้อยคนจะเคยได้มาสัมผัส — วันนี้นอกจากเราจะพาเพื่อนๆไปทำความรู้จักกับรีสอร์ทที่อยู่บนจุดสูงสุดของความลักชูรี่ในเวียดนามแห่งนี้แล้ว เรายังมี Exclusive Deal ที่ Amanoi ทำร่วมกับ hoparound.co โดยเฉพาะมานำเสนอให้เพื่อนๆได้ตามไปดื่มด่ำกับประสบการณ์ Vietnam Escape แบบเดียวกับเราด้วย เพียงแจ้งโค้ด Hop Around เมื่อจองตรงกับรีสอร์ทไม่ว่าจะทางอีเมลหรือโทรศัพท์ เพื่อนๆก็จะได้รับห้องพักเรทพิเศษและสิทธิประโยชน์อื่นๆอีกเกือบ 10 รายการเลยครับ — ครั้งแรกกับห้องพักเรทพิเศษสำหรับคนไทยและ Expat ที่อาศัยในประเทศไทยเริ่มต้นคืนละ USD 1,352 Net และรับเครดิตต่อวันสูงสุดถึง USD 1,770 Net Amanoi Vietnam Escape เอ็กซ์คลูซีฟดีลเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น! Overview “ความสงบ” เป็นทั้งความหมายของคำและ DNA ของแบรนด์ Aman ส่วนคำว่า Noi ในภาษาเวียดนามนั้นแปลว่าสถานที่ เมื่อนำมารวมกัน Amanoi จึงหมายถึงสถานที่แห่งความสงบนั่นเอง เพียงแต่ความสงบของสถานที่แห่งนี้นั้นถูกโอบล้อมไปด้วยความงามดั่งรูปวาดของธรรมชาติและแซมด้วยสถาปัตยกรรมที่เผยเสน่ห์เวียดนามออกมาได้อย่างเปี่ยมรสนิยม ก่อนที่ห่อหุ้มทุกอย่างเอาไว้ด้วยความหรูหราทว่าเรียบง่าย แต่สิ่งที่ทำให้ Amanoi เป็นรีสอร์ทระดับ Ultra Exclusive ก็คือความใส่ใจในทุกๆรายละเอียดของพนักงานทุกตำแหน่งเกือบ 350 ชีวิตที่เฝ้าดูแลและให้ความเป็นส่วนตัวกับแขกในเรือนพักที่มีเพียงแค่ 44 ยูนิตเท่านั้น แม้พื้นที่บนเนินเขาริมทะเลของรีสอร์ทแห่งนี้จะกว้างใหญ่เกือบ 300 ไร่ และกำลังขยายออกไปอีก The Arrival เพียง 2 ชั่วโมงจากสนามบินดอนเมือง เครื่องบินก็ร่อนลงจอดที่ Cam Ranh Airport ซึ่งดูใหม่และทันสมัยกว่าที่คาดไว้ พอผ่านตม.ปุ๊บ พนักงานต้อนรับจาก Amanoi ก็ยืนรอพาเราไปที่สายพานกระเป๋าทันที จากนั้นก็จัดการนำสัมภาระทั้งหมดของเราขึ้นรถ Mercedez Benz ของรีสอร์ทที่จอดรออยู่ด้านนอกอาคาร คนขับจะพาเราเดินทางผ่านตัวเมือง Cam Ranh หมู่บ้านต่างๆ และธรรมชาติข้างทางที่สวยงามสู่อุทยานแห่งชาตินุ้ยชั้วที่ตั้งของรีสอร์ท โดยจะใช้เวลาประมาณ 70 นาที หากเพื่อนๆใช้สิทธิ์จองด้วยโค้ด “Hop Around” ก็จะได้รถรับส่งสนามบินแบบไพรเวทฟรีด้วยเช่นกันครับ เมื่อมาถึงรีสอร์ทเราก็พบว่ามีทีมงาน Amanoi (Aman มีศัพท์เฉพาะสำหรับเรียกพนักงานทุกคนว่า Amansanti) มายืนเรียงแถวต้อนรับเราอยู่ รวมถึงคุณจอย GM สาวไทยคนเก่งก็ให้เกียรติมาต้อนรับเราเช่นกัน เสียดายที่เราถ่ายรูปเอาไว้ไม่ทัน เพราะนี่คือโมเม้นต์ความประทับใจแรกที่เรามีต่อ Amanoi เลยล่ะครับ นอกจากการต้อนรับของ Amansanti แล้ว สิ่งที่ทำให้เราประทับใจมากๆก็คือความโอ่อ่าที่เรียบง่ายสไตล์เวียดนามของอาคาร Main Pavillion ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Lobby ห้องอาหารหลัก บาร์ และห้องสมุดของรีสอร์ท ขอปรบมือรัวๆให้กับคุณ Jean-Michel Gathy สถาปนิกระดับโลกผู้ดูแลงานออกแบบทั้งหมดของ Amanoi เพราะทุกอย่างนั้นดูสง่างาม ลงตัว และมีความ Iconic แบบไม่รู้สึกว่าต้องพยายามอะไรมากมายเลย Our Room & Our Butler อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่าที่นี่มีเรือนพักทั้งหมดเพียง 44 ยูนิตในพื้นที่หลายร้อยไร่ (และกำลังจะสร้างเพิ่มพร้อมขยายพื้นที่ไปอีก) จริงๆแล้วเราก็ไม่แน่ใจว่าจะใช้คำอะไรในการเรียกห้องพักของ Amanoi เพราะคำว่า “ห้องพัก” นั้นดูเล็กจุ๋มจิ๋มไปถนัดตาเมื่อเทียบกับของจริงที่มาเป็นหลัง และบางยูนิตก็ประกอบไปด้วยเรือนพักหลายหลัง ก็เลยขอเรียกรวมๆว่าเป็น 1 ยูนิตก็แล้วกันนะครับ แต่ละยูนิตนั้นมีขนาดและการจัดวางที่แตกต่างกันไป สิ่งที่ต้องรู้ก็คือทาง Amanoi จะใช้คำว่า Bedroom เพื่อเรียก “เรือนนอน” 1 หลัง ไม่ใช่ “ห้องนอน“ แบบที่เราแปลตรงตัว ถ้ายูนิตไหนมี 3 Bedroom ก็แสดงว่ายูนิตนั้นก็ประกอบไปด้วย “เรือนนอน” ที่แยกกันออกไปถึง 3 อาคารย่อย ไม่ใช่อาคารเดียวแล้วมีห้องนอน 3 ห้องอย่างที่เราเคยเข้าใจผิดตอนที่ยังไม่ได้เห็นสถานที่จริง เอาเป็นว่าเรือนพักทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็น 2 โซน คือ โซนรีสอร์ท ประกอบไปด้วย Pavillion ที่ไม่มีสระว่ายน้ำ 9 หลัง และ Pool Villa 24 หลัง และโซนเรสซิเดนซ์ ทั้งหมด 11 หลัง มีขนาดตั้งแต่ 1 Bedroom ไปจนถึง 5 Bedroom ซึ่งรองรับผู้ใหญ่ได้สูงสุดถึง 15 คน Residence แต่ละหลังนั้นมีเจ้าของที่ถือกรรมสิทธิ์ขาด แต่เจ้าของให้ Amanoi ช่วยบริหารจัดการในการปล่อยเช่า เรือนพักในโซนนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าโซนรีสอร์ท มี Pantry และห้องรับประทานอาหารจริงจัง ที่สำคัญคือมีการบริการ Butler ประจำ Residence ของเรา ซึ่งเราสามารถส่ง Whatsapp ให้ช่วยเหลืออำนวยความสะดวกได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่อธิบายมาทั้งหมดก็เพื่อจะให้เพื่อนๆพอนึกภาพตามออกเมื่อเราพาไปชมเรือนพักของเรา ซึ่งก็คือ One-Bedroom Residence (หมายเลข R1) ขนาด 340 ตร.ม. เป็นเรือนพักในโซน Residence ขนาดเริ่มต้นที่ก็ใหญ่เกินพอสำหรับเรา 2 คนไปหลายขุม แม้ชื่อจะบอกว่ามี 1 ห้องนอน แต่จริงๆแล้วสามารถรองรับผู้ใหญ่ได้สูงสุดถึง 5 คน เพราะของจริงนั้นมี 2 ห้องนอนที่แยกกันอยู่คนละชั้น ห้องนอนหลักจะอยู่ชั้นบนมาพร้อมกับ Living Area สระ Infinity Pool และวิวพาโนราม่าที่สวยพิฆาตดั่งภาพวาด ส่วนห้องนอนชั้นล่าง ทาง Amanoi เรียกว่า Junior Room และไม่นำมานับเป็นห้องนอนที่ 2 ทั้งที่ภายในห้อง Junior Room ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันแทบไม่ต่างจากห้องนอนหลัก แม้กระทั่งอ่างอาบน้ำก็ยังเป็นไซส์เดียวกันกับห้องนอนชั้นบนด้วย นอกจากห้องนอน สระว่ายน้ำ และวิวสุดอลังการแล้ว ใน Residence ของเรายังมีห้อง Pantry ที่สามารถใช้ทำครัวได้จริงจัง แบบเอาไว้ถ่ายรายการทำอาหารดีๆได้เลย พร้อมกับมุมรับประทานอาหารชมวิวสบายๆ และมีโบนัสเป็นทางเดินเฉพาะของเราที่คดเคี้ยวไปตามไหล่เนินเขาเพื่อลงไปเดินเล่นที่ลานหินส่วนตัวใกล้ทะเลได้ด้วย แน่นอนว่าเรือนพัก R1 ของเรานั้นมาพร้อมกับ Butler ส่วนตัวด้วย เธอเป็นสาววัยกลางคนชาวเวียดนามนามว่า Le (เล๋) ที่คล่องแคล่ว ช่างสังเกต และรู้จังหวะในการเข้าหาเราอย่างมืออาชีพ ที่สำคัญคือจิตใจดีมากเลยครับ ตอนเราเช็คเอ้าท์เค้าแอบไปซื้อของในตลาดมาเป็นของฝากให้เราด้วย Other Villas and Residences เราบอกคุณเล๋ Butler ของเราว่า เราอยากจะเข้าไปเก็บภาพเรือนพักยูนิตอื่นๆมาฝากคนติดตามของเรา คุณเล๋ก็เช็คให้ทันทีว่าหลังไหนที่ไม่มีแขก และจะเข้าไปถ่ายเวลาไหนถึงจะได้แสงสวยๆในแต่ละหลัง เราได้เข้าไปชมทั้งหมด 4-5 ยูนิต โดยยูนิตที่ใหญ่ที่สุดนั้นสามารถรับรองผู้ใหญ่ได้ถึง 15 คนเลย เพราะมีเรือนนอนที่แยกกันไปถึง 5 หลัง และได้วิวอ่าวทั้งอ่าวเป็นของตัวเอง ถ้าเพื่อนๆถามเราว่าหลังไหนสวยที่สุด คำตอบแบบสัตย์จริงก็คือทุกหลังสวยและมีจุดเด่นที่ไม่แพ้กันเลยครับ อยากให้ดูที่งบประมาณและจำนวนคนที่จะเข้าพักด้วยกันจะดีกว่า แต่ถ้าจะมาพัก 2 คนและอยากได้มุมที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นสวยๆต้องบอกว่า Villa หมายเลข V1 นั้นแสงทองตอนเช้านั้นอาบจิตชะโลมใจมากครับ แต่ต้องตื่นมาดูกันเช้าหน่อยนะครับ คุณเล๋แอบกระซิบเราว่าค่ำนี้มีแขกที่พักในอีกยูนิตหนึ่งรีเควสต์ให้จัด Private Dinner ที่ Residence หมายเลข R3 ซึ่งเป็นยูนิตที่วิวดีมากและว่างให้จัดงานได้พอดี ถ้าเราต้องการก็คุณเล๋ก็จะพาเข้าไปเก็บภาพก่อนระหว่างทีมงานจัดเตรียมสถานที่ได้ และนี่คือบรรยากาศดินเนอร์ที่ปังสุดๆ นี่คือเสน่ห์อีกอย่างของ Aman ครับ คือเค้าให้ความสำคัญกับแขกมากๆ ไม่ว่าแขกต้องการอะไร ถ้าจัดให้ได้ก็จะไม่ปฏิเสธครับ พักอยู่อีกห้อง แต่อยากมาจัด Private Dinner อีกห้อง ก็สามารถแจ้งได้เช่นกัน รูปนี้เป็นส่วนหนึ่งของยูนิตที่ใหญ่ที่สุดนะครับ เป็น 1 ในอาคาร 6 หลัง (เรือนนอน 5 + เรือนรับแขก 1) ที่ประกอบกันเป็นยูนิตเดียวของ Residence หมายเลข R18 ของจริงคือเหมือนได้รีสอร์ทเล็กๆในบ้านเราทั้งรีสอร์ทเป็นของตัวเองไปเลย คุณเล๋เล่าให้ฟังว่าแขกที่จองยูนิตนี้มักจะเข้าพักแค่ไม่กี่คน แต่ก็จะเหมาทั้งหมดเพื่อความเป็นส่วนตัวสุดๆ Main Restaurant (Breakfast, Lunch, Afternoon Tea, Dinner) ณ Main Pavillion ถ้าเราเดินขึ้นบันไดต่อเนื่องมาจาก Lobby เราก็จะพบกับ Main Restaurant ที่มีวิวสวยๆรอบด้านเลยโดยเฉพาะที่ระเบียง และไม่ว่าจะมื้อไหนที่ Main Restaurant ของ Amanoi ก็เปิดต้อนรับเราเสมอครับ ถือเป็นจุด All-Day Dining ของรีสอร์ท ในแต่ละมื้อเมนูที่นี่ก็มีให้เลือกหลากหลายและยังมีการสลับสับเปลี่ยนเพื่อความแปลกใหม่ไม่จำเจกันอยู่เรื่อยๆ ตลอด 3 คืน 4 วันที่เราเข้าพัก เราก็แวะมาที่นี่บ่อยจนเหมือนเป็นครัวที่บ้านเราเองเลย พอนึกได้ว่าเรากำลังอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติที่ไกลจากความเจริญอื่นๆพอสมควร เราก็ยิ่งรู้สึกประทับใจกับคุณภาพของอาหารของ Amanoi มากขึ้นไปอีก อยากจะแนะนำให้เพื่อนๆสั่งเมนูอาหารเวียดนามมาลองกินกันดูครับ อร่อยได้ทุกมื้อจริงๆ มีทั้งเมนูเวียดนามที่เราพอจะคุ้นเคยกันอยู่บ้าง และเมนู Local ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน อย่างน้อยถ้าเป็นมื้อเช้าที่รวมอยู่ใน Exclusive Deal ของเราอยู่แล้ว ก็อย่าลืมสั่งเนื้อตุ๋นและเฝอปลามาลองกันดูนะ ส่วนตัวแล้วเราชอบกันมากเลยล่ะ และหากใครคิดถึงรสชาติจัดจ้านของอาหารไทยก็สามารถรีเควสต์กันได้ครับ อย่าลืมว่า GM ที่นี่เป็นคนไทยนะครับ สบายใจไปอีกหนึ่งเรื่อง :-) อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องพูดถึงก็คือ Afternoon Tea ที่รวมมาอยู่ใน Exclusive Deal ของเราเช่นกัน ทุกๆบ่ายทาง Amanoi ก็จะจัดของว่างสไตล์เวียดนามและผลไม้สดมาให้เราเลือกรับประทานได้ตามชอบ แต่ดาวเด่นก็คือขนมครกเวียดนาม (Bánh Căn) ที่มีพนักงานมาทำสดๆให้ หรือถ้าเราอยากจะลองทำดูเองก็ได้เช่นกัน แต่บอกเลยว่าทำไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะเราลองมาแล้วครับ ฮ่าๆๆๆ อีกสิ่งที่เราเอ็นจอยเป็นพิเศษคือชาสมุนไพรเย็นๆชื่นใจและกาแฟเวียดนามที่เข้มข้นมากๆทั้งแบบกาแฟดำและแบบใส่นม The Bar ยามค่ำคืนที่ Amanoi ไม่ได้เงียบเหงา แม้จะอยู่ท่ามกลางความสงัดของธรรมชาติ ที่บาร์ของโรงแรมนั้นมีเครื่องดื่มอร่อยๆให้นั่งจิบชิลล์ๆ ยิ่งช่วงสุดสัปดาห์ที่นี่ก็จะคึกครื้นไปด้วยดนตรีสดอันไพเราะ ตอนที่เราเข้าพักนั้นมีคู่หูนักร้อง-นักเปียโนมาประจำอยู่ที่รีสอร์ทในช่วงนี้พอดี ก็เลยได้ฟังเพลงเพราะๆเคล้าค็อกเทล เพลินมากครับ The Boutique อยู่ในอุทยานแห่งชาติก็ช้อปได้นะครับ นอกจากงานฝีมือท้องถิ่นที่ทีม Amanoi ไปคัดสรรและจัดหามาให้แขกเลือกซื้อแล้ว ใครเป็นสาย Quiet Luxury หรือเบื่อแบรนด์ดังในห้างหรูแล้วน่าจะถูกใจกับสินค้าไฮเอ็นด์เฉพาะกลุ่มในแบรนด์ Aman ที่มีวางขายแค่เฉพาะในรีสอร์ท Aman เท่านั้น ถ้าซื้อไปใส่ก็คงจะต้องเป็น Aman Junkie ด้วยกันเท่านั้นถึงจะรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า Accessories ต่างๆ ไปจนถึงเครื่องหอมและเครื่องประทินผิว The Beach Club อีกจุด Hang Out ที่ป๊อปปูล่าร์สำหรับแขกของ Amanoi ก็คือ The Beach Club เพราะตั้งอยู่บนหาดส่วนตัวที่น้ำใสทรายขาว และยังมีธรรมชาติที่สมบูรณ์มากสมกับที่เป็นอุทยานแห่งชาติ พนักงานเล่าให้ฟังว่าเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนยังมีเต่ามาวางไข่อยู่เลย ถ้าเพื่อนๆ อยากเปลี่ยนบรรยากาศการกินอาหารจากที่ Main Restaurant ก็สามารถย้ายมาลองมื้อกลางวันกันที่ Beach Club ได้ เมนูที่นี่จะออกแนว Casual อินเตอร์ที่แตกต่างไปเล็กน้อย เมนูเวียดนามก็ยังมีครับ แต่จะพรีเซ้นต์ให้ดูทันสมัยเข้าถึงง่ายมากขึ้น และเราก็ยังยืนยันอยากให้สั่งเมนูเวียดนาม มากกว่าเมนูอินเตอร์นะครับ สำหรับเพื่อนๆที่จองด้วยโค้ด “Hop Around” ก็จะได้แถม Resort Credit มากน้อยไปตาม Type ห้องที่เลือกจอง ตัวเครดิตก็สามารถนำมาจ่ายค่าอาหารต่างๆแทนเงินสดได้นะครับ หรือจะเก็บเอาไว้ใช้กับกิจกรรมอื่นๆ หรือสปาก็ได้เช่นกัน ที่นี่มีกิจกรรมให้เลือกทำได้หลายอย่าง ไม่มีเบื่อเลย หรือจะออกไปเที่ยวไปหาของกินในเมืองชาวประมงใกล้ๆก็ได้เช่นกันครับ นอกจากอาหารละเครื่องดื่มแล้ว ที่ Beach Club ยังมีสระว่ายน้ำ และเตียงให้นอนแอบแดดหลายมุมเลย สำหรับสายกิจกรรม The Beach Club นี้ เพื่อนๆที่จองด้วยโค้ด Hop Around สามารถยืมอุปกรณ์กิจกรรมทางน้ำต่างๆได้ฟรีเลยครับ หรือหากมาพร้อมกับเด็กๆทางรีสอร์ทก็มีการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กๆที่ใช้บริการได้ฟรีเช่นกัน อุปกรณ์ทางน้ำที่เราไม่เคยเห็นที่รีสอร์ทไหนมาก่อนก็คือเรือใบ Hobie Cat ที่ทีมของ Amanoi จะพาเราลงเรือโต้ลมชมทะเลในอ่าวเหวนเฮจนจุใจ อีกกิจกรรมในบริเวณ Beach Club นี้ที่เราก็ไม่เคยเห็นรีสอร์ทอื่นใดมีให้บริการก็คือ Archery หรือยิงธนูครับ เราก็เลยถือโอกาสนี้ลองดูซักครั้ง เบสิคไม่มีไม่เป็นไร เพราะมีพนักงานคอยประกบอยู่ตลอด ที่สำคัญคือพี่เค้ารู้มุมถ่ายรูปและวิดิโอสวยๆให้ด้วยแหละ ในช่วงดินเนอร์ของวันหยุดสุดสัปดาห์ ตรงหาดหน้า The Beach Club ก็จะมี BBQ On The Beach ให้แขกเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งทานอาหารทะเลปิ้งย่างกันตรงนี้ได้ด้วยนะครับ บอกเลยว่าซุปหอยตลับอร่อยมาก อารมณ์คล้ายๆกินโป๊ะแตกบ้านเราเลย Rock Studio ในอาณาบริเวณที่ไพศาลของ Amanoi มีมุมเล็กๆอยู่มุมหนึ่งที่เราตกหลุมรัก และขอยกให้เป็นมุมโปรดท็อปๆในใจของเราเลยครับ ที่นี่คือ Rock Studio สถานที่จัด Private Event ขนาดย่อมที่มาพร้อมกับวิวมหึมาของโขดหินธรรมชาติสีครีมแกมเหลืองมัสตาร์ดซึ่งตัดกับท้องทะเลสีครามที่อยู่ไกลออกไปได้สวยแปลกตาพอดีราวกับมีคนตั้งใจมาจัดวางเอาไว้ ต้องบอกว่ามุมนี้เหมาะกับการจัดงานเลี้ยงส่วนตัวมากๆครับ ไม่ว่าจะเป็นงานวันเกิดแบบปังๆ ดินเนอร์ส่วนตัวสุดโรแมนติก ไปจนถึง Cooking Class สนุกๆระหว่างเพื่อนๆหรือสมาชิกครอบครัวน่าจะก็สร้างความประทับใจให้ทุกคนได้ไม่ยากเลย Cliff Pool ที่อยู่ไม่ไกลจาก Rock Studio ก็คือสระว่ายน้ำ Cliff Pool ที่ดูเผินๆแทบจะเป็นเนื้อเดียวกันกับทะเลเบื้องล่างเลยครับ นับเป็นอีกมุมซิกเนเจอร์ของ Amanoi ที่ไม่ว่าจะถ่ายรูปยังไงก็สวย โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ฟ้าเปิด สีฟ้าครามทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างต่างก็มาบรรจบเป็นเนื้อเดียวกัน Spa รีสอร์ทของ Aman นั้นมีชื่อเสียงเรื่องสุขภาพและความงามมากมาแต่ไหนแต่ไร สปาของ Amanoi นั้นก็ไม่ทำให้ผิดหวัง มีเมนูที่เน้นทั้งการ Grounding, Purifying และ Nourishing เราแยกกันทดลอง Signature Vietnamese Massage ที่มีการครอบแก้วตามแนวเส้น Meridian ร่วมด้วยแต่ไม่ทำให้เกิดรอยเป็นจ้ำๆเหมือนการครอบแก้วแบบจีนทั่วไป และ Signature Amanoi Massage ซึ่งเป็นการรวมเอาเทคนิคนวด Swedish, กดจุดสะท้อน และ Energy Work ไว้ด้วยกัน สารภาพตามตรงว่าเราจำอะไรมากไม่ได้ เพราะพี่ๆเธราปิสเริ่มนวดไปแค่แป๊บเดียว เราก็ผล็อยหลับไปแล้วครับ Fitness เราชอบฟิตเนสของที่นี่มากเลยครับ เพราะเงียบสงบ อุปกรณ์ครบและคุณภาพดี๊ดี และตกแต่งสวยงามจนอยากออกกำลังกายนานๆ ถ้าเพื่อนๆมีโอกาสได้มาพักที่นี่ ยังไงก็อย่าลืมแวะมาใช้บริการกันนะครับเพราะถ้าจองด้วยโค้ด Hop Around ก็ได้รับสิทธิ์มาใช้บริการฟิตเนสฟรี รวมถึงคอร์ทเทนนิสของรีสอร์ทด้วย Morning Workout Classes กิจกรรมนี้ก็ฟรีสำหรับเพื่อนๆที่ใช้โค้ดของเราในการจองเช่นกันครับ ทุกๆเช้าทางศูนย์สุขภาพของรีสอร์ทจะมีโปรแกรมการออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆสลับกันไปเพื่อให้แขกของรีสอร์ทสามารถเลือกเข้าร่วมได้ วันนี้เป็น Session การยืดกล้ามเนื้อ มีเทรนเนอร์หนุ่มหล่อเข้มจากแอฟริกาใต้นามว่าคุณ Brahim มานำคลาสยืดกล้ามเนื้อที่ได้รับแรงบันดาลใจจากท่าโยคะ บรรยากาศการออกกำลังก็จะชิลๆ เงียบๆ เป็นส่วนตัวมาก และก็ตัวเราก็ตึงมากเช่นกัน ฮ่าๆๆ Sacred Cham Dinner ย้อนกลับไปเกือบ 2,000 ปีที่แล้ว บริเวณที่ Amanoi ตั้งอยู่นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรจามปาที่รุ่งเรืองมานับพันปี ปัจจุบันชาวจามที่สืบเชื้อสายและวัฒนธรรมมาแต่โบราณก็ยังคงเป็นหนึ่งใน 54 กลุ่มชาติพันธุ์ของเวียดนามที่มีวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ ที่ Amanoi จึงมีโปรแกรมให้แขกได้เลือกลองสัมผัสประสบการณ์วัฒนธรรมจามทั้งผ่านอาหาร พิธีกรรม และการออกทัศนศึกษา อาหารค่ำมื้อนี้ทาง Amanoi ได้จัดเป็น Private Dinner ให้เราได้ลิ้มลองอาหารจามกันที่ Rock Studio โดยให้เชฟมาปรุงอาหารกันสดๆตรงหน้าเลย โดยเชฟมีการประยุกต์เมนู เลือกใช้วัตถุดิบและเทคนิคการทำอาหารสมัยใหม่ในการปรุงทำให้รสชาติของอาหารจามมื้อนี้อร่อยถูกปากแขกได้ง่าย ถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่เราดีใจที่ได้มาสัมผัส เราคิดว่าบรรยากาศดินเนอร์มื้อนี้นั้นโรแมนติกและเหมาะมากๆสำหรับคู่รักที่ต้องการให้ทางรีสอร์ทจัดมื้อพิเศษให้ โดยแขกสามารถรีเควสต์ประเภทอาหารที่ชอบได้หมดเลยครับ Cham Blessing Ritual อีกหนึ่งประสบการณ์วิถีจามที่เราได้มีโอกาสเข้าร่วมก็คือพิธีเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาให้พรและเสริมสิริมงคลให้กับเรา ถ้าเปรียบเทียบกับของบ้านเราก็อาจจะคล้ายๆการทำบายศรีสู่ขวัญ ปกติพิธีนี้จะจัดที่ใต้ต้นไม้ แต่เนื่องจากวันนี้ยังมีฝนตกปรอยๆอยู่ ทางรีสอร์ทจึงย้ายมาจัดที่ศาลากลางน้ำบริเวณสปาให้แทน เรารู้สึกอิ่มเอมใจที่ได้รับพลังดีๆ นับเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับเรามากครับ Goga Peak ในปี 2014 เมื่อ Amanoi เพิ่งเปิดให้บริการได้ยังไม่ครบปี เนื่องจากพื้นที่ของรีสอร์ทกว้างขวางมากจึงมีอีกหลายบริเวณที่ยังไม่ได้ถูกสำรวจ แขกผู้หญิงสาวสวยคนหนึ่ง (เราได้ข่าวมาว่าเป็นนางแบบด้วย) ได้อาสาไปกับทีมสำรวจเพื่อขึ้นไปยังยอดของหนึ่งในเนินเขาที่สูงที่สุดในละแวกนี้ เธอมีนามสกุลว่า Goga ทางทีม Amanoi จึงตั้งชื่อยอดของเนินเขาลูกนี้ว่า Goga Peak เพื่อเป็นเกียรติแก่เธอ และทุกวันนี้ Goga Peak ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่สวยที่สุดของ Amanoi ที่แขกทุกคนไม่ควรพลาด โดยเฉพาะตอนพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าตรู่ วันนี้เราก็เลยไม่ยอมพลาด จะพาเพื่อนๆไปชมตะวันลอยขึ้นเหนือเส้นขอบฟ้าที่ Goga Peak กันครับ เราได้คุณ Brahim เทรนเนอร์คนเก่งอาสาพาเราเดินขึ้นไปชมวิวกันด้วย ใช้เวลาเดินไม่น่าจะเกิน 20 นาทีก็ถึงยอด และทางก็ไม่ได้วิบากอะไรมากมายครับ แค่ต้องกะเวลาเริ่มเดินก่อนพระอาทิตย์ขึ้นให้ดีเท่านั้นเอง The Secret Beach เราไม่รู้หรอกครับว่าหาดนี้มีชื่อจริงๆว่าอะไร แต่เราเห็นความขาวโพลนของหาดและโขดหินงามๆได้จากระเบียงห้องของเรา เลยขอคุณเล๋ให้ช่วยพามาที และพอมาถึงก็รู้สึกว่าคิดถูกที่ได้มา แม้สีขาวที่เห็นจะไม่ใช่หาดทรายเนื้อละเอียด แต่เป็นเปลือกหอยและปะการังที่หักอยู่เกลื่อนกลาด ซึ่งยิ่งทำให้ดูแปลกตา มีความ Dreamy อย่าน่าประหลาด ถ้าเพื่อนๆมีโอกาสได้มาที่ Amanoi แล้วไม่รู้จะมาที่หาดนี้ยังไงก็ลองโชว์รูปของเราให้พนักงานดูนะครับ The Library อีกมุมโปรดในทุกๆ Aman ของเราก็คือห้องสมุดครับ สำหรับเราแล้วห้องสมุดของ Amanoi นั้นเป็นมุมที่ดูอบอุ่นน่านั่งที่สุด แถมยังดูดีมีรสนิยมมากทีเดียว พอได้เข้ามาใช้บริการแล้วรู้สึกว่าเหมือนได้อยู่ในห้องทำงานในฝัน เราอยากมีห้องทำงานแบบนี้ที่บ้านบ้างจัง Wrapping Up Our Stay สิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยบอกใครก็คือ เราเคยเห็นคลิปวิดิโอของ Amanoi ตั้งแต่เราเริ่มทำเวป hoparound.co ใหม่ๆ และรู้สึกตกหลุมรักกับสถานที่แห่งนี้มากจนตั้งใจไว้ว่าสักวันเราจะต้องมาพักที่นี่ให้ได้ แทบไม่น่าเชื่อว่าวันนั้นได้มาถึงแล้ว และ Amanoi ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยครับ ความตระการตาของทั้งธรรมชาติและงานออกแบบสถาปัตยกรรมอย่างมีรสนิยมนั้นดูกลมกลืนกันราวกับภาพฝัน แต่สิ่งที่ทำให้ประทับใจที่สุดก็ยังคงเป็นความใส่ใจในทุกๆรายละเอียด ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นแขกคนสำคัญและได้รับการต้อนรับเอาใจใส่อย่างดีที่สุด หากเพื่อนๆอยากลองสัมผัสมุมลับของเวียดนามที่ดีงามในทุกมิติ Amanoi น่าจะเป็นตัวเลือกที่จะไม่ทำให้ผิดหวังครับ และอย่าลืมใช้โค้ด Hop Around ของเราในการจองด้วยนะครับ Amanoi Vietnam Escape เอ็กซ์คลูซีฟดีลเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น! ห้องพักราคาเริ่มต้นคืนละ USD 1,352 Net และรับเครดิตเพื่อใช้ในรีสอร์ทต่อคืนมูลค่าสูงสุดถึง USD 1,770 Net สิทธิพิเศษ: 1. อาหารเช้าทุกวัน 2. บริการรถรับ-ส่งสนามบินแบบส่วนตัว 3. เครดิตสำหรับใช้จ่ายในรีสอร์ต ตั้งแต่ 280 USD ถึง 1,770 USD สุทธิ ต่อคืน 4. เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ในมินิบาร์ พร้อมบริการเติมให้ฟรีวันละ 1 ครั้ง 5. ชุดน้ำชายามบ่ายทุกวัน 6. คลาสเพื่อสุขภาพในช่วงเช้าทุกวัน (เช่น โยคะ, พิลาทิส, ฟิตเนส และอื่นๆ) 7. กิจกรรมทางน้ำแบบไม่ใช้เครื่องยนต์ฟรี (เช่น ดำน้ำตื้น, ล่องเรือใบ Hobie Cat, พายบอร์ดแบบยืน (SUP), วินด์เซิร์ฟ และพายเรือคายัค) 8. กิจกรรมสำหรับเด็กฟรี (ยกเว้นคลาสสอนทำอาหาร) 9. ใช้บริการยิมและสนามเทนนิสฟรี #Amanoi #PlaceofPeace #ExclusiveDeal #LetsHoparound #HopStay #AmanResort #Vietnam #Resort #LuxuryResort #BestPlacetoStay #AmanFoodie #AmanJunkies #TheSpiritofAman #NúiChúaNationalPark #UNESCO #BiosphereReserve #VinhHyBay #อมันนอย #เวียดนาม #รีสอร์ท #รีสอร์ทในเวียดนาม #รีสอร์ทน่าพักในเวียดนาม #ญาจาง
- AMANTAKA สัมผัสความงาม ยลหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกกับอมันทากา
AMANTAKA เย็นใจ เย็นกาย เรียบง่าย งดงาม กับอมันทากา หลวงพระบาง เสน่ห์ของหลวงพระบางมีอะไรบ้างน่ะเหรอครับ หลายคนคงจะบอกว่าเป็นจังหวะชีวิตอันเนิบช้า อากาศในฤดูหนาวที่เย็นสบายผิว สถาปัตยกรรมแบบ French Colonial ที่ถูก UNESCO อนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี หรือไม่ก็ความรุ่มรวยในวิถีพุทธและวัดสไตล์ล้านช้างอันงดงาม ทั้งหมดนี้บวกกับความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ณ จุดบรรจบของแม่น้ำโขงและแม่น้ำคานล้วนมีส่วนทำให้อดีตนครหลวงของอาณาจักรล้านช้างแห่งนี้กลายเป็นเมืองเอกด้านการท่องเที่ยวของลาวในปัจจุบัน และวันนี้เราจะมาแนะนำที่พักชั้นเลิศที่จะยิ่งยกระดับความดีงามทั้งหมดของทริปหลวงพระบางให้ขึ้นหิ้งเป็นความตราตรึงใจไปอีกแสนนาน Exclusive Rate for Hoparound.co Fans !! ราคาพิเศษเฉพาะ Hoparound.co เท่านั้น!! นี่คือ Amantaka รีสอร์ทบนยอดสูงสุดของความ Ultra Exclusive แห่งหลวงพระบาง และบอกไว้ตรงนี้เลยว่า hoparound.co มีข้อเสนอพิเศษสุดในการเข้าพักที่นี่มาฝากเพื่อนๆในโพสต์นี้กันด้วยนะครับ #ดีลลับเฉพาะ 𝗛𝗼𝗽𝗮𝗿𝗼𝘂𝗻𝗱.𝗰𝗼 เท่านั้น กับ 𝗔𝗺𝗮𝗻𝘁𝗮𝗸𝗮 𝗖𝗹𝗼𝘀𝗲𝗿 𝘁𝗼 𝗵𝗼𝗺𝗲 สัมผัสความงาม ยลหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกแบบ 𝗨𝗹𝘁𝗿𝗮-𝗘𝘅𝗰𝗹𝘂𝘀𝗶𝘃𝗲 กับข้อเสนอสุดพิเศษ เริ่มต้นคืนละ THB 20,000++ จองและเข้าพักได้ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2568 Suite | THB 20,000++ Pool Suite | THB 24,000++ Khan Pool Suite | THB 28,000++ The Arrival อยู่บนฟ้ายังไม่ถึง 2 ชั่วโมงดี เราก็ร่อนลงจอด ณ สนามบินหลวงพระบางที่เล็กกระทัดรัด และที่ถูกใจเราก็คือขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองนั้นน่ารักและเรียบง่ายสมกับสไตล์ของหลวงพระบางอย่างยิ่ง โดยเฉพาะช่วงนี้ที่หลวงพระบางเพิ่งกลับมาเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ไม่นาน คนจึงยังคงไม่พลุกพล่านมาก ใครกำลังเล็งอยากมาเที่ยวที่นี่ ช่วงนี้เป็นโอกาสที่ดีมากเลยครับ บอกเลย ระหว่างที่เรารอคิวตรวจคนเข้าเมืองอยู่ เราก็เห็นพนักงานขับรถยืนชูป้าย Amantaka รอรับเราอยู่แล้วที่ด้านหลังตม. เรียกได้ว่าการบริการแบบ Ultra Exclusive นั้นเริ่มต้นตั้งแต่ก้าวแรกที่เรามาถึงหลวงพระบางโดยมีพนักงานเข้ามารอรับกระเป๋ากับเราที่สายพานเลยล่ะครับ และเท่าที่เห็น Amantaka น่าจะเป็นเพียงรีสอร์ทเดียวเท่านั้นที่เข้ามารับแขกถึงด้านในขนาดนี้ครับ คุณ “กาก” คือชื่อของพนักงานขับรถผู้ช่วยเรายกกระเป๋ามาขึ้นรถ จากนั้นพี่เค้าก็นำเสนอผ้าเย็นหอมฉุยให้เราได้เช็ดกำจัดคราบความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง พร้อมบอกว่ามีขนมและน้ำดื่มระหว่างเดินทางไปรีสอร์ทด้วยซึ่งจากสนามบินใช้เวลาเพียง 10 นาทีก็ถึงแล้วครับ เราเพิ่งรู้ตัวว่าเราโหยหาชีวิตที่ง่ายแบบนี้มากแค่ไหน เมื่อมาถึงเราก็เห็นพนักงานมายืนเรียงแถวต้อนรับเราด้วยรอยยิ้มอยู่ด้านหน้าอาคาร French Colonial ที่สวยงามมากๆ อ่อ ลืมบอกไปว่าอาคารทุกหลังในรีสอร์ทนั้นได้รับการคุ้มครองโดย UNESCO ทั้งหมดนะครับ เรารู้สึกราวกับเราเป็นแขกคนสำคัญที่พวกเขารอคอยจะเจอมาทั้งวันเลยล่ะ คุณบุญชูหัวหน้า Front Office เชิญให้เราเข้าไปนั่งที่โซฟารับรองด้านในเพื่อต้อนรับอย่างเป็นทางการ และให้พนักงานนำน้ำมะขามซึ่งเป็นเวลคัมดริ้งค์มาเสิร์ฟพร้อมเล่าให้ฟังว่ามะขามเป็นต้นไม้มงคลในวัฒนธรรมลาว เราประทับใจกับบรรยากาศภายในล็อบบี้มากเลยครับ ทุกองค์ประกอบถูกเลือกมาอย่างมีรสนิยมและให้ความเคารพต่อศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่น แสงธรรมชาติและสายลมที่ไหลผ่านอย่างทั่วถึงยิ่งทำให้อาคารต้อนรับซึ่งประกอบไปด้วยล็อบบี้และห้องอาหารยิ่งน่ารื่นรมย์มากขึ้นไปอีก Our Room Amantaka ตั้งอยู่บนที่ดินแปลงมหึมา แต่ถูกออกแบบให้มีห้องพักเพียง 24 ห้องล้อมรอบ Courtyard ขนาดใหญ่ตรงกลาง โดยมีพนักงานคอยดูแลเกือบร้อยชีวิต (นี่ลดลงมาจาก 200 คนในช่วงก่อนโควิดแล้วนะครับ) ห้องของเราเป็น Pool Suite (หมายเลข 12) ที่มีขนาดภายในห้องพัก 71 ตร.ม.และหากรวมพื้นที่สระว่ายน้ำส่วนตัวด้านนอกด้วยก็จะมีขนาดถึง 159 ตร.ม. เลยครับ ส่วนห้องที่ใหญ่ที่สุดในรีสอร์ทนั้นกว้างมากๆถึง 347 ตร.ม. มีชื่อว่า Amantaka Pool Suite ซึ่งเดี๋ยวเราจะพาเพื่อนๆไปชมด้วยครับ มาเริ่มที่ Pool Suite ของเรากันก่อนเลยดีกว่า วินาทีที่เปิดประตูเข้าไปสิ่งที่เราสัมผัสได้ก็คือความปรอดโปร่งและสวยงามราวกับถูกพากลับไปสู่ความรุ่งโรจน์ของยุค French Colonial ในทันที แอร์ในห้องเย็นฉ่ำกำลังดี และกลิ่นดอกมะลิจากเตาน้ำมันหอมระเหยก็ยิ่งทำให้ภาพเบื้องหน้าเหมือนฝันเข้าไปอีก กรอบประตูสีเทาอมฟ้านั้นเข้ากันอย่างมากกับผนังสีขาว และเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มที่ผลิตโดยบริษัทเฟอร์นิเจอร์สัญชาติลาวก็ถูกจัดวางไว้อย่างถูกที่ถูกทางไปหมด บริเวณ Living Area นั้นเปิดโล่งมีชุดรับแขก โต๊ะทำงาน และมินิบาร์ ด้านขวามือเป็นเตียงสี่เสาพร้อมผ้าม่านบางเบา ถัดลึกเข้าไปเป็นห้องน้ำที่แบ่งโซนได้อย่างดีเยี่ยม แยกเป็นอ่างล้างหน้า 2 ฝั่ง ห้องชักโครก ห้อง Shower และดาวเด่นที่สุดก็คืออ่างอาบน้ำทรงสวยริมหน้าต่างที่เปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ ส่วนด้านนอกก็คือลานระเบียงพร้อมเตียงอาบแดดริมสระส่วนตัวขนาดกำลังดี ขอแย้มไว้นิดนึงว่าหากใช้โค้ด Hop Around จองตรงกับทางรีสอร์ท นอกจากจะได้ส่วนลดจากเรทปกติมากกว่า 50% แล้ว ยังจะได้อัพเกรดห้องพักฟรี พร้อมสิทธิประโยชน์อื่นๆอีกมากมายด้วยนะครับ Amantaka Suite และนี่คือห้องสวีทท็อปที่สุดของ Amantaka ครับ กว้างขวางถึง 347 ตร.ม. ราวกับได้บ้านทั้งหลังเป็นของตัวเอง ภายในแบ่งเป็นห้องเล็กห้องน้อยซ้ายขวาอีกหลายห้อง เล่นซ่อนแอบกันได้สบายเลย ฮ่าๆๆ ทีเด็ดอยู่ที่ด้านในสุดเพราะเหมือนเราได้ Backyard พร้อมศาลาพักผ่อน และสระว่ายน้ำส่วนตัวที่รวมเป็นเนื้อที่กว้างถึง 45 ตร.ม.เป็นของเราทั้งหมดเลย มีมุมให้นั่งเล่นนอนเล่นเยอะมากครับ Lunch Time เริ่มหิวแล้วครับ เราไปกินมื้อกลางวันที่ห้องอาหารของรีสอร์ทกันดีกว่า มื้อแรกที่ลาวเราขอประเดิมด้วย Comfort Food ของลาวที่เราก็แอบคุ้นเคยประมาณนึง เราสั่งตำหมักหุ่ง (หรือบักหุ่งในภาษาไทยอิสาน) แกงหน่อไม้ใส่ใบย่านางสไตล์ลาว (บางท้องที่ในไทยเรียกว่าแกงลาวหรือแกงเปรอะ) มากินคู่กับข้าวผัดไก่ กับบะหมี่เส้นแบนผัด ข้อดีของอาหารที่ Amantaka นั้น นอกจากความกลมกล่อมของรสชาติแล้ว เราก็สบายใจเลยได้ว่าจะไม่ท้องเสียแน่นอน เพราะเชฟจะระมัดระวังอย่างมากในการเลือกใช้วัตถุดิบและวิธีปรุงที่ปลอดภัย แม้สำหรับผู้ที่เคยไม่คุ้นชินกับอาหารท้องถิ่น The Baci Ceremony หลวงพระบางเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ยังคงเข้มข้น นอกจากความเป็นพุทธแล้ว ที่นี่ยังมีความเชื่อผสมเรื่องการบวงสรวงผีสางเทวดาและลัทธิพราหมณ์-ฮินดูด้วย พิธีบายศรีแบบลาว (Baci) ก็คือผลิตผลของการผสมเอาศรัทธาที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ทาง Amantaka ได้ช่วยจัดการให้เราได้สัมผัสประสบการณ์นี้แบบ Authentic จริงจัง โดยมีการเชิญหมอทำพิธีและผู้หลักผู้ใหญ่ของหลวงพระบางมาประกอบพิธีกรรมพร้อมผูกข้อมือให้กับเราเพื่อปลุกขวัญ เสริมสิริมงคล และปกป้องเราจากสิ่งไม่ดีทั้งปวง หากเพื่อนๆสนใจให้ทางรีสอร์ทจัดพิธีให้ก็สอบถามทาง Reservation ได้เลยครับ Afternoon Tea at The Library ห้องสมุดเป็นห้องที่เราชอบมานั่งพักและทำงานเมื่อเข้าพักในรีสอร์ท Aman ทุกๆแห่งที่เคยไปมา เพราะแต่ละที่นั้นมีความสงบสวยงามและมีหนังสือหายากเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมที่ช่วยเติมแรงบันดาลใจเยอะเลยครับ สำหรับที่ Amantaka นั้นห้องสมุดยังใช้เป็นจุดเสิร์ฟ Afternoon Tea ด้วย มีขนมอร่อยๆที่ทำจากทั้งวัตถุดิบท้องที่และวัตถุดิบนำเข้า พร้อมด้วยชาสมุนไพรหลายชนิด บรรยากาศข้างในที่โปร่งสบายด้วยแสงธรรมชาตินั้นทำให้รู้สึกผ่อนคลายมาก และสำหรับแขกที่จองด้วยโค้ด Hop Around ก็จะสามารถเข้ารับบริการ Afternoon Tea ได้ฟรีในทุกๆวันที่เข้าพักด้วยนะครับ The Main Pool เดินออกมาจากห้องสมุดปุ๊บก็เจอ Main Pool ปูกระเบื้องสีเข้มซึ่งเรียกได้ว่าเป็น Signature ของ Aman ในโซน South East Asia เลยครับ ตรงนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากเล่นน้ำในสระที่ใหญ่กว่าในห้อง หรือจะแค่นอนเล่นจิบดริ้งค์สวยๆริมสระก็ได้เช่นกัน ตกเย็นพนักงานจากห้องอาหารก็จะมาตั้งโต๊ะเตรียมเสิร์ฟมื้อค่ำ และบาร์เทนเดอร์ก็จะนำรถเข็นมาปรุงเครื่องดื่มให้ที่ริมสระด้วย โดยจะมีวงเครื่องดนตรีลาว (คล้ายๆวงดนตรีไทยเดิม) บรรเลงสดๆให้แขกดื่มด่ำในคีตศิลป์ของลาวเคล้าความเลิศรสของอาหารมื้อพิเศษ Coffee Time พาชมรีสอร์ทมาพอสมควรแล้ว รู้สึกอยากออกไปแวะซื้อกาแฟซักหน่อย ใกล้ๆกับ Amantaka นั้นมีคาเฟ่อยู่หลายแห่ง เราเลยเลือกร้านใกล้ๆที่ดู Local ที่สุด ชื่อว่า Coffee Express เป็นร้านกาแฟเล็กๆที่เจ้าของชงเอง และมีบึงน้ำอยู่หลังร้านให้เราไปนั่งจิบกาแฟได้ เจ้าของร้านเป็นหนุ่มมาดเซอร์เข้ามาทักทายรับออร์เดอร์ เวลาที่ได้ยินคนลาวเรียกแทนตัวเองว่า “ข้อย” แล้ว ทั้งที่มันก็เป็นเรื่องปกติของเขา แต่เรารู้สึกว่ามันน่ารักบอกไม่ถูก กาแฟที่นี่รสชาติดีเลย แต่ค่อนข้างคั่วเข้มนะครับ The Dark (Night) Market ใกล้ค่ำแล้วเราออกไปเดินชมเมืองกันบ้างดีกว่าครับ ข้อดีมากๆอีกอย่างของ Amantaka ก็คือทำเลครับ เพราะอยู่ใกล้จุดท่องเที่ยวแทบทุกจุดแบบเดินไปได้เลยครับ เย็นนี้เราตัดสินใจเดินไปเที่ยวตลาดนัดกลางคืน (คนที่นี่เรียกว่าตลาดมืด ซึ่งอาจทำให้เราเข้าใจไปเป็นอย่างอื่น ฮ่าๆ) หลังจากกลับมาเปิดเมืองก็จัดกันทุกคืนครับ เดินจากรีสอร์ทมาเพียง 5-10 นาทีก็ถึงเลย บรรยากาศคึกคักมากตั้งแต่หัวถนนเลยครับ เดินถัดไปอีกนิดก็เป็นตัวตลาดนัดซึ่งมีของขายหลายสิ่งอย่างตั้งแต่ของที่ระลึก เสื้อผ้า อาหาร ขนมคาว-หวาน เครื่องเงิน งานไม้ ไปจนถึงงานฝีมือที่ผลิตด้วยโลหะจากระเบิดที่กู้ขึ้นมาตั้งแต่ยุคสงครามเวียดนามซึ่งว่ากันว่ามีอยู่นับพันนับหมื่นลูกจนทุกวันนี้ก็ยังกู้ไม่หมด นอกจากตลาดนัดแล้ว ยังมีร้านรวงต่างๆในตัวอาคารของย่านเมืองเก่าที่เปิดเรียงรายกันยาวๆไปเลยครับ The Dinner เดินตลาดจนเริ่มหิว เราเลยตัดสินใจกลับมากินมื้อค่ำที่รีสอร์ท ข้อดีของเมนูที่ Amantaka ก็คือมีให้เลือกทั้งอาหารลาว และอาหารตะวันตกซึ่งอร่อยมากครับ เราสั่งมาคนละสไตล์แล้วก็มาแบ่งกันชิม จริงๆเราติดใจเมนูซุปของ Aman มาตั้งแต่ทริปไปเที่ยวเสียมเรียบและพักที่ Amansara พอได้มาที่นี่ก็เลยสั่งซุปแบบไม่ต้องคิดเลย หรือถ้าจะรีเควสต์ให้เชฟปรุงอาหารนอกเมนู ก็สามารถแจ้งทางพนักงานได้เช่นกัน ฉะนั้นหากพักที่นี่ก็สบายใจเรื่องอาหารได้เลยครับ เราปิดมื้อกันด้วยของหวานแบบลาว เราปลื้มเมนูที่มีกล้วยกับสาคูมากครับ จำไม่ได้ว่าชื่อเมนูอะไร The Turndown กลับห้องพักของเรากันดีกว่าครับ ห้องของเรา Turn Down เรียบร้อย เย็นฉ่ำ หอมฉุยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆบนปลายเตียง ข้างๆมีโน้ตแจ้งว่าพรุ่งนี้จะมีการพ่นยาควบคุมแมลงช่วงเย็น แต่โชคดีที่เรามีโปรแกรมไปเที่ยวข้างนอกเกือบทั้งวันจึงไม่มีผลอะไรกับเรา แน่นอนว่าคืนนี้เราไม่พลาดที่จะนอนแช่อ่างซักหน่อย เพราะแอบเล็งมาตั้งแต่ตอนกลางวันแล้ว ฮ่าๆ สบายมากเลยครับ คืนนี้ขอนอนก่อน พรุ่งนี้จะพาไปตักบาตรแต่เช้าเลยครับ Almsgiving To The Monks อีกหนึ่งภาพจำของหลวงพระบางก็คือการตักบาตรข้าวเหนียวตอนเช้าตรู่ เพราะที่นี่เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาในลาวจึงมีพระสงฆ์และเณรอยู่เป็นจำนวนมาก และทาง Aman ก็มีบริการจัดเตรียมอุปกรณ์ใส่บาตรไว้ให้ด้วย (สอบถาม Reservation ได้เลยครับ) หรือจะให้โทรมาปลุกด้วยก็ได้เช่นกันครับ วันนี้เราตื่นมาแต่เช้ามืดเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะเลย Breakfast อิ่มบุญแล้ว แต่ท้องเราเริ่มหิวครับ เราเลยเดินตรงเข้าไปที่ห้องอาหาร เราเริ่มคุ้นเคยกับพนักงานเสิร์ฟหลายๆคนแล้ว เพราะเจอกันหลายมื้อ ฮ่าๆๆ วันนี้เราตั้งใจว่าจะลองอาหารเช้าแบบลาว ก็เลยสั่งปาเต้ ซึ่งเป็นแซนวิชขนมปังบาเก็ตต์ไส้หมูยอ ผัก และเครื่องต่างๆเสิร์ฟกับแจ่วบองให้ใส่เพิ่มเอง แซ่บเลยครับ นอกจากนี้เราก็ยังสั่งข้าวต้ม เฝอ และไข่เจียวมาเพิ่มด้วย (ก็กลัวไม่อิ่มนี่นา) ง่ายๆ แต่อร่อยทุกอย่างครับ Morning Market อีกหนึ่งรางวัลของการตื่นเช้าในวันนี้ คือเราทันได้ไปเที่ยวตลาดเช้าของหลวงพระบางด้วยครับ เราขอให้คุณกากขับตุ๊กๆของรีสอร์ทไปส่ง และเพื่อนๆที่จะใช้โค้ด Hop Around ในการจองก็สามารถใช้บริการตุ๊กๆได้ฟรีด้วยนะครับ จะไปที่ไหนในเมืองก็สะดวกมากๆเลย ตลาดเช้าของหลวงพระบางนั้นเป็นตลาดสดแบกะดินสองข้างทางตลอดแนวในซอยเล็กๆที่ดูคึกคักมีชีวิตชีวา มีขายแทบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม (ราคาหลักร้อยไปจนหลักหลายหมื่น) งานฝีมือ ร่มกระดาษ ไปจนถึงหวีที่ทำจากเขาสัตว์ แต่สิ่งที่มีมากที่สุดก็คืออาหารครับ ทั้งที่เป็นวัตถุดิบ ผักสมุนไพรท้องที่ หรือเนื้อสัตว์ ไปจนถึงอาหารพร้อมรับประทาน ถ้าไม่ติดว่าอิ่มมื้อเช้ามาแล้ว (แถมลืมเอาเงินติดตัวออกมาด้วย) ก็คงจะได้ซื้อมาลองชิมหลายอย่างแน่เลยครับ แต่แค่เดินดูก็เพลินมากแล้วครับ Royal Palace Museum เข้าโหมดนักท่องเที่ยวจริงจังกันซักทีครับ วันนี้เรามีไกด์พาเที่ยวจุดท่องเที่ยวสำคัญๆในเมืองหลายแห่งเลย สต็อปแรกของเราจะเรียกว่าเป็นศูนย์กลางของหลวงพระบางก็ได้ เพราะเป็นทั้งอดีตพระราชวังของกษัตริย์ผู้ปกครองเมือง และเป็นที่ตั้งของหอพระบาง สถานที่ประดิษฐาน “พระบาง” สิ่งศักสิทธิ์อันเป็นที่มาของชื่อเมือง ปัจจุบันตัวพระราชวังกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ด้านในตกแต่งอย่างสวยงามและน่าสนใจ เช่นมีการใช้เครื่องแก้วจากญี่ปุ่นมาประดับผนังเพื่อเล่าเรื่องราวต่างๆด้วย แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป เราจึงไม่มีหลักฐานมาฝากกัน หากเพื่อนๆมาเที่ยวที่นี่ อย่าลืมแวะไปดูโรงรถพระที่นั่ง Vintage ที่ด้านหลังพระราชวังนะครับ มีรถเก่าเจ๋งๆ สวยๆหลายคันเลย หลังจากที่กราบขอพรจากพระบางแล้ว เราก็เดินออกมาหามุมถ่ายรูปด้านนอกกันครับ Phu Si Hill ตรงข้าม Royal Palace Museum คือ “พูสี” เนินเขาที่สูงเกือบ 150 เมตร (ขึ้นบันได 300 กว่าขั้น แล้วแต่ว่าจะขึ้นจากฝั่งไหน) เชื่อกันว่าเนินเขานี้เคยเป็นที่อยู่ของฤาษี จึงถูกเรียกว่าภูฤาษีก่อนที่จะถูกกร่อนคำเหลือเป็น “พูสี” (การเขียนสะกดแบบลาวนั้นซื่อๆน่ารักมากครับ) ที่นี่เป็นจุดที่สูงที่สุดในตัวเมืองหลวงพระบาง และสามารถมองเห็นได้จาก Amantaka ด้วยนะครับ ก่อนจะเดินขึ้นไป เราขอเพิ่มพลังด้วยน้ำส้มเช้งคั้นสดๆกันซักหน่อย ราคาไม่แพงครับ เราจ่ายเป็นเงินบาท 3 ขวด 100 แต่พอมาลองคำนวณดูไกด์บอกว่าแม่ค้าคิด Exchange Rate แพงมากเลยครับ จริงๆเราควรจะได้น้ำส้ม 4 ขวดถ้าจ่ายเป็นเงินกีบ ถือซะว่าเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนก็แล้วกัน ฮ่าๆ นอกจากพูสีจะเป็นที่ตั้งของพระธาตุจอมศรี และพุทธสถานอื่นๆไม่ว่าจะเป็นถ้ำ รอยพระพุทธบาท และมีวัดอยู่ด้านล่างแล้ว ด้านบนยังเป็นจุดชมวิวเมืองแบบ 360 องศายอดนิยมด้วย ไกด์เล่าให้ฟังว่าพระธาตุจอมศรีบนยอดเนินนั้นถูกสร้างมาเพื่อครอบปากโพรงที่ว่ากันว่าเชื่อมต่อไปถึงกลางแม่น้ำโขง เมื่อก่อนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นที่อยู่ของสัตว์ประหลาด กษัตริย์จึงต้องสร้างพระธาตุครอบปากโพรงเอาไว้ไม่ให้สัตว์ประหลาดนั้นออกมาทำร้ายผู้คนได้ ไม่แน่ใจว่านี่เป็นเรื่องจริงหรือเป็นแค่ตำนานปรำปรานะครับ แต่ดูเหมือนจะเป็นอย่างหลังซะมากกว่า Lunch At Tamarind Tree มื้อเที่ยงนี้เรามาลองอาหารลาวนอกรีสอร์ทกันบ้างดีกว่าครับ ร้าน Tamarind Tree เป็นหนึ่งในร้านดังของหลวงพระบางที่มีเพื่อนของเราแนะนำมา เราสั่ง Luang Prabang Tasting Platter ซึ่งประกอบไปด้วย “แจ่วบอง” น้ำพริกใส่หนังควาย “ไคแผ่น” สาหร่ายน้ำจืดตากแห้ง “เอาะหลาม” ซุปน้ำข้นใส่ไก่ มะเขือ ผัก และไม้สะค้านที่ช่วยให้ความเผ็ดร้อนอันเป็นเอกลักษณ์ “ไส้อั่ว” คล้ายๆของภาคเหนือบ้านเรา และ “ซุปผัก” ผักนึ่งโรยงาและสมุนไพร อีกเมนูที่สั่งมาก็คือ “อั่วสิไค” เป็นตะไคร้ยัดไส้ไก่สับปรุงรส เสิร์ฟกับน้ำจิ้มถั่วใส่น้ำมะนาวที่รสชาติดีทีเดียว และที่ขาดไม่ได้จริงๆก็คือ “ตำหมักหุ่ง” ตำรับหลวงพระบางแท้ๆ Coffee By The River ถ้าไม่ปิดมื้อกลางวันด้วยกาแฟก็จะรู้สึกเหมือนมีอะไรขาดไป และร้าน Saffron Coffee ก็เป็นร้านกาแฟที่พี่ไกด์การันตีว่าดีที่สุดในหลวงพระบาง เราจึงไม่รีรอที่จะแวะมาซื้อกาแฟและขนมที่นี่ เราสั่งลาวลาเต้ซึ่งปรุงด้วยนมข้นจืดจึงหวานน้อยกว่านมข้นหวานบ้านเรา แต่ที่เราชอบก็คือร้านนี้มีที่นั่งริมแม่น้ำโขงด้วย วิวดีๆก็ยิ่งทำให้กาแฟอร่อยขึ้นอีก ถูกมั้ยครับ :-) Wat Xiangthong วัดเชียงทองคือที่สวยและมีชื่อเสียงที่สุดของหลวงพระบาง ถ้าไม่ได้มาก็เหมือนมาไม่ถึง สร้างขึ้นราวปีพ.ศ. 2101-2103 (อายุเกือบ 500 ปีแล้ว) โดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชกษัตริย์ผู้เคยปกครองทั้งอาณาจักรล้านนาและล้านช้าง สิม (อุโบสถ) ของวัดเชียงทองจึงได้ต้นแบบมาจากวิหารหลวงของวัดโลกโมฬีที่เชียงใหม่ แต่ได้รับการปรับเปลี่ยนจนเป็นมีเอกลักษณ์ที่ต่างไป นอกจากความงามแล้ววัดนี้ยังมีความสำคัญอย่างมากเพราะเป็นวัดประจำราชวงศ์ล้านช้าง ราชวงศ์หลวงพระบาง และราชวงศ์ลาว จวบจนปัจจุบันวัดแห่งนี้ก็ยังคงเป็นสถานที่ศักสิทธิ์ที่ใช้ประกอบศาสนพิธีสำคัญๆในประเทศลาว สิมของวัดเชียงทองนั้นได้ชื่อว่าเป็นอัญมณีแห่งศิลปะล้านช้างที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก เพราะรอดพ้นจากการเผาเมืองของชาวจีนฮ่อในพ.ศ. 2430 มาได้ อ่อนช้อยด้วยหลังคาแอ่นที่ลาดลงต่ำมากๆซ้อนกัน 2-3 ชั้น มี “สัตตะบูริพัน” หรือช่อฟ้าที่สันกลางหลังคาสีทองสวยเด่น รวมถึงช่อฟ้าสีเขียวด้านหน้าและหลังของหลังคาทุกชั้น อีกจุดที่เป็นไฮไลท์ก็คือผนังด้านหลังสิมมีงานประดับกระจกรูปต้นไม้ Tree Of Life เล่าเรื่องนายพรานและสัตว์ป่าที่แฝงไปด้วยคติเตือนใจ นอกจากสิมแล้ว วัดเชียงทองยังประกอบไปด้วยอาคารที่งดงามอีกหลายหลัง อย่างมุมถ่ายรูปผ่านหน้าต่างยอดฮิตนี้ก็อยู่ที่หอพระนอนที่มีอายุกว่า 400 ปีตรงด้านหลังสิม ผนังด้านนอกประดับด้วยงานกระจก (น่าจะเป็นแบบเดียวกันกับภายในพระราชวังที่เค้าห้ามถ่ายรูป) เล่าเรื่องราววิถีชีวิตชาวลาวและคำสอนในศาสนาพุทธ และอาคารอีกหลังที่สำคัญก็คือหอราชโกศภายในเก็บราชรถที่ใช้อัญเชิญพระโกศของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์หลวงพระบางถึง 3 พระองค์ Strolling In the Old Town หลวงพระบางเป็นเมืองเล็กๆที่จะเดินก็สนุก นั่งตุ๊กๆก็สราญ ปั่นจักรยานก็สบาย และจาก Amantaka เราก็เลือกสำรวจเมืองได้ทั้ง 3 วิธี Free Of Charge เลยครับ ตัวเมืองเก่ามีผังเมืองเรียบง่าย มีถนนเส้นหลักเพียง 3 เส้นที่ขนานกัน เส้นหนึ่งเลียบแม่น้ำโขง อีกเส้นเลียบแม่น้ำคาน และถนนเมนอยู่ตรงกลางแต่มีซอกซอยให้สำรวจพอประมาณ บรรยากาศของเมืองจึงทั้งน่ารักและดูมีอารยธรรม แค่เดินดูสถาปัตยกรรมก็เพลินแล้ว เพราะอาคารสไตล์ French Colonial ในบริเวณเมืองเก่าทั้งหมดได้รับการอนุรักษ์ให้เป็นมรดกโลกโดย UNESCO ส่วนร้านรวงต่างๆที่มีสไตล์ลาวผสมอินเตอร์นั้นก็ยิ่งทำให้เมืองน่าสนใจมีอะไรให้แวะดูได้ตลอดทาง Dinner By The Pool วันนี้ออกเที่ยวข้างนอกทั้งวันเลย คิดถึงอาหารที่ Amantaka แล้วล่ะครับ มื้อค่ำวันนี้เราย้ายมานั่งที่ริมสระหลัก บรรยากาศดีมากเลยครับ อากาศเย็นสบาย ไฟสลัว มีเครื่องดนตรีลาวเล่นสดๆอยู่ที่ปลายสระอีกฝั่งด้วย ตอนกลางวันเรากินอาหารลาวมื้อใหญ่มาแล้ว ดินเนอร์มื้อนี้เราเลยสั่งอาหารเป็นอาหารตะวันตกมาครบเซ็ตเลยครับ ตั้งแต่สลัด ซุป สเต้กวากิว ไปจนถึงปลา Perch น้ำจืดที่เลี้ยงแบบธรรมชาติในแม่โขง มีแค่ของหวานที่เราขอวกกลับไปสั่งเมนูลาว โดยเฉพาะเจ้ากล้วยสาคูที่ติดใจมาตั้งแต่มื้อเมื่อวาน Laundry Service เดินกลับมาที่ห้องเบอร์ 12 ของเราด้วยความอิ่มอกอิ่มใจครับ ห้องแอร์เย็นฉ่ำ หอมกลิ่นดอกไม้เช่นเดิม วันนี้มีกล่องไม้ไผ่สานกล่องใหญ่วางอยู่บนเตียง เปิดออกมาเป็นเสื้อผ้าที่เราหย่อนเอาไว้ในตะกร้าในห้องน้ำตั้งแต่เมื่อวาน สำหรับผู้ที่ใช้โค้ด Hop Around ในการจอง ก็จะได้บริการซักรีดที่เนี้ยบแบบนี้ฟรีแถมมาด้วยครับ ประทับใจมากเลย ส่วนของที่ระลึก Turn Down ในวันนี้เป็นกระดาษสาจากฝีมือช่างท้องที่ของหลวงพระบางครับ The Boutique พูดถึงงานฝีมือ ลืมบอกไปว่าที่ Amantaka มีร้านขายของที่ระลึกที่ทางรีสอร์ทได้คัดสรรงานจากช่างฝีมือทั้งจากหลวงพระบางและจากเมืองอื่นๆในลาวมาให้แขกได้เลือกซื้อด้วยนะครับ มีสินค้าหลายตัวที่น่าสนใจมาก เช่นงานแกะสลักจากไม้มะเกลือ งานเครื่องประดับ งานภาพวาดบนกระดาษสา เรามัวแต่ดูของจนเพลินเลยลืมถ่ายรูปใน Boutique มาฝากกันเลย ต้องขอสารภาพผิดไว้ตรงนี้ด้วยครับ แต่พรุ่งนี้ขอแก้มือด้วยการพาเพื่อนๆไปเที่ยวนอกเมืองหลวงพระบางกันบ้าง รับรองว่าเด็ดแน่นอนครับ Breakfast By The Pool เราติดใจบรรยากาศริมสระมาตั้งแต่ดินเนอร์เมื่อคืน เช้านี้ก็เลยขอกลับมานั่งกินอาหารเช้าตรงนี้อีกครั้ง วันนี้มาในคอนเส็ปต์อาหารเช้าแบบตะวันตกดูบ้าง ทั้งเมนูไข่ เบค่อน ไส้กรอก แซลม่อนรมควัน เบเกอรี่ (วันนี้เราสั่งเป็นขนมปังพร้อมแยมโฮมเมดและเบเกิ้ลเอามากินกับแซลม่อน) ไปจนถึงพอร์ริดจ์ข้าวโอ๊ต แต่เรายังคงมีของดีของลาวมานำเสนอด้วยครับ นั่นก็คือชาจากเชียงขวาง จังหวัดที่เต็มไปด้วยภูเขาของลาว Amantaka ได้ไปคัดชาน่าสนใจหลายตัวจากที่นี่มาให้เราเลือกลิ้มลองกันครับ ถูกใจเรามากๆเลย Kuang Si Waterfall เช้านี้เรามีนัดกับไกด์ไปเที่ยว “ตาดกวางสี” น้ำตกที่สวยที่สุดในลาวกันครับ เมื่อวานไกด์แนะนำว่าถ้าอยากเลี่ยงฝูงชนต้องไปช่วงเช้า ตาดกวางสีอยู่ห่างจาก Amantaka ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 1 ชั่วโมงครับ ที่นี่ขึ้นชื่อในเรื่องของน้ำสีฟ้าเทอควอยส์ราวกับละลายมาจากธารน้ำแข็ง แต่ความฟ้าของน้ำที่นี่เกิดจากปริมาณแร่ธาตุในน้ำที่สูงมากโดยเฉพาะแคลเซี่ยมซึ่งเมื่อตกตะกอนก็จะทำให้พื้นดินและหินตามทางไหลของน้ำเป็นสีขาวช่วยขับสีฟ้าของน้ำให้ยิ่งสดขึ้น ฉะนั้นน้ำที่นี่ดื่มไม่ได้นะครับ มีแคลเซี่ยมเข้มข้นเกินไป เดี๋ยวจะพาให้เป็นนิ่วมากกว่าไปบำรุงร่างกาย นอกจากสีฟ้าของน้ำแล้วชั้นต่างๆของน้ำตกก็ยังมีรูปทรงที่งดงามราวกับสวรรค์ บ้างเป็นสระให้ลงเล่นน้ำได้ บ้างเป็นแผงม่านน้ำ บ้างเป็นทางเล็กๆลดหลั่นกันไป ยิ่งชั้นบนสุดที่เป็นหน้าผานั้นก็ยิ่งสวยจนต้องตะลึงเลยทีเดียว อีกจุดที่น่าสนใจคือศูนย์ช่วยเหลือและอนุรักษ์พันธุ์หมีซึ่งอยู่ตรงทางเข้าน้ำตก แต่เราแนะนำให้เดินผ่านไปดูน้ำตกก่อน แล้วค่อยมาแวะดูหมีขากลับ ไม่งั้นยิ่งสายตรงน้ำตกก็จะยิ่งคนเยอะจนอาจทำให้เรารู้สึกเสียบรรยากาศไปได้ครับ Buffalo Milk Ice Cream ระหว่างทางกลับเข้าเมืองจากน้ำตก ทางด้านซ้ายมือของถนนจะมีร้านไอศกรีมนมควาย (เจ้าของเป็นฝรั่ง) ให้แวะชิมนะครับ หลังจากชิมแล้ว เรารู้สึกว่านมควายมีความมันและคาวกว่านมวัวนิดหน่อย ในทำนองเดียวกันกับไข่เป็ดที่เข้มข้นกว่าไข่ไก่ ถ้าเพื่อนๆไม่ได้อยากลองนมควายก็ข้ามร้านนี้ไปได้ ไม่ได้พลาดอะไรไปเยอะครับ Cooking Lunch In The Rice Field ทาง Amantaka ได้จัดอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าตื่นเต้นไว้ให้เราระหว่างทางกลับเข้าเมืองครับ เราจะไปเรียนทำอาหารลาวกันครับ และมื้อเที่ยงวันนี้เราก็จะได้กินอาหารลาวฝีมือตัวเองด้วย ที่ดีงามที่สุดก็คือโลเคชั่นกลางทุ่งนาอันมีทิวเขาเป็นฉากหลัง และที่เราประทับใจมากๆก็คือการบริการของทั้งทีมเชฟและพนักงานเสิร์ฟที่ต้องขนเอาอุปกรณ์ทุกอย่างออกมานอกสถานที่เพื่อเราโดยเฉพาะ วันนี้เชฟสอนพวกเราทำทั้งเมนูต้ม หมก ผัด ตำ สนุกมากครับ เราแอบปรุงรสให้จัดจ้านกว่าในสูตรไปอีก ทีมเชฟบอกว่าจริงๆแล้วคนลาวทั่วไปก็จะกินรสชาติเข้มข้นกว่าที่ทำให้แขกรีสอร์ท พอทำอาหารเสร็จแล้วพนักงานบริการก็มาช่วยกันยกสำรับอาหารไปจัดที่ศาลากลางนาข้าว ต้องบอกว่าบรรยากาศดีเกินคาดไปหลายเบอร์มาก จนมื้อนี้ได้กลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ประทับใจที่สุดของเราเลย ใครมีโอกาสมาที่ Amantaka เราก็อยากให้ได้มาสัมผัสประสบการณ์ดีๆแบบนี้เช่นกันครับ The Spa ครึ่งวันเช้านี้ผ่านไปอย่างน่าจดจำ ช่วงบ่ายเราจึงกลับมาผ่อนคลายที่รีสอร์ท แต่ไม่ได้ผ่อนคลายธรรมดานะ เราจะไปสปากันครับ สปาของ Amantaka นั้นดูสงบเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยเสน่ห์ที่ไม่ต้องพยายาม นอกจากห้องนวดที่สวยงามแล้ว ที่นี่ยังมี Wet Area ซึ่งด้านในมีสระน้ำร้อน ห้องอบไอน้ำและซาวน่าที่เราสามารถจองเพื่อใช้แบบส่วนตัวได้ ตัวเมนูสปานั้นมีทั้งการนวดแบบลาว นวดกดจุดสะท้อนและคอร์สดูแลร่างกายและผิวพรรณ ไปจนถึงโปรแกรมเฉพาะทางต่างๆ เช่น การอบควันเครื่องหอมอย่างอำพัน กำยาน หรือไม้พาโลซานโต้ ซึ่งตามความเชื่อนั้นแต่ละสิ่งจะมีฤทธิ์เยียวยาทางจิตวิญญาณที่ต่างกันไป เช่น ช่วยขจัดพลังลบ ปกปักรักษาจิตใจ ทำให้อารมณ์สงบมั่นคง ไปจนถึงกระตุ้นให้เกิดสติและความหยั่งรู้ได้ง่ายขึ้น แต่วันนี้เรามีเวลาน้อย เนื่องจากตอนเย็นเราต้องไปล่องเรือที่แม่น้ำโขงต่อ จึงเลือกลองนวดแบบลาวซึ่งใช้เทคนิคการยืดและกดจุดที่สบายมากๆ หลังจากนั้นก็เข้าไปใช้ Wet Area แบบส่วนตัว จบท้ายด้วยการจิบชาพักผ่อนสบายๆ Private Cruise On Mekhong River อีกหนึ่งไฮไลท์ของ Amantaka ก็คือการล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกบนแม่น้ำโขงแบบส่วนตัวซึ่งดีงามมากๆ บนเรือของเรานั้นมี “คุณจอย” ผู้คอยอำนวยความสะดวกและจัดเตรียมเครื่องดื่ม/ของว่างให้เราตลอดทาง การล่องเรือใช้เวลาไปกลับประมาณ 2 ชั่วโมง ถ้าออกเรือเร็วหน่อยเราก็จะได้ไปแวะไหว้พระที่ “ถ้ำติ่ง” ด้วยซึ่งเป็นอีกจุดท่องเที่ยวที่สวยงาม แต่ต้องนั่งเรือไปจึงทำให้คนรู้จักน้อยกว่าจุดอื่นๆเมื่อมาเยือนหลวงพระบาง และวันนี้เราออกเรือมาช้าไปนิดนึง แถมเป็นฤดูหนาวมืดเร็ว ก็เลยอดเลย :-( แม้วันนี้ท้องฟ้าจะมีเมฆค่อนข้างมาก ทำให้พระอาทิตย์ตกไม่สามารถอวดโฉมได้เต็มที่ แต่บรรยากาศแม่น้ำโขงในวันนี้ก็ยังคงดูน่าหลงไหล ยิ่งเมื่ออุณหภูมิเริ่มลดต่ำเย็นลง สายลมที่โชยมาปะทะผิวก็กลับทำให้รู้สึกอบอุ่นในหัวใจยังไงบอกไม่ถูก เป็นอีกกิจกรรมที่แนะนำเลยครับ เพลินสุด The Last Supper เผลอแป๊บเดียวพรุ่งนี้เราก็จะต้องกลับกันแล้ว มื้อเย็นวันนี้เราก็เลยอยากจะทานอาหารค่ำฟังเครื่องดนตรีลาวที่ริมสระของรีสอร์ทกันอีกสักรอบจะได้ซึมซับพลังงานดีๆเก็บกลับบ้านให้เต็มที่ มื้อนี้เราสั่งเมนูง่ายๆอย่างลาบไก่แบบลาว หน่อไม้ผัดวุ้นเส้น แล้วก็พ่วงอาหารฝรั่งอย่าง Steak & Eggs อีกจาน Last Breakfast (I Gave You My Heart) เมื่อคืนเรานอนกันเต็มที่มากเลยครับ ตอนแรกว่าจะนั่งกินอาหารเช้ากันริมสระ แต่แดดเริ่มร้อนแล้วเลยย้ายมานั่งด้านในแทน ยังเหลือเมนูอีกหลายจานที่เรายังไม่ได้ลอง วันนี้เลยเลือกมาทั้งแบบลาวและแบบฝรั่งเลย อร่อยอีกตามเคย พนักงานบริการในห้องอาหารที่เราคุ้นหน้าก็ชวนคุยว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเราแล้ว และอวยพรให้วันนี้เราบินกลับโดยสวัสดิภาพ พร้อมทั้งขอบคุณที่มาเที่ยวหลวงพระบาง เขาดีใจที่ได้บริการเรา เรารู้สึกได้ถึงความจริงใจ จึงแอบเศร้านิดๆที่จะต้องบอกลาในอีกไม่นาน Service Beyond Expectations เครื่องเงินนั้นเป็นอีกหนึ่งงานฝีมือที่มีชื่อของหลวงพระบาง และเราก็ได้เบาะแสมาว่ามีโรงช่างทำเครื่องเงินเล็กๆฝีมือดีอยู่ไม่ไกลจากรีสอร์ทแต่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน หลังจากที่ค้นหาข้อมูลอยู่พักใหญ่ ทาง Front Office ก็ได้ให้คุณกากช่วยขับตุ๊กๆไปส่ง โดยมีการหาข้อมูลโรงเครื่องเงินอีกแห่งสำรองไว้ให้ด้วยเผื่อที่หาที่แรกไม่เจอ และก็หาไม่เจอจริงๆครับ คุณกากจึงต้องไปเดินถามชาวบ้าน และจนสุดท้ายก็ขับหาจนเจอ แต่วันนี้เค้าปิดพอดี คุณกากจึงพยายามจะพาเราไปอีกโรงหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป แต่ก็โชคร้ายซ้ำซ้อนที่จู่ๆก็มีงานบุญใหญ่ทำให้เส้นทางที่จะไปนั้นรถติดผิดปกติ เราจึงตัดสินใจขอให้พาเรากลับรีสอร์ทดีกว่า ไม่งั้นน่าจะเสียเวลาอีกนาน และถึงแม้เราจะไม่ได้ไปโรงเครื่องเงิน เราก็รู้สึกประทับใจในการบริการที่เกินคาดมากๆครับ Late Check-Out เราขอทางรีสอร์ทเช็คเอ้าท์เลทนิดหน่อย เพราะยังพอมีเวลาก่อนไปสนามบิน และหากเพื่อนๆใช้โค้ด Hop Around ในการจองห้อง เพื่อนๆก็จะได้ทั้งสิทธิ์ Early Check-In และ Late Check-Out ด้วยเช่นกันนะครับ ไหนๆเราได้เวลามาเพิ่มแล้ว ก็เลยอยากใช้ห้องให้คุ้มค่าอีกนิด เราจึงรีบกลับห้องไปทำเครื่องดื่ม และแฮงเอ้าท์กันที่สระส่วนตัวของเรา เรียกว่าคุ้มจนนาทีสุดท้ายเลยครับ จากนั้นเราก็จำใจต้องแพ็คสัมภาระแล้วไปเคลียร์ค่าใช้จ่ายต่างๆที่ Front Office ก่อนจะเช็คเอ้าท์เพื่อเดินทางกลับ Wrapping Up Our Stay กว่าจะรู้ตัวอีกที เราก็กลายเป็น #Amanjunkie ไปเรียบร้อยแล้วครับ ทุกรีสอร์ทในเครือ Aman มีความสามารถเฉพาะตัวบางอย่างในการส่งมอบมวลสารที่ดีที่สุดของแต่ละ Destination ด้วยจริตวิธีที่ Effortless ที่สุด สิ่งนี้คือเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ผู้อื่นยากจะทำตามให้ “ถึง” และที่หลวงพระบางก็เช่นกันครับ Amantaka น่าจะเป็นดั่งเพชรเม็ดเอกที่ประดับยอดมงกุฎวงการ Luxury Resort ไม่ใช่แค่ของเมืองนี้ แต่อาจจะของทั้งประเทศลาวเลยก็ว่าได้ เมื่อมองจากภายนอกทุกอย่างของ Amantaka นั้นดูกลมกลืนแทบจะเป็นเนื้อเดียวไปกับเมือง แต่ความยอดเยี่ยมนั้นเป็นเหมือน Accent ที่แฝงอยู่ในทุกรายละเอียดซึ่งเป็นประสบการณ์สุด Exclusive ที่สงวนเอาไว้ให้เฉพาะแขกผู้เข้าพักสัมผัสใกล้ๆ และเราก็อยากให้คุณเป็นแขกคนนั้นเช่นกันครับ #ดีลลับเฉพาะ 𝗛𝗼𝗽𝗮𝗿𝗼𝘂𝗻𝗱.𝗰𝗼 เท่านั้น กับ 𝗔𝗺𝗮𝗻𝘁𝗮𝗸𝗮 𝗖𝗹𝗼𝘀𝗲𝗿 𝘁𝗼 𝗵𝗼𝗺𝗲 สัมผัสความงาม ยลหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกแบบ 𝗨𝗹𝘁𝗿𝗮-𝗘𝘅𝗰𝗹𝘂𝘀𝗶𝘃𝗲 กับข้อเสนอสุดพิเศษ 🇱🇦 นี่คือดีลสุด Exclusive "Closer to Home" สำหรับชาว Hoparound โดยเฉพาะ สัมผัสประสบการณ์ Aman ท่ามกลางสถาปัตยกรรมโคโลเนียลสุดคลาสสิก ห้ามพลาด! ระยะเวลาการจองและเข้าพัก: 20 พฤศจิกายน - 20 ธันวาคม 2025 Amantaka คือสวรรค์แห่งงานสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ในเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว เมืองมรดกโลกสโลว์ไลฟ์ที่ได้รับการคุ้มครองโดย UNESCO สง่างามด้วยอาคารโคโลเนียลสไตล์ฝรั่งเศส บนพื้นที่สวนขนาดใหญ่ที่มีสระว่ายน้ำเป็นศูนย์กลาง ใกล้แม่น้ำโขง, วัด, พระราชวังเก่า, และตลาดกลางคืน (Night Market) ในระยะเดินถึง 📌แพ็กเกจสุด Exclusive (Inclusions) เฉพาะจองกับ Hoparound.co เท่านั้น จำนวนคืนขั้นต่ำ: พักอย่างน้อย 2 คืน อาหารและเครื่องดื่ม: อาหารเช้าทุกวัน ชุดน้ำชาในยามบ่าย (Afternoon Tea) ผลไม้ตามฤดูกาล บริการรถรับ-ส่งสนามบินแบบส่วนตัว (Private round-trip airport transfer) บริการช่องทางพิเศษตรวจคนเข้าเมือง (Personalised immigration fast track) เมื่อเดินทางมาถึงสนามบินหลวงพระบาง มีจักรยานของ Amantaka ให้บริการ บริการรถตุ๊กตุ๊ก/รถยนต์ สำหรับเดินทางภายในหลวงพระบาง สิทธิพิเศษเพิ่มเติม (Subject to Availability): เช็คอินก่อนเวลา (Early check-in) และเช็คเอาท์ล่าช้า (Late check-out) (ขึ้นอยู่กับความพร้อมของห้องพักเมื่อเดินทางมาถึง) อัปเกรดห้องพักไปในหมวดหมู่ถัดไป (Complimentary room upgrade) (ขึ้นอยู่กับความพร้อมของห้องพักเมื่อเดินทางมาถึง) สิทธิพิเศษสำหรับนักพักผ่อนสายลึก (3 คืนขึ้นไป): สำหรับผู้ที่เข้าพัก 3 คืนขึ้นไป รับฟรี! บริการนวด 60 นาทีสำหรับ 2 ท่าน อัตราค่าบริการ (ต่อคืน) ราคาสำหรับ 2 ท่าน (ราคาเป็นสกุลเงินบาทไทย และยังไม่รวมภาษีและค่าบริการ '++') Suite | THB 20,000++ Pool Suite | THB 24,000++ Khan Pool Suite | THB 28,000++ หมายเหตุค่าใช้จ่ายสำหรับเด็ก/ผู้ใหญ่ที่เพิ่ม: เด็กอายุ 3-11 ปี: มีค่าอาหารเช้าเพิ่มเติม THB 800++ ต่อคืน เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป และผู้ใหญ่: มีค่าบริการ THB 6,000++ ต่อคืน ซึ่งรวมสิทธิประโยชน์ตามข้อเสนอข้างต้น ข้อกำหนดและเงื่อนไข: ผู้มีสิทธิ์จอง: ต้องเป็นคนไทย (Thai nationals) หรือผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศไทยและมีใบอนุญาตทำงานที่ถูกต้อง (valid work permit) ณ เวลาที่เข้าพัก เงื่อนไขการจอง: เป็นการจองใหม่เท่านั้น (new bookings only) ข้อจำกัด: ไม่สามารถใช้ร่วมกับข้อเสนออื่นได้ เว้นแต่จะมีการระบุไว้เป็นอย่างอื่น จำนวนผู้เข้าพักสูงสุด: ข้อเสนอนี้มีผลสำหรับผู้เข้าพักสูงสุด 2 ท่านต่อห้อง การยกเลิก/ชำระเงิน: เป็นไปตามนโยบายมาตรฐานของโรงแรม #Amantaka #ExclusiveDeal #LetsHoparound #HopStay #AmanResort #LuangPrabang #Resort #LuxuryResort #Lao #ClosertoHome #BestPlacetoStay #AmanFoodie #Amanjunkie #UltraExclusive #TheSpiritofAman #MountPhousi #AmanJourney #CondenastTraveller #Vacation #TravelandLeisure #Unesco #HotelStay #HotelLife #TravelAsia #Luxurytravel #Luxurylifestyle #อมันทากา #หลวงพระบาง #เมืองหลวงพระบาง #เมืองมรดกโลก #รีสอร์ท #รีสอร์ทในหลวงพระบาง #รีสอร์ทน่าพักในลาว #รีสอร์ทน่าพักในหลวงพระบาง
- Exclusive Offer Explore the World with PONANT Luxury Expedition Cruises ล่องเรือสำราญ PONANT Luxury Expeditions สำรวจโลกกับราคาสุดพิเศษ
Embark on a voyage of discovery with PONANT Luxury Expeditions. Our exclusive deals for new departures are now available, and we're ready to welcome you aboard. Ready to discover the planet's most unique and secluded destinations? Hoparound.co and Ponant invite you to embark on a luxury expedition cruise unlike any other. Whether you're dreaming of sailing to the majestic polar regions or exploring the hidden gems of the Mediterranean, our exclusive partnership brings you closer to the adventure you've always wanted. Experience a PONANT Expedition Cruise Ponant is a premier French cruise line renowned for its exclusive, high-end voyages. We specialize in catering to discerning travelers who want to explore the world without compromising on comfort or style. A Ponant expedition cruise isn't just a trip—it's an immersive, enriching journey. Our eco-friendly, hybrid-powered ships allow us to reach remote locations that are inaccessible to larger vessels, ensuring a truly unique experience. Each voyage is thoughtfully designed around a special theme, offering unforgettable moments: Gourmet Voyages: Savor exquisite, locally sourced cuisine prepared by world-class chefs. Music-Themed Cruises: Be serenaded by award-winning musicians, making your journey truly memorable. A Ponant luxury cruise promises to amaze you with incredible history, diverse cultures, and stunning natural wonders. Fall in love with our planet on a deeper level and secure your adventure with a special discount. Exclusive Offer: Explore the World with PONANT Luxury Expedition Cruises Ready to discover the planet's most unique and secluded destinations? Hoparound.co and Ponant invite you to embark on a luxury expedition cruise unlike any other. Whether you're dreaming of sailing to the majestic polar regions or exploring the hidden gems of the Mediterranean, our exclusive partnership brings you closer to the adventure you've always wanted. Experience a PONANT Expedition Cruise Ponant is a premier French cruise line renowned for its exclusive, high-end voyages. We specialize in catering to discerning travelers who want to explore the world without compromising on comfort or style. A Ponant expedition cruise isn't just a trip—it's an immersive, enriching journey. Our eco-friendly, hybrid-powered ships allow us to reach remote locations that are inaccessible to larger vessels, ensuring a truly unique experience. Each voyage is thoughtfully designed around a special theme, offering unforgettable moments: Gourmet Voyages: Savor exquisite, locally sourced cuisine prepared by world-class chefs. Music-Themed Cruises: Be serenaded by award-winning musicians, making your journey truly memorable. A Ponant luxury cruise promises to amaze you with incredible history, diverse cultures, and stunning natural wonders. Fall in love with our planet on a deeper level and secure your adventure with a special discount. Exclusive Offer: Book Your Ponant Cruise with Hoparound.co Unlock your adventure with our exclusive promotion and enjoy significant savings on your next Ponant cruise booking : 5% Additional Discount: Get an extra 5% off the prices listed on the official Ponant website ( www.ponant.com ). Booking early is key, as prices are dynamic and generally lower the further in advance you book. Special Valetta to Türkiye Voyage: Secure a spot on the "The Mediterranean: in the footsteps of great civilisations" itinerary from Valetta, Malta, to Antalya, Türkiye. This 11-day voyage departs March 22, 2026, with prices starting at €6,207 per person (based on double occupancy). This price is locked in if you book by November 30, 2025 . How to Book Your Ponant Adventure Booking your dream Ponant expedition is simple and secure. Browse Itineraries: Visit the official Ponant Expedition website to explore a wide range of destinations and departure dates: https://us.ponant.com/discover-our-destinations Claim Your Discount: Click this link to provide your trip details and receive your exclusive 5% Ponant cruise discount : www.hoparound.co/exclusiveoffers Finalize Your Booking: A dedicated Ponant representative will contact you directly via email to assist with your booking details. Discover Our Top Ponant Brochures Ready to explore your options? Download these brochures for inspiration on your next luxury expedition cruise : Le Commandant Charcot 2025 - 2027: The World's Only Luxury Icebreaker. PONANT Winter 2025-2026: Inspiring Voyages. PONANT & Smithsonian Journeys 2026: A unique collection of curated trips. Discover your perfect Ponant cruise and enjoy an exclusive discount on all worldwide voyages when you book with Hoparound.co . Explore Brochures and Itineraries Le Commandant Charcot 2025 - 2027 Brochure: The World's Only Luxury Icebreaker PONANT Winter 2025-2026 Brochure: Inspiring Voyages PONANT & Smithsonian Journeys 2026 Collection 2025 Close to Home Voyages Brochure Le Commandant Charcot 2025-2026 Brochure Find your dream expedition on the Ponant Expedition Website and receive a minimum 5% discount on all worldwide voyages when you book with Hoparound.co . ล่องเรือสำราญ PONANT Luxury Expeditions สำรวจโลก ดีลพิเศษสำหรับการออกเดินทางครั้งใหม่ พร้อมเปิดเรือต้อนรับเพื่อนๆแล้วครับ Hoparound.co X Ponant ชวนเพื่อนๆไปสัมผัสกับซอกมุมแรร์ไอเท่มของโลกใบนี้ในวิถี Quiet Luxury บนหลากหลายเส้นทางเดินเรือตั้งแต่ขั้วโลกเหนือจรดใต้ในจุดหมายที่เรือน้อยลำจะเข้าถึงได้ Ponant (โพน้องต์) คือแบรนด์เรือสำราญสุด Exclusive สัญชาติฝรั่งเศสที่ตอบโจทย์นักเดินทางผู้หลงไหลการสำรวจโลก (Expedition) โดยไม่ต้องลดคุณภาพ Lifestyle ในมิติที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน นอกจาก Ponant จะพาเราออกเดินทางสู่ความมหัศจรรย์ของโลกใบนี้ด้วยพลังงาน Hybrid เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว แต่ละเส้นทางของ Ponant ก็เป็นประสบการณ์ที่ห่อหุ้มด้วย Theme เฉพาะไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นแนว Gastronomy ที่ชวนลิ้มรสอาหารชั้นเลิศ และวัตถุดิบท้องถิ่นที่เลือกสรรมาอย่างดี และบางเส้นทางก็มีการเชิญเชฟชื่อดังระดับโลกตัวจริงมาปรุงอาหารให้เราเลย หรือจะเป็น Theme ดนตรีที่เชิญนักดนตรีชั้นครู (บางท่านเป็นแชมป์โลกเลยครับ) มาบรรเลงเพลงขับกล่อมเราตลอดเส้นทาง แขกของ Ponant จะได้สัมผัสกับความน่าตื่นตาตื่นใจของเรื่องราวประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คน และความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่เราคาดไม่ถึง มาตกหลุมรักกับดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลกให้ลึกซึ้งกว่าเดิม พร้อมส่วนลดพิเศษเมื่อจองผ่าน Hoparound.co Exclusive Offer: Hoparound.co X Ponant 1. ทุกเส้นทาง ลดเพิ่ม 5% จากราคาหน้าเวป www.ponant.com (ราคามีการปรับอยู่เรื่อยๆ ยิ่งจองล่วงหน้านานยิ่งถูก) 2. พิเศษ! สำหรับเส้นทางจาก Valetta, Malta - Antalya, Türkiye (The Mediterranean: in the footsteps of great civilisations) ออกเดินทางวันที่ 22 มีนาคม - 1 เมษายน 2026 (11 วัน) ราคาเริ่มต้นที่ 6,207 ยูโร/ท่าน โดยจะไม่ปรับขึ้นหากจองภายใน 30 พฤศจิกายน 2025 (1 ห้องต้องพัก 2 ท่าน) วิธีการจอง 1. ดูเส้นทางและวันเดินทางที่ต้องการได้ที่หน้าเวป https://us.ponant.com/discover-our-destinations 2. คลิกที่ลิงค์ www.hoparound.co/exclusiveoffers เพื่อกรอกรายละเอียดทริปที่ต้องการเพื่อรับสิทธิ์ลดเพิ่ม 5% 3. รอให้ตัวแทนของ Ponant ติดต่อกลับทางอีเมลเพื่อดำเนินการจองกับลูกค้าโดยตรง เลือกชมเส้นทางเดินเรือ Ponant ที่น่าสนใจได้ที่นี่ Le Commandant Charcot 2025 - 2027 Brochure The World's Only Luxury Icebreaker PONANT Winter 2025-2026 Brochure Inspiring Voyages PONANT & Smithsonian Journeys 2026 Collection 2025 Close to Home Voyages Brochure Le Commandant Charcot 2025-2026 Brochure ชมรีวิวเส้นทางเรือ The Mediterranean: in the footsteps of great civilisations กับเรือ L’Austral (ลอสตราล) เลือกชมเส้นทางเดินเรือรอบโลกได้ที่ Ponant Expedition Website รับส่วนลดขั้นต่ำ 5% ทุกเส้นทางรอบโลกเมื่อจองกับ Hoparound.co #PONANT #Luxury #Expeditions #Letshoparound
- VALA Hua Hin บูทีค บีช รีสอร์ตกับบรรยากาศสุดชิล ลุคโมเดิร์น ริมหาดหัวหิน
VALA Hua Hin บูทีค บีช รีสอร์ตกับบรรยากาศสุดชิล ลุคโมเดิร์น ริมหาดหัวหิน VALA Hua Hin โรงแรมเปิดใหม่ล่าสุดในหัวหิน การันตีด้วยการเป็นสมาชิกของ Small Luxury Hotels Of The World เพียงสองชั่วโมงจากกรุงเทพฯคุณก็จะได้พบกับโรงแรมริมหาดหัวหินที่สวยหมดจดไปซะทุกมุม และเป็นจุดกลมกล่อมลงตัวพอดิบพอดีระหว่างความทันสมัยและความเป็นธรรมชาติ พร้อมการบริการระดับ 5 ดาว ทำให้ประสบการณ์ของเราที่ Vala นั้นทั้งหรูหรา ผ่อนคลาย และร่วมสมัยไปพร้อมๆกันอย่างไม่เคอะเขิน นอกจากห้องพักที่งดงามตามท้องเรื่องแล้วจุดเด่นที่สุดของที่นี่น่าจะเป็นสระว่ายน้ำสีฟ้าสดใสขนาดใหญ่กว่า 770 ตร.ม. ที่ทอดตัวยาวไปจนถึงชายหาดเลยทีเดียว "VALA” แปลว่า พลังของธรรมชาติ จากคำที่สะดุดหูจากหนังสือวรรณกรรมที่ทางผู้ก่อต้้งโรงแรมชอบอ่านตอนเด็กๆ และมีความหมายว่า "พลังธรรมชาติ" ซึ่งสอดคล้องกับคอนเซปต์ "Nature's Touch with a Modern Design" ในการออกแบบโรงแรมที่ต้องการพอดี เพราะอยากให้แขกที่มาเยือนได้ผ่อนคลายและรีชาร์จด้วยพลังธรรมชาติที่โอบล้อมด้วยต้นไม้และทะเล ล็อบบี้โรงแรมเน้นการตกแต่งโดยใช้วัสดุจากธรรมชาติเพื่อให้แขกได้ผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการเดินทางทันที่ที่มาถึง โดยเน้นสีเอิร์ธโทน สว่าง ไม่ฉูดฉาด เพื่อสร้างให้เกิดความรู้สึกเบาสบาย และปลอดภัย รายละเอียดในการแต่งแต้มงานสถาปัตยกรรมหลักที่สื่อถึงธรรมชาติแบบอ้อมๆเข้าไปเพิ่มนั้นก็เพื่อไม่ให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกว่ากำลังถูกยัดเยียดให้ชมงานสถาปัตยกรรมมากจนเกินไป เส้นสายที่โค้งของเสา ผนัง และเฟอร์นิเจอร์ถูกหยิบเอามาใช้บ่อยๆ เพื่อช่วยลดทอนความแข็งตึ้บงานโครงสร้างปูน ทั้งยังเข้ากับสมัยนิยมอีกด้วย เราชอบต้นไม้น้อยใหญ่ที่ปลูกอยู่ในดิสเพลย์เป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะเปิดรับแสงอาทิตย์ให้ความสว่าง และความรู้สึกอ่อนโยนในล็อบบี้แล้ว แสงเงาที่ตกกระทบผ่านแมกไม้เข้ามายังพื้นผิวภายในซึ่งค่อยๆเปลี่ยนองศาในแต่ละช่วงของวันนั้นยังเปรียบเสมือนชิ้นงานศิลปะจากธรรมชาติที่ทำให้หัวใจรู้สึกได้ถึงความรื่นรมย์และเป็นมิตรตลอดวัน เมื่อมาถึง พนักงานจะคอยบริการเช็คอิน ยกกระเป๋า และขับรถไปจอดให้ จากนั้นก็นำเวลคัมดริ้งค์มาเสิร์ฟ เป็นน้ำตะไคร้หวานน้อย เพื่อเติมความสดชื่นให้กับแขกผู้มาเยือน เช็คอินเรียบร้อยแล้ว พนักงานจะพาเดินไปที่ห้องของเราโดยผ่านเหล่ากำแพงสีขาวที่ขนาบทางเดินพร้อมกับต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางทางเดิน ทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ห้องพักแบบแรกที่เราเข้าพักคือ Deluxe Seaview วิวสระน้ำและทะเลมาพร้อมระเบียงขนาดปานกลาง ชั้นสาม ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันมากๆ ขนาดห้องประมาณ 46 - 50 ตร.ม. ภายในห้องตกแต่งด้วยวัสดุที่หลากหลาย ทั้งไม้ ปูน หิน เหล็ก หวาย และผ้า โดดเด่นหัวเตียงทรง Arch โค้ง ห้องต่อมาเป็นห้อง Deluxe Beachfront มีวิวทะเลส่วนตัว มาพร้อมกับ Out-door Bathtub บนระเบียงขนาดใหญ่ พร้อมที่นั่งพักผ่อน ตั้งอยู่บนชั้นสอง ขนาดห้องประมาณ 50 ตร.ม. ซึ่งถือว่ากว้างมากๆ โดยในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันตามมาตรฐานโรงแรม 5 ดาว ห้อง Pool Villa Beachfront มีวิวทะเล มาพร้อมกับสระว่ายน้ำส่วนตัว มีอ่างอาบน้ำ ขนาดห้องประมาณ 90-120 ตร.ม. เราว่าห้องนี้มีเป็นส่วนตัวและใหญ่สุดๆ ไฮไลท์สำคัญของโรงแรมจริงๆเลยก็คือสระว่ายน้ำไซส์ใหญ่เบิ้ม ที่โดดเด่นอยู่กลางโรงแรม ซึ่งช่วยเชื่อมเอาประสบการณ์ทั้งหมดเข้าด้วยกันจากอาคารสู่ท้องทะเลทั้งในแง่ของตำแหน่งสระ และการดีไซน์รูปทรง โทนสี และอารมณ์ของน้ำ เราประทับใจการไล่เฉดสีฟ้าสดจากอ่อนไปเข้มด้วยขั้นบันไดที่ปูด้วยหินสีเทาอ่อนเป็นพิเศษ (ระวังสันบันไดบางขั้นมีความคมนะครับ - เราได้แจ้งทางโรงแรมไปแล้ว) เพราะมันทั้งเข้ากันกับสภาพแวดล้อม แต่ก็โดดเด่นในตัวเองไปพร้อมๆกัน ความร่มเย็นหลังพระอาทิตย์ตกดิน เมื่อแสงอาทิตย์เคลื่อนองศาไปตามช่วงเวลาของวัน mood ของโรงแรมก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน จากความสว่างสดใส ก็กลายเป็นแสงสีทองที่ soft สุขุมลงมา เพื่อย้ำเตือนว่าเวลาอีกหนึ่งวันกำลังจะหมดไปแล้ว กระทั่งความมืดมิดเริ่มเข้าปกคลุม ไฟวอร์มไลท์สีอุ่นตัดกับบรรยากาศฟ้ามืด ทำให้พื้นที่ว่างหลายจุดในโรงแรมจะกลายเป็น Space ที่เงียบสงบ เหมาะสำหรับให้ลูกค้าได้ใช้เวลาส่วนตัวนั่งคิดถึงเรื่องราวต่างๆ หรือในทางกลับกันนั้น พื้นที่ว่างนี้ยังสามารถใช้สำหรับจัดงานรื่นเริง หรืองานปาร์ตี้เล็ก ๆ กับ กลุ่มเพื่อน ซึ่งเป็นการใช้พื้นที่ว่างภายในโรงแรมเพื่อสร้าง space แห่งสีสันและความสนุกได้เช่นเดียวกัน WOODS Kitchen & Bar ห้องอาหารและบาร์ เป็นห้องอาหารหนึ่งเดียวในโรงแรม โดยตัวอาคารเป็นทรงกลมมีสองชั้นโดยชั้นแรกจะเสริฟเป็นอาหาร Thai และ International ที่มีการดัดแปลงส่วนผสมและการเลือกสรรวัตถุดิบท้องถิ่นมาปรุงอาหาร โดยแบ่งรูปแบบของอาหารเป็น 2 ส่วนคืออาหารกลางวัน Thai and Interna tional Favorites และ มื้อเย็นจะเสิร์ฟทาปาส เมนูซีฟู้ดกริลที่หอมเตะจมูกชวนรับประทาน เมื่อความสดของวัตถุดิบท้องถิ่นชั้นยอดได้มาพบกับรสมือของเชฟผู้ชำนาญ เมนูทั้งหมดจึงถูกรังสรรค์ขึ้นมาได้อย่างลงตัวโดยเชฟ Nelson Amorim จาก Il FUMO ส่วนชั้นที่สองก็จะเป็นบาร์ที่มีเครื่องดื่มให้เลือกหลากหลาย ให้เราได้ชิลกันบนดาดฟ้าชมวิวอ่าวไทยอันงดงามสุดสายตา ซึ่งที่นี่เพื่อนๆจะได้ลิ้มลองค็อกเทลแปลกใหม่ซึ่ง วาลาหัวหิน ได้ร่วมกับ Vesper ซึ่งเป็นบาร์ที่มีชื่อเสียงและติดอันดับ 11 ใน 50 บาร์ที่ดีที่สุดในเอเชีย นำวัตถุดิบในท้องถิ่นมารังสรรค์เป็นเครื่องดื่มสุดพิเศษ เช่น น้ำตาลโตนดแทนไซรัป โดยมี 8 เมนูค็อกเทลซิกเนอเจอร์ และอีก 12 เมนูทวิสต์ค็อกเทล เริ่มต้นมื้อเช้าที่ห้องอาหาร WOODS Kitchen อาหารเช้าที่นี่เป็นแบบบุฟเฟต์นานาชาติจัดเต็มมาให้เลือกเพียบ ตั้งแต่เมนูไทยๆอย่าง น้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวผัด หมี่ผัด ข้าวต้ม ไปจนถึงอาหารวิถีฝรั่งอย่าง ขนมปัง ครัวซองต์ สลัด น้ำผลไม้ สด ชา กาแฟ เมนูไข่สารพัดรูปแบบ ใครเป็น Breakfast lover ต้องถูกใจแน่นอน The Morning light at VALA อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งคือการตื่นเช้ามาชมดวงอาทิตย์ฉายรัศมีสีทองขึ้นจากทะเล ถ้าวันไหนฟ้าเปิดมากๆ จะสวยไม่แพ้ดวงอาทิตย์ตกเลยหล่ะ สรุปความประทับใจกับ VALA Hua Hin เรารู้สึกประทับใจกับการมาพักผ่อน 2 วัน 1 คืน โดยเฉพาะอัธยาศัยไมตรีของพี่ๆน้องๆพนักงานทุกๆส่วนที่ให้บริการจากใจทำให้รู้สึกผ่อนคลายเป็นกันเองมากๆ สิ่งต่อมาคืองานดีไซน์โรงแรมที่ทำให้ทุกมุมขึ้นกล้องราวกับอยู่ในนิตยสาร Condé Nast ถ่ายรูปได้ออกมาสวย เท่ หมดเลย ส่วนคุณภาพของเครื่องอำนวยความสะดวกทั้งภายในและภายนอกห้องพักก็ได้คะแนนเต็ม (ปล.เตียงนุ่มสบายและห้องกว้างมากกก) แต่เนื่องจากโรงแรมเพิ่งเปิดสดๆร้อนๆ อาจจะมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ต้องเก็บตกอยู่บ้าง ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ความเพอร์เฟ็คท์นั้นอยู่ในความไม่เพอร์เฟคท์นั่นเอง #Letshoparound FB/IG/TikTok: @hoparound.co YouTube: hoparound.co Website: www.hoparound.co
- Devasom Khao Lak เทวาศรม อาศรมแห่งทวยเทพ เขาหลัก พังงา
รีวิวโรงแรมเทวาศรม เขาหลัก พังงา เทวาศรม ผ่อนคลายทั้งกายใจในอาศรมแห่งทวยเทพ คงมีผู้วิเศษบางคนมาร่ายมนตร์ไว้แถวนี้แน่ๆ เพราะตั้งแต่เราเลี้ยวรถเข้ามายังรีสอร์ทหรูแห่งนี้ก็เหมือนกับว่าเราหลุดเข้ามายังอีกมิติหนึ่งที่ดูขลังแปลกตาและงดงามไปเสียทุกมุม ที่นี่ไม่เหมือนที่พัก 5 ดาวไหนๆเลย แต่ดูเหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในตำนานที่หายสาบสูญไป และบัดนี้ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งเพื่อต้อนรับแขกผู้มาเยือน คราวนี้มาพร้อมกับโปรโมชั่นที่ยากจะปฏิเสธซะด้วยสิ!! THE ARRIVAL การมาถึง เรารับรถเช่าที่สนามบินภูเก็ตตอนเกือบเที่ยงในราคาที่ถูกจนน่าตกใจ เราดีใจที่ได้อุดหนุนธุรกิจท้องถิ่นในยามยากลำบากเช่นนี้ ดูจาก Google Maps น่าจะใช้เวลาไม่เกินชั่วโมงครึ่งก็ขับถึงเทวาศรมแล้ว แต่นักกระโดดโลดเที่ยวอย่างเราย่อมอดไม่ได้ที่จะแวะกิน-แวะเที่ยว-เยี่ยมคาเฟ่ระหว่างทางไปเรื่อยๆ กว่าจะมาถึงรีสอร์ทก็ปาเข้าไปบ่าย 3 กว่าๆแน่ะ เรายังจำ Moment ที่เรามาถึงที่นี่ได้ดี แดดยามบ่ายกำลังทำมุมทแยงลอดช่องกระจกลายตารางบนบานประตูขนาดมหึมา แสงเงาตกกระทบเข้ามาต้อนรับเราอย่างอบอุ่นถึงล็อบบี้ ทุกอย่างช่างดูสวยงามละเมียดละไม ทั้งวิวลากูนธรรมชาติที่ไหลออกสู่ทะเลเบื้องหน้า รวมไปถึงอิฐหินดินไม้ที่ถูกมนุษย์ออกแบบมาให้โอบล้อมตัวเราด้วยความทะนุถนอมในโถงนั้น ต่างก็ช่วยกันกระซิบบอกเราว่า เราได้มาถึงแล้ว เทวาศรม...รีสอร์ทที่งดงามราวกับที่พักพิงของเหล่าเทวดาแห่งเขาหลัก คุณแจ็คกี้ Host ของเราพาเราเดินผ่านร้านขายของแต่งบ้านที่ดูมีความ Antique ตามสไตล์เทวาศรมซึ่งคัดสรรมาอย่างดี จนมาเจอกับฆ้องใบใหญ่ เราตีฆ้องให้เสียงก้องกังวานไกลเพื่อเป็นสัญลักษณ์บอกกล่าวถึงการมาถึง ก่อนจะก้าวผ่าน Devasom Gate ประตูไม้สักเก่าแก่ขนาดมโหฬารที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นประตูวังในรัฐกลางทะเลทรายแห่งหนึ่งในประเทศอินเดีย เบื้องหน้านั้นเป็นอุโมงค์อิฐที่พาเราเข้าสู่โซนชั้นในของรีสอร์ท ให้ความรู้สึกเหมือนกับเรากำลังเดินผ่านอุโมงค์ย้อนเวลาไปสู่ใจกลางของอารยธรรมโบราณแห่งนี้ กว่าจะมาเป็น Devasom เขาหลัก จากเทวาศรมแห่งแรกที่หัวหินซึ่งสร้างชื่อมานานกว่า 10 ปี สู่เทวาศรมแห่งที่ 2 ซึ่งถูกเนรมิตขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปีก่อนบนพื้นที่ถึง 18 ไร่ริมหาดทรายและลากูนที่สวยซึ้งตรึงใจ ณ เขาหลัก เนื้อที่เยอะขนาดนี้แต่มีห้องพักเพียง 69 ยูนิตเท่านั้น บอกได้เลยว่าสเปซล้นเหลือมากๆ ความขลังของที่นี่นั้นมาจากแรงบันดาลใจที่ต้องย้อนเวลากลับไปถึงยุคเส้นทางสายไหมทางทะเลเมื่อหลายร้อยปีมาแล้วเลยทีเดียว บรรยากาศที่นี่จึงแตกต่างจากรีสอร์ททั่วไปอย่างเห็นได้ชัด เอกลักษณ์ของเทวาศรมเขาหลักนี้ตั้งอยู่บนจุดกลมกล่อมในการผสมผสานความรุ่มรวยแห่งอารยธรรมโบราณของตะกั่วป่า จินตนาการของผู้ออกแบบ กับความเรียบง่ายสะดวกสบายแห่งปัจจุบันสมัย ออกมาเป็นสถานที่ที่ให้อารมณ์ที่นุ่มนวล เป็นมิตร และวิลิศมาหราในสัดส่วนที่พอดิบพอดี อาจจะมีการโปรยปราย Magic เพิ่มลงไปอีกนิดหน่อย ที่น่าทึ่งก็คือพนักงานได้กระซิบบอกเราว่าทั้งหมดนี้ดูแลการออกแบบโดยคุณอิศร์ เจ้าของเทวาศรมเอง และบางจุดก็ต้องสร้างแล้วทุบแล้วสร้างใหม่หลายครั้งกว่าจะออกมาเป็นหน้าตาแบบที่เราเห็น ฟังแล้วนึกถึงตอนที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 สร้างพระราชวังแวร์ซายเลยแฮะ Understated Luxury ในจำนวน 69 ห้องพักของเทวาศรมนั้น แบ่ง Room Types ได้เป็นหลายแบบเลย ทั้งแบบที่เป็นห้องและเป็นวิลล่า ทุกแบบนั้นเรียบหรูแบบ Understated ไม่โฉ่งฉ่าง เพื่อส่งมอบความสบายและเป็นความส่วนตัวให้กับลูกค้า ทุกแบบจึงมีสเปซที่กว้างขวาง เริ่มต้นที่ 54 ตร.ม.ไปจนถึง 430 ตร.ม.ที่มาพร้อมกับสระว่ายน้ำส่วนตัวยาว 17 เมตรเลยทีเดียว ในช่วงที่เราเข้าพักนั้นมีห้อง 3 แบบที่ยังพอว่างให้เราเข้าไปเก็บภาพมาอวดเพื่อนๆกัน Seaside Pool Paradise Suite ห้อง Type นี้อยู่ชั้นล่างติดกับผืนดินและผืนน้ำ เข้ามาครั้งแรกรู้สึกว้าวกับ Floor Plan และการตกแต่งห้องมากๆ แบ่งเป็น 4 โซนหลักที่เปิดทะลุถึงกันได้หมด เมื่อเปิดประตูห้องเข้ามา ทางซ้ายมือจะเป็นโซนลิฟวิ่งที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครันไม่ว่าจะเป็น โซฟา ทีวี ตู้เย็น มุมเครื่องดื่ม ลำโพงบลูทูธของ BOSE ฯลฯ เราใช้เวลาที่มุมนี้เยอะมากๆ เพราะสบายจริงๆ จะให้นอนบนโซฟาก็คงไม่ติด 5555 ฝั่งตรงข้ามเป็นโซนห้องน้ำที่ใหญ่โตโอ่อ่า สามารถเดินทะลุออกไปยัง Private Marble Pool ที่อยู่ในโซนระเบียงด้านนอกได้เลย เผื่อว่าเราออกไปเดินเล่นแล้วมีทรายติดเนื้อตัวมา ก็สามารถอาบน้ำล้างออกได้โดยไม่ต้องเดินผ่านโซนอื่นๆในห้องให้เลอะเทอะ มาถึงโซนห้องนอนพร้อมเตียง King Size เปิดม่านไปพบกับระเบียงสระส่วนตัวและวิวของลากูนที่ไหลลงทะเลอันดามัน ความว้าวคือมีอ่างอาบน้ำทรงสวยตั้งอยู่ข้างๆเตียงเลย ทำให้โซนนี้มีความ intimate มากกว่าห้องนอนปกติทั่วไปอีก 2.63 เท่าตัว (อันนี้เรากะแบบมั่วๆเองครับ 555) อย่างที่บอกว่าเลย์เอ้าท์ห้องแต่ละ Type นั้นไม่ธรรมดาจริงๆ เราสัมผัสได้ถึงความใส่ใจในรายละเอียดการออกแบบได้ในทันที Seaside Junior Suite with Jacuzzi อย่าให้คำว่าจูเนียร์ทำให้คุณคิดว่าห้องประเภทนี้เป็นห้องระดับรอง แม้ขนาดห้องจะเล็กกว่า แต่ลองดู Jacuzzi ที่ระเบียงนั่นเป็นไร ด้วยความที่อยู่ชั้นบนวิวจึงแกรนด์กว่าชั้นล่างเล็กน้อย เห็นทั้งคลองและชายหาด อารมณ์ความหรูหราก็ไม่ได้ด้อยลงไปกว่าห้อง Type อื่นเลย รู้สึกมั้ยว่านอนที่เทวาศรมแล้วเหมือนเราเป็นแขกของพระราชาในนิทานยังไงก็ไม่รู้ Beachfront Pool Villa ยกระดับความเป็นส่วนตัวขึ้นอีกนิดด้วยวิลล่าพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวที่มองออกไปเห็นวิวหน้าหาดได้เลย โซนลิฟวิ่งที่นี่เป็นเรือนเล็กๆแยกออกไปจากห้องนอนและห้องน้ำให้ความรู้สึก Exclusive มากยิ่งขึ้น เราสามารถนั่งๆนอนๆ อ่านหนังสือ ทำงาน ประชุมผ่าน Zoom อ้อยอิ่งอยู่ในวิลล่าของเราได้ทั้งวัน เบื่อๆก็แช่น้ำฮัมเพลงท่ามกลางความหรูหราใต้เงาต้นมะพร้าว หรือถ้าหิวก็เดินไปหาอะไรอร่อยๆกินได้ที่ Devasom Beach Grill แค่เพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว Instagrammable Everywhere สิ่งที่อาณาจักรสีงาช้างอมเทาแห่งนี้ไม่ขาดแคลนเลย ก็คืองานดีไซน์และความสวยงามของอาคารหลากรูปทรง รวมไปถึงทางเดินที่ทอดยาวท่ามกลางความเขียวขจีของต้นไม้ทรอปิคอลนานาชนิด ยืนหนึ่งเรื่องความโฟโต้เจนิค แชะมุมไหนดีมุมนั้น แม้ว่าทางพนักงานจะบอกเราว่าอยากให้แขกมาพักผ่อนมากกว่ามาถ่ายรูป แต่มันก็อดใจยากเหลือเกิน คำถามจึงไม่ใช่ว่ามีมุมไหนให้ถ่ายรูปบ้าง แต่คือจะทำยังไงให้หักห้ามใจหาจังหวะถ่ายรูปแต่พองาม เพราะเราก็ต้องให้เกียรติความเป็นส่วนตัวของแขกคนอื่นๆด้วยเช่นกัน นอกจากห้องพัก ห้องอาหาร สระน้ำและหาดทรายซึ่งเป็นจุดยอดนิยมแล้ว ที่นี่ยังมีห้องสมุด ห้อง Fitness ห้องดูแลเด็ก หอดูวิวและสปาด้วย ทั้งยังมีจุดบริการกิจกรรมอื่นๆอีกมากมายเพื่อเติมเต็ม Devasom Experience ให้กับลูกค้า Layout ของเทวาศรมจึงมีไดนามิค หลายมุม หลากอารมณ์ หากมองจากมุมนกแล้วจะเห็นว่าที่นี่มีการจัดวางอาคารที่ดูแกรนด์ราวกับเป็นพระราชวังในยุคโบราณจริงๆ 3 จุดถ่ายรูป ICONIC 1. ช่องตึกที่มีหน้าตาเหมือนซุ้มประตูรูปทรงแปลกตาด้านบนสุดของบันไดใกล้สปา ตรงนี้เรามักจะเห็นใครๆก็ชอบไปเล็งหามุมเท่ๆถ่ายรูปกัน 2. กำแพงขั้นบันไดบริเวณสระว่ายน้ำหลักของรีสอร์ท โดยเฉพาะในช่วงบ่ายๆเย็นๆจะมีเงาต้นมะพร้าวทอดลงมาทาบพอดิบพอดี เป็นดั่ง Invitation ให้หลายคนต่อคิวกันปีนขึ้นไปโพสท่าสวยๆเป็นที่ระลึกกันไม่ขาดสาย 3. ลากูนทาวเวอร์ (หวังว่าเราจะจำชื่อไม่ผิดนะครับ 555) หอคอยที่อยู่ถัดจากกำแพงขั้นบันไดขึ้นไปนั้นเป็นจุดชมวิวที่สวยหยด มองเห็นทั้งฝั่งคลอง (ลากูน) และทะเล โดยเฉพาะช่วงตะวันใกล้ตกดินนั้นแสงสวยงดงามจับใจมากครับ ทุกที่ที่เราเดินผ่านในโรงแรมสามารถถ่ายรูปได้ออกมาสวยหมดเลย โน้ตเอาไว้เลยว่า ตกเย็นเมื่อไหร่ให้ไปที่ชายหาด เอ...ที่จริงไม่ต้องโน้ตก็ได้นะครับ เพราะฟ้าทั้งผืนจะโดนแสงตะวันที่กำลังจะจมอันดามันเคลือบให้เป็นสีทองเหลือบฟ้า-ส้ม-ชมพู ซึ่งจะมีพลังดึงดูดทุกคนให้มารวมตัวกันที่หน้าหาดโดยไม่ได้นัดหมายอยู่แล้ว สวยหยาดเยิ้มเหมือนมีใครเอาน้ำผึ้งมาราดฉาบฟิลเตอร์ไว้ ทุกอย่างใน Scene จะอร่ามไปด้วยแสงสีทอง ยิ่งมีฉากหลังเป็นอาคารสวยๆของเทวาศรมแล้ว ยิ่งทำให้ภาพถ่ายดูแพงยิ่งขึ้นไปอีก Lagoon Tower เป็นอีกจุดที่เราแนะนำให้ขึ้นไปชมวิวพระอาทิตย์ตก คอนเฟิร์มว่าสวยจับใจจริงๆ สีทองเหลือบชมพูของท้องฟ้าเหนือทะเลอันดามันที่เป็นฉากหลังให้กับอาคาร Devasom Beach Grill และสระว่ายน้ำนั้นจะอยู่ในความทรงจำเราไปอีกนานแสนนาน รับประทานมื้อเย็นกันที่ห้องอาหาร Takola All Day Dining "ตะโกลา" คือชื่อดั้งเดิมของ "ตะกั่วป่า" เมืองท่าสำคัญตั้งแต่โบราณกาลซึ่งปัจจุบันก็คือชุมชนที่เป็นที่ตั้งรีสอร์ทแห่งนี้นั่นเอง ที่นี่เสิร์ฟอาหารพื้นบ้านที่ปรุงด้วยรสมือพิถีพิถันจนได้รางวัล Bib Gourmand จาก Michelin มาแล้ว เราจึงถือโอกาสไปเปิบพิศดารกับเมนูแนะนำของทางห้องอาหาร บอกเลยอร่อยจนพุงกาง ยิ่งได้นั่งทานในบรรยากาศที่ตกแต่งสวยงามแบบนี้ก็ยิ่งทำให้อัพเลเวลความดีงามขึ้นไปอีก และนี่ก็คือเมนูทั้งหมดที่เราได้ลิ้มลองนะครับ เริ่มตั้งแต่แกงปูใบชะพลูเสิร์ฟพร้อมหมี่หุ้น (รสชาตินัวกลมกล่อมมากๆ ปูก็สดหวานมากเช่นกัน) น้ำพริกตะโกลา หรือน้ำชุบหยำปักษ์ใต้เสิร์ฟพร้อมกับเครื่องเคียงครบเซ็ต (จัดจ้าน กลิ่นกะปิหอมเตะจมูกเลย กุ้งเสียบที่โรยมาก็กรอบอร่อยจริงๆ) แกงเหลืองปลากะพง (เผ็ดร้อนถึงเครื่องแบบไม่หวงภาพรีสอร์ทหรูเลย) หมูฮ้อง (เปื่อยนุ่มหอมเครื่องเทศหวานเค็มพอดี รู้ตัวอีกทีก็ลืมอ้วนไปแล้ว) กุ้งผัดกะปิ (กุ้งแชบ๊วยนุ่มเด้งผัดกับกะปิพังงาฮ๊อมมม..หอม แถมยังใส่ยอดมะพร้าวอ่อนและต้นกระเทียมลงไปผัดด้วยกันอีก) กับข้าวทั้งหมดถูกทำให้เลิศรสขึ้นไปอีกเมื่อทานคู่กับ "ข้าวดอกข่า" ข้าวพันธุ์พื้นเมืองเฉพาะถิ่นพังงา ปิดท้ายด้วยของหวานคลาสสิคอย่างบัวลอย 5 สีธรรมชาติจากฟักทอง อัญชัน มันม่วง ใบเตย และแครอท โดดเด่นด้วยกะทิคั้นสด หอมหวานมันถึงใจสุดๆ รสชาติแตกต่างจากกะทิกล่องที่ชาวกรุงคุ้นเคยแบบคนละ League เลย ลงสระ-แช่อ่างก่อนนอน ด้วยความอิ่ม (และอืด) จากดินเนอร์รสจัดจ้านสำรับพื้นบ้านที่การันตีด้วย Michelin พอถึงห้อง เราก็แวะเปิดน้ำร้อนเติมลงอ่างในห้องนอนเอาไว้ ก่อนตัดสินใจเปลื้องผ้าลงไปแหวกว่ายในสระหินอ่อนส่วนตัวที่ระเบียงเสียหน่อยเผื่อจะช่วยให้อาหารย่อยได้ดีขึ้นบ้าง และก็ช่วยได้จริงๆด้วยแฮะ น้ำในสระนั้นอุ่นกำลังดี เราจึงว่ายเพลินอยู่พักใหญ่จนหายแน่นพุงเลย เราโรยเกลือแช่ตัวลงไปในอ่างอาบน้ำ เพื่อคลายความเหนื่อยล้า (จากการ Overindulged มาทั้งวัน... ใช่แล้วครับ เราแก้ปัญหานี้ด้วยการ Indulge ตัวเองทับเข้าไปอีก 555) จากนั้นจึงเติมน้ำมันที่แปรสภาพเป็นน้ำนมลงไปอีกนิดเพื่อบำรุงผิวที่โดนแดดมาทั้งวัน คืนนี้นอนหลับสบายแน่ๆ Breakfast at Takola กลับมาที่ห้องอาคาร Takola อีกครั้งในตอนเช้า คราวนี้อารมณ์ทุกอย่างเปลี่ยนไปจากเดิมเหมือนอยู่คนละที่ จากความ Local ก็กลายเป็นความ Inter มากขึ้นด้วยรายการเบรคฟัสต์ที่มีให้เลือกเยอะมากจนกินไม่หวาดไม่ไหวทั้งคาวหวาน ไม่ว่าจะเป็นเมนูฝรั่ง เอเชีย ขนมจีน ไข่ปรุงหลากหลายแบบ ชีส แฮม เบค่อน ผักสลัด ผลไม้ ซีเรียล มูสลี่ โยเกิร์ต วาฟเฟิ่ล แพนเค้ก ขนมปัง ครัวซองต์ น้ำผลไม้ ชา กาแฟ โกโก้ทั้งร้อนเย็นชงให้ใหม่เลย แถมพนักงานก็เทคแคร์ดีเหลือเกิน ถามตลอดว่าจะเอาอะไรเพิ่มมั้ย เราแอบอยากสั่งกระเพาะเพิ่มอีกซักหนึ่งอันจะได้กินได้ครบทุกอย่าง กิจกรรมปั่นจักรยาน ถนนโค้งที่ลัดเลี้ยวตัดกับทิวมะพร้าว 2 ข้างทางนั้นถ่ายรูปสวยอย่าบอกใคร เราแอบเห็นหลายคนมาเล่น Surf Skate ตามกระแสนิยม แต่เราไม่ได้เตรียมมา ก็เลยใช้บริการขอยืมจักรยานจากทางรีสอร์ทมาปั่นเล่นตามอัธยาศัย ปั่นพอได้เหงื่อ (และได้รูป) ก็วกกลับไปพักผ่อนในแอร์เย็นฉ่ำที่ห้องสักพัก ก่อนจะไปลองเล่นกิจกรรมทางน้ำและทานมื้อกลางวันที่ห้องอาหาร Beach Grill Water Activities ใครใคร่พายเรือพาย ใครใคร่พายแพดเดิ้ลบอร์ดก็พายได้เช่นกัน ด้วยความที่ที่นี่มีทั้งคลองและทะเล จึงทำให้เราเลือกกิจกรรมได้ตามความชอบเลย น้ำในคลองค่อนข้างนิ่งและตื้น จึงเพอร์เฟ็คสำหรับมือใหม่ที่ยังกล้าๆกลัวๆกิจกรรมทางน้ำอยู่ แต่ถ้าใครไม่ถนัดจริงๆ แค่มาหามุมโพสต์ท่าถ่ายรูปก็เท่แล้ว เราชอบวิวเนินทรายของที่นี่จัง ได้อารมณ์ Exotic ไปอีกแบบ ประหนึ่งเดินเล่นอยู่ในทะเลทรายแถว Arizona ก็ไม่ปาน มื้อเที่ยงที่ห้องอาหาร Devasom Beach Grill มื้อนี้ขอปรับ Mood มาเป็นโทนเมดิเตอเรเนียนนิดนึงครับ อาหารทะเล พิซซ่า พาสต้าต้องมา ห้องอาหาร Devasom Beach Grill นี้ได้รับรางวัล Michelin Plate ซะด้วย การันตีว่าใช้วัตถุดิบจากแหล่งคุณภาพแน่นอน ทั้งกุ้ง หอย หมึก ปูจัดกันมาแน่นโต๊ะ เราแกะกุ้งจิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บ (อ้าว! ไหนว่าเมดิเตอเรเนียน? 555) กันจนมือเลอะไม่เกรงใจใครเลย ไหนๆมือเลอะแล้วขอหยิบพิซซ่าหม่ำต่อเลยก็แล้วกัน Pizza Prociutto di Parma ถาดนี้ดีงาม เพราะใช้วัตถุดิบจากต้นกำเนิดแท้ๆเลย อย่างที่รู้กันว่า Prosciutto di Parma หรือที่คนไทยนิยมเรียกกันว่าพาร์ม่าแฮมนั้นมีความพิเศษหลายอย่าง ของแท้ต้องมีตรา Parma Crown ประทับอยู่ที่น่องแฮมด้วย และที่สำคัญต้องผลิตที่เมือง Parma เท่านั้น จริงๆแล้วตอนเดินเข้ามาเราแอบเห็นเตาปิ้งย่างอันเบ้อเร่อและเตาพิซซ่าทรงอิตาเลียนแท้ๆที่หน้าทางเข้าก็เลยมั่นใจว่าพิซซ่าต้องอร่อยแน่ๆเลย ตัดเลี่ยนนิดนึงด้วย Devasom Citrus Salad สลัดสไตล์เมดิเตอเรเนียนที่แน่นไปด้วยผักปลอดสารพิษและเนื้อส้ม โรยด้วยเฟต้าชีส ราดด้วยน้ำสลัดที่เคี่ยวมาจากซอสส้มแมนดารินทำให้สดชื่นเปรี้ยวหวานกลมกล่อม ส่วน Spaghetti alle Vongole หรือสปาเก็ตตี้ผัดหอยลายก็หมดภายในเวลาอันรวดเร็ว ตบท้ายด้วยทีรามิสุและกล้วยหอมทอดเป็นอันครบสูตรคาวหวาน Devasom Spa | Wellness ถ้าเราจะชมว่าสปาที่นี่สวยมากๆ หวังว่าเพื่อนๆคงไม่เลี่ยนไปซะก่อนนะครับ เพราะเค้าสวยจริงๆ มีทั้งมุมอลังการ และมุมไพรเวทที่สงบเงียบ ที่โดดเด่นก็คือเรือนนวดกลางน้ำซึ่งเราแอบเห็นแว๊บๆจากด้านนอก พอได้เข้ามาสัมผัสจริงๆก็เหมือนกับภาพที่หลุดออกมาจากนิตยสาร Condé Nast ยังไงยังงั้นเลย ล่าสุดสปาที่นี่ยังเพิ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสปาโรงแรมที่ดีที่สุดจาก The Luxury Editor UK อีกด้วย เมนูสปาที่นี่มีให้เลือกหลากหลายตามความต้องการของเราเลยครับ ตั้งแต่การนวดไทยและน้ำมันอโรมาเธอราปีที่เราคุ้นเคย ไปจนถึงการปรับสมดุลพลังงานในร่างกายด้วยการใช้หินสีต่างๆวางตามจุดจักระและนวดด้วยวิธีเฉพาะที่เป็น Signature ของเทวาศรม ส่วนเราเลือกการขัดผิวด้วยสครับ/มาสก์มะพร้าว ปรับผิวที่หยาบกร้านให้เนียนนุ่มก่อนจะนวดด้วยน้ำมันมะพร้าวอุ่นร้อนซึ่งช่วยบำรุงตั้งแต่รากผม และผ่อนคลายไปจนถึงฝ่าเท้าเลยล่ะครับ Main Pool พอแดดร่มลงตก หลายชีวิตก็เริ่มมาจับจองเตียงรอบๆสระสีฟ้าอ่อนๆ พร้อมจิบเครื่องดื่มเย็นๆ อวดหุ่นสวยในชุดว่ายน้ำและลงไปจุ่มน้ำคลายร้อนเป็นครั้งคราว เราชอบสระของที่นี่เพราะดีไซน์สวยเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะไอเดียการแบ่งโซนด้วยทางเดินเส้นเล็กๆที่ตัดผ่านให้คนสามารถเดินข้ามไปมาได้ ได้ทั้งประโยชน์ และความน่าสนใจไปพร้อมๆกัน และด้วยโลเคชั่นที่ตั้งอยู่ติดหาด ทำให้เรารู้สึกถึงความต่อเนื่องกับทะเล และในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าได้มีพื้นที่หลบมุมปลอดภัยเวลาเล่นน้ำด้วยเช่นกัน Beach Life Experience ไหนๆก็มาที่เทวาศรมแล้ว เราก็อยากได้ประสบการณ์ Beach Life ที่น่าจดจำขึ้นไปอีกขั้น ทางรีสอร์ทเสนอว่ามีแพคเก็จปิกนิกริมหาดให้เลือกได้ 2 แบบ อันแรกคือ Beach Picnic (2,800 บาท/2 คน) ทางเทวาศรมยกเต๊นท์มาตั้งจองพื้นที่ส่วนตัวริมหาดให้เราโดยเฉพาะเลย แถมจัดเซ็ตตะกร้าปิกนิก เวลคัมดริ้งค์ น้ำดื่มสปาร์คลิ่ง คานาเป้ ของว่าง ของหวาน และผลไม้ ไปจนถึงอุปกรณ์เสื่อชายหาด ผ้าเช็ดตัว และบอดี้บอร์ดให้ลงไปเล่นกับคลื่นทะเลได้ด้วย ส่วนแบบที่สองจะเป็นเซ็ตเล็กลงมาหน่อย เรียกว่า Beach Life Signature Set (1,400 บาท/2 คน) และความเล็กก็มีประโยชน์นะครับ เพราะทำให้เราสามารถเลือกได้ว่าอยากให้ทางรีสอร์ทจัดที่ชายหาด ที่ริมสระ หรือที่ห้องพักเลยก็ได้ เซ็ตนี้มาพร้อมกับผ้าปูรองนั่งน่ารักๆ พร้อมกับ Prosecco หรือ Cocktail ตามด้วยน้ำแร่ San Pelligrino โดยมีของว่างกรุบกริบไว้ให้แกล้ม Prosecco ด้วย ทั้งชีส ซาลามี ถั่วต่างๆ และผลไม้หลากสีเสียบไม้เรียงมาสวยๆเลย Beach Picnic Set จัดมาพร้อมกับบอดี้บอร์ด ผ้าเช็ดตัวสำหรับพร้อมลงเล่นน้ำกันเลย Beach Life Signature Set เซ็ทเบาๆ ดื่มด่ำกับบรรยากาศแบบส่วนตัว แค่สองเรา ต่อด้วยเล่นบอดี้บอร์ดเบาๆ แต่ที่เบากว่าเราน่าจะเป็นคลื่นในทะเล 5555 ตอนเราไปคลื่นเบาจนแทบไม่มีอะไรให้โต้เลย มือใหม่อย่างเราก็เอาแต่จมมากกว่าลอย เลยปรับกลยุทธ์นิดหน่อย ถือถ่ายเท่ๆไปก่อนก็แล้วกันเนอะ โพสต์นี้เราขอลาเพื่อนๆไปพร้อมกับ Sunset อันเลอค่าที่เทวาศรมก็แล้วกันนะครับ ก่อนไปขอฝากเพจฮ็อปอะราวนด์ของเราทั้งสองคนไว้ด้วยครับ สัญญาว่าจะผลิตคอนเทนท์ดีๆให้เพื่อนๆได้ติดตามกันบ่อยๆ ถ้าชื่นชอบก็คอมเม้นต์กันได้เลย จะเป็นกำลังใจให้เรามากๆครับ ทริปหน้าเราจะพาไป #hop ที่ไหนก็ติดตามกันต่อยาวๆได้เลยครับ #LetsHoparound to see the world together. FB/IG: @ hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co
- The Standard Hua Hin เดอะ สแตนดาร์ด หัวหิน โรงแรมหรูในหัวหิน ไฮแอท Say HAY to The Great Outdoors พบปะ แฮงเอาท์ นั่งเล่นกับเอาท์ดอร์เฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ใหม่ล่าสุดจาก HAY
Say HAY to The Great Outdoors พบปะ แฮงเอาท์ นั่งเล่นกับเอาท์ดอร์เฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ใหม่ล่าสุดจาก HAY #TheStandardHuaHinxHAY เพื่อนๆคิดถึงการได้พบปะผู้คน และใช้ชีวิตกลางแจ้งกันบ้างไหมครับ ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาเราต้องอยู่ในโหมดระวังตัวขั้นสุด ระยะห่างก็ต้องเว้น หน้ากากก็ต้องใส่ บางช่วงยังต้องกักตัวอยู่แต่ในบ้านอีก แต่วันนี้มาตรการหลายอย่างเริ่มผ่อนคลายลง ประจวบเหมาะกับการเวียนกลับมาอีกครั้งของฤดูกาลแห่งการเที่ยวทะเล และ HAY แบรนด์ของแต่งบ้านเก๋จัดจากเดนมาร์คก็ได้ฤกษ์เปิดตัวดีไซน์ใหม่ล่าสุดของชุด Outdoor Furniture ในซีรีส์ Palisade Park และ Balcony อันโด่งดังที่หาดหัวหินพอดีเลย ขอสปอยล์ก่อนเลยว่าน่ารักมากๆครับ นอกจากเราจะได้มาชมเฟอร์นิเจอร์สวยๆก่อนใคร ใน Setting แสนชิคคูลของโรงแรมที่ได้ชื่อว่า “เทรนดี้” ที่สุดโรงแรมหนึ่งในขณะนี้แล้ว เรายังได้พูดคุยทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆหลายคนเลยครับ งานนี้เราต้องขอขอบคุณทั้ง Norse Republics ผู้นำเข้าแบรนด์ HAY และโรงแรม The Standard Hua Hin ที่ให้เราได้มีส่วนร่วมในอีเว้นต์ดีๆแบบนี้นะครับ เพื่อนๆที่มีแพลนจะไปหัวหิน เราอยากให้แวะเข้าไปทดลองนั่งและโพสต์ท่าถ่ายรูปกับเฟอร์นิเจอร์น่ารักๆที่ The Standard Hua Hin ดูนะครับ งานนี้มีจนถึง 16 พฤษภาคม 2565 เลย ขออนุญาตเล่าสั้นๆเกี่ยวกับงานดีไซน์ตัวม้านั่งระดับ Iconic ของซีรีส์ Palisade Park กันนิดนึงนะคับ เพราะเป็นซีรีส์โปรดของเรา คำว่า Palisade (ปา-ลิ-สาด) นั้นแปลว่ารั้วในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้สองพี่น้อง Bouroullec ออกแบบม้านั่งในซีรีส์นี้ให้มีลักษณะเป็นซี่ๆ โดยในปีนี้ผู้ออกแบบเน้นความโค้งของตัวม้านั่งที่สามารถนำมาวางต่อกันจนเกิดเป็นรูปทรงใหม่ๆได้ดั่งจินตนาการตามลักษณะของแต่ละพื้นที่ที่ต่างไป นับเป็นการออกแบบที่เรียบง่ายแต่ไม่ธรรมดา วางตรงไหนก็สวยไปหมด เพราะเข้าได้กับแทบทุกสภาพแวดล้อม ใครกำลังจะไปหัวหิน อย่าลืมแวะไปลองนั่งกันน้า แต่หากไม่สะดวกก็สอบถามที่ LINE Official Account @norse_republics ได้เช่นกันครับ #LetsHoparound #HuaHin #thestandardxHay #thestandardhuahin #NORSErepublics #NORSEexperience #HAYthailand
- RELO' The Urban Escape - Hua Hin รีโล่ - รีโลเคทสู่ความสุขริมหาดหัวหิน
การได้เคลื่อนย้ายไปที่ต่างๆ นั้นช่วยเติมพลังชีวิตให้กับเราอย่างปฏิเสธไม่ได้ เพียง 2 ชั่วโมงครึ่งจากกทม. เราก็มาถึง RELO' (รีโล่ ดิ เออเบิ้ลเอสเคป) โรงแรมที่สดใสทว่าอบอุ่นแห่งใหม่บนหาดที่เป็นส่วนตัวในหัวหิน โรงแรมแห่งนี้เกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์คนชอบเคลื่อนย้ายไปหาความสุขจากการพักผ่อนโดยเฉพาะ เราขอ Spoil ก่อนเลยว่าที่นี่เน้นห้องพักกว้างขวาง (ห้องที่เรานอนขนาด 80 ตร.ม.!) ตกแต่งใหม่หมด เสิร์ฟอาหารดีงามทั้งรสชาติและหน้าตา ที่สำคัญคือหาดตรงนี้สงบ สะอาด สวยงามกว่าหลายๆจุดในละแวกเดียวกัน THE ARRIVAL การมาถึง หัวหินนั้นเพอร์เฟคท์สำหรับคนที่อยาก Relocate ตัวเองมารับพลังใหม่ๆแต่มีเวลาไม่มาก เพราะขับรถแป๊บเดียว แวะทานข้าว จิบกาแฟระหว่างทางยังไม่ทันหายอิ่มก็มาถึงซะแล้ว เราเลี้ยวรถก่อนถึงอุโมงค์สนามบินเข้ามาเจอกับอาคารโรงแรมที่ให้อารมณ์กระปรี้กระเปร่าจากสีน้ำเงินแซมเหลือง โดยนำมา Contrast กับความเบาสบายของสีขาวและงานไม้ เรียกได้ว่าเป็นเสน่ห์อย่างแรกที่เห็นได้ทันทีของ RELO' ที่สามารถนำความเป็นวัยรุ่นกับความโฮมมี่มาไว้ด้วยกันได้พอดิบพอดี เรามัวแต่พินิจพิเคราะห์รายละเอียด Exterior ของตัวตึกอยู่พักใหญ่ พอเข้า Lobby ปุ๊ปก็พบว่าทั้ง GM และ PR ของโรงแรมนั้นมารอให้การต้อนรับเราอย่างดีมากๆ (ขอขอบคุณอีกครั้งมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ) ระหว่างรอเช็คอิน ทางโรงแรมก็เสิร์ฟน้ำ Blue Hawaii หวานซ่าชื่นใจเป็น Welcome Drink และสังเกตเห็นว่าพนักงานที่ RELO' นั้นมี Service Mind ที่ดีมากกันทุกคน ส่วนบรรยากาศของ Lobby นั้นก็เปิดโล่งโปร่งสบาย วิวทะเลสีฟ้าพร้อมคลื่นระลอกเล็กๆสีขาวเบื้องหน้าช่วยยกระดับความรู้สึกผ่อนคลายขึ้นไปอีกหลายเลเวล และแล้วกระบวนการ Relocate สู่ชะอำ-หัวหินของเราก็สำเร็จเรียบร้อยด้วยความราบรื่น ก่อนที่เราจะพาไปชมห้องพักของเรา ขอ #hop พาไปดูห้องพักพิเศษอื่นๆของ RELO' แบบย่อๆกันก่อนนะครับ ที่นี่มีห้องพักทั้งหมด 54 ห้อง แบ่งเป็น 9 Room Types เราจะไปพาชม 3 แบบที่เจ๋งๆกัน Suite Villa Beachfront - Private Pool Villa แบบพิเศษซึ่งมีเพียงหลังเดียวในโรงแรม แน่นอนว่าพื้นที่ห้องนั้นกว้างขวางใหญ่โต (160 ตร.ม.) ประกอบไปด้วย 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ (มีอ่างกลมด้วย... เย้!) มาพร้อมกับสระส่วนตัวและ Rooftop สำหรับ Hangout แบบชิลล์ๆ และด้วยพิกัดที่อยู่ติดหน้าหาด ก็เลยได้วิวทะเลแบบใกล้ชิดเต็มๆ Utmost Executive Suite Sea View ชื่อ Utmost ก็บอกอยู่แล้วว่าห้องนี้คือที่สุด มีห้องเดียวในโรงแรมอีกเช่นกัน ด้วยพื้นที่ 225 ตร.ม. เท่ากับบ้านกว้างๆหลังนึงเลย เหมาะกับการพาทั้งครอบครัวหรือแก๊งเพื่อนมา Relocate ด้วยกันเพราะรองรับได้ถึง 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ พร้อมอ่างอาบน้ำ และมีระเบียงพร้อมโต๊ะ-เก้าอี้ชุดใหญ่ให้ออกไปรับพลังทะเลได้แบบ Unlimited ตลอด 24 ชั่วโมงเลย Villa - Access Pool นี่คือห้องของเราในทริปนี้ เรา 2 คนแชร์พื้นที่ 80 ตร.ม.กับแบบเหลือๆ หารสองแล้วยังได้คนละ 40 ตร.ม. ใหญ่กว่าคอนโด 1-Bedroom ในกทม.หลายๆที่เสียอีก บรรยากาศในห้องยังคงรักษาคอนเส็ปต์เดียวกับภายนอกของตัวอาคารคือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความ Young และความ Cozy กลายเป็นความอบอุ่นที่ทันสมัย ด้วยความที่เราทราบมาว่า RELO' รีโนเวทมาจากโรงแรมก่อนที่เปิดมาเป็นเวลา 10 กว่าปี ก่อนเดินทางเราจึงไม่ได้คาดหวังว่าห้องจะสวยน่าอยู่เบอร์นี้ ต้องยอมรับจริงๆว่าห้องของเราสวยกว่าที่คิดมาก ภายในห้องนั้นมีมุมให้นั่งๆนอนๆเอกเขนกหลายจุด แต่เราชอบห้องน้ำเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผนังหินที่มีลายเหมือนดวงตาที่จ้องมองมาที่อ่างอาบน้ำขณะที่เราแช่ตุ๊บป่องอยู่ในนั้นพอดี 555 อ้อ! อีกอยากที่ชอบมากๆก็คือผลิตภัณฑ์อาบน้ำ-สระผมของ ERB ที่นอกจากจะหอมฟุ้งแล้ว ยังบรรจุมาในขวดสีชาวาดลายเส้นสีขาวน่ารักมากๆ ถูกจริตเราเลย สระว่ายน้ำกึ่ง Private และดาดฟ้าส่วนตัว ด้านนอกของ Villa เราก็ดีงามไม่แพ้ด้านใน เพราะจากระเบียงเราก็สามารถเดินลงสระน้ำระบบน้ำเกลือกึ่งส่วนตัวได้เลย ที่ต้องใช้คำว่า "กึ่งส่วนตัว" นั้นก็เพราะว่าเป็นสระที่แชร์กันเฉพาะวิลล่า 4 หลังที่อยู่ใกล้กันตรงนี้ ข้อดีก็คือเราจะได้สระขนาดใหญ่ขึ้น และถ้ามากันเป็นกลุ่มใหญ่ก็สามารถเหมาวิลล่าทั้ง 4 หลัง เท่ากับว่าได้โซนนี้และสระทั้งสระเป็นของเราเองทั้งหมด หากไม่อยากลงน้ำ วิลล่าของเราก็มีดาดฟ้าส่วนตัวให้ขึ้นไปนั่งอ้อยอิ่งรับพลังฮอลิเดย์แบบไม่ต้องเผื่อแผ่ใคร ทานมื้อเย็นกันที่ห้องอาหาร GOAT ห้องอาหาร GOAT นี้ไม่ได้เสิร์ฟแค่เนื้อแพะ แต่เป็นชื่อที่ย่อมาจาก Greatest Of All Time (คนคิดชื่อครีเอทิฟดีจริงๆ) ถ้าจะกล้าตั้งชื่อขนาดนี้แล้ว เราก็ต้องขอชิมกันซักหน่อยว่าห้องอาหารที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลจะดีขนาดไหนน้า โอ้...คำแรกคือเราเซอร์ไพรซ์มากก จานแรกเป็นเนื้อแพะตามคอนเส็ปต์ GOAT ซึ่งทางร้านได้ไปดีลกับฟาร์มที่เค้าเลี้ยงแพะแบบออแกนิคเลย ปรุงออกมารสชาติดีมากไม่มีกลิ่นแพะเลย น่าจะเป็นที่รู้กันดีว่าปกติเมนูอาหารในโรงแรมทั่วๆไปจะค่อนข้าง Play Safe แต่เชฟของ RELO' นั้นรังสรรค์ทุกจานออกมาได้อย่างมีคาแรคเตอร์ทั้งรสชาติและหน้าตา บางจานดูดีราวกับเรากำลังนั่งทานอาหารในรายการ Master chef เลยแหละ นอกจากเนื้อแพะแล้วยังมี Seafood ที่คัดสรรมาอย่างดีทั้งปลา กุ้ง หมึก และตบท้ายด้วย Brownie โปะไอติมเป็นของหวานง่ายๆแต่อร่อยถูกใจ ที่ GOAT ก็เป็นอีกครั้งที่เราประทับใจกับการบริการของพนักงาน เราสัมผัสได้ถึงความใส่ใจของทุกคน อยู่ใกล้ๆแล้วรู้สึกได้ว่าเค้าอยากให้เราได้รับประสบการณ์ที่ดีจาก RELO' จะได้บันทึกความสุขไว้ในความทรงจำหลังจากกลับบ้านไป ต้องขอบคุณสำหรับการดูแลอย่างดีอีกครั้งครับ Tempura Sea bass with Deconstuctive Hormok 300.- ห่อหมกแบบฟิวชั่น เอาปลาไปทำแบบเทมปุระ เสิร์ฟมาพร้อมกับซอสห่อหมกแล้วก็มีโฟมกะทิผสมมะพร้าวคั่ว GOAT Tenderloin 550.- เป็นแพะออกแกนิคชั้นเยี่ยม ดีลกับฟาร์มเลี้ยงแพะที่ปล่อยให้แพะหากินเอง เลาะเอามาเฉพาะเนื้อสันในส่วนที่นุ่มที่สุด เสิร์ฟมาพร้อมกับซอสเรดไวน์เคี้ยวกับกระดูกแพะ ทานคู่กับเครื่องเคียงที่เป็นมะเขือที่นำไปเผาแล้วนำมาบดผสมกับทรัฟเฟิล ใครที่ชอบทานเนื้อนุ่มๆกับเห็ดทรัฟเฟิล จานนี้ A MUST!! Grilled Beef Salad 250.- สลัดเนื้อย่างนุ่มๆ ราดด้วยซอสเสาวรส Signature Menu GOAT Dumpling 280.- เป็นเกี๊ยวซ่าด้านในเป็นไส้แพะตุ๋น เสิร์ฟพร้อมซอสไวน์แดง เพิ่มความสดชื่นด้วยซาวครีม ราดซอสโคชูจัง เพิ่มเท็กเจอร์ด้วยเท็มปุระเห็ด และโรยด้วยผักชี Grill Sea bass with Sao Wa Ros 300.- ปลากะพงสด นำไปย่างเสิร์ฟกับมันบดผสมกับเห็ดทรัฟเฟิลแล้วก็เพิ่มความสดชื่นด้วยเสาวรสและโฟมกะทิ Day'n Night - Grilled Squid 330.- เป็นปลาหมึกย่างเสิร์ฟพร้อมกับสควิดอิงค์ไอโอลี่แบบอิตาเลี่ยนผสมกับหมึกและมีน้ำจิ้มซีฟู๊ดเพิ่มความแซ่บ Soup Sao Wa Ros Sea bass & White Prawn 230.- เมนูนี้เชฟอินสปายมาจากแกงคั่ว ส่วนผสมเป็นพริกแกง เสาวรส กะทิ ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวที่หมักจากสมยูสุ เสิร์ฟมาพร้อมปลากะพงย่างและกุ้งย่าง ข้างบนจะท็อปด้วยโฟมกะทิที่เคี่ยวกับเปลือกกุ้ง เพิ่มความสดชื่นด้วยส้มโอ Brownie with Vanilla Ice cream 190.- ปิดท้ายด้วยของหวานเป็นบราวนี่และไอกรีมวนิลลา ต้อนรับวันใหม่กับตะวันดวงเดิม หาดที่ RELO' ตั้งอยู่นั้นหันหน้ารับทิศตะวันออกพอดี หมายความว่าตอนเช้าเราก็จะเห็นวิวพระอาทิตย์ลอยขึ้นจากทะเลชัดเจนเลย ตอนกลางคืนเราก็เตรียมตั้งนาฬิกาปลุกไว้แล้วแหละ แต่ดั๊นนน...ตื่นขึ้นมาก่อนเสียอีก น่าจะเพราะตื่นเต้นกลัวไม่ได้เห็นตะวันลอยพ้นน้ำ แม้ในวันที่เราไปบรรยากาศจะอึมครึมซักหน่อย แต่อากาศแบบนี้ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ ทำให้เรารู้สึกถึงความอุ่นที่อบอวลอยู่ในใจบอกไม่ถูก แต่ก็นั่นแหละเนอะ เรายังไม่เคยไม่ชอบพระอาทิตย์ขึ้นที่ไหนเลย มันเป็นเหมือนสัญญาณที่บอกว่าโอกาสใหม่ของชีวิตได้มาถึงอีกครั้งหนึ่งแล้ว จัดหนักกับมื้อเช้าที่ห้องอาหาร GOAT (อีกครั้ง) ห้องอาหารเดิมแต่บรรยากาศไม่เหมือนเดิม ความเบรคฟัสต์ย่อมต่างจากความดินเนอร์เป็นธรรมดา และ GOAT ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง อาหารที่นี่มีให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ขนมปัง สลัด เอ้กเบเนดิกท์ ข้าวต้ม ผลไม้ โยเกิร์ต ชา กาแฟ น้ำผลไม้ แต่ที่เราชอบมากที่สุดคือ หมี่ผัดฮกเกี้ยน อร่อยจนต้องสั่งซ้ำเลย!! เดินย่อยริมหาดสวยน้ำใส เราตัดสินใจแบกท้องที่อิ่มแปล้ แล้ว Relocate ตัวเองจากห้องอาหาร มาเดินย่อยที่ริมหาดกันสักพัก เมื่อได้มาดูใกล้ๆก็ยิ่งเห็นว่าหาดที่นี่สะอาด น้ำใสและเป็นส่วนตัวมาก เพื่อนๆรู้สึกไหมว่าทะเลหัวหินนั้นมีเสน่ห์ที่เรียบง่ายต่างไปจากทะเลที่อื่น ทั้งที่สีของน้ำก็ไม่ได้ไล่โทน Turquoise จนต้องว้าวเหมือนทะเลฝั่งอันดามัน แต่สีฟ้าอมเทาของทะเล/ท้องฟ้าที่นี่กลับให้ความรู้สึกนุ่มนวลปลอดภัย เหมาะแก่การปลดปล่อยความตึงเครียดใดๆที่สะสมอยู่ในใจ ฝากให้เสียงคลื่นสาดซัดและสายลมพัดพาจนค่อยๆเจือจาง เบาบาง และลอยล่องสู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น One Final Dip แวะแช่น้ำก่อนเช็คเอาท์ พอแดดเริ่มมีท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้น เราก็เริ่มต้านทานความร้อนไม่ไหว ก่อนจะเช็คเอ้าท์กลับกทม.เราเลยตัดสินใจเปลี่ยนชุดโดดลงไปแช่น้ำในสระริมหาดของโรงแรมซักหน่อย นอกจากจะได้คลายร้อนแล้ว ยังได้โอกาสหามุมถ่ายรูปสวยๆมาฝากเพื่อนๆกันด้วย ทริปนี้เราพกเสื้อ +J จาก Uniqlo มาใส่ด้วย อย่างที่เคยหยิบมาแนะนำกันในโพสต์ก่อนหน้านี้ เราชื่นชอบ Jil Sander และงานดีไซน์ของนางมานานแล้ว แต่ด้วยราคาที่สูงลิบก็ทำให้ซื้อบ่อยๆไม่ค่อยจะได้ พอ Uniqlo ออกคอลเล็กชั่น +J (พลัสเจ) ในคอลเล็กชั่น Spring Summer อีกครั้ง มีหรือเราจะพลาด นอกจากสีและทรงจะสวยใส่ได้ทุกโอกาสแล้ว บอกเลยว่าเนื้อผ้าใส่สบาย ระบายอากาศได้ดี และยังเหมาะมากๆกับบรรยากาศทะเลสุดชิลที่ RELO' สรุปความประทับใจกับ Relo' The Urban Escape เราประทับใจ RELO' มาก ห้องกว้าง ตกแต่งใหม่ ทันสมัย ถ่ายรูปสวย อาหารดีงาม หาดสงบ สะอาด เป็นส่วนตัว ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องคน พนักงานที่นี่มีจิตวิญญาณในการเทคแคร์สูงมาก ตั้งแต่ยามไปจนถึง GM พนักงานทุกตำแหน่งคอยให้ความสะดวกกับเราตลอดการเข้าพัก สั้นๆเลยนะครับ หากเพื่อนๆชาว #hopsters คนไหนกำลังมองหา Villa สวยๆ สงบๆ อาหารเด็ดๆ บริการดีๆ ไม่ต้องรีรอ รีโล่'เลยครับ #LetsHoparound #HuaHin
- Chiang Rai Highlights รวมที่สุดของจุด Stop รอบเชียงราย
Chiangrai Highlights รวมที่สุดของจุด Stop รอบเชียงราย ใกล้เวลาเปลี่ยนจากโหมด Lock Down เป็นโหมด Count Down เตรียมตัวเที่ยวในฤดูหนาวแล้ว และเราคิดว่า “เชียงราย” นั้นเป็นอีกหนึ่ง Top Destination ช่วงปลายปีที่ดีงามเกินบรรยายและเพื่อนๆไม่ควรมองข้ามเลย ถ้าไม่เชื่อลองตามมาดูที่เที่ยว ที่พัก และร้านรวงในเชียงรายที่เราประทับใจกันดู พร้อมแล้ว #hop ไปด้วยกันเลย ผาหมี หมู่บ้านกลางหุบเขาและสายหมอกของชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่า ที่นี่ตั้งอยู่ตรงตะเข็บชายแดนไทย-พม่าพอดี ที่พักแถวนี้จะเป็นธุรกิจท้องถิ่นที่ดำเนินกิจการโดยชาวบ้าน ซึ่งมีราคาเริ่มต้นเพียงหลักร้อย แต่วิวนั้นสวยแบบประมาณค่าไม่ได้เลย หากต้องการเดินทางไปนอนค้างที่ผาหมีควรจองทั้งห้องพักและอาหารเย็นไว้แต่เนิ่นๆ ตอนที่เราไปไม่ได้วางแผนล่วงหน้ามากนักจึงหาที่พักค่อนข้างยาก โชคดีที่มาได้ห้องที่ “ม่านฟ้าโฮมสเตย์” นอกจากวิวที่สวยบาดใจแล้ว ที่นี่ยังมีบริการหมูกระทะสำหรับมื้อเย็นด้วย ถือว่าเป็นการได้กินหมูกระทะที่วิวสวยที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลยล่ะ Location: https://goo.gl/maps/vV15RLJok24KUV3N7 สวนคุณปู่ Life Museum ขับเลยจากหมู่บ้านผามีขึ้นมานิดหน่อยก็จะเจอคาเฟ่ที่วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งของไทย ลงรูปไปปุ๊บเพื่อนทักเข้ามาปั๊บว่าที่ไหน นอกจากวิวจะว้าวมากๆแล้ว กาแฟที่นี่ก็อร่อยไม่แพ้วิวเลย กาแฟร้อนๆตอนอากาศเย็นๆเป็นอะไรที่เติมเต็มชีวิตมากครับ ทางร้านเล่าให้ฟังว่าเค้าใช้เมล็ดที่ปลูกเอง และคั่วเองด้วย เรียกว่าประคบประหงมตั้งแต่ต้นน้ำกันเลยแหละ ถ้าไปถึงแล้วก็อย่าลืมเดินลงไปถ่ายรูปตรงสระน้ำสีฟ้าด้านล่างนะครับ ตรงนี้มีช่องเขาที่มองลงไปเห็นเมืองแม่สายด้านล่างพอดี Location: https://goo.gl/maps/CtrJmetJ1RiVhqmDA เวลาทำการ: เปิดทุกวัน 8:30–18:00 โทร: +66612678868 ผาฮี้ หมู่บ้านชาวเขาที่อยู่สูงขึ้นไปเกือบถึงดอยนางนอน แน่นอนว่าทิวทัศน์จากมุมสูงระดับนี้นั้นงดงามมาก ที่นี่เป็นอีกแหล่งปลูกกาแฟคุณภาพดีของเชียงรายจึงขึ้นชื่อเรื่องร้านกาแฟซึ่งมีให้เลือกชิมหลายร้าน โฮมสเตย์ก็มีให้เลือกพักเช่นกัน แนะนำให้จองล่วงหน้านะครับโดยเฉพาะหน้าหนาว ที่พักเต็มกันเร็วมาก เราสามารถขับรถมาผาฮี้ได้จากทั้งฝั่งแม่สายและจากฝั่งดอยตุงซึ่งหากมาจากดอยตุงก็จะได้โบนัสระหว่างทางคือวิวจากดอยช้างมูบที่มองเห็นเข้าไปทางฝั่งพม่าขอบอกว่าสวยจนลืมหายใจโดยเฉพาะช่วงตะวันใกล้ตกดิน Location: https://goo.gl/maps/w2y8SgdBAcn7oTHR9 ภูใจใส เมาน์เท่น รีสอร์ต บูทีครีสอร์ตที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร เพราะนอกจากที่พักกึ่ง Eco ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทั้งร้านอาหาร สระว่ายน้ำ และสปาแล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจให้เราเลือกเข้าร่วมอีกหลากหลายมาก ทั้งเชิงวัฒนธรรมเช่นการตักบาตรพระขี่ม้า หรือเชิงการเกษตรเช่นการเก็บผักสลัดสดมาปรุงอาหาร เป็นต้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหลบหลีกความวุ่นวายจากเมืองใหญ่ แต่ยังคงต้องการความสะดวกสบายและไลฟ์สไตล์ที่ดีต่อจิตใจ Location: https://goo.gl/maps/Ao3ALvpwW9yqH5m36 สำรองห้องพักได้ที่: https://www.phu-chaisai.com/en/ ราคาเริ่มต้น: 2,355.- ต่อคืน โทร: +6653910500 ไร่ชาฉุยฟง เนินสีเขียวลูกแล้วลูกเล่าที่ไร่ชาฉุยชงนั้นเรียงรายไปด้วยต้นชาที่ปลูกตามแนวเป็นระเบียบเรียบร้อย ไร่ชาแห่งนี้เปิดตัวขึ้นมาตั้งแต่ปี 2003 แต่ประวัติของแบรนด์ชาฉุยฟงนั้นย้อนกลับไปได้ถึงปี 1977 เลยทีเดียว นอกจากความสวยงามและความกว้างใหญ่ไพศาลของสถานที่ซึ่งแน่นอนว่ามีมุมให้ถ่ายรูปเยอะไปหมดแล้ว ที่นี่ยังมีคาเฟ่ชาและร้านอาหาร รวมไปถึงร้านขายผลิตภัณฑ์ชาให้เลือกซื้อติดมือกลับบ้านอีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/icaHudvVUToNes8z7 เวลาทำการ: เปิดทุกวัน 8:30–17:30 โทร: +6653771563 พิพิธภัณฑ์บ้านดำ ที่นี่เป็นสถานที่ที่อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติใช้เป็นพื้นที่แสดงตัวตนและ “ปล่อยของ” อย่างเต็มที่ บนที่ดินกว่า 100 ไร่นี้ประกอบไปด้วยอาคารบ้านเรือนไทยหลายหลังที่มีรูปทรงแปลกตาไม่ซ้ำกันเลยเพราะอาจารย์สร้างสรรค์ขึ้นมาเองทั้งหมด ภายในมีทั้งงานวาด งานปั้น และของสะสมของอาจารย์ ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความเป็นศิลปินอัจริยะที่เราไม่เคยรู้มาก่อน เรารู้สึกประทับใจกับความงามที่ดูขลังจนบางครั้งแอบไต่ระดับขึ้นไปเป็นความน่ากลัวเล็กๆ ที่นี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ Location: https://goo.gl/maps/2itzatTmeaCKUmxMA เวลาทำการ: เปิดทุกวัน 9:00–17:00 โทร: +6653776333 พะลัง ร้านน้ำผัก-ผลไม้สกัดเย็นออร์แกนิคที่เต็มเปี่ยมไปด้วย “พลัง” จริงๆ ดีหมดจดตั้งแต่แนวคิดที่อยากจะมอบพลังธรรมชาติให้กับลูกค้าในรูปแบบที่อร่อยและคงคุณค่าไว้ให้ได้มากที่สุด ไปจนถึงการส่งกากสับปะรดภูแลที่คั้นแล้วให้เป็นอาหารกับไส้เดือน หุ้นส่วนของร้านต่างก็มี Passion ในเรื่องเดียวกัน และหนึ่งในนั้นก็เคยเป็นผู้ป่วยมะเร็งปอดที่รักษาตัวเองจนหายด้วยน้ำผัก แหล่งวัตถุดิบของพะลังนั้นมาจากไร่ผัก Organic มาตรฐานส่งออกญี่ปุ่นบนภูชี้ฟ้าของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีมุมขายผลผลิตทางการเกษตรจากแหล่งอื่นๆโดยมี QR Code ให้โอนตรงไปยังชาวไร่ชาวสวน โดยทางร้านไม่หักค่านายหน้าใดๆเลย Location: https://goo.gl/maps/RF8TfLQguu5ZCVy58 เวลาทำการ: เปิดทุกวัน 9:00–17:00 โทร: +6653776333 Couple Cups คาเฟ่เรียบง่ายแต่ใส่ใจในคุณภาพจนเรารู้สึกได้ผ่านรสชาติกาแฟและเบเกอรี่ ร้านนี้อยู่ติดกันกับร้านพะลัง และ Couple Cups เองก็มีพลังความคราฟท์ในแบบฉบับของตัวเองเช่นกัน สายกาแฟนั้นคุยกับบาริสต้าได้เลย เพราะเค้ามีเมล็ดกาแฟให้เลือกหลายตัว รวมถึงการชงทั้งแบบ Espresso และ Drip ยิ่งหากทานคู่กับเบเกอรี่อบใหม่ๆของร้านในตอนเช้านั้นบอกได้คำเดียวว่าฟินครับ Location: https://goo.gl/maps/mtH7mHpuYbt36AZZ9 เวลาทำการ: วันธรรมดา 7:30–17:00 วันเสาร์อาทิตย์ 8:00–17:00 ปิดทุกวันอังคาร โทร: +66819203340 Boba On The Cloud ร้านชานมไข่มุกเล็กๆแต่แน่นด้วยคอนเส็ปต์สายไหมปุยเมฆแสนน่ารัก ตัวร้านมาในธีมมินิมอลดีไซน์สีขาว สวยเรียบโดดเด่นออกมาจากสภาพแวดล้อม Location: https://g.page/bobaonthecloud?share เวลาทำการ: พุธ-จันทร์ 9:00–18:00 ปิดทุกวันอังคาร โทร: +66812066892 Abonzo coffee แบรนด์ร้านกาแฟเท่ๆของชาวอาข่าจากดอยช้างแหล่งปลูกกาแฟที่สำคัญของเชียงราย มีสาขาในเมืองด้วยนะครับ และเร็วๆนี้ก็จะมีเพิ่มสาขาใหญ่อีก 1 สาขา คือ Abonzo Paradise คราวนี้มาพร้อมร้านอาหาร ที่พัก และวิวทิวเขาแบบพาโนราม่าไปเลย Abonzo เป็นผลงานของคุณภัทร เจ้าของหนุ่มชาวอาข่าผู้มีทั้งความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะข้อจำกัดนานัปการของชีวิตและความรักที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนชาวอาข่าให้ดีขึ้น Location: https://goo.gl/maps/pYy5v2iEYUTS6no89 เวลาทำการ: เปิดทุกวัน 8:00–18:00 ชีวิตธรรมดา คาเฟ่และร้านอาหารฟิวชั่นตกแต่งสไตล์ English Country ที่โด่งดังมานาน ณ ริมแม่น้ำกกเมืองเชียงราย แม้เวลาจะผ่านไปนับ 10 ปีแล้ว ชีวิตธรรมดาก็ยังคงเป็นหนึ่งในไฮไลท์สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเนี่ยมเยือนเมืองเชียงราย Location: https://g.page/ChivitThammada?share เวลาทำการ: เปิดให้บริการทุกวัน 9:00–21:00 โทร: +66812066892 โรงแรมสุขนิรันดร์ หนึ่งในบูทีคโฮเทลที่ดีที่สุดในตัวเมืองเชียงราย ทั้งในเรื่องความสวยงามของสถานที่ การบริการ และทำเลที่อยู่ใกล้กับหอนาฬิกาอันงดงามกลางเมือง จะเดินเที่ยวทางไหนก็สะดวก เพียงแค่ข้ามถนนก็จะพบกับร้านขายของกินขึ้นชื่อมากมาย โรงแรมสุขนิรันดร์นั้นรีโนเวทมาจากโรงแรมเก่าที่อยู่คู่เมืองเชียงรายมาเกือบ 60 ปีแล้ว แม้ลุคปัจจุบันจะดูทันสมัยเอี่ยมอ่อง แต่การออกแบบก็ยังคงเคารพกับความทรงจำในวันวาน Location: https://g.page/sooknirundhotel?share สำรองห้องพัก: +6653798788 ราคาเริ่มต้น: 2,520.- ต่อคืน ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.sooknirund.com/ ข้าวซอยบุษณีย์(เวียงชัย) เชียงรายมีร้านข้าวซอยชื่อดังหลายร้าน แต่ที่เราประทับใจต้องขอยกให้ข้าวซอยบุษนีย์ เรากินที่สาขาดั้งเดิมที่อ.เวียงชัย แต่ในตัวเมืองเชียงรายก็มีอีกสาขาเช่นกัน รสชาติของข้าวซอยบุษณีย์นั้นแตกต่างจากข้าวซอยเจ้าอื่นๆที่เราเคยกินมา น้ำซุปเข้มข้นจนต้องเบิ้ลกันรัวๆ Location: https://goo.gl/maps/w3sWSd8XCfsYyGci9 เวลาทำการ: เปิดให้บริการทุกวัน 9:00–15:00 โทร: +6653662214 สามเหลี่ยมทองคำ จุดนัดพบกันของ 3 ประเทศ ไทย-ลาว-พม่า ที่นี่คือ Attraction สุดคลาสสิคของจังหวัดเชียงรายมาตั้งแต่เราจำความได้ ฝั่งไทยนอกจากจุดถ่ายรูปชมวิวแล้วก็ยังมีร้านค้าชาวบ้านเรียงรายกันอยู่ และมีพระใหญ่ให้ไหว้ขอพรด้วย สำหรับฝั่งพม่าก็ยังเป็นธรรมชาติล้วนๆ แต่ฝั่งลาวนั้นสิ เต็มไปด้วยคาสิโนของนักลงทุนจีนจนได้สมญานามว่าเป็นมาเก๊าแห่งลุ่มน้ำโขง Location: https://goo.gl/maps/cX9RL5TMLVpV1Qo26 ดอยช้าง ภูเขาที่ตั้งชื่อจากรูปร่างที่เหมือนช้าง 2 เขือกแม่ลูก โดยเฉพาะเมื่อมองจากโรงเรียนบ้านดอยช้าง ด้วยความสูงที่ 1,800 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ทำให้อากาศบนดอยเย็นสบายตลอดปี (เฉลี่ยประมาณ 18 C) ปัจจุบันดอยช้างเป็นแหล่งปลูกกาแฟที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย สรุปสั้นๆคือ วิวสวย อากาศดี กาแฟอร่อย ดอยช้างจึงมีคาเฟ่เรียงรายให้ลิ้มลองกันหลายร้านเลยครับ ที่สำคัญเพียงชั่วโมงครึ่งจากตัวเมืองเชียงรายก็ถึงยอดดอยแล้ว ดอยช้างจึงนับเป็นอีกหนึ่งจุดสต็อปยอดนิยมของทริปเชียงราย Location: https://goo.gl/maps/Zf97XWEBVJFoNaah9 Alio Slow Bar & Farm ร้านกาแฟบนดอยช้างที่เน้นความเป็นธรรมชาติให้มาก ปรุงแต่งให้น้อย ง่ายๆเลยก็คือเหมือนได้มานั่งจิบกาแฟบนจุดสูงสุดของโลก วิวเทือกเขาสูงแบบพาโนราม่าตรงหน้ายังดูเตี้ยกว่าจุดที่เรานั่งอยู่เลย ที่นี่เป็นทั้งไร่ปลูกกาแฟ และสโลว์บาร์ เน้นกาแฟดริป แต่หากใครไฮคาเฟอีนไปแล้ว ก็มีโกโก้และชาเลือดมังกรสีแดงสดให้ลิ้มลองด้วยนะครับ Alio เหมาะสำหรับคนที่อยากนั่งปล่อยใจปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปกับสายหมอกที่อยู่ไกลออกไป Location: https://goo.gl/maps/KcZzHWeqXGTiWdG67 เวลาทำการ: เปิดให้บริการทุกวัน 8:00–17:00 โทร: +66643387719 The BC2 อีกหนึ่งคาเฟ่บนดอยช้างที่มีลูกค้าไม่เดินเข้าไม่ขาดสาย เพราะจุดขายคือวิวนอกหน้าต่างที่งดงามดั่งภาพวาด นอกจากกาแฟแล้วที่นี่ก็มีเครื่องดื่มอื่นๆรวมถึงอาหารอาข่าที่ทานง่ายๆไว้ให้บริการด้วย แต่หากใครยังเสพบรรยากาศไม่จุใจก็สามารถจองเต๊นท์พักได้เลย เค้าการันตีว่าเห็นหมอกทุกเช้าและเห็นพระอาทิตย์สีทองตกดินชัดๆทุกเย็น Location: https://goo.gl/maps/VPXng2ijjvK5mtYT8 เวลาทำการ: 9:00–18:00 โทร: +66811640466 จุดชมวิวเขื่อนแม่สรวย เมื่อก่อนตรงนี้อาจจะเคยเป็นจุดชมวิวลับๆ เพราะเป็นเพียงอ่างเก็บน้ำทางผ่านขาลงจากดอยช้าง แต่ด้วยความอลังการของธรรมชาติความลับนี้จึงเก็บไว้ไม่อยู่อีกต่อไป แค่เพียงแวะถ่ายรูปก็ฟินแล้ว แต่หากคุณมีเวลาอาจจะอยากเช่าแพชมเขื่อน ตกปลา แวะทานอาหาร หรือจะปักหลักพักค้างกางเต๊นท์กันเลยก็ได้ แต่ยังไงก็เช็คกันก่อนนะครับ ช่วงโควิดอาจมีการเปลี่ยนแปลง Location: https://goo.gl/maps/mzmFBVnmpdXdH5J69 เชียงแสน เมืองโบราณนับพันปีที่เคยรุ่งโรจน์อย่างมากในอดีตกาล บางตำราก็บอกว่ากษัตริย์เชียงแสนบางพระองค์เคยได้ต้อนรับพระพุทธเจ้าด้วย ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นจริงๆ เชียงแสนก็น่าจะอายุอย่างน้อยเกือบ 3000 ปีแล้ว แต่ที่แน่ๆที่นี่เป็นแหล่งรวมอารยธรรมที่ส่งต่อกันมาหลายยุคสมัย หากไม่ถูกกองทัพของรัชกาลที่ 1 เผาทำลายเพื่อไม่ให้ข้าศึกมากยึดเป็นฐานทัพ เชียงแสนก็คงโดดเด่นไม่แพ้ Florence หรือ Kyoto เลยทีเดียว วันนี้เชียงแสนเป็นเมืองริมโขงที่สงบ สุขุม และมีมนต์ขลังอย่างมาก เราเองก็ตกหลุมรักเชียงแสนตั้งแต่แรกพบเลยล่ะ Location: https://goo.gl/maps/9GTCzq4a11s91BYm8 Athita The Hidden Court บูทีคโฮเทลที่ทรงเสน่ห์เหลือเกิน ทั้งการดีไซน์สถานที่และพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ไปจนถึงการบริการ กิจกรรมโลคอลดีๆสำหรับแขกผู้มาเยือน และที่สำคัญคืออาหารอร่อยมาก นี่คือหนึ่งในโรงแรมที่เราประทับใจที่สุดจากหลายๆทริปที่เราเคยไปเที่ยวมาเลย เพราะ Athita เป็นจุดกลมกล่อมพอดีระหว่างความมืออาชีพในงานโรงแรม ความเป็นกันเองที่จริงใจของพนักงาน และความสงบและสง่าของทำเลที่ตั้ง ลืมบอกไปว่า Athita มีห้องพักเพียง 9 ห้องเท่านั้น การบริการก็เลยใกล้ชิดและ Exclusive สุดๆไปเลย Location: https://g.page/AthitaHotel?share ราคาเริ่มต้น: 3,600.- ต่อคืน สำรองห้องพัก: http://www.athitahotel.com/ โทร: +66634269464 วงเวียนหอนาฬกาเชียงราย เรียกว่าเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองก็ว่าได้ นอกจากจะโดดเด่นไปด้วยหอนาฬิกาสีทองที่งดงามเป็นเอกลักษณ์มากๆแล้ว ถนนบรรพปราการเส้นหลักที่ทอดผ่านวงเวียนก็ยังเป็นที่ตั้งของร้านรวงที่น่าสนใจหลายร้าน โดยเฉพาะร้านอาหารและของฝากอร่อยๆประจำเมือง และจุดนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะมากในการเดินสำรวจเสน่ห์ของเมืองเชียงรายที่ซุกซ่อนอยู่ตามหัวถนนต่างๆ Location: https://goo.gl/maps/oNC7NYGNeP2T8xU78 ARABIA COFFEE STORE อีกหนึ่งร้านกาแฟประจำเชียงรายที่ไม่แวะก็ไม่ได้ ตัวร้านตั้งอยู่นอกเมืองไปประมาณ 10 นาที เป็นทางผ่านไปไร่สิงห์ปาร์ค และดอยช้างพอดี Arabia จริงจังเรื่องกาแฟมาก เพราะมีไร่ปลูกกาแฟเป็นของตัวเองที่ปางขอน และมีอีกสาขาอยู่ที่มีนบุรี กทม.ด้วย ใครไม่ดื่มกาแฟ โกโก้ ชาเขียวก็มีให้บริการเช่นกัน บรรยากาศของร้านดูโฮมมี่ ดิบๆ เท่ๆ แต่ที่ประทับใจที่สุดก็คือความพิถึพิถันในการดริปกาแฟ จนรสชาติออกมาดีมากๆ Location: https://g.page/arabia-coffee-store?share เวลาทำการ: เปิดให้บริการทุกวัน 07.00-17.00 น. โทร: +66952626445 ดอยผาตั้ง หนึ่งในยอดดอยสูงของเทือกเขาหลวงพระบางที่กั้นระหว่างไทยและลาวแห่งนี้มีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1.8 กิโลเมตร ขึ้นชื่อในเรื่องวิวทะเลหมอกยามเช้าที่ปกคลุมขุนเขาและแม่น้ำโขง และยังสามารถเห็นยอดภูชี้ฟ้าที่อยู่ไกลออกไปกว่า 25 กิโลเมตรได้อย่างชัดเจน จุดถ่ายรูปยอดนิยมใกล้ยอดดอยก็คือ ‘ช่องเขาขาด’ ซึ่งเป็นช่องหินธรรมชาติที่สามารถมองทะลุเห็นแม่น้ำโขงและฝั่งลาวได้ ที่นี่เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวจีนฮ่อ ม้ง และเย้า ดังนั้นผลิตผลท้องถิ่นและเมนูยอดนิยมอย่างขาหมู หมั่นโถวก็มีบริการกันหลายร้านเลย หากมาในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม ก็จะได้เห็นดอกนางพญาเสือโคร่งสีชมพู และดอกเสี้ยวสีขาวบานสะพรั่งอีกด้วย Location: https://goo.gl/maps/iUpMmabM4cpacPPP6 ร้านน้ำเงี้ยวป้าสุข ร้านน้ำเงี้ยวเก่าแก่คู่เมืองเชียงรายมากว่า 50 ปี จากป้าสุข ส่งไม้ต่อให้กับป้าตุ๋ยรุ่นลูก ถามชาวโลคอลเชียงรายคนไหนก็ Recommend จนเราต้องพยายามไปให้ได้ (ไปครั้งแรกแล้วร้านปิดพอดี) เอาเป็นว่าพอได้กินก็เราซ้ำกันคนละสองถ้วยเลยยย Location: https://goo.gl/maps/8tA7LDEaU1DPJFYu8 www.hoparound.co #LetsHoparound
- ล่องเรือตามรอยอารยธรรมแห่งเมดิเตอร์เรเนียนกับ Ponant Luxury Expeditions 11 วัน 10 เมือง 4 ประเทศ
ล่องเรือตามรอยอารยธรรมแห่งเมดิเตอร์เรเนียนกับ Ponant Luxury Expeditions 11 วัน 10 เมือง 4 ประเทศ ผลบุญชาติก่อนคงดลบันดาลให้เราได้มารู้จักกับ Ponant (โพน้องต์) บริษัทเดินเรือสมุทรสุดเอ็กซ์คลูซีฟสัญชาติฝรั่งเศสที่แตกต่างจากแบรนด์ Cruise อื่นๆแบบแทบจะขั้วตรงข้าม Ponant ไม่ได้เป็นแบรนด์เรือสำราญ แต่เป็นเรือสำราญกึ่งสำรวจที่หรูหราแบบไม่ตะโกนแต่ใช้โทนเสียงนุ่มๆน่าฟัง เน้นพาเราไปรู้จักกับโลกในเชิงลึกในมุมที่น้อยคนจะได้สัมผัสแบบ All inclusive และแน่นอนครับ Hoparound.co ก็มีส่วนลดพิเศษสำหรับ Cruise ของ Ponant มานำเสนอด้วย ถ้าสนใจก็ คลิกตรงนี้ เพื่อลงทะเบียนรับส่วนลด ได้เลยครับ แทนที่จะเน้นเรือลำใหญ่สำหรับผู้โดยสารนับพันคน Ponant เน้นเรือเล็กคุณภาพสูงที่รองรับผู้โดยสารได้สูงสุดเพียง 264 คนและสามารถพาเราเข้าไปเจาะลึกตามเมืองท่าเล็กๆที่เรือใหญ่เข้าไปไม่ได้ และแทนที่จะเน้นความหรูหราแบบวิบวับมลังเมลือง Ponant เน้นการ Enrich ประสบการณ์เชิงลึกให้เราได้ Fullfill ตัวเองตามความสนใจที่เราเลือก ด้วยเส้นทางเดินเรือที่หลากหลายในทุกทวีปทั่วโลก และในบางเส้นทางก็มีธีมเฉพาะเจาะจง ไม่ว่าจะเป็นธีมประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ สัตว์ป่า อาหาร ดนตรี ศิลปะ โดย Ponant จะประสานงานกับองค์กรที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านเพื่อเชิญ Expert (บางครั้งก็เป็น Celebrity เลยนะ) ของแต่ละวงการมานำเสนอ ให้ความรู้ ทำการแสดง เล่นดนตรี ร้องเพลงหรือทำอาหารให้เราได้ลิ้มลอง และในแต่ละธีมก็อาจจะมีการเจาะลึกลงไปอีก เช่น ถ้าเป็นธีมดนตรีบางเส้นทางก็จะเน้นโอเปร่า หรือกีต้าร์ หรือเปียโน เช่นในเส้นทางของเราซึ่งเป็นการครบรอบ 10th Anniversary Piano Festival at Sea ในบางเส้นทาง Ponant ก็ร่วมกันกับสถาบัน Smithsonian เครือข่ายศูนย์วิจัยและพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งก็จะเชิญภัณฑารักษ์เฉพาะทางมาให้ความรู้เชิงลึกในหลายๆแง่มุมเกี่ยวกับจุดหมายปลายทางที่เราแวะไปตลอดเส้นทาง ฉะนั้นการเดินทางกับ Ponant จึงเหมาะกับคนที่ Well-Traveled ประมาณหนึ่งและชอบการเดินทางกึ่งเรียนรู้ที่อาจจะพ่วงด้วยการผจญภัยพอหอมปากหอมคอ (โดยเฉพาะในเส้นทางอย่างขั้วโลกเหนือ-ใต้ เกาะแก่งไกลโพ้นอย่าง Bora Bora หรือ Seychelles หรือ Faroe Islands) โดยที่ยังมีลูกเรือคอยดูแลอำนวยความสะดวกอย่างดีในบรรยากาศที่อบอุ่นเหมือนบ้านน้อยบนผืนทะเลใหญ่ และก็มีโมเม้นต์ให้อวดความเก๋อยู่เรื่อยๆถ้าต้องการ The Mediterranean: in the footsteps of great civilisations ทริปนี้ของเรายังไม่ได้พาเพื่อนๆไปสุดขอบโลกหรอกครับ แต่เป็นเส้นทางที่สวยงามและสุขสบาย ในชื่อทริปว่า The Mediterranean: in the footsteps of great civilisations กับเรือ L’Austral (ลอสตราล) หนึ่งในเรือทั้งหมด 14 ลำของ Ponant บ้านน้อยลอยน้ำที่จะพาเราตามรอยอารยธรรมแห่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนโดยเริ่มจากเมือง Valletta ประเทศมอลต้า ลัดเลาะผ่าน Sicily และ Puglia ในอิตาลี ต่อไปยังเมืองเล็กเมืองใหญ่ในประเทศกรีซ และตุรกี ก่อนจะสิ้นสุดทริปที่เมือง Antalya เป็นการล่องเรือ 11 วัน 10 เมือง 4 ประเทศ โดยธีมเฉพาะของ Cruise นี้คือ Piano at Sea ครั้งที่ 10 ซึ่งจะมีการเชิญนักเปียโนหลากหลายแนวมาแสดงคอนเสิร์ตบนเรือให้เราได้ชมกันแทบทุกวันเลย Cruise ของ Ponant จะเป็น All-Inclusive นะครับ หมายถึงบริการพื้นฐานทั้งหมดนั้นรวมอยู่ในค่า Cruise เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มใดๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องพัก อาหาร เครื่องดื่ม การเข้าใช้ Facilities ต่างๆบนเรือ รวมถึง Excursions ทริปย่อยๆตามเมืองที่เราแวะระหว่างทางด้วย ซึ่งเค้าจะมีโปรแกรมให้เราเลือก และต้องจองล่วงหน้าก่อนขึ้นเรือนะครับ เราเองก็ไม่ทราบมาก่อนจึงต้องไปจองเอาบนเรือ แต่ก็โชคดีที่เจ้าหน้าที่ใจดีหาที่ให้เราจนได้ เลยให้ทิปเป็นน้ำใจไปนิดหน่อยครับ ส่วน Options พิเศษก็มีให้เราเลือกจ่ายเพิ่มได้อีกหลายอย่าง เช่น ทรีตเม้นต์สปา ซักรีด เครื่องดื่มแอลฯแบบพรีเมี่ยม แท็กซี่ไปสนามบินหลังจบทริป รวมไปถึงบาง Excursions ที่พิเศษกว่าปกติ เช่น พาไปแวะชิมของอร่อยของแต่ละเมือง เป็นต้น แล้วก็ทิปที่ไม่ได้บังคับแล้วแต่น้ำใจของเรา Valletta, Malta Valletta, Malta Valletta เป็นเมืองที่เราอยากมาเที่ยวมานานแล้วแต่ก็ไม่เคยได้มาซักที เพราะรู้สึกเหมือนว่าจะอยู่ไกลและคงเดินทางไปลำบาก พอ Ponant นัดให้มาขึ้นเรือที่นี่ก็ทำให้เรารู้ว่าจริงๆแล้วจาก Milan บินมา Valletta ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง แถมค่าตั๋วก็ไม่แพงอย่างที่คิด เราซื้อ Business Class มาในราคาคนละ 8,xxx บาทเท่านั้นเพราะเรามีสัมภาระเยอะ แต่ถ้าตั๋ว Eco ก็น่าจะอยู่ประมาณ 2,xxx บาท มีขึ้น-ลงแล้วแต่ช่วงเวลา Valletta เป็นเมืองหลวงและเมืองท่าที่สวยมากครับ ดูจากรูปก็คงเห็นอยู่แล้ว แม้ประเทศ Malta จะประกอบไปด้วยเกาะเล็กๆไม่กี่เกาะ แต่มีประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ยาวนานมากครับ อย่างน้อยก็ย้อนไปได้ถึง 7,000 ปีนู่นแน่ะ และยังมีซากวิหารโบราณที่เก่าแก่กว่าพีรามิดที่อียิปต์ซะอีก ตัดมาในช่วงปี 1813 Malta ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ แม้จะได้รับอิสรภาพแล้วแต่ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของเครือจักรภพ (Common Wealth) มาจนปัจจุบัน Malta จึงเป็นหนึ่งใน 2 ประเทศในสหภาพยุโรปที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักร่วมกับภาษาของตัวเอง (Maltese) อีกประเทศก็คือ Ireland และด้วยกฎหมายที่เอื้อให้ต่างชาติทำงานได้ บวกสภาพอากาศสดใสแบบเมดิเตอร์เรเนียน และที่สำคัญที่สุดก็คือค่าครองชีพที่ถูกกว่ายุโรปแผ่นดินใหญ่ Malta จึงกลายเป็นแม่เหล็กทรงพลังดึงดูดแรงงานจากทั่วโลกให้มาอยู่ที่นี่ (ร้านอาหารไทยหาง่ายกว่าที่มิลานอีก) และเท่าที่เราได้ลองชวนคนแปลกหน้าคุย เราเจอคน Malta แท้ๆแค่ 2-3 คนเอง เสียดายที่เรามีเวลาใน Malta เพียง 2 คืน จึงยังไม่ทันได้ไปอีกหลายที่ แต่เท่าที่ไปมาก็คุ้มค่ามากๆแล้วครับ สำหรับบทความนี้แค่เพียงจะเล่าให้ฟังว่าเรามาขึ้นเรือที่นี่ ก็เลยเอารูปสวยๆมาให้เพื่อนๆได้พอเห็นภาพคร่าวๆก่อน ส่วนโพสต์พาเที่ยว Valletta แบบละเอียดกว่านี้ เดี๋ยวเอาไว้แยกทำเพิ่มในอนาคตละกันนะครับ เมื่อเรามาถึง Valletta Cruise Port Terminal ตอน 16:00 น. ตามเวลาที่ Ponant นัดพอดี ก่อนขึ้นเรือเราต้องไปยังจุดฝากกระเป๋าเดินทาง (เฉพาะใบใหญ่นะครับ ส่วนแครี่ออนใดๆก็ให้เรานำติดตัวไปเองได้เลย) จากนั้นก็จะมีการจัดของว่างและเครื่องดื่มไว้ต้อนรับก่อนขึ้นเรือ ลูกเรือชาวฟิลิปปินส์ทักทายเราด้วยรอยยิ้มและแววตาที่บ่งบอกถึงความดีใจเป็นพิเศษ สงสัยนานๆทีจะได้เห็นผู้โดยสารรูปร่างหน้าตาทรงเดียวกัน ฮ่าๆๆๆ เราเองก็รู้สึกอุ่นใจมากขึ้นเช่นกัน จากนั้นเราก็เดินตามป้ายไปขึ้นเรือกันครับ L’Austral Boarding our ship, L’Austral เรือของเรามีชื่อว่า L’Austral (อ่านว่า ลอสตราล) ครับ ลูกเรือแต่งตัวเต็มยศเรียงแถวกันตั้งแต่ตีนบันไดขึ้นเรือบนแผ่นดิน และบนเรือก็มีลูกเรืออีกเซ็ตที่เรียงแถวกันต้อนรับเราด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ยิ่งลูกเรือชาวฝรั่งเศสนั้นดูสวยหล่อกันทุกคน ทำให้เรารู้สึกเป็นดังแขกคนสำคัญ เอาจริงๆแรกๆก็รู้สึกเกร็งอยู่เหมือนกันนะครับ แต่พอเวลาผ่านไปเราก็ได้พูดคุยและเริ่มคุ้นเคยกับลูกเรือทั้งชาวเอเชียและชาวฝรั่งเศส ก็รู้สึกเลยว่าทุกคนน่ารักเป็นกันเองกันมากๆ ทำให้ตลอดการเดินทางที่เหลือรู้สึกว่า L’Austral อบอุ่นเหมือนบ้านเลยครับ พอขึ้นเรือมาแล้ว เราต้องผ่านขั้นตอนการลงทะเบียนต่างๆเพื่อเช็คอินเข้าห้องพัก (บนเรือจะเรียกว่า Cabin หรือ Stateroom) กรอกแบบฟอร์มเกี่ยวกับสุขภาพ และฝากพาสปอร์ตไว้กับทางเรือเพื่อให้เค้าเป็นธุระทำเรื่องเข้าออกประเทศต่างๆให้เรา โดยเราจะได้การ์ดของ Ponant มาแทน ซึ่งการ์ดนี้สำคัญมากๆนะครับ ต้องรักษาไว้ดีๆเลย เพราะนอกจากจะใช้เป็นคีย์การ์ดเปิดเข้า Cabin ของเราแล้ว ยังต้องนำมาสแกนทุกครั้งตอนขึ้นและลงเรือเพื่อแวะเที่ยวเมืองระหว่างทาง หลังจากเช็คอินและ Unpack กระเป๋าออกมาตั้งรกรากชั่วคราวใน Cabin ของเราได้พักใหญ่แล้ว ก็มีเสียงประกาศจากกัปตันเชิญให้ทุกคนไปที่ห้อง Theatre บนชั้น 4 ของเรือ เพื่อทำการปฐมนิเทศน์ กล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ รวมถึงต้องให้ทุกคนซ้อมหนีภัยใส่ชูชีพ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่กฎหมายบังคับให้ผู้โดยสารทุกคนต้องเข้าร่วมจึงจะออกเรือได้ หลังจากขั้นตอนนี้แล้วก็ไม่มีการบังคับใดๆอีก แต่ก็จะมีประกาศให้ทราบถึงกิจกรรมบนเรือซึ่งจะสลับสับเปลี่ยนไปทุกวัน และบนเรือก็มีอะไรให้เราเข้าร่วมเยอะมากจนบางทีเราก็ไม่ไหว ขอข้ามไปบ้าง ตอนแรกคิดว่ามาอยู่บนเรือ 10 วันแล้วจะเบื่อหรือเปล่า แต่เรื่องจริงมันตรงข้ามกันเลยครับ เราเองกลับต้องเป็นฝ่ายขอพักอยู่เฉยๆบ้าง ฮ่าๆๆๆ Ship Tour: L’Austral L’Austral เป็นเรือกลุ่ม The Sisterships ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้น 4 ลำในฟลีททั้งหมดของ Ponant เรือของเรามีห้องพัก 132 ห้อง เมื่อเทียบกับเรือสำราญทั่วไปที่มีเป็นพันห้องจึงมีขนาดค่อนข้างเล็กแต่ก็มีประสิทธิภาพสูงสามารถล่องไปขั้วโลกได้สบายๆ ข้อดีมากๆของเรือเล็กคือสามารถเข้าเมืองท่าเล็กๆที่เรือใหญ่เข้าไม่ได้ เราก็เลยได้แวะเที่ยวแบบเจาะลึกกว่าใคร การตกแต่งบนเรือนั้นใช้วัสดุอย่างดี เน้นโทนสีสบายตาเรียบหรูไม่สวิงสวายเว่อร์วัง มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันพอเหมาะพอดีกับความต้องการใช้งานในโอกาสต่างๆ เรือของเรามีทั้งหมด 7 ชั้น ห้องพักของเราอยู่ชั้น 5 และเราโชคดีมากๆที่ทาง Ponant อัพเกรดให้เป็นห้อง Suite คือเปิดเป็น Connecting Room โดยปรับให้ห้องอีกฝั่งเป็นห้องนั่งเล่น ส่วนระเบียงก็เปิดทะลุกัน มีห้องน้ำ มินิบาร์ และตู้เสื้อผ้าให้เหมือนกันทั้ง 2 ฝั่ง เราจึงแบ่งกันใช้คนละฝั่งแบบสบายๆเลยครับ ในห้องแม่บ้านได้เตรียมขวดน้ำรักษาอุณหภูมิติดแบรนด์ Ponant ไว้ให้เราไว้เติมน้ำก่อนออกไป Excursions ด้วยนะครับ และเราสามารถเอากลับบ้านไปด้วยได้เลยตอนเช็คเอ้าท์ ส่วน Amenities ในห้องใช้ของ Diptyque กลิ่น Philosykos หรือกลิ่นลูกฟี้กหนึ่งในกลิ่นคลาสสิคตลอดกาลของแบรนด์ สภาพโดยรวมของห้องพักก็คือสวยงามสะดวกสบายฟีลเดียวกันกับห้องในโรงแรม 5 ดาว เพียงแต่ขนาดอาจจะเล็กกระทัดรัดกว่า สิ่งหนึ่งที่อาจจะต่างจากการนอนโรงแรมทั่วไปก็คือที่หน้าห้องจะมี Mail Box หรือที่รับเอกสารและจดหมายต่างๆ สิ่งนี้สำคัญมากนะครับ เพราะทุกวันเจ้าหน้าที่จะนำโปรแกรมสำหรับวันถัดไปมาเสียบเอาไว้ให้ ซึ่งในนั้นจะบอกข้อมูลทุกอย่างแบบละเอียดมากๆ ตั้งแต่เวลาเปิด-ปิดของห้องอาหารที่อาจจะมีการขยับไม่ตรงกันในแต่ละวัน ตารางกิจกรรมพิเศษหรือคอนเสิร์ตในวันนั้น ถ้าเราจองอะไรพิเศษไว้ เช่น Excursion ก็จะมีตั๋วที่ระบุว่าเราอยู่กรุ๊ปไหน นัดเจอกันที่เวลากี่โมงแนบมาให้ด้วย (เค้าจะแบ่งเป็นกรุ๊ปๆละ 10-15 คน) รวมไปถึงสภาพอากาศของเมืองที่เราจะแวะไปในวันนั้น พร้อมคำแนะนำว่าเราควรแต่งตัวประมาณไหนและควรเตรียมอะไรติดตัวไปด้วย และในบางครั้งเราก็อาจจะได้รับจดหมายจากเพื่อนร่วมทางที่พักอยู่ห้องอื่นๆส่งมาแสดงมิตรไมตรีกับเราด้วย ไปทัวร์เรือกันดีกว่าครับ แต่เราขอไม่เรียงตามชั้นละกัน แต่จะเรียงไปตามฟังก์ชั่นการใช้งานแทน ชั้นหลักของเรือที่เราต้องมาทุกวันเพราะใช้ในการขึ้น-ลงเรือ และติดต่อสอบถามเรื่องต่างๆคือชั้น 3 ครับ ชั้นนี้เป็นที่ตั้งของ Reception, Excursion Desk สำหรับสอบถามจัดการเรื่องทริปย่อยในแต่ละเมือง, Boutique ร้านขายของที่ระลึกและสินค้าคัดสรรจาก Ponant และสุดท้ายก็คือ Main Lounge เป็นที่ Hangout หลักของเรือ และเป็นจุดนัดพบสำหรับทุกๆ Excursion Main Lounge เปิดให้บริการตั้งแต่เช้าถึงดึกตามแต่กิจกรรมของวันนั้นๆ ในทุกๆเอ้าท์เล็ตของเรือเราสามารถสั่งเครื่องดื่มได้ไม่อั้น เพราะรวมอยู่ในค่า Cruise แล้ว บางช่วงเวลาจะมีนักดนตรีประจำเรือมาบรรเลงขับกล่อมให้เราเพลิดเพลินยิ่งขึ้น ช่วงบ่ายของทุกวันจะมีการเสิร์ฟอาหารว่างและของหวานเพิ่มเติมด้วย พอตกกลางคืนก็จะมีกิจกรรมที่สลับสับเปลี่ยนไปแต่ละวัน เช่น Karaoke Night, เล่นเกม Quiz ทายปัญหา หรือสอนเต้นสไตล์ต่างๆ อีก Lounge นึงจะอยู่ชั้น 6 ฝั่งหัวเรือครับ เป็น Observatory Lounge ที่เห็นวิวได้แบบ Panorama แถมยังมีมุมหนังสือดีๆสวยๆเพียบเลยให้เราเลือกหยิบมาดูได้ตามสบาย และแน่นอนครับสั่งเครื่องดื่มได้แบบอันลิมิเต็ดเช่นเคย บางวันโชคดีเราก็จะได้ดูนักเปียโนที่ได้รับเชิญมาเล่นคอนเสิร์ตบนเรือมาซ้อมอยู่ในห้องนี้ด้วย เรียกได้ว่าเหมือนได้ดูคอนเสิร์ตส่วนตัวแบบระยะประชิดเลยครับ ส่วนถ้าใครยังดูวิวจากใน Lounge ไม่จุใจก็ยังมีระเบียงให้ออกไปดูด้านนอกแบบไม่มีอะไรมากั้นได้อีกด้วย ถ้าเบื่อ Lounge ทั้ง 2 จุดแล้ว บนดาดฟ้าชั้น 7 ฝั่งท้ายเรือก็จะมีจุดให้นั่งดริ้งค์ได้อีก 1 จุด เป็น Open Air Bar ที่เดินขึ้นบันไดมาจากสระว่ายน้ำชั้นได้เลย 6 มาจิบเครื่องดื่มหลังอาหารรับลมก็ชิลมากๆครับ ส่วนฝั่งหัวเรือบนดาดฟ้าชั้น 7 ส่วนใหญ่เค้าจะปิดไว้เพื่อความปลอดภัยนะครับ จะเปิดก็ช่วงโอกาสพิเศษที่เรือจะแล่นช้าๆให้ดูวิว เช่น ในทริปนี้จะเป็นช่วงที่เราล่องผ่านคลอง Corinth ที่เชื่อมระหว่างทะเล Ionian กับ Agean ในประเทศกรีซซึ่งพิเศษมากๆครับ เดี๋ยวไว้ไปเล่าในช่วงวันที่เราล่องผ่านคลองอีกที Le Rodrigues ไปดูห้องอาหารกันบ้างดีกว่า บนเรือจะมีห้องอาหาร 2 ห้องโดยแต่ละห้องจะมีเวลาเปิด-ปิดไม่เหมือนกันในแต่ละวันครับ อาจจะช้า-เร็วต่างกันประมาณ 30 นาที เพราะต้องปรับตามทริป Excursions ในแต่ละวันที่เริ่มไม่ตรงกัน ห้องอาหารแรกเป็น Grill Restaurant ชื่อว่า Le Rodrigues อยู่ชั้น 6 ฝั่งท้ายเรือ เน้นให้เราบริการตัวเองแบบบุฟเฟต์ บรรยากาศสบายๆเป็นกันเอง คนส่วนใหญ่ก็จะมารับประทานอาหารที่ห้องนี้เป็นหลัก เพราะมีที่นั่งทั้งในห้องแอร์ และด้านนอกริมสระว่ายน้ำซึ่งบรรยากาศดีเชียว กินเสร็จก็ถอดเสื้อแผ่พุงนอนอาบแดดต่อได้เลย Le Coromandel อีกห้องอาหารจะเป็น Gastronomic Restaurant ชื่อว่า Le Coromandel อยู่ชั้น 2 ห้องอาหารนี้จะเป็น Full Service แบบฝรั่งเศส บรรยากาศสวยงามเป็นทางการ มีการจัดโต๊ะปูผ้าเต็มรูปแบบ มี Sommelier แนะนำไวน์ และต้องแต่งตัวสุภาพในการเข้าใช้บริการ ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณภาพอาหารของทั้ง 2 ห้องนั้นพอๆกันนะครับ อาจจะมีบางเมนูที่ต่างกันบ้างและการนำเสนอคนละอารมณ์ เราเลือกเข้าใช้บริการได้ตามสะดวกเลย ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ถ้านัดกันมาเป็นกรุ๊ปใหญ่ สำหรับห้อง Le Coromandel อาจต้องจองล่วงหน้าสักหน่อย ส่วนใครที่มาไม่ทันเวลาเปิดปิดของทั้ง 2 ห้องอาหาร ไม่ต้องกังวลนะครับ เพราะบนเรือ L’Austral มีบริการ Room Service ตลอด 24 ชั่วโมง และรวมอยู่ในค่า Cruise ทั้งหมดแล้ว โทรสั่งจากที่ห้องได้เลย ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่จะให้ทิปด้วยมั้ยก็ตามสะดวกครับ ส่วนเรารวบเก็บไว้ให้วันสุดท้ายแบบรวมทีเดียวเลย เกริ่นไปก่อนหน้าแล้วว่าชั้น 4 เป็นที่ตั้งของ Theatre ที่ใช้เรียกประชุมใหญ่ แต่หลังจากการปฐมนิเทศน์ในวันแรก ห้องนี้ก็จะถูกใช้ในการรับชมการแสดงต่างๆ รวมถึงคอนเสิร์ตเปียโนซึ่งเป็นธีมหลักของทริปนี้ด้วย และในบางครั้งก็จะใช้เป็นห้องบรรยายเล็คเชอร์ให้ความรู้ต่างๆอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ขนาดกระทัดรัด ตกแต่งสวยงาม และระบบเสียงและไฟคุณภาพดีครับ ขยับขึ้นมาชั้น 5 กันต่อ นอกจากจะเป็นชั้นของ Cabin ของเราแล้ว ชั้น 5 ยังเป็นชั้นที่มี Facilities ที่หลากหลายมาก ฝั่งหัวเรือจะเป็นห้องบังคับเรือ หรือที่เรียกว่า Bridge ซึ่งถ้าเค้าแขวนป้ายสีเขียวไว้ เราสามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ด้วยนะครับ บางวันเค้าก็มีกิจกรรมสอนให้เราใช้อุปกรณ์บางชิ้นด้วย อย่าง Sextant ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการบอกพิกัดเรือของเราเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางท้องทะเลอันเวิ้งว้างโดยใช้พระอาทิตย์เป็นหมุดในการบอกทิศทาง ส่วนฝั่งท้ายเรือของชั้น 5 นั้นก็จะมีทั้ง Spa ที่แม้จะต้องจ่ายเงินเพิ่มแต่ก็เต็มแทบจะตลอดเลย หรือจะเป็น Photo Desk ซึ่ง Ponant จะมีตากล้องประจำ Cruise สำหรับทั้งภาพนิ่งและวิดิโอคอยเก็บภาพสวยๆให้เราด้วย และเราก็สามารถซื้อกลับบ้านได้ด้วยเช่นกัน ถัดเข้าไปด้านในก็จะเป็น Gym ขนาดเล็กแต่คุณภาพเยี่ยมทั้งตัวเครื่องและวิวทะเลด้านนอก ที่ติดกันก็จะเป็น Hammam หรือห้องอบไอน้ำ ซึ่งทั้ง 2 ส่วนหลังนี้ใช้บริการได้ฟรีครับ พาชมเรือทั่วทั้งลำแล้ว วันนี้ขอตัวไปนอนก่อนนะครับ พรุ่งนี้เช้าเรามีนัดไป Excursion ที่ Stop แรกของทริปซึ่งก็คือเมือง Syracuse บนเกาะ Sicily ครับผม Syracuse, Sicily, Italy Syracuse, Sicily, Italy Mediterranean แปลว่า ทะเลที่อยู่ท่ามกลางแผ่นดิน ซึ่งก็ตรงกับลักษณะทางกายภาพที่ผืนน้ำสีฟ้าเข้มของทะเลแห่งนี้นั้นถูกล้อมรอบไปด้วยแผ่นดิน 3 ทวีป คือยุโรปตอนใต้ เอเชียฝั่งตะวันออกกลาง และแอฟริกาตอนเหนือ จึงทำให้ทะเล Mediterranean เป็นจุดหลอมรวมอารยธรรมที่หลากหลายและข้ามผ่านกาลเวลามาหลายยุคสมัย และถ้าดูจากแผนที่ก็จะเห็นว่าใจกลางของทะเลแห่งนี้ ก็คือเกาะ Sicily ประเทศอิตาลีในปัจจุบันนั่นเอง ดังนั้น Sicily จึงมีความเข้มข้นและหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นพิเศษ Syracuse (อ่านว่า “ซีราคิวส”) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเกาะ Sicily ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรีซ เมื่อเกือบ 2,800 ปีก่อนในยุคที่อารยธรรมกรีกโบราณกำลังรุ่งเรือง Syracuse เองก็ได้รับอิทธิพลจากกรีกโบราณมาเต็มๆ กลายเป็นนครรัฐกรีกโบราณที่ยิ่งใหญ่ติดอันดับท็อปๆในน่านน้ำ Mediterranean รุ่งเรืองน้องๆ Athens เลยก็ว่าได้ หาก Athens มีสุดยอดนักปราชญ์อย่างอริสโตเติ้ล Syracuse ก็มีอาร์คีเมดีส บิดาแห่งคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ร้องว่า Eureka! ขณะแช่ตัวในอ่างน้ำ เพราะเขาได้ค้นพบวิธีหาความถ่วงจำเพาะด้วยการแทนที่วัตถุลงไปในน้ำ ในเวลานับพันปีต่อมาเมื่อจักรวรรดิโรมันยิ่งใหญ่ขึ้นมาแทนกรีกโบราณ Syracuse เองก็ถูกครอบงำโดยอารยธรรมโรมัน เช่นเดียวกับพื้นที่ส่วนใหญ่รอบๆทะเลเมดิเตอร์เรเนียน Excursion ของเราในวันนี้ Ponant พาเรามาที่อุทยานประวัติศาสตร์ Neapolis Archaeological Site เพื่อทำความรู้จักกับความเป็นมาที่เก่าแก่ของเมือง และที่นี่เราก็จะได้เห็นทั้ง Greek Theatre และ Roman Theatre แบบเดินถึงกันได้เลย ไกด์บอกว่าความแตกต่างใหญ่ๆของ Theatre ทั้ง 2 แบบก็คือ แบบกรีกจะเป็นการขุดเจาะลงไปในเนินหินเพื่อให้มีเสียงก้องเพราะเน้นใช้ในการแสดงละครและดนตรี และจะมีระบบการจัดการน้ำบนความชันของเนินหิน เพื่อประโยชน์ทั้งในการช่วยซับเสียงในโรงละครที่อาจก้องเกินไป รวมไปถึงการควบคุมน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตรด้วย ส่วนของโรมันจะเป็นการสร้างขึ้นจากพื้น เพราะไม่เน้นระบบเสียง แต่จะเน้นให้คนเห็นการต่อสู้กับสัตว์ดุร้ายต่างๆได้ชัดเจน ข้อแตกต่างอีกอย่างก็คือแบบกรีกจะมีระบบตั๋ว แต่ของโรมันจะเป็นระบบแย่งกันเข้าไปจองที่นั่ง ทำให้ไกด์ของเราผู้ซึ่งโปรกรีกมากกว่า ถึงกับแซวแรงๆว่าคนกรีกเน้นใช้สมอง คนโรมันเน้นใช้ร่างกาย ฮ่าๆๆๆ นอกจากโรงละครทั้ง 2 แบบแล้ว ที่นี่ยังมีอุทยานเหมืองหินแห่งสรวงสวรรค์ (Latomie del Paradiso) ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่คุมขังนักโทษและให้ทำงานสกัดหินเพื่อเอาไปใช้งานก่อสร้าง ปัจจุบันตัวเหมืองได้กลายสภาพมาเป็นสวนร่มรื่นงดงาม เต็มไปด้วยต้นมะกอก ต้นเลม่อน ต้นส้ม และอื่นๆอีกมากมาย ในช่วงที่เรามานั้นเป็นจังหวะที่ดอกไม้ต่างๆกำลังเบ่งบานพอดีจึงสวยงามเดินเพลินมากๆครับ และหาก Syracuse คือมงกุฎ เพชรยอดมงกุฎก็คงจะเป็นเกาะ Ortygia (ออร์ตีเจีย) เขตเมืองเก่าอันรุ่งโรจน์ของ Syracuse ซึ่งวันนี้เราก็จะได้พาเพื่อนๆไปเดินเล่นกันด้วยครับ สภาพบ้านเมืองบนเกาะ Ortygia นั้นทั้งน่ารักแบบชาวบ้านๆและมีมนต์ขลังในความเก่าแก่คละเคล้ากัน เดินมาไม่ทันไรเราก็มาเจอกับซากวิหาร Apollo กลางเมืองที่อายุเกือบ 2,700 ปี แต่พอเดินมาอีกนิดก็จะเจอร้านค้าสมัยใหม่เรียงรายกันอยู่บนถนน Corso Giacomo Metteotti จนมาถึงน้ำพุ Fontana di Diana ที่โดดเด่นอยู่กลางเมือง ปลายทางของเราก็คือโบสถ์ใหญ่ที่สวยตราตรึงใจของเมืองอย่าง Syracuse Cathedral (ชื่อเต็มภาษาอิตาเลียนแอบยาวและอ่านยากเลยขอเรียกสั้นๆเป็นภาษาอังกฤษแบบนี้ก็แล้วกันนะครับ) ซึ่งเป็นโบสถ์ที่เป็นหลักฐานถึงความหลากหลายของศิลปะแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี แต่เดิมเมื่อประมาณ 2,500 กว่าปีที่แล้วในยุคกรีกโบราณนั้น ที่นี่เคยเป็นวิหารสำหรับเทพ Athena มาก่อน จนในช่วงศตวรรษที่ 7 (ซึ่งก็ 1,200 กว่าปีมาแล้ว) จึงมีการสร้างโบสถ์คริสต์คาทอลิกทับลงไป โดยภายในเราจะยังสามารถเห็นเสาวิหารแบบกรีกโบราณฝังอยู่ในกำแพงได้อยู่เลยครับ จากนั้นก็มีการซ่อมแซมและต่อเติมองค์ประกอบต่างๆเรื่อยมาอีกหลายยุคสมัย แต่สภาพปัจจุบันคือวิจิตรมากๆครับ หลังจากชมโบสถ์แล้วไกด์ก็ให้เวลาเราเดินเล่นเองอีกนิดหน่อย แล้วก็ต้องรีบกลับขึ้นเรือเพื่อไปยังเมืองถัดไป เราจึงใช้เวลานี้ซื้อของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆ และลองชิมขนม Cannoli ของอร่อยชื่อดังของ Sicily จริงๆอยากจะมีเวลาเดินเล่นต่ออีกซัก 2-3 ชั่วโมง ขอเล่านิดนึงว่าตอนกลับขึ้นมากินมื้อเที่ยงบนเรือ ทาง Ponant เสิร์ฟชีส Burrata สดๆที่เชฟไปหาซื้อมาจากในเมือง Syracuse ช่วงที่เราไปเที่ยว อร่อยมากๆครับ เป็นอีกหนึ่งความใส่ใจเล็กๆน้อยๆที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรือ L’Austral อบอุ่นเหมือนอยู่บ้านซึ่งแตกต่างจาก Cruise ใหญ่ๆครับ Welcome Gala Welcome Gala วันนี้เป็นเย็นวันแรกของการเดินเรือ Ponant ดังนั้นทาง Ponant จึงจัดงาน Gala เพื่อต้อนรับแขกอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีทั้งส่วนที่เป็นงาน Cocktail กลางแจ้งริมสระบนชั้น 6 และดินเนอร์แบบเป็นทางการที่ห้องอาหาร Le Coromandel แต่เค้าก็ไม่ได้บังคับให้เข้าร่วมนะครับ แล้วแต่เราสะดวกเลย ถือว่าเป็นการเพิ่มสีสันให้กับการเดินทาง แต่ใครที่ชอบแต่งตัวถ่ายรูปนี่ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ภาพสวยๆกลับบ้านด้วยครับ Gallipoli Gallipoli และ Lecce, Puglia, Italy เมืองที่ 2 ที่เรามาแวะเที่ยวบนเส้นทางเดินเรือของเราก็คือ Gallipoli ซึ่งได้ชื่อมาจากภาษากรีก kalé pólis แปลว่าเมืองที่สวยงาม และแม้จะเป็นเมืองเล็กๆแต่เมือง Gallipoli ก็สวยงามสมชื่อจริงๆ เดี๋ยวไว้ช่วงบ่ายเราจะได้กลับมาเดินเล่นที่นี่กัน เพราะช่วงเช้าเราจอง Excursion ไปยังเมือง Lecce (เลชเช่) เอาไว้ ซึ่ง Lecce นั้นเป็นเมืองที่โดดเด่นเรื่องสถาปัตยกรรมแบบ Baroque มากจนได้ฉายาว่า Florence of the South เลยทีเดียว เมือง Lecce เริ่มก่อตั้งขึ้นในสมัยโรมันเมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน และค่อยๆมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงปลายๆยุค Renaissance ในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงที่ศาสนาคริสต์คาทอลิกกำลังถูกท้าทายอำนาจจากการเกิดขึ้นของนิกายโปรเตสแตนท์ จึงต้องเร่งทำ PR แสดงบารมีผ่านสถาปัตยกรรมของโบสถ์ที่ตกแต่งประดับประดาอย่างวิจิตรอลังการ ซึ่งก็คือจุดเริ่มต้นของศิลปะยุค Baroque ในเวลาต่อมาที่เน้นความรุ่มรวยล้นเหลือเต็มไปด้วยรายละเอียดพรึ่บพรั่บ ประกอบกับที่เมือง Lecce มีแหล่งหินลักษณะพิเศษที่เอื้อต่อการแกะสลักลวดลายละเอียดลงไปได้ง่าย จึงกลายเป็นแหล่งรวมศิลปินสไตล์ Baroque ผู้ได้ทิ้งผลงานไว้มากมายในตัวเมือง ไกด์ท้องถิ่นของ Ponant พาเราเดินเข้าเมือง Lecce ผ่าน Porta Napoli ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ประตูเข้าเขตเมืองเก่า แค่ประตูเข้าเราก็ว่าสวยแล้วครับ แต่พอเดินเข้ามาเราก็เริ่มเห็นงานแกะสลักตาม Façade และระเบียงบ้านของผู้คน แต่นั่นก็เป็นแค่น้ำจิ้มไม่กี่หยด เพราะเมื่อเราเดินมาถึง Basilica Di Santa Croce (Basilica of the Holy Cross) ก็ถึงกับต้องอ้าปากค้างเพราะหน้าอาคารเต็มไปด้วยงานแกะสลักที่ละเอียดละออราวกับมีใครเอาผ้าลูกไม้มาห่อโบสถ์เอาไว้ แทบไม่มีที่ว่างให้พักสายตาเลยครับ ส่วนด้านในนั้นก็มีงานปั้นแกะสลัก และปิดทองละเอียดสวยงามไม่แพ้กัน แต่ก็ยังมีผนังเรียบให้ได้พักสายตาบ้าง จริงๆที่ Lecce นั้นมีโบราณสถานสวยๆให้แวะชมอีกเยอะทั้งโบสถ์และโรงละครโรมันอีกหลายแห่ง แต่หลังจากที่เดินไปกับกรุ๊ป Excursion ต่ออีกสักพัก เราก็ขอแยกตัวออกมาเดินเล่นเอง เพราะระหว่างทางเราเห็นร้านน่ารักๆเยอะมากๆไม่ว่าจะเป็นร้านขายของฝาก คาเฟ่หรือร้านรวมแบรนด์ต่างๆทั้งสมัยเก่าและใหม่ เราประทับใจมากที่เจอแบรนด์เสื้อผ้าโลคอลสไตล์ Old Money แบบอิตาลี (แนวๆ Loro Piana) ที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นในเมืองเล็กๆอย่าง Lecce ด้วย แสดงว่าเมืองนี้นั้นมีความรุ่มรวยวัฒนธรรมจริงๆ และอยู่ๆเราก็นึกขึ้นได้ว่า ก่อนหน้านี้เราหาข้อมูลพบว่าที่ Lecce มีเมนูกาแฟเย็นพิเศษเป็นของตัวเอง ชื่อว่า Leccese (เลเชชเซ่) ซึ่งใช้ช็อตเอสเปรสโซ่เทลงบนน้ำแข็งและปรุงรสด้วยน้ำเชื่อมกลิ่นแอลมอนด์ที่แต่ละร้านมักจะทำกันขึ้นมาเอง เราก็เลยถือโอกาสหาร้านกาแฟซื้อมาลองกันซักหน่อย หอมอร่อยดีครับ แต่อาจจะหวานเข้มข้นไปนิดสำหรับลิ้นของเรา เผลอแป๊บเดียวก็ถึงเวลานัดขึ้นรถกลับไปที่ Gallipoli แล้ว เดี๋ยวเราไปเดินเล่นที่ Gallipoli กันต่อนะครับ ตอนที่เราได้ยินชื่อ Gallipoli ครั้งแรกก็รู้สึกว่าเป็นชื่อที่น่ารักมาก แต่ก็แอบคุ้นๆเพราะเหมือนจะเป็นเมืองที่มีโศกนาฏกรรมจากการยกพลขึ้นบกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่พอไปหาข้อมูลก็พบว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่ประเทศตุรกีแต่เมืองดันมีชื่อเดียวกัน ส่วน Gallipoli ที่เราอยู่นี้เป็นเมืองเล็กๆที่สวยและน่ารักน่าเดินมากครับ เราตัดสินใจไม่ทานมื้อเที่ยงบนเรือ และมาหาร้านในเมืองแทนจะได้สัมผัสความโลคอลได้มากขึ้นอีกหน่อย และเราก็ตัดสินใจถูกมากๆ เราเดินมาเจอร้านน่ารักวิวทะเลชื่อ Café Del Mar (แต่ทำไมใน Google Maps เขียนว่า Caffe Del Mollo หว่า) ก็เลยตัดสินใจลง Lunch ที่นี่ก็แล้วกัน แล้วก็ไม่ผิดหวังครับ อาหารทะเลที่นี่ง่ายๆแต่อร่อย เราสั่ง Linguine ซีฟู้ด กับอีกจานโลคอลที่พนักงานแนะนำให้ลองก็คือ Pesce Spada Alla Gallipolina ซึ่งเป็นปลากระโทงดาบ (Swordfish) คือปลาที่ปากแหลมๆยาวๆ เค้าแล่เอาแต่เนื้อมาคลุกแป้งบางๆแล้วทอดสไตล์ Gallipoli ตอนกินก็บีบเลม่อนซักนิด อร่อยมากครับเพราะปลาสดมาก ติดกับร้านอาหารก็เป็นหาด Spiaggia della Purità ที่โค้งสวยงามมาก เสียดายบ่ายนี้ฟ้าเริ่มหม่นฝนเริ่มตั้งเค้า แต่ก็ยังมีคนมานอนอาบแดดเล่นน้ำกันอยู่บ้าง เราเดินเล่นในเขตเมืองเก่าที่โคตรน่ารัก (อีกแล้ว) เราเลือกซื้อของฝากชิ้นเล็กๆติดไม้ติดมือกลับมาบ้าน แวะร้านน้ำหอมชื่อ Salentum I Profumi เพราะร้านตั้งอยู่ในตึกเก่าที่ข้างในสวยมากๆจนต้องขอเข้าไปดู จากนั้นเราก็ไปร้านของหวานชื่อ Martinucci นั่งพักกินขนมและเจลาโตอร่อยๆตามที่พนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารแนะนำมาอีกที ฝนเริ่มโปรยปรายแต่เราก็ยังสู้เดินต่อไปเขตเมืองใหม่ที่อยู่ไม่ไกลกัน (ก็ไม่ได้มาบ่อยๆนี่เนอะ) เจอเสื้อผ้าแบรนด์อิตาลีสวยๆลดราคา 50% แน่ะ เลยช็อปปิ้งอีกนิดหน่อย แล้วก็เดินกลับเรือ ซึ่งก็เป็นช่วงที่ชาวประมงกลับมาถึงท่าพอดีและกำลังเอาของที่หามาได้มาวางขาย และมีคนมามุงซื้อแบบตลาดปลาบ้านเรา เป็นภาพที่น่ารักมากๆครับ อยากซื้อเอาไปให้เชฟบนเรือช่วยทำอาหารให้มากเลย แต่เค้าน่าจะมีของอื่นๆเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว แหะๆ Corfu, Greece เราเริ่มเดินทางเข้าสู่น่านน้ำของประเทศกรีซแล้วครับ และเมืองที่เราจะแวะต่อไปนี้ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เราตั้งตาคอยสุดๆ เพราะนานมาแล้ว (น่าจะเกิน 10 ปีได้) ที่เราได้อ่านบทความและเห็นรูปสวยๆของเกาะ Corfu (คอร์ฟู) จากนิตยสารท่องเที่ยวต่างประเทศ และเมื่อพยายามค้นวิธีเดินทางมาที่นี่ก็พบว่าแอบมีความซับซ้อนยุ่งยากพอสมควร เลยเก็บ Corfu เอาไว้ใน Bucket List จนแทบลืมไปแล้ว พอรู้ว่าทริปนี้เราจะได้มาแวะที่นี่แบบชิลๆก็เลยตื่นเต้นมากๆครับ และ Corfu ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย ขอบคุณอากาศที่ต้อนรับเราอย่างดีเหลือเกิน แดดออก ลมเย็นกำลังดี และท้องฟ้าก็สีฟ้าแบบฟ้าาาาาาาาาาา… สระอาล้านตัว แข่งกันกับสีฟ้าใสไล่หลายเฉดของน้ำทะเลรอบเกาะ ส่วนบนแผ่นดิน Corfu ก็ถือเป็นเกาะที่เขียวชอุ่มที่สุดใน Greece เต็มไปด้วยต้นมะกอกเก่าแก่กว่า 4 ล้านต้น หลายต้นก็อายุเกิน 1,000 ปี ไกด์เล่าให้ฟังว่าในช่วงศตวรรษที่ 15 จักรวรรดิ Venice ได้แผ่อิทธิพลเข้ามายัง Corfu และอยู่ปกครองกว่า 400 ปี และก่อนที่ Venice จะเสื่อมอำนาจลง จักรวรรดิ Ottoman ก็ได้เข้ามาบุกตีและยึดเอาดินแดนที่ใช้ในการปลูกต้นมะกอกไปจาก Venice เป็นจำนวนมาก ยกเว้นที่ Corfu ซึ่งมีป้อมปราการที่แข็งแกร่งมาก (ปัจจุบันก็ยังมีอยู่ให้เห็นในตัวเมือง Corfu Town) Venice จึงหลอกให้คน Corfu ปลูกต้นมะกอกโดยบอกว่าจะให้เงินตอบแทน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำตามสัญญา Excursion ของเราในวันนี้นั้น เราจะไปแวะชมสำนักสงฆ์ Paleokastritsa ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาสูง จึงเป็นจุดชมวิวที่สวยมากๆของ Corfu ส่วนตัวสำนักสงฆ์เองนั้นก็มีความเก่าแก่ถึง 800 ปี สร้างขึ้นเพื่อบูชาพระแม่มารีตามความเชื่อของศาสนาคริสต์นิกายกรีก ออร์ธอด็อกซ์ และก็เหมือนทุกอย่างเป็นใจต้อนรับเราครับ ต้น Spanish Jasmine มะลิพันธุ์เลื้อยที่ปลูกอยู่ข้างโบสถ์ก็กำลังออกดอกสะพรั่งพรึ่บพรั่บล้นจอเหมือนกับภาพฝันเลย หรือว่าเรากำลังฝันไปจริงๆนะ ลงจากสำนักสงฆ์แล้วเราก็จะไปนั่งเรือเล่นชมทะเลและถ้ำต่างๆรอบๆอ่าว Agios Spiridon กันต่อครับ ขออนุญาตให้ภาพบรรยายความงามด้วยตัวเองก็แล้วกันนะครับ ไกด์เล่าให้ฟังว่าอีกฝั่งหนึ่งของเกาะ ทางตอนใต้ของ Old Town Corfu จะมีเกาะเล็กๆชื่อว่า Pontikonisi ตามตำนานเล่าว่าเกาะนี้คือเรือที่กลายเป็นหินของ Odysseus ผู้คิดแผนการส่งม้าไม้พร้อมไส้ศึกเข้าเมือง Troy ซึ่งสร้างความโกรธแค้นให้กับ Poseidon เทพแห่งท้องทะเลเป็นอย่างมาก ระหว่างล่องเรือกลับบ้าน เรือของ Odysseus จึงถูกสาปให้อับปางและกลายเป็นหินซึ่งก็คือเกาะ Pontikonisi ในปัจจุบัน ยังไม่จบ Excursion ในวันนี้นะครับ ไกด์จะพาเราไปกินของว่างแบบกรีกพร้อมชมวิวบนยอดเขาที่ Golden Fox View Point ของว่างอร่อยดีนะครับและวิวก็สวยมากๆเช่นเคย ใช้เวลากันอยู่ที่นี่พักใหญ่ก็ทยอยขึ้นรถ บนรถเราเห็นเจ้าหน้าที่ของ Ponant คนหนึ่งซื้อขนมเค้กโลคอลติดมือกลับมาด้วย เราก็เลยถามเค้าว่ามันคือขนมอะไร เค้าบอกว่ามันคือเค้กส้มแบบกรีกที่อร่อยมากๆชื่อว่า Portokalopita และแนะนำให้เราไปลองหาซื้อกินดู แต่เรายังมีเวลาอีกหลายชั่วโมงก่อนเรือจะออกเดินทางต่อ เราจึงมาเดินเล่นในตัวเมือง Corfu Town กัน เช่นเดียวกับเมืองส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ครับ Corfu มีความเป็นมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณเมื่อเกือบ 3,000 ปีก่อน แต่สิ่งที่ทำให้บ้านเมืองที่ Corfu แตกต่างจากที่อื่นก็คือการถูกปกครองโดย Venice ถึงเกือบ 400 ปี หลังจากนั้นก็มีทั้งฝรั่งเศส และอังกฤษที่เข้ามาปกครองสั้นๆก่อนจะส่งต่อให้ Greece จนถึงปัจจุบัน เราเหมือนคนโดน Corfu ทำของใส่ มองไปทางไหนคือดีงามไปหมดเลยครับ ระดับความสุขเต็มปรี่ทะลุปรอท ทั้งอากาศ ทั้งตัวเมือง ทั้งผู้คน และที่สำคัญคือเรามาเจอร้านกาแฟ Specialty ชื่อ Cafetierra Plakado ที่ทำ Iced Americano อร่อยๆให้เราได้หายอยากด้วย บาริสต้าบอกว่ากาแฟที่ Greece จะต่างจากที่ Italy ตรงที่คนที่นี่เค้ากินกาแฟเย็นกันด้วยครับ มีเมนู Iced Espresso ที่เอาไปปั่นกับน้ำแข็งให้เย็นที่คนนิยมกินกันทั่วไป ไหนๆก็ไหนๆ เราก็เลยถามบาริสต้าว่ามีร้านไหนขายเค้กส้ม Portokalopita อร่อยๆบ้างมั้ย เค้าบอกว่าที่ Corfu น่าจะมีแค่ที่ Golden Fox บนเขาที่เราเพิ่งไปมา (แง) แต่เค้าก็ปลอบใจด้วยการแนะนำร้าน Gelato ร้านโปรดในเมืองของเค้า ชื่อว่า Papagiorgis และบอกว่ารส Dark Chocolate กับรส Wild Strawberry อร่อยสุดๆ เราก็เลยไปตามรอย อร่อยจริง! เวลาแห่งความสุขใน Corfu ใกล้หมดลงแล้ว เพราะเราต้องเรือก่อน 16:30 น. เราตกหลุมรักเมืองนี้ เข้าอย่างจัง แล้วสักวันฉันจะกลับมาหาเธอใหม่นะ Corfu Itea, Greece สิ่งที่ดึงดูดให้คนมา Itea (อิเตย่า) มากที่สุดก็คือ อุทยานประวัติศาตร์ Delphi อันโด่งดัง ที่นี่เป็นที่ตั้งวิหารเทพ Apollo และที่อยู่ของ Pythia (Oracle of Delphi) ตำแหน่งของนักพยากรณ์ในตำนานที่มีอิทธิพลต่อชาวกรีกโบราณอย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นปกครองที่ต้องดั้นด้นมาปรึกษาในเรื่องสำคัญๆของแผ่นดินในยุคนั้น ทาง Ponant เองก็มีจัด Excursion ไปที่นี่ด้วยเช่นกัน แต่หลังจากที่เราปรึกษา Shore Team ที่ดูแลเรื่อง Excursions ของเรือแล้ว เราได้คำแนะนำให้ไปอีกที่หนึ่งมากกว่าซึ่งก็คือสำนักสงฆ์ Hosios Loukas Monastery เพราะ Delphi นั้นคนค่อนข้างแน่นมาก และตัวสำนักสงฆ์ Hosios Loukas Monastery เองก็เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ค่อนข้าง Unseen ไกด์บอกว่าเขาสามารถสัมผัสได้ถึงพลังแห่งจิตวิญญาณบางอย่างได้จากที่นี่ สำนักสงฆ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดย Hosios Loukas อาจจะแปลคร่าวๆได้ว่า “นักบุญลูคัส” ในยุค Byzantine เมื่อประมาณ 1,000 กว่าปีที่แล้ว และปัจจุบันก็ได้ถูกขึ้นทะเบียนมรดกโลกโดย UNESCO เป็นที่เรียบร้อย สิ่งแรกที่เราสัมผัสได้ก็คือความสงบร่มเย็นของสถานที่แห่งนี้ นี่ขนาดต้นไม้ที่หุบเขาข้างล่างส่วนใหญ่เพิ่งถูกไฟป่าไหม้ไปเมื่อไม่นานมานี้นะ ถ้าไม่โดนไฟไหม้จะเขียวขจีขนาดไหน เมื่อก้าวเท้าลอดซุ้มประตูเข้าสู่บริเวณสำนักสงฆ์ เราก็รู้สึกได้ถึงความขลังเบาๆ ยิ่งด้านในของโบสถ์นั้นเป็นโถงสูงที่ประดับไปด้วยจิตกรรมฝาผนังและงานกระเบื้องโมเสกบอกเล่าเรื่องราวความศรัทธาที่ละเอียดสวยงามมากๆครับ ขากลับออกมาที่ด้านหน้าสำนักสงฆ์มีร้านค้าเล็กๆให้ซื้อผลิตภัณฑ์ของสำนักสงฆ์กลับบ้านได้ เช่น ขนมขบเคี้ยว แยมผลไม้ บาล์มนวดอเนกประสงค์หลายสูตร (มีความคล้ายยาหม่องบ้านเราเหมือนกันนะ) แต่สิ่งที่ไกด์แนะนำที่สุด (โดยที่เค้าไม่ได้ค่าคอมมิชชั่น) ก็คือน้ำผึ้ง ไกด์บอกว่าน้ำผึ้งที่นี่ Excellent สุดๆ เราอยากซื้อขวดใหญ่ติดมือกลับบ้านซักขวด แต่พอนึกถึงน้ำหนักกระเป๋าที่ปริ่มโควตาอยู่ก็เลยได้แค่ซื้อไซส์เล็กสุดติดมือกลับมาพอให้เราไม่รู้สึกเสียดายทีหลัง จากนั้นไกด์ก็พาเราแวะไปที่เมือง Arachova ซึ่งเป็นเมืองบนภูเขาซึ่งเป็นแหล่งเล่นสกีของชาวกรีกครับ แม้เราจะมาในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิแล้ว หิมะไม่มีแล้ว แต่ร้านน่ารักต่างๆในเมืองก็ยังคงเปิดให้บริการอยู่ ที่นี่ไกด์ปล่อยให้เราเดินชมเมืองได้อิสระ แต่จะนัดเวลาและจุดขึ้นรถให้ไปเจอกัน เราเดินไปถามไกด์ว่ารู้จักร้านไหนที่ขายเค้กส้ม Portokalopita ที่เราได้รับคำแนะนำมาจากที่ Corfu บ้างมั้ย (ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ฮ่าๆๆๆๆ) แต่ไกด์เองก็ไม่แน่ใจ เลยพาเราเดินเข้าออกคาเฟ่อยู่หลายร้าน ระหว่างทางก็ได้คุยกันเรื่องอื่นๆไปด้วย จนสุดท้ายนางซื้อกาแฟเลี้ยงเราคนละแก้ว เป็นกาแฟ Iced Espresso แบบกรีก หลังจากนั้นเราก็เดินเข้าออกร้านเสื้อผ้า ร้านขนม ก็เลยได้ของติดมือกลับมานิดหน่อยก่อนกลับไปขึ้นรถ ขากลับไปที่เรือเราก็ผ่าน Delphi ด้วยนะครับ และเห็นรถทัวร์ที่จอดกันอยู่ไกลออกมา 2-3 กิโลเมตรจากตัวอุทยานประวัติศาสตร์ ไกด์เลยบอกว่าพวกเราตัดสินใจถูกมากที่เลือกไปที่สำนักสงฆ์ และเค้าเองก็ดีใจที่ไม่ต้องพาเราไปเบียดกับผู้คนที่ Delphi ในวันนี้ สำหรับเมือง Itea นั้นเป็นเมืองท่าที่น่ารักและค่อนข้างเล็กมาก เราเห็นผู้คนนั่งอยู่ในร้านกาแฟบนถนนหลักของเมืองแค่ไม่กี่คน และร้านค้าหลายร้านก็ไม่ได้เปิดให้บริการ ถ้าไม่ได้มากับ Ponant เราก็คงไม่มีโอกาสได้สัมผัสเมืองประมงเล็กๆของกรีซแบบนี้ เราเดินถ่ายรูปเล่นในเมืองสักพักก็กลับขึ้นไปทานอาหารกลางวันบนเรือ และวันนี้ที่ห้องอาหาร Le Rodrigues เชฟมาตั้งซุ้มทำสเต้กปลาทูน่าสดๆที่เพิ่งได้มาจากตลาดที่ Itea เสิร์ฟให้ผู้โดยสารพร้อมกับข้าวหุงปรุงรสเค็มๆหอมๆไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าใส่อะไรบ้างแต่อร่อยดีครับ Corinth Canal, Greece อีกหนึ่งไฮไลท์ของเส้นทางนี้ก็คือการล่องเรือเข้าคลอง Corinth (โครินธ์) ที่มีความยาว 6.3 กิโลเมตรและกว้างสูงสุดเพียง 25 เมตร ทำให้เฉพาะเรือเล็กอย่างเช่นเรือ L’Austral ของเราเท่านั้นที่จะค่อยๆล่องทะลุคลองนี้ได้พอดี นับเป็นประสบการณ์ที่พิเศษมากเลยครับ ผู้โดยสารแทบจะทุกคนบนเรือก็ดูตื่นเต้นกันมากๆ ออกมาชมคลองที่หัวเรือตามประกาศของกัปตันกันแน่นเลย เจ้าคลอง Corinth นี้ถูกเริ่มขุด (หรือใช้คำว่าหั่นดีนะ) ในปี 1882 และเสร็จสิ้นในปี 1893 โดยเจาะทะลุคอคอดโครินธ์ (Isthmus of Corinth) เพื่อให้เป็นทางลัดเชื่อม Gulf of Corinth (ฝั่งทะเล Ionian) กับ Saronic Gulf (ฝั่งทะเล Aegean) เข้าด้วยกัน จริงๆแล้วเส้นทางลัดนี้ถูกใช้งานมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณเมื่อ 2,600 กว่าปีก่อนแล้ว แต่เมื่อก่อนจะเป็นระบบรางบนแผ่นดิน โดยจะนำเรือขึ้นรถรางจากฝั่งหนึ่งแล้วเข็นลงอีกฝั่ง Athens Lavrio and Athens, Greece เมืองที่เรือของเราเข้าจอดวันนี้คือ Lavrio (หรือ Laurium ในภาษาอังกฤษ) จากท่าเรือทาง Ponant จัดรถบัสให้เราต่ออีกประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆก็ถึงเมืองหลวงที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปอย่าง Athens ซึ่งมีอายุราวๆ 3,400 ปี แต่ถ้านับจากหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็ย้อนกลับไปได้เป็นหมื่นปีเลยทีเดียว ที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดของการปกครองแบบประชาธิปไตย ปรัชญา ศิลปวิทยาการ และอารยธรรมตะวันตกที่เป็นมรดกมาถึงโลกยุคปัจจุบัน จุดหมายของเราวันนี้ก็คือ Acropolis เมืองโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือเมือง Athens สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพ Athena ผู้ปกปักษ์รักษาและผู้เป็นที่มาของชื่อเมือง Athens หรือ Αθήνα อ่านว่า “อาธิน่า” ในภาษากรีก เรื่องราวในเทพนิยายเล่าว่า King Cecrop ผู้ก่อตั้งเมืองจัดให้มีการแข่งขันกันระหว่างเทพ 2 องค์ซึ่งเป็นลุงกับหลานกันคือ Poseidon เทพแห่งท้องทะเลและแผ่นดินไหวซึ่งเป็นพี่ชายของ Zeus กับ Athena เทพีแห่งปัญญาและการสงครามลูกสาวของ Zeus เพื่อให้ผู้ชนะเป็นเทพผู้ปกป้องเมือง ผลลัพธ์ก็คือชัยชนะตกเป็นของ Athena Acropolis ในลักษณะที่เราเห็นในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบูรณะเมืองเมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อนหลังจากสงครามกับ Persia จบลงโดยมีอาคารหลักเรียกว่า Parthenon เป็นวิหารใหญ่สำหรับบวงสรวงเทพ Athena โดยคำว่า Parthenon นั้นมาจากชื่อเต็มของเทพ Athena Parthenos แปลว่า อาธีน่าผู้บริสุทธิ์ นอกจากเหตุผลทางด้านความเชื่อแล้ววิหาร Parthenon ยังเป็นสัญลักษณ์แสดงความยิ่งใหญ่ของรัฐกรีกโบราณด้วย เพราะที่นี่นั้นถูกใช้เป็นคลังเก็บสมบัติของบรรดารัฐกรีกโบราณนับร้อยเมืองที่ตกลงให้ Athens เป็นผู้นำในการต่อสู้กับชาว Persia จนได้รับชัยชนะ ในยุคต่อๆมา Parthenon ก็เคยถูกเปลี่ยนให้เป็นทั้งโบสถ์ในศาสนาคริสต์ (ยุค Byzantine) และมัสยิดในศาสนาอิสลาม (ยุค Ottoman) ด้วย วันนี้ Acropolis คนเยอะมากครับ แน่นกว่าคราวก่อนที่เรามาเมื่อปี 2007 เยอะเลย แต่ไกด์ของ Ponant ก็ดูแลเราเป็นอย่างดีพาเราลัดเลาะเข้าอุทยานประวัติศาสตร์ผ่าน Odeon of Herodes Atticus หรือโรงมหรสพสไตล์โรมัน (ที่เพิ่งมาสร้างในยุคหลัง) ที่พอตัดกับวิวเมืองด้านหลังแล้วดูขลังมากๆ ด้วยความที่ Acropolis ตั้งอยู่บนที่สูงเราจึงสามารถเห็นเมือง Athens ที่มีประชากรอยู่กันแบบหนาแน่นได้แบบ Panorama เลย และได้เห็นโบราณสถานต่างๆที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมืองด้วย ไม่ว่าจะเป็นวิหารของ Zeus มหาเทพผู้ปกครองเทพทั้งมวล วิหารของ Hephaestus เทพแห่งมนต์ดำ Theatre of Dionysus ที่จุคนได้อย่างน้อย 15,000 คนและเป็นต้นแบบของ Greek Theatre ทั้งมวลและอื่นๆอีกมากมาย ต้องบอกว่าเป็นภาพที่สวยงามแปลกตามากครับ นอกจาก Parthenon แล้ว บน Acropolis ยังมีอาคารเด่นๆอีก 2 อาคารคือ Erechtheion ที่หลายคนอาจจะคุ้นชินกับภาพเสาเทพีที่แบกเพดานอาคารไว้บนหัว (Caryatids) สร้างขึ้นเพื่อบูชาทั้ง Athena และ Poseidon โดยมีศาลเจ้าแยกกัน (เราชอบที่คนโบราณก็ยังให้เกียรติผู้แพ้อย่าง Poseidon ด้วย) และอาคารอีกหลังที่เล็กกว่าแต่ดูงามสง่าไม่แพ้กันก็คือวิหารแห่งเทพ Athena Nike (เป็นเทพ Athena ปางเทพีแห่งชัยชนะ) หลังจากเยี่ยมชม Acropolis เสร็จเรียบร้อยแล้ว ไกด์ก็พาเราไปต่อกันที่พิพิธภัณฑ์ Acropolis Museum ที่รวบรวมโบราณวัตถุและชิ้นส่วนอาคารที่ขุดพบบริเวณ Acropolis ซึ่งทุกชิ้นนั้นบอกเล่าเรื่องราว ประเพณี วัฒนธรรมที่ Rich มากๆของชาวกรีกที่ไม่มีทางที่เราจะเล่าได้หมด ขนาดเดินดูด้วยตาก็ยังไม่ทั่วเลยครับ เอาเป็นว่าเราขอเอารูปมาอวดให้พอเห็นบรรยากาศ และเว้นว่างประสบการณ์เอาไว้ให้เพื่อนๆได้ไปสัมผัสเองก็แล้วกัน แต่บอกเลยว่าควรค่าแก่การแวะมาอย่างยิ่งครับ ได้เวลามื้อเที่ยงแล้ว วันนี้ไกด์พามากินอาหารกรีกพร้อมวิว Acropolis กัน ทางร้านเสิร์ฟจานแรกเป็น Moussaka หรือลาซานญ่าเวอร์ชั่นกรีกที่มีเนื้อบดและมะเขือยาวเรียงเป็นเลเยอร์อยู่ด้านล่าง ต่อด้วย Youvetsi สตูว์เนื้อแกะราดบน Orzo พาสต้าทรงเมล็ดข้าว และสลัดชีส Feta ราดซอสมะเขือเทศสด ก่อนจะจบท้ายด้วยขนมหวานไส้ถั่วสุดคลาสสิคอย่าง Baklava ตามโปรแกรมแล้วเราจะต้องขึ้นรถกลับเรือเลย เพราะท่าเรือค่อนข้างอยู่ไกลเป็นชั่วโมง และเรือต้องแล่นต่ออีกค่อนข้างไกล แต่ด้วยความที่เรากินเสร็จเร็วกว่าคนอื่น จึงพอมีเวลาให้ไปเดินเล่นรอบๆร้านอาหารนิดหน่อย และเราก็พบว่ามีร้านน่ารักๆเยอะแยะมาก น่าเสียดายที่เรามีเวลานิดเดียว แถมร้านส่วนใหญ่ปิดวันจันทร์ซึ่งเป็นวันที่เราอยู่ที่ Athens พอดี ไม่งั้นเราคงจะได้ค้นพบอะไรดีๆที่นี่อีกเยอะ หรือนี่จะเป็นลางให้เรากลับมา Athens อีกซักรอบนะ? ฮ่าๆๆๆ White Evening White Evening เราเดินทางมาถึงครึ่งทริปแล้วนะครับ วันนี้บนเรือมีจัดงานพิเศษคือ White Evening คืองานดินเนอร์ที่ให้ผู้โดยสารแต่งตัวชุดสีขาวเป็นหลักใครจะแซมสีดำด้วยก็ไม่ว่ากัน หรือจะไม่เข้าร่วมเลยก็ไม่เป็นไร โดยทาง Ponant จะจัดให้มีการลงทะเบียนว่าเราอยากนั่งกับทีมบริหารของเรือคนไหน เหมือนเป็นกิจกรรมสร้างคอนเน็คชั่นที่มาพร้อมกับธีมสนุกๆไปในตัว เนื่องจากก่อนหน้านี้เราได้เคยพูดคุยถูกคอกับคุณ Didier Vacher ผู้จัดการโรงแรมของเรือมาบ้างแล้ว เราก็เลยเลือกที่จะนั่งกับคุณ Didier และบนโต๊ะของเราก็มีแขกน่ารักๆคนอื่นๆอีก เช่นคุณ Aurelia นักบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับอารยธรรมในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และคุณ Didac กับคุณ Manon คู่รักชาว Lexumberg ซึ่งในเราทุกคนก็แลกคอนแทคกัน และจากนั้นตลอดทริปที่เหลือเราก็ช่วยถ่ายรูปให้กัน ให้คำแนะนำกันและกันกัน ซึ่งทำให้ทริปของเราสนุกขึ้นอีกหลายเท่าเลย Meteora Volos, Greece ท่าเรือสุดท้ายก่อนออกจากเขต EU ครับ เผลอแป๊บเดียวเหลืออีกไม่กี่วันทริปล่องเรือของเราก็จะจบลงแล้ว ไม่อยากให้จบลงเร็วเลยจริงๆครับ Ponant พาเรามาจอดที่เมือง Volos นี้ก็เพราะเค้าจะพาเรานั่งรถบัสต่อไปเที่ยวจุดที่สวยแปลกตาที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศกรีซเลยครับ นั่นก็คือ Meteora ดินแดนศักสิทธิ์แห่งสำนักสงฆ์ศาสตร์คริสนิกายกรีกออร์ธอด็อกซ์บนภูเขาหินทรงประหลาดราวกับหลุดออกมาจากฉากนิยาย Fantasy แบบ The Lord Of The Rings เลยแหละ Meteora แปลว่า “ลอยค้างอยู่ในอากาศ” และก็เช่นเดียวกันกับ Corfu เราเคยเห็นรูป Meteora ในนิตยสารท่องเที่ยวของฝรั่งมานานแล้ว และก็อยากมาเที่ยวมากๆ แต่ก็รู้สึกว่าเดินทางค่อนข้างยาก จึงเป็นอีกที่ที่เราได้แต่เก็บเอาไว้ในลิสต์มานานแสนนาน จนกระทั่งวันนี้ฝันเราเป็นจริงแล้วครับ ขยำลิสต์ทิ้งได้แล้ว ฮ่าๆๆๆ ไกด์บอกว่านี่คือ 1 ใน Top 5 สถานที่ Must-Visit ในกรีซเลยนะ สมการรอคอยมากๆ Meteora เป็นภูเขาที่แทบจะอยู่ตรงกลางแผ่นดินกรีซเลย ซึ่งจะต่างจากแหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่อื่นๆของกรีซที่มักจะเป็นเกาะในทะเล จากท่าเรือเรานั่งรถเกือบ 2 ชั่วโมงก็เริ่มเห็นวิวเขาที่มีทรงสวยแปลกตามากๆ จากนั้นรถของ Ponant ก็พาเรามาจอดที่ร้านอาหารที่ตีนเขาให้เราพักดื่มน้ำและเข้าห้องน้ำก่อนจะเดินทางไปต่อ แค่วิวตรงร้านอาหารนี้ก็น่าตื่นตาตื่นใจมากๆแล้วครับ ในช่วงพีคๆนั้น Meteora เป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์ถึง 24 แห่ง แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 6 แห่งที่ยังมีการใช้งานอยู่โดยจะสลับกันเปิด-ปิด ในขณะที่บางแห่งก็ไม่เปิดให้เข้าชมเลยและวิธีเดียวที่จะเข้าถึงสำนักสงฆ์นั้นได้ก็ต้องโหนสลิงเข้าไปเท่านั้น เนื่องจากนักบวชที่อาศัยอยู่ในนั้นต้องการปลีกวิเวกตัดขาดจากโลกภายนอกจริงๆ สำนักสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดนั้นมีชื่อว่า Megalo Meteoron (The Great Meteoro Monastery) สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 700 ปีก่อน ที่นี่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้แต่ปิดทุกวันอังคาร ซึ่งก็คือวันที่เราไปพอดี ฮ่าๆๆๆ วันนี้เราจึงได้เข้าชมสำนักสงฆ์ 2 แห่งที่สวยงามไม่แพ้ ก็คือสำนักสงฆ์ Varlaam อายุเกือบ 500 ปี และสำนักภิกษุณี St. Stephen ซึ่งก่อตั้งมาในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน (แต่รากฐานของอาคารนั้นมีอายุย้อนกลับไปกว่า 900 ปี) และเพิ่งกลายสภาพมาเป็นวัดสำหรับภิกษุณีเมื่อ 60 กว่าปีที่ผ่านมานี้เอง สาเหตุที่สำนักสงฆ์ต่างๆในกรีซมักจะสร้างอยู่บนยอดเขา หรือในสถานที่ที่เข้าถึงได้ยากก็เพราะเป็นความตั้งใจที่จะหลีกหนีจากโลกภายนอก แต่กลับกลายเป็นว่าพอยุคสมัยเปลี่ยนไป มีถนนหนทางสะดวกมากขึ้น โลกภายนอกก็ถาโถมกันเข้ามาหาสำนักสงฆ์ถึงในโบสถ์เลย และด้วยความที่สำนักสงฆ์มักจะตั้งอยู่บนที่สูง ก็ทำให้มีวิวสวยโดยอัตโนมัติ เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากๆ ถ้าเรานึกย้อนหลังไปในช่วงการก่อสร้างสำนักสงฆ์แต่ละแห่ง ลำพังเส้นทางบนพื้นราบที่จะขนเอาวัสดุก่อสร้างมาถึงตีนเขาก็ลำบากมากอยู่แล้ว แต่พอมาถึงก็จะต้องใช้วิธีปีนเขา โรยตัว ชักรอกเอาอุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆขึ้นมาที่ละน้อย จากนั้นจึงค่อยลงมือก่อสร้างโดยนักบวชเอง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในศรัทธาของคนยุคนั้นที่สามารถสร้างภาพในจินตนาการให้เป็นจริงได้สำเร็จ ไม่ใช่แค่สำนักสงฆ์ 1 แห่งเท่านั้น แต่มากถึง 24 แห่งเลยทีเดียว แสดงให้เห็นว่าภาพที่ชัด วิธีที่ใช่ และใจที่ชอบนั้นเป็นสูตรสำเร็จที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายและทำซ้ำๆได้เสมอ ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปขนาดไหน Ephesus Kușadasi, Turkey เราออกจากน่านน้ำเขต EU แล้วครับ วันนี้เราเดินทางมาถึงเมืองท่าที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ของประเทศตุรกีที่มีชื่อว่า Kușadasi (คุชาดาสึ) สภาพบ้านเมืองเริ่มดูต่างจากบ้านเมืองในกรีซ แต่ก็ยังมีความคล้ายคลึงกับเมืองตากอากาศริมทะเลในยุโรปอยู่ประมาณหนึ่ง ถ้าจะย้อนเวลากลับไปในประวัติศาสตร์ที่นี่ก็คงไม่ต่างจากเมืองอื่นๆในละแวกนี้ที่มีความเป็นมาหลายพันปี แต่ปัจจุบัน Kușadasi เป็นเมืองที่กำลังพัฒนามีโครงการใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย และไกด์บอกว่าราคาค่าคอนโดต่างๆก็ยังถูกกว่าเมืองตากอากาศในยุโรปอยู่มาก แต่วันนี้เราไม่ได้มาหาซื้อคอนโดหรอกนะครับ เรามาที่นี่เพื่อจะไปเมืองชม Ephesus (เอฟเฟซัส) เมืองโบราณในตำนานที่สำคัญมากๆอีกเมืองหนึ่งมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณโดยเป็นศูนย์กลางแห่งการบูชาเทพ Artemis เทพแห่งการล่าสัตว์ พระจันทร์และการให้กำเนิดเด็ก โดยถ้ามีการจัดอันดับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคโบราณ Temple Of Artemis ที่ Ephesus ก็คงจะได้ติดลิสต์ด้วยอย่างแน่นอน ต่อมาในยุคโรมัน Ephesus ก็เจริญรุ่งเรืองมาก ถึงกับมีการยกสถานะเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรโรมันฝั่งเอเชียเลย นอกจากนี้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลก็มีการพูดถึง Ephesus อยู่หลายครั้ง เนื่องจากเป็นที่ที่อัครสาวกของพระเยซูอย่าง Paul เดินทางมาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ Ephesus เป็นเมืองโบราณที่ค่อนข้างใหญ่มาก สังเกตุได้จากขนาดของ Roman Theatre ที่จุคนได้ถึง 25,000 คน (ทำให้คาดกันว่าต้องมีประชากรอย่างน้อย 250,000 คน) และตัวเมืองเองก็แบ่งออกเป็น 3 โซนคือโซนสถานที่ราชการ โซนที่อยู่อาศัยของกลุ่ม Elite ในยุคนั้น และสุดท้ายก็คือโซนชาวบ้านและแหล่งค้าขายที่เรียกว่า Agora ในภาษากรีกโบราณ อีกหนึ่งจุดที่เป็นสัญลักษณ์ของ Ephesus ก็คือ Façade (หน้าตึก) ของหอสมุดของเซลซัส (Library of Celcus) ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานและที่เก็บศพของ Tiberius Julius Celsus Polemaeanus ตัวแทนที่ถูกส่งมาให้ปกครอง Ephesus จากโรม หลังจากทัวร์ Ephesus เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็กลับมาที่ Kușadasi และมีเวลาอิสระในการเดินเล่นในเมือง ด้วยความที่เราไม่มีเงิน Lira ของตุรกีติดตัว และไม่อยากจ่ายด้วยยูโรแล้วได้เงินทอนเป็น Lira (อีกใจนึงก็กลัวโดนโกงราคาด้วยแหละ ฮ่าๆ) เราก็เลยได้แค่เดินเล่นไปเรื่อยๆทั้งที่เราก็แอบอยากเข้า Cafe และลองขนมที่เค้าขายอยู่ข้างทางเหมือนกันนะ แต่ก็ตัดใจดีกว่า บรรยากาศของเมืองดีเลยครับ ทะเลสวย ลมเย็น แต่เอาเข้าจริงๆเราก็ยังไม่เจอร้านอะไรที่ถูกจริตสักเท่าไหร่ ยิ่งตรงโซนรับนักท่องเที่ยวก็มักจะขายของก๊อปพวกกระเป๋า นาฬิกา แบรนด์เนมต่างๆ และเค้าทำได้ดีเลยนะ ก๊อปเนียนเชียว ฮ่าๆๆๆ Farewell Gala Farewell Gala ไม่น่าเชื่อเลยว่าเวลาจะผ่านไปเร็วขนาดนี้ เผลอแป๊บเดียวมาถึงงาน Farewell Gala แล้วเหรอเนี่ย จริงๆนี่ก็ยังไม่ใช่วันสุดท้ายของการล่องเรือหรอกครับ พรุ่งนี้เรายังมีอีก 1 เมืองให้แวะเที่ยว แต่เราคิดว่าถ้าจัดคืนสุดท้ายเลยผู้โดยสารอาจจะเอ็นจอยได้ไม่เต็มที่เพราะต้องมาพะวงกับการจัดกระเป๋าเตรียมตัวจบทริป เพราะนอกจากงาน Cocktail ช่วงเย็นแล้วเค้ายังมีงาน Dinner ให้เราเลือกเข้าร่วมต่อได้ด้วยและอาจจะเสร็จดึก เค้าก็เลยจัด Farewell ล่วงหน้าก่อน 1 วัน พอถึงวันใกล้จบ Cruise ทาง Ponant ก็จะมีเอกสารต่างๆมาให้เรากรอก เช่น แบบประเมินความพึงพอใจและข้อเสนอแนะ ซองทิปเผื่อเราจะให้เป็นเงินสดแต่ถ้าจะให้ผ่านบัตรเครดิตก้สามารถทำเรื่องที่ Reception ได้เลย เราแอบเห็นทิปที่ห้องอื่นๆให้ก็จะอยู่ในช่วง 12-30 ยูโร/ห้อง/วัน รวมไปถึงแบบฟอร์มให้ทาง Ponant เตรียมรถแท็กซี่ไปสนามบินให้ถ้าต้องการนะครับ เพราะเราสามารถเรียกอูเบอร์เองได้เช่นกัน ซึ่งราคาก็จะถูกกว่า แต่เราให้ทาง Ponant เรียกให้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะไฟลต์กลับของเราค่อนข้างกระชั้นกับเวลาลงจากเรือ Alanya Alanya นี่คือเมืองสุดท้ายที่เราจะได้ลงเที่ยวของ Cruise นี้แล้วครับ พรุ่งนี้เป็นเมือง Antalya (ชื่อคล้ายๆกันเนอะ) ที่เราจะไม่ได้เที่ยวอะไรเลยเพราะลงจากเรือแล้วต้องพุ่งตัวไปสนามบินเลย Alanya เป็นดินแดนที่ว่ากันว่า Mark Antony จอมทัพชาวโรมันมอบให้เป็นของขวัญกับคลีโอพัตราคนรักของเขา เพราะชายหาดที่นี่สวยถูกในพระนางเป็นอย่างมาก และในปัจจุบันหาดที่ขึ้นชื่อที่สุดก็ถูกตั้งชื่อว่า Cleopatra Beach ด้วย แต่ไม่ใช่แค่ Cleopatra หรอกนะที่ชอบที่นี่ บรรดาโจรสลัดก็ชอบเช่นกันและเคยใช้ Alanya เป็นศูนย์กลางในการปล้นสะดมเลยทีเดียว เสน่ห์ของ Alanya นั้นเห็นได้แต่ไกลตั้งแต่เราอยู่บนเรือ กำแพงเมือง (แอบคล้ายกำแพงเมืองจีนอยู่เหมือนกันนะ) ที่คนเคี้ยวไปตามไหล่เขาและมีเมืองอยู่เบื้องล่างเป็นภาพที่ทำให้รู้ว่าเมืองนี้ต้องมีความสำคัญมาแต่โบราณ และเมืองเก่าแก่แบบ Alanya นั้นก็ได้ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย จนวันนี้ Alanya กลายเป็นเมืองตากอากาศติดทะเลของตุรกีที่น่ารักเดินเพลิน โดยรวมแล้วเราชอบเมืองนี้มากกว่า Kuşadasi นะ Ponant พาเรานั่งรถออกไปชมความสวยงามของ Side (ซิเด้) เมืองยุคกรีกโบราณซึ่งเป็นที่ตั้งของวิหาร Apollo และ Artemis สองพี่น้องเทพแห่งพระอาทิตย์และพระจันทร์ เราขอข้ามเรื่องประวัติศาสตร์ต่างๆไป เพราะเพื่อนๆก็น่าจะเต็มอิ่มกับเรื่องนี้จากเมืองต่างๆก่อนหน้าไปแล้ว ขอโฟกัสที่วิวเลยครับ ฮ่าๆๆ สวยไม่สวยดูรูปเอาเองนะครับ แต่สำหรับเรานั้นประทับใจมาก เป็นความสวยงามที่ดูขลังแต่ก็สะอาดตา เป็นความงามในยุค Classical Architecture ที่มีเสน่ห์จริงๆ โดยเฉพาะเมื่อเสากรีกโบราณสีครีมมีน้ำทะเลสีน้ำเงินสดเป็นฉากหลัง แถมมีเรือสวยๆประกอบฉากด้วย หลังจากนั้นไกด์ก็พาเรามาชมถ้ำ Damlataş (ดามลาตาช) ที่เต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยสวยงาม และเป็นที่ที่คนเชื่อกันว่าลักษณะพิเศษบางอย่างของอากาศภายในถ้ำนั้นช่วยรักษาอาการหืดหอบด้วย จากข้อมูลที่เราหามาพบว่าอากาศในถ้ำนั้นมี Carbon Dioxide เข้มข้นกว่าอากาศนอกถ้ำถึง 10-15 เท่า และมีความชื้นถึง 95% เราเองก็ไม่ได้มีความรู้หรอกนะว่าคุณลักณะแบบนี้มีส่วนช่วยรักษาโรคทางเดินหายใจได้อย่างไร แต่ปัจจุบันทางเมือง Alanya ได้ล็อคเวลาช่วง 10:00 - 14:00 น. ไว้ให้กับคนที่มีอาการหืดหอบเท่านั้น เพราะตามที่เค้าเคลมก็คือการรักษาจะได้ผลก็ต่อเมื่อคนไข้ใช้เวลาวันละ 3-4 ชั่วโมงต่อเนื่องกัน 21 วันเพื่อหายใจเอาอากาศในถ้ำเข้าไป เกิดเป็นแพ็คเก็จทัวร์สุขภาพกันจริงจัง นักท่องเที่ยวทั่วไปอย่างเราจะเข้าได้หลังจาก 14:00 น. ไปแล้ว หลังจากกลับขึ้นเรือแล้ว เราก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการจัดกระเป๋า เพราะทาง Ponant ขอให้เรานำกระเป๋าใหญ่ที่จะให้ทางเจ้าหน้าที่ช่วยขนลงจากเรือมาวางไว้ที่หน้าห้องของเราก่อนตี 3 และการแพ็คกระเป๋าของเรานั้นถือเป็นงานใหญ่ที่ต้องวางแผนมากเพราะสัมภาระของเราค่อนข้างเยอะและน้ำหนักก็ปริ่มโควตามากๆ เพื่อให้กระเป๋าเราเบาที่สุด เราจึงต้องเตรียมเสื้อผ้าที่มีน้ำหนักมาใส่ไว้ที่ตัวเราพรุ่งนี้ด้วย ฮ่าๆๆๆ Antalya Port Disembarkation at Antalya Port เช้านี้เราจะต้องเช็คเอ้าท์ออกจาก Cabin ของเราก่อน 8:00 น. หมายความว่าเราจะต้องตื่นไปทาน Breakfast และเตรียมตัวทุกอย่างให้พร้อมก่อนเวลา เราจัดการเคลียร์ทุกอย่างจนเรียบร้อยทันเวลา แล้วไปนั่งรอรถแท็กซี่มารับที่ The Main Lounge ระหว่างนั้นเราก็ขอบคุณทีมงานและเพื่อนใหม่ที่แวะเวียนเข้ามาทักทาย และบอกลา ไม่น่าเชื่อว่าในช่วงเวลา 10 วันบนเรือ เราจะสร้างความรู้สึกผู้พันได้มากขนาดนี้ ในใจเราแอบเศร้าที่ต้องจากลากันแล้ว แต่หลายๆคนเราก็แลกคอนแทคท์กันไว้ก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน ในที่สุด Taxi ของเราก็มาถึง ทีมงานก็เดินมาเรียกให้เราลงจากเรือ ไปรับกระเป๋าใบใหญ่ที่ทางเรือขนลงไปข้างล่างเตรียมไว้ให้ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ เราทักทายคนขับรถแท็กซี่และขอบคุณที่ช่วยยกกระเป๋าขึ้นรถให้ ขณะที่รถกำลังจะขับออกไป เราโบกมือลาเรือ L’Austral และทีมงานที่น่ารักทุกคนอีกครั้ง ก่อนที่ภาพเรือที่จอดอยู่ที่ท่าจะค่อยๆมีขนาดเล็กลงไปพร้อมๆกับระยะทางที่แท็กซี่ขับออกมาเพื่อมุ่งหน้าสู่สนามบิน สรุปความประทับใจ ถ้าคะแนนเต็ม 10 เราให้ทริปนี้ 100 คะแนนไปเลยครับ เป็นหนึ่งในทริปที่เราประทับใจที่สุดในชีวิตเลยล่ะ ไม่ใช่เพราะมันเพอร์เฟ็คท์สมบูรณ์แบบทุกอย่างหรอกนะครับ บางอย่างเราก็แอบอยากให้มันมากหรือน้อยกว่าที่มันเป็นอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วเราดีใจจริงๆที่ได้มาเห็นโลกกว้างอันสวยงามจนใจฟูแล้วฟูอีก และมี Ponant เป็นผู้เปิดโลกและนำพาเรามาเสพทั้งบรรยากาศ สถานที่ท่องเที่ยว ความรู้ ศิลปะ ดนตรี อาหาร และวัฒนธรรมการเดินเรือแบบฝรั่งเศสแท้ๆ แต่สิ่งที่ทำให้เราอิ่มเอมใจที่สุดก็คือผู้คน ไม่ว่าจะเป็นลูกเรือหรือแขกคนอื่นๆที่เราได้ทำความรู้จักกันนั้นล้วนแล้วแต่น่ารักเป็นกันเองมากๆ ทั้งที่ตอนแรกเราก็แอบกังวลเพราะเป็น Cruise ที่มีผู้โดยสารชาวฝรั่งเศสกว่า 90% น่าจะทำให้เราเกร็ง แต่ถ้าเราเปิดเข้าหาเขา เขาก็จะเปิดเข้าหาเรา เช่นกันครับ อย่างที่บอกว่าการมาล่องเรือกับ Ponant นั้นไม่เหมือนใคร เป็นประสบการณ์ที่เติมเต็มในหลายๆด้านเพราะเค้าเสิร์ฟทั้งอาหารตา อาหารสมอง และอาหารจิตใจ Ponant สามารถทำสิ่งที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งของงานบริการได้สำเร็จอย่างงดงามจนน่าทึ่ง นั่นก็คือ “ความพอดี” นั่นเองครับ 10 วันของเรานั้น “พอดี” ระหว่างการได้พักผ่อนและความตื่นตาตื่นใจ “พอดี” ระหว่างความหรูหราและความอบอุ่น เราเข้าใจแล้วว่าทำไมลูกค้าส่วนใหญ่จึงเป็นลูกค้าประจำที่กลับขึ้นเรือซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะเราเองก็กำลังดูๆอยู่เหมือนกันว่าทริปหน้าจะไปเส้นทางไหนกับ Ponant ดี ☺️ Exclusive Offer: Hoparound.co X Ponant 1. ทุกเส้นทาง ลดเพิ่ม 5% จากราคาหน้าเวป www.ponant.com (ราคามีการปรับอยู่เรื่อยๆ ยิ่งจองล่วงหน้านานยิ่งถูก) 2. พิเศษ! สำหรับเส้นทางจาก Valetta, Malta - Antalya, Türkiye (The Mediterranean: in the footsteps of great civilisations) ออกเดินทางวันที่ 22 มีนาคม - 1 เมษายน 2026 (11 วัน) ราคาเริ่มต้นที่ 6,207 ยูโร/ท่าน โดยจะไม่ปรับขึ้นหากจองภายใน 10 สิงหาคม 2025 (1 ห้องต้องพัก 2 ท่าน) วิธีการจอง 1. ดูเส้นทางและวันเดินทางที่ต้องการได้ที่หน้าเวป https://us.ponant.com/discover-our-destinations 2. คลิกที่ลิงค์ www.hoparound.co/exclusiveoffers เพื่อกรอกรายละเอียดทริปที่ต้องการและข้อมูลเบื้องต้นเพื่อรับสิทธิ์ลดเพิ่ม 5% 3. รอให้ตัวแทนของ Ponant ติดต่อกลับทางอีเมลเพื่อดำเนินการจองกับลูกค้าโดยตรง Ponant Exclusive Offers เลือกชมเส้นทางเดินเรือ Ponant ที่น่าสนใจได้ที่นี่ Le Commandant Charcot 2025 - 2027 Brochure The World's Only Luxury Icebreaker PONANT Winter 2025-2026 Brochure Inspiring Voyages PONANT & Smithsonian Journeys 2026 Collection 2025 Close to Home Voyages Brochure Le Commandant Charcot 2025-2026 Brochure www.hoparound.co #LetsHoparound #Ponant












