top of page
black-01.png

Search Results

128 results found with an empty search

  • BONCI (บอนซี่) คาเฟ่เปิดใหม่ย่านสะพานควาย

    BONCI (บอนซี่) #คาเฟ่เปิดใหม่ #ย่านสะพานควาย “ความไร้คอนเส็ปต์” ก็กลายเป็นคอนเส็ปต์ได้ ถ้ารสนิยมดีซะอย่าง วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไป #hop ทำความรู้จักกับ BONCI คาเฟ่สวยเก๋ย่าน #สะพานฟราย (สะพานควายนั่นแหละ) ที่กลางวันเป็นคาเฟ่ ส่วนกลางคืนเป็นบาร์สุดฮิป เราถามเจ้าของร้านถึงที่มาของชื่อ BONCI ว่าชื่อนี้มาแต่ใด คำตอบก็คือ ”ตัวอักษร 5 ตัวนี้เรียงกันแล้วสวยดีนะ” แค่นี้ก็พอจะบอกได้ว่าคาเฟ่แห่งนี้สร้างขึ้นจากรสนิยมส่วนตัวของเจ้าของล้วนๆ แต่สำหรับเราแล้วจะว่าไร้คอนเส็ปต์เสียเลยก็ไม่ถูก เพียงแค่คอนเส็ปต์ของร้านนี้ไม่ได้ถ่ายทอดออกมาด้วยคำพูดให้สวยหรูก็แค่นั้นเอง แต่มันออกมาเป็นบรรยากาศของร้านให้จับต้องได้เลย ถ้าให้เราบรรยายตามความรู้สึกของเราเองก็ต้องบอกว่าที่นี่มี Good Vibes หนาแน่นมาก นอกจากการแต่งร้านที่ทำให้เรานึกถึงสไตล์สแกนดิเนเวียนแล้ว การคัดสรรเมล็ดกาแฟที่นำเข้ามาจากออสเตรเลียตามความชอบของเจ้าของ ก็ทำให้เรารู้ว่าอย่างน้อยก็ต้องมีคำว่า “ใส่ใจรายละเอียด” นั่งอยู่ในใจของเจ้าของอย่างแน่นอน ส่วนชั้นลอยนั้นตอนกลางคืนจะกลายร่างเป็นบาร์สุดฮิปนามว่า BONCI BAR เมนูแนะนำ สำหรับผู้ชอบความครีมมี่ นัวร์ๆ BIMBOM CREAM 150.- สำหรับใครที่ชอบความสดชื่น BIMBOM SOUR 150.- ส่วนครัวซองต์ที่เราได้ลองชิมคือ Spinach Croissant 150.- สายครัวซองต์ก็คือห้ามพลาด สรุปเลยแล้วกัน ร้านสวย กลางวันกาแฟดี กลางคืนนั่งดริ้งค์ได้ มีที่จอดรถด้านหลังร้านใกล้แยกสะพานควาย จะมีคอนเส็ปต์หรือเปล่าก็ช่างมันไปก่อนก็แล้วกัน อะไรดี Hop ก็ว่าดี ไปเช็คอินกันได้เลยค้าบบบ แถมช่วงนี้ก็จะมีตู้ถ่ายรูปสุดฮิตอย่าง Sculpturebangkok ไปตั้งอยู่ในร้านด้วยนะ ถ้าซื้อเครื่องดื่มขนมครบ 550.- จะได้ถ่ายฟรี 1 ครั้ง 1 แผ่น หรือใครอยากถ่ายแบบจัดเต็มก็จ่าย 150.- ต่อครั้งไปเลย!! BONCI Location: https://goo.gl/maps/ZBQrwCVqnf6NLUhdA 1477 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร เวลาเปิด-ปิด : Café 10:00-18:00 | Bar 18:00-23:00 (เปิดให้บริการเร็วๆนี้) โทร : 06-4646-9245 ที่จอดรถ : ที่จอดรถ BONCI สามารถจอดรถได้หลังร้าน (ที่จอดรถจำกัด 5-6 ที่นะครับ) ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/hellobonci/

  • NAOSHIMA เที่ยวเกาะศิลปะนาโอชิมะ

    เที่ยวเกาะนาโอชิมะ เกาะศิลปะ เกาะ Naoshima และ Teshima อาจจะเป็นเพียง 2 จุดเล็กๆบนแผนที่ประเทศญี่ปุ่นที่แม้แต่คนญี่ปุ่นบางคนก็ยังไม่รู้จัก แต่จุด 2 จุดนี้มีเรื่องราวที่ไม่ธรรมดา จากชุมชนที่ครั้งหนึ่งเคยต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมเหล็กของบริษัท Mitsubishi เป็นแหล่งรายได้หลัก ก่อนที่จะค่อยๆซบเซาลงจนประชากรเหลือไม่ถึงครึ่ง วันนี้ศิลปะและสถาปัตยกรรมได้เข้ามาช่วยชุบชีวิตและความงดงามให้บานสะพรั่งบนเกาะทั้งสองอีกครั้ง มาเถอะ ชาว #hopsters มา #hoparound ไปสำรวจรอบๆเกาะทั้งสองนี้กัน แต่โพสนี้เรามาเริ่มกันที่ Naoshima กันก่อนดีกว่าเนอะ โรงแรมแนะนำใน Uno Port + Naoshima พร้อมดีลพิเศษ SETOUCHI KEIRIN HOTEL 10 by Onko Chishin Bamboo Village Guest House UOGASHI 7070 Ocean View MY LODGE Naoshima Vacation House Day Naoshima Ryokan Roka 暮らすように過ごすNagi unoport Uno station มาเริ่มกันที่สถานี Uno station เป็นสถานี รถไฟปลายทางที่จะต่อเรือไปยังเกาะนาโอชิมะ แค่สถานีก็แต่งเป็นภาพกราฟิกลวงตา ทำให้เรารู้สึกได้ว่างานอาร์ตกำลังเริ่มต้นแล้วววววว เกาะ Naoshima นั้นมีขนาดกว่า 14 ตร.กม. ตั้งอยู่ในจังหวัดคากาว่า (香川 / Kagawa) ซึ่งเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดในญี่ปุ่น การจะเที่ยวได้รอบๆเกาะนั้นเราควรจะมีเวลาเที่ยวอย่างน้อย 2 วันถึงจะครอบคลุมแบบไม่รีบจนเกินไป วิธีเดินทางที่เราคิดว่าดีที่สุดก็คือการปั่นจักรยานไฟฟ้าสูดอากาศสะอาดๆและเสพงานศิลป์ไปรอบเกาะ ถ้าหากอากาศเป็นใจคุณจะได้รับความอิ่มอกอิ่มใจไปแบบเต็มๆ วิธีไปเกาะนาโอชิมะ วิธีการเดินทางไปเกาะนาโอชิมะ การเดินทางมายังตัวเกาะนาโอชิมะนั้น มีหลายวิธีมาก แต่ที่เราจะแนะนำคือขึ้น "รถไฟ" แล้วต่อ "เรือ" ถ้าใครที่มาจากโอซาก้า เราขอแนะนำให้เพื่อนๆเริ่มต้นจาก 1. สถานีรถไฟ Shin-Osaka Station โดยขึ้นรถไฟขบวน Tokaido-Sanyo Shinkansen ที่มุ่งหน้าไปทาง のぞみHakata 2. จากนั้นมาลงที่สถานีรถไฟ Okayama Station แล้วเปลี่ยนรถไฟไปเป็น JR สาย Seto-Ohashi Line มุ่งหน้าไปทาง 快速Takamatsu 3. จากนั้นให้เปลี่ยนรถไฟที่สถานี Chayamachi Station โดยขึ้นรถไฟ JR สาย Uno Line ซึ่งจะมุ่งหน้าไปทาง 各停Uno 4. แล้วให้ลงสถานีสุดท้ายปลายทางคือ Uno Station แล้วเดินไปขึ้นเรือที่ท่า Uno Port เพื่อไปลงที่เกาะนาโอชิมะ หรือใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม ให้เข้าไปตามลิ้งค์นี้ได้เลยครับ http://benesse-artsite.jp/en/access/ ที่เที่ยวบนเกาะนาโอชิมะ ตัวเกาะนาโอชิมะแบ่งเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ 1) Miyanoura อยู่ฝั่งตะวันตกของเกาะ โซนนี้มีท่าเรือหลัก มีหมู่บ้าน ร้านอาหารเล็กน้อย ร้านให้เช่าจักรยาน และ 7-11 (น่าจะเป็นไม่กี่ร้านบนเกาะ) 2) Honmura อยู่ฝั่งตะวันออก มีท่าเรือเล็กกว่า แต่มีร้านรวงมากกว่า ทั้งร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร และคาเฟ่ รวมถึงเป็นที่ตั้งของบ้านร้างที่ถูกปรับให้เป็นที่แสดงงานศิลปะหลายหลังในโครงการ Art House Project และ Ando Museum 3) Benesse House Area อยู่ทางทิศใต้ของเกาะ โซนนี้จะเน้นหนักไปที่มิวเซียมจริงจัง และโรงแรมที่พัก ไม่ค่อยมีร้านค้าและร้านอาหารด้านนอกสักเท่าไหร่ เราใช้เวลานั่งเรือชมวิวได้ไม่นานก็มาถึงตัวเกาะนาโอชิมะแล้ว Naoshima Tourism Association มาถึงท่าเรือซึ่งจะเป็นจุดสตาร์ทของเราในทริปนี้ โดยที่นี่จะมีล็อกเกอร์ฝากของ ที่นั่งพัก ที่ซื้อตั๋ว ขายอาหาร ของฝาก ห้องน้ำและเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่มีไกด์ท้องถิ่นคอยบริการเพื่อนๆ ด้วย การเดินทางบนเกาะ การเดินทางบนเกาะนั้นมีให้เลือกตั้งแต่รสบัส ที่จะจอดทุก stop ที่มีงานศิลป์และมิวเซี่ยมอยู่ หรือการเช่ารถยนต์ แต่เราเลือกเช่าจักรยานไฟฟ้า เพราะสะดวกดี อยากจะแวะจุดไหนถ่ายรูปก็ได้เลย Red Pumpkin (赤かぼちゃ) - Yayoi Kusama เมื่อมาถึงที่ท่าเรือก็จะมี เจ้าฟักทองสีแดงของคุณป้ายาโยอิออกมาต้อนรับ ตั้งอยู่เด่นมาก แถมเรามาตอนที่คุณลุงกำลังซ่อมและแต่งเติมสีเจ้าฟักทองอยู่พอดี ปฏิบัติการพลิกโฉม Naoshima ด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมเป็นโครงการระยะยาวกว่า 30 ปี เริ่มมาตั้งแต่ปี 1985 ตามวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งบริษัท Benesse Corporation ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับการศึกษาและสิ่งพิมพ์ (เจ้าของโรงเรียนสอนภาษา Berlitz) และนายกเทศมนตรีของเกาะ Naoshima ในขณะนั้นที่ต้องการสร้างพื้นที่ทางการศึกษาและวัฒนธรรมบนเกาะในเขตทะเลปิดเซโตะ (Seto Inland Sea) ให้กับเด็กๆทั่วโลก Mikazukishoten ”ミカヅキショウテン” เราโชคดีที่วันที่เราไปนั้นอากาศดี๊ดี เราสามารถปั่นจักรยานได้ทั้งวันโดยไม่รู้สึกเหนื่อยเลย เราแวะร้านคาเฟ่ (กาแฟดีมาก!) ร้านนี้ชื่อร้าน Mikazukishoten เป็นร้านที่อร่อยมาก ภายในร้านก็มีขายของกระจุกกระจิกน่าเสียตังเป็นอย่างยิ่ง แถมพ่อค้าก็ใจดีแนะนำหลายๆอย่างให้ทำบนเกาะอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็น Local guide ที่ดีเลย ข้อมูลเพิ่มเติม > http://www.mikazukishoten.jp Hours: 8:30 am - 17:00 pm Closed: Thursday Location: https://goo.gl/maps/aaRqBzT6fYNbAoF97 Naoshima Bath "I❤湯 (I Love YU)" - Shinro Ohtake Naoshima Bath 「I♥湯」 นี่ก็เป็นห้องอาบน้ำสาธารณะที่ตกแต่งได้สวย สะดุดตา ดูสนุกมาก ไปครั้งหน้าก็อยากไปแวะแช่ออนเซ็นเหมือนกันนะนี่ เป็นหนึ่งในผลงานศิลปะของเกาะแห่งนี้เช่นกัน Naoshima Bath "I❤湯" Hours: 13:00 ~ 21:00 (Last reception 20:30) Closed: Mondays *Open on national holidays closed on the following day Admission: JPY 660 ประมาณ 198 บาท Location: https://goo.gl/maps/Di2L1Lk7mQCSmqtb8 Naoshima Pavilion ( 直島パヴィリオン ) ออกแบบโดยศิลปินชาวญี่ปุ่นชื่อ Sou Fujimoto Location: https://goo.gl/maps/BYhLxoMnCEDZiFeG6 Benesse House Museum หลังจากพูดคุยและทดลองมาหลายปี โปรเจ็คท์ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นบนที่ดินผืนใหญ่ทางตอนใต้ของเกาะ โดยมี Tadao Ando สุดยอดปรมาจารย์สถาปนิกอัจริยะชาวญี่ปุ่นชื่อดังระดับโลก (ถ้าจะอวยกันขนาดนี้...) ที่ชำนาญในการใช้วัสดุคอนกรีตมาสร้างเป็นโครงสร้างรูปทรง Minimalist เพื่อล้อกับแสงธรรมชาติที่ให้อารมณ์แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงของวัน มาออกแบบตัวอาคาร Benesse House Museum ซึ่งเป็นทั้งพิพิธภัณฑ์และโรงแรม เปิดตัวในปี 1992 เป็นหลังแรก คอนเส็ปต์ของ Benesse House Museum นั้นเน้นให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันของธรรมชาติ สถาปัตยกรรม และศิลปะ พื้นที่หลายส่วนของอาคารจึงถูกฝังอยู่ใต้ดินเพื่อไม่ให้รบกวนทัศนียภาพของเกาะ แม้อาคารจะมีอายุถึง 26 ปีแล้ว เรายังรับรู้ได้ถึงความคูลที่ไม่ล้าสมัยเลยแม้แต่น้อย และทุกๆมุมที่เราหันไปก็ยังคงสร้างความว้าวให้กับเราได้อย่างน่าอัศจรรย์ Benesse House Museum Hours: 8:00 am - 21:00 pm (Last admittance: 20:00 pm) Closed: Open year-round Open Days Calendar Admission: JPY 1,050 ประมาณ 315 บาท (ด้านในโซนแกลเลอรี ห้ามถ่ายรูปนะครับ แต่เราก็หารูปมาฝากกันนน) Location: https://goo.gl/maps/97qoReZdDaFcYGGSA © Trent McBride Hiroshi Sugimoto " Time Exposed" , 1980-97 © Forgemind ArchiMedia Kan Yasuda The Secret of the Sky , 1996 © skrytebane Bruce Nauman " 100 Live and Die" , 1984 George Rickey "Three Squares Vertical Diagonal", 1972-82 Dan Graham " Cylinder Bisected by Plane" , 1995 Shinro Ohtake " Shipyard Works: Stern with Hole" , 1990 © Todd Lappin Walter De Maria " Seen/Unseen Known/Unknown" , 2000 Yayoi Kusama "Yellow Pumpkin" , 1994 นอกจากมิวเซี่ยมที่ต้องเสียเงินเข้าชมแล้ว สิ่งที่ทำให้เราตกหลุมรัก Naoshima อย่างจังก็คือการได้ขี่จักรยานไฟฟ้า (ย้ำว่าต้องไฟฟ้า ไม่งั้นต้องปั่นขึ้นเนินกันน่องแตก จากรักอาจจะกลายเป็นเกลียดได้เลย) ชมธรรมชาติ (เราเจอหมูป่าอยู่ข้างมิวเซี่ยมด้วย) และตามล่างาน installation กลางแจ้งตามลายแทงรอบเกาะ เช่นงานฟักทองลายจุดของคุณยาย Yayoi Kusama ในตำนานที่โผล่มาทักทายกันตั้งแต่ลงจากเรือ และอีกฝากหนึ่งของเกาะ Hours: 24HRs OPEN: EVERYDAY Admission: FREE Location: https://goo.gl/maps/HbZHas2cwkLXtbYeA Chichu Art Museum Tadao Ando ได้ฝากผลงาน Masterpiece ด้านสถาปัตยกรรมไว้บนเกาะแห่งนี้รวม 8 แห่ง ที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็น Chichu Art Museum ที่สร้างเสร็จในปี 2004 (ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง!!) โดยมีตัวอาคารทั้งหมดฝังอยู่ใต้ดินลึกลงไป 3 ชั้นแต่แสงธรรมชาติก็ยังสามารถส่องทะลุลงมาได้อย่างเหมาะเหม็ง และเมื่อมองจากมุมสูงก็จะเห็นอาคารเป็นรูปทรง 3 เหลี่ยมและ 4 เหลี่ยมหลายอันเรียงรายฝังอยู่ใต้ผิวดิน แค่เพียงก้าวเท้าเข้าไปสู่ Chichu เราก็สัมผัสได้ถึงน้ำหนักของความสงบและงดงาม (ไม่ได้พูดเว่อร์นะ) โดยเฉพาะห้องแรกที่แสดงภาพวาดดอกบัวในบึงโดยฝีแปรงของ Claude Monet ขนาดใหญ่มหึมา 5 ภาพ แม้เราจะเคยชมงานของ Monet จากที่อื่นมาบ้างแล้ว แต่คราวนี้ต่างไป อาจจะเพราะขนาดของงานและความโอ่โถงของห้อง เรารู้สึกราวกับถูกร่ายมนตร์ใส่ให้ตกตะลึงอยู่ในห้วงความงดงามที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง Chichu Art Museum Hours: March 1 - September 30 10:00 am - 6:00 pm (Last admittance: 5:00 p.m.) October 1 - last day of February 10:00 am - 5:00 pm (Last admittance: 4:00 p.m.) Closed: Mondays Admission: JPY 2,100 ประมาณ 630 บาท(ราคาสูงแต่เราว่าคุ้มมากๆ ที่ได้เข้าไปชมอะไรดีๆของศิลปินระดับโลก) (ด้านในโซนแกลเลอรี ห้ามถ่ายรูปนะครับ *แต่เราก็นำรูปจากในกูเกิ้ลมาให้ดูเป็นตัวอย่างกัน) Location: https://goo.gl/maps/n8h3VhkfCyELR4GC7 เราต้องเดินมาซื้อตั๋วกันก่อนที่นี่ ก่อนเดินข้ามฝั่งไปยังมิวเซี่ยม Chi Chu Art Museum ได้ตั๋วมาแล้ว ไปลุยกันเลยยยย ส่วนทางเข้าตึกนี้จะอยู่อีกฝั่งของถนนนะครับ แค่ทางเดินเข้ายังสวยขนาดนี้เลยยยย Claude Monet " Water Lilies series" © benesse-artsite.jp Walter De Maria งาน installation ถาวร โดย Walter de Maria ที่ยิ่งใหญ่มากๆ Walter De Maria ( วอลเตอร์เดอมาเรีย) เกิดในปี 1935 ในอัลบานี แคลิฟอร์เนียเรียนด้านประวัติศาสตร์และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านศิลปะจากมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนียบาร์กลีย์ 1953 ถึง 1959 และเสียชีวิตไปเมื่อ 2013 (ตอนอายุ 77) © Iwan Baan James Turrell "Open Field" (2000) ด้านในเป็น space สีน้ำเงินสามารถเดินเข้าไปด้านในได้ด้วย © Iwan Baan James Turrell " Open Sky" (2004) และยังมีงานศิลปะที่เล่นกับแสงของ James Turrell โดยเฉพาะงานที่ชื่อ Open Sky ที่เราสามารถลงชื่อจองสิทธิพิเศษล่วงหน้าเพื่อเข้าร่วม Night Program ไปชมแสงยามตะวันตกดิน (หรือตกน้ำหว่า?) หลังพิพิธภัณฑ์ปิดได้ด้วย และที่นี่ยังมีคาเฟ่ร้านอาหารให้นั่งพักชิลชมวิวทะเลเซโตะอุจิกันด้วยนะ © benesse-artsite.jp Lee Ufan "Lee Ufan Museum" พิพิธภัณฑ์ Lee Ufan เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งใกล้กับ Benesse House Museum เปิดให้เข้าชมเมื่อปี 2010 ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Lee Ufan ศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับสากลเป็น ศิลปินร่วมสมัยชาวเกาหลี Lee Ufan มาทำงานเป็นอาจารย์สอนในประเทศญี่ปุ่นด้วย ซึ่งปัจจุบันมีฐานอยู่ที่ยุโรปเป็นหลักและสถาปนิก Tadao Ando โครงสร้างกึ่งใต้ดินที่ออกแบบโดย Ando เป็นที่ตั้งของภาพวาดและประติมากรรมโดย Lee ซึ่งประกอบไปด้วยช่วงเวลาตั้งแต่ปี 1970 ถึงปัจจุบันผลงานของ Lee สะท้อนกับสถาปัตยกรรมของ Ando ทำให้ผู้เข้าชมประทับใจทั้งความนิ่งสงบและพลศาสตร์ และมหาสมุทร พิพิธภัณฑ์มีพื้นที่อันเงียบสงบที่ธรรมชาติ สถาปัตยกรรมและศิลปะเข้ามาผนวกกัน Lee Ufan Museum Hours: March 1 - September 30 10:00 am - 6:00 pm (Last admittance: 5:30 p.m.) October 1 - last day of February 10:00 am - 5:00 pm (Last admittance: 4:30 p.m.) Closed: Mondays Admission: JPY 1,050 ประมาณ 315 บาท Location: https://goo.gl/maps/dqidYM6Qu9Z8kKEb7 วิวทะเลที่นี่สวยมากจริงๆ รถมินิบัสที่นี่จะจอดทุกป้ายที่มีงานศิลป์และพิพิธภัณฑ์เลยนะ แต่คันนี้ จอดพักอยู่ในอู่ Naoshima District Naoshima Elementary School โรงเรียนแห่งเดียวบนเกาะนาโอชิมะ เราชอบตึกนะ เท่ดี แวะทานมื้อเที่ยงกันที่ Yayoda 八代田 จากนั้นเราปั่นกันต่อไปเรื่อยๆ จนถึงฝั่ง Honmura port แล้วแวะกินข้าวเที่ยงที่ร้าน Yayoda (Kaisen Cuisine) ซึ่งร้านนี้จะเป็นอาหารทะเลท้องถิ่นที่สดและอร่อยมากกกกกก สไตล์โฮมมี่หน่อยๆ มีปลา หอย ปู หลากชนิดที่เราไม่เคยกินที่เมืองอื่นมาให้เลือกสั่งเพียบบบบ และยังมีสาเกจากจังหวัดต่างๆด้วยนะ Yayoda Hours: 12:00–14:30 pm., 18:00–20:30 pm. Closed: Mondays Price: JPY 300-1,500 เริ่มต้นประมาณ 90 บาท แต่ถ้าสั่งเป็นเซ็ทก็จะตกอยู่ที่เซ็ทละ 450 บาทเท่านั้น ถือว่าถูกมาก เพราะอาหารสดมาก Location: https://goo.gl/maps/bpQ6wWiU2dpiKrPBA Miyaura Port Terminal เป็นทั้ง Installation Art และเป็นทั้งที่จอดรถ ดูเผิญๆเหมือนก้อนไรกลมๆ แต่จริงๆแล้วดีไซน์เนอร์ได้รับแรงบันดาลใจมากจากเจ้าก้อนเมฆนั้นเอง Location: https://goo.gl/maps/wuuhCsab85HGB3AM7 Art House Project "Haisha" - Shinro Ohtake Shinro Ohtake "Dream on the Tongue/Peek at the Boccon" 2006 Art house project จะมีอยู่ทั่วเกาะเลยนะครับ เพื่อนๆสามารถซื้อตั๋วแบบเหมาได้เลย Location: https://goo.gl/maps/DdCGecSCSbA18b3z8 Honmura Lounge & Archive แล้วเราก็ขับจักรยานผ่านมาที่ ศูนย์ข้อมูลบริการนักท่องเที่ยว ซึ่งมีทั้งที่นั่งพัก ห้องน้ำ และของที่ระลึกขายกันทุกรูปแบบ ทำให้เสียตังค์กันอีกล้าว ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเน้นขายของมีดีไซน์ จากชุมชน และศิลปินต่างๆ รวมไปถึงงานของคุณยาย Yayoi ด้วยนะ ออกแบบโดย สถาปนิก Ryue Nishizawa Honmura Lounge & Archive Hours: 10:00 am. ~ 16:30 pm. Closed: Mondays Admission: Free Location: https://goo.gl/maps/CzXsHChg6C2UeddJ6 Minamidera - James Turrell "Backside of the Moon" 1999 Design: Tadao Ando © archive.jamesturrell.com อีกที่ที่เรา Recommend ก็คือ Minamidera ในโซน Honmura ซึ่งเป็นหนึ่งในอีกผลงานของ Tadao Ando และอยู่ใน Art House Project ที่นี่ครั้งหนึ่งเคยเป็นวัดมาก่อน Ando จึงใช้เทคนิคเดียวกันกับการสร้างวัดญี่ปุ่นสมัยก่อนที่ไม่มีการใช้ตะปูเลยแม้แต่ตัวเดียวเพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่ ภายในอาคารหน้าตาเรียบง่ายนี้ มีการจัดแสดงงานของ James Turrell ที่ชื่อ Backside of the Moon ข้างในเราได้ถูกพาไปสัมผัสความมืดสนิท และได้เรียนรู้เกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของดวงตาตัวเองที่ค่อยๆกินความมืดเป็นอาหารจนสามารถมองเห็นในได้ชัดขึ้นเรื่อยๆแม้ในที่อับแสง Minamidera - James Turrell "Backside of the Moon" Hours: 10:00 am. ~ 16:30 pm. Closed: Mondays Last admission: 16:15 Location: https://goo.gl/maps/mpF2K2xMZ688skki6 ANDO MUSEUM - Tadao Ando และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชม (ด้านในโซนแกลเลอรี ห้ามถ่ายรูปนะครับ) Hours: 10:00 am - 16:30 pm (last admission 16:00) Closed: Mondays Admission: JPY 520 ประมาณ 156 บาท Location: https://goo.gl/maps/DEbXSrbZZRkGR6QM9 Naoshima Hall - Hiroshi Sambuichi Design by Sambuichi Architects เป็นอาคารอเนกประสงค์ของเมืองนาโอชิมะ ที่เคยได้รับรางวัลจากนิตยสารระดับโลกอย่าง Wallpaper* ในโครงการ Design Award in Best New Public Building category ปี 2017 Naoshima Hall แห่งนี้เป็นสถานที่สาธารณะสำหรับผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นเท่านั้นและไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้แต่เพื่อนๆสามารถดูจากด้านนอกได้ตลอดเวลา สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่นี่สามารถดูได้ที่เว็บไซต์ทางการของเมือง Naoshima ที่นี่ตอนกลางคืนก็สวยไปอีกแบบนะ ในวันนี้ Naoshima มีข้อเสนอดีๆและความสะดวกสบายจะหยิบยื่นให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากมาย กว่า 30 ปีได้ผ่านไป พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ งานดีไซน์ งาน installation โดยศิลปะระดับโลกต่างๆก็ทยอยผุดขึ้นกระจายตัวไปทั่วทั้งเกาะ Naoshima และเกาะใกล้เคียง ตามด้วยร้านค้า และธุรกิจท้องถิ่น ส่งผลให้เกาะที่เคยเกือบร้างกลับมามีชีวาอีกครั้ง ในปี 2016 ที่ผ่านมางานศิลปะ Setouchi Trenniale ครั้งล่าสุดที่จัดขึ้นบนเกาะต่างๆนี้ ก็สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวมาได้มากกว่า 1 ล้านคน แม้ในวันที่เราอยู่บนเกาะ เราอาจเจอผู้คนไม่มากนัก และในบางจังหวะเราก็รู้สึกถึงความเงียบราวกับอยู่ในเมืองร้าง แต่นั่นไม่ใช่ความเงียบเหงาวังเวง ในความเงียบนั้น เรารู้สึกปลอดภัยและสบายใจไปกับจังหวะชีวิตที่เนิบช้า ในความเงียบนั้น เรารับรู้ได้ถึงชีวิตที่นิ่งสงบมั่นคง จนอยากจะกด save เอาอารมณ์นั้นเก็บมาใช้ต่อที่เมืองไทยไปอีกนานๆ บางอย่างบอกเราว่า Naoshima น่าจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ในอีกไม่นาน เราก็รู้สึกได้ว่าความเงียบคงมีเวลาอีกไม่นาน ก่อนที่มันจะถูกทำลายกลายเป็นความจอแจของนักเช็คอินที่เมามันกับการถ่ายรูปลงสื่อโซเชี่ยล และถ้าหากคุณอ่านมาถึงบรรทัดนี้ เราหวังว่าคุณจะหาเวลาไปเสพความดีงามของ Naoshima ในบรรยากาศที่ยังน่ารื่นรมย์ก่อนที่อะไรต่างๆจะเปลี่ยนไป แล้วพบกันใหม่กับเทศกาล Setouchi Art ครั้งต่อไปปปป #LetsHOParoundJapan สำหรับรีวิวเกาะเตชิมะ (Teshima) คลิ๊กที่นี่เลยยย FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co credit: http://setouchi-artfest.jp/en/ , http://benesse-artsite.jp/en/art/ #Naoshima #ArtSetouchi #LetsHoparound #Japan #Kagawa #เที่ยวเกาะศิลปะ #เที่ยวนาโอชิมะ #เกาะศิลปะ #นาโอชิมะ #รีวิวเกาะศิลปะ #รีวิวนาโอชิมะ #วิธีไปนาโอชิมะ #เที่ยวญี่ปุ่น #ชมงานศิลปะ #มิวเซียม #แกลเลอรี่ #เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง #SetouchiArt # Setouchi Triennale

  • Shanghai เซี่ยงไฮ้ เซอร์ไพรส์เกินคาด

    Shanghai เซอร์ไพรส์เกินคาด รีวิวเซี่ยงไฮ้ เที่ยวเซี่ยงไฮ้ด้วยตัวเอง นอกจากรถไฟความเร็วสูงเกินคาด (300 กม./ชั่วโมง) จากสนามบินเข้าตัวเมือง Shanghai แล้ว มหานครจีนแห่งนี้ยังมีเซอร์ไพร้ส์อื่นๆรอให้ชาว # hopsters  ไปค้นพบอีกมากมาย มาๆมา # hop  ไปพร้อมกันเลย!! โรงแรมแนะนำในเซี่ยงไฮ้ พร้อมดีลพิเศษ เดอะ เซี่ยงไฮ้ เอดิชั่น (The Shanghai EDITION) อะลิล่า เซี่ยงไฮ้ (Alila Shanghai) เดอะ แลงแฮม เซียงไฮ้ ซินเทียนตี้ (The Langham Shanghai Xintiandi) ฮอลิเดย์ อินน์ เซี่ยงไฮ้ ถนนนานกิง (Holiday Inn Shanghai Nanjing Road) OPARTMENT(远东饭店) อันดาส ซิงเทียนตี้ เซี่ยงไฮ้ (Andaz Xintiandi Shanghai By Hyatt) แมนดาริน โอเรียนเต็ล ผูตง เซี่ยงไฮ้ (Mandarin Oriental Pudong Shanghai) Caption By Hyatt Zhongshan Park Shanghai วอลดอร์ฟ แอสทอเรีย เซี่ยงไฮ้ ออน เดอะ บันด์ (Waldorf Astoria Shanghai On the Bund) เดอะ สุโขทัย เซี่ยงไฮ้ (The Sukhothai Shanghai) บัตรเข้าสวนสนุก Shanghai Disney Resort สุดพิเศษ สามารถซื้อได้ที่นี่ บัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะผู่ตง สุดพิเศษ สามารถซื้อได้ที่นี่ The Bund ที่นี่คือสุดยอดจุดชมวิวเมืองที่ชาว #hop   ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง The Bund ถูกยกให้เป็นหนึ่งในทางเดินริมน้ำที่สวยและมีความ Iconic มากที่สุดในโลก เพราะเรียงรายไปด้วยสถาปัตยกรรมยุโรปสุดแกรนด์หลากหลายสไตล์ตั้งแต่ Neo-classical, Beaux-arts, Gothic จนถึง Baroque และเมื่อมองข้ามฝั่งแม่น้ำหวงผู่ไป ก็จะเห็นเมืองใหม่ที่แน่นไปด้วยตึกสูงเสียดฟ้ารวมถึง Oriental Pearl Tower ที่เป็นสัญลักษณ์ของเซี่ยงไฮ้อีกด้วย เรียกว่าขนาบไปด้วยวิวพาโนราม่าของทั้งเมืองเก่าและใหม่ทั้งซ้ายและขวาเลยทีเดียว ย้อนกลับไปเมื่อค.ศ.1842 The Bund ถือกำเนิดขึ้นบนเจ็บปวดของชาวจีนในขณะนั้น เมื่อจีนแพ้สงครามฝิ่นและต้องจำใจยอมลงนามในสนธิสัญญานานกิง เพื่ออนุญาตให้อังกฤษและชาติตะวันตกเข้ามาถือครองที่ดินตั้งรกรากและทำการค้าในเขตปกครองพิเศษเซี่ยงไฮ้ที่ขณะนั้นยังมีสภาพเป็นพื้นที่ลุ่มทางการเกษตร ใครจะคิดว่าความพ่ายแพ้ของจีนในวันนั้นจะเป็นจุดกำเนิดของเสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว “หลายร้อยล้าน” คนในแต่ละปี ในวันนี้อาคารใน The Bund เป็นที่อยู่ของสำนักงานธนาคารและบริษัทใหญ่ๆ รวมถึงโรงแรม ร้านอาหาร บาร์ และร้านขายสินค้าลักชัวรี่ต่างๆ เดินมาเรื่อยๆ เราก็เจอกับ % Arabica Shanghai Roastery สาขานี้ค่อนข้างใหญ่ มีทั้งโรงคั่ว และร้านกาแฟ บรรยากาศน่ารักๆ เงียบๆ Location: 169 Yuanmingyuan Rd, Wai Tan, Huangpu Qu, Shanghai Shi, China, 200436 https://goo.gl/maps/bW2tdT3ZaN9ShDLa9 Yuyuan Old Street อยู่ติดกันกับ Yuyuan Garden ที่นี่เป็นย่านการค้าขนาดย่อมที่รุ่มรวยไปด้วยสถาปัตยกรรมและบรรยากาศจีนโบราณ สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคราชวงศ์หมิงกว่า 400 ปีมาแล้ว มนตร์เสน่ห์และความขลังที่ยังคงอบอวลอยู่ในย่านเก่าแก่แห่งนี้ มีพลังดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มารวมพลกันโดยไม่ได้นัดหมายจนบางครั้งต้องเดินเบียดกัน แต่หากหาจังหวะถ่ายรูปเก่งๆก็มีมุมถ่ายรูปสวยๆได้ตลอดทาง Yuyuan มีร้านค้าอยู่ทุกซอกมุมขายทั้งอาหาร เสื้อผ้า และของที่ระลึก (ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเน้นกลุ่มลูกค้าทัวริสต์) เราแวะซื้อเสี่ยวหลงเปาซุปปูที่มาพร้อมกับหลอดดูดมาทดลอง รสชาติดีทีเดียว แต่เค้าว่านี่ยังไม่ใช่ร้านต้นตำรับ จากที่นี่ถ้าขยันเดินนิดนึงชาว #hopsters   ก็สามารถเดินลัดเลาะชมเมืองไปถึง The Bund ได้เลย Fosun foundation หรือลองเสิจว่า The Bund Finance Center เป็นตึกที่มีความเท่มาก เพราะตัวเลเยอร์สามารถหมุนได้ด้วย ทางเดินเลาะแม่น้ำใหญ่มาก สะอาดด้วย Nanjing Road ถนนช้อปปิ้งหลักสายยาวของเซี่ยงไฮ้ แยกออกมาจาก The Bund คราคร่ำไปด้วยขาช้อปและนักท่องเที่ยว เนืองแน่นไปด้วยห้างสรรพสินค้า ร้านค้า flagship ของแบรนด์ต่างๆ และร้านอาหารหลายสไตล์ตลอดทาง เราแว่บเข้าไปในห้าง Daimaru ก็สะดุดตากับบันไดเลื่อนโค้งที่เก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร เดินต่อมาอีกซักพักก็เจอตึกที่เป็นร้าน Zara ทั้งตึกใหญ่มากๆ Xintiandi อีกย่านช้อปปิ้งหลักของเซี่ยงไฮ้ แต่บรรยากาศต่างจาก Nanjing Road มาก เพราะที่นี่นักท่องเที่ยวน้อยกว่า ตึกน่ารักกว่า มีซอกมุมเยอะกว่า น่าเดินกว่า และมีร้านเก๋ๆที่คัดของแปลกๆมาขายมากกว่า เอาตรงๆก็คือส่วนตัวเราชอบย่านนี้มากกว่านั่นเอง 5555 ด้วยบรรยากาศที่ดูดีแบบนี้ จึงไม่แปลกที่ Xintiandi จะเป็น Location หลักในการจัดงาน Shanghai Fashion Week ในแต่ละปี อ่อ! สำหรับแฟนๆอุปกรณ์ถ่ายวิดีโอของ DJI แบรนด์จีนที่ดังไกลทั่วโลก ก็อย่าลืมแวะร้าน Flagship กันได้ที่ Xintiandi นี่เลย HEY TEA ร้านชานมไข่มุกชื่อดังในเซี่ยงไฮ้ ชาที่นี่มีให้เลือกมากมายอาจจะต้องใช้เวลายืนสั่งนานนิดนึงฮ่าๆ และจะบอกว่าสาขานี้พิเศษตรงที่มีเบเกอรี่ขายด้วย และอร่อยมากๆๆๆ จนอยากกลับไปซื้อซ้ำ ตรงนี้ก็เป็นร้านสูทร ที่มีคาเฟ่เล็กๆขายด้านหน้าร้านด้วย DOE Coffee ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ในร้านเสื้อผ้าสตรีทสไตล์ แถมบาริสต้ายังใจดีแนะนำร้านอาหาร local ให้เราอีกด้วย Huaihai Middle Road ย่านนี้ไม่ค่อยมีคนแนะนำกันเท่าไหร่ แต่สำหรับเรา นี่คือหนึ่งในย่านที่เราชอบมากที่สุด ด้วยเหตุผลหลายๆข้อ ไม่ว่าจะด้วยที่ตั้งที่ต่อตรงมาจาก Xintiandi ได้เลยและสามารถเดินได้ยาวไปชนกับอีกย่านช้อปปิ้งที่มีห้างๆเก๋ๆสวยๆหลายแห่ง บรรยากาศในละแวกนี้ก็ดูจริงไม่ประดิษฐ์เหมือนย่านช้อปปิ้งอื่นๆ เรายังเห็นชาวเมืองเซี่ยงไฮ้ในวัยต่างๆออกมาจับจ่ายใช้สอย และย่านนี้ก็ยังมีกิจการร้านรวง local แซมอยู่เป็นระยะ แบรนด์ใน Huaihai Middle Road นี้ก็มีทั้งที่เราคุ้นเคยเช่น Nike, Muji, Freitag, Uniqlo รวมถึงแบรนด์เสื้อผ้าจีนอย่าง Urban Revivo Muji (สาขานี้มีหนังสือและของไม่เหมือนที่อื่นด้วยนะ) ส่วนชั้นบนมีร้านอาหาร MUJI DINER ด้วยนะง่ายๆ แนะนำเลย SEE SAW coffee แบรนด์กาแฟชื่อดัง(อีกแล้ว) ของเมืองเซี่ยงไฮ้ มีสาขารอบๆเมืองเลย แถมพนักงานก็บริการดีมากด้วย ร้านรวมของดีไซน์เก๋ๆ "RESEE" อยู่ชั้นบนของตึกเดียวกับ MUJI ที่นี่มีตั้งแต่ของแต่งบ้าน จักรยาน ของใช้ในชีวิตประจำวันรวมไปถึงกระเป๋าชื่อดังอย่าง Freitag ด้วยแหละ mia fringe ซึ่งเป็นร้าน Concept Store ที่คัดแบรนด์เสื้อผ้าชิคๆ และยังมีส่วนที่เป็นคาเฟ่ และชั้นบนสุดก็มี Bar เก๋ๆไว้รองรับลูกค้าด้วย ที่นี่พนักงานพูดภาษาอังกฤษดีมากกก ถ้าเทียบกับหลายๆร้าน ฮ่าๆ 1933 Old Millfun โรงฆ่าสัตว์ขนาด 32,500 ตารางเมตรที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1933 กลับกลายเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมแนว Gotham-Deco อันเป็นเอกลักษณ์ที่หลงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในโลก เมื่อก้าวเข้าภายในตัวอาคารบรรยากาศก็ชวนให้พิศวง แอบน่ากลัวเล็กๆ เท่หน่อยๆ น่าสนใจอย่างประหลาด บางครั้งเราก็รู้สึกเหมือนยืนอยู่ใต้ทางด่วนที่ก่ายกันไปมา ภายในมีร้านค้าและสำนักงานอยู่บ้างประปราย มีคนเดินถ่ายรูปกันเยอะพอสมควร เราแอบเห็นคนมาถ่าย Fashion Set ในวันที่เราไปและเราก็คิดว่า ชาว #hopsters ของเราก็ควรจะแวะมาเสพความฮิปของที่นี่ด้วยเช่นกัน เดินออกมาจาก 1933 Old Millfun บรรยากาศเมืองก็จะประมาณนี้ มีกลิ่นความครีเอทีฟนิดๆ Upper Bookstore (Banceng) เดินไปอีกนิดหน่อยบนถนน Ha’erbin Road ที่อยู่ห่างจากตึก 1933 มาเพียงหน่อยเดียว เป็นถนนเงียบๆ ที่มีร้านกาแฟ ร้านอาหาร และร้านหนังสือเก๋ๆที่ชื่อ Upper Bookstore (Banceng) ด้วย ร้านนี้เป็นร้านขายหนังสือขนาดสองชั้นที่สายอาร์ต สายดีไซน์ต้องหลงรักแน่ๆ เพราะมีหนังสือและนิตยสารหลายพันเล่มให้เลือกซื้อ ทั้งภาษาจีน ภาษาอังกฤษ มีเครื่องเขียนเก๋ๆให้เสียตังเยอะเลย ฮ่าๆ แถมด้านหลังร้านก็มีคาเฟ่ให้นั่งจิบกาแฟเบาๆ อีกด้วยแหละ(ก็คือมีสองที่นั่ง) ตรงข้ามกันกับร้านหนังสือก็มีร้านอาหาร และร้านคาเฟ่อื่นๆอยู่ด้วย นี่ก็เป็นอีกหนึ่งในร้านอาหารที่พนักงานร้านคาเฟ่แนะนำมา เป็น ร้านก๋วยเตี๋ยวสไตล์เซี่ยงไฮ้ จะบอกว่าร้านนี้อร่อยจริงๆ น้ำซุปเข้มข้นมาก ไก่ทอดก็ดี คือควรมาชิมมาก เป็นไม่กี่ร้านที่อาหารกลมกล่อมนะ ปกติร้านอื่นติดจืดๆหน่อย ร้านนี้อยู่สถานี Laoximen ออกทางออก 4 หรือลองเสิจในกูเกิลแมปว่า 290号 Ji An Lu Huangpu Qu, Shanghai Shi Jing An Temple Station แม้เซี่ยงไฮ้จะมีวัดมากมาย แต่นี่น่าจะเป็น 2 วัดที่คนนิยมไปไหว้พระกันมากที่สุด โดยที่วัดจิ้งอันนั้นโดดเด่นด้วยสีทองอร่าม โดยเฉพาะยามค่ำคืน สร้างขึ้นตั้งแต่สมัย 3 ก๊ก มีอายุเกือบ 800 ปี ทำให้วัดผ่านความเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคสมัย ตั้งแต่ถูกย้ายมาจากริมฝั่งแม่น้ำวู่ซ่งสู่ดาวน์ทาวน์เซี่ยงไฮ้ในปัจจุบัน ถูกทำลายและสร้างขึ้นใหม่ จากนั้นถูกใช้เป็นโรงงานพลาสติคในยุคปฏิวัติประเทศ และถูกไฟไหม้ จนต้องบูรณะขึ้นใหม่อีกครั้ง ภายในวัดมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย รวมถึงหินหยกก้อนมหึมาที่ว่ากันว่าหากได้สัมผัสจะนำมาซึ่งความโชคดี เราเลือกที่จะขึ้นไปชมวิววัดจากด้านบน ภายในห้าง Reel mall บอกเลยว่าวิวดีมาก ขึ้นฟรีด้วย ตรงข้ามวัดก็มีร้าน 10 Corso Como เป็น ร้านขายของ multi-brand ของประเทศอิตาลี จะรวมของตามสมัยนิยมตั้งแต่เสื้อผ้า hi-end, hi-street จากทั่วทุกมุมโลกที่เป็นแรไอเท่มมากๆ แต่ละชั้นก็จะขายสินค้าแตกต่างกันไป อีกชั้นก็ขายพวกสินค้าแต่งบ้าน รูปภาพจากศิลปินชื่อดัง หนังสือแม็กกาซีน ซีดีเพลง นาฬิกา ของสะสม เครื่องประดับสวยๆ แต่ราคาปังมากๆ คือแพงแบบปัง แต่เราคิดว่าแค่ได้มาเดินดูก็ถือว่าคุ้มแล้ว อ้อ ชั้นบนมีคาเฟ่ ร้านอาหารวิวดีอยู่ด้วยนะ ลองไปดูกัน Location: https://goo.gl/maps/p75YYYeEY7AQaRZeA อีกห้างที่ใกล้ๆกันคือ Reel mall เป็นห้างที่ขายทุกอย่างที่เป็นสมัยนิยม และที่สำคัญจัดร้าน จัดดิสเพลสวยมาก สวยจนแบบนึกว่ามาเดินแกลอรี่เลยอะ Location: https://goo.gl/maps/pvFwSXrWkonb1tNz6 เดินไปเรื่อยๆตามถนนเส้นนี้ ก็จะมีแบรนด์นอกแถมตึกก็ดีไซน์สวย ให้ได้ชม ได้ถ่ายรูปด้วย Tianzifang เป็นย่านที่อยู่อาศัยเก่าที่เพิ่งถูกปลุกให้มีชีวิตขึ้นมาเมื่อยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้เอง เริ่มต้นจากที่ เฉิน ยี่เฟย ศิลปินคอนเทมฯจีนชื่อดังมาใช้พื้นที่โรงงานร้างสร้างเป็น Studio เมื่อปี 1998 จนวันนี้ Tianzifang กลายเป็นย่านศิลปะ (ป่ะ?) ที่ครึกครื้นไปด้วยผู้คนหลากหลายกลุ่ม ทั้งวัยรุ่น ครอบครัว นักท่องเที่ยวจากต่างถิ่น ทุกคนต่างก็เดินเบียดกันอยู่ในซอกซอยของบ้านเรือนผนังหินที่ถูกดัดแปลงมาเป็นร้านค้านานาชนิด สเน่ห์ของย่านนี้คือเป็นตรอกซอกซอยและมีร้านค้าเยอะมาก คนก็เยอะมากเช่นกัน มาลงสถานีรถไฟ Dapuqiao แล้วออกทางออก 1 ได้เลย เรามาตอนที่ HAY ลดราคา 50% ทุกชิ้นนนน จะรอไรละ เหมาาาา ฮาๆ Starbucks Reserve Roastery Shanghai ในบรรดาเกือบ 30,000 ร้านของ Starbucks ทั่วโลก ที่นี่คือนัมเบอร์วัน! ทั้งในเรื่องขนาดร้าน (เกือบ 3,000 ตารางเมตร) และยอดขาย ที่นี่เป็น 1 ใน 3 โลเคชั่นพิเศษของสตาร์บัคส์ที่เหมือนเป็นโรงงานคั่วเมล็ดกาแฟไฮเทคขนาดย่อม พร้อมสายพานโชว์การบรรจุแพ็คเก็จจิ้ง ที่นี่มีเคาน์เตอร์ชงกาแฟหลายจุด พร้อมให้บริการกาแฟทุกรูปแบบการชง รวมถึงค็อกเทลที่มีส่วนผสมของกาแฟด้วย Location: https://goo.gl/maps/zqzCrkEzMJbwwE819 Longhua Temple วัดหลงหัวเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้ โดยแต่ละแหล่งก็ให้ข้อมูลต่างกันไป บางตำราก็ว่ามีอายุถึง 1,700 ปี โดดเด่นด้วยเจดีย์ 7 ชั้นที่สูงถึง 40.4 เมตร ภายในวัดมีศิลปะจีนโบราณที่ดูขลังยิ่งนัก Location: https://goo.gl/maps/ZnDTXJQ39EGgA29v8 สถานีรถไฟ Longhua สายสีเขียว ออกทางออก 4 ภายในวัดสวยมากๆ YUZM ด้วยขนาดพื้นที่ทั้งหมดกว่า9,000 ตร.ม. และมีอาคารเพดานสูงโอ่โถงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นโรงเก็บเครื่องบินเก่าของ Longhua Airport ทำให้มิวเซี่ยมแห่งนี้มีพื้นที่เหลือเฟือที่จะจัดแสดงงานศิลปะในทุกสเกล เปิดทุกวันยกเว้นวันจันทร์* Location: https://goo.gl/maps/cL2rp3bYpHt3FXCr9 สถานีรถไฟ Yunjin Road สายสีแดงเข้ม ออกทางออก 2 ชคดีมากที่ช่วงที่เราไป ทางมิวเซี่ยมกำลังจัดนิทรรศการที่เจ๋งมากถึง 2 งาน คือ The Artist Is Present โดย Maurizio Cattelan แห่ง Gucci และอีกอันก็คือ Rain Room ห้องแห่งสายฝนอันตระการตา โดย Hannes Koch และ Florian Ortkrass อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ไม่อยากให้พลาดคือ Rain Room 2019 : 雨屋  ด้านในนี้จะเป็นห้องสีดำเปล่าๆ แล้วให้เราเดินผ่านเข้าไปช้าๆ แบบไม่เปียก เพราะเซ็นเซอร์ที่ติดอยู่จะจับการเคลื่อนไหวของเราและไปสั่งเครื่องปล่อยน้ำให้หยุด แต่อย่าวิ่งนะ เปียกชุ่มแน่นอน ค่อยๆเดิน Himalayas Center ในเขตเมืองใหม่ของเซี่ยงไฮ้อย่างผู่ตง (Pudong) นั้นมีตึกดีไซน์น่าสนใจอยู่หลายแห่ง หนึ่งในนั้นก็คือ Himalayas Center ผลงานการออกแบบโดยสถาปนิคชาวญี่ปุ่นชื่อ Arata Isozaki ตึกแห่งนี้มีทั้งโรงแรม 5 ดาว โรงแรมบูทีค ร้านอาหาร อาร์ท มิวเซี่ยม โรงละครล้ำสมัย (ใช้จัดงาน Shanghai Film Festival) ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ไปจนถึงพื้นที่จัดแสดง exhibition ต่างๆ Location: https://goo.gl/maps/LEq1yBKvL19KTwaXA สถานีรถไฟ Huamu Road สายสีส้ม ออกทางออก 3 French Concession แมกไม้ที่ร่มรื่นตลอด 2 ฝั่งถนน ทำให้ย่าน French Concession เป็นหนึ่งในย่านที่น่าเดินมากที่สุด และเป็นบรรยากาศของเซี่ยงไฮ้ที่เซอร์ไพร้ซ์เรามากที่สุดเช่นกัน เพราะมันดีงามเกินความคาดหมายของเราไปมาก ที่นี่เป็นเขตอยู่อาศัยของชาวฝรั่งเศสที่ครั้งหนึ่งจีนต้องจำใจมอบให้เนื่องจากแพ้สงครามฝิ่นเมื่อปี 1849 นอกจากต้นไม้สีเขียวแล้ว ที่นี่ยังเต็มไปด้วยบาร์ดนตรีสด บาร์ไวน์บูทีค คาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านแฟชั่นอินดี้ ร้านขายงานศิลป์ ฯลฯ Metal hands ร้านกาแฟ Metal hands ร้านนี้แนะนำเลย ใครที่ชอบนั่งกินกาแฟชิลๆ ร้านเล็กๆคนไม่พลุกพล่าน กาแฟก็อร่อย Cha's Restaurant ร้านนี้เป็นร้านอาหารจีนกวางตุ้ง (มาจากฮ่องกง) อร่อยมากๆ เป็นหนึ่งในไม่กี่ร้านที่เราชอบมากที่สุด เพราะรสชาติถูกปากมากๆ อาหารกลมกล่อมมาก อาหารก็มีให้เลือกหลากหลาย Location: https://goo.gl/maps/jsLGqJG1ndcEFVaX7   ที่พัก ปิดท้ายกันที่ ที่พัก ครั้งนี้เราเลือกพักบ้าน AIRBNB ที่นี่สะอาดและใหญ่มากๆ มีครัวให้ มีตู้ซักผ้า ห้องน้ำ ห้องนอน แยกเป็นสัดส่วนมากๆ แนะนำเลย ทางไปจอง>>> https://th.airbnb.com/rooms/28502943?s=51 เป็นยังไงกันบ้างสำหรับทริป Shanghai มันดีเกินคาดใช่มั้ยล่าาา ทริปนี้ทำให้เรามองจีนต่างไปจากเดิมมากทีเดียว และชื่นชมในศักยภาพ รวมถึงความตั้งใจพัฒนาเมืองของเขามากๆ ถ้าไม่มาก็คงไม่ได้เห็น เราจึงจากให้ชาว #hopsters   ไป #hoparound   เปิดโลกกันมากๆนะครับ โรงแรมแนะนำในเซี่ยงไฮ้ พร้อมดีลพิเศษ เดอะ เซี่ยงไฮ้ เอดิชั่น (The Shanghai EDITION) อะลิล่า เซี่ยงไฮ้ (Alila Shanghai) เดอะ แลงแฮม เซียงไฮ้ ซินเทียนตี้ (The Langham Shanghai Xintiandi) ฮอลิเดย์ อินน์ เซี่ยงไฮ้ ถนนนานกิง (Holiday Inn Shanghai Nanjing Road) OPARTMENT(远东饭店) อันดาส ซิงเทียนตี้ เซี่ยงไฮ้ (Andaz Xintiandi Shanghai By Hyatt) แมนดาริน โอเรียนเต็ล ผูตง เซี่ยงไฮ้ (Mandarin Oriental Pudong Shanghai) Caption By Hyatt Zhongshan Park Shanghai วอลดอร์ฟ แอสทอเรีย เซี่ยงไฮ้ ออน เดอะ บันด์ (Waldorf Astoria Shanghai On the Bund) เดอะ สุโขทัย เซี่ยงไฮ้ (The Sukhothai Shanghai) . บัตรเข้าสวนสนุก Shanghai Disney Resort สุดพิเศษ สามารถซื้อได้ที่นี่ บัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะผู่ตง สุดพิเศษ สามารถซื้อได้ที่นี่ Facebook: @hoparound.co Instagram: @hoparound.co Website: www.hoparound.co . # Shanghai   # LetsHoparoundShanghai   # LetsHOParound   # Travel  #เที่ยวเซี่ยงไฮ้ #รีวิวเซี่ยงไฮ้ #เมืองเซี่ยงไฮ้ #เซี่ยงไฮ้ไปไหนดี #เที่ยวไหนดีในเซี่ยงไฮ้ #คาเฟ่ในเซี่ยงไฮ้ #ร้านอาหารเซี่ยงไฮ้ #ที่เที่ยวเซี่ยงไฮ้

  • COMO Metropolitan Bangkok เรียบเท่กับสเตย์เคชั่นและมื้ออาหารระดับมิชลิน โคโม เมโทรโพลิแทน กรุงเทพฯ

    COMO Metropolitan Bangkok เรียบเท่กับสเตย์เคชั่นและมื้ออาหารระดับมิชลิน วันนี้ hoparound.co พาเพื่อนๆมานอนเล่นเปลี่ยนบรรยากาศกันที่โรงแรมหรูผู้นำเทรนด์ Minimalist ซึ่งอยู่คู่สาทรมาตั้งแต่ปี 2003 เราจำได้ว่าตอนที่โรงแรมเปิดตัวใหม่ๆนั้นเป็นที่ฮือฮาในหมู่คนเก๋แห่งเมืองกรุงกันมากทีเดียว แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 20 ปีแล้ว ความ Stylish และบริการที่เป็นเลิศก็ทำให้ COMO Metropolitan Bangkok นั้นยังคงไว้ซึ่งมนต์เสน่ห์ที่ Timeless จนถึงวันนี้ ยิ่งมี ‘NAHM’ (น้ำ) ร้านอาหารไทยมิชลินสตาร์ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชียติดต่อกันมากว่า 5 ปี มาเป็นดาวเด่นประดับ Property ก็ยิ่งเป็นแรงดึงดูดให้แขกต่างชาติรสนิยมดีเข้ามาพัก ช่วยเติมชีวิตชีวาให้กับโรงแรมแห่งนี้ให้มีคาแรคเตอร์พิเศษมากขึ้นไปอีก สำหรับ COMO นั้นเป็นแบรนด์โรงแรม Exclusive เน้นดีไซน์งามสง่าเรียบหรูที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณของแต่ละโลเคชั่นที่คัดสรรมาอย่างดีใน 9 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ภูฏาน หมู่เกาะฟิจิ หมู่เกาะเติร์กส์แอนด์เคคอส อังกฤษ อิตาลี ออสเตรเลีย มัลดีฟส์ อินโดนีเซีย และไทย โรงแรมของ COMO จึงเป็นมากกว่าที่พัก แต่เป็นดั่งจุดหมายปลายทางในฝันของนักเดินทางที่ต้องการประสบการณ์พิเศษจริงๆ จองห้องพักได้ที่นี่ BOOK NOW The Arrival ทันทีที่เลี้ยวรถเข้ามาจากถนนสาทร เราก็รู้สึกได้ถึงความเป็นส่วนตัวที่ร่มรื่น ทางเข้าโรงแรมนั้นมีจริตมินิมอลทั้งตัวอาคารและแลนด์สเคปด้านหน้านั้นถูกจัดวางได้อย่างลงตัวสะอาดตา ภายในล็อบบี้คุมโทนขาว-เทา-ดำ ดูนิ่งเท่ โดยมีการแต่งแต้มสีสันและความอบอุ่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์สวย พรมสีแสดนั้นก็ช่วยเพิ่มเท็กซ์เจอร์ความโฮมมี่ให้กับพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ยิ่งเมื่อมีบันไดเป็นแบคกราวนด์ก็รู้สึกถึงความเป็นบ้านมากขึ้นไปอีก มองออกไปด้านนอกกระจกเห็นปฏิมากรรมใบบัวเดี่ยวใบใหญ่ที่ทั้งสะท้อนความเป็นไทยและความมินิมอลของ COMO ได้พร้อมๆกัน ที่เก๋ก็คือใกล้ๆกับล็อบบี้มีร้านขายของที่คัดสรรมาโดย Club21 ด้วยแหละ Our Room ห้องของเราเป็นห้อง Metropolitan Suite ขนาด 51 ตร.ม. ซึ่งกว้างขวางเป็นสัดส่วนฟังก์ชั่นครบเลยครับ แต่ก็ยังนับเป็นห้องขนาดกลางๆ จากทั้งหมด 7 Room Types ซึ่งมีตั้งแต่ห้อง City Rooms ขนาด 26 ตร.ม.ไปจนถึง COMO Suites เป็น Duplex ขนาดกว้างถึง 240 ตร.ม. ภายในห้องของเรายังคงคุมโทนสีเรียบขรึมเน้นบิวท์อินไม้สีดำตัดกับผนังและเบาะขาว เฟอร์นิเจอร์นั้นมีเส้นสายตรงๆ ยกเว้นบางตัวที่มีความเป็นไทยเพิ่ม Accent เสน่ห์ของกรุงเทพฯให้กับสเปซ ตรงมุมมินิบาร์มีชุดชงกาแฟ Nespresso ให้ และที่น่าสังเกตุก็คือไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำเปล่าไปจนถึง Amenities ต่างๆ ล้วนเป็นแบรนด์ของ COMO เองทั้งสิ้น ซึ่งสิ่งเล็กๆน้อยๆแบบนี้นั้นช่วยสร้างอัตลักษณ์ให้กับโรงแรมได้เป็นอย่างดี ก้าวเข้ามาในโซนห้องน้ำ พื้นที่กว้างมากครับให้อารมณ์เหมือนสปา ทั้งหมดแต่งด้วยสีโทนขาวงาช้างดูสว่างแต่ก็อบอุ่น เหมือนตั้งใจให้เป็นคู่หยิน-หยางกับฝั่งห้องนอนซึ่งเน้นสีดำ การจัดสัดส่วนพื้นที่ใช้สอยก็ได้ดีมากครับ ไล่ตั้งแต่ชักโครก อ่างล้างหน้าบน Counter ขนาดใหญ่ซึ่งทำให้วางของได้สะดวก ไปจนถึงโซน Shower และอ่างอาบน้ำซึ่งก็กว้างขวางเช่นกัน อ่อ…ตรงอ่างอาบน้ำมีมู่ลี่เปิดชมวิวผ่านหน้าต่างขณะแช่น้ำได้ด้วยนะครับ COMO Shambhala Urban Escape ศูนย์สุขภาพของ COMO Metropolitan Bangkok นั้นขึ้นชื่อมาช้านานเรื่องโปรแกรมดูแลเฉพาะบุคคลในบรรยากาศมินิมอลลิสต์ที่สะอาดตา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสปาเพื่อความผ่อนคลายและความงาม (เสียดายที่คราวนี้เราไม่ได้เข้าไปใช้บริการ เลยไม่ได้เก็บรูปมาฝาก) ไปจนถึงฟิตเนส สำหรับสระว่ายน้ำของที่นี่นั้นยาวถึง 25 เมตร จะลงเล่นน้ำเฉยๆ หรือจะว่ายจริงจังเพื่อออกกำลังก็ได้ทั้งนั้น ที่สำคัญคือค่อนข้างจะมีรั้วรอบขอบชิดเป็นส่วนตัวดีมากครับ แม้แต่ช่วงเสิร์ฟอาหารเช้าที่อาจจะมีแขกมานั่งรับประทานใกล้ๆสระก็ไม่ได้พลุกพล่านขนาดนั้น เนื่องจากสถานการณ์โควิด สำหรับอาหารเช้าในขณะที่เราเข้าพักยังคงเสิร์ฟแบบ A La Carte ซึ่งเราชอบนะครับ เพราะเป็นการปรุงสดแบบจานต่อจาน ใช้วัตถุดิบดีและปริมาณก็อิ่มเกินพอครับ NAHM (น้ำ) วันนี้เรามาสัมผัสประสบการณ์มื้อกลางวันระดับ Michelin Star ที่ร้าน NAHM กันครับ ที่นี่โด่งดังมาตั้งแต่ปี 2011 ภายใต้การดูแลของเชฟ David Thompson โดยใช้เวลาเพียง 3 ปีก็ได้ขึ้นแท่นอันดับ 1 ใน Asia’s 50 Best Restaurants 2014 และยังถูกยกย่องให้เป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชียโดยสื่อสำนักต่างๆต่อเนื่องกันหลายปีจนถึงปัจจุบัน ในวันนี้เชฟพิม เตชะมวลไววิทย์ เชฟมากฝีมือผู้ผันตัวมาจากอาชีพนักวิจัยแห่ง Silicone Valley ได้สานต่อมรดกร้าน NAHM และความสร้างสรรค์ของเชฟพิมก็ทำให้ NAHM ยังคงครองตำแหน่งหนึ่งในร้านอาหารไทยที่ดีที่สุดซึ่งเป็นแรงดึงดูดให้ Foodies จากทั่วโลกมุ่งหมายมาลิ้มลอง เรามาดูกันดีกว่าว่าวันนี้มีอะไรในเมนูที่รอคอยเราอยู่บ้าง เริ่มต้นด้วย Canape เรียกน้ำย่อยคำเล็กๆอย่าง “ปูซ่อนกลิ่น” ซึ่งเป็นข้าวตังหน้าเนื้อปูเคล้ากับเครื่องปรุงและสมุนไพรต่างๆ อร่อยมากครับ กับอีกอย่างคือ “เมี่ยงนพเก้า” ที่เชฟจับเอาเนื้อกุ้งแม่น้ำ เนื้อไก่ มะม่วงดิบ สละ และอื่นๆอีกมากมายมาเสิร์ฟบนใบชะพลู ต่อกันด้วย Entree กับ “ยำผักผลไม้อย่างทวาย” ซึ่งเป็นเมนูหากินได้ยากจากในรั้ววัง เป็นการคัดเอาผักและผลไม้พื้นถิ่นหลากชนิดมาเคล้าน้ำยำที่ทำจากพริกแกงและกะทิ ทำให้มีรสเข้มข้นและละมุนละไมไปพร้อมๆกัน อีกจานที่เป็น Entree เช่นกันก็คือ “งบทะเล” ห่อใบตองย่างเสิร์ฟพร้อมกับข้าวตัง กินคู่กันอร่อยลงตัวมากเลยครับ สำหรับ Main Course นั้นมีด้วยกันถึง 5 เมนูได้แก่ “ต้มยำกุ้งกับเห็ดป่า” รสกลมกล่อมซึ่งสูตรของที่นี่ใช้เห็ดภูฏานนะครับ “เนื้อผัดพิโรธ” เนื้อวากิวนุ่มละลายผัดพริกแกงกับยอดมะพร้าวและพริกไทยอ่อน “ผัดผักกูดไฟแดง” เลือกเฉพาะยอดผักกูดอ่อนๆผัดหอมไฟเค็มมันกำลังดี “แกงปูใบชะพลู” เนื้อปูม้าสดๆในเครื่องแกงเหลืองแบบครัวใต้กับใบชะพลูและส้มจี๊ด และสุดท้ายเมนูโปรดของเราเลย นั่นก็คือ “กะปิพล่าพริกไทยอ่อน” น้ำพริกเนื้อกุ้งธรรมชาติจากสงขลาโขลกกับกะปิจากชุมพร เพิ่มความเผ็ดร้อนด้วยพริกไทยอ่อนและความหอมสดชื่นของส้มซ่า และอื่นๆอีกมากมาย มาพร้อมไข่ต้มและผักแนมนานาชนิด อาหารทั้งหมดเสิร์ฟคู่กับข้าวเขียวอ่อนจากสุพรรณบุรี และข้าวหอมมะลิจากสุรินทร์ ช่างคัดสรรกันจริงๆเลยนะครับ ปิดท้ายด้วยของหวาน 2 ชนิดที่เชฟวางคอนเส็ปต์ให้วัตถุดิบหลักของไทย 2 อย่างเป็นดาวเด่นนั่นก็คือมะพร้าว (Life Cycle Of Coconut) และข้าว (Temptations Of Rice) นั่นเอง สำหรับเมนูมะพร้าวจะประกอบไปด้วยจานย่อยๆอีกหลายจานทั้งไอศกรีมมะพร้าวกะทิ วุ้นน้ำมะพร้าว ขนมเหนียว และขนมใส่ไส้ เมนูข้าวก็เช่นกันครับ เชฟได้รังสรรค์ทั้งข้าวตู ข้าวหมาก ข้าวเหนียวดำ ข้าวเม่า ไอศกรีมข้าว 5 กษัตริย์ ไปจนถึงข้าวเกรียบว่าวกันเลยทีเดียว ดีงามตั้งแต่คอนเส็ปต์ การปรุง ไปจนถึง Presentation เลยครับ ยังไม่หมดนะครับ เชฟยังแถมซอร์เบต์แตงโม และขนมเบื้องฝอยทองมาส่งท้ายมื้อกันด้วยทำให้มื้อนี้ของเราอร่อยเต็มอิ่มมากครับ Wrapping Up Our Stay โรงแรม COMO Metropolitan Bangkok เป็นโรงแรมที่เราใฝ่ฝันอยากมาพักตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น เราจึงดีใจมากที่ได้มาทำให้ฝันเป็นจริงเสียที (แม้จะใช้เวลานานสักนิด) เราปลื้มในความเรียบเท่เหนือกาลเวลาในงานดีไซน์ Minimalistic ของโรงแรมทั้งในห้องพักและในพื้นที่สาธารณะ ยิ่งไปกว่านั้นเราประทับใจในการบริการที่ให้ความสำคัญกับแขกแบบเฉพาะบุคคล และมาตรฐานที่เสมอต้นเสมอปลายของพนักงานในทุกๆจุดของโรงแรม ยิ่งเมื่อได้มีโอกาสลิ้มลองอาหารกลางวันประดับดาวมิชลินที่ร้านในตำนานอย่าง NAHM ก็ยิ่งทำให้ประสบการณ์ Staycation ในคราวนี้เป็นประสบการณ์ที่อิ่มเอมใจมากครับ จองห้องพักได้ที่นี่ BOOK NOW #LetsHoparound #Bangkok

  • HONG KONG Highlights อัพเดท 40 จุดสุดฮิปจากทริปฮ่องกงล่าสุดปี 2025

    HONG KONG Highlights อัพเดท 40 จุดสุดฮิปจากทริปฮ่องกงล่าสุดปี 2025 หลังจากที่เราไม่ได้ไปฮ่องกงกันนานมาก อย่างน้อยก็ต้องมี 5 ปี ทริปนี้เราจะพาเพื่อนๆลองกลับไปดูกันซิว่า ฮ่องกงมีอะไรใหม่ให้สำรวจกันบ้าง และมีที่ไหนให้น่าไป #Hop  บ้าง ตามไปดูกันเลยยยย โรงแรมแนะนำในฮ่องกง พร้อมดีลพิเศษ เดอะ เมอเรย์ ฮ่องกง อะ นิกโกโล โฮเทล (The Murray, Hong Kong, a Niccolo Hotel) ตูฟ (Tuve) มอนเดรียน ฮ่องกง (Mondrian Hong Kong) เดอะ เฟลมิง (The Fleming) เพจ 148 เพจ โฮเทล (Page148, Page Hotel) ลิตเทิล ไท่ หัง (Little Tai Hang) อีตัน ฮ่องกง (Eaton HK) บัตรเข้าฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ (Hong Kong Disneyland) สุดพิเศษ สามารถซื้อได้ที่นี่ บัตรขึ้นหอชมวิว Sky100 | แลนด์มาร์กชมวิวในฮ่องกง สุดพิเศษ สามารถซื้อได้ที่นี่ ย่าน Tai Hang ‘ต่าย ฮ้าง’ ย่านนี้เป็นอีกหนึ่งย่านที่เราชอบมากๆของฮ่องกงเลย “ต่าย ฮ้าง” เป็นเหมือนสวนหลังบ้านที่เงียบแต่เก๋ของย่าน Causeway Bay ซึ่งผู้คนพลุกพล่านกว่ามาก เพราะอยู่ติดกันพอดี “ ต่าย ฮ้าง” เป็นชุมชนตึกแถวที่เรียงรายกันไปเป็นบล็อกๆ เต็มไปด้วยร้านรวงแนวอินดี้ต่างๆซ่อนตัวอยู่มากมาย ทั้งร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านตัดผม ร้านขนม ร้านชา ร้านซ่อมรถ ร้านบรันช์ และยังมีแกลอรี่ด้วยนะ แถมใครสายไหว้พระ ที่นี่ก็มีวัดด้วยไม่ว่าจะเป็น Tin Hau Temple  และ Tai Hang Lin Fa Kung  ครบสุดๆ ใครมาฮ่องกงแล้วเราแนะนำย่านนี้เลย เพราะทั้งฮ่องกงคือวุ่นวายการ การที่ได้มาแวะชิลในย่านนี้ถือเป็น A Breath Of Fresh Air ที่ดีมาก MUSE คาเฟ่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากป่าและธรรมชาติ ที่นี่ไม่ได้มีแค่คาเฟ่แต่ที่ MUSE เพื่อนๆจะได้พบกับของสะสมที่มาจากทั่วโลกให้เลือกช้อป เมนูชาของที่นี่ก็โดดเด่นดีงามเพราะมีชาหลากสายพันธุ์จากทั่วโลก ทางเจ้าของร้านบอกกับเราว่า อยากให้ร้านของเค้าสามารถช่วยฟื้นฟูจิตใจจากความวุ่นวายภายนอก และถ้าเพื่อนๆมาได้จังหวะพอดี ก็อาจจะได้เข้าร่วมเวิร์คช็อปเกี่ยวกับชา กลิ่นหอม ดอกไม้ และการประดิษฐ์ตัวอักษรกับนักออกแบบ ที่จะจัดขึ้นในพื้นที่ของทางร้านอีกด้วย เวลาเปิดปิด: 9:00–18:45 การเดินทาง: ลงสถานี Tin Hau Station ทางออก A1 Location: https://goo.gl/maps/HWSAwwyZ6T2sTcXb8   The Shophouse ห้องแสดงงานศิลปะหนึ่งเดียวในย่านต่ายฮ้างนี้ ใครสนใจไปเยี่ยมชมแนะนำให้จองกันก่อนไปได้ที่ https://www.theshophouse.hk/contact เวลาเปิดปิด: 11:00–19:00 ปิดวันจันทร์ การเดินทาง: ลงสถานี Tin Hau Station ทางออก A1 Location: https://goo.gl/maps/Mc3JyRBo1HQsSXer6   Oneday คาเฟ่คิ้วๆ มินิมอลสุดในย่าน กาแฟดี ขนมอร่อย ชอบขนมน้องหมีมาก ทีมบาริสต้าหล่อเซอร์เหมือนจะไม่เข้ากับลุคของร้าน แต่ก็เข้ากันได้ดีครับ เวลาเปิดปิด: 9:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Tin Hau Station ทางออก A1 Location: https://goo.gl/maps/5UC57NmYs7dSsreE6   Fineprint ร้านนี้ฟีลฝรั่งเลย (หรือเพราะตอนเราไปลูกค้าฝรั่งนั่งกันเยอะหว่า) เสิร์ฟอาหารเช้าตั้งแต่ 6 โมงเช้าทุกวันไม่มีวันหยุด และมีเบเกอรี่อบสด กาแฟคั่วหอมๆ ที่อร่อยมาก รวมถึงมีเมล็ดกาแฟหลายแบบขายด้วย ร้านนี้กำเนิดขึ้นโดยคู่เพื่อนซี้ชาวออซซี่ Scottie Callaghan และ James Wilson เวลาเปิดปิด: 6:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Tin Hau Station ทางออก A1 Location: https://goo.gl/maps/9WXjp12ts5MQbRWBA   Cookie Vission กรอบ. นุ่ม. เหนอะหนะ คือคำนิยามที่เรามีให้กับร้านนี้ เพราะสินค้าหลักก็คือคุกกี้ชิ้นโตๆที่ใส่เครื่องอึ๋มๆหลากหลายรสชาติ (น้ำหนักชิ้นละ 150 กรัม) และตอนนี้ก็มี DONUTS ไส้ทะลักจุกๆเพิ่มมาด้วย แนะนำให้ลองชิมรสชาติคลาสสิกและรสชาติใหม่ที่น่าตื่นเต้นซึ่งจะมีอัปเดตเป็นประจำ อบสดใหม่ทุกวันตลอดทั้งวัน น้ำตาลพุ่งชนเพดานแล้ววว เวลาเปิดปิด: 8:00–21:00 การเดินทาง: ลงสถานี Tin Hau Station ทางออก A1 Location: https://goo.gl/maps/5mceNm98tvHSjGzz9   ย่าน West Kowloon ข้ามกลับมาฝั่งเกาลูนกัน ย่านนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของคาบสมุทรเกาลูนในฮ่องกง ตรงนี้เราเพิ่งเคยมากันครั้งแรกเลย เราชอบวิวฝั่งนี้มาก พื้นที่สำหรับ สาธารณะใหญ่สุดๆ มีทั้งสวน มิวเซียม โรงแรม ห้างสรรพสินค้า คาเฟ่ ครบมากๆ เดินทางมาได้โดยรถไฟลงสถานี Kowloon Station และเดินตามป้ายบอกทางที่เขียนว่า West Kowloon Cultural District นะครับ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ M+ ใครๆที่ได้กลับมาฮ่องกงแล้วก็คงไม่ยอมพลาดที่นี่ เพราะเป็นมิวเซี่ยมที่สุดฮิปริมน้ำที่เปิดได้ไม่นาน (ตั้งแต่ปลายปี 2021) มีงานอาร์ตหลายแขนงให้เลือกชม สถานที่กว้างใหญ่มากๆ สำหรับเราเดินประมาณครึ่งวันน่าจะครบ ราคาค่าเข้าอยู่ที่ HKD 120 ต่อคน เวลาเปิดปิด: 10:00–18:00 วันศุกร์ 10:00–22:00 ปิดทุกวันจันทร์ การเดินทาง: ลงสถานี Kowloon Station Location: https://goo.gl/maps/UcBMvuRPQNWFfxsr5   สวน West Kowloon Cultural District เดินเล่นมิวเซียมกันเสร็จแล้วอย่าลืมมาแวะนั่งชิล ดูผู้คนฮ่องกงออกมาพักผ่อน เล่นกีฬา ซ้อมเต้น หรือ ปิกนิกกันได้ที่นี่เลย เพลินมากครับ ที่สำคัญคือวิว Skyline ฮ่องกงแบบปังสุดๆ เวลาเปิดปิด: เปิด 24 ชั่วโมง การเดินทาง: ลงสถานี Kowloon Station Location: https://goo.gl/maps/UcBMvuRPQNWFfxsr5   ย่าน Causeway Bay อีกหนึ่งแหล่งช็อปปิ้งยอดฮิตสำหรับวัยรุ่นฝั่งอีสต์บนเกาะฮ่องกง มีห้างสรรพสินค้าเยอะมากทั้ง ห้างสไตล์ญี่ปุ่น SOGO ไทม์สแควร์และไฮซานเพลส ลีกาเด้น และยังมีร้านค้าเรียงรายกระจายไปทั่วย่าน ทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ แฟชั่น ของแต่งบ้าน Basao Tea ร้านชาขึ้นชื่อของเกาะฮ่องกง สายชาต้องอินเลิฟชัวร์ๆ ร้าน BASAO เน้นชาออร์แกนิกซึ่งมีหลายชนิดให้เลือกชิม ดีงามทั้งวัตถุดิบใบชาและการรังสรรค์เมนู ตอนที่เราไปเค้าทำเมนูพิเศษกับนม OATLY ด้วยนะ เวลาเปิดปิด: จันทร์-พฤหัส 9:00–18:00 ศุกร์-อาทิตย์ 10:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Causeway Bay Location: https://goo.gl/maps/ie922gDXC2Y29Bew5   Fashion Walk Shop แหล่งช้อปปิ้งที่มีทั้งโซนอินดอร์และเอ้าท์ดอร์เรียงรายกันหลายแบรนด์จากทั่วโลกเลย เดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้กันเพลินๆได้ทั้งวัน เวลาเปิดปิด: 10:00–23:00 ขึ้นอยู่กับแต่ละร้าน การเดินทาง: ลงสถานี Causeway Bay Location: https://goo.gl/maps/HhJtUfz4GH9KhnqT7   O.N.S Kapok ร้านซีเล็คช็อปชื่อดังของฮ่องกงตั้งอยู่ละแวก Fashion Walk แยกเป็นสองร้าน ร้านผู้ชายและผู้หญิง ส่วนร้านนี้เป็นสินค้าของผู้ชายเป็นหลัก มีทั้งเสื้อผ้าแบรนด์ดีๆ รองเท้า กระเป๋า จิวเวลรี่ เครื่องประดับ น้ำหอม เทียน ของแต่งบ้านและอื่นๆ อีกมากมาย ลองมาดูกันได้ครับ พนักงานที่นี่บริการดีมากเลย ส่วนร้านของผู้หญิงก็มีของกระจุกกระจิกน่าสนใจให้เลือกดูเยอะมากเช่นกัน เวลาเปิดปิด: 12:00–21:00 การเดินทาง: ลงสถานี Causeway Bay Location: https://goo.gl/maps/1uDBA2QGSDXD1SE9A   Kitchen one roast goose สำหรับเพื่อนๆที่ต้องการทานห่านย่าง หมูแดงหมูกรอบที่อร่อย และไม่ต้องรอคิวนาน (แถมบางร้านพอได้คิวก็ยังต้องรีบกินอีก) ร้านนี้อาหารเน้นพวกเนื้อย่างๆที่รสชาติดีใช้ได้เลย เมนูหมูแดงหมูกรอบอร่อยใช้ได้อาจจะไม่เท่าร้านดังๆหลายร้าน แต่เมนูห่านย่างซึ่งเป็นเมนูเด่นของร้านนั้นอร่อยไม่แพ้ที่อื่นนะและก็ไม่มีกลิ่นสาบอย่างที่คิดด้วย บางจังหวะก็แอบคิดว่าเราไปลำบากต่อคิวร้านอื่นทำไมนะ 5555 เวลาเปิดปิด: 11:00–22:00 การเดินทาง: ลงสถานี Causeway Bay Location: https://goo.gl/maps/8rChVY7odZVE2aD68   Hashtag B ร้านเบเกอรี่เล็กๆสไตล์ฮ่องกง เน้นขนมปังเนื้อนุ่มใส่ไส้ต่างๆถูกปากชาวเอเชีย ไม่มีที่ให้นั่งกินในร้านนะครับ เป็นแบบซื้อกลับ เราซื้อขนมปังเผือกที่เหลือชิ้นสุดท้ายกลับมากินแล้วอร่อยเลย แนะนำ! เวลาเปิดปิด: 11:00–22:00 การเดินทาง: ลงสถานี Causeway Bay Location: https://goo.gl/maps/8rChVY7odZVE2aD68   ย่าน Wan Chai หวานไจ๋ เป็นย่านการค้าใจกลางฮ่องกง ที่มีความวุ่นวายลำดับต้นๆ เลย แต่มีความแตกต่างจากย่านอื่นๆก็ตรงที่หวานไจ๋เป็นย่านที่เ ต็มไปด้วยตลาดและร้านค้านิชๆแบบท้องถิ่นฮ่องกงมากกว่า ตั้ง อยู่ใกล้กับย่านเซ็นทรัล ถ้าเพื่อนๆอยากนำเทรนด์แนะนำให้ลองไปที่ร้านเสื้อผ้าเก๋ ๆ แถวถนน Starstreet และ ถนน Ship Street เลยครับ มีให้เลือกช้อปเยอะมาก มีคาเฟ่ ร้านอาหารเก๋ๆหลากหลายสัญชาติ มีค่าเฟ่ฮิปๆ เพียบ เป็นอีกหนึ่งย่านที่ไม่ควรพลาดเลยครับ SALVO STORE ร้านเสื้อผ้าสำหรับผู้ชายที่เราชอบมากที่สุดในฮ่องกง ขอใช้คำนี้เลย เพราะเค้าเลือกแบรนด์เสื้อผ้ามาจากฝั่งยุโรป สแกนดิเนเวีย ดีไซน์สวย ใส่ได้เรื่อยๆ ราคาดีงาม มีน้ำหอมแบรนด์ฮ่องกงที่เราชอบมากอีกด้วย นั่นคือแบรนด์ oddity fragrance พนักงานน่ารักอัธยาศัยดีมาก และร้านเล็กๆแต่ตกแต่งสวยมาก จริงๆ ร้านเค้าเปิดมานานแล้วแต่เพิ่งทำการรีโนเวทใหม่ สวยสดเด่นสุดในย่านแล้ว อวยแล้วอวยอีก ต้องแวะแล้วนะครับ เวลาเปิดปิด: 11:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/nAaMP3CWW8HpF2fm7   CREW ร้านกาแฟที่เราบังเอิญเดินผ่านและคิวยาวมาก ขากลับมาอีกรอบคิวหมดพอดี ก็เลยขอลองแวะชิมสักหน่อย ตัวร้านเตะตามาก เน้นซื้อกลับ ส่วนใหญ่ที่นี่จะเป็นพนักงานออฟฟิศมาซื้อกัน เวลาเปิดปิด: 8:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/2ceubdxJWar8kEkw9   Kam Fai Dim Sum Restaurant ถ้าเพื่อนๆต้องการหาร้านติ่มซำ Local อร่อยจุใจไม่ไม่ต้องแคร์ดาวมิชลิน ไม่ต้องรอคิว (ยกเว้นช่วงพีคๆของวัน) แนะนำที่นี่เลยครับ ร้านนี้เราลองสุ่มเข้ามา ปรากฏว่ารสชาติดีเครื่องแน่นสดอร่อยไม่ผิดหวัง แต่อาจจะสื่อสารกับอาเจ็กแกยากนิดนึงนะครับ 555 เวลาเปิดปิด: 5:00–15:30 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/DyVVqDSBXFn2npsc6   Matchali ร้านมัจฉะเปิดใหม่ล่าสุดในย่าน Wan Chai เราแวะเข้ามาเพราะหน้าร้านดูมินิมอลน่ารัก ชาเขียวรสชาติอร่อยมาตรฐานครับ เวลาเปิดปิด: 8:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/pe3KHTX7LWh1UBuEA   Blue Bottle Coffee ใครคิดถึงกาแฟ Blue Bottle ต้องมาที่นี่เพราะเป็น ร้านกาแฟแห่งที่สามและใหญ่ที่สุดในฮ่องกง มีสองชั้นวิวดีนะ เวลาเปิดปิด: 8:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/47b2dmwmjoc9ihEh6   The Monocle Shop แฟนๆแม็กกาซีนชื่อดัง Monocle จากเกาะอังกฤษ ต้องมาแวะร้านนี้ เพราะนอกจากจะมีของดีไซน์ดีๆจากทั่วทุกมุมโลกแล้ว ที่นี่ยังเป็นออฟฟิศของโมโนเคิ่ลประจำเกาะฮ่องกงด้วย มีหนังสือ ข้าวของเครื่องใช้ น้ำหอม สเตชั่นเนอรี่ให้เลือกช้อปเพียบ และที่สำคัญสินค้าบางตัวราคาถูกกว่าช้อปในสนามบินนะ เวลาเปิดปิด: 11:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/gKkYxHf8AzKUDPhL9   Tsui Yuen Dessert ร้านขนมหวานสไตล์ฮ่องกงหลังมื้ออาหารที่เราชอบมากๆ ในฮ่องกง มีความเต้าทึงพุดดิ้งถั่วต้มต่างๆเสิร์ฟทั้งแบบร้อนและแบบเย็น อร่อยมากครับ เวลาเปิดปิด: 12:00–23:30 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/hNTChF3VEFTUYjmc8   Apt. Coffee Wanchai ร้านคาเฟ่มินิมอลสุดในย่าน เวลาเปิดปิด: 8:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Wan Chai Location: https://goo.gl/maps/HQKTWch6Yj5GwCG46   ร้านอื่นๆในย่านBASAO - Wan ChaiArtemis & Apollokapok Sun Street ย่าน Central เซ็นทรัล เป็นย่านธุรกิจศูนย์กลางการค้าที่สำคัญที่สุดในฮ่องกง เต็มไปด้วยตึกระฟ้า ห้างหรูหรา โรงแรมห้าดาว ร้านอาหาร สินค้าแบรนด์เนม สำหรับเราขอจัดให้ย่านนี้เป็นย่านที่ครบที่สุดแล้วในฮ่องกงสามารถเดินเล่นได้ตั้งแต่เช้าตรู่ไปจนถึงเที่ยงคืนได้สบายๆ (ถ้าร่างกายยังไหวกันนะ ฮ่าๆ) For Kee Restaurant ร้านอาหารจานเดียวชื่อดังของหมู่คนไทยที่ไปเที่ยวฮ่องกง โด่งดังเรื่องข้าวหน้า Pork Chop โปะไข่ดาวโรยซีอิ๊ว จริงๆร้านนี้เปิดมานานมากแล้ว ใครมีเวลาเหลือเฟือแนะนำ แต่ถ้าใครเวลาน้อยแนะนำให้ข้ามไปเลย เพราะเป็นไปได้สูงว่าต้องรอคิวนานมากกกกกกก ส่วนรสชาติก็อร่อยดีครับ แนะนำแบบเพิ่มผักคะน้าฮ่องกงด้วย เวลาเปิดปิด: จันทร์-เสาร์ 7:00–16:30 ปิดวันอาทิตย์ การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/u8BgxdxXmKGBsy9L9   Tai Kwun Centre for Heritage and Arts จากอดีตสถานีตำรวจและเรือนจำเก่าแก่กว่า 170 ปี ถูกปรับปรุงเปลี่ยนใหม่กลายมาเป็นศูนย์วัฒนธรรมขนาดใหญ่ที่คอยต้อนรับชาวฮ่องกงและนักท่องเที่ยวให้เข้ามาใช้พิ้นที่พักผ่อนและ เสพศิลป์ ทุกรูปแบบอย่างไม่จำกัด ประกอบไปด้วยอาคารใหม่และอาคารเก่าปรับปรุงใหม่ มีมิวเซียมจัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยอย่าง JC Contemporary Museum  ที่นั่งพักผ่อน ร้านขายของเก่า บาร์ร้านอาหาร แต่โซนคุกเก่าแอบวังเวงนิดๆครับ เวลาเปิดปิด: 8:00–23:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/1k5aV1wNRPJgzQA47   SLOWOOD เป็นร้านขายของชำสำหรับวิถีชีวิตยั่งยืนโดยนำเสนอสินค้าที่ปราศจากขยะและคัดสรรมาอย่างดี ตั้งแต่อาหาร เครื่องสำอางค์ เครื่องหอม และของใช้ในบ้าน ร้านมุ่งหวังที่จะมอบทางเลือกเพิ่มเติมให้กับชุมชนสำหรับเส้นทางการใช้ชีวิตสีเขียวของทุกคน ตั้งอยู่ในโครงการ Central Market ย่านเซ็นทรัล เวลาเปิดปิด: 11:00–21:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/eLvsuqCxJKiRwW6p7   Officine Universelle Buly Hong Kong เป็นแบรนด์ความงามเก่าแก่จากประเทศฝรั่งเศส และเป็น Flagship หนึ่งเดียวในฮ่องกง Shop นี้ขนาดไม่ใหญ่ แต่ทำให้รู้สึกแกรนด์ด้วยเพดานสูงและงาน Decor ที่ดูขลังมากครับ เวลาเปิดปิด: 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/MmoyYm2SgoqK9Eqz7   Bakehouse ร้านเบเกอรี่สุดฮิตติดกระแส เราเห็นคนถือถุงร้านนี้เดินกันให้ว่อน ยอมรับว่าแบรนด์ดิ้งเค้าน่ารักมากครับ ขนมก็น่าลองหลายอย่าง เราซื้อทาร์ตไข่มาลอง รสชาติเข้มข้นอร่อยครับ แต่เราว่าหวานไปนิดนึง เวลาเปิดปิด: 8:00–21:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/reUktgqs3kDcoLaX6    Aesop Gough Street สาขานี้เป็นร้าน Signature Store ของ Aesop ที่ออกแบบโดย March Studio หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าตอนนี้ร้าน Aesop ในไทยระงับการให้บริการไปชั่วคราว และเตรียมที่จะกลับมาใหม่ในอีกไม่นาน ฉะนั้นถ้าใครของหมดพอดีแล้วได้มาที่ฮ่องกงก็ซื้อกลับไปสต็อคกันได้ครับ เวลาเปิดปิด: 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/NKGFPkmxYa4QX8hN6   MAN-MO Temple วัดหม่านโหมว (Man Mo Temple) เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดบนเกาะฮ่องกงเพราะสร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 1847 เป็นวัดที่ผู้คนนิยมมากราบไหว้กันโดยเฉพาะเหล่านักเรียน นักศึกษา แม้ขนาดไม่ใหญ่แต่ความขลังนั้นไม่เล็กครับ เวลาเปิดปิด: 8:00–18:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/8Z553k2VkSnktS8v9   Le Labo Central แบรนด์น้ำหอมชื่อดังจากนิวยอร์ค ถ้าได้แวะมาอย่าลืมลองดมกลิ่น Bigarade18 ที่เป็นกลิ่นพิเศษเฉพาะฮ่องกงเท่านั้นด้วยนะครับ เวลาเปิดปิด: 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/b2CeK6WbardE1WFY7   Mother Pearl (Central) ร้านชานมไข่มุกแบรนด์ดิ้งน่ารัก ร้านสวย ที่นี่จะเสิร์ฟเป็นขนมหวานและชานมไข่มุกแบบ Organic และ Low Calorie ใครสายดูแลสุขภาพแวะมาชิมกันได้ครับ อร่อยไปอีกแบบ… แบบที่รู้สึกผิดน้อยลง เวลาเปิดปิด: 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/b2CeK6WbardE1WFY7   PMQ เดิมทีที่นี่สร้างขึ้นเพื่อเป็นโรงเรียนรัฐบาลในปี คศ 1889 ต่อมาก็ปรับเปลี่ยนไปเป็นที่พักข้าราชการตำรวจและสุดท้ายในปี 2014 ก็ได้รับการฟื้นฟูให้กลายมาเป็น PMQ แบบที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน PMQ เป็นศูนย์กลางแห่งความสร้างสรรค์ระดับโลก เป็นที่รวมเอางานอาร์ตทุกแขนงเข้าด้วยกัน มีร้านค้า คาเฟ่ สตูดิโอออกแบบ แกลอรี่ และอีกมากมาย ตอนที่เราไปเค้ากำลังจัดแสดงงาน Graphic Design in Japan 2022 (Hong Kong Edition) เวลาเปิดปิด: 12:00–23:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/KU9n3sNx8EHnLRna6   HJEM Hjem แปลว่า 'บ้าน' ในภาษานอร์เวย์ เป็นคาเฟ่สไตล์นอร์ดิกก่อตั้งโดย Elin Fu ที่เคยไปใช้ชีวิตที่เมือง Hamar ทางตะวันออกเฉียงใต้เล็กๆ ในนอร์เวย์ และตอนนี้ก็ได้ย้ายกลับมาเปิดคาเฟ่ในฮ่งกง กาแฟดี ขนมอร่อย แนะนำ Cinnamon And Cardamom Roll ครับ เวลาเปิดปิด: 8:00–18:00 ปิดวันจันทร์ การเดินทาง: ลงสถานี Sheung Wan Location: https://goo.gl/maps/FhBRmVMAxgbFRB5eA   Rapha คลับของผู้รักการปั่นจักรยาน เป็นแบรนด์จากอังกฤษ ภายในร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับจักรยาน เสื้อผ้าต่างๆ รวมไปถึงโซนคาเฟ่ที่เป็นที่พบปะของเหล่านั่งปั่นของฮ่องกง เวลาเปิดปิด: 11:00–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Sheung Wan Location: https://goo.gl/maps/ADnQH5AKSruSLbz18   Adjective / Objective อีกหนึ่งร้านโปรดของเราในฮ่องกง ที่นี่เป็นสตูดิโอออกแบบ (เค้าออกแบบร้าน Omotesando Koffee สาขาฮ่องกงด้วยล่ะ) ส่วนร้านนี้เป็นอีกหนึ่งธุรกิจของเขา ที่คัดของของดีไซน์เก๋ๆมาขายจากทั่วทุกมุมโลก ที่สำคัญคือคุณเจ้าของร้านน่ารักมากๆ เวลาเปิดปิด: 9:30–18:30 การเดินทาง: ลงสถานี Sheung Wan Location: https://goo.gl/maps/izo4MoSed7NdFiBQ9   Tsim Chai Kee Noodle ร้านบะหมี่เกี๊ยวชื่อดังเจ้าของรางวัลมิชลินหลายสมัย ในชามจะมีลูกชิ้นหมูผสมปลาปั้นมือเป็นก้อนเบ้อเริ่มเทิ่มสะใจเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน โรยน้ำพริกเผานิดหน่อยอร่อยสุดๆ ราคาประมาณชามละ HKD 38-44 ตอนที่เราไปโชคดี ไม่มีคิวพอดีเลยครับ เวลาเปิดปิด: 11:00–21:30 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/GD37kkN62r5CtRUC9   % Arabica (Mid-Levels) ร้านกาแฟแบรนด์ญี่ปุ่นแต่มีสาขาแรกอยู่ที่ฮ่องกง ตอนนี้มีหลายสาขาแล้ว ส่วนสาขานี้เป็นสาขาในย่าน Central ลองแวะไปนั่งชิลกันได้ เวลาเปิดปิด: 8:30–19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Central Location: https://goo.gl/maps/XX7gL9sR3Vu99sP28   ย่าน Tsim Sha Tsui ปิดท้ายโพสต์นี้กันที่ย่านช็อปปิ้งและแหล่งท่องราตรีชื่อดังบนเกาะเกาลูน นักช้อปทั่วโลกต้องรู้จักย่านนี้ นอกจาก Habour Mall แล้ว ที่นี่ยังมีห้างอื่นๆ อีกมากมาย และห้างใหม่ล่าสุดที่กำลังมาแรงของย่านนี้ก็คือ K11 ครับ เป็นห้างริมน้ำที่รวมแบรนด์ไว้เยอะมาก ร้านอาหารก็เพียบเลย Mak's Noodle บะหมี่ร้านดังมีหลายสาขาทั่วฮ่องกงและได้ยินว่ากำลังจะมาเปิดที่ไทยเร็วๆนี้ อาม่า (เจ้าของร้านหรือเปล่าไม่รู้) แนะนำให้สั่งบะหมี่เกี๊ยวแบบแยกเส้นมาคลุกซอสต่างหากบอกว่าอร่อยกว่า เราว่าร้านนี้อร่อยง่ายๆได้มาตรฐานดีครับ ตกชามละประมาณ HKD 60-70 เวลาเปิดปิด: 10:30–23:00 การเดินทาง: ลงสถานี Tsim Sha Tsui Location: https://goo.gl/maps/GD37kkN62r5CtRUC9   Clean Coffee ร้านกาแฟคลีนเสิร์ฟกาแฟและคุ้กกี้แบบออแกนิก คอนเซ็ปต์ Tap & Go เป็นร้านกาแฟนี้ไม่มีพนักงานแม้แต่คนเดียว ทุกอย่างต้องบริการตัวเองใช้แค่บัตร Octopus บัตรเดียวเท่านั้น ร้านนี้ให้ฟีลเหมือนตู้กดกาแฟเต่าบินบ้านเรา แต่จะมีความคราฟท์กว่า มีให้เลือกกดส่วนผสมต่างๆจากหลายสเตชั่น คุณภาพและรสชาติเหมือนกาแฟในคาเฟ่สมัยใหม่ที่ชงสดเลย และที่นี่จะมีที่ให้นั่งจิบกาแฟด้วย ราคาประมาณแก้วละ HKD 25 ตั้งอยู่ในโครงการ Heath Hong Kong ชั้นใต้ดิน เวลาเปิดปิด: 9:00–17:00 การเดินทาง: ลงสถานี Tsim Sha Tsui Location: https://goo.gl/maps/K7kVtsDXHRynx1tx8   Latam Coffee ร้านกาแฟที่เสิร์ฟกาแฟจากสาธารณรัฐโดมินิกันโดยเฉพาะ มีเมล็ดกาแฟให้เลือกหลายตัว แต่ทั้งหมดก็จะนำเข้าจากประเทศเดียว คือเป็น Single Origin ตั้งแต่ตัวร้านเลย มีคุณลุงคนฮ่องกงที่มารอเข้าร้านตั้งแต่ยังไม่เปิด เขาบอกเราว่ากาแฟที่นี่อร่อยจริงๆ เวลาเปิดปิด: 11:00–20:00 การเดินทาง: ลงสถานี Tsim Sha Tsui Location: https://goo.gl/maps/jZmjLUPKXZ4uN1aC6   MIDO CAFÉ ขอเพิ่มโบนัสในโพสต์นี้ด้วยร้าน MIDO CAFÉ เป็นร้านอาหารคาเฟ่สไตล์ฮ่องกงสุดคลาสสิคที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1950 ปัจจุบันก็ยังคงเอกลักษณ์บรรยากาศแบบเดิมให้ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในร้านกาแฟเมื่อ 70 กว่าปีก่อนจริงๆ เราเองก็เพิ่งเคยมากันครั้งแรก และจานที่เราถูกใจที่สุดคือ French Toast ไส้ Ham & Cheese อร่อยนัว สะใจสุดๆ เวลาเปิดปิด: 11:30–20:30 ปิดวันพุธ การเดินทาง: ลงสถานี Yau Ma Tei Station Location: https://goo.gl/maps/2jXm7sbE7cafgBzN8   The Monocle Shop ใครมีเวลาเหลือที่สนามบินแนะนำให้แวะไปที่ MONOCLE SHOP เพราะที่นี่เป็นร้าน MONOCLE SHOP ในสนามบินร้านแรกในโลกอยู่บริเวณ Gate 61, Terminal 1, Hong Kong International Airport มีของขายเหมือนในเมือง แต่ราคาบางไอเท่มอาจจะสูงกว่าสาขาในเมืองนิดนึงนะ สงสัยค่าเช่าแพงแหละ เวลาเปิดปิด: 10:00 - 19:00 การเดินทาง: ลงสถานี Hong Kong International Airport, Gate 61, Terminal 1 Location: https://goo.gl/maps/N2J2J5gwvDe1qnBc7   เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับทริปฮ่องกงของเราทริปนี้ เราพาไป #Hop กันจุใจไหม อย่าลืมติดตามพวกเรากันได้ที่ https://www.hoparound.co/   Youtube, Facebook, Instagram, TikTok: @Hoparound.co Instagram: @ThisthatCake, @KajornFurst โรงแรมแนะนำในฮ่องกง พร้อมดีลพิเศษ เดอะ เมอเรย์ ฮ่องกง อะ นิกโกโล โฮเทล (The Murray, Hong Kong, a Niccolo Hotel) ตูฟ (Tuve) มอนเดรียน ฮ่องกง (Mondrian Hong Kong) เดอะ เฟลมิง (The Fleming) เพจ 148 เพจ โฮเทล (Page148, Page Hotel) ลิตเทิล ไท่ หัง (Little Tai Hang) อีตัน ฮ่องกง (Eaton HK)

  • Awaji Yumebutai เดย์ทริปจากโอซาก้าสู่อาณาจักรของอันโดะ เกาะอาวาจิ

    Awaji Yumebutai เดย์ทริปจากโอซาก้าสู่อาณาจักรของอันโดะ เกาะอาวาจิ ขับรถเพลินๆเพียง 1 ชั่วโมงจากโอซาก้าหรือ 35 นาทีจากโกเบ เพื่อนๆก็จะมาถึงเกาะ Awaji ได้ไม่ยาก ที่นี่เป็นเกาะเก๋ วิวงาม มีอะไรให้เที่ยวเยอะแยะ แถมมีชื่อเรื่องหัวหอมที่หวานฉ่ำไม่ฉุนเผ็ด จริงๆแล้วเราอยากมีเวลามา Road Trip บนเกาะซัก 3-4 วัน เพราะเกาะ Awaji นี้มีขนาดใหญ่เกือบเท่าสิงคโปร์เลยล่ะ แต่ทริปนี้เรามีเวลาน้อยจึงเจาะจงมาเฉพาะที่ Awaji Yumebutai ผลงาน Landscape Design ขนาดใหญ่ของสถาปนิกระดับตำนานอย่าง Tadao Ando ซึ่งแค่ที่นี่ที่เดียว เราใช้เวลาทั้งวันก็ยังเดินไม่ครบเลยครับ Space แห่งนี้จะเท่แค่ไหน #hop ไปดูกันเลยครับ BOOK NOW จองโรงแรม GRANG NIKKO AWAJI ราคาพิเศษ คลิ๊กที่นี่ วิธีการเดินทางไปเกาะอาวาจิ สำหรับเพื่อนๆที่อยากมาเที่ยว Awaji Yumebutai แนะนำให้ขับรถมาจะสะดวกที่สุด เพราะรถไฟมาไม่ถึงนะครับ แต่หากจะนั่งรถบัส แนะนำให้นั่งตรงมาจากสถานี Sannomiya ในโกเบเลยจะสะดวกสุดครับ ถ้านั่งรถประจำทางเหมือนเราก็ต้องเผื่อเวลาเยอะหน่อย เพราะมีสายรถบัสจำกัดและตารางวิ่งรถค่อนข้างห่าง และหากรถเต็มก็ต้องรอคันหน้าในอีกชั่วโมงถัดไป (เหมือนเรา ฮ่าๆ) Awaji Service Area ระหว่างทาง อยากให้เพื่อนๆได้แวะ Awaji Service Area หลังจากข้ามสะพาน Akashi Kaikyo Bridge มาจากฝั่งโกเบด้วยครับ เพราะตรงนี้ทั้งวิวสวย มีลานให้นั่งปิกนิก และมีร้านของฝากที่มีแต่ของน่าซื้อเยอะมากเลย และหากมีเวลาเราแนะนำให้จัด Road Trip ซัก 3-4 วันเพราะมีจุดน่าเที่ยวอีกหลายจุด หรือหากมีเวลามากกว่านั้นจะตะลุยลงเกาะ Shikoku ต่อไปเลยก็ได้ครับ Awaji Island เล่าประวัติปูพื้นกันซักเล็กน้อย พื้นที่บริเวณนี้ของเกาะ Awaji นั้นถูกเลือกให้เป็นแหล่งขุดดินออกไปเพื่อถมทะเลสร้างเกาะเทียมต่างๆในอ่าวโอซาก้า (เช่น สนามบิน KIX เป็นต้น) ทำให้ธรรมชาติที่สวยงามถูกทำลายลงไปเป็นบริเวณกว้าง Tadao Ando จึงถูกเชิญมาออกแบบปรับภูมิทัศน์ใหม่ทั้งหมดเพื่อพลิกฟื้นความเสื่อมโทรมให้กลายแหล่งชุบชีวิตพืชและสัตว์ต่างๆของเกาะในรูปแบบของสวน Awaji Island Akashi Kaikyo National Government Park ขนาดมหึมาซึ่งมีพันธุ์ดอกไม้สีสวยสดเป็นหมื่นเป็นแสนดอกบานสะพรั่งเต็มไปหมด นอกจากนี้ยังมีโรงเรือน Green House ที่รวมพันธุ์ไม้หายากจากต่างประเทศเอาไว้อีกด้วย โซนสวนและเรือนกระจกนี้จะมีค่าเข้านะครับ ถ้าซื้อตั๋วรวบ 2 จุดราคาสำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ 1,000 เยน สามารถซื้อหน้างานได้เลย พื้นที่ที่เหลือนั้นถูกเนรมิตให้เป็นศูนย์ประชุมระดับนานาชาติที่สามารถรองรับขนาดการประชุมได้หลากหลายรูปแบบ มีโรงแรมหรูไว้รับรอง (Grand Nikko Awaji) รวมถึง โรงละครกลางแจ้ง อนุสรณ์สถานสุดล้ำและงานสถาปัตยกรรมแปลกตาที่เป็นเอกลักษณ์ของ Ando แค่เพื่อนๆมาเดินเล่น เสพงานดีไซน์ และถ่ายรูปก็คุ้มมากๆแล้ว เพราะโซนอาคารงานสถาปัตยกรรมนั้นเราเข้ามาเดินดูได้ฟรีเลยครับ ไปดูกันครับว่าจุดเช็คอินภายใน Awaji Yumebutai มีที่ไหนบ้าง 1. Grand Nikko Awaji จุดเช็คอินแรกที่ไม่พูดถึงก็ไม่ได้เลย ก็คือ โรงแรมแกรนด์นิกโกะ ที่มีเก้าอี้แดงตั้งอยู่บริเวณรอบๆ รอให้เราเข้าไปนั่งถ่ายรูปคู่กัน BOOK NOW จองโรงแรม GRANG NIKKO AWAJI ราคาพิเศษ คลิ๊กที่นี่ 2. Marine chapel “ CAPPELLA DI MARE ” 3. Awaji Greenhouse 4. Oval Forum 5. Water Garden 6. Seaside and Hillside Gallery 7. Sky Garden 8. The Hundred-Step Garden 9. Circular Forum เกร็ดเล็กๆน้อยๆเพิ่มเติมครับ หลังจากที่เริ่มก่อสร้าง Yumebutai มาได้ไม่นานในปี 1995 ก็เกิด The Great Hanshin-Awaji Earthquake เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 5,000 ชีวิต และบาดเจ็บกว่า 40,000 คน แน่นอนว่าสิ่งก่อสร้างในโปรเจ็คท์นี้ก็ได้รับผลกระทบไปไม่น้อยเช่นกัน จึงต้องมีการปรับแก้งานดีไซน์หลายจุด และการก่อสร้างก็เสร็จช้ากว่ากำหนดไปถึง 2 ปี จนกระทั่งในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2000 Awaji Yumebutai จึงได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกับงาน Awaji Flower Expo Japan Flora 2000 BOOK NOW จองโรงแรม GRANG NIKKO AWAJI ราคาพิเศษ คลิ๊กที่นี่ #LetsHoparoundJapan #Awaji FB/IG: @hoparound.co Youtube: hoparound.co Website: www.hoparound.co

  • Four Seasons Bangkok at Chao Phraya River การหวนคืนมาอีกครั้งของความเป็นเลิศแห่งฤดูกาลทั้งสี่ที่ โฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ

    ในปี 1961 Four Seasons Motor Hotel ได้เปิดให้บริการขึ้นกลางเมือง Toronto ประเทศ Canada ผู้ออกแบบ Motel แห่งนี้มีนามว่า Isadore Sharp ใครเลยจะไปคาดคิดว่า Motel แห่งนี้จะกลายเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้คุณ Sharp ได้เริ่มตำนาน Four Seasons แบรนด์โรงแรมที่หรูหราที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก และในวันนี้ Four Seasons ก็ได้ฤกษ์หวนคืนสู่กรุงเทพมหานครของเราอีกครั้ง คราวนี้ Four Seasons เปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าที่เคย ณ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในคอนเส็ปต์ Riverside Urban Resort ที่งามสง่าสมฐานะแบรนด์โรงแรม Top-Tier ของโลก จองห้องพักได้ที่นี่ The Arrival ทันทีที่เลี้ยวรถเข้ามาในเขตโรงแรม เราก็จะพบกับลานวนรถที่มีต้นไม้ฟอร์มสวยยืนเป็นประธานรอต้อนรับอยู่ ราวกับจะบอกเป็นนัยว่าความวุ่นวายทั้งปวงนั้นถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเรียบร้อยแล้ว และเราก็ได้เข้าสู่อ้อมกอดอันละเมียดละไมของ Four Seasons อย่างเป็นทางการแล้วเช่นกัน งานออกแบบทั้ง Hardscape และ Interior ของที่นี่นั้นได้รับการดูแลเป็นพิเศษโดยคุณ Jean-Michel Gathy นักออกแบบระดับโลกชาวเบลเยี่ยม ผู้ตั้งใจจะเล่าเรื่องราวของ Property ริมแม่น้ำแห่งนี้ผ่านการเคลื่อนไหวของน้ำ โดยก่อนจะลงมือออกแบบ Monsieur Gathy ก็ได้เดินทางไปยังอยุธยาและล่องเรือตามลำน้ำเจ้าพระยาลงมาจนถึงที่ตั้งโรงแรมเพื่อที่จะได้เห็นและเข้าใจถึงชีวิตริมแม่น้ำสายหลักแห่งนี้ในหลายๆแง่มุม Inspiration จากน้ำนั้นเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่การปูพื้นรอบๆต้นไม้ประธานให้เป็นดั่งวงกระเพื่อมของน้ำที่แผ่ออกไปจนถึง Porte Cochère หรือประตูเทียบรถเพื่อให้แขกเดินเข้าโรงแรม จากนั้นแรงบันดาลใจจากน้ำก็ไหลต่อเนื่องเข้าไปปรากฏอยู่แทบจะทุกโซนของโรงแรม พอเดินผ่านประตูเข้าอาคารปุ๊บเราก็จะเห็นสระน้ำพร้อมหินประดับตรงหน้าทันที จากจุดนี้ไม่ว่าเราจะเลี้ยวซ้ายหรือขวา น้ำก็จะติดตามเราไปทั้ง 2 ทาง ทั้งในรูปแบบของสระน้ำจริงๆและความพลิ้วไหวในงานศิลปะต่างๆที่ประดับอยู่ทั่ว Public Area Four Seasons Bangkok นั้นให้ความสำคัญกับศิลปะอย่างมาก เพราะมีงานศิลป์ให้แขก Appreciate อยู่ทุกที่ และที่สำคัญแทบจะทั้งหมดนั้นเป็นผลงานของศิลปินไทย ตั้งแต่ภาพวาดอันโดดเด่นหลายชิ้นไปจนถึงงานประติมากรรมอันน่าทึ่ง โดยเฉพาะงานปูนปั้นที่ดูอ่อนนุ่มและพลิ้วไหวดุจผ้าม่านผืนมหึมาในโถงต้อนรับฝีมือคุณโด่ง พงษธัช อ่วยกลาง เรียกได้ว่าทุกรายละเอียดนั้นได้ผ่านการคิดออกแบบมาอย่างดี ถ้าจะลงดีเทลทั้งหมด บทความนี้ก็คงจะยาวเฟื้อยไม่รู้จบเลยล่ะครับ โถง Reception ของที่นี่นั้นดู Grand และ Dramatic ด้วยภาพพื้นหลังที่เน้นสีน้ำตาลแดงแกมทอง ซึ่งเราทราบมาว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากท้องฟ้าช่วงมรสุมของกรุงเทพฯ ณ สุดทางเดินฝั่งตรงข้าม Reception ก็เป็นงานศิลป์อีกชิ้นที่ยังคงเล่าเรื่องความคดเคี้ยวของสายน้ำ และก็อย่างที่เห็นในรูปนะครับ ทั่วทั้งบริเวณนี้เต็มไปด้วยงานศิลปะแทบทุกมุมเลย Our Room : Premier River-View Room ห้องพักของเราในวันนี้ทางโรงแรมแจ้งว่าเป็นหนึ่งในห้องที่ปังที่สุด (แต่ยังมีห้องใหญ่มหึมาพื้นที่กว่า 450 ตร.ม.ที่ยังตกแต่งไม่เสร็จอีกนะครับ) ห้อง Premier River View ของเราขนาดกว้างขวางถึง 50 ตร.ม. มาพร้อมกับวิวคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาแบบเต็มตาจากพื้นจรดเพดาน เรื่องการตกแต่งภายในไม่ต้องพูดถึงครับ งดงามตามขนบ Four Seasons มี Partition แบ่งโซนห้องน้ำและห้องนอนที่สามารถเลื่อนเปิดปิดได้ตามสะดวก ถ้าเปิดก็จะทำให้ Space ดูกว้างและต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกัน ขอพาไปดูโซนห้องนอนกันก่อนดีกว่าแล้วค่อยไปเจาะลึกห้องน้ำกันเนอะ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เราจึงพามาดูมุมมินิบาร์ก่อนเลย ในตู้เย็นและลิ้นชักนั้นสต็อคทั้งเครื่องดื่มและสแน็กซ์มาให้เต็มที่มาก มีแต่ของดีๆน่าลองทั้งนั้นครับ ที่โซนนั่งเล่นก็มี Welcome Patisserie หน้าตาดีเชียว แถมด้วยผลไม้และโน้ตต้อนรับที่เขียนด้วยลายมือ Personalized เป็นชื่อเราเลยครับ มีเซ็ตอุปกรณ์ป้องกันโควิดเตรียมไว้ให้ด้วย แน่นอนว่าในตู้เสื้อผ้านั้นก็มีอุปกรณ์ต่างๆครบครัน ตั้งแต่ตู้เซฟ ไปจนถึง ชุดคลุมอาบน้ำ Slippers และอุปกรณ์ทำความสะอาดรองเท้า โซนห้องนอน นอกจากความสวยงามและของจุกจิกที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ให้แล้ว สำหรับเรา หัวใจของห้องพักนั้นอยู่ที่ความสะดวกสบาย โดยเฉพาะระบบควบคุมที่มีประสิทธิภาพ และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆภายในห้องที่มีคุณภาพ เริ่มกันที่เครื่องนอน Four Seasons ขึ้นชื่ออย่างมากในเรื่องเครื่องนอนดูดวิญญาณ เตียงและหมอนที่หนานุ่ม ปลอกหมอนและผ้าปูที่เนียนเนี้ยบ ได้ยินมาว่าพนักงานหลายท่านก็ใช้สิทธิ์พนักงานซื้อชุดเครื่องนอนของ Four Seasons ไปประจำที่บ้านเลย น่าอิจฉาจริงๆครับ สำหรับเราปัญหาใหญ่ในการเข้าพักครั้งนี้ก็คือการลุกจากเตียงไปกิน Breakfast ตอนเช้าให้ทัน ฮ่าๆ เรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างช่องเสียบสาย USB เพื่อชาร์จอุปกรณ์ไฟฟ้ายุคใหม่ ที่นี่มีให้ครอบคลุมหลายจุดในห้องเลยครับ ระบบการเชื่อมต่อ Wifi ก็ไม่ต้องใช้พาสเวิร์ดและไม่จำกัดเวลาใดๆ และการ Cast จอมือถือหรือไอแพดของเราไปยังหน้าจอทีวีก็ทำได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วมาก ระบบควบคุมผ้าม่านทั้งแบบกรองแสงและแบบทึบแสงก็สามารถเลือกเปิดปิดได้โดยกดปุ่มง่ายๆ อ้อ! พูดถึงแสงแล้ว เราชอบระบบการควบคุมแสงไฟของที่นี่ด้วยครับ ปรับได้หลาย Mode ตั้งแต่สว่างปกติ ไปจนถึง Sleep Mode ที่จะมีเพียงแสงสลัวๆตรงพื้นให้เราเดินไปห้องน้ำกลางดึกได้สะดวก ที่เรารู้สึกชอบเป็นพิเศษอีกอย่างก็คือ นอกจากเราโทรศัพท์ที่เราโทรขอความช่วยเหลือจากพนักงานได้ตามปกติแล้ว ที่ Four Seasons ยังมี iPad พร้อมข้อมูลต่างๆเตรียมไว้ให้แขกเปิดดู พร้อมกับฟังก์ชั่นพิมพ์ Chat กับพนักงานได้โดยตรง ซึ่งอันนี้เราชอบมากเลยครับ ถูกจริตชาวโลกยุคดิจิตอลจริงๆ โซนห้องน้ำ Partition ที่เลื่อนเปิดปิดได้ ทำให้ห้องน้ำที่กว้างอยู่แล้ว ดูโล่งยิ่งขึ้นอีก สิ่งที่สะดุดตาที่สุดในโซนนี้ก็คงหนีไม่พ้นอ่างอาบน้ำทรงรีขนาดใหญ่พิเศษ ที่สำคัญคือน้ำอุ่นเต็มเร็วมากครับ ตรงหน้ากระจกก็มีอ่างล้างหน้าคู่ที่ดูหรูหรา และยิ่งหรูหรามากขึ้นไปอีกเมื่อเราเห็นแบรนด์ Maison Francis Kurkdjian Paris ปรากฏอยู่บน Amenities ต่างๆ ต้องยอมรับเลยว่ากลิ่น Aqua Universalis นั้นหอมฟุ้งจรุงใจไกล Beyond มากครับ ขยับถัดมาก็คือโซน Shower ที่มีทั้งฝักบัวแบบสายและแบบ Rain Shower เปิดทีน้ำก็เทลงมาซู่ใหญ่ๆสะใจมาก เราชอบที่ Four Seasons มีที่นั่งสำหรับคนที่ถนัดนั่งอาบน้ำด้วย จะนั่งขัดถูเท้าก็ทำได้สะดวกเลย และในห้องชักโครกก็มีชั้นเล็กๆสำหรับวางหนังสือหรือโทรศัพท์ด้วยเช่นกัน เค้าคิดมาให้หมดแล้วจริงๆครับ ทั้งสวยงามและใช้งานได้จริงแบบนี้แหละจึงจะเรียกว่า Luxury ได้อย่างเต็มปาก พาทัวร์ห้องพักกันเสร็จแล้ว เราลงไปสำรวจรอบๆโรงแรมกันบ้างดีกว่า สำรวจโรงแรม Four Seasons Bangkok นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Complex สุดหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ชื่อว่า Chao Phraya Estate ซึ่งที่ดินทั้งหมดกว่า 35 ไร่ของ Complex แห่งนี้ถูกแบ่งให้กับตัวโรงแรม Four Seasons Bangkok มากที่สุด ถ้าจำไม่ผิดน่าจะกว่า 20 ไร่เลยทีเดียว พร้อมหน้ากว้างติดแม่น้ำเฉพาะของโรงแรมถึง 200 เมตร ภายใน Complex ยังมีเพื่อนบ้านอีก 2 โครงการ นั่นก็คือ Four Seasons Private Residences (ใครงบถึงซื้อห้องได้เลยครับ) และโรงแรม Super Luxury อีกแบรนด์อย่าง Capella ซึ่งมาเปิดที่นี่เป็นแห่งที่ 6 ของโลก กลับมาโฟกัสที่โรงแรม Four Seasons ของเราดีกว่า ขอเล่าภาพกว้างๆก่อนก็แล้วกันนะครับ แล้วเดี๋ยวเราค่อยไปแวะดูแต่ละจุดที่น่าสนใจ ที่นี่มีห้องพักทั้งสิ้น 299 ห้อง ห้องอาหารและบาร์รวม 5 แห่งและกำลังจะได้ต้อนรับคาเฟ่เพิ่มอีก 1 แห่ง (ชื่อว่า Café Madeleine) ซึ่งเราไม่สามารถพาไปดูได้ครบทุกที่ เนื่องจากสถานการณ์โควิดที่ทำให้บาง Outlet ของโรงแรมต้องระงับการให้บริการชั่วคราว เราขอสปอยล์ก่อนเลยว่าปังทุกร้านจริงๆครับ นอกจากนี้ Four Seasons Bangkok ยังมีสระว่ายน้ำหลายสระ ศูนย์สุขภาพเหนือระดับ ห้องจัดเลี้ยงทั้งเล็กและใหญ่ ห้องแกรนด์บอลรูม รวมไปถึงห้องจัดแสดงงานศิลปะที่ Partner กับ MOCA อีกด้วย และอีกหนึ่งจุดที่ควรได้รับการพูดถึงมากๆก็คือ Courtyard กลางโรงแรมที่คุณ Jean-Michel Gathy ออกแบบให้เป็นบึงน้ำโมเดิร์นขนาดใหญ่พร้อมสวนอันสงบสวยงาม ตรงตามคอนเส็ปต์ Urban Resort เป๊ะเลยครับ บริการเรือรับส่ง และถ้าหากเราอยากจะออกจากโรงแรมไปช้อปปิ้งที่ ICONSIAM หรือไปทำธุระแถวๆท่าเรือสาทร ทางโรงแรมก็มีบริการเรือรับส่งตลอดช่วงกลางวันเลยครับ สามารถเช็ครอบได้ที่โรงแรมเลย Swimming Pools Main Pools ของที่ Four Seasons Bangkok ต้องเติม s ครับ เพราะมีติดกันหลายสระ หลายระดับความลึก เลือกจุ่มตัวกันได้ตามอัธยาศัย เตียงรอบสระก็มีให้เลือกทั้งเตียงเดี่ยวเตียงคู่ ตัวสระนั้นอยู่แทบติดกับแม่น้ำ จึงได้ทั้งวิวตึก วิวสวน และวิวเจ้าพระยาขึ้นอยู่กับว่าเราจะหันไปทางไหน นอกจาก Main Pools แล้ว ยังมีสระว่ายน้ำอีกแห่งไว้ให้บริการในศูนย์สุขภาพ Urban Wellness Centre อีกด้วย เราปลื้มตู้ Supply ของใช้ริมสระที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ให้บริการแบบพร้อมมากๆ ทั้งผ้าเช็ดตัว ครีมกันแดด ไปจนถึงนิตยสารให้อ่านเพลินๆกันด้วยครับ พอมีตู้นี้ตั้งแล้ว สระดูน่ารักขึ้นอีกเยอะเลย ช่วงที่เราเดินเล่นอยู่รอบสระ ฝนกำลังเริ่มจะโปรยปรายลงมาพอดี และพนักงานก็รีบนำร่มมาให้ทันทีเลย นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างเล็กๆที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมดูแลแขกด้วยความใส่ใจในแบบของ Four Seasons ครับ Urban Wellness Centre โซนนี้ประกอบไปด้วย Gym ที่มีอุปกรณ์ครบมากๆ พร้อมผู้ดูแลมืออาชีพ Spa สุดเอ็กซ์คลูซีฟ (เสียดายที่ตอนเราไป Spa ยังไม่เปิด เนื่องจากมาตรการโควิดจึงไม่ได้เก็บรูปมาฝาก) สระว่ายน้ำเฉพาะสำหรับสมาชิก และสวนสวยใน Courtyard ที่ช่วยเติมความงดงามสีเขียวให้เรารู้สึกผ่อนคลายและเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากแขกที่พักในโรงแรมแล้ว Urban Wellness Centre ยังเปิดให้บุคคลภายนอกสามารถสมัครสมาชิกเข้ามาใช้บริการได้ด้วย สอบถามรายละเอียดกับทางโรงแรมได้เลยครับ Yu Ting Yuan ห้องอาหาร Signature ของโรงแรม ห้องอาหารจีนกวางตุ้งต้นตำรับตามแบบฉบับของชนชั้นสูง ทางเชฟซิว เซียวกุยและทีมงานต่างก็หมายมั่นปั้นมือให้ Yu Ting Yuan เป็นห้องอาหารจีนแห่งแรกในไทยที่จะได้รับดาวมิชลิน และแล้วก็ได้รับรางวัล 1 MICHELIN Star เป็นที่เรียบร้อย ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ แม้ว่าเราจะยังไม่ได้ลิ้มลองอาหารอันเลิศรสของหยู้ ทิง หย้วน เนื่องจากคิวจองเต็มจนล้นไปอีกหลายเดือน แต่จาก Decor และวิวสระน้ำที่สะท้อนแดดระยิบ เราก็รับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่สูงศักดิ์ และเข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไม Yu Ting Yuan จึงเป็นร้านดาวเด่นของ Four Seasons Bangkok ห้องอาหารทั้งหมดที่ Four Seasons Bangkok รวมถึง Yu Ting Yuan นั้นได้รับการออกแบบโดย AvroKo บริษัทออกแบบชื่อก้องโลกจาก New York (แต่ตอนนี้มีออฟฟิศอยู่ใน 4 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยแล้วนะครับ) เขาเชี่ยวชาญงานออกแบบใน Hospitality Industry เป็นพิเศษ เป็นที่เลื่องลือกันว่าหากร้านใดให้ AvroKo ออกแบบแล้วล่ะก็ ให้เตรียมตื่นตะลึงกับความงามได้เลย ห้องอาหารอิตาเลียน Riva del Fiume Ristorante เราประทับใจกับการแต่งร้านของห้องอาหาร Riva ริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้มากเลยครับ (ก็แหงแหละ AvroKo เค้าเป็นคนออกแบบนี่) เพราะรู้สึกว่าเป็นจุดลงตัวพอดีระหว่างความหรูหรากับความโฮมมี่ และระหว่างความวินเทจกับความโมเดิร์นด้วย ทำให้นึกถึงบรรยากาศร้านอาหารสวยๆริมทะเลสาบ Como ที่อิตาลีเลยครับ Riva มีทั้งโซนให้นั่งภายในอาคาร (ที่สวยงามน่านั่งจริงๆน้าาา) และโซนระเบียงด้านนอกแบบ Al Fresco ทั้งฝั่งแม่น้ำ และสระว่ายน้ำ ภายในห้องอาหารมีโซนครัวเปิดขนาดใหญ่โชว์การอบพิซซ่าและรีดพาสต้ากันสดๆด้วย ขนาดโดยรวมจึงค่อนข้างใหญ่มากเมื่อเทียบกับร้านอื่นๆในโรงแรม เชฟ Andrea Accordi รับหน้าที่ดูแลห้องอาหารนี้โดยเฉพาะ แต่ดาวเด่นตัวจริงของที่นี่คือ "ที่สุดของวัตถุดิบ" จากแต่ละภูมิภาคของอิตาลีที่ถูกคัดสรรมาอย่างรู้จริง เชฟลงลึกไปจนถึงวัตถุดิบพื้นฐานอย่างน้ำมันมะกอกสุดพิเศษจาก Tasca d'Almerita พริกแห้งจากเมือง Senise ไปจนถึงผลเคเปอร์คุณภาพเยี่ยมจากเกาะ Pantellaria เมื่อวัตถุดิบชั้นยอดมาเจอกับฝีมือชั้นครู ความดีงามของเมนูที่ Riva จึงไม่ต้องสาธยายกันให้มากเรื่อง ทุกเสาร์-อาทิตย์ที่นี่เปิดให้บริการ Breakfast ด้วยนะครับ แค่นึกภาพก็อยากจองแล้วล่ะ ดินเนอร์สไตล์ฝรั่งเศสที่ Brasserie Palmier เย็นนี้เรามีนัดดินเนอร์กันที่ห้องอาหารต้นปาล์มแห่งนี้แหละครับ และงานดีไซน์ของ AvroKo ก็แผลงฤทธิ์อีกแล้ว เพราะเค้าเนรมิต Brasserie ที่ (ควรจะ) หมายถึง ร้านอาหารกันเองสบายๆแนว Informal Restaurant ให้กลายเป็นสถานที่สุดวิลิศมาหราและมีรสนิยมเกินเบอร์ ยิ่งมีคอนเส็ปต์ French Tropics กำกับ ก็ยิ่งเสริมส่งพลังงานความมีอารยะให้ทยานขึ้นไปอีกระดับ ราวกับได้วาร์ปมาอยู่ห้องรับแขกในตำหนักฤดูร้อนของตระกูลผู้สูงศักดิ์สักตระกูลหนึ่ง แต่เรามาที่นี่เพื่ออาหารครับ และเมนูอาหารที่นี่นั้นก็เป็นเมนูใหม่ที่เพิ่งอัพเดทล่าสุดกันเสียด้วย คอนเส็ปต์ของอาหารยังคงเป็น Casual Classic French ง่ายๆสไตล์ Brasserie เพียงแต่เชฟ Nicolas Raynal ผู้ดูแลห้องอาหารฝรั่งเศสนี้ ได้ใส่ความพิถีพิถันลงไปในการปรุงและมีการประยุกต์ให้เมนูส่วนใหญ่เบาและละมุนขึ้นกว่าสูตรดั้งเดิม เพราะคอนเส็ปต์ของความเป็นฝรั่งเศสในเขตร้อนนั้นก็ย่อมเหมาะกับอะไรที่สดชื่นเบาสบาย และด้วยความที่บริเวณนี้ เคยเป็นที่ตั้งขององค์การสะพานปลามาก่อน เมนูของ Palmier จึงให้ความสำคัญกับปลาและอาหารทะเลเป็นหลัก ว่าแล้วเรามาเริ่มมื้อไปพร้อมๆกันเลยดีกว่าครับ เปิดมื้อด้วยแก๊ง E ntrée ขอแทรกนิดนึงนะครับว่า E ntrée ในวัฒนธรรมฝรั่งเศสนั้นแปลว่าอาหารเรียกน้ำย่อยนะครับ แต่ถ้าใครเคยไปอเมริกาจะรู้ว่า ที่อเมริกา Entrée จะหมายถึงอาหารจานหลัก อาจทำให้สับสนกันสักนิด แต่วันนี้เรามาร้านอาหารฝรั่งเศส ก็ขอเรียกตามแบบฝรั่งเศสก็แล้วกันนะครับ ที่โดดเด่นอยู่บนพานน้ำแข็งก็คือ Spéciales Gillardeau Oysters N4 หอยนางรมไซส์กำลังทานจากฟาร์มของตระกูล Gillardeau ที่ทำธุรกิจหอยนางรมมากว่า 123 ปี ได้ชื่อว่าเป็นแบรนด์ Rolls-Royce แห่งหอยนางรมเลยนะครับ เขาต้องใช้เลเซอร์สลักตัว G ไว้ที่เปลือกหอยเพื่อป้องกันของปลอมกันด้วย ทางเชฟเตรียมซอสมาให้ 2 อย่าง แต่หอยพรีเมี่ยมขนาดนี้ เราอยากโฟกัสไปที่รสธรรมชาติของน้อง จึงบีบเพียงเลม่อนลงไปเล็กน้อยแล้วดื่มด่ำกับความหวานปน Nutty ก็ฟินมากๆแล้วครับ เรียกน้ำย่อยจานต่อมาเสิร์ฟคู่กัน 2 อย่างในจานเดียวเลยครับ คือ Comté Cheese Croquettes จิ้มกับซอสทาร์ทาร์ เจ้าชีส Comté คือของโปรดเราอยู่แล้ว เราชอบในความเค็มๆ มันๆ ถั่วๆของน้อง พอเชฟหยิบมาทำเป็น Croquettes ก็ยิ่งเพิ่ม Texture ความอร่อยมากขึ้นไปอีก ส่วนอีกจานก็คือ Marinated Sardine Tartines พร้อม Tomato Marmalade เชฟ Nicolas บอกว่าจานนี้คือ Personal Favorite ของเชฟเลย พนักงานก็ช่วยยืนยันอีกเสียงว่านี่เป็นหนึ่งในจานที่ถูกออร์เดอร์บ่อยที่สุด ต่อกันด้วยคอร์สที่ 2 ซึ่งประกอบไปด้วย 2 เมนู จานแรกรสชาติออกแนวสดชื่น เบาๆ เป็นกัวกาโมเล่กุ้ง Obsiblue ว่ากันว่าน้องกุ้งหางฟ้านี้พิเศษมากเลยนะครับ เพราะพบได้ในลากูนบนเกาะ New Caledonia (เขตปกครองของฝรั่งเศส แต่อยู่ใกล้ออสเตรเลีย) เท่านั้น และเป็นกุ้งของฝรั่งเศสเพียงชนิดเดียวที่ได้รับการยอมรับในประเทศญี่ปุ่นให้เป็น Sashimi Grade คือกินดิบได้เลย เนื้อของเค้านุ่มและหวานกว่ากุ้งทั่วไป เชฟนำมาคลุกเคล้ากับ Tomato Marmalade, Avocado และ Kiwi แนมด้วย Pickled Raspberry เป็นการเพิ่มรสชาติเนื้อกุ้งด้วยผลไม้ที่อร่อยและครีเอทีฟมากครับ ส่วนจานที่ 2 เป็นของดังประจำ French Cuisine อยู่แล้วนั่นก็คือ Escargot หรือหอยทางฝรั่งเศสเนื้อกรึบๆกรุบๆนั่นเอง เชฟ Nicolas เอามาทำเป็น Cromesqui ซึ่งคล้ายๆ Croquette ครับ แต่ด้านในเชฟใส่ Persillade (ซอสพาร์สลีย์ปั่นกับกระเทียม น้ำมัน และน้ำส้มสายชู) พร้อมหยดหน้าเพิ่มความเผ็ดนิดหน่อยด้วย Coulis ที่ทำจากพริก Piquillos แล้ววางลงบนเส้นขดก้นหอยที่ทำมาจาก Mashed Potato เนื้อเนียน และก็มาถึง Main Course ของเรา มาเป็นแพ็ค 3 เลยครับ เริ่มด้วย Duck Confit ตัดเลี่ยนด้วยความสดชื่นของซอสส้ม เสิร์ฟกับเบบี้แครอทกับหัวเทอร์นิปเคลือบด้วยซอสบางอย่างที่รสชาติเปรี้ยวๆหวานๆ เนื้อเป็ดนั้นลุ่ยละลายหลุดออกมาจากกระดูก ถูกต้องตามตำรับฝรั่งเศส ส่วนรสเปรี้ยวอมหวานของซอสส้มก็ทำให้จานนี้หอมอร่อยยิ่งขึ้นไปอีก ต่อกันด้วยซุป Lobster Bisque ที่ปรุงแบบซอส Américaine ซึ่งไม่ใช่ซอสของอเมริกันนะครับ แต่เป็นซอสที่คิดค้นโดยเชฟฝรั่งเศสแล้วตั้งชื่อว่าซอสอเมริกัน เจ้าชื่อเฉพาะต่างๆพวกนี้ทำให้งงกันไปหมดเลยเนอะ เอาเป็นว่าถ้วยนี้เป็น Bisque ที่เชฟออกแบบให้เบาใสขึ้นกว่า Bisque แบบข้นที่เราเคยทาน จึงอร่อยเข้ากับคอนเส็ปต์เขตร้อนได้โดยไม่เลี่ยน เสิร์ฟคู่ข้าวเกรียบกุ้งที่ทีมเชฟทำขึ้นสดใหม่เอง จานที่สามนี้มีชื่อว่า Palmier French Fries ขอแทรกเกร็ดเล็กๆอีกนิดครับ คำว่า French Fries แม้ชื่อจะบอกว่า French แต่จริงๆแล้วมีต้นกำเนิดจากประเทศ Belgium นะครับ พวกศัพท์อาหารนี่ทำให้งงกันอีกแล้ว ฮ่าๆ กลับมาที่มันฝรั่งทอดสูตรของ Palmier กันดีกว่า เหมือนจะธรรมดาใช่ไหมครับ แต่นี่คือ French Fries ที่เป็น Signature ของห้องอาหาร Palmier เชียวนะครับ เชฟ Nicholas ใช้มันหวานนำมาสไลซ์เป็นแผ่นบางเฉียบ จากนั้นก็ค่อยๆเรียงซ้อนกันให้เป็นชั้นๆ แล้วจึงตัดให้เป็นแท่ง น่าจะต้องใช้เทคนิคเฉพาะอื่นๆในการปรุงอีก เชฟบอกว่าใช้เวลาทำนานมากๆครับ เกือบทั้งวัน ผลที่ออกมาก็คือ French Fries ที่ไม่กรอบนะครับ แต่นุ่มอร่อยและมีรสหวานธรรมชาติในตัว เสิร์ฟพร้อมกับ Homemade Ketchup ที่ทีมเชฟทำเองอีกเช่นกัน เมื่อทานแล้วก็จะรับรู้ถึงความแตกต่างจาก Ketchup แบบ Store-bought ทั่วไปได้ชัดเจนเลย อิ่มอร่อยกับของคาวกันไปจนต้องแอบปลดตะขอกางเกงแล้ว แต่เรายังคงมีพื้นที่ให้ของหวานเสมอครับ ฮ่าๆๆ เมื่อ Waiter เข็นรถของหวานออกมา พร้อมกับขนมหน้าตาแปลกวางอยู่ในกระทะ เราก็รู้สึกตื่นเต้นทันที ครั้งล่าสุดที่เราได้ทาน Baked Alaska ก็น่าจะเกือบ 10 ปีมาแล้ว ขนมชนิดนี้มีชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Omelette Norvégienne ซึ่งปกติก็จะประกอบไปด้วยไอศกรีม เนื้อเค้ก คลุมด้านนอกด้วยเมอร์แรงก์ สำหรับมื้อนี้ที่ Palmier นั้น เชฟทำออกมาในรสชาติเสาวรสและกล้วยหอม พร้อมราดด้วยเหล้ารัมจุดไฟ ก่อนจะเพิ่มความสดชื่นอีกนิดด้วยผิวมะนาวที่ถูกนำไป Confit จานนี้เป็นทั้งอาหารตาและอาหารปากที่อร่อยสดชื่นมากๆครับ ตอนแรกนึกว่าชิ้นใหญ่แล้วจะกินไม่หมด แต่ที่ไหนได้.... เกลี้ยง! หลังจากที่ความอร่อยทั้งหมดของมื้อลงไปรวมอัดแน่นกันอยู่ในพุง เราจึงขอปิดท้ายมื้อนี้ด้วยชาใบมินต์สด เพื่อช่วยให้สบายท้องขึ้น ทางห้องอาหารเสิร์ฟชามาพร้อมขนม Petit Fours ชิ้นเล็กๆมาให้ด้วย เราชอบ Gimmick ที่หนึ่งในนั้นเป็นขนม Palmier หรือพายกรอบรูปผีเสื้อที่เราคุ้นเคยกันดี แต่จริงๆเค้าตั้งชื่อจากรูปทรงที่คล้ายต้นปาล์มต่างหาก เป็นอีกมื้อที่ประทับใจมากๆครับ อาหารว่าอร่อยแล้ว แต่สิ่งที่ประทับยิ่งกว่าก็คือการบริการและการเข้ามาพูดคุยให้ข้อมูลของทีม Brasserie Palmier ทุกท่านเลย ขอบคุณที่ดูแลเราอย่างดีเยี่ยมนะครับ เดินย่อยเสพงานอาร์ตที่ Art Space ได้เวลาขยับตัวแล้วครับ ครั้นจะเดินกลับห้องไปเฉยๆก็กลัวจะไปนอนอืดต่อบนเตียง โชคดีที่ถัดจาก Brasserie Palmier นั้นเป็น Art Space จัดแสดงงานศิลปะ ซึ่ง Four Seasons Bangkok นั้นก็ได้ Partner กับ MOCA Bangkok เราจึงถือโอกาสเดินย่อย และเสพศิลปะต่อกันเลย อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นบทความครับว่าโรงแรม Four Seasons Bangkok นั้นให้ความสำคัญกับศิลปะมากจริงๆ ที่นี่จะมีผลงานดีๆจากทั่วทุกมุมโลกมาจัดแสดงสับเปลี่ยนกันไปตลอดทั้ง 4 Seasons (แหะๆ เล่นคำนิดนึงนะครับ) Good Morning! เมื่อคืนหลังจากแช่สบู่หอมๆของ Maison Francis Kurkdjian Paris ในอ่างและล้างตัวด้วยฝักบัว Rain Shower ซู่ใหญ่ๆแล้ว พอหัวถึงหมอนแล้วเราก็หลับป๊อกไปเลย พลังดูดวิญญาณของเตียง Four Seasons นั้นสำแดงฤทธิ์กับเราแบบไม่ทันตั้งตัวเลยครับ รู้ตัวตื่นขึ้นมาอีกทีก็คือเกือบจะหมดเวลาเสิร์ฟ Breakfast ของโรงแรมแล้ว ซึ่งพลาดไม่ได้เด็ดขาดเพราะ Breakfast at Four Seasons นั้นก็เป็นที่เลื่องลือทั้งในเรื่องคุณภาพและความหลากหลาย ฉะนั้นรีบล้างหน้าแปรงฟันแล้วลงไปกินมื้อเช้ากันดีกว่า Breakfast at the Lounge จากรูปก็คงจะเห็นแล้วว่ามื้อเช้าของเราน้อยและเบาขนาดไหน ฮ่าๆๆ สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาตั้งแต่แรกก็คือการดีดชั้นครัวซองต์ และ Pastry ที่สวยงามมาก รู้เลยว่านอกจากจะทำสดใหม่แล้วยังต้องมีฝีมือมากๆด้วย สำหรับเราแล้วเบเกอรี่นั้นเป็นตัวบอกได้อย่างดีถึงคุณภาพและความใส่ใจในรายละเอียดมื้อเช้าทั้งมื้อ อย่างที่เห็นในภาพก็คือทางโรงแรมมี Items ให้เลือกเยอะมากครับ และในภาพรวมเราก็ประทับใจกับคุณภาพของ Breakfast มื้อนี้มากเช่นกัน ตั้งแต่ของคาว ของหวาน ไปจนถึงเครื่องดื่ม ทั้งน้ำผลไม้คั้นสด ชา (ยี่ห้อ Jing) และกาแฟ (ยี่ห้อ illy) อ้อ...ที่นี่มีสมูธตี้ประจำวันที่จะหมุนเวียนกันไม่ซ้ำกันด้วยนะครับ หากเราต้องเลือกแนะนำแค่บางอย่าง นอกจากเมนูไข่พื้นฐานที่ทำได้ดีมากแล้ว เกี๊ยวน้ำที่นี่อร่อยมากครับ ส่วน Cruffin ไส้ Hazelnut Praline ก็ดีแสนดีสุดๆไปเลย (ตอนพิมพ์ยังนึกถึงรสชาติอยู่เลยครับ ฮ่าๆๆ) กระทั่งเค้กกล้วยหอมหรือคุกกี้ก็ยังอร่อยเกินคาดไปเยอะ เชฟ Bruce Trouyet (Executive Pastry Chef) และทีมงานน่าจะใส่ใจกับงานกันมาก ตั้งตารอให้ Café Madeleine เปิดให้บริการเร็วๆนะครับ จะว่าไปเราก็พามาดูเกือบครบทุก F&B Outlet ของโรงแรมแล้วนะครับ จะขาดก็แต่ Café Madeleine ซึ่งยังไม่เปิด และ BKK Social Club ที่เตรียมพร้อมจะเปิดวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ตามนโยบายควบคุมโควิด เราก็เลยไม่ได้เก็บภาพมาฝากกัน สรุปความประทับใจ Four Seasons Bangkok at Chao Phraya River เป็นโรงแรมที่เป็นตัวแทนความ Modern Luxury ของแบรนด์ Four Seasons ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องเลยครับ "น้ำ" ที่ถูกนำมาเป็นแนวคิดหลักในการออกแบบโรงแรมนั้น ดูเหมือนจะมีพลังบางอย่างที่ช่วยเชื่อมประสานความดีงามในด้านต่างๆให้รวมเป็น 1 ประสบการณ์ Four Seasons ที่เยี่ยมยอด ตั้งแต่ทำเลริมเจ้าพระยาที่ทั้ง Prestigious และ Spacious มากๆ คอนเส็ปต์การออกแบบสถานที่และการตกแต่งภายในที่งดงามและสร้างสรรค์จนต้องเผลอร้องว้าวอยู่บ่อยๆ คุณภาพห้องพักที่เป๊ะปังไปซะทุกจุด อาหารและเครื่องดื่มที่ดีงามในทุกๆรายละเอียด และสิ่งที่เรารู้สึกได้ถึง "ความเป็น Four Seasons" มากที่สุดนั้นก็คือความใส่ใจของพนักงานทุกท่าน ขอบคุณ Four Seasons Bangkok at Chao Phraya River อีกครั้งที่มอบมนตร์เสน่ห์แห่งฤดูกาลทั้ัง 4 ให้เราได้สัมผัสนะครับ จองห้องพักได้ที่นี่ #LetsHoparound #FSBangkok #Fourseasonsbangkok

  • KIRO / THE SHARE HOTELS Hiroshima รีวิวโรงแรม

    THE SHARE HOTELS KIRO โรงแรมเดอะแชร์ คิโระ ฮิโรชิมะ The Share Hotels Kiro Hiroshima โรงแรมเปิดใหม่ ตั้งอยู่ในย่าน Fukuro-machi ใจกลางเมืองฮิโรชิมะ มาในคอนเซปต์ที่ให้แขกมาใช้พื้นที่ส่วนกลางร่วมกัน ตกแต่งแบบโมเดิร์นลอฟท์ มีห้องพัก 49 ห้องแตกต่างกัน 11 รูปแบบ จองห้องพักได้ที่นี่ Lobby Space, Showcase ล็อบบี้ทางของโรงแรมตกแต่งแบบเรียบง่าย มีโซนแกลอรี่เล็กๆเป็นดิสเพลย์ โซนขายของใช้ที่คัดสรรมาจากทั่วญี่ปุ่นให้เลือกช้อป และโซนนั่งพักผ่อนตรงกลางมีหนังสือที่เกี่ยวกับท้องทะเลเซโตอุจิให้เลือกอ่านกันด้วยนะ Cicane -liquid stand- ถัดมาอีกฝั่งก็จะเป็น Coffee Stand ที่ทางโรงแรมจะนำคาเฟ่ดีๆ มาเปิด Pop-up ผลัดเปลี่ยนไปไม่ซ้ำกันทุกวัน เวลาเปิด-ปิด: 08:00-17:00 ปิดทุกวันอังคาร ห้องพักแบบลอฟท์ (LOFT 4) ขนาด 25 ตารางเมตร ครั้งนี้เราเลือกพักห้องนี้เป็นห้องพักแบบลอฟท์ (4A) ขนาด 25 ตารางเมตร ตกคืนละประมาณ 5,256.04 บาท มี 2 เตียงเดี่ยวและ 2 ฟูกแบบญี่ปุ่นขนาดทวินไซส์ สามารถเข้าพักได้ 4 คน สิ่งอำนวยความสะดวกที่มีให้คือชุดนอน แปรงสีฟัน, ยาสีฟัน, สบู่อาบน้ำ, ยาสระผม, ครีมนวด, รองเท้าสลิปเปอร์, ผ้าเช็ดตัว, ผ้าเช็ดหน้า, ไดร์เป่าผม, Wi-Fi ฟรี, ทีวีจอแบน, ตู้เย็น, ห้องน้ำส่วนตัว, อ่างอาบน้ำ เครื่องปรับอากาศ, เครื่องทำความร้อน และมีบริการทำความสะอาดห้องทุกวัน ที่ชอบอีกอย่างคือห้องที่นี่แยกเป็นสัดส่วนชัดเจนดีมาก SHARED KITCHEN พื้นที่ส่วนกลางชั้น 3 ที่นี่ยังมีไมโครเวฟให้บริการที่ส่วนกลาง, มีตู้ซักผ้าบริการที่ส่วนกลาง,มีตู้เย็นให้บริการที่ส่วนกลาง และอุปกรณ์ซักรีด The POOLSide bar ส่วนชั้น 3 มีบาร์ชื่อ The POOLSide ซึ่งตอนเช้าใช้เป็นห้องบริการเบรคฟัสต์ ส่วนตอนค่ำจะกลายร่างเป็นบาร์สุดฮิป เสิร์ฟเครื่องดื่มรสชาติดีที่ครีเอทจากผลไม้นานาชนิดให้จิบแกล้มกับเสียงเพลงเพราะๆ BREAKFAST มื้อเช้าของที่นี่จะมีอาหารหลักคือ เครปคาว หวาน ซุป กราโนล่า ไข่ต้ม สลัด กาแฟร้อน น้ำส้ม น้ำดื่ม และก็ยังมีหนังสือดีๆ ให้อ่านด้วยนะ เวลาเปิด-ปิด: 07:00-10:00 KIRO / THE SHARE HOTELS Hiroshima ราคาเริ่มต้น 2,8XX / คืน  จองห้องพักได้ที่นี่ ใครที่ชอบโรงแรมดีไซน์เท่ๆ เราแนะนำที่นี่เลย พนักงานทุกคนสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีมาก แถมห้องพักก็ยังสบาย และพื้นที่ส่วนกลางก็ดีอีกด้วย จริงๆเครือนี้(The share hotels) ก็ยังมีโรงแรมอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่นเลยนะ ลองเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thesharehotels.com . FB/IG @hoparound.co Website www.hoparound.co . #LetsHoparoundH iroshima #LetsHoparound #Travel #WestJapan #Japan #Hiroshima #Hotel #NewHotel #LifestyleHotel #TheShareHotelsKiro # ฮิโรชิมะ # เที่ยวฮิโรชิมะ # ญี่ปุ่น # เที่ยวญี่ปุ่น # เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง #JRWestpass #ฮิโรชิม่า #เมืองฮิโรชิม่า #รีวิวโรงแรมฮิโรชิม่า #รีวิวโรงแรม #รีวิวKiroTheShareHotels #TheShareHotel

  • The St. Regis Bangkok อิ่มเอมประสบการณ์ ณ โรงแรมระดับตำนานแห่งนิวยอร์ค เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ

    The St. Regis Bangkok อิ่มเอมประสบการณ์ ณ โรงแรมระดับตำนานแห่งนิวยอร์ค วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไปลิ้มลองประสบการณ์ Staycation อันหรูหราและเอร็ดอร่อยกับแพ็คเก็จ Gastronomic Stay แสนคุ้มค่า มัดรวมกันมาให้ทั้งห้องพัก อาหาร และเครื่องดื่ม ณ โรงแรม St. Regis Bangkok กันครับ จองห้องพักได้ที่นี่ A Brief History ปูพื้นกันซักนิด โรงแรม St. Regis ดั้งเดิมที่ New York นั้นเป็นผลงานของ J.J. Astor บุรุษคนดังในแวดวงสังคมชั้นสูงแห่งยุค Guilded Age เขาเป็นทั้งนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นายทหารยศพันเอก นักประดิษฐ์คิดค้นผู้มีวิสัยทัศน์ และชายผู้มั่งคั่งที่สุดบนเรือ Titanic ก่อนที่จะจมลงไปพร้อมกับเรือสู่ทะเลอันหนาวเหน็บในปี 1912 เมื่อตอนเปิดตัวบนถนน Fifth Avenue ในปี 1904 อาคาร St. Regis กลายเป็นโรงแรมที่สูงที่สุดในอเมริกาด้วยความสูง 18 ชั้นในสไตล์ French Beaux-Arts อันงดงามและยังขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในโรงแรมที่ทั้งหรูและล้ำที่สุดอีกด้วย เพราะทุกๆห้องนั้นมีโทรศัพท์เป็นของตัวเองในยุคที่โทรศัพท์ยังคงเป็นเทคโนโลยีใหม่และราคาแพงเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเอื้อมถึง ส่วนชื่อ St. Regis นั้น J.J. Astor เลือกตามคำแนะนำของหลานสาวที่นำมาจากชื่อของทะเลสาบ Upper St. Regis Lake ทางตอนเหนือของรัฐ New York ซึ่งก็ถูกตั้งตามชื่อนักบุญชาวฝรั่งเศสผู้โอบอ้อมอารีมาอีกทอดหนึ่ง ในวันนี้แบรนด์ St. Regis มีอายุ 118 ปีแล้ว และได้ต้อนรับแขกระดับ VVIP ของโลกในทุกวงการมานับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นผู้นำประเทศ นักธุรกิจ ศิลปิน ดารา ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญมาหลายยุคสมัย ผ่านความเปลี่ยนแปลง และสร้างประวัติศาสตร์มาครั้งแล้วครั้งเล่า ปัจจุบัน St. Regis นั้นมี Property ในกว่า 60 โลเคชั่นทั่วโลกภายใต้การดูแลในเครือ Marriot เพื่อนๆรู้ไหมครับว่า Bloody Mary เครื่องดื่ม Cocktail สุดคลาสสิคที่มีอยู่ในแทบทุกบาร์ทั่วโลกก็มีต้นกำเนิดจากโรงแรมแห่งนี้นี่เอง จนกลายเป็นธรรมเนียมว่า St. Regis ทุกแห่งในโลกนั้นต้องมี Bloody Mary ในเวอร์ชั่นตัวเอง และสำหรับที่กรุงเทพนั้นก็มี Siam Mary เพื่อนๆลองสั่งมาชิมกันดูนะครับ The Arrival St. Regis Bangkok นั้นตั้งอยู่บนถนนราชดำริในทำเลที่เลอค่าที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ นอกจากจะติดสถานี BTS และอยู่ใกล้แยกราชประสงค์เพียงไม่กี่ก้าวแล้ว ฝั่งตรงข้ามยังเป็นราชกรีฑาสโมสร พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่มีทั้งสนามกอล์ฟและสนามแข่งม้า จึงทำให้ St. Regis Bangkok นั้นได้ “The Best Of Both Worlds” ทั้งความสะดวกใจกลางเมืองและความเขียวขจีแบบ Exclusive พร้อมๆกัน เราเทียบรถที่ทางเข้าตึก แล้วพนักงาน Porters ก็ช่วยลำเลียงสัมภาระของเราลงจากรถพร้อมเสนอบริการ Valet Parking ให้ บรรยากาศโถงชั้นล่างของตึกนั้นดูโอ่อ่าสวยงาม ที่นี่เน้นการใช้งานผ้าลวดลายอ่อนช้อยต่างๆมาบุประดับผนังโดยจะพบสิ่งนี้ได้ทั่วโรงแรมเลยครับ เราอ่านเจอมาว่าที่ St.Regis ดั้งเดิมที่ NYC ก็ใช้ผ้าไหมบุผนังเช่นกัน ก็เลยเดาเอาว่าน่าจะเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของแบรนด์ ส่วน Lobby ของโรงแรมนั้นอยู่บนชั้น 12 ซึ่งเราต้องกดลิฟท์ขึ้นไปเพื่อเช็คอิน ขั้นตอนทุกอย่างราบรื่นดีครับ พนักงานต้อนรับดูแลเราอย่างดี และพาเราขึ้นไปส่งเพื่อแนะนำห้องพักด้วย Our Room ที่ St. Regis Bangkok นั้นมีห้องพักทั้งสิ้น 227 ห้องพัก (ไม่รวม Owner’s Penthouse ขนาด 800 ตร.ม.) และแบ่งเป็นประเภทต่างๆถึง 12 Room Types โดยมีขนาดตั้งแต่ 45-250 ตร.ม. หนึ่งในห้องพักที่ Popular ที่สุดก็คือห้องพักของเรานั่นเอง (หมายเลข 1624) ห้องนี้มีชื่อว่า Caroline Astor Suite ทั้งโรงแรมมีอยู่ทั้งหมด 14 ห้องซึ่งเป็นห้องมุมของชั้นต่างๆ ทำให้เทควิวทั้งฝั่งสนามราชกรีฑาสโมสรแบบ 180 องศา และฝั่งเมืองแยกราชประสงค์แบบเต็มตา พื้นที่ 90-115 ตร.ม. (แล้วแต่ชั้น) ของห้อง Caroline Astor Suite นั้นถูกจัดสรรให้เป็นสัดส่วนดีมากๆ เริ่มตั้งแต่ Foyer โถงทางเข้าห้องและห้องน้ำสำหรับแขก ถัดไปอีกก็เป็นห้องนั่งเล่น/ห้องรับแขกที่กว้างมากแถมได้วิวเมืองผ่านกระจกบานโตอีกด้วย หันกลับเข้ามาอีกฝั่งของห้องก็เป็น Study Area ให้นั่งทำงานได้สบายๆ จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องนอนเพื่อพบกับเตียง King Size พร้อมวิวเขียวขจีของสนามกอล์ฟฝั่งตรงข้ามแบบจุใจ ยังไม่พอครับ เดินทะลุ Walk-In Closet เข้าไปโซนห้องอาบน้ำก็ยิ่งน่าประทับใจ เพราะเราสามารถแช่อ่างใบใหญ่ไปพร้อมๆกับชมวิวอันสวยงามได้เลย อีกอย่างที่เป็นจุดเด่นของ St. Regis ก็คือการที่มี Butler (On Call) มาให้บริการครับ เพื่อนๆสามารถโทรขอบริการ Butler ได้ 24 ชั่วโมงเลย เราขอให้พี่ Butler มาช่วย Unpack กระเป๋า และเตรียมอ่างอาบน้ำให้เราด้วย แต่ช่วงนี้โรงแรมเพิ่งกลับมาเปิดให้บริการหลังโควิด พนักงานยังไม่ครบทุกตำแหน่ง Butler คนหนึ่งอาจต้องดูแลหลายห้อง ก็ต้องใจเย็นกันนิดนะครับ เราแนะนำให้นัดพี่ๆเค้าล่วงหน้าจะดีที่สุดครับ พรรณนาความดีงามของห้องมาเยอะเลย เพื่อนๆอาจจะสงสัยว่าแล้ว Caroline Astor คือใครกัน ทำไมถึงต้องเอามาตั้งเป็นชื่อห้องด้วยนะ เราขอเฉลยว่าเธอคือคุณแม่ของ J. J. Astor ผู้ก่อตั้ง St. Regis นั่นเองครับ และเธอก็เป็นสตรีผู้ทรงอิทธิพลอย่างมากในยุคนั้นอีกด้วย ถึงขนาดจัดงาน Caroline’s 400 ของตัวเอง โดยเลือกเชิญเฉพาะบุคคลหัวกะทิในแวดวงต่างๆของสังคม New York จำนวนถึง 400 คน ในตอนนั้นบรรดาคนดังต่างก็ใฝ่ฝันว่าจะได้รับเชิญ แต่ Caroline เท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ ในปัจจุบัน Caroline’s 400 นั้นกลายเป็นชื่อกลิ่นน้ำหอมประจำโรงแรม St. Regis ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลิ่นไม้หายากในห้อง Ballroom ของเธอ เจือด้วยกลิ่นดอกกุหลาบสายพันธุ์ American Beauty ที่เธอหลงไหล Pool สระว่ายน้ำของ St. Regis Bangkok นั้นอยู่บนชั้น 15 ขนาดไม่ใหญ่มาก เน้นให้ลงเล่นแบบเพลินๆมีโซนที่มีหัวเจ็ทนวดตัวให้ด้วยนะครับ หรือถ้าไม่อยากลงน้ำเราสามารถสั่งเครื่องดื่มมาจิบขณะนั่งพักผ่อนริมสระ พร้อมชมวิวไปพลางๆก็ได้ บริเวณสระมีพนักงานคอยให้บริการแบบใส่ใจดีมากเลยครับ Clinique La Prairi นี่คือมุมลับที่เราโปรดปรานมากที่สุดในโรงแรมเลย Clinique La Prairie นั้นเป็นแบรนด์คลีนิคความงามและสุขภาพชั้นยอดระดับตำนานจากสวิสเซอร์แลนด์ และที่นี่ก็เป็นสาขานอกยุโรปแห่งแรกของแบรนด์ (St. Regis Bangkok ของเราไม่ธรรมดาจริงๆ) สิ่งที่ดีที่สุดก็คือแขกของโรงแรมทุกคนสามารถเข้ามาใช้ Wet Facilities ของที่นี่ได้ฟรีตลอดการเข้าพักเลยครับ แต่แทบไม่มีใครรู้! ภายในเหมือนกับเราอยู่ใน Private Onsen แบบ High End เลยครับมีทั้งบ่อจากุซซี่น้ำเกลือร้อน บ่อ Cold Plunge พร้อม Cold Waterfall Shower ห้อง Rasul ห้อง Steam ทางเดินนวดเท้าด้วยหิน และ Smart Shower ที่สามารถตั้งโปรแกรมเวลาและอุณหภูมิได้ บอกเลยว่าฟินมากทั้งในเรื่องคุณภาพและความเป็นส่วนตัว ในระหว่างที่เข้าใช้บริการเราแทบไม่เจอแขกคนอื่นเลย Epic Dinner Buffet at Viu สำหรับเพื่อนๆที่จองมาในแพ็คเก็จ Gastronomic Stay ก็จะมีดินเนอร์แสนอร่อยรวมอยู่ในแพ็คด้วย หากเข้าพักในวันอาทิตย์-พฤหัสฯ ทางห้องอาหาร Viu (วูว์) ก็จะเสิร์ฟเป็นเซ็ตดินเนอร์ 7 Course แต่หากเพื่อนๆเข้าพักวันศุกร์-เสาร์เหมือนกับเรา ก็จะเจอกับ Epic Dinner Buffet สุดอลังการ (ปกติราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2,500++ บาทต่อหัวนะครับ) โดยจะมีดาวเด่นเป็น Lobster ให้คนละ 1 ตัว สามารถแบ่งครึ่งให้เชฟปรุงได้ 2 แบบ ส่วนไลน์ Buffet ก็จะมีทั้งอาหารทะเลพรีเมี่ยมสดๆ ชาชิมิ เนื้อสตริปลอยน์ หมูคุโรบุตะ ซี่โครงแกะ ฮามอน อิเบอริโก้ ชีสนานาชนิด อาหารไทย ญี่ปุ่น ยุโรป ทั้งคาวและหวานมาครบหมดครับ เราอิ่มอร่อยกันมากจนต้องขอชา Peppermint มาตบท้ายเพื่อช่วยให้ท้องรู้สึกเบาขึ้นซักนิดก่อนกลับไปที่ห้อง Turn Down เราชอบห้องของเรามากครับ ความสวยงาม สะดวกและกว้างขวางทำให้เราอยากใช้เวลาที่ห้องนานๆ ที่สำคัญคือวิวในแต่ละช่วงเวลาของวันนั้นมีเสน่ห์ไม่เหมือนกันเลย ตอนฝนตกก็เป็นมู้ดที่สวยไปอีกแบบ หลังดินเนอร์มื้อใหญ่จบไป เราก็กลับมาพบกับห้องที่ Turn Down เสร็จเรียบร้อยแล้ว คืนนี้เราน่าจะนอนหลับกันสบายเลย อ่อ! อย่าไปเผลอปิด Master Switch ที่ประตูทางเข้าห้องนะครับ ไม่งั้นแอร์จะไม่ทำงาน เราเองก็งงอยู่นานจนต้องเรียก Butler มาช่วย Gym ตื่นเช้ามาวันนี้ เราขอฮึบออกกำลังกันก่อนเลย ยิมของ St. Regis Bangkok ครบและทันสมัยมากครับ ที่นี่ใช้เครื่องออกกำลังกายแบรนด์ TechnoGym ไม่ว่าจะเน้นเบิร์นไขมัน เพิ่มความยืดหยุ่น หรือสร้างกล้ามเนื้อทั้งแบบใช้เครื่องและยกเวทก็มีครบ รวมถึงเวทีมวยขนาดย่อมให้ซ้อมชกด้วย และที่สำคัญคือมีเทรนเนอร์อยู่ประจำคอยแนะนำการใช้อุปกรณ์และองศาท่าที่ถูกต้อง และหากอยากจัด Session ส่วนตัวก็สอบถามทางโรงแรมเพิ่มเติมได้เช่นกัน Breakfast Buffet ท้องเริ่มหิวแล้ว เรารีบอาบน้ำแต่งตัวไปเพื่อเพิ่มพลังกันต่อเลยครับ เรากลับมาที่ห้องอาหาร Viu อีกครั้งในบรรยากาศบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าซึ่งรวมอยู่ในแพ็คเก็จ Gastronomic Stay ด้วยเช่นกัน ทุก Station เต็มพรึ่บไปด้วยอาหารทุกหมวดหมู่ หลายสัญชาติ รวมไปถึงเครื่องดื่มและผลไม้ด้วย ให้รูปเล่าเรื่องก็แล้วกันนะครับ เราชอบครัวเปิดตรงกลางที่ทำให้เราได้ Enjoy ดูเชฟง่วนทำอาหารเสิร์ฟแขกนับร้อยกันอย่างขะมักขเม้น มีชีวิตชีวามากครับ นอกจากอาหารบนไลน์ Buffet แล้วอาหารไทยๆอย่างข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ไข่เจียวหมูสับ หรือก๋วยเตี๋ยวก็มีให้สั่งได้เช่นกัน Wrapping Up Our Stay เราใช้เวลาแค่เพียง 1 คืนที่นี่ แต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆที่น่าประทับใจครับ แบรนด์ St. Regis นั้นจัดอยู่ในประเภท Classic Luxury ภายใต้เครือ Marriot ซึ่งมีความ Heritage และดูภูมิฐานเป็นผู้ใหญ่ ก็จะเหมาะกับคนที่ชอบสไตล์นี้ครับ ส่วนเรื่องการบริการนั้นแบรนด์น่าจะการันตีได้อยู่แล้วว่าอยู่ในระดับ 5 ดาวตามมาตรฐานสากล แม้พนักงานจะยังกลับมาไม่ครบทุกตำแหน่ง แต่ทุกคนก็บริการด้วยใจอย่างเต็มที่ สิ่งที่เราประทับใจที่สุดก็คือห้องพักของเราและ Wet Facilities ใน Clinique La Prairie ที่เราเข้าไปใช้ได้ฟรีเลย สำหรับอาหารก็มีความหลากหลายและให้ของคุณภาพดี หากเพื่อนๆใช้สิทธิ์แพ็คเก็จ Gastronomic Stay ก็เท่ากับได้ทั้งห้องพัก อาหาร เครื่องดื่ม (และ Swiss Onsen) เราคิดว่าคุ้มมากครับ จองห้องพักได้ที่นี่ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม For more information ☎️ 02-207-7777 📩 reservation.bangkok@stregis.com #GastronomicStay #StRegisBangkok #LiveExquisite #LetsHoparound #Bangkok

  • The Ritz-Carlton Maldives, Fari Islands เดอะริทซ์-คาร์ลตัน มัลดีฟส์ หมู่เกาะฟารี

    The Ritz-Carlton Maldives, Fari Islands เกาะสวรรค์มหัศจรรย์ฝีมือมนุษย์ ณ North Malé Atoll แนวปะการังรูปวงแหวนบนปากปล่องภูเขาไฟเก่าในมหาสมุทรอินเดียนั้นมีหมู่เกาะ Fari (ประกอบด้วยเกาะทั้งหมด 4 เกาะ) ที่งดงามราวกับธรรมชาติจงใจมาปั้นแต่งเอาไว้ เพียงแต่ผู้ที่ปั้นแต่งหมู่เกาะ Fari นั้นไม่ใช่ธรรมชาติ แต่เป็น Pontiac Land Group บริษัทพัฒนาอสังหาฯสัญชาติสิงคโปร์ที่ตั้งใจถมทะเลสร้างเกาะสวรรค์บนผืนน้ำสีเทอร์คอยส์ของมัลดีฟส์โดยให้เป็นที่ตั้งของโรงแรมหรูมากๆถึง 3 แบรนด์นั่นก็คือ Capella, Patina (แบรนด์น้องใหม่จาก Capella) และ The Ritz-Carlton (แบรนด์สูงสุดของเครือ Marriott) ซึ่งเรากำลังจะพาเพื่อนๆไปสำรวจกันนั่นเอง จองห้องพักได้ที่นี่ มิถุนายน 2021 คือเดือนที่ Ritz-Carlton Maldives, Fari Islands ได้เปิดตัวขึ้นอย่างเป็นทางการ ดังนั้นนอกจากความหรูแล้ว ที่นี่ยังได้ความใหม่เอี่ยมอีกด้วย และที่น่าตราตรึงใจยิ่งขึ้นไปอีกก็คือรีสอร์ทแห่งนี่เป็นผลงานออกแบบชิ้นสุดท้ายของคุณ Kerry Hills สถาปนิกระดับตำนานผู้ออกแบบโรงแรมหรูมานับไม่ถ้วนทั่วโลก ก่อนที่เขาจะลาโลกไปในเดือนสิงหาคม 2018 ใช่แล้วครับ แม้แต่เขาเองก็ยังไม่ได้มีโอกาสให้เห็นโปรเจ็คท์นี้แบบเสร็จสมบูรณ์เลย ตัวรีสอร์ทถูกออกแบบให้มีโมเดิร์นเรียบหรู ด้วยสีสันและเส้นสายที่สะอาดตา ทีมคุณ Kery Hills เลือกใช้รูปทรงเรขาคณิตที่เข้าใจง่ายแต่ก็มีรายละเอียดที่โดดเด่น วิลล่าส่วนใหญ่จากทั้งหมด 100 หลัง (เลขสวยจำง่ายมาก) ซึ่งมีทั้งแบบ Beach Front และ Overwater นั้นถูกดีไซน์ให้เป็นทรงกลมเพราะได้แรงบันดาลใจมาจากกลอง Beru ท้องถิ่นของมัลดีฟส์นั่นเอง การเดินทาง ครั้งนี้เราเลือกสายการบิน SriLankan Airlines เป็นสายการบินประจำชาติของศรีลังกาและเป็นสายการบินสมาชิกของพันธมิตรสายการบิน Oneworld ซึ่งเราประทับใจการบริการ คุณภาพ รสชาติอาหารมาก แต่จะเสียเวลาเปลี่ยนเครื่องประมาณ 2 ชั่วโมงที่เมือง Colombo Sri Lanka นะครับ แต่โดยรวมแล้วเราชอบมาก เครื่องบินใหม่ มีจอทีวีหนัง เพลงอัพเดทมาก เบาะกว้าง ไม่อึดอัด เสิร์ฟอาหารอร่อยด้วย พอเราลงที่สนามบิน Velana International Airport เราก็เดินทางต่อไปที่รีสอร์ทกันโดยเรือ Speed Boat โดยใช้เวลานั่ง 45 นาทีโดยประมาณก็จะถึง The Ritz-Carlton Maldives, Fari Islands เลยครับ ค่าเครื่องบินไปกลับ กรุงเทพ-มาเล่ คนละ THB 16,XXX ค่าเรือ Shared Luxury Boat ไปกลับ คนละ USD 500++ ค่าเรือ Private Luxury Boat ไปกลับ ลำละ USD 2,800++ ค่าเรือ Private Luxury Yacht ไปกลับ ลำละ USD 7,100++ ค่าเครื่องบิน Shared Seaplane ไปกลับ คนละ USD 1,400++ ค่าเครื่องบิน Private Seaplane ไปกลับ ลำละ USD 9,500++ The Arrival รีสอร์ทแห่งนี้อยู่ห่างจากสนามบิน Velana International Airport ไปทางเหนือประมาณ 45 กิโลเมตร ประมาณ 1 ชั่วโมงบนเรือสปีดโบ้ท หรือแค่เพียง 10-15 นาทีบน Sea Plane เท่านั้น หลังจากที่มาถึงแล้วสิ่งที่แขกจะได้รับก็คือความเป็นส่วนตัวแต่ก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งวิลล่าของเราด้วยนะครับ เพราะบางมุมของเกาะก็จะมีเรือรับส่งแขกวิ่งผ่านไปมา ถ้าต้องการความเป็นส่วนตัวแบบจริงจัง แนะนำให้ย้ำกับทาง Reservations ตอนจองห้องเพื่อเลือกวิลล่าหลังที่หลบสายตาคนที่สุด แต่ไม่ว่าจะอยู่วิลล่าหลังไหน สิ่งที่ไม่น่าเป็นห่วงคือการบริการครับ เพราะที่ Ritz-Carlton นั้นแน่นอนว่าพิเศษเหนือระดับอยู่แล้ว Villa ทุกหลังจะมี “Aris Meeha” หรือ Butler ประจำตลอด 24 ชั่วโมง Resort Map ที่นี่จะแบ่งเป็น 4 เกาะตามแผนที่เลยครับ Our Villa No.128 จากนั้นคุณ Novita (Butler ของเรา) ก็พามาเช็คอินที่ห้องของเรา โดยเค้าอัพเกรดให้เป็นห้อง Sunset Beach Pool Villa แต่หลังจากนี้เราขอย้ายกลับไปห้องที่จองมาครับ เพราะคุณแม่อยากนอนห้องแบบ Overwater Pool Villa Sunset มากกว่า เรามาดูห้องพักของเรากันดีกว่า ห้องนี้ชื่อ Sunset Beach Pool Villa ขนาดใหญ่ 155 ตร.ม. สามารถนอนได้สูงสุดผู้ใหญ่ 3 คน มีทางลงหาดด้านหน้า มีห้องอาบน้ำแต่งตัวแบบ walk in closet ห้องส้วม ราวแขวนเสื้อที่ใหญ่มากกกก มินิบาร์ที่นี่ก็ฟรีทั้งหมด ยกเว้นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ มีของต้อนรับ มีทีวี มีลำโพง มีสระว่ายน้ำและพื้นที่นั่งพักผ่อนขนาดใหญ่ใช้ได้เลย Minibar รายการขนมและเครื่องดื่มทั้งหมดจะรวมอยู่ในราคาค่าห้องแล้วนะครับ ยกเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยจะเติมวันละ 1 ครั้งครับ ราคาห้องพักที่เราจองมาจะรวม Welcome in-villa amenity Daily turndown service and amenities Pressing Service at our courtesy on the day of arrival, up to 8 pieces per villa WIFI high-speed internet access in-villa and all public areas 24 hours Aris Meeha , your island butler for personalized experiences At our courtesy, non-alcoholic beverages and sweet & savory snacks in the honor-bar At our courtesy shared boat within the Fari Islands archipelago, as per the schedule Access to daily Resort activities, as per schedule Access to the fitness center, sauna & steam bath at our recreation area Access to the Ritz Kids area and daily activities calendar (for activities outside the daily schedule a charge applies) Access to Tennis court (Tennis Pro available for coaching at a fee) Non-motorized watersports activities: Stand Up Paddleboard / Kayak / Windsurfing / Catamaran Bathroom and Walk In Closet มาดูห้องน้ำกันดีกว่าครับห้องน้ำที่นี่ใหญ่มากๆ แบ่งเป็นโซน His & Her ราวแขวนผ้าคือยาวสุดๆ แขวนได้เป็นสิบๆ ชุดเลย ส่วน Amemities ของที่นี่ใช้ของ Bamford แบรนด์หรูที่เน้นความยั่งยืนจากอังกฤษนะครับ Pool Area and Beach Access บริเวณด้านนอกวิลล่าของเราก็มีโซฟา โต๊ะ เก้าอี้อาบแดด และมีทางเดินลงหาดเล่นน้ำได้เลย แต่โซนนี้ยุงจะเยอะนิดนึงนะครับ Move to Villa No.306 วันต่อมาเราได้ย้ายมาที่ห้องพัก Overwater Pool Villa Sunset เป็นห้องพักขนาดใกล้เคียงกับห้องแรก แต่ห้องนี้พิเศษตรงที่อยู่เหนือน้ำทะเล เราสามารถกระโดดลงไปว่ายน้ำดูปลาได้เลย แถมยังตื้นมากด้วยรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติสุดๆ Breakfast serve at La Locanda อาหารเช้าที่นี่เสิร์ฟเป็นแบบ Buffet และ A la carte มีครบมากครับทั้งอาหารเอเชียอาหารฝรั่งอาหารพื้นเมืองมัลดีฟ แต่สำหรับเรา เราชอบพวกเบเกอรี่มาก Restaurants ที่นี่มีร้านอาหารคอยเสิร์ฟความอร่อยให้กับเราถึง 7 ร้าน 7 สไตล์ (อย่าพลาดอาหารเลบานอนผสมอินเดียตอนเหนือที่ร้าน Arabesque นะครับ ปกติเราไม่ใช่แฟนอาหารอินเดียเลย ยังอร่อยติดใจมาจนถึงทุกวันนี้) และยังมีบาร์อีก 2 แห่ง EAU BAR ห้องอาหารสไตล์บีชคลับที่เสิร์ฟตั้งแต่อาหารทะเลสด ไปจนถึงพิซซ่าและดริ้งค์ต่างๆ LA LOCANDA ห้องอาหารเช้า และ อาหาร Southern Italian BEACH SHACK ห้องอาหารชิลๆสไตล์ Mediterranean เน้นจานแชร์ง่ายๆ ARABESQUE เป็นห้องอาหารเลบานอน ผสมอาหารอินเดีย SUMMER PAVILION ห้องอาหารจีน Cantonese เปิดเฉพาะมื้อเย็น IWAU ห้องอาหารญี่ปุ่น TUM TUM รถฟู้ดทรัคง่ายๆ สไตล์เอเชีย เปิดเฉพาะตอนเที่ยง ตั้งอยู่บนเกาะ Fari Marina Boutique หากใครยังจัดเสื้อผ้ามาไม่พร้อม ต้องมาแวะช็อปที่นี่ครับ The Boutique เค้าคัดสรรสินค้าแฟชั่นและแบรนด์เนมมาจากทั่วโลกรวมไปถึงแบรนด์โลคัล แบ่งเป็นส่วนของผู้ชาย ผู้หญิงและเด็ก ร้านตั้งอยู่ติดกับห้องอาหาร LA LOCANDA นะครับ บอกเลยว่าถูกจริตเราสุดๆ The Ritz-Carlton SPA Pool สระว่ายน้ำส่วนกลางของที่นี่ตั้งอยู่บริเวณบาร์ EAU BAR สามารถมานั่งรีแล็กซ์ได้ทั้งวันทั้งคืนเลยครับ ตกเย็นก็จะมีแสดงโชว์สั้นๆ Defining Moment พร้อมชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปพร้อมๆกันด้วย Defining Moment at EAU BAR Art สิ่งที่เราประทับใจที่สุดน่าจะ Vibe ของ “ความอาร์ท” ที่ทำให้ใจของเราระริกได้ตลอด นอกจากตัวรีสอร์ทและเกาะจะเป็นผลงานการดีไซน์ชั้นสูงในตัวอยู่แล้ว ที่เกาะ Fari Islands นี้มีการจัดแสดงงานศิลปะอยู่หลายจุด รวมไปถึงประติมากรรมทรงลูกบาศก์เรียบเท่อันเป็นอนุสรณ์เล็กๆเพื่อระลึกถึงคุณ Kerry Hills ด้วย Fari Marina Village นอกจากรีสอร์ทแล้ว ที่ Fari Islands ยังเป็นที่ตั้งของ Fari Marina Village ที่เป็นเหมือนชุมชนไฮเอ็นด์ส่วนกลางให้กับแขกของรีสอร์ททั้ง 3 ได้มาเพลินเพลินอย่างมีรสนิยม ทั้งในเรื่องอาหารการกิน ดนตรี ช้อปปิ้ง ความรู้ ศิลปะ ไปจนถึง Marina สำหรับจอดเรือยอทช์ เพราะที่นี่มีทั้ง Fari Beach Club ร้านอาหารหลากหลายสไตล์ ร้านค้าแบรนด์หรู ศูนย์ Marine Biology และที่เราชอบมากๆก็คืองาน Art Installation โดย James Turell ศิลปินผู้โด่งดัง เจ้าของผลงานห้องดูท้องฟ้าที่มีอยู่ในหลายๆมิวเซียมทั่วโลก สรุปความประทับใจ สำหรับเรื่องราคานั้นหากตัดสินใจจะมาเที่ยว Maldives เพื่อนๆก็คงได้ทำใจไว้ประมาณนึงอยู่แล้วเนอะว่าค่าครองชีพและค่าเดินทางนั้นค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเพื่อมาพักรีสอร์ทระดับ Ultra Luxury อย่าง Ritz-Carlton ด้วย แต่เป็นราคาสูงที่สมเหตุสมผลนะครับ คือเค้าต้องสร้างเกาะขึ้นมาใหม่ทั้งหมด การออกแบบก่อสร้างก็น่าจะยากลำบากพอตัว การบริหารจัดการวางระบบต่างๆ ไปจนถึงการเทรนพนักงานเพื่อให้ได้ตามมาตรฐาน Ritz-Carlton ก็คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แถมแต่ละวันยังต้องขนส่งข้าวของและวัตถุดิบหลายอย่างมาจากแดนไกลเพราะหาไม่ได้บนเกาะอีกด้วย พอมาทบทวนดูดีๆมันน่าทึ่งมากที่ Maldives กลายมาเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวระดับไฮเอ็นด์ได้อย่างรวดเร็ว จากต้นยุค 70s ที่ George Corbin เอเจ้นต์ท่องเที่ยวชาวอิตาเลียนพานักท่องเที่ยวกลุ่มแรกมายังหมู่เกาะที่แทบไม่มีใครรู้จักและไม่มีรีสอร์ทเลยมาจนถึงวันนี้นั้น ต้องบอกว่า Maldives มาไกลมากจริงๆครับ Maldives นั้นมีโรงแรมที่หรูหราในระดับใกล้เคียง Ritz-Carlton อยู่หลายแห่ง การแข่งขันในตลาด Luxury ค่อนข้างสูงทีเดียว แต่ละแบรนด์ก็ล้วนพยายามตอบโจทย์ที่ต่างกันไป เราคิดว่า Ritz-Carlton นั้นสามารถนำเสนอคุณค่าและรสชาติที่แตกต่างในตลาดได้อย่างสมศักดิ์ศรีครับ และเราก็มีความสุขกับประสบการณ์เข้าพักที่ Ritz-Carlton Maldives ในครั้งนี้มาก โดยเฉพาะการที่เราได้มาที่นี่กับครอบครัว หากเพื่อนๆกำลังมองหาที่พักผ่อนติดทะเลที่ทั้งสงบเป็นส่วนตัวในบรรยากาศงานดีไซน์ที่เรียบหรู ใช้เวลาว่างไปกับการปล่อยอารมณ์ อ่านหนังสือ ทบทวนชีวิต ดำน้ำดูปลาดูปะการัง หรือปั่นจักรยานเล่นรอบเกาะ ไม่ว่าจะมากับครอบครัว คู่รัก หรือเพื่อนสนิทเราก็ขอแนะนำที่นี่เลยครับ จองห้องพักได้ที่นี่ #LetsHoparound #Hopstay #Maldives #RCMemories #EmbraceIslandLife #FariIslands

  • Beijing เที่ยวปักกิ่ง ยิ่งใหญ่และใหม่มาก

    Let's Hoparound Beijing รีวิวเที่ยวปักกิ่งด้วยตัวเอง ยิ่งใหญ่และใหม่มาก นานแสนนานที่เราแอบเล็งไว้ว่าอยากจะมาเยี่ยมชมมหานครปักกิ่งสักครั้ง เราจึงตื่นเต้นกับทริปปักกิ่งครั้งแรกนี้ของเราเป็นพิเศษ แม้จะเป็นทริปสั้นๆเพียง 4 วัน 3 คืน แต่เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีนแห่งนี้ก็ทำให้เราประทับใจเกินคาดไปมาก ต้องใช้คำว่าเมืองเค้าเกรียงไกรจริงๆนะครับ เอาแค่เรื่องประวัติศาสตร์ก็สามารถย้อนกลับไปได้ไกลกว่า 3,000 ปีโน่นแน่ะ และถึงจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยปักกิ่งก็ยังคงยืนหนึ่งเป็นศูนย์กลางทั้งด้านการเมือง วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการศึกษาของประเทศจีน มหาอำนาจอันดับ 2 ของโลก บ้านเมืองนี้จึงเต็มไปด้วยเรื่องราวและความเปลี่ยนแปลงไม่รู้จบ ด้วยประชากรกว่า 22 ล้านคนที่เป็นแรงขับเคลื่อนทำให้เมืองใหญ่เมืองนี้มีอะไรใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา มาเถอะ เราจะพาไปสำรวจแบบรวบรัดกันดูว่าปักกิ่งในปี 2024 นั้นจะมีโฉมหน้าเป็นยังไงบ้าง โรงแรมพาร์คไฮแอท ปักกิ่ง (Park Hyatt Beijing) 北京柏悦酒店 รอบนี้เราเลือกนอนกันที่โรงแรม Park Hyatt Beijing แบรนด์ท็อปเทียร์ของเครือ Hyatt ที่นี่เป็นโรงแรมแบรนด์ Park Hyatt แห่งแรกที่เปิดให้บริการในจีน แค่ชื่อก็น่าจะการันตีความดีงามได้โดยแทบไม่ต้องอธิบายอะไรแล้ว แต่เราขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมกันอีกหน่อยละกันนะครับ (อุตส่าห์ไปค้นมา ฮ่าๆๆๆ) Park Hyatt Beijing ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจของปักกิ่งบนอาคารที่สูงที่สุดบนถนน Chang’an Avenue มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันมากและที่นี่ไม่ได้มีแค่โรงแรมเท่านั้นนะครับ แต่ยังประกอบไปด้วย Park Hyatt Residence, Park Hyatt Penthouse โดยตัวโรงแรมจะตั้งอยู่บนชั้น 37 ถึง 49 และ 59 ถึง 67 ของ Beijing Yintai Center โดยชั้นล่างๆจะเป็นห้างหรู และอยู่ติดกับรถไฟใต้ดินสถานี Guamao เลย ตัวโรงแรมมีห้องพักและห้องสวีทให้บริการรวม 237 ห้อง ตกแต่งสไตล์จีนโมเดิร์นเน้นสีครีมสบายตา เรียบแต่โก้ ที่สำคัญวิวจากห้องพักทุกห้องนั้นเป็นแบบพาโนรามาผ่านกระจกบานใหญ่เห็นวิวเมืองปักกิ่งแบบไม่มีอะไรมาบังเลย และทุกห้องก็จะมีระบบฟอกอากาศที่ทำงานเงียบเชียบมาก สามารถดักจับอนุภาค PM2.5 ได้ชะงัด ช่วยให้อากาศในห้องสะอาดสดชื่นปลอดภัยไร้กังวล จองโรงแรม Park Hyatt Beijing ได้ที่นี่ ตัวโรงแรมเพิ่งได้รับการปรับปรุงไปเมื่อปี 2019 ทุกอย่างจึงดูใหม่มากๆ นอกจากห้องพักสวยๆแล้ว ทางโรงแรมยังมี ร้านอาหารและบาร์อีก 3 แห่งไว้ให้บริการด้วยนะครับ แต่ถ้ายังไม่จุใจด้านล่างของตึกนั้นเป็นห้างไฮเอนด์ชื่อ in01 มีครบทั้งช้อปปิ้ง บันเทิง ฟิตเนส และร้านอาหาร ฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะเบื่อเลยครับ ห้องพักของเราเป็นห้อง 1 King Bed ขนาดห้อง 45 ตร.ม. เป็น Room Type มาตรฐานที่ดีมากเลยล่ะครับ ตอบโจทย์ทุกความต้องการในทริปนี้ของเรา พื้นที่ในห้องแบ่งสัดส่วนลงตัวมาก ไม่รู้สึกอึดอัดเลยครับ แต่ถ้าใครอยากได้ห้องพิเศษกว่านี้ก็มีอีกหลายประเภท ห้องใหญ่สุดก็คือ 240 ตร.ม.กันไปเลย คุณภาพเครื่องใช้ภายในห้องดีเลิศครับ เตียงนุ่มสบายกำลังดีปูด้วยผ้าปูเตียงความละเอียด 300 เส้นด้ายและผ้านวมขนเป็ด สมาร์ททีวีจอแบนขนาดใหญ่และมีเดียฮับในตัว โซนมินิบาร์มีเครื่องชงกาแฟและกาต้มน้ำสำหรับชงชาเตรียมไว้ให้บริการ ตู้เสื้อผ้าเป็นแบบ Walk-in ห้องน้ำแบ่งโซนแห้งโซนเปียกเป็นสัดส่วน มีทั้งฝักบัวและอ่างอาบน้ำ หน้าตาอาหารเช้าที่นี่น่ากินมั้ยครับ มีให้เลือกสั่งทั้งแบบ A la carte และ ตักเองแบบ Buffet จัดเต็มมากเลย สรุปสั้นๆคือถ้ามาเที่ยวปักกิ่งและพอจะมีงบ เราก็แนะนำให้นอนที่นี่นะครับ สำรองห้องพัก: จองโรงแรม Park Hyatt Beijing  ได้ที่นี่ เวลาเปิดปิด: 24 ชั่วโมง การเดินทาง: สถานี Guomao เดิน 1 นาทีจากทางออก C Location: https://maps.app.goo.gl/jKJKsdQni3rW7q1x5 ย่านวัยรุ่นช้อปปิ้ง Sanlitun (ซานลี่ถุน) เป็นอึกหนึ่งย่านที่มาปักกิ่งแล้วต้องมาแวะ เพราะที่นี่จะรวมเอาทุกแบรนด์บนโลก ร้านอาหารดังๆ เบเกอรี่ คาเฟ่ รวมไปถึงแบรนด์โลคอลของจีนด้วย แต่ละร้านก็ไม่ได้มีแค่ชั้นสองชั้นเท่านั้นนะครับ บางร้านคือเหมาตึกทั้งตึกเลย ตอนที่เราไปตึก Louis Vuitton Flagship Store และ Dior Flagship Store กำลังก่อสร้างอยู่ ถ้าสร้างเสร็จน่าจะยิ่งใหญ่มากเลย นอกจากพวกร้านแบรนด์เนม เค้ายังมีร้านให้ได้นั่งอ่านหนังสือกัน 24 ชั่วโมงอีกด้วยนะ แถมถนนหนทางฟุตบาทคือทำดีมาก เดินกันเพลินเลยครับ เวลาเปิดปิด: ตามเวลาเปิดปิดของแต่ละร้าน การเดินทาง: MRT Line 10 สถานี Tuenjiehu ทางออก A แล้วเลี้ยวขวาที่สี่แยกตรงหน้า เดินตรงไปอีกประมาณ 400 เมตร พระราชวังต้องห้าม Forbidden City เพื่อนๆสามารถซื้อตั๋วเข้าชมได้ที่ https://bookingticket.dpm.org.cn/ โดยต้องจองล่วงหน้า 7 วัน ประมาณ 1 ทุ่มเวลาไทย เฝ้าจอได้เลยครับ โดยรอบเช้าเปิดให้เข้าชมเวลา 8:30 - 12:00. รอบบ่ายเปิดให้เข้าชมเวลา 11:00 เป็นต้นไป บางทีถ้าตรงกับวันหยุดยาวจีนก็จะหมดเร็ว แนะนำให้ไปแบบเลี่ยงวันหยุดยาวจีนนะครับ พระราชวังต้องห้าม หรือ The Forbidden City คือนครที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งจักรพรรดิจีนในอดีต เป็นที่ประทับของจักรพรรดิในราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง รวมทั้งสิ้น 24 พระองค์ ตั้งอยู่ใจกลางกรุงปักกิ่งเลยครับ สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ จักรพรรดิลำดับที่ 5 แห่งราชวงศ์หมิงผู้ย้ายราชธานีจากนานกิงมาปักกิ่ง การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปีค.ศ. 1406 หลังจากขับไล่ชาวมองโกออกนอกกรุงปักกิ่งได้หมด ใช้เวลาในการก่อสร้างทั้งสิ้น 14 ปี ปัจจุบันพระราชวังต้องห้ามเป็นหนึ่งในเกือบ 20 สถานที่ในปักกิ่งที่ได้รับการคุ้มครองจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลก ในอดีตพระราชวังแห่งนี้เป็นเขตหวงห้ามไม่ไห้ประชาชนเข้า แม้ข้าราชการชั้นสูงยังต้องขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ จึงเรียกพระราชวังนี้ว่า "พระราชวังต้องห้าม" แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปหลังการปฏิวัติประเทศจีนให้เป็นสาธารณรัฐในปี ค.ศ.1911 ถึงแม้ในปัจจุบันจะเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมในหลายๆจุดของพระราชวังแล้ว แต่ภายใต้ความยิ่งใหญ่นี้ก็น่าจะยังคงมีความลับต้องห้ามซุกซ่อนตัวอยู่อีกมาก เรามาดูความเว่อร์วังอลังการของพระราชวังต้องห้ามกันดีกว่าครับ เนื้อที่ทั้งหมดคือ 720,000 ตารางเมตร คือใหญ่กว่าพระบรมมหาราชวังของไทยเรามากกว่า 3 เท่า มีห้องทั้งหมด 9,999 ห้อง มีตำหนัก 800 องค์ พระที่นั่ง 750 และหอบูชาหลายหอ ศาลา หอพระสมุด รวมห้องลับอีกมากมาก มีสวน ลานกว้าง และทางเดินเชื่อมโยงถึงกันโดยตลอด มีคูและกำแพงที่สูงถึง 11 เมตรล้อมรอบ ในการก่อสร้างพระราชวังต้องห้ามนั้นต้องใช้สัตว์ลากจูงหลายพันตัว ช่างฝีมือกว่า 100,000 คน คนงานมากกว่า 1,000,000 คน และใช้อิฐกว่า 10,000,000 ก้อนเพื่อปูพื้นพระราชวัง วัสดุที่ใช้สร้างอาคารนั้นเป็นวัสดุชั้นยอดที่คัดมาจากทั่วประเทศจีน ทั้งไม้ “หนานมู่” จากมณฑลซื่อชวน กว่างตง และยูนนาน ไม้ซุงจากซื่อชวน เจียงซี เจ๋อเจียง ส่านซี และฮูนาน หินแกร่งหนักอึ้งจากฟ่างซานที่ถูกตัดออกมาเป็นก้อนๆยาวถึง 10 เมตร กว้าง 3 เมตร หนา 1.6 เมตร แค่การขนส่งวัสดุอย่างเดียวก็ต้องใช้ทั้งทรัพยากรและแรงงานมากมายมหาศาลเพราะประเทศจีนกว้างใหญ่ไพศาลมีหลากหลายภูมิประเทศ และภูมิอากาศมาก โดยเฉพาะไม้จากเขตภูเขาสูงและหินจากเขตหนาวเยือกแข็งก็ยิ่งลำบากเป็นพิเศษ Opening hours ปิดวันจันทร์ April 1st - October 31st 8:30 am - 5:00 pm Last Entry 16:00 November 1st - March 31st 8:30 am - 4:30 pm Last Entry 15:30 เพื่อนๆสามารถซื้อตั๋วเข้าชมได้ที่ https://bookingticket.dpm.org.cn/ สวนสาธารณะจิงซาน (Jingshan Park) อยู่ติดกับพระราชวังต้องห้ามทางฝั่งเหนือ สวนแห่งนี้เคยเป็นสวนของจักรพรรดิในราชวงศ์หยวน หมิง และชิง นอกจากแมกไม้นานาพรรณแล้ว จุดที่สูงที่สุดของสวนจะเป็นที่ตั้งของพระตำหนักว่านชุน (Wanchun Pavillion) ซึ่งในอดีตเคยเป็นจุดที่มีความสูงที่สุดในตัวเมืองปักกิ่งชั้นใน ปัจจุบันที่นี่จึงเป็นจุดชมวิวพระราชวังต้องห้ามจากมุมสูงได้แบบพาโนรามาเลยครับ เวลาเปิดปิด: 6:00 am - 9:00 pm การเดินทาง: MRT Line 8 สถานี Shichahai ออกทางออก C แล้วเดินไปทางทิศใต้ประมาณ 914 เมตร สามารถซื้อตั๋วเข้าชมได้ที่ด้านหน้าทางเข้า Voyage Coffee (Sanlihe Park Branch) Voyage Coffee เป็นแบรนด์คาเฟ่ฟีลโฮมมี่ของปักกิ่ง มีอยู่หลายสาขาแต่เราเลือกมาที่สาขาในสวนสาธารณะ Sanlihe Park (น่าจะอ่านว่า “ซานลี่เหอ“ นะครับ) เพราะมีบรรยากาศร่มรื่นสบายๆริมน้ำ บางทีก็มีน้องเป็ดน้องไก่จากละแวกใกล้เคียงเดินผ่านมาอวดโฉมกันด้วย แต่ไม่ว่าจะนั่งข้างนอกหรือข้างในก็ชิลไม่แพ้กัน เพราะด้านในร้านก็มีโซนหนังสือท้องถิ่นให้เลือกอ่านด้วย และต่อให้เราอ่านภาษาจีนไม่ออกแต่การที่มีมุมหนังสืออยู่ในร้านก็ช่วยสร้าง Vibes ดีๆได้อย่างบอกไม่ถูก ร้านนี้ดังทั้งกาแฟและขนม โดยเฉพาะกาแฟ Dirty แต่เราสั่ง Americano กับสปาร์คลิ่งยูสุ ซึ่งก็รสชาติดีทั้ง 2 แก้วเลย เวลาเปิดปิด: 10:00 am - 6:00 pm ทุกวัน การเดินทาง: MRT Line 7 สถานี Qiaowan ออกทางออก D แล้วเดินไปทางทิศใต้ประมาณ 10 นาที Li Qun Roast Duck Restaurant ร้านเป็ดปักกิ่งชื่อดังเจ้าเก่าของเมือง เปิดมาตั้งแต่ปี 1992 (เมื่อก่อนเจ้าของเคยเป็นเชฟของร้านดังอีกร้าน แต่ลาออกมาเปิดร้านที่บ้านตัวเอง) ร้านนี้ยังคงย่างเป็ดด้วยวิธีการดั้งเดิม โดยใช้ฟืนจากไม้แอ๊ปเปิ้ลและไม้สาลี่ที่จะมีกลิ้นหอมผลไม้อ่อนๆในควันไฟ ร้านเป็ดปักกิ่งส่วนใหญ่จะเป็นร้านแนวภัตตาคาร แต่ร้านนี้เป็นฟีลบ้านๆเลย แต่ประเด็นหลักของการมาร้านอาหารก็คือรสชาติ ซึ่งสำหรับเรานั้นอาหารอร่อยถูกปากแทบทุกจานที่สั่งมา เป็ดปักกิ่งหนังกรอบบาง เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำไร้กลิ่นสาบ อีกจานที่เราชอบมากไม่แพ้กันก็คือปลาทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน ส่วนเรื่องราคาก็ถือว่ารับได้ครับ ไม่ได้ถูกแต่ก็ไม่ได้แพงจนเหมือนถูกปล้น สั่งเป็ดมา 1 ตัว ราคาประมาณ 1,600-1,700 บาท แบ่งกันกิน 5 คนได้กำลังดีครับ แต่เราก็สั่งอย่างอื่นมากินด้วยอีกหลายอย่างเหมือนกันนะครับ ฮ่าๆๆๆ เวลาเปิดปิด: 10:30 am - 10:00 pm ทุกวัน การเดินทาง: MRT Line 7 สถานี Qianmen ออกทางออก D แล้วเดินไปทางทิศใต้ประมาณ 2 กิโลเมตร Wangfujing Street ถนนคนเดินหวังฟู่จิง 王府井大街 ตั้งอยู่ฝั่งขวาของพระราชวังต้องห้าม เป็นย่านที่ใครมาปักกิ่งครั้งแรกต้องแวะ เพราะ ที่นี่มีร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านแบรนด์เนมให้เลือกชิมเลือกช้อปเยอะแยะมากมาย รวมไปถึงร้าน POPMART ยอดฮิตด้วยนะครับ ร้านเยอะคนก็เยอะด้วยเช่นกัน ให้อารมณ์แบบชินจูกุที่โตเกียว สามารถเดินทางมาได้ง่ายๆ โดยรถไฟใต้ดินสถานี Wangfujing สายสีเขียวเข้ม หรือ แดงเข้ม Aesop Wangfujin WF CENTRAL House 19 ที่นี่เป็นร้านเอสอปสาขาแรกในจีนเปิดตัวช่วงปลายปี 2022 ตั้งอยู่ในย่านหวังฝูจิ่งของกรุงปักกิ่งภายในอาคารสีเหอหยวนซึ่งหมายถึงบ้านแบบจีนโบราณที่มีลานร่มรื่นอยู่กลางบ้าน จึงให้บรรยากาศที่ดูแปลกตาไปกว่าร้านอื่นๆของ Aesop บ้านหมายเลข 19 หลังนี้เป็นแบบจำลองของที่อยู่อาศัยของลูกพี่ลูกน้องของจักรพรรดิปูยี ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์คลาสสิกแบบราชวงศ์หมิงผสมกับองค์ประกอบอื่นๆที่มีความร่วมสมัย นอกจากสินค้าทั่วไปของ Aesop แล้ว สาขานี้ยังแบ่งพื้นที่พิเศษให้กับน้ำหอมคอนเส็ปต์ไม่เหมือนใครของแบรนด์ ถึงกับมีห้องส่วนตัวสำหรับทดลองกลิ่นโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีโครงการ Rinse and Return ของแบรนด์ โดยนำบรรจุภัณฑ์ Aesop ที่ใช้หมดแล้ว ล้างให้สะอาดแล้วมาคืนที่ร้าน เพื่อนำไปรีไซเคิลต่อ เป็นแนวคิดที่ดีมากครับ (แต่แอบคิดว่าน่าจะมีการแลกเปลี่ยนให้ส่วนลดในบิลถัดไปเพื่อเป็นแรงจูงใจเพิ่มเติมซักหน่อย อิอิ) ใครมีเวลาแวะไปดูได้น้าา ร้านเอสอปสาขานี้อยู่ใกล้กับ Dover Street Merket Beijing เวลาเปิดปิด: 10:00 am - 10:00 pm เปิดทุกวัน การเดินทาง: รถไฟใต้ดิน Line 1 สถานี Wangfujing ทางออก C2 หรือ B. กำแพงเมืองจีน (Mutianyu ด่านมู่เถียนยวี่) ว่ากันว่าใครมาปักกิ่งแล้วไม่มากำแพงเมืองจีน ถือว่ามาไม่ถึง ฮ่าๆ เราเลยบุ๊คตั๋วแล้วมาสำรวจกำแพงเมืองจีนโดยไม่รีรอ กำแพงเมืองจีนเริ่มก่อสร้างมาเมื่อ 2,200 กว่าปีที่แล้ว (ตั้งแต่ก่อนพระเยซูเกิดอีกอ่ะ) และมีความยาวรวมกว่า 20,000 กิโลเมตร ฉะนั้นจึงมีจุดให้เข้าชมได้หลายจุดมาๆ สำหรับครั้งแรกครั้งนี้ของเรา เราเลือกมากำแพงเมืองจีนที่ด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu) บอกเลยว่าประทับใจมาก! ที่นี่เป็นหนึ่งในด่านที่สภาพของกำแพงยังสมบูรณ์และยิ่งใหญ่ที่สุด จุดเด่นของด่านนี้ คือ ทางเดินง่าย วิวสวย มีหอคอยเยอะ เดินทางง่ายจากปักกิ่งแค่ 1.30 ชั่วโมงเท่านั้น แถมยังมีให้เลือกขึ้นไปชมกำแพงเมืองจีนแบบทั้งกระเช้าลอยฟ้า (cable car) แบบกั้นหมด กับ แบบไม่มีอะไรกั้น และลงแบบรางสไลด์ (toboggan) ที่ทำให้การเดินทางขึ้นลงกำแพงสะดวกสุด ๆ เหมาะกับการพาครอบครัวและเด็ก ๆ มาเที่ยวมาก และยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก บริการต่าง ๆ สำหรับนักท่องเที่ยว ห้องน้ำก็ถือว่าสะอาดมากนะครับ สามารถซื้อทัวร์ได้ที่: https://www.beijingmubus.com/ โดยรถทัวร์แต่ละวันจะมีออกจากปักกิ่ง 2 รอบ คือ 8:00 AM และ 10:00 AM Meeting Point: ขึ้น Subway Line 2 หรือ Line 13 มาลงสถานี Dongzhimen Station(东直门地铁B口)ออกทางออก B แล้วมองหาคนถือธง MUBUS สีแดง To Summer | 观夏 แบรนด์เครื่องหอมสัญชาติจีนจากปักกิ่งเองที่เน้นการปรุงกลิ่นจากพืชพรรณแถบเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นดอกหอมหมื่นลี้ มะลิ กล้วยไม้ ไผ่ ส้มพันธุ์ต่างๆ และอื่นๆอีกมากมาย นอกจากนี้งานดีไซน์แบรนดิ้งต่างๆก็จะใส่แนวคิดแบบตะวันออกผสมลงไปในความโมเดิร์นและมินิมอลไว้ได้อย่างลงตัว เช่น ฝาขวดน้ำหอมทรง 8 เหลี่ยม เป็นต้น ซึ่งเราชอบมากครับ ภายในร้านมีสินค้าทั้ง Home Fragrances ไปจนถึง Niche Perfume ราคาก็อยู่ในระดับกลางค่อนสูง แม้แบรนด์จะเปิดตัวได้ไม่นานแต่เราสัมผัสได้ถึงความฮิตกำลังติดตลาดอย่างรวดเร็วในหมู่คนจีนที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับแบรนด์ท้องถิ่นมากขึ้นกว่าแบรนด์จากชาติตะวันตก ส่วนเราเองก็โดนไป 1 ขวดเช่นกัน ฮ่าๆๆๆ 观夏 To Summer ในปักกิ่งมี 5 สาขา ส่วนสาขาที่เราไปตั้งอยู่ชั้น 1 ห้าง China World Mall ตรงข้าม Park Hyatt Beijing เวลาเปิดปิด: 10:00 am - 10:00 pm เปิดทุกวัน การเดินทาง: รถไฟใต้ดิน สถานี Guomao Dover Street Market Beijing ร้านรวมแบรนด์สตรีทแฟชั่นสุดล้ำโดย Rei Kawakubo แห่ง Comme Des Garçons มีหน้าร้านอยู่ในเพียง 7 เมืองทั่วโลก และปักกิ่งก็คือหนึ่งในนั้น สาขานี้มีพื้นที่ถึง 3 ชั้นซึ่งเต็มไปด้วยไอเท่มพิเศษที่คัดสรรมาจากกว่า 60 แบรนด์เฉพาะกลุ่มตั้งแต่ Stüssy, Lemaire, Miu Miu, Dries Van Noten, Sacai, The Row และอีกมากมาย แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือไลน์สินค้าที่แตกแยกย่อยของ Comme Des Garçons เอง สายสตรีทแวร์ห้ามพลาดนะครับ ร้าน Dover Street Merket Beijing อยู่ในย่าน Wangfujing street เวลาเปิดปิด: 10:00 am - 10:00 pm เปิดทุกวัน การเดินทาง: รถไฟใต้ดิน สถานี Jinyu Hutong Documents อีกหนึ่งแบรนด์เครื่องหอมจากแดนมังกรที่กำลังมาแรงเตรียมตัวไประดับโลกเพราะได้เงินอัดฉีดก้อนโตจาก Ushopal Group บริษัทบิวตี้เจ้าใหญ่ของจีน Documents เป็นแบรนด์ที่ถือกำเนิดขึ้นที่ Shanghai อีกเมืองยักษ์ใหญ่ของจีน แม้จะโฟกัสไปที่วัตถุดิบท้องถิ่นในการปรุงกลิ่นเช่นเดียวกับแบรนด์ To Summer แต่คาแรคเตอร์ของสินค้าและการสื่อสารแบรนด์นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง Documents จะเน้นไปที่วิถีชีวิตคนเมืองที่มีความล้ำสมัยกล้าที่จะแหวกแนว ซึ่งก็สอดคล้องกับคาแรคเตอร์ของเซี่ยงไฮ้ที่มีความเป็นเมืองยุคใหม่มากกว่าปักกิ่ง กลิ่นของ Documents นั้นมีโน้ตของโป๊ยกั๊ก ถั่ววอลนัท ดอกยูหลานแมกโนเลีย ไปจนถึงต้นจิงจูฉ่าย และราคาน้ำหอมก็เริ่มต้นตั้งแต่ขวดละประมาณ​ 4,000 บาทเลยทีเดียว สาขาที่เราไปตั้งอยู่ชั้น 1 ห้าง China World Mall ตรงข้าม Park Hyatt Beijing เวลาเปิดปิด: 10:00 am - 10:00 pm เปิดทุกวัน การเดินทาง: รถไฟใต้ดิน สถานี Guomao ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.instagram.com/documentsperfume/ สรุปความประทับใจ เราตกหลุมรักเมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีนแห่งนี้เข้าอย่างจังเลยล่ะ นอกจากบ้านเมืองจะสะอาดทันสมัยยิ่งใหญ่อลังการแล้ว สิ่งที่เกินคาดที่สุดกลับเป็นผู้คนที่เฟรนด์ลี่มากๆพร้อมช่วยเหลือตลอด แม้จะสื่อสารกันคนละภาษาต้องแปลกันผ่านแอ๊ป แต่เราก็รู้สึกได้ถึงความเป็นมิตรที่จริงใจ ส่วนอาหารก็ถูกปาก (ตัดสินเฉพาะจากร้านที่เราเลือกไปกินนะครับ) การเดินทางก็สะดวกปลอดภัย ที่ถูกใจอีกเรื่องก็คือทั้งเมืองนั้นขับรถไฟฟ้ากันเกือบทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการแก้ปัญหามลพิษของทั้งรัฐบาลและประชาชน ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่เราแทบจะไม่ได้กลิ่นควันรถหรือได้ยินเสียงรถเลยครับ ถ้าจะมีก็น่าจะมาจากบุหรี่บ้างเพราะคนปักกิ่งสูบบุหรี่จัดมากกกก 4 วันที่ปักกิ่งนี้ทำให้เรารู้เลยว่าเวลาแค่นี้ไม่พอครับ ฮ่าๆๆๆ เพราะยังมีอีกหลายสิบย่านที่เรายังไม่ได้ไปสำรวจ รอบหน้าจะเผื่อเวลามากขึ้นและจะกลับมาเที่ยวเมืองปักกิ่งอีกแน่นอน #LetsHoparound #Beijing

  • The Tokyo EDITION, Toranomon เดอะ โตเกียว เอดิชั่น โทราโนมง

    รีวิวโรงแรม The Tokyo EDITION, Toranomon เดอะ โตเกียว เอดิชั่น โทราโนมง EAST MEETS WEST กลับมาโตเกียวในรอบหลายปี!! เลยอยากมาลองพักที่โรงแรม The Tokyo EDITION, Toranomon เดอะ โตเกียว เอดิชั่น โทราโนมง เพราะเป็นแบรนด์ในเครือแมริออตที่เราชื่นชอบสไตล์มินิมอลของแบรนด์มากๆ แบรนด์ The EDITION ก่อตั้งขึ้นโดยคุณ Lan Schrager ผู้สร้างแบรนด์โรงแรมระดับตำนาน ร่วมกับ Marriott International เครือโรงแรมระดับโลก เป็นแบรนด์ Top สุดของเครือแมริออท The Tokyo EDITION, Toranomon เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปี 2020 ที่ผ่านมานี่เอง (ช่วงโควิดพอดี) เราชอบการตกแต่งอย่างอบอุ่นด้วยพื้นไม้ ผนังไม้ และเพิ่มเติมด้วยต้นไม้สีเขียว ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและเตรียมพร้อมสำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง จองโรงแรม The Tokyo EDITION Toranomon ราคาพิเศษคลิ๊กที่นี่ Overview โรงแรมตั้งอยู่ที่ชั้น 31–36 ของตึกระฟ้าใจกลางโตเกียวอย่าง “Tokyo World Gate” อยู่ในย่านธุรกิจ Kamiyachō ในทำเลที่สะดวกสบายติดกับจุดเชื่อมต่อรถไฟใต้ดินหลายสาย ทำให้สามารถเดินทางไปยังสถานที่ยอดนิยมอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง เช่น รปปงหงิ หรือ กินซ่า หรือไกลออกไปได้อย่างง่ายดายมาก ห่างจากสถานที่ที่ดีที่สุดของโตเกียวเพียงไม่กี่ก้าว ประกอบไปด้วยห้องพัก 206 ห้อง รวมถึงห้องสวีทอีก 22 ห้อง พร้อมกับทิวทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์ของโตเกียว มีให้บริการห้องอาหารทั้งหมด 3 ห้อง มองเห็นวิวโตเกียวทาวเวอร์ ล็อบบี้เลาจน์ บาร์เลานจ์ 3 แห่ง สปาพร้อมห้องทรีตเมนต์ 6 ห้อง ยิมพร้อมเครื่องเล่นที่ทันสมัย ​​และสระว่ายน้ำสีน้ำเงินสุดโดดเด่น The Arrival ล็อบบี้ที่นี่จะอยู่ที่ชั้น 31 เราจะต้องกดลิฟต์ขึ้นมาจากชั้น 1 เมื่อลิฟต์เปิดมาเราจะเจอกับเก้าอี้ที่ตั้งเป็นงานอาร์ตและรูปถ่ายขนาดเล็ก ติดเรียงรายไปตลอดทางเดินที่ทอดยาวไปยังล็อบบี้และจุดสำหรับเช็คอิน ซึ่งล็อบบี้ที่นี่สวยมาก รู้สึกร่มรื่นเพราะเค้าตกแต่งด้วยต้นไม้กว่า 500 ต้นเลย แบ่งเป็นมุมต่างๆ ผ่อนคลายและดูไม่อึดอัด Our Room เราพักห้อง DELUXE เตียงคิงไซส์พร้อมวิวเมือง ขนาด 42 sqm ห้องพักที่นี่ออกแบบโดยสถาปนิกที่เราชอบมากที่สุดคนนึงในญี่ปุ่นเลย คือ คุณ Kengo Kuma ห้องมีความเรียบง่ายมาก มีเส้นสายที่สะอาดตาและขอบที่คมชัดตลอดแนวใช้สีออร์แกนิก เช่น พื้นไม้โอ๊คสีขาวพร้อมเฟอร์นิเจอร์สีเบจและสีขาว ให้ความโฮมมี่มินิมอลสุดๆ เหมาะกับการพักผ่อนมาก Amenities สิ่งที่ชอบสุดในห้องก็หนีไม่พ้น Amenities กลิ่นหอมละมุนสั่งทำพิเศษจากแบรนด์ Le Labo ใครอยากนำกลับบ้านก็ขวดละแค่ 8,000 JPY เท่านั้นนนนน Gym & Pool สำหรับโรงยิมที่นี่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงเลยนะครับ อุปกรณ์สุดไฮเทคโดย Technogym พร้อมอุปกรณ์มัลติฟังก์ชั่นล้ำสมัยกว่า 17 รายการที่คอยเติมเต็มความฟิตและสุขภาพที่ดีให้กับคนรักการออกกำลังกาย ส่วนพื้นที่สระว่ายน้ำที่นี่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวมากๆ ออกแบบเหมือนเรือนกระจกพร้อมหน้าต่างบานสูงเพื่อรับแสงจากธรรมชาติ แต่เสียดายที่ไม่มีวิวให้ชมเลย ส่วนตัวรู้สึกแอบอึดอัดนิดหน่อย แต่โดยรวมถือว่าสะอาดและใหม่มากๆ สรุปความประทับใจ สำหรับเราค่อนข้างชอบที่นี่ เพราะมันมีสไตล์การตกแต่งของแบรนด์ชัดเจนมากๆ เดินทางสะดวก อยู่ใจกลางเมือง ใครสนใจอยากมาพักที่นี่เราแนะนำเลยครับ สำรองห้องพัก: https://www.editionhotels.com/tokyo-toranomon จองโรงแรม The Tokyo EDITION Toranomon ราคาพิเศษคลิ๊กที่นี่ #LetsHoparound #HopStay #TheTokyoEdition #Toranomon #TheEdition #TheEditionHotel #Marriott #MarriottBonvoy

STAY IN TOUCH

  • Black Facebook Icon
  • Black Instagram Icon

INSTAGRAM

  • TikTok
  • Black YouTube Icon

YOUTUBE

Hoparound.co ฮ็อปอะราวด์ – เว็บไซต์ท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์สำหรับคนรักงานดีไซน์และประสบการณ์ใหม่ๆ เรา คัดสรรที่พักดีไซน์ คาเฟ่ แกลเลอรี่ พร้อม ระบบจองที่พัก และ ดีลพิเศษ เฉพาะคุณ รวมถึงคอนเทนต์คุณภาพจาก บล็อกท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ ศิลปะ และดีไซน์ ที่คัดมาแล้วว่า "ทั้งสวย ทั้งมีแรงบันดาลใจ" สำรวจสถานที่น่าสนใจทั้งในไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น พิพิธภัณฑ์ คาเฟ่ ร้านอาหาร โรงแรมดีไซน์จัดเต็ม ไปจนถึงงานสถาปัตยกรรมสุดว้าว รวมถึงสินค้าและแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น ผ่านการเล่าเรื่องอย่างสร้างสรรค์ ภาพสวย อ่านสนุก ได้ทั้ง ข้อมูลท่องเที่ยว ความรู้ และแรงบันดาลใจ ไปพร้อมกัน

Hoparound.co – A travel and lifestyle platform curated for design lovers and creative explorers. We handpick design hotels, cafés, galleries, and offer a booking system with exclusive travel deals you won’t find elsewhere. Beyond travel, we dive into lifestyle, art, and design content to inspire your journey. Discover unique places across Thailand and around the world — from museums, galleries, cafés, restaurants, and design hotels, to remarkable architecture, creative brands, and stylish products. All presented through engaging storytelling, beautiful visuals, and high-quality content that’s informative, enjoyable, and full of inspiration.

ที่เที่ยวใหม่ 2025 |  พิพิธภัณฑ์ & แกลเลอรี่ | โรงแรมดีไซน์ |  คาเฟ่สายอาร์ต |  เที่ยวไทย-ต่างประเทศ จองที่พัก |  รีวิวโดยบล็อกเกอร์ |  ไอเดียทริปไม่ซ้ำใคร |  ค้นหาสถานที่สร้างแรงบันดาลใจ | Travel wesite | Thai Travel Blogers | Travel Influencers | a travel website travel influencers thailand รีวิวท่องเที่ยว รีวิวโรงแรม รีวิวร้านอาหาร

 

Contact and Collaboration with Hoparound.co
E-mail: info.hoparound@gmail.com | Facebook: @hoparound.co | Instagram: @hoparound.co | Youtube: hoparound.co | Tiktok: @hoparound.co

Follow us on Instagram

black-01.png
bottom of page